แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

Meat eating accelerated face evolution



การกินเนื้อช่วยให้มนุษย์มีวิวัฒนาการจนใบหน้าเล็กลง
ผลการศึกษาพบว่า การรับประทานเนื้อดิบและการทำเครื่องมือหิน อาจเป็นสาเหตุที่มนุษย์มีฟันและใบหน้าเล็กลงเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษแต่โบราณ เนื่องจากเนื้อและเครื่องมือแปรรูปอาหาร ช่วยให้มนุษย์พัฒนาอวัยวะที่ใช้ในการเคี้ยวให้มีขนาดเล็กลงได้ มิใช่มาจากการทำให้อาหารสุก ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจากนั้นอีกนาน
ศาสตราจารย์แดเนียล ลิเบอร์แมน และดร. แคเธอรีน ซิงค์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยแพร่ผลการวิจัยของตนในวารสาร "เนเจอร์" โดยทั้งสองได้วัดการใช้กล้ามเนื้อในการเคี้ยวอาหารก่อนจะกลืน และพบว่าการกินอาหารที่เป็นเนื้อถึงหนึ่งในสามของอาหารทั้งหมด กับการใช้เครื่องมือหินแปรรูปอาหารจากเนื้อและพืช เช่นแล่เนื้อหรือทุบอาหารจากพืช ทำให้มนุษย์เคี้ยวน้อยลง 17 เปอร์เซ็นต์ และใช้แรงเคี้ยวน้อยลง 26 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวและฟันมีวิวัฒนาการจนมีขนาดเล็กลง
เมื่อมนุษย์ยุคเริ่มแรกคือโฮโม อิเร็คตัส เริ่มปรากฏขึ้นประมาณสองล้านปีก่อน มนุษย์มีวิวัฒนาการจนมีสมองและร่างกายใหญ่ขึ้น แต่ฟันและลำไส้เล็กลง โดยที่จุดใดจุดหนึ่งของวิวัฒนาการ มนุษย์เริ่มกินอาหารเป็นปริมาณน้อยลง ด้วยปัจจัยสองประการ คืออาหารที่กินมีคุณภาพดีขึ้นมาก และผ่านการแปรรูปอย่างหนักจนเคี้ยวง่าย แต่ไม่น่าจะมีสาเหตุจากการทำให้อาหารสุก เพราะมนุษย์เพิ่งปรุงอาหารกันอย่างแพร่หลายเมื่อประมาณ 500,000 ปีที่แล้วนี้เอง
คณะผู้วิจัยกล่าวด้วยว่า วิวัฒนาการดังกล่าวยังอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ด้วย เช่น สามารถพูดได้ดีขึ้น และขนาดสมองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


จำนวนแรดที่ถูกฆ่าเอานอเพิ่มขึ้นเป็นปีที่หกติดต่อกัน
คณะนักวิจัยจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เปิดเผยว่าเมื่อปีที่แล้ว มีแรดอย่างน้อย 1,338 ตัวในแอฟริกาถูกฆ่าเพื่อเอานอ นับเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเป็นปีที่หกติดต่อกัน
ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการสูญเสียแรดจำนวนมากที่สุดในเวลาปีเดียว ตั้งแต่การลักลอบล่าเริ่มเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งในระยะไม่นานมานี้ โดยตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีแรดมากถึง 5,940 ตัวถูกฆ่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เกรงว่าตัวเลขนี้ยังเป็นการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ
ไอยูซีเอ็นกล่าวว่า สาเหตุที่แรดถูกฆ่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความต้องการนอแรดจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อผิด ๆ ว่า นอแรดมีสรรพคุณเป็นยา นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลักลอบล่าแรดยังหันมาใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น ทัดเทียมกับเทคโนโลยีของฝ่ายนักอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรน การรวบรวมข่าวกรอง หรือเทคโนโลยีดาวเทียม
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการล่าแรดจะเพิ่มขึ้น แต่ในแอฟริกาใต้ซึ่งมีแรดอยู่มากที่สุด จำนวนแรดที่ถูกฆ่ากลับลดลงเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2551 คือลดลงเล็กน้อยจาก 1,215 ตัวเมื่อปี 2557 เหลือ 1,175 ตัวเมื่อปีที่แล้ว แต่กลับไปเพิ่มขึ้นในประเทศอื่น ๆ เช่น ในนามิเบียมีจำนวนแรดถูกฆ่าเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา และในซิมบับเวมีเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
เครก บรูซ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแรดแห่งสมาคมสัตววิทยาลอนดอน กล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเลวร้ายมาก หากยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ภายในเวลาห้าถึงสิบปี เขาคาดว่าแรดในธรรมชาติจะหมดไป เหลือแต่แรดที่ถูกมนุษย์จับขังและควบคุมอย่างเข้มงวดเท่านั้น
จำนวนแรดเคยลดลงอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1960 แต่ด้วยความพยายามร่วมกันของรัฐบาลหลายประเทศ จำนวนแรดได้กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในปัจจุบันนอแรดเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในโลก คือมีราคาสูงถึงกว่าสองล้านบาทต่อกิโลกรัม มีค่าสูงกว่าทองคำหรือเพชรเมื่อคิดตามน้ำหนัก
ปัจจุบันทั่วโลกมีแรดอยู่ประมาณ 25,000 ตัวเท่านั้น และเรื่องนี้จะได้รับความสนใจอีกครั้งในการประชุมนานาชาติว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชใกล้สูญพันธุ์ หรือ‪#‎CITES‬ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ที่นครโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ โดยสัญลักษณ์ประจำการประชุมครั้งนี้เป็นรูปแรด ‪#‎Rhino‬ ‪#‎Poaching‬




งูเลื้อยและดำลงในผืนทรายได้อย่างไร ?
นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจียในสหรัฐฯ ศึกษาการเลื้อยของงูบนพื้นทราย โดยใช้งูทะเลทรายโมฮาวีจมูกพลั่ว ซึ่งมีสีสันสดใสและมาจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
นักวิจัยจำลองสภาพแวดล้อมในห้องทดลองให้เหมือนกับทะเลทรายที่งูอาศัยอยู่ โดยใช้เครื่องปั๊มเม็ดทรายละเอียดให้เป็นคลื่นและมีการไหลเวียน รวมทั้งติดตั้งกล้องเอ็กซเรย์ความเร็วสูง เพื่อบันทึกภาพการเคลื่อนไหวของงูขณะดำดิ่งลงไปแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนทรายได้เป็นระยะไกลอีกด้วย
ผลการสังเกตเบื้องต้น พบว่างูจะพยายามคงรูปร่างขณะเคลื่อนไหวให้เป็นคลื่นคล้ายตัวเอส (S) ในแทบทุกสถานการณ์ เพื่อให้พื้นท้องไถลไปบนพื้นทรายได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าจะกำลังไต่ขึ้นเนินทรายสูงอยู่ก็ตาม การเคลื่อนไหวแบบดังกล่าว ยังช่วยขจัดเม็ดทรายที่ขวางหน้าออกไปได้ดี ทำให้แหวกว่ายใต้พื้นทรายได้ง่ายอีกด้วย
ทั้งนี้ นักวิจัยคาดว่าความรู้ที่ได้ จะนำไปใช้พัฒนายานยนต์ หรือหุ่นยนต์ที่ใช้ในงานกู้ภัย ซึ่งสามารถเข้าถึงพื้นที่ยากลำบากได้ โดยเลียนแบบการเคลื่อนไหวของงูในธรรมชาติ

Loading video.....
Posted by บีบีซีไทย - BBC Thai on Thursday, March 10, 2016


ภริยาประธานาธิบดีตุรกีชี้ “ฮาเร็ม” ในยุคออตโตมัน เป็นสถานที่บ่มเพาะความเป็นสตรี
สถานีโทรทัศน์ตุรกีทีวี รายงานว่า นางอีมีน แอร์โดอัน ภริยาของประธานาธิบดีเรเจป ทายยิบ แอร์โดอัน ได้กล่าวระหว่างร่วมงานซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงอังการา เพื่อระลึกถึงสุลต่านในยุคออตโตมันว่า ฮาเร็มคือสถาบันการศึกษาที่ตระเตรียมสตรีให้พร้อมต่อการใช้ชีวิตในอนาคต นางแอร์โดอันยังกล่าวด้วยว่า ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับสตรีซึ่งเคยอาศัยอยู่ในฮาเร็มนั้น น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับสตรีในปัจจุบันได้
นางแอร์โดอันแสดงความเห็นเรื่องนี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีแอร์โดอันเพิ่งออกมาพูดในวันสตรีสากลว่า “เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ผู้หญิงคือเพศแม่”
ทั้งนี้ ในยุคจักรวรรดิออตโตมัน สุลต่านมี “ฮาเร็ม” อยู่ที่พระราชวังโทพคาปิ ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในกรุงอิสตันบูล โดยฮาเร็มคือสถานส่วนตัวของสุลต่าน ซึ่งมีทั้งสมาชิกครอบครัว คนรับใช้ และนางบำเรอ อาศัยอยู่ร่วมกัน
สำหรับนางบำเรอนั้นอาจมีจำนวนได้นับร้อย หญิงเหล่านี้จะได้รับการฝึกฝนและได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แม้หญิงในฮาเร็มจะไม่ถูกใช้ให้บำเรอทางเพศทุกคน แต่ก็ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ
ความเห็นของนางแอร์โดอัน เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย บางคนทวีตข้อความว่า “การศึกษาในฮาเร็มไม่เหมือนการเรียนในโรงเรียน การพูดเช่นนี้เป็นสิ่งไร้สาระ” บ้างก็ว่า “คนที่พูดเรื่องฮาเร็ม คงไม่ส่งลูกสาวตัวเองไปเรียนที่นั่น แต่ส่งไปมหาวิทยาลัยในอเมริกาเสียมากกว่า” ทั้งนี้ ลูกสาวของนางแอร์โดอันสองคนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาในสหรัฐฯ




ไม่น่าแปลกใจหากคุณจะได้ยินคนพูดถึงคำว่า “เซลฟี่” กันบ่อยๆ นั่นก็เพราะเซลฟี่ (Selfie) ได้ชื่อว่าเป็นกระแสที่มาแรงที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา! แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้และไม่ทันระวังกันก็คือโรคเซลฟี่อาจมีอันตรายถึงชีวิต!

เซลฟี่(Selfie) อะไรคือ

ถึงตอนนี้ หากใครยังไม่รู้จักเซลฟี่ก็คงต้องทำความรู้จักเสียหน่อยแล้ว เพราะขนาดผู้นำสหรัฐฯ อย่างโอบามาก็ยังขออินกระแสเซลฟี่ไปกับเขาด้วย แถมดิกชันนารีอย่างออกซฟอร์ดก็ยังโหวตให้คำนี้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2013 เลยทีเดียว!


“Selfie” (อ่านออกเสียงว่า เซล – ฟี่) เป็นคำศัพท์ใหม่ซึ่งหมายถึง การถ่ายรูปตัวเองด้วยตัวเอง โดยผู้ถ่ายถือกล้องหันหน้าเข้าหาตัวเองในระยะช่วงแขน หรือถ่ายภาพตัวเองจากในกระจก


เจนนิเฟอร์ ลี jennifer lee

การถ่ายภาพตัวเองเช่นนี้มีมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แต่คำว่า “เซลฟี่” นี้เพิ่งมาฮิตใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคนี้ และคนแรกที่ติดแท็กคำว่า “Selfie” คือ เจนนิเฟอร์ ลี ที่โพสต์รูปตัวเธอเองลงอินสตาแกรมในปี 2011
ทำไมต้อง “เซลฟี่”

นักจิตวิทยาพบว่า เซลฟี่ช่วยเติมเต็มความต้องการของคนบางกลุ่มซึ่งต้องการให้คนอื่นเห็นตัวตนของเขาในแบบที่เขาต้องการ ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มนี้จึงชอบรูปตัวเองที่ถ่ายด้วยตัวเองมากกว่ารูปที่ผู้อื่นถ่ายให้ นั่นเพราะเขาสามารถควบคุมมุมกล้อง สีหน้า และอารมณ์ของตัวเองในภาพถ่ายให้ออกมาได้ตรงใจ


นอกจากนี้ สังคมโลกออนไลน์ก็มีผู้คนที่หลากหลาย รวมถึงคนที่ไม่เคยรู้จักกันในโลกความเป็นจริง ผู้เล่นบางกลุ่มต้องการสร้างภาพของตัวเองให้ดูดีในสายตาของคนเหล่านั้น และบางคนก็ปล่อยให้คอมเมนต์และจำนวนไลค์ที่ได้จากคนดูในโซเซียลเน็ตเวิร์คมีอิทธิพลต่อตัวตนของเขาที่แสดงออกมาด้วย เช่น บางคนจริงจังกับการแต่งรูปถ่ายตนเองมาก เพื่อให้ได้รับความชื่นชอบจากเพื่อนในโซเซียลเน็ตเวิร์ค


Selfie นักฟุตบอลประเทศโปรตุเกส

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาก็ยอมรับว่า ภาพเซลฟี่ส่วนใหญ่ดูมีแอ๊คชั่น ทำให้คนในรูปดูน่าดึงดูดใจมากกว่าภาพนิ่งธรรมดาที่ดูเหมือนภาพถ่ายติดบัตร!
คำเตือน! อย่าเผลอสนุกจนเป็นเรื่อง (ละกัน!)

ดูเผินๆ แล้วเซลฟี่ดูจะเป็นเรื่องเล่นสนุก ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร…แต่เชื่อหรือไม่! นักสุขภาพจิตหลายคนออกมาเตือนให้ระวังอาการติดเซลฟี่ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต!

ไม่นานมานี้ แดนนี่ โบว์แมน (Danny Bowman) หนุ่มวัยรุ่นอายุ 19 ปี ชาวอังกฤษ สารภาพว่า ในวันหนึ่งเขาใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง ถ่ายรูปตัวเองกว่า 200 รูป และควบคุมน้ำหนักอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ภาพที่พอใจมาโพสต์ลงในโซเซียลเน็ตเวิร์ค แต่พอไม่ได้ภาพที่พอใจ เขาก็รู้สึกเครียดและผิดหวังมากจนกินยายฆ่าตัวตาย แต่ยังโชคดีที่แม่ของเขาช่วยนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน!

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น เพราะสถิติพบว่า คนไข้ที่มีอาการติดเซลฟี่ถึงขั้นป่วยทางจิตในประเทศอังกฤษมีมากถึง 100 รายต่อปีเลยทีเดียว!

สำหรับทางแก้อาการติดเซลฟี่นั้น แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำว่า ควรจำกัดเวลาในการเข้าโซเซียลเน็ตเวิร์ค ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในโลกของความเป็นจริง หากิจกรรมยามว่างอย่างอื่นทำ ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ยอมรับในความหลากหลาย รวมถึงเข้าใจว่าบางครั้งเราอาจไม่ได้ถ่ายภาพที่พอใจ พยายามอดทนจนผ่านไปให้ได้ เนื่องจากอาการติดเซลฟี่ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองอีกด้วย!

รู้เช่นนี้แล้ว ใครที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มติดเซลฟี่ ก็ต้องระวังอย่าให้ตัวตนออนไลน์มาทำร้ายตัวตนในโลกความเป็นจริงได้ก็แล้วกัน!
ขับเคลื่อนโดย Blogger.