แปลไทยเป็นไทย (Translation from THAI to THAI) | แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน #1
Posted: 26 Feb 2017 10:54 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

คลิปวิดีโอจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ลำดับแรกที่จะนำเสนอคือเรื่อง "แปลไทยเป็นไทย" ผลงานโดย รัชพงศ์ โอชาพงศ์ ทั้งนี้ ในยุคที่ความหมายของคำดิ้นได้ อย่าง "น้ำรอระบายไม่ใช่น้ำท่วม" หรือ "ไม่ทุจริตแค่ส่วนต่างเยอะ" รายการแปลไทยเป็นไทยออกสำรวจนิยามของ "เสรีภาพในการพูด" และขอบเขตของมัน

สำหรับโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" สำนักข่าวประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายในสังคม โดยคัดเลือกเยาวชน 10 ทีมที่มีทักษะพื้นฐานด้านงานวิดีโอและสนใจประเด็นทางสังคม ผลิตรายการวิดีโอเพื่อสื่อสารและสร้างความรับรู้ต่อสาธารณะ โดยที่ผ่านมามีการฉายครั้งแรกในงานมอบรางวัลให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานวิดีโอจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา



ดิอิโคโนมิสต์ชี้ อนาคตพลังงานทางเลือกยังตะกุกตะกัก ต้องปรับระบบตลาดใหม่
Posted: 26 Feb 2017 11:14 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

บทความในนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ฉบับประจำวันที่ 25 ก.พ. 2560 ระบุถึงเรื่องพลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนจำพวกพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม โดยถึงแม้ว่าพลังงานเหล่านี้จะถูกมองเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องพูดถึงเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกเหล่านี้
ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเกือบ 150 ปี หลังจากที่มีการคิดค้นการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์และพลังงานลม พลังงานเหล่านี้ก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้แค่ร้อยละ 7 ของการผลิตกระแสไฟฟ้าโลก แต่ปัจจุบันการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและราคาก็ต่ำลงจนเริ่มแข่งขันในระดับเดียวกับพลังงานจากฟอสซิลหรือซากดึกดำบรรพ์ได้ ทำให้อนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดเดาได้ว่าอาจจะเป็นอนาคตของพลังงานหมุนเวียนที่ราคาถูกซึ่งสมควรจะเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตามดิอิโคโนมิสต์ก็ยังมองว่าพลังงานหมุนเวียนก็มีปัญหาของมันเองในทางเศรษฐกิจ เพราะยิ่งวางพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ราคาของพลังงานจากแหล่งอื่นๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย เรื่องนี้มีผลทำให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสมัยที่ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นไปได้ยากขึ้น ในยุคสมัยที่ทั้งเทคโนโลยีพลังงานสะอาดหรือพลังงานไม่สะอาดทั้งหลายควรจะทำกำไรได้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหากอยากให้การใช้ไฟฟ้าดำเนินต่อไปได้ รัฐมักจะจัดการแก้ไขจัดการตลาดด้วยวิธีให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีรัฐบาลของบางประเทศเริ่มเล็งเห็นความไม่สะดวกตรงนี้จนปรับลดงบประมาณในเรื่องนี้ลงก่อนเช่นบางประเทศในยุโรปและประเทศจีน
แต่ดิอิโคโนมิสต์ก็ระบุว่าวิธีการแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่าต้องถอยหลังเข้าคลองด้วยการลดพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ลง แต่ควรจะปรับเปลี่ยนวิธีการตั้งราคาพลังงานสะอาดเพื่อจะเอามาทำประโยชน์ได้ ดิอิโคโนมิสต์มองว่าปัญหาคือการที่พลังงานสะอาดจากการสนับสนุนของรัฐบาลเป็นการออกแบบตลาดคนละยุคสมัย โดยที่ในปัจจุบันธุรกิจด้านพลังงานจะเริ่มถูกแปรรูปเป็นเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่ออาศัยอำนาจตลาดในการตัดสินใจว่าจะลงทุนที่ไหน แต่พอมีพลังงานสะอาดกลายเป็นประเด็นทำให้รัฐคืบเข้ามาควบคุมตลาดพลังงานอีกครั้ง
ดิอิโนโนมิสต์มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าการที่รัฐเข้ามาควบคุมตลาดพลังงานจะทำให้เกิดปัญหา 3 ประการ ประการแรกคือตัวระบบการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลเอง ปัญหาประการต่อมาคือเรื่องธรรมชาติของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ และประการที่สามคือความไม่ต่อเนื่องกับการดำเนินการด้วยราคาที่ต่ำมาก ทั้งหมดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมราคาพลังงานเหล่านี้ถึงมีราคาต่ำและทำไมการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลจึงทำให้เกิดการเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ในประการแรกเรื่องเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลที่มีการช่วยเหลือในเรื่องนี้นับหลายแสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2551 ทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด ถึงแม้ว่าการให้เงินอุดหนุนเช่นนี้จะมีเจตนาในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนแต่การส่งเสริมเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในยุคเดียวกับที่ผู้คนในประเทศร่ำรวยเริ่มใช้ไฟฟ้าลดลงรวมถึงเกิดวิกฤตการเงิน จนทำให้เกิดการผลิตพลังงานเกินจะใช้งานส่งผลให้ตัวทำรายได้จากตลาดค้าพลังงานลดลงและทำให้เกิดการลงทุนน้อยลง
ปัญหาประการที่สองคือความไม่ต่อเนื่องของพลังงานสีเขียวอย่างลมและแสงอาทิตย์โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ได้มีสภาพอากาศที่เอื้อต่อพลังงานเหล่านี้ทำให้พวกเขาจะผลิตพลังงานได้เพียงแค่บางช่วง เพื่อที่จะทำให้เกิดการใช้พลังงานได้อย่างต่อเนื่องจึงยังต้องพึ่งพาระบบของโรงไฟฟ้าแบบเดิมอย่างถ่านหิน ก๊าซ หรือนิวเคลียร์ เอาไว้ เพื่อสำรองเวลาพลังงานสะอาดสะดุด แต่การสะดุดไปนานๆ ก็ทำให้ยากที่จะดึงดูดเอกชนมาลงทุน พวกเขาเลยต้องกันไปพึ่งพาเงินทุนจากงบประมาณรัฐแทน
การที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ฟรีทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายประจำหรือมีน้อยมากนำมาสู่ปัญหาประกาศที่สามคือ ในตลาดที่ต้องการพลังงานที่ใช้ค่าใช้จ่ายระยะสั้นต่ำสุด ทำให้พลังงานลมและแสงอาทิตย์แย่งตลาดจากธุรกิจพลังงานที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้เกิดการกดราคาพลังงานลงและทำให้รายได้ทั้งหมดลดลงไปด้วย
ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าในประเทศที่เน้นเรื่องพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะในที่ที่ตลาดอิ่มตัวปัญหานี้ยิ่งจะยิ่งแย่ลง ในยุโรปดูเหมือนจะเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบนี้แล้วจากการที่รายได้ตอบแทนลดลง เกิดทรัพย์สินที่กลายเป็นภาระผูกพันและความวุ่นวายของบรรษัท เมื่อปีที่ผ่านมาผู้ให้บริการไฟฟ้ารายใหญ่สุดของเยอรมนีสองรายมีการแยกบริษัทใหม่ออกไปทำกิจการพลังงานแบบดั้งเดิมทั้งคู่ เช่น E.on มีการแยกบริษัท Uniper ออกไปทำพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะ ส่วนอีกบริษัทหนึ่งในเยอรมนีคือ RWE ก็มีบริษัทแยกออกไปเป็น Innogy SE ในส่วนที่มีพลังงานหมุนเวียนอยู่มากในสหรัฐฯ ผู้ให้บริการไฟฟ้าก็ต้องดิ้นรนอย่างมากในการแสวงหานักลงทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ในจีนที่มีใช้ทรัพยากรจากลมได้มากก็ต้องจำกัดกังหันรับลมลงเพื่อให้โรงไฟฟ้าถ่านหินดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ในระบบที่การลงทุนมักจะมุ่งไปสู่ภาคส่วนที่คนสนับสนุนจนทำให้มีการกำกับดูแลในภาคส่วนของการไฟฟ้าอีกครั้งได้สร้างสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเองขึ้นมาคือยิ่งภาครัฐส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อกลบความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียนที่จะทำให้ไฟฟ้าดับ ดังนั้นแทนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับจะยิ่งสร้างก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้นถ้าไม่มีวิธีการทำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนแบบใหม่ก็จะทำให้พลังงานหมุนเวียนเองไปต่อไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่จะมาช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเอาไว้คือเทคโนโลยีใหม่ๆ ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าการทำให้เป็นดิจิทัลเช่นสมาร์ทมิเตอร์และแบตเตอร์รี่เก็บไฟทำให้แต่ละครัวเรือนสามารถควบคุมความต้องการใช้ไฟได้ ถือเป็นการจัดการปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียน การทำเครื่องผลิตไฟขนาดย่อมที่เคลื่อนย้ายได้ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น
ถึงกระนั้นดิอิโคโนมิสต์ก็แนะนำเพิ่มเติมว่าควรออกแบบตลาดพลังงานใหม่ที่จะสะท้อนอุปสงค์อุปทานของพลังงานในแบบที่มีความยืดหยุ่นด้วย พวกเขาควรปรับราคาอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อสะท้อนภาวะการมีอยู่และความต้องการใช้พลังงานนั้นๆ เช่นในช่วงที่พลังงานขาดแคลนก็ควรปรับราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการให้รางวัลการใช้ไฟที่น้อยลงแบบเดียวกับที่ให้รางวัลผู้ผลิตไฟได้มากขึ้น มีการออกแบบบิลค่าไฟฟ้าหลายแบบทั้งแบบราคาสูงและต่ำแล้วแต่ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการใช้พลังงานไฟตลอดเวลาหรือไม่ในลักษณะที่คล้ายๆ กับนโยบายประกันภัย พูดสั้นๆ คือปัญหาไม่ได้มาจากตัวพลังงานหมุนเวียนเองแต่มาจากระบบการตั้งราคาไฟฟ้าที่ล้าสมัยไปแล้วจนต้องมีการแก้ไข

เรียบเรียงจาก
Wind and solar power are disrupting electricity systems, The Economist, 25-02-2017
http://www.economist.com/news/leaders/21717371-thats-no-reason-governments-stop-supporting-them-wind-and-solar-power-are-disrupting
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/E.ON
https://en.wikipedia.org/wiki/RWE


สี่เสืออีสาน (Four Tigers of Isaan) | แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน #2
Posted: 26 Feb 2017 11:32 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วิดีโอจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ลำดับที่ 2 ที่จะนำเสนอคือเรื่อง "สี่เสืออีสาน" ผลงานโดย กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์

เรื่องเก่าถ้าไม่เล่าก็จะลืม ทบทวนประวัติศาสตร์ภาคพลเมืองที่ไม่เคยอยู่ในตำราวิชาสังคมกับคลิปนี้ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตสี่นักการเมืองอีสานแบบย่นย่อในเวลา 7 นาทีจบ ของ 4 นักการเมืองอีสานประกอบด้วยทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และเตียง ศิริขันธ์

สำหรับโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" สำนักข่าวประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายในสังคม โดยคัดเลือกเยาวชน 10 ทีมที่มีทักษะพื้นฐานด้านงานวิดีโอและสนใจประเด็นทางสังคม ผลิตรายการวิดีโอเพื่อสื่อสารและสร้างความรับรู้ต่อสาธารณะ โดยมีการฉายครั้งแรกในงานมอบรางวัลให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา


ปม 7 สนช. วีระชี้หากเป็นญี่ปุ่น-เกาหลี ลาออกไปแล้ว 'พิชัย' แนะ 'ประธาน สนช.' โชว์สปิริตลาออก
Posted: 26 Feb 2017 11:42 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วีระ ถาม 7 สนช.ละอายใจบ้างไหม? ปมโดดร่ม ไม่เข้าประชุมเพื่อลงมติ ชี้หากเป็นญี่ปุ่น-เกาหลี เขาลาออกไปแล้ว ขณะที่ ปู่ พิชัย อดีต หน.ประชาธิปัตย์ แนะ 'ประธาน สนช.' โชว์สปิริตลาออก ชี้อยู่ต่อไร้ศักดิ์ศรี เหตุปล่อยให้สมาชิกทำผิดรัฐธรรมนูญ


27 ก.พ. 2560 จากกรณีที่ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ได้เปิดเผยผลสำรวจ เกี่ยวกับการเข้าประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พบว่า ตามข้อบังคับกำหนดให้สมาชิกต้องมาลงมติอย่างน้อย 1 ใน 3 ของทุกรอบ 90 วัน แต่พบสมาชิกอย่างน้อย 7 คน ที่ขาดประชุมเป็นประจำ จนอาจจะเป็นเหตุให้สิ้นสภาพการเป็นสมาชิกสนช. (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) นั้น โดยต่อมา ประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว พร้อมระบุด้วยว่าจะทราบผลใน 30 วัน
ล่าสุดวันนี้(27 ก.พ.60) มติชนออนไลน์ รายงานว่า พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวถึงการลาประชุมของ 7 สมาชิก สนช.จนขาดการลงมติเกิน 1 ใน 3 ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 9(5) กำหนดไว้ว่า ที่ผ่านมาสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยกำหนดกฎเกณฑ์ในลักษณะนี้ไว้ แต่พอมาถึงการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็ต้องการแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาเป็นสมาชิก สนช.ที่ส่วนใหญ่เป็นทหาร จะทำงานได้อย่างดี มีระเบียบวินัย จึงวางกฎดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ จากประสบการณ์การเป็นนักการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีข้อครหาทางการเมืองเกิดขึ้น ก็จะมีการแสดงความรับผิดชอบ อย่างตนก็เคยลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพราะเป็นเรื่องสปิริตในทางการเมือง
“ถ้าผมเป็นประธาน สนช.ตอนนี้ ก็จะขอลาออก ในเมื่อมีการปล่อยให้สมาชิกทำผิดรัฐธรรมนูญ แม้จะมีข้อบังคับ สนช.กำหนดให้ขาดลงมติเท่าไรก็ได้หากยื่นใบลา แต่ผู้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายไปบังคับใช้ในสังคม ต้องมีความรับผิดชอบ ยึดหลักการทำหน้าที่ตามกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ดีกว่าอยู่ทำหน้าที่ต่อไปภายใต้อาณัติของผู้มีอำนาจ แต่ไร้ศักดิ์ศรี ประธาน สนช.ที่เป็นถึงอดีตผู้พิพากษาน่าจะทราบดี เหตุการณ์นี้จะช่วยทำให้คนเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนเลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในสภา แม้จะมีความขัดแย้ง แต่มันก็ยังตรวจสอบได้” อดีตประธานรัฐสภากล่าว

วันเดียวกัน วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก 'Veera Somkwamkid' กรณีนี้ด้วยว่า ตามที่เลขาธิการวุฒิสภา ซึ่ง ทำหน้าที่เลขาธิการ สนช. ได้นำสถิติการเข้าประชุมและการลาในรอบปี 2559 ของ 7 สนช.ออกมาแถลงยืนยันว่าเป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังกล้าพูดอย่างไม่อายปากว่า “ข้อมูลการลงมติไม่ใช่ความลับ เป็นข้อมูลเปิดเผยเข้าไปดูได้ ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องตัวเลข เพราะตัวเลขราชการน่าจะถูกต้องกว่า สิ่งที่เลขาธิการวุฒิสภาแถลงอาจเป็นภาพรวมทั้งปี” ข้อมูลของไอลอว์ได้นำสถิติ 2 ช่วงมาเปิดเผย คือ ช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. และ 1 เม.ย.-29 มิ.ย. อันเป็นช่วงเวลาครั้งละ 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2557 มาตรา 9 (5) ที่บัญญัติว่า “ถ้าสมาชิกไม่มาแสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม ให้สมาชิกภาพการเป็น สนช.สิ้นสุดลง” และตามข้อบังคับการประชุมสภา สนช. พ.ศ.2557 ข้อ 82 ที่กำหนดว่า “สมาชิกที่ไม่แสดงตน เพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการแสดงตน เพื่อลงมติทั้งหมด ในรอบระยะเวลา 90 วัน ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง
“ความจริง ทั้งประธาน สนช. เลขาธิการรัฐสภา และสมาชิก สนช.ทั้ง 7 คน ไม่ต้องออกมาอุ้ม ไม่ต้องออกมาเถียง ไม่ต้องออกมาแถว่า สนช.ทั้ง 7 ไม่ผิด เรื่องอื้อฉาวในทางไม่ดี ถ้าเป็นต่างชาติ เช่นญี่ปุ่น เกาหลี นักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเปิดโปงเขาจะไม่ดาหน้ากันออกมาช่วยคนทำผิดเหมือนของไทย คนที่ทำความผิดของเขาจะไม่รอให้มีผู้ใดมาตรวจสอบเพื่อลงโทษ ผู้ที่ทำความผิดจะรีบออกมาแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกเองทันที บางคนที่หน้าบาง รู้สึกละอายแก่ใจในความผิดที่ทำ ไม่อาจทนอยู่สู้หน้าผู้ใดได้ จะเลือกการฆ่าตัวตาย ก็ต้องรอดูว่า 7 สนช.ที่โดดร่ม ไม่เข้าประชุมเพื่อลงมติ จะมีผู้ใดลาออกเป็นคนแรก หรือจะมีผู้ใดไปผูกคอตายเป็นคนแรก หรือเลือกที่จะอยู่อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น ที่เรียกกันว่าไอ้พวกหน้าด้านหน้าทน ท่านผู้อ่านมาทายกันไหมครับว่า พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา และ สนช.ที่โดดร่มอีก 6 คนจะเลือกใช้วิธีใด?” วีระ โพสต์ 


ส.นักข่าว ชี้ควรเลี่ยงเสนอภาพยั่วยุให้เกิดความรุนแรง หลังเฟซบุ๊กไลฟ์ลุงฆ่าตัวตายประท้วง ม.44
Posted: 27 Feb 2017 12:29 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประธานกรรมการจริยธรรมวิชาชีพ สมาคมนักข่าวฯ ชี้ควรหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์อันเป็นการส่งเสริมหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เสนอภาพข่าวศพของผู้เสียชีวิตที่นำไปสู่ความหวาดเสียว หรือซ้ำเติมความทุกข์โศกต่อญาติของผู้เสียชีวิตอีก

ภาพจาก Bussarin Worasamith เผยแพร่ต่อใน เฟซบุ๊ก 'จริยธรรมวารสารศาสตร์'

27 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก 'จริยธรรมวารสารศาสตร์' เผยแพร่ความคิดเห็นของ บรรยงค์ สุวรรณผ่อง ในฐานะประธานกรรมการจริยธรรมวิชาชีพ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต่อกรณีการถ่ายทอดสด กรณีฆ่าตัวตายประท้วงการใช้ ม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย
 
โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
กรณีชายสูงวัย ประท้วงการใช้อำนาจาตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศควบคุมพื้นที่วัดธรรมกาย ด้วยการผูกคอตายบนเสารับ-ส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ใกล้ตลาดกลางคลองหลวง ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2560 การประท้วงดังกล่าว มีสื่อมวลชนถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live โดยมีผู้เข้ามาติดตามชมนับแสน การถ่ายทอดสดดังกล่าว มีเสียงตะโกนยุให้ผู้ประท้วงกระโดดลงมา ควบคู่กับเสียงห้ามปราม ในขณะที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์ก็นำเข้าข้อความทำนองเดียวกัน บางรายใช้ถ้อยคำหยาบคายยุส่ง
 
ภาพการผูกคอปลิดชีพตนเอง เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ยากที่จะตัดการออกอากาศได้ทัน จึงเผยแพร่ออกไปให้ผู้ติดตามได้เห็น ซึ่งสังคมย่อมมีวิจารณญาณต่อสื่อที่ถ่ายทอดสดว่า มีเจตนาแอบแฝง โดยคาดหวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ 
 
ในวิชาชีพสื่อ มีกรอบและแนวทางในการรายงานข่าวที่อ่อนไหวต่อจริยธรรมไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ หลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์หรือบุคคลในข่าวอันเป็นการส่งเสริมหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง และหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพข่าวศพของผู้เสียชีวิตที่นำไปสู่ความหวาดเสียว รวมทั้งหลีกเลี่ยงภาพในลักษณะอันเป็นการซ้ำเติมความทุกข์โศกต่อญาติของผู้เสียชีวิตอีกด้วย
 
เหตุการณ์ใกล้เคียงกันนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วจากกรณีการรายงานสดเหตุการณ์จับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่าอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ที่ไม่เหมาะสม เมื่อ 19 พฤษภาคม 2559 แต่ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำอีก อันเท่ากับเป็นการสะท้อนให้สังคมเห็นว่าการกำกับดูแลกันเองเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นในวิชาชีพสื่อมวลชนไทย 
 
อาชีพสื่อมวลชนส่งผลกระทบสูงต่อสังคมและความรู้สึกนึกคิดของประชาชน แม้ความอยู่รอดของธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ ‘ความรับผิดชอบ’ ที่จำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับ ‘หน้าที่’ 
 
สังคมกำลังจับตาการทำงานของสื่อมวลชน เห็นได้จากแรงตำหนิบนสื่อออนไลน์ ผู้ประกอบธุรกิจสื่อซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น ที่จะดูแลแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในสังกัดได้ - โปรดพิจารณา


ไผ่ ยูโนมีอะลิตเติ้ลโก (“Pai” You Know me a little go) | แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน #3
Posted: 27 Feb 2017 04:57 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วิดีโอจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ลำดับที่ 3 ขอนำเสนอเรื่อง “ไผ่ ยูโนมีอะลิตเติ้ลโก” ผลงานโดย จามร ศรเพชรนรินทร์ โดยเป็นผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลขวัญใจมหาชนในงานฉายวิดีโอของโครงการ

"ไผ่ ยูโนมีอะลิตเติ้ลโก" เป็นเรื่องราวทำความรู้จักจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ "ไผ่ ดาวดิน" เจ้าของคำพูดที่ว่า "เราปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในสังคมได้ สักวันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นกับคุณ" ทั้งนี้ไผ่ ผู้เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง ถูกจองจำมากว่า 60 วันแล้ว หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีฐานความผิดมาตรา 112 "ไผ่ ดาวดิน" เป็นใคร ทำอะไรมาก่อน ลองฟังเองจากเสียงของเขาและครอบครัวผ่านวิดีโอคลิปเรื่องนี้

สำหรับโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" สำนักข่าวประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายในสังคม โดยคัดเลือกเยาวชน 10 ทีมที่มีทักษะพื้นฐานด้านงานวิดีโอและสนใจประเด็นทางสังคม ผลิตรายการวิดีโอเพื่อสื่อสารและสร้างความรับรู้ต่อสาธารณะ โดยมีการฉายครั้งแรกในงานมอบรางวัลให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา



'ผสานวัฒนธรรม' ขอ ผู้บริหาร ม.มหิดล ยุติดำเนินการทางวินัย สถาบันสิทธิฯ ปมค้าน ม.44
Posted: 27 Feb 2017 05:12 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขอผู้บริหาร ม.มหิดลทบทวนการปิดกั้นเสรีภาพในทางวิชาการทุกกรณี  ขอให้ยุติการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลของ สถาบันสิทธิฯ หลังค้านการใช้ ม.44 ชี้เป็นการกระทำทางวิชาการตามภาระหน้าที่ของสถาบันฯ
27 ก.พ. 2560 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์เสรีภาพทางวิชาการของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง โดยระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560 โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพียงหนึ่งเดือน หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44  ออกประกาศหรือคำสั่งที่มีฐานะเหนือกว่า พ.ร.บ.ที่ออกโดยรัฐสภาถึง 10 ฉบับ อันเป็นการพร่ำเพรื่อ เป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ขัดต่อหลักนิติธรรม และได้เรียกร้องให้หัวหน้า คสช. ยุติการใช้อำนาจดังกล่าว
ต่อมาในวันที่ 26 ก.พ. 2560 ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลว่า แถลงการณ์ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ใช่เป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการ และจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและวินัยผู้ออกแถลงการณ์ต่อไปนั้
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีความเห็นว่า สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันทางวิชาการที่มีบทบาทหน้าที่ในการเสริมสร้าง พัฒนาความรู้เรื่องกับสิทธิมนุษยชนและสันติภาพในสังคมไทย โดยในการเสริมสร้างและพัฒนาองค์ความรู้สำหรับสังคมไทยดังกล่าว ไม่อาจดำเนินการได้โดยปราศจากการเชื่อมโยง หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปกครองด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช. และประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและนิติธรรมทั้งในระยะปัจจุบัน และระยะยาว
ดังนั้นการที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการกระทำในทางวิชาการตามภาระหน้าที่ของสถาบันฯ ที่มีเสรีภาพทางวิชาการที่พึงกระทำได้  และไม่จำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับความเชื่อและความคิดเห็นของผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีอำนาจ หรือนักวิชาการอื่นใด ขณะเดียวกันผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลก็สามารถแสดงความเห็นที่แตกต่างจากแถลงการณ์ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาได้เช่นกัน หรือแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ คสช.ได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบการกระทำทางวินัยของผู้ใดผู้หนึ่
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า ทุกฝ่ายควรยอมรับความเห็นต่างทางภูมิปัญญาและความคิด การที่บุคคลหรือสถาบันการศึกษามีข้อมูล องค์ความรู้ ในแง่มุมที่ต่างๆ ล้วนเป็นคุณูปการต่อสังคมไทย อันจะทำให้เกิดการขบคิดอย่างรอบด้าน โดยไม่มีคติ และมิควรกังวลว่าความคิดเห็นต่างๆ จะไปสนับสนุนให้ฝ่ายกระทำผิดนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เนื่องจากแถลงการณ์ดังกล่าวมิได้มีเจตนาสนับสนุนผู้ฝ่าฝืนกฎหมายในขณะนี้แต่อย่างใด
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลทบทวนการกระทำที่เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในทางวิชาการทุกกรณี และขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวด้วย

เข้า ใจ ผิด (Misunderstood) | แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน #4
Posted: 27 Feb 2017 06:02 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วิดีโอจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ลำดับที่ 4 “เข้า ใจ ผิด” ผลงานโดย ปิยมาส  วงศ์พลาดิสัย ชวนลบภาพจำของ "เด็กช่างกล" แล้วทำความรู้จักพวกเขาใหม่ผ่านงานชิ้นนี้ที่ผสมผสานการนำเสนอในรูปแบบ social experiment และเรื่องเล่าชีวิตของเด็กช่างสามคนอย่าง ทีน อาร์ต และเอฟ เข้าด้วยกัน

สำหรับโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" สำนักข่าวประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายในสังคม โดยคัดเลือกเยาวชน 10 ทีมที่มีทักษะพื้นฐานด้านงานวิดีโอและสนใจประเด็นทางสังคม ผลิตรายการวิดีโอเพื่อสื่อสารและสร้างความรับรู้ต่อสาธารณะ โดยมีการฉายครั้งแรกในงานมอบรางวัลให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจากโครงการ "แตกต่าง หลากหลาย เหมือนกัน" ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นักการเมืองหญิงในอินเดียผลักดันกฎหมายให้คนจัดงานแต่งอู้ฟู่ต้องจ่ายเข้ากองทุนให้คนจน
Posted: 27 Feb 2017 07:47 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ขณะที่มีข้อถกเถียงกันเรื่องเกี่ยวกับภาษีสินสอด ในวัฒนธรรมอินเดียถึงขั้นมีคนเป็นหนี้สินเพื่อพยายามจัดงานแต่งหรูแบบล้นเกิน ทำให้นักการเมืองหญิงคนหนึ่งในอินเดียที่เห็นว่างานแต่งงานควรเป็น "การเฉลิมฉลอง" ไม่ใช่ "การอวดรวย"  กำลังหาวิธีที่จะทำให้คนจัดงานแต่งอู้ฟู่ทั้งหลายต้องให้เงินส่วนหนึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลืองานแต่งของคนจนถ้าหากจัดงานแต่งในราคาเกินกว่ากำหนด
27 ก.พ. 2560 ในตอนที่ รันจิต รันจัน สมาชิกสภานิติบัญญัติของอินเดียเข้าร่วมพิธีแต่งงานญาติของเธอพร้อมกับลูกชายเมื่อ 3 ปีก่อน ทั้งเธอและลูกชายต่างก็รู้สึกตกตะลึงกับความหรูหราล้นเกินของงานแต่งงานพวกนี้ ลูกชายอายุ 17 ปี ของเธอถึงขั้นบอกกับเธอว่าถ้าเขาได้แต่งงานขออย่าให้แม่ใช้เงินทุ่มไปกับงานแต่งงานมากขนาดนี้
อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการจัดงานแต่งงานราคาแพง และมีประเพณีที่ครอบครัวฝ่ายหญิงต้องเป็นคนจ่าย เคยลูกจ้างของรันจันคนหนึ่งเล่าให้เธอฟังว่าเขาต้องใช้เงินไป 500,000 รูปี (ราว 260,000 บาท) ในการให้ลูกสาวของเขาได้แต่งงานในขณะที่เงินเดือนของเขาได้รับแค่ 10,000 รูปีต่อเดือนเท่านั้น (ราว 5,200 บาท) 
จากสองเหตุการณ์นี้เองทำให้รันจันนำมาคิดแล้วหาทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยมีแผนนำเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจำกัดวงเงินค่าจัดงานแต่งงานของชาวอินเดียทุกคนให้อยู่ไม่เกิน 500,000 รูปี และจำกัดจำนวนแขกผู้เข้าร่วมพิธี ถ้าหากมีครอบครัวใดที่ค่าใช้จ่ายเกินกว่านี้จะต้องบริจาคร้อยละ 10 ของรายจ่ายส่วนเกินเป็นกองทุนพิเศษเพื่อนำไปใช้กับการแต่งงานของผู้หญิงจากครอบครัวที่ยากจน
รันจันมองว่าการที่ครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในอินเดียที่มีอยู่ร้อยละ 90 ของกลุ่มประชากรทั้งหมดต้องจ่ายค่าสินสอดและค่าแต่งงานแพงๆ นั้น เป็น "ความเลวร้าย" ในสังคม เธอบอกอีกว่า งานแต่งงานควรจะเป็นการเฉลิมฉลอง ไม่ใช่การอวดโชว์อย่างไร้ยางอาย เช่นการทำอาหารมากเกินความต้องการเสียจนมีแต่ของเหลือทิ้ง
แน่นอนว่างานแต่งงานกลายเป็นการอวดฐานะความร่ำรวยอย่างสุดโต่งในอินเดีย ทำให้ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวต้องเป็นฝ่ายแสดงภาพลักษณ์ให้เห็นว่ามีสถานะและความร่ำรวย แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีหลังจากนั้นในการชดใช้หนี้จากการแต่งงาน แม้กระทั่งในเแถบชนบทก็มีครอบครัวยากจนถึงขั้นต้องขายที่ดินหรือเป็นหนี้ชั่วชีวิตเพื่องานแต่งลูกสาว
รันจนา คูมารี หัวหน้าศูนย์วิจัยสังคมในนิวเดลีกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ชนชั้นสูงร้อยละ 3 ในอินเดียจะต้องการผลาญเงินไปกับงานแต่งที่อู้ฟู่อย่างไร้ยางอาย แต่คนส่วนใหญ่ในอินเดียก็รู้สึกถูกกดขี่จากประเพณีการจัดงานแต่งงานเช่นนี้
นอกจากเรื่องชนชั้นแล้วเรื่องนี้ยังมีมิติด้านเพศสภาพจากการที่ครอบครัวฝ่ายหญิงกลัวว่าจะต้องใช้เงินในการแต่งงานของพวกเธอทำให้กลายคู่ไม่ยอมมีลูกผู้หญิง พวกเขาทำแท้งลูกผู้หญิงจนทำให้อินเดียในปัจจุบันมีผู้ชายในอัตราส่วนสูงกว่าผู้หญิงมาก จากสถิติของรัฐบาลอินเดียในปี 2554 ระบุว่า ในอัตราส่วนประชากรเด็กชายเกิด 1,000 คน จะมีประชากรเด็กหญืงเกิด 918 คน
แต่พวกชนชั้นสูงร่ำรวยของอินเดียดูเหมือนจะไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้พวกเขาจัดงานแต่งกันอู้ฟู่มีแขกเข้าร่วมเป็นหมื่นคน จ้างยามรักษาความปลอดภัยนับพัน และฉลองกัน 3 วัน หมดค่าประดับเพชรพลอยไปเกือบพันล้านรูปี จ้างดาราบอลลิวูดมาแสดง ครั้งหนึ่งในปี 2547 เคยมีการจัดเลี้ยงอาหารในงานแต่งงานเยอะมากถึงขนาดทำให้แคว้นนั้นเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร
กฎหมายที่รันจันต้องการผลักดันมีชื่อว่ากฎหมายบังคับลงทะเบียนการแต่งงานและการป้องกันไม่ให้มีการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง เธอบอกว่าคนหนุ่มสาวชาวอินเดียสนับสนุนเธอ พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องการแต่งงาน มีคนวิจารณ์ว่ากฎหมายนี้อาจจะเป็นการที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนบุคคลมากเกินไปและอาจจะเป็นการบังคับใช้ได้ยาก แต่รันจันก็ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้โดยยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนการแต่งงานกับเด็กก็เป็นสิ่งที่ฝังรากอยู่ในสังคมอินเดียมากแต่พอหลังจากถูกห้ามแล้วก็กลายเป็นเกิดขึ้นนานๆ ที

เรียบเรียงจาก
One woman’s quest to end India’s big fat weddings, The National, 24-02-2017

วัฒนา เมืองสุขเผย ถูกทหารเรียกคุย เพราะปฏิเสธเข้าพูดคุยปรองดอง
Posted: 27 Feb 2017 08:45 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วัฒนา เผยเหตุถูกทหารเชอญไปคุยเพราะ ปฎิเสธเข้าร่วมพูดคุยปรองดอง โดยเจ้าหน้าได้ถามสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง วัฒนาชี้ปัญหาอยู่ที่ การปฏิบัติสองมาตรฐานของหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม

แฟ้มภาพประชาไท

27 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานนี้ วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 21 เชิญไปพบเนื่องจากต้องการขอข้อมมูลบางประการ(อ่านข่าวที่นี่)
ล่าสุดวันนี้ วัฒนา ได้เดินทางมาที่กองทัพภาคที่ 1 ตามคำเชิญของพ.ท.ไชยปราการ  พิมพ์จินดา ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เพื่อให้ข้อมูลกับทางราชการ โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ทางการต้องการข้อมูลจากตนและขอเชิญไปพบที่กองทัพภาคที่ 1 ตามวันเวลาที่สะดวก และตนเห็นว่าเป็นการเชิญมาด้วยไมตรีจึงได้ตอบตกลง จึงนัดเป็นวันนี้เวลา 10.00 น. โดยผู้บังคับกองพันนายดังกล่าวแจ้งว่าตามขั้นตอนจะมีหนังสือเชิญให้ตน จึงได้นัดให้นำหนังสือมาให้บริเวณปั๊ม ปตท.ในสนามเสือป่า ส่วนในรายละเอียดการพูดคุยนั้นตนยังไม่ทราบ ทราบเเต่เพียงว่าผู้บังคับบัญชาต้องการพูดคุย ส่วนจะเกี่ยวกับการแสดงความเห็นหรือไม่ก็คงไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ เพราะตนทำอยู่เรื่องเดียว จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงความเกี่ยววัดพระธรรมกาย หรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะได้แสดงความเห็นไว้หลายเรื่อง หากให้ตนคาดเดาก็คงเป็นเรื่องที่แสดงความคิดเห็น เพราะกิจกรรมการเมืองด้านอื่นๆ ตนไม่ได้ทำ     
“ช่วงนี้เป็นบรรยากาศของความปรองดอง มีการเชิญมาอย่างสุภาพก็ต้องมา เพราะหากไม่มาก็หาว่าไม่ปรองดอง มาในครั้งนี้ผมไม่กังวลว่าจะมีการกักตัว เพราะท่านที่เชิญผมมาบอกว่าจะเชิญมาให้ข้อมูลเท่านั้น หากมีการกักตัว ผมขอพูดแบบตรงๆ ว่าเป็นการเจ้าเล่ห์เพทุบาย จะจับก็จับเลย ไม่ต้องใช้วิธีให้มาแล้วกักตัว หากเป็นแบบนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเชื่ออะไรกองทัพไทยอีกแล้ว มาอ้างบรรยากาศความปรองดอง แปลว่าโกหก หลอกต้ม ผมยังถูกต้ม คนไทยไม่ต้องห่วง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าในเรื่องวัดพระธรรมกายคนถึงไม่เชื่อ เชื่อว่าวันนี้การพูดคุยคงเป็นไปได้ด้วยดี และคงใช้เวลาไม่นาน คาดว่า 12.00-13.00 น. คงพูดคุยกันจบ หากเกินเลยไปกว่านี้ ผมก็คงไม่มีอะไรตอบ” วัฒนากล่าว
วัฒนายังกล่าวถึงกรณีที่ทางคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าให้ความคิดเห็นในวันที่ 8 มี.ค.ว่า ตนคงไม่ได้เข้าไปกับพรรค แต่ตนมองว่าจากการศึกษาในข้อเสนอเเนวทางในการสร้างความปรองดอง ควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพราะคำว่าปรองดองไม่ใช่เพียงแค่แยกนักเรียนช่างกลที่ตีกัน มาจับมือกันทำเอ็มโอยู แต่รายละเอียดเยอะกว่านั้น ทางพรรคเพื่อไทยคงมาด้วยข้อเสนอ ซึ่งทางคณะกรรมการของพรรคมาสรุปให้ฟัง ตนจึงไม่อยากมา เพราะไม่อยากให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความกระอักกระอ่วมใจ หากตนเข้าไปคงเป็นการทำลายบรรยากาศมากกว่า
วัฒนากล่าวต่อว่า ตนมีความเชื่อว่าทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่วิธีการที่ทำจะนำไปสู่ความสงบที่นั่งยืนหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะคำว่าปรองดองหมายถึงการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ให้คนคิดไม่เหมือนกัน อยู่ร่วมกันได้ในสังคมก็ต้องมีการกำหนดกติการอยู่ร่วมกันใหม่ ขณะนี้กติกาในการอยู่ร่วมกันคือรัฐธรรมนูญได้ถูกร่างขึ้นมาแล้ว และตนมองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะความขัดแย้งมาจากการเมือง จะเห็นได้ว่าในระหว่างการทำประชามติก็เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้คนเห็นต่างแสดงความเห็น ตนถูกขังเพราะเเสดงความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ตนขอพูดเลยว่าบั้นปลายของรัฐธรรมนูญ ไม่เกิดความปรองดองแน่นอน เว้นแต่คนที่มีอำนาจเข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง แต่เท่าที่คนฟังผู้ที่มีอำนาจพูดนั้น ไม่เข้าใจคำว่าปรองดอง คำพูดที่ทำให้ตนรู้ว่าผู้มีอำนาจไม่เข้าใจนั้น คือทหารไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ผู้ที่เป็นคู่กรณี ต้องได้รับการได้เกียรติ
      
“ใครก็แล้วแต่ที่เขามีความเชื่อด้านการเมือง ยอมเสียสละความเป็นส่วนตัว เข้ามาต่อสู้เพื่อความเชื่อของเขา คนคนนั้นก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์ เช่น ม็อบสีเสื้อต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแล้วเชื่อว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น หรือ ทหารที่เข้ามาปฏิวัติ เขาก็มีความเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีและสงบขึ้น ทุกคนเข้ามาด้วยเจตนาที่ดี แต่วิธีการจะถูกต้องหรือไม่ ต้องมาคุยกัน แล้วการที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แสดงว่ายังไม่เข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง” วัฒนากล่าว
      
วัฒนากล่าวอีกว่า ความปรองดองไม่ได้แปลว่าทำให้คนรักกัน ในโลกนี้ไม่มีเครื่องมือที่ทำให้คนรักกันแต่มีเครื่องมือที่ทำให้คนที่คิดไม่เหมือนกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นั่นคือประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรม เพราะเรื่องดังกล่าวมีเส้นของความถูกต้องขีดเอาไว้ คนเราหันหลังให้ความถูกต้อง ต่างคนต่างไม่กลัว ถ้าถามตนว่ากลัวทหารไหม ตนไม่กลัว และมาด้วยไมตรีจิตที่ดี เขายื่นมือมา ตนก็ต้องยื่นมือไปจับด้วยมารยาท ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาไม่ใช่ความถูกต้องเราก็ไม่ยอม ดังนั้นกติกาที่อยู่ร่วมกันเราต้องร่วมกันกำหนด ถ้าให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เขาจะยอมรับมากกว่านี้ นี่คือหัวใจของความปรองดอง แต่นี่กติกาถูกร่างขึ้นแล้วแต่ไม่รับฟังความเห็นต่างเลยจะมีประโยชน์อะไร
      
จากนั้นเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ได้เข้านำหนังสือเชิญมาให้วัฒนา โดยวัฒนาได้พิจารณาหนังสือประมาณ 5 นาที จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ขับรถนำเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1
ต่อมาเวลา 12.50 น. หลังจากนายทหารจากกองทัพภาคที่ 1 นำนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าไปในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเข้าหารือกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในห้องรับรองชั้น 3 เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
โดยได้มีประเด็นการพูดคุยกันถึงแนวทางการสร้างความปรองดองสามัคคีเป็นหลัก เนื่องจากวัฒนามักแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอ และปฏิเสธจะเข้าร่วมพูดคุยในกระบวนการปรองดองในส่วนของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ พล.ท.อภิรัชต์จึงสอบถามความคิดเห็นของนายวัฒนาเกี่ยวกับสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะ ประเด็นปัญหาการปฏิบัติสองมาตรฐานของหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งวัฒนาตอบว่า ทุกองค์กรของรัฐควรต้องถูกตรวจสอบได้ จะได้หมดปัญหาการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือการยอมให้องค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ทั้งนี้วัฒนา ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กด้วยว่า “ผมจะยังคงแสดงความเห็นทางการเมืองต่อไปเพราะไม่มีใครมาขอร้อง จึงขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจ ผมออกมาอย่างปลอดภัยและพร้อมจะสู้ต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรมครับ”
เรียบเรียงจาก : ผู้จัดการออนไลน์12


เพจ 'ต้าน Single Gateway' ชี้ประวิตรจับแพะ หลังระบุจับมือโพสต์เบอร์ลงเพจนี้ได้แล้ว
Posted: 27 Feb 2017 09:05 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พล.อ.ประวิตร ระบุจับมือโพสต์เบอร์มือถือส่วนตัวลงเพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gatewayฯ ได้แล้ว ปัดตอบกลุ่มใดทำ ด้าน เพจพลเมืองต่อต้าน Single Gatewayฯ โพสต์โชว์ ระบุยังอยู่ ชี้จับแพะแล้ว
27 ก.พ. 2560 รายงานข่าวระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมบุคคลที่นำหมายเลขโทรศัพท์บ้านและเบอร์ส่วนตัวของตนเองไปเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก  "พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม" ในโซเชียลมีเดียได้แล้ว แต่ปฏิเสธตอบว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด
ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกระแสข่าวที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัวมือโพสต์เบอร์โทรศัพท์บ้านและเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ของ พล.อ.ประวิตร ในเว็บเพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gatewayฯ ส่วนที่พล.อ.ประวิตรออกมาระบุว่า สามารถควบคุมตัวได้แล้วนั้นก็เป็นตามที่ระบุ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรมีข้อมูล ส่วนผู้ที่ถูกควบคุมได้ก็ดำเนินไปตามขั้นตอน ตำรวจพร้อมขยายผลดำเนินคดี แต่เชื่อว่ายังอยู่ในการควบคุมของทหารในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวนต่อไป
ขณะที่เพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gatewayฯ โพสต์ข้อความ ตัวแอดมิน หรือ 'กำแหง' ยังโพสต์อยู่ และมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการจับแพะ



คำสั่งสำนักพระราชวังที่ 183/2560 ลงโทษไล่ออก พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
Posted: 27 Feb 2017 11:47 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

คำสั่งสำนักพระราชวัง ลงโทษ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ไล่ออกจากราชการ เหตุกระทำผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ขณะเดียวกันมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ พล.ต.ต.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 ออกจากราชการไว้ก่อน ฐานผิดวินัยร้ายแรง กรณีสร้างบ้านในอุทยานแห่งชาติที่วังน้ำเขียว คดีเดียวกับ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
เว็บไซต์ ไทยรัฐออนไลน์ และมติชนออนไลน์ เผยแพร่คำสั่ง สำนักพระราชวังที่ 183/2560 เรื่อง เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ มีรายละเอียดดังนี้


คำสั่งสำนักพระราชวัง
ที่ 183/2560
เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ
ด้วย พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ฝ่ายความมั่นคงและกิจกรรมพิเศษ ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ได้กระทำผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดติดพระองค์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง ฝักใฝ่ในเรื่องการเมืองเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย พฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นความผิดวินัยร้ายแรง สมควรรับโทษไล่ออกจากราชการ
สำนักพระราชวังพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของ พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงเห็นควรลงโทษไล่ออกจากราชการ
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และ มาตรา 11 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในพระองค์ พ.ศ. 2552 ลงโทษไล่ พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย ออกจากราชการ
อนึ่งการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนี้ให้อุทธรณ์ต่อ อ.ก.พ.กระทรวงของสำนักพระราชวังใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง

 

ให้รอง ผบช.ภ.5 ออกจากราชการไว้ก่อน
หลังถูกกล่าวหารุกอุทยานแห่งชาติทับลาน วังน้ำเขียว

ขณะเดียวกัน มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ว่า พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา(สบ10) ลงนาม โดยปฏิบัติราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ที่ 87/2560 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน
โดยคำสั่งซึ่งลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ระบุว่า ด้วย พล.ต.ต.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5(อดีตผู้บังคับการจังหวัดนครราชสีมา) ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยร้ายแรง และต้องหาคดีอาญา ตามคดีที่ 43/60 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของสภ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กรณีบุกรุกสร้างบ้านในอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว คดีเดียวกับ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
โดยในคำสั่งระบุว่า พล.ต.ต.พงษ์เดช ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐาน
1. ก่อสร้างหรือทำด้วยประการใดอันเป็นการทำลายป่า หรือยึดครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตราก่อนให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นแผ้วถางป่านั้น ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2584
2. ยึดหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า, ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด หรือทราย ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ
3. กระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ ตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535
4. ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เหตุเกิดบริเวณป่าบ้านสุขสมบูรณ์ หมู่ที่ 2 ตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ระหว่าง วันที่ 17 ธันวาคม 2546 ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อเนื่องกัน
"ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และกฎก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 ประกอบคำสั่งตร.ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การมอบหมายหน้าที่งานบริหาร 2 จึงให้ พล.ต.ต.พงษ์เดช พรหมมิจิตร ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
ทั้งนี้ไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่า ที่บ้านพักของ พล.ต.ต.พงษ์เดช ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 มีการขนย้ายสิ่งของออกไปแล้ว และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาปลดป้ายชื่อออก โดย พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ รอง ผบช.ภ.5 รักษาการแทน ผบช.ภ.5 ไม่ยอมให้ข่าว ระบุเพียงว่าต้องให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ให้ข่าวคนเดียวเท่านั้น เพียงแต่เห็นหนังสือตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์
อนึ่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายเสกสรร เที่ยงพลับ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการหัวหน้าเขตการจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ 2 (สวนห้อม) ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ แผ้วถางบุกรุกทำลายป่า มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ถือครอบครองที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  2504 รวมถึงทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2537 และยึดถือครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินอันเป็นการเสื่อมสภาพแก่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507
โดยการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15.30 น. คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย หัวหน้าเขตการจักการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.วังน้ำเขียว เจ้าหน้าที่ทหารกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 21 ได้ร่วมกันตรวจสอบบ้านพักตากอากาศในเขต “อุทยานแห่งชาติทับลาน” ท้องที่บ้านสุขสมบูรณ์หมู่ 2 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
โดยหลังแจ้งความ พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม ผกก.สภ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้ทำหนังสือรายงานเหตุต่อ ผบ.ตร. ที่ 0018(นม.).32/320 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560

ลักษณะทางสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นในซีกโลกเหนือในช่วงสองปีที่ผ่านมา สร้างความสงสัยแก่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ ซึ่งสร้างความผกผันแก่สภาพภูมิอากาศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
Mark Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง National Snow and Ice Data Center (NSIDC) ในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ กล่าวว่าเขาไม่เคยพบเห็นลักษณะทางสภาพอากาศแบบนี้มาก่อน ศูนย์ NSIDC ทำงานหลายอย่างด้วยกัน ตั้งเเต่ช่วยกองทัพเรือสหรัฐฯ ตรวจหาภูเขาน้ำเเข็งใต้ทะเลเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางเรือ ตรวจวัดระดับอุณหภูมิสภาพภูมิอากาศและแผ่นน้ำเเข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ 

Mark Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง NSIDC กล่าวว่าปรากฏการณ์ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนดังกล่าวนี้ เป็นสภาวะอากาศที่อุ่นขึ้นอย่างมากเป็นระลอกๆ เหนือทะเลอาร์ติก ทำให้ระดับอุณหภูมิในขั้วโลกเหนือจะอยู่เเค่เกือบถึงจุดเยือกเเข็งเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันกล่าวว่า สาเหตุเกิดจากภาวะกระเเสลมกรดหรือ jet stream ที่นำเอาพายุที่มีความรุนแรงจากมหาสมุทรแอตเเลนติก เข้าไปเกิดในขั้วโลกเหนือ
กระเเสลมกรดเป็นแถบกระเเสลมเเรงที่เคลื่อนที่เร็วมากรอบโลก ลมกรดขั้วโลกเป็นลมกรดที่มีความเร็วสูงที่สุด โดยเคลื่อนที่วนไปรอบโลกในระยะ 9 – 12 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล และอาจเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในฤดูหนาวของปีนี้และของปีที่ผ่านมา กระเเสลมกรดขั้วโลกเกิดขึ้นตามปกติ โดยหอบเอาลมร้อนจากเขตร้อนเข้าไปยังขั้วโลกเหนือ ซึ่ง Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง NSIDC กล่าวว่าถือเป็นระบบสภาพอากาศปกติ
แต่ในปีนี้ เขากล่าวว่ากระเเสลมกรดขั้วโลกเเรงขึ้นกว่าเดิมและยังมีพายุรุนแรงผิดปกติหลายหนเกิดขึ้นร่วมด้วย ภาวะเช่นนี้ทำให้อากาศอุ่นขึ้นเป็นระลอก
Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง NSIDC สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าบรรดานักวิจัยกำลังพยายามศึกษาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และเกิดทฤษฎีที่แตกต่างกันเป็นสองค่าย
โดยบรรดานักวิจัยในค่ายแรกเป็นเจ้าของทฤษฎีที่ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการผันแปรทางธรรมชาติเหมือนกับการเกิดปรากฏการณ์เอลนีลโญ่ ที่อาจจะเกิดขึ้นพักหนึ่งเเล้วหายไป แล้วกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเป็นระยะๆ
ส่วนค่ายที่สองแย้งว่า ปรากฏการณ์กระเเสลมกรดขั้วโลกที่รุนแรงขึ้นเกิดจากการหายไปของน้ำเเข็งในทะเลในบริเวณขั้วโลกเหนือ
เเละถ้าหากทฤษฎีที่สองนี้ถูกต้อง คุณ Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง NSIDC สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าน่าเป็นห่วง เพราะหากการหายไปของน้ำเเข็งในทะเลขั้วโลกเป็นสาเหตุของลมกรดขั้วโลกที่รุนเเรงขึ้น และลมกรดขั้วโลกที่รุนแรงขึ้นนี้ทำให้เกิดสภาพอากาศที่อุ่นมากขึ้นในบริเวณขั้วโลก ซึ่งจะกลายเป็นผลกระทบในทางลบต่อกันละกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Serreze ผู้อำนวยการเเห่ง NSIDC ชี้ว่าการถกเถียงนี้ยังไม่มีข้อสรุปร่วมกัน เพราะปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ที่จะเข้าใจได้ทันที
เขากล่าวว่า เเม้ว่าจะเกิดสภาพอากาศอุ่นขึ้นเป็นระลอก สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นมากในขั้วโลกเหนือ และยังมีการก่อตัวของน้ำเเข็งอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าอาจจะมีน้ำเเข็งไม่มากและไม่หนาเท่าเดิม ซึ่งหมายความว่าขั่วโลกเหนือจะมีแผ่นน้ำเเข็งที่บางกว่าเดิม ทำให้ละลายง่ายขึ้น
ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ทะเลขั้วโลกเหนือปลอดน้ำเเข็งในช่วงฤดูร้อนเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเมื่อใด อาจจะเกิดขึ้นภายใน 20-30 ปีข้างหน้าก็ได้ 
source ;- https://goo.gl/79e4li


ทำเนียบขาวพยายามบอกปัดข้อเรียกร้องครั้งล่าสุดให้มีการตรวจสอบอย่างอิสระ ต่อข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมตัวกล่าวปราศรัยครั้งแรกต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันอังคารนี้

โฆษกทำเนียบขาว Sarah Sanders กล่าวกับรายการ This Week ของเครือข่ายโทรทัศน์ ABC ในวันอาทิตย์ว่า “ตนมีความมั่นใจอย่างที่สุดว่า ไม่ว่าจะตรวจสอบอีกกี่ครั้ง คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือรัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในสหรัฐฯ”

ก่อนหน้านี้ สส.พรรครีพับลิกันจากรัฐแคลิฟอร์เนีย Darrell Issa ได้ขอให้มีการจัดตั้งอัยการพิเศษขึ้นมาสืบสวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ Jeff Sessions ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของโดนัลด์ ทรัมป์

สส. Issa กล่าวว่า “จำเป็นต้องมีการตรวจสอบการกระทำของรัสเซีย เพราะตนเชื่อว่ารัสเซียมีส่วนทำผิดในกรณีนี้”

แต่โฆษกหญิงของทำเนียบขาว Sarah Sanders ระบุว่าคนอเมริกันมีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่าเรื่องของรัสเซีย โดยกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่อเมริกาต้องเดินหน้า และหันไปสนใจกับสิ่งที่ประชาชนอเมริกันให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งตนเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องของการแทรกแซงโดยรัสเซียที่มีการพูดกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว”

ถึงกระนั้น ดูเหมือนพรรคเดโมแครตยังไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ สส. Nancy Pelosi ผู้นำเสียงส่วนน้อยในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต ชี้ว่า “รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ จำเป็นต้องอนุญาตให้มีการสืบสวนหาความจริงในเรื่องนี้ เพื่อความถูกต้อง”

ในขณะที่กำลังมีการตรวจสอบจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับกรณีการแทรกแซงของรัสเซีย ทั้งในส่วนของคณะกรรมาธิการรัฐสภาสหรัฐฯ ที่มีพรรครีพับลิกันเป็นผู้นำ จากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และจากหน่วยงานด้านข่าวกรองของรัฐบาล

แต่ดูเหมือนประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความขุ่นเคืองอย่างชัดเจนต่อข้อกล่าวหานี้ รวมทั้งต่อสื่อกระแสหลักต่างๆ ที่รายงานข่าวเรื่องนี้อย่างคึกคัก

โดย ปธน.ทรัมป์ ทวีตข้อความในวันอาทิตย์ว่า “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับรัสเซียนั้นเป็นข่าวหลอกที่ถูกปล่อยจากพรรคเดโมแครต และโหมกระพือโดยสื่อต่างๆ เพื่อที่จะกลบเกลื่อนความเสียหน้าจากการพ่ายแพ้เลือกตั้งครั้งใหญ่ และการรั่วไหลของข้อมูลผิดกฎหมาย”

ก่อนหน้านี้ รายงานการสืบสวนของหน่วยงานด้านข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียได้แทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จริง ด้วยการลอบแฮ็กข้อมูลของพรรคเดโมแครต และเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นทางเว็บไซต์ WikiLeaks รวมทั้งการนำเสนอข่าวปลอมที่มีเป้าหมายโจมตีความน่าเชื่อถือของนางฮิลลารี่ คลินตั้น คู่แข่งของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

source ;- https://goo.gl/CLOI8B


กรีซยืนยันยุคสมัยของการใช้นโยบายรัดเข็มขัด "จบลงแล้ว" / วอเรน บัฟเฟ็ตต์ ย้ำความสำคัญของกองทุนต้นทุนต่ำ

กรีซยืนยันยุคสมัยของนโยบายรัดเข็มขัด "จบลงแล้ว"

นายกฯ กรีซ Alexis Tsipras กล่าวว่ายุคสมัยของการใช้นโยบายรัดเข็มขัดของกรีซจบลงแล้ว และรัฐบาลกรีซกำลังจะเดินสู่กระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจหลังจากรับเงินช่วยเหลืองวดสุดท้ายปลายปีหน้า

นายกฯ Tsipras กล่าวต่อรัฐสภาในวันศุกร์ว่า การเจรจาข้อตกลงรอบสุดท้ายระหว่างกรีซกับผู้ให้กู้ ลุล่วงด้วยดี และแสดงให้เห็นว่าบรรดาเจ้าหนี้ของกรีซได้ยอมรับสถานะทางการเงินของกรีซในปัจจุบันแล้ว

ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา กรีซได้รับเงินช่วยเหลือจากผู้ให้กู้ต่างชาติทั้งหมด 3 ครั้ง แลกกับการใช้มาตรการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มภาษี จนก่อให้เกิดการประท้วงโดยประชาชนกรีซหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

วอเรน บัฟเฟ็ตต์ ย้ำความสำคัญของกองทุนต้นทุนต่ำ

มหาเศรษฐีอเมริกัน Warren Buffett ระบุในจดหมายประจำปีที่ส่งถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อการลงทุน Berkshire Hathaway ที่ตนเป็นเจ้าของ เน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในกองทุนต้นทุนต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บค่าธรรมเนียมระดับสูง จากสถาบันการเงินใน Wall St.

Buffett ระบุว่า บรรดานักลงทุนต้องเสียค่าที่ปรึกษาราคาแพงเป็นมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีผ่านมา ซึ่งถือเป็นความสูญเสียมหาศาลในตลาดการเงินโลก

นักศึกษา 'ม.เยล' ลงมติจัดตั้งสหภาพแรงงาน

บรรดานักศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐฯ ลงมติให้จัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อทำหน้าที่เจรจาสัญญาต่างๆ ระหว่างนักศึกษากับมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งนี้

โดยคณะกรรมการด้านความสัมพันธ์แรงงานแห่งชาติ ระบุว่านักศึกษาปริญญาโทผู้ทำหน้าที่ช่วยสอนและช่วยทำวิจัย สมควรได้รับสิทธิต่างๆ เหมือนกับลูกจ้าง รวมทั้งสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

โคคา - โคล่า สนับสนุนนโยบายจำกัดน้ำตาลในน้ำอัดลม

บริษัท Coca – Cola ประกาศสนับสนุนแนวทางขององค์การอนามัยโลก ในการจำกัดน้ำตาลในเครื่องดื่มน้ำอัดลม

ซีอีโอคนใหม่ของ Coca – Cola กล่าวว่าทางบริษัทกำลังมุ่งเน้นพัฒนาแบรนด์ให้เป็นบริษัทเครื่องดื่มครบวงจร ซึ่งรวมถึง น้ำดื่ม ชา และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ล้วนมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ปัจจุบัน Coca – Cola เจ้าของเครื่องดื่ม Coke Fanta Powerade และ SmartWater กำลังถูกกดดันจากข้อเสนอให้เก็บภาษีเพิ่มสำหรับเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในสหรัฐฯ และกำลังพยายามปรับภาพลักษณ์ใหม่ของ Coca – Cola ให้ดูเป็นบริษัทเพื่อสุขภาพมากขึ้น

source ;- https://goo.gl/k7VEsH


การศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและเส้นเลือดชิ้นนี้ จัดทำในศูนย์การเเพทย์ 5 เเห่งในสหรัฐฯ โดยมีคนเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดห้าพันคนอายุตั้งเเต่ 18 ปีถึง 30 ปี

ผลการศึกษานี้ระบุว่า คนในวัยหนุ่มสาวที่มีคราบเเคลเซี่ยมหรือหินปูนเกาะในผนังเส้นเลือดหัวใจ เเม้จะพบเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงสูงให้สูงขึ้นต่ออาการหัวใจวายภายใน 12 ปี

แต่ผลการศึกษานี้ชี้ว่า ปัญหาการเกาะติดของคราบเเคลเซี่ยมในผนังเส้นเลือดหัวใจนี้ตรวจพบได้ง่าย และทั้งเเพทย์และคนไข้ควรใส่ใจกับการตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อเป็นป้องกันปัญหาสุขภาพนี้

Jeff Carr นักรังสีวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจแห่ง Vanderbilt University Medical Center เป็นหัวหน้าของวิจัยครั้งนี้ เขากล่าวว่าคราบหินปูนที่เกาะติดในผนังเส้นเลือดหัวใจของคนที่ยังอายุน้อย เป็นปัจจัยที่จะทำให้อายุสั้นลงอย่างมาก

เขากล่าวว่าหากมีคราบหินปูนเพียงเล็กน้อย ความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหัวใจวายจะเพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า และหากพบคราบหินปูนในปริมาณมาก โอกาสเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายก็จะสูงขึ้นอย่างมากหรือราว 20 เปอร์เซ็นต์

ในการศึกษานี้ ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1985 คนวัยหนุ่มสาว 3,300 คนทั้งที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและชาวอเมริกันผิวขาว ได้รับการตรวจร่างกายด้วย CT สแกนเพื่อตรวจหาคราบหินปูนในเส้นเลือดหัวใจ ส่วนผู้เข้าร่วมการศึกษาที่เหลืออีก 1,800 คน ได้รับการติดตามดูสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเป็นฐาน

ผลการตรวจด้วย CT สแกน เผยให้เห็นคราบหินปูนในผู้ป่วย 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดที่เข้ารับการสแกนนี้ หลังจากนั้นอีก 12 ปี ทีมนักวิจัยติดตามดูสุขภาพของคนกลุ่มที่มีคราบหินปูนในเส้นเลือดนี้ หลังจากเเพทย์ได้ระบุว่าพวกเขามีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตก่อนวัย

Jeff Carr ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเข้ารับการสแกนหัวใจเพื่อวัดดูความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหัวใจวายในอนาคต เขากล่าวว่าแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงของคนเเต่ละคนได้ ด้วยการเก็บข้อมูลทางสุขภาพเพื่อระบุปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหลายปัจจัยด้วยกัน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่ ความดันโลหิตและระดับไขมันในเส้นเลือด ซึ่งการบำบัดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจังจะมีผลช่วยลดโอกาสเกิดอาการหัวใจวายหรือเสียชีวิตก่อนวัย

Carr หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า การบำบัดด้วยยาลดความดันโลหิตและลดไขมันในเส้นเลือด การลดน้ำหนักตัว และการเลิกสูบบุหรี่ เป็นวิธีที่พิสูจน์เเล้วว่าได้ผลดีในการต่อต้านโรคหัวใจ

และเเน่นอนว่าการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อุดมด้วยผักและผลไม้ ตลอดจนการลดการบริโภคเนื้อเเดงลง ล้วนเเต่จะเป็นผลดีต่อการป้องกันโรคหัวใจเช่นกัน

ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Cardiology

source :- https://goo.gl/r2aKsY


ในงานเทคโนโลยี Mobile World Congress ที่นครบาร์เซโลน่าของสเปนในวันอาทิตย์ บริษัท HMD Global ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แบรนด์ Nokia ได้เปิดตัวโทรศัพท์ Nokia 3310 ฉบับปัดฝุ่นใหม่

Nokia 3310 แบบปรับปรุงใหม่ เน้นจุดขายเดิมของ Nokia 3310 ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงเมื่อกว่าสิบปีก่อน คือความเรียบง่าย แข็งแรง และแบตเตอรี่ที่ทนทาน

Nokia 3310 รุ่นใหม่มาพร้อมหน้าจอสี กล้องถ่ายรูป และแบตเตอรี่ที่สแตนด์บายได้นานถึง 1 เดือน ด้วยราคาวางขายเพียง 52 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,800 บาท

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเกมยอดฮิตในสมัยนั้นคือ Snake เวอร์ชั่นใหม่ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าด้วยราคาที่ต่ำขนาดนี้ Nokia 3310 รุ่นใหม่ อาจจะกลายเป็นคู่แข่งของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์แบบราคาถูกได้เช่นกัน แม้หลายคนจะเรียกว่าเป็น Dump Phone ก็ตาม

HMD Global President Florian Seiche poses for a photograph with the Nokia 3310 in London, Britain February 24, 2017.

และในงานเดียวกันนี้ บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจากจีน Huawei เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ P10 และ P10 Plus ซึ่งทางบริษัทระบุว่าเป็น Premium Phone ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในหลายประเทศในเอเชียและยุโรป

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า Huawei กำลังใช้การตลาดเชิงรุกเพื่ออุดช่องว่างที่เกิดจากความนิยมที่ลดลงในโทรศัพท์มือถือของ Samsung หลังจากเกิดปัญหาที่แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy Note 7 จนทำให้ Samsung ต้องตัดสินใจระงับการวางขาย Note 7 ไปแล้ว

ปัจจุบัน Huawei คือบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสามของโลกรองจาก Apple และ Samsung ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 10.2%

ก่อนหน้านี้ Richard Yu ซีอีโอของ Huawei บอกว่าจะทำให้บริษัทขยับขึ้นมาเป็นเบอร์สองของโลกภายในสองปี

สำหรับราคาขายของ Huawei P10 นั้นยังไม่มีการระบุแต่อย่างใด


Huawei P10

source :- https://goo.gl/hxc4Q8

หมวกนิรภัยไฮเทคแบบใหม่ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา มีระบบคอมพิวเตอร์ในตัวช่วยในการจดจำและตีความสภาพเเวดล้อมรอบตัวของผู้สวมได้ หมวกนิรภัยไฮเทคนี้ทำงานได้ด้วยการซ้อนภาพข้อมูลเเละคำสั่งในการทำงาน ซึ่งจะปรากฏขึ้นด้านหน้าดวงตาของผู้สวมในรูปของโฮโลเเกรมสามมิติ
บริษัทอเมริกันที่คิดค้นหมวกนิรภัยไฮเทคนี้ เปิดเผยว่าได้ใช้เทคโนโลยีที่่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในการซ้อนภาพโฮโลแกรมสามมิติที่ผู้สวมหมวกมองเห็นได้ผ่านหน้ากากหมวกเเบบใส
Paul Sweeney ผู้จัดการทั่วไปของ Daqri International บริษัทผู้ผลิตหมวกนิรภัยไฮเทคที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง กล่าวว่าหากผู้สวมหมวกกำลังจ้องมองไปที่งานที่กำลังทำอยู่ ระบบจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ให้ปรากฏขึ้นด้านหน้าของดวงตาของผู้สวม ทั้งที่เป็นคำสั่งและข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือเกี่ยวกับงานที่กำลังทำอยู่
นอกจากใช้ในเกมส์ Pokemon GO แล้ว เทคโนโลยีภาพเสมือนจริง หรือ AR ไม่ค่อยถูกนำไปใช้งานมากนัก แต่บริษัท Daqri International มองว่าหมวกนิรภัย AR ที่ใช้เทคโนโลยีภาพเสมือนจริงนี้ จะได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมทำเหมืองและการก่อสร้าง
Paul Sweeney ผู้จัดการทั่วไปของ Daqri International บอกว่า ผู้สวมหมวกจะมองเห็นภาพเสมือนจริงบนหน้ากากของหมวกที่เเสดงให้เห็นว่าจุดใดจะเป็นผนัง จุดใดในตัวอาคารที่จะมีการเดินสายไฟและท่อน้ำ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่างานก่อสร้างกำลังดำเนินอยู่ในจุดใดบ้าง
หมวกนิรภัยไฮเทค AR นี้มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งกิโลกรัมเพียงเล็กน้อย และเเบตเตอรี่ของหมวกซึ่งใช้งานได้นาน 4 ชั่วโมง สามารถเปลี่ยนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
Rob Quigley เจ้าหน้าที่ solutions development เเห่งบริษัท Daqri International กล่าวว่า ด้านข้างของหมวกนิรภัยไฮเทค มีเลนส์ติดอยู่ข้างละตัว ซึ่งช่วยให้เกิดภาพเเบบมีมิติ ทำให้ผู้สวมหมวกมองเห็นข้อมูลดิจิตอลเเบบสามมิติในขณะที่เดินสำรวจพื้นที่ีทำงาน
เขากล่าวว่าหมวกมีกล้องถ่ายภาพหลายชนิดติดตั้งในตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพเพื่อวัดระดับอุณหภูมิ กล้องสามมิติ กล้องถ่ายภาพที่มีเลนส์ fish eye และยังมีกล้องถ่ายวิดีโอและภาพนิ่ง Intel LR200 ซึ่งยังแสดงมิติของภาพได้ด้วย
ในการเลือกโปรแกรมการใช้งานหรือออกคำสั่งเเบบต่างๆ ผู้สวมหมวกนิรภัยไฮเทคขยับศีรษะจนกระทั่งตัวลูกศรเคลื่อนไปอยู่บนปุ่มเลือก ซึ่งเป็นภาพซ้อนแบบเสมือนที่ผู้สวมมองเห็น แล้วให้หยุดขยับศีรษะเพียงชั่วครู่ เพื่อให้ปุ่มที่เลือกออกคำสั่งการทำงานโดยอัตโนมัติ
Rob Quigley เจ้าหน้าที่ solutions development เเห่งบริษัท Daqri International กล่าวว่าการออกคำสั่งแบบนี้ในเทคโนโลยีภาพเสมือน ก็เหมือนกับการกดที่ตัวเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เเละผู้สวมตอบสนองกับระบบด้วยการมองไปที่ข้อมูลดิจิตัลที่ปรากฏให้เห็น
เพียงเท่านั้นก็จะเป็นการออกคำสั่งให้เปิดหรือปิดโปรเเกรมการใช้งานนั้นๆ หรือเป็นการตอบรับคำสั่งที่ได้รับและให้เปิดคำสั่งต่อไปตามลำดับ
เมื่อปีที่แล้ว บริษัท Daqri ได้ขายหมวกนิรภัยรุ่น developer vision ไปในราคาใบละ 15,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และกำลังเตรียมที่จะนำหมวกรุ่น full production version ออกมาวางตลาดในปีนี้

source - https://goo.gl/dyUYKK


Presenter Warren Beatty shows the envelope with the actual winner for best picture as host Jimmy Kimmel, left, looks on at the Oscars on Sunday, Feb. 26, 2017, at the Dolby Theatre in Los Angeles. The winner was originally announced as "La La Land," but w

วันนี้มีงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทอง หรือออสการ์ ครั้งที่ 89 ที่โรงภาพยนตร์ Dolby Theatre ในนครลอสแองเจิลลีส

ภาพยนตร์แนวเพลง "La La Land" เข้าชิงมากที่สุดที่ 14 รางวัล เท่ากับสถิติสูงสุดที่ "All About Eve” และ “Titanic" ทำไว้ และคว้าไปได้ถึง 6 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม เพลงประกอบยอดเยี่ยม “City of Stars” ออกแบบการสร้างยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม

แต่ที่สร้างความตกตะลึงที่สุดในค่ำคืนนี้ คือการประกาศรางวัลใหญ่ที่สุดผิดพลาด! เมื่อผู้ประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลสุดท้ายของงาน คือ วอเรน เบ็ตตี้ และ เฟย์ ดันนาเวย์ ได้ขานชื่อ "La La Land" ให้เป็นผู้ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่เมื่อทีมงานของ La La Land ขึ้นรับรางวัลบนเวที ปรากฎว่าได้มีการเปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว ผู้ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมคือ "Moonlight" !!

ต่อมาทาง วอเรน เบ็ตตี้ ได้กล่าวขอโทษถึงความผิดพลาดครั้งนี้แล้ว โดยบอกว่าตนอ่านชื่อผิดซอง คือไปอ่านของซองก่อนหน้านี้ที่ Emma Stome จาก La La Land ได้รางวัลไป


Jordan Horowitz, left, of "La La Land," mistakenly accepts the award for best picture at the Oscars on Sunday, Feb. 26, 2017, at the Dolby Theatre in Los Angeles. It was later determined that "Moonlight," won best picture.


ส่วนผู้ชนะในสาขาสำคัญอื่นๆ มีดังนี้

สาขาดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยม

Casey Affleck จากเรื่อง “Manchester by The Sea” ซึ่งเป็นชื่อเมืองไม่ไกลจากคนครบอสตั้น และเป็นสถานที่หลักของท้องเรื่อง ที่เล่าความสัมพันธ์ระหว่างอาและหลานที่ต้องมาอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย หลังสมาชิกในครอบครัวจากไปอย่างกะทันหัน


Casey Affleck arrives at the Oscars on Sunday, Feb. 26, 2017, at the Dolby Theatre in Los Angeles.

สาขาดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

Emma Stone จากเรื่อง "La La Land" ถ่ายทอดเรื่องราวคนรุ่นใหม่ที่พยายามแจ้งเกิดในวงการบันเทิงของฮอลลีวู้ด


Best Actress winner Emma Stone accepts her award for La La Land.

สาขาดาราประกอบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

Viola Davis จากภาพยนตร์เรื่อง “Fences” เล่าชีวิตชายผิวดำผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวในยุคทศวรรษ 1950-1960 ที่เผชิญกับอุปสรรคในการเป็นนักเบสบอล และผันตนเองมายึดอาชีพเก็บขยะ เพราะพรสวรรค์ที่มีไม่สามารถเอาชนะกำแพงด้านสีผิว

Viola Davis accepts the award for Best Supporting Actress for her role in "Fences."


สาขาดาราประกอบฝ่ายชายยอดเยี่ยม

Mahershala Ali จากภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง “Moonlight” ซึ่งสะท้อนเรื่องราวชีวิตของเด็กชายผู้หนึ่งที่เริ่มต้นในชุมชนผิวดำในเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริด้า

.
Best Supporting Actor winner Mahershala Ali at the 89th Academy Awards ceremony in Los Angeles, Feb. 26, 2017.


สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

"The Saleman" ผลงานของ Asgher Farhadi ชนะในสาขานี้ โดยหนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจาก ปธน. ทรัมป์ ออกคำสั่งห้ามคนจาก 7 ชาติมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ แต่ Asgher Farhadi ผู้สร้างหนังชาวอิหร่าน ประท้วงนโยบายดังกล่าวด้วยการไม่เข้าร่วมงานมอบรางวัลออสการ์ปีนี้ ถึงเเม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ก็ตาม

งานประกาศผลออสการ์ปีนี้ได้ชื่อว่าเป็น #BlackOscars เนื่องจากมีดาราผิวสีได้เข้าชิงในสาขาต่างๆ มากมาย รวมทั้งภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนอเมริกันเชื้อสานอเมริกัน ก็ได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถึง 3 เรื่องด้วยกัน คือ "Moonlight", "Fences" และ "Hidden Figures”


หลังจากเคยเกิดกระแสวิจารณ์ #OscarsSoWhite ในงานประกาศผลออสการ์ในช่วงสองปีที่ผ่ามา ที่ไม่มีคนผิวสีได้เข้าชิงในสาขาสำคัญๆ เลย

ขับเคลื่อนโดย Blogger.