แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเดีย แสดงบทความทั้งหมด


อินเดียร้อนจัดจนทางการห้ามชาวบ้านทำอาหาร – บูชาไฟ เกรงไฟไหม้ลุกลาม
หน่วยงานจัดการภัยพิบัติในรัฐพิหารของอินเดีย ออกคำสั่งห้ามประชาชนในพื้นที่ทำกิจกรรมที่ต้องก่อไฟ เช่น ประกอบอาหาร เผาพื้นที่การเกษตร หรือทำพิธีทางศาสนาเช่นบูชาไฟ ระหว่างเวลา 9.00 – 18.00 น. ในแต่ละวัน ซึ่งเป็นเวลาที่มีอากาศร้อนจัดกว่า 40 องศาเซลเซียส เนื่องจากเกรงว่าอาจทำให้เกิดอัคคีภัยขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศกำลังแห้งแล้ง ซึ่งหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 67 คน จากอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับไฟ
เจ้าหน้าที่บอกว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น มาจากการก่อไฟทำอาหารและกิจกรรมอื่น ๆ ที่สั่งห้ามไปข้างต้น โดยอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประกอบพิธีทางศาสนาที่เมืองออรังกาบาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 13 คน จึงขอแนะนำให้ชาวบ้านรีบทำอาหารให้เสร็จก่อน 9.00 น. และจากนั้นควรดับไฟให้สนิท
ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งข้างต้น ทางการจะมีบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการลงโทษอย่างไร โดยเฉพาะกับผู้กระทำผิดที่เป็นชาวบ้านยากจน ซึ่งไฟได้เผาเอาทรัพย์สินจนวอดวายหมดตัวไปแล้ว


อินเดียแห้งแล้งหนัก รัฐบาลเผยผู้ได้รับผลกระทบวงกว้างถึง 330 ล้านคน
ทางการอินเดียบอกด้วยว่า จำนวนผู้ได้รับผลกระทบอาจมีมากกว่านี้ เพราะว่ามีอีกบางรัฐที่ขาดแคลนน้ำแต่ยังไม่ได้รวบรวมตัวเลขนำเสนอ
ขณะนี้อินเดียเจอคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทำให้เกิดความแห้งแล้งหนัก อุณหภูมิขึ้นสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสมาหลายวันแล้ว ที่รัฐมหาราชตะมีเด็กผู้หญิงวัย 11 ขวบเสียชีวิตเพราะ heatstroke หรือโรคลมแดด อันเป็นอาการไข้ที่เกิดเนื่องมาจากร่างกายเจอความร้อนสูงและปรับตัวไม่ได้ ก่อนหน้าจะเสียชีวิตเธอใช้เวลาสี่ชั่วโมงท่ามกลางอากาศร้อนจัด 42 องศาไปเอาน้ำจากที่ปั้มน้ำเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากกลับถึงบ้านก็เริ่มอาเจียรและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ว่าได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมาคือเมื่อวันจันทร์ แพทย์ระบุว่าเธอเสียชีวิตเพราะลมแดดและภาวะร่างกายขาดน้ำ ส่วนที่ปั๊มน้ำนั้นอยู่ห่างจากบ้าน 500 เมตร แต่การรอรับน้ำอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง
ขณะนี้ทางการบอกว่า ทั่วประเทศประสบปัญหาความแห้งแล้ง ในรัฐโอริสสา มีการปิดโรงเรียน ทั่วประเทศมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 100 คนเพราะลมแดด ทั้งนี้รวมไปถึงที่รัฐเตลังกานา และอันตระประเทศ ซึ่งเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้วมีคนตายไปกว่า 2,000 คน ที่รัฐมหาราชตะ ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดแห่งหนึ่ง ได้มีการโยกย้ายเวลาในการแข่งขันคริกเก็ตพรีเมียร์ลีกอินเดียซึ่งจะเริ่มเดือนหน้าออกไป เนื่องจากขาดน้ำในการตระเตรียมสนามแข่ง ในหลายๆพื้นที่ประชาชนเริ่มวิตกเรื่องปัญหาการขาดน้ำ หลังจากที่เกิดสภาพแห้งแล้งต่อเนื่องสองปี และการเกษตรไม่ได้ผลตามที่คาด รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานเทศบาลหยุดส่งน้ำให้กับบรรดาสระว่ายน้ำต่างๆ และสั่งให้มีการขนน้ำดื่มจำนวนครึ่งล้านลิตรไปทางรถไฟให้กับเมืองลาตูร์ และอีก 2.5 ล้านลิตรในวันพุธ ที่รัฐปันจาบและฮาร์ยานะในภาคเหนือเริ่มพิพาทกันเรื่องใครเป็นเจ้าของน้ำในแม่น้ำ ส่วนในรัฐโอริสสาที่ขาดน้ำ มีรายงานว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งพังตลิ่งกั้นน้ำเพื่อให้น้ำเข้านาของตัวเอง คณะกรรมการน้ำแห่งชาติรายงานว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนจำนวน 91 เขื่อนของอินเดียเหลืออยู่ในระดับต่ำสุดในรอบสิบปี มีน้ำเหลืออยู่ราว 29% ของความจุ
อินเดียนั้นพึ่งพาน้ำบาดาลในการทำน้ำดื่มถึง 85% แต่หน่วยงาน WaterAid ระบุว่า ปริมาณน้ำใต้ดินก็กำลังลดลงเช่นกัน


รัฐบาลอินเดียชี้ ไม่ควรทวงเพชรโคห์อินูร์คืนจากอังกฤษ
รองอธิบดีกรมอัยการ ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลอินเดียขึ้นให้การต่อศาลสูงของอินเดียว่า อินเดียไม่ควรทวงคืนเพชรโคห์อินูร์ที่ประเมินค่ามิได้คืนจากอังกฤษ หลังจากกลุ่มเอ็นจีโอในอินเดียยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้รัฐบาลอินเดียดำเนินการนำเพชรดังกล่าวกลับประเทศ
อังกฤษได้ครอบครองเพชรโคห์อินูร์ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และนำเพชรขนาด 105 กะรัตนี้ไปประดับบนมงกุฎของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน โดยประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ของเพชรเม็ดนี้ถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนสำหรับชาวอินเดียจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อว่าเพชรถูกอังกฤษขโมยไป
อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมอัยการอินเดีย ระบุว่า เพชรโคห์อินูร์ไม่ได้ถูกขโมยหรือถูกบีบบังคับเอาไป ทว่าเป็น “ของขวัญ” ที่อดีตผู้ปกครองแคว้นปัญจาบมอบให้แก่บริษัทอีสต์ อินเดีย ในปี ค.ศ. 1849 รองอธิบดีกรมอัยการยังกล่าวว่า จะหารือเรื่องนี้กับรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย และจะแจ้งความคืบหน้าต่อศาลภายใน 6 สัปดาห์
ขณะที่ศาลสูงอินเดียจะพิจารณาคดีนี้ต่อไป โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการยกฟ้องคดี เพราะไม่ต้องการให้เป็นบรรทัดฐานหรืออุปสรรค หากอินเดียต้องการทวงคืนสมบัติชาติชิ้นอื่นคืนในอนาคต
เมื่อไม่กี่ปีก่อน นายทูชาร์ คานธี ทายาทของมหาตมะ คานธี เคยระบุว่า อังกฤษควรคืนเพชรโคห์อินูร์ให้แก่อินเดีย เพื่อเป็นการไถ่โทษต่อการล่าอาณานิคมในอดีต แต่บรรดานายกรัฐมนตรีอังกฤษต่างปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นายเดวิด คาเมรอน บอกว่า หากอังกฤษส่งคืนเพชรโคห์อินูร์ ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆพากันทวงคืนสมบัติชาติที่อยู่ในความครอบครองของอังกฤษ
ภาพประกอบ: แบบจำลองเพชรโคห์อินูร์ ซึ่งถูกนำออกแสดงที่อินเดีย



หญิงอินเดียผู้นำไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านและจัดการมาเฟียลักลอบตัดไม้
หากมองจากภายนอก กาลาวาตี เทวี ราวัต ก็ดูไม่ต่างจากหญิงชราชาวอินเดียทั่วไป เธอไม่ใช่คนร่ำรวย หรือมีการศึกษาสูง แต่ซัลมาน ราวี ผู้สื่อข่าวบีบีซี บอกว่า หญิงชราผู้นี้คือผู้ที่นำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านของเธอ ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาของรัฐอุตตราขัณฑ์ ทางภาคเหนือของอินเดีย อีกทั้งยังเป็นแกนนำแก้ปัญหาต่าง ๆในชุมชนไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า หรือการติดสุราของผู้ชายในหมู่บ้าน
นางราวัต ย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านบาเชอร์ หลังจากแต่งงานกับสามีเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในตอนนั้นกระแสไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึงหมู่บ้าน ทำให้การใช้ชีวิตในตอนกลางคืนเป็นเรื่องยากลำบาก จนวันหนึ่งนางราวัตได้ตัดสินใจชักชวนบรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านลงไปพบกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้นำกระแสไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านของพวกเธอ แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจ พวกเธอจึงเดินกลับบ้านด้วยความผิดหวัง ทว่าระหว่างทางกลับ พวกเธอเห็นเสาไฟฟ้าวางกองอยู่ที่เชิงเขา คาดว่าน่าจะเตรียมไว้ใช้ในการต่อไฟฟ้าสำหรับหน่วยงานราชการ นางราวัต จึงโน้มน้าวให้กลุ่มผู้หญิงช่วยกันแบกเสาไฟกลับหมู่บ้าน การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้เจ้าหน้าที่ และตำรวจขู่จะดำเนินคดีกับพวกเธอ แต่ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ตัดสินใจไม่เอาความแล้วต่อกระแสไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านของพวกเธอในที่สุด
หลังจากความสำเร็จในครั้งนั้น นางราวัต ได้เป็นแกนนำจัดการกับกลุ่มมาเฟียที่ลักลอบตัดไม้ในป่าใกล้กับหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและทรัพยากรที่สำคัญของชาวบ้านแถบนั้น แม้จะถูกกลุ่มมาเฟียข่มขู่ แต่เธอและผู้หญิงในหมู่บ้านก็เดินหน้าทำงานอนุรักษ์ป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกลุ่มสอดส่องการลักลอบตัดไม้ การชุมนุมกดดันให้ทางการออกกฎห้ามตัดไม้ และการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาหมู่บ้านเพื่อให้มีสิทธิ์มีเสียงในการอนุรักษ์ป่าอย่างจริงจัง
นอกจากนี้กลุ่มผู้หญิงยังเคลื่อนไหวต่อสู้กับปัญหาการติดสุราของผู้ชายในหมู่บ้าน และบุกทลายโรงงานต้มเหล้าเถื่อนด้วย นางราวัต บอกว่า งานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และถูกต่อต้านจากคนในชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งสามีของเธอเองที่ต้องการให้เธอดูแลครอบครัวอยู่กับบ้าน
ความพยายามส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในชนบทของนางราวัต ทำให้เธอได้รับรางวัลอินทิราปรียาดาร์ชินี จากรัฐบาลอินเดียในปี 2529 และรางวัลอื่น ๆอีกมากมาย แต่นางราวัต บอกว่า รางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอคือการได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้าน การช่วยให้หลายครอบครัวรอดพ้นจากการติดเหล้า และการปกป้องผืนป่าที่ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารที่ยั่งยืน นางราวัต ได้กลายเป็นแม่แบบของผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้าน ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากผู้ชายอีกด้วย


ขับเคลื่อนโดย Blogger.