แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tech แสดงบทความทั้งหมด


สตาร์ทอัพอิตาลี-อังกฤษ เปิดตัวรถจักรยานยนต์แห่งอนาคต คันละ 3.8 ล้าน!


บริษัท ARC สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัว Vector รถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ที่ปลอดภัย ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน แต่เปี่ยมด้วยความรวดเร็วปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์ไบค์ ที่เมืองมิลานของอิตาลี ด้วยราคา 117,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.8 ล้านบาท

รถจักรยานยนต์ Vector ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ตัวรถใช้ส่วนประกอบคาร์บอนน้ำหนักเบา แต่ประกอบชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดด้วยมือประหนึ่งงานศิลปะที่โฉบเฉี่ยวบนท้องถนน ทำความเร็วสูงสุด 200 ไมล์ และชาร์จไฟเต็มถังใน 45 นาที

ในแง่ความปลอดภัย รถจักรยานยนต์ Vector มีระบบ haptic sensor technology หรือ เทคโนโลยีระบบสัมผัส ผ่านเสื้อแจ็คเก็ตอัจฉริยะ ที่สามารถเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการขับขี่ รวมถึงหมวกกันน็อคอัจริยะที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ให้สามารถขับขี่ได้ 3 รูปแบบ รวมทั้งสามารถเปิดเพลงฟัง และมีกล้องหลังที่สามารถฉายภาพผ่านกระจกหมวกกันน็อคที่สวมใส่ได้ด้วย

ทั้งนี้ บริษัท ARC มีสำนักงานใหญ่ในบริษัท Coventry ในอังกฤษ และได้รับเงินทุนจาก Jaguar Land Rover ซึ่ง ARC ตั้งเป้าผลิตรถจักรยานยนต์แห่งอนาคตให้ได้ 400 คันในปีแรกของการเปิดจำหน่ายเชิงพาณิชย์


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=168298456908916577



Posted: 26 May 2018 09:03 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นคร เสรีรักษ์

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
GDPR (General Data Protection Regulation) เป็นกฎระเบียบของ EU ที่ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนในกลุ่มประเทศ EU จากการที่ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลถูกล่วงละเมิดมากขึ้นในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นการปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งออก EU Directive เมื่อปี 1995

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ได้รับความสนใจหรือตระหนกตกใจกันมาก น่าจะเป็นบทลงโทษที่ระบุไว้ว่า การเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน EU ที่ไม่ปฎิบัติตาม GDPR จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านยูโร หรือ 2-4% ของรายได้ต่อปีทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าวงเงินใดมากกว่า กฎระเบียบนี้มีผลใช้บังคับกับหน่วยงานที่อยู่ใน EU และรวมไปถึงหน่วยงานนอก EU

หลักการคุ้มครองข้อมูลยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของ EU Directive โดยมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในข้อกำหนดใน GDPR ดังนี้

1. ขอบเขตการบังคับใช้เชิงพื้นที่

GDPR บังคับใช้ในทุกหน่วยงานที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลพลเมืองที่อาศัยอยู่ใน EU ไม่ว่าบริษัทจะตั้งอยู่ที่ไหน นั่นคือ GDPR บังคับใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลใน EU ไม่ว่าการประมวลผลจะทำใน EU หรือไม่ก็ตาม โดยจะบังคับใช้กับทุกกิจกรรมที่เป็นการจำหน่ายสินค้าและบริการแก่พลเมือง EU และทุกกิจกรรมที่มีลักษณะการติดตามพฤติกรรมของพลเมืองที่เกิดขึ้นใน EU หากเป็นธุรกิจของประเทศอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก EU (Non-EU Business) ก็ต้องดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนใน EU ด้วย

2. บทลงโทษ

ในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือการรั่วไหลของข้อมูล (Data Breach) หน่วยงานที่ไม่ปฎิบัติตามข้อกำหนดจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านยูโร หรือ 2-4% ของรายได้ต่อปีขึ้นอยู่กับว่าวงเงินใดสูงกว่า ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดในกรณีร้ายแรง เช่น การไม่ขอความยินยอมที่เหมาะสมเพียงพอในการประมวลผลข้อมูล หรือการปฏิบัติขัดหลักการ Privacy by Design บางกรณีมีโทษปรับ 2% เช่นกรณีการไม่มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ การไม่แจ้ง Supervising Authority และเจ้าของข้อมูลเมื่อเกิดเหตุรั่วไหล หรือการไม่จัดทำ Privacy Impact Assessment

3. การให้ความยินยอม

หลักความยินยอมได้รับการยืนยันเข้มแข็งมากขึ้น โดยระบุว่าการขอความยินยอมต้องดำเนินการในรูปแบบที่เข้าใจได้และสามารถเข้าถึงได้สะดวก (Intelligible and easily access) ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลในการขอคำยินยอม โดยการขอความยินยอมต้องมีความชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย การยกเลิกการให้ความยินยอมก็ต้องดำเนินการได้โดยสะดวก

สิทธิของเจ้าของข้อมูลภายใต้ GDPR

สิทธิที่จะได้รับแจ้งเมื่อเกิดความเสียหาย (Breach Notification)


ภายใต้ GDPR ถือว่าการแจ้งเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เมื่อเกิดความเสียหายหรือการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งเกิดผลกระทบมีความเสี่ยงต่อสิทธิเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้การแจ้งต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง โดยผู้ประมวลผลต้องแจ้งต่อลูกค้าและผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่ชักช้าหลังจากเกิดความเสียหาย

สิทธิที่จะรู้และเข้าถึงข้อมูล (Right to Access)

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะได้รับการแจ้งจากผู้ควบคุมข้อมูลว่า มีการประมวลผลข้อมูลหรือไม่ การประมวลผลดำเนินการที่ไหน มีวัตถุประสงค์อะไร และเมื่อร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลจะต้องจัดหาสำเนาข้อมูลดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ข้อกำหนดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องความโปร่งใสของข้อมูลและเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของเจ้าของข้อมูล

สิทธิที่จะขอให้ลบข้อมูล (Right to be Forgotten/Right to erase)

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ (1) ในการแจ้งให้ลบข้อมูล ระงับการเผยแพร่ หยุดการประมวลผลโดยบุคคลที่สาม (2) มีสิทธิในการแจ้งให้ลบข้อมูลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บครั้งแรก และ (3) มีสิทธิในการลบข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลได้ยกเลิกความยินยอม

ทั้งนี้ผู้ควบคุมต้องใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเปรียบเทียบสิทธิของเจ้าของข้อมูลกับประโยชน์สาธารณะในการมีอยู่ของข้อมูลนั้น

สิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง (Data Portability)

สิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้ตามปกติรวมทั้งรูปแบบที่อ่านได้ด้วยเครื่องมือ/อุปกรณ์ (machine-readable format)

สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ต้น (Privacy by Design/Privacy by Default)

กำหนดให้มีการวางระบบความคุ้มครอง(Protection) ตั้งแต่ในโอกาสแรกของการออกแบบระบบ มากกว่าการมาเพิ่มการดำเนินการในภายหลัง โดยกำหนดว่าต้องมีการใช้มาตรการทางเทคนิคและการบริหารที่เหมาะสม โดยยึดหลักประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นการคุ้มครองสิทธิเจ้าของข้อมูล

ผู้ควบคุมข้อมูลจะเก็บและและประมวลผลข้อมูลได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ (data minimization) และต้องมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการประมวลผล

สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองโดยเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ (Data Protection Officers: DPO)

ใช้ระบบการเก็บบันทึกข้อมูลภายในองค์กร (Internal Record Keeping) แทนระบบการรายงานต่อ Data Protection Authorities (DPA) และกำหนดให้มีการแต่งตั้ง DPO สำหรับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และมีภารกิจหลักในการติดตามและประมวลผลข้อมูลเป็นประจำและเป็นระบบ (Regularly and Systematic monitoring Data Subjects)

การแต่งตั้ง DPO ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติด้านวิชาชีพและความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาคการปฏิบัติ โดยอาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรหรือผู้ให้บริการภายนอก ต้องแจ้งข้อมูลการติดต่อกับทาง DPA และต้องมีทรัพยากรเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจและพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญของ DPO ทั้งนี้ DPO มีระบบรายงานต่อผู้บริหารระดับสูง และต้องไม่ทำหน้าที่อื่นที่อาจเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน


เกี่ยวกับผู้เขียน: นคร เสรีรักษ์ เป็นอาจารย์ผู้สอนอยู่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้ก่อตั้ง PrivacyThailand


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
GDPR: มาตรฐานข้อมูลส่วนตัวล่าสุดจากอียู


นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบหลักฐานที่ยืนยันถึงรอบการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกทุก 405,000 ปีว่ามีอยู่จริง ซึ่งวงจรทางดาราศาสตร์นี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ บนโลกมาอย่างน้อย 215 ล้านปีแล้ว

วงจรการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากแรงดึงดูดของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดี ซึ่งทำให้วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ที่เป็นวงรีค่อย ๆ ขยายยาวขึ้น จนมีความยาวกว่าปกติ 5% ก่อนจะถอยกลับไปเป็นเช่นเดิมเมื่อครบรอบระยะเวลา 405,000 ปี

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยศาสตราจารย์เดนนิส วี. เคนต์ จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวลงในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่าได้นำชั้นหินเก่าแก่จากทะเลทรายในรัฐแอริโซนา มาศึกษาเปรียบเทียบกับชั้นดินตะกอนซึ่งสะสมอยู่ก้นทะเลสาบในรัฐนิวยอร์กและรัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อมองหาร่องรอยของเหตุการณ์สำคัญทางธรรมชาติในอดีต

ทีมผู้วิจัยพบว่า ชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว มีร่องรอยของแร่ธาตุที่เกิดจากการกลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกหลายครั้งในอดีต โดยร่องรอยนี้อยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาจากสองแหล่งกำเนิดก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือยุคไทรแอสซิกตอนปลายราว 215 ล้านปีมาแล้ว


แรงดึงดูดของดาวศุกร์ (ซ้าย) มีอิทธิพลต่อรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลก (ขวา)

ร่องรอยในชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว ยังแสดงถึงวงจรการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากชุ่มชื้นเป็นแห้งแล้งสลับกันไปมาเป็นวงรอบอย่างคงที่ทุกหลายแสนปี ซึ่งสอดคล้องกับรอบการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกที่มีผู้คำนวณไว้ก่อนหน้านั้น

ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของโลกซึ่งห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะต่าง ๆ ในวงโคจร เป็นตัวกำหนดฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของโลกที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยในช่วงที่โลกอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะค่อนข้างกลมและใกล้ดวงอาทิตย์ สภาพอากาศแห้งแล้งจะรุนแรงขึ้น ส่วนช่วงที่มีฝนตกมากและชุ่มชื้น โลกมักจะอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะยาวรีและห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว นักบรรพชีวินวิทยาและผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการ สามารถนำความรู้เรื่องรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลกนี้ไปพิจารณาว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของสิ่งมีชีวิตบนโลกด้วยก็เป็นได้

ทีมผู้วิจัยพบว่า ชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว มีร่องรอยของแร่ธาตุที่เกิดจากการกลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกหลายครั้งในอดีต โดยร่องรอยนี้อยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาจากสองแหล่งกำเนิดก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือยุคไทรแอสซิกตอนปลายราว 215 ล้านปีมาแล้ว

ร่องรอยในชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว ยังแสดงถึงวงจรการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากชุ่มชื้นเป็นแห้งแล้งสลับกันไปมาเป็นวงรอบอย่างคงที่ทุกหลายแสนปี ซึ่งสอดคล้องกับรอบการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกที่มีผู้คำนวณไว้ก่อนหน้านั้น

ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของโลกซึ่งห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะต่าง ๆ ในวงโคจร เป็นตัวกำหนดฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของโลกที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยในช่วงที่โลกอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะค่อนข้างกลมและใกล้ดวงอาทิตย์ สภาพอากาศแห้งแล้งจะรุนแรงขึ้น ส่วนช่วงที่มีฝนตกมากและชุ่มชื้น โลกมักจะอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะยาวรีและห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว นักบรรพชีวินวิทยาและผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการ สามารถนำความรู้เรื่องรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลกนี้ไปพิจารณาว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของสิ่งมีชีวิตบนโลกด้วยก็เป็นได้



ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ค้นพบ หลุมดำ มวลยิ่งยวด (Supermassive black hole) ที่ขยายตัวในอัตรารวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบและบันทึกเอาไว้ โดยหลุมดำนี้ดูดกลืนมวลสารปริมาณเท่าดวงอาทิตย์เข้าไปทุก 2 วัน และปลดปล่อยพลังงานเป็นแสงสว่างเจิดจ้าในรูปแบบของ “เควซาร์” (Quasar) อีกด้วย

หลุมดำขนาดยักษ์ที่ว่านี้ อยู่ห่างจากโลกกว่า 12,000 ล้านปีแสง มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์ 20,000 ล้านดวง และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอัตราการขยายตัว 1% ในทุก 1 ล้านปี

ดร.คริสเตียน วูล์ฟ ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ที่ค้นพบหลุมดำดังกล่าวระบุว่า การที่มันดูดกลืนมวลสารปริมาณมากเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการปลดปล่อยความร้อนและพลังงานมหาศาลออกมาบริเวณจานสะสมกลุ่มฝุ่นและก๊าซที่หมุนวนอยู่โดยรอบ (Accretion disc) โดยส่วนใหญ่เป็นการปลดปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีเอกซ์

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าในระดับสูงรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด จนจัดได้ว่าเป็น “เควซาร์” หรือวัตถุส่องสว่างพลังงานสูงที่มักพบในห้วงอวกาศลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแกนกลางของดาราจักรที่มีอายุเก่าแก่

“หากหลุมดำนี้ตั้งอยู่ที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก กลุ่มก๊าซมีประจุไฟฟ้าที่อยู่โดยรอบจะส่องสว่างเจิดจ้าบนท้องฟ้ายิ่งกว่าพระจันทร์เต็มดวงถึง 10 เท่า แต่ความรุนแรงของรังสีเอกซ์ที่แผ่ออกมา ก็จะทำให้โลกไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้เช่นกัน” ดร. วูล์ฟกล่าว

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ SkyMapper และข้อมูลจากดาวเทียม Gaia ขององค์การอวกาศยุโรป ในการระบุตำแหน่งของหลุมดำมวลยิ่งยวดดังกล่าว โดยชี้ว่าการที่มันมีอายุเก่าแก่กว่าหมื่นล้านปีเช่นนี้ แสดงว่าได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงแรก ๆ หลังการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงเลยทีเดียว ซึ่งนักดาราศาสตร์จะสามารถใช้แสงจากเควซาร์รอบหลุมดำนี้เพื่อการศึกษาความเป็นมาของจักรวาลในยุคเริ่มต้นที่ยังไม่มีดาวฤกษ์หรือ “ยุคมืด” ได้

รายงานการค้นพบนี้ถูกนำออกเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org และกำลังเตรียมจะตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมดาราศาสตร์แห่งออสเตรเลียต่อไป


source :- https://www.khaosod.co.th/bbc-thai

ใครเบื่อพาวเวอร์พอยท์ในที่ประชุมบ้าง?


Jeff Bezos นายใหญ่ของ Amazon บอกว่า ที่บริษัทของเขาเนี่ยสั่งห้ามไม่ให้พนักงานใช้พาวเวอร์พอยท์ในที่ประชุม เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ผล และเสียเวลา
ลองนึกดูสิคะว่าพาวเวอร์พอยท์ทำให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง?
 พนักงานมัวแต่ใส่ใจทำพาวเวอร์พอยท์ให้สวย ให้มีกราฟิคว้าวๆ จนไม่ได้ใส่ใจเนื้อหา
 มีแต่ bullet point ที่ผู้นำเสนอก็อ่านไป คนฟังก็ฟังตามไปเรื่อย รอให้นำเสนอจนจบ
 ใครไม่มีทักษะการพรีเซนท์ก็จะพ่ายแพ้ คนในที่ประชุมไม่ค่อยให้ความสนใจ ก้มหน้ามองมือถือต่อไป ส่วนใครพรีเซนท์เก่งๆ ก็โชคดีหน่อย
ทั้งหมดนี้ทำให้เรามักจะเห็นพนักงานไร้ความสามารถบางคนที่ทำงานไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย แต่กลับเป็นที่รักใคร่ของผู้บริหารเพราะสามารถพรีเซนท์ได้ตื่นเต้นโดนใจ แต่ออกจากห้องประชุมไปแล้วงานจะไม่เป็นสับปะรดก็ไปตกเป็นเวรเป็นกรรมของเพื่อนร่วมงานเองแล้วกัน
==============================
แล้วอเมซอนแก้ปัญหายังไง? 
"อเมซอนใช้วิธีแจกเมโม่ 6 แผ่นก่อนเริ่มประชุม"
ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 ของอเมซอนที่เพิ่งจะตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ได้อุทิศย่อหน้าหนึ่งให้กับแนวทางที่เรียกว่า Six-Page Narrative เขาให้คำอธิบายว่าอเมซอนไม่ทำพาวเวอร์พอยท์หรืออะไรก็ตามที่เป็นรูปแบบสไลด์เลย แต่วิธีที่คนอเมซอนทำกันคือในการประชุมทุกครั้ง จะมีการเขียนเมโม่ความยาวหกหน้าขึ้นมาเพื่อแจกให้ที่ประชุมได้อ่าน ทุกคนจะต้องนั่งอ่านเมโม่หกหน้านั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลาประมาณสามสิบนาที เมื่ออ่านเมโม่กันจนครบแล้วทุกคนในที่ประชุมก็จะเข้าใจภาพตรงกัน และเริ่มต้นพูดคุยถกเถียงไอเดียกันได้
Besoz บอกว่าจริงอยู่ที่คุณภาพของเมโม่ที่ถูกเขียนขึ้นมาจะมีทั้งที่ดีเยี่ยมชัดเจนแจ่มแจ๋วราวกับท่วงทำนองที่นางฟ้าขับร้อง แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีเมโม่เห่ยๆ ที่มาจากคนละโลกกับเมโม่กลุ่มแรก ซึ่งความแตกต่างก็คือคนที่เขียนเมโม่คุณภาพงั้นๆ มักจะนึกว่าเมโม่เหล่านี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการเขียนก็พอแล้ว แต่เมโม่ของดีที่แท้จริงจะต้องผ่านการคิด คำนวณ แก้ไข แต่งเติม เดินไปพักแล้วกลับมาแก้ใหม่ กระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น แต่ก็จะได้เมโม่ที่คุณภาพดี มีขอบเขตที่ชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจในที่สุด
องค์กรอื่นๆ อาจจะลองทำตามดูบ้างนะคะ คราวหน้าที่จะนัดประชุมก็บอกไว้เลยว่าไม่ต้องทำพาวเวอร์พอยท์ แต่ขอเมโม่เจ๋งๆ ให้ทุกคนได้อ่านก่อนเริ่มประชุมแทน 
==============================
ลองอ่านบทความเต็มๆ ตามลิงค์นะคะ ซู่ชิงลองให้ไอเดียว่าถ้าหากไม่ใช้พาวเวอร์พอยท์ การประชุมจะสามารถทำในรูปแบบไหนได้อีกบ้าง และไม่ใช่แค่การประชุมในบริษัทเท่านั้น การเรียนการสอนระหว่างครูกับนักเรียนก็เช่นเดียวกัน
ใครมีไอเดียอะไรมานำเสนอทิ้งคอมเมนต์ไว้พูดคุยกันได้นะคะ ก่อนทิ้งคอมเมนต์อย่าลืมแก้การตั้งค่าจาก Friends and admin page ให้กลายเป็น Public คอมเมนต์ด้วยนะคะ คนอื่นๆ จะได้อ่านได้ค่ะ 


ถือเป็นข่าวดีไม่น้อยสำหรับคนไทย เพราะในเดือน ส.ค. นี้ ทางรัฐบาลได้สั่งยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านในการติดต่อหน่วยงานราชการ ให้สมกับยุคไทยแลนด์ 4.0

การยกเลิกดังกล่าว นับเป็นก้าวแรกของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เริ่มจาก

- เดือนส.ค. 2561 ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านในการติดต่อหน่วยงานราชการ พร้อมเปิดใช้แอพพลิเคชันบอกข้อมูลการให้บริการของรัฐแก่ประชาชน

- เดือน ต.ค. 2561 จะเริ่มยกเลิกสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล

- เดือน ม.ค. 2562 จะเปิดใช้ระบบการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ (Citizen Feedback)

นอกจากนี้ ยังมีข่าวแว่ว ๆ ว่า ในอนาคตจะไม่ใช่เพียงแค่สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น อาจจะมีการขยายผลไปเอกสารสำคัญอื่น ๆ อาทิ ใบเกณฑ์ทหาร เป็นต้น

source : group line



งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการแก้ไขสมอง ที่นักวิทยาศาสตร์หวังจะถอดรหัสภาษาของสมองและเรียนรู้ที่จะทำซ้ำ

นักประสาทวิทยาแห่ง University of California Berkely กำลังสร้างอุปกรณ์ที่มีความสมารถในการ 'แฮค' สมอง เพื่อ 'แก้ไข' ความรู้สึกและความทรงจำได้ ดูเหมือนว่าภาพฝันจากภาพยนตร์เรื่อง 'Total Recall' ดูจะขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะแล้ว

ในงานดังกล่าว นักวิจัยได้ 'เปิดใช้' รวมถึง 'ยกเลิก' การทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาทบางชนิดที่อยู่ในสมองของหนู ด้วยการฉายภาพโฮโลแกรมโดยตรงเข้าสู้สมองของพวกมัน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า 'หน้าต่าง' วิธีการดังกล่าวนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกลุ่มเซลล์ประสาทได้ด้วยความแม่นยำ เป็นจำนวนหลายร้อยครั้งต่อวินาที เพื่อเลียนแบบการที่สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้า

งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการ 'แก้ไข' สมอง ที่นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะถอดรหัส 'ภาษา' ของสมองและเรียนรู้ที่จะทำซ้ำมันได้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการควบคุมความคิด ความทรงจำ และความรู้สึกได้ ราวกับว่าคุณเป็นพระเจ้า

ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีอาจทำให้คุณนึกไปถึง 'การฝังหรือลบความทรงจำ' แต่นักวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ เช่น การทำให้ผู้พิการสามารถควบคุมอวัยวะเทียมได้เช่นเดียวกับแขนขาที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไปจนถึงอำนวยความสะดวกในเรื่องของการรักษาอาการเจ็บปวดโดยไม่ต้องใช้ยา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กว่าที่เราจะสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับมนุษย์จริงๆ ได้นั้น ก็น่าจะยังต้องพัฒนาต่อไปอีกยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ก็เป็นเหมือนการค้นพบเส้นทางที่นำเราให้เข้าใกล้กับการทำงานของระบบประสาทมากขึ้น



ซู่ชิง Jitsupa Chin

คอซีรีส์พลาดไม่ได้ วันนี้ซู่ชิงเลือกซีรีส์ตลกเบาสมองที่ซู่ชิงชอบดูมากๆ บน Netflix มาฝาก 5 เรื่องค่ะ แต่ละเรื่องจะทำให้ดูแล้วอารมณ์ดี ติดงอมแงมแน่นอน ทั้ง 5 เรื่องนี้เราจะดูบนสมาร์ตโฟน Xiaomi Redmi 5 Plus ที่หน้าจอใหญ่สะใจและแบตอึดมากๆ ดูซีรีส์กันได้เต็มอรรถรสแน่นอน

รายละเอียดสเป็ก ราคา และสถานที่จำหน่าย ของ Redmi 5 Plus อยู่ท้ายคลิปนะคะ ใครสนใจสามารถเข้าดูไปข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Mi Thailand และหาซื้อได้ที่ Mi Store ด้วยค่ะ

ใครมีซีรีส์เบาสมองที่ชอบมากและอยากแนะนำให้คนอื่นดูด้วย ฝากไว้ในคอมเมนท์ได้เลยนะคะ




ซู่ชิง Jitsupa Chin

เบื่อไหมคะกับการจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคารจุกจิก? จะทำอะไรก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมไปหมดทุกอย่างเลย แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เค้า โอน จ่าย เติม กด ฟรีหมดแล้ว กับ “SCB Easy Freenomenon” สำหรับคนที่ใช้แอปพลิเคชัน SCB EASY ตอนนี้ยกเลิกค่าธรรมเนียมยอดฮิต 5 ประเภท ให้ทำธุรกรรมได้ “ฟรี” ซึ่งค่าธรรมเนียมที่ยกเลิกก็คือ

1. การโอนเงินข้ามเขตธนาคาร
2. การโอนเงินไปบัญชีต่างธนาคาร
3. การเติมเงิน (Top-up) ต่างๆ ทั้งเติมเงินมือถือ e-wallet Easy Pass และอื่นๆ
4. การจ่ายบิล ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ
5. การกดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขตธนาคาร


ทั้งหมดนี้ ฟรี! ฟรีจริงๆ ไม่มีเงื่อนไขดอกจันอะไรให้ซับซ้อนเลยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ด้วยนะคะ ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณเบลล่า ราณี แคมเปน ที่คราวนี้ไม่ได้มาในลุคแม่นางการะเกด แต่กลายเป็น “เบลล่า มานี” ที่หลุดออกมาจากแบบเรียนของเด็กไทย ถักเปียสองข้างสดชื่นแจ่มใส แสดงออกถึงความเฟรนด์ลี่ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงง่าย เหมือนกับตัวแอปพลิเคชัน SCB EASY เลยค่ะ

#SCBEASY #ฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อคุณ#เบลล่ามานี








[right-side]


ที่มาภาพ: Maxpixel


Posted: 26 Mar 2018 10:33 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

มีผู้ร้องทุกข์ว่าเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลประวัติการสื่อสารของผู้ใช้งานระบบแอนดรอยด์ไว้ ทำให้เฟซบุ๊กออกมาชี้แจงว่าพวกเขาจัดให้มีฟังค์ชั่นปิดระบบไม่ให้บันทึกข้อมูลดังกล่าว และจะมีการเตือนผู้ใช้งานว่าต้องการเปิดระบบนี้หรือไม่ ยัน ไม่ได้เอาข้อมูลไปขาย ด้านสื่อไอทีระบุว่าผู้ใช้งานแอนดรอยด์รุ่นเก่าอาจเผลออนุญาตเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลโดยไม่รู้ตัว

26 มี.ค. 2561 จากกระแสการสืบสวนกรณีเฟซบุ๊กส่งข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานให้เคมบริดจ์อนาไลติกา ทำให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กหลายคนดาวน์โหลดประวัติข้อมูลจากเฟซบุ๊ก มีผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายคนร้องเรียนว่าเฟซบุ๊กได้เก็บข้อมูลประวัติผู้ใช้งานระบบแอนดรอยด์ว่าได้ติดต่อสื่อสารกับใครบ้างเอาไว้เป็นเวลาหลายเดือนจนถึงหลายปี

ผู้ใช้งานระบบแอนดรอยด์หลายคนต่างตื่นตระหนกที่พบว่าเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลเอสเอ็มเอสของพวกเขาในระบบแอนดรอยด์เป็นเวลาหลายปีรวมไปถึงข้อมูลว่าได้โทร. ติดต่อใครบ้าง

การเก็บข้อมูลดังกล่าวนี้มีการอ้างว่าทำไปเพื่อพัฒนาระบบการเสนอเพิ่มเพื่อนและแยกแยะระหว่างบัญชีผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มธุรกิจกับเพื่อนปฏิสัมพันธ์กันจริงออกจากกัน

หลังจากที่สื่อ Ars Technica และ The Verge รายงานเรื่องนี้ทางเฟซบุ๊กก็ออกมาชี้แจงว่าพวกเขาไม่ได้แอบลักลอบเก็บข้อมูลอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นระบบที่แฝงอยู่ในเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์สำหรับแอนดรอยด์อยู่แล้ว และระบุว่าผู้ใช้งานสามารถเข้าไปติดตั้งปิดไม่ให้มีการบันทึกดังกล่าวได้และสั่งลบข้อมูลประวัติการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ด้วย

ในหน้าเพจชี้แจงของเฟซบุ๊กยังระบุอีกว่า เมื่อผู้ใช้งานลงชื่อเข้าใช้งานในเมสเซนเจอร์หรือเฟซบุ๊กไลท์บนระบบแอนดรอยด์ พวกเขาจะเจอหน้าเพจที่เสนอทางเลือกว่าผู้ใช้งานจะเปิดระบบบันทึกข้อมูลการติดต่อสื่อสารของพวกเขาหรือไม่ รวมถึงสามารถเลือก "เรียนรู้เพิ่มเติม" เกี่ยวกับระบบนี้ เลือกที่จะเปิดระบบ หรือ "ข้ามไป" ได้ ทางเฟซบุ๊กชี้แจงอีกว่าพวกเขาไม่ได้ขายข้อมูลการติดต่อปฏิสัมพันธ์ให้องค์กรอื่นใด อีกทั้งระบบนี้ไม่ได้เก็บข้อมูลเนื้อหาสิ่งที่พูดคุยกันระหว่างบุคคลเอาไว้

อย่างไรก็ตาม Ars Technica ระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการปรับแต่งของเฟซบุ๊กว่าผู้ใช้งานบางส่วนอาจจะเผลออนุญาตให้เฟซบุ๊กเก็บข้อมูลดังกล่าวไปโดยไม่รู้ตัวโดยเฉพาะกับผู้ใช้งานแอนดรอยด์ที่เก่ากว่าเวอร์ชั่น 4.1 ที่อนุญาตให้เฟซบุ๊กเข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารของพวกเขาโดยอัตโนมัติ ก่อนที่แอนดรอยด์จะปรับระบบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลให้ดูชัดเจนและละเอียดมากขึ้นในเวอร์ชั่น 16 กระนั้นผู้พัฒนาแอพพลิเคชันก็ยังสามารถข้ามขั้นการขออนุญาตและเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานได้มาเรื่อยๆ จนถึงช่วงเดือน ต.ค. 2560 ที่กูเกิลเพิ่งจะมีการปรับปรุงในเรื่องนี้

The Verge ระบุอีกว่าการเก็บข้อมูลการติดต่อระหว่างผู้ใช้งานเช่นนี้ไม่พบในเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ถึงแม้ว่าแอปเปิลจะอนุญาตให้มีแอพพลิเคชันเฉพาะที่เข้าถึงข้อมูลได้ผ่านฟังค์ชั่นบล๊อคสแปมการโทร. และการสแปมข้อความ แต่แอพพลิเคชันดังกล่าวเหล่านั้นจะต้องได้รับการอนุญาตเป็นการเฉพาะในลักษณะเดียวกับการอนุญาตให้มีการเก็บข้อมูลจากการพิมพ์บนแป้นพิมพ์ (Third-party keyboards) ทั้งนี้ แอพพลิเคชันของ iOS ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงประวัติหรือเนื้อหาข้อความ SMS ได้ แอพพลิเคชันเฟซบุ๊กของ iOS เองก็ไม่สามารถเก็บข้อมูลเหล่านั้นในไอโฟนได้เช่นกัน

เมื่อไม่นานมานี้ยังมีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวเมื่อเฟซบุ๊กถูกกล่าวหาว่าพวกเขาขายข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ 50 ล้านรายชื่อให้กับเคนบริดจ์อนาไลติกา โดยที่เฟซบุ๊กเปลี่ยนระบบการควบคุมความเป็นส่วนตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก แต่ทางเฟซบุ๊กก็ถูกวิจารณ์เนื่องจากเคยปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น และซีอีโอ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ถูกสอบสวนในเรื่องนี้โดยกรรมการรัฐสภาของสหราชอาณาจักรเรียกให้เข้าไปชี้แจงเรื่องที่ทำไมถึงมีการส่งต่อข้อมูลของผู้ใช้โดยปราศจากความยินยอม

เรียบเรียงจาก

Facebook has been collecting call history and SMS data from Android devices, The Verge, Mar. 25, 2018

Facebook scraped call, text message data for years from Android phones [Updated], Ars Technica, Mar. 25, 2018

Fact Check: Your Call and SMS History, Facebook Newsroom, Mar. 25, 2018

[full-post]

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (ที่มา: Facebook/Mark Zuckerberg)

Posted: 22 Mar 2018 03:59 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

มาร์ค ซักเกอเบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กออกมาขอโทษและแจงมาตรการป้องกันเหตุในอนาคต หลังข้อมูลชาวอเมริกัน 50 ล้านคนรั่วไหลเพราะแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊ก แล้วถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์จริตฐานเสียงในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำไปสู่การสาดโคลนฮิลลารี คลินตัน และการเถลิงอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์
เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เมื่อมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กออกมายอมรับว่าข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันจำนวน 50 ล้านคนรั่วไหลจากเฟซบุ๊ก เหตุเพราะบริษัทให้คำปรึกษาเรื่องการเมือง ‘เคมบริดจ์ อนาไลติกา (Cambridge Analytica - CA) ’นำข้อมูลที่เก็บได้จากเฟซบุ๊กออกไปใช้ทั้งๆ ที่เฟซบุ๊กบอกให้ลบข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว

การรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กมีผลกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด สำนักข่าวเดอะออบเซอร์เวอร์รายงานว่า CA ในฐานะที่ปรึกษาหลักของทีมโดนัลด์ ทรัมป์ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เก็บข้อมูลของคนจำนวนหลายล้านคนผ่านเฟซบุ๊กไปใช้ออกแบบแคมเปญหาเสียงที่สามารถจำแนกประเภทของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง เพื่อจะทำการหาเสียงในแบบที่เฉพาะเจาะจง ตรงตามจริตของบุคคล

สำนักข่าวแชนแนลโฟร์ ได้ทำข่าวสืบสวนสอบสวน โดยปลอมตัวเป็นผู้สนใจทำแคมเปญเลือกตั้งในประเทศศรีลังกา เพื่อเข้าไปคุยกับประธานบริหารของ CA อเล็กซานเดอร์ นิกซ์ และได้ข้อมูลว่า CA เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง จัดตั้งองค์กรหุ่นเชิดเพื่อกระจายข่าวสารสู่โซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้ตรวจสอบย้อนกลับมาได้ และยังมีส่วนร่วมกับการโฆษณาโจมตี ฮิลลารี คลินตัน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในธีม “เอาชนะฮิลลารีจอมขี้โกง (Defeat Crooked Hilary)”

ล่าสุด มาร์ค ได้ออกมาขอโทษสำหรับข้อมูลที่รั่วไหลออกไป โดยระบุว่าเจ้าตัวพร้อมที่จะให้การต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯ หรือคองเกรส รวมถึงไม่คัดค้านที่จะให้เฟซบุ๊กยอมรับข้อบังคับเพิ่มเติม ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กยังได้โพสท์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยอมรับว่าข้อมูลรั่วไหลจริง และไล่ไทม์ไลน์เหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานถึง 1,400 ล้านบัญชีต่อวัน

มาร์ค ร่ายไทม์ไลน์เหตุการณ์ไว้ดังนี้

ปี 2550 เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานใส่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเพื่อนของผู้ใช้งาน เนื่องจากต้องการให้เฟซบุ๊กอยู่ในฐานะของสังคมอีกแบบที่จะประกอบด้วยปฏิทินที่จะมีวันเกิดของเพื่อนผู้ใช้งานโชว์อยู่ แผนที่จะระบุที่อยู่และภาพของเพื่อนด้วย และอนุญาตให้แอพฯ ต่างๆ เก็บข้อมูลเหล่านั้นจากผู้ใช้งานแอพฯได้

ในปี 2556 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นามว่า อเล็กซานแดร์ โคแกน สร้างแอพพลิเคชั่นทำนายบุคลิก (Personality quiz app) ที่มีผู้ใช้งานแอพฯ ดังกล่าวราว 3 แสนคน

เดอะการ์เดียน ให้ข้อมูลว่าแอพฯ ที่โคแกนสร้างชื่อ thisisyourdigitallife เป็นแอพทำนายบุคลิกภาพโดยใช้มูลทางจิตวิทยา แอพฯ ดังกล่าวใช้การล็อกอินผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก โดยมีสิทธิที่จะได้ข้อมูลต่างๆ จากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก (ที่สมัครใจให้ข้อมูล) เช่น สิ่งที่แชร์, ไลค์, ข้อมูลของเพื่อนๆ

ด้วยอานิสงค์จากการที่เฟซบุ๊กอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ข้อมูลต่างๆ ได้ตั้งแต่ปี 2007 และการที่ผู้ใช้ 3 แสนคนแชร์ข้อมูลของเพื่อนให้โคแกนเข้าถึงได้ ก็ทำให้โคแกนสามารถเข้าถึงข้อมูลของคนได้มากกว่าสิบล้านคน

ปี 2557 เฟซบุ๊กตัดสินใจจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของแอพฯ ต่างๆ แอพฯ ชนิดของที่โคแกนประดิษฐ์ขึ้นมาก็ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของเพื่อนผู้ใช้งานได้นอกเสียจากเพื่อนผู้ใช้งานจะอนุญาตให้ข้อมูล นอกจากนั้น เหล่าผู้พัฒนาแอพฯ ต่างๆ ต้องขออนุญาตเฟซบุ๊กก่อนในกรณีที่ต้องการขอข้อมูลที่สำคัญจากตัวผู้ใช้

ปี 2558 เฟซบุ๊กทราบข่าวจากนักข่าวของเดอะการ์เดียนว่า โคแกนได้แชร์ข้อมูลจากแอพฯ ของเขากับ CA พฤติการณ์ดังกล่าวขัดกับนโยบายของเฟซบุ๊กเรื่องการแชร์ข้อมูลโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เฟซบุ๊กจึงได้แบนแอพฯ ของโคแกน ทั้งยังได้เรียกร้องให้โคแกนและ CA ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาลบข้อมูลที่ได้มาอย่างไม่เหมาะสมแล้ว ซึ่งทั้งสองก็ได้ยืนยันว่าลบข้อมูลแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฟซบุ๊กทราบข่าวจากนิวยอร์คไทม์ เดอะการ์เดียนและแชนแนลโฟร์ ว่า CA อาจจะไม่ได้ลบข้อมูลที่พวกเขาเคยรับรองว่าลบไปแล้ว เฟซบุ๊กจึงได้แบนการเข้าถึงการบริการจากเฟซบุ๊กทุกรูปแบบของ CA

ทั้งนี้ CA ได้ยืนยันว่าพวกเขาลบข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว และยินยอมให้มีการตรวจสอบโดยบริษัทที่ทางเฟซบุ๊กจ้างมา

มาร์ค กล่าวเพิ่มเติมว่าการรั่วไหลของข้อมูลครั้งนี้เกิดการทำผิดสัญญาระหว่างโคแกน CA และเฟซบุ๊ก แต่เฟซบุ๊กเองก็ผิดสัญญากับผู้ใช้งานในเรื่องการแชร์ข้อมูลกับเฟซบุ๊กด้วยเนื่องจากทางเฟซบุ๊กมีหน้าที่ต้องป้องกันข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กต้องแก้ไข และจะดำเนินการดังต่อไปนี้

หนึ่ง ทางเฟซบุ๊กจะตรวจสอบแอพฯ ทั้งหมดที่เคยเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากก่อนที่จะเปลี่ยนนโยบายในปี 2557 ตรวจสอบแอพฯ ที่น่าสงสัย แบนผู้พัฒนาแอพฯ บนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบ รวมถึงคนที่นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด และจะแจ้งข่าวให้เจ้าของข้อมูลทราบ มาตรการนี้จะถูกนำไปใช้กับเจ้าของข้อมูลที่รั่วไหลไปในเหตุการณ์ที่เกิดจาก CA ด้วย

สอง จำกัดการเข้าถึงข้อมูลของผู้พัฒนาแอพฯ มากกว่าเดิม เช่น ลบข้อมูลของผู้ใช้งานที่ไม่ได้เข้ามาใช้แอพฯ นานกว่า 3 เดือน ให้ผู้ใช้งานเข้าใช้แอพฯ โดยให้ข้อมูลแค่ชื่อ ภาพ และอีเมล์ ให้ผู้พัฒนาแอพฯ เซ็นสัญญาหากต้องการเข้าถึงโพสท์หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ

สาม จะมีเครื่องมือใหม่เพื่อให้ผู้ใช้งานทำความเข้าใจอย่างง่ายๆ ว่าผู้ใช้งานได้ให้แอพฯ ไหนเข้าถึงข้อมูลได้แล้วบ้าง รวมถึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถถอนสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของแอพฯ ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือนี้มีอยู่แล้วในแถบการตั้งค่าเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่เฟซบุ๊กจะนำมาอยู่ด้านบนของนิวส์ฟีดเพื่อให้เห็นได้ง่ายขึ้น

มาร์คยังระบุว่า ตัวเขามีความตั้งใจจริงในการปกป้องสังคมออนไลน์นี้ เขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ว่าเขาและทีมงานจะเรียนรู้จากบทเรียนนี้เพื่อทำให้แพลตฟอร์มและสังคมออนไลน์นี้ปลอดภัยขึ้นสำหรับการใช้งานของทุกคน



แปลและเรียบเรียงจาก

Mark Zuckerberg apologises for Facebook's 'mistakes' over Cambridge Analytica, The Guardian, Mar. 22, 2017

Exposed: Undercover secrets of Trump’s data firm, Channel 4, Mar. 20, 2017

Revealed: 50 million Facebook profiles harvested for Cambridge Analytica in major data breach, The Guardian, Mar. 17, 2017


ซู่ชิง Jitsupa Chin

มีโทรศัพท์เสี่ยวมี่ที่น่าสนใจมาฝากอีกรุ่นแล้วค่ะ

Xiaomi Redmi 5 Plus รุ่นนี้เพิ่งเริ่มขายในเมืองไทยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง ซู่ชิงได้ลองแกะกล่องแล้วประทับใจในความกว้างของจอภาพที่เต็มตามากๆ อันนี้เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจเลยนะคะถ้าหากคุณกำลังมองหาโทรศัพท์หน้าจอใหญ่ ราคาไม่แพง และแบตอึดๆ

มาลองดูสเป็กกันนะ



• จอภาพขนาด 5.99 นิ้ว อัตราส่วน 18:9 ความคมชัดระดับ FHD+ (2160x1080)
• กระจก 2.5D จอแสดงผลแบบขอบมน - ปุ่มสัมผัสบนหน้าจอ
• ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 (ความเร็วประมวลผลสูงสุด 2.0 GHz)
• ชิปประมวลผลกราฟฟิก Adreno 506
• แรมขนาด 3GB และหน่วยความจํา 32GB / แรมขนาด 4GB และหน่วยความจํา 64GB
• กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล • รูรับแสง f/2.2 / จุดพิกเซล 1.25 um
• กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
• แสงไฟ LED สําหรับเซลฟี่ และมีโหมดปรับความงาม Beautify 3.0
• ถ่ายวิดีโอด้วยความละเอียดสูง 1080p ด้วยความเร็ว 30 ภาพต่อวินาที
• รองรับระบบ 2 ซิมการ์ดแบบ 3 ช่องไฮบริด
• รองรับช่องความถี่ GSM: 2/3/5/8
WCDMA: 1/2/5/8 FDD-LTE: 1/3/4/5/7/8 TDD-LTE: 34/38/39/40/41
• เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
• แบตเตอรี่ 4000 mAh
• รองรับ Micro USB และ USB 2.0
• ระบบปฏิบัติการ MIUI 9, Android N
• ขนาด 158.5 x 75.45 x 8.05 มม. น้ําหนัก 180 กรัม
• มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดํา สีทอง สีโรสโกล และสีน้ําเงิน

Redmi 5 Plus เริ่มวางขายแล้วนะคะ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่าย อย่างเช่น ทีจีโฟน เจมาร์ท ราคาเริ่มสำหรับรุ่นแรม 3GB + หน่วยความจำ 32 GB อยู่ที่ 5,790 บาท ส่วนรุ่นแรม 4GB + หน่วยความจำ 64 GB ราคาจะอยู่ที่ 6,990 บาทค่ะ

รอชมรีวิวในรูปแบบคลิปวิดีโอกันเร็วๆ นี้นะคะ




[full-post]


Posted: 15 Mar 2018 12:54 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เดือนที่แล้วทางการจีนแสดงอานุภาพของการสอดแนมด้วย "แว่นตา" ติดกล้องที่มีระบบจดจำและแยกแยะใบหน้า อ้าง สามารถใช้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่งจากกลุ่มฝูงชนในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เรื่องนี้จะเป็นเพียงการอวดอ้างในเชิงขู่เฉยๆ หรือคือหายนะของสิทธิความเป็นส่วนตัวของพลเมืองกันแน่

15 มี.ค. 2561 มีเรื่องน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นส่วนตัว จากเมื่อไม่นานมานี้สื่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีเปิดเผยว่าทางการจีนติดเทคโนโลยีสอดแนมใหม่ให้กับตำรวจเป็นแว่นตาที่มาพร้อมกับระบบจดจำใบหน้า โดยเชื่อมต่อเครื่องมือดังกล่าวนี้กับฐานข้อมูลผู้ต้องสงสัย 10,000 คน ที่ถูกประกาศจับ

สื่อรัฐบาลจีนพีเพิลเดลีระบุว่าเครื่องมือสอดแนมนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ทางการในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ อย่างช่วงตรุษจีน รวมถึงเผยแพร่ภาพตำรวจสวมแว่นระบบจดจำใบหน้าที่มีลักษณะคล้ายแว่นกันแดดพร้อมกับตรวจตราสถานีรถไฟในเมืองเจิ้งโจว สื่อพีเพิลเดลียังคงพยายามโฆษณาอีกว่าแว่นดังกล่าว "มีประสิทธิภาพสูงในการคัดกรอง" ผู้ต้องสงสัยออกจากกลุ่มฝูงชน

บริษัท LLVision เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องมือชิ้นนี้ พวกเขาบอกว่าเครื่องมือจะสามารถระบุตัวตนของบุคคลหนึ่งๆ ผ่านการเทียบกับฐานข้อมูลผู้ต้องสงสัย 10,000 คน ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระบบกล้องแบบติดตั้ง อุปกรณ์นี้สามารถทำให้ตำรวจทางรถไฟเจิ้งโจวจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และบุคคล 26 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารระบุตัวตนของคนอื่นในการเดินทาง

วิลเลียม นี นักวิจัยจีนจากองค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่าอุปกรณ์สอดแนมตัวนี้จะทำให้ทางการจีนมีศักยภาพในการสะกดรอยผู้ต่อต้านทางการเมืองและสืบประวัติชนกลุ่มน้อยได้

บริษัท LLVision พัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้โดยร่วมมือกับตำรวจในหลายมณฑล ตัวของแว่นทำขึ้นโดยอิงหลักการของกล้องวิดีโอแบบสวมใส่ได้ แต่ไม่ได้มีระบบจดจำใบหน้าในตัวมันเอง สนนราคาขายอยู่ที่ 3,999 หยวน (ราวเกือบ 20,000 บาท) และได้วางขายให้นักธุรกิจและบุคคลทั่วไปแล้ว ในส่วนแว่นที่มีระบบสอดส่องหรือที่ทางบริษัทเรียกว่า “เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการระบุตัวตน” ไม่มีการระบุราคาเพราะต้องตีราคาตามการออกแบบแต่ก็ไม่ได้ให้ราคาเกี่ยวกับระบบการตรวจจับใบหน้าที่ใส่เข้าไปด้วย ทั้งยังบอกว่าพวกเขาตรวจสอบลูกค้าอย่างเคร่งครัด และจะไม่เปิดขายแบบเต็มตัวจนกว่าจะทราบว่าผลิตภัณฑ์มีผลกับผู้คนอย่างไรบ้าง

ทางบริษัทให้ข้อมูลกับสื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า ได้ส่งออกแว่นตาประเภทที่ไม่มีระบบสอดส่องไปยังแอฟริกา สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่นแล้ว

นี่เป็นแค่หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนโลกอนาคตที่รัฐบาลพยายามสอดแนมประชาชน บางทีเทคโนโลยีเหล่านี้ก็กลับก่อปัญหาให้กับประชาชนด้วยกันเอง เช่น กรณีของกูเกิลกลาสที่เคยทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะมีคนๆ หนึ่งสงสัยว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังบันทึกภาพของเขาด้วยอุปกรณ์ที่ว่านี้อยู่ สหรัฐฯ เองก็มีเทคโนโลยีการสอดแนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจจับเสียงปืน เครื่องอ่านทะเบียนรถ การขุดเจาะข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีโดรน

เรื่องนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าการกระทำของรัฐบาลจีนเป็นแค่ความต้องการจัดฉากแสดงศักยภาพในการสอดแนมหรือไม่ เช่น กรณีหนึ่งที่มีการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าร่วมกับกล้องวิดีโอวงจรปิดแสดงการจับกุมตัวนักข่าวบีบีซีรายหนึ่งที่ชื่อจอห์น ซัดเวิร์ธ ซึ่งไม่ใช่การจับกุมจริงแต่เป็นแค่การจัดฉากสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลจีนเพื่อทำให้คนรับรู้ถึงอำนาจในการสอดแนมของพวกเขา

เรียบเรียงจาก

Chinese police get facial recognition glasses, Naked Security, Feb., 2018

China’s CCTV surveillance network took just 7 minutes to capture BBC reporter, Tech Crunch, Dec. 14, 2017


ซู่ชิง Jitsupa Chin

ซู่ชิงพาทัวร์ห้องตัวอย่างที่ทั้งสวย โปร่ง โล่ง และอยู่ในทำเลที่แสนจะสะดวกสบาย ของคอนโด Centric รัชโยธิน โครงการแรกของปีจาก SC Asset ใกล้ BTS สถานีรัชโยธิน ลองไปฟังรายละเอียดของคอนโด พร้อมชมเทคโนโลยีอัจฉริยะหลากหลายที่ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Rue Jai (รู้ใจ) กันนะคะ


[full-post]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

แกะกล่อง สนีคพรีวิว Xiaomi Redmi 5A สมาร์ตโฟนสเป็กแรง คุ้มด้วยราคา เพราะว่าเปิดราคามาที่ 2,790 บาท เท่านั้น!

สเป็กโดยย่อ
● หน้าจอ HD ขนาด 5 นิ้ว
● กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
● กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
● ชิปประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 425 (Quad-core, max 1.4GHz)
● แรมขนาด 2GB และหน่วยความจำ 16GB
● ระบบ 2 ซิมการ์ด และมีช่องใส่ MicroSD แยก (เพิ่มได้สูงสุด 128GB)
● แบตเตอรี่ 3000mAh(typ)
● ระบบปฏิบัติการ MIUI 9 บนแอนดรอยด์
● ขนาด: 140 × 70.1 × 8.35 มม.
● น้ำหนัก: 137 กรัม


ใครสนใจครอบครองเป็นเจ้าของ เขาวางจำหน่ายเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ลงทะเบียนรับอีเมลแจ้งเตือนได้ที่ bit.ly/2Ehl5SQ เลยค่ะ ส่วนรีวิวฉบับวิดีโอของซู่ชิงจะมาสัปดาห์หน้านะคะ
#Redmi5A #Xiaomi

ข้อมูล-ภาพ จากเพจ  -  ซู่ชิง Jitsupa Chin 


[right-side]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

พ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกน้อยฝึกภาษาอังกฤษ-จีน แนะนำแก็ดเจ็ตตัวนี้เลยค่ะ แค่หยิบหนังสือนิทานที่เรามีมาวางไว้ตรงหน้า เจ้านกฮูก Luka ก็จะเริ่มอ่านออกเสียงให้ตามหน้าที่เราเปิด เค้ามีหนังสือในไลบรารี่เป็นหมื่นเล่ม ส่วนเล่มไหนที่ยังไม่มี คุณพ่อคุณแม่ก็อัดเสียงเอาเองได้ วันไหนว่างก็อ่านหนังสือกับลูก วันไหนไม่ว่างก็ให้ลูกอ่านกับ Luka นะคะ



ข้อมูลโดย เพจ  -  ซู่ชิง Jitsupa Chin


[full-post]


ซู่ชิง Jitsupa Chin


ในงาน CES ทุกปี จะมีหุ่นยนต์เต็มไปหมด ซู่ชิงพาไปดู 3 หุ่นยนต์ใหม่จากฮอนด้า ว่าแต่ละตัวถูกออกแบบมาให้อยู่ร่วมกับมนุษย์ยังไงบ้าง มีน้อง 3E-A18, 3E-C18 แล้วก็ 3E-D18 ค่ะ ชอบตัวไหนบ้าง ดูแล้วเล่าให้ฟังกันด้วยนะคะ



ข้อมูลโดย เพจ  -   ซู่ชิง Jitsupa Chin


ขับเคลื่อนโดย Blogger.