แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม แสดงบทความทั้งหมด


Posted: 04 Feb 2019 04:41 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 19:41


บอร์ด สปสช. ชี้หลักประกันสุขภาพฯ ปี 61 บรรลุตามเป้า ทั้งเบิกจ่ายงบประมาณ ดูแลผู้มีสิทธิเข้าถึงบริการ ครอบคลุมทั่วถึง ช่วยลดครัวเรือนยากจนจากค่ารักษาลง จากร้อยละ 2.01 ในปี 45 ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 0.24 ในปี 60 งบประมาณปี 61 คิดเป็นร้อยละ 6.05 เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ และคิดเป็นร้อยละ1.07 เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ

4 ก.พ. 2562 วันนี้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ราชการฯ โดยที่ประชุมได้มีมติรับรองผลการดำเนินงานการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561 พร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณและการเข้าถึงบริการภายใต้สิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ของประชาชนผู้มีสิทธิ์ จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561 ที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาลที่ได้รวมกับงบกลางที่เพิ่มเติม จำนวน 130,719.62 ล้านบาท (หลังหักเงินเดือนของหน่วยบริการภาครัฐ) ทั้งในส่วนของงบบริการสาธารณสุขเหมาจ่ายรายหัวและงบบริการเฉพาะ อาทิ งบบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง เป็นต้น

ในปีงบประมาณ 2561 มีประชากรผู้มีสิทธิบัตรทอง 47.803 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 66.24 ล้านคน สามารถดำเนินการดูแลครอบคลุมผู้มีสิทธิได้ถึงร้อยละ 99.94 มีการเข้ารับบริการผู้ป่วยนอก 184.6 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ย 3.73 ครั้ง/คน/ปี โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอัตราเข้ารับบริการเกิน 7 ครั้ง/คน/ปี ส่วนการเข้ารับบริการผู้ป่วยใน อยู่ที่ 6.2 ล้านครั้ง หรือ 0.12 ครั้ง/คน/ปี

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ขณะที่การดูแลผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มที่แยกบริการออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุมทั้งผู้ป่วยรายเก่าและรายใหม่ตามเป้าหมาย โดยบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีผู้ป่วยรับบริการ 261,930 คน การการส่งเสริมและป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยง 74,857 คน ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 57,288 คน การควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง (เบาหวาน/ความดัน) 3.93 ล้านคน ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน 10,389 คน ผู้อายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง 211,290 คน นอกจากนี้ในส่วนของหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2561 ได้เพิ่มเติมค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ 202แห่ง จากที่กำหนดเป้าหมาย 175 แห่ง อย่างไรก็ตามมีเพียงบริการปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัวที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มีการบริการ 332,968 ครั้ง หรือร้อยละ 51.1 ซึ่งต้องมีการทบทวนและปรับปรุงเพื่อบรรลุเป้าหมายในปีต่อไป

สำหรับในส่วนหน่วยบริการในระบบบัตรทองนั้น ปี 2561 มีหน่วยบริการที่ร่วมดูแลประชากรผู้มีสิทธิจำนวน12,151 แห่ง ครอบคลุมหน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริกรประจำ หน่วยบริการ และหน่วยบริการรับส่งต่อ รวมถึงหน่วยบริการไม่ได้จัดเครือข่าย โดยเป็นหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 11,070 แห่ง กระทรวงอื่นๆ 240แห่ง เอกชน 527 แห่ง และท้องถิ่น 314 แห่ง

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า จากรายงานผลการดำเนินงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561 ยังได้มีการรายงานในส่วนภาพรวมการคลังสุขภาพ ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2533-2560 โดยงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 6.05 เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ และคิดเป็นร้อยละ1.07 เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศ ขณะที่รายจ่ายสุขภาพโดยรวมของทั้งประเทศ ปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 4.02เมื่อเทียบกับ GDP

การลดลงของครัวเรือนที่ต้องยากจนลงจากจ่ายค่ารักษาหลังมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจากร้อยละ2.01 ในปี 2545 ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 0.24 ในปี 2560 หรือจาก 2.2 แสนครัวเรือนในปี 2545 เหลือ 5.2 หมื่นครัวเรือนในปี 2560, ครัวเรือนที่เกิดวิกฤติการเงินจากค่ารักษาพยาบาลจากร้อยละ 4.06 ในปี 2545 ลดลงอยู่ที่ร้อยละ2.26 ในปี 2560 หรือจาก 6.6 ครัวเรือนในปี 2545 เหลือ 4.8 แสนครัวเรือนในปี 2560 และสัดส่วนค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจากครัวเรือนจากร้อยละ 27 ในปี 2545 ลดลงเหลือร้อยละ 11.32 ในปี 2560

“จากผลดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เกิดขึ้น ซึ่งได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้กับครัวเรือน ช่วยลดวิกฤตทางการเงิน โดยเฉพาะจากโรคค่าใช้จ่ายสูงและโรคเรื้อรังที่ต้องรับการรักษาต่อเนื่อง ส่งผลต่อความพึ่งพอใจของประชาชนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 93.93 ขณะที่ความพึงพอใจผู้ให้บริการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 70.67 ซึ่งเกิดจากผลการรับฟังความเห็นและปรับปรุงระบบมาอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว


Posted: 04 Feb 2019 05:27 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 20:27


มูลนิธิเข้าถึงเอดส์พร้อมภาคีเครือข่าย ทำจดหมายถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา คัดค้านสาระร่างแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตร พร้อมส่งตัวแทนให้ข้อมูลและพิจารณา ชี้ ร่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตัดสาระกฎหมายเดิมที่เคยเป็นประโยชน์กับการเข้าถึงยาของประชาชน

4 ก.พ. 2562 ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สิทธิบัตร ฉบับที่ พ.ศ. ...ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2532 และ พ.ศ. 2542 และกำลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น

เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตรดังกล่าว ได้ลดทอนมาตรการปกป้องสาธารณะลง และยังไม่ขยายเวลาการคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตรที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน

"ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตรที่ผ่านครม.เมื่อ 29 ม.ค.นั้น ได้ตัดสาระสำคัญของมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (CL) โดยแก้ไขให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจการใช้สิทธิให้เหลือเพียงกระทรวงเท่านั้น จากเดิมที่ทบวง และ กรม สามารถใช้สิทธิได้ ซึ่งถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิการให้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวของประชาชน อีกทั้งยังขัดต่อเจตจำนงของปฏิญญาโดฮาว่าด้วยทริปส์และการสาธารณสุขที่อนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเพื่อปกป้องสาธารณสุขของประเทศได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในปี 2549 และ 2550 กับยารักษาไวรัสเอชไอวี ยารักษามะเร็ง และยารักษาโรคหัวใจ ส่งผลให้ประเทศสามารถรักษาผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวเพิ่มได้มากขึ้น และประหยัดงบประมาณได้มากว่า 4,500 ล้านบาท และเป็นตัวอย่างที่ทั่วโลกยกย่อง"

นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้กำหนดให้ผู้ทรงสิทธิ์สามารถร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกคำสั่งมาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ (CL) ได้ ซึ่งเป็นการกำหนดที่เข้มงวดเกินกว่าความตกลงทริปส์ที่ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิก และขัดต่อเจตจำนงของปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข ที่เน้นย้ำว่าการคุ้มครองด้านสาธารณสุขต้องมาก่อนการค้า

"ในเรื่องค่าตอบแทน (Royalty fee) ในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือมาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ (CL) กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้พิจารณาจากเศรษฐกิจในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เข้มงวดเกินกว่าความตกลงทริปส์และขัดต่อเจตจำนงของปฏิญญาโดฮาฯ ด้วยเช่นกัน เพราะจะกลายเป็นอุปสรรคการเข้าถึงยาได้ ในประเด็นนี้ ควรจะที่เป็นไปตามกฎหมายฉบับปัจจุบัน ซึ่งให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างหน่วยงานรัฐที่ประสงค์ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรกับผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร" ตัวแทนมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าว



ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 39/2558 วันที่ 27 ต.ค. 2558 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยความตกลงทริปส์ โดยในเดือน พ.ย. 2558 คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอผลการศึกษาและเสนอแนะให้ระมัดระวังเรื่องมาตรการทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดเกินไปกว่าข้อตกลงทริปส์ หรือที่เรียกว่า “มาตรการทริปส์ผนวก” หรือ “ทริปส์พลัส” (TRIPS+) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาและก่อให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุข ซึ่งคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สนช.ได้เคยเรียกกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปท้วงติงประเด็นเหล่านี้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการแก้ไขสาระร่างกฎหมายให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รณรงค์เข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ชี้ว่า การแก้ไขร่างกฎหมายสิทธิบัตรครั้งนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นกับการขอสิทธิบัตร นั่นคือ ช่วงระยะเวลาคัดค้านที่สั้นเกินไป จนทำให้คำขอสิทธิบัตรด้อยคุณภาพคาอยู่ในระบบมากมาย

"จากข้อเสนอของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และองค์กรภาคีเสนอให้ขยายระยะเวลาคัดค้าคำขอสิทธิบัตรได้ก่อนออกสิทธิบัตร (Pre-grant opposition) เป็น 180 วัน ไม่ใช่แค่ 90 วันตามเดิมหลังโฆษณาครั้งที่สอง อีกทั้งในร่างพ.ร.บ. ควรกำหนดภายใน 3-6 เดือนนับจากที่ยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์ด้วย และเห็นว่าควรให้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการติดตามเพื่อการยื่นคำคัดค้าน พร้อมกับอยากเห็นการพิจารณากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นไปอย่างรอบด้านและพึงไว้ซึ่งประโยชน์ประชาชน” เฉลิมศักดิ์กล่าว
[full-post]


Posted: 04 Feb 2019 05:37 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 20:37


ชื่นชมพนักงานสนามบินหญิง หลังถูกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตบแต่ไม่ตอบโต้/เตรียมงานรองรับนักเรียน-นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน กว่า 23,000 อัตรา เริ่มรับสมัคร 1 ก.พ. 2562 นี้/พรรคอนาคตใหม่ ดันตัวแทนแรงงานหญิงขึ้นที่ 3 บัญชีรายชื่อ มั่นใจได้เข้าสภา/หลังช้างตกมันกระทืบควาญดับ คนเลี้ยงช้างดันออกกฎหมายสับตะขอ-คล้องโซ่เลี้ยงตามขนบ/คนขอกลับคืนสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 148,363 คน/รมว. แรงงาน สั่งการเร่งตรวจสอบ ติดตาม ดำเนินคดีผู้หลอกลวง ชักชวนไปทำงานฟินแลนด์

พบอาชีพ ‘พ่อครัว-แม่ครัวไทย’ เป็นที่ต้องการในต่างแดน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภาย หลังพบปะและเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกอบการและแรงงานไทยที่ประกอบอาชีพด้านอาหารไทย ณ เมือง Hausach สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่าปัจจุบัน ในเยอรมนีมีร้านอาหารไทยกว่า 600 แห่ง และอาหารไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในต่างประเทศมีความต้องการในตำแหน่งพ่อครัวแม่ครัวไปทำงานกว่า 4,000 คน

อย่างไรก็ตามแรงงานไทยที่ทำงานในเยอรมนียังต้องการที่จะพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะด้านภาษาเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความพร้อมจะขับเคลื่อนตามนโยบาย 3A ของกระทรวงในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการสร้างแรงงานคุณภาพ (Super Worker) โดยจัดให้มีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานให้กับแรงงานไทยในต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ มีเป้าหมายดำเนินการ จำนวน 200 คน ในสาขาที่มีความต้องการในต่างประเทศ ได้แก่ สาขาการประกอบอาหารไทย พนักงานนวดไทย สปาตะวันตกและไทยสัปปายะ

โดยก่อนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขานั้นจะมีการให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อม เช่นการให้ความรู้ด้านภาษา กฎหมายแรงงาน และการประกอบธุรกิจในเยอรมนี เป็นต้น จากการติดตามผลผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ 1 สาขาการประกอบอาหารไทย พบว่าแรงงานไทยมีความก้าวหน้าในอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดือนละ 10,000 บาท

ด้านนายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบตั้งแต่ปี 2554-2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,614 คน สำหรับในปีนี้มีผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทยแล้ว 88 คน ประกอบด้วยการทดสอบฯในไต้หวันจำนวน 60 คน และเนเธอร์แลนด์อีก28 คน นอกจากนี้ยังมีแผนจะไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในประเทศเดนมาร์ก สเปน และญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ได้ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลใหญ่ นายกเทศมนตรี Mr.Wolfgang Hermann นางจิราภรณ์ ไมเออร์-คนัพพ์ ประธานสมาคมบ้านแสนสุข ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม และคณะผู้ดำเนินการจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในประเด็นเกี่ยวกับโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาทักษะให้กับผู้ประกอบกิจการร้านอาหารไทยและแรงงานไทยเพื่อให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้นซึ่งจะนำประเด็นเหล่านี้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้สอดรับกับความต้องการดังกล่าวต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 4/2/2562

รมว. แรงงาน สั่งการเร่งตรวจสอบ ติดตาม ดำเนินคดีผู้หลอกลวง ชักชวนไปทำงานฟินแลนด์

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งกรมการจัดหางาน เร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีผู้แอบอ้างหลอกชักชวนไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดน และฟินแลนด์ ด้วยรายได้เกินจริงกว่า 85,000 บาท พร้อมย้ำผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้มีความผิดตามกฎหมาย ถูกจับปรับติดคุก

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายเน้นหนักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกลวงและลักลอบไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีผู้ชักชวนแรงงานไทยไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดน และฟินแลนด์ โดยโพสต์โฆษณารายได้เกินจริงผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียว่ามีรายได้ถึง 70,000 – 85,000 บาท ซึ่งพบว่ามีแรงงานไทยหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ รมว.แรงงานห่วงใยพี่น้องแรงงานไทยว่าจะถูกหลอก โดยได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเร่งตรวจสอบและประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนคนหางาน ดังนั้น เพื่อมิให้แรงงานไทยหลงเชื่อคำชักชวนเกินจริงดังกล่าว กรมการจัดหางานจึงขอแจ้งให้ทราบว่า การไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดนและฟินแลนด์นั้น แรงงานจะมีรายได้จริงประมาณเดือนละ 1,000 – 1,200 ยูโร หรือประมาณ 39,000 – 46,800 บาท และก่อนเดินทางไปทำงาน แรงงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 60,000-70,000 บาทต่อคน เช่น ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เป็นต้น และขณะนี้ยังไม่ได้เปิดรับแรงงานแต่อย่างใด เนื่องจากฤดูกาลเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดน และฟินแลนด์จะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จึงอย่าหลงเชื่อผู้ที่ชักชวนไปทำงานเก็บผลไม้ป่าดังกล่าว และขอให้แรงงานไทยศึกษาข้อมูลการทำงานให้รอบคอบกับกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจเดินทาง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 เฝ้าระวัง คุมเข้ม ตรวจสอบและสกัดกั้น เพื่อคุ้มครองคนหางานที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศไม่ให้ถูกหลอกลวงจากสาย/นายหน้าเถื่อน รวมทั้งได้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีพฤติกรรมในการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ผ่านสายตรวจออนไลน์ อย่างเข้มงวด ซึ่งแรงงานไทยที่ถูกหลอกลวงสามารถแจ้งความหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

กรณีที่มีการโฆษณาการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานเก็บผลไม้ป่าที่ประเทศฟินแลนด์ โดยการโฆษณาจัดหางานไม่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ต้องระวางโทษจำคุก 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่มีผู้มาร้องทุกข์ว่าถูกหลอกลวงไปทำงานเก็บผลไม้ป่า และพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำผิด จะมีความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุก 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2561 มีคนหางานมาร้องทุกข์กับกรมการจัดหางาน กรณีถูกสาย/นายหน้าจัดหางานเถื่อนหลอกจำนวน 123 ราย โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกไปทำงานประเทศเกาหลีใต้มากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิตาลี และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับสาย/นายหน้าเถื่อนดังกล่าวแล้ว

ที่มา: ข่าวสด, 4/2/2562

คนขอกลับคืนสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 148,363 คน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดำเนินการคืนสภาพผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนได้กลับเข้าสู่ระบบประกันสังคมเช่นเดิมอีกครั้ง ว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการติดตามผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพกลับเป็นผู้ประกันตน โดยส่งหนังสือแจ้งไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิจำนวน 777,228 คน

ซึ่งผลการติดตามมีผู้ประกันตนติดต่อกลับสู่ระบบประกันสังคมแล้วขณะนี้จำนวน 363,000 คน โดยแบ่งเป็นขอกลับคืนสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 148,363 คน และกลับเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาสมัครมาตรา 40 หรือขอรับสิทธิชราภาพ หรือทายาทมาขอรับสิทธิกรณีตาย ไปแล้วจำนวน 214,637 คน โดยผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่จะคืนสภาพรีบดำเนินการติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด สาขา ทุกแห่งที่สะดวก หรือทางไปรษณีย์ (แนบแบบ สปส. 1-20/1) หรือทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2562

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนจะต้องชำระเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้กลับเป็นผู้ประกันตน โดยจ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไขได้หลายช่องทางด้วยกัน คือ จ่ายด้วยเงินสด ณ สำนักงานประกันสังคมได้ทั่วประเทศ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต ทุกสาขา ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขา (seven - eleven) ผ่านระบบ Pay at Post ที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์ หรือจ่ายทางธนาณัติ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ พร้อมแนบแบบส่งเงิน (สปส.1-11) ส่งให้สำนักงานประกันสังคมผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (บริษัทห้างเซ็นทรัล)

ทั้งนี้ ยังสามารถจ่ายเงินสมทบโดยวิธีหักบัญชีธนาคาร 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาติ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ

โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับสิทธิประโยชน์ 6 กรณีเช่นเดิม คือ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ

ซึ่งผู้ประกันคนจะต้องปกป้องสิทธิของตนเองโดยให้ความสำคัญในการตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบด้วยตนเองกับสำนักงานประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ และควรนำเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกันตนขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน จะสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนทันที ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง จังหวัด สาขา ที่สะดวก หรือโทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: Sanook News, 3/2/2562

หลังช้างตกมันกระทืบควาญดับ คนเลี้ยงช้างดันออกกฎหมายสับตะขอ-คล้องโซ่เลี้ยงตามขนบ

ดร.บุญทา ชัยเลิศ รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยฝ่ายอาเซียนสัมพันธ์ ได้เปิดการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการปางช้างด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ ประจำปี 2562 และการฝึกอบรมการควบคุมช้างอาละวาดและช้างตกมัน ที่สมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวแม่แตง ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 62 ที่ผ่านมา ณ ปางช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่

สพ.ญ.ดร.ภัคนุช บันสิทธิ์ จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มช. ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยในการศึกษาระดับปริญญาเอก หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ “ปัจจัยทางด้านการจัดการปางช้างที่มีผลต่อสวัสดิภาพและสุขภาพของช้าง” บรรยายถึงความเหมาะสมของการเลี้ยงช้างเพื่อสวัสดิภาพที่ดี กำลังเป็นที่จับตาของต่างชาติ

แม้สถานที่ประกอบการช้างหลายๆ แห่งจะใช้ชื่อว่าแซงชัวรี่ (Sanctuary) ก็ตาม แต่จะมีความเหมาะสมหรือไม่ สภาวะความเป็นอยู่ สวัสดิภาพดีเพียงพอไหม? เป็นจุดที่นักกิจกรรมอนุรักษ์สัตว์จากต่างประเทศดูอยู่ เราจะต้องทำอย่างไร ให้การเลี้ยงช้างของพวกเราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้มีภาพรวมที่ดีขึ้น และต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ทั้งในด้านความปลอดภัยและสวัสดิการ สวัสดิภาพที่ดีของควาญช้างด้วย ไม่ใช่เพียงแต่มองในด้านสวัสดิภาพที่ดีของช้างเพียงฝ่ายเดียว

โดยในหลักการของการจัดการสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานในระดับสากลนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงช้างไทยให้มีสวัสดิภาพที่ดีได้ด้วย เช่น มีอาหารและน้ำสะอาดที่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของช้าง อาหารมีความสดใหม่ และหลากหลาย ช้างมีความสะดวกสบายจากสภาพแวดล้อมที่ดี มีร่มเงาให้พัก มีการรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ มีพื้นทีเพียงพอต่อการเคลื่อนไหว โซ่มีความยาวที่เหมาะสม ช้างมีสุขภาพที่ดี มียาและอุปกรณ์ในการรักษาดูแลที่เหมาะสม ช้างอยู่อย่างมีความสุขปราศจากความหวาดกลัวและทรมาน

และข้อสุดท้าย ช้างสามารถแสดงออกทางพฤติกรรมตามปกติวิสัยได้ มีการสืบพันธุ์ตามฤดูกาลที่เหมาะสมเพื่อเป็นการดำรงเผ่าพันธุ์ เป็นการอนุรักษ์ช้างโดยไม่มีการบังคับขืนใจแต่อย่างใด

ด้าน น.สพ.เพชรธิศักดิ์ สมบัติภูธร สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ ผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมช้างตกมัน กล่าวถึงปัญหาช้างอาละวาดมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ความเครียด การตกใจ ความกลัว หรือช้างนั้นมีนิสัยที่ดุร้ายอยู่แล้ว รวมถึงการตกมันของช้างในช่วงฤดูการผสมพันธุ์ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ช้างอาละวาด ยากต่อการควบคุม เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตผู้คนที่อยู่ในบริเวณและยังเป็นอันตรายต่อช้างด้วยกันเองอีกด้วย

น.สพ.เพชรธิศักดิ์ บอกว่า ควาญช้างต้องมีความเข้าใจและเอาใจใส่ดูแลช้างของตนให้ดี มีวิธีการจัดการที่เหมาะสม ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อทั้งช้างและคน มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดการช้างตกมัน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานเป็นหมู่คณะ ไม่สามารถที่จะดำเนินการเพียงลำพัง แต่การจัดการจะง่ายและสะดวกต่อการควบคุมช้างได้มากขึ้น ถ้าควาญช้างได้รับการอบรมและมีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง และดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช้างแสดงอาการเบื้องต้น

“โรงพยาบาลช้าง ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่ จ.ลำปาง มีคณะทำงานเพื่อดูแลและจัดการช้างตกมันที่พร้อมจะดำเนินการช่วยเหลือ เมื่อมีการร้องขอทุกเมื่อ ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยที่จะจัดการช้างตกมันได้ด้วยตัวเอง”

ส่วนในการดูแลช้างปกติที่ไม่ได้อยู่ในช่วงของการตกมันนั้น ช้างโดยธรรมชาติเขาเป็นสัตว์ป่า แม้จะนับเป็นช้างบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกับมนุษย์หลายช่วงอายุแล้วก็ตาม ก็ต้องฝึกให้เขายอมรับในการใช้ตะขอ และโซ่ในการควบคุมดูแล และต้องมีการใช้อย่างเหมาะสม ใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อให้การอยู่ร่วมกับคนได้อย่างปลอดภัย ใช้เพื่อเป็นภาษาในการสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องสับหรือทำร้ายเขาให้ได้รับบาดเจ็บ ใช้เพื่อความปลอดภัยของคนเลี้ยง นักท่องเที่ยว และ แม้กระทั่งต่อช้างด้วยกันเอง เพื่อควบคุมการทะเลาะวิวาทในหมู่ช้างเกเร

“โซ่และตะขอสำคัญมากในการควบคุมช้าง เห็นควรว่าควรจะมีกฎหมายในการควบคุมการเปิดกิจการปางช้าง เพื่อเป็นการดูแลให้ความยุติธรรมทั้งช้างและคน เพื่อสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ดีทั้งสองฝ่าย”

นายวนชาติ บูรพาเกียรติ ผู้จัดการและควาญช้างปางช้างไทยอิเลแฟนท์โฮม บ้านแมตะมาน ต.กื้ดช้าง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าได้รับประโยชน์มากในการเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมดูแลช้างอาละวาด-ช้างตกมัน และวิธีการป้องกันตัว การระวังตัวในการเข้าหาช้างตกมัน ช้างอาละวาด

โดยส่วนตัวที่คลุกคลีกับช้างมานานตั้งแต่เป็นควาญช้างจนทุกวันนี้เป็นผู้จัดการปางช้าง ก็ยังคลุกคลีอยู่กับช้างมาโดยตลอด นับว่ารู้จักนิสัยช้างดีพอ ขอยืนยันว่าช้างกับตะขอเป็นของคู่กันที่ต้องใช้ เพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ควบคุมลำบาก เราจะแจ้งกับลูกค้าตรงๆ ว่าเราต้องใช้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า และความปลอดภัยของตัวควาญเองด้วย

“เห็นควรที่ต้องออกเป็นกฎหมายควบคุมอย่างจริงจังว่าให้ผู้เลี้ยงช้าง ต้องใช้ตะขอต้องใช้โซ่ในการเลี้ยงช้าง เราต้องยอมรับความเป็นจริง อย่าไปบิดเบือนความจริงของการเลี้ยงช้างไทยเรา”

นายอภิชิต ดวงดี ควาญช้างและเจ้าของปางช้างเอเลแฟ่นท์เรสคิวย์ปาร์ก กล่าวว่าการเลี้ยงช้างโดยไม่ใช้โซ่กับตะขอนั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ ถ้าฝืนทำก็จะกลายเป็นข่าวเศร้าอย่างที่ปรากฏมาเมื่อปลายปีที่แล้ว เราต้องมองไปที่ความปลอดภัยก่อน บางแห่งใช้วิธีบอกลูกค้าว่าไม่ใช้ตะขอและโซ่ แต่ก็แอบใช้ในเวลากลางคืน หรือเวลาที่ไม่มีลูกค้า ไม่ให้ลูกค้าเห็นเวลาใช้

“ถ้าจะให้ตนไปทำงานในปางช้างที่ประกาศว่าไม่ใช้โซ่ใช้ตะขอในการเลี้ยงช้าง ก็จะไม่ไปทำเป็นอันขาด เพราะกลัวตาย แต่ก็มีเพื่อนๆ ทำงานในปางช้างประเภทนั้นบ้าง เขาก็ไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่ ต้องจำใจทำ เพราะเจ้าของเขาบังคับไม่ให้ใช้และให้รายได้ดี แต่พวกเขาก็รู้สึกกลัวและไม่มั่นใจ เลยมีการแอบใช้หนังสติ๊กและตะปูในการควบคุมช้างแทน”

นายธีรภัทร ตรังปราการ เจ้าของกิจการภัทรเอเลแฟ้นท์ฟาร์ม และนายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย Thai Elephant Alliance Association ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ช้างโดยภาคเอกชน ให้ความเห็นว่า กิจกรรมอบรมในครั้งนี้มีประโยชน์ ควรที่จะจัดอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาวะจริงในการทำงานมีหลายเหตุปัจจัย ควรมีการซักซ้อมกันอย่างสม่ำเสมอในการดูแลและจัดการช้างอาละวาดช้างตกมัน ทางปางช้างภัทรของตนก็พร้อมที่จะช่วย เสียสละส่งทีมจิตอาสามาอบรมและพร้อมที่จะเข้าไปช่วยในเหตุการณ์จริงถ้ามีช้างอาละวาด

ส่วนในความเห็นเรื่องของการใช้อุปกรณ์ควบคุมช้างเช่นโซ่ หรือ ตะขอนั้น ที่ปางช้างของตนก็ใช้ในภาวะจำเป็นต่างๆ เช่น ในการรักษาพยาบาล เพื่อสะดวกในการให้สัตวแพทย์ตรวจรักษาในสถานการณ์ที่ต้องควบคุมบ้างเป็นพิเศษ ส่วนในกรณีปางช้างที่จะไม่ใช้ตะขอหรือโซ่ในการควบคุมในการเลี้ยงช้างนั้น ส่วนตัวเห็นว่าถ้าช้างมีจำนวนน้อยแค่ 1-3 เชือกก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นปางใหญ่มีช้างจำนวนมาก ก็ลำบากในการควบคุมดูแล

“ถ้ามองระยะสั้นอาจจะมองเห็นว่าการไม่ใช้อุปกรณ์ในการควบคุมดูแลช้างนั้นให้อิสระแก่ช้าง แต่ในความเป็นจริงนั้นช้างก็ถูกกักขัง ถูกจำกัดบริเวณให้อยู่แต่ในคอกกั้นอยู่ดี แม้ว่าจะไม่ล่ามโซ่ไว้ ซึ่งเป็นทฤษฎีลวงว่าช้างนั้นได้รับอิสระ แต่ไม่ใช่เลย มันกลับส่งผลเสียมากกว่าที่จะมีผลดีกับตัวช้างเสียด้วยซ้ำ คือช้างจะมีความเครียดมากกว่าช้างที่ถูกล่ามโซ่ในพื้นที่เปิด ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองอย่างเป็นทางการในการตรวจหาฮอร์โมนความเครียดของช้างในดุฏฎีนิพนธ์ของ สพ.ญ.ภัคนุช บันสิทธิ์ จากศูนย์เพื่อความเป็นเลิศในการวิจัยช้างและสัตว์ป่า”

สำหรับแนวทางในการเลี้ยงช้างโดยไม่ใช้ตะขอกับโซ่เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมดูแลช้างนั้น เป็นเพียงกระแสเพื่อลวงให้เข้าใจผิดว่าช้างได้รับอิสระ แต่บางแห่งก็เป็นการแค่ได้รับอิสระต่อหน้าลูกค้าเท่านั้น ในความเป็นจริงคือใช้แต่ไม่บอก ไม่เคยเห็นที่ไหนจะทำได้จริงเลย หรือแม้ว่าจะทำจริงๆ ก็เป็นการจับช้างเข้าขังในคอกเหมือนเดิม เป็นอิสระแค่เพียงในชั่วโมงที่ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเท่านั้น

ส่วนการเสนอให้มีข้อกฎหมายควบคุมการเลี้ยงช้างนั้น เห็นว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกต่อการรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น ทั้งนักท่องเที่ยว คนเลี้ยงช้าง หรือแม้แต่ช้างด้วยกันเองก็จะปลอดภัยจากอันตรายที่มาจากการทะเลาะวิวาทกันของช้างด้วย

“ขอเน้นย้ำว่าการเลี้ยงช้างโดยไม่มีอุปกรณ์การควบคุมดูแลช้างนั้น เป็นการริดรอนสิทธิของผู้เลี้ยงช้าง ของนักท่องเที่ยว และของตัวช้างเองด้วย”

ขณะที่นางสาวปักษธร สมินทรปัญญา นักวิชาการแรงงานชำนาญงาน สำนักงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้เข้าร่วมศึกษาดูงานและอบรมในครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า แรงงานจังหวัดฯ มีหน้าที่ดูแลลูกจ้างให้มีความปลอดภัยในการทำงาน ไม่ประสบอันตรายในการทำงาน ซึ่งการทำงานเกี่ยวกับช้าง ตามที่ได้เห็นมาถือว่ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยค่อนข้างสูง เพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่สามารถสร้างอันตรายได้มาก ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้เข้ามาศึกษา เพื่อหาทางดูแลและคุ้มครองคนเลี้ยงช้าง ให้มีความปลอดภัยในการทำงานและมีสวัสดิการที่ดี

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 3/2/2562

พรรคอนาคตใหม่ ดันตัวแทนแรงงานหญิงขึ้นที่ 3 บัญชีรายชื่อ มั่นใจได้เข้าสภา

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงาน แหล่งข่าวจากพรรค อนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ตามที่พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้าง รับผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ สมัครเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ

ปรากฏว่ามีทั้งตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ คนที่มีความหลากหลายทางเพศ คนขับแท็กซี่ เกษตรกร เป็เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค อีกทั้งตลอดช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ประกาศบนเวทีปราศรัยอย่างมั่นใจหลายครั้งว่า พรรคอนาคตใหม่จะมีแรงงานตัวจริงเข้าสภาอย่างแน่นอน

ล่าสุด จากการจัดลำดับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ชื่อของนายธนาธร และนายปิยบุตร จะอยู่ในลำดับที่ 1 และ 2 ขณะที่ลำดับที่ 3 จะเป็น น.ส.วรรณวิภา ไม้สน เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคอนาคตใหม่ในวันแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่มีความมั่นใจว่า น.ส.วรรณิภา จะเป็นกรรมกรคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

แหล่งข่าวระบุอีกว่าการมีชื่อของ น.ส.วรรณวิภา ปรากฏอยู่ในว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับที่ 3 เป็นสิ่งยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่เอาจริงกับการสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจรตั้งแต่เกิดจนตายให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำระบบสวัสดิการให้เป็นสิทธิ์ ไม่ใช่การสงเคราะห์ เพราะการยกระดับรายได้คุณภาพชีวิตของประชาชน คือรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ทำให้ประชาชนสามารถดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่มุ่งมั่นที่จะทำในส่วนของนโยบายรัฐสวัสดิการ ได้แก่ 1.เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน 2.สนับสนุนเงินเลี้ยงดูบุตรอายุ 0-6 ปี เดือนละ 1,200 บาท 3.สนับสนุนค่าครองชีพและเริ่มต้นชีวิตของเยาวชนอายุ 18-22 ปี เดือนละ 2,000 บาท 4.ขยายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ 5.เพิ่มเงินค่าครองชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,800 บาท 6.เพิ่มงบรายหัวในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น 4,000 บาทต่อคนต่อปี

โดยคาดว่าทั้งหมดนี้จะใช้งบประมาณ 370,000 ล้านบาท ซึ่งแนวทางการหารายได้มาจากการจัดสรรงบประมาณประมาณเสียใหม่ เช่น ลดงบที่ไม่จำเป็นในระบบราชการ ลดงบประมาณอุดหนุนกองทัพ เป็นต้น

สำหรับ น.ส.วรรณวิภา อายุ 36 ปี เป็นชาว จ.อุตรดิตถ์ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนศรีนคร จ.สุโขทัย, ปวช.คอมพิวเตอร์ธุรกิจ กาญจนาภิเษกสมุทรปราการ จากนั้นเดินทางเข้ามาทำงานเป็นแรงงานในโรงงานหลายแห่ง ปัจจุบัน เป็นเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย

ที่ผ่านมาร่วมต่อสู้เคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อผู้ใช้แรงงานมาโดยตลอด จึงเข้าใจและทราบปัญหาของผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างดีว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิที่พึงได้รับของผู้ใช้แรงงานต่อผู้บริหาร รวมถึงหน่วยงานรัฐ มักถูกเมินเฉย ไม่ได้รับการตอบรับหรือดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ปัญหาเก่าไม่ได้รับการแก้ไขและยังเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมา

โดย น.ส.วรรณิภา เคยกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า การมีผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น อยากให้ผู้ใช้แรงงานมั่นใจว่า ข้อเรียกร้องต่างๆ ของผู้ใช้แรงงานจะถูกผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมได้มากกว่าที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุอีกว่า สำหรับรายชื่อของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ในลำดับต้นๆ นอกจากนายธนาธร นายปิยบุตร และ น.ส.วรรณวิภา แล้ว ยังปรากฏรายชื่อของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหน้าพรรค น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นักธุรกิจชื่อดัง เป็นต้น ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่จะมีการประชุมสรุปการจัดลำดับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา: ข่าวสด, 30/1/2562

รมว.แรงงาน มอบเงินเยียวยาทายาทลูกจ้างเสียชีวิต เหตุคอนโดมิเนียมย่านพระราม 3 ถล่ม

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ถึงการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตรายขณะกำลังต่อเครน เพื่อก่อสร้างคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง บนถนนพระราม 3 ซอย 45 แขวงโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้ประสบอันตราย 10 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 ราย และได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

โดยการประสบอันตรายดังกล่าวเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บมีสิทธิประโยชน์ทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงในส่วนของลูกจ้างที่เสียชีวิต ในวันนี้ (28 ม.ค. 2562) ตนได้มอบเงินให้กับทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้ผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ดังนี้

นายวิทูณ ไชยมี ทายาทจะได้เงินเป็นค่าทำศพ เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,812,728.60 บาท

นายเติมศักดิ์ ศรีพิทักษ์ ทายาทจะได้เงินเป็นค่าทำศพ เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,792,370.16 บาท

นายวิชา กาวีอ้าย ทายาทจะได้เงินเป็นค่าทำศพ เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,423,156.86 บาท

นายศิลป์ กาศสกุล ทายาทจะได้เงินเป็นค่าทำศพ เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,548,981.14 บาท

นายธนโชค บริคุต ทายาทจะได้เงินเป็นค่าทำศพ เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,368,890.40 บาท

ที่มา: คมชัดลึก, 30/1/2562

เตรียมงานรองรับนักเรียน-นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน กว่า 23,000 อัตรา เริ่มรับสมัคร 1 ก.พ. 2562 นี้

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน ประจำปี 2562” พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านระหว่างภาครัฐและเอกชน ระหว่างกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ สถานประกอบการ 21 แห่ง เพื่อส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียนหรือนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียน หรือช่วงว่างจากการเรียในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียน เปิดรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.พ. 2562 เป็นต้นไป

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเพื่อให้นักเรียนหรือนักศึกษาได้มีงานทำในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียน ได้รับการเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานจริง ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ลดการมั่วสุมและการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รู้จักความอดทน มีระเบียบวินัย และได้เรียนรู้โลกของอาชีพอันเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังสำเร็จการศึกษาแล้ว รวมทั้งมีรายได้ในระหว่างการเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีการดำเนินงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตามรูปแบบ “ประชารัฐ” และได้รับการตอบรับจากนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการเป็นอย่างดี มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,163 แห่ง เป็นกรุงเทพมหานคร 124 แห่ง ส่วนภูมิภาค 1,039 แห่ง สามารถส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียนหรือนักศึกษาได้ถึง 35,403 คน จากเป้าหมาย จำนวน 30,000 คน สร้างรายได้จำนวนทั้งสิ้น 458,822,880 บาท

รมว.แรงงาน กล่าวว่าสำหรับในปีงบประมาณ 2562 มีเป้าหมายส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน/นักศึกษา จำนวน 50,000 คน ขณะนี้มีตำแหน่งงานว่างรองรับแล้ว 631 ตำแหน่ง 23,609 อัตรา อาทิ ตำแหน่ง พนักงานทั่วไป พนักงานบริการลูกค้า พนักงานฝ่ายผลิต สถานพนักงานประจำร้าน พนักงานจัดเรียงสินค้า เป็นต้น สถานประกอบการ 1,029 แห่ง งาน“ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน ประจำปี 2562” ในวันนี้เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2561 โดยได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน/นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียน “ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน” ระหว่าง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถานประกอบการ 21 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เมเจอร์ซีนิเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด (บาร์บิคิว พลาซ่า) บริษัท บางจากกรีนเนท จำกัด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย ยามาซากิ จำกัด บริษัท ฟูจิ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เมซโซ่ จำกัดบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) บริษัท แมคไทย จำกัด บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด (ซานตาเฟ้) บริษัท กาโตว์ เฮ้าส์ จำกัด บริษัท บิซิเนสเซอร์วิสเซสอัลไลแอนซ์ จำกัด (อเมซอน คาเฟ่) และบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับอัตราค่าจ้างที่นักเรียน/นักศึกษาจะได้รับไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 40 บาท ระยะเวลาทำงานคือ 1) เปิดภาคเรียนปกติ : วันเรียนปกติ ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง วันหยุดเรียน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมง 2) ปิดภาคเรียน : ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง 3) สัปดาห์ละไม่เกิน 36 ชั่วโมง สำหรับในส่วนของการดูแลปฏิบัติงานนั้น จะมีการจัดหาพี่เลี้ยงในการสอนและมอบหมายงาน รวมทั้งเสริมสร้างวินัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา และในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยระหว่างทำงาน นายจ้างยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ขณะที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจะจัดส่งนักเรียน นักศึกษา ฝึกอบรมความรู้เบื้องต้น เช่น การทำงานเป็นทีม มีจิตบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นต้น พร้อมทั้งปฐมนิเทศก่อนส่งตัวเข้าทำงานระหว่างวันที่ 1–8 มี.ค. 2562

ทั้งนี้นักเรียน นักศึกษาสามารถสมัครได้หลายช่องทางคือ 1. ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) ที่อาคาร 3 ชั้น ด้านหน้ากระทรวงแรงงาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ , สำนักงานจัดหางานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10, สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด 2. สถานประกอบการที่รับนักเรียน นักศึกษาเข้าทำงาน 3. เว็ปไซต์ : www.smartjob.doe.go.th 4. สายด่วน 1506 สมัครตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 เป็นต้นไป

“โครงการ“ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน ประจำปี 2562” จะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายทั้งผู้ปกครองว่าบุตรหลานได้ฝึกการทำงาน ไม่ไปเล่นเกมส์ หรือเที่ยวแหล่งอบายมุขช่วงปิดภาคเรียน ขณะเดียวกันสถานประกอบการก็จะไม่ขาดแคลนแรงงาน และได้ทำประโยชน์ต่อสังคม ขณะที่นักเรียน นักศึกษาก็ได้ฝึกความอดทน ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ เห็นคุณค่าของเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานจริง สอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506” รมว.แรงงาน กล่าว

ที่มา: สยามรัฐ, 28/1/2562

ชื่นชมพนักงานสนามบินหญิง หลังถูกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตบแต่ไม่ตอบโต้

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่าได้รับรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (ขอสงวนสัญชาติ) รายหนึ่งได้ทำร้ายร่างกายพนักงานจุดตรวจค้นสัมภาระขณะที่กำลังปฎิบัติหน้าที่ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงโดยเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 26มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า พนักงานได้ปฎิบัติหน้าที่ตามที่ถูกฝึกอบรมมาเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยขององค์การบินระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด แต่กลับถูกนักท่องเที่ยวสาวรายนี้ไม่ยอมให้ตรวจและทำร้ายร่างกาย ซึ่งหลังเกิดเหตุทราบว่าพนักงานคนดังกล่าวไม่ได้ติดใจเอาความแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ต้องขอชื่อชมพนักงานสาวรายนี้ที่มีความอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่ผ่านมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการให้บริการและอบรมพนักงานให้มีความอดทนอดกลั้นต่อทุกสภาพอารมณ์ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าพนักงานคนดังกล่าวถึงแม้จะถูกกระทำแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรและไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกรงว่าอาจส่งผลกระทบภาพรวมของการให้บริการภายในสนามบินได้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 28/1/2562



(ซ้าย) เบห์รูซ บูชานี (ที่มา: Facebook/ Behrouz Boochani)

Posted: 03 Feb 2019 02:57 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-02-03 17:57


เบห์รูซ บูชานี ชาวอิหร่านเชื้อสายเคิร์ดผู้ขอลี้ภัยในออสเตรเลียกลายเป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมวิกตอเรียนไพรซ์ จากหนังสือที่เขาเขียนด้วยโปรแกรมส่งข้อความ WhatsApp ขณะอยู่ในสถานกักกัน หลังจากที่ทางการออสเตรเลียปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าลี้ภัยในประเทศ เรื่องนี้ทำให้มีคนวิจารณ์ผ่านทางทวิตเตอร์ว่าออสเตรเลียกำลังทำอะไรย้อนแย้งในตัวเองและเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ขอลี้ภัยเหล่านี้

2 ก.พ. 2562 ชาวอิหร่านเชื้อสายเคิร์ดชื่อเบห์รูซ บูชานี เคยหนีออกจากประเทศหลังทางการอิหร่านพยายามจับกุมเขาจากงานข่าวที่เขาทำ บูชานีพยายามเดินทางเข้าออสเตรเลียทางเรือสองครั้ง ในครั้งแรกเรือที่เขาโดยสารมาอับปางลงโดยที่บูชานีได้รับการช่วยชีวิตจากชาวประมงอินโดนีเซีย ส่วนครั้งที่สอง เหตุเกิดเมื่อปี 2556 กองทัพเรือออสเตรเลียสกัดจับเรือที่เขาโดยสารมาพร้อมผู้ขอลี้ภัย 75 ราย หลังจากนั้นบูชานีก็ถูกส่งตัวไปที่สถานกักกันเกาะมานัส พื้นที่ในเขตของปาปัวนิวกินีแต่มีออสเตรเลียเป็นเจ้าของสถานกักกัน

ที่นั่น บูชานีเขียนหนังสือของตัวเองจนได้รับรางวัลวรรณกรรมวิคตอเรียนไพรซ์ ซึ่งถือเป็นรางวัลวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย แต่เขาก็ไม่สามารถไปรับรางวัลในเมลเบิร์นด้วยตัวเองได้เพราะไม่สามารถออกจากสถานกักกัน

บูชานีได้รับรางวัลจากผลงานชื่อ "No Friend but the Mountains" (ไม่มีใครเป็นเพื่อนนอกจากภูเขา) โดยชนะทั้งรางวัลหลักที่มีเงินรางวัล 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.3 ล้านบาท) และชนะในสาขาหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง (Non-Fiction) เป็นเงินรางวัล 25,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 560,000 บาท)

บูชานีเขียนเรื่องนี้ด้วยภาษาฟาร์ซีจากในที่สถานกักกันใจกลางเกาะมานัส (ปัจจุบันเป็นสถานกักกันที่ปิดตัวไปแล้ว) เขาเขียนมันด้วยโปรแกรมส่งข้อความโทรศัพท์มือถือที่ชื่อ WhatsApp โดยส่งไปให้กับผู้แปลงานของเขา อย่างไรก็ตามหลังจากที่ถูกคุมขังในเกาะมานัสในปี 2556 บูชานีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกอีกเลยเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ

เรื่องนี้ทำให้บูชานีพูดว่าการที่เขาได้รับรางวัลเป็น "ความรู้สึกที่ย้อนแย้ง" และบอกว่าเขาไม่อยากเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้ในขณะที่ต้องเห็นประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากรอบตัวเขาทนทุกข์ นอกจากนี้บูชานียังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ขอลี้ภัยโดยบอกว่า "พวกเราไม่ได้ก่ออาชญากรรมอะไร พวกเราแค่ต้องการขอลี้ภัย"

การให้รางวัลในครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านทวิตเตอร์ว่าออสเตรเลียแสดงออกแบบ "มือถือสากปากถือศีล" และ เป็น "การกระทำที่ไม่สอดคล้องกับความคิด" ในขณะเดียวกันก็แสดงความยินดีกับบูชานี หนึ่งในผู้ที่วิจารณ์ในเรื่องนี้เป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ Omar Sakr ผู้ที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ออสเตรเลียยกย่องเรื่องราวและผลงานของ "คนที่พวกเขากำลังกระทำทารุณ" คนที่ยังถูกคุมขัง คนที่พวกเขาทำให้อยู่ในสภาพเป็นคนไร้รัฐ และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวคนเหล่านี้

เรียบเรียงจาก

Boochani: Asylum seeker on Manus wins Australian literature prize, Aljazeera, Feb. 2, 2019


Posted: 03 Feb 2019 06:58 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-02-03 21:58


3 ก.พ.2562 สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS รายงานว่า วันนี้ PerMAS จัดกิจกรรมเนื่องในวันมนุษยธรรมปาตานี รณรงค์แอคชั่นทั้งที่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ กรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งนักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม

ปีนี้ ธีมของ PerMAS คือ " Respect Patani = Respect everyone" เคารพปาตานี = เคารพมนุษย์ทุกคน เพื่อเคารพในความเป็นมนุษย์ เเม้จะเป็นในสภาวะสงครามก็ตามเเต่ เเต่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครอง เเละยกเว้นในสภาวะสงคราม พลเรือนปาตานีไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด เชื้อชาติใด ต้องได้รับการคุ้มครอง เเละ ยกเว้นจากการทำสงครามและให้คู่สงครามเคารพหลักกฏหมายมนุษยธรรม และปฎิบัติตามกฏกติกาสงครามในการทำสงคราม เพื่อหลีกเลี่ยงพลเรือนที่เป็นเป้าหมายอ่อนเเอ

ซูลกิฟลี มะนาวี ผู้อำนวยการกิจการรณรงค์กิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า การเคารพความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม ความเสมอภาคในความเป็นชนชาติ เป็นสิ่งสำคัญ ที่มนุษย์ทุกคนพึ่งจะได้รับสิทธิเหล่านั้น

สำหรับวันมนุษยธรรมปาตานี ที่ PerMAS จัดกิจกรรมนั้นซึ่งทุกๆ จะมีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องมนุษยธรรม เช่น เรื่องความปลอดภัยในชีวิตเเละทรัพย์สินในสภาวะสงคราม เเละรณรงค์ให้คู่สงครามเคารพหลักกมนุษยธรรม และปฎิบัติตามกฏกติกาสงครามในการทำสงคราม เพื่อหลีกเลี่ยงพลเรือนที่เป็นเป้าหมายอ่อนเเอ

แถลงจัดกิจกรรมของ PerMAS ยังระบุด้วยว่า หลักกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือ กฏกติกาสงคราม (International Humanitarian Law) จึงเป็นสิ่งสำคัญในการจำกัดขอบเขตความรุนแรงจากการทำสงครามของคู่ขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ที่ต้องยกเว้นจากการปฏิบัติการทางการทหาร เช่น สถานที่ประกอบศาสนากิจ มัสยิด วัด โบสถ์ และศาลเจ้า สถานที่ศึกษา ศูนย์การศึกษาชุมชน (ตาดีกา) โรงเรียน ปอเนอะมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเป็นต้น เพื่อให้คู่สงครามจะตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตพลเรือนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการปฏิบัติการทางการทหาร เพราะการเคารพหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการแสวงหาแนวทางเพื่อยุติสงครามด้วยแนวทางทางการเมือง

[full-post]

ที่มาภาพ https://www.facebook.com/policybypeople

Posted: 03 Feb 2019 08:06 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-02-03 23:06


สุรพศ ทวีศักดิ์

ดูรายการ “นโยบาย By ประชาชน” ที่ถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอ “ยกเลิกวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับในระดับมัธยมศึกษา” ผมมีข้อสังเกตว่า การถกเถียงดังกล่าวยังไม่ใช่การถกเถียงระหว่างความคิดแบบเสรีนิยม (liberalism) กับอนุรักษ์นิยม (conservativism) ที่ชัดเจน ดูเหมือนจะเป็นการถกเถียงระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ก้าวหน้ามากกว่า

แม้ เรณุวัชร์ สุนันทวงศ์ นักเรียนชั้น ม.6 ที่รณรงค์ให้ยกเลิกวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับจะเสนอข้อโต้แย้ง (arguments) แบบเสรีนิยมอยู่บ้าง เช่นว่า “ผู้เรียนควรมีสิทธิ์เลือกเรียนศาสนาตามความเชื่อหรือความสนใจของตนเอง” หรือ “เราสามารถจะเป็นคนดีหรือมีความสุขได้ตามความเชื่อของตนเอง” แต่ข้อโต้แย้งของเขาเป็นเรื่องของปัญหาประสิทธิภาพ, คุณภาพของการเรียนการสอนมากกว่า เช่นตัวอย่างเหตุผลในแคมเปญรณรงค์ของเขาตอนหนึ่งว่า

“...การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างๆ เช่น หลักสูตร เนื้อหาที่กำหนดให้เรียน ตัวครูผู้สอน เทคนิควิธีการสอน สื่ออุปกรณ์ในการสอน หนังสือตำราประกอบการเรียน การวัดประเมินผล ทัศนคติของผู้เรียน เป็นต้น เพราะเหตุนี้ความล้มเหลวในการสอนวิชาพระพุทธศาสนานั้นจึงกลับมีมากกว่าความสำเร็จ”[1]

ส่วนข้อเสนอของเขาคือ ไม่ใช่ให้ยกเลิกวิชาพระพุทธศาสนาไปเลย แต่ให้นำวิชานี้มาเป็นวิชาเลือกเสรี ในส่วนของวิชาบังคับในหมวดศาสนานั้นให้เป็นการสอนศาสนาเปรียบเทียบแทน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้หลักคำสอนและวัฒนธรรมที่แตกต่างในแต่ละศาสนา ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้แม้จะก้าวหน้าขึ้น แต่ก็ยังเป็นข้อเสนอในกรอบคิดอนุรักษ์นิยมที่เห็นว่าควรมีการสอนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ (public school) ในระดับประถมและมัธยมศึกษาอยู่นั่นเอง

ส่วนข้อโต้แย้งของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอข้างต้น เป็นข้อโต้แย้งบนความคิดแบบอนุรักษ์นิยมชัดเจนมาก เช่นว่า เพราะวิชาพระพุทธศาสนาให้สิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ทำให้เป็นคนดีมีศีลธรรม เมื่อชีวิตเผชิญความทุกข์ คำสอนพุทธศาสนาช่วยได้ ถ้าการเรียนการสอนไม่มีคุณภาพก็ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น การเรียนพุทธศาสนาสอดคล้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเป็นไทย ทำให้พุทธศาสนามั่นคง ถ้าไม่ดีจริงรัฐก็ไม่บังคับให้เรียน ฯลฯ

มีบางคนโต้แย้งว่า “ทำไมรับไม่ได้กับการบังคับเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ขณะที่รับได้กับการบังคับเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์” ซึ่งสะท้อนว่าขาดการแยกแยะระหว่างการเรียนความรู้กลางๆ ที่คนทุกศาสนาและคนไม่มีศาสนาจำเป็นต้องนำไปใช้ประโยชน์ในโลกที่เป็นจริง หรือโลกที่มีระบบหรือเงื่อนไขทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและอื่นๆ ให้คนทั่วไปจำเป็นต้องใช้ความรู้ดังกล่าวนั้นในการอยู่ร่วมกัน กับการเรียนศาสนาอันเป็น “ความเชื่อส่วนบุคคล” หรือของกลุ่มคนทางศาสนาหนึ่งๆ ที่จำเป็นต้องไม่ขัดกับหลักการสาธารณะคือ หลักเสรีภาพทางศาสนาและหลักการที่รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา

เมื่อพูดโดยภาพรวม การศึกษาด้านศาสนา (religious education) แบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ แบบแรก คือ การศึกษาที่มุ่งให้เกิดความรู้และศรัทธาในคำสอน การปฏิบัติพิธีกรรม การสร้างอัตลักษณ์ทางศาสนา หรือความเป็นศาสนิกที่ดีของศาสนานั้นๆ แบบที่สอง คือการศึกษาศาสนาเชิงวิชาการที่มุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาแบบกลางๆ เช่นการศึกษาศาสนาในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา หรือศึกษาเปรียบเทียบคำสอนของศาสนาต่างๆ ในวิชาศาสนาเปรียบเทียบ หรือการศึกษาแบบวิเคราะห์ตีความหลักปรัชญา โลกทัศน์ ชีวทัศน์ในหลักคำสอนของศาสนานั้นๆ อย่างที่ศึกษากันในวิชาปรัชญาศาสนาเป็นต้น

ในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปที่เป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) และยึดถือเคร่งครัดในหลักการที่ว่ารัฐต้อง “เป็นกลางทางศาสนา” (religious neutrality) จะห้ามการศึกษาศาสนาแบบแรกในโรงเรียนของรัฐ แต่ให้เรียนได้ในโรงเรียนเอกชน ซึ่งโรงเรียนเอกชนหลายแห่งที่สอนศาสนาก็เป็นโรงเรียนเอกชนขององค์กรศาสนานั้นๆ หรือนิกายนั้นๆ เอง หรือไม่ก็จัดการเรียนรู้ในกลุ่มทางศาสนาต่างๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน ส่วนการศึกษาศาสนาแบบที่สองมีการเปิดให้เลือกเรียนได้อย่างเสรีในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม บางประเทศในยุโรปเช่นสหราชอาณาจักรมีการเรียนศาสนานิกาย Church of England ในโรงเรียนรัฐบาล แต่เรียนแบบเป็นวิชาการ และให้เสรีภาพแก่นักเรียนและผู้ปกครองปฏิเสธหรือถอนตัวจากการเรียนวิชาศาสนาได้ตลอดเวลา ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางมีการบังคับเรียนศาสนาอิสลามในโรงเรียนของรัฐสำหรับนักเรียนมุสลิม แต่ก็ไม่บังคับนักเรียนที่ไม่ใช่มุสลิม โดยให้พวกเขาได้เลือกเรียนวิชาจริยธรรมแทน

ปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่ต่างจากที่อื่นๆ คือ การกำหนดให้วิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับในโรงเรียนของรัฐ เป็นการบังคับให้คนทุกศาสนา และคนไม่มีศาสนาต้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ไม่เช่นนั้นก็ไม่จบตามหลักสูตรภาคบังคับ จึงขัดกับหลักการที่รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา และขัดหลักเสรีภาพทางศาสนาชัดเจน แม้ว่าจะไม่ใช่การบังคับให้คนศาสนาอื่น หรือคนไม่มีศาสนาหันมานับถือพุทธศาสนาก็ตาม แต่ก็ย่อมเป็นการบังคับให้พวกเขาต้องเรียนในสิ่งที่ขัดต่อเจตจำนงของตนเอง (ในแง่นี้จึงขัดหลักสิทธิมนุษยชน)

นอกจากโรงเรียนจะบังคับเรียนวิชาพระพุทธศาสนาแล้ว คณะสงฆ์ไทยยังพ่วงหลักสูตรธรรมศึกษาตรี, โท, เอกเข้ากับวิชาพระพุทธศาสนาด้วย โดยแชร์คะแนนในรายวิชาดังกล่าว แต่หลักสูตรธรรมศึกษานั้นเป็นหลักสูตรที่ใช้กันมาร่วมร้อยปีโดยไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย นี่ยังไม่เท่าไร ที่ขัดกับ “ความชอบธรรม” ตามหลัก “ความเป็นกลางทางศาสนา” ของรัฐ ก็คือการที่รัฐให้สิทธิพิเศษแก่องค์กรทางศาสนาบางศาสนาเข้ามามีอำนาจบังคับยัดเยียดความเชื่อทางศาสนาของตนเองใน public school อย่างไม่แยแสต่อการเคารพเสรีภาพทางศาสนาของนักเรียน ในแง่นี้จึงเป็นบทบาทที่ผิดเพี้ยนของสถาบันพุทธศาสนาไทยด้วย

กล่าวโดยสรุป ในมุมมองแนวคิดเสรีนิยมถือว่าปัจเจกบุคคลมีสิทธิและความเสมอภาคในการเลือกนับถือศาสนา ความเชื่อ หรือปรัชญาใดๆ เพื่อการมีชีวิตที่ดีอย่างสอดคล้องกับอุปนิสัย รสนิยม หรือความพึงพอใจของตนเอง ตราบที่เขายังเคารพสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ทำอันตรายต่อผู้อื่น ดังนั้นรัฐจะอ้างว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี หรือศาสนาเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์จึงบังคับให้ทุกคนต้องเรียนไม่ได้ เพราะการตัดสินใจว่าความเชื่ออะไรดี มีประโยชน์สำหรับตนเอง เป็นสิทธิและเสรีภาพของแต่ละคนอย่างสมบูรณ์ รัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เป็นกลางทางศาสนาจำเป็นต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวของพลเมือง

มองในอีกด้านหนึ่ง หากไม่มีการบังคับเรียนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชน องค์กรหรือกลุ่มทางศาสนาต่างๆ ที่มีความสนใจทางศาสนาตรงกันได้แข่งขันอย่างเสรีและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ การฝึกอบรม การปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาให้น่าสนใจและดึงดูดให้คนอยากเข้าหา และเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลแต่ละคนได้มีเสรีภาพในการเลือกเรียนรู้ศาสนาในแบบที่ตนเองสนใจและนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้มากกว่าถูกบังคับให้เรียน


อ้างอิง

[full-post]

บรรยากาศการเข้ารับบริการการรักษาในโรงพยาบาลแม่สาย

Posted: 02 Feb 2019 07:51 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-02-02 22:51


กาญจนพงค์ รินสินธุ์ รายงาน

สรพ. ลงพื้นที่ชมการพัฒนาคุณภาพรพ. แม่สาย ขณะที่ ผอ.รพ.เผยส่งผู้ป่วยข้ามชายแดนใช้สัญญาใจ ด้านบุคลากรขยายความสัญญาใจคือเครือข่ายที่โรงพยาบาลมี ทั้งล่ามประสานงาน ทั้งกู้ภัย ผู้ป่วยข้ามแดนมาก็รักษาให้ตามหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนเรื่องปัญหาภาระค่าใช้จ่ายหรือความรุนแรงยังไม่น่าหนักใจเท่าบุคลากรไม่เพียงพอ

2 ก.พ.2562 ที่โรงพยาบาลแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตัวแทนจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) นำโดย นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ได้เข้าเยี่ยมชมการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐาน HA ในพื้นที่โรงพยาบาลแม่สายเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยภายในพิธีเปิดการเยี่ยมชม นพ.ศิริศักดิ์ นันทะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สายได้กล่าวถึงเส้นทางการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลซึ่งรวมถึงกระบวนการจัดการการรักษาผู้ป่วยที่ข้ามชายแดนจากฝั่งเมียนมาร์ที่ข้ามมาใช้บริการหรือถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลแม่สาย

ส่งผู้ป่วยข้ามชายแดนด้วยสัญญาใจ ในขณะที่ยังไร้ MOU จากเบื้องบน

ผอ.รพ.แม่สาย กล่าวว่าโรงพยาบาลแม่สายมีผู้มาใช้บริการทั้งที่เป็นชาวไทย ชาวเมียนมาร์ และชาวลาวซึ่งกลุ่มนี้นานๆ จะมาสักครั้ง โรงพยาบาลทางฝั่งเมียนมาร์ซึ่งตั้งใกล้เคียงกับโรงพยาบาลแม่สายได้แก่โรงพยาบาลท่าขี้เหล็กซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชนคือ โรงพยาบาลอาเชวต่อว์ (A Shwe Taw) และโรงพยาบาลมยาทาฮาร์ (Mya Tha Har) ซึ่งในการส่งผู้ป่วยข้ามแดนนั้น นพ. ศิริศักดิ์กล่าวว่ายังต้องใช้สัญญาใจ เพราะยังไม่มีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวประชาไทได้สอบถามเพิ่มเติมในประเด็นการดูแลรักษาชาวต่างชาติแถบชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็กจาก ณหทัย พันโททัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลแม่สายว่า “สัญญาใจ” ที่ นพ.ศิริศักดิ์กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในการส่งต่อผู้ป่วยข้ามแดนคืออะไรนั้น ณหทัยอธิบายว่า สัญญาใจในที่นี้เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวของทางทีมโรงพยาบาลแม่สายกับทางล่ามประสานงานซึ่งจะติดต่อกับโรงพยาบาลทางฝั่งเมียนมาร์ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทีมกู้ภัยเมียนมาร์อย่างหน่วยกู้ภัยอะลินหย่อง ด้วยความสัมพันธ์แบบแนวราบนี้เองที่ทำให้มีการส่งผู้ป่วยข้ามแดนกันได้สะดวกระดับหนึ่งแม้จะยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการส่งตัวกรณีโรคระบาดตามชายแดนอย่าง HIV หรือวัณโรคปอด เธอให้ข้อมูลว่าเริ่มพัฒนาเป็นระบบที่ดีขึ้น มีระบบส่งตัว มีการติดต่อประสานงานโดยตรงระหว่างแผนกที่ดูแลเรื่องโรคดังกล่าวในไทยกับในเมียนมาร์


ภาพถ่ายรวมหมู่ที่ระลึกในการเยี่ยมชมการพัฒนาคุณภาพ รพ.แม่สาย

ข้ามแดนไม่ถูกต้องก็เรื่องหนึ่ง แต่สิทธิมนุษยชนอนุญาตให้คนเข้ารักษาตัวได้

ในแง่ของการจัดการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งข้ามแดนมาก็ยังมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงคือสถานะของผู้ข้ามแดน ณหทัยให้ข้อมูลว่า บางรายที่ข้ามแดนมาอย่างถูกต้องก็ใช้บัตรข้ามแดนในการเข้ารับบริการ หรือบางรายไม่มีบัตรข้ามแดนก็ให้แจ้งชื่อตนและชื่อบิดามารดาของตนเพื่อระบุตัวบุคคล

อย่างไรก็ดีผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่าในประเด็นที่ผู้มาเข้ารับการรักษาข้ามแดนมาอย่างผิดกฎหมาย ทางโรงพยาบาลแม่สายจะดำเนินการอย่างไรนั้น ณหทัยกล่าวว่า ในแง่ของการรักษานั้น ทางโรงพยาบาลก็รักษาตามสิทธิมนุษยชนอยู่แล้วซึ่งจะเป็นคนละเรื่องกับกฎหมายการข้ามแดน แต่ที่จริงแล้วตามแนวชายแดนก็มีจุดผ่อนปรนซึ่งผู้คนสามารถข้ามแดนมาเองได้อย่างปางห้า

ณหทัยเล่าต่อไปว่าทางโรงพยาบาลแม่สายให้การดูแลรักษาคนที่ข้ามแดนมาอย่างเท่าเทียมกับคนไทย ไม่ได้มีการแยกการเข้ารับการบริการตามสัญชาติหรือชาติพันธุ์แต่จะคัดกรองผู้เข้ารับการดูแลรักษาตามอาการ ซึ่งคนที่ข้ามแดนมาก็ทั้งกลุ่มคนเมียนมาร์ที่พูดไทยคล่องไปจนถึงกลุ่มคนที่พูดไทยได้ไม่มากซึ่งบางรายก็จะพาล่ามมาเองหรือบางรายที่ไม่มีเงินก็มาหาล่ามแถวฝั่งไทย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เข้ามารับการรักษาอย่างคะฉิ่น ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง และกลุ่มอื่นๆ รวมราวสิบชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตามเรื่องภาษาก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะบางคนสามารถพูดได้ห้าถึงหกภาษา หรือถ้าสื่อสารกันไม่ได้จริงๆ ก็ภาษาอังกฤษ 
 
ความรุนแรงผ่านไปแล้ว แต่ปัจจุบันปัญหาคือภาวะกดดันและบุคลากรที่ไม่เพียงพอ
สำหรับประสบการณ์ด้านการรับมือผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังตามตะเข็บชายแดน ณหทัยเล่าว่าเหตุการณ์ครั้งสำคัญคือตอนที่กองกำลังว้าแดงปะทะกับกองทัพไทยในปี 2544 ซึ่งใกล้กับโรงพยาบาลมากจนต้องมีการจัดคนคอยเฝ้าระวังภัยและคอยรับผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ ในสถานการณ์อย่างนั้นไม่สามารถปิดโรงพยาบาลทิ้งไว้เฉยๆ ได้เพราะบทบาทหน้าที่ของผู้ให้การรักษา แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นมาก็ไม่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของกองกำลังติดอาวุธอีกเลย

ส่วนเรื่องระบบการรักษาที่ข้ามแดนอย่างนี้ ณหทัยเห็นว่ายังต้องพัฒนาต่อไป เพราะตอนนี้ยังจัดการเป็นระบบได้แค่สองโรค ซึ่งยังเหลือระบบอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนาอย่างเช่น ระบบผู้ป่วยไร้ญาติ ผู้ป่วยเร่ร่อน

โจทย์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรงพยาบาลชายแดนอย่างโรงพยาบาลแม่สายคือการจัดการโรคติดต่อตามชายแดน ซึ่งณหทัยเล่าว่าความยากของมันก็คือพื้นที่ของโรคติดต่อมันไม่ได้มีแค่พื้นที่ของฝั่งไทยแต่มันอยู่ในพื้นที่ของฝั่งเมียนมาร์ซึ่งทำให้การวางระบบจัดการโรคยากกว่าการจัดการโรคระบาดในเขตอธิปไตยของไทย ตอนนี้จึงวางระบบจัดการได้แค่สองโรคซึ่งเป็นระบบที่ดูแลผ่านองค์กรเฉพาะทาง ส่วนไข้เลือดออกก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ทางโรงพยาบาลก็ป้องกันต่อไป

สำหรับภาพฝันของการรักษาที่ข้ามแดนกันไปมาระหว่างไทยกับเมียนมาร์คือการที่ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในด้านสาธารณสุขได้รับการดำเนินการได้เร็วขึ้นเพื่อร่วมกันรับมือกับโรคระบาดอื่นๆ ได้อย่างทันท่วงที

ในส่วนของการแบกรับค่ารักษาค้างชำระนั้น ณหทัยให้ข้อมูลว่า โรงพยาบาลแม่สายเองก็แบกรับไว้เยอะมากเช่นกัน แต่ไม่ถึงขั้นที่เป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะค่ารักษาที่ได้จากกลุ่มคนที่มีเงินจ่ายก็คอยพยุงการแบกรับส่วนนี้ไว้ซึ่งก็เหมือนกันทุกที่ อันที่จริงแล้วชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่ข้ามชายแดนมารักษากับโรงพยาบาลแม่สายนั้นค่อนข้างที่จะมีฐานะ

“แถบนี้เขามีเงิน ไม่เหมือนทางโรงพยาบาลแถวแม่สอดหรือระนองที่ขาดทุนเพราะต้องแบกรับค่ารักษาจากคนงาน” ณหทัย กล่าว

ส่วนปัญหาที่โรงพยาบาลยังคงเผชิญอยู่คือการที่บุคลากรไม่เพียงพอในทุกด้านนั้น ณหทัยเห็นว่าส่วนหนึ่งมาจากภาวะการทำงานที่ถูกกดดัน ต้องระวังเรื่องการถูกฟ้องร้อง ยิ่งคนรุ่นใหม่ที่มาเป็นบุคลากรทางการแพทย์ก็จะอยู่ไม่นาน สถานการณ์ด้านบุคลากรในโรงพยาบาลจึงมีลักษณะเวียนเข้าเวียนออก

“มันสุ่มเสี่ยงนะทำงานตรงนี้ ก็เหมือนเอาขาก้าวเข้าไปในตารางแล้วหนึ่งข้าง ประชาชนก็คาดหวังสูงว่ามาตรวจแล้วจะต้องรู้โรคทันทีและได้รับการรักษาที่แม่นยำ” ณหทัย กล่าว

สำหรับ กาญจนพงค์ รินสินธุ์ ผู้รายงานฉบับนี้ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งฝึกงานกับประชาไท จากหลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
[full-post]


Posted: 01 Feb 2019 04:06 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-02-01 19:06


องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มากขึ้นในไทย ชี้แม้ว่าทุกคนหายใจโดยใช้อากาศร่วมกัน แต่เด็กยากจนเสี่ยงมากสุด เพราะไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน ร้องรัฐมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาด เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

1 ก.พ.2562 จากสถานการณ์ปัญหาระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มากขึ้นในประเทศไทยนั้น ล่าสุด องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่องมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและผลกระทบต่อเด็ก โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว พร้อมระบุด้วยว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กดังกล่าวผ่านเข้าไปในสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ฝุ่นละอองเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมอง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญา

"มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น ยังมีความเสี่ยงมากที่สุดต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน ถึงแม้ว่าทุกคนหายใจโดยใช้อากาศร่วมกัน แต่เด็กจากครอบครัวที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกรองอากาศ หรือหน้ากาก N95 อีกทั้งเด็ก ๆ เหล่านี้อาจต้องใช้เวลาอยู่ข้างนอกมากกว่าด้วย" องค์การยูนิเซฟฯ ระบุ



องค์การยูนิเซฟฯ ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาด เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งรวมถึงการควบคุมการปล่อยอากาศเสีย การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบขนส่งมวลชน และการจัดการของเสียทางเคมีและการเกษตรที่ได้ประสิทธิภาพ

โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้



แถลงการณ์จากยูนิเซฟ ประเทศไทย เรื่องมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและผลกระทบต่อเด็ก

กรุงเทพฯ 1 กุมภาพันธ์ 2562 - องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ๆ

ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สูงนี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ ปกติแล้ว เด็กมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่าเด็กจะสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมากกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร อัตราการหายใจเข้าต่อนาทีก็ยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น และเนื่องจากอวัยวะของเด็กกำลังพัฒนา เด็กจึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบต่าง ๆ มากกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านเข้าไปในสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ฝุ่นละอองเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมอง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ ความเป็นอยู่ และความสามารถในการประกอบอาชีพในระยะยาวด้วย

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น ยังมีความเสี่ยงมากที่สุดต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน ถึงแม้ว่าทุกคนหายใจโดยใช้อากาศร่วมกัน แต่เด็กจากครอบครัวที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกรองอากาศ หรือหน้ากาก N95 อีกทั้งเด็ก ๆ เหล่านี้อาจต้องใช้เวลาอยู่ข้างนอกมากกว่าด้วย

มาตรการเร่งด่วนที่ทางองค์การอนามัยโลกแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อเด็กและบุคคลทั่ว ได้แก่ พยายามอยู่ในบ้านเมื่อฝุ่นละอองมีอัตราสูง ทำห้องนอนให้สะอาดโดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรเป็นห้องที่มีหน้าต่างน้อย ๆ หรือพยายามไม่เปิดประตูและหน้าต่าง และหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอกเป็นเวลานาน ควรสวมหน้ากากอนามัย รุ่น N95 ที่ขนาดพอดี

อย่างไรก็ตาม แนวทางเร่งด่วนเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อเด็ก ๆ ในระยะสั้น การลดระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ได้นั้น จะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเพียงทางเดียวที่จะช่วยปกป้องสุขภาพของเด็กได้

องค์การยูนิเซฟเล็งเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยสถานการณ์ปัจจุบันนี้เป็นเหมือนการตอกย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาด เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งรวมถึงการควบคุมการปล่อยอากาศเสีย การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบขนส่งมวลชน และการจัดการของเสียทางเคมีและการเกษตรที่ได้ประสิทธิภาพ

มีเพียงแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวเท่านั้นที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และเรียนรู้ได้อย่างไม่จำกัด การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพจะสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของรัฐ ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็ก

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 12:57 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 15:57


สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จ.ลำปางเข้ายื่นหนังสือถึง สนช. ผ่านผู้ว่าฯ ปมร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ ขาดการมีส่วนร่วม ด้านผู้นำชุมชนชี้ประชาชนที่อยู่ป่าและรักษาป่า ต้องมีสิทธิเก็บของป่า และอยู่กับป่าได้โดยไม่ถูกลงโทษ

30 ม.ค.2562 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วันนี้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จ.ลำปาง 3 อำเภอ 10 ชุมชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อส่งถึงประธานสภานิติบัญญัติ (สนช.) ให้ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ โดยระบุว่า ร่างฯ ดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า การยืนหนังสือเรียกร้องดังกล่าวมีผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นผู้รับแทน


สมชาติ หละแหลม ผู้ใหญ่บ้านบ้านกลาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กล่าวว่า หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการประกาศใช้โดยไม่ปรับแก้เนื้อหา จะมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ในป่ากว่า 1,000 ครอบครัว จากร่าง พ.ร.บ.เดิมที่ใช้อยู่ตั้งแต่ปี 2504 ก็กระทบอยู่แล้ว แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับยิ่งแก้ไขให้ประชาชนเดือดร้อนมากกว่าเดิม

"คนอยู่กับป่า ใช้ของป่า หาของป่าไม่ได้ มันจะอยู่ยังไง วันนี้เรามาแสดงจุดยืนว่า คนที่อยู่กับป่าเราไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.อุทยานฯ ล่าสุด ซึ่ง สนช. แทบไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยครับ อยู่แต่ในห้องแอร์ แต่คนที่อยู่ในป่าได้รับผลกระทบ พ.ร.บ.นี้ทำร้ายชาวบ้านอย่างมากยิ่งกว่าเก่า" สมชาติ กล่าว


นอกจากนั้น สมชาติ ยังมองว่า ชาวบ้านที่อยู่ในป่าและดูแลรักษาป่าควรได้รับความเป็นธรรม แต่กลับไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการร่าง พ.ร.บ. นี้ ทั้งที่เคยรวบรวมรายชื่อ 10,000 กว่ารายชื่อยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชนเป็นร่างคู่ขนานแล้ว กลับไม่ได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรี

"ถามว่าชาวบ้านที่รักษาป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำไมเขาถึงไม่ได้มีส่วนร่วม ผมรักษาป่าทุกวันนี้ หน้าที่มีไฟป่าเราก็ทำแนวกันไฟกันแทบตาย อยู่ๆ อุทยานฯ บอกว่า พื้นที่นี้เป็นของอุทยานฯ ห้ามใช้ของป่า ห้ามขายหน่อ ห้ามเก็บของป่า แล้วถามว่าเขารักษาป่ามาตั้งแต่บรรพบุรุษจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน" ผู้ใหญ่บ้านบ้านกลาง กล่าว

โอฬาร อ่องฬะ : ทวงคืนผืนป่า รัฐองค์รวมและการไล่คนออกจากที่ทำกิน
คืนวันพุธปลดอาวุธ คสช. iLaw X Prachatai | EP6 คำสั่ง คสช. กับนโยบายทวงคืนผืนป่า

อนึ่ง ประชาชนชาวจังหวัดลำปางกำลังได้รับผลกระทบจากการทวงคืนผืนป่าของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายทวงคืนอีก 417 ไร่ และการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทตั้งแต่ปี 2534 ส่วนในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.อุทยานฯ ที่ประชาชนในพื้นที่กังวลคือ เรื่องการเพิ่มโทษ เช่น กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ 4 ปี สูงถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 4 แสนถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานยึดถือ ครองครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าตามมาตรา 41

นอกจากนั้น การเก็บของป่าก็ยังอาจถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากจะเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อุทยานฯ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตฉบับละ 1 หมื่นบาท


[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 04:17 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 19:17


ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร้องอัยการสูงสุด พิจารณาทบทวนเพื่อถอนฟ้อง นักสิทธิมนุษยชนผู้นำชาวกะเหรี่ยง ปมแชร์ข้อความตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์

30 ม.ค.2562 วันนี้ สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด พิจารณาทบทวนเพื่อถอนฟ้อง วุฒิ บุญเลิศ นักสิทธิมนุษยชนผู้นำชาวกะเหรี่ยง กรณีเจ้าหน้าที่เผาบ้านปู่คออี้ที่แก่งกระจาน ซึ่งถูก ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแจ้งความดำเนินคดี

หนังสือร้องเรียนระบุว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า วุฒิ บุญเลิศ ได้แชร์ข้อความของสมัคร ดอนนาปี ในเฟซบุ๊ค (Facebook) มีข้อความว่า “ไร่ชัยราชพฤกษ์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ถือครองตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 รวม 100 ไร่ การตรวจสอบร้องเรียนโดยกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 อธิบดีกรมป่าไม้(นายชลธิศ สุรัสวดี) ได้มีหนังสือรายงายการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ มีเนื้อที่ 100 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และอยู่ในพื้นที่สำรวจการถือครองตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มี นายไพโรจน์
ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้ถือครองเนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ต้องทวงคืนพื้นที่ แต่อธิบดีกรมป่าไม้
กลับเพิกเฉยไม่สั่งการใดๆ”

ซึ่งต่อมา ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรได้แจ้งความดำเนินคดี วุฒิ บุญเลิศ ฐานร่วมหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดมีนบุรี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า ข้อความที่ วุฒิแชร์ ไม่ได้กล่าวถึง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แต่อย่างใด แต่กล่าวถึง ไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่พิพาท การกระทำของนายวุฒิเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเรื่องการครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ จึงย่อมไม่เป็นความผิดตามที่ถูกฟ้องดำเนินคดี

สุรพงษ์ กองจันทึก กล่าวว่า วุฒิ บุญเลิศ เป็นผู้นำชาวกะเหรี่ยงที่ออกมาต่อสู้ร้องเรียน กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สมัย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรเป็นหัวหน้าอุทยาน เผาบ้านยุ้งฉาง และขับไล่ชาวบ้านรวมทั้งปู่คออี้ มีมิ ออกจากบ้านใจแผ่นดินหรือบางกลอยบน ซึ่งผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และล่าสุดมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดต่อชาวบ้านกะเหรี่ยง และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับปู่คออี้และพวก

สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลุกขึ้นมาเรียกร้องทำให้นายวุฒิและองค์กรที่นายวุฒิเป็นประธาน คือ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2559 จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การที่นายวุฒิถูกฟ้องดำเนินคดีเช่นนี้ อาจเข้าข่ายเป็นลักษณะการใช้กฎหมายดำเนินคดี เพื่อสร้างความยุ่งยากให้แก่นักกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือนักสิทธิมนุษยชน ที่เรียกว่า คดีปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Plubic Participation (SLAAP) ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่รัฐยึดถือ

ร้องอัยการขอให้ถอนฟ้องคดี SLAAP ชาวบ้านแชร์ข้อความตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์

ด้าน โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า จะดำเนินการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อท่านอัยการสูงสุดต่อไป เพื่อให้ท่านได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ และเป็นกลางตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ส่วนระยะเวลาการตรวจสอบคาดว่าไม่นาน โดยทางสำนักงานอัยการจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อไป

สำหรับคดีความนั้น ใน 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีออกนั่งพิจารณา นัดตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย โดยทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอบังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม (ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร) เป็นเงินจำนวน 2,000,000,000 บาท ด้านจำเลยทั้งสอง (สมัคร ดอนนาปี และ วุฒิ บุญเลิศ) แถลงต่อศาลประสงค์
จะทำคำให้การต่อสู้คดีในส่วนแพ่งเป็นหนังสือภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน และขอเวลานำพยานหลักฐานต่าง ๆ มายื่นศาลให้ครบถ้วนก่อน ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานและกำหนด
วันนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
ข่าว
สิทธิมนุษยชน
ไอซีที
สุรพงษ์ กองจันทึก
สมัคร ดอนนาปี
วุฒิ บุญเลิศ
กะเหรี่ยง
แก่งกระจาน
ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร
อัยการสูงสุด
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
SLAAP

[full-post]


Posted: 29 Jan 2019 06:15 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-29 21:15


ศรายุทธ ฤทธิพิณ สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน รายงาน

ศาลฎีกาพิพากษา ให้ นิด ต่อทุน พร้อมพวกรวม 31 คน ชาวชุมชนบ่อแก้ว จ.ชัยภูมิ ในฐานะจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวนฯ ด้านชาวชุมชนยันอยู่และทำกินในพื้นที่เดิม และจะต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินให้คงอยู่ต่อไป ระบุไม่ได้รับความเป็นธรรมในการถือครองทำประโยชน์ รวมถึงทั้งการถูกฟ้องดำเนินคดี

29 ม.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เดินทางไปศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามหมายนัด ในคดีที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ฟ้องขับไล่ นิด ต่อทุน จำเลยที่ 1 พร้อมพวกรวม 31 คน ข้อหาว่าจำเลยและบริวารได้กระทำการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม

ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาสั่งให้จำเลย และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ผลอาสิน ออกจากพื้นที่ ภายใน 30 วัน นับจากมีคำสั่งศาลฎีกา

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จำเลยและชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ยืนยันจะอยู่และทำกินในพื้นที่เดิม และจะต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินให้คงอยู่ต่อไปเพื่อลูกหลาน เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมในการถือครองทำประโยชน์ รวมถึงทั้งการถูกฟ้องดำเนินคดี
ลำดับเหตุการณ์ที่มาของกรณีนี้ :


สำหรับกรณีนี้ ภายหลังจากที่ดินทำกินถูกประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี 2516 จึงเป็นที่มาของพื้นที่พิพาทระหว่างที่ดินชาวบ้านกับสวนป่าคอนสาร(สวนป่ายูคาฯ) สืบเนื่องมานับแต่ปี พ.ศ. 2521 หลังจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)ได้ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าคอนสาร ตามเงื่อนไขการสัมปทานทำไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม เนื้อที่ทั้งสิ้น 4,401 ไร่

อย่างไรก็ตาม การปลูกสร้างสวนป่าไม่ได้ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมาย คือบริเวณป่าเหล่าไฮ่ แต่ อ.อ.ป.ได้นำไม้ยูคาลิปตัสเข้ามาปลูกทับที่ดินทำกินชาวบ้าน จนนำมาสู่ปัญหาส่งผลกระทบให้หลายครอบครัวถูกอพยพออกจากที่ทำกิน ชาวบ้านผู้ดือดร้อนกว่า 300 คน จึงได้ออกมาเคลื่อนไหว กลายเป็นข้อพิพาทและมีการบังคับ ข่มขู่ คุกคาม ระหว่าง อ.อ.ป.กับชาวบ้าน เรื่อยมา

ทว่าผลการต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมในสิทธิที่ดิน กลับกลายมาถูกฟ้องดำเนินคดี โดยที่มาของการถูกคดี หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2552 ผู้เดือดร้อนได้ปฏิบัติการเข้ายึดที่ดินทำกินเดิมกลับคืนมาได้ประมาณ 98 ไร่ และจัดตั้งชื่อว่าชุมชนบ่อแก้ว

เหตุแห่งการเข้ายึดที่ดินทำกินด้วยเพราะการดำเนินการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานรัฐเป็นไปอย่างล่าช้า ตามที่ชาวบ้านมีข้อเรียกร้อง และมีมติที่ประชุมร่วมกัน คือ ให้ยกเลิกสวนป่าคอนสารโดยเด็ดขาด,ให้จัดสรรที่ดินให้ผู้เดือดร้อนในรูปแบบโฉนดชุมชน และในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านสามารถทำประโยชน์ในพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 ส.ค.52 อ.อ.ป.กลับเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่นายนิด ต่อทุน และพวกรวม 31 คน ข้อกล่าวหาจำเลยได้กระทำการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ จึงขอให้ศาลได้มีคำสั่งขับไล่ออกจากพื้นที่ พร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และไม้ผลไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้

และในวันที่ 28 เม.ย.53 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ที่ได้นำไปปลูกในพื้นที่พิพาทออกให้หมดภายใน 30 วัน

ต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ในขณะเดียวกันโจทก์ยื่นคำให้การแก้อุทธรณ์และคัดค้านคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีชั่วคราว

และในวันที่ 13 ธ.ค. 2553 ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้มีการบังคับคดีชั่วคราวตามที่จำเลยยื่นคำร้อง และโจทก์ได้วางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อติดหมายบังคับคดีในพื้นที่พิพาท ในวันเดียวกัน ทำให้ชาวบ้ายผู้เดือดร้อนต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม ด้วยการเดินเท้าจาก อ.คอนสาร ถึงกรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 4 ก.พ. – 16 มี.ค. 54 ทำให้ชาวบ้านได้เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการให้ อ.อ.ป.ถอนการบังคับคดี และเร่งประกาศพื้นที่โฉนดชุมชนในพื้นที่พิพาทสวนป่าคอนสาร ตามที่ได้ผลักดันให้รัฐบาลสมัยนั้นมีมาตรการทางนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิที่ดิน

โดยมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค.54 ผลการเจรจาระหว่างผู้แทนชาวบ้านกับ อ.อ.ป.นำมาสู่ข้อตกลง 3 ข้อคือ 1. อ.อ.ป.จะไม่เร่งรัดบังคับคดี 2. การนำพื้นที่จำนวนประมาณ 1,500 ไร่ ไปดำเนินการโฉนดชุมชน ให้ผู้แทน อ.อ.ป. สำนักนายกรัฐมนตรี และชาวบ้านผู้เดือดร้อน ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน และ 3.การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ให้นำข้อกำหนดของ อ.อ.ป.มาปรับปรุงให้เกิดการยอมรับร่วมกัน แต่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่โฉนดชุมชนให้แต่อย่างใด นอกจากจำนวนพื้นที่เดิม (ประมาณ 96 ไร่) ที่ชาวบ้านร่วมกันยึดเข้ามาได้ในวันที่ 17 ก.ค.52

จนกระทั่งในวันที่ 21 ธ.ค.54 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ต่อมาชาวบ้านผู้เดือดร้อนที่ตกเป็นจำเลยได้ฎีกา

แนวทางนโยบายที่ควรจะเป็นคุณและประโยชน์ต่อชาวบ้านที่เดือดร้อน แต่รัฐกลับเมินเฉย เหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้าของภาครัฐ ไม่มีความจริงใจที่นำมาสู่การแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านด้วยความเป็นธรรมและถูกต้อง

รวมทั้งกรณีที่หัวหน้าคณะ คสช.มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ส.ค.57 เจ้าหน้าที่ทหาร ป่าไม้ เข้ามาปิดประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 ให้ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเดินทางเข้ายื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องว่าในพื้นที่พิพาทอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกันมาหลายรัฐบาล และเรียกร้องให้ยุติคำสั่งไล่รื้อ และนำเสนอแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยชุมชน โดยชาวบ้านในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ)ได้ร่วมกันผลักดันมาตั้งแต่ปี 2558

รวมทั้งช่วงระหว่างวันที่ 2 - 22 พ.ค.61 พีมูฟได้ร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา กระทั่งได้มีการทำบันทึกข้อตกลง(MOU)ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างพีมูฟกับหน่วยงานภาครัฐ

ทว่าในทางปฎิบัติของรัฐบาล ยังไม่ดำเนินการใดๆที่เป็นจริงในการที่จะสามารถนำนโยบายมติ ที่ประชุมที่จะสามารถนำมาแถลงต่อศาล เพื่อพิจารณาในทางที่เป็นธรรมต่อชาวบ้านได้

เหล่านี้ชี้ให้เห็นได้ว่าเป็นความล่าช้า เมินเฉย ภาครัฐหาได้มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาตามที่ได้มีแนวทางและข้อตกลงร่วมกันอย่างเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งชาวบ้านผู้เดือดร้อนจะผลักดัน ทวงถาม ติดตาม เพี่อต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินทางนโยบายกับภาครัฐต่อไป
ข่าว
สังคม
สิทธิมนุษยชน
คุณภาพชีวิต
สิ่งแวดล้อม
สิทธิที่ดินทำกิน
ชุมชนบ่อแก้ว
บุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม
นิด ต่อทุน[full-post]


Posted: 28 Jan 2019 08:44 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-28 23:44


28 ม.ค.2562 เวลา 10.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ ตัวแทนสมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.) จำนวนกว่า 40 คน เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ สนช.ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองประกาศทับที่ทำกินชาวบ้านจนเป็นเหตุให้ชาวบ้านถูกดำเนินคดีจำนวน 14 รายภายใต้นโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช.

นางสาวนิตยา ม่วงกลาง ชาวบ้านซับหวาย ต.ห้วนแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยภูมิเป็นผู้รับหนังสือ โดยในรายละเอียดมีข้อเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติออกไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปรับแก้เนื้อหาให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ..... อยู่ในชั้นกรรมาธิการฯ ที่มีนายสนิท อักษรแก้ว สนช. เป็นประธานกรรมาธิการฯ ก่อนหน้านี้คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิมนุษยชน (คอส.) นำโดย นายบุญ แซ่จุง ก็เคยยื่นหนังสือขอให้ชะลอการพิจารณาไปก่อนเนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย คอส.เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ต่อ สนช. ซึ่งเป็นฉบับของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ในขั้นตอนการพิจารณาต้องส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่ออนุมัติ เนื่องจากเนื้อหาร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน แต่เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้าจนปัจจุบัน ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับของคณะรัฐมนตรีกลับถูกส่งให้ สนช.พิจารณารับหลักการแล้วดังกล่าว

นอกจากข้อเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติดังกล่าว นิตยาระบุด้วยว่า ตัวแทนชาวบ้านได้เข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิและตัวแทนศูนย์ดำรงธรรมเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน ตามที่มีมติในที่ประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2561 เห็นชอบในหลักการของแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม โดยให้อุทยานฯ ไทรทองเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานงานผู้แทนฝ่ายเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัด, อำเภอ, ท้องถิ่น รวมทั้งภาคประชาชนในการเข้ามาร่วมพัฒนาแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชน แต่ทางผู้ว่าฯ แจ้งว่ายังไม่ได้รับหนังสือมติที่ประชุมดังกล่าวจากทางอุทยานแห่งชาติไทรทองแต่อย่างใด

ทั้งนี้คณะทำงานจังหวัดชัยภูมิได้มีมติรับรองผู้เดือดร้อนจำนวน 187 ราย โดยจำแนกชาวบ้านที่อาศัยทำกินอยู่ก่อนปี 2545 จำนวน 145 รายและที่อาศัยทำกินระหว่างปี 2545 - 2557 อีกจำนวน 42 ราย รวมที่ดิน 47 แปลง ให้ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิเป็นผู้ประสานคณะทำงาน 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมทั้งชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อดำเนินการคัดกรองตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557

"หากแนวทางแก้ไขในส่วนของภาครัฐยังไม่มีความคืบหน้า และ พ.ร.บ.อุทยานฯ ก็ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ คาดว่าปัญหาผลกระทบจะตามมาอีกมากมาย คนอยู่กับป่าไม่ได้อย่างยั่งยืน เพราะจะติดข้อกฎหมายมากมายที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เป็นเหตุให้คนต้องหลุดออกจากป่า กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน และจะถูกจับกุมดำเนินคดี" นิตยากล่าว



รายงานโดน ศรายุทธ ฤทธิพิณ


ความเห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชแห่งชาติ (23 ม.ค.2562)

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงได้มีความเห็นเพิ่มเติมต่อร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวไปยัง สนช. สรุปได้ดังนี้

1. ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ประเด็นที่ (1) การมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่น เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มีการปรับปรุงหลักการให้ดีขึ้นกว่าพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เนื่องจากการกำหนดเขต ขยายเขต หรือการเพิกถอนเขตพื้นที่อุทยานและพื้นที่อนุรักษ์ตามร่างมาตรา 28 ต่างก็ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและชุมชนที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี เห็นว่า ควรมีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนด้วย นอกจากนี้ ร่างมาตรา 18 เกี่ยวกับการจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งยังคงเป็นอำนาจของหน่วยงานของรัฐและอธิบดี จึงเห็นควรให้กำหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของบุคคลหรือชุมชนท้องถิ่น และกำหนดแผนที่เหมาะสมในการร่วมกันบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติระหว่างรัฐและประชาชนด้วย

ประเด็นที่ (2) ความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น เห็นว่า ชุมชนเป็นหน่วยทางสังคมที่เข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญในการจัดการและพัฒนาสิ่งแวดล้อม ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... จึงควรกำหนดบทนิยามเกี่ยวกับชุมชนด้วย โดยควรที่จะให้บุคคลหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43

นอกจากนี้ ในส่วนของการคุ้มครอง บำรุง ดูแล และรักษาอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยพื้นที่ชายฝั่งและทะเลในการดำรงชีพ การมีบทบัญญัติห้ามเข้าไปกระทำการบางอย่างในเขตที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ก็ควรกำหนดบทยกเว้นไว้สำหรับกรณีดังกล่าวเป็นการเฉพาะ และควรกำหนดครอบคลุมไปถึงกรณีของบุคคลหรือชุมชนที่อยู่อาศัยหรือพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในเขตพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติหรือต่อมามีการขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาถึงด้วย

ประเด็นที่ (3) การสร้างความชัดเจนในเรื่องของการทำกินของบุคคลและชุมชนท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติ มีข้อสังเกตว่า ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา 63 วรรคสอง ที่กำหนดให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือจากปัญหาไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ความช่วยเหลือที่บุคคลหรือชุมชนที่อยู่อาศัยและดำรงชีวิตในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติจะได้รับนั้น เป็นสิทธิหรือประโยชน์ประเภทใด และจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา 63 ที่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกินในอุทยานแห่งชาตินั้น ปรากฏว่า เงื่อนไขที่กำหนดกรอบในการตราพระราชกฤษฎีกายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการประกันสิทธิของบุคคลหรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ป่า

หากเป็นเพียงเกณฑ์การช่วยเหลือในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินซึ่งอยู่ในกรอบทางเศรษฐกิจ ขาดการคำนึงถึงหลักการส่งเสริมให้ชุมชนดั้งเดิมช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมอันเป็นมิติทางวัฒนธรรม จึงควรนำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดกรอบพระราชกฤษฎีกาด้วย

2. ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ประเด็นที่ (1) ร่างมาตรา 31 ถึงมาตรา 41 การจัดตั้งป่าชุมชน บัญญัติให้ชุมชนที่ประสงค์นำพื้นที่ป่ามาขอจัดตั้งป่าชุมชน ต้องยื่นแผนจัดการป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดพิจารณาอนุญาตก่อนนั้น มีข้อกังวลว่า ชุมชน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชาวมันนิ อาจไม่มีโอกาสรับรู้ถึงวิธีการจัดทำแผนจัดการป่าชุมชนเสนอต่อรัฐก่อนใช้ประโยชน์ และอาจเป็นภาระมากเกินกว่าที่ชุมชนเหล่านั้นจะดำเนินการได้เอง

ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... จึงจำเป็นต้องมีวิธีการอำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชนเหล่านั้น เช่น บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมป่าไม้ร่วมช่วยเหลือในการเขียนแผนโครงการของชุมชนในพื้นที่ ประเด็นที่ (2) ร่างมาตรา 44 หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน เห็นควรเพิ่มหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในป่าชุมชนด้วย

ประเด็นที่ (3) ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... บัญญัติให้มีการตราอนุบัญญัติหลายมาตราที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และมาตรการควบคุมต่าง ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น การออกข้อห้ามมิให้กระทำการในป่าชุมชน รวมถึงการกำหนดกฎระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ โดยผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย

ซึ่งมีสัดส่วนกรรมการจากหน่วยงานของรัฐมากกว่าชุมชน โดยไม่ได้กำหนดหลักประกันความเป็นธรรมของประชาชนในการจัดทำร่างอนุบัญญัติไว้ จึงเห็นว่า การออกกฎหมายลำดับรองควรเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง (เช่น กสม.) เข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อแสดงความคิดเห็นในการจัดทำร่างอนุบัญญัติเหล่านั้นด้วย

ประเด็นที่ (4) ร่างมาตรา 56 และมาตรา 57 การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทนหรือค่าบริการจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและการรับเงินบริจาคจากบุคคลภายนอกของป่าชุมชน มีข้อสังเกตว่า เงินดังกล่าวไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินและให้ตกเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน จึงเห็นควรบัญญัติให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน รายรับ - รายจ่ายของป่าชุมชนต่อสาธารณะด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย


Posted: 28 Jan 2019 10:39 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-29 01:39


นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่าจะเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็น ต่ออัยการสูงสุดในวันที่ 30 ม.ค.2562 เวลา 11.00 น. กรณีนายวุฒิ บุญเลิศ ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการแชร์ข้อความให้มีการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์

ทั้งนี้นายวุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวบ้านที่ทำงานสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เนื่องจากถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แจ้งความร้องทุกข์และต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6264/2561 ทางมูลนิธิฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีที่นายวุฒิ บุญเลิศ ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการแชร์ข้อความว่า

“ไร่ชัยราชพฤกษ์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ถือครองตามคติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 รวม 100 ไร่ การตรวจสอบร้องเรียนโดยกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 อธิบดีกรมป่าไม้ (นายชลธิศ สุรัสวดี) ได้มีหนังสือรายงานการ ไร่ชัยราชพฤกษ์ มีเนื้อที่ 100 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ…และอยู่ในพื้นที่สำรวจการถือครองตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีนายไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้ถือครองเนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ต้องทวงคืนพื้นที่ แต่อธิบดีกรมป่าไม้กลับเพิกเฉยไม่สั่งการใดๆ…”

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของนายวุฒิ บุญเลิศ เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องปัญหาการครอบครอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ จึงย่อมไม่เป็นความผิดตามที่ถูกฟ้องดำเนินคดี

ด้วยเหตุนี้ประธานมูลนิธิฯ จึงจะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาทบทวนการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการที่มีความเห็นสั่งฟ้องและฟ้องคดีดังกล่าว เพื่อดำเนินการให้พนักงานอัยการถอนฟ้องนายวุฒิ บุญเลิศ ต่อไป

มูลนิธิฯ ระบุอีกว่า การดำเนินคดีกับนายวุฒิ บุญเลิศ นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแล้วยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่นายวุฒิซึ่งทำงานในเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2559 และการฟ้องคดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นลักษณะการใช้กฎหมายดำเนินคดีเพื่อสร้างความยุ่งยากให้แก่นักกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือนักสิทธิมนุษยชน ที่เรียกว่าคดีปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAAP) ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่รัฐยึดถือจนกระทั่งมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับความคืบหน้าของคดีความนั้น ในวันนี้ (28 ม.ค.2562) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน โดยทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอบังคับจำเลยทั้งสอง(นายสมัคร ดอนนาปี และนายวุฒิ บุญเลิศ) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม (นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร) เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท ด้านจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลประสงค์จะทำคำให้การต่อสู้คดีในส่วนแพ่งเป็นหนังสือภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน และขอเวลานำพยานหลักฐานต่าง ๆ มายื่นศาลให้ครบถ้วนก่อน ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค.2562 เวลา 13.30 น.



รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านที่นี่
ข่าว
สังคม
สิทธิมนุษยชน
คดี SLAPP
การฟ้องปิดปาก
วุฒิ บุญเลิศ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ไร่ชัยราชพฤกษ์

ภาพ ติดตั้งจุดอ้างอิงบนแผนที่ในเมืองของตัวเอง

Posted: 27 Jan 2019 09:40 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-28 00:40


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รายงาน

ปัจจุบันเมืองต่าง ๆ ของไทยมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การส่งเสริมให้เมืองมีความปลอดภัยและมีความพลวัตต่อการเปลี่ยนแปลงให้ได้มากที่สุดนั้น จำเป็นที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นและระดับประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับนโยบายเหล่านี้ รวมถึงการวางแผนเพื่อส่งเสริมเมืองพลวัตให้เป็นไปอย่างมีส่วนร่วมและทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

ในประเทศที่มีความเสี่ยงและประชากรส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อยหรือปานกลาง อีกทั้งมีความไม่เท่าเทียมอยู่ การวางแผนเมืองอย่างมีส่วนร่วมยังถือว่าเป็นเรื่องท้าทายมาก หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะยังขาดเครื่องมือและขีดความสามารถในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกคน ความท้าทายสำคัญคือ การสื่อสารข้อมูลถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งสามารถเตรียมการ วางแผนเพื่อปรับตัวไว้ล่วงหน้า แทนที่จะเป็นการรับมืออย่างเดียว

คณะวิจัยจากหน่วยวิจัยอนาคตเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้พัฒนาชุดเครื่องมือ “กินดี..อยู่ดี” เพื่อใช้ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และมีเป้าหมายในการช่วยให้เกิดความตระหนักรู้ถึงสินทรัพย์ที่มีในชุมชนว่าจะช่วยสร้างความพลวัตรองรับภาวะวิกฤติในอนาคตทั้งระดับส่วนตัวและระดับส่วนรวมได้หรือไม่ โดยจำลองภาวะวิกฤติทางภูมิอากาศและวิกฤติเศรษฐกิจ

ล่าสุดหน่วยวิจัยอนาคตเมืองฯ ได้ร่วมกับ Internation Institute for Environment and Development (IIED) สหราชอาณาจักร ภายใต้การสนับสนุนของโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการ “การวางแผนเพื่อเมืองนิเวศและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพลวัตของภุมิอากาศ: การเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล” เพื่อนำเสนอองค์ความรู้จากงานวิจัย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้นำหรือตัวแทนชุมชนเครือข่าย โดยใช้เครื่องมือกินดีอยู่ดีในการส่งเสริมการวางแผนเมืองอย่างมีส่วนร่วม

“ทีมวิจัยเราสนใจการพัฒนาเมืองแบบมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องมีเครือข่ายจำนวนมากเพื่อที่จะตอบโจทย์ท้องถิ่นและเขตที่ดูแลได้ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ และอยากให้เห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ฝนตกหนักนอกฤดูและถี่ขึ้น จะจัดการแบบเดิม ๆ หรือร่วมกันวางแผนหากเกิดบ่อยขึ้นในอนาคต เพราะจะกระทบต่อน้ำท่วม น้ำแล้ง การกัดเซาะของน้ำทะเล ฯลฯ โดยการออกแบบที่อยู่อาศัย สินทรัพย์ การออมทรัพย์ และการมีส่วนร่วมอย่างไรทั้งในระดับเมืองและระดับชุมชน” ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวระหว่างการเสวนา “การพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วมและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

ความท้าทายของงานนี้ คือการทำให้เป็นระบบมากขึ้น อาจต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ งบประมาณ และความร่วมมืออย่างจริงจัง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลง อาชีพ ความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย และทำให้เป็นระบบในระดับพื้นที่ มีตัวแทนจากสถาบันการศึกษาและวัดเข้าร่วม เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาและทางแก้ต่างกัน จึงต้องหาจิ๊กซอว์เพื่อหาทางออกที่เป็นระบบ การตอบโจทย์ภาพใหญ่อาจไม่เหมาะกับทุกชุมชน ดังนั้นงานเชิงพื้นที่จึงจำเป็นมาก ทั้งนี้ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในต่างประเทศจะทำไม่ได้ในระดับประเทศ ต้องลงไปทำในระดับเมืองหรือชุมชน เพราะมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับคนและหน่วยงานต่าง ๆ หลายมิติ

“เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ ส่งผลกระทบเยอะมากต่อคนในชุมชน ผู้มีรายได้น้อย ภาครัฐยังมีการสื่อสารไม่เพียงพอ ขาดกลไกการจัดการหรือการเตรียมการจัดการจัดพื้นที่ เราควรจะหาจุดร่วมในการใช้ทรัพยากรและสินทรัพย์เพื่อการปรับตัวและการจัดการวิกฤติที่จะเกิดขึ้นอย่างไร และต้องวางแผนต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนของชุมชน คำถามคือ จะรับมือในการปรับตัวอย่างไรทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ มีการปรับตัวร่วมกันหรือไม่ ถ้าไม่ก็จะทะเลาะกันหรือปรับตัวได้ไม่ดี อย่างไรก็ตาม เราค่อนข้างมีปัญหาในการรับมือระยะยาว ถ้าเหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม หรือไม่รุนแรงแต่เกิดนานและส่งผลกระทบระยะยาวทั้งต่อชีวิตและรายจ่าย เราจะทำอย่างไร ดังนั้นการถอดประสบการณ์จริงของคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนและผังเมือง”

ขณะที่ ชนิสรา ละอองดี ผู้นำชุมชนศิรินทร์และเพื่อน เขตภาษีเจริญ บอกว่าเราต้องร่วมกันทำงานเพื่อเอาตัวรอดจากปัญหา และจัดตั้งชุมชนตามระเบียบของกรุงเทพมหานครเพื่อให้ได้รับการหนุนเสริมอย่างถูกต้อง วางแผนดูแลตัวเอง บ้าน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับหน่วยงานทั้งในและนอกพื้นที่ในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง หลังติดเกาะน้ำท่วมใหญ่อยู่ 22 วันเราตระหนักว่าเป็นปัญหาต่อเนื่อง มีขยะจำนวนมหาศาลที่ขนออกไม่ได้ จึงจัดการคัดแยก กำจัด แปรรูปขยะให้เกิดเป็นของที่ใช้ประโยชน์หรือขายได้

“เราใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทั้งองค์กรและชุมชน เดินตามรอยพระบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้คนหาเช้ากินค่ำไม่ร่ำรวยและชุมชนอยู่ได้ ช่วยลดรายจ่ายและหาทางเพิ่มรายได้ ทำในสิ่งที่เราผลิตเองได้ในครัวเรือนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด เช่น น้ำยาอเนกประสงค์จากสับปะรดและแชมพูมะกรูดออร์แกนิก โดยยึดหลักต้องมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ‘ยิ่งใช้ยิ่งจัดการสิ่งแวดล้อม’ รวมถึงการเอาตัวรอดจากวิกฤติน้ำท่วม หนุนเสริมชาวบ้านให้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาหลังพบว่าคนอายุ 40 ปีขึ้นไปเริ่มเป็นโรคไม่ติดต่อมากขึ้น”

ภาณุวัฒน อ่อนเทศ หัวหน้ากลุ่มงานแผนงานและประเมินผล กองนโยบายและแผนงาน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การสร้างการมีส่วนร่วมโดยตรงกับชุมชนจำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำชุมชนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาชุมชน กายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และอนามัย-จิตใจ ใช้ความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมและดูแลสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและสภาอุตสาหกรรม เช่น การจัดการขยะในทะเล การจัดการขยะของเขตคลองเตยที่ให้นำขยะอันตรายไปทิ้งในปั๊มน้ำมัน โครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว เป็นต้น

เช่นเดียวกับ เสริมสุข นพพันธ์ หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวว่าสิ่งสำคัญพื้นฐานและเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเมือง คือ การมีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากพฤติกรรมของมนุษย์หรือจากอุตสาหกรรมส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ทำให้โลกร้อนและส่งผลต่อการเกิดน้ำท่วมน้ำแล้ง กรุงเทพฯ มีตึกในเมืองสูงเป็น “เกาะความร้อน” (Heat Island) เราจะต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ระบบจราจร หาเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไบโอดีเซลจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร มีการกำจัดขยะและน้ำเสีย เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“เราได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นเมืองปลอดภัย น่าอยู่ และยั่งยืนสำหรับทุกคน ต้องช่วยกันจัดทำแผนรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและน้ำท่วม เรามีแผนภาคขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขยายเส้นทางจักรยาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มสัญญาณไฟจราจรให้รถวิ่งคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่ตึกสำนักงานต่าง ๆ ควรใช้อุปกรณ์ที่ลดการใช้พลังงาน ซึ่งในปีนี้เราจะมีกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง ในวันที่ 30 มีนาคม 2562 เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกคนมีจิตสำนึกเดียวกันในการบรรเทาภาวะโลกร้อน รวมถึงการวางผังเมืองสีเขียว เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ตามแนวกำแพง พื้นที่รกร้างหรือไม่มีเจ้าของ และการฟื้นฟูป่าชายเลนโดยเฉพาะชายฝั่งบางขุนเทียน”

ด้าน อ.ศุภกร ชินวรรโณ อดีตผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สกว. จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อเสนอแนะว่าเราจำเป็นต้องมีการจัดการในทิศทางที่เหมาะสม และมีผลสืบเนื่องทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก ผังเมืองใหม่จะนำมาซึ่งอะไรบ้าง จะถูกผลักดัน โยกย้าย หรือสร้างชุมชนใหม่ หรือการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างไร ส่วนต่าง ๆ ของเมืองเปิดหรือมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างไร สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักว่าถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทิศทางเดียว เปลี่ยนกลับไม่ได้แล้วเราจะทำอย่างไร บางครั้งเราพูดเรื่องโลกร้อนกันในเชิงนามธรรมมาก จึงต้องตระหนักว่าหมายถึงอะไรสำหรับชุมชน และจะผลักดันให้เกิดการจัดการอย่างไร

“การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากแมลง อันเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนตกมากขึ้น เช่น ทำให้เกิดการระบาดของไข้เลือดออก แสดงให้เห็นว่าพ้นที่นี้ค่อนข้างไวต่อการแพร่ระบาด และมีความหนาแน่นของประชากร ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และมีโอกาสแพร่ระบาดมากขึ้นในอนาคตหรือไม่ เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ว่าจะวางแผนและผังเมืองอย่างไร เมื่อฝนตกหนักน้ำรอการระบายจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมากขึ้นหรือไม่ การที่เราแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งแต่อาจเกิดผลเสียต่อเรื่องอื่น ๆ ก็ได้”

ท้ายสุดนี้โครงการวิจัยได้ให้ข้อเสนอทางนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ 1) หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นต้องบูรณาการกลยุทธ์การปรับตัวด้านภูมิอากาศที่เกิดจากประสบการณ์ของชุมชนไปสู่ระดับเมือง 2) ชุดเครื่องมือสามารถนำไปใช้กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือองค์กรชุมชน เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานท้องถิ่นในบริบทเมือง โดยระบุความเสี่ยงและประเภทของสินทรัพย์ที่จะใช้ในการวางแผนและปรับตัวกับความเสี่ยง 3) บูรณาการโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐร่วมกับโครงการที่ริเริ่มโดยชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงวิธีการทำงานของชุมชน เพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดต่อสินทรัพย์ทางสังคมและกายภาพที่มีอยู่ในชุมชน และ 4) ภาครัฐควรสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงสินทรัพย์หรือโครงการที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีต่อสินทรัพย์ชุมชน อันจะนำไปสู่การเพิ่มสินทรัพย์ด้านอื่น ๆ ด้วย

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.