Posted: 29 Sep 2017 12:27 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ คุย 'เดินมาด้วยความมั่นใจ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด' วีระ สมความคิด สวน กล้าพูดได้อย่างไร แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง ทำไม


29 ก.ย. 2560 จากกรณีเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวสุนทรพจน์และเป็นประธานในงานประกาศเจตนารมณ์ภาครัฐและเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน (Dinner Talk) “รัฐเอกชนร่วมใจ ขับเคลื่อนธุรกิจไทยไร้สินบน” (Clean Business, Sustainable Thailand) ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เพื่อให้ผู้แทนระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมกันแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นในการต่อต้านการให้สินบนนั้น


ที่มาภาพ Banrasdr Photo 

วานนี้ (28 ก.ย.60) วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Veera Somkwamkid' แสดงความเห็นตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ช่างกล้าพูดออกมาอย่างไม่อายฟ้าไม่อายดิน "ตนเดินมาด้วยความมั่นใจ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด ก็เดินเชิดหน้าเข้ามาได้ แต่ถ้าทำผิดก็คงต้องเดินก้มหน้าเข้ามา หรือไม่มาตามคำรับเชิญ" คุณประยุทธ์มั่นใจนะว่าเดินเข้าสู่อำนาจอยู่ทุกวันนี้ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด คุณจะกล้าเถียงไหมว่าคุณไม่ได้ทำรัฐประหาร คุณไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ

"การทำรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญ ใครทำมีความผิดฐานเป็นกบถต่อราชอาณาจักร ต้องระวางโทษประหารชีวิต คุณได้อำนาจมาด้วยการทำความผิดโทษมหันต์ แต่ที่คุณเดินเชิดหน้าได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ คุณใช้อำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง หรือจะเถียงว่าไม่จริง" วีระ โพส


Posted: 29 Sep 2017 01:09 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ดัน ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. คาด ต.ค.-พ.ย.จะมีผลบังคับใช้ เก็บค่าใช้น้ำด้านเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว 1-3 บ.ต่อลบ.ม. เกษตร/อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 3 บ.ต่อลบ.ม. ครม. เทงบกลาง 1.4 พันล้าน หนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7 แสนไร่

29 ก.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) วรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ แถลงถึงการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. โดยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องทรัพยากรน้ำ รัฐบาลจึงต้องมีกลไกบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่รัฐบาลผลักดันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนี้ หากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายจะอยู่ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

วรศาสน์กล่าวต่อว่า การจัดสรรน้ำเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ ซึ่งระบบการจัดสรรน้ำจะสร้างสิทธิในการเข้าถึงน้ำสาธารณะที่หมายถึงแม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ทั้งที่รัฐจัดสร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม โดยกฎหมายได้กำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า ประเภทที่ 2 ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร เก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. และธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และประเภทที่ 3 สำหรับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำในปริมาณมากตามมติ ของกนช. เก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.

“คาดว่าในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.จะมีผลบังคับใช้กฎหมายร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จากนั้นภายใน 180 วัน จะออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง กับพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องอัตราการเก็บค่าน้ำ ก่อนจะออกเป็นกฎกระทรวง” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าว
ครม. เทงบกลาง 1.4 พันล้าน หนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7 แสนไร่

ขณะที่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมาที่ทำเนียบรัฐบาล ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำตัวรองนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบงบกลาง ฯ ปี 2560 จำนวน 1,421 ล้านบาท ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ 31 จังหวัด รวม 7 เเสนไร่ เกษตรกร 47,000 ราย


โดยคุณสมบัติเกษตรกรเข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร รายละไม่เกิน 15 ไร่ รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายวัสดุการเกษตรในการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาแก่เกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วผ่าน ธ.ก.ส.ไร่ละ 2,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ กรกฎาคม 2560 – มิถุนายน 2561 จุดประสงค์โครงการเพื่อเพิ่มความต้องการ เนื่องจากปัจจุบันผลิตได้เพียงปีละ 4-5 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 6-8 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ไม่ถูกต้องและลดรอบการปลูกข้าวรอบที่ 2

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ และข่าวสดออนไลน์


Posted: 29 Sep 2017 06:36 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

โครงการความร่วมมืออาเซียน – เยอรมันด้านอาหารและการเกษตร เสนอหลักการระบบอาหาร-เกษตรอย่างยั่งยืนในอาเซียน สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรในอาเซียนกว่า 1.25 แสนคน กว่า 3.8 พันล้าน ในระยะเวลา4 ปี

29 ก.ย. 2560 รายงานข่าวจาก องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) แจ้งว่าการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ที่จังหวัดเชียงใหม่ นี้ จัดขึ้นในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 300 ท่านจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม เพื่อร่วมหารือในระดับภูมิภาคให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียน และเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค พร้อมทั้งร่วมสร้างจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ

โครงการความร่วมมืออาเซียน – เยอรมันได้นำเสนอ 4 หลักการในนิทรรศการ “แนวทางระบบอาหาร-เกษตรยั่งยืน สู่ความมั่นคงด้านอาหารและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดังนี้ 1) ผู้มีส่วนร่วมในทุกระดับต้องทำความเข้าใจและนำนโยบายด้านระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนไปปฎิบัติและทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 2) การกำหนดบทบาทและความร่วมมือของแต่ละภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่า (ภาครัฐ เอกชน และผู้ผลิต) และนำจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาเสริมซึ่งกันและกัน 3) การให้ความสำคัญและดึงเกษตรกรรายย่อยให้มีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าเพื่อสร้างความยั่งยืน และ 4) การพัฒนาผู้นำและสร้างศักยภาพของตัวบุคคลเพื่อนำไปพัฒนาภาคส่วน (หรือองค์การของตน) และสังคมในระดับต่อๆไป ซึ่งเหล่านี้เป็นหลักการจากการทำงานร่วมมือระหว่างอาเซียน – เยอรมันผ่านโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (ASEAN Sustainable Agirfood Systems: ASEAN SAS) ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557-2560

โครงการ ASEAN SAS เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมอาเซียน-เยอรมันด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเกษตรและป่าไม้ (GAP-CC) ดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และพันธมิตรในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนเริ่มแรกจากรัฐบาลเยอรมัน จำนวน15 ล้านยูโร (เทียบเท่าประมาณ 580 ล้านบาท) และจากหุ้นส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เสริมขึ้นมาอีก 15 ล้านยูโร ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรจำนวน125,000 รายในอาเซียน สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 98 ล้านยูโร (เทียบเท่าประมาณ 3,800 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 4 ปี


คลาวเดีย เอบาค อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายอาหารและการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายอันใหญ่หลวงในภาคการเกษตรและอาหาร เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม ถูกสุขอนามัย และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด

คลาวเดีย กล่าวเสริมว่าโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (ASEAN SAS) ได้ดำเนินการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนมาถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างอาเซียนและประเทศเยอรมันจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้จำหน่ายมีมาตรฐานคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และยั่งยืนขึ้น ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตรให้มากขึ้นด้วย

เสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าความร่วมมืออาเซียน-เยอรมัน ทางด้านการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการเกษตรในการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน และประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพโครงการ ASEAN SAS และโครงการเครือข่ายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาเซียน (ASEAN Climate Resilience Network-CRN) มีความยินดีที่ผลการดำเนินการและข้อเสนอแนะ ได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ เพื่อไปปฏิบัติ และขยายผลให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ชเตฟาน เฮลมิง ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่าในความร่วมมืออาเซียน-เยอรมันนี้มุ่งหวังให้การพัฒนาด้านการเกษตรเกิดผลเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้เกิดการปรึกษาหารือในระดับภูมิภาคเพื่อกำหนดกรอบนโยบายเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคอาหารและการเกษตร และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การขยายให้เกิดความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในภูมิภาค และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่มูลค่าด้วย

เกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ นั้น ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ร่วมกันติดตามผลการดำเนินงาน และให้ความเห็นชอบในมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรต่างๆ ตลอดจนวางเป้าหมายให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ตลาดโลก ตลอดจนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

GIZ ดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในอาเซียน สำหรับด้านการเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร GIZ มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ แบ่งปันแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของผู้นำ ผู้ประสานงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกร ผ่านเครือข่ายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชนในเอเชีย (SNRD Asia) และโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (ASEAN SAS)

ในนิทรรศการ “แนวทางระบบอาหาร-เกษตรยั่งยืน สู่ความมั่นคงด้านอาหารและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในงานประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่39 นี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของหลักการระบบอาหาร-เกษตรอย่างยั่งยืนในอาเซียน รวมทั้งประสบการณ์จากความสำเร็จ และข้อเสนอแนะทางนโยบายของประเทศสมาชิกอาเซียนด้วย

โครงการ ASEAN SAS ดำเนินงานเพื่อให้เกิดการสื่อสารและถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิกภาคีอันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ เป้าหมายการขจัดความยากจน (SDG 1) การขจัดความหิวโหย (SDG 2) การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (SDG 12) การส่งเสริมการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดการเสื่อมโทรม(SDG 15) การสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรประชาสังคม ตลอดจนถึงเกษตรกร (SDG 17) ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ ล้วนมีความสำคัญต่อประชาชน ประเทศชาติ ระดับภูมิภาคและระดับโลก

สำหรับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 18,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ


Posted: 29 Sep 2017 06:37 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เรื่อง: นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์

ภาพ: อิศเรศ เทวาหุดี 


ความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก คำสำคัญที่ผูกติดกับความเหลื่อมล้ำก็คือระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ระบอบชนชั้น นายทุน-แรงงาน การกระจุกตัวของอำนาจและทรัพยากรที่อยู่กับคนส่วนน้อยในสังคม กับคำถามที่ตามมาว่า ทฤษฎี Trickle Down Economic หรือชื่อภาษาไทยเรียกว่า ‘ทฤษฎีไหลริน’ หมายความว่าถ้าเศรษฐกิจส่วนบนดี ผลประโยชน์จะค่อยๆ ไหลรินมาสู่ส่วนอื่นๆ นั่นเป็นไปได้จริงหรือไม่ (อ่านบทความเกี่ยวข้อง)
ประชาไทชวนดูหนังที่พูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ภาพยนตร์สารคดีและภาพยนตร์ฮอลลีวูดรวม 6 เรื่อง เริ่มด้วย Requiem for the American Dream (2015) ภาพยนตร์สารคดีที่สัมภาษณ์นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักภาษาศาสตร์ นักปรัชญา นักกิจกรรมทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของโลก วิพากษ์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของอเมริกาอย่างถึงแก่น ชี้ให้เห็นว่า ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไปด้วยกันไม่ได้กับทุนนิยม และท้ายสุดแล้วประชาธิปไตยในอเมริกาก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนักการเมืองและนักธุรกิจที่กุมอำนาจทางการเงินของประเทศ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นโยบายของรัฐที่ออกมาไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครมากเท่ากับกลุ่มชนชั้นนายทุน และไม่ได้กระจายลงไปยังประชาชนทั่วไปอย่างที่ควรเป็น

ถัดมาทางฝั่งฮอลลีวูด ความเหลื่อมล้ำถูกใช้เป็นธีมหลักของภาพยนตร์หลายเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ความร่ำรวยมักกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อยที่เหนือกว่าทั้งในด้านอำนาจ ความรู้ ความสามารถ คนส่วนใหญ่ในสังคมยังเป็นคนยากจนและถูกกดขี่ จุดเปลี่ยนของเรื่องคือคนยากไร้เหล่านี้ลุกขึ้นมาปฏิวัติหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อถีบตัวเองขึ้นไปให้ทัดเทียม เพื่อการกระจายอำนาจ หรือเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจเดิม เช่น Gattaca (1997) In Time (2011) Snowpiercer (2013) Elysium (2013) รวมถึงหนังเอเลี่ยนมุมกลับที่สะท้อนภาพความเป็นเอเลี่ยนเหมือนกับผู้อพยพอย่าง District 9 (2009)

0000 
Requiem for the American Dream (2015) 


ชื่อเรื่องถ้าแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า 'เพลงสวดศพสำหรับความฝันแบบอเมริกัน' คนที่กล้าตั้งชื่อแรงขนาดนี้คือใครกัน พวกเขาคือคนทำสารคดีเรื่องนี้ซึ่งประกอบด้วย Peter D. Hutchison, Kelly Nyks และ Jared P. Scott เป็นรูปแบบสารคดีเชิงสัมภาษณ์ 'นอม ชอมสกี' ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 4 ปี จุดมุ่งหมายคือการตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจที่คาบเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองของอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

ชอมสกีเท้าความตั้งแต่จุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยสมัยกรีกโบราณ อริสโตเติลกล่าวว่า ประชาธิปไตยนั่นดีที่สุดจากทั้งหมด แต่เขาชี้ข้อเสียที่สำคัญคือ จะทำให้คนจนซึ่งมีจำนวนมากกว่ารวมกันแย่งชิงทรัพยากรจากคนรวย เป็นวิธีคิดเดียวกับเจมส์ เมดิสัน ประธานาธิบดีคนที่ 4 ของอเมริกา แต่ที่ทำให้อริสโตเติลและเมดิสันต่างกันก็คือ อริสโตเติลลดความไม่เท่าเทียม เสนอแนวคิดการกระจายทรัพยากรคล้ายรัฐสวัสดิการในสมัยนี้ ในขณะที่เมดิสันเลือกวิธีการที่ชอมสกีเรียกว่า “ลดทอนประชาธิปไตย” เพื่อคงอำนาจคนรวยเอาไว้ 

อเมริกาแม้เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย แต่ผู้ที่กุมอำนาจการออกกฎหมายและนโยบายคือเหล่าบรรดานายทุนใหญ่ที่ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง เกิดเป็นซึ่งที่ชอมสกีเรียกว่า “วงจรอุบาทว์” 70 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนไม่มีผลต่อการออกนโยบายเลย และนโยบายที่ออกก็มักเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ประชาชนถูกผลักไสให้เป็นแค่คนชายขอบ ต้องช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้นนโยบายจะเป็นเพียงเงามืดของธุรกิจที่บดบังสังคม 

ทศวรรษ 60 เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยของเหล่าประชาชนที่เคยถูกกดขี่ วัยรุ่นเลือดใหม่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เหล่านายทุนใช้ข้ออ้างว่าการเรียกร้องของคนพวกนี้ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และให้รัฐบาลมีมาตรการในการจัดการ 

ดังนั้นประชาธิปไตยกับความเป็นนายทุนจึงไม่เคยไปกันได้ด้วยดี เหล่านายทุนยังมีอิทธิพลถึงขนาดรัฐบาลในแต่ละยุค หลังประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (ผู้ออกกฎหมายเรื่องสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค จนถูกหมายหัวจากบรรดาชนชั้นนายทุนใหญ่) ต้องพากันเอาเงินภาษีของรัฐไปโปะหนี้เน่าที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างว่าตนเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หากล้มละลายจะสร้างมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก 

ชอมสกีอธิบายว่าสิ่งที่ทำให้เงินไม่ไหลไปถึงคนจน นอกจากเรื่องการกำหนดนโยบายที่เป็นวงจรอุบาทว์แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากนายทุนไม่ต้องแข่งขันแต่ได้รับการซับพอร์ทอย่างเต็มที่ พวกเขาได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินมหาศาล ในขณะที่ภาคแรงงานต้องแข่งขันกับแรงงานทั่วโลก แข่งขันกับแรงงานจีนซึ่งค่าแรงถูกและถูกกดราคา แรงงานเหล่านี้ต้องช่วยเหลือตัวเอง และโครงสร้างของอัตราภาษีที่เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตพบว่า ช่องว่างการเสียภาษีระหว่างคนรวยและคนจนนั้นแคบลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าคนรวยมีแนวโน้มเสียภาษีลดลง ในขณะที่คนจนยังเสียภาษีเท่าเดิม 

สิ่งที่เหล่านายทุนนักธุรกิจใช้ในการควบคุมประชาชนไม่ให้ลุกฮือคือการกระตุ้นให้เกิดความอยากบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย โดยไม่ได้ให้ข้อมูลใด กล่อมเกลาให้คนเหล่านั้นกลายเป็นผู้บริโภคเซื่องๆ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาด สร้างสังคมที่คนจะเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ผลประโยชน์ตัวเอง และไม่เหลือบแลคนที่เดือดร้อน 

ชอมสกีได้วิจารณ์การประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งในอเมริกาว่าใช้แนวคิดลักษณะเดียวกัน จัดรูปแบบงานยิ่งใหญ่อลังการ กล่อมเกลาให้ประชาชนเลือกผู้แทนจากเหตุผลที่มักแย้งกับผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วนโยบายนั้นเอื้อให้กับเอกชนมากกว่า ประชาชนเป็นเพียงคนชายขอบ และหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีโอบามาได้รับรางวัลจากองค์กรธุรกิจโฆษณาที่จัดการตลาดในการจัดการหาเสียงได้ดีที่สุด 

แม้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาจะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับในยุค 50-60 ซึ่งมีนโยบายเรียนฟรี แต่ในปัจจุบันนโยบายนี้หายไป และเมื่อใครก็ตามมีฐานะยากจนและอยากเรียนจึงจำเป็นต้องกู้หนี้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ผลคือเมื่อจบออกมาคุณจะเป็นหนี้ก้อนโต และเมื่อเป็นหนี้คุณก็ติดกับ เพราะคุณอาจไม่ได้ทำในอาชีพที่อยากทำ แต่ต้องทำอาชีพที่ทำให้คุณร่ำรวย ซึ่งก็หนีไม่พ้นการเข้าไปทำงานในวงจรภาคธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง สุดท้ายคุณก็ไม่สามารถออกมาจากวงจรเหล่านั้นได้ 

“ถ้าสังคมนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมของเอกชนผู้มั่งคั่ง มันจะสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ว่า ความโลภและการแสวงหาให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุดจากน้ำพักน้ำแรงคนอื่น จะสังคมเล็กขนาดไหนก็เลวร้ายที่ยึดหลักการนั้น แต่มันจะอยู่รอดได้ สังคมโลกที่ยึดตามหลักการนั้นกำลังจะล่มสลายครั้งยิ่งใหญ่” นอม ชอมสกีกล่าว 

แต่กระนั้นชอมสกียังให้ความหวังไว้บ้างว่า วิธีที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปก็เพราะมีหลายคนที่ช่วยกันลงมือทำ ในชุมชน ในที่ทำงาน หรือที่ใดก็ตาม เขาค่อยๆ สร้างหลักการเพื่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือวิธีที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และอย่างน้อยอเมริกาประสบความสำเร็จในเรื่อง “เสรีภาพทางความคิดเห็น” เป็นที่แรกของโลก 


Gattaca (1997) 


หนังดราม่าไซไฟ กำกับและเขียนบทโดย แอนดรูว์ นิคคอล (Andrew Niccol) ว่าด้วยเรื่องของโลกในอนาคตที่การตัดต่อยีนและกำหนดพันธุกรรมในมนุษย์สามารถเป็นไปได้ วินเซนต์ ฟรีแมน (Ethan Hawke) พระเอกของเรื่องคือเด็กที่เกิดมาก่อนเทคโนโลยีนั้น ทำให้เขาเป็นมนุษย์ยีนด้อย พ่อและแม่เขาตัดสินใจมีลูกอีกคนด้วยกระบวนการดังกล่าว น้องชายจึงกลายเป็นคนที่เหนือกว่าเขาในทุกด้านตั้งแต่เกิด 

แต่วินเซนต์ไม่ยอมแพ้ เขามีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ แม้อาชีพนี้สงวนไว้ให้เฉพาะคนที่มียีนเด่นเท่านั้น วินเซนต์เป็นได้แค่พนักงานทำความสะอาดของสถานี แต่ด้วยการแลกเปลี่ยนตัวตนกับ เจอร์โรม มอร์โรว์ (Jude Law) อดีตนักกีฬาว่ายน้ำ มนุษย์ยีนเด่นที่มีความเป็นเลิศในทุกด้านแต่กลับแข่งได้ที่สอง เจอร์โรมจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย แต่รอดมาได้แลกกับการนั่งรถเข็นตลอดชีวิต เจอร์โรมขายตัวตนของเขาให้กับวินเซนต์ ทุกวันเขาจะถ่ายเลือดและปัสสาวะใส่ถุงให้วินเซนต์นำไปใช้เพื่อสแกนขณะเข้าออกสถานี 

เรื่องเหมือนจะไปด้วยดี วินเซนต์ได้รับเลือกให้ขึ้นไปที่ดาวเสาร์ แต่แล้วก็มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นภายในสถานี วินเซนต์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะการตรวจพบขนตาซึ่งมีดีเอ็นเอระบุตัวว่าเป็นวินเซนต์ มนุษย์ยีนด้อยที่ไม่น่าเข้ามาในสถานีอวกาศได้ และตำรวจผู้เข้ามาตามสืบคดีก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นน้องชายของวินเซนต์นั่นเอง 

การชิงไหวชิงพริบและต่อสู้ระหว่างมนุษย์ยีนด้อยบ้างกับมนุษย์ยีนเด่นผู้มีความสมบูรณ์พร้อม ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการเหยียดยีน วินเซนต์พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าข้อดีของคนมียีนด้อยก็คือ เขาพร้อมจะสู้และแลกทุกอย่างเพราะเขาไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ดังเช่นเหตุการณ์ที่เขาแข่งว่ายน้ำกับน้องชาย กิจกรรมที่เขาเคยพ่ายแพ้มาตลอด แต่ในวันนั้นเขากลับชนะ และคำพูดน่าจดจำของหนังที่เขาตอบน้องชายว่า "ที่ฉันทำแบบนี้ได้เพราะฉันไม่ออมกำลังไว้ว่ายกลับเลย" (This is how I did it: I never saved anything for the swim back.) 
In Time (2011) 


14 ปีถัดมา แอนดรูว์ นิคคอล (Andrew Niccol) ก็ปล่อยหนังแอคชั่นไซไฟออกมาอีกเรื่องที่คงคอนเซปต์คล้ายๆ เดิม ว่าด้วยโลกอนาคตที่ค่าอายุขัยของมนุษย์ถูกนำมาแลกเปลี่ยนแทนเงินตรา ยีนถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้มนุษย์มีชีวิตได้เพียง 25 ปี หลังจากนั้นต้องซื้อเวลาเพื่อต่อลมหายใจ คนจนจึงมีโอกาสตายเร็วกว่า ขณะที่คนรวยอยู่ได้เป็นอมตะจากเวลามหาศาลที่มีอยู่ 

วิล ซาลาส (Justin Timberlake) อาศัยอยู่ในโซนของชนชั้นล่าง มีเหตุการณ์ที่ทำให้วิลเข้าไปช่วยเหลือเฮนรี่ แฮมินตัน (Matt Bomer) จากมาเฟียประจำเขตและทำให้เขาได้เวลามาเพิ่มถึง 100 ปี วิลรีบวิ่งกลับไปหาแม่เพื่อต่อเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอ แต่ก็ไม่ทันการ แม่วิลเสียชีวิตลงต่อหน้าเขา 

เมื่อมีเวลามาก การอยู่ในเขตเดิมก็ไม่ปลอดภัยเพราะจะมีคนมาปล้น วิลย้ายไปอยู่ในเขตพวกคนรวย และ ณ ที่นั่นเขาพบกับซิลเวีย ไวส์ (Amanda Seyfried) ลูกสาวของมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย ขณะเดียวกันไทม์คีปเปอร์ผู้ทำหน้าที่คล้ายตำรวจคอยสอดส่องก็เขาใจว่า วิลเป็นคนฆ่าเฮนรี่ จึงออกตามล่าเขา วิลจับซิลเวียเป็นตัวประกัน 

หลังจากที่วิลพาซิลเวียหนีไปอยู่ในโซนของชนชั้นล่าง ซิลเวียได้ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วที่เกิดขึ้นในโลกของคนรวยกับคนจน เธอตัดสินใจช่วยวิลเพื่อปลดปล่อยให้ทุกคนได้มีเวลาชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียม 

ในตอนหนึ่งของบทความ In Time สวรรค์ของเสรีนิยม โดยภาคภูมิ แสงกนกกุล ได้อธิบายถึงเรื่อง “เวลา” ในภาพยนตร์ว่า 

“ผู้เขียนบทหนังไม่ใช่คนแรกที่เสนอภาพว่า เวลา หรือความยั่งยืนของชีวิตเป็นทุนอย่างหนึ่ง เมื่อปี 1972 Michael Grossman ได้เขียนงานเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขชื่อ Demand for Health : A theoretical and Empirical Investigation งานของเขาโดยสรุปมีเนื้อหาคือ สุขภาพเป็นทุนอย่างหนึ่งที่มีการเสื่อมค่าและต้องมีการลงทุนเพื่อการชะลอการเสื่อมค่าเพื่อให้มีสุขภาพและชีวิตยาวนาน... 

...ดังนั้นสังคมที่หนังสร้างขึ้นเลวร้ายกว่าทุนนิยมปัจจุบันมากนัก เมื่อทุนนิยมปัจจุบันถึงแม้จะสะสมทุนมากเท่าไรก็ไม่สามารถหยุดความตายซึ่งเสมือนเป็นความเท่าเทียมสิ่งเดียวที่พระเจ้าสร้างมา หาเงินมากเท่าไรตายไปก็เอาไม่ได้และถ้าไม่มีใครสืบทอดความเป็นเจ้าของต่อ รัฐก็สามารถยึดมาเป็นเจ้าของเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะต่อไป แต่สังคมในหนังยิ่งสะสมทุนมากเท่าไรยิ่งมีชีวิตยืนยาวเพื่อเสพสุขกับทุนที่มีอยู่ตลอดไป” 


District 9 (2009) 


หนังไซไฟ เขียนบทโดย Neill Blomkamp, Terri Tatchell กำกับโดย Neill Blomkamp เป็นหนังเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่มีพล็อตเรื่องค่อนข้างแตกต่างและน่าสนใจ มีวิธีการนำเสนอด้วยรูปแบบ “สารคดีปลอม” (Mockumentary) ประกอบอยู่ด้วย 

ย้อนไปเมื่อปี 1989 เหล่าเอเลี่ยนได้เดินทางมาที่โลกโดยไม่มีใครทราบจุดประสงค์ เอเลี่ยนพลัดถิ่นเหล่านี้อาศัยอยู่ในเขตที่มนุษย์จัดไว้ให้ในชื่อ District 9 และมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต่างจากคนในย่านสลัม บ้านช่องเบียดเสียดคับแคบ คุ้ยหาเศษอาหารกิน บางครั้งก็รุกล้ำออกมานอกเขตขโมยอาหารของชาวบ้านกินเพราะความหิวโหย มนุษย์ไม่พอใจอย่างมากที่ต้องเสียงบประมาณในการเลี้ยงเอเลี่ยนเหล่านี้ และยังหวาดกลัวว่าเอเลี่ยนจะทำอันตรายต่อพวกตน เกิดการประท้วงให้ขับไล่พวกเอเลี่ยนออกไป 

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อพระเอก วิคัส แวน เดอร์ เมอร์วี (Sharlto Copley) เจ้าหน้าที่ MNU (Multinational United – หน่วยงานที่เข้ามาดูแลความเป็นอยู่ของเอเลี่ยน) ถูกสารเคมีของพวกเอเลี่ยน ทำให้ดีเอ็นเอของเขากลายพันธุ์และเริ่มกลายเป็นเอเลี่ยนทีละน้อย เขาสามารถใช้อาวุธของพวกเอเลี่ยนซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าของมนุษย์ได้ ในขณะที่มนุษย์ปกติไม่มีใครทำได้ นั่นทำให้ MNU ต้องการตัวเขามาทดลอง เพื่อพยายามหาผลประโยชน์จากอาวุธเหล่านี้ 

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่จิกกัดมนุษย์ได้อย่างแสบสัน ถือได้ว่าเป็นมุมกลับของหนังเอเลี่ยนทั่วไป ในขณะที่บรรดาหนังชุดอย่าง Alien ทั้งหลายเน้นที่มนุษย์ต่างดาวบุกมาทำลายล้าง ยึดครองโลก มนุษย์ต่างดาวเลว ส่วนมนุษย์โลกนั้นเป็นแค่เหยื่อผู้ถูกล่า และเป็นฮีโร่กอบกู้โลก แต่หนังเรื่องนี้คล้ายกับเป็นภาพสะท้อนที่เราอาจคุ้นเคยเป็นอย่างดี เปรียบบรรดาผู้อพยพลี้ภัยคือเหล่าคนต่างด้าวที่มนุษย์มักตั้งแง่ ระแวงสงสัย รังเกียจ ไม่รู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน บางครั้งก็ไม่ได้มองว่าเขาเป็นมนุษย์ และบ่อยครั้งก็ขับไล่ให้พวกเขาออกไปจากดินแดนที่เป็น “ของเรา” เป็นอีกมุมของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในหลายแห่งทั่วโลก 
Elysium (2013) 


หนังแอคชั่นไซไฟจากผู้กำกับคนเดิม Neill Blomkamp กลับมาอีกครั้งด้วยหนังที่มีทุนสร้างมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว กับหนังที่พูดถึงคอนเซปต์ความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนตามสูตร เมื่อโลกในปี 2154 ไม่ได้มีสภาพที่น่าอยู่อีกต่อไป เสื่อมโทรมเต็มไปด้วยโรคร้าย เหล่าคนรวยได้รวมตัวกันขึ้นไปอยู่บนสถานีอวกาศ “เอลิเซียม” ขนาดยักษ์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และมีเทคโนโลยีที่รักษาได้แม้กระทั่งโรคมะเร็ง 

แมกซ์ (Matt Damon) พระเอกของเรื่องคือประชาชนยากไร้ผู้ยังอาศัยอยู่บนโลกแต่ใฝ่ฝันอยากขึ้นไปบนสถานีอวกาศ เมื่อเขาทำงานในโรงงานสร้างหุ่นยนต์ เขาได้รับสารกัมมันตภาพรังสีร้ายแรงเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้เหลือเวลาอยู่บนโลกได้อีกเพียงแค่ 5 วัน หนทางเดียวที่จะรักษาตัวเองได้คือการขึ้นไปยังสถานีอวกาศแห่งนั้น 

แมกซ์ต้องบุกขึ้นไปข้างบนและต่อสู้กับหุ่นยนต์ เจ้าหน้าที่สายลับ และผู้อยู่เบื้องหลังการออกคำสั่ง Delacourt (Jodie Foster ) ตัวแทนชนชั้นสูงของอำนาจเผด็จการที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหนคนมีอำนาจและร่ำรวยก็เป็นฝ่ายชิงความได้เปรียบไปในทุกครั้ง และเมื่อมีสิ่งใดมาทำให้ฐานอำนาจของพวกเขาสั่นคลอน พวกเขาก็พร้อมจะต่อสู้ เข่นฆ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเดิม 
Snowpiercer (2013) 


ในปีเดียวกัน ผู้กำกับเกาหลีอย่าง บอง จุนโฮ (Bong Joon Ho) ก็ทำหนังที่มีคอนเซปต์คล้ายกันออกมา จากโลกกับสถานีอวกาศเป็นขบวนรถไฟ ที่บรรจุมนุษย์กลุ่มสุดท้ายบนโลกไว้ เพราะโลกถูกปกคลุมด้วยหิมะและความหนาวยะเยือก แม้มองเผินๆ หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องการแบ่งชนชั้น แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นคือการจุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อคนหัวขบวนคือคนที่จ่ายเงินแลกกับ ตั๋ว First Class เพื่อจะอยู่ในหัวขบวนรถไฟที่เต็มไปด้วยความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ในขณะที่คนท้ายขบวน คือคนที่ขึ้นฟรี บางส่วนก็แลกด้วยการทำหน้าที่ต่างๆ ในรถไฟ มีสถานะไม่ต่างจากคนชนชั้นล่าง ชนชั้นแรงงาน ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ อัตคัดขัดสน หิวโหยตลอดเวลา 

แน่นอนว่าคนจนเหล่านี้ต้องการปฏิวัติ เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น เจ้าของรถไฟยอมให้คนกลุ่มนี้ขึ้นรถมาฟรี ในขณะที่พวกหัวขบวนต้องจ่ายเงิน ในเมื่อต้นทุนแรกเริ่มไม่เท่ากัน การเรียกร้องให้เกิดการเท่าเทียมที่แท้จริงจะเป็นไปได้หรือไม่? มองกลับกันหากเจ้าของรถไฟไม่ปล่อยให้คนเหล่านี้ขึ้นรถ ก็อาจจะไม่เกิดเหตุนองเลือดแล้วด้วยซ้ำ 

หนังเรื่องนี้เมื่อดูจบแล้ว จึงไม่ใช่แค่หนังปลุกใจให้คนถูกกดขี่ลุกขึ้นปฏิวัติ แต่หากมองให้ลึกอาจทำให้เราตั้งคำถามถึงระบบชนชั้น นายทุน คนจน คนรวย และวิธีการแก้ปัญหานอกเหนือไปจากการก่อความรุนแรงเพื่อทำลายทุกอย่างให้ย่อยยับ เพราะสุดท้ายแล้วหนังก็จบลงคล้ายตั้งคำถามว่าการทำลายระบบทุกอย่างนั้นอาจรวมไปถึงการทำลายตัวเองลงด้วยเช่นกันหรือไม่

ซ้ายไปขวา: วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ขจรศักดิ์ สังข์เจริญ โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล 

Posted: 29 Sep 2017 06:58 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

บิ๊กดาต้า AI ประโยชน์มหาศาล เข้าแทนที่แรงงานมนุษย์แน่นอน แต่ต้องดูว่าใช้อะไรแล้วราคาถูกกว่า AI จะเป็นพัฒนาตัวเองเหนือมนุษย์ยังอีกนาน ประเด็นปัญหาศีลธรรม ความเป็นส่วนตัว กฎสงครามเมื่อใช้หุ่นยนต์รบยังเป็นคำถาม ถ้าจะกลัว AI กลัวโซเชียลมีเดียดีกว่า อย่าให้ความกลัวขวางพัฒนาการ

เมื่อ 27 ก.ย. 2560 the101.world จัดงานเสวนา “101 Minutes at Starbucks ครั้งที่ 5 : AI โลกใหม่ของมนุษย์?” มี ศ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์ประจำภาคปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขจรศักดิ์ สังข์เจริญ ผู้อำนวยการด้านการศึกษา บริษัท อีเลิร์นนิตี้ ประเทศไทย และอดีตผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และวิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้อำนวยการจัดการ Skooldio และ Google Developers Expert ด้าน Machine Learning เป็นวิทยากร และดำเนินรายการโดย พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล 

คุณูปการ AI กับโลกบิ๊กดาต้า ตั้งแต่ประมวลจราจรจนถึงช่วยหมอรักษามะเร็ง

วิโรจน์กล่าวว่า ทุกวันนี้ AI เข้ามาในชีวิตประจำวันทั้งที่รู้และไม่รู้ AI คือการทำให้คอมพิวเตอร์ฉลาด สามารถคิดและตัดสินใจแทนเราได้ AI จะอยู่ในแอพต่างๆ ในเฟซบุ๊กหรือกูเกิ้ลที่ประเมินความชอบผ่านการเรียนรู้พฤติกรรมของเรา อันที่คนตื่นเต้นก็จะเป็นพวกรถที่ขับเองได้ หรือการเอา AI มาวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้จริงหรือด้านการตลาดอยู่ ตอนที่ทำงานอยู่เฟซบุ๊กพยายามจะติดตามการย้ายถิ่นฐานข้ามประเทศจากข้อมูลที่อยู่ปัจจุบันและบ้านเกิดที่ระบุในเฟซบุ๊ก หรือบริษัทอย่างลิงค์อิน เครือข่ายโซเชียลที่เป็นแพลตฟอร์มหางานทั่วไป แต่เขาสามารถดูได้ว่าคนทำอาชีพไหนเพิ่มขึ้นหรือลดลง อูเบอร์ ที่มีคนขับรถทั่วเมืองก็ให้คนขับเปิดจีพีเอสตลอดเวลา และสิ่งที่กำลังจะเปิดให้คนใช้ก็คือการคาดเดาว่าในช่วงเวลาหนึ่งๆ มีคนเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง ซึ่งสามารถทำได้แม่นยำเพราะมีคนขับรถของเขาอยู่ทั่วเมืองตลอดเวลา

ขจรศักดิิ์กล่าวว่า ทุกวันนี้ ทั้งภาพ เสียง หรือ ภาพที่ยิงจากอินเตอร์เน็ต ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเราสามารถเก็บเอาไว้(แคปเจอร์) ลองนึกดูว่าทุกวันนี้คนใช้เฟซบุ๊กกี่คน แต่เฟซบุ๊กก็สามารถทำระบุตัวตนของข้อมูลได้มากขนาดนี้ เรากำลังอยู่กับบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ เดี๋ยวนี้ machine learning มีระบบ AI ฐานข้อมูล ระบบอัลกอริธึ่ม และความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้นทำให้มีพัฒนาการที่รวดเร็วเร็ว การวิเคราะห์ข้อมูลวันนี้เราทำไปได้ซับซ้อนมากกว่าสรุปข้อมูล บิ๊กดาต้าจึงสำคัญกับปรากฎการณ์ AI ที่เกิดขึ้น ในด้านการตลาด มีการส่งข้อความแจ้งเตือนเพื่อนำเสนอสินเชื่อ วงเงิน บัตรเครดิตที่ผ่านการจัดหมวดหมู่คนแล้ว ทำให้ส่งได้ตรงกลุ่มมากขึ้นด้วยดูพฤติกรรมของผู้ใช้บริการหรือลูกค้า ว่าถ้าส่งข้อความแจ้งเตือนครั้งแรกไปแล้วดูไหม ถ้ายังไม่ดู ส่งข้อความต่อไปแล้วดูไหม หรือส่งทางอีเมล์แล้วเขาอ่านไหม ถ้าอ่านแล้วไปไหนต่อ ไปเข้าเว็บไซต์อื่นเพื่อซื้อของหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์การรักษาโรคมะเร็งบั้นเอว พอสแกนประวัติคนไข้มันก็จะเริ่มแยกว่าเคสนี้เคยเกิดที่ไหน ผลเป็นอย่างไร คนไข้เป็นเพศไหน แต่สุดท้ายการตัดสินใจอยู่กับทีมแพทย์ เพราะคนไข้เป็นมนุษย์ที่มีความหลากหลาย และในรายละเอียดต่างๆ ยังคงต้องใช้มนุษย์ด้วยกันจึงจะมีความเข้าใจกันมากกว่า

โสรัจจ์กล่าวว่า ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเรื่องการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า คือเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน มีโรคซาร์สระบาด ทีนี้เราจะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าซาจะเกิดขึ้น จะสืบสาวต้นตอของการระบาดเพื่อจะจัดการกับโรคนี้ได้อย่างไร สมัก่อนก็ต้องออกภาคสนาม หาชาวบ้านและสอบถาม แต่สมัยนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูคำค้นหาของคนจำนวนมากที่อยู่ในละแวกที่โรคซาระบาดในกูเกิล แล้วข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน มันก็อยู่ในกูเกิล มันก็จะมองเห็นรูปแบบการค้นหา พอเกิดอะไรขึ้นคนก็จะค้นหาเรื่องนั้น อย่างไรก็ตามก็เป็นไปได้ว่าถ้าเผื่อมีใครที่เข้าถึงข้อมูลแบบนั้นได้ ในระดับของบิ๊กดาต้าคือรู้ข้อมูลระดับประชากร แล้วถ้ารู้ก็สามารถจะทำนายล่วงหน้าได้ เช่นโรคซาก็อาจจะรู้ล่วงหน้าถึงรูปแบบการระบาดได้ แต่ถ้าในทางที่ไม่รู้ว่าไม่ดีหรือเปล่า เช่น สมมติผมอยากทำอะไรสักอย่างหนึ่งกับความรู้เรื่องความชอบไม่ชอบของคนอื่นเพื่อประโยชน์ของผมก็ทำได้เช่นกัน 

AI จะแทนที่งานซ้ำๆ แต่มนุษย์ยังครบเครื่อง ถ้าจ้างคนยังถูกกว่า AI ก็ตกงาน

วิโรจน์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงถ้าเป็นงานทำอะไรซ้ำๆ ที่ใครทำก็ได้ จะถูกคอมพิวเตอร์ทดแทนแน่นอน แต่ถ้าต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์บูรณาการค่อนข้างซับซ้อน AI ก็จะมาแทนไม่ได้เร็วๆ นี้ แต่ภาพที่จะเห็นไม่น่าจะใช่การทดแทนแต่จะเป็นการทำงานร่วมกันเพราะ AI จะถูกนำมาช่วยในการให้มนุษย์ตัดสินใจ หรืออาชีพแนวแรงงาน เช่นคนขับรถบรรทุก คำถามคือ รถขับเองแก้ปัญหาแค่ส่วนเดียวของรถบรรทุก เพราะคนขับรถยังต้องยกของ ส่งบิลให้ลูกค้า การที่อาชีพจะถูกทดแทนด้วย AI นั่นหมายความว่า AI จะทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ อาจจะเป็นการทำงานร่วมกันโดยใช้จุดเด่นของความเป็นคน แล้วส่วนไหนที่ใช้ AI ทำได้ก็ใช้ ต้องเรียนรู้อยู่กับมัน อะไรที่ช่วยได้ ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นก็ใช้ AI คือเป็นพลังวิเศษมาเติมให้เรา ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร ก็ต้องคิดว่าเราอยากได้พลังวิเศษอะไรและ AI จะมาช่วยอะไรได้

วิโรจน์ยังระบุว่า ต้องแบ่ง AI เป็นสองท่อน คือท่อนออโตเมชั่นหรือการนำมาใช้แทนกำลังคน ไม่ต้องฉลาดมาก เอามาทำงานแทนคน อันนี้น่าจะมาแน่ๆ อันที่ยากคือ AI แบบอัจฉริยะ คือต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพปริมาณมาก แต่องค์กรในไทยยังไม่พร้อมขนาดนั้น ข้อกังวลหนึ่งของไทยคือเรื่องค่าแรง ที่ต่างประเทศที่ค่อนข้างสนใจเรื่อง AI เพราะจะใช้มาทดแทนแรงงานคนที่มีราคาแพง แต่ในไทยยังมีแรงงานราคาถูกที่บริษัทต่างๆ คงยังไม่ใช้ AI ที่มีราคาสูง

ขจรศักดิ์กล่าวว่า หลายครั้งเราไปร้านอาหาร ร้านขนมที่เราซื้อ ขนมหรืออาหารเหล่านั้นอาจไม่ได้อร่อยที่สุด แต่เราไปเพราะว่าเราถูกใจคนขาย สิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ ต่อให้โลกก้าวไปเร็วอย่างไรเราก็ยังต้องการสิ่งเหล่านั้นอยู่ เป็นไปได้ที่ AI จะมาแทนอะไรที่ต้องทำซ้ำๆ ก็ฝากไว้ว่าไม่ว่าสายอาชีพใดก็ต้องพัฒนา เพราะถ้าสมมติวันนี้ไม่มี AI ก็จะมีอาชีพที่ต้องสูญหายไปเพราะมีแนวทางใหม่ๆมาทดแทน จึงต้องทำให้ตัวเองเก่งขึ้น พัฒนาตัวเองตลอดเวลา ผมเชื่อว่าอย่างน้อยจนผมยังมีชีวิตอยู่ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ยังต้องใช้คนอยู่ งานไหนที่ต้องใช้การตัดสินใจ ความเป็นมืออาชีพ ความเป็นผู้ใหญ่ ความคิดสร้างสรรค์หรือให้ความบันเทิง อาชีพเหล่านั้นก็ต้องการมนุษย์อยู่ สำหรับมนุษย์เงินเดือนก็ต้องดูว่าทุกๆ วันเราได้ทำอะไรใหม่ๆ ไหม ถ้าไม่ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องพัฒนาตัวเองด้วยทักษะต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือ เราเรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้คือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่ได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้นคือเรื่องอันตราย

โสรัจจ์กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการเป็นตัวของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเราทำงานอะไรที่ทำให้เราไม่เหมือนคนอื่น โอกาสที่อัลกอริธึมจะมาแทนเราก็จะน้อยลง มีข่าวที่วิเคราะห์กันว่าอาชีพที่จะโดนก่อนเพื่อนคือผู้ช่วยทนายความที่มีหน้าที่ค้นกฎหมาย กรอกแบบฟอร์ม ซึ่งมันตรงกับงานของโปรแกรมเลย ที่มีฐานข้อมูลกฎหมายที่ไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อะไร แต่ก็ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่เรื่องความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เลยเพราะ AI เองก็มีความสามารถที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อยู่ วันนี้เพิ่งแชร์ไปในเฟซบุ๊กเรื่องสถาปนิกใช้ AI ในการออกแบบลวดลายในหอฟังดนตรีที่มนุษย์อาจจะใช้เวลาออกแบบนานหน่อย ก็เป็นไปได้ว่าอีกห้าปีสิบปีข้างหน้ามันอาจจะไม่ใช่แค่ออกแบบลวดลายบนผนัง แต่มันอาจจะใช้ออกแบบหอดนตรีทั้งหอเลย แล้วก็มีอัลกอริทึมที่แต่งเพลงเอง ซึ่งไม่อยากเลยถ้าใส่กฎเข้าไปว่าเพลงจะเริ่มจากคอร์ดไหน ไปต่อคอร์ดไหน จบคอร์ดไหน เพียงแต่ผมเปิดฟังดูมันเหมือนนิสิตที่เพิ่งเริ่มเรียนวิชาแต่งเพลง ฟังดูทื่อๆ แต่ก็มองไปในอนาคตว่าถ้าไม่มีคนใส่ข้อมูลเรื่องกฎการแต่งเพลงแต่แค่สั่งออกมาแล้วทำได้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทีนี้ เราจะปรับตัวอย่างไร สิ่งที่เราทำให้เป็นตัวของเราเอง มีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิจารณ์ พิจารณาเหตุผลยังเป็นสมบัติของเราอยู่ และถ้าคอมพิวเตอร์ทำได้อย่างมากก็คือทำได้มากเท่ากับเรา ก็คือร่วมกันทำงาน 

AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เรียนรู้ พัฒนาตัวเองอย่างมนุษย์ยังมีเงื่อนไขและยังอีกยาวไกล

วิโรจน์ให้ความเห็นว่ายาก เพราะมันไกลมาก ขอบิดไปอีกประเด็น คือวิธีการเรียนรู้แบบหนึ่งที่เรียกว่า reinforcement learning หมายความว่า AI สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจริงๆ แต่มันมีเงื่อนไขต่อท้าย คือต้องมีผลตอบรับหรือ feedback loop ตลอดเวลา เช่นเกมอัลฟ่าโกะที่เรียนรู้ได้เพราะโกะมีรูปแบบ กติกาอยู่ และมันมีการตอบรับกลับมาว่าวางหมากแบบไหนเรียกว่าดี แต่ถ้าอยากคิดสร้างสรรค์ให้ดีขึ้นก็ต้องมีอะไรมาหล่อหลอมความคิดมันว่าอันไหนดีไม่ดี มันเป็นเรื่องความรู้สึก มันต้องมีอะไรที่เป็นความรู้สึกที่ตามมาด้วยการตอบสนอง เช่น ถ้าคนอยู่ในห้อง รู้สึกว่าเบื่อ เบื่อ ก็ต้องหาทางออกจากห้อง การเรียนรู้แม้แต่กับคนเองก็มีสิ่งที่จะหล่อหลอมความคิดของเรา AI ก็เหมือนกันที่การเรียนรู้จะมีเงื่อนไขบางอย่าง

โสรัจจ์กล่าวว่า เป็นคำถามที่กว้างมาก ก่อนที่จะเทียบเท่ามนุษย์ เราย้อนกลับไปอดีต คนที่เคยเรียนแล้วถือว่าทวน คนที่ไม่เคยก็เหมือนมาจูนให้ตรงกัน สมัยก่อนที่จะมีแอพพลิเคชั่นนักคอมพิวเตอร์ก็คิดถึง AI มาก่อนแล้วเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นคิดว่าคอมพิวเตอร์น่าจะมีความสามารถที่จะคิดได้เหมือนมนุษย์ แล้วก็คิดว่าจะเป็นไปได้ว่ามันจะมีจิตสำนึก แต่ก่อนเป็นกระแสหลักว่าท้ายที่สุดคอมพิวเตอร์จะมีโอกาสคิดเหมือนมนุษย์ ไปจนถึงการหาคำตอบว่าชีวิตมันมีอยู่เพื่ออะไร ความหมายของชีวิตมีอยู่เพื่อตอบสนองอะไร ทำตามโปรแกรมคนอื่นหรือเปล่า หรืออาจจะโปรแกรมตัวเองได้ สมัยสงครามโลกครั้งที่สองคือกำเนิดของคอมพิวเตอร์ อลัน ทัวริ่ง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาของวิทยาการคอมพิวเตอร์ก็เขียนเปเปอร์ ตั้งระบบทดสอบขึ้นมาเพื่อทดสอบว่าสุดท้ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกได้ว่ามีปัญญาประดิษฐ์จริงมันต้องมีลักษณะอย่างไร เงื่อนไขก็คือ สมมติว่าเราติดต่อกับจอคอมพิวเตอร์สองจอ แล้วเราสามารถถามอะไรก็ได้สองจอโดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางเป็นคนหรือคอมพิวเตอร์ที่ตอบโต้กับเรา ถ้าเวลาผ่านไปเท่าไหร่เราตอบไม่ได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์หรือคน นั่นคือผ่านการทดสอบ ปัจจุบันยังไม่มีคอมพิวเตอร์ตัวไหนที่ผ่านการทดสอบนี้ แปลว่าแนวทางการคิดเรื่อง AI แบบปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่จะตอบได้ทุกอย่าง ปลอมเป็นมนุษย์ได้จนแยกไม่ออกก็ยังเป็นไปไม่ได้ หลายคนนั้นนักคอมพิวเตอร์ นักปรัชญาและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเขียนโปรแกรมขนาดนั้นได้แต่ก็ยังมีคนโต้เถียงอยู่ ทีนี้แล้วเรามาดูในอนาคต ก็มีคนเขาเชื่อว่าในท้ายที่สุด คอมพิวเตอร์จะบรรลุความสามารถแบบที่ทัวริ่งคิดไว้จริงๆ มันจะมีจุดหนึ่งในอนาคตที่ตีไว้กว้างๆ ว่า 2030 หรืออีกกว่า 23 ปี จะเป็นช่วงที่เรียกว่า Singularity คือคอมพิวเตอร์แซงหน้าและเอาชนะมนุษย์ในฐานะผู้ฉลาดกว่า เรื่องสติสัมปชัญญะก็คงจะมีแบบที่คอมพิวเตอร์มีก็เป็นไปได้ คือทำงานได้แบบที่ ตามสติสัมปชัญญะของเราทำได้ คือแก้ปัญหาอะไรต่ออะไรได้

ขจรศักดิ์คิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะผลิตเครื่องจักรแบบนั้น เพราะตอนนี้ยังเป็นรุ่งอรุณของ AI ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้า หรือแชทบอทที่ทำได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีก็มีข้อจำกัดอยู่หลายเรื่อง เราก็ไม่รู้ว่าอัลกอริธึมต่างๆ ที่ใส่เข้าไปมันอาจจะสร้างอะไรที่เกินความคาดเดาของคนสร้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก 

ความเป็นส่วนตัว สิทธิการถูกลืม กฎสงคราม และการตัดสินใจของ AI บนเส้นทางศีลธรรมมนุษย์

โสรัจจ์กล่าวว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่พูดกันในหมู่นักวิจัยคือเรื่องความเป็นส่วนตัว และมันจะเกี่ยวกับบิ๊กดาต้าอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านบวกก็มีข้อมูลที่เป็นข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องบิ๊กดาต้า เรื่องเครดิต เรื่องธนาคาร ถ้าเราเครดิตดีก็จะมีข้อเสนอมาเรื่อยๆ แล้วถ้าเราบังเอิญมีเครดิตไม่ดี เช่นเบี้ยวหนี้บัตรเครดิต หรือขึ้นบัญชีดำ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เก็บไว้ในธนาคารเดียวแต่อยู่ในบิ๊กดาต้า ในกรณีที่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองให้พฤติกรรมดีขึ้นแล้ว แล้วเราอยากให้บิ๊กดาต้าลืมอดีตของเราเหมือนที่คนอื่นเขาลืมก็มีเสียงจากวิศวกรบอกว่าทำได้ยากมาก กูเกิลเคยมีคดีความกับอียูเกี่ยวกับสิทธิที่จะถูกลืม แล้วของบนบิ๊กดาต้ามันเก็บอยู่เยอะมากจนผู้ดูแลระบบคงจะทำได้ยากที่จะเจาะจงว่าเป็นข้อมูลชุดไหน

วิโรจน์กล่าวถึงประเด็นลบอดีตที่ไม่ดีในบิ๊กดาต้าว่า ในเฟซบุ๊กจะมีระยะเวลา 90 วันหลังจากเราปิดแอคเคาท์ แต่ว่าอยากจะพูดเรื่องอคติข้อมูล บางครั้งที่เราเอาข้อมูลผิดๆ ให้มันเรียนรู้หรือข้อมูลที่เราคิดว่าถูกป้อนให้คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์มันก็จะคิดเหมือนกับที่เราป้อน กูเกิลมีโปรแกรมกูเกิลโฟโต้ ครั้งหนึ่งเคยแท็กคนผิวสีเป็นกอริลล่า ก็ต้องกลับไปดูว่าในกระบวนการฝึกหัดโปรแกรมว่าป้อนรูปแบบใดเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ ในบอสตันที่มีคนคิดแอพที่วัดจำนวนหลุมถนนผ่านการสั่นสะเทือนของมือถือบนรถ ผลปรากฎว่ามีแต่บ้านคนรวยเท่านั้นที่มีถนนราบเรียบ เพราะว่าคนจนไม่ใช้มือถือและรถ

ขจรศักดิ์กล่าวว่า เคยมีโอกาสได้ดูแลกลุ่มผู้เริ่มทำธุรกิจสตาร์ทอัพ เวลาที่เราคิดไอเดียก็มีอะไรน่าตกใจ เช่นเคยมีคนทำแอพพลิเคชั่นเช็คสุขภาพต่างๆ ผมก็เคยถามว่าแล้วจะทำเงินยังไง เขาก็บอกว่าจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปขายกับบริษัทประกัน ซึ่งมันเป็นข้อมูลส่วนตัว ดังนั้นในยุคบิ๊กดาต้าต้องพิจารณาเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลของเรา เพราะต่อให้เราตามลบก็อาจจะมีคนแคปเจอร์เอาไว้ ข้อมูลทุกวันนี้ถั่งโถมเยอะมาก ต้องเรียนรู้กัน ระมัดระวังและมีสติในการแชร์ รวมถึงผู้คิดค้นนวัตกรรมที่ควรให้ความเคารพกับความเป็นส่วนตัวของผู้คนด้วย

โสรัจจ์กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งอาจจะไกลตัว สืบเนื่องจากที่เราคุยกัน คือเรื่องอันตรายของ AI เพราะ AI มันก็อยู่ในเทคโนโลยีทางการทหารด้วย เช่น หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่แทนทหาร คิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หุ่นยนต์ที่ทำงานได้เองโดยไม่มีใ่ครควบคุมตลอดเวลา แล้วมันก็ถือปืน โปรแกรมไว้ว่าเลือกเป้าได้เอง อันนี้คือสิ่งที่เขาเป็นห่วงกัน ที่ต้องมีการวิจัยนอกจากอัลกอริธึมในการเลือกเป้าและความเป็นทหารของหุ่นยนต์ก็ต้องมีเรื่องของจริยธรรมมาประกอบด้วย เช่นถ้าเป็นพลเรือนจะไม่ยิง เคยไปประชุมวิชาการเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้่ก็มีข้อโต้แย้งว่า แล้วถ้าข้าศึกปลอมตัวเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้หญิงเสียเองจะทำอย่างไร ก็เป็นความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้ออกแบบ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในบริบทไหนก็ตาม มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ใส่ไว้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบบนพิมเขียวเลยที่จะมีมิติทางสังคม จริยธรรม หรือผู้ออกแบบควรได้รับการฝึกฝน ควรจะต้องรวมไปในกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้นเลยที่จะต้องมีเรื่องจริยธรรม การรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน เราอาจจะนึกถึงกฎ 3 ข้อของอาซิมอฟว่าด้วยหน้าที่หุ่นยนต์ แต่มันก็มีข้อยกเว้นที่ทำให้ซับซ้อนมากขึ้นอย่างที่ยกตัวอย่างเรื่องหุ่นยนต์ทหารไป


กฎ 3 ข้อว่าด้วยหุ่นยนต์ของไอแซค อาซิมอฟ นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย

กฎข้อที่หนึ่ง: หุ่นยนต์จะต้องไม่ทำอันตรายแก่มนุษย์ หรือ นิ่งเฉยปล่อยให้มนุษย์ตกอยู่ในอันตรายได้

กฎข้อที่สอง: หุ่นยนต์จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ ยกเว้นคำสั่งนั้นจะขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่ง

กฎข้อที่สาม: หุ่นยนต์จะต้องปกป้องตัวเองด้วยวิธีการใด ๆ ตราบเท่าที่วิธีการนั้นไม่ละเมิดกฎข้อที่หนึ่งและกฎข้อที่สอง

(ที่มา: Thairobotic)

วิโรจน์กล่าวว่า ปัญหาที่ยากกว่าคือคำถามทางปรัชญา MIT (Massachusette Institution of Technology) ทำเว็บมีเดียแล็บจำลองสถานการณ์ว่า ถ้าเราเป็นรถที่ขับเองก็จะมีเหตุการณ์สมมติมาว่ามีนู่นนี่มาตัดหน้า และสุดท้ายมันจะสรุปว่าจริยธรรมของเราเป็นแบบไหน เราจะเห็นภาพว่าสุดท้ายเราให้ค่ากับเรามากน้อยแค่ไหน เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบถูกผิด ความยากคือในมุมคนเขียนโปรแกรม คุณต้องเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตว่าใครจะตาย

โสรัจจ์ยกตัวอย่างทางสองแพร่งทางศีลธรรมว่า สมมติว่ารถขับเองแล้วไปชนท้ายรถคันหน้า แล้วถ้ารถมันขับเอง คำถามคือใครจะเป็นคนจ่ายค่าเสียหาย แค่นี้ก็มีงานวิจัยออกมาเยอะเลย บางคนก็บอกว่าต้องไปโทษผู้ผลิต บริษัทต้องจ่าย ก็มีคนเถียงว่าบริษัทผลิตมาตามขั้นตอนการผลิตที่ถูกต้อง การที่ไปชนรถคันหน้ามันเป็นการตัดสินใจเองโดยที่ผู้ผลิตไม่สามารถบังคับได้ ฉะนั้นจะโทษผู้ผลิตไม่ได้ บางคนก็บอกว่าถ้ามีคนนั่งในรถแล้วไม่ได้หยุดรถก็ถือว่าคนนั่งในรถผิด ผมไม่รู้ว่าท้ายที่สุดการถกเถียงกันล่าสุดเป็นอย่างไร แต่มันต้องมีคำตอบ เพราะความจำเป็นในการมีรถวิ่งเองมันมีอยู่เยอะ แต่ก็ต้องมีคำตอบเพราะทางตำรวจ บริษัทประกันก็ต้องการคำตอบในเรื่องนี้ 

อาชีพมาแรงยุค AI คณิตศาสตร์ เขียนโค้ด โปรแกรมจำเป็นสำหรับคนสนใจสายงานนี้

วิโรจน์กล่าวว่า ก็อาชีพนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) AI อยู่ในระดับที่นำมาใช้งานพื้นฐานได้หลายๆ อย่าง นวัตกรต้องเข้าใจว่ามีเทคโนโลยีพวกนี้อยู่ จะหาช่องทางให้ใช้งานจริงที่ไหนได้บ้าง ดาต้าต้องเเปลี่ยนเป็นของเรา มันต้องใช้ machine learning ขนาดใหญ่ แม้แต่โปรแกรมเมอร์ หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ก็ยังเป็นที่ต้องการทั่วโลก

ถ้าอยากทำงานเกี่ยวกับข้อมูล ความรู้ทางคณิตศาสตร์สำคัญที่สุด แคลคูลัส สมการเชิงเส้น ได้ใช้หมด ถ้าอยากจะวิเคราะห์ข้อมูล ทำโมเดลก็ต้องเขียนโค้ด เขียนโปรแกรมเป็น ทักษะสุดท้ายคือความรู้ด้านธุรกิจหรือความสามารถในการคุยกับคนแล้วเข้าใจเขาได้ว่าเขาต้องการอะไร ปัญหาหนึ่งคือทุกวันนี้มีคนที่เก่งทักษะทั้งสามแต่แยกกันอยู่ ดังนั้นจึงควรรู้หลายๆ อย่างรอบตัวมากไปกว่าความชอบของเรา

ขจรศักดิ์กล่าวว่า นอกเหนือจากงานที่เป็นเชิงเทคนิค การที่เรามีระบบที่ฉลาดขึ้น ถ้าเราทำความเข้าใจ ใช้ประสบการณ์ที่เรามีอยู่ เราอาจผสมสิ่งเหล่านี้เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานให้ดีขึ้น สร้างเป็นเงินทองขึ้นมา ถ้าเราไม่ได้สะดวกพัฒนาตัวเองเป็น data scientist หรือโปรแกรมเมอร์ วันนี้ AI เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ฉลาดขึ้น เช่น เวลาไปเที่ยว จ.น่านเดือน ธ.ค. อย่างน้อยคุณก็ต้องค้นในกูเกิลเรื่องที่เที่ยว ที่พัก ที่กิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณก็มาวาง ดูบริบทแล้วจึงตัดสินใจ มีคำจีนที่ชอบคือ เวลาที่ลมพัดแรง บางคนสร้างกำแพง บางคนสร้างกังหันลม 

อย่าให้ความกลัว AI ลดทอนการพัฒนา โซเชียลมีเดียน่ากลัวกว่ายังอยู่ด้วยกันได้

ขจรศักดิ์กล่าวว่า เวลาเราอยู่ในความมืด หลายคนกลัว บางทีเรากลัวกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะถ้าทุกอย่างสว่างเราจะเห็นว่ามีหรือไม่มีอะไร เราอยู่ในยุคที่ข่าวสารกระจายมาก บางทีเราก็เสพสื่อจนเกินไป เรื่องเฟซบุ๊ก จริงๆ ไม่ได้เกิดความผิดพลาดแบบนั้น อยากให้ลองกลับไปดูที่อธิบายว่า จริงๆ อันนั้นมาจากงานวิจัยหนึ่งที่พยายามสอนให้คอมพิวเตอร์สื่อสารกันได้ จริงๆ มันคือความผิดพลาดของระบบ การปิดโปรเจคไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการจบโปรเจค การสร้าง AI เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ต่างๆ สักวันหนึ่งก็อาจจะเกิด AI ที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็ต้องมาถามกันต่อ ไม่ใช่สิ่งที่จะปิดกั้นและไม่รู้ เราปล่อยให้วิวัฒนาการมันเกิดขึ้นแล้วแก้ไขเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น มากกว่าปิดกั้นแล้วไม่ให้เทคโนโลยีเกิดขึ้น

ถ้าเราจะกลัว AI สิ่งที่ควรจะกลัวก่อนคือโซเชียลมีเดีย มีแง่ลบเยอะแยะไปหมด แต่เราก็ยังอยู่กับมัน มันเข้ามาในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือความรู้ เตรียมคนให้มีความเข้าใจ ใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพและใช้มันอย่างระมัดระวัง เราคงปฏิเสธมีดไม่ได้ แต่จะสอนอย่างไรไม่ให้เด็กเอามีดไปแทงกัน แต่ถึงแม้เราจะสอนอย่างดีก็ยังมีคนเอามีดไปแทงกัน เราต้องเรียนรู้กันเยอะ

Posted: 29 Sep 2017 08:23 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศตั้ง คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน 'ชัชชาติ' โผล่นั่งเก้าอี้ กก.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พล.อ.ประวิตร ระบุว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ตอบคำถามว่าเป็นจุดเริ่มต้นการปรองดองหรือไม่


แฟ้มภาพ 

29 ก.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่าง ๆ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้ลงนาม

ประกาศระบุว่า โดยที่ พ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 16 และมาตรา 28 (2) บัญญัติให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกําหนดและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายหรือตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 16 และมาตรา 28 (2) แห่ง พ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการประชุมเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่าง ๆ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงขอบเขต สถาบันพระมหากษัตริย์ การทหาร อธิปไตย การต่างประเทศ ภัยพิบัติ อาชญากรรม การเข้าเมืองผิดกฎหมาย การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติยาเสพติด การค้ามนุษย์และภัยอื่น ๆ ที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ

2. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ขอบเขต การค้า การลงทุน การผลิต การบริการ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การพัฒนาพื้นที่พิเศษ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ การอํานวยความสะดวกในทางธุรกิจ 3. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ขอบเขต คุณธรรม จริยธรรม การศึกษา สุขภาวะ การพัฒนาสถาบันครอบครัว คุณภาพชีวิต การกีฬา นันทนาการ
4. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ขอบเขต ผู้สูงวัย ความยากจน คนด้อยโอกาส บริการสาธารณสุข ประชารัฐ ตลาดชาวบ้าน เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชุมชน 5. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขอบเขต ทรัพยากรน้ํา พลังงาน โลกร้อน การปลูกป่า ขยะมูลฝอย การกัดเซาะชายฝั่ง ทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหามลภาวะ ระบบนิเวศ ผังเมือง และ 6. คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ขอบเขต โครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาบุคลากรภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ การพัฒนากระบวนการยุติธรรม (ตํารวจอัยการ ศาล ทนายความ ราชทัณฑ์) การอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน

โดยปรากฎรายชื่อที่น่าสนใจ เช่น รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นกรรมการ ในคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ในส่วนของ คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มี วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นกรรมการ และ ชาญวิทย์ ผลชีวิน เป็นกรรมการ รวมทั้งเลขานุการ คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มี ศิริชัย ไม้งาม เป็นกรรมการ รวมทั้ง รศ.ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ เป็นกรรมการใน คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ประกาศระบุด้วยว่า ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการคณะใดยังไม่ครบตามจํานวนที่จะพึงมีตามที่กําหนดในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อาจมีมติแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมในภายหลังได้ รวมทั้งอาจแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ ให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวข้างต้นและที่จะแต่งตั้งเพิ่มเติมต่อไป มีหน้าที่และอํานาจดําเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และมีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย ทั้งนี้ ในการดําเนินการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติ ให้จัดให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ความต้องการและความจําเป็นในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล

และเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ตามมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 โดยให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทําหน้าที่สํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามประกาศนี้มีวาระการดํารงตําแหน่งห้าปี โดยให้ได้รับค่าตอบแทนค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด



ขณะที่ Voice TV รายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุถึงการแต่งตั้ง ชัชชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาทำงานและมีส่วนร่วมได้ และปฏิเสธที่จะไม่ตอบคำถามว่าเป็นจุดเริ่มต้นการปรองดองหรือไม่





ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai


The United States and South Korea conducted a combined missile strike drill in response to North Korea 's ICBM launch. 

ประธานาธิบดี มูน แจ-อิน กล่าวว่า รัฐบาลกรุงโซลกำลังเพิ่มความพยายามที่จะถอนตัวออกจากการบังคับบัญชาของกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้ภาวะสงคราม หรือ Wartime Operation Control (OPCON) ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าเกาหลีใต้ไม่สนับสนุนแนวทางแข็งกร้าวและคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี มูน แจ-อิน กล่าวในโอกาสครบรอบ 69 ปี วันกองทัพของเกาหลีใต้ ว่า เกาหลีใต้กำลังพิจารณาถอนตัวออกจากการบังคับบัญชาของกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้ภาวะสงคราม หรือ Wartime Operation Control (OPCON) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพากองทัพอเมริกัน

ปธน.มูน กล่าวว่า เมื่อเกาหลีใต้สามารถควบคุมกองทัพของตัวเองภายใต้ภาวะสงครามได้ กองทัพเกาหลีใต้จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และเกาหลีเหนือก็จะเกิดความหวั่นเกรงมากขึ้นด้วย

นักวิเคราะห์เชื่อว่า คำประกาศครั้งนี้ซึ่งมีขึ้นในช่วงเวลาที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกรุงโซลไม่สนับสนุนแนวทางแข็งกร้าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อเกาหลีเหนือ ดังที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้คำว่า “ไฟและความเดือดดาล” รวมทั้งการที่ ปธน.ทรัมป์ ขู่ว่าจะทำลายเกาหลีเหนือให้ราบคาบ

This handout photo taken Sept. 18, 2017 and provided by the South Korean Defense Ministry in Seoul shows U.S. and South Korean fighter jets flying over South Korea during a joint military drill aimed to counter North Korea’s latest nuclear and missile tes

ตั้งแต่เกาหลีใต้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1990 รัฐบาลเกาหลีใต้มีอำนาจสั่งการกองทัพของตนเองในภาวะปกติสุขเท่านั้น แต่ภายใต้ภาวะสงคราม กองทัพเกาหลีใต้จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การถ่ายโอนอำนาจการควบคุมกองทัพดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีของเกาหลีใต้เสียก่อน นอกจากนี้ ปธน.เกาหลีใต้ยังมีอำนาจวีโต้การควบคุมของผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา ปธน. มูน และรัฐบาลเกาหลีใต้ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยม แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ยอบรับการควบคุมของกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้ภาวะสงคราม โดยระบุว่าเป็นสิทธิในการปกป้องอธิปไตยของเกาหลีใต้ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสต่อต้านอเมริกาที่กำลังขยายตัวมากขึ้น

แต่ทางผู้สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยมต่างต่อต้านแนวคิดที่ให้เกาหลีใต้ควบคุมกองทัพตัวเอง โดยเชื่อว่าอาจทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทน้อยลงในการปกป้องเกาหลีใต้ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามจริงๆ

South Korea US Military Drill

คุณฮอง ยุน-เปียว หัวหน้าพรรคแนวทางอนุรักษ์นิยม Liberty Korea กล่าวว่า การดึงอำนาจนั้นกลับสู่มือของเกาหลีใต้จะถือเป็นการทำลายความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง และอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ศัตรูของสหรัฐฯ รับรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรสำคัญอย่างเกาหลีใต้ด้วย

เมื่อปี ค.ศ. 2014 กรุงโซลและกรุงวอชิงตันเคยตกลงเลื่อนการถ่ายโอนอำนาจการควบคุมกองทัพเกาหลีใต้ในภาวะสงครามไปเป็นปี ค.ศ. 2020 โดยระบุว่าให้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของกองทัพเกาหลีใต้ว่าจะสามารถบัญชาการรบด้วยตัวเองได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อกองทัพเกาหลีใต้เอง ในการยกระดับศักยภาพของกองทัพ

ซึ่งในเรื่องนี้ ปธน.มูน แจ-อิน ให้สัญญาว่าจะปฏิรูปกองทัพ และเพิ่มงบประมาณทางการทหาร เพื่อให้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธของตนเอง รวมทั้งเพิ่มความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์และบุคลากรทางทหารได้มากขึ้นเช่นกัน

(ผู้สื่อข่าว Brian Padden รายงานจากกรุงโซล / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909512878


FILE - A 14-year-old girl sits with her four-month-old baby in a village in the northwestern India, January 21, 2013. The girl married her husband when she was 11 and he was 13. 

App โทรศัพท์มือถือแจ้งเตือนการแต่งงานในวัยเด็กนี้ พัฒนาขึ้นโดย Gender Alliance ที่เป็นความร่วมมือกันของหน่วยงานการกุศลมากกว่า 270 เเห่งในรัฐพิหาร ที่เน้นสิทธิทางเพศ

App โทรศัพท์มือถือตัวนี้เปิดตัวไม่นาน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐแห่งนี้และได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนประชากรเเห่งสหประชาชาติ

กองทุนเด็กเเห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF เปิดเผยว่า อินเดียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเเต่งงานเด็กสูงที่สุดในโลก นับเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้หญิงทั้งหมดทั่วโลกมากกว่า 700 ล้านคน

App นี้มีบทเรียนเกี่ยวกับการแต่งงานเด็ก และค่าสินสอดกับผลเสียที่ตามมาและยังมีปุ่มกดที่เเจ้งเตือนทีมงานรณรงค์ทันทีว่ามีเด็กผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือ

Prashanti Tiwary ผู้อำนวยการกลุ่ม Gender Alliance กล่าวว่า App มือถือนี้มีบทบาทสำคัญมากในงานรณรงค์ยุติการเเต่งงานเด็กในรัฐนี้ เธอกล่าวกับ Thomson Reuters Foundation ว่าเมื่อเด็กหญิงต้องการความช่วยเหลือเพราะกำลังถูกบังคับให้เเต่งงานก่อนถึงวัยที่ได้รับอนุญาตตามกฏหมาย App มือถือนี้จะช่วยให้เด็กหญิงได้รับความช่วยเหลือ

เเม้ว่ากฏหมายจะห้ามไม่ให้เด็กหญิงในอินเดียเเต่งงานก่อนอายุ 18 ปี เเต่การแต่งงานเด็กก่อนวัยที่กำหนดนี้เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมท้องถิ่น เเละเป็นที่ยอมรับกันอย่างเเพร่หลายในสังคมอินเดีย

ไม่ค่อยมีใครรายงานการเเต่งงานเด็กแม้ว่าจะเป็นความผิดทางอาญา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมักลังเลที่จะเอาความผิดกับผู้ละเมิดกฏหมายนี้

ในขณะที่กฏหมายระบุว่า เด็กชายอินเดียสามารถเเต่งงานได้ก่อนอายุตามกฏหมายที่ 21 ปี ปัญหานี้กระทบกับเด็กผู้หญิงมากกว่า เพราะเป็นเพศที่ถูกจับเเต่งงานก่อนวัยมากกว่าเด็กผู้ชาย

การเเต่งงานก่อนอายุตามกฏหมาย ทำให้เด็กผู้หญิงเสี่ยงสูงมากขึ้นที่จะต้องออกจากโรงเรียน และบรรดานักรณรงค์กล่าวว่า การเเต่งงานเด็กยังเพิ่มความเสี่ยงเเก่เด็กหญิงต่อความรุนแรงทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบในครัวเรือน และการเสียชีวิตจากการคลอดลูก

หน่วยงานการกุศล ActionAid ในอินเดียชี้ว่า ความพยายามทางกฏหมายไม่ล้มเหลวในการกำจัดอิทธิพลของขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการเเต่งงานเด็ก

Prashanti Tiwary ผู้อำนวยการกลุ่ม Gender Alliance กล่าวว่า เมื่อกดปุ่มใน App หน่วยงานพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอที่อยู่ใกล้มากที่สุดจะพยายามเข้าไปแก้ปัญหา หากครอบครัวของเด็กไม่ยอมรับฟัง ก็จะมีการเเจ้งความเเก่ตำรวจต่อไป

App โทรศัพท์มือถือคล้ายกันนี้มีใช้ในรัฐเบงกอลตะวันตก เพื่อใช้รายงานกรณีการเเต่งงานเด็ก และการลักลอบค้าผู้หญิงและเด็ก มีบทบาทช่วยไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นหลายครั้ง ตามข้อมูลที่เปิดเผยโดย Child in Need Institute ซึ่งเป็นผู้นำ App มือถือนี้ออกมาใช้ในปี ค.ศ. 2015

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ อีกหลายอย่างที่นำมาใช้เป็นเเรงจูงใจเเก่ครอบครัว เพื่อไม่ให้จับลูกสาวเเต่งงานก่อนวัยตามกฏหมาย รวมทั้งเเรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน โดยทางการของรัฐจะโอนเงินจำนวนหนึ่งเข้าบัญชีของเด็กหญิงหากเด็กหญิงคนนั้นยังไปโรงเรียน เเละยังเป็นโสดเมื่ออายุครบ 18 ปี

Prashanti Tiwary ผู้อำนวยการกลุ่ม Gender Alliance กล่าวว่า คนท้องถิ่นจะต้องเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเพื่อยุติปัญหาการเเต่งงานเด็ก

Tiwary กล่าวว่า ทางกลุ่ม Gender Alliance กำลังพยายามชักจูงให้รัฐบาลอินเดียเพิ่มระดับอายุเเต่งงานตามกฏหมายของผู้หญิงให้เป็น 21 ปี เพื่อช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้ชาย

เเต่เธอกล่าวว่าเทคโนโลยี App โทรศัพท์มือถือเเจ้งเตือนปัญหา เป็นวิธีที่คนทั่วไปเข้าถึงได้เเละไม่ยุ่งยาก ซึ่งสามารถเเก้ปัญหาได้ทันทีขณะที่กำลังเกิดขึ้น

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

source; - http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909512879


Mount Everest (C), the world highest peak, and other peaks of the Himalayan range are seen from air during a mountain flight from Kathmandu April 24, 2010. REUTERS/Tim Chong (NEPAL - Tags: ENVIRONMENT TRAVEL) FOR BEST QUALITY IMAGE ALSO SEE: GM2E88716KV01

ยอดเขาเอเวอเรสต์คือยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก แต่ยังคงมีการถกเถียงถึงความสูงที่แท้จริงของยอดเขาแห่งนี้ ล่าสุดเนปาลได้เริ่มโครงการวัดความสูงของเอเวอเรสต์อีกครั้ง โดยจะใช้เวลาสองปี ซึ่งรัฐบาลเนปาลถือว่าโครงการนี้เป็นศักดิ์ศรีของประเทศ

เนปาลประกาศโครงการ 2 ปี เพื่อวัดความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ เป้าหมายเพื่อลดความงุนงงสับสนเกี่ยวกับความสูงที่แท้จริงของยอดเขาแห่งนี้

เนปาลถือว่าโครงการนี้เป็นความภูมิใจของประเทศ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงจีนและอินเดียที่ได้ทำการวัดความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์อย่างเป็นทางการ แต่เนปาลต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเองว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ามหาอำนาจของเอเชียทั้งสองประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด

FILE - A tourist is silhouetted as he takes pictures of Mount Nuptse (C) as Mount Everest (L) is covered with clouds in Solukhumbu district, also known as the Everest region, Nov. 30, 2015.

ยอดเขาเอเวอเรสต์นอกจากจะเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ยังถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเนปาลที่สร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์เข้าประเทศ จากนักปีนเขาทั่วโลกที่ต้องการพิชิตยอดเขาแห่งนี้

ปฏิบัติการวัดความสูงของยอดเอเวอเรสต์เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1854 ก่อนที่อีก 100 ปีต่อมาจะมีการสำรวจอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลอินเดีย ซึ่งวัดระดับความสูงได้ที่ 8,848 เมตร

ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 คณะนักสำรวจของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก National Geographic Society ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจความสูงของยอดเอเวอเรสต์อีกครั้ง และระบุว่ามีความสูงที่ 8,850 เมตร

แต่ในอีก 6 ปีต่อมา คณะนักสำรวจจากจีนได้ปีนขึ้นไปถึงยอดเขา และระบุว่าความสูงที่แท้จริงของยอดเอเวอเรสต์นั้นคือ 8,844.43 เมตร ซึ่งต่ำกว่าที่คณะสำรวจของสหรัฐฯ บอกไว้

Nepal Everest Avalanche

จุดขัดแย้งของเรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างเนปาลกับจีน เนื่องจากยอดเขาแห่งนี้อยู่ระหว่างพรมแดนของทั้งสองประเทศ จึงถือเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีที่ต้องมีตัวเลขของตนเองที่ชัดเจน โดยจีนยึดเอาตัวเลข 8,844.43 เมตร จากการวัดครั้งล่าสุดที่จีนบอกว่าวัดถึงระดับพื้นดินของจุดสูงสุดของเอเวอเรสต์ แต่ทางเนปาลยังยึดเอาตัวเลข 8,848 เมตร ที่อินเดียระบุไว้เมื่อเกือบ 70 ปีก่อน โดยบอกว่าเป็นการวัดรวมหิมะที่ปกคลุมจุดสูงสุดของยอดเขาไว้ด้วย

ปัญหาเรื่องนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเนปาลเมื่อปี 2015 ซึ่งทำให้เกิดดินถล่มยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วย จนก่อให้เกิดคำถามว่าความสูงของเอเวอเรสต์ได้ลดลงจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นหรือไม่ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกได้ส่งผลกระทบต่อสภาพธรณีวิทยาของเทือกเขาหิมาลัยหรือไม่อย่างไร

FILE – In this April 28, 2015 file photo, guides and climbers stand beside gear piled up after an avalanche triggered by the massive 7.8 magnitude earthquake hit the area.

เมื่อต้นปีนี้ อินเดียเสนอว่าจะวัดความสูงของเอเวอเรสต์รอบใหม่ แต่ทางเนปาลยืนยันว่าจะเริ่มโครงการวัดความสูงด้วยตัวเอง ในฐานะที่เอเวอเรสต์เป็นมรดกของเนปาล

ทางการเนปาลระบุว่าจะเริ่มส่งคณะสำรวจพร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขึ้นไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงกลางปีหน้า และจะใช้เวลาอีกหนึ่งปีสำหรับการสำรวจและประมวลผล จากนั้นจะขอการรับรองจากสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก เพื่อให้ระดับความสูงใหม่นี้เป็นที่ยอมรับเป็นสากล

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลเนปาลจะให้ความสำคัญกับการวัดระดับความสูงของยอดเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกแห่งนี้เพราะถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แต่สำหรับชาวเนปาลทั่วไปที่ต้องอาศัยเทือกเขาหิมาลัยในการดำรงชีพ ดูเหมือนสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการได้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อเทือกเขาอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ มากน้อยเพียงใด

(ผู้สื่อข่าว Anjana Pasricha รายงานจากกรุงนิวเดลี / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513870


President Donald Trump pauses while speaking about tax reform at the Farm Bureau Building at the Indiana State Fairgrounds, Sept. 27, 2017, in Indianapolis.

'ทรัมป์' ระบุแผนลดภาษีของตนจะเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ให้กับชนชั้นกลาง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าแผนลดภาษีของพรรครีพับลิกันจะเป็นการสร้าง “สิ่งมหัศจรรย์ให้กับชนชั้นกลาง”

ทำเนียบขาวกล่าวเสริมว่า ระบบภาษีของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เป็นระบบที่ลงโทษบริษัท ดังนั้นร่างกฎหมายภาษีใหม่จะลดภาระนี้

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ระบบภาษีปัจจุบันของอเมริกาทำให้บริษัทเลี่ยงการถูกเก็บภาษี ด้วยการโอนรายได้ไปยังประเทศที่อัตราภาษีต่ำกว่า

สำหรับคนรายได้น้อย รัฐบาลจะขยายจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์พิเศษลดหย่อนภาษีหรือไม่คิดภาษีแก่คนจำนวนมากขึ้นที่รายได้ต่ำ

คนเชื้อสายบังคลาเทศช่วยสร้างเศรษฐกิจในรัฐมิชิแกน

ชาวบังคลาเทศจำนวนมากย้ายเข้าไปอยู่ที่เมือง Hamtramck จนได้ชื่อว่าเป็น “Banglatown” และช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตและมั่นคงมากขึ้น

คนเหล่านี้เป็นตัวอย่างของชาวต่างด้าวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอเมริกันโดยรวมด้วย โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงความจริงที่ว่า รัฐมิชิแกนถือเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ที่เรียกว่าบริเวณ Rust Belt หรือเขตอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกา ซึ่งที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ในรัฐนี้

หน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไร Global Detroit ระบุว่า คนต่างด้าวเป็นประเด็นสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับนโยบายเศรษฐกิจอเมริกัน

ด้วยเหตุนี้หน่วยงานนี้จึงทำงานด้านยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและธุรกิจต่างชาติมาที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมิชิแกน

นครออร์แลนโด้เป็นเจ้าภาพจัดงานผู้หญิงในวงการเทคโนโลยี

นครออร์แลนโดในรัฐฟลอริดา จะเป็นเจ้าภาพจัดงานผู้หญิงในวงการเทคโนโลยีครั้งใหญ่ วันที่ 5 ตุลาคม

โดย Voice of America สนับสนุนเวทีให้มีการอภิปรายอย่างเปิดกว้าง ภายใต้ชื่อ Grace Hopper Celebration of Women in Computing

งานนี้ตั้งชื่อตาม Grace Hopper สตรีผิวสีอเมริกันผู้บุกเบิกวงการคอมพิวเตอร์

รายงานล่าสุดโดย ITU เมื่อปีที่แล้ว สรุปว่าจำนวนผู้หญิงที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก มีน้อยกว่าผู้ชายร้อยละ 12

ขณะเดียวกัน ในประเทศที่ระดับการพัฒนายังมีไม่มาก อัตราผู้หญิงที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่ 1 ใน 7 เทียบกับ 1 ใน 5 สำหรับผู้ชาย

source;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513871


sleepless

ในอเมริกา มีคนเกือบ 40 ล้านคนที่มีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง แต่การศึกษาชิ้นใหม่ชี้ถึงข้อมูลที่ย้อนไปถึงพฤติกรรมมนุษย์ในยุคก่อน

นักวิจัยจากประเทศแคนาดาศึกษาพฤติกรรมของชาวแฮดซา (Hadza) ประเทศแทนซาเนีย ที่มีความคล้ายกับของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เกือบ 2 ล้านปีก่อน

David Samson ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Toronto กล่าวว่าบริเวณที่ชาวแฮดซาอาศัยอยู่ เป็นบริเวณที่มีมลพิษทางแสงน้อยที่สุดในโลกเช่นเดียวกับคนสมัยก่อน

เขากล่าวว่า คนยุคปัจจุบันในโลกตะวันตกร้อยละ 99 ต้องเผชิญกับมลพิษทางแสง แต่ชาวแฮดซ่าแทบไม่เจอปัญหาแบบเดียวกัน

วิถีชีวิตของชาวแฮดซ่าทำให้คนเหล่านี้ต้องแสวงหาอาหารเพื่อการอยู่รอด เหมือนนักล่าอาหารเมื่อ 1 ล้าน 8 แสนปีก่อน นักวิจัยพบว่าชาวแฮดซ่าไม่มีรูปแบบการนอนหลับที่แน่นนอน คือนอนได้ทุกเวลา ไม่เฉพาะกลางคืน

นักวิจัยแปลกใจที่พบว่าชาวแฮดซ่าไม่มีรูปแบบการนอนที่แน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบยากมากในมนุษย์

นั่นอาจเป็นไปได้ว่าในยุคก่อน คนต้องใช้ชีวิตคล้ายกับชาวแฮดซ่า ผู้คนต้องเรียนรู้ในการปกป้องตนเอง และให้คนในสังคมช่วยกันสอดส่องดูแลอันตราย

ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ในสังคมปัจจุบันเข้านอนตอนดึก แต่คนอายุมากเข้านอนเร็ว นักวิจัยกล่าวว่าที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะว่ามนุษย์ปรับการนอนให้เข้ากับสถานการณ์ของตน และอาจไม่มีแบบแผนการนอนที่ตายตัวที่สามารถอธิบายพฤติกรรมการนอนของทุกคนได้

ผู้ทำวิจัยกล่าวว่า การมองว่าพฤติกรรมการนอนที่เหมาะสม ที่เราเข้าใจกันอาจเป็นกรอบความคิดที่คลาดเคลื่อนที่มาจากแนวทางตะวันตก

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Kevin Enochs)


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513872


ภาพยนตร์ La La Land สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการฮอลลีวู้ดในเวทีออสการ์ครั้งล่าสุด ในฐานะเจ้าของ 6 ตุ๊กตาทองจากการเข้าชิงมากถึง 17 สาขา

คงเป็นเพราะแรงบันดาลใจจากหนังรักโรแมนติกเรื่องนี้ บริษัท Calm.com จึงสร้างผลงานบันเทิงเลียนแบบ โดยตั้งชื่อว่า "Baa Baa Land"

Calm บอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งจัดงานพรมแดงแบบสนุกๆ ที่กรุงลอนดอนไปเรียบร้อยแล้ว เป็นหนังที่น่าเบื่อที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าดาราของหนังคือฝูงแกะ และคนตะวันตกสะกดเสียงร้องของพวกมัน ด้วยคำว่า "Baa Baa" นั่นเอง

คนตะวันตกใช้การนับแกะเป็นวิธีช่วยให้นอนหลับ และเนื่องจากกระแสนิยมในอังกฤษและอเมริกาเรื่องการฝึกจิตในตอนนี้ ผู้คนจำนวนมากจึงหันมาส่งเสริมการฝึกสมาธิ เพื่อช่วยให้นอนหลับสบาย

คนเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าของ Calm.com ที่ลงทุนจัดงานเปิดตัวหนังที่เล่นด้วยแกะครั้งนี้

บริษัทแห่งนี้พัฒนาแอพฯ ที่ช่วยให้คนฝึกสมาธิให้อยู่กับปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ดี หรือที่เรียกว่า “wellness market” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Global Wellness Institute ประเมินว่า มีขนาดของอุตสาหกรรม 3.7 ล้านล้านดอลลาร์

แอพฯ สำหรับการฝึกสมาธิของบริษัทต่างๆ กว่า 1,300 แห่ง เช่นของ Calm และ Headspace รวมกันแล้วมีผู้ใช้ 6 ล้านคนทั่วโลก

แม้ว่าแอพฯ ลักษณะนี้จำนวนมากสร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้ ที่จำนวนหนึ่งเชื่อว่าการฝึกสมาธิช่วยเรื่องการนอนหลับให้สนิท แต่ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือ

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนหลับ คุณหมอ Neil Stanley บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เป็นเรื่องที่ขัดกัน ระหว่างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยการนอนหลับ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้มักเป็นสิ่งกระตุ้น แต่การนอนหลับที่มีคุณภาพควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

งานวิจัยที่ผ่านมา ระบุว่าแอพฯ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีจำนวนมากไม่ได้สร้างผลดีอย่างที่โฆษณา

เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Liverpool ที่อังกฤษศึกษาแอพฯ เกี่ยวกับสุขภาพจิต และระบุว่าแอพฯ จำนวนมากขาดความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ และมีข้อจำกัดสำหรับผลดีทางการแพทย์

แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งเห็นข้อดีบางประการของแอพฯ เหล่านี้ โดยมองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการหันมาดูแลสุขภาพจิตของคนหลายคน

Orianna Fielding ผู้ก่อตั้งบริษัท Digital Detox ที่จัดสัมมนาเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดี กล่าวว่า แอพฯ อะไรก็ตามที่ช่วยให้คนหันมามองชีวิตดิจิทัลของตน และช่วยระบุว่าสิ่งกระตุ้นใดที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ หรือต้องพึ่งพาสิ่งใดเกินไป แอพฯ นั้นถือว่าดี

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Reuters)


source:- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513873


มิติใหม่ของเทคโนโลยีความจริงเสมือน หรือ VR เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการพัฒนาต่อยอดของทีมนักวิทยาศาสตร์จาก University of Sussex ของอังกฤษ ที่นอกจากจะทำให้เราสัมผัสกับโลกเสมือนจริงได้ผ่านสายตาและเสียงแล้ว เรายังสามารถได้รับกลิ่นที่สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่เห็นบนโลกเสมือนจริงได้อีกด้วย

Suzanne Fisher-Murray ผู้ทดสอบเทคโนโลยี VR ที่มี Smell Technology หรือเทคโนโลยีเสริมกลิ่น ได้ทดลองใช้แว่นตา VR ที่จำลองสถานการณ์ให้เปิดประตูเข้าไปพบกับภาพบรรยากาศของป่าเขตร้อน ก่อนจะพ่นสเปรย์กลิ่นที่เหมือนกับเราเดินเข้าไปในป่าเข้ามาประกอบสถานการณ์เสมือนจริงนี้ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ มากกว่าที่มองเห็นและได้ยินเสียงเสียอีก

จริงๆแล้ว Smell Technology หรือ เทคโนโลยีมีกลิ่น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีการพัฒนาภาพยนตร์ที่เรียกกันว่า Smell-o-Vision ในช่วงปีคริสตศักราช 1960 แต่ไม่ได้รับการสานต่อ จนกระทั่งปัจจุบัน

แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่มีการนำ Smell Technology เข้าไปใช้กับเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ทีมวิจัยยังนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในโปรแกรมจำลองการขับขี่ยานยนต์ด้วย

Dmitrijs Dmitrenko หนึ่งในทีมพัฒนาจาก University of Sussex อธิบายการทำงานของ Smell Technology กับโปรแกรมขับรถว่า ทีมงานกำหนดคำสั่งให้ปล่อยกลิ่นลาเวนเดอร์ไปยังคนขับ ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่เร่งความเร็วเกินมาตรฐาน เพราะเชื่อว่ากลิ่นลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่สร้างความผ่อนคลายกับผู้ขับขี่ได้นั่นเอง

ไม่เพียงแค่นั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำไปใช้กับโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนได้ด้วย ผ่านระบบการเตือนด้วยกลิ่น และภาคธุรกิจก็ยังสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ทำการตลาดและกระตุ้นพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าได้

Emanuela Maggioni หนึ่งในทีมพัฒนาจาก University of Sussex บอกว่า กลิ่นไม่เพียงแต่ช่วยทำการตลาดในร้านค้าเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งเราสามารถสร้างโลโก้ของสินค้าและบริการที่ส่งกลิ่นเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายได้ เช่น หากคุณอยู่ในห้องสมุดและได้กลิ่นกาแฟขึ้นมา ก็อาจทำให้อยากแวะไปร้านกาแฟได้เหมือนกัน

คุณ Emanuela เพิ่มเติมว่า กลิ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น เมื่อผู้ชายได้กลิ่นน้ำตา จะทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโตสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง และเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า Smell Technology สามารถสร้างปฏิกิริยาทางจิตวิทยาเช่นนี้ได้ ซึ่งอาจใช้พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่รับรู้กลิ่นและสร้างกลิ่นที่เราตอบสนองได้ เพื่อสร้างความไว้ใจระหว่างกัน

แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่มาถึงในเวลาอันใกล้ แต่ในเวลานี้ Smell Technology ได้กระตุ้นความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่านั้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์แล้ว


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513874


FILE - In this May 19, 2017, file photo, job seekers work on their resumes during the Opportunity Fair and Forum employment event in Dallas.

รายงานล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย Duke ของสหรัฐฯ เรื่องการตกงาน พบความเชื่อมโยงของการว่างงานกับการเรียนมหาวิทยาลัย ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ใหญ่ และความไม่เท่าเทียมกันที่สูงขึ้น

ข้อคิดที่สำคัญจากการศึกษานี้คือ การตกงานทำให้ความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มขึ้นในด้านการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา

รายงานพบว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ คนมักคิดว่าเด็กรุ่นใหม่จะปรับตัวเพื่อเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ

แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้คนตกงาน และภายใต้ปัจจัยนี้ เยาวชนจากครอบครัวที่มีเงินจะสามารถปรับตัวด้านทักษะได้

แต่ผู้ที่มาจากครัวเรือนรายได้ต่ำจะเกิดปัญหาในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และตามทักษะใหม่ๆ ไม่ทัน สถานการณ์นี้จึงเป็นเหตุให้ความไม่เทียมกันเพิ่มขึ้น

sourcer ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513875


child violence

รายงานประจำปี Ending Violence in Childhood: Global Report 2017 ที่จัดทำขึ้นโดย Know Violence in Childhood องค์กรระหว่างประเทศที่เคลื่อนไหวเรื่องการใช้ความรุนแรงในเด็ก รวบรวมประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับเด็กหลายล้านคนทั่วโลกมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

รายงานเปิดเผยว่า การใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาใหญ่ในระดับสากล

ในรายงานชิ้นนี้ ระบุว่า เด็กและเยาวชน 1 พัน 7 ร้อยล้านคน หรือคิดเป็น 3 ใน 4 ของเด็กและเยาวชนทั่วโลก ตกเป็นเหยื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงทุกๆ ปี นั่นรวมถึงการรังแกกลั่นแกล้ง การต่อสู้ การทารุณกรรม และความรุนแรงทางเพศ รวมทั้งการลงโทษทางร่างกายทั้งในบ้านและในสถานศึกษา

นอกจากนี้ยังพบว่า ความรุนแรงในวัยเด็กมีความเชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงในสตรีด้วย เพราะพบว่าเด็กหรือเยาวชนที่มีประสบการณ์หรือเคยพบเห็นผู้เป็นแม่ถูกทำร้ายเมื่อครั้งยังเด็ก มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเหยื่อ หรือกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเองเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

รายงานฉบับนี้ยังจัดทำขึ้นมา เพื่อหากลยุทธ์ในการหยุดวังวนแห่งการใช้ความรุนแรงนี้

Rayma Subrahmania ผู้อำนวยการองค์กร Know Violence in Childhood บอกว่า การใช้ความรุนแรงเป็นพฤติกรรมที่ถูกหล่อหลอมมาจากค่านิยมและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมานาน ที่หลายประเทศยอมรับการทุบตีทำร้ายร่างกายเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้ผู้คนในสังคม และยังพบว่าเด็กที่อยู่ในการสำรวจบางราย ยอมรับว่าถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจมาตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ

เด็กที่เป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงไม่เพียงแต่ได้รับความเจ็บปวดแค่ในช่วงเวลาที่ถูกทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังสุขภาพกายและจิตใจของพวกเขาไปตลอดชีวิต ทั้งภาวะวิตกจริต ภาวะเครียดหลังเผชิญกับเหตุสะเทือนใจ โรคซึมเศร้า และภาวะความผูกพันกับผู้คนอย่างผิดปกติ

เมื่อเหยื่อความรุนแรงโตเป็นวัยรุ่น ก็มีโอกาสที่จะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตายในวัยรุ่นชาย ส่วนวัยรุ่นหญิงก็มีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนได้

รัฐบาลในหลายประเทศพยายามทางมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในเด็ก เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางสังคมและทางเศรษฐกิจ จากที่รายงานชิ้นนี้ ระบุว่า เด็กที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะลาออกหรือพักการเรียน และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้น้อยลง

ที่ผ่านมา รัฐบาลทั่วโลกต้องสูญเสียไปราว 8% ของผลผลิตมวลรวม หรือ จีดีพี ในการจัดการผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรุนแรงในเด็ก

และดูเหมือนว่ารัฐบาลหลายประเทศยังไม่ให้ความสนใจและลงทุนอย่างเพียงพอเพื่อแก้ปัญหาไปถึงรากเหง้าของเรื่องนี้

source; - http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513876


ARSIP - Pendiri majalah Playboy, Hugh Hefner, tiba bersama teman wanitanya Kendra Wilkinson (kiri) dan Bridget Marquardt di perayaan pesta ulang tahunnya yang ke-80 di klub P1 yang terkenal di Munich, 31 Mei 2006 (foto: REUTERS/Michaela Rehle/Arsip)


ฮิว เฮฟเนอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Playbloy เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 91 ปีเขาเป็นผู้บุกเบิกสื่อสำหรับผู้ใหญ่ ก่อนขยายธุรกิจไปสู่โรงแรมและคาสิโน จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก

เขาท้าทายวัฒนธรรมเดิมๆ และเปิดกว้างให้กับผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ นักเขียนคนดังหลายคนเคยนำผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับนี้ และอดีตประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ เคยให้สัมภาษณ์กับ Playbloy ด้วยพร้อมกับประโยคอมตะที่ว่า "ผมเคยนอกใจภรรยาหลายครั้งในใจ"

แน่นนอนว่า ฮิว เฮฟเนอร์ ถูกวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิสตรีและฝ่ายอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นประจำ และเคยมีนักรณรงค์หญิง Gloria Steinem แฝงตัวเป็นพนักงานที่ Playbloy คลับในนิวยอร์กและนำเรื่องราวการถูกปฏิบัติโดยลูกค้ามาเปิดโปง

กิจการในเครือ Playbloy ลดขนาดลงอย่างมากในปัจจุบัน ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น

เมื่อปีที่แล้วฮิว เฮฟเนอร์ ถ่ายโอนหน้าที่ด้านงานสร้างสรรค์ไปสู่ลูกชายคนสุดท้อง คูเปอร์ เฮฟเนอร์ วัย 26 ปี

สื่อรายงานว่า ศพของ ฮิว เฮฟเนอร์ จะถูกฝังตรงพื้นที่ที่เขาเคยซื้อไว้ข้างศพดาราสาวผู้ล่วงลับ มาริลิน มอนโร ที่เคยถ่ายภาพลง Playboy ฉบับแรก

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166096159909513877


วัฒนา เล่นแรง เหน็บ บิ๊กตู่ ก่อนยกหางตัวเอง ‘ล้างเท้าก่อนดีไหม’

วันที่ 30 กันยายน 2560 - 13:37 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ล้างเท้าก่อนดีไหม” โดยระบุว่า “พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการพูด จึงมีหลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับการพูดไว้มากมาย หนึ่งในคำสอนคือ “สัมมาวาจา” คือการเว้นจากการพูดไม่ดี ประกอบด้วย เว้นจากการพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ แม้แต่การแสดงธรรมก็เช่นกัน การแสดงธรรมที่ดีจะต้องมีจิตเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่แสดงธรรมกระทบผู้อื่น รวมถึงการไม่ยกตนข่มท่าน เป็นต้น”

“คำพูดที่ว่า “ผมเดินเชิดหน้าได้เพราะไม่เคยทำผิด” เป็นการพูดยกย่องตัวเองหรือยกตนข่มท่าน ส่วนคำพูดที่ว่า “ใหญ่โตแค่ไหนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันหมด” เป็นการโอ้อวดตนเองและสั่งสอนผู้อื่น เข้าลักษณะการพูดส่อเสียดและพูดเพ้อเจ้อซึ่งเป็นมิจฉาวาจา ที่นอกจากจะนำมาซึ่งความขัดแย้งแล้วคนที่ได้ฟังยังไม่มีใครนิยมหรือสรรเสริญ ยิ่งหากพิจารณาสถานะของผู้พูดที่ไม่เคยยอมรับการตรวจสอบเพราะออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองและพรรคพวกมาตลอด ยิ่งจะเป็นคำพูดที่ไม่มีใครเชื่อถือ”

“เพราะการพูดจาสั่งสอนคนอื่นตัวเองจะต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ก่อนดังคำกล่าวที่ว่า “ต้องล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์” หาไม่แล้วอาจจะถูกตำหนิได้ว่าดีแต่พูด หรือพูดยกย่องตัวเอง ซึ่งการยกย่องตัวเองคนไทยเรียกว่า “ยกหาง” หรือ “ยกก้น” อันเป็นกริยาของสุนัขเวลาจะปล่อยอาจมหางจะยกขึ้นเองโดยไม่มีใครต้องไปช่วยยก บางท่านเปรียบเทียบกับกลองดีต้องไม่ดังเอง หากกลองลูกใดไม่ถูกคนตีแต่ดันมีเสียงดังเอง โบราณเรียกกลองอัปรีย์ มีไว้เป็นกาลกิณีแก่บ้านเมืองท่านให้เอาไปทำลายทิ้ง”

https://www.matichon.co.th/news/680957


เผื่อจะมีคนตาสว่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะๆ

ได้มาจากกลุ่มไลน์ที่ 80 % เป็นสลิ่ม คนโพสต์กล้าหาญมากโพสต์มาตั้งแต่ 5 ทุ่มเมื่อคืน จนบัดนี้ (ณ เวลาเที่ยงครึ่งวันนี้) ในกลุ่มเงียบกริบ
ความว่า

"ลองอ่านข้อมูล..ดูของอีกฟากหนึ่งให้เข้าใจ (อย่างเป็นกลาง) แล้วพิจารณาด้วย "ปัญญาชน" ของท่าน แล้วพิจารณาคำถามทั้งหมดว่าพวกเราคือ "กบในกะลา" หรือไม่

1) รัฐบาลนี้ถูกต่อต้านจากองค์กรระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ไม่มีใครลงนามความร่วมมือด้วยมา 2 ปีกว่า เพราะอะไร?

2) รัฐบาลนี้ส่งหมายจับดร.ทักษิณไปรัฐบาลอื่นทุกประเทศ ไม่มีใครจับเลย แต่เขากลับให้เกียรติ ดร.ทักษิณ ทั้งๆที่ประเทศเหล่านั้นจริยธรรมสูงกว่า จริงจังกว่าเรามากมาย รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ, สื่อต่างประเทศระดับโลก ให้เกียรติระดับเชิญไปปาฐกถา เชิญเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลนับสิบประเทศ เชิญให้มาลงทุน แย่งกันให้สถานะประชาชน ให้พาสปอร์ตนับสิบประเทศ แต่สื่อไทยไม่ได้ออกข่าวและคนไทยไม่รู้เรื่อง...ทำไม?

3) ต่างประเทศ, องค์กรต่างประเทศ ไม่ให้เกียรติประยุทธในฐานะส่วนบุคคล แต่ให้เกียรติในฐานะตัวแทนประเทศตามมารยาทเท่านั้น ทำไม?

4) พวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดไปนัดประท้วง ดร. ทักษิณที่เมกา ทำไมเขาไม่ให้เกียรติ ให้ประท้วงในคอกที่จัดไว้ และให้ลงจากตึกในลิฟขนขยะ (เจิมศักดิ์ลงเฟสบุคส่วนตัวเอง) แต่พวกสนับสนุนให้อิสระเดินบนถนน ทำไม?

5) ดร.ทักษิณไปทำธุรกิจต่างประเทศโดยรัฐบาลต่างๆเชิญชวน เกือบสิบประเทศ รำ่รวยกว่าสมัยอยู่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่มีเรื่องทุจริตเลย แสดงว่าอัจฉริยะจริงใช่ไหม?

6) คนไทยถูกกรอกหูว่าทักษิณโกงจนฝังไว้ในหัว และรวมหัวเค้นหาความผิดและวันนี้มีอำนาจเผด็จการเต็ม แต่ทำไมเอาผิดได้เพียงเซ็นชื่อรับรองให้เมียซื้อที่ดิน ตามระเบียบราชการเท่านั้น และศาลตัดสินแล้วว่าการซื้อขายไม่ผิด เป็นคดีที่อ่อนมาก..

แต่ "เสาโรงพักโด่เด่" มันชัดเจน เห็นตำตา แต่ไม่มีคนด่าว่า "โคตรโกง"

..สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นคนเปิดประโยค "โคตรโกง" ตัวเองถูกศาลตัดสินโกงบริษัทมหาชน จำคุก 85 ปี คนไทยกลับไม่ด่าว่า"โคตรโกง" ทำไม? และหากเกิดในรัฐบาลทักษิณ และกรณีจำคุก 85 ปีคือทักษิณ เราจะมีอาการอย่างไร?

7) คนที่จำว่าทักษิณโกง ก็จำมาจาก การปราศรัยของเวทีสนธิ (คนโกง) และเวทีสุเทพ (มีคดีโกงเพียบ) แต่แสดงออกว่าเกลียดโกง คุณก็เชื่อแบบงมงาย...งงตัวเองไม๊?

? คนที่เกลียดเข้าไส้ว่า ทักษิณโกง จริงๆตัวเองทำมาหากินเหน็ดเหนื่อยทั้งวันไม่เคยค้นหาข้อมูลจริง และไม่เคยจริงจังกับเรื่องเหล่านี้มาก่อน แต่ที่ด่าๆและคำอธิบายก็พูดตาม "คนที่เกลียดทักษิณ" จนตัวเองเกลียดเข้าไส้ไปด้วย พูดตามวาทกรรมในทีวี และจับกลุ่มด่าว่า ย้ำซึ่งกันและกัน และหาพวกเชื่อตามๆกันมา แต่บอกว่าฉันศึกษาข้อมูลทะลุปรุโปร่ง งงตัวเองไม๊?

9) ทุกคนก็รู้ว่า ดาราค่าตัวแพงมาก ค่าจ้างออกงานครั้งละเป็นแสนๆ คนพวกนี้โกงภาษีหนักมากที่สุด แต่แสดงอารมณ์บนเวทีเหมือนกำลังแสดงละครว่าเกลียดโกง จนคนฟังอินไปด้วยจริงจัง ลืมไปว่านั่นมันการแสดงบนเวที ทั้งๆที่รู้ว่าดาราพวกนี้ขี้โกงภาษีมาตลอด.. สนธิลิ้มขี้โกงก็รู้ โรงพักเสาโด่เด่ก็ขี้โกงก็รู้ แต่เราก็รักเขา ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเขาโกง..งงตัวเองไม๊?

หรือจริงๆแล้วเราไม่ได้เกลียดคนขี้โกงจริงๆ แต่มันทำให้เราดูเป็นคนดี หรือตามกระแส เพราะเราถูกปลุกระดม จึงแสดงออกไปได้ขนาดนั้น?(ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีพวกเสื้อแดง เสื้อแดงก่อนหน้านั้นใส่เสื้อเหลือง โพกหัวเหลือง เพิ่งมีเสื้อแดงตอนคัดค้านรัฐธรรมนูญปี 2550 )

10) ก่อนทักษิณบริหาร ประเทศเราอยู่ในสภาพล้มละลายเงินคงคลังเหลือ 280 ล้านยูเอสดอลล่าร์ แต่มีหนี้สินมหาศาล จะต้องใช้หนี้อีก 50 ปี ถึงรุ่นลูกหลาน

แต่ 2 ปีใช้หนี้หมด เงินคงคลังกลับมาที่2400ล้านยูเอส และขึ้นมาถึงเกือบสองหมื่นภายใน 4 ปี และกลับมาเป็นประเทศให้กู้เร็วมากๆ ทุกประเทศทึ่งเรามาก ไม่เห็นต้องใช้หนี้ถึง 50 ปีเป็นภาระลูกหลาน เราไม่พูดถึง

กลับมามีเงินเหลือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ2ครั้ง มี30บาทรักษาทุกโรค (เมกายังเอาไปทำตาม) มีกองทุนหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้ เราก็ไม่พูดถึง

แต่คนที่ถูกตัดสินโกงจำคุก 85ปี มาบอกว่าถ้าทักษิณอยู่ต่อ"ประเทศจะเหลือแต่กระดูก" งงตัวเองไม๊ว่าเราเชื่อไปได้ยังไง?

(อย่างนี้ต้องยอมรับเลยว่าพวกเราโง่จริงๆ แต่ขอเตือนและย้ำให้พวกเราชาวสลิ่มยังจำได้ไหมว่าตอนขึ้นเวที เส อ้าย และเทพเทือกประกาศว่า จะแช่แข็ง แล้วก็ปิดประเทศไทยสักห้าปีมันจเป็นไรไป เพื่อไล่จับคนโกงมาลงโทษ แล้วเป็นอย่างไรพี่น้องเอ้ยทุกวันนี้ คนพูดบนเวทีกับคนฟังอยู่ข้างล่างใครใกล้จะตายกว่ากันหรือว่ามันกำลังจะตายกันทั้งประเทศ ลองตั้งสติแล้วคิดดูว่า ใครมัน โ ก ง ) จริงม๊ะ

พวกโกงประเทศทั้งนั้นที่ปลุกระดมเรา เราก็เครียด กังวล แล้วเราก็เชื่อเรื่องโกหก แต่เราก็เชื่อว่าเราฉลาด เราไม่ตั้งสติทบทวนเรื่องเก่าๆดูหรือ ?

จากประเทศกำลังรุ่งเรือง วันนี้ทำท่าจะเหลือแต่กระดูก คนที่โกหก หลอกเรามา เราไม่เคยคิดถามหาว่าเขาต้องรับผิดชอบอย่างไร?

ยังร่วมมือเขาลากกันต่อไปจนกว่าจะเหลือแต่กระดูกจริงๆอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าเราปิดกั้นตัวเองเกินไป ไม่รับรู้ข้อมูลอื่นๆ ไม่ตามข่าวต่างประเทศ หมกมุ่นอยู่กับความเกลียด ที่ถูกปฎิบัติการจิตวิทยาฝังหัว

สรุป เราเป็น"กบอยู่ในกะลาจริงๆ" แล้ว
- - - โง่ซิโง่ซิ เพราะฉันโง่ ซี - - -



ความขัดแย้งหลักในปัจจุบันคือ ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างศาสนา!

ทั้งฝ่ายเผด็จการและฝ่ายประชาธิปไตยล้วนมีชาวพุทธ คริสต์ มุสลิม ฮินดู ซิกข์ ฯลฯ ปะปนอยู่ทั้งสิ้น การรับใช้เผด็จการเพื่อผลปย.ตนและโรคสลิ่มคลั่งเผด็จการนั้นไม่เลือกศาสนา ส่วนคนที่เรียกร้องสิทธิเสมอภาคและปชต.ก็มีทุกศาสนาเช่นกัน

เสื้อแดงบางคนที่วันนี้ไปร่วมขบวน "ต่อต้านอิสลาม" น่ะลืมแล้วหรือว่า ในขบวนเสื้อแดงก็มีคนทุกศาสนาร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ฝ่าห่ากระสุนด้วยกันมา? ลืมแล้วหรือว่า ในการฆ่าหมู่เสื้อแดงปี 53 คนตายร้อยศพ ติดคุกอีกหลายร้อย บาดเจ็บพิการกว่าสามพันคนนั้น ก็มีพี่น้องมุสลิมอยู่ด้วย?

เหตุการณ์ใน 3 จชต.เกิดจากกลุ่มคนของรัฐและคนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งใช้อาชญากรรมของรัฐไทยที่กระทำต่อคนพื้นที่ มาเป็นเงื่อนไขขยายความขัดแย้งเพื่อปย.ของกลุ่มตนบนเลือดเนื้อของชาวบ้านทั้งพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ การเอาประเด็นนี้มากระพือกระแส "ต่อต้านอิสลาม" ก็คือการสมประโยชน์ให้กับคนกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว

เราสู้เพื่อประชาธิปไตยที่รวมคนทุกศาสนา การที่เสื้อแดงบางคนพยายามโยงคสช.ให้เป็น "ขบวนการทำลายพุทธ-เอาใจอิสลาม" จึงเป็นผลเสียหายต่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ผลดี เป็นการตอกลิ่มความแตกแยกกันเองในหมู่ปชช.และทำให้เผด็จการยิ่งอยู่ยืนยาวไปได้

อ. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


สุดยอดมวยไทยในตำนาน

เดชฝั่งโขง ผู้ทำให้อเมริกา
เริ่มรู้จักมวยไทย
ฝ่ายตรงข้าม เป็นนักมวยคาราเต้  สมัยนั้นชาวเอเชียโดนดูถูกมาก  กองเชียร์โคตรสะใจ



แฟ้มภาพ

วันที่ 28 ก.ย. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานอ้างแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทย ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะนี้อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และกำลังทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเวลา 5 ปี ไม่รอลงอาญา

รายงานระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศไทยไปก่อนหน้านี้แล้ว และไม่ได้ปรากฏตัวที่ศาลในวันที่ 27 ก.ย.ที่่ผ่านมา ทั้งนี้ศาลสั่งห้ามน.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2558

ซีเอ็นเอ็น ระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบซ่อนอยู่ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เดียวกับที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพี่ชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ พำนักอยู่

ด้านกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ ที่ดูแลเรื่องการขอลี้ภัย เปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่เป็นเรื่องของรายบุคคลได้

'วีระ สมความคิด' โต้นายกรัฐมนตรี ปมกล่าวสุนทรพจน์ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ทุจริตและไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ถามกลับที่รัฐประหารเข้ามา ฉีกรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเองนั้นหมายถึงอะไร
จากกรณีเมื่อวันที่ 27 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีร่วมงานประกาศเจตนารมณ์ภาครัฐและเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน "รัฐเอกชนร่วมใจ ขับเคลื่อนธุรกิจไทยไร้สินบน" ที่ โรงแรมดุสิตธานี โดยกล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งกล่าวว่า
"วันนี้มาบรรยากาศเงียบสะงัด เดินเข้ามาเหมือนเป็นสถานกล่าวถ้อยแถลงที่เงียบ บรรยากาศการจัดโต๊ะเหมือนลูกขุน ผู้พิพากษา แต่ตนเดินมาด้วยความมั่นใจ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด ก็เดินหน้าเชิดหน้าเข้ามาได้ แต่ถ้าทำผิดก็คงต้องเดินก้มหน้าเข้ามา หรือไม่มาตามคำรับเชิญ"
นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ออกมาตอบโต้ประเด็นนี้ว่า ช่างกล้าพูดออกมาอย่างไม่อายฟ้าไม่อายดิน
คุณประยุทธ์มั่นใจนะว่าเดินเข้าสู่อำนาจอยู่ทุกวันนี้ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด
คุณจะกล้าเถียงไหมว่าคุณไม่ได้ทำรัฐประหาร
คุณไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ
การทำรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญ
ใครทำมีความผิดฐานเป็นกบถต่อราชอาณาจักร ต้องระวางโทษประหารชีวิต
คุณได้อำนาจมาด้วยการทำความผิดโทษมหันต์
แต่ที่คุณเดินเชิดหน้าได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ
คุณใช้อำนาจออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง
หรือจะเถียงว่าไม่จริง
นายกฯกล่าวว่าสิ่งที่อยากพูดไว้ตอนนี้คือ
"เราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับตัวเองให้ได้ก่อน ว่าตัวเองจะไม่ทุจริตและไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต"
ที่คุณประยุทธ์พูดออกมาทั้งหมดนี้
ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นประการใดครับ
เชื่อว่านายกฯไม่เคยทำอะไรที่ผิดและไม่เคยทุจริต
หรือว่าตรงกันข้าม 
กรุณาช่วยกันหาเหตุผลและหลักฐาน
มาประกอบการแสดงความเห็นของท่านด้วยนะครับ

source ;- voicetv


Atukkit Sawangsuk

ว่าถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับอนุรักษ์นิยม ขวาจัด ซ้ายจัด (เดี๋ยวค่อยพูดเรื่องสังฆกรรมกับรัฐประหาร)

ทำไมพวกขวาจัด ไม่เอาประชาธิปไตย จึงพร้อมจะทำให้เกิด failed stated ก็เพราะอุดมคติชั่วดีมีศีลธรรม การเคารพเทิดทูน ฯลฯ ทำให้พวกเขาไม่แยแสสนใจว่าใครจะเป็นจะตาย ใครจะเดือดร้อนแค่ไหน ต้องปกปักรักษาความเชื่อของตนไว้

ทัศนคติแบบนี้ในยุคกลาง ยิ่งหนักกว่า เคยดูหนังยคนโปเลียนไหมครับ สงครามยุโรปเดินแถวถือปืนเข้าประจัญหน้ากัน ไอ้พวกแถวหน้านี่ตายเกลี้ยง ล้มทีละแถวๆ เพื่อชาติศาสนา เชื่อว่าตายไปจะได้พบพระเจ้า


ส่วนฝ่ายซ้าย แม้ไม่เชื่อชาตินี้ชาติหน้า แต่ก็ปลุกใจด้วยอุดมคติว่า เบื้องหน้าคือสังคมสมบูรณ์แบบ คุ้มค่าที่จะตายเพื่อ

ขณะที่ทัศนะประชาธิปไตยไม่ได้ยึดถือยึดมั่น แค่มองว่าสังคมจะต้องขับเคลื่อนไปตามวิถี ชั่วๆ ดีๆ เป็นวิทยาศาสตร์สังคม ขอเพียงประชาชนได้กำหนด หากจะมีการต่อสู้พลีเลือดเนื้อก็เมื่อถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนไม่อาจมีชีวิตอย่างอัปยศ

ฉะนั้นฝ่ายประชาธิปไตยจึงไม่สามารถมีทัศนะแบบเอาเป็นเอาตาย ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่างแหลกราญ เพื่อให้ตัวเองชนะ มันขัดกับอุดมคติ ความเป็นมนุษย์ ที่เรามี

ฉะนั้นเมื่อถามว่าเราอยากเห็น failed state ใต้อุ้งตีนรัฐประหารหรือไม่ อยากเห็นสิ และเชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้นแม้ต้องใช้เวลา แต่จะเกิดขึ้นเพราะความวิบัติกัดกร่อนด้วยตัวมันเอง เราไม่สามารถที่จะจงใจทำให้เกิดความวิบัติฉิบหาย ทำได้แค่ไม่ร่วมมือ ไม่สังฆกรรม เท่าที่จะทำได้ตามสถานะของแต่ละบุคคล

ข้อนี้บางคนอาจมองเป็นความอ่อนแอของอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะมันทำให้เผด็จการสืบทอดอำนาจได้อย่างด้านๆ บีบคั้นสังคมไม่มีทางเลือกจำต้องร่วมมือ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีการต่อต้านแบบ 3 จังหวัดภาคใต้ แถมสังคมไทยเกินครึ่งก็เป็นพวกวัฒนธรรมอ่อนละมุนหยวนยอมไร้หลักการ

แต่เพราะอย่างนี้่มันจึงเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่สามารถเอาชนะความรุนแรงด้วยความรุนแรง ความสุดโต่งบ้าคลั่งด้วยการล้มล้าง แต่พวกเขาจะพยายามทำลายทุกอย่างจนทำลายตัวเอง
ขับเคลื่อนโดย Blogger.