แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ article แสดงบทความทั้งหมด



Saiseema Phutikarn
จาก"ที่ดินสาธารณสมบัติฯ"และ"ที่ราชพัสดุ"สู่"เขตพระราชฐาน"?
วาสนา(ในฐานะกระบอกเสียงของกองทัพและรัฐบาล)ยืนยันว่าทั้ง ร.1 และ ร.11 เป็นเขตพระราชฐานทั้งคู่ ?
ทำให้เกิดคำถามคำโตว่าจากเดิมที่ดินของทั้งสองหน่วยงานมีสถานะเป็น "ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" และ "ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของ" ที่อยู่กลางใจเมืองรวมกันเกือบ 2 พันไร่ได้กลายมาเป็น "เขตพระราชฐาน" ตั้งแต่เมื่อไหร่?
แล้วการเปลี่ยนสถานะจากที่ดินสาธารณฯสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน/ที่ราชพัสดุ มาเป็น "เขตพระราชฐาน" คือการเอาที่ดินรัฐสมบัติแผ่นดินเป็นเกือบ 2 พันไร่กลางใจเมืองให้กลายมาเป็นสมบัติส่วนตัวหรือไม่?
//ราบ 11//
ที่ดินของราบ 11 บริเวณบางเขนเดิมนั้นมีสถานะ 2 แบบ คือ 1. เป็น" ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" และ 2. เป็น"ที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ" ซึ่งเมื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สามารถจะโอนย้ายถ่ายเทได้ยกเว้นออกเป็น พรบ.
แต่ในวันที่ 13 กค.2562 มีการออก พรฎ เพื่อถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินของ ราบ 11 ไปเป็นเนื้อที่ 1,340 ไร่... ทำให้ที่ราชพัสดุในบริเวณนั้นไม่มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติฯอีกต่อไป การสามารถโอนเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนเจ้าของก็ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องออก พรบ ใช้เพียง มติ ครม
จะเหลือเพียงที่ดินบางส่วน(ที่เป็นคลอง) ที่ยังมีสถานะเป็นสาธารณะสมบัติ (ใน พรฎ ฉบับเดียวกัน มีการถอนสภาพที่ดินริมน้ำใกล้ท่าพายัพ ซึ่งอยุ่ติดกับที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย แต่จะขอละไม่อธิบายในที่นี้)
https://prachatai.com/journal/2019/07/83404
อีกราว 2 เดือนกว่า (30 กย 62) มีการออก พรก โอนกำลังผล ร.1 และ ร.11 ไปให้เป็นส่วนราชการในพระองค์)
https://www.bbc.com/thai/thailand-49880897
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิย 63 ก็มีการออก พรฎ ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกประมาณ 34 ไร่ ทำให้ที่ดินบริเวณ ราบ 11 ทั้งหมดไม่มีสถานะเป็นที่ดินสาธารณสมบัติอีกต่อไป การโอนเปลี่ยนสภาพสามารถทำได้ง่ายขึ้นไม่ต้องออกเป็น พรบ
https://prachatai.com/journal/2020/06/88310
//ราบ 1//
ที่ดิน ราบ 1 (มี 2 ส่วนคือ สามเสน และ วิภาวดี) เดิมก็มีสถานะเป็น "ที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ"เช่นกัน
แต่เมื่อวันที่ 5 กค 62 ได้มีการออก พรฎ เพื่อถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ บริเวณพื้นที่ ราบ 1 ทั้ง 2 ส่วนรวมกันประมาณเกือบ 500 ไร่ อย่างเงียบๆ ขนาดที่ไม่ค่อยมีสื่อรายงาน เพราะยังไม่เข้าใจในนัยยะที่แท้จริง ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นไปตามนโยบายย้ายทหารออกนอกเมือง
เมื่อที่ราชพัสดุบริเวณนั้นไม่มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติอีกต่อไป ก็สามารถโอนเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนเจ้าของได้ง่าย ไม่ต้องออก พรบ ใช้เพียง มติ ครม
อีกราว 2 เดือนกว่า (30 กย 62) ถึงมีการออก พรก โอนกำลังผล ร.1 และ ร.11 ไปให้เป็นส่วนราชการในพระองค์) เมื่อถึงตอนนี้สื่อถึงพึ่งเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการถอนสภาพการเป็นสาธารณฯที่ทำไปทันที
https://www.bbc.com/thai/thailand-49880897
//กฎการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุฯเปลี่ยนให้ง่ายขึ้นสำหรับ"กิจการของพระมหากษัตริย์"//
เมื่อวันที่ 26 พย 62 มีการประกาศกฎกระทรวงเรื่อง "การโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562" ซึ่งเป็นฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาที่เปลี่ยนไปที่สำคัญใน ข้อ 2 วรรค 2 ยกเว้นให้การโอนกรรมสิทธิ์ให้"กิจการของพระมหากษัตริย์" ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงนี้ เพียงแค่ให้ปลัดเสนอ รมต และ ให้ ครม อนุมัติก็สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที ต่างจากฉบับเดิมที่ออกในปี 2550 ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้รัฐบาลไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกือบ 2 พันไร่กลางกรุงเทพฯไปให้ "กิจการของพระมหากษัตริย์"แล้วหรือไม่อย่างไร? มีเพียงการเอ่ยถึงอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งคราวว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็น "เขตพระราชฐาน"
ปล. เรื่องการถอนสภาพที่ราชพัสดุเพื่อ "กิจการของพระมหากษัตริย์" ยังมีอีกหลายกรณี แต่เอาเท่านี้ก่อนเพื่อไม่ให้ยาวเกินไป



 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG

หลายวันที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นความพยายามแก้ต่างให้กับกษัตริย์ในเรื่องทรัพย์สิน โดยเฉพาะพวกที่สวมหมวกนักวิชาการ ซึ่งดูแล้วก็ยังไม่พ้นความเชื่อว่าของอะไรที่เกี่ยวกับเจ้าก็ต้องเป็นของของเจ้าทั้งหมด
.
ความเชื่อว่าอะไรบ้างคือทรัพย์สินของกษัตริย์ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าคนคนนั้นยึดมั่นในระบอบอะไรกันแน่
.
ถ้ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ที่ทางเดียวที่สถาบันกษัตริย์จะอยู่ในระบอบนี้ได้คือต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ในแง่นี้สถาบันกษัตริย์ก็คือหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ที่ต้องถูกกำกับอย่างเคร่งครัดโดยองค์กรที่มีที่มาจากประชาชน กษัตริย์และเจ้าคนอื่นๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปคือมีหน้าที่เชิงพิธีการ เช่น เป็นประมุขของรัฐคอยปฏิสัมพันธ์กับประมุขรัฐอื่น ลงนามรับรองกฎหมาย เป็นประธานในงานต่างๆ หรือจะมีงานทางสังคมวัฒนธรรมอะไรก็ว่ากันไป (แต่ต้องไม่ใช่อำนาจบริหารหรืออำนาจที่ให้คุณให้โทษผู้อื่น)
.
เมื่อสถาบันกษัตริย์คือหน่วยงาน เจ้าคือเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกษัตริย์จึงต้องแยกออกเป็นสองส่วน คือ 1. ทรัพย์สินที่รัฐใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เจ้าของทรัพย์สินในข้อนี้คือรัฐ แต่จัดไว้ให้กษัตริย์และเจ้าคนอื่นๆ เพื่อการทำหน้าที่ เช่น วัง พาหนะประจำตำแหน่ง ชุดและเครื่องประดับที่เป็นเครื่องแบบ อุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ในพิธีการ รวมถึงเงินในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ กับ 2. ทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้า เจ้าอยากได้เสื้อผ้าอะไรไว้ใช้ส่วนตัว อยากได้คอมพิวเตอร์ใหม่ อยากเล่นเกมส์ อยากสะสมสิ่งของ ก็ไปหาซื้อมา เงินที่ใช้ซื้อก็ไปกำหนดในกฎหมายว่าจะให้เจ้ามีเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งอย่างไร รวมถึงอาจมีข้อจำกัดการใช้เงินเหมือนกับที่นักการเมืองมี (เช่น ห้ามซื้อหุ้น)
.
และแน่นอนว่า 1. จะโอนมาเป็น 2. ไม่ได้
.
ถ้าให้เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ ข้าราชการอื่นๆ ก็เหมือนกับกระทรวง ทบวง กรม มีอาคารที่ทำการ มีบ้านพักข้าราชการ มีรถประจำตำแหน่ง มีครุภัณฑ์ต่างๆ มีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมา ส่วนข้าราชการก็มีบ้าน มีรถ มีเสื้อผ้าของตัวเอง ที่ใช้เงินเดือนซื้อมา ข้าราชการบางตำแหน่งก็มีข้อจำกัดการใช้เงินมากกว่าปรกติ (เช่น ส.ส. ห้ามซื้อ (ถือ) หุ้นสื่อ) โดยที่อาคารกระทรวงจะโอนมาเป็นของส่วนตัวของรัฐมนตรีไม่ได้ รถถังจะโอนมาเป็นของส่วนตัวของ ผบ.ทบ. ไม่ได้ เป็นต้น
.
ทีนี้ในเรื่องของทรัพย์สินที่เจ้าเคยถือไว้โดยอ้างว่า “เจ้าหามาเอง” ที่โดยตัวมันเองไม่ได้มีใว้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เช่น หุ้นและที่ดินที่ถือโดย “สำนักงานทรัพย์สินส่วนกษัตริย์” ในอดีตเมื่อตอนยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ทรัพย์สินเหล่านี้กษัตริย์ได้มาโดยการใช้อำนาจรัฐ เช่น การเกณฑ์แรงงาน การผูกขาดการค้า การเก็บภาษีประชาชนมาลงทุน แล้วมาถือไว้เอง (เพราะกษัตริย์ก็ถือตัวเองเป็นรัฐ) แต่เมื่อเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว เราวางฐานะสถาบันกษัตริย์คือหน่วยงาน เจ้าคือเจ้าหน้าที่ เราไม่ยอมรับให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเอาอำนาจรัฐมาใช้สร้างความมั่งคั่งส่วนตัว หุ้นและที่ดินเหล่านี้จึงต้องตกเป็นของรัฐ อันที่จริงสำนักทรัพย์สินฯ ต้องไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องอยู่ภายใต้กำกับของรัฐบาล จึงไม่สมควรมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารทรัพย์สินได้เองซึ่งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลได้ และต้องปล่อยทรัพย์สินที่ไม่ได้มีใว้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ให้ไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น (เช่น กระทรวงการคลัง)
.
ส่วนการบริจาคเงินให้กับเจ้า เมื่อเจ้าคือเจ้าหน้าที่ การที่เจ้ารับเงินก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตามกฎหมายนักการเมืองนั้นห้ามรับเกิน 3,000 บาท แต่เจ้ากลับรับได้เป็นหลักร้อยล้าน การบริจาคนี้อาจนำไปสู่การใช้อิทธิพลของสถาบันกษัตริย์เพื่อตอบแทนผลประโยชน์แก่ผู้บริจาคได้เช่นเดียวกับที่ผู้ให้เงินนักการเมืองหวังอิทธิพลจากนักการเมือง ดังนั้นจึงต้องไม่เปิดให้มีการบริจาคให้กับเจ้าโดยตรงเพื่อ “ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย” และหากใครประสงค์ที่จะบริจาคเพื่อใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เงินนั้นก็ต้องเข้าสู่การบริหารจัดการของรัฐบาล จะนำไปเป็นเงินส่วนตัวของเจ้าไม่ได้
.
สรุปอีกครั้ง ในระบอบประชาธิปไตย ทรัพย์สินที่รัฐใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ และทรัพย์สินที่แสวงหามาโดยใช้อำนาจรัฐ จะต้องไม่ถูกโอนไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกษัตริย์ นี่คือหลักการในการจัดระเบียบทรัพย์สินเกี่ยวกับกษัตริย์ในประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง หากใครยังเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดนี้ต้องเป็นของเจ้า นั่นเท่ากับคุณไม่เอาระบอบประชาธิปไตย คุณเอาระบอบอื่น ซึ่งเราจะไม่เอาด้วยกับพวกคุณ



iLaw
ชุมนุมซ้อมต้านรัฐประหาร “ทำไม-อย่างไร” รวมปราศรัยแกนนำ 

27 พ.ย.2563 คณะราษฎรนัดหมายชุมนุม 5 แยกลาดพร้าวในธีม ‘ซ้อมต้านรัฐประหาร’ หลังจากช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือการรัฐประหารในโซเชียลมีเดีย เวทีตั้งขึ้นหลังเวลานัดหมายเวลาประมาณ 17.00 น. ประชาชนทยอยมาร่วมจนแน่นเช่นเคย นอกจากเวทีใหญ่ยังมีจุดปราศรัยย่อยๆ และกิจกรรมย่อยในพื้นที่ชุมนุมอีกหลายจุด
“การรัฐประหารครั้งเดียวที่ยอมรับได้คือ อภิวัฒน์สยาม 2475 จากสมูบรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย” โฆษกกล่าวเปิดเวทีและระบุว่า ไทยมีการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ารวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง สำเร็จ 13 ครั้ง ไม่สำเร็จ 11 ครั้ง และทุกครั้งที่สำเร็จล้วนมีการรับรอง จึงขอคำมั่นสัญญากับประชาชนว่าจะไม่ยอมต่อการละเมิดสิทธิอีก จะต่อต้านทุกรูปแบบและไม่ยอมให้รัฐประหารบังเกิดขึ้นอีกในประเทศที่เรารักและหวงแหน
@@@ ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก กล่าวถึงข้อปฏิบัติในการต่อต้านรัฐประหาร สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือ
1.ทำคาร์ม็อบ จอดรถทำให้ถนนเป็นอัมพาต
2.ประชาชนออกมาให้มากที่สุด ยึดห้าแยกลาดพร้าว ทำให้ลำเลียงยุทโธปกรณ์ไม่ได้ รวมถึงการยึดทุกแยกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
3.แสดงสัญลักษณ์ โบขาว-เป็ด แสดงซ้ำๆ ทุกครั้ง ผูกโบว์ขาวทุกที่ ถ้ามีการแกะออกก็ให้ผูกใหม่
4.ไม่ทำตามคำสั่งใดๆ ของกบฏที่ฉีกรัฐธรรมนูญ
“การติดคุกจะไม่มีเด็ดขาดหากประชาชนชนะกบฏ เมื่อไรที่มีคณะอะไรก็ตามตั้งขึ้นมาอีก ไม่ต้องทำตามคำสั่ง ถ้าไม่สามารถควบคุมพวกเราได้ภายใน 3 วัน พวกมันจะกลายเป็นกบฏแผ่นดินทันที อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ พระมหากษัตริย์ก็มีส่วนในการเซ็นรับรอง ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก พวกเราจะออกจากบ้านมาปกป้องพระมหากษัตริย์ ให้อยู่นอกอำนาจ ไม่ให้พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือของกบฏเป็นอันขาด” ไมค์กล่าว
ไมค์กล่าวอีกว่า ส่วนการต้านรัฐประหารในระยะยาว คือ การไม่อุดหนุนนายทุนที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร อย่าซื้อของห้าง อย่าซื้อของเซเว่นฯ ให้ซื้อของที่ร้านชำ เพื่อไม่ให้นายทุนผูกขาดสนับสนุนรัฐบาลรัฐประหารอีก
เขายังกล่าวตอบคำถามมวลชนจำนวนหนึ่งว่าที่ทำอยู่นี้สำเร็จบ้างหรือไม่ว่า เราสำเร็จไปแล้วเกินครึ่ง สิ่งแรกที่สำเร็จคือ การทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้ในโรงเรียน สิ่งที่สองคือ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์แบบสาธารณะ วันก่อนสื่อหลายสำนักนำเสนอเรื่องสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเห็นใครทำเรื่องนี้เลย ส่วนข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือน้ำมันให้ขบวนการเราขับเคลื่อนได้
“ทุกวันนี้เราเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ใช้สันติวิธี สู้ด้วยสมอง สู้ด้วยสติปัญญา นี่คือพัฒนาการของพวกเราที่รับรู้ข้อมูลจากโซเชียล แม้แต่เรื่องของสุรชัย แซ่ด่าน ที่ศพลอยแม่น้ำโขงมาแล้วศพหาย เราหลายคนตาสว่างมากขึ้นจนทำให้พวกเราทนไม่ได้อีกแล้วกับประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเขียนผู้กล้า ไม่เคยเชิดชูไพร่อย่างพวกเรา แต่ต่อไปนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยต้องมีคณะราษฎร 2563 โดยมีพ่อแม่พี่น้องทุกคนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น และจะต้องเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคนตายหรือเสียเลือดเสียเนื้ออีก” ไมค์กล่าว
@@@ ครูใหญ่ อรรพถล บัวพัฒน์ กล่าวว่า หากเกิดการรัฐประหารขึ้น ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประชาชนจะออกมาต้านอย่างมหาศาล ต้นทุนนอกจาอาวุธ กำลังพลเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกต้นทุนหนึ่งที่ต้องจ่ายคือ ต้นทุนความศรัทธา ศรัทธาที่เหลืออยู่ไม่มากมันจะหมดไปถ้ารัฐประหารเกิดขึ้น ทั้งนี้ประเด็นทหาร ประเด็นทุน มีคนพูดถึงมากแล้ว วันนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดคือ การปฏิรูปศาสนา เราจำเป็นต้องดึงศาสนาออกจากอำนาจรัฐ ถ้าทำได้เราจะปฏิรูปประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะศาสนาแทรกซึมอยู่ในการศึกษา ในสื่อ และเป็นตัวบอกให้เราจำยอมผู้มีบุญมากกว่า รัฐจะต้องแยกออกจากศาสนาแล้วเลิกใช้ศาสนาเป็นโฆษณาชวนเชื่อ
@@@ ตัวแทนกลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เราไม่ต้องการรัฐประหาร และจะไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้ว ย้ำกันอีกครั้งว่า 3 ข้อเรียกร้องเราจะไม่ลดเพดาน 1.รัฐบาลประยุทธ์ และองคาพยพต้องออกไปให้เร็วที่สุด 2. เราต้องการรัฐธรรมนูญจากประชาชนเท่านั้น 3.เราต้องการปฏิรูปให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ความรุนแรงที่รัฐบาลประยุทธ์ทำไว้กับประเทศนี้ ไม่ใช่แค่การสลายการชุมนุมอย่างเดียว ไม่ใช่จับคนเห็นต่างเข้าคุกอย่างเดียว แต่ที่สำคัญมากคือ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวจนประชาชนเผชิญความยากลำบากอย่างมาก ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการรัฐประหารมาตลอด สนับสนุนเผด็จการตลอด และเขาจะไม่เลือกพรรคนี้แม้เป็นคนภาคใต้
@@@ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล กล่าวว่า ความชอบธรรมของประชาชนคือการออกมาชุมนุมใช้สิทธิในการเรียกร้อง ไม่ว่าจะเรียกร้องเรื่องใดก็กระทำด้วยความสงบ และประชาชนจะออกมาทุกวันเพื่อให้เขารู้ว่าไม่ยอมอีกต่อไป และต้องการมากดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม สำหรับวันนี้ประชาชนออกมาแสดงออกว่า ไม่เอารัฐประหาร ปัจจุบันในโซเชียลมีอินโฟกราฟฟิคมากมายว่าวิธีต่อต้านรัฐประหารนั้นทำอย่างไรได้บ้าง ขอให้ทุกคนหาศึกษาเพื่อเมื่อถึงเวลาเราจะได้เตรียมพร้อม
“การรัฐประหารจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาฝืนคำสั่งไม่ยอมทำตาม ขอเรียนเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยว่า การรัฐประหารคือกบฏ วินาทีที่ผู้บังคับบัญชาทำรัฐประหาร ไม่มีความชอบธรรมในคำสั่ง และไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมายอีกต่อไป อย่าไปฟัง”
@@@ อานนท์ นำภา กล่าวว่า เรามาสู้ด้วยกันด้วยความเป็นปกติ ความเป็นพื้นฐาน คอมมอนเซนส์ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การต่อสู้ยิ่งใหญ่ซับซ้อน น้องๆ มัธยมออกมาต่อสู้เรื่องทรงผมก็เป็นความคิดพื้นฐานว่า ผมสั้นผมยาวไม่ได้เกี่ยวกับสติปัญญา เราสู้บนพื้นฐานว่า การทำรัฐประหารเข้ามานิรโทษกรรมตัวเอง มันผิดปกติ เราสู้บนพื้นฐานว่า การเลือกตั้งนั้นปกติ การแต่งตั้งพวกพ้อง 250 คนมันผิดปกติ สังคมไทยไม่กล้าปริปากถึงความผิดปกติต่างๆ อีกมาก
“เราแค่ก้าวผ่านความกลัวมาสู้บนพื้นฐานแบบง่ายๆ โคตรง่ายแต่ผู้ใหญ่ไม่กล้าพูด ไม่มีประเทศไหนที่นักวิชาการต้องลี้ภัย”
“เขากลัวและพร้อมทำทุกอย่างที่จะทำให้เรื่องผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง เขาพร้อมจะจับคนที่พูดความจริงไปติดคุก ทั้งที่มันเป็นคอมมอนเซนส์ เขาพร้อมจะทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะวันนี้มีการระดมทหารจากต่างจังหวัดมาในกทม.จำนวนมาก”
“คนรุ่นผมอยู่กับความผิดปกติจนเป็นปกติ เข้าโรงหนังเพลงสรรเสริญดังขึ้น ขนาดหลับก็ต้องลุกเพราะมันถูกปลูกฝังมาจนชิน ทุกวันนี้ใครยืนดูผิดปกติ คนเจเนอเรชันใหม่กำลังขยับขึ้นมาแทนอย่างมีนัยสำคัญ คน 18-19 ปี อีก 5 ปีจะสมัครส.ส.ได้ คน 25-30 ปี อีก 5 ปี คนเหล่านี้จะเป็นรัฐมนตรีได้ วันนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะมาถึง” อานนท์ระบุพร้อมย้ำว่าปีหน้าก็อาจจบแล้วเนื่องจากคนทั้งประเทศตื่นแล้ว คนตื่นแล้วจะไม่หลับอีก
“วันนี้เราเรียกร้องให้สถาบันปฏิรูป ไม่ได้เรียกร้องเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าวันใดท่านคิดเป็นอย่างอื่นนอกจากระบอบประชาธิปไตย วันนั้นคือเราขาดกัน และการต่อต้านการรัฐประหารจะทำทุกวิถีทางให้กลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ใช้คอมมอนเซน์ สู้แบบพื้นฐานความเป็นมนุษย์นี่แหละ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องอาชีวะมีความสามารถในการแกะรถถังให้เป็นเศษเหล็ก ผมเชื่อว่าพี่น้องวิจิตรศิลป์สามารถสาดสีพ่นสีต้านรัฐประหารได้ ผมเชื่อมั่นในพี่น้องคนอีสานคนใต้จะเอาปลาร้าน้ำบูดูมาสาดใส่ทหารที่รัฐประหาร และเชื่อมั่นว่าพี่น้องทั้งหมดจะมาร่วมต้านรัฐประหารหากมีใครคิดจะทำ การต้านรัฐประหารจะไม่มีใครเป็นแกนนำ ทุกคนเป็นอิสระ เป็นแกนนำของตัวเอง นี่คือพันธสัญญาร่วมกัน”
@@@ ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา กล่าวว่า หากมีรัฐประหารเกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาต่อต้านเป็นจำนวนมากกว่าในอดีต เป็นแสนเป็นล้าน เราต้องออกมาต่อต้าน คัดค้าน เป็นการยืนยันว่ามีคนที่ไม่เอาเผด็จการ ออกมาชูสามนิ้ว ออกมาทำอะไรก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีมนุษย์ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ใช้กำลังแก้ปัญหาทางการเมือง
“ปัญหาของสังคมไทยมันมีมานานมากแล้ว เราวนหลูปแบบนี้เพราะวัฒนธรรมการเมืองแบบผิดๆ ที่ปล่อยให้คนทำรัฐประหารลอยนวล สังคมที่ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม จำกัดความคิดทางการเมือง เพราะคุณไม่สามารถยอมรับความจริงได้ว่าประชาชนเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อก่อนชาติคือสถาบัน แต่วันนี้ชาติคือประชาชน คำว่า คน ไม่ใช่คนที่ก้มกราบ แต่เป็นคนที่ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี แค่เราเปลี่ยนความคิดของเราในการมองคน ในการมองตัวเอง แค่นี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เลิกดูถูกตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณกับเจ้าก็มีความเป็นคนเฉกเช่นเดียวกัน”
“ความจนของเราไม่ใช่เพราะเราเกิดมาเป็นเช่นนั้น เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ที่มันจนเพราะโครงสร้างทางการเมืองไม่เป็นธรรม ทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม ใครเป็นคนผูกขาดทางเศรษฐกิจ แรงงานคนชั้นล่างเป็นคนสร้างโลก สร้างทางที่สะดวกสบาย สร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่โต แต่พวกเขาไม่มีศักดิ์ศรีที่จะยืนในสังคมไทยได้อย่างภาคภูมิใจ ... สำหรับคนที่ออกมาต่อสู้ใหม่ๆ ขอปรบมือชื่นชมความกล้าหาญ คุณมองได้ไกลมากกว่าตัวเอง มองเห็นคนอื่น มองเห็นผู้ทุกข์ยาก เห็นอกเห็นใจคนที่ถูกกดขี่ นี่คือความเป็นมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่ากัน เกลียดกัน ที่เราเกลียดกันเพราะถูกหล่อหลอม อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เคยพูดถึงความเป็นมนุษย์เลย เขาทำให้คนเหมือนๆ กันทั้งที่เราไม่เหมือนกัน เรามีความหลากหลายแต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ เราต้องการความยุติธรรม ความถูกต้อง”
“คณะรัฐประหารเวลาเข้ามาจะอ้างแพทเทิร์นไม่กี่แบบ หนึ่งคือความขัดแย้ง ความวุ่นวาย จริงๆ ความขัดแย้งตอนนี้กับหกปีที่แล้วก็เหมือนเดิม ความขัดแย้งในสังคมไทยเรื่องเดิมคือความไม่ยุติธรรมทุกมิติ ปัญหามีมาตลอด แต่รัฐบาลประยุทธ์ให้เราหยุดพูดถึงปัญหา เขาไม่ได้แก้ปัญหา แค่ให้หยุดพูด นี่คือวัฒนธรรมที่ไม่ดีของสังคมไทย เราต้องหยุดวัฒนธรรมของการนิ่งเฉย วัฒนธรรมของการสยบยอม เราต้องกล้าหาญแล้วออกมาสู้กับความอยุติธรรม”
ไผ่กล่าวว่า หากเกิดรัฐประหาร ไม่ว่าอยู่ไหนทำอะไรอยู่ต้องออกมารวมกัน, ใครมีรถเอารถมาจอดเป็นม็อบคาร์ สิ่งที่ทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้รวมกันก็มีพลัง ถ้าใครนึกอะไรไม่ออก ลุกออกมายืนชูสามนิ้วแล้วท่องว่า ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป ... ทำให้เขารู้ว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม สังคมนี้เปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนไม่กลัวอีกแล้ว เราจะออกมาต่อสู้ด้วยความรัก รักในความยุติธรรม รักในความเป็นมนุษย์
###
ภาพโดย Kan Sangtong Chana La Napat Thikamporn Tamtiang








Voice TV

องค์กรสิทธิฯ ทั่วโลกจับตารัฐบาลไทย
.
เวลา 17.00 น. สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์ชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่บริเวณ 5 แยกลาดพร้าว กล่าวกับวอยซ์ว่า ตอนนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรกำลังติดตามการชุมนุมทางการเมืองในไทยอย่างใกล้ชิด หลังเกิดความรุนแรงถี่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม หรือการแจ้งข้อหาที่มีโทษสูงแก่ผู้ชุมนุม
.
สุนัย กล่าวอีกว่า องค์กรสิทธิฯ หลายองค์กรประเมินว่ารัฐไทยไม่ทำตามข้อตกลงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการให้พลเมืองสามารถชุมนุมทางการเมืองได้อย่างสงบ เพราะรัฐไทยไม่ได้อำนวยความสะดวก รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมรวมตัวได้ตามสิทธิได้อย่างสงบและปลอดภัย
.
ตรงกันข้ามรัฐไทยกลับปราบปราม สลายการชุมนุมประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปิดกั้น ขัดขวางการแสดงออกทางการเมือง
.
"เราประเมินว่าตอนนี้ผู้ชุมนุมยังชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ และอยู่ในกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและตามข้อตกลงกติการะหว่างประเทศอยู่"
.
อีกหนึ่งความกังวลที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นห่วงคือ ความรุนแรงในที่ชุมนุมจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ อย่างกลุ่มอันธพาลฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาก่อเหตุความรุนแรงในที่ชุมนุม
.
ดังนั้นเขาจึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติกับผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แค่ดูแล อำนวยความสะดวกกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
.
วิสัยยศ จันทร์แก้ว
#VoiceOnline





[full-post]



สุขุม สมหวัง ยังวัน
ใครแพ้ใครชนะ (2)
ตอนที่ 1 >>https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10217627302983111&id=1494837804
คราวนี้มาพูดถึงฝ่ายประชาธิปไตยกันบ้าง
1. คณะราฎร ประกาศล่วงหน้าถึงการชุมนุมครั้งต่อไปที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นเวลาเกือบอาทิตย์เต็มๆ ข้อดีคือทำให้ประชาชนรู้จุดหมายล่วงหน้า สามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และศึกษาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน และรู้ว่าเป้าทางการเมืองของการชุมนุมครั้งนี้คืออะไร
แต่ข้อเสียคือ ทำให้ฝ่ายรัฐ สามารถเตรียมการต่อต้านล่วงหน้าได้อย่างแน่นหนา จนยากที่จะตีฝ่าเข้าไปได้
ยิ่งใกล้กำหนดนัด ยิ่งมีเสียงเรียกร้องหนาหูขึ้นเรื่อยๆให้ "แกง" หรือ "เท" เป้านั้นเสีย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากแกนนำแทบจะในทันที จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานที่เป็นอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเย็นวันสุกดิบ และเปลี่ยนอีกครั้งเป็นที่ SCB ในคืนเดียวกัน ทำให้ราเห็นว่า
1.1 ทุกคนคือแกนนำอย่างแท้จริง แกนนำรับฟังเสียงของมวลชนอย่างแท้จริง ขบวนการนี้ เป็นขบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิได้ขับเคลื่อนด้วยการชี้นำจากแกนนำเพียงกลุ่มเดียว
1.2 ความยืดหยุ่นอ่อนตัว ไม่เข้าเผชิญหน้าอย่างดึงดันหักหาญ โดยมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นหลักชัย
1.3 ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของมวลชนอย่างดีเยี่ยม ทำให้มวลชนยิ่งเชื่อมั่นต่อขบวนการนี้ ที่จะทำให้มีคนเข้าร่วมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
2. เป้าหมายทางการเมืองหลัก คือเปิดโปงการฉ้อฉลทรัพย์สินของแผ่นดิน ในรูปของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นสัญลักษณ์ เมื่อสำนักงานทรัพย์สินฯ ถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา ก็กำหนดเป้าใหม่ที่ SCB ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญไม่แพ้กัน และผลทางการเมืองก็ชัดเจนแล้วว่า สามารถเปิดโปงจนบรรลุผลทางการเมืองได้สมเจตนารมณ์ การปราศรัยที่พุ่งเป้าใส่ชนชั้นปกครอง มีทั้งข้อกฎหมาย และตัวเลขที่อ้างอิงได้อย่างมีน้ำหนักแน่นหนา ทำให้ชนชั้นปกครองตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างจนต่อหลักฐาน
3. มีบุคคลชั้นนำอย่างอ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ หนึ่งในปัญญาชนสยามและผศ.ดร.ษัษฐรัมย์​ ธรรมบุสดี​ แห่ง มธ. กล้าประกาศตัวเข้าร่วมขบวนการนี้อย่างชัดเจนเปิดเผย ย่อมสร้างผลสะเทือนอย่างลึกล้ำต่อวงการนักวิชาการและปัญญาชนไทย ทำให้เชื่อได้ว่า เร็วๆนี้ จะต้องมีบุคคลอื่นๆ ออกมาเปิดตัวสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นอีกแน่นอน
4. ยุทธวิธีมุ้งมิ้ง แต่แฝงนัยอย่างเหนือชั้นทันยุค แกนนำประกาศเชิญชวนมวลชน แต่งกายมาม็อบแบบมุ้งมิ้งจัดเต็ม แม้แต่ตัวแกนนำคนสำคัญอย่างเพนกวิน หรือทนายอานนท์ ก็ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยชุดเป็ดสีเหลืองน่ารักน่าเอ็นดู เป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างยากจะเชื่อได้ว่า พวกเขาคือคนที่ขึ้นปราศรัยในเรื่องอันหมิ่นเหม่อย่างเผ็ดร้อน และได้สาระสำคัญครบถ้วน เป็นการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้บรรยากาศของม็อบเป็นไปอย่างผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด มวลชนได้รับเนื้อหาของคำปราศรัยไปอย่างเต็มๆ
ที่เด็ดสุดของม็อบคืนนี้ คือคูปองเป็ดแทนเงินสดของราษฎร เป็นคูปองหน้าตาน่ารักน่าชัง แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง สั่นสะเทือนวงการการเงินการคลังของประเทศ ลึกซึ้งจนสื่อหลักบางแห่ง เอาไปทำสกู๊ปพิเศษออกอากาศเผยแพร่ไปทั่วโลก
นอกจากจะสามารถใช้จับจ่ายสินค้าจากรถ CIAได้จริงแล้ว ยังกลายเป็นของสะสมระดับ rare item ที่ผู้คนอยากได้ไว้ในคอลเล็คชั่นส่วนตัว เราจะไม่แปลกใจเลยว่า ม็อบครั้งหน้า หากแกนนำประกาศว่าจะมีการแจกคูปองนี้อีก นักสะสมทั้งหลาย จะแฝงตัวเข้ามาในม็อบ เพื่อเก็บสะสมคูปองนี้อย่างล้นหลาม นับว่าเป็นอุบายที่แยบยลลึกซึ้งเหนือคำบรรยายจริงๆ
5. จากแกงเทโพเป็นแกงโฮะ การย้ายสถานที่ชุมนุมอย่างฉับพลันทันการณ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ขนเอาบังเกอร์ ตู้คอนเทนเนอร์ และกองกำลังหลายสิบกองพัน ออกมาเตรียมตั้งรับอย่างเอิกเกริกโกลาหล แล้วถูกเท หรือถูกแกงอย่างเจ็บแสบซึ่งๆหน้า ยิ่งทำให้ชนชั้นปกครองไทย กลายเป็นตัวตลกเอกในเวทีโลก ชาวบ้านออกมาก่นด่ากันขรม เพราะทำให้รถติดไปทั่วกรุง ความน่าเชื่อถือต่อรัฐบาลที่มีน้อยอยู่แล้ว ลดต่ำลงเป็นติดลบภายในชั่วข้ามคืน ภาวะรัฐล้มเหลว กำลังกัดกินรัฐบาลจนถึงกระดูก
6. กระแสสื่อเริ่มตีกลับ เริ่มมีสื่อกระแสหลัก พูดถึงข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา หลังจากที่ต้องละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจมานาน เท่ากับการทลายเพดานของสื่อให้เปิดโบ๋โล่งโจ้งขึ้น นั่นจะบังคับให้สื่ออื่นๆ ต้องนำเสนอข่าวในทำนองเดียวกันนี้กว้างขวางกว่าที่เคยเป็นมา
7. มาตรา 112 สิ้นมนต์สะกด แต่กลับกลายสภาพเป็นมนต์ดำย้อนเข้าแช่งชักชนชั้นปกครองไทยเอง ทั้งรัฐมนตรีสวีเดน ทั้งองค์กรทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนของต่างประเทศ ที่มีภรรยาของดาราดังเป็นตัวแทน และอีกหลายองค์กร จากหลายประเทศ ดาหน้าออกมาประสานเสียงคัดค้านการใช้กฎหมายมาตรานี้กันโดยไม่ต้องนัดหมาย แต่หากเขาจะดึงขืนดึงดันใช้ต่อไป อย่าว่าแต่เยอรมันนีที่เขาจะกลับไปเสวยสุขอีกไม่ได้เลย แค่จะเหยียบย่างออกจากกะลาเล็กๆใบนี้ ยังยากยิ่งที่จะทำได้
8. ก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ หลังจากม็อบผ่านการถูกปราบปราบด้วยรถฉีดน้ำผสมสารเคมีร้ายแรง และแก๊สน้ำตา และถูกอันธพาลลอบยิงมาสองครั้งสองครา ไม่นับรวมการจับกุมด้วยสารพัดข้อหาอีกนับครั้งไม่ถ้วน ไม่รวมกับการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวงอีกสารพัด ม็อบไม่เพียงแต่ยังดำรงอยู่ได้ หากแต่กลับยิ่งเข้มแข็งขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ และมีแนวโน้มอย่างเห็นได้ชัดว่า กำลังก้าวกระโดดสู่คุณภาพใหม่ที่น่าตื่นใจ จะเห็นได้ชัดจากที่ก่อนสลายตัว ยังได้นัดหมายการชุมนุมล่วงหน้าในอีกเพียงสองวัน โดยปิดสถานที่นัดหมายเป็นความลับ
เป็นการตีเหล็กขณะที่กำลังร้อนแดง และสรุปบทเรียนข้อผิดพลาดจากครั้งก่อน เป็นการตัดสินใจที่เฉียบแหลมและทันสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่า วันที่ 2 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ศาลรธน. มีนัดอ่านคำพิพากษาคดีตู่อยู่บ้านหลวง เป็นโอกาสสุดท้ายที่ชนชั้นปกครอง จะเปลี่ยนม้ารับใช้ หากยังดื้อด้านใช้ม้าตัวนี้ต่อไป มีแต่จะพากันลงเหวกันทั้งม้าทั้งคนขี่
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอดีต ไม่เคยสำเร็จลงได้ภายในวันสองวัน ต้องผ่านการต่อสู้อย่างเข้มข้นยาวนานทั้งสิ้น ถ้าเรานับเอาการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เป็นหมุดหมายแรก จนถึงปีนี้ ก็รวมเวลาได้ 88 ปีเต็ม ตลอดเวลายาวนานเท่าอายุคนคนหนึ่งนี้ อาจมีบางช่วงกระแสสูง บางช่วงกระแสตกต่ำ แต่เรากล้าพูดได้ว่า ไม่มีครั้งใดเลยที่กระแสการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จะสูงเท่าทุกวันนี้ ไม่มีครั้งใดเลยในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่ฐานรากอันแน่นหนามั่นคงของศักดินา จะถูกขุดเซาะให้สึกกร่อนโงนเงนได้ขนาดนี้
วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ใช่ด้วยพรหมณ์ หรือเทพองค์ใด หากแต่โดยสองมือของประชาราษฎรนี่ต่างหาก ที่เหลือก็เพียงแค่เดินหน้าไปช่วงชิงมันมาเท่านั้น ขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดของอาจารย์ษัษฐรัมย์​ วาทะแห่งค่ำคืนวานที่ว่า "เมื่อเรากล้าจะยืนขึ้น เราจะเห็นว่าศัตรูของเราตัวเล็กนิดเดียว"
ประชาชนจงเจริญ!




สุขุม สมหวัง ยังวัน

ใครแพ้ใครชนะ (1)
ม็อบ 25 พ.ย. 63 ที่มีเป้าหมายเดิมที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนจุดนัดพบถึงสองครั้ง เป็นที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และมาจบที่ SCB ได้สะท้อนความจริงให้สังคมรับรู้ หลายประการ
1. ความแตกตื่นโกลาหลของศักดินาและสมุน เริ่มจากการใช้ ฮ.บินลาดตระเวนในระดับต่ำไปทั่วกรุง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ประชาชนทั่วไป เขาคาดหวังว่า จะข่มขวัญให้ประชาชนเกรงกลัว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้าน ที่ยังไม่รู้เรื่องม็อบวันนั้น หันมาสนใจ และสอบถามต้นสายปลายเหตุ และรับรู้เข้าใจเป้าประสงค์ของม็อบไปในที่สุด กลายเป็นลูกศรอาบยาพิษ ที่ย้อนกลับมาพุ่งใส่คนยิงเข้ากลางอกอย่างเหมาะเหม็ง
2. การปักป้าย"เขตพระราชฐาน" ไว้โดยรอบสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยต้องการสื่อเป็นนัยว่า "เขตใช้กระสุนจริง" พร้อมทั้งขนเอาตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งรายล้อมเส้นทางทุกสายที่มุ่งไปที่นั่น วางแนวลวดหนาม แบริเออร์ปูน ฯลฯ จนกลายเป็นกำแพงยักษ์ ที่สื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก กลับยิ่งเป็นการประจานความโฉดเขลาและขลาดกลัวของพวกเขาไปทั่ว ถึงขนาดบริษัทต่างชาติเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีเครื่องหมายการค้าติดอยู่ ต้องออกมาชี้แจงปฏิเสธความเกี่ยวพันของบริษัทตน กับรัฐบาลไทย ส่งผลให้ฝ่ายรัฐ ต้องสั่งให้สมุนบริวารเอาสีไปทาทับเครื่องหมายการค้าบนตู้ จนกลายเป็นการแสดงความโง่ซ้ำซ้อน เสียหายทางการเมืองหนักเข้าไปอีก
3. การระดมกองกำลัง ทั้งตำรวจ และทหาร เข้ามาจำนวนมหาศาล ทั้งมาในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบ อีกทั้งย่ามใจขนาดมาฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกลางถนนในกรุง อย่างไม่แคร์สายตาประชาชน และสื่อมวลชน แทนที่จะเป็นการข่มขวัญมวลชน กลับยิ่งเป็นการประจานตัวเองหนักเข้าไปอีก
4. ทันทีที่แกนนำประกาศเปลี่ยนเป้าหมายเป็น SCB ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็รีบสั่งปิดธนาคารทันที ความเสียหายทางการเงินในการปิดธนาคารแม้เพียงหนึ่งวัน คงมีมูลค่าหลายร้อย หรืออาจถึงหลายพันล้านบาท ไม่นับรวมความน่าเชื่อถือของธนาคารต่อนักธุรกิจทั่วโลก แล้วใครกันที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารแห่งนี้?
นี่ถ้าไม่ใช่การยกก้อนหินทุ่มขาตัวเอง จะเรียกว่าอะไร?
5. เอกสารลับของราชการแทบทุกระดับชั้นความลับ ไม่ว่า ปกปิด ลับ จนถึงลับมาก ถูกนำออกเผยแพร่ไปทั่วสังคมออนไลน์ และสื่อมวลชน สะท้อนให้สันนิษฐานไปได้สองแง่ แง่หนึ่ง มีหนอนบ่อนไส้แทรกซึมอยู่ในแทบทุกวงการ หรืออีกแง่หนึ่ง คือข้าราชการ ตำรวจและทหาร เริ่มไม่เห็นด้วยกับประกาศหรือคำสั่งเหล่านั้น และนำเอกสารเหล่านั้นออกเผยแพร่เสียเอง
ไม่ว่าจะมองแง่ใด ย่อมสร้างความหวาดระแวงกันเองในหมู่ชนชั้นปกครอง จนยากจะจัดการปัญหาของฝ่ายตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นับเป็นสัญญาณบอกเหตุที่สำคัญยิ่งของสภาพ"รัฐล้มเหลว"ที่กำลังเกิดขึ้น
6. การใช้อันธพาล มาปาระเบิดและยิงใส่การ์ดของผู้ชุมนุม ขณะกำลังสลายตัว จนเป็นเหตุให้ทีมการ์ดได้รับบาดเจ็บไปหนึ่งคน แต่ก็ต้องแลกกับผู้ก่อเหตุถูกจับตัวได้แทบจะในทันทีทันใด สะท้อนให้เห็น
6.1 ความจนตรอกของรัฐ ที่ไม่อาจใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมายในมือของตนได้แล้ว
6.2 ธาตุแท้ของความป่าเถื่อนอำมหิตของผู้เสียประโยชน์
6.3 ความมีประสิทธิภาพของกลุ่มการ์ดทุกกลุ่ม ที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้การสืบหาผู้บงการ ทำได้ไม่ยากเย็นนัก ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ผู้บงการ และผู้ลงมือ ต้องคิดหนักขึ้นที่จะก่อเหตุทำนองเดียวกันนี้อีกในอนาคต
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงด้านของความพ่ายแพ้ถอยร่นของชนชั้นปกครอง ก่อนที่จะพูดถึงด้านชัยชนะและการรุกไล่ของฝ่ายประชาชน แต่ดูแล้วข้อเขียนนี้ชักจะยาวเกินไป จึงขอยกไปเขียนอีกตอนหนึ่ง
To be continue... โปรดติดตาม.




iLaw
YoetsrhterdaSayoitdopsSnofns ogaSdtrl 2:3u5ti PrhMed ·

สาวตรี สุขศรี: แก้กฎหมายละเมิดอำนาจศาล กำหนดบทลงโทษผู้พิพากษา และสร้างกลไกตรวจสอบอิสระจากภายนอกคือสามเรื่องเร่งด่วนของการปฏิรูประบบยุติธรรมไทย

.
สาวตรีระบุว่า หน้าที่หลักๆของศาลคือการค้นหาความจริง ตัดสินข้อพิพาท รวมทั้งกำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด การที่ศาลสามารถให้คุณให้โทษรวมถึงสามารถสั่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของคนได้ย่อมจะทำให้มีผู้ที่เสียประโยชน์จากการทำหน้าที่ของศาลจึงต้องการกลไกเรื่องเครื่องมือพิเศษที่จะใช้เพื่อคุ้มครองให้ศาลสามารถเอานวยความยุติธรรมไปตามข้อเท็จจริงของพยานหลักฐานโดยปราศจากการแทรกแซง
.
กฎหมายละเมิดอำนาจศาลเป็นกฎหมายที่ใช้กันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศประชาธิปไตย ประเทศอย่างอังกฤษซึ่งใช้ common law หรือกฎหมายจารีต จะให้ความคุ้มครองผู้พิพากษาในกฎหมายละเมิดอำนาจศาลอย่างกว้างขวางโดยหมายรวมถึงการคุ้มครองเกียรติของผู้พิพากษา ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบบ common law เหมือนกันจะมีขอบเขตกฎหมายละเมิดอำนาจศาลที่แคบกว่าคือมุ่งเน้นคุ้มครองความสงบภายในศาลและห้องพิจารณาเท่านั้น แต่การวิพากษ์วิจารณ์ศาลเป็นเรื่องที่สาธารณชนสามารถทำได้ เพราะ Free Speech หรือเสรีภาพในการพูดถือเป็นคุณค่าที่สหรัฐให้ความสำคัญอันดับต้นๆในฐานะบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ 1
.
สำหรับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรหรือ civil law กำหนดกรอบความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลไว้แค่การรักษาความเรียบร้อยระหว่างการพิจารณาคดีเท่านั้น หากการกระทำเป็นความผิดอื่น เช่น คู่ความหมิ่นประมาทผู้พิพากษา หากจะดำเนินคดีผู้พิพากษาต้องไปฟ้องคดีตามปกติ แต่ไม่ใช่การละเมิดอำนาจศาล นอกจากนั้นโทษของความผิดนี้ก็เป็นแค่เชิญออกนอกห้องพิจารณาคดีหรือหากไม่เชื่อฟังก็จะเป็นโทษกักขังแต่ไม่ใช่โทษจำคุก และระยะเวลาของการละเมิดข้อกำหนดศาลก็ไม่เกิน 1 สัปดาห์ เท่านั้น
.
ที่สำคัญความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นความผิดที่มีการประกันหลัก due process หรือการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมรับรองไว้ด้วย เช่นการมีทนายความหรือต้องใช้องค์คณะอื่นที่ไม่ใช่องค์คณะที่มีข้อพิพาทเรื่องการละเมิดอำนาจศาลเป็นผู้พิจารณา ซึ่งต่างจากกรณีของไทยที่ การไต่สวนและการมีทนายความไม่ได้เป็นการบัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายแต่เป็นดุลพินิจหรือความเมตตาของศาลในแต่ละองค์คณะ
.
ในกรณีของไทยกฎหมายละเมิดอำนาจศาลที่มีครั้งแรกย้อนไปถึงสมัยกฎหมายตราสามดวงที่พูดด้วยภาษาปัจจุบันสรุปได้ว่า หากคู่ความโต้เถียงกัน ให้ศาลห้ามปราม หากผู้ใดไม่ฟังให้เสมียนศาลนำไปจำขื่อไว้จนค่ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากฎหมายเพียงแต่มุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดี มากระทั่งในร.ศ. 127 ที่มีการใช้กฎหมายลักษณะวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายไทยถูกตราโดยได้รับอิทธิพลจากกฎหมายอังกฤษ จึงมีการขยายความกฎหมายละเมิดอำนาจศาลให้กว้างจนกระทั่งต่อมาถึงในปัจจุบันที่เป็นความผิดตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง อย่างไรก็ตามสาวตรีก็เห็นว่าถ้าจะมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลในระบบกฎหมายไทยที่ยังพอทันสมัยอยู่บ้างก็คงเป็นในส่วนของศาลปกครองที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า องค์คณะที่จะทำหน้าที่พิจารณาจะต้องไม่ใช่องค์คณะที่มีเหตุละเมิดอำนาจศาล และโทษจำคุกอยู่ที่ไม่เกิน 1 เดือน แต่ไปเพิ่มโทษปรับแทนเป็นไม่เกิน 50000 บาท และมีข้อยกเว้นว่าหากการวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาหรือคำพิพากษาเป็นไปโดยสุจริตหรือด้วยวิธีทางวิชาการไม่ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล
.
สาวตรีย้ำด้วยว่า แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนแล้วแต่ศาลยังคงตัดสินใต้พระปรมาภิไธย จนบางครั้งอาจรู้สึกว่าสถาบันศาลไปยึดโยงกับความศักดิ์สิทธิ์บางประการ
.
"หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อำนาจกษัตริย์ในการตัดสินคดีถูกยกเลิกไป แต่วาทกรรมที่ว่าศาลตัดสินใต้พระปรมาภิไธยยังคงอยู่ ทำให้ศาลรู้สึกว่าตนเองยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างเหนือประชาชน"
.
สาวตรีระบุด้วยว่าแม้ระบบยุติธรรมไทยจะมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอยู่ แต่ก็เป็นระบบตรวจสอบภายในที่ไม่อยู่ในความรับรู้ของสาธารณะ ซึ่งตรงนี้ก็อาจทำให้สาธารณะมีคำถามถึงความเป็นอิสระของศาลได้ ที่ผ่านมาศาลมักกลัวว่าการกดดันของประชาชนในคดีที่เป็นประเด็นสาธารณะและเป็นที่สนใจจะกระทบต่อความเป็นอิสระของศาลจนเราเห็นกรณีที่มีคนไปชุมนุมที่หน้าศาลถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล (คดีนักกิจกรรมละเมิดอำนาจศาลจังหวัดขอนแก่น) แต่ก็มีกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ทำคำพิพากษาแล้วถูกเรียกสำนวนไปตรวจแก้ในสาระสำคัญดังกรณีผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ตรงนั้นมีคำถามว่าเป็นการแทรกแซงภายในหรือไม่
.
สาวตรีทิ้งท้ายว่าหากในอนาคตจะมีการปฏิรูประบบศาล ส่วนตัวมองว่ามีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข 3 อย่าง 1. ควรมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนกับผู้พิพากษาตัดสินคดีไปโดยไม่ชอบที่ไม่ใช่แค่เรื่องโทษทางวินัยแต่ต้องเป็นโทษทางแพ่งหรืออาญาด้วย 2.องค์กรตรวจสอบศาลต้องเป็นองค์กรภายนอกส่วนที่มาจะเป็นอย่างไรก็ไปถกเถียงกันต่อได้ แต่ถ้ายังกลไกตรวจสอบภายในเพียงอย่างเดียว สาธารณะก็คงอดมีข้อกังขาไม่ได้เหมือนที่มีข้อกังขาต่อการตัดสินคดีทหารโดยทหารศาลว่าจะเที่ยงธรรมมากน้อยแค่ไหน และสามคือต้องไปแก้ไขกฎหมายละเมิดอำนาจศาลให้มีความชัดเจนและแคบเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์คือเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระให้ศาลตัดสินคดีได้รวดเร็วและยุติธรรมเท่านั้น
-------------------------------------
วันที่ 7 ตุลาคม 2563 เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้อง321 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง "เสาหลักต้องเป็นหลักอันศักดิ์สิทธิ์ : บทบาทศาลท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน" เพื่อพูดคุยถึงการออกข้อกำหนดของศาลรวมถึงใช้กฎหมายละเมิดอำนาจศาลในบริบทที่ศาลถูกดึงมีเข้ามาเป็นผู้ตัดสินคดีทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังครุกรุ่ม รวมถึงร่วมแลกเปลี่ยนหาตำแหน่งที่ของศาลที่ควรจะเป็นในท่านกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความแหลมคม งานวันนี้มีนักศึกษาประมาณ 20 คนและมีประชาชนทั่วไปราว 15 คนร่วมฟังการเสวนา โดยมีผู้ร่วมเสวนาสามคนได้แก่ รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผ.ศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสัณหวรรณ ศรีสด จากคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ)
.
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ >>> https://freedom.ilaw.or.th/node/855


Atukkit Sawangsuk

ชัดเจนครับ

1.ละเมิดอำนาจศาลต้องใช้บังคับในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น
จะเอามาใช้โดยอ้างปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิอะไรไม่ได้
เพราะผู้พิพากษาเป็นมนุษย์ขี้เหม็นเหมือนเรา
2.ต้องมีกฎหมายเอาผิด บุคคลในกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบือนความยุติธรรม โดยเฉพาะผู้พิพากษา ไม่ใช่ตัดสินอย่างไรก็ได้แล้วลอยนวล
อันนี้ไม่ใช่แค่ทุจริตนะ ทุจริตมีกฎหมายเอาผิดอยู่แล้ว
แต่หมายถึงตัดสินโดยอคติ โดยความลำเอียงทางการเมือง โดยไม่ยึดหลักกฎหมาย โดยไม่ยึดพยานหลักฐาน หรือพยานหลักฐานเห็นๆ กลับตัดสินไปอีกอย่าง
3.ต้องมีองค์กรตรวจสอบศาล แยกออกมาอยู่ภายนอก ไม่ใช่ศาลงุบงิบลงโทษกันเอง ประชาชนไม่กล้าร้องเรียน
ถ้าจะให้ครบถ้วนทั้งในแง่การเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบอำนาจ ต้องทำแบบอังกฤษ มีทั้งองค์กรตรวจสอบศาล และองค์กรคัดเลือกผู้พิพากษา
ไม่ใช่แบบไทย ศาลจัดสอบเอง อายุ 25 เอาไปอบรมให้อยู่ในจารีต ในกรอบความคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนสอบผู้ช่วยฯ ก็ต้องสอบเนติบัณฑิต ซึ่งประธานศาลฎีกาเป็นนายกสภา คือครอบงำความคิดหมด
ของฝรั่งเขาคัดจากคนมีประสบการณ์ อายุเหมาะสม เช่น 35 มีผลงานเป็นทนายโจทก์จำเลยเข้าใจหัวอกคนที่อยู่ข้างล่างอยู่ใต้บัลลังก์ใต้อำนาจศาล ไม่ใช่เรียนจบแล้วก็เหาะมาอยู่บนหอคอยงาช้าง เจ้ายศเจ้าอย่างเป็นเจ้านายเจ้าชีวิตคน

 

วิวัฒนชัย วินิจจะกุล

“พ่อแม่มีลูกทั้งหมด 10 คน ผมเป็นลูกคนที่ 9 อายุห่างจากธงชัย (ธงชัย วินิจจะกูล) 9 ปี ชีวิตวัยเด็กเติบโตมาในตึกแถวสามชั้นครึ่งย่านท่าพระจันทร์ พ่อแม่ย้ายมาอยู่ตั้งแต่ปี 2494 บ้านของเราเป็นร้านขายอาหาร ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมอายุ 7 ขวบ จำได้ว่าได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ รับรู้ว่ามีการยิงกัน และเห็นธงชัยใส่ชุดนักเรียนมอมแมมกลับมาบ้าน ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ อาม่า ผม และน้องสาวถูกพาไปอยู่บ้านของป้าแถวประตูน้ำชั่วคราว พ่อแม่คงกลัวว่าคนแก่และเด็กจะโดนลูกหลงจากเหตุการณ์ เพราะท่าพระจันทร์ก็อยู่ใกล้ธรรมศาสตร์และสนามหลวง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิในเวลานั้น

“เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ร้านอาหารของเราปิดขายมาได้สักพักใหญ่แล้ว เพราะพ่อป่วยเป็นกระดูกกดทับเส้นประสาทบริเวณต้นคอ เขาต้องใส่เฝือกคอเกือบทั้งวัน เพื่อยึดไม่ให้คอหมุนไปมา หมอก็สั่งว่าห้ามทำงานหนัก ตอนนั้นผมอายุ 10 ขวบ ตื่นเช้ามาเตรียมจะไปโรงเรียนเหมือนปกติ เดินลงบันไดมาก็แปลกใจ เพราะเห็นพี่ๆ ยังอยู่ในบ้าน ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าโรงเรียนประกาศหยุด สำหรับเด็กที่ยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการเมืองลึกซึ้ง มุมหนึ่งก็ดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียน อีกมุมก็เสียดายเพราะวันพุธมีวิชาวาดเขียน ซึ่งเป็นวิชาที่ชอบ ผมไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์นอกบ้านตึงเครียดขนาดไหน แต่ในความไม่รู้นั้น อีกด้านคือมันรับรู้จนเคยชิน ก่อนหน้านั้นเราเคยได้ยินเสียงปืนเป็นเรื่องปกติ คืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 6 เสียงปืนดังถี่ขึ้น เสียงแป๊กๆๆๆ เหมือนเสียงประทัดก็ดังอยู่ตลอด

“ช่วงสายของวันนั้น อยู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าวิ่งแตกตื่นเข้ามาในบ้านหลายสิบคน ทั้งทุบประตูบ้านขอเข้ามา และเข้ามาทางหน้าต่างชั้นสอง เพราะตึกแถวละแวกนั้นมีหลังคาเป็นระเบียงต่อกันเป็นแนวยาว หนึ่งในคนที่หลบเข้ามาคือพี่สาว เขาเป็นนักเรียนเตรียมอุดมฯ ที่หนีออกมาจากการชุมนุมในธรรมศาสตร์ หลายคนที่เข้ามาตัวเปียก เราต้องหาเสื้อผ้าใหม่ให้เปลี่ยน พวกเขาคงเดินเลาะเลียบรั้วธรรมศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าเรือท่าพระจันทร์ ผมคิดว่าบ้านแถวนั้นคงรับคนเข้าไปหลบภัยกันทุกหลัง แต่คนเข้ามาที่บ้านของเราถือว่าโชคร้าย เพราะหลังจากนั้นไม่นาน สถานีวิทยุยานเกราะประกาศว่า บ้านเลขที่นี้-ชื่อร้าน ‘จิตรอารี’ คือบ้านของนายธงชัย วินิจจะกูล เป็นนักศึกษาแกนนำการชุมนุม และให้ที่พักพิงคนที่หลบรอดออกมาจากธรรมศาสตร์ เหมือนชี้นำกลุ่มอันธพาลการเมืองให้มุ่งหน้ามาทำร้ายคนในบ้าน พี่ๆ ต้องปีนบันไดขึ้นไปช่วยกันปลดป้ายร้านลงมา นับจากเช้าวันนั้นเป็นต้นมา เราไม่เคยเอาป้ายร้านกลับขึ้นไปติดอีกเลย

“ต่อมาก็มีตำรวจมาทุบประตู บุกเข้ามาพร้อมอาวุธ จำได้ว่าบางคนถือปืน M16 ด้วย จับกุมกวาดต้อนคนในบ้านออกไป พี่สาวคนที่หลบรอดออกมาจากธรรมศาสตร์เกือบถูกพาตัวไปด้วย ดีที่แม่รีบกระชากแขนกลับ แล้วบอกว่า ‘คนนี้ลูกของฉัน’ ผ่านไปสักพักมีตำรวจอีกชุดมาทุบประตูบ้านตะโกนถามซ้ำๆ ว่า ‘ธงชัยอยู่ไหน!’ ตอนนั้นคนที่อยู่ในบ้านมีพ่อ แม่ อาม่า พี่สาวสี่คน พี่ชายคนรองซึ่งเรียนอยู่ที่เทคโนฯ บางมด และไม่ได้ยุ่งอะไรกับเรื่องการเมือง เวลานั้นส่วนใหญ่ผมและน้องสาวอยู่กันที่ชั้นสอง พี่ชายเป็นคนลงไปเปิดประตู แล้วก็มีเสียงกรี๊ดลั่นของพี่สาวสักคน ผมรีบวิ่งลงมาตรงเชิงบันไดระหว่างชั้น มองไปที่หน้าบ้าน ได้ยินพี่สาวบอกว่าตำรวจใช้ปืนฟาดแล้วลากตัวพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว เขาคงดูเหมือนนักศึกษาที่ยังตกค้างอยู่ จากนั้นไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงปืนกลดังกราด วินาทีนั้นคือบรรยากาศที่น่ากลัวที่สุด ไม่มีใครกล้าจินตนาการว่าเกิดอะไรกับเขา พ่อร้องไห้หันหน้าเอามือทุบผนัง คร่ำครวญว่าทำไมต้องเกิดเรื่องอย่างนี้กับครอบครัวของเรา

“บ่ายวันนั้น ลูกของป้ามารับพวกเราไปหลบพักอยู่บ้านป้าที่ประตูน้ำอีกครั้ง มีอาม่า พี่สาวสองคน ผม และน้องสาว ครั้งนี้ไปอยู่นานเป็นเดือนจนใกล้เปิดเทอม สรุปว่าพี่ชายของผมถูกจับติดคุก 3 คน คือ สองคนที่อยู่ในธรรมศาสตร์วันนั้น (ธงชัย และ ชวลิต วินิจจะกูล) และคนที่ถูกตำรวจใช้ปืนฟาดแล้วลากตัวออกจากบ้านไป (สุวิทย์ วินิจจะกูล) คนหลังถูกจับไม่นานก็ปล่อยตัวออกมาพร้อมกับผู้ต้องหาล็อตใหญ่ล็อตแรก ชวลิตถูกปล่อยออกมารอบสุดท้าย หลังจากนั้นเขาตัดสินใจเข้าป่า ซึ่งตอนนั้นพี่สาวที่เรียนอยู่เตรียมอุดมฯ ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ส่วนธงชัยเป็นหนึ่งในคนที่ถูกส่งฟ้องคดี 6 ตุลา เวลาแม่ไปเยี่ยมลูกชายที่บางเขน วันไหนที่ผมไปด้วยก็ช่วยถือถุงข้าวปลาอาหาร เดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงจากหน้าประตูไปถึงอาคารเยี่ยม ในความรู้สึกตอนนั้นคือไกลเหลือเกิน

“เพื่อนบ้านย่านท่าพระจันทร์มีทั้งคนที่เข้าใจแล้วให้กำลังใจ และคนที่พูดกับพ่อแม่ประมาณว่า ‘เลี้ยงลูกยังไงให้เป็นคอมมิวนิสต์’ บางคนบอกว่า ‘ที่ร้านปิดมาเป็นปีได้ก็เพราะลูกชายรับเงินจากรัสเซีย’ พอดีว่าช่วงนั้นพ่ออาการดีขึ้นจนเกือบหายแล้ว แม่เลยตัดสินใจว่าจะเปิดร้านอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้คนที่กล่าวหาได้เห็นว่า ลูกของแม่ไม่ได้ผิด เราไม่ได้รับเงินใคร แม่บอกว่า ‘ถึงจะขายได้ห้าบาทสิบบาทก็เอา’ พวกเราก็เห็นดีด้วย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปิดร้านไปเป็นเวลานานๆ เพราะสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน ยังไงพ่อแม่ก็ต้องกัดฟันทำมาหากิน แต่พวกเขาคงวางแผนไว้นานแล้วว่า ถ้าทำงานเก็บเงินได้มากพอจะเกษียณตัวเอง พอเปิดร้านได้อีกประมาณปีเศษ ในปี 2521 ครอบครัวของเราก็ย้ายจากท่าพระจันทร์มาอยู่ย่านฝั่งธนฯ

“หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาจบลงใหม่ๆ ลมขวาจัดพัดแรง ผมเรียนอยู่ ป.5 ครูประจำชั้นเป็นภรรยานายทหารอากาศ เขาสั่งการบ้านให้นักเรียนคัดลายมือเนื้อร้องเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ สั่งให้นักเรียนออกมายืนหน้าห้องร้องเพลงปลุกใจ แต่ผมร้องไม่เป็นสักเพลง ต้องใช้วิธีขยับปากตามเพื่อนไป (หัวเราะ) เพราะที่ผ่านมาเราร้องเป็นแต่เพลงเพื่อชีวิต กรรมาชน กงล้อ รวมฆ้อน คาราวาน อะไรพวกนี้ ยังจำได้ว่าเนื้อเพลงเพื่อชีวิตจะสอนให้เรากล้าหาญ เสียสละ คิดถึงส่วนรวม เรียนไปเพื่อรับใช้ประชาชน ผมคุ้นตากับบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ จากโปสเตอร์ที่ติดอยู่บนผนังบ้าน คุ้นเคยกับชื่อพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีบทบาทก่อน 6 ตุลา เรื่องที่ตลกคือ เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า พ่อเขาบอกว่าพรรคการเมืองที่ไม่ดีและอย่าไปเลือก คือพรรคการเมืองที่มีคำว่า ‘สังคม’ อยู่ในชื่อ ซึ่งผมมาเข้าใจทีหลังว่าเพราะเป็นคำที่ไปพ้องกับลัทธิสังคมนิยม คิดดูว่า พรรคกิจสังคม พรรคสังคมชาตินิยม พรรคธรรมสังคม ในตอนนั้นเป็นสังคมนิยมเหรอ

“ช่วง ม.ต้น ผมได้อ่านหนังสือ เราคือผู้บริสุทธิ์ และได้อ่านเอกสารที่กลุ่มนักศึกษาจัดทำขึ้นหลังจากนั้น ทั้งที่เป็นเอกสารโรเนียวและจุลสาร ทำให้เข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลา เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการสังหารหมู่ในตอนเช้ากับการช่วงชิงอำนาจและรัฐประหารในเย็นวันนั้น ผู้บริสุทธิ์คดี 6 ตุลาถูกขังอยู่ 710 วัน ก่อนจะได้รับการนิรโทษกรรม ทำให้ฆาตกรตัวจริงได้รับนิรโทษไปด้วย ธงชัยกลับมาเรียนต่อ แต่เราไม่ค่อยได้คุยเรื่องซีเรียสกันมากนัก ช่วงเวลานั้นการพูดถึง 6 ตุลาเป็นเหมือนเรื่องลึกลับน่ากลัว ถ้ามีใครมาถามถึงพี่สาวและพี่ชายที่เข้าป่า พี่ๆ บอกว่าให้ตอบว่า ‘เขาไปเรียนต่อต่างประเทศ’ จนกระทั่งเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมได้ฟังอภิปรายเสวนาได้คุยแลกเปลี่ยนกับคนมากขึ้น มีหนังสือให้อ่านมากขึ้น ทำให้เข้าใจเหตุการณ์มากขึ้นว่า 6 ตุลาเกิดจากการบรรจบกันของหลายเงื่อนไขปัจจัย ทั้งความหวาดกลัวผสมความระแวงของชนชั้นนำ ความโหดร้ายเลือดเย็นของชนชั้นปกครอง การแย่งชิงอำนาจกันในกองทัพ และการเมืองระหว่างประเทศ

“ชีวิตวัยเด็ก 12 ปีของผมที่ท่าพระจันทร์ คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทุกวันนี้รายละเอียดหลายเรื่องเลือนรางไปบ้าง แต่ภาพบางภาพของเหตุการณ์ยังชัดเจน ทุกครั้งที่นึกถึงความทรงจำในช่วงเวลานั้น ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความสะเทือนใจของพ่อแม่ ภาพที่แม่ดึงลูกสาวกลับมาจากการกวาดต้อนของตำรวจ ลูกชายถูกทำร้ายร่างกายแล้วลากตัวออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตา ลูกติดคุก ลูกเข้าป่า รวมไปถึงสายตาที่คนอื่นมองในทางไม่ดี สำหรับคนจีนที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ค่อยๆ เก็บเงินสร้างตัวสร้างครอบครัวจนเซ้งตึกแถวได้ การต้องปลดป้ายร้านลงแล้วไม่ได้ติดกลับอีกเลย มันหมายความว่าบ้านที่เป็นศูนย์รวมความรักกลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยไปแล้ว และดูเหมือนเขาแทบจะไม่สามารถปกป้องคุ้มครองลูกๆ ได้เลยในเหตุการณ์วันนั้น มันเกินกว่าที่ผมจะอธิบายได้ว่าพ่อแม่ต้องแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งไว้ขนาดไหน

“แม่ไปฟังคดีแทบทุกครั้งที่มีโอกาส ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนที่เสียชีวิตจาก 6 ตุลาต่อเนื่องเป็นประจำ สมัยนั้นยังจัดงานรำลึกกันที่โรงพยาบาลสงฆ์ ใครชวนให้ไปพูดอะไรก็ไป แม่เหมือนเป็นตัวแทนของบรรดาญาติหรือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาไปกลายๆ ผมคิดว่า ณ จุดนั้นแม่ไม่ได้มีลูกแค่สิบคนแล้ว แต่มีลูกเป็นหมื่นเป็นแสนคน ลูกๆ ที่รักความเป็นธรรม มีความฝันอยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า อุดมคติ ความปรารถนาดี และความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ แต่ความโหดร้ายรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาได้ทำลายความฝันของพวกเขาแทบหมดสิ้น คนที่น่ารังเกียจคือคนที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุการณ์ 6 ตุลาต่างหาก ดังนั้นสังคมไทยจะต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ไม่ควรมีครอบครัวไหนที่ต้องเจอกับผลกระทบเลวร้ายแบบเดียวกับคนรุ่นนั้นอีกแล้ว”

-

(เขาคือ 1 ใน 19 คนที่อยู่ในหนังสือ 'มนุษย์ 6 ตุลา')

https://www.facebook.com/bkkhumans/photos/a.1433077766976167/2824823324468264/


มนุษย์กรุงเทพฯ

'มนุษย์ 6 ตุลา' หนังสือรวมบทสัมภาษณ์ 19 ชิ้น เป็นความพยายามที่จะบันทึกเหตุการณ์ในเวลานั้นผ่านเรื่องเล่าชีวิตคน ตัดทอนและเรียบเรียงให้สั้นกระชับเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ปิดท้ายด้วยคำอธิบายขนาดยาวจากนักวิชาการ ที่ค่อยๆ คลี่ความโกลาหลให้เห็นที่มาของความรุนแรง
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ - https://bit.ly/3l8Yiu7
[full-post]



Chaturon Chaisang
ผมได้เขียนถึงความเลวร้ายของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปแล้วหลายครั้ง
ผ่านไป 14 ปี แทนที่จะรู้สึกว่าการรัฐประหารครั้งนั้นเป็นเรื่องเก่าที่มีความหมายน้อยลงเมื่อเทียบกับการรัฐประหารครั้งหลังสุดเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แต่กลับยิ่งเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นได้ทำความเสียหายต่อประเทศชาติไว้มากมายจริงๆ

การรัฐประหารในครั้งหลังและการทำลายประชาธิปไตยหลังจากนั้นมาถึงปัจจุบัน ความจริงก็คือกระบวนการต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้ประเทศถอยหลังไปสู่ระบอบเผด็จการ สร้างกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง ไม่สามารถกำหนดอนาคตของประเทศและของชีวิตตนเองได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของตุลาการภิวัฒน์ที่ทำให้ฝ่ายตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับการเมืองอย่างไม่ยุติธรรมจนทำให้กลายเป็นความขัดแย้งแบ่งข้างที่ยากจะแก้ไขและระบบยุติธรรมเองก็เสื่อมความน่าเชื่อถือลงไปด้วย ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระขาดความเป็นกลางและไม่มีความยึดโยงกับประชาชนแต่กลับอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่ไม่มาจาการเลือกตั้งและต่อมาก็อยู่ใต้การกำกับแทรกแซงของหัวหน้าคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน วุฒิสภาที่เคยมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดถูกยกเลิกไปเปลี่ยนเป็นแบบผสมและต่อมากลายเป็นมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยหัวหน้าคณะรัฐประหารเช่นกัน พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอลงเป็นลำดับจนกระทั่งปัจจุบันแทบไม่เหลือบทบาทในการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศตามความต้องการของประชาชน รัฐประหารปี 49 ลดอำนาจการตรวจสอบของประชาชนและปัจจุบันอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานรัฐก็เกือบจะไม่เหลืออะไร
การรัฐประหารปี 49 ถูกเรียกว่าเป็นการ “เสียของ” แล้วการรัฐประหารปี 57 ที่บอกว่าจะต้องไม่ให้เสียของก็กลับกลายเป็นการไม่เสียของสำหรับผู้ยึดอำนาจจริงๆ แต่เป็นความเสียหายอย่างยับเยินสำหรับประเทศทั้งประเทศ
มองความต่อเนื่องของกระบวนการทำประเทศให้ถอยหลังที่เริ่มจาก 19 กันยายน 2549 ผ่าน 22 พฤษภา 2557 มาจนถึงปัจจุบันแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าต้นธารแห่งหายนะที่แท้จริงก็มาจากการรัฐประหารปี 2549 ที่ต้องการหยุดยั้งการให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศตามเจตจำนงของการปฏิรูปการเมืองที่มีขึ้นก่อนหน้านั้นนั่นเอง
มอง 19 กันยายน 2549 ในวันนี้ สิ่งที่แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆมาอย่างมากเป็นพิเศษก็คือภาพการยื้อยุดระหว่างพลังที่ต้องการดึงประเทศให้ถอยหลังไปสู่ระบอบเผด็จการกับพลังที่ต้องการผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้เปลี่ยนไปอย่างมาก
พลังที่ยื้อยุดกันอยู่ยังคงอยู่และคงจะชักเย่อกันต่อไป แต่ที่ไม่เหมือนที่ผ่านมาเลยก็คือได้เกิดพลังใหม่แกนนำใหม่ที่มุ่งมั่นจะนำพาประเทศพ้นจากปลักตมแห่งความล้าหลังให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักยภาพ นั่นก็คือพลังของนักเรียนนักศึกษา พลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังประสานเข้ากับประชาชนอีกมากมายมหาศาลทั่วประเทศ
ที่ทำให้การนึกถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นระทึกใจเป็นอย่างยิ่งก็คือการที่นักเรียนนักศึกษา คนหนุ่มสาวที่เข้มแข็งกล้าหาญและมีพลังนี้ ได้เลือกเอาวันที่ 19 กันยายน วันนี้มาเป็นวันเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ทรงความหมาย
เขียนถึงวันที่ 19 กันยาจนมาหลายครั้ง มักต้องพูดถึงการหยุดชะงักหรือการถอยหลังของประเทศปีแล้วปีเล่า ปีนี้มานึกถึงอดีตกันในวันที่กำลังมีการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ด้วยพลังที่มีศักยภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายสิบปีที่ผ่านมา


  


แต่ฝ่ายประชาธิปไตยกลับดรามา หาว่าพรรคก้าวไกลไม่ยอมแก้หมวด 2 ธนาธร ปิยบุตร เก่งแต่ผลักมวลชนไปตาย
ไม่รู้ฟังได้ศัพท์กันบ้างหรือเปล่า
ทำไมหูเหมือนศรีสุวรรณ
:
1.เอาความเข้าใจ รธน.เบื้องต้นไปก่อนนะ
รธน.มาตรา 256 (1) การยื่นญัตติแก้ รธน.ต้องใช้ ส.ส. 1 ใน 5
จาก 487 คนคือ 98 คน
พรรคก้าวไกลมี ส.ส.54 คน ยื่นไม่ได้ ไม่ว่ามาตราไหนหมวดไหนก็ตาม จะยื่นยกเลิก 250 ส.ว. มาตรา 269-272 ยังยื่นไม่ได้เลย
:
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวไกลถอนชื่อ จากญัตติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง สสร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ห้ามแก้หมวด 1-2 (ซึ่ึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเอาด้วย)
:
พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ต้องเปิดกว้างให้ สสร.พูดคุยหารือถกเถียงกันได้ทุกหมวดทุกมาตรา
(เป็นโอกาสที่นักศึกษาประชาชนจะได้นำเสนอเข้าไปให้ สสร.พิจารณา สังคมจะได้ถกเถียงกัน)
การไปบล็อก สสร.ไว้ว่า "ห้ามแก้" ก็คือ "ห้ามพูด" สสร.ก็พูดไม่ได้ นักศึกษาประชาชนก็พูดไม่ได้ เพราะ สสร.จะข้าม 2 หมวดนี้ไป
:
เมื่อสื่อไปถาม ส.ส.ก้าวไกลว่าต้องการแก้หมวด 2 ใช่หรือไม่
เขาก็ต้องตอบว่าไม่ใช่
เพราะตามที่ว่ามาคือ 1.ยื่นญัตติเองไม่ได้อยู่แล้ว
2.การแก้รัฐธรรมนูญจะอยู่ที่ สสร.
สิ่งที่ก้าวไกลเรียกร้องคือ เปิดพื้นที่ให้ สสร.และประชาชน ได้ถกเถียงกันเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2
(แน่ละ 3 เขาก็ต้องป้องกันการโจมตี เพราะสื่อจะถามให้เป็นประเด็นเอาไปเล่นงาน "ล้มเจ้า" ถ้าตอบไปว่าอยากแก้หมวด 2 จนตัวสั่น ทั้งที่ความเป็นจริงทำไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์และเป็นโทษมากกว่า)
:
ถามว่าตอบอย่างนี้ผิดตรงไหน
ทำไมไปตีความว่าหัวเด็ดตีนขาดก้าวไกลก็จะไม่แก้
กลายเป็นพรรคการเมืองปกป้องศักดินา?
หรือทำตัวเองหล่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยไปตาย
:
3.การเป็นพรรคการเมือง กับการเป็นปัจเจกชน
มันมีบทบาทภาระหน้าที่แตกต่างกัน
พรรคการเมืองต้องเป็นตัวแทนประชาชนวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะประชาชนหัวหอก แล้วก็ต้องวางภาระหน้าที่ของตัวเองอีกระดับ เพื่อเอาสถานะในสภามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว
ถ้าไม่เข้าใจหลักการนี้ก็จะเอาแต่เรียกร้องให้พรรคการเมืองอยู่แถวหน้า ตายก่อน (ความจริงอนาคตใหม่ก็ตายแล้วไง)
:
ปัจเจกชน นักวิชาการ เสนอข้อเรียกร้องแหลมคม
พรรคการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายค้านไม่ได้มีอำนาจทำตามนั้น
(ต่อให้เป็นรัฐบาล ผมก็ว่าทำไม่ได้)
เขาไม่จำเป็นต้องมาแอ่นรับ ถือธงนำหน้า เพราะเขาต้องพิจารณาความเสี่ยงรอบด้าน เขายังมีภาระหน้าที่อื่นอีกมากที่ต้องต่อสู้ในสภา
แต่บทบาทสำคัญของเขาคือ ปกป้อง แสดงจุดยืนว่านี่เป็นสิทธิเสรีภาพ ที่จะเรียกร้องได้ ไม่ผิดกฎหมาย ใช้สถานะ ส.ส.มาดูแลม็อบ ประกันตัว แล้วก็เรียกร้องให้สังคมเปิดพืนที่รับฟัง ให้การตั่้ง สสร.เปิดกว้าง ฯลฯ อย่างที่ก้าวไกลทำ แล้วมันผิดอย่างไร
:
ถ้าดูในความเป็นจริง ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ วันนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 2
ต่อให้พรรคก้าวไกลมี 99 เสียง เสนอได้ ก็แค่สะใจเท่านั้น
(ต่อให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ก็ถูกรัฐประหาร)
สิ่งที่จะต้องทำและที่จะเป็นไปคือการรณรงค์เผยแพร่ให้กว้างขวาง อย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากด้านล่าง
ซึ่งก็ต้องยกย่องว่าเริ่มจากปัจเจกชนคนกล้าเป็นหัวหอก
:
ผมเคารพชื่นชมคนที่กล้าเสี่ยง
เพียงต้องเข้าใจว่า คนอื่นอีกเป็นจำนวนมากไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะเป็นหัวหอกแบบคุณ
หรือบางคนเขาก็คิดว่า (ตกใจด้วย) มันเร็วไปไหม
กระนั้นเมื่อคุณโดดออกมาเป็นหัวหอก ทุกคนก็พร้อมจะเป็นพลังปกป้อง สนับสนุน ในภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไป
(ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกามาด้วยกันแล้ว จะทิ้งกันได้ไง)
:
พูดอีกอย่างว่า ในการตัดสินใจครั้งนี้
คุณเป็นผู้กล้า ท้าทาย ไปยืนเสี่ยงปากเหว
โดยที่คนร่วมขบวนไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ต้องพลอยโจนไปด้วยกัน คือต้องปกป้อง ต้องสนับสนุน
(และมีด้านดีที่ได้การขานรับจากเยาวชนนักเรียนนักศึกษา)
แต่จะบอกว่า เฮ้ย ทุกคน พรรคการเมือง สื่อ นักวิชาการ
ต้องมายืนปากเหวด้วยกันสิ
มันไม่ใช่มั้ง
:
4.สำหรับคนที่ลี้ภัย
เขามีคุณูปการให้การข้อมูลความรู้ความตื่นตัวอย่างที่คนในประเทศทำไม่ได้ เคลื่อนไหวอย่างที่เราทำไม่ได้
:
แต่เวลาที่เขาเรียกร้องให้คนในประเทศทำอะไร
จะพูดว่าไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจังหวะก้าว ฯลฯ ไม่เข้าใจหลักการเคลื่อนไหวอะไรเลย ยังน้อยไป
เขาไม่เคยมองความเป็นจริงที่คนในประเทศต้องเผชิญ ไม่เคยมองความเสี่ยง ความจำเป็นที่จะต้องหลบเลี่ยงรักษาสถานะเพื่อต่อสู้ต่อไป ของคนส่วนต่างๆ
ใครไม่ทำอย่างที่เขาต้องการก็กลายเป็นคนขี้ขลาดไปหมด
กลายเป็นผลักคนอื่นไปตาย
:
ทำไมไม่คิดบ้างว่าที่ตัวเองเรียกร้อง
คือผลักคนอื่นไปตาย
 



เส้นทางข้างหน้า
โดย จักรภพ เพ็ญแข

ภาพที่น้อง ๆ สร้างขึ้นมารายรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวานนี้ งามตระการตานัก พวกลุง ป้า น้า อา และพี่ ๆ ทั้งหลายที่กรุยทางมารู้สึกหายเหนื่อยไปมาก จึงขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมมา ณ ที่นี้ครับ แต่ขณะเดียวกันก็ขออนุญาตแนะนำอะไรหน่อยสำหรับงานข้างหน้า
1. เขายังไม่ปราบ เพราะกลัวปราบแล้วจะลุกลามใหญ่ เขาจึงสั่งให้ตั้งข้อหากับแกนนำเป็นคนๆ ไป อาจจะเล่นงานผู้สนับสนุนบางคน จุดประสงค์คือเพื่อให้กลัวและไม่กล้าชุมนุมใหญ่อีก ตอนนี้พวกเราจะช่วยเตรียมเรื่องของคดีและไฟที่ฉายเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะโจรฝ่ายอำมาตย์มีแทรกอยู่ในตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์อย่างครบชุด
2. เขาไม่ลดราวาศอกง่ายๆ เพียงเพราะลูกหลานยกขบวนมาขอ คนใหญ่ที่สุดอาจจะมีอารมณ์บางขณะอยากยอมบ้าง แต่คนรองลงมาอยากจะฆ่าอย่างเดียว เช่นเดียวกับลูกน้องเก่าของรุ่นเดิม เพราะกลัวความชั่วเก่า ๆ จะโผล่และผลประโยชน์อันมหาศาลจะหดหายไป พวกนี้กำลังหาจังหวะสู้กลับ แต่เรามีข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้
3. น้องๆ อย่าตกหลุมเรื่องสถาบันนิยม การแย่งชิงการนำ การจัดการด้านโลจิสติกส์ของการประท้วง จงให้ความสนใจกับการขยายเครือข่ายในเมือง และโอบกอดรากหญ้าให้แน่นไว้
4. ผมและพวกเราที่อยู่ข้างนอกก็จะทำแบบที่ข้างนอกทำได้ ซึ่งมีหลายอย่าง บางอย่างจะทำไปโดยไม่บอก ซึ่งต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า เพราะบอกแล้วอาจเสียเรื่องได้ งานเหล่านี้จะตีกรอบให้เครือข่ายอำนาจอยู่ในที่ที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับน้องๆ ได้มากนัก เรามีข้อมูลมากขึ้นแล้วในขณะนี้เช่นกัน
5. ปลื้มใจมากที่น้องๆ ยอมรับบทบาทและการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง โปรดรู้ว่า ความไม่บริสุทธิ์บางส่วนในอดีตของขบวนการ ไม่ใช่ความผิดของมวลชน ส่วนจะเป็นของใครเราให้ประวัติศาสตร์ตัดสินอาจจะนุ่มนวลกว่า น้องจงรักมวลชน เขารักน้องทุกคน และเขาพร้อมจะช่วยน้องๆ ให้บรรลุความตั้งใจในชีวิตของน้องๆ ซึ่งความจริงก็คือฝันและความมุ่งมั่นอย่างเดียวกันกับของเขานั่นเอง
สุดท้าย จงจำไว้ว่า คนเราทำความดีได้ไม่จำกัด ถ้าไม่สนใจว่าใครจะได้หน้า
ด้วยรัก

จักรภพ เพ็ญแข
17 สิงหาคม พ.ศ. 2563


มาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับเสรีภาพในการชุมนุม

“การชุมนุม” หมายถึง “การรวมตัวโดยเจตนาเป็นการชั่วคราว ในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อเป้าประสงค์บางประการ อาทิเช่นเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่สำคัญต่อพวกเขา รวมทั้งเพื่อการแสดงความเห็นที่หลากหลายและการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิทางสังคม-เศรษฐกิจ หรือประเด็นอื่น ๆ จึงอาจหมายรวมถึงการเฉลิมฉลอง การร่วมรำลึก การนัดหยุดงาน และการประท้วง เป็นต้น การชุมนุมไม่ว่าจะเป็นการประท้วงทางการเมือง การเดินขบวนด้านวัฒนธรรม การรวมตัวทางอินเตอร์เน็ต หรือรูปแบบการชุมนุมอื่นใดเพื่อเป้าประสงค์ร่วมกัน ต่างเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมพหุนิยมที่เติบใหญ่ขึ้น ซึ่งเอื้อให้กลุ่มที่มีความเชื่อ การปฏิบัติ หรือนโยบายที่หลากหลาย สามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎบัตรระหว่างประเทศ ภูมิภาค ในประเทศ และแม้กระทั่งกฎหมายในท้องถิ่น


หลักการพื้นฐาน : การชุมนุมเป็นสิทธิของทุกคน

ในฐานะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นสิ่งที่บุคคลใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกควบคุม หากการกระทำใดไม่มีกฎหมายห้ามอย่างชัดเจนย่อมถือว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ และไม่ควรกำหนดให้บุคคลที่ต้องการชุมนุมต้องขออนุญาตก่อน สมมติฐานที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพเช่นนี้ควรได้รับการกำหนดไว้อย่างชัดเจนและเปิดเผยในกฎหมาย

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม ในการกำกับดูแลเสรีภาพในการชุมนุม หน่วยงานของรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มไม่ว่าด้วยเหตุผลใด


การใช้พื้นที่สาธารณะในการชุมนุม


การชุมนุมเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะโดยชอบธรรม เช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และการสัญจรของยานพาหนะและการเดินเท้า สิทธิที่จะชุมนุมโดยสงบครอบคลุมถึงสิทธิที่จะเลือกที่ชุมนุมและเวลาการชุมนุมได้อย่างเสรี โดยอาจเป็นถนนหลวง ถนนอื่นใดและพื้นที่สาธารณะ สิทธิที่จะชุมนุมทางอินเตอร์เน็ตต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

หน่วยงานกำกับดูแลมีหน้าที่จัดสมดุลให้เหมาะสม ระหว่างเสรีภาพที่จะชุมนุมโดยสงบที่มีความสำคัญ กับสิทธิที่สำคัญเช่นกันของบุคคลที่จะใช้ชีวิต โดยมีทางเลือกมากมายในการอำนวยความสะดวก โดยไม่ให้เป็นการแทรกแซงต่อข้อความที่ผู้ชุมนุมต้องการสื่อสาร กรณีที่ทางการจะควบคุมจำกัดทั้งด้านเวลา สถานที่ หรือพฤติกรรมของการชุมนุม ทางการก็ควรให้ทางเลือกที่ชอบด้วยเหตุผล


เนื้อหา ภาพ และเสียง ที่จะใช้ในการชุมนุม

การชุมนุมเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความเห็นร่วมกัน จึงมีเป้าหมายเพื่อสื่อข้อความบางประการ ไปยังบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรที่เป็นเป้าหมายเฉพาะ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีหลักการทั่วไปว่าควรอำนวยความสะดวกให้สามารถจัดการชุมนุมเพื่อให้ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสามารถได้ยินและได้เห็น ‘ภาพและเสียง’ ของการชุมนุมนั้น แม้ว่าจะมีเนื้อหาเพื่อประท้วงต่อต้านนโยบายของรัฐก็ตาม การจำกัดต่อเสรีภาพในการชุมนุมใดๆ ต้องไม่กำหนดมาตรการซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื้อหาของกิจกรรมนั้นจนถึงขั้นพื้นฐาน และควรมีการจำกัดก็ต่อเมื่อเนื้อหานั้นอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้อย่างชัดเจนเท่านั้น


ความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและสาธารณะ


รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ไม่ควรใช้อำนาจแทรกแซง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายควรแยกแยะระหว่างผู้เข้าร่วมที่สงบและไม่สงบ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหรือการกระทำที่รุนแรงของผู้เข้าร่วมเพียงบางคน ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะออกคำสั่งอย่างเหวี่ยงแหเพื่อจำกัดผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบทั้งหมด การสลายการชุมนุมอาจส่งผลให้เกิดปัญหามากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการยืดหยุ่นและการอำนวยความสะดวก และการควบคุมอย่างจริงจังหรือหนักหน่วงเกินไปมีแนวโน้มจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชน


การคุ้มครองสาธารณสุข

ในบางกรณีที่อาจมีการอ้างเหตุผลด้านสาธารณสุขเพื่อจำกัดการชุมนุมสาธารณะ มาตรการจำกัดในลักษณะเดียวกันต้องเคยถูกนำมาใช้ในโรงเรียน คอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งคนทั่วไปเคยรวมตัวกันมาก่อน การจำกัดอาจเกิดขึ้นได้กรณีที่สุขภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมอาจได้รับผลกระทบร้ายแรง แต่ในทำนองเดียวกัน ทางการไม่ควรอ้างเหตุผลเช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชุมนุมโดยสงบ


เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามมาตรฐานระหว่างประเทศ


ข้อ 20 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) กำหนดว่า
(1) "ทุกคนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม"
(2) "บุคคลใดไม่อาจถูกบังคับให้สังกัดสมาคมหนึ่งได้"

ข้อ 21 ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
“สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น”



[full-post]



การเมืองไทย ในกะลา

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย

คลิปบทสัมภาษณ์ : https://youtu.be/wpdU82i4ap0

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษในเรื่องตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย ตอนหนึ่งกล่าวถึงคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ระบุว่าเป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมแสดงความห่วงใยเพราะที่ผ่านมามีคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจหวงแหนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้จากประชาชน และอ้างถึงเพื่อใช้ปราบศัตรูทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคสฤษดิ์จนถึงประยุทธ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสถาบันในระยะยาว
ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ให้สัมภาษณ์พิเศษเมื่อ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ในเรื่องตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ทนายความนักสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า
“คำพูดคุณอานนท์ไม่ใช่การโจมตีตัวบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่กำลังจะบอกว่า มีกระบวนการกำลังทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย คือตัวบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ท่านจะเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ยกไปคนละเรื่อง ตัวท่านคิดอย่างไรเราไม่รู้หรอก แต่ถ้าตัวสถาบันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย จะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เอง”
นิธิกล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีเสถียรภาพ คือไม่ว่าจะเปลี่ยนบุคคลไปกี่บุคคลก็แล้วแต่ จะเปลี่ยนกี่รัชกาลก็ไม่สำคัญ ทุกคนไม่เคยรู้สึกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับตัวเอง ผมคิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงมาก มีเสถียรภาพสูงมาก ในแง่ตัวบุคคลก็ธรรมดาอยู่เอง เป็นคนที่ประชาชนชอบมากหรือไม่ชอบมาก มนุษย์ก็เป็นเหมือนกันทุกคน บางคนมีเสน่ห์มากมีเสน่ห์น้อย นี่เป็นปกติธรรมดา
เมื่อถามว่าจะสามารถพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ ก็สามารถพูดถึงได้ นิธิตอบว่า “ผมว่าได้ คือถ้าไม่ได้ มันกลายเป็น เมื่อไหร่ที่คุณบอกว่าสิ่งไหนพูดไม่ได้เลย และไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้เลยโดยทุกคนนะ แต่จะเหลือคนจำนวนน้อยลงๆ ที่พูดถึงได้ ก็เท่ากับว่าคุณยกสถาบันนั้นๆ หรือสิ่งนั้นๆ ให้ไปเป็นสมบัติของคนจำนวนน้อย”
“ผมจึงได้บอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามแต่ ที่คุณตั้งอะไรก็แล้วแต่ แล้วคุณใส่คำว่า "แห่งชาติ" สำหรับกรณีประเทศไทยนะ ฉิบหายเลย แทนที่จะหมายถึงคนมาก มันกลับหมายถึงคนจำนวนน้อยลง ที่เข้าไปควบคุมกำกับสิ่งที่เป็นแห่งชาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เป็นแห่งชาติเมื่อนั้นก็เป็นของทุกคน และเราสามารถที่จะตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ได้ รัฐบาลแห่งชาติคือรัฐบาลทุกคน แต่เมื่อไหร่เป็นแห่งชาติปับ เหลือคนน้อยลงที่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ไปตรวจสอบได้”
“สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เหมือนกัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ตัวสถาบันนะไม่ใช่ตัวบุคคล ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะให้คำแนะนำ กำกับ ควบคุม แสดงความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะอย่างไรเราก็ปฏิเสธไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกปัจจุบันนี้ หรือโลกสมัยไหนก็แล้วแต่คือสถาบันทางการเมือง จะเป็นสถาบันทางการเมืองโดยไม่มีใครตรวจสอบเลยเป็นไปไม่ได้”
ต่อคำถามเรื่องที่อานนท์ เสนอว่าการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้ในฐานะที่เป็นสถาบันของประชาชนนั้น นิธิกล่าวว่า “สิ่งที่อานนท์พูดและมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ คุณอานนท์เริ่มต้นว่า ขอพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา คือไม่ใช้วิธีการกระทบกระเทียบ ประชดประชัน หรือการด่าประณามโดยไม่แสดงเหตุผล”
“อานนท์บอกขอพูดถึงตรงๆ เพราะแกคิดว่าการพูดถึงตรงๆ เป็นการแสดงความเคารพมากกว่า เป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไปปล่อยให้มีคนจำนวนน้อยไปหวงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แล้วไม่ใช่หวงไว้เฉยๆ หวงแล้วเอามาใช้ประโยชน์”
“เช่น เป็นต้นว่า รัฐบาลสมัยหนึ่งเที่ยวไล่จับคนที่เป็นศัตรูทางการเมืองของตัวเองโดยใช้มาตรา 112 อ้างว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นไหม เมื่อไหร่ที่สถาบันไม่เป็นของทุกๆ คนปับ มันจะเหลือคนจำนวนน้อยไปใช้ประโยชน์สถาบัน แล้วก็เป็นอันตรายและทำร้ายตัวสถาบันในระยะยาว”
“คนที่หวงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ โดยอ้างด้วยความยกย่อง ห้ามไม่ให้ใครแตะต้องเลย ทั้งหมดเหล่านั้นตั้งแต่สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่ว่าหวงไว้เฉยๆ นะ คนเหล่านี้ หวงไว้ให้ตัวเองใช้ประโยชน์เสมอ”
เมื่อถามย้ำว่า “สิ่งนี้เป็นอันตรายใช่ไหม?” นิธิตอบว่า “แน่นอน เพราะเท่ากับว่า คนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม กลายเป็นคนนอกวงความจงรักภักดีไปหมด มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่จงรักภักดี สามารถนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาประโยชน์ส่วนตนได้”
“พูดอีกอย่างก็คือ คุณอานนท์กำลังบอกว่าเขาก็เป็นเจ้าของสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน เหมือนคนไทยคนอื่นๆ เมื่อเป็นเจ้าของ เขาก็มีความห่วงใย ที่จะพูดว่าตรงนี้ควรทำ ไม่ควรทำ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ตัวบุคคลนะครับ เกี่ยวกับเรื่องตัวสถาบัน ซึ่งการที่ประชาชนบอกว่าเขาเป็นเจ้าของสถาบันร่วมกันกับคนอื่นๆ ผมคิดว่ามันกระเทือนผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่ไปผูกขาดสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ใช้ประโยชน์ในทางการเมือง หรือเศรษฐกิจของตัวเองอย่างเดียว ตลอดมา”
ที่มา : ประชาไท
https://prachatai.com/journal/2020/08/88970



Atukkit Sawangsuk

รู้สึกทู่เรศที่เห็นยะใสออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เห็นนวยนิ่มออกมาด่าในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศ เห็นองค์กรต้านโกงดิ้นพล่าน

วิธีคิดต้านโกงของคนพวกนี้ คือเอากระบวนการยุติธรรมออกไปจากนักการเมือง ออกไปเป็นอิสระ อิสระกระทั่งไม่ยึดโยงประชาชน ไม่เห็นหัวประชาชน ยกตนเป็นเทวดา ไม่ว่าศาลองค์กรอิสระ
กินเงินภาษีประชาชน แต่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เอาผิด หรือกระทั่งวิจารณ์ไม่ได้ ศาลวิจารณ์ไม่ได้ กกต.วิจารณ์แล้วฟ้องเอาผิด
วิธีคิดแยกกระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ ที่ผิดเพี้ยนที่สุด คือแยกอัยการเป็นอิสระ ในรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมาถึง 2560 (แต่พอรัฐประหารเด้งอัยการสูงสุดได้)
ว่าโดยหลักการ อัยการต้องมีอิสระในการสั่งคดี อำนาจการเมืองแทรกแซงสั่งการไม่ได้ แต่โดยระบบ อัยการก็ต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับอำนาจบริหาร เพราะอัยการเป็นทนายของรัฐ ทำหน้าที่ฟ้องคดีอาญาแทนรัฐบาล ซึ่งต้องรับผิดชอบความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน
อัยการต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาล แล้วรัฐบาล(ที่มาจากเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย)รับผิดชอบต่อประชาชนอีกที
ไม่ใช่อัยการไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ฉ้อฉล สำนวนอ่อน ฟ้องโจรผู้ร้ายฆาตกรหลุดเพียบ ประชาชนหวาดผวา แล้วรัฐบาลก็แบะๆ เราทำอะไรอัยการไม่ได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ทั้งที่เป็นอำนาจบริหาร เป็น "ทนายแผ่นดิน" จะอยู่ใต้อำนาจต่อเมื่อมารับเบี้ยประชุมแพงๆ เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
อันนี้ไม่ใช่ไม่ยอมรับหลักวินิจฉัยอิสระ แต่จะต้องมีความยึดโยงที่ประชาชนให้คุณให้โทษได้ และโดยหลักการแบ่งแยกอำนาจก็ต้องอยู่ใต้ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ศาลซึ่งแยกไปเป็นอำนาจตุลาการ (กระนั้นก็ควรยึดโยงอำนาจประชาชนเหมือนกัน)
โครงสร้างแต่เดิมมา อัยการก็มีอิสระระดับหนึ่ง จากกรมอัยการสังกัดมหาดไทย แยกมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด มี ก.อ.แต่งตั้งโยกย้าย เพียงยังเกาะเกี่ยวอยู่ใต้นายกฯ แล้วช่วงหนึ่งก็มาเกาะเกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรม
ปัญหาของคำว่าอิสระ ยังมีอีกข้อ คือไม่ใช่คิดแต่อิสระจากนักการเมือง แต่นายสั่งได้ ระบบภายในสำนักงานกลายเป็นเจ้าขุนมูลนาย ผู้น้อยผู้ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นอิสระก็ไม่มีความหมายอะไร (เหมือนอิสระของผู้พิพากษาคุณากร)
คนชั้นกลางเกลียดนักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 จึงงอกองค์กรอิสระ คิดว่าจะมีเทวดาเปาบุ้นจิ้นลอยจากฟากฟ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ที่ไหนได้ กลายเป็นข้าราชการแก่ๆ ผู้พิพากษาแก่ๆ มีอคติต่อประชาธิปไตย มีคอนเนคชั่นในแวดวงขุนนาง
พอเกลียดกลัวทักษิณเห็นว่าจะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ก็ไม่ให้ยึดโยงอำนาจเลือกตั้ง แล้วบ้าอิสระ รธน.50 ก็มาแยกอัยการเป็นอิสระ ซึ่งไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพตรงไหนเลย อัยการเอาแต่เรียกร้องให้ตัวเองได้ทุกอย่างใกล้เคียงผู้พิพากษา ได้เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งค่ารถประจำตำแหน่งและได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ก่อนรับตำแหน่งเหมือนผู้พิพากษา



Atukkit Sawangsuk

คดีบอสเป็นเรื่องของระบอบ ไม่ใช่แค่ตำรวจอัยการ 2-3 คนอุ้มคนรวยพ้นคดี
:
เงินทองใช้ภูตผีโม่แป้งได้ แต่ไม่เคยเย้ยสังคมได้ถึงขั้นนี้ อย่างเก่งก็เล่นกลชั้นตำรวจ ชั้นพนักงานสอบสวน แต่ครั้งนี้ เตะถ่วงทั้งตำรวจ ข้ามไปถึงอัยการ ใช้กรรมาธิการ สนช. ที่มาจากรัฐประหาร มีน้องชายพี่ใหญ่เป็นประธาน มีตำรวจคับคั่ง มี 3 ผบ.ตร. มีอดีตอัยการสูงสุดด้วย
:
มันแสดงว่าอำนาจที่เป็นปึกแผ่น สามารถใช้บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งใครจะด่าว่าอย่างไรก็ตาม ระบอบนักการเมืองไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้
:
กระทั่ง ปปช.ชี้มูลความผิดตำรวจ 7 นายที่ไม่สั่งฟ้องเมาขับ ไม่ตั้งข้อหาเสพยา ก็บอกว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนโดนกักยามแค่ 3 วัน
นี่ถ้ามีการร้อง 7 ตำรวจพร้อมกับเอาผิดยิ่งลักษณ์ฐาน "ปล่อยปละละเลย"
ไอ้ 7 คนนี่โดนไล่ออกแหง
:
กระบวนการยุติธรรมมันพังหมดแล้ว เพราะใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้เล่นงานคนเห็นต่างทางการเมือง ใช้ตำรวจยัดข้อหาเกินกว่าเหตุได้ หรือตั้งข้อหาอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นได้ อัยการบอกว่าเป็นอิสระ แต่ คสช.ย้ายอัยการสูงสุดได้ ม.44 เด้งอัยการได้
:
ภายใต้ระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จ กระบวนการยุติธรรมสั่งได้ อภิสิทธิ์ชนสวมรอยขอใช้บ้าง จะเป็นไรไป
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่คน ไม่ใช่เรื่องที่ประยุทธ์จะลอยตัว ตั้งวิชา มหาคุณ มาสอบเอาผิด เพื่อฟอกตัวเอง


ขอเขียนแชร์ความคิดเห็นส่วนตัว:

.

.

1. บุคคลที่กล่าวว่า นักเรียนนิสิตนักศึกษา ไม่ได้เสียภาษีให้กับรัฐ จะมาเรียกร้องอะไร เพราะตนเองมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว  

.

.

คนที่คิดแบบนี้คงจะไม่ทราบว่า บุคคลเหล่านี้แหละ (รวมทั้งลูกหลานของพวกเขา/พวกเธออีกหลายรุ่นที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการจ่ายดอกเบี้ย ภาษี เงินกู้ยืมของรัฐบาลในปัจจุบัน รวมทั้งส่งบำเหน็จบำนาญให้กับบุคคลที่รับราชการและเกษียณอายุไปในเวลานี้ ซึ่งอาจจะเป็นเวลาหลายสิบปีสำหรับชีวิตรุ่นของเขา/ของเธอ  

.

ภาษีอากรที่ใช้จ่ายไป มันคุ้มค่าสำหรับใครบ้าง และแทนที่จะจ่ายอย่างนั้น มาจ่ายเป็นแบบนี้แทนจะดีกว่าหรือไม่  คำถามแบบนี้ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป 

.

อย่างไรก็ตาม คนที่มีอำนาจกู้ยืม ก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญอย่างปกติตลอดจนชั่วชีวิตของตนเองู่

.

.

2. เมื่อระบบที่แฟร์ในการสร้างโอกาสการหางานจากฝีไม้ลายมือของพวกเขา/พวกเธอเองถูกลดลงจากการใช้เส้นสาย และการช่วยเหลือพวกพ้อง นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะเผชิญกับสถานการณ์การว่างงานนับแสนคน ซึ่งเปรียบเสมือนกับการปิดประตูสำหรับชีวิตการทำงานและสร้างชีวิตในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า  

.

เพราะฉะนั้น มันไม่มีอะไรสูญเสียอีกแล้วสำหรับการเรียกร้องโดยใช้เสียงและสิทธิ์ของตนเองเป็นเดิมพันในเวลานี้

.

.

-------------------------------------------------------

.

.

3. นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ เติบโตขึ้นมาจากโลกอินเตอร์เนท โลกออนไลน์ รวมไปถึงการค้นคว้าข้อมูลที่เข้ามานับร้อยชิ้นต่อวัน ทำให้นักศึกษาเหล่านี้ ได้รับฟังข้อมูลหลายด้าน บวกกับการเห็นการปฏิบัติตัวของ "ผู้มีอำนาจและการกระทำหลายมาตรฐานในเรื่องคล้ายคลึงกัน แต่ผลออกมาแตกต่างกันแทบทั้งสิ้น

.

เมื่อเห็นการกระทำแบบนี้กันอยู่ทุกๆ วัน ก็ทราบกันดีว่า ชีวิตในอนาคตจะต้องตัดสินใจอย่างไร เพื่อตนเองสามารถมีที่ยืนอยู่ในสังคมได้

.

เพราะฉะนั้น ระบบ “ท่องจำ” “ยัดเยียดความคิด” มันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เนื่องจากเด็กๆ รุ่นใหม่ ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไม” หรือ “เพราะอะไร” อยู่เสมอ เพื่อหาเหตุผลจากเรื่องนั้นๆ  ต้องลองถามตนเองว่า ความคิดความอ่านของกลุ่ม Baby Boomers ที่พยายามนำเข้ามาปฏิบัตินั้น มันประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

.

.

4. นักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นนี้ทราบดีว่า สิ่งที่ตนเองเรียกร้องจริงๆ คือ ความยุติธรรมในสังคม ข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้น มันมีเรื่องใหญ่อยู่เรื่องเดียวคือ ความยุติธรรมที่แสวงหากันอยู่ เพราะจากที่เห็นจากการปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆ แล้ว มันมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่ว่า บุคคลนั้นเป็นใคร  มันไม่ใช่แบบ Justice is blind อย่างที่สอนๆ กันมาในชั้นเรียนกันเลย

.

นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ทราบดีถึง "ความยุติธรรมว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่คิดแต่ว่า ฝ่ายผู้ใหญ่” เองอาบน้ำร้อนมาก่อน จะต้องรู้ดีกว่าทุกอย่าง  หากรู้ดีกว่าและเกิดมาก่อนเด็กๆ ทำไมถึงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่พัฒนาประเทศให้กลายเป็น "เสืออีกตัวหนึ่งของเอเชียกัน

.

ยิ่งไปกล่าวหาว่า เด็กๆ นักศึกษาเหล่านี้ "ถูกจ้างมาโดยใช้วาทะกรรมแบบเดิมๆ มันยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึง "การกล่าวร้ายป้ายสีอย่างที่พวกเขา/พวกเธอได้ยินกันมาให้ประสบโดยตาตนเองได้

.

สิ่่งที่เด็กๆ นักศึกษาเห็นกันตอนนี้ ตัวอย่างคือ การอนุญาตให้ใช้สถานที่ทำกิจกรรมซึ่งผู้มีอำนาจเอง เคยยินยอมมาก่อนกับพวกพ้อง แต่ไม่สามารถใช้ได้ในเวลานี้ หรือแม้แต่มีการใช้อำนาจของ "การเป็นครูเข้ามาข่มขู่ นักศึกษา ผู้ปกครอง รวมทั้ง "ตัดคะแนนความประพฤติอะไรแบบนั้น ก็เป็นเรื่องที่ "ขัดกับการใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้  จะอ้างว่า มี พรก ฉุกเฉิน แต่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็สามารถกระทำได้โดยสะดวก  เด็กๆ เหล่านี้ ถึงเห็นการปฏิบัติหลายมาตรฐานโดยตนเอง

.

สงสัยเหมือนกันว่า การที่ครูอาจารย์เอา "คะแนนมาใช้ข่มขู่กันแบบนี้ มันต่างกับ"โจรเรียกค่าไถ่หรือเปล่า รวมทั้งต้องมีการลงนามสัญญาเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน (Memorandum of Understanding หรือ MOU)  เพื่อที่จะ "กวาดซุกปัญหาให้ไปอยู่ใต้พรมต่อหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถ้าลงนามแล้ว ก็ถือว่า "ปล่อยตัวไปได้...

.

.

-------------------------------------------------------

.

.

ถ้ากล่าวจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องนี้ ก็คือ What is in it for me? อนาคตเขาจะเป็นอย่างไรจากการกระทำและการปฏิบัติของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เมื่อพวกเขาและพวกเธอเกิดความหวั่นใจ การเรียกร้องเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นอย่างที่เห็นๆ กัน 

.

และท่านก็คงทราบกันดีว่า วิธีการปลุกระดมอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั้น มันจะไม่เหมือนกับสมัยก่อนๆ แล้ว เพราะทุกๆ คน ต้องการมีโอกาสที่ดีสำหรับชีวิตเพื่ออนาคตของตนเอง

.

.

ขอตัวไปพักฟื้นต่อ Have a great and pleasant day. Stay safe ค่ะ

.

.

Doungchampa Spencer-Isenberg

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.