แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอที แสดงบทความทั้งหมด

(ที่มาภาพ: pexels)

Posted: 01 Feb 2019 06:37 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-02-01 21:37


เฟสบุ๊คประกาศมาตรการรองรับการเลือกตั้งในไทย ห้ามโฆษณาเกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้งไทยที่ส่งมาจากต่างประเทศ ให้มีทีมงานตรวจตราเนื้อหาไม่เหมาะสม ข่าวปลอมตลอด 24 ชม.

1 ก.พ. 2562 เฟสบุ๊ค เครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่เปิดเผยในห้องข่าว หรือเฟสบุ๊คนิวส์รูม ว่ามีมาตรการปกป้องการเลือกตั้งในไทยที่จะมีขึ้นใน 24 มี.ค. 2562 โดยระบุว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา เฟสบุ๊คเรียนรู้จากการเลือกตั้งทุกครั้ง และได้เพิ่มศักยภาพในการลบบัญชีเฟสบุ๊คปลอม ลดข่าวลวง ขัดขวางผู้ไม่ประสงค์ดี สนับสนุนการเลือกตั้งที่มีข้อมูลเพียงพอและมีส่วนร่วม รวมถึงความโปร่งใสของโฆษณาด้วย ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อคุ้มครองความสมบูรณ์ของการเลือกตั้ง และเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพวกเขามีเสียงในกระบวนการทางการเมือง

มาตรการที่เฟสบุ๊คนำมาใช้กับการเลือกตั้งไทยคือ การห้ามลงโฆษณาเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศไทยที่มาจากต่างประเทศ โดยวางแผนว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. เป็นต้นไป ประเภทโฆษณาที่อ้างอิงถึงพรรคการเมือง สัญลักษณ์ การหาเสียง นักการเมือง คำขวัญพรรค หรือการรณรงค์ไปจนถึงข่มขู่ไม่ให้ไปเลือกตั้ง โดยเฟสบุ๊คจะใช้ระบบตรวจตราทั้งแบบอัตโนมัติและโดยมนุษย์เพื่อพิจารณาโฆษณาที่ไม่ควรได้ลง

เฟสบุ๊คจะมีทีมงานดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงในการรับมือไม่ให้มีการใช้แพลตฟอร์มในทางที่ผิด และมีแผนจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อประสานงานเรื่องข้อมูลปลอม หรือข่าวปลอมกับศูนย์ใหญ่ที่สหรัฐฯ

ในกรณีข่าวปลอมนั้น เฟสบุ๊คมีมาตรการอยู่แล้วว่าแบ่งแนวทางปฏิบัติเป็นสามระดับ หนึ่ง ลบเนื้อหาที่ะเมิดมาตรฐานของชุมชนเฟสบุ๊ค สอง หากเนื้อหานั้นไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชน แต่เข้าข่ายว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวหรือเป็นเนื้อหาที่ล่อการคลิก (คลิกเบท) ก็จะลดอัตราการเข้าถึง และท้ายสุดที่ทำอยู่ตอนนี้คือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของเนื้อหาและเจ้าของเนื้อหานั้น

ที่ผ่านมาเฟสบุ๊คตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559


ไทม์ไลน์เฟซบุ๊กปล่อยข้อมูลรั่ว 50 ล้านคน จากแอพฯ ทายบุคลิกสู่ผลเลือกตั้ง ปธน. สหรัฐฯ

เดอะการ์เดียนสรุป 5 เรื่องที่ได้รู้จากการไต่สวน 'มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก' ในสภาคองเกรส


FILE - A woman checks her phone as she walks by posters adverting smartphones at a mobile phone store in Seoul, South Korea, Oct. 17, 2017.
WASHINGTON —

บริษัทวิจัย IDC เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้วถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องกับตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้

ไรอัน รีธ นักวิเคราะห์จาก IDC ระบุว่า โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 1,400 ล้านเครื่องทั่วโลก ลดลงร้อยละ 4.1 จากช่วงเดียวกันของปี ค.ศ. 2017 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสมาร์ทโฟนนั้นค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีสัดส่วนการซื้อสมาร์ทโฟนราวร้อยละ 30 ของโลก มียอดขายลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อปีที่แล้ว

แม้จะมีกำลังซื้อที่เติบโตจากตลาดในอินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนามอยู่ก็ตาม แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง คือ การที่ผู้บริโภคเลือกที่จะรอเพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นานขึ้นกว่าเดิม จากราคาสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่สูงทะลุ 1,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก

ทั้งนี้ Samsung ทำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลก ด้วยสัดส่วนยอดขายร้อยละ 20.8 รองลงมาคือ Apple ที่ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.9 เฉือนชนะ Huawei ที่อยู่ในอันดับ 3 จากส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.7

This photograph taken on May 16, 2018, shows a figurine standing in front of the logo of social network Facebook on a cracked screen of a smartphone in Paris.

บริษัทเฟสบุ๊ก กล่าวว่า ความผิดปกติของซอฟท์แวร์ ทำให้เกิดจุดบอดในการปกป้องรูปส่วนตัวของผู้ใช้เกือบ 7 ล้านคน

โดยทางบริษัทกล่าวขอโทษผู้ใช้ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนบล็อกของบริษัท

ข่าวนี้ถือเป็นอีกครั้งนี้ที่เฟสบุ๊กเผชิญกับปัญหาการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

เฟสบุ๊กเปิดเผยเรื่องนี้ในวันศุกร์ และชี้ว่ามีแอพ 1,500 เเอพ ที่อาจเข้าถึงรูปส่วนตัวของผู้ใช้เป็นเวลา 12 วัน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา


(ที่มาภาพ: pexels)

Posted: 20 Nov 2018 07:55 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatia.com)
Submitted on Tue, 2018-11-20 22:55


รายงานความโปร่งใสของเฟซบุ๊คเปิดเผยจำนวนเนื้อหาที่ได้จำกัดการเข้าถึงเนื่องจากผิดกฎหมายของประเทศต่างๆ ในไทยมีการจำกัดการเข้าถึงในไทยไปทั้งสิ้น 735 รายการ หลังรับรายงานจากหน่วยงานรัฐว่าผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อนับจำนวนชิ้นแล้วพบว่านำหน้าเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ทิ้งเวียดนามที่มาอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่นที่ 735 ต่อ 287

20 พ.ย. 2561 รายงานความโปร่งใสของเฟซบุ๊ค (Transparency Report) ที่เผยแพร่ทุกหกเดือนมาตั้งแต่ปลายปี 2560 รายงานจำนวนเนื้อหาที่ถูกปิดกั้นการเข้าถึงจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2557 - มิ.ย. 2561 มีการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาในไทยทั้งสิ้น 735 รายการ

ในรายละเอียดพบว่า เฟซบุ๊คได้รับการรายงานจากกระทรวงข้อมูลและสารสนเทศ (ไอซีที) กระทรวงการต่างประเทศหรือศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (CERT) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขอให้จำกัดการเข้าถึงเนื้อหาบางชิ้นภายใต้กฎหมายของไทยที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ โดยในช่วงเดือน ก.ค. - ธ.ค. 2560 มีการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาเช่นว่า 138 รายการ และในเดือน ม.ค. - มิ.ย. มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 283 รายการ

บีบีซีไทย รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2556 เฟซบุ๊คได้ทำตามคำขอของรัฐบาลไทยในการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมด 735 ชิ้น ส่วนกรณีอื่นนั้นมีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทส่วนบุคคลสามชิ้น และคำขอจากรัฐบาลเพื่อเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทั่วโลก จาก 82,341 คำขอเป็น 103,815 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25

ในระยะเวลาเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในข้อตกลงความร่วมมืออาเซียน พบว่าไทยมีอัตราการขอให้จำกัดเนื้อหามากเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับพม่า (8-เนื้อหาที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดในเชิงศาสนา และยั่วยุให้เกิดการทำลายความสงบและอื่นๆ) เวียดนาม (287-เนื้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าผิดกฎหมาย สัตว์ป่า การปลอมแปลงตัวตนเพื่อแพร่ข้อมูลเท็จ และการหมิ่นประมาทส่วนบุคคล) กัมพูชา (1-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล) อินโดนีเซีย (154-เนื้อหาเกี่ยวกับเฮทสปีช สินค้าที่รัฐควบคุม ลัทธิสุดโต่ง การแลกเปลี่ยนสัตว์สงวน ดูหมิ่นศาสนา และรณรงค์เรื่องแนวคิดคอมมิวนิสต์) ฟิลิปปินส์ (2-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล) มาเลเซีย (4-ขายสินค้าที่รัฐควบคุมโดยไม่ได้รับการรับรอง) และสิงคโปร์ (1-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล)

หลักเกณฑ์การจำกัดการเข้าถึงของเฟซบุ๊คได้จำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ แต่ไม่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของเครือข่ายโซเชียลของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม โดยอิงตามพื้นที่ที่เนื้อหานั้นผิดกฎหมาย


ไขข้อข้องใจ Dark Web หรือ เว็บผิดกฎหมาย ต้องใช้ช่องทางพิเศษ เป็นการเข้าถึงแบบไม่ระบุตัวตน และตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางได้ยาก 

จากกรณี ตำรวจเขาค้นบ้านพักของ ดีเจสาวรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ว่าจะข้องเกี่ยวกับการ ถ่ายคลิปฆ่าแมวเพื่อชำแหละเครื่องใน ก่อนส่งไปให้กับทาง Dark Web (ดาร์กเว็บ) เพื่อแลกกับสกุลเงินบิตคอย์น์ เป็นค่าตอบแทน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า Dark Web คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้น ทางเดลินิวสืออนไลน์จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับมุมมืดของโลกออนไลน์ ที่ชื่อว่า Dark Web โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้อธิบายโลกของเว็บไซต์ให้เข้าใจง่าย ๆไว้ดังนี้

1) Surface Web คือ เว็บไซต์ที่เปิดให้เข้าถึงได้ด้วยวิธีปกติ (รู้จักกันในชื่อ World Wide Web) สามารถค้นหาเว็บไซต์เหล่านี้ได้ผ่าน Search engine
2) Deep Web คือ เว็บไซต์ที่ไม่ปรากฎในฐานข้อมูล Search engine และไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ด้วยวิธีปกติ เช่น เว็บที่ใช้งานเฉพาะเครือข่ายภายในองค์กร
3) Dark Web เป็น เว็บไซต์ที่ตั้งใจซ่อนอำพรางการเข้าถึง ปกปิดข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลัง โดยส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในเชิงผิดกฎหมาย


ทั้งนี้จะเห็นว่า Dark Web นั้นอยู่ในส่วนที่ลึกสุดกู่ของโลกอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาใน Dark Web ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือเกี่ยวกับอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ซื้อขายยาเสพติด ขายอาวุธ ค้ามนุษย์ ซื้อขายมัลแวร์ หรือซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมยออกมา รวมถึงการค้าคลิปวีดีโอต้องห้ามที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศหรือความรุนแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Dark Web บางส่วนไม่ได้เป็นเนื้อหาผิดกฎหมาย (หรืออาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเฉพาะในบางประเทศ) เช่น การนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวที่ทำงานอยู่ในประเทศที่ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ข่าวสารบางอย่าง การรณรงค์ทางการเมือง การเปิดเผยข้อมูลอาชญากรรมโดยผู้เปิดเผยต้องการปกปิดตัวตน บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือการพูดคุยสนทนาในหัวข้อที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นต้น

ดังนั้น การเข้าถึง Dark Web จะต้องใช้ช่องทางพิเศษ เช่น เข้าผ่านเครือข่าย Tor ย่อมาจาก "The Onion Router" (เครือข่ายนิรนาม) หรือ I2P หรือ (Invisible Internet Project: I2P) (โครงการอินเทอร์เน็ตล่องหน) ซึ่งทั้ง 2 อย่าง คือบริการที่สร้างเพื่อให้ผู้คนสามารถท่องอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous) และตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางได้ยาก อย่างไรก็ดี การเข้าถึงเว็บไซต์ประเภทนี้อาจมีผลกระทบด้านกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อจากมัลแวร์ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้.

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

(ที่มาภาพ: Flickr/Kin Lane)

Posted: 05 Oct 2018 04:33 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-10-05 18:33


บรรษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียที่ออกกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางทางเน็ต หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (FCC) พยายามออกข้อบังคับให้อำนาจตัวเองสกัดกั้นการคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ต ทำให้แคลิฟอร์เนียพยายามโต้ตอบด้วยการออกกฎหมายนี้

เมื่อ 3 ต.ค. 2561 บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ 4 แห่งของสหรัฐฯ ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียเพราะต้องการยับยั้งไม่ให้แคลิฟอร์เนียบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ต โดยทางผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เจอร์รี บราวน์ เพิ่งจะลงนามในกฎหมายคุ้มครองในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้รัฐอื่นๆ โต้ตอบกลับกรณีที่คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (Federal Communications Commission หรือ FCC) พยายามออกกฎทำลายความเป็นกลางทางเน็ต

ความเป็นกลางทางเน็ต หมายถึงการจัดการกับข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติภายใต้กฎเกณฑ์พิเศษใดๆ เช่น จะต้องไม่สนใจว่าข้อมูลเป็นของผู้ใช้คนใด เนื้อหาเป็นอย่างไร มาจากเว็บไซต์ใด หรือทำงานบนโปรแกรมประยุกต์ใด เป็นต้น

ความเป็นกลางทางเน็ตยังหมายถึงการไม่ให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควบคุมความเร็วในการเข้าถึงเว็บหรือเนื้อหาต่างๆ เอาเองตามใจชอบได้ นับเป็นการป้องกันการเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงข้อมูลด้วย

อีแวน เกรียร์ รองผู้อำนวยการขององค์กรไฟต์ฟอร์เดอะฟิวเจอร์ องค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ตแถลงว่า "บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เกลียดกฎหมายความเป็นกลางทางเน็ตของแคลิฟอร์เนียเพราะมันจะป้องกันไม่ให้พวกเขาเล่นงานลูกค้าของตัวเองได้แบบที่พวกเขาเคยทำมาแล้ว"

บริษัทที่ร่วมกันฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียในครั้งนี้ได้แก่ CTIA, USTelecom, NCTA และ ACA ซึ่งในถ้อยแถลงเรื่องการฟ้องร้องระบุว่าในฐานะที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์อย่างพวกเขาเป็น "เครื่องจักรนวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลของอเมริกา" พวกเขาต่อต้านกฎหมายความเป็นกลางทางเน็ตของแคลิฟอร์เนียโดยกล่าวหาว่าเป็นการ "กำกับควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต" ที่จะ "ส่งผลร้ายต่อการลงทุนใหม่และการเติบโตทางเศรษฐกิจ" นอกจากนี้ยังกล่าวหาอีกว่าเป็นตัวอย่างของ "การกำกับดูแลระดับมลรัฐที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ"

เกรียร์ยังตั้งข้อสงสัยว่านักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังข้อกำหนดทำลายความเป็นกลางทางเน็ตอย่างเจฟฟ์ เซสชัน อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ และอจิต พาย ประธานของ FCC ที่มีส่วนเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่เหล่านี้ในการปิดกั้นกฎหมายการคุ้มครองการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายรีพับลิกันและเดโมแครตในนิวยอร์กอย่างท่วมท้น

สื่อคอมมอนดรีมส์รายงานอีกว่าก่อนหน้านี้ผู้ให้บริการรายใหญ่เคยทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อพยายามทำลายการคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ตจนกระทั่ง FCC ออกกฎสกัดคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ตเมื่อเดือน ธ.ค.2560 ซึ่งเป็นความพยายามยับยั้งไม่ให้รัฐต่างๆ มีมาตรการในเรื่องนี้

เกรียร์กล่าวอีกว่าการที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์และบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นว่าสภาคองเกรสควรจะผ่านมติที่ยกเลิกกฎหมายของ FCC แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้นพวกเขาก็ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องกฎหมายคุ้มครองของรัฐแคลิฟอร์เนียและผลักดันให้รัฐอื่นๆ ทำตาม

เรียบเรียงจาก

Showing They Will 'Stop at Nothing to Destroy' Open Internet, Telecom Giants Sue to Block California's New Net Neutrality Law, Common Dreams, Oct. 3, 2018

CTIA, USTelecom, NCTA and ACA File Joint Lawsuit Against California State Internet Bill, CTIA, Oct. 2, 2018

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Net_neutrality

[full-post]


Posted: 29 Sep 2018 12:40 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-09-29 14:40


29 ก.ย. 2561 เว็บไซต์ blognone.com เมื่อคืนนี้เฟสบุ๊ครายงานถึงการแฮกเว็บ โฆษกเว็บยืนยันว่าการแฮกครั้งนี้กระทบไปถึงเว็บภายนอกที่ล็อกอินด้วยบริการ Facebook Login แต่ได้ล็อกเอาท์บริการภายนอกให้ทั้งหมดแล้ว เฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 50 ล้านคน

ผลกระทบการแฮกครั้งนี้ค่อนข้างกว้าง โดยล่าสุด ทางเฟสบุ๊คยืนยันว่า ตัว Mark Zuckerberg และ Sheryl Sandberg ซีโอโอของบริษัทก็ถูกขโมย access token ด้วยเช่นกัน

ตอนนี้ผู้ใช้ที่ถูกล็อกเอาท์จึงมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ 1 ใน 50 ล้านบัญชีที่ถูกแฮก จะถูกล็อกเอาท์ทั้งเฟสบุ๊คเองและบริการภายนอก เช่น Instagram จากนั้นเมื่อล็อกอินใหม่จะเห็นกล่องแจ้งเตือนจากเฟสบุ๊ค กลุ่มที่สองคือกลุ่มเฝ้าระวังที่ถูกใช้ชื่อไป View As เท่านั้น กลุ่มนี้จะถูกล็อกเอาท์เฟสบุ๊คอย่างเดียว

[right-side]

ภาพจากเกม Arena of Valor (ROV) จัดจำหน่ายโดยบริษัทเทนเซนต์ (ที่มา:maahalai)

Posted: 13 Sep 2018 10:57 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-09-14 12:57


รัฐบาลจีนจำกัดใบอนุญาตเพื่อควบคุมเนื้อหาเกมและป้องกันเด็กติดเกมสร้างแรงสะเทือนครั้งใหญ่ ค่ายเกมรายได้ลดจนต้องมองหาตลาดนอกประเทศเป็นทางออก ตลาดในประเทศหดสวนทางจุดยืนจะเป็นศูนย์กลางอีสปอร์ตระดับโลก การควบคุมทำให้ตลาดมืดคึกคักตั้งแต่สวมใบอนุญาตขายเกมไปจนถึงซื้อไอดีเกมผู้ใหญ่-จ้างแฮ็กเพื่อหนีการจำกัดเวลาเล่น

14 ก.ย. 2561 หลังจากที่ทางการจีนใช้ข้ออ้างเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กติดเกมเข้ามาคุมเข้มอุตสาหกรรมเกมมากขึ้น และมีการสั่งจำกัดปริมาณเกมใหม่ที่จะออกสู่ท้องตลาด ทำให้นักวิเคราะห์ต่างก็พยายามประเมินว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างกับอุตสาหกรรมเกมภายในจีน ทีมีตลาดคนเล่นเกมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งโดยมีผู้ใช้งาน 500 ล้านคน และทำรายได้ราว 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

มีนักวิเคราะห์มองว่าการควบคุมอุตสาหกรรมเกมในจีนจะบีบให้บริษัทเกมต่างๆ พยายามหาตลาดนอกประเทศมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด พวกเขาระบุถึงกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้หลังนโยบายจำกัดคนเล่นเกมทำให้อุตสาหกรรมเกมหดตัวลดลงครึ่งหนึ่งในช่วงปี 2553-2557 จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเกาหลี

สื่อเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์นำเสนอข้อมูลต่างๆ ทั้งจากผู้ผลิตเกม ผู้จัดจำหน่ายเกมและนักวิเคราะห์ถึงผลกระทบในเรื่องเหล่านี้ โดยระบุว่าการที่จีนจำกัดเนื้อหาต่างๆ จากเกมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างเนื้อหาออนไลน์ที่พวกเขาอ้างว่า "ไม่เหมาะสม" ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกมในประเทศตัวเองจนเกิดการเติบโตช้าที่สุดในรอบทศวรรษ แม้แต่กับค่ายเกมยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างเทนเซนต์โฮลดิง ผู้จัดจำหน่ายเกมบนมือถือที่เป็นที่รู้จักของคนไทยสองเกม คือ PUBG เวอร์ชั่นมือถือ และเกม Arena of Valor (ROV) เกมทั้งสองมีการขายสินค้า (ไอเท็ม) ให้ผู้เล่น เช่น เสื้อผ้าหรือตัวละครในเกม
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าการคุมเข้มของรัฐบาลจีนจะผ่านไปในเร็ววัน บ้างก็มองว่ามันส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนมุมมองที่รัฐบาลจีนมีต่อเกม การจะจัดจำหน่ายเกมในจีนต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของจีนประกาศว่าจะไม่ออกใบอนุญาตเกมใหม่นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งถ้าหากประกาศนี้ยังคงบังคับใช้อยู่ต่อไปก็จะทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเกมลดลงติดต่อกันในช่วงไตรมาสสี่

ถึงแม้จะมีนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่าการจำกัดการจดทะเบียนเช่นนี้จะส่งผลต่อเฉพาะผู้พัฒนาเกมรายเล็กๆ เท่านั้น ขณะที่บริษัทใหญ่อย่างเทนเซนต์อาจจะรอดได้และอาจจะได้รับผลประโยชน์ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเดือน ส.ค. ที่่ผ่านมา มาร์ติน เหลา จื่อปิง ประธานเทนเซนต์ กล่าวโทษว่าสามารถบริษัททำได้แย่ในระยะนี้เป็นเพราะถูกห้ามไม่ให้เก็บรายได้จากเกมดังสองเกมคือ PlayerUnknown's Battlegrounds (PUGB) กับ Fortnite ซึ่งเป็นเกมที่พัฒนาจากค่ายเกมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ แต่เทนเซนต์เป็นผู้จัดจำหน่ายภายในจีน

เหลาเปิดเผยอีกว่าเทนเซนต์กำลังรอให้มีการอนุมัติจดทะเบียนเกมจำนวน 15 เกม โดยถึงแม้ทางการจีนจะระงับการจดทะเบียนจนไม่สามารถทำรายได้จากเกมอย่างเป็นทางการได้ แต่ทางการจีนก็จัดช่องทางที่เรียกว่า "ช่องไฟเขียว" ให้ผู้จัดจำหน่ายเกมเก็บรายได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยไม่มีรายละเอียดว่าสามารถต่ออายุเดือนต่อเดือนได้หรือว่าเป็นการอนุโลมแค่ครั้งเดียว แต่นักวิเคราะห์จากสื่อบลูมเบิร์กก็ประเมินว่ามันไม่มากพอที่จะทดแทนการขายเกมได้

มีคนในอุตสาหกรรมเกมจีนกล่าวต่อสื่อ SCMP ว่า อีกวิธีการหนึ่งที่ผู้พัฒนาและจำหน่ายเกมจะหลบเลี่ยงการคุมเข้มได้คือการซื้อต่อการจดทะเบียน "เกมที่มีแต่ชื่อเปล่าๆ" มาทำต่อ ซึ่งในจีนมีการจดทะเบียนชื่อเกมแบบนี้เอาไว้จำนวนมากเพื่อขายต่อโดยใช้คำที่น่าจะนิยมในการตั้งชื่อเกม พวกเขาจะขายต่อชื่อเกมเหล่านี้ในวงเงินตั้งแต่ 400,000 หยวน ถึง 800,000 หยวน (ราว 1.9 ล้านบาท ถึง 3.8 ล้านบาท) นับว่ามีการขึ้นราคามากกว่าเดิม 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะมีการจำกัดการจดทะเบียน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนในประเทศ บริษัทเกมจีนต่างเบนเข็มไปทำการตลาดที่ต่างประเทศ ในช่วงต้นปีนี้ ยอดขายของเกมจีนในต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว และแซงหน้าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมที่โตขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี

นอกจากการคุมเข้มจำนวนเกมแล้ว รัฐบาลจีนยังจะมีระบบการแจ้งเตือนความเหมาะสมของอายุผู้เล่น ให้สอดคล้องไปกับเงื่อนไขแห่งชาติ และเอกสารที่ออกมาจากแปดหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการระบุว่าจะมีมาตรการจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็กด้วย

ช่วงต้นปี 2550 จีนสร้างระบบป้องกันการติดเกมหรือ Anti-Addiction System สำหรับผู้เล่นวัยรุ่น ตัวอย่างการทำงานของมันคือการปิดไม่ให้ผู้เล่นได้รับของรางวัลในเกมถ้าเล่นเกมออนไลน์ชนิดใดชนิดหนึ่งเกินห้าชั่วโมงต่อวัน แต่บริษัทเกมใหญ่ๆ ในประเทศนั้นเพิ่งเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเกมของพวกเขา เมื่อกลางปีที่แล้ว เทนเซนต์ทำระบบจำกัดเวลาเล่นเกมสุดฮิตในจีนอย่าง Honor of Kings แบบแบ่งตามช่วงอายุหลังสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างพีเพิลส์เดลีเรียกเกมดังกล่าวว่า "เป็นพิษ" โดยรายงานว่ามีเด็กอายุ 13 ขวบกระโดดลงมาจากอาคารหลังพ่อของเขาห้ามไม่ให้เล่นเกม

เมื่อปี 2560 สื่อ Quartz รายงานวิธีจำกัดเวลาผู้เล่นของเทนเซนต์ไว้ว่า ระบบจะให้ผู้เล่นทุกคนใช้ชื่อจริงในการลงทะเบียนสมัครเล่นเกม คนที่อายุน้อยกว่า 12 ขวบจะเล่นได้แค่วันละหนึ่งชั่วโมง หากเข้าเกมหลัง 21.00 น. จะถูกแบนไม่ให้เล่นเกม และผู้เล่นที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปีจะเล่นเกมได้วันละสองชั่วโมง มาตรการนี้เป็นแนวทางที่เทนเซนต์ทำออกมาขณะที่ยังไม่มีระเบียบการกำกับการเล่นเกมอยา่งเป็นทางการที่ชัดเจน

ระบบจำกัดการเล่นนี้ทำให้เกิดการซื้อขายบัญชีผู้เล่นที่เป็นผู้ใหญ่ในตลาดมืดอย่างคึกคัก รายงานข่าวจากปักกิ่งนิวส์รายงานว่า มีการขายบัญชีผู้เล่นของเกม Honor of Kings ในราคาไม่กี่สิบหยวนไปจนถึงพันหยวน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ (ไอเท็ม) ที่ตัวละครในเกมมี ทั้งยังมีบริการแฮ็กให้เด็กสามารถหลบเลี่ยงการจำกัดเวลาเล่นได้ด้วยในราคา 20 หยวนซึ่งผู้สื่อข่าวปักกิ่งนิวส์ได้ลองแล้วและพบว่าทำได้จริง

แม้ประสบกับความล้มเหลวในการควบคุม แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเทนเซนต์ยังคงประกาศว่าจะเป็นบริษัทเกมแรกในจีนที่จะทำการตรวจสอบด้วยการเทียบบัญชีผู้เล่นใหม่กับฐานข้อมูลด้านความมั่นคงของรัฐ ถ้าผู้เล่นใหม่เป็นเด็ก ข้อมูลนั้นก็จะถูกนำไปบรรจุไว้ในระบบป้องกันการติดเกมของเทนเซนต์

การคุมเข้มอุตสาหกรรมเกมโดยรัฐบาลจีนกำลังกลบจุดยืนการสนับสนุนอีสปอร์ตที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งตั้งแต่ปี 2546 เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วก็มีแผนว่าจะทำให้เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์กลาง (Hubs) ของอีสปอร์ตระดับโลก นอกจากนั้น ในเดือนที่แล้วนักแข่งอีสปอร์ตจากจีนยังได้เหรียญทองสองเหรียญ และเหรียญเงินหนึ่งเหรียญจากการแข่งขันอีสปอร์ตในกีฬาระดับเอเชียหรือเอเชียนเกม ที่จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียด้วย

เรียบเรียงจาก

China’s games industry at a turning point amid regulatory crackdown, with Korea offering a vision of its future, South China Morning Post, Sep. 13, 2018

Tencent’s child locks for its crazily popular mobile game are fueling a black market in “adult” accounts, QUARTZ, Jul. 5 2017


Posted: 13 Sep 2018 04:41 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-09-13 18:41


เปิดความเห็น ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. เสียงข้างน้อย ทำไม DTAC ควรเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด

13 ก.ย.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก NBTC Rights ว่า จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด โดยทาง ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้แถลงข่าวมติที่ประชุมภายหลังการประชุมทันที ซึ่งมีการอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ของที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ กสทช. เสียงข้างน้อย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนึ่งในผู้ลงมติแตกต่างได้จัดทำความเห็นของตนเอง เพื่อให้ทางสำนักงาน กสทช. ใส่ประกอบไว้ในรายการงานประชุมของ กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2561 (วันที่ 12 กันยายน 2561) ต่อไป

สำหรับ ความเห็นของ ประวิทย์ ทาง NBTC Rights ระบุว่า สรุปได้ดังนี้


1. การอ้างว่าเหตุที่ไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองเพราะมีการจัดประมูลล่วงหน้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น ไม่ว่าเอกชนจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าสู่มาตรการคุ้มครองได้ แต่มติที่ประชุม กสทช. เดิมกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทฯ ต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่จึงจะได้สิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการ จึงไม่เป็นไปตามประกาศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง ตามมติเดิมนี้ย่อมแสดงว่า การจัดประมูลในตัวมันเองไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครอง

2. ยิ่งไปกว่านั้น การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ครั้งที่ผ่านมานี้ ไม่ตรงกับคลื่นที่ขอความคุ้มครอง กล่าวคือ แม้ว่าเอกชนจะชนะการประมูลก็ไม่สามารถนำคลื่นนี้ไปทดแทนคลื่นตามสัมปทานเดิมได้ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการเดิมเป็นหลัก แม้จะอ้างว่าเอกชนสามารถทำสัญญา Roaming กับรายอื่นได้ แต่หากซิมดับ ทุกบริการก็สิ้นสุดลงทันที ส่วนการอ้างว่าหากชนะประมูลก็สามารถใช้คลื่นเดิมไปก่อนได้ ไม่เคยมีกฎหมายหรือมติที่ประชุมรองรับแต่อย่างใด

3. ประเด็นการเพิ่มภาระรับผิดชอบอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวนในการประมูลที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏในร่างประกาศประมูลมาก่อน สำนักงาน กสทช. เพิ่งเสนอเพิ่มภายหลังการรับฟังความเห็นสาธารณะ เมื่อปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดเข้าร่วมประมูลด้วยเหตุว่าภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่ไม่อาจคำนวณได้แน่ชัด จึงเสี่ยงต่อการประกอบธุรกิจ จึงรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมูลล้มเหลว และสมควรตัดภาระดังกล่าวออกแล้วจัดประมูลใหม่โดยเร็ว ซึ่งสำนักงานฯ รับว่าถ้าตัดเฉพาะเงื่อนไขนี้ สามารถจัดประมูลได้ในเดือนตุลาคม

4. ในประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหากไม่เห็นชอบมาตรการคุ้มครองนั้น เอกชนได้เสนอข้อเท็จจริงต่อศาลปกครองว่า มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุใช้บริการในต่างจังหวัด แต่ผู้จดทะเบียนเป็นบุตรที่ทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้สูงอายุไม่สามารถดำเนินการโอนย้ายได้เอง ต้องรอบุตรเดินทางกลับต่างจังหวัดไปดำเนินการ หากซิมดับก็จะไม่สามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ ส่วนสำนักงาน กสทช. รายงานว่ามีกรณีซิมที่ใช้กับ Machine ซึ่งต้องเปลี่ยนที่ตัวอุปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว และจากข้อมูลพบว่า มีทั้งการใช้งานกับเครื่อง EDC ตามร้านค้า เครื่อง ATM เครื่องส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ กฟภ. ใช้กับเซ็นเซอร์น้ำตามสถานีตรวจสอบระดับน้ำของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงมรสุม เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม จึงเห็นว่า หากไม่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนอาจกระทบต่อการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ส่วนการอ้างว่าศักยภาพโอนย้ายของระบบนั้นสูงถึง 60,000 เลขหมายต่อวัน ผู้ใช้บริการ 90,000 รายสามารถโอนย้ายได้ก่อนสิ้นสัมปทาน เป็นการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงอุปสรรคในการโอนย้ายจริงในกรณีของผู้อยู่ต่างจังหวัดหรือผู้ที่ยากต่อการเข้าถึงการโอนย้าย รวมทั้งกรณี Machine

5. ทางออกในเรื่องนี้ เห็นว่าควรตัดเงื่อนไขการประมูลที่ก่อภาระต่อเอกชนเกินกว่าการประมูลครั้งก่อนออก และไม่ต้องขยายงวดชำระเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ชนะประมูลเดิม แล้วเร่งจัดประมูลในเวลาไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะทำให้มาตรการคุ้มครองที่เอกชนขอสิ้นสุดลงตามกลไกปกติ ดังเช่นในอดีต เนื่องจากการไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ นอกจากจะกระทบประโยชน์สาธารณะ ยังทำให้คลื่นความถี่ไม่ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

ขณะทีเพจ กสทช. โพสต์ชี้แจงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดีแทคบนคลื่นความถี่ 850 MHz ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ให้รีบย้ายไปใช้บริการบนคลื่นความถี่อื่นในค่ายเดิมหรือโอนย้ายค่าย ไม่เช่นนั้นซิมจะดับ


ภาพความชุลมุนบนถนนในอินเดีย (ที่มา:flickr/mmntz)

Posted: 12 Sep 2018 03:13 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-09-12 17:13


กูเกิลวางแผนตีตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลักพันล้านคนในอินเดียด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบเว็บบอร์ดชุมชน สอดรับการทำวิจัยที่พบว่าชาวอินเดียดำเนินชีวิตไม่ห่างจากที่พำนัก บวกกับการกลายเป็นเมืองที่ขยายตัวเร็วเกินคนปรับตัวทัน องค์กรส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกังวลเรื่องกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่ยังไม่ออกมา ในวันที่บรรษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ต่างมองผู้ซื้อจำนวนมหาศาลตาเป็นมัน

เดอะการ์เดียนนำเสนอว่าหลายพื้นที่ในอินเดียยังคงมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมในอินเดียยังต้องพยายามยืนหาสัญญาณในที่โล่งๆ บางคนก็มีการเปิดบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียร่วมกัน นอกจากนี้ยังมักจะประสบปัญหาหน่วยความจำของโทรศัพท์เต็ม

ผู้ที่ประสบปัญหารายนี้คือผู้หญิงอายุ 22 ปี จากชัยปุระ รัฐราชสถาน เธอได้เข้าไปนั่งพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมกูเกิลในห้องนั่งเล่นที่มีกระดานบันทึก ทำให้หญิงอายุ 22 ปีที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งรู้สึกได้รับความสำคัญจากบรรษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีการวิเคราะห์ว่าตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศในโลกที่หนึ่งพัฒนาแล้วตอนนี้ถึงจุดที่ใกล้อิ่มตัว นั่นทำให้บรรษัทไอทีอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ค และอเมซอนเริ่มหันไปหาตลาดอย่างเอเชียและแอฟริกา ประเทศอินเดียที่ข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่าอินเดียมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงเป็นอันดับที่สามของโลกคือมากกว่า 330 ล้านราย ขณะเดียวกันก็มีประชากรที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดถึง 1,000 ล้านรายด้วยจึงถูกมองในฐานะตลาดขนาดใหญ่

จอช วูดวาร์ด ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของกูเกิลบอกว่า ทีมของพวกเขากำลังวางแผนออกเพื่อรองรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่นับพันล้านคนในอนาคต และกำลังคิดกันว่าจะออกแบบอย่างไรถ้ามองจากมุมของชาวอินเดียแทนที่จะมองจากมุมของสำนักงานใหญ่กูเกิลเอง นั่นทำให้พวกเขาออกแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชื่อ "เนเบอร์ลี" (Neighbourly) ที่แปลได้ว่า "บ้านใกล้เรือนเคียง" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอินเดีย เป็นความพยายามท้าทายตลาดไอทีของเฟซบุ๊คและว็อทสแอพพ์รอบล่าสุดโดยมีการประเมินว่าจะมีผู้ใช้งานเกิน 800 ล้านคนภายใน 3 ปีข้างหน้า

เนเบอร์ลีจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กในลักษณะที่คล้ายกับกระดานข่าวในโลกเสมือนที่ให้ผู้คนในละแวกพื้นที่เดียวกันสามารถให้คำแนะนำกันได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น ที่ไหนรักษาคนกำลังบาดเจ็บ หรือเรื่องธรรมดาทั่วไปอย่าง ร้านอาหารไหนทำอาหารชนิดใดได้อร่อยที่สุด

กูเกิลสร้างแอพพลิเคชันนี้จากการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในที่ต่างๆ ของอินเดีย ทั้งตามสถานีรถไฟ ตลาด ไปจนถึงห้องนั่งเล่น จนกระทั่งพบว่ามีกระแสสองอย่างในอินเดีย หนึ่ง ชีวิตของชาวอินเดียส่วนใหญ่จะจับจ่ายซื้อของ ทำงาน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมห่างจากที่พักอาศัยภายในระยะ 1-2 กม. เท่านั้น สอง ความเป็นเมืองของอินเดียกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น การประเมินจากสหประชาชาติพบว่าอินเดียจะมีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองถึง 416 ล้านคน ในขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีเพียง 255 ล้านคน การกลายสภาพเป็นเมืองแบบนี้มีผลกระทบทางสังคมในแบบที่ชวนให้เวียนหัว เพราะมันเป็นการผลักผู้คนหลักหลายล้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยและมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออินเดียเพิ่มสูงขึ้นมากตั้งแต่เดือน ก.ย. 2559 หลังจากที่คนที่รวยที่สุดในอินเดียคือ มุเกช อัมบานี ให้ข้อเสนอแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนคือการให้คนใช้บริการโทร. และรับข้อมูลฟรี 6 เดือน มุเกชยังเปิดบริษัทซิมมือถือของตัวเองชื่อจิโอ 4G ซึ่งให้บริการข้อมูลโทรศัพท์ราคาถูกที่สุดในโลก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวอินเดียก็รับ-ส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นมากถึงสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาคิดเฉลี่ยคนละราว 2.5 กิกะไบท์ต่อเดือน จิโอเองก็มีเป้าหมายแบบกูเกิลคือทำให้ประชากรอีก 1,000 ล้านคนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตให้ได้

"ข้อมูลก็เหมือนทรัพยากรน้ำมันแบบใหม่ และข้อมูลข่าวสารก็เป็นเชื้อเพลิงแบบใหม่" มุเกชกล่าวในการเปิดตัวบริการ 4G ของตัวเอง

การแพร่หลายมากขึ้นของผู้ใช้สมาร์ทโฟนยังส่งผลต่อวิถีชีวิตชาวอินเดียให้ต่างไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งในแง่ที่สามารถทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้นเวลาฉุกเฉิน แต่ขณะเดียวกันการแพร่การจายข่าวลือผ่านว็อทสแอพพ์ก็เคยทำให้เกิดเหตุการณ์รุมฆ่าแขวนคอคนแบบศาลเตี้ยซึ่งเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว

อย่างไรก็ตาม โอซามา มานซาร์ จากมูลนิธิดิจิทัลเอ็มพาวเวอร์เมนต์ที่ส่งเสริมการนำอินเทอร์เน็ตไปสู่หมู่บ้านที่ห่างไกลในอินเดียกล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ยังไม่บอกแน่ชัดว่าจะมีวิธีการเก็บข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลเหล่านี้อย่างไร และยังชี้ประเด็นว่าเมื่อทุกคนเห็นอินเดียเป็น "เหมืองทองแห่งข้อมูล" เช่นนี้ รัฐบาลก็ควรจะเล็งเห็นเรื่องการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้คนด้วย โดยขณะนี้รัฐบาลอินเดียกำลังร่างกฎหมายความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในอินเดีย

กูเกิลหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เฟซบุ๊คเคยทำไว้ในอินเดียคือการให้อินเทอร์เน็ตฟรีแต่จะสามารถเข้าได้แต่เฉพาะเฟซบุ๊คหรือเว็บอื่นๆ ที่เฟซบุ๊คกำหนดไว้เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เฟซบุ๊คถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ตและเป็นการ "ล่าอาณานิคมทางดิจิทัล"

เรียบเรียงจาก

'The next billion users': Google targets India's lucrative mobile market, The Guardian, Sep. 11, 2018[full-post]


ซู่ชิง Jitsupa Chin is at Apple Park.

มาแล้ว ซู่ชิงจับเครื่องจริง iPhone XS, iPhone XS Max, iPhone XR และ Apple Watch Series 4 ส่งตรงจากคูเปอร์ติโน พร้อมรายละเอียดให้คุณไปตัดสินใจว่าจะซื้อรุ่นไหนดี คิดเห็นยังไงคอมเมนต์ให้ฟังกันบ้างนะคะ

ที่มาภาพ: Pixabay

Posted: 22 Aug 2018 01:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-08-22 15:45



กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เคยก่อเหตุช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ก่อเหตุอีกครั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม สร้างเว็บปลอมอ้างโลโก้ไมโครซอฟต์ เว็บกลุ่มปัญญาชนอนุรักษ์นิยมต้านทรัมป์ เว็บสวมรอย ส.ว. ประธานไมโครซอฟต์หวั่น ผลประโยชน์กลุ่มการเมืองอาจไม่ใช่ปัญหาเท่าประชาธิปไตยถูกกัดกร่อน

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2561 บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกเปิดเผยว่าพวกเขาค้นพบกลุ่มแฮ็กเกอร์จากรัสเซียพยายามโจมตีรอบใหม่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งกลางปีของสหรัฐฯ โดยกลุ่มที่ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยปฏิบัติการแฮ็กอีเมลของฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2559

ไมโครซอฟท์ระบุว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ 'สตรอนเทียม' (Strontium) หรือที่บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์รู้จักพวกเขาในนาม 'แฟนซีแบร์' (Fancy bear) และ APT28 เป็นผู้ก่อเหตุโจมตีทางข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอมของกลุ่มปัญญาชนฝ่ายขวา 2 กลุ่ม ได้แก่ สถาบันฮัดสัน และสถาบันอินเตอร์เนชันแนลรีพับลิกัน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ยังก่อเหตุสร้างชื่อเว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบให้ดูเหมือนเป็นเว็บไซต์ของ ส.ว. สหรัฐฯ ด้วย

กลุ่มที่ปฏิบัติการในครั้งนี้ก่อนหน้านี้เคยทำการแฮ็กอีเมลของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตและคณะรณรงค์หาเสียงของคลินตัน ที่ปรึกษาพิเศษที่ทำหน้าที่สืบสวนข้อกล่าวหาเรื่องรัสเซียมีส่วนแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 โรเบิร์ต มุลเลอร์ กล่าวว่ากลุ่มแฟนซีแบร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองของรัสเซีย

แบรด สมิทธ์ ประธานของไมโครซอฟท์กังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นภัยคุกคามเป็นวงกว้างต่อกลุ่มหลายกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องพรรคการเมืองทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้ แบรดกล่าวอีกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ทำการปิดเว็บไซต์หลอกลวงจำนวน 84 แห่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฟนซีแบร์โดยอาศัยวิธีการขอหมายศาลให้ถ่ายโอนการควบคุมชื่อโดเมนเว็บไซต์

จากข้อมูลของไมโครซอฟท์ เว็บไซต์หลอกลวงดังกล่าวจงใจเลียนแบบหน้าล็อกอินเข้าใช้งานของบริษัทไม่ว่าจะเป็นล็อกอินของเครื่องมืออย่างอีเมล, ปฏิทิน และโปรแกรมแบ่งปันเอกสาร โดยมีชื่อโดเมนอย่างเช่น "hudsonorg-my-sharepoint.com" และ "adfs-senate.email" ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใส่ใจอาจจะถูกหลอกลวงจากเว็บไซต์จำพวกนี้ได้และอาจจะเผลอใส่ชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านที่เอื้อให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลของพวกเขาได้จากระยะไกล

ในช่วงปลายเดือน ก.ค. ก็เคยมีเหตุการณ์ที่ ส.ว. พรรคเดโมแครตรัฐมิสซูรี แคลร์ แมคคาสกิลล์ ผู้ลงแข่งในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เปิดเผยว่ามีแฮ็กเกอร์รัสเซียพยายามแทรกซึมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของเธอแต่ก็ไม่สำเร็จ

สื่อเดอะเดลีบีสต์ค้นพบหลักฐานว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มแฟนซีแบร์ โดยมีลักษณะการโจมตีคล้ายกับที่เคยทำในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2559 เช่น วิธีการส่งลิงค์ผ่านทางอีเมลระบุว่ารหัสผ่านของพวกเขาหมดอายุแล้วและเมื่อคลิกลิงค์ก็จะนำผู้ใช้งานไปสู่หน้าเว็บไซต์ปลอมที่มีตราไมโครซอฟต์ หลอกล่อให้ผู้ใช้งานคลิกลิงค์ที่สองหรือเปลี่ยนรหัสผ่านซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือทำให้แฮ็กเกอร์ได้รหัสผ่านและแทรกซึมผู้ใช้งานได้

ประธานไมโครซอฟต์ยังตั้งข้อสังเกตว่าปฏิบัติการของรัสเซียครั้งล่าสุดไม่ได้เน้นเรื่องทำให้พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งได้เปรียบเหนืออีกพรรคหนึ่งแต่เป็นการเน้น "ก่อกวนขัดขวางประชาธิปไตย"

หนึ่งในเป้าหมายที่ถูกโจมตีในครั้งนี้คือสถาบันอินเตอร์เนชันแนลรีพับลิกัน ที่มี ส.ว. 6 คน นั่งอยู่ในบอร์ดบริหาร รวมถึงมิตต์ รอมนีย์ ผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ว. รัฐยูทาห์ ซึ่งเป็นนักวิจารณ์รัสเซียตัวยง

เรียบเรียงจาก

Russian hackers targeting conservative US thinktanks, Microsoft says, The Guardian, Aug. 21, 2018

We have the first documented case of Russian hacking in the 2018 election, Vox, Jul 26, 2018


Posted: 16 Aug 2018 12:02 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-08-16 14:02



อดีตประธานฝ่ายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของกูเกิลวิจารณ์การที่กูเกิลมีแผนการเปิดให้บริการเครื่องมือค้นหาในจีนฉบับที่มีการเซนเซอร์แล้ว โดยระบุว่ามันเป็นการดำเนินการที่ 'โง่เขลา' และอาจจะเป็นการล่วงละเมิดหลักการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทตัวเอง


16 ส.ค. 2561 จากเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีรายงานข่าวเรื่องที่กูเกิลซุ่มพัฒนาเครื่องมือค้นหาให้กับจีนอย่างเงียบๆ โดยจะมีการเซนเซอร์เนื้อหาที่รัฐบาลเผด็จการจีนเห็นว่าอ่อนไหวสำหรับพวกเขาด้วย เช่น เรื่องเกี่ยวกับศัตรูทางการเมืองของพวกเขา, เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน และการประท้วงอย่างสันติ โดยจะทำให้เนื้อหาต่างๆ ในบัญชีที่รัฐบาลจีนระบุไว้ไม่ปรากฏต่อผู้ใช้งาน

ผู้ที่วิจารณ์เรื่องนี้คือ ล็อกมาน จุ่ย ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเอเชียและภาคพื้นแปซิฟิกช่วงปี 2554-2557 เขาได้อ่านแผนการเซนเซอร์ของกูเกิลในจีนที่รั่วไหลออกมาแล้วก็บอกว่าเขาไม่สบายใจกับกับแผนการนี้และบอกว่า "นี่เป็นความคิดที่แย่จริงๆ เป็นการดำเนินการที่แสนจะโง่เขลา" ทำให้จุ่ยเลือกจะออกมาพูดในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้ในปี 2549 กูเกิลเคยให้บริการระบบค้นหาในจีนแบบที่เซนเซอร์แล้วมาก่อน แต่ก็ถอนตัวออกไปในปี 2553 โดยอ้างว่ารัฐบาลจีนพยายามปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น บล็อกเว็บไซต์ และแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ของกูเกิล จุ่ยบอกว่าในปี 2553 เป็นต้นมาสถานการณ์อินเทอร์เน็ตในจีนก็แย่ลงกว่าเดิมจากการที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงในชาติและกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ที่ทำให้เกิดการเซนเซอร์จากรัฐบาลและการสอดแนมอินเทอร์เน็ตจากรัฐบาลจีนเพิ่มมากขึ้น

ในแง่ของการทำสัญญากับจีนแล้ว จุ่ยวิจารณ์ว่าเขามองไม่ออกเลยว่ากูเกิลจะเจรจาอย่างไรให้กลายเป็นผลประโยชน์ทางบวกกับกูเกิลได้ ขณะที่จีนไม่มีอะไรจะเสียและมีอำนาจกำหนดสัญญาให้เป็นไปในทางที่พวกเขาต้องการได้มากกว่า จึงแทบไม่มีทางเลยที่กูเกิลจะดำเนินการในจีนได้โดยที่ไม่ละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

ถึงแม้ว่าจุ่ยจะออกจากกูเกิลแล้วและในปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกงในสายวารสารศาสตร์ แต่เขาก็ยังจับตามองประเด็นสิทธิมนุษยชนในจีนอย่างใกล้ชิด การที่กูเกิลจะกลับไปจับมือกับจีนในฐานะผู้ให้บริการเสิร์จเอนจิ้นนี้จะทำให้ถูกมองในทางการเมืองว่าพวกเขาหันกลับไปสนับสนุนนโยบายการเซนเซอร์ของจีนหลังจากที่เคยแสดงตัวต่อต้านมาก่อนหน้านี้ แทนที่จะแสดงจุดยืนหนักแน่นในการเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การยอมตามจีนในคราวนี้จะทำให้ตัวตนของกูเกิลกลายเป็นเพียงแค่บริษัทโปรแกรมค้นหาเท่านั้น

หลังจากที่กูเกิลเปิดเผยการเสิร์จเอนจินเซนเซอร์ในจีนที่มีชื่อรหัสโครงการว่า "ดรากอนฟลาย" หรือ "แมลงปอ" ทำให้พนักงานกูเกิลหลายสาขาทั่วโลกไม่พอใจและสับสน แต่กูเกิลก็ไม่ยอมสื่อสารรับฟังใดๆ กับพนักงานและบอกออกสื่อแค่ว่าจะไม่อภิปรายเรื่องแผนการในอนาคตของพวกเขาเพิ่มเติม ทางด้านจุ่ยบอกว่าเขาจะไม่แปลกใจถ้าหากมีพนักงานกูเกิลลาออกเพราะเรื่องนี้ เพราะมีพนักงานกูเกิลจำนวนมากที่ยังคงเชื่อในค่านิยมหลักของกูเกิลอย่าง "คุณทำเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องทำชั่ว" หรือ "ประชาธิปไตยบนเว็บใช้การได้"

ไม่เพียงแค่พนักงานกูเกิลในอดีตและปัจจุบันเท่านั้นที่แสดงความกังวลในเรื่องนี้ มีกลุ่มวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ทั้งสองพรรคการเมืองรวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มแสดงความกังวลในเรื่องที่ไม่ใช่แค่การเซนเซอร์เท่านั้น แต่การทำสัญญากับจีนตามกฎหมายแล้วจะบีบให้กูเกิลต้องลงไปตั้งศูนย์ข้อมูลและเซอร์เวอร์ในพื้นที่จีนแผ่นดินใหญ่ เมือ่ดูจากประวัติการใช้อำนาจสอดแนมการสื่อสารและจับกุมนักข่าวกับนักกิจกรรมในจีนแล้ว ทำให้เรื่องนี้น่าเป็นห่วง

เรียบเรียงจาก

GOOGLE CENSORSHIP PLAN IS “NOT RIGHT” AND “STUPID,” SAYS FORMER GOOGLE HEAD OF FREE EXPRESSION, The Intercept, 11-08-2018
https://theintercept.com/2018/08/10/google-censorship-plan-is-not-right-and-stupid-says-former-google-head-of-free-expression/
[full-post]


Posted: 15 May 2018 11:49 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เตือนผู้บริโภคให้ระวังการหลอกลวงผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุในชุมชน ให้ช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์แถมเครื่อง ถึงแม้จะอ้างว่า ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไร ก็อย่าได้หลงเชื่อ ส่วนมิจฉาชีพเมื่อเปิดโทรศัพท์สำเร็จก็นำโทรศัพท์ไปจำหน่ายต่อ

15 พ.ค.2561 ศูนย์ข่าวมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงานว่า มณี จิรโชติมงคล แกนนำชุมชน ในฐานะอนุกรรมการด้านสื่อและโทรคมนาคม คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) ได้นำผู้เสียหายมาร้องเรียนต่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ว่า ได้มีบุคคล ชักชวนชาวบ้านที่เป็นผู้สูงอายุในชุมชนที่ไม่มีรายได้ ให้ช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์โดยให้เงินตอบแทนรายละ 300-4000 บาท โดยผู้เปิดเป็นเพียงผู้ขอใช้โทรศัพท์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เนื่องจากตนต้องการโทรศัพท์ไปจำหน่ายต่อ ทำให้คนในชุมชนเดียวกันและชุมชนใกล้เคียง นำบัตรประชาชนไปเปิดโทรศัพท์ให้กับมิจฉาชีพ

สำรวย ฤาไชยคาม ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ไม่ถึง 30 วัน ก็ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าใช้บริการ 499 บาทต่อเดือน ก็ได้โทรศัพท์ไปต่อว่า คนชักชวน และขณะนี้คุณมณี ได้ช่วยแจ้งยกเลิกการใช้บริการ ไปลงบันทึกประจำวัน จึงอยากเตือนผู้บริโภคเป็นอุทาหรณ์ พร้อมเรียกร้องให้พนักงานขายหรือผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคที่ไปเปิดการใช้บริการด้วยว่า จะต้องมีชำระเงินรายเดือน และทำสัญญา 1 ปี เพราะหากชัดเจนแบบนี้ก็จะไม่มีใครไปช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์ พร้อมเรียกร้องกสทช. ดำเนินการให้สัญญาโทรศัพท์มือถือ มีขนาดใหญ่ขึ้น เห็นได้ชัด และสรุปสัญญาสั้นๆ ให้ผู้บริโภคเข้าใจชัดเจน เพื่อป้องกันการถูกหลอก

สาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ มพบ. กล่าวเสริมว่า กลลวงรูปแบบใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาในสังคม ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ อย่างกรณีนี้ หลอกผู้สูงวัยให้บัตรประชาชนเปิดเบอร์โทรศัพท์แถมเครื่อง แถมด้วยจะได้เงินเล็กน้อย ขอให้กสทช. ตรวจสอบเรื่องนี้ ว่า มีความเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหรือไม่อย่างไร รวมทั้งให้กสทช. กำกับการยกเลิกการใช้บริการของผู้บริโภคที่ผู้ให้บริการต้องดำเนินการภายใน 5 วันให้เป็นจริงด้วย


[full-post]


Apple ได้สร้างกระแสด้วยการเปิดตัว iPhone X ที่มีราคาสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของ Apple และล่าสุดก็ได้กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2018 ดังตารางที่ปรากฏด้านล่างนี้



Strategy Analytics ได้รายงานว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา Apple สามารถจำหน่าย iPhone X ได้ 16 ล้านเครื่องทั่วโลก ตามาด้วย iPhone 8 และ 8 Plus ที่ขายได้ 12.5 ล้านเครื่อง และ 8.3 ล้านเครื่อง ตามลำดับ

ส่วน iPhone 7 นั้นอยู่ในอันดับที่ 4 โดยขายได้ 5.6 ล้านเครื่อง


iPhone X

นอกเหนือจากสมาร์ทโฟนจาก Apple แล้วนั้น Xiaomi Redmi 5A สมาร์ทโฟนระดับกลางที่วางจำหน่ายในประเทศอินเดีย ก็สามารถทำยอดขายได้ 5.4 ล้านเครื่อง
สำหรับ Samsung Galaxy S9+ ก็สามารถจำหน่ายได้ 5.3 ล้านเครื่อง

Xiaomi Redmi 5A

นอกจากนี้ Strategy Analytics ได้คาดการณ์ว่า Samsung Galaxy S9+ จะมียอดจำหน่ายสูงสุดในไตรมาส 2 ของปี 2018 นี้ ส่วนยอดจำหน่าย iPhone X จะลดลงไปบ้าง

ข้อมูลอ้าอิง : gsmarena



แอพฯต่างๆในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น นั้นเท่ากับว่าเวลาเราจะทำธุรกรรมหรือกิจกรรมต่างๆส่วนใหญ่มักให้บอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ใช้บริการเเล้วเราจะดูได้อย่างไรว่ามันปลอดภัย เเละจะดูดข้อมูลเราหรือไม่ 

เตือนให้ระวังกัน แอพบางแอพ อย่าไปเสียรู้ …. แอพทำนายชื่อ ทำนายดวง ใบ้หวย หาคู่ หน้าเหมือนใคร ทำนาย กรุ๊ปเลือด และอีกมากมาย ที่เล่นกับการหาคู่ ความโสด ความรัก ดูดวง ทราบหรือไม่ว่า แอพเหล่านี้ กำลังเอาข้อมูลส่วนตัวของเราไป! คนทำแอพสามารถ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทุกอย่าง ทุกเวลา สามารถโพสต์ข้อความ ส่งข้อความต่างๆในนาม account เราได้เลย เรามีสิทธิ์ โดน “แอบอ้าง” ได้ ง่ายๆเลย

เพียงแค่เรากด “Allow” ก็เหมือนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ ให้แอพนี้ ทำทุกอย่างได้เท่ากับเรา เจ้าของ account เจอแอพพวกนี้ ก่อนกด Allow คิดให้ดีๆนะครับว่าไว้ใจได้รึเปล่า ถ้าพบพฤติกรรมแปลกๆ ให้กด “Report Spam” ไปเลย ก่อนที่ข้อมูลส่วนตัวทั้งหลาย จะถูกดูดไปเก็บในฐานข้อมูลของคนอื่น และช่วยให้คนอื่นไม่โดนครับ

ข้อมูลที่สมัคร facebook เป็นข้อมูลที่มั่ว เค้าได้ข้อมูลไปก็ไม่เป็นไรหรอก ข้อมูลผิดๆได้ไปไม่เป็นไร แต่แอพจะได้สิทธิ์ในการโพสต์ข้อมูลแทนคุณ (Post on my behalf) หมายความว่า สามารถส่งข้อความอะไรก็ได้ ในนาม account เรา ทำให้สามารถ “แอบอ้าง” ความเป็นตัวตนได้ครับ ถ้าไปโพสต์ด่าใคร หลอกลวงใคร ทำผิดกฏหมาย และโดนฟ้องร้องขึ้นมา ผู้เสียหายก็จะฟ้องร้องว่าเราเป็นคนทำ เพราะมันขึ้นว่าเป็น account เราทำ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโพสต์อะไรออกไปบ้าง

สังเกตุง่ายๆ บางแอพเราเล่นจบ ปกติจะต้องถามว่าจะให้เราแชร์บนหน้า Wall ของเราม้ัย แต่มันไม่ถาม กลับไปโพสต์ลงหน้า Wall ของเราเลย นั่นเป็นเพราะแอพได้ขออนุญาตเราไปแล้วว่า ให้ “Post on my behalf” คือ โพสต์ข้อความในนามเรา ได้เลย แอพมันไม่รู้รหัสผ่านเราหรอก มันจะโพสต์แทนเราได้ยังไง เมื่อเรากด Allow ไป หมายถึงเราอนุญาตสิทธิ์ให้แอพนั้น ตามที่มันขอมา

Facebook จะไม่อนุญาตให้แอพทั้งหลาย รู้รหัสผ่านเราตรงๆ แต่จะใช้วิธีให้ “บัตรผ่าน” (Access Token) ที่สามารถทำได้ทุกอย่างตามที่แอพนั้นๆจะขอ (เหมือนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ ยื่นให้เลย) ถ้าใครเคยใช้แอพที่เล่น Facebook แต่ไม่ใช่ Facebook ทำ ตย.เช่น แอพบน iPadที่ชื่อ MyPad, Friendcaster,Friendly,Fera) จะเห็นว่า

แอพเหล่านี้จะไม่ได้ถาม User/Password เราตรงๆ แต่จะเปิดหน้าต่างหนึ่งขึ้นมาแล้วเลือกให้เรา “Allow” ให้มัน จากนั้น แอพจะทำหน้าที่ทุกอย่างเหมือนแอพ facebook ทุกประการ เพราะมันได้สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่มันขอไป ดังนั้น แอพไม่จำเป็นต้องรู้ User/Password ของผู้ใช้ครับ แค่ได้ “บัตรผ่าน” ที่เราออกให้เท่านั้น มันก็จะกระทำการทุกอย่างแทนเราได้ (ตามสิทธิ์ที่ขอมา)

ช่วงนี้เราเห็นแอพ “สามคำที่เหมาะกับโปรไฟล์” เริ่มระบาดในเฟซบุ๊กอีกครั้ง โดยเจ้าของแอพนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท vonvon.me จากเกาหลีใต้เจ้าเก่า ที่ทำแอพในลักษณะนี้บนเฟซบุ๊กและมีกระแสอยู่เป็นช่วงๆ มาหลายครั้ง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแอพพลิเคชันในลักษณะเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราบนเฟซบุ๊ก ซึ่งผู้ใช้ก็มักจะกดยินยอมไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากดยินยอมอะไรไป หยิบยื่นข้อมูลอะไรไปให้เขา และที่ยิ่งไม่รู้เลยคือเขาจะเอาข้อมูลเราไปทำอะไรบ้าง

อย่างเฉพาะของแอพ “สามคำที่เหมาะกับโปรไฟล์” นี้มีการขอเข้าถึงข้อมูลอย่างข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวที่เป็นสาธารณะ (อันนี้เป็นเบสิกสำหรับการล็อกอินผ่านเฟซบุ๊กทุกกรณี) รูปโปรไฟล์, รายชื่อเพื่อน, โพสท์บนไทม์ไลน์, สถานะการแต่งงาน, รูปที่ถูกแท็กและข้อมูลที่เราไลค์ ซึ่งหากดูจากรูปแบบของแอพ นอกจากรูปโปรไฟล์แล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าข้อมูลอื่นๆ ทาง vonvon เอาไปทำอะไรกันแน่ โดยก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า แอพ Most Used Words ซึ่งเป็นของ vonvon เอาข้อมูลไปขายต่อด้วยซ้ำไป

เรามาดูวิธีปิดตัวเลือกการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของแอพเหล่านี้บนเฟซบุ๊ก รวมถึงวิธีการเอาแอพเหล่านี้ ออกจากสารบบของเรากันครับ แรกเริ่มให้เราไปที่ตัวเลือก “Setting” มุมขวาบน แล้วมองหาแถบ “Apps” ทางด้านซ้ายมือ เมื่อเลือกแล้วจะพบรายชื่อของแอพพลิเคชันจำนวนมาก ที่เราได้อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นแอพที่เราเล่นบนเฟซบุ๊ก หรือแอพอื่นๆ ที่อาศัยบัญชีเฟซบุ๊กในการล็อกอิน ซึ่งการแก้ไขการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราตรงนี้มีหลักๆ 3 วิธีด้วยกันครับ

1. ยังคงให้แอพเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กอยู่ แต่ปิดข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น อย่างที่กล่าวไปว่าข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวที่เป็นสาธารณะ เป็นสิ่งจำเป็นกรณีที่เราต้องล็อกอินเข้าแอพผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเรายังต้องการล็อกอินเอาไว้ ขณะที่ข้อมูลอื่นๆ ที่ค่อนข้างส่วนตัว เราสามารถเลือกปิดได้ด้วยการเลือกที่รูปดินสอในวงกลมสีแดง เพื่อแก้ไขข้อมูลที่แอพเข้าถึงได้

2. ลบแอพนั้นออกไปเลย กรณีนี้คือเราไม่ต้องการใช้บัญชีเฟซบุ๊กล็อกอินผ่านแอพนั้น หรือไม่ต้องการให้แอพเข้าถึงบัญชีเราแล้ว ก็ให้กดเครื่องหมายกากบาทด้านข้างดินสอครับ เฟซบุ๊กจะถามเราอีกครั้งว่าจะลบแอพนี้ออกจากแอคเคาท์เราจริงใช่ไม๊ ให้กด Remove เลยครับ

3. ปิดแพลตฟอร์มการเข้าถึงบัญชีของเราทั้งหมด ตัวเลือกนี้สำหรับคนที่คิดว่าจะไม่ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการล็อกอิน และป้องกันตนเองเผื่อกรณีที่เผลอกดล็อกอินหรือเล่นแอพ ด้วยการปิดแพลตฟอร์มการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กของเราทั้งหมด โดยให้เลื่อนหน้าต่างลงไปด้านล่าง จะพบกับช่อง Apps, Websites and Plugins ให้กด Edit และเลือก Disable Platform ครับ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ว่านายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของเฟซบุ๊ก เผยแพร่แถลงการณ์บนเพจส่วนตัว เมื่อวันพุธ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับมาตรการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลของผู้ใช้งานไปยังนักพัฒนาที่อยู่นอกเครือข่าย และแอปพลิเคชั่นบุคคลที่สาม และการเพิ่มแถบเครื่องมือพิเศษเพื่อให้เจ้าของบัญชีสามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ซัคเคอร์เบิร์กยอมรับว่า จริงอยู่ที่เฟซบุ๊กมีมาตรการนี้มาตั้งแต่ปี 2557 แต่ยังคงมี “ความผิดพลาด” เกิดขึ้น โดยซีอีโอของเฟซบุ๊กกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับ “การละเมิดความไว้วางใจ” ระหว่างเฟซบุ๊ก กับศ.อเล็กซานเดอร์ โคแกน จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นทางจิตวิทยาชื่อ “ดิส อิส ยัวร์ ไลฟ์” และบริษัทเคมบริดจ์ อะนาลีติกา ( ซีเอ ) แต่บริษัทกลับไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ซัคเคอร์เบิร์กไม่ได้กล่าวขออภัยโดยตรงต่อการที่ซีเอนำข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในสหรัฐที่อาจมากถึง 50 ล้านบัญชี ไปใช้ในกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือจากข้อตกลง และยังไม่มีการเผยแนวทางอย่างชัดเจนในการลด “สิทธิพิเศษ” ของบริษัทโฆษณาหรือบริษัทคู่สัญญาทางธุรกิจของเฟซบุ๊ก ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากระบวนการที่ว่านี้กำลังเป็นช่องทางสร้างรายได้มหาศาลให้กับเครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แม้ซัคเคอร์เบิร์กจะใช้คำว่า “จำกัดสิทธิ์” แต่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

ด้านศ.โคแกนกล่าวเป็นครั้งแรกกับบีบีซี เกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวที่ซีเอสามารถดึงข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในสหรัฐ 50 ล้านบัญชี ไปจัดทำแคมเปญทางการเมืองเพื่อช่วยให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ เมื่อปี 2559 โดยใช้แอปพลิเคชั่นของเขาเป็น “ทางผ่าน” ว่าเฟซบุ๊กและซีเอเจตนาโยนความผิดให้กับเขาเพียงคนเดียว

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการรั่วไหลของข้อมูลบนโลกไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของเฟซบุ๊กร่วงลงมากกว่า 8% ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงแรกที่เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส เสนอรายงานเปิดโปง และสูญเสียมูลค่าในตลาดมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.56 ล้านล้านบาท )

นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ประกาศในโพสต์ที่เขาเรียกว่า ความท้าทายส่วนตัวสำหรับปี 2018 ว่าจะ “แก้ไข” เฟซบุ๊ก ข้อความบนหน้าเฟซบุ๊กของนายซัคเคอร์เบิร์ก ระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว มีข้อบกพร่องมากเกินไปจากการบังคับใช้นโยบายต่าง ๆ รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เครื่องมือที่มี ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่เปิดตัวเมื่อปี 2004 และเป็นที่รู้กันดีว่านับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จะตั้งประเด็นขึ้นเพื่อท้าทายตัวเอง ในช่วงปีที่ผ่านมาสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวกลางเผยแพร่ข่าวเท็จ และเฟซบุ๊กถูกวิจารณ์หนักว่า กลายเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้มีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จก่อนหน้าการเลือกตั้งสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในประเทศอื่น ๆ โดยคำวิจารณ์ ถูกเจาะจงไปที่การปล่อยให้มีโฆษณาซึ่งเชื่อมโยงกับรัสเซียปรากฏขึ้นในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2016

นายซัคเคอร์เบิร์ก ระบุว่าตั้งใจจะเน้นไปที่ “ประเด็นสำคัญ” ซึ่งก็คือ “การปกป้องสังคมของเราจากการถูกล่วงละเมิดและความเกลียดชัง การปกป้องให้พ้นจากการแทรกแซงโดยรัฐ หรือต้องยืนยันให้แน่ใจว่า การใช้เวลากับไปเฟซบุ๊กจะเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่า” นายซัคเคอร์เบิร์ก ระบุด้วยว่า “จะป้องกันข้อบกพร่องหรือการละเมิดทั้งหมดไม่ได้ แต่ตอนนี้เรามีข้อผิดพลาดมากเกินไปในการบังคับใช้นโยบายและการป้องกันไม่ให้เครื่องมือของเราถูกในไปใช้ในทางที่ผิด” และ “หากเราประสบความสำเร็จในปีนี้ เราก็จะปิดฉากปี 2018 ได้ตรงเป้ายิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก ระบุว่า เขาจะเรียนรู้ให้มากขึ้น โดยจะเน้นความสนใจที่ประเด็นดังกล่าว มากกว่าการทำสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เท่าที่ผ่านมานายซัคเคอร์เบิร์ก เคยตั้งปณิธานเอาไว้หลายเรื่อง เช่น การสวมเน็คไทไปทำงานทุกวัน และจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์นอกเหนือจากสัตว์ที่เขาฆ่าเองเท่านั้น

Source :- Line



ซู่ชิง Jitsupa Chin

อ่านข่าวนี่แล้วก็ไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "ข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของผู้ใช้ ทรูมูฟเอช ที่รั่วไหลออกมาเนี่ยถือเป็นเพียงข้อมูลหน้าบัตรเฉยๆ ไม่มีข้อมูลเชิงลึก เพราะมีระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัวของประชาชนอยู่แล้ว"

เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่คลุมเครือมากๆ เลยทีเดียว 

อันดับแรก "ข้อมูลหน้าบัตรเท่านั้นไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึก" หมายถึงอะไร เพราะข้อมูลสำคัญๆ ที่มีความอ่อนไหวก็ล้วนแต่อยู่หน้าบัตรทั้งนั้น ทั้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ วันเกิด กรุ๊ปเลือด ฯลฯ ท่านควรระบุด้วยว่าข้อมูลเชิงลึกที่ว่ายังมีอะไรอีกที่ลึกกว่านั้น และระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัวของประชาชนคืออะไร ป้องกันด้วยวิธีไหนบ้าง

อันดับที่สอง ระดับผู้บริหารประเทศ ควรให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลของประชาชนมากกว่านี้ สิ่งที่ควรต้องทำไม่ใช่ออกรับแทนทรู ว่าที่หลุดไปเป็นเรื่องไม่ซีเรียส แต่เป็นการจี้ให้บริษัทไป สอบสวน รายงาน ควบคุมความเสียหาย และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ข้อมูลหน้าบัตรประชาชนนี่แหละค่ะที่ทำเป็นเรื่องเป็นราวกันมาหลายครั้งแล้ว นี่ยังไม่นับว่าการซื้อซิม เปิดเบอร์ ที่ถูกบังคับให้ต้องสแกนใบหน้า สแกนลายนิ้วมือเพิ่มเข้าไปด้วย องค์กรที่เกี่ยวข้องจะรักษาข้อมูลของผู้ใช้งานได้ดีขนาดไหน ตอนที่ออกข่าวมาตอนนั้นก็คิดว่าน่ากลัว มีความเสี่ยงสูงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ง่ายๆ ตอนนี้ก็พอจะเห็นได้ชัดแล้วว่ามันเกิดขึ้นได้ง่ายจริงๆ นั่นแหละ ข้อมูลหลุดก็เจ็บใจแบบหนึ่ง ผู้บริหารประเทศเพิกเฉยก็เจ็บใจไปอีกแบบหนึ่ง


Posted: 16 Apr 2018 02:31 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

กสทช.เรียกโอเปอเรเตอร์ทุกรายเข้าชี้แจง กรณีที่มีข่าว SMS ดูดเงินประชาชนผู้ใช้บริการ และเรียกทรูมูฟ เอช มาชี้แจงกรณีที่ปรากฎข่าวบนเว็บไซต์ว่า ทรูทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดจำนวนมาก พรุ่งนี้

16 เม.ย.2561 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) แจ้งว่า วันพรุ่งนี้ (17 เม.ย. 61) เวลา 10.30 น. สำนักงาน กสทช.เรียกโอเปอเรเตอร์ทุกรายเข้าชี้แจง กรณีที่มีข่าว SMS ดูดเงินประชาชนผู้ใช้บริการ

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. เรียกผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายเข้าชี้แจง กรณีที่มีข่าว SMS ดูดเงินประชาชนผู้ใช้บริการ ในวันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 10.30 น. ต่อจากที่เรียกทรูมูฟ เอช มาชี้แจงกรณีที่ปรากฎข่าวบนเว็บไซต์ว่า ทรูทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดจำนวนมาก

“เรื่อง SMS ดูดเงินประชาชน เป็นปัญหาที่สำนักงาน กสทช. ให้ความสำคัญเพราะเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องเสียเงินโดยไม่ได้สมัครใจโอเปอเรเตอร์ ต้องชี้แจงข้อมูลมาว่าเกิดอะไรขึ้นและจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ยังไง ประชาชนต้องไม่เจอกับ ปัญหา SMSดูดเงินเช่นนี้อีก” ฐากร กล่าว


Posted: 07 Apr 2018 10:30 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

มีเรื่องอื้อฉาวเรื่องใหม่เกี่ยวกับเฟซบุ๊กเมื่อสื่อซีเอ็นบีซีนำเสนอว่าเฟสบุ๊คเคยส่งตัวคนไปขอข้อมูลคนไข้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยหรือข้อมูลใบสั่งยา เพื่อเอาไว้ให้แพทย์ร่วมพิจารณาช่วยเหลือคนไข้ได้ แต่โครงการนี้ต้องหยุดไปเสียก่อนหลังจากที่ถูกเปิดโปงเรื่องส่งข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ให้เคมบริดจ์อนาไลติกา

8 เม.ย. 2561 สื่อซีเอ็นบีซีรายงานว่าหน่วยงานวิจัยลับของเฟสบุ๊คที่ชื่อ "บิวดิง 8" (Building 8) เคยพยายามริเริ่มโครงการส่งข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ใช้ให้กับแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่งของสหรัฐฯ โดยไม่มีการถามความยินยอมจากผู้ใช้บริการก่อน โดยพวกเขาระบุว่าจะไม่มีการเปิดเผยชื่อเจ้าของข้อมูลนั้นๆ ให้อีกฝั่งหนึ่งทราบ โดยจะใช้วิธีตั้ง "แฮ็ซแท็ก" หรือกลุ่มข้อมูลที่เมือคลิกแล้วจะแสดงผลเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลอื่นๆ ได้แทน

สาเหตุที่ทีมวิจัยของเฟสบุ๊คต้องการนำข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้งานไปให้กับคนอื่นเพราะต้องการนำไปใช้ในงานวิจัยของวงการแพทย์ รวมถึงต้องการนำไปให้กับโรงพยาบาลได้เตรียมหาวิธีรองรับคนไข้ที่มีอาจจะต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษ เพื่อให้แพทย์หาวิธีช่วยคนไข้ได้อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น อาจจะมีการส่งพยาบาลไปที่บ้านของคนไข้ที่กำลังฟื้นตัวจากการผ่าตัดหัวใจครั้งใหญ่ เพราะคนไข้ทีรับการผ่าตัดนั้นไม่มีเพื่อนหรือคนในครอบครัวคอยช่วยเหลืออยู่แถวนั้น จากการพิจารณาตามโปรไฟล์ของเขา

ทีมของเฟสบุ๊คเคยหารือในเรื่องนี้กับองค์กรด้านสุขภาวะหลายองค์กรเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยแพทย์สแตนฟอร์ด และวิทยาลัยอายุรแพทย์หัวใจอเมริกัน โดยมีการหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงกันเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพผู้ใช้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผู้คนจำนวนมากไม่พอใจเฟสบุ๊คกรณีการขายข้อมูลส่วนบุคคลให้บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ทางการเมืองต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งหลังสุด เฟสบุ๊คก็ประกาศว่าจะยับยั้งโครงการส่งข้อมูลสุขภาพผู้ใช้งานให้กับหมอไปก่อน

ถ้อยแถลงของเฟสบุ๊ตต่อเรื่องนี้ระบุชี้แจงว่าเรื่องความต้องการใช้ข้อมูลสุขภาพในแผนการช่วยเหลือดูแลรักษาโดยมีการปรึกษาหารือกับองค์กรการแพทย์ในเรื่องนี้จริง แต่ว่าก็ไม่ได้ดำเนินการเกินไปกว่าขั้นตอนวางแผน และพวกเขาไม่ได้รับข้อมูล แชร์ข้อมูล หรือวิเคราะห์ข้อมูลใดๆ ของผู้ใช้งานเลย และเมื่อเดือนที่แล้ว (มี.ค.) พวกเขาก็ตัดสินใจยับยั้งโครงการนี้ไว้ก่อนเพื่อเน้นให้ความสนใจกับงานสำคัญอย่างอื่นได้เช่นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้และมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะเอาข้อมูลไปใช้ในสินค้าและบริการของพวกเขาอย่างไร

เรื่องนี้ทำให้เฟสบุ๊คถูกวิจารณ์กรณีที่นำข้อมูลของผู้ใช้ไปให้กับหมอโดยปราศจากความยินยอม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสุขภาพบอกว่าแนวคิดริเริ่มเกี่ยวกับสุขภาพผู้ใช้เช่นนี้อาจจะเป็นปัญหาได้ถ้าเฟสบุ๊คไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว

อนีช โชปรา อดีตหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของทำเนียบขาวผู้ที่ปัจจุบันเป็นประธานบริษัทซอฟต์แวร์ CareJourney ที่เชี่ยวชาญเรื่องข้อมูลผู้ป่วยกล่าวว่า ผู้ใช้งานเฟสบุ๊คคงนึกไม่ถึงว่าข้อมูลของพวกเขาจะถูกนำมาใช้แบบนี้ ถ้าเฟสบุ๊คยังดำเนินตามแผนต่อไปก็จะถือเป็นการนำข้อมูลส่วนตัวมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว

ที่ผ่านมาเฟสบุ๊คไม่ได้ลงลึกในเรื่องสุขภาพมากขนาดนี้ มีปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสุขภาพอยู่บ้างเช่นการส่งเสริมให้มีการบริจาคอวัยวะผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ใช้ทีมงานฝ่ายสุขภาพของเฟสบุ๊คโน้มน้าวให้บริษัทยามาลงทุนโฆษณาโดยมุ่งเป้าหมายไปที่คนที่กดไลก์เพจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือมีลักษณะโปรไฟล์ที่เข้าทาง

แต่เมื่อปี 2557 ก็เคยมีกรณีที่เฟสบุ๊คถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องทดลองวิจัยผู้ใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการที่เฟสบุ๊คปรับเปลี่ยนหน้าข่าวของผู้ใช้หลายแสนรายเพื่อศึกษาว่ามันทำให้ผู้ใชัรู้สึกมีความสุขมากขึ้นหรือเศร้าลง ซึ่งเฟสบุ๊คขอโทษในเรื่องนี้ในเวลาต่อมา



เรียบเรียงจาก

Facebook Decides to Back Off Creepy Hospital Data-Sharing Project for Some Reason, Gizmodo, 05-04-2018
https://gizmodo.com/facebook-decides-to-back-off-creepy-hospital-data-shari-1825027429

Facebook sent a doctor on a secret mission to ask hospitals to share patient data, CNBC, 05-04-2018
https://www.cnbc.com/2018/04/05/facebook-building-8-explored-data-sharing-agreement-with-hospitals.html

Facebook spoke with hospitals about matching health data to anonymized profiles, The Verge, 05-04-2018
https://www.theverge.com/2018/4/5/17203262/facebook-medical-data-sharing-plan-healthcare


Posted: 08 Apr 2018 01:37 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ประมวลความเคลื่อนไหวของเฟสบุ๊คจาก blognone.com ตั้งแต่ ออกกฎใหม่ แอดมินเพจขนาดใหญ่ต้องยืนยันตัวตนก่อนถึงจะโพสต์ได้ หรือเริ่มปิดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชันไม่ให้แอพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้

8 เม.ย.2561 ความเคลื่อนไหวของเฟสบุ๊คในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายประเด็นมา โดย blognone.com ได้รายงานไว้ ตั้งแต่ ออกกฎใหม่ แอดมินเพจขนาดใหญ่ต้องยืนยันตัวตนก่อนถึงจะโพสต์ได้ หรือเริ่มปิดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชันไม่ให้แอพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้

โดยมีรายละเอียดในรอบสัปดาห์ ที่ blognone.com รวบรวมไว้ดังนี้

แม้ยังแก้ปัญหาคลิปไลฟ์รุนแรงไม่ได้มาก แต่ Facebook Live ยังเติบโตสูง
7 เม.ย.2561 เฟสบุ๊ค เผย Facebook Live เติบโตก้าวกระโดด ขณะนี้มีคนดูไลฟ์ไปแล้วเกือบ 2 พันล้านราย และคลิปไลฟ์ที่ไลฟ์โดยเพจที่ได้รับการรับรองก็มีจำนวนมากขึ้น 50% ในปี 2017 อย่างไรก็ตาม เฟสบุ๊ค รับรู้ว่า Facebook Live มีปัญหามาก เช่น ไลฟ์ฆ่าตัวตาย ฆาตกรรม ซึ่งเฟสบุ๊คยังไม่สามารถจัดการป้องกันการเผยแพร่ความรุนแรงได้อย่างทันท่วงที

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)
ออกกฎใหม่ แอดมินเพจขนาดใหญ่ต้องยืนยันตัวตนก่อนถึงจะโพสต์ได้
ประกาศนโยบายใหม่ว่า แอดมินของเพจ "ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก" จะต้องยืนยันตัวตนกับ เฟสบุ๊คด้วย มิฉะนั้นจะไม่สามารถโพสต์ข้อมูลลงเพจได้

เป้าหมายของ เฟสบุ๊ค คือป้องกันปัญหาข่าวปลอมแพร่ระบาด ที่ก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้ใช้จากรัสเซียเผยแพร่ข่าวปลอมผ่านการสร้างเพจหรือกรุ๊ป ทำให้ เฟสบุ๊คต้องออกมาตรการตรวจสอบว่าแอดมินของเพจเป็นใคร

อย่างไรก็ตามเฟสบุ๊คไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เพจที่เข้าข่ายต้องมีผู้ติดตามเท่าไร (ใช้คำว่า "Pages with large numbers of followers") และยังไม่เปิดเผยว่าจะตรวจสอบตัวตนอย่างไรด้วย

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)

เคยขอข้อมูลการรักษาของผู้ใช้งานจากโรงพยาบาล เพื่อทำวิจัย แต่หยุดโครงการไปแล้ว
สำนักข่าว CNBC เผยเฟสบุ๊ค ทำโครงการวิจัยโดยใช้ข้อมูลบนเฟสบุ๊ค กับข้อมูลการแพทย์ เป้าหมายคือเพื่อพัฒนาด้านการรักษาและการดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตามโครงการวิจัยได้หยุดไปเมื่อเดือนที่แล้ว หรือช่วงที่ปัญหาข้อมูลระหว่างเฟสบุ๊คและ Cambridge Analytica ปะทุขึ้น

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)
รับมีการสแกนข้อความใน Messenger เหตุผลเรื่องความปลอดภัย
จากที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอเฟสบุ๊ค ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายแห่ง ก็มีประเด็นน่าสนใจจากการให้สัมภาษณ์กับ Vox โดยเขายอมรับว่า Facebook Messenger มีการตรวจสอบข้อความในการสนทนาจริง

แต่ก่อนจะตกใจกันไป Zuckerberg บอกว่าการตรวจสอบข้อความนั้นทำเพื่อป้องกันไม่ให้มีข้อความที่ไม่เหมาะสมและเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผิดกฎการใช้งานของ เฟสบุ๊ค ตัวอย่างเช่น ภาพอนาจารเด็ก หรือลิงก์ที่มีไวรัส และการตรวจสอบข้อความนั้นไม่ได้ทำเพื่อการโฆษณาแต่อย่างใด

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)

เริ่มปิด API ทำให้คนล็อกอินแอพ Tinder ไม่ได้
จาก เฟสบุ๊คเริ่มปิด API (Application Program Interface หรือ การติดต่อสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชัน) ไม่ให้แอพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ ส่งผลให้แอพที่ต้องการข้อมูลมากเป็นพิเศษต้องได้รับอนุญาตจาก Facebook ก่อนเสมอ เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นแล้ว Tinder ออกมาประกาศว่า จากการปรับ API ของ เฟสบุ๊คทำให้มีผู้ใช้จำนวนมากไม่สามารถล็อกอินเข้าแอพได้

ผู้ใช้ Tinder จำนวนมากติดอยู่กับขั้นตอนล็อกอินเข้าแอพ ในขณะที่ผู้ใช้บางคนที่เข้าแอพได้ แต่ข้อมูลแชท ข้อมูล match กับคนที่ถูกใจหายหมด สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ใช้จำนวนมาก

การล็อกอินเข้าแอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านเฟสบุ๊คเป็นทางเลือกที่สะดวก และจากการปรับนโยบายเพียงนิดเดียวก็ทำให้ไม่สามารถเข้าใช้งานได้เลยทีเดียว โดย Tinder ระบุว่ากำลังเร่งแก้ปัญหา และยังไม่พบว่ามีแอพอื่นที่เจอปัญหาเหมือน Tinder

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)

ฟีเจอร์สู้ข่าวปลอม กดปุ่มตรวจสอบแหล่งข่าวเปิดใช้งานแล้วในสหรัฐฯ
ปีที่แล้วเฟสบุ๊คทดสอบฟีเจอร์ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวได้จากหน้า News Feed โดยไม่ต้องออกจากหน้าเฟสบุ๊คเป็นฟีเจอร์ที่คาดกันว่าจะเป็นไม้ตายสู้ข่าวปลอมที่เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ในขณะนี้ ล่าสุด เฟสบุ๊คเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ในสหรัฐฯแล้ว

ฟีเจอร์ใหม่นี้ผู้ใช้จะเห็นปุ่มตัว i หรือ information หรือ about this article ปรากฏใต้ลิงก์ข่าว เมื่อกดเข้าไปผู้ใช้จะพบรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ผู้เผยแพร่เนื้อหา ทั้งจากเว็บไซต์เองและวิกิพีเดียด้วยว่าเป็นสำนักข่าวใด ก่อตั้งเมื่อไร รวมทั้งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้นๆ จากเว็บไซต์อื่นว่าเขารายงานข่าวไปในทิศทางใดบ้าง เลื่อนลงมาด้านล้างจะเห็นอีกว่าข่าวนี้ได้รับการแชร์ในพื้นที่ใดบนโลก มีเพื่อนคนไหนแชร์บ้าง

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ blognone.com)

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.