กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ออกแนวทางใหม่เพื่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้สามารถจับกุมและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในหลายกรณีมากขึ้น รวมทั้งเปิดทางให้กระบวนการส่งตัวคนลักลอบเข้าเมืองออกนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

แนวทางปฏิบัติงานใหม่นี้ มีขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการปราบปรามและป้องกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งได้ลงนามไว้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งออกมาใหม่นี้ ไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองที่มีอยู่เดิม แต่เป็นการเน้นให้บังคับใช้มาตรการที่มีอยู่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่มีอยู่ถึงราว 11 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ


สหรัฐฯ จะสามารถเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ทันที หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสหรัฐฯ มานานกว่าสองปี

ภายใต้แนวทางใหม่นี้ เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในเกือบทุกกรณีและทุกพื้นที่ โดยเน้นให้เนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองที่กระทำการละเมิดกฎหมายทุกคน แม้ในกรณีความผิดเล็กน้อยเช่นละเมิดกฎจราจรหรือแอบขโมยของในร้านค้า รวมทั้งผู้ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ และผู้ขอรับสวัสดิการของรัฐโดยมิชอบ เว้นไว้แต่ผู้ลักลอบเข้าเมืองที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสหรัฐฯตั้งแต่ยังเป็นเด็กเท่านั้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถดำเนินการเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในทันที หากผู้นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสหรัฐฯมานานกว่าสองปี ซึ่งมาตรการใหม่นี้ต่างจากมาตรการที่บังคับใช้ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโอบามา ที่การเนรเทศในทันทีจะสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่คนเข้าเมืองผิดกฎหมายเข้าประเทศมาไม่เกิน 14 วัน และอยู่ไม่ห่างจากแนวพรมแดนเกิน 100 ไมล์เท่านั้น


สหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการใหม่ที่ออกมามุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมขณะพยายามข้ามแนวพรมแดนจะไม่ถูกผลักดันกลับในทันทีเช่นแต่ก่อน แต่จะถูกควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินการเอาผิดและลงโทษ ซึ่งจะต้องมีการสร้างศูนย์ควบคุมตัวเพื่อใช้ในการนี้เพิ่มเติมและว่าจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกจำนวนมาก

นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการใหม่นี้ไม่ได้มุ่งเน้นให้เกิดการเนรเทศครั้งใหญ่ขึ้น แต่มุ่งให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลว่า คนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เป็นภัยต่อสังคมและก่ออาชญากรรม เป็นพวกแรกที่จะต้องออกไปจากสหรัฐฯ

source :- http://www.bbc.com/thai/international-39048423?ocid=socialflow_facebook


ประชาไท Prachatai.com

ส.ศิวรักษ์ เป็นนายประกันร่วม วางหลักทรัพย์ร่วม 7 แสน ขอประกันไผ่ ดาวดิน

22 ก.พ. 2560 10.25 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ได้เดินทางมายังศาลเพื่อยื่นคำร้องขอประกันตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน โดยวันนี้ได้มีการวางหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว 7 แสนบาท

สุลักษณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นวันครบรอบการตายของโกมล คีมทอง โกมลตายเพื่อประชาธิปไตย แต่ไผ่จะต้องไม่ตายแต่จะต้องต่อสู้ต่อไปด้วยอหิงสวิธี ด้วยความรัก อย่าไปเกลียด พระทิเบตรูปหนึ่ง ถูกจีนจับไปขังไว้ 18 ปี ทรมาณทุกวัน ออกมาทุกๆครั้งที่ท่านถูกทรมาน นึกถึงคนที่ทรมานท่าน ภาวนาขอให้ผู้ทรมานอย่าตกอยู่ในมิจฉาทิษฐิ อย่าให้ต้องได้รับบาปกรรมจากสิ่งที่เขากระทำ

สำหรับเหตุผลที่ยื่นประกันตัว กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของจตุภัทร์ ระบุว่าเรื่องที่เป็นข้อกังวลของศาลเช่นเรื่องการที่ จำเลยจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานนั้น ในทางปฎิบัติเมื่อพนักงานสอบสวนได้สรุปคดีและส่งให้อัยการ และอัยการได้ยื่นฟ้องแล้วนั้น ถือว่ากระบวนการในการสอบสวนพยานหลักฐานได้สิ้นสุดไปแล้ว ฉะนั้นการที่จตุภัทร์จะได้รับการประกันตัว จึงไม่ส่งผลให้จำเลยสามารถที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานได้ และการได้รับการประกันตัวจะสามารถทำให้จำเลยสามารถที่จะออกมารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสู้คดีต่อไปได้ ซึ่งการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา

ส่วนข้อกังวลเรื่องพฤติการณ์หลบหนีนั้น กฤษฎางค์ ระบุว่า จำเลยไม่มีความคิดจะหลบหนีตั้งแต่ต้น และจำเลยมาตามที่ศาลนัดทุกครั้งก่อนหน้าที่จะถูกคุมขัง

สำหรับผลการพิจารณาของศาลจะรายงานให้ทราบต่อไป


Atukkit Sawangsuk

น่าอ่านโคตรๆ สำหรับพวกนิยมตามก้นจีน น่าจะมีคนแปลเป็นไทย

สกู๊ปชิ้นนี้พูดถึงรายการเรียลลิตี้โชว์ “Ultra Rich Asian Girls of Vancouver,” เรื่องของลูกคนรวยในจีน ที่ออกไปใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในโลกตะวันตก คนรุ่นที่เกิดมาพ่อแม่ก็รวยล้นเหลือนี่มีศัพท์เรียกว่า fuerdai สิ่งที่ต่างจากลูกคนรวยแบบไทยหรือประเทศอื่นคือ จีนเพิ่งมีนายทุนไม่ถึง 40 ปีนี้เอง (คล้ายกับรัสเซียที่เพิ่งมีคนรวยยุค 90) แล้วก็รวยปุบปับรวยล้นหลามท่ามกลางการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่

ความมั่งคั่ง 1 ใน 3 ของจีน ถูกครอบครองโดยคนรวยแค่ 1% แต่ผลการวิจัยของ Bank of China พบว่า 60% ของคนรวย (คือคนที่มีเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) กำลังโยกย้ายเงินออกนอกประเทศในอัตรา 450,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนใหญ่ผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ดดยเฉพาะในอเมริกา โดยอ้างทั้งปัญหามลภาวะ อยากให้ลูกเรียนดี มองว่าเศรษฐกิจจีนหยุดชะงัก ฯลฯ แต่ข้อสำคัญคือ กลัวเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยเอื้อประโยชน์จะโดนข้อหาคอร์รัปชั่นแล้วซวยกันหมด หรือไม่งั้น ก็กลัวคู่แข่งทางธุรกิจจะยืมมือกลไกรัฐมาเล่นงาน


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ตนทราบว่าเมื่อเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการประชุมร่วมกับวัดพระธรรมกายอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ต้องการเข้าไปในพื้นที่วัดอีก เพื่อทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต้องสามารถตอบคำถามรัฐบาลและสังคมให้ได้ รวมถึงศาลที่ได้ออกหมายค้นให้เราด้วย เพราะเมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วก็จะต้องชี้แจงต่อศาลให้รับทราบ ทั้งนี้ ทราบว่าในการพูดคุยหารือกันมีความคืบหน้า แต่ตนเองยังไม่ได้รับรายงานโดยละเอียด

“รัฐบาลมอบหมายนโยบายให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ปฏิบัติงานด้วยความอดทน รับผิดชอบรักษาวินัย และที่สำคัญต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ อยากเรียนต่อสังคมว่าทางฝ่ายราชการกำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดังนั้น จึงอยากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อทำเรื่องให้ได้ข้อยุติที่เป็นผลดีต่อส่วนรวมทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นไปแล้ว แต่มีบางส่วนที่เราต้องการขอตรวจค้นเพิ่มเติม เพื่อจะตอบข้อสงสัยทั้งหมด ซึ่งชุดที่ทำงานอยู่อาจมีข้อสงสัยก็ถือเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน” นายสุวพันธุ์ กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ตนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไปตามที่เห็นสมควร โดยร่วมมือกับผู้แทนของมหาเถรสมาคมด้วย ซึ่งทราบว่ามีตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ขอยืนยันว่าที่ทำวันนี้ ทำไปตามข้อกฎหมายทั้งสิ้น และวิธีการปฏิบัติก็เป็นไปตามมาตรฐาน

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ตนได้หารือกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทั้งทางโทรศัพท์ รวมทั้งประสานงานคุยกัน ซึ่งท่านต้องการให้เรื่องนี้ยุติลงด้วยความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และไม่เกิดเหตุรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติต้องรับข้อห่วงกังวลทุกด้านมา สิ่งที่ทำอยู่ในขณะนี้ คือยึดหลักความอดทน ไม่ให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทุกอย่างเราจะดำเนินการด้วยหลายวิธี โดยสิ่งที่เราอยากจะเห็นคือทุกอย่างเดินไปตามข้อกฎหมาย และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีการกำหนดเส้นตายแต่อย่างใด ส่วนเจ้าหน้าที่ต้องมีวิธีการปฏิบัติไปตามความเหมาะสม

“ตอนนี้ที่ยังมีความเป็นห่วงคือ 1.เรื่องของพระธัมมชโย มีหมายจับและหมายค้นที่ต้องดำเนินการติดตาม เพื่อให้ได้ตัวพระธัมมชโย เพื่อมอบให้อัยการ ซึ่งจะพบหรือไม่พบตัวก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่เรายังไม่รู้ ส่วนการปฏิบัติการพบหรือไม่พบตัวก็ต้องมาบอกให้ทราบ และ 2.ทางมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะต้องเข้ามามีส่วนดำเนินการเรื่องนี้ในอนาคตที่จะต้องหารือกันต่อไป ทุกฝ่ายก็ต้องการอย่างนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ต่อไปทางมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็จะต้องเข้ามาช่วย ขอให้รอจบการดำเนินการในส่วนของกระทรวงยุติธรรมให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เบื้องต้นการปฏิบัติการยังสามารถใช้ ม.44 แต่ผมต้องขอดูวันนี้ก่อน ถึงจะสามารถตอบได้ว่าอะไรเป็นอะไร” นายสุวพันธุ์ กล่าวและว่า ส่วนกรณีพระสนิทวงศ์ โพสต์หมายเลขโทรศัพท์ของผมนั้น ผมไม่ทะเลาะกับพระ สังคมรู้ดีว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

source :- line


สุชาติ ดีจันทร์

ประเด็นที่หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายให้ เจ้าคณะจังหวัด และรองสุริยา ถึงความกังวลของญาติโยม จนเป็นเหตุให้สาธุชนมีมติกันเองว่า ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เนื่องจากไม่ไว้วางใจจากสาเหตุดังต่อไปนี้

๑. ประเด็น รูปเหมือนทองคำ หลวงปู่วัดปากน้ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงเสด็จมาเป็นประธานเททองหล่อรูปเหมือนเอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่ถูกสงสัยว่าเป็นทองคำเก๊
๒. ประเด็นการวางศิลาฤกษ์อุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เสด็จแทนพระองค์ มาในพิธี แต่กลับถูกกล่าวหาว่าสร้างโดยไม่ได้ขออนุญาต
๓. คดีเกิดขึ้น ๓๐๐ กว่าคดี ภายใน ๒ สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน และพล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะมีคดีเพิ่มตามมาอีก
๔. วัดพระธรรมกาย สร้างโดยความร่วมแรงร่วมใจและปัจจัยจากญาติโยม ที่เก็บเล็กผสมน้อยบริจาคกันมา ญาติโยมนับล้านคน จึงเป็นเจ้าของวัดตัวจริง แต่ทางการมาออกประกาศให้ญาติโยมออกจากวัด หากจะอยู่ภายในวัด ก็จะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเสบียง และอาจจะถูกดำเนินคดีต่อไป นั่นคือ ไล่เจ้าของวัดออกจากวัดที่ตนเองสร้าง ทั้งๆที่ ญาติโยมเองไม่ได้อยู่ขวางถนนแต่อย่างใด
๕. การบวชพระ สร้างศาสนทายาทแต่ละรูปนั้นไม่ง่าย กว่าจะได้ถึง ๒,๐๐๐ รูป ในปัจจุบัน ต้องใช้เวลานาน แต่กำลังจะถูกยัดข้อหาว่า เป็นพระปลอมและจะถูกจับสึก ญาติโยมก็ยิ่งยอมรับไม่ได้
๖. กรณี ใช้ ม.๔๔ เข้าตรวจค้น ตั้งแต่วันที่ ๑๖-๑๗-๑๘ ก.พ. รวม ๓ วัน ค้นทุกพื้นที่ ทุกอาคาร ทุกชั้น ทุกห้อง ยึด ๖ ประตู , ซีลอายัด ๑๕ อาคาร บางอาคารตรวจซ้ำถึง ๓ ครั้ง และเจ้าหน้าที่สรุปภารกิจเป็นหนังสือระบุว่า ไม่พบเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่พบการกระทำผิด ถือว่า ภารกิจจบแล้ว แต่ก็ยังมาขอค้นอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังค้นไม่ครบทุกอาคาร

ด้วยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวแล้วนี้ ทำให้ญาติโยมไม่พอใจ และไม่ไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป

ทั้งหมดข้างต้นนี้ หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเหตุผลที่ญาติโยมไม่สบายใจและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ให้กับ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีและรองสุริยา ทราบ ดังนั้นการกล่าวหาว่าหลวงพ่อทัตตชีโว ไม่ให้ความร่วมมือนั้น จึงไม่เป็นความจริง เพราะเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว เป็นเหตุผลและมติของญาติโยมกันเองทั้งสิ้น

ความจริงคือ ดีเอสไอใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะการเจรจาแจ้งว่าค้นเพื่อหาหลวงพ่อธัมมชโย แต่กลับบอกว่าต้องให้พระ และญาติโยมออกจากวัด ถึงแม้จะอ้างว่าพระที่มีใบสุทธิสงฆ์ว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย และลูกศิษย์อยู่ได้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต้องการที่จะยึดวัด ไม่ใช่มาจับหลวงพ่อธัมมชโย ดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าหลวงพ่อธัมมชโยไม่อยู่ ดังนั้นที่บอกว่าให้หลวงพ่อมอบตัวเรื่องก็จบ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ จึงเอาเป็นข้ออ้างที่จะบุกยึดวัด และสึกพระ เพื่อทำตามคำสั่งของใครบางคน? ที่อ้างว่าต้องให้คนไทยทั้งประเทศรู้ และขอถามว่าให้รู้เรื่องอะไร เพราะดีเอสไอเข้ามาค้นทุกอาคารแล้วไม่พบหลวงพ่อธัมมชโย พบแต่อาคารว่างเปล่า ไม่มีของล้ำค่าใดๆ อย่างที่ตั้งใจ เพราะวัดพระธรรมกายไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไร พระสงฆ์สามเณรเราอยู่อย่างสมถะ ข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยไม่มี จึงไม่สมปรารถนา แต่ยังเชื่อว่าวัดมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ จึงต้องการค้นเพื่อให้พบขุมทรัพย์โคมลอยทั้งที่ไม่มี แต่เมื่อทางวัดบอกว่าไม่มี ก็ไม่เชื่อ แถมยังกล่าวหาพระ กล่าวหาคนที่มาปฏิบัติธรรมว่าไม่ถูกต้อง จนทำให้ญาติโยมไม่ยอมรับพฤติการณ์เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

คณะศิษย์วัดพระธรรมกาย
๒๒ ก.พ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๒๐ น.


Atukkit Sawangsuk

ทักไว้เลยนะครับ คดีกังหันลมจะกลายเป็น "ค่าโง่" เมื่อ รมว.เกษตรฯ บอกให้ยกเลิกสัญญาเทพสถิตวินด์ฟาร์มหน้าตาเฉย แล้ว สปก.ก็อ้างว่าอีก 17 บริษัทไม่น่าจะผิด เพราะจ่ายค่าเช่าที่ให้ สปก. จ่ายเงินปิดปากเกษตรกร แหม่ ลองเทียบดูสิว่าถ้าให้เช่าทำรีสอร์ท โดยจ่ายเงินเกษตรกร จะผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินไหม

คำพิพากษาศาลปกครองถูกแล้ว ที่ สปก.เอามาทำกังหันลมหากำไรไม่ได้ แม้อาจมองว่าเถนตรงไปหน่อย มาตรฐานคำพิพากษาคือ ผิดทุกบริษัทนั่นละ เพียงแต่จะมีใครไปฟ้องไหม

แล้วบริษัทที่ถูกเลิกสัญญาก็ฟ้องรัฐได้ เพราะมีมติ กพช.เมื่อปี 52 มติ คปก.เมื่อปี 53 รับประกันให้เอกชนมาเช่าทำกังหันลมได้ เมื่อรัฐรับรอง เอกชนมาลงทุน ต่อมาถูกยกเลิกเพราะศาลชี้ว่าไม่ชอบกฎหมาย = รัฐชวนมาทำผิด จะให้เอกชนรับเคราะห์ได้อย่างไร

เรื่องนี้มีทางออกไหม มีครับ ขอแนะนำให้ไปปรึกษาเนติบริกร หาช่องแก้กฎหมาย แก้ระเบียบ หรือใช้วิธีประกาศยกเลิกเขต สปก.ไปเลยก็ได้ เปลี่ยนเป็นที่ดินของรัฐประเภทอื่น ที่ยอมให้ทำกังหันลมได้ และให้เกษตรกรอาศัยทำกินได้ เรียกว่าหาวิธี "อุ้มที่ดินหนีกฎหมาย" ไปเลย

วิธีนี้ไม่ได้คิดเอง แต่ได้ไอเดียจากตอนศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีทวงคืน ปตท. ที่เอาเป็นเอาตายกันในยุคทักษิณ พอถึงรัฐบาลสุรยุทธ์ คดีคาอยู่ในศาล พวกรสนา-สารี หมายมั่นปั้นมือ ได้เปรียบทุกอย่างทางกฎหมาย ที่ไหนได้ หลังจากศาลปกครองนัดพิพากษาวันที่ 14 ธ.ค.2550 สนช.ก็รีบผ่านกฎหมายประกอบกิจการพลังงาน ให้แยกท่อก๊าซออกจาก ปตท. ประกาศราชกิจจา มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค.2550 สามวันถัดมา ศาลก็เอาไปเป็นสาระสำคัญตัดสินว่า ไม่ต้องเอา ปตท.ออกจากตลาดหุ้น รสนา สารี หงายท้อง ตีอกชกหัวมาจนทุกวันนี้

นานาทัศนะกรณีปฏิบัติการไล่จับ 'พระธัมมชโย'
Posted: 21 Feb 2017 12:41 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ท่ามกลางข้อมูลอัพเดตปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย จนวันนี้ล่วงเข้าวันที่ 6 แล้ว "ประชาไท" ชวนอ่านทัศนะต่อปฏิบัติการครั้งนี้ จาก พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ, วิจักขณ์ พานิช และ สุรพศ ทวีศักดิ์ เหตุการณ์นี้สะท้อนอะไร รวมถึงข้อเสนอต่อปฏิบัติการในระยะสั้นและยาว

เตือนดำเนินการเฉพาะคดีพระธัมมชโย อย่าเบี่ยงประเด็นอื่น
พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

ถ้าจะให้พูดอย่างซีเรียสจริงจริง ในการจัดการกับวัดพระธรรมกาย รัฐจะต้องมีความเป็นกลางในเรื่องของลัทธิความเชื่อทางศาสนาให้ได้เสียก่อน คือ คนที่ใช้อำนาจรัฐ จะต้องสำเนียกว่า ตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปก้าวก่ายหรือตัดสินชี้นำในเรื่องลัทธิความเชื่อของพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งอันรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้
ถ้าตราบใด คนของรัฐเอง อย่างหัวหน้ารัฐบาลในตอนนี้ ยังคงออกมาให้ความเห็น พูดถึงเรื่องของลัทธิความเชื่อว่าสำนักนี้เป็นแบบนั้น สำนักนั้น เป็นแบบนี้ รัฐจะไม่มีทางเป็นกลางหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกายได้เลย เพราะมันส่อให้เห็นได้ชัดว่า รัฐหรือผู้มีอำนาจมีความอคติชิงชังต่อองค์กรทางศาสนานั้นนั้น เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ทั้งการบังคับใช้กฎหมายก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อการรักษานิติรัฐอย่างที่กล่าวอ้างเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการจัดการกับกลุ่มคนซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่อของตน นี่เป็นเรื่องที่ต้องระวัง

คือจะดำเนินคดีกับพระธัมมชโยก็ทำไป ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดส่วนตัวของบุคคลที่เป็นผู้ต้องหา โดยที่ต้องไม่พยายามเบี่ยงประเด็นหรือมุ่งเป้าไปในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง อันนี้ควรเป็นท่าทีและความชัดเจนในการทำงานของรัฐแต่เบื้องต้น และในการดำเนินการนั้น อะไรที่ผ่อนปรนได้ หากไม่เป็นการขัดขวางการทำงาน หรือทำให้การปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว ก็ควรจะผ่อนปรน โดยเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ
อนึ่ง อาตมาอยากจะบอกว่า การขนเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาก ไปปิดล้อมวัด โดยที่ไม่ยอมดำเนินการใดใดเลย เมื่อผ่านไปหลายวันเข้า ย่อมสร้างความลำบากเดือดร้อนให้กับคนจำนวนมาก ทั้งชาวบ้านที่อยู่รอบวัด ซึ่งต้องสัญจรไปมา ทั้งพระเณรภายในวัดด้วย ก็ได้ยาก หากมีกิจที่ต้องเข้าออก อันนี้คนที่มีอำนาจควรจะพิจารณา
การจับกุมตัวพระธัมมชโยนั้น แม้ว่าจะกระทำไม่ได้ในทันทีตอนนี้ ก็ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบนิติรัฐอย่างที่คนมีอำนาจเป็นห่วง เพราะสังคมย่อมทราบดีว่า ภายใต้ความล้มเหลวนั้น มีเงื่อนไขและเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้
ถึงต่อตัวของพระธัมมชโยเอง การหนีความผิด ดั่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นความสุขสบาย หรือการอยู่เหนือกฎหมายก็หาไม่ การมีตัวตนอยู่ โดยที่ต้องทำเหมือนไม่มีตัวตน นี่ก็เป็นผลของการทำงานของกฎหมายอย่างหนึ่งแล้ว
ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีความสุขุมคัมภีรภาพมากกว่านี้ โดยเห็นแก่ผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขต มากกว่าการต้องจับกุมตัวพระธัมมชโยให้ได้ หรือควบคุมเครือข่ายของวัดพระธรรมกายทั้งหมด ท่านย่อมจะมีอุปายโกศล ในการหาช่องทางที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยก็ดีกว่าการขนคนจำนวนมากไปปิดล้อมวัด โดยที่ไม่ยอมกระทำการใดใดเลย แล้วส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

 

เรียกร้องตรวจสอบเสมอหน้า ระยะยาวแยกศาสนาจากรัฐ
วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านปรัชญาศาสนา

จริงๆ เรื่องคดีฟอกเงิน รับของโจร นี่น่าสนใจนะครับ ถ้าตั้งสติดีๆ และมองว่าเป็นปัญหาร่วมในวงการสงฆ์มานมนาน ทุกวัดมีปัญหาหมด จะทำอย่างไรให้เงินที่ไหลเวียนเข้าออกวัดตรวจสอบได้และโปร่งใสมากกว่านี้ เงินบริจาคเกินเท่าไหร่ ต้อง declare ที่มา วัดต้องมีรูปแบบองค์กรอย่างไร บริหารจัดการอย่างไร สัมพันธ์กับรัฐอย่างไร แหล่งรวมศรัทธาจึงจะไม่กลายเป็นมุมมืดที่ง่ายต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับธรรมกายมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ทั้งหมด ตอนนี้ปัญหามีอยู่ในทุกวัด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกเล่นเท่านั้น ใครจะขึ้นมามีอำนาจ ใครจะอยู่เป็นและประสานประโยชน์กับผู้มีอำนาจได้... การเมืองที่ครอบงำศาสนาพุทธแบบนี้ทำให้การอ้างเรื่อง "ความถูกต้องทางศาสนา" มีลักษณะสองมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา บอกว่าธรรมกายทำผิดกฎหมาย อ่าว แล้วพุทธะอิสระล่ะทำไมทำอะไรก็ไม่ผิด? แล้วพระในองค์กรคณะสงฆ์ล่ะทำไม DSI ไม่จัดการบ้าง? ทำไมทรัพย์สินและที่ดินของสำนักอื่นล่ะถึงไม่ถูกตรวจสอบบ้าง?
ถ้ามองเห็นว่าปัญหาของศาสนาพุทธไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ก็ควรมองไปที่การแก้ไขอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกับทุกวัด ทุกสำนัก ทุกองค์กรทางศาสนา ไม่ใช่แค่ป้ายความเป็นปีศาจให้หนึ่งสำนัก กำจัดมันให้ได้ แล้วตัวเองก็ดูบริสุทธิ์ขึ้นมาทันที...
สำคัญคือการตระหนักว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องศาสนาและใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือของรัฐ การแยกศาสนาออกจากรัฐ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาว ให้แต่ละศาสนา แต่ละความเชื่อ แต่ละสำนัก ได้ดูแลจัดการกันเองบนพื้นฐานของความแตกต่าง ส่วนรัฐก็มีระยะห่างและสร้างมาตรฐานเดียวในการสัมพันธ์กับทุกองค์กรทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการสนับสนุนเสรีภาพในการนับถือศาสนา ปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือการตรวจสอบทางการเงิน
การส่งเสริมบรรยากาศของการเคารพกันและกันทั้งทางศาสนาและทางการเมือง น่าจะดีกว่าแนวทางที่รัฐเผด็จการปฏิบัติต่อประชาชนอยู่ในเวลานี้นะครับ

 


3 ปัญหาพื้นฐานเรื่องการวิจารณ์-โจมตี กับอำนาจรัฐประหาร
สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา

ผมเคารพความเชื่อทางศาสนา และการวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง โจมตีนักการเมือง และธรรมกายของคนแบบพุทธะอิสระ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และอาจารย์มโน เลาหวนิช แต่การกระทำของพวกเขาได้ก่อให้เกิดปัญหาพื้นฐานสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ
1.คุณไม่แฟร์กับคนอื่น เพราะคุณวิจารณ์ เปิดโปง โจมตีความเชื่อทางศาสนาของคนอื่น หรือการทุจริตของคนอื่นๆ พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้รัฐประหารและอำนาจรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารจัดการกับคนอื่น
2.ต่อให้กลุ่มศาสนา กลุ่มการเมือง หรือบุคคลทางศาสนา บุคคลทางการเมืองที่คุณกล่าวหาได้ทำผิดจริง และการกระทำของคุณอาจอ้างได้ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม เพราะสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ แต่ประโยชน์ต่อสังคมดังกล่าวก็เทียบไม่ได้กับความเสียหายจากการล้มระบบ ปชต.และล้มหลักนิติรัฐของสังคม
3.การวิจารณ์ เปิดโปง โจมตีคนอื่นพร้อมๆ กับสนับสนุนเรียกร้องให้อำนาจรัฐประหารจัดการกับคนอื่น ย่อมไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามหลักปชต.และสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการสนับสนุนการทำลายเสรีภาพดังกล่าวโดยตรง ทำให้คุณเองหรือใครๆ ก็ไม่มีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบอำนาจที่คุณเรียกร้องให้จัดการกับคนอื่นได้ เท่ากับคุณกำลังสนับสนุนการดำรงอยู่ของอำนาจที่ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน พูดง่ายๆ คือกำลังสร้างบรรทัดฐานที่มุ่งตรวจสอบเอาผิดคนอื่นฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมองด้วยหลักการศาสนา หลักการทางการเมืองที่มีความเป็นอารยะ การกระทำดังกล่าวมันย่อมไม่มีความถูกต้องชอบธรรม



กานดา นาคน้อย: บุญและเบียร์
Posted: 21 Feb 2017 12:56 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“อาชีพอย่างนี้มีกำไรดี สาธุชนอนุโมทนาพระธรรมเทศนาที่เทศน์เป็นธรรมทานด้วยภาษาบาลีว่าสาธุสะ อันหมายความว่าชอบแล้วเจ้าข้า ครั้งแล้วก็ถวายไทยทานแก่พระธรรมถึกผู้เทศน์ และพระนักเทศน์นั้นถ้าได้เทศน์บ่อยๆก็กลายเป็นคนรวยได้”
ลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสยุคพระนารายณ์มหาราช พศ. 2230 [1]
สัปดาห์ที่แล้วหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่ไทยประมาณ 3,000 คนเข้าตรวจค้นวัดธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโยด้วยข้อหายักยอกทรัพย์มูลค่าประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,400 ล้านบาท) [2] ตัวเลขเจ้าหน้าที่ทำให้ข่าวนี้น่าสนใจมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจพื้นที่หลังเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ซึ่งรุนแรงระดับมีผู้เสียชีวิต 20 คนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ความเกี่ยวข้องของพระและเงินก็มีนัยยะทางเศรษฐกิจ
 

บริการทางจิต

ในทางเศรษฐกิจพระหรือนักบวชศาสนาต่างๆคือ“ผู้ให้บริการทางจิต” พระให้บริการทางตรงด้วยพิธีกรรม การเทศนา การสนทนา การสอนปฎิบัติธรรม และวัตถุมงคล ส่วนการบริการทางอ้อมนั้นผ่านหนังสือธรรมะและเทปธรรมะ เนื่องจากวัดและพระในไทยได้รับการยกเว้นภาษีก็ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่ามูลค่าการบริการทางจิตโดยพระไทยนั้นมีมูลค่าเท่าไร  

แน่นอนว่าผู้บริโภคมีสิทธิบริโภคบริการทางจิตจากนักบวชที่ไม่ใช่พระ เช่น พราหมณ์ ฤาษี เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่สำนักต่างๆ ผู้บริโภคก็มีสิทธิบริโภคบริการทางจิตจากผู้ขายที่ไม่ใช่นักบวชด้วย เช่น ครูสอนโยคะ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นอกจากนี้ผู้บริโภคก็มีสิทธิเลือกสังสรรค์และผ่อนคลายด้วยการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเบียร์หรือสุราก็ได้ 

ประเด็นสำคัญคือนิยามสิทธิผู้บริโภค ผู้บริโภคมีทางเลือกมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรัฐเพราะรัฐเป็นผู้นิยามสิทธิผู้บริโภค ในไทยไม่ว่าผู้บริโภคเลือกบริโภคบริการทางจิตด้วยการทำบูญหรือกินเบียร์ก็มีทางเลือกจำกัด เพราะนโยบายรัฐไทยส่งเสริมการผูกขาดทั้งตลาดบุญและตลาดเบียร์ แตกต่างจากประเทศที่เปิดเสรีทั้งตลาดบุญและตลาดเบียร์ เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ผู้อ่านชาวพุทธอาจแย้งว่าการทำบุญไม่ใช่การซื้อขายแต่เป็นการบริจาคโดยไม่หวังผลตอบแทน บทความนี้ก็ไม่ได้เสนอว่าบุญคือสินค้าแต่เสนอว่าบุญคือบริการทางจิตและมีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ผู้รับบริการได้ความสบายใจหรือความหวังจากชาติหน้าหรือความหวังจากสวรรค์หรือไม่นั้นก็แล้วแต่จิตส่วนบุคคล


ตลาดบุญ

การผูกขาดตลาดบุญในไทยโดยมหาเถรสมาคมได้รับการคุ้มครองโดยพรบ.คณะสงฆ์ พระไทยได้รับเงินเดือนจากรัฐดังนั้นพระไทยก็เป็นพนักงานภาครัฐ มีลักษณะคล้ายพนักงานรัฐวิสาหกิจมากกว่าข้าราชการเพราะวัดและพระมีรายได้จากทางอื่นที่ไม่ได้มาจากภาษีด้วย อาทิ ให้เช่าที่ดินทำตลาดนัด รายได้จากวัตถุมงคล ฯลฯ แต่รัฐวิสาหกิจต้องส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลังด้วย ดังนั้นพระไทยก็ไม่เหมือนพนักงานรัฐวิสาหกิจเลยทีเดียว นอกจากนี้รัฐไทยกำหนดให้วัดและพระได้รับการยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการผูกขาดโดยมหาเถรสมาคม

มหาเถรสมาคมมีอำนาจตัดสินว่าวัดไหนหรือพระทำผิดกฎหรือไม่ แต่ที่สหรัฐฯและญี่ปุ่นเปิดเสรีในตลาดบุญไม่มีหน่วยงานรัฐที่ตัดสินว่าอะไรทำให้พระหมดสภาพจากการเป็นพระ ยกตัวอย่าง พระไทยมีภรรยาไม่ได้แต่พระญี่ปุ่นมีภรรยาได้ [3] วัดพุทธในสหรัฐฯก็มีหลากหลายนิกายจากหลายประเทศนอกจากวัดไทย อาทิ วัดลาว วัดพม่า วัดญี่ปุ่น วัดเวียดนาม วัดธิเบต ฯลฯ บอกไม่ได้ว่าวัดไหนเป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียมเนื่องจากไม่มีหน่วยงานรัฐชี้นำว่าวัดไหนเป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม พระหรือนักบวชในสหรัฐฯก็มีภรรยาได้แล้วแต่ศาสนาและนิกายจะกำหนดกันเอง [4]

ในประเทศที่เปิดเสรีในตลาดบุญอย่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น พระและนักบวชทุกศาสนาไม่ได้รับเงินเดือนจากรัฐ ในสหรัฐฯวัดและองค์กรศาสนาอื่นๆได้รับการยกเว้นภาษี แต่พระและนักบวชทุกศาสนาต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล กฎหมายภาษีมรดกก็บังคับใช้กับผู้รับมรดกนักบวชด้วยในญี่ปุ่นวัดและองค์กรศาสนาอื่นๆก็ได้รับการยกเว้นภาษีเช่นกัน ส่วนรายได้ของพระก็แล้วแต่ว่ามาจากอะไร รายได้จากพิธีกรรมได้รับการยกเว้นภาษีแต่รายได้ทางอื่นไม่ได้รับการยกเว้น เมื่อเจ้าอาวาสวัดญี่ปุ่นเสียชิวิตเจ้าหน้าที่สรรพากรญี่ปุ่นก็ตรวจสอบบัญชีวัดเพื่อตัดสินว่าทายาทเจ้าอาวาสต้องเสียภาษีมรดกส่วนบุคคลหรือไม่ ทรัพย์สินส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ต้องเสียภาษีมรดกแต่ทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของเจ้าอาวาสต้องเสียภาษีมรดก

สำหรับผู้บริโภคในตลาดบุญนั้นใช้กฎเหมือนกันทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯและไทย กล่าวคือ ผู้บริโภคอาจนำเงินบริจาคเข้าวัดไปหักภาษีได้เงินได้ส่วนบุคคลเหมือนการบริจาคเข้ามูลนิธิการกุศลที่ได้รับการยกเว้นภาษี จะหักภาษีได้จริงหรือไม่และหักภาษีได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่กฎเกี่ยวกับภาษีเงินได้ส่วนบุคคลในแต่ประเทศ  


ตลาดเบียร์

การผูกขาดตลาดเบียร์ในไทยได้รับการคุ้มครองโดยพรบ.สุรา พรบ.สุรากำหนดไว้ว่าผู้ผลิตเบียร์ต้องเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายไทยและมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีเงินค่าหุ้นหรือเงินลงทุนที่ชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท มีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี ผู้ผลิตต้องวางหลักประกันการก่อสร้างโรงงานเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท(จะคืนให้เมื่อได้ทำสัญญากับกรมสรรพสามิตแล้ว) [5] ถ้าให้บริโภคภายในสถานที่ไม่อนุญาตให้บรรจุขวดต้องผลิตในปริมาณขั้นต่ำที่ 1 แสนลิตรต่อปี [6]

พ.ร.บ.สุรา ดังกล่าวไม่ส่งเสริมการแข่งขันโดยผู้ผลิตรายย่อย ปัจจุบันมีคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยเพียง 8 ยี่ห้อเบียร์ ที่หลีกหนีข้อจำกัดทางกฎหมายโดยการทำสัญญาผลิตเบียร์ร่วมกับโรงงานในต่างประเทศ ก่อนที่จะนำเข้ามาโดยเสียภาษีให้กับกรมสรรพสามิต แต่วิธีนี้ทำให้มีเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ [7] เกิน 95% ของมูลค่าตลาดเบียร์ไทยเป็นของผู้ผลิต 2 รายเท่านั้น (บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่และบริษัทไทยเบฟ) [8]

ผู้อ่านบางท่านอาจแย้งว่าเบียร์หรือสุราเป็นสิ่งเสพติดเหมือนบุหรี่ดังนั้นรัฐไม่ควรส่งเสริมให้ผลิต ถ้าเชื่อเช่นนั้นก็ควรส่งเสริมให้เก็บภาษีสูงๆ ภาษีเบียร์และภาษีสุราเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐไทย ในปีงบประมาณ 2559 งบประมาณรายจ่ายของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็เกือบเท่ารายได้จากภาษีเบียร์ ภาษีเบียร์และภาษีสุราทำรายได้ถึงครึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ถ้ารวมภาษียาสูบไปด้วยก็มากกว่ารายได้จากภาษีน้ำมันด้วยซ้ำ [9] [10]  

การออกกฎที่สงวนให้ผู้ผลิตรายใหญ่ผูกขาดตลาดไม่ช่วยลดปริมาณการบริโภค ผู้บริโภคเบียร์หรือสุราก็ไม่ได้เสพติดทุกคน (ถ้าเสพติดทุกคนก็โดนจัดว่าเป็นยาเสพติดอันตรายไปแล้ว) การเปิดเสรีเบียร์หรือสุราก็ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมในญี่ปุ่นสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นมีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูง อัตราอาชญากรรมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วยโดยเฉพาะกฎหมายปืน ส่วนอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและคุณภาพขนส่งมวลชนด้วย

บทสรุป
กฎหมายที่ส่งเสริมการผูกขาดเปิดโอกาสให้ผู้ขายหน้าเก่าอาศัยกลไกรัฐเพื่อสกัดการแข่งขันโดยผู้ขายหน้าใหม่ เป็นอุปสรรคต่อการยกระดับคุณภาพและละเมิดสิทธิผู้บริโภค ฉันไม่คัดค้านการนับถือศาสนาเพราะความเชื่อหรือความศรัทธาเป็นทางเลือกส่วนบุคคล จะเลือกบริโภคบุญหรือบริโภคเบียร์ (หรือบริโภคทั้งบุญและเบียร์)ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ยิ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลยิ่งควรเปิดเสรีไม่ควรทำให้เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคม

 
หมายเหตุ: ติดตามทัศนะโดย“กานดา นาคน้อย”ได้ที่ทวิตเตอร์ https://twitter.com/kandainthai หรือมายด์ https://www.minds.com/kandainthai
 
ที่มา:
[1] “ราชอาณาจักรสยาม จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์” โดย ลาลูแบร์ แปลโดย สันต์ ท โกมลบุตร: http://www.thaiheritage.net/nation/siam/siam9.htm

[2] “Thai police empty-handed so far in search for prominent monk” Washington Post:
https://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/thai-police-raid-temple-belonging-to-buddhist-sect/2017/02/16/33892bdc-f4bd-11e6-9fb1-2d8f3fc9c0ed_story.html?utm_term=.034b9632afe0

[3] “Foreign wives provide insight into temple lives” by Japan Times: http://www.japantimes.co.jp/community/2016/08/03/issues/foreign-wives-provide-insight-temple-lives/#.WKujPPnyuM8

[4] “A cohort of married Roman Catholic priests, and more are on the way” New York Times: http://www.nytimes.com/2012/01/07/us/married-roman-catholic-priests-are-testing-a-tradition.html

[5] “การขออนุญาตทำสุราแช่ชนิดเบียร์” กรมสรรพสามิต:
http://www.mof.go.th/home/contact/images/stories/pdf/ex/ex2493_28.pdf

[6] “การขออนุญาตทำสุราแช่ชนิดเบียร์ประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต” กรมสรรพสามิต:
http://www.mof.go.th/home/contact/images/stories/pdf/ex/ex2493_27.pdf

[7] “ทางรอดคราฟท์เบียร์ไทย ในวันที่ไม่อยากอยู่แค่ใต้ดิน” โดย บีบีซี:
http://www.bbc.com/thai/features-38781579

[8] “คราฟต์เบียร์ไทย ว่าด้วย การต้มเบียร์คืออาชญากรรม?” โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์: https://www.matichonweekly.com/column/article_22281
[9] “ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2559” ข่าวกระทรวงการคลัง: http://www.fpo.go.th/FPO/modules/Content/getfile.php?contentfileID=11989
[10] สาระ+ภาพ: งบพุทธ 5.4 พันล้าน ‘พระไทย’ รวยไม่แพ้ชาติใดในโลก: http://prachatai.com/journal/2016/05/65946

Life, Animated ขอบคุณนะ ที่โลกนี้มีการ์ตูน
Posted: 21 Feb 2017 01:37 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าอยู่ดีๆ เด็กชายที่เคยร่าเริง กลับไม่พูดไม่จาเพราะภาวะออทิสซึม รู้จักโอเวน ซัสไกนด์ หนุ่มวัย 23 ที่สื่อสารกับคนรอบข้างผ่านคำพูดของตัวการ์ตูนดิสนีย์ แม้ภาวะออทิสซึมที่เขามีจะทำให้เขาหวาดระแวงกับการเปลี่ยนแปลงรอบกาย แต่เขากลับเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ความสุขและไฟในการใช้ชีวิต


(ที่มา Documentary Club)

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2560 ที่ผ่านมา Documentary Club ได้มีการฉายภาพยนตร์สารคดี Life, Animated  หรือขอบคุณนะที่โลกนี้มีการ์ตูน ภาพยนตร์ 1ใน 5 ผู้เข้าชิงออสการ์ครั้งล่าสุด ที่เล่าเรื่องของชายวัย 23 ปี ซึ่งเผชิญชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เรียนจบและต้องแยกตัวเองออกไปอยู่อพาร์ทเมนท์เพียงลำพังตามวัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกัน ที่เป็นทั้งจุดเปลี่ยนของชีวิต ตื่นเต้น สับสนและกังวลใจ
โอเวน ซัสไกนด์ มีภาวะออทิสซึม หรือที่รู้จักว่า ออทิสติก เขาเคยเป็นเด็กที่มีพัฒนาการแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่พออายุ 3 ขวบพัฒนาการทางการพูดก็เริ่มถดถอย ไม่เป็นภาษา ไม่มองตา ฉุนเฉียวและอีกหลายอาการแปลกๆ กระทั่งหยุดพูดนับแต่นั้นเป็นต้นมา โอเวนที่เคยพูดเก่งและฉลาดเฉลียวก็กลายเป็นโอเวนอีกคน ที่แม้แต่ครอบครัวของเขาเองก็ไม่รู้จัก
ในตอนแรก ครอบครัวใจสลาย และพับฝันทั้งหมดที่พวกเขามีกับลูกคนนี้
แม้โอเวนจะไม่สนใจโลกรอบกายและมีสมาธิกับอะไรได้ประเดี๋ยวประด๋าว การ์ตูนดิสนีย์กลับเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวโอเวนให้มีสมาธิและนั่งนิ่งๆ ร่วมกับวอลเทอร์พี่ชายของเขา วันหนึ่งขณะดูเดอะ ลิตเติล เมอร์เมดหรือเงือกน้อยผจญภัย โอเวนเริ่มพูดเลียนแบบคำจากในการ์ตูนหลังจากไม่พูดอะไรเลยมาหลายปี “Just your voice” (เสียงของเธอ) คือคำแรกที่โอเวนพูดกับพ่อ ซึ่งแน่นอนว่า พ่อไม่เข้าใจจนกระทั่งได้ดูฉากดังกล่าวในการ์ตูน
ครอบครัวเริ่มใจชื้นและเปลี่ยนการสื่อสารด้วยช่องทางใหม่คือ การพูดตามตัวการ์ตูน ความชื่นชอบนี้ทำให้โอเวนตั้งชมรมดิสนีย์ในโรงเรียนของเขา ซึ่งมีเพื่อนเข้าร่วมหลายสิบคน นอกจากดูการ์ตูนแล้ว พวกเขายังเรียนรู้การใช้ชีวิต การจัดการอารมณ์ตัวเองและผู้คนรอบข้างร่วมกัน
ฉากหนึ่งในห้องชมรม สมาชิกหลายคนนั่งล้อมวงดู เดอะ ไลออน คิงส์ และเป็นที่รู้ๆ กันดีว่า มีฉากเศร้าเคล้าน้ำตาอยู่หลายฉาก เราจึงได้เห็นการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกของเด็กที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีเพียงน้ำตาคลออยู่ที่ตาสองข้างเท่านั้น มือที่กำ หลังนั่งเกร็งและท่าทางทีแสดงถึงความกระอักกระอ่วน ก็อาจเป็นภาพที่แสดงออกได้ดีว่า คนที่มีภาวะออทิสซึมนั้น ไม่ได้รับอารมณ์ความรู้สึกย่อหย่อนน้อยไปกว่าเราเลย
ตอนหนึ่งในภาพยนตร์ ครอบครัวของโอเวนได้กล่าวถึงภาวะที่ลูกของตนเป็นว่า โลกของคนเป็นออทิสซึมนั้นเหมือนโลกที่มีพื้นที่จำกัด พวกเขาไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การ์ตูนดิสนีย์ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของโอเวนได้อย่างง่ายดาย เขาจึงอ้างอิงการกระทำทุกอย่าง เข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวการ์ตูนดิสนีย์ และเรียนรู้ไปพร้อมกับการเรียนรู้ตัวเอง อีกทั้งยังสื่อสารอารมณ์โดยเปรียบเทียบกับคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูน เช่น ไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่เหมือนกับปีเตอร์แพน หรือกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเหมือนไลออนคิงส์


โอเวน ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์
(ที่มา Documentary Club)

ช้างดัมโบ ในฉากเก็บของด้วยสีหน้ากังวล ถูกใช้เป็นคาแรคเตอร์เพื่อแสดงความรู้สึกเมื่อต้องเตรียมตัวย้ายออกจากบ้านไปยังอพาร์ทเมนท์ในชุมชนอยู่อาศัยแบบมีผู้ช่วย ซึ่งเป็นพื้นที่อพาร์ทเมนท์เล็กๆ แยกห้องอยู่ร่วมกัน 3-4 คนต่อหลัง แม้จะมีการประชุม ฝึกความพร้อมและกระตุ้นพัฒนาการต่างๆ ของโอเวนอย่างต่อเนื่องโดยครู นักกิจกรรมบำบัดและนักฝึกการเข้าสังคม ซึ่งเขาทำมันได้ดี แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ เมื่อจะต้องอยู่และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
ไม่นานนัก พ่อแม่ที่เคยกังวลใจ ก็มาส่งโอเวนที่อพาร์ทเมนท์พร้อมบอกว่า เขาทำได้ และกลับบ้านโดยไม่ลังเลใจ
เขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว แน่ล่ะ แม้สิ่งที่เขาทำอยู่คือเปิดการ์ตูนดิสนีย์ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็มีหน้าที่ที่ต้องรับชอบเพิ่มเติม มีแฟนสาวซึ่งคบกับมากว่า 4 ปีที่ย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกัน (ซึ่งเลิกกันในอีกไม่นานและทำให้เขาหัวเสียมาก) และทำกิจวัตรเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ทำ  เขาเริ่มฝึกทำอาหาร โดยมีผู้ช่วยในชุมชนเป็นคนสอน เริ่มวางแผนการเงินและจัดการค่าน้ำค่าไฟด้วยตัวเอง จนอาจเรียกได้ว่า เขาเป็นคนมีความสุขคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งพิงภายใต้สังคมที่เข้าใจ ยืดหยุ่นและยอมรับความแตกต่างหลากหลายของแต่ละบุคคลได้อย่างสมบูรณ์แบบ


วงเสวนา เข้าใจออทิสซึม (Autism be understanding)

ก่อนภาพยนตร์ฉาย มีวงเสวนา เข้าใจออทิสซึม (Autism be understanding) โดยได้รับความสนใจจากทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและคนทั่วไปเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก
ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์ ประธานชมรมเมืองไทยเข้าใจออทิสซึมกล่าวว่า ภาวะออทิสซึมจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ ทั้งด้านการสื่อสาร การเรียบเรียงภาษา การเข้าสังคม จนอาจบางครั้งอาจมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมแปลกๆ โดยสาเหตุของการเกิดอาการดังกล่าว ยังไม่รู้ชัดนัก บ้างก็ว่าเกิดจากสภาพแวดล้อม การปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลง ฯลฯ บ้างก็ว่าเกิดจากพันธุกรรมที่ทำให้พัฒนาการของสมองของพวกเขาไม่เหมือนคนทั่วไป
“หลายคนอาจเข้าใจว่า ออทิสซึมนั้นเหมือนกับดาวน์ซินโดรม แต่แท้จริงแล้ว ภาวะออทิสซึมนั้นเกี่ยวข้องกับการเข้าสังคมเป็นส่วนมาก การทำให้สังคมมีความเข้าใจจึงเป็นเหมือนก้าวแรกที่สำคัญ” เธอกล่าว
นอกจากนี้ เธอเสริมว่า สิ่งสำคัญคือจะต้องทำให้เด็กเชื่อว่า คนแต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง และไม่ว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่อะไร ก็ล้วนอยากจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยกันทั้งสิ้น
กิดานันท์ งามดีวิไลศักดิ์ หรือก้อย แม่และบล็อกเกอร์จากเพจ "การเดินทางที่อ่อนไหวกับเด็กชายออทิสติก” รู้ว่า ลูกของเธอมีภาวะออทิสซึมเมื่อตอนเขาอายุ 1 ขวบ แม้ว่าเธอจะภาคภูมิใจที่ลูกของตัวเองมีความจำดี อ่านหนังสือได้ไว ฟังโน้ตดนตรีได้แม่นยำ แต่ในใจก็รู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เพราะเธอไม่รู้จักตัวตนของลูก รวมทั้งลูกเองก็ไม่รู้จักเธอ
ความกังวลนี้ นำเธอไปพบกุมารแพทย์ ความหวังจึงเริ่มกลับมาเมื่อรู้ว่า ถึงแม้ลูกเธอจะมีภาวะออทิสซึม แต่หากได้รับการฝึกฝนให้ใช้ชีวิต ก็จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไม่มีปัญหา เธอเริ่มหาข้อมูลในอินเทอร์เนต และฝึกฝนพัฒนาการลูกอย่างจริงจั
“หน้าที่ของแม่ คือฝึกลูก ฝึกให้หมด เราส่งเขาไปโรงเรียนบำบัดพัฒนาการ เขากลับมาทำได้ทุกอย่าง แต่ขาดแรงบันดาลใจ บำบัดแล้วเรากลับได้หุ่นยนต์กลับมา เราสอนให้เด็กสบตาเมื่อพูด ลูกก็จำ พอเขาเจอคนที่พูดแล้วไม่สบตา ลูกก็ไปจับหน้าเขาหันมาให้สบตา สิ่งเหล่านี้มันใช้ไม่ได้ทุกอารมณ์และสถานการณ์ ดังนั้นโรงเรียนที่ดีที่สุดก็คือบ้าน และครูที่ดีที่สุดก็คือพ่อแม่
“สิ่งสำคัญคือ ไม่สำคัญหรอกว่านี่คือโรคอะไร เราต้องดูว่า เขาขาดอะไร บกพร่องอะไร หน้าที่ของเราคือเติมให้เต็ม อย่าทำให้คำๆ นี้ (ออทิสติก) จำกัดการพาลูกออกมาสู่โลกของเรา” เธอกล่าว
ด้าน Janelle Livingston ผู้เชี่ยวชาญด้านออทิสซึม จากศูนย์ฝึกแคร์ (Center for Autism Recovery and Education: CARE) กล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกา พ่อแม่จะรู้ว่าลูกตัวเองมีภาวะออทิสซึมผ่านทางครูหรือโรงเรียน หลังจากรู้แล้ว เด็กก็จะถูกส่งต่อไปฝึกตามทักษะที่พวกเขาขาด เช่น การพูด การกิน การเข้าสังคม ฯลฯ หลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการก็จะประเมินว่า เด็กยังต้องการความช่วยเหลือในด้านใดบ้าง โดยเริ่มที่ผู้ปกครองว่า ตั้งเป้าให้ลูกตัวเองเป็นอย่างไร
เธอกล่าวว่า เด็กที่จะพัฒนาได้ดี ต้องฝึกพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน นักการศึกษาพิเศษก็จะจัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถเรียนและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
พอเด็กอายุ 16 ปี ก็จะมีการวางแผนร่วมกันระหว่างครู นักกิจกรรมบำบัด นักฝึกการเข้าสังคมและตัวเด็กเอง เพื่อสำรวจว่า เขาอยากจะเรียน ทำงานหรือทำอะไรต่อ
“สิ่งที่อยากเพิ่มเติม คือความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่ ครูและผู้เชี่ยวชาญว่า แต่ละคนมีความแตกต่าง เราไม่ต้องการให้จับเด็กลงบล็อก แต่ควรทำให้เขาสามารถเรียนรู้ขณะที่มีความแตกต่าง ได้เรียนในบทเรียนที่แตกต่างเฉพาะบุคคล ได้สนทนา แสดงออก และเรียนรู้ร่วมกัน” Janelleกล่าว
ภาพยนตร์สารคดี Life, Animated จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.เป็นต้นไป สามารถเช็ครอบและโรงภาพยนตร์ที่เข้าฉายได้ที่ https://www.facebook.com/DocumentaryClubTH/videos/1114292078681950

3 นักสิทธิฯ ขอความเป็นธรรมหลังพนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง กรณีเปิดรายงานซ้อมทรมานในชายแดนใต้
Posted: 21 Feb 2017 01:43 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

3 นักสิทธิฯ ผู้เปิดรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย จ.ชายแดนใต้ ปี 57-58 เข้ายื่นหนังสื่อขอความเป็นธรรมกับอัยการจังหวัดปัตตานี และอัยการสูงสุด หลังพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง คดีหมิ่นประมาท กอ.รมน.ภาค 4

ภาพจาก Noi Thamsathien

21 ก.พ. 2560 ที่สำนักงานอัยการ จังหวัดปัตตานี เวลา 14.00 น. สมชาย หอมลออ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ กรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดีที่ กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาทเนื่องจากจัดพิมพ์และแจกจ่าย   “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558” และนำรายงานฯ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ กอ.รมน. ได้รับความเสียหาย
เพื่อขอให้พนักงานอัยการอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในการสั่งคดี ขอให้พนักงานอัยการสั่งตามที่เห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องข้อหาที่นิติบุคคลอาจไม่มีอำนาจฟ้อง โดยที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีการปฏิบัติหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปได้ จึงเป็นหน่วยงานที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐจากการถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น กอ.รมน.จึงมิใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด
โดยหลังยื่นหนังสือแล้วพนักงานอัยการ ได้นัดนักสิทธิทั้งสามคนมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 21 มี.ค. 2560 เวลา 14:00 น. ณ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การจัดทำรายงาน “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”   ได้มีการจัดเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการที่มุ่งประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยที่การนำเสนอเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตรวจสอบกรณีการกระทำทรมานฯ รวมทั้งการเปิดเผยการทรมานฯที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดทำรายงานยังเป็นการสร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามนี้ จึงไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ และอาจเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ของพลเมือง ปิดปากไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
สุรพงษ์  กล่าวต่อว่า การกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกระทำทรมานฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ตลอดระยะเวลา 13 ปีนับแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 เป็นต้นมา โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่ได้ปฎิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ 1984”  ที่กำหนดกรอบการป้องกันการกระทำทรมานฯ การชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 
การที่พนักงานสอบสวนทำการส่งตัวบุคคลทั้งสามให้พนักงานอัยการในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลเป็นอย่างมากแก่องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทในการส่งเสริม คุ้มครอง ปกป้องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ โดยวันนี้ได้มีผู้แทนจากสถานฑูต องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ องค์การข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นักวิชการ นักกฎหมาย รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ มาสนับสนุนและให้กำลังใจนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามในครั้งนี้ด้วย
ที่มาของคดี
เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี กลุ่มด้วยใจ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้จัดทำ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”  โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ทรมานฯ จำนวน 54 ราย และเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2559 ได้ส่งรายงานดังกล่าวให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 และ พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2559  ได้เผยแพร่ในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 กอ.รมน. ภาค 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในฐานะที่เป็นกองบรรณาธิการจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว โดยระบุเหตุผลที่ต้องแจ้งความว่าการกล่าวหาในรายงานเป็นการทำลายชื่อเสียงของกอ.รมน. และที่ผ่านมานักกิจกรรมเหล่านี้ไม่ให้ความร่วมมือกับทางการเมื่อมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีทรมานฯที่ถูกพูดถึงในรายงาน  นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางคนยังกล่าวอ้างว่า หลังจากได้รับรายงานแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขอเวลา 3 เดือนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะโดยทันทีที่กอ.รมน.ภาค 4  ได้รับรายงาน โฆษก กอ.รมน. ภาค 4 และ โฆษก กอ.รมน. ส่วนกลาง ได้ออกมาตอบโต้  โดยกล่าวหาว่ารายงานดังกล่าวเป็นเท็จ จัดทำขึ้นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเพื่อขอทุนจากต่างชาติ และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมขององค์กรภาคประชาสังคมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
สมชาย หอมลออ เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และสนับสนุนการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหาย ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ด้วย ส่วน อัญชนา หีมมิหน๊ะ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่ทำงานกับครอบครัวของเหยื่อของการทรมานฯและดำเนินการเพื่อให้มีการฟื้นฟูเยียวยาผู้เสียหายในจังหวัดชายแดนใต้
ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เคยได้รับหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อเดือน ส.ค. 2557 ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความกล่าวหาว่า มูลนิธิฯ โดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทำลายชื่อเสียงของกองทัพบก จงใจบิดเบือนความจริง และเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ เนื่องจากเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2557 เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แต่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อเดือน ก.ย. 2558
นับตั้งแต่การรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยจำนวนมาก ได้ถูกคุกคามและถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาต่างๆ จากการจัดกิจกรรมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร รวมทั้งได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเยียวยาผู้เสียหาย
การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ เป็นการละเมิดพันธกรณีของไทยที่จะต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กระตุ้นให้รัฐต่างๆ พิจารณายกเลิกโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาท เพื่อประกันว่ารัฐสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีของตนโดยไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน


ส.ศิวรักษ์ เผยเอาตัวเองเป็นหลักประกันให้ “ไผ่ ดาวดิน” ระบุหากไผ่ หนีให้มาจับตนไปแทน
Posted: 21 Feb 2017 03:12 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ เตรียมยื่นขอประกันตัวไผ่ ดาวดิน กับศาลจังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง หลังศาลรับฟ้อง และพิจารณาสั่งขังระหว่างพิจารณาคดี ปมแชร์บทความ BBC Thai ด้าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พร้อมเป็นนายประกัน ระบุหากไผ่ หลบหนี ให้มาจับตนไปแทน


21 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เตรียมที่จะยื่นขอประกันตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน อีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2560 ศาลได้รับฟ้องคดี ในหมายเลขคดีดำที่ 301/2560 ซึ่งอัยการจังหวัดขอนแก่นเป็นโจทก์ฟ้องคดี จากความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai
กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของจตุภัทร์ ให้ข้อมูลว่า พรุ่งนี้ (22 ก.พ. 2560) จะเข้ายื่นขอประกันตัวจตุภัทร์ ในคดีดังกล่าวอีกครั้ง โดยจะให้เหตุผลกับศาลว่า สำหรับเรื่องที่เป็นข้อกังวลขอศาลเช่นเรื่องการที่ จำเลยจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานนั้น ในทางปฎิบัติเมื่อพนักงานสอบสวนได้สรุปคดีและส่งให้อัยการ และอัยการได้ยื่นฟ้องแล้วนั้น ถือว่ากระบวนการในการสอบสวนพยานหลักฐานได้สิ้นสุดไปแล้ว ฉะนั้นการที่จตุภัทร์จะได้รับการประกันตัว จึงไม่ส่งผลให้จำเลยสามารถที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานได้ และการได้รับการประกันตัวจะสามารถทำให้จำเลยสามารถที่จะออกมารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสู้คดีต่อไปได้ ซึ่งการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา
ส่วนข้อกังวลเรื่องพฤติการณ์หลบหนีนั้น กฤษฎางค์ ระบุว่า จำเลยไม่มีความคิดจะหลบหนีตั้งแต่ต้น และในวันพรุ่งนี้นอกจาก วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของจตุภัทร์ ที่จะมาเป็นนายประกันแล้ว ยังมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์  มาเป็นนายประกันอีกคน และนอกจากนี้ยังมีใบรับรองพฤติกรรมของจตุภัทร์ว่าจะไม่หลบหนีจาก รองศาสตราจารย์ โคทม อารียา นักวิชาการด้านสันติวิธี อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล


สุลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า การที่เอาชื่อตัวเองร่วมเป็นนายประกันให้กับ จตุภัทร์ เนื่องจากได้ทราบเหตุผลของศาลที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวครั้งก่อนซึ่ง ระบุว่า เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีโทษสูง ตนจึงต้องการที่จะเอาชื่อ และเอาตัวของตัวเองเป็นประกันว่า จตุภัทร์ จะไม่หลบหนี หากเขาจะหนีก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับตนไปแทน
“ประเด็นเรื่องหลักทรัพย์มันไม่สำคัญ เพราะถ้าเขาไม่ให้ประกันเท่าไหร่เขาก็ไม่ให้ เรื่องนี้อยู่ที่ว่าศาลเองจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมหรือไม่ เมื่อก่อนผมถูกจับเพราะไปต่อต้านท่อแก๊สจากพม่ามาที่เมืองกาญ ผมถูกจับขึ้นศาล ศาลก็ถามว่าผมจะประกันหรือไม่ ผมก็บอกว่าผมจะประกัน ศาลก็ถามต่อว่าจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน ผมก็บอกว่าเอา เกียรติยศของผมเป็นประกัน ถ้าศาลไม่เห็นว่าผมมีเกียรติก็เอาผมเข้าคุกได้เลย ตอนนั้นศาลก็ให้ผมประกันตัว แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าศาลขอนแก่นจะเห็นว่าผมมีเกียรติหรือเปล่า เพราะตอนนี้ผมยินดี ถ้าไผ่หนีก็จับผมไปแทน” สุลักษณ์ กล่าว
ขณะที่ โคทม อารียา ได้ให้สัมภาษณ์กับประชาไทด้วยว่า สาเหตุที่เขียนใบรับรองพฤติกรรมให้จตุภัทร์ เพราะเชื่อว่าจตุภัทร์จะไม่หลบหนี และประเด็นที่ศาลกังวลเรื่องการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนั้น ก็สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนต่างๆ ให้อัยการจังหวัด และศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
00000
สำหรับคดีของจตุภัทร์ เกิดจากการเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดย พ.ท. พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ มณฑลทหารบกที่ 23 จากการที่จตุภัทร์ ได้แชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ซึ่งมีผู้แชร์บทความดังกล่าวประมาณ 2,800 ครั้ง แต่มีจตุภัทร์เพียงคนเดียวที่ถูกจับกุมดำเนินคดี โดยในวันที่ 3 ธ.ค. 2559 จตุภัทร์ ถูกจับกุมตัวที่จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังร่วมขบวนธรรมยาตรา กับพระไพศาล วิสาโล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น
ต่อมาในวันที่ 4 ธ.ค. 2559 ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ โดยทนาย พร้อมนายประกันได้ยื่นหลักทรัพย์ 4 แสนบาท และให้เหตุผลไว้ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า จตุภัทร์ เป็นผู้ต่องหาคดีการเมืองอยู่ 4 คดี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งในวันที่ 8 ธ.ค. ผู้ต้องหามีสอบเป็นวิชาสุดท้าย หากไม่ได้เข้าสอบวิชาดังกล่าวจะส่งผลให้เขาเรียนไม่จบตามหลักสูตร ศาลจึงพิจารณาให้ประกันตัว
ต่อมาในวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้นัดพิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหา ได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว จึงสั่งให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ทั้งยังเห็นว่านายประกัน ซึ่งเป็นบิดา ไม่ได้ทำการห้ามปราบการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลได้มีคำสั่งกำชับให้นายประกัน, ผู้ต้องหาให้มาศาลตามนัด ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ พยานหลักฐานในคดี หรือก่อความเสียหายใดๆ หลังปล่อยตัวชั่วคราว หากผิดนัด ผิดเงื่อนไข ศาลอาจถอนประกันและอาจไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอีก และภายหลังปล่อยตัวชั่วคราว ได้ความจากทางไต่สวนว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ในสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา กับทั้งผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ทั้งผู้ต้องหายังมีแนวโน้มจะกระทำการในลักษณะเช่นนี้ต่อไปอีก ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีอายุ 25 ปี ย่อมรู้ดีว่า การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล จึงฟังได้ความตามคำร้องว่า ผู้ต้องหาได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายภายหลังการปล่อยตัวชั่วคราว ประกอบกับนายประกันผู้ต้องหาไม่ได้กำชับหรือดูแลให้ผู้ต้องหาปฏิบัติตามเงื่อนไขศาลที่มีคำสั่ง จนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว จึงให้เพิกถอนสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา หมายขังผู้ต้องหา ตรวจคืนหลักประกันให้นายประกัน
ต่อมาวันที่ 10 ก.พ. 2560 ศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าว พร้อมไต่สวนคำให้การของจตุภัทร์ โดยเขาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และพร้อมที่จะสู้คดี โดยในวันนั้นศาลได้ใช้อำนาจสั่งขังเขาต่อไประหว่างการพิจารณาคดี และได้นัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 21 มี.ค. 2560 ทั้งนี้อัยการโจทก์ได้ระบุในคำฟ้องด้วยว่า
"อนึ่ง หากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งและเทิดทูนของประชาชน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี"
ทั้งนี้จตุภัทร์ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัด จังหวัดขอนแก่น มาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559

สปท.สื่อ เสียงแข็ง! สื่อต้องมีใบประกอบฯ-ยอมลดปลัดฯ เพิ่มกสม.-ผู้บริโภคในสภาวิชาชี
Posted: 21 Feb 2017 04:07 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อนุกมธ.สื่อสารมวลชน สปท.ยันสื่อต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ส่วนสภาวิชาชีพสื่อ ปรับสัดส่วนตัวแทนรัฐ เหลือปลัดสำนักนายกฯ-ปลัดก.วัฒนธรรม เพิ่มตัวแทน กสม.และกก.คุ้มครองผู้บริโภค เผยเล็งแก้ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ บังคับเจ้าของ นสพ.ต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพ
21 ก.พ. 2560 ความคืบหน้าการพิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลังองค์กรวิชาชีพสื่อหลายแห่งต่างออกมาคัดค้าน  สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อมวลชน สปท.กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อยังมีความจำเป็น เพื่อกำหนดมาตรฐานของสื่อ โดยจะต้องได้รับการอบรมก่อนออกใบประกอบวิชาชีพ และจดทะเบียนประวัติข้อมูลเอาไว้ ซึ่งสื่อจะได้รับประโยชน์เรื่องของสวัสดิการและการพิจารณาความดีความชอบด้วย นอกจากนี้ ยังปรับปรุงแก้ไขมาตรา 85 เกี่ยวกับการใช้สิทธิมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายสามารถร้องต่อสภาวิชาชีพสื่อได้ และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ตัดสิทธิกระบวนการดำเนินคดีทางศาล ทั้งนี้ กรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.ต่อไป
พล.ต.ต.พิสิษฐ์  เปาอินทร์ รองประธาน กมธ. สื่อสารมวลชน สปท. ให้สัมภาษณ์ประชาไทเรื่องใบประกอบวิชาชีพว่า ยังคงต้องมี แต่จะมีบทเฉพาะกาลที่ให้คนที่เป็นสื่ออยู่แล้ว จะต้องเข้าระบบใบอนุญาตภายในสองปี ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาทำสื่อจะต้องมีใบอนุญาตทันที ส่วนบทลงโทษคืออะไรนั้น อยู่ระหว่างหารือ
ส่วนสภาวิชาชีพสื่อนั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯได้ข้อสรุปให้ยังคงไว้ 13 คน โดยคงสัดส่วนตัวแทนสื่อ 5 คน และตัวแทนวิชาชีพอื่น 4 คนไว้ และลดสัดส่วนปลัดกระทรวงลง จาก 4 เหลือ 2 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสื่อโดยตรง เช่น จะตรวจสอบได้ว่าสื่อแต่ละประเภทดำเนินการขอใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องกฎหมายกำกับดูแลสื่อ ขณะที่อีก 2  คน จะมาจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) 1 คนที่ กสม.เป็นผู้เลือก และกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 1 คนที่ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้เลือก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากร่างกฎหมายนี้คุ้มครองทั้งสื่อและผู้บริโภค จึงเลือกสององค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ ตอนนี้คงยังไม่ตอบโจทย์สื่อทั้งหมด เมื่อดูตามกรอบเวลาแล้ว ส่วนตัวคิดว่า ร่างนี้คงออกหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ฉะนั้นจึงยังมีเวลาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดมความเห็น
นอกจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ แล้ว พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ระบุว่า ยังมีการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ด้วย โดยแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นคือ หนึ่ง เพื่อแก้ปัญหากรณีมีผู้จดแจ้งไว้แล้วไม่ได้ทำสื่อ เป็นการสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ จึงเพิ่มมาตรการว่าเมื่อจดแจ้งแล้วต้องพิมพ์ใน 60 วัน ไม่เช่นนั้น จะยกเลิกการจดแจ้ง และ สอง ผู้ที่จะทำหนังสือพิมพ์ เฉพาะเจ้าของ จะต้องเป็นสมาชิกสภาวิาชีพ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อด้วย ไม่เช่นนั้นขาดคุณสมบัติ

วานนี้ มีการประชุมแกนนำองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโส โดยมีมติยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อ ที่จะให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาลงโทษสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นโทษทางอาญาหรือโทษทางปกครอง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน พร้อมทั้งยืนยันหลักการการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน
นอกจากนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีมติร่วมกันให้มีการจัดการประชุมสมัชชาสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อกำหนดท่าทีของผู้ประวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศในเรื่องการปฏิรูปสื่อและยืนยันหลักการกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ชีวิต-ความหวังของครอบครัวนักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลฯ สิ่งที่ไม่เคยถูกนับใน ‘การปรองดอง’
Posted: 21 Feb 2017 05:40 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

7 ปีผ่านมาใครจะรู้ว่าญาตินักโทษคดีเผาศาลากลาง ชะตากรรมก็อาจไม่ต่างจากคนที่ถูกคุมขังเท่าไรนัก บ้างถึงขั้นต้องร่อนเร่พเนจร บ้างชีวิตไม่ปกติ หากินวันต่อวัน ความหวังเดียวคือรอเสาหลักออกจากคุก เราพาไปดูชีวิตพวกเขา ข้อสังเกต/คำถามต่อคดีนี้ พร้อมรู้จักกองทุนช่วยเหลือฯ ที่ประชาชนหันมาช่วยกันเอง


ปี 2553 การเมืองไทยถึงขึ้นแตกหัก นักการเมือง ประชาชนแบ่งฝักฝ่ายแยกสีเสื้อ ทุกฝ่ายพร้อมห้ำหั่นกันจนถึงขั้นใช้กำลังคร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง 10 เม.ย. ที่แยกคอกวัว ถึง 19 พ.ค. มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บนับพัน เหตุการณ์นี้ใช่เพียงจะจบลงในใจกลางกรุงเทพเท่านั้น แต่มันยังนำมาซึ่งความโกรธเกรี้ยวของมวลชนเสื้อแดงตามต่างจังหวัดภาคอีสาน 
ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อมีการนำร่างนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ แท็กซี่ชาวอุบลฯ ผู้ชุมนุมที่ถูกยิงเสียชีวิตจากคำสั่งเข้ากระชับพื้นที่กลับมายังบ้านเกิดในคืนวันที่ 15 พ.ค. 2553 ก็นำมาสู่ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 19 พ.ค. ขณะที่กรุงเทพฯ มีการใช้กำลังขั้นสุดท้ายกับผู้ชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงที่อุบลฯ หลายร้อยคนก็มารวมตัวกันชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด จัดรถยนต์ติดเครื่องเสียงปราศรัย เผายางรถยนต์แสดงออกถึงความโกรธแค้นในสิ่งที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกกระทำ แต่ใช่ว่าเหตุการณ์นั้นจะจบด้วยดี มีมวลชนกลุ่มหนึ่งพังรั้วศาลากลางกรูเข้าไปในสนามหญ้าขว้างปาก้อนหินเข้าสู่ตัวอาคารเพื่อระบายความคับแค้นจนมีเสียงปืนดังขึ้นจากตัวอาคาร ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์เริ่มลุกลามบานปลายจนไม่มีใครควบคุมได้ ไม่นานก็เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่ชั้นบนสุดศาลากลางจังหวัดโดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้วางเพลิง
จนวันรุ่งขึ้น 20 พ.ค. มีการออกหมายจับบุคคล 21 คนที่คาดว่าเป็นผู้บงการและกระทำการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ พร้อมพยานหลักฐานภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พวกเขาทั้ง 21 คนนั้นโดนข้อกล่าวหา ร่วมกันก่อความวุ่นวายและฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและมีอาวุธ ร่วมกันทำให้เสียหายต่อสมบัติสาธารณะ รวมถึงก่อการร้ายด้วย
นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ทั้ง 21 คน ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดี ต่อมาบางคนได้รับการประกันตัว บางคนศาลสั่งยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ บางคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่โดนจับขังปีกว่าๆ ก่อนถูกปล่อยตัว มีจำเลยเพียง 4 รายที่ถูกคุมขังตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้และถูกศาลชั้นต้นสั่งจำคุกหนัก 33 ปี 12 เดือน เป็นชายวัยกลางคนอายุราว 50 กว่าปี 2 รายคือ นายสนอง เกตุสุวรรณ์และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ อีกรายหนึ่งคือ ธีรวัฒน์ สัจจสุวรรณ อายุ 20 ปี(ในวันถูกจับกุม) นอกจากนี้ยังมีหญิงอีก 1 รายคือ ปัทมา มูลมิล อายุ 23 ปี(ในวันถูกจับกุม)
การต่อสู้คดียังดำเนินต่อไปจนถึงชั้นฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในส่วนของจำเลยหลายคนจากที่เคยยกฟ้องในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต 2 ราย จำคุก 33 ปี 4 เดือน 6 ราย และ 1-2 ปี 5 ราย (อ่านข่าวต่อที่นี่)
ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช. ได้ตีพิมพ์รายงานกว่า 1,000 หน้าซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตในคดีเผาศาลากลางอุบลราชธานีไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่า
1.เหตุการณ์นี้ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ อาศัยการจับกุมตามหมายจับทั้งหมด แต่กระบวนการออกหมายไม่รัดกุมและไม่ยึดหลักการของกฎหมายที่ต้องมีหลักฐานตามสมควร มีการออกหมายจับทั้งคนที่อยู่ภายนอกและภายในศาลากลาง ภาพถ่ายส่วนใหญ่ถ่ายระยะไกล บางภาพมืด ไม่ชัดเจน บางภาพถ่ายขณะขว้างก้อนหินเข้าใส่ป้อมยาม บางภาพถ่ายคนที่ยืนอยู่ภายนอก ไม่มีพฤติกรรมอื่นใด นอกจากนี้คดีนี้ยังมีการออกหมายจับผู้ต้องหาบางคนโดยใช้ภาพที่ไม่ใช่เหตุการณ์ปี 2553 ด้วย และถูกออกหมายจับเพราะตำรวจเคยเห็นเขาร่วมชุมนุมในครั้งก่อนๆ โดยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการชุมนุมที่ศาลากลาง (จำเลยที่ 1) มีการใช้ภาพที่ไม่ชัดเจน ทำให้จับผิดตัว เช่น กรณีจำเลยที่ 14 ไม่ได้ไปชุมนุมบริเวณศาลากลางแต่อย่างใด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจับกุมโดยไม่แจ้งสิทธิและข่มขู่ให้ผู้ต้องหารับสารภาพ มีบางส่วนที่ถูกทำร้ายร่างกาย
2.การปล่อยชั่วคราว มีเพียงรายเดียวที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา เนื่องจากเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว ก่อนหน้านั้นพยายามขอประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ จึงได้รับการประกันตัว นอกนั้นส่วนใหญ่ได้รับประกันตัวเมื่อเวลาผ่านไปราว 1 ปี 3 เดือน
3.การสอบสวน ผู้ต้องหาไม่ได้รับการแจ้งสิทธิ แม้ทนายไม่ได้อยู่ร่วมขณะสอบสวนแต่ก็มีการลงลายมือชื่อของทนายในสำนวน บางคนถูกข่มขู่ บางคนถูกเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพแล้วค่อยไปต่อสู้ในชั้นศาล จากการเบิกความของพยานทำให้พบว่ามีการสอบสวนโดยไม่ชอบและบิดเบือนพยานหลักฐาน เช่น พยานให้การปรักปรำจำเลยเพราะเจ้าหน้าที่สั่งให้พูด , จำเลยให้การอย่างหนึ่งแต่เจ้าหน้าที่บันทึกตรงกันข้ามแล้วให้จำเลยลงชื่อโดยไม่อ่านให้ฟั
4.คำพิพากษา ศาลพิจารณาคดีบนพื้นฐานความเชื่อว่า การเผาศาลากลางเกิดจากกลุ่มเสื้อแดงอย่างไม่ต้องสงสัย มักให้น้ำหนักกับปากคำเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเหตุผลว่า “ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย” และให้น้ำหนักต่อคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนโดยให้เหตุผลว่า “ในชั้นศาลจำเลยมีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้จำเลยพ้นผิด” หรือกรณีที่พยานโจทก์เบิกความเป็นคุณต่อจำเลย ศาลก็ไม่นำมาวินิจฉัย เช่น กรณีจำเลยที่ 15 เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ระบุว่าได้เข้าร่วมช่วยดับไฟ แต่ศาลก็ยังพิพากษาลงโทษมีความผิดฐานร่วมกันเผาทรัพย์ ที่สำคัญ ศาลใช้พยานหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายประกอบคำรับสารภาพ หรือลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายโดยเชื่อว่าเวลาดังกล่าว มีความชุลมุนต้องอาศัยภาพที่บันทึกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบการพิจารณา นอกจากนี้เหตุการณ์เผาศาลากลางยังมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่น่าเคลือบแคลงเช่น พยานผู้สื่อข่าวเบิกความว่าไฟเริ่มไหม้ที่ชั้นสองก่อน ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ถอนออกนอกพื้นที่แทนที่จะควบคุมเพลิง และก่อนเพลิงไหม้มีการยิงออกมาจากศาลากลาง ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 5 คน หลังเหตุการณ์มีทหารอากาศ 1 นาย ทหารบก 1 นายถูกออกหมายจับแต่ภายหลังต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทั้งสองมีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้เพิกถอนหมายจับ
ส่วนรายละเอียดและความเห็นจากทนายวัฒนา จันทศิลป์ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาปี 2558 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยสูงสุดในบรรดา 5 จังหวัด นั่นคือ 33 ปี 12 เดือนเหตุการณ์ชุลมุนที่บริเวณหน้าศาลากลาง เกิดขึ้นในช่วงบ่ายหลังสัญญาณวิทยุชุมชนถูกตัด และเหตุการณ์สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ ร้อนถึงขีดสุดเช่นกัน ผู้ชุมนุมที่ศาลากลางมีการผลักดันกับเจ้าหน้าที่เป็นระลอก มีคำให้การที่น่าสนใจแต่ศาลไม่รับฟังเช่น
- ประยุทธ ชุ่มนาเสียว ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมชุมชนภาคอีสานเคยให้ข้อมูลในเวที คอป.เมื่อต้นปี 2554 ว่า ในวันเกิดเหตุ ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ มีเสียงปืนดังขึ้นและคนเห็นแสงไฟของปืนจากชั้นสองของศาลากลาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 รายถูกนำส่งโรงพยาบาล จากนั้นมีข่าวลือว่าผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตด้วย ทำให้ผู้ชุมนุมโกรธแค้นเป็นอย่างมากและบุกเข้าไปในศาลากลาง
- คำพอง เทพาคำ ผอ.กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองวารินชำราบ ยืนยันว่าวิทยุชุมชนไม่ได้มีเนื้อหายั่วยุปลุกระดมให้เผาศาลากลาง เพียงแต่เชิญชวนให้ไปแสดงพลังที่ศาลากลางเพื่อกดดันส่วนกลางซึ่งกำลังมีการล้อมปราบกันอยู่ และคำถามสำคัญในวันนั้นคือ ทำไมเจ้าหน้าที่จึงรีบถอนกำลังออก
ที่มากไปกว่านั้นคือ ปลายเดือนตุลาคม 2559 เพิ่งเสร็จสิ้นการสืบพยานในคดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งหลายหน่วยราชการฟ้องจำเลย 8 รายที่ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันวางเพลิงฯ เพื่อเรียกค่าเสียหาย 128 ล้าน
หน่วยงานรัฐที่ฟ้องได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมบัญชีกลาง ฯลฯ ส่วนจำเลยได้แก่ ธีรวัฒน์ สัจจสุวรรณ ปัทมา มูลมิล นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ นายสนอง เกตุสุวรรณ์
นายวัฒนา ซึ่งดูแลคดีแพ่งด้วย กล่าวว่า ในคดีแพ่งนี้มีแต่การสืบพยานฝ่ายโจทก์ โดยศาลไม่อนุญาตให้สืบพยานจำเลย คดีดังกล่าวเรียกว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีอาญา คดีแพ่งก็จะสิ้นสุดไปด้วย แต่หากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ คดีแพ่งก็จะมีการพิจารณาอีกทีว่าค่าเสียหายที่จำเลยต้องจ่ายควรเป็นเท่าไร
โดยรวมทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าเป็นคดีทั่วไป ศาลคงยก และแม้จะปล่อย คน (ที่โทษหนักสุด 33 ปี 12 เดือน) ก็ไม่น่าเกลียด เพราะไม่มีใครยืนยันได้เลยว่าจำเลยเป็นผู้เผา อาศัยแต่ภาพถ่ายว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ บางคนยืนยันว่าเขาไปช่วยดับไฟด้วยซ้ำแต่ศาลไม่เชื่อ สำหรับข้อหาที่โทษหนักขนาดนี้ ถ้าไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งก็ไม่ควรไปลงโทษเขา” วัฒนา กล่าว
0000000
แม้เนื้อหาของคดียังมีข้อสังเกตข้อคำถามอยู่หลายประการ แต่คดีนี้ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว และเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมาก ไม่เฉพาะผู้ต้องโทษผู้ต้องขังในคดีนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงญาติ ครอบครัวของพวกเขาด้วย ส่วนคนที่พ้นโทษออกมาแล้วชีวิตต่างทรุดพัง บางคนเจ็บป่วย เสียชีวิตหลังจากได้รับอิสรภาพ บ้านแตกสาแหลกขาดเพราะขาดเสาหลักของครอบครัว ต้องย้ายที่อยู่อาศัย มีชีวิตที่ไม่ปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เบี้ยตัวเล็กๆต่างได้รับ
เรามีโอกาสพูดคุยกับญาตินักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลราชธานีและกองทุนช่วยเหลือญาตินักโทษคดีทางการเมืองจังหวัดอุบลฯ เพื่อบอกเล่าความเป็นอยู่ ชีวิตในปัจจุบันหลังจากคนในครอบครัวถูกศาลฎีกาตัดสินให้รับโทษปี 2558
“วันที่น้องชายถูกตัดสิน เราตั้งตัวไม่ทัน ไม่ได้เห็นหน้าของน้อง มีเพียงเสียงจากโทรศัพท์บอกให้เราทำใจ มันทำให้เราตั้งหลักไม่ถูก” นิก พี่สาวของป๊อบ(ชัชวาล ศรีจันดา โทษจำคุกตลอดชีวิต)
เสียงสั่นเครือของนิก พี่สาวของป๊อบ(นายชัชวาล์ ศรีจันดา)ในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในอำเภอวารินชำราบเธอเล่าว่า ขึ้นศาลทุกครั้งศาลก็ยกฟ้องตลอดตลอดเพราะหลักฐานมีเพียงรูปถ่ายเพียงใบเดียวเป็นรูปถือธงของกลุ่มชักธงรบสีแดง แต่ขึ้นศาลครั้งล่าสุดเมื่อปี 58 น้องบอกเราว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องคิดมากเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด สักประมาณตอนเที่ยง น้องชายโทรมาบอกว่าให้ทำใจเพราะโทษหนักถึงประหารชีวิตก่อนลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ตอนนั้นเราตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เอายังไงกับชีวิต มันเคว้งคว้างไปหมดงานไม่ได้ไปทำ ร้องไห้อย่างเดียวไม่สามารถไปเยี่ยมน้องได้เลยเรายังยอมรับไม่ได้
เธอเล่าต่อว่า หากย้อนกลับไปก่อนที่ป๊อบติดคุกใหม่ๆ เขาอยู่กับเราตลอดเพราะเหลือกันพี่น้องสองคน ไปไหนมาไหนเหมือนปลาท่องโก๋ เธอยอมลาออกจากงานเพื่อมาทำงานที่เดียวกันกับน้องชายเพราะจะได้อยู่ใกล้กัน แต่ฎีกาตัดสินปี 58 ออกมามันทำให้เธอต้องปรับตัวทั้งเรื่องการเงิน สภาพจิตใจ ต้องอยู่คนเดียวให้ได้
“ตั้งแต่วันที่น้องชายติดคุกจนถึงตอนนี้เราไม่เคยลืมเขาเลยสักวัน เราคิดถึงเขาอยู่ตลอดแต่ภาระของเราหลายมันอย่างน้องก็อยู่ไกลถึงเรือนจำคลองไผ่ เคยส่งจดหมายไปหาเขาหนึ่งฉบับ เมื่อปีสองปีก่อน แต่ไม่มีการตอบกลับทั้งเราเป็นคนเขียนจดหมายไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เลยไม่อยากส่งไป เป็นไปได้อยากพูดคุยต่อหน้าเลยดีกว่า
ถ้าเป็นวันปกติ เราใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆคือ ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ได้ค่าแรงวันละ 260 บาท ถ้ามีเบี้ยขยันจากการทำงานหกวันก็จะได้เพิ่มวันละ 50 บาท ส่วนวันหยุดมีวันเดียวคือวันอาทิตย์หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จนอกจากนั้นคือการปลูกต้นไม้ เลี้ยงแมวเป็นเพื่อนแก้เหงาที่บ้านเช่าหรือหากเบื่อที่จะอยู่บ้าน สถานที่บำบัดความเศร้าคือ การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชน และร้านขายต้นไม้ เพียงเพื่อให้เวลามันผ่านไปเร็วที่สุดจนถึงวันทำงานปกติเราจะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องน้องชาย”
เมื่อถามถึงความหวังของน้องชายของเธอเพื่อรอวันที่ได้รับอิสรภาพนั้น เธอเล่าด้วยแววตาหม่นเศร้าว่า สำหรับนักโทษคดีร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต ความหวังเราแทบไม่มีเหลือแล้วในตอนนี้ เราเหมือนคนตัวเล็กๆในสังคม หากถามเรื่องการปรองดองนั้นเขาจะปรองดองให้ใคร มันไม่ถึงเหยื่อตัวเล็กๆแบบเราหรอกจะมีก็แต่นักการเมือง คนใหญ่คนโต แต่เรายังมีความหวังอยู่เล็กๆว่าสักวันหนึ่งน้องชายเราคงได้รับอิสรภาพออกมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ส่วนตอนนี้เราคงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานสู้ชีวิตต่อไป อายุของเราก็ยังไม่เยอะ แรงของเราก็ยังมีคนอื่นๆเขาก็สู้เหมือนกันกับเรา คงได้แต่ให้กำลังใจตัวเองวันต่อวันแค่นั้นแหละ ก่อนเธอจะขอตัวกลับไปทำงานเพราะใช้เวลาพักระหว่างวันไปหมดแล้ว
0000000
ทว่าเหยื่อทางการเมืองนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวและนักโทษคดีทางการเมืองอุบลฯเผยว่า มีนักโทษชายสูงวัยคดีเดียวกันนี้รายหนึ่ง ถูกคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่ส่งจดหมายสื่อสารกับทางกองทุนตลอด เพื่อถามไถ่ความเป็นอยู่ของภรรยาและลูกๆที่ไม่รู้ตอนนี้ชะตากรรมเป็นเช่นไรและไม่สามารถติดต่อได้ จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงทราบข่าวว่าตอนนี้ภรรยาและลูกของเขา ได้อาศัยอยู่ที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้
เธอเป็นหญิงชาวมุสลิมซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้เพราะเกรงจะมีผลต่อตัวเธอและลูก พบกับสามีเพราะปัญหาในสามจังหวัดในชายแดนใต้ค่อนข้างรุนแรงในช่วงนั้นและหนักที่สุดเมื่อเธอไปแต่งงานกับนายทหารในพื้นที่ นำมาซึ่งความไม่พอใจของญาติและครอบครัวจำต้องหอบลูกหนีมายังภาคอีสานและได้แต่งงานใหม่กับลิขิต สุทธิพันธ์ สามีใหม่ของเธอ
เธอเล่าว่า มาอยู่อีสานใช่ว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นนัก หาเช้ากินค่ำเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อสามีโดนจับข้อหาร้ายแรงต้องโทษจำคุก33ปี 4เดือน มันทำให้ครอบครัวตั้งหลักไม่ทัน อีกทั้งลูกสาวคนโตต้องมาเสียชีวิตเพราะโดนสามีชาวต่างชาติฆ่าตาย ทำให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกชายและหลานถึงสามคนด้วยตัวคนเดียว จนในที่สุดต้องกลับมาอยู่ที่ภาคใต้เช่นเดิม แต่ไม่ใช่บ้านตัวเองเพราะตอนนี้กลับไปไม่ได้แล้ว
เรามาอาศัยอยู่ที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่ง อาศัยรับจ้างทั่วไปใครมีงานอะไรให้ทำเราทำหมด บางวันก็เป็นแม่บ้าน บางวันรับจ้างเจาะมะพร้าวในสวนได้กิโลละ 3 บาท รวมวันหนึ่งได้ประมาณสองร้อยกว่าบาท หากถามว่าลำบากไหม ทุกคนก็ต้องบอกว่าลำบากเพราะขาดเสาหลักของครอบครัว จึงต้องทำงานคนเดียวหากไม่มีคนจ้างก็ไม่ได้ทำ
เธอเล่าให้ฟังว่า หากมีเงินลูกๆจะได้ไปโรงเรียน หากไม่มีเงินลูกจำต้องขาดเรียน เพราะกลัวลูกหิวขนมแล้วไปขโมยของคนอื่นกินเค้าจะดูถูกเอาได้ ซึ่งต้องทำงานนี่แหละเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน ส่วนคนที่คอยช่วยเหลือเราเขาจะช่วยเหลือตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้เราเข้าใจ เพราะคนที่ทุกข์ยากลำบากกว่าเรานั้นมีอีกเยอะ 
ส่วนการติดต่อกับพี่ลิขิตนั้นไม่ค่อยได้ติดต่อกันเพราะพี่ลิขิตได้ส่งจดหมายมาหาหลายฉบับ เราจะตอบกลับก็ตอบไม่ได้เพราะเราไม่เคยเรียนภาษาไทย อยากไปเยี่ยมก็ไม่ได้เพราะไม่มีเงินเราขัดสนเรื่องนี้ต้องทำใจ อาศัยมีพอเลี้ยงสามสี่ชีวิตทีละวันๆ แค่นี้ก็ลำบากมากแล้ว งานเราไม่ได้มีทุกวันอีกทั้งที่อยู่เราต้องอาศัยอยู่ที่โรงเรียนล้างที่เขาไม่ใช้งานกันแล้ว
ในช่วงที่น้ำท่วมภาคใต้หนักเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด วันนั้นเราออกไปเก็บผักมาทำกับข้าวทิ้งลูกกับหลานให้อยู่บ้านสามคน แต่ที่ที่เราอยู่มันอยู่ใกล้ตลิ่งเวลาน้ำมามันจะท่วมที่อยู่เราก่อนและเป็นแบบนี้ต่อมาทุกวัน ดีที่วันนั้นลูกกับหลานไม่เป็นอะไรก็ถือว่ายังโชคดีพระเจ้ายังคุ้มครองเราอยู่
เธอเล่าต่อว่า มาอยู่ที่นี่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร เราไม่บอกใครเลยว่าผ่านอะไรมา เจออะไรมาบ้าง กลัวเขาจะฆ่าเรา เพราะความขัดแย้งเรื่องการเมืองสีเสื้อมันรุนแรงมากๆ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ถ้าไปบอกเขามีแต่เขาจะซ้ำเติมบั่นทอนกำลังใจเปล่าๆ หรืออาจจะอันตรายกว่านั้นก็ได้
ตอนนี้เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันแต่ต้องหากินวันต่อวันไปแบบนี้แหละ ครูก็ด่าบ้างว่าทำไมไม่ให้ลูกมาโรงเรียนเราก็ไม่กล้าตอบ ซึ่งตอนนี้เรากับพี่ลิขิตเองก็ห่วงลูกอยากให้ลูกเรียนหนังสือเหมือนคนทั่วไป เลยต้องดิ้นรน แต่ก่อนเราเร่ร่อนไปหลายที่ ถ้ายังไปอยู่แบบนี้ลูกกับหลานเราก็ไม่ได้ไปเรียน จึงต้องลงหลักที่นี่แต่เมื่อขาดเสาหลักไปแล้วเราต้องทำให้ถึงที่สุด
เธอเล่าต่อว่า ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าพี่ลิขิตจะเป็นคนร้าย สุขภาพของพี่ลิขิตก็ย่ำแย่อยู่แล้ว จะไปเผาศาลากลางได้ยังไงและวันที่เกิดเหตุลิขิตพาเธอไปซื้อชุดนักเรียนกับของใช้ พร้อมไปรอรับลูกที่โรงเรียน พอกลับมาบ้านแล้วจึงรู้ว่าศาลากลางถูกเผา
ตอนนี้ได้แต่ภาวนาต่อพระเจ้าทุกวัน ให้พี่ลิขิตได้รับอิสรภาพเร็วๆ ความหวังเรื่องพี่ลิขิตเรามีเท่านี้จริงๆ 
0000000
บ่ายของวันเดียวกันประชาไทได้คุยกับแม่ของต้า ธีรวัฒน์ สัจสุวรรณนักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลฯ ต้องรับโทษสูงถึง 33 ปี 4 เดือน แต่สถานที่ที่เรานัดพบกันนั้นคือ คุก หากได้ยินชื่อหลายคนหดหู่สิ้นหวังแทบไม่อยากปรายตามอง แหล่งกักกันอิสรภาพ อาชญากรสังคมตั้งแต่คนยากดีมีจนไปจนถึงเศรษฐี ผู้คนมากหน้าหลายตาหอบหิ้วถุงอาหาร น้ำดื่มนั่งต่อคิวรอพบ ญาติ คนรัก ลูกหลาน ที่ถูกกันขังอยู่ด้านใน เพื่อได้เห็นหน้าถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันเพียงสิบนาทีก็ถือว่าคุ้มค่า
เธอเล่าว่า ขับรถจักรยานยนต์จากบ้านมาไกลเกือบ 20 กิโลเมตร เพื่อมาเยี่ยมลูกชายของเธอและมาเป็นประจำทุกสัปดาห์ หากวันไหนดีหน่อยมักมีหลานสาวเป็นผู้อาสาพามา แต่บางครั้งก็ชินกับการมาคนเดียวแล้วเพราะตลอดสองปีตั้งแต่ศาลฎีกาตัดสินเธอก็มาเยี่ยมลูกชายอยู่ไม่ขาด
“ก็เพราะมันคิดถึงลูก อยากให้ลูกกลับบ้านมาอยู่กับเรา เราเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำแต่เมื่อมันเป็นไปแล้ว เราก็ต้องมาให้กำลังใจเขาอย่างน้อยได้พบหน้า คุยกันอาทิตย์ละครั้ง ก็ยังดี แต่กำลังใจเขาดีกว่าคนที่อยู่ข้างนอกนะ”
เธอเล่าต่อว่า ครอบครัวของเธอไม่เคยสุขสบาย มีความลำบากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะขาดเสาหลักของครอบครัว พ่อของต้าเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เราเลยต้องเป็นทั้งพ่อทั้งแม่เลี้ยงลูก พอโตมาหน่อยเขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวทั้งเรียนและทำงานร้านแจ่วฮ้อนส่งน้องชายเรียนไปด้วย ช่วยแบ่งเบาภาระของเราได้เยอะ แม้เมื่อปี 53 เขาดันมาถูกจับเสียก่อนทุกอย่างมันต้องหยุดชะงัก บ้านที่กำลังสร้างก็ต้องหยุดไปด้วย จากที่มีคนช่วยหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ตอนนี้เราก็ต้องดิ้นรนคนเดียว
“ตอนนี้ดันมาป่วยหูไม่ค่อยได้ยิน อีก แต่เราต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาฝากให้ลูก เขาจะได้ไม่ลำบากส่วนลูกคนเล็กตอนนี้ก็เพิ่งได้งานทำ ทำให้ลดภาระในครอบครัวลงไปอีกเปราะหนึ่ง แต่เราก็ต้องทนเอาเพราะยังไงเขาก็คือลูกของเรา ตอนนี้ก็หวังและรอให้ลูกชายได้พ้นโทษ กลับบ้านมาช่วยกันทำมาหากิน”
เธอเล่าต่อว่า ตอนนี้อาศัยรับจ้างเล็กๆน้อยบ้าง พอได้เงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนกองทุนช่วยเหลือที่ให้ญาติทุกเดือนนั้นช่วยเธอได้มาก ลูกชายไม่ขอรับเงินจากกองทุนช่วยเหลือสักบาท เขาบอกยกให้เราหมด แล้วอยู่ในคุกเขาจะอยู่ยังไง ต้องจัดส่วนแบ่งฝากให้ลูกชายบ้าง เก็บไว้ใช้ในครอบครัวบ้าง ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือพยายามสร้างบ้านให้เสร็จ แล้วรอวันที่ลูกชายจะได้รับอิสรภาพออกมาอยู่ด้วยกันสักที 
0000000
ทั้งนี้ข้อมูลของครอบครัวนักโทษคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ อาจไม่ได้รับการเผยแพร่หากไม่มีการติดต่อช่วยเหลือและบักทึกข้อมูลไว้โดย กองทุนช่วยเหลือเหยื่อและญาติคดีการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี 
เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ กองทุนช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัวนักโทษคดีทางการเมืองจังหวัดอุบลฯ เล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนว่า ในช่วงที่สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 หลังวันที่ 19 พ.ค.53 คนก็เริ่มโดนหมายจับและเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว มันทำให้อยากรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาเป็นยังไง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้จักใครเลยทั้งที่ก่อนหน้านั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่กรุงเทพ เราไปสังเกตการณ์คนเดียวถึงสามอาทิตย์ พอมีเหตุการณ์สลายการชุมนุม เผาศาลากลาง มีคนโดนฆ่า โดนจับ เราเครียดมาก เลยอยากหาทางออกให้ตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง
“พอดีมีอยู่วันหนึ่งน้าของเราเค้าไปแวะซื้อขนมกล้วยแขก และถามไถ่กันปกติกับคนขาย จึงรู้ว่าพี่ชายของคนขายโดนจับคดีเผาศาลากลางแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง เราที่สนใจอยู่แล้วจึงบอกให้น้าพาไปหาหน่อยอยากรู้จัก มีอะไรที่พอช่วยได้บ้าง เขาเลยเล่าให้เราฟัง จึงเริ่มเก็บข้อมูลหลังจากนั้นทั้งเรื่องความเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่”
“เราเลยคิดว่าจะช่วยเหลือได้ยังไง จึงไปโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว ทั้งเพื่อนต่างชาติและอีกหลายๆคนว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เค้าเลยบอกให้เอาเลขที่บัญชีมา จะโอนเงินช่วยเหลือครอบครัวญาติไปให้ พอได้เงินมาเราเลยไปถามเค้าว่าจะให้ช่วยอะไร จากครอบครัวนี้ก็เริ่มไปถามครอบครัวอื่นๆ”
เสาวนีย์เล่าให้ฟังว่า เราตามไปเยี่ยมที่บ้านหลายคนไปพูดคุย พอได้ข้อมูลมาเราก็เอาไปโพสต์แล้วเพื่อนทั้งไทยและต่างชาติก็โอนเงินมาช่วยเหลือ ซึ่งระยะแรกเราเป็นคนทำบัญชีซื้อสิ่งของไปช่วยเหลือเช่น ซื้อรถเข็น ซื้ออุปกรณ์ในการทำมาหากิน แล้วเราก็รวบรวมหลักฐานเอกสารไว้ แต่เรื่องค้าขายสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะไม่เคยทำมาก่อน คนที่โอนเงินมาเค้าไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรแต่เค้าไว้ใจเรา 
“แต่ที่มาจริงๆ คือ เรารู้สึกว่าไม่เคยเป็นประชาชนโดนกระทำขนาดนี้ เราเลยคิดว่าอยากช่วยครอบครัวเค้า คือเป็นส่วนหนึ่งส่วนเล็กๆในเงื่อนไขที่เราสามารถทำได้ ก็เลยตั้งกองทุน”
เสาวนีย์เล่าต่อว่า ผ่านเหตุการณ์มาประมาณหนึ่งปี พอปี 54 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่อุบล เริ่มตั้งเวทีได้มีการพูดคุย เริ่มพูดเกี่ยวกับนักโทษทางการเมืองที่ถูกขังคุกอยู่ มีการระดมทุนช่วยเหลือ ตอนนั้นก็เริ่มชวนเพื่อนๆ เลยเริ่มทำแล้วตั้งเป็นกองทุน เริ่มระดมทุนจากเพื่อนในเฟสบุ๊คบ้าง มีผู้บริจาคมาบ้าง โดยจะให้ทุกครอบครัวที่ติดครอบครัวละหนึ่งพันบาท ซึ่งตอนนั้น ติดอยู่ประมาณ 21 คน พอเหลือน้อยคน เราก็ให้ครอบครัวละสองพันแล้วรายงานทุกครั้ง ทำมาตลอดเวลาจนรัฐประหาร ซึ่งพวกเราโดนคุกคาม มีการเรียกเราไปพบแล้วบอกว่าเค้าจับตามองพวกเราอยู่นะ เราจึงหยุดรายงานเรื่องนี้ในเฟสบุ๊ค เพราะไม่อยากให้คนเหล่านี้เป็นที่สนใจถูกจับตามอง แต่เราก็ยังช่วยเหลือตลอด 
 “ตอนนี้ก็รอรับโทรศัพท์ว่าใครจะเดือดร้อน หรือขอยืมเงินกองทุนเพิ่ม บางทีเราต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย ซึ่งเรื่องแบบนี้เราไม่ค่อยอยากรับฟังหรอก เพราะมันสะเทือนใจ บางคนก็บอกโอนให้ครอบครัว บางคนก็บอกให้ส่งให้ใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นฝากเข้าบัญชี ยื่นเงินสด หรือฝากธนาณัติ ซึ่งเราไม่อยากส่งเงินให้หรอกแต่อยากให้เขาได้รับอิสรภาพออกมา แม้กระทั่งผู้ที่ออกมาแล้วบางคนชีวิตเป๋ๆ ป่วยบ้าง บางคนเสียชีวิตก็มี 
 “เช่น พ่อตึ๋ง ตอนแกได้ประกันปี 54 ก็พาไปรับเงินเยียวยา เพราะหลายอย่างมันหายไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ พอปี56 ก็เป็นมะเร็งเสียชีวิต พ่อคำพลอยโดนฟ้องคดีใหญ่โตอยู่ที่น้ำยืน อยู่ในคุกเป็นเส้นเลือดในสมองแตกหมอไม่รักษา แล้วพอเราไปขอให้ช่วยเซ็นให้แกได้ออกมารักษาข้างนอกหน่อย ยังมาบอกอีกว่าแล้วเผาศาลากลางทำไมซึ่งคำพูดแบบนี้ไม่น่าออกมาจากคนที่เป็นหมอและตอนนั้นศาลยังไม่ได้ตัดสินเลยด้วยซ้ำ แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ไม่รู้ว่าหมอคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่า พ่อคำพลอยโดนตัดสินว่าไม่ผิด แต่ชีวิตคนเรามันพังไปแล้ว เพราะว่าแกเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต คือเราเห็นแบบนี้มันจุก เราพูดไม่ออก”
นอกจากนี้มันยังมีสิ่งที่เราต้องแลกต้องจ่ายในราคาที่สูง เธอเล่าว่าเมื่อมาทำแบบนี้มันมีสิ่งที่ ต้องเสียบ้าง มีราคาที่ต้องจ่าย มันเป็นสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว โดนกีดกันโดนเกลียดบ้าง ในเมื่อเราเลือกแล้วมันโอเค เลยไม่แคร์ว่าเราจะโดนมองยังไง
“ชินแล้วอย่างว่ามันมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งเพื่อนร่วมงานในคณะ เพื่อนเก่าๆเริ่มแสดงออกชัดเจน แต่เราเฉยๆเพราะเอาเรื่องวิชาการเป็นตัวตั้ง ซึ่งเราก็แยกแยะได้คนที่คิดไม่เหมือนเราก็มีเยอะแยะ แต่เค้าแยกออกระหว่างเรื่องงานและการเมือง เพราะเราอยู่ที่นี่เราก็อยู่ในฐานะของเพื่อนร่วมงานกัน เราเป็นนักวิชาการเป็นอาจารย์ ซึ่งความสัมพันธ์เรามีอยู่แค่นี้ แต่ยังมีคนที่ไม่ชินกับเราเท่าไหร่ แต่เราจ่ายไปหมดแล้วไม่มีอะไรจะเสียอีก”
ทว่าบุคคลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลพวง ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องรับชะตากรรมไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้ง ผู้เสียชีวิต นักโทษทางความคิด ครอบครัว ญาติ ล้วนแล้วแต่ไม่อยากสูญเสีย พบเจอเหตุการณ์เหล่านี้ พร้อมรออย่างมีความหวัง ว่าสักวันคนที่ตัวเองรักจะได้รับอิสรภาพออกมาใช้ชีวิตดังคนทั่วไปปกติ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.