แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT แสดงบทความทั้งหมด

 


@it24hrs #cd #dvd กลับมานิยมอีกครั้ง หลังจาก #ยอดขายตก มานานกว่า 17 ปี #ซีดี #ดีวีดี #tiktoknews #ข่าวtiktok #tiktokuni #iT24Hrs #ไอที24ชั่วโมง #เอิ้นปานระพี #รู้รอบไอที #เรื่องนี้ต้องดู #มากกว่า60วิ #tiktokสาดสาด #adele #bts #talorswift #tiktokitnews #ข่าวไอที ♬ มากพอแล้ว - LIL X
[right-side]

 


@it24hrs #กลต ไม่สนับสนุนให้ชำระสินค้าและบริการ ด้วย #สินทรัพย์ดิจิทัล #iT24Hrs #ไอที24ชั่วโมง #ข่าวtiktok #ข่าววันนี้ #tiktoknews #tiktokuni #รู้รอบไอที #เรื่องนี้ต้องดู #เรื่องนี้ต้องรู้ #คริปโต #คริปโตเคอร์เรนซี #crpto #crptocurrency #nft #blockchain #วัยรุ่นคริปโต💰💰 #defi #วงการคริปโต ♬ ใจหายอ่ะ สงสัยอยู่ที่เธอ - AirTag - Praesun
[right-side]

 


@it24hrs ตอบกลับ @yanisao_o ซื้อ #iphonese3 เหมือนได้ #iPhone13 ถึง 80% แต่ว่าจ่ายเพียง 60% แม้กล้องจะสู้ไม่ได้ แต่ได้ชิปสุดแรง #a15bionic ตัวเดียวกับที่อยู่ใน #ไอโฟน13 แบบนี้ก็ #ให้อภัย100เปอร์เซ็น แล้ว #ไอโฟน #iphonese2022 นี้เหมาะกับใครบ้าง? #iT24Hrs #ไอที24ชั่วโมง #ปานระพี #เอิ้นปานระพี #tiktoknews #ข่าวtiktok #รู้รอบไอที #มากกว่า60วิ #tiktokuni #เรื่องนี้ต้องดู #เรื่องนี้ต้องรู้ #เคล็ดลับไอโฟน #iOS #ถ่ายไงได้งี้ #applethailand #appleth #ให้อภัย100เปอร์เซ็นต์ ♬ ใจหายอ่ะ สงสัยอยู่ที่เธอ - AirTag - Praesun



superent02 เผยแพร่เมื่อ 19 ต.ค. 2018

เชื่อไหมว่า !!!อวกาศนั่นใช่ว่าจะไม่มีเสียงใด ๆ การพัฒนาในวงการวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้ว่า ในอวกาศนั้นมันไม่ได้มีแต่ความเงียบสงบ ในอวกาศเต็มไปด้วเสียงอันอึกกะทึก เสียงของดวงดาว เสียงของดวงจันทร์บริวาร หรือแม้แต่เสียงวงแหวนของดาวบางดวงเอง ก็แตกต่างกันออกไป และรวมไปถึงโลกที่เราอยู่ก็มีเสียงที่แตกต่างเช่นกัน นี่คือเสียงของดวงดาวที่มันแตกต่างกันและยัง มีเสน่ห์ของมันซ่อนตัวอยู่ เสียงจะเป็นยังไงบ้าง ไปติดตาม

[full-post]

(ที่มาภาพ: pexels)

Posted: 01 Feb 2019 06:37 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-02-01 21:37


เฟสบุ๊คประกาศมาตรการรองรับการเลือกตั้งในไทย ห้ามโฆษณาเกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้งไทยที่ส่งมาจากต่างประเทศ ให้มีทีมงานตรวจตราเนื้อหาไม่เหมาะสม ข่าวปลอมตลอด 24 ชม.

1 ก.พ. 2562 เฟสบุ๊ค เครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่เปิดเผยในห้องข่าว หรือเฟสบุ๊คนิวส์รูม ว่ามีมาตรการปกป้องการเลือกตั้งในไทยที่จะมีขึ้นใน 24 มี.ค. 2562 โดยระบุว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา เฟสบุ๊คเรียนรู้จากการเลือกตั้งทุกครั้ง และได้เพิ่มศักยภาพในการลบบัญชีเฟสบุ๊คปลอม ลดข่าวลวง ขัดขวางผู้ไม่ประสงค์ดี สนับสนุนการเลือกตั้งที่มีข้อมูลเพียงพอและมีส่วนร่วม รวมถึงความโปร่งใสของโฆษณาด้วย ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อคุ้มครองความสมบูรณ์ของการเลือกตั้ง และเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพวกเขามีเสียงในกระบวนการทางการเมือง

มาตรการที่เฟสบุ๊คนำมาใช้กับการเลือกตั้งไทยคือ การห้ามลงโฆษณาเกี่ยวกับการเลือกตั้งในประเทศไทยที่มาจากต่างประเทศ โดยวางแผนว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. เป็นต้นไป ประเภทโฆษณาที่อ้างอิงถึงพรรคการเมือง สัญลักษณ์ การหาเสียง นักการเมือง คำขวัญพรรค หรือการรณรงค์ไปจนถึงข่มขู่ไม่ให้ไปเลือกตั้ง โดยเฟสบุ๊คจะใช้ระบบตรวจตราทั้งแบบอัตโนมัติและโดยมนุษย์เพื่อพิจารณาโฆษณาที่ไม่ควรได้ลง

เฟสบุ๊คจะมีทีมงานดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงในการรับมือไม่ให้มีการใช้แพลตฟอร์มในทางที่ผิด และมีแผนจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อประสานงานเรื่องข้อมูลปลอม หรือข่าวปลอมกับศูนย์ใหญ่ที่สหรัฐฯ

ในกรณีข่าวปลอมนั้น เฟสบุ๊คมีมาตรการอยู่แล้วว่าแบ่งแนวทางปฏิบัติเป็นสามระดับ หนึ่ง ลบเนื้อหาที่ะเมิดมาตรฐานของชุมชนเฟสบุ๊ค สอง หากเนื้อหานั้นไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชน แต่เข้าข่ายว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวหรือเป็นเนื้อหาที่ล่อการคลิก (คลิกเบท) ก็จะลดอัตราการเข้าถึง และท้ายสุดที่ทำอยู่ตอนนี้คือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของเนื้อหาและเจ้าของเนื้อหานั้น

ที่ผ่านมาเฟสบุ๊คตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559


ไทม์ไลน์เฟซบุ๊กปล่อยข้อมูลรั่ว 50 ล้านคน จากแอพฯ ทายบุคลิกสู่ผลเลือกตั้ง ปธน. สหรัฐฯ

เดอะการ์เดียนสรุป 5 เรื่องที่ได้รู้จากการไต่สวน 'มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก' ในสภาคองเกรส


FILE - A woman checks her phone as she walks by posters adverting smartphones at a mobile phone store in Seoul, South Korea, Oct. 17, 2017.
WASHINGTON —

บริษัทวิจัย IDC เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้วถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องกับตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้

ไรอัน รีธ นักวิเคราะห์จาก IDC ระบุว่า โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 1,400 ล้านเครื่องทั่วโลก ลดลงร้อยละ 4.1 จากช่วงเดียวกันของปี ค.ศ. 2017 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสมาร์ทโฟนนั้นค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีสัดส่วนการซื้อสมาร์ทโฟนราวร้อยละ 30 ของโลก มียอดขายลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อปีที่แล้ว

แม้จะมีกำลังซื้อที่เติบโตจากตลาดในอินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนามอยู่ก็ตาม แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง คือ การที่ผู้บริโภคเลือกที่จะรอเพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นานขึ้นกว่าเดิม จากราคาสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่สูงทะลุ 1,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก

ทั้งนี้ Samsung ทำยอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลก ด้วยสัดส่วนยอดขายร้อยละ 20.8 รองลงมาคือ Apple ที่ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.9 เฉือนชนะ Huawei ที่อยู่ในอันดับ 3 จากส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.7


ยอดขายแอปเปิลโดยรวมตก 5% โดยยอดขายในจีนตกถึง 15% ในขณะที่หุ้นของบริษัทตกลง 30%

เมื่อวันอังคาร (29 มกราคม) ที่ผ่านมา แอปเปิลเปิดเผยตัวเลขรายรับของบริษัท โดยกล่าวว่า ยอดขายในช่วงวันหยุดยาวที่สำคัญเเตะ 8.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.65 ล้านล้านบาท แม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่แย่เท่าตัวเลขคาดการณ์ที่แอปเปิลออกมาเตือนนักลงทุนก่อนหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยอดขายของแอปเปิลตกลงราวร้อยละ 5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ทิม คุก ประธานบริหารของบริษัทแอปเปิล อ้างว่าสาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลงมาจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง โดยยอดขายไอโฟนในไตรมาสนี้ตกลงที่ร้อยละ 15 มาอยู่ที่ 5.198 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท

สำหรับตัวเลขยอดขายในประเทศจีนตกลงอย่างมีนัยสำคัญ รายรับสุทธิอยู่ที่ 1.317 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.14 แสนล้านบาท ตกลงจาก 1.795 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 5.64 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ในขณะที่หุ้นของแอปเปิลตกลงมาอยู่อันดับที่สี่ในอันดับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก จากที่รั้งตำแหน่งแชมป์มาหลายสมัย

หุ้นของบริษัทแอปเปิลตกลงราวร้อยละ 30 หลังจากมีการประกาศยอดรายรับของบริษัทในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างพากันกังวลถึงอนาคตของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางการพัฒนา 'ไอโฟน' ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

อ้างอิง; CNN

[full-post]


ฉาวโฉ่แฉ “เจฟฟ์ เบซอส” – วันที่ 10 ม.ค. เดลี่เมล์ รายงานจากแหล่งข่าวว่า นายเจฟฟ์ เบซอส ซีอีโอ แอมะซอน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ระดับโลกของสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งโพสต์แถลงว่าจะหย่าร้าง นางแมคเคนซี เบซอส ภรรยาที่แต่งงานกันมานาน 25 ปี นั้น

เป็นการเคลื่อนไหวก่อนที่สื่อแท็บลอยด์ชื่อดังจะแฉภาพความสัมพันธ์ลับของนายเบซอสกับ นางลอเรน ซานเชซ นักบินเฮลิคอปเตอร์ อดีตผู้ประกาศข่าวรายการ Good Day LA ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ 11 ที่สำคัญคือลอเรนมีสามีอยู่แล้ว คือ นายแพทริก ไวท์เซลล์ เอเจนซี่ในแวดวงฮอลลีวู้ด โดยทั้งคู่แต่งงานกันตั้งแต่ปี 2548 หรือกว่า 14 ปี

เนชั่นแนล เอนไควเรอร์ นิตยสารแท็บลอยด์ของสหรัฐอเมริกา เตรียมตีพิมพ์เรื่องราวเบื้องหลังการหย่าร้างของมหาเศรษฐีเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 ม.ค. พร้อมระบุว่าเป็นการสืบเสาะหาความจริงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิตยสาร

จากการติดตามนายเบซอสในช่วง 4 เดือนก่อนหน้านี้ พบว่านายเบซอสและนางลอเรนลักลอบคบชู้ นายเบซอสพานางลอเรนขึ้นเครื่องบินส่วนตัวมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันหลายครั้ง นอกจากนี้ยังอ้างว่านายเบซอสชอบส่งข้อความและรูปเซลฟี่สยิวมาให้นางลอเรน

Source :- Line

บทสนทนาระหว่างตัวละครในเกม Marvel Future Fight ในปี 2559 เป็นครั้งแรกของเกมในค่ายมาร์เวลที่พูดถึงความรักระหว่างเพศเดียวกัน แม้มีตัวละครที่มีลักษณะหลากหลายทางเพศมานานแล้ว (ที่มา: lgbtgamearchive.com)

Posted: 07 Jan 2019 09:32 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-08 12:32


เนื้อหาเรื่องความหลากหลายทางเพศอยู่ในวิดีโอเกมมาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องนี้คือนิทรรศการล่าสุดในในพิพิธภัณฑ์ชวูเลส ที่กรุงเบอร์ลิน ชื่อ "เรนโบว์ อาร์เคด" ซึ่งเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ของวิดีโอเกมที่มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ มาตั้งแต่ยุคปี 2528 จนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ที่เกือบจะตกหล่นของตัวละครข้ามเพศในเกมเก่าๆ ของค่ายเกมนินเทนโดมาจนถึงเกมแนวทดลองแบบเกย์ๆ ของโรเบิร์ต หยางในยุคปัจจุบันได้รับการวบรวมเอาไว้และกำลังจัดแสดงในนิทรรศการ "เรนโบว์ อาร์เคด" ที่พิพิธภัณฑ์ชวูเลส ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มันได้แสดงให้เห็นว่าในวิดีโอเกมตั้งแต่ยุค 2528-2561 เต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

นิทรรศการนี้มาจากการร่วมจัดทำของเอเดรียน ชอว์ ผู้ช่วยศาตราจารย์ด้านสื่อในสหรัฐฯ ผู้ที่เป็นคนก่อตั้งเว็บล็อก "LGBTQ Video Game Archive" ที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ของเกม LGBTQ ภัณฑารักษ์ ญาน ชนอเรนเบิร์ก และนักข่าวเกมในเยอรมนี ซาราห์ รูดอล์ฟ

งานจัดแสดงนี้มีการนำเสนอแบ่งโซนต่างๆ ด้วยสีที่อยู่บนธงสีรุ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางเพศ ทุกโซนล้วนแล้วแต่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเกมตลอด 33 ปี ทั้งเกมกระแสหลักและเกมอินดี้ โดยมีการพูดถึงเกมที่สื่อเนื้อหาเชิง LGBTQ อย่างเปิดเผยเกมแรกของโลกชื่อ "Caper in the Castro" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักสืบเลสเบียนที่ชื่อแทรกเกอร์ แมคไดค์ ทำการสืบสวนสอบสวนการหายตัวไปของ drag queen เพื่อนของเธอที่ชื่อเทสซี ลาเฟมม์ ผู้พัฒนาเกมนี้คือ CM Ralph ถึงแม้ว่าเกมดังกล่าวนี้จะมีการเผยแพร่มาเป็นเวลานานตั้งแต่ราว 30 ปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งมีคนค้นพบและชอว์เป็นผู้ดัดแปลงข้อมูลของเกมๆ นี้ให้สามารถเล่นได้อีกครั้ง

ในงานแสดงนี้ผู้เข้าชมสามารถเล่นเกมอินดี้บางเกมได้ เช่น เกม Queers in Love at the End of the World (เควียร์ในห้วงรัก ณ จุดจบของโลก) ซึ่งเป็นเกมแนวข้อความตัวอักษรที่ใช้เวลาเล่นเพียง 10 วินาที ผลงานของแอนนา แอนโธรพี หรือเกมที่มีการนำเสนอการเคลื่อนไหวแนวสต็อปโมชั่นและมีเนื้อหาละครเพลงผสมนักสืบเกี่ยวกับประเด็นเพศสภาพและเศรษฐกิจชื่อ Dominique Pamplemousse

แม้แต่ในโลกของเกมกระแสหลักบางเกมที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTQ แสดงออกให้เห็นชัดก็ยังมีการเติมแต่งจากแฟนๆ ในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งถกเถียงกันเรื่องความเป็นได้ที่จะมีคนรักเพศเดียวกันอยู่ในเกมนั้นๆ ซึ่งนิทรรศการเรนโบว์ อาร์เคดก็บันทึกและนำเสนอการอภิปรายกันของแฟนๆ เกมในงานจัดแสดงครั้งนี้ด้วย


ตัวละครในเกม Fire Emblem: The Sacred Stones ที่ตอนจบเกมจะมีจุดจบหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือตัวละครชายสองตัวได้แก่โจชัว (ซ้าย) และเกริค (ขวา) ได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งแฟนๆ เกมตีความว่าเป็นการลงเอยแบบรักกัน (ที่มา: lgbtgamearchive.com)

นอกจากเก็บประวัติเรื่องเกมแล้ว เรนโบว์ อาร์เคดยังเผยแพร่เรื่องปัญหาที่กลุ่ม LGBTQ ต้องเผชิญจากการเหยียดและการกีดกันในพื้นที่ต่างๆ ของวงการเกมหรือจากคนที่ถูกเรียกกันว่า “โทรล” กระแสการต่อต้านความหลากหลายในเนื้อหาของเกมซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเอาใจแต่ชายผู้รักเพศตรงข้ามเท่านั้น ทั้งนี้ยังมีเรื่องของการต่อสู้ของกลุ่ม LGBT ภายในเกมออนไลน์ชื่อดังอย่าง World of Warcraft (WoW) ซึ่งในปี 2549 ตัวเกมคัดค้านไม่ให้ผู้เล่นตั้งสมาคม LGBT ในเกมเพราะอ้างว่ากลัวสมาชิกถูกคุกคาม แต่ในที่สุดฝ่ายผู้พัฒนาเกมก็ยอมให้และ WoW ยังมีการจัดขบวนไพรด์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศมาจนถึงทุกวันนี้

จากอุปสรรคในอดีตมาจนถึงในยุคปัจจุบันที่ชุมชน LGBTQ เริ่มผสานกลุ่มคนเล่นเกมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมของพวกเขามากขึ้น ชนอเรนเบิร์ก หนึ่งในผู้จัดงานบอกว่างานจัดแสดงเรนโบว์ อาร์เคด เปรียบเสมือน "จดหมายรักที่เขียนถึงเกม"

"สำหรับเรื่องแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมด ก็ยังมีคนวิดีโอเกมเพื่อเป็นยาใจให้ตัวเอง เพื่ออธิบายเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง" ชนอเรนเบิร์กกล่าว

ขณะที่ชอว์ ผู้จัดทำเว็บล็อกเกม LGBTQ มาตั้งแต่ปี 2559 ก็บอกว่าก่อนที่เธอจะจัดทำแหล่งรวมประวัติศาสตร์เช่นนี้ ผู้คนมีความเข้าใจประวัติศาสตร์เนื้อหา LGBTQ ในเกมน้อยมาก เนื้อหาที่มีความหลากหลายทางเพศในเกมที่ออกมาใหม่ ก็ถูกมองว่าเป็นการฉีกออกจากบรรทัดฐานสังคมอย่างรุนแรง ทั้งที่จริงๆ มีเรื่องแบบนี้อยู่ในวิดีโอเกมมานานแล้ว

เรียบเรียงจาก

Sex lives and video games: first exhibition of LGBTQ gaming history opens in Berlin, The Guardian, Jan. 4, 2019

LGBTQ Video Game Archive, Adrienne Shaw

[full-post]


Posted: 05 Jan 2019 01:56 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-05 16:56


สธ.ชี้แอปฯ อสม.ออนไลน์ช่วยพัฒนาความรอบรู้ทั้งด้านดิจิทัลและสุขภาพ ตอบโจทย์นโยบาย "อสม. 4.0" ด้าน เอไอเอสเผย รพ.สต.และ อสม.ที่ประกวดแอปฯ อสม.ออนไลน์ปีนี้มีพัฒนาการมากขึ้นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

5 ม.ค.2562 นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการตัดสินโครงการประกวดการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ปีที่ 2 กล่าวว่า ภาพรวมการใช้งานแอปฯปีนี้ดีขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ในเชิงปริมาณคือมีผู้สนใจสมัครมากขึ้นและมีการใช้งานเพิ่มขึ้น ขณะที่เชิงคุณภาพคือมีจำนวน รพ.สต.ที่มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลดีเด่นระดับประเทศมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการประยุกต์ใช้แอปฯอสม.ออนไลน์ได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่ทำให้ รพ.สต.พึงพอใจมากคือการส่งรายงาน อสม.1 ผ่านโทรศัพท์มือถือได้เลยโดยไม่ต้องใช้กระดาษ รพ.สต.หลายแห่งที่ใช้งานแอปฯมาตั้งแต่ปี 2559 ก็เห็นรูปแบบการต่อยอดเพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพประชาชน การควบคุมโรค และการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง หรือบางแห่งยังใช้ในการติดต่อประสานงานส่งตัวผู้ป่วยเส้นโลหิตในสมองแตกให้เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที เป็นต้น

"จริงๆ แอปฯอสม.ออนไลน์ เป็นช่องทางสื่อสารระหว่าง อสม.และ รพ.สต. ทั้งการนัดหมายประชุม ส่งงาน แจ้งข่าว การส่งต่อข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ฯลฯ มันตอบโจทย์กระทรวงสาธารณสุขในแง่ที่เรามีนโยบายพัฒนา อสม. ให้เป็น อสม. 4.0 ซึ่งทักษะที่จำเป็นต้องมีคือความรอบรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ตลอดจนความเป็นจิตอาสา เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเมื่อ อสม.ได้ใช้แอปฯก็ช่วยพัฒนาทั้ง 3 เรื่องหลักๆ นี้ไปได้ส่วนหนึ่ง" นพ.ภานุวัฒน์ กล่าว

นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แอปฯอสม.ออนไลน์ยังช่วยเสริมการทำงานเมื่อใช้งานร่วมกับแอปฯ "สมาร์ท อสม." ที่กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาขึ้นมา เพราะแอปฯสมาร์ท อสม. จะเป็นการสื่อสารในวงกว้าง เช่น นโยบายใหม่ๆ ประเด็นที่สำคัญๆ หรือการแก้ข่าวแก้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังมีข้อจำกัดที่เป็นการสื่อสารทางเดียว อสม.ไม่สามารถตอบกลับมาที่ส่วนกลางได้ แต่ แอปฯอสม.ออนไลน์เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ดังนั้นหากมีข้อสงสัย อสม.สามารถสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ที่เป็นแอดมินได้ทันที

วิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เคยส่งประกวดเมื่อปีที่ผ่านมาก็กลับมาร่วมโครงการเกือบ 100% และยังมี รพ.สต.แห่งใหม่ๆ สมัครเข้าร่วมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการพิจารณาผลงานที่ส่งเข้ามาประกวดพบว่ามีพัฒนาการที่ชัดเจนกว่าปีก่อนอยู่ 3 เรื่องคือ 1.ปริมาณการใช้งานแอปฯมีความสม่ำเสมอมากขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าเกิดการใช้งานจริง บาง รพ.สต. ที่ได้รางวัลระดับชมเชยในปีที่ผ่านมา เมื่อมีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอก็กระโดดขึ้นมาอยู่ในระดับประเทศในปีนี้ 2.อสม.และ รพ.สต. มีการประยุกต์การใช้งานแอปฯที่หลากหลายมากขึ้น และ 3.ผู้ร่วมการประกวดมีความเข้าใจการใช้แอปฯลึกซึ้งขึ้น สามารถเขียนบรรยายสรุปประกอบกับหลักฐานการใช้งานได้ชัดเจน

"มีการประยุกต์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้แอปฯแล้วช่วยลดต้นทุนกระดาษทั้งเอกสารบันทึกการประชุม เอกสารสรุปรายงานการประชุม เอกสารแจ้งข่าวสารแก่ อสม. ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้สามารถทำในแอปฯได้เลยไม่ต้องใช้กระดาษ และมีอีกหลายเรื่องที่น่าประหลาดใจ เช่น การมาร์กจุดและสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุแล้วส่งข้อมูลต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อหาแนวทางป้องกันร่วมกัน หรือที่ อ.แม่สอด เมื่อพบการเกิดขึ้นของโรคเท้าช้างและโรคกาฬหลังแอ่นที่มากับคนต่างด้าว ก็มีการใช้แอปฯช่วยในเรื่องการควบคุมการระบาดของโรค โดยมาร์กจุดที่มีคนต่างด้าวอาศัยอยู่แล้วพล็อตเป็นแผนที่ ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนต่างด้าวอยู่จุดไหนแล้วไปฉีดวัคซีนให้ถึงที่เลย นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อสม.มีการพัฒนาการใช้แอปฯนอกเหนือจากฟังก์ชั่นปกติของมัน" วิไล กล่าว

สำหรับผลการตัดสินผู้ชนะรางวัลดีเด่นระดับประเทศจำนวน 10 รางวัล ได้รับเงินรางวัลๆ ละ 100,000 บาท ได้แก่

1.รพ.สต.บ้านคลองม่วง จ.กระบี่

2.รพ.สต.ไทรงาม จ.นครปฐม

3.รพ.สต.ขนาย จ.นครราชสีมา

4.รพ.สต.โตนด จ.นครราชสีมา

5.รพ.สต.มะค่า จ.นครราชสีมา

6.รพ.สต.บางทอง จ.พังงา

7.รพ.สต.บ้านปากคลอง จ.พัทลุง

8.รพ.สต.ชมพู จ.พิษณุโลก

9.รพ.สต.บ้านวังประจัน จ.สตูล

10.รพ.สต.กุดบง จ.หนองคาย

[full-post]

This photograph taken on May 16, 2018, shows a figurine standing in front of the logo of social network Facebook on a cracked screen of a smartphone in Paris.

บริษัทเฟสบุ๊ก กล่าวว่า ความผิดปกติของซอฟท์แวร์ ทำให้เกิดจุดบอดในการปกป้องรูปส่วนตัวของผู้ใช้เกือบ 7 ล้านคน

โดยทางบริษัทกล่าวขอโทษผู้ใช้ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนบล็อกของบริษัท

ข่าวนี้ถือเป็นอีกครั้งนี้ที่เฟสบุ๊กเผชิญกับปัญหาการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

เฟสบุ๊กเปิดเผยเรื่องนี้ในวันศุกร์ และชี้ว่ามีแอพ 1,500 เเอพ ที่อาจเข้าถึงรูปส่วนตัวของผู้ใช้เป็นเวลา 12 วัน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา


เครือข่ายโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นได้ทำพิธีเปิดการออกอากาศทีวี 8K และ ทีวี 4K ซึ่งมีความคมชัดสูงมากแบบภาพคมชัดความละเอียดสูงสุด โดยเริ่มออกอากาศแล้วเมื่อเวลา 10.00น. ตามเวลาญี่ปุ่น ของวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา โดยช่องที่ได้ออกอากาศความละเอียดสูงระดับ 8K คือช่อง NHK

ผู้ที่รับชมโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่น สามารถรับชมรายการทีวีของช่อง NHK แบบคมชัดสูงบนทีวี 8Kและ 4K ได้ผ่านทางทีวีดาวเทียมช่อง BS8K และช่อง BS4K ทั้งนี้รับชมได้เฉพาะบนเครื่องรับโทรทัศน์บางเครื่องหรือเครื่องรับสัญญาณ SET TOP BOX ที่รองรับ 8K และ 4K เท่านั้น โดยรายการที่ออกอากาศทางทีวี 8K เป็นรายการแรกคือ ภาพยนตร์เรื่อง A Space Odyssey ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2001

ข้อมูลจาก NHK WORLD , engadget


(ที่มาภาพ: pexels)

Posted: 20 Nov 2018 07:55 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatia.com)
Submitted on Tue, 2018-11-20 22:55


รายงานความโปร่งใสของเฟซบุ๊คเปิดเผยจำนวนเนื้อหาที่ได้จำกัดการเข้าถึงเนื่องจากผิดกฎหมายของประเทศต่างๆ ในไทยมีการจำกัดการเข้าถึงในไทยไปทั้งสิ้น 735 รายการ หลังรับรายงานจากหน่วยงานรัฐว่าผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อนับจำนวนชิ้นแล้วพบว่านำหน้าเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ทิ้งเวียดนามที่มาอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่นที่ 735 ต่อ 287

20 พ.ย. 2561 รายงานความโปร่งใสของเฟซบุ๊ค (Transparency Report) ที่เผยแพร่ทุกหกเดือนมาตั้งแต่ปลายปี 2560 รายงานจำนวนเนื้อหาที่ถูกปิดกั้นการเข้าถึงจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2557 - มิ.ย. 2561 มีการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาในไทยทั้งสิ้น 735 รายการ

ในรายละเอียดพบว่า เฟซบุ๊คได้รับการรายงานจากกระทรวงข้อมูลและสารสนเทศ (ไอซีที) กระทรวงการต่างประเทศหรือศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (CERT) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขอให้จำกัดการเข้าถึงเนื้อหาบางชิ้นภายใต้กฎหมายของไทยที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ โดยในช่วงเดือน ก.ค. - ธ.ค. 2560 มีการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาเช่นว่า 138 รายการ และในเดือน ม.ค. - มิ.ย. มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 283 รายการ

บีบีซีไทย รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2556 เฟซบุ๊คได้ทำตามคำขอของรัฐบาลไทยในการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมด 735 ชิ้น ส่วนกรณีอื่นนั้นมีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทส่วนบุคคลสามชิ้น และคำขอจากรัฐบาลเพื่อเข้าถึงข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทั่วโลก จาก 82,341 คำขอเป็น 103,815 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25

ในระยะเวลาเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในข้อตกลงความร่วมมืออาเซียน พบว่าไทยมีอัตราการขอให้จำกัดเนื้อหามากเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับพม่า (8-เนื้อหาที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดในเชิงศาสนา และยั่วยุให้เกิดการทำลายความสงบและอื่นๆ) เวียดนาม (287-เนื้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าผิดกฎหมาย สัตว์ป่า การปลอมแปลงตัวตนเพื่อแพร่ข้อมูลเท็จ และการหมิ่นประมาทส่วนบุคคล) กัมพูชา (1-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล) อินโดนีเซีย (154-เนื้อหาเกี่ยวกับเฮทสปีช สินค้าที่รัฐควบคุม ลัทธิสุดโต่ง การแลกเปลี่ยนสัตว์สงวน ดูหมิ่นศาสนา และรณรงค์เรื่องแนวคิดคอมมิวนิสต์) ฟิลิปปินส์ (2-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล) มาเลเซีย (4-ขายสินค้าที่รัฐควบคุมโดยไม่ได้รับการรับรอง) และสิงคโปร์ (1-หมิ่นประมาทส่วนบุคคล)

หลักเกณฑ์การจำกัดการเข้าถึงของเฟซบุ๊คได้จำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายของประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ แต่ไม่ละเมิดมาตรฐานชุมชนของเครือข่ายโซเชียลของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม โดยอิงตามพื้นที่ที่เนื้อหานั้นผิดกฎหมาย



ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ (ที่มา:Banrasdr Photo)
Posted: 19 Nov 2018 07:05 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-11-19 22:05

ร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ใหม่ เพิ่มบทบาทศาล กำหนดโทษเจ้าหน้าที่ชัดขึ้น แต่ยังค้นบ้าน เข้าถึง-คัดลอกข้อมูลได้เอง ผู้พิพากษาอาวุโสกังวล ยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเยอะ สะดวก รวดเร็ว แต่สิทธิ เสรีภาพเสี่ยงถูกละเมิด

19 พ.ย. 2561 ที่ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ได้จัดแถลงข่าวในประเด็นร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีสื่อมวลชนให้ความสนใจคับคั่ง
ศรีอัมพรแสดงความกังวลต่อร่างฯ ว่า เป็นการให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจเพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล ถือเป็นการล่วงเกินต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ถ้ามีการให้ศาลกลั่นกรอง ให้ดุลพินิจเป็นรายคดีว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ ก็เชื่อว่าจะไม่เสียมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมที่มีหลักนิติธรรมสากล
ผู้พิพากษาอาวุโสกล่าวว่า แม้กฎดังกล่าวจะทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็วแก่ผู้ใช้งาน แต่ก็อันตรายอย่างยิ่ง เพราะหลักประกันสิทธิ เสรีภาพของประชาชนและภาคเอกชนจะถูกละเมิดโดยง่าย จะเห็นได้ว่า แต่ละคดีสามารถดูได้รายคดี ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปจับเลย อย่างแต่ก่อนที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจจับก่อน แจ้งข้อหาทีหลัง ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการแก้ไขวิธีพิจารณาความคดีอาญาให้ต้องขอหมายจับ หมายค้นของศาลก่อน และหลังจับต้องส่งศาลไม่เกิน 48 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาสมควรให้ขังหรือไม่
เมื่อถามถึงกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าพนักงานที่มีอยู่นั้น ศรีอัมพรตอบว่า ตามระบบก็ต้องใช้ศาลอาญาในการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพราะการออกหมายค้นก็เป็นปรกติที่ศาลทำอยู่ ทำไมคดีทั้งหลายผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ต่างประเทศเชื่อถือเหตุใดถึงบอกว่าไม่สะดวก อย่างนี้ไม่ได้ เพราะภารกิจของหน่วยราชการในการทำหน้าที่ป้องปรามต้องมีฝีมือ อ้างเพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ไม่ได้
“ถ้าจะไปจับ ไปค้น ขอสถานที่ต่างๆ ต้องขอหมายจับ หมายค้น เพราะกรรมการ บอร์ดใหญก็ดี หรือบอร์ดเล็กก็ดี เขาไม่ได้มาดูรายคดีว่า เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจแค่ไหน เพียงใด การที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมากเกินไปนั้นเป็นอันตราย เพราะเมื่อเขามีอำนาจมาก ก็ย่อมสามารถใช้อำนาจนั้นล่วงละเมิดสิทธิ เสรีภาพประชาชน” ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์กล่าว
เอกสารแถลงการณ์ของศรีอัมพรระบุว่า หากร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ใช้บังคับจะมีผลกระทบดังนี้
  1. ทำลายหลักการและโครงสร้างของระบบประชาธิปไตย
  2. ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนและสิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิทางการเมือง สิทธิความเป็นส่วนตัวถูกทำลาย
  3. ทำให้กระบวนการยุติธรรมที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตยล้มเหลว
  4. ทำให้โครงสร้างการปกครองจากนิติรัฐกลายเป็นรัฐตำรวจ ผู้มีอำนาจทางการเมืองและฝ่ายบริหารจะใช้กฎหมายนี้กำราบปราบปรามศัตรูทางการเมือง ศัตรูทางความคิดที่ไม่ตรงกับผู้ปกครองได้โดยง่าย
  5. ทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เพราะโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนไป เป็นระบบคณาธิปไตย ขัดธรรมเนียมปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ประเทศที่นิยมประชาธิปไตยถือปฏิบัติ
  6. เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนจากประเทศอื่น เนื่องจากเกิดความไม่วางใจในการถูกล่วงละเมิดความลับทางการค้า ทางลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัติ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและเครือข่ายการทำธุรกิจ นักลงทุนไม่กล้ามาลงทุนในประเทศ
  7. ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรามและไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย

อัพเดทร่างฯ ใหม่ เพิ่มบทบาทศาล กำหนดโทษเจ้าหน้าที่ชัดขึ้น แต่ยังค้นบ้าน เข้าถึง-คัดลอกข้อมูลได้เอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดร่างฯ ฉบับรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 11 ต.ค. 2561 ก่อนที่จะมีการพิจารณาคณะทำงานปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ในวันนี้ (19 พ.ย.) อยู่หลายส่วน
ในส่วนของโครงสร้างองค์กรนั้น ร่างฯ ปัจจุบันให้คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ให้มีหน่วยงานย่อยมารองรับการทำงานอีกอย่างน้อยสามหน่วยงาน ได้แก่
  • คณะกรรมการกำกับสำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (คกปช.) ดูแลงานด้านกิจการธุรการทั่วไป
  • คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (คปมช.) ดูแลเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์และความมั่นคง
  • คณะกรรมการส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานสาระสำคัญทางเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ  (คกสส) ดูแลเรื่องมาตรฐานขั้นต่ำของระบบไซเบอร์และส่งเสริมการลงทุน
  • คณะกรรมการอื่นใดเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการภายใต้อำนาจกำกับดูแลของ กปช.
ร่างฯ ยังให้มีสำนักงาน กปช. เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ งานด้านวิชาการ การประชุม และงานเลขานุการของ กปช. โดยสำนักงานฯ มีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่หน่วยงานราชการ แต่มีการเปลี่ยนแปลงให้ไม่มีอำนาจในการร่วมหุ้น หรือกู้ยืมเงินเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงานได้ และดอกผลหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงานนั้นต้องนำส่งกลับคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน และให้ คกปช. ควบคุมการบริหารงานและการดำเนินงานของสำนักงานและเลขาธิการ
ร่างฯ ใหม่ได้ปรับลดอำนาจเลขาธิการที่แต่เดิมสามารถออกคำสั่งเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ลดลง และกระจายบทบาทไปอยู่ตามคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น ให้อำนาจ คปมช. ในการขอข้อมูล สอบถามผู้มีความรู้ เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามไซเบอร์ ซึ่งแต่เดิมเป็นอำนาจของสำนักงานฯ
ในกรณีภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง (มาตรา 58-59) ให้ กปช. หรือ คปมช. ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งต่อไปนี้ ซึ่งร่างฯ เดิม นั้นไม่ต้องขออนุญาตศาล
  • ขอเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลทรัพย์สินสารสนเทศที่เกี่ยวข้องจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครอง หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ซึ่งอยู่ในระดับร้ายแรงด้วย ซึ่งร่างฯ เดิมนั้นให้อำนาจกับเลขาธิการโดยไม่ต้องขอศาล
  • ทดสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • ยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ใดๆ เท่าที่จำเป็นซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน
ในกรณีเดียวกัน เลขาธิการยังมีอำนาจในการออกคำสั่งเหล่านี้โดยไม่ต้องมีหมายศาล
  • เฝ้าระวังคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ในช่วงหนึ่ง
  • ตรวจสอบคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อบกพร่องที่กระทบต่อากรรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  • ดำเนินมาตรการแก้ไขภัยคุกคาม ได้แก่ กำจัดชุดคำสั่งที่ไม่พึงประสงค์ ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ยกเลิกการเชื่อมต่อชั่วคราว เปลี่ยนเส้นทางจราจรของข้อมูลหรือชุดคำสั่งที่ไม่พึงประสงค์ และมาตรการอื่นเพื่อลดความเสี่ยง
  • หยุดการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ทั้งหมดหรือบางส่วนเท่าที่จำเป็น
กปช. หรือ คปมช. ยังมีอำนาจปฏิบัติการหรือสั่งให้พนักงานเจ้าพน้าที่ปฏิบัติการต่อไปนี้โดยไม่ต้องขอหมายศาล (มาตรา 59)
  • เข้าตรวจสถานที่ โดยมีหนังสือแจ้งถึงเหตุอันสมควรไปยังเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • เข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ ทำสำเนา หรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเหตุควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ในส่วนบทกำหนดโทษนั้นมีการเปลี่ยนแปลงบทกำหนดโทษต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนตามร่างฯ ให้ชัดเจนขึ้น มีการกำหนดโทษพนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนที่เปิดเผย ส่งมอบข้อมูลที่ได้มาตามร่างฯ นี้แก่บุคคลใด (ยกเว้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามร่างฯ) หรือกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลที่ได้มา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามหรือหนึ่งปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามลำดับ
ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลข้างต้นแล้วไปเปิดเผยต่อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนผู้ใดที่ขัดขวาง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามมาตรา 59 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 150,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ไขข้อข้องใจ Dark Web หรือ เว็บผิดกฎหมาย ต้องใช้ช่องทางพิเศษ เป็นการเข้าถึงแบบไม่ระบุตัวตน และตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางได้ยาก 

จากกรณี ตำรวจเขาค้นบ้านพักของ ดีเจสาวรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ว่าจะข้องเกี่ยวกับการ ถ่ายคลิปฆ่าแมวเพื่อชำแหละเครื่องใน ก่อนส่งไปให้กับทาง Dark Web (ดาร์กเว็บ) เพื่อแลกกับสกุลเงินบิตคอย์น์ เป็นค่าตอบแทน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า Dark Web คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้น ทางเดลินิวสืออนไลน์จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับมุมมืดของโลกออนไลน์ ที่ชื่อว่า Dark Web โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้อธิบายโลกของเว็บไซต์ให้เข้าใจง่าย ๆไว้ดังนี้

1) Surface Web คือ เว็บไซต์ที่เปิดให้เข้าถึงได้ด้วยวิธีปกติ (รู้จักกันในชื่อ World Wide Web) สามารถค้นหาเว็บไซต์เหล่านี้ได้ผ่าน Search engine
2) Deep Web คือ เว็บไซต์ที่ไม่ปรากฎในฐานข้อมูล Search engine และไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ด้วยวิธีปกติ เช่น เว็บที่ใช้งานเฉพาะเครือข่ายภายในองค์กร
3) Dark Web เป็น เว็บไซต์ที่ตั้งใจซ่อนอำพรางการเข้าถึง ปกปิดข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลัง โดยส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในเชิงผิดกฎหมาย


ทั้งนี้จะเห็นว่า Dark Web นั้นอยู่ในส่วนที่ลึกสุดกู่ของโลกอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาใน Dark Web ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือเกี่ยวกับอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ซื้อขายยาเสพติด ขายอาวุธ ค้ามนุษย์ ซื้อขายมัลแวร์ หรือซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมยออกมา รวมถึงการค้าคลิปวีดีโอต้องห้ามที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศหรือความรุนแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Dark Web บางส่วนไม่ได้เป็นเนื้อหาผิดกฎหมาย (หรืออาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเฉพาะในบางประเทศ) เช่น การนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวที่ทำงานอยู่ในประเทศที่ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ข่าวสารบางอย่าง การรณรงค์ทางการเมือง การเปิดเผยข้อมูลอาชญากรรมโดยผู้เปิดเผยต้องการปกปิดตัวตน บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล หรือการพูดคุยสนทนาในหัวข้อที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นต้น

ดังนั้น การเข้าถึง Dark Web จะต้องใช้ช่องทางพิเศษ เช่น เข้าผ่านเครือข่าย Tor ย่อมาจาก "The Onion Router" (เครือข่ายนิรนาม) หรือ I2P หรือ (Invisible Internet Project: I2P) (โครงการอินเทอร์เน็ตล่องหน) ซึ่งทั้ง 2 อย่าง คือบริการที่สร้างเพื่อให้ผู้คนสามารถท่องอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous) และตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางได้ยาก อย่างไรก็ดี การเข้าถึงเว็บไซต์ประเภทนี้อาจมีผลกระทบด้านกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อจากมัลแวร์ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้.

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

(ที่มาภาพ: Flickr/Kin Lane)

Posted: 05 Oct 2018 04:33 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-10-05 18:33


บรรษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียที่ออกกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางทางเน็ต หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (FCC) พยายามออกข้อบังคับให้อำนาจตัวเองสกัดกั้นการคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ต ทำให้แคลิฟอร์เนียพยายามโต้ตอบด้วยการออกกฎหมายนี้

เมื่อ 3 ต.ค. 2561 บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ 4 แห่งของสหรัฐฯ ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียเพราะต้องการยับยั้งไม่ให้แคลิฟอร์เนียบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ต โดยทางผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เจอร์รี บราวน์ เพิ่งจะลงนามในกฎหมายคุ้มครองในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้รัฐอื่นๆ โต้ตอบกลับกรณีที่คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (Federal Communications Commission หรือ FCC) พยายามออกกฎทำลายความเป็นกลางทางเน็ต

ความเป็นกลางทางเน็ต หมายถึงการจัดการกับข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติภายใต้กฎเกณฑ์พิเศษใดๆ เช่น จะต้องไม่สนใจว่าข้อมูลเป็นของผู้ใช้คนใด เนื้อหาเป็นอย่างไร มาจากเว็บไซต์ใด หรือทำงานบนโปรแกรมประยุกต์ใด เป็นต้น

ความเป็นกลางทางเน็ตยังหมายถึงการไม่ให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควบคุมความเร็วในการเข้าถึงเว็บหรือเนื้อหาต่างๆ เอาเองตามใจชอบได้ นับเป็นการป้องกันการเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงข้อมูลด้วย

อีแวน เกรียร์ รองผู้อำนวยการขององค์กรไฟต์ฟอร์เดอะฟิวเจอร์ องค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ตแถลงว่า "บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เกลียดกฎหมายความเป็นกลางทางเน็ตของแคลิฟอร์เนียเพราะมันจะป้องกันไม่ให้พวกเขาเล่นงานลูกค้าของตัวเองได้แบบที่พวกเขาเคยทำมาแล้ว"

บริษัทที่ร่วมกันฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียในครั้งนี้ได้แก่ CTIA, USTelecom, NCTA และ ACA ซึ่งในถ้อยแถลงเรื่องการฟ้องร้องระบุว่าในฐานะที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์อย่างพวกเขาเป็น "เครื่องจักรนวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลของอเมริกา" พวกเขาต่อต้านกฎหมายความเป็นกลางทางเน็ตของแคลิฟอร์เนียโดยกล่าวหาว่าเป็นการ "กำกับควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต" ที่จะ "ส่งผลร้ายต่อการลงทุนใหม่และการเติบโตทางเศรษฐกิจ" นอกจากนี้ยังกล่าวหาอีกว่าเป็นตัวอย่างของ "การกำกับดูแลระดับมลรัฐที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ"

เกรียร์ยังตั้งข้อสงสัยว่านักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังข้อกำหนดทำลายความเป็นกลางทางเน็ตอย่างเจฟฟ์ เซสชัน อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ และอจิต พาย ประธานของ FCC ที่มีส่วนเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่เหล่านี้ในการปิดกั้นกฎหมายการคุ้มครองการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายรีพับลิกันและเดโมแครตในนิวยอร์กอย่างท่วมท้น

สื่อคอมมอนดรีมส์รายงานอีกว่าก่อนหน้านี้ผู้ให้บริการรายใหญ่เคยทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อพยายามทำลายการคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ตจนกระทั่ง FCC ออกกฎสกัดคุ้มครองความเป็นกลางทางเน็ตเมื่อเดือน ธ.ค.2560 ซึ่งเป็นความพยายามยับยั้งไม่ให้รัฐต่างๆ มีมาตรการในเรื่องนี้

เกรียร์กล่าวอีกว่าการที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์และบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นว่าสภาคองเกรสควรจะผ่านมติที่ยกเลิกกฎหมายของ FCC แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้นพวกเขาก็ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องกฎหมายคุ้มครองของรัฐแคลิฟอร์เนียและผลักดันให้รัฐอื่นๆ ทำตาม

เรียบเรียงจาก

Showing They Will 'Stop at Nothing to Destroy' Open Internet, Telecom Giants Sue to Block California's New Net Neutrality Law, Common Dreams, Oct. 3, 2018

CTIA, USTelecom, NCTA and ACA File Joint Lawsuit Against California State Internet Bill, CTIA, Oct. 2, 2018

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Net_neutrality

[full-post]


Posted: 29 Sep 2018 12:40 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-09-29 14:40


29 ก.ย. 2561 เว็บไซต์ blognone.com เมื่อคืนนี้เฟสบุ๊ครายงานถึงการแฮกเว็บ โฆษกเว็บยืนยันว่าการแฮกครั้งนี้กระทบไปถึงเว็บภายนอกที่ล็อกอินด้วยบริการ Facebook Login แต่ได้ล็อกเอาท์บริการภายนอกให้ทั้งหมดแล้ว เฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 50 ล้านคน

ผลกระทบการแฮกครั้งนี้ค่อนข้างกว้าง โดยล่าสุด ทางเฟสบุ๊คยืนยันว่า ตัว Mark Zuckerberg และ Sheryl Sandberg ซีโอโอของบริษัทก็ถูกขโมย access token ด้วยเช่นกัน

ตอนนี้ผู้ใช้ที่ถูกล็อกเอาท์จึงมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ 1 ใน 50 ล้านบัญชีที่ถูกแฮก จะถูกล็อกเอาท์ทั้งเฟสบุ๊คเองและบริการภายนอก เช่น Instagram จากนั้นเมื่อล็อกอินใหม่จะเห็นกล่องแจ้งเตือนจากเฟสบุ๊ค กลุ่มที่สองคือกลุ่มเฝ้าระวังที่ถูกใช้ชื่อไป View As เท่านั้น กลุ่มนี้จะถูกล็อกเอาท์เฟสบุ๊คอย่างเดียว

[right-side]

ภาพจากเกม Arena of Valor (ROV) จัดจำหน่ายโดยบริษัทเทนเซนต์ (ที่มา:maahalai)

Posted: 13 Sep 2018 10:57 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-09-14 12:57


รัฐบาลจีนจำกัดใบอนุญาตเพื่อควบคุมเนื้อหาเกมและป้องกันเด็กติดเกมสร้างแรงสะเทือนครั้งใหญ่ ค่ายเกมรายได้ลดจนต้องมองหาตลาดนอกประเทศเป็นทางออก ตลาดในประเทศหดสวนทางจุดยืนจะเป็นศูนย์กลางอีสปอร์ตระดับโลก การควบคุมทำให้ตลาดมืดคึกคักตั้งแต่สวมใบอนุญาตขายเกมไปจนถึงซื้อไอดีเกมผู้ใหญ่-จ้างแฮ็กเพื่อหนีการจำกัดเวลาเล่น

14 ก.ย. 2561 หลังจากที่ทางการจีนใช้ข้ออ้างเรื่องการป้องกันไม่ให้เด็กติดเกมเข้ามาคุมเข้มอุตสาหกรรมเกมมากขึ้น และมีการสั่งจำกัดปริมาณเกมใหม่ที่จะออกสู่ท้องตลาด ทำให้นักวิเคราะห์ต่างก็พยายามประเมินว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างกับอุตสาหกรรมเกมภายในจีน ทีมีตลาดคนเล่นเกมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งโดยมีผู้ใช้งาน 500 ล้านคน และทำรายได้ราว 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

มีนักวิเคราะห์มองว่าการควบคุมอุตสาหกรรมเกมในจีนจะบีบให้บริษัทเกมต่างๆ พยายามหาตลาดนอกประเทศมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด พวกเขาระบุถึงกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้หลังนโยบายจำกัดคนเล่นเกมทำให้อุตสาหกรรมเกมหดตัวลดลงครึ่งหนึ่งในช่วงปี 2553-2557 จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเกาหลี

สื่อเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์นำเสนอข้อมูลต่างๆ ทั้งจากผู้ผลิตเกม ผู้จัดจำหน่ายเกมและนักวิเคราะห์ถึงผลกระทบในเรื่องเหล่านี้ โดยระบุว่าการที่จีนจำกัดเนื้อหาต่างๆ จากเกมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างเนื้อหาออนไลน์ที่พวกเขาอ้างว่า "ไม่เหมาะสม" ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกมในประเทศตัวเองจนเกิดการเติบโตช้าที่สุดในรอบทศวรรษ แม้แต่กับค่ายเกมยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างเทนเซนต์โฮลดิง ผู้จัดจำหน่ายเกมบนมือถือที่เป็นที่รู้จักของคนไทยสองเกม คือ PUBG เวอร์ชั่นมือถือ และเกม Arena of Valor (ROV) เกมทั้งสองมีการขายสินค้า (ไอเท็ม) ให้ผู้เล่น เช่น เสื้อผ้าหรือตัวละครในเกม
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าการคุมเข้มของรัฐบาลจีนจะผ่านไปในเร็ววัน บ้างก็มองว่ามันส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนมุมมองที่รัฐบาลจีนมีต่อเกม การจะจัดจำหน่ายเกมในจีนต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของจีนประกาศว่าจะไม่ออกใบอนุญาตเกมใหม่นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งถ้าหากประกาศนี้ยังคงบังคับใช้อยู่ต่อไปก็จะทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเกมลดลงติดต่อกันในช่วงไตรมาสสี่

ถึงแม้จะมีนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่าการจำกัดการจดทะเบียนเช่นนี้จะส่งผลต่อเฉพาะผู้พัฒนาเกมรายเล็กๆ เท่านั้น ขณะที่บริษัทใหญ่อย่างเทนเซนต์อาจจะรอดได้และอาจจะได้รับผลประโยชน์ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเดือน ส.ค. ที่่ผ่านมา มาร์ติน เหลา จื่อปิง ประธานเทนเซนต์ กล่าวโทษว่าสามารถบริษัททำได้แย่ในระยะนี้เป็นเพราะถูกห้ามไม่ให้เก็บรายได้จากเกมดังสองเกมคือ PlayerUnknown's Battlegrounds (PUGB) กับ Fortnite ซึ่งเป็นเกมที่พัฒนาจากค่ายเกมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ แต่เทนเซนต์เป็นผู้จัดจำหน่ายภายในจีน

เหลาเปิดเผยอีกว่าเทนเซนต์กำลังรอให้มีการอนุมัติจดทะเบียนเกมจำนวน 15 เกม โดยถึงแม้ทางการจีนจะระงับการจดทะเบียนจนไม่สามารถทำรายได้จากเกมอย่างเป็นทางการได้ แต่ทางการจีนก็จัดช่องทางที่เรียกว่า "ช่องไฟเขียว" ให้ผู้จัดจำหน่ายเกมเก็บรายได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยไม่มีรายละเอียดว่าสามารถต่ออายุเดือนต่อเดือนได้หรือว่าเป็นการอนุโลมแค่ครั้งเดียว แต่นักวิเคราะห์จากสื่อบลูมเบิร์กก็ประเมินว่ามันไม่มากพอที่จะทดแทนการขายเกมได้

มีคนในอุตสาหกรรมเกมจีนกล่าวต่อสื่อ SCMP ว่า อีกวิธีการหนึ่งที่ผู้พัฒนาและจำหน่ายเกมจะหลบเลี่ยงการคุมเข้มได้คือการซื้อต่อการจดทะเบียน "เกมที่มีแต่ชื่อเปล่าๆ" มาทำต่อ ซึ่งในจีนมีการจดทะเบียนชื่อเกมแบบนี้เอาไว้จำนวนมากเพื่อขายต่อโดยใช้คำที่น่าจะนิยมในการตั้งชื่อเกม พวกเขาจะขายต่อชื่อเกมเหล่านี้ในวงเงินตั้งแต่ 400,000 หยวน ถึง 800,000 หยวน (ราว 1.9 ล้านบาท ถึง 3.8 ล้านบาท) นับว่ามีการขึ้นราคามากกว่าเดิม 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่จะมีการจำกัดการจดทะเบียน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนในประเทศ บริษัทเกมจีนต่างเบนเข็มไปทำการตลาดที่ต่างประเทศ ในช่วงต้นปีนี้ ยอดขายของเกมจีนในต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว และแซงหน้าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมที่โตขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี

นอกจากการคุมเข้มจำนวนเกมแล้ว รัฐบาลจีนยังจะมีระบบการแจ้งเตือนความเหมาะสมของอายุผู้เล่น ให้สอดคล้องไปกับเงื่อนไขแห่งชาติ และเอกสารที่ออกมาจากแปดหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการระบุว่าจะมีมาตรการจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็กด้วย

ช่วงต้นปี 2550 จีนสร้างระบบป้องกันการติดเกมหรือ Anti-Addiction System สำหรับผู้เล่นวัยรุ่น ตัวอย่างการทำงานของมันคือการปิดไม่ให้ผู้เล่นได้รับของรางวัลในเกมถ้าเล่นเกมออนไลน์ชนิดใดชนิดหนึ่งเกินห้าชั่วโมงต่อวัน แต่บริษัทเกมใหญ่ๆ ในประเทศนั้นเพิ่งเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเกมของพวกเขา เมื่อกลางปีที่แล้ว เทนเซนต์ทำระบบจำกัดเวลาเล่นเกมสุดฮิตในจีนอย่าง Honor of Kings แบบแบ่งตามช่วงอายุหลังสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างพีเพิลส์เดลีเรียกเกมดังกล่าวว่า "เป็นพิษ" โดยรายงานว่ามีเด็กอายุ 13 ขวบกระโดดลงมาจากอาคารหลังพ่อของเขาห้ามไม่ให้เล่นเกม

เมื่อปี 2560 สื่อ Quartz รายงานวิธีจำกัดเวลาผู้เล่นของเทนเซนต์ไว้ว่า ระบบจะให้ผู้เล่นทุกคนใช้ชื่อจริงในการลงทะเบียนสมัครเล่นเกม คนที่อายุน้อยกว่า 12 ขวบจะเล่นได้แค่วันละหนึ่งชั่วโมง หากเข้าเกมหลัง 21.00 น. จะถูกแบนไม่ให้เล่นเกม และผู้เล่นที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปีจะเล่นเกมได้วันละสองชั่วโมง มาตรการนี้เป็นแนวทางที่เทนเซนต์ทำออกมาขณะที่ยังไม่มีระเบียบการกำกับการเล่นเกมอยา่งเป็นทางการที่ชัดเจน

ระบบจำกัดการเล่นนี้ทำให้เกิดการซื้อขายบัญชีผู้เล่นที่เป็นผู้ใหญ่ในตลาดมืดอย่างคึกคัก รายงานข่าวจากปักกิ่งนิวส์รายงานว่า มีการขายบัญชีผู้เล่นของเกม Honor of Kings ในราคาไม่กี่สิบหยวนไปจนถึงพันหยวน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ (ไอเท็ม) ที่ตัวละครในเกมมี ทั้งยังมีบริการแฮ็กให้เด็กสามารถหลบเลี่ยงการจำกัดเวลาเล่นได้ด้วยในราคา 20 หยวนซึ่งผู้สื่อข่าวปักกิ่งนิวส์ได้ลองแล้วและพบว่าทำได้จริง

แม้ประสบกับความล้มเหลวในการควบคุม แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเทนเซนต์ยังคงประกาศว่าจะเป็นบริษัทเกมแรกในจีนที่จะทำการตรวจสอบด้วยการเทียบบัญชีผู้เล่นใหม่กับฐานข้อมูลด้านความมั่นคงของรัฐ ถ้าผู้เล่นใหม่เป็นเด็ก ข้อมูลนั้นก็จะถูกนำไปบรรจุไว้ในระบบป้องกันการติดเกมของเทนเซนต์

การคุมเข้มอุตสาหกรรมเกมโดยรัฐบาลจีนกำลังกลบจุดยืนการสนับสนุนอีสปอร์ตที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งตั้งแต่ปี 2546 เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วก็มีแผนว่าจะทำให้เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์กลาง (Hubs) ของอีสปอร์ตระดับโลก นอกจากนั้น ในเดือนที่แล้วนักแข่งอีสปอร์ตจากจีนยังได้เหรียญทองสองเหรียญ และเหรียญเงินหนึ่งเหรียญจากการแข่งขันอีสปอร์ตในกีฬาระดับเอเชียหรือเอเชียนเกม ที่จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียด้วย

เรียบเรียงจาก

China’s games industry at a turning point amid regulatory crackdown, with Korea offering a vision of its future, South China Morning Post, Sep. 13, 2018

Tencent’s child locks for its crazily popular mobile game are fueling a black market in “adult” accounts, QUARTZ, Jul. 5 2017


Posted: 13 Sep 2018 04:41 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-09-13 18:41


เปิดความเห็น ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. เสียงข้างน้อย ทำไม DTAC ควรเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด

13 ก.ย.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก NBTC Rights ว่า จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด โดยทาง ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้แถลงข่าวมติที่ประชุมภายหลังการประชุมทันที ซึ่งมีการอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ของที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ กสทช. เสียงข้างน้อย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนึ่งในผู้ลงมติแตกต่างได้จัดทำความเห็นของตนเอง เพื่อให้ทางสำนักงาน กสทช. ใส่ประกอบไว้ในรายการงานประชุมของ กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2561 (วันที่ 12 กันยายน 2561) ต่อไป

สำหรับ ความเห็นของ ประวิทย์ ทาง NBTC Rights ระบุว่า สรุปได้ดังนี้


1. การอ้างว่าเหตุที่ไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองเพราะมีการจัดประมูลล่วงหน้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น ไม่ว่าเอกชนจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าสู่มาตรการคุ้มครองได้ แต่มติที่ประชุม กสทช. เดิมกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทฯ ต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่จึงจะได้สิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการ จึงไม่เป็นไปตามประกาศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง ตามมติเดิมนี้ย่อมแสดงว่า การจัดประมูลในตัวมันเองไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครอง

2. ยิ่งไปกว่านั้น การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ครั้งที่ผ่านมานี้ ไม่ตรงกับคลื่นที่ขอความคุ้มครอง กล่าวคือ แม้ว่าเอกชนจะชนะการประมูลก็ไม่สามารถนำคลื่นนี้ไปทดแทนคลื่นตามสัมปทานเดิมได้ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการเดิมเป็นหลัก แม้จะอ้างว่าเอกชนสามารถทำสัญญา Roaming กับรายอื่นได้ แต่หากซิมดับ ทุกบริการก็สิ้นสุดลงทันที ส่วนการอ้างว่าหากชนะประมูลก็สามารถใช้คลื่นเดิมไปก่อนได้ ไม่เคยมีกฎหมายหรือมติที่ประชุมรองรับแต่อย่างใด

3. ประเด็นการเพิ่มภาระรับผิดชอบอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวนในการประมูลที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏในร่างประกาศประมูลมาก่อน สำนักงาน กสทช. เพิ่งเสนอเพิ่มภายหลังการรับฟังความเห็นสาธารณะ เมื่อปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดเข้าร่วมประมูลด้วยเหตุว่าภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่ไม่อาจคำนวณได้แน่ชัด จึงเสี่ยงต่อการประกอบธุรกิจ จึงรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมูลล้มเหลว และสมควรตัดภาระดังกล่าวออกแล้วจัดประมูลใหม่โดยเร็ว ซึ่งสำนักงานฯ รับว่าถ้าตัดเฉพาะเงื่อนไขนี้ สามารถจัดประมูลได้ในเดือนตุลาคม

4. ในประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหากไม่เห็นชอบมาตรการคุ้มครองนั้น เอกชนได้เสนอข้อเท็จจริงต่อศาลปกครองว่า มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุใช้บริการในต่างจังหวัด แต่ผู้จดทะเบียนเป็นบุตรที่ทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้สูงอายุไม่สามารถดำเนินการโอนย้ายได้เอง ต้องรอบุตรเดินทางกลับต่างจังหวัดไปดำเนินการ หากซิมดับก็จะไม่สามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ ส่วนสำนักงาน กสทช. รายงานว่ามีกรณีซิมที่ใช้กับ Machine ซึ่งต้องเปลี่ยนที่ตัวอุปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว และจากข้อมูลพบว่า มีทั้งการใช้งานกับเครื่อง EDC ตามร้านค้า เครื่อง ATM เครื่องส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ กฟภ. ใช้กับเซ็นเซอร์น้ำตามสถานีตรวจสอบระดับน้ำของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงมรสุม เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม จึงเห็นว่า หากไม่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนอาจกระทบต่อการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ส่วนการอ้างว่าศักยภาพโอนย้ายของระบบนั้นสูงถึง 60,000 เลขหมายต่อวัน ผู้ใช้บริการ 90,000 รายสามารถโอนย้ายได้ก่อนสิ้นสัมปทาน เป็นการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงอุปสรรคในการโอนย้ายจริงในกรณีของผู้อยู่ต่างจังหวัดหรือผู้ที่ยากต่อการเข้าถึงการโอนย้าย รวมทั้งกรณี Machine

5. ทางออกในเรื่องนี้ เห็นว่าควรตัดเงื่อนไขการประมูลที่ก่อภาระต่อเอกชนเกินกว่าการประมูลครั้งก่อนออก และไม่ต้องขยายงวดชำระเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ชนะประมูลเดิม แล้วเร่งจัดประมูลในเวลาไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะทำให้มาตรการคุ้มครองที่เอกชนขอสิ้นสุดลงตามกลไกปกติ ดังเช่นในอดีต เนื่องจากการไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ นอกจากจะกระทบประโยชน์สาธารณะ ยังทำให้คลื่นความถี่ไม่ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

ขณะทีเพจ กสทช. โพสต์ชี้แจงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดีแทคบนคลื่นความถี่ 850 MHz ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ให้รีบย้ายไปใช้บริการบนคลื่นความถี่อื่นในค่ายเดิมหรือโอนย้ายค่าย ไม่เช่นนั้นซิมจะดับ


ภาพความชุลมุนบนถนนในอินเดีย (ที่มา:flickr/mmntz)

Posted: 12 Sep 2018 03:13 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าวเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-09-12 17:13


กูเกิลวางแผนตีตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลักพันล้านคนในอินเดียด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบเว็บบอร์ดชุมชน สอดรับการทำวิจัยที่พบว่าชาวอินเดียดำเนินชีวิตไม่ห่างจากที่พำนัก บวกกับการกลายเป็นเมืองที่ขยายตัวเร็วเกินคนปรับตัวทัน องค์กรส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกังวลเรื่องกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่ยังไม่ออกมา ในวันที่บรรษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ต่างมองผู้ซื้อจำนวนมหาศาลตาเป็นมัน

เดอะการ์เดียนนำเสนอว่าหลายพื้นที่ในอินเดียยังคงมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมในอินเดียยังต้องพยายามยืนหาสัญญาณในที่โล่งๆ บางคนก็มีการเปิดบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียร่วมกัน นอกจากนี้ยังมักจะประสบปัญหาหน่วยความจำของโทรศัพท์เต็ม

ผู้ที่ประสบปัญหารายนี้คือผู้หญิงอายุ 22 ปี จากชัยปุระ รัฐราชสถาน เธอได้เข้าไปนั่งพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีมกูเกิลในห้องนั่งเล่นที่มีกระดานบันทึก ทำให้หญิงอายุ 22 ปีที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งรู้สึกได้รับความสำคัญจากบรรษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีการวิเคราะห์ว่าตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศในโลกที่หนึ่งพัฒนาแล้วตอนนี้ถึงจุดที่ใกล้อิ่มตัว นั่นทำให้บรรษัทไอทีอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ค และอเมซอนเริ่มหันไปหาตลาดอย่างเอเชียและแอฟริกา ประเทศอินเดียที่ข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่าอินเดียมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงเป็นอันดับที่สามของโลกคือมากกว่า 330 ล้านราย ขณะเดียวกันก็มีประชากรที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุดถึง 1,000 ล้านรายด้วยจึงถูกมองในฐานะตลาดขนาดใหญ่

จอช วูดวาร์ด ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของกูเกิลบอกว่า ทีมของพวกเขากำลังวางแผนออกเพื่อรองรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่นับพันล้านคนในอนาคต และกำลังคิดกันว่าจะออกแบบอย่างไรถ้ามองจากมุมของชาวอินเดียแทนที่จะมองจากมุมของสำนักงานใหญ่กูเกิลเอง นั่นทำให้พวกเขาออกแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชื่อ "เนเบอร์ลี" (Neighbourly) ที่แปลได้ว่า "บ้านใกล้เรือนเคียง" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอินเดีย เป็นความพยายามท้าทายตลาดไอทีของเฟซบุ๊คและว็อทสแอพพ์รอบล่าสุดโดยมีการประเมินว่าจะมีผู้ใช้งานเกิน 800 ล้านคนภายใน 3 ปีข้างหน้า

เนเบอร์ลีจะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กในลักษณะที่คล้ายกับกระดานข่าวในโลกเสมือนที่ให้ผู้คนในละแวกพื้นที่เดียวกันสามารถให้คำแนะนำกันได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น ที่ไหนรักษาคนกำลังบาดเจ็บ หรือเรื่องธรรมดาทั่วไปอย่าง ร้านอาหารไหนทำอาหารชนิดใดได้อร่อยที่สุด

กูเกิลสร้างแอพพลิเคชันนี้จากการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในที่ต่างๆ ของอินเดีย ทั้งตามสถานีรถไฟ ตลาด ไปจนถึงห้องนั่งเล่น จนกระทั่งพบว่ามีกระแสสองอย่างในอินเดีย หนึ่ง ชีวิตของชาวอินเดียส่วนใหญ่จะจับจ่ายซื้อของ ทำงาน และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมห่างจากที่พักอาศัยภายในระยะ 1-2 กม. เท่านั้น สอง ความเป็นเมืองของอินเดียกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น การประเมินจากสหประชาชาติพบว่าอินเดียจะมีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองถึง 416 ล้านคน ในขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกมีเพียง 255 ล้านคน การกลายสภาพเป็นเมืองแบบนี้มีผลกระทบทางสังคมในแบบที่ชวนให้เวียนหัว เพราะมันเป็นการผลักผู้คนหลักหลายล้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยและมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออินเดียเพิ่มสูงขึ้นมากตั้งแต่เดือน ก.ย. 2559 หลังจากที่คนที่รวยที่สุดในอินเดียคือ มุเกช อัมบานี ให้ข้อเสนอแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนคือการให้คนใช้บริการโทร. และรับข้อมูลฟรี 6 เดือน มุเกชยังเปิดบริษัทซิมมือถือของตัวเองชื่อจิโอ 4G ซึ่งให้บริการข้อมูลโทรศัพท์ราคาถูกที่สุดในโลก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวอินเดียก็รับ-ส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นมากถึงสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาคิดเฉลี่ยคนละราว 2.5 กิกะไบท์ต่อเดือน จิโอเองก็มีเป้าหมายแบบกูเกิลคือทำให้ประชากรอีก 1,000 ล้านคนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตให้ได้

"ข้อมูลก็เหมือนทรัพยากรน้ำมันแบบใหม่ และข้อมูลข่าวสารก็เป็นเชื้อเพลิงแบบใหม่" มุเกชกล่าวในการเปิดตัวบริการ 4G ของตัวเอง

การแพร่หลายมากขึ้นของผู้ใช้สมาร์ทโฟนยังส่งผลต่อวิถีชีวิตชาวอินเดียให้ต่างไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งในแง่ที่สามารถทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้นเวลาฉุกเฉิน แต่ขณะเดียวกันการแพร่การจายข่าวลือผ่านว็อทสแอพพ์ก็เคยทำให้เกิดเหตุการณ์รุมฆ่าแขวนคอคนแบบศาลเตี้ยซึ่งเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว

อย่างไรก็ตาม โอซามา มานซาร์ จากมูลนิธิดิจิทัลเอ็มพาวเวอร์เมนต์ที่ส่งเสริมการนำอินเทอร์เน็ตไปสู่หมู่บ้านที่ห่างไกลในอินเดียกล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ยังไม่บอกแน่ชัดว่าจะมีวิธีการเก็บข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลเหล่านี้อย่างไร และยังชี้ประเด็นว่าเมื่อทุกคนเห็นอินเดียเป็น "เหมืองทองแห่งข้อมูล" เช่นนี้ รัฐบาลก็ควรจะเล็งเห็นเรื่องการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้คนด้วย โดยขณะนี้รัฐบาลอินเดียกำลังร่างกฎหมายความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในอินเดีย

กูเกิลหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เฟซบุ๊คเคยทำไว้ในอินเดียคือการให้อินเทอร์เน็ตฟรีแต่จะสามารถเข้าได้แต่เฉพาะเฟซบุ๊คหรือเว็บอื่นๆ ที่เฟซบุ๊คกำหนดไว้เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เฟซบุ๊คถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ตและเป็นการ "ล่าอาณานิคมทางดิจิทัล"

เรียบเรียงจาก

'The next billion users': Google targets India's lucrative mobile market, The Guardian, Sep. 11, 2018[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.