Posted: 14 Jan 2019 06:12 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 21:12


14 ม.ค. 2562 เมื่อเวลา 11.15 น. เอกราช อุดมอำนวย อาชีพพ่อค้า อายุ 35 ปี ซึ่งปักหลักประท้วงการเลื่อนเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ 11 ม.คโดยการโกนหัว และอดอาหาร ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ได้เดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มายังสำนักงาน กกต. เพื่อขอพบอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เพื่อสอบถามถึงวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

“วันนี้ตั้งใจจะมาพบกับประธาน กกต.ให้ได้ เพื่อสอบถามความชัดเจนในเรื่องของวันเลือกตั้ง ผมจะปักหลักอยู่ตรงนี้เพื่อพบกับประธาน กกต. ก่อนหน้านี้ผมได้ไปปักหลักประท้วง เพื่อเรียกร้องที่บริเวณอนุสาวรีย์อดข้าวมาแล้ว 3 วัน” เอกราชกล่าว

เอกราช ได้ยื่นหนังสือที่จุดรับเรื่องร้องเรียนตามขั้นตอนแล้ว และแจ้งต่อ ปัญญา ศักดิ์ศิริโกศล พนักงานการเลือกตั้ง ว่าจะขอพบประธาน กกต. แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่า ประธาน กกต.ติดประชุม แต่เอกราชยังยืนยัน ที่จะรอพบประธาน กกต

ต่อมาเวลา 15.07 น. เอกราช ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ จอ จาน โดยระบุว่า วันนี้ได้มานั่งรอ ประธาน กกต. ทั้งวัน แม้เวลาเพียงหนึ่งนาทีก็ไม่มาสามารถมาพบกับตนได้ ตนเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นหากเทียบอายุกับ ประธาน กกต. ซึ่งมีอายุมากกว่าหนึ่งเท่าตัว เป็นเด็กที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ต้องการจะสอบถามถึงวันเลือกตั้งที่ชัดเจน แต่ก็ไม่คำตอบ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะ ประธาน กกต หน่อมแน้ม เกินไปจนไม่กล้ามาพบเด็ก

เอกราชกล่าวต่อว่า คำถามที่จะถามประธาน กกต. มีด้วยกันทั้งหมด 3 ข้อคือ 1.เหตุใดจึงยังไม่แจ้งวันเลือกตั้งที่ชัดเจน และไม่กำหนดวันเลือกตั้งที่ยังไม่เป็นทางการออกมาก่อน 2.ทำไม่จึงไม่ติดตาม หรือกดดันรัฐบาลในขั้นตอนของการออก พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งทั่วไป 3.เรื่องกรอบการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ กกต. มีกรอบการตีความอย่างไร

“ระหว่างที่นั่งรออยู่ก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาบอกให้กลับไปเถอะ เพราะเป็นข่าวแล้ว ผมก็บอกไปว่าผมไม่ต้องการเป็นข่าว ผมมาเคลื่อนไหวเพราะผมต้องการให้มันมีรูปธรรมเกิดผลจริง ผมรอการเลือกตั้งอยู่ในฐานะพ่อค้า ประชาชน ไม่ใช่คนหน้าเดิม หรือคนจำนวนน้อย ผมเป็นตัวแทนของคนจำนวนมากที่เขามองอยู่เฉยๆ เขาได้แต่มองตาปริบๆ แต่ไม่ได้มีโอกาสได้มาพูด ผมมีโอกาส ผมมีเวลา ผมทำได้ ผมก็เลยทำ” เอกราช กล่าว

[right-side]


Posted: 14 Jan 2019 06:15 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 21:15


ใบตองแห้ง

ไม่เลื่อน Vs ไม่เลือก บ.ก.ลายจุดโพสต์คำคม วันนี้มีคน 2 ประเภท คนไม่อยากให้เลื่อนเลือกตั้ง กับคนไม่เอาเลือกตั้ง ที่ออกมาด่าประณาม ไล่คนอยากเลือกตั้งออกนอกประเทศ

คนพวกหลัง หน้าตาซ้ำเดิมทั้งนั้น พวกขัดขวางเลือกตั้งกระทั่งเกิดรัฐประหาร มีความสุขกับระบอบเผด็จการยั่งยืนนานสี่ห้าปี มีสภาแต่งตั้ง มีองค์กรอิสระหน้าห้อง แล้วบอกว่านี่คือระบอบคนดีมีศีลธรรม

อาการที่แสดงออก มันบอกว่าพวกเขาไม่ใช่แค่อยากให้เลื่อนเลือกตั้ง แต่ใจจริง ไม่ได้อยากกลับสู่เลือกตั้งด้วยซ้ำไป อยากให้เผด็จการอยู่ชั่วกัลปาวสาน แต่หมดข้ออ้าง พอมีเหตุให้เลื่อนเลือกตั้ง ก็มีความหวังริบหรี่ ต่อลมหายใจ หรือหวังว่าจะมีอะไรพลิกผันในเฮือกสุดท้าย

ที่ตั้งคำถามว่าเดือดร้อนอะไร กับการเลื่อนเลือกตั้งไปไม่กี่วัน มีรัฐบาลใหม่หลังพระราชพิธี ก็ต้องย้อนถามเช่นกันว่าเดือดร้อนอะไร ถ้ารีบเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลใหม่มาจัดพระราชพิธี

ซึ่งบางทีอาจเป็นประยุทธ์คนเดิมก็ได้ แต่ต่างความหมาย เพราะเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็จะหมด ม.44 เมื่อมีรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ประเทศนี้ก็จะกลับสู่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นที่เป็นมาหลายสิบปี

ฉะนั้นที่ถกเถียงกัน ถ้าแยกเสียใหม่ก็ได้ 2 ประเภท คือคนที่อยากให้รัฐบาลเผด็จการจัดพระราชพิธี กับคนที่อยากให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งมาเป็นตัวแทนประชาชนถวายความจงรักภักดี ถามว่าคนที่คิดอย่างนี้ผิดด้วยหรือ

ว่าที่จริง คนที่เชียร์ประยุทธ์อยู่ต่อไม่น่าจะวิตกกังวลอะไร ถ้าเชื่อในพลังประชารัฐ ถ้าเชื่อสังศิตโพล พรรคเพื่อแม้วเพื่อไทยไม่มีทางสู้ได้ ขนาดต้องไปปราศรัยบนรถกระบะ รีบเลือกตั้งซะ ในช่วงที่เพิ่งแจกเงินคนจน แจกแต๊ะเอียตรุษจีน ให้ประยุทธ์รีบกลับมาเป็นนายกฯ จัดพระราชพิธีอย่างสง่างาม ไม่ดีกว่าหรือ

แต่ความเป็นจริงก็รู้กัน มันจะไม่เป็นอย่างนั้นสิ ภายใต้กระแสรุมกระหน่ำ พรรคไหนหาเสียงก็ยำผลงานรัฐบาล สี่ปีกระเป๋าแฟบ ยิ่งอัดนโยบายประชานิยมโค้งสุดท้าย ยิ่งกลายเป็นเอาเปรียบ บวกกับใช้อำนาจเอื้อพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนตัวเอง

กระนั้นเลื่อนเลือกตั้งไปจะได้เปรียบหรือ เผลอๆ จะยิ่งกระแสตก สมมติเลือกตั้ง 24 มี.ค. ไม่ใช่รอ 60 วันค่อยประกาศผลหลังพระราชพิธีนะครับ ไม่เกินวันรุ่งขึ้น ประชาชนก็จะรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ สมมติพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อประยุทธ์เป็นนายกฯ แล้วกลับได้ส.ส.ไม่ถึง 50 หรือพรรคฝ่ายไม่เอาสืบทอดอำนาจได้ส.ส.เกินครึ่ง

ถามว่าประยุทธ์จะแบกหน้าต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในช่วง 60 วันนั้นอย่างไร

วันนี้สิ่งที่หลายคนกังวลคือกลัวความไม่ชัดเจน กลัวเลื่อนไปเรื่อยๆ เสียมากกว่า ถ้าชัดเจนว่าเลือกตั้ง 10 หรือ 24 มี.ค. แม้ต้องรอรัฐบาลใหม่เดือนมิถุนาฯ กระแสคัดค้านก็จะบรรเทาลง

หันกลับไปมองภาพรวม ตั้งแต่เปิดให้หาเสียงมา 2-3 เดือน บรรยากาศการเมืองก็เปลี่ยนไป กลายเป็นบรรยากาศที่อำนาจเบ็ดเสร็จเริ่มควบคุมไม่ได้ แม้ยังมี ม.44 อยู่ในมือ เพราะเมื่อเปิดให้หาเสียง พรรคการเมืองต่างๆ ก็แข่งขันกันวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สังคมเริ่มมีเสรีภาพ มีคนกล้าท้าทายมากขึ้นๆ

นี่ขนาดยังไม่เลือกตั้ง ยังไม่หมด ม.44 ถ้ามีรัฐบาลใหม่ ต่อให้ประยุทธ์สืบทอดอำนาจได้ ก็ลองคิดดูว่าจะอยู่อย่างไร

นี่คือภาพที่พวกไม่เอาเลือกตั้ง พวกอีลิทเก่า พวกอนุรักษนิยม วิตกกังวล มีเลือกตั้งเมื่อไหร่ ระบอบอำนาจของพวกเขาก็นับถอยหลังสู่การพังทลาย ต่อให้ประยุทธ์สืบทอดอำนาจได้ ด้วยพรรคพลังประชารัฐ พวกนี้ก็อิหลักอิเหลื่อที่จะต้องพึ่งฐานเสียงนักการเมืองเก่า พึ่งการกวาดต้อนส.ส.ที่พวกตนเคยด่าทอว่าน้ำเน่า เข้ามาค้ำรัฐบาลเป็นก๊กเป็นเหล่า เข้ามามีอำนาจต่อรอง ที่เคยสงวนไว้เฉพาะพวกตัว

คนเหล่านี้มีความคิดฝังหัว เผด็จการดีที่สุด เครื่องแบบนักเรียนดีที่สุด หวาดกลัวการเลือกตั้ง หวาดกลัวความคิดใหม่ ความคิดเสรี ขนาดจะเข้าสู่เลือกตั้งยังปลุกผีย้อนยุค ไม่น่าเกิด 14 ตุลา ไม่น่าไล่ถนอม ประภาส รัฐประหารวางยุทธศาสตร์ชาติ นักการเมืองจะเข้ามาย่ำยี

คนเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อยของสังคมไทย แต่เสียงดัง เพราะอิงอำนาจ ปืน กฎหมาย รวมถึงอำนาจทางวัฒนธรรมที่ครอบงำความคิดคนไทย คนพวกนี้จะสร้างกระแสอยู่ตลอด เพื่อให้ยื้อการเลือกตั้งไปยาวๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ท้ายที่สุดก็คือไม่อยากให้มีเลือกตั้ง อยากให้เผด็จการอยู่ไปนานๆ

นี่ถ้าล้มเลือกตั้งได้ ก็คงล้มไปแล้ว แค่ยังหาเหตุไม่ได้เท่านั้นเอง



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2074887


Posted: 14 Jan 2019 06:21 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 21:21


ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนรัฐเท็กซัสกับเม็กซิโกก็ถูกต่อต้านจากชาวเท็กซัส เพราะพวกเขาถูกเสี่ยงเวนคืนพื้นที่ ด้านนักบวชคาทอลิกก็กังวลว่าโบสถ์อายุ 150 ปี ที่ใช้จัดพิธีสำคัญก็อาจถูกรื้อถอนเพราะโครงการกำแพงดังกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ดูแบบจำลองของกำแพงกั้นชายแดนรูปแบบต่างๆ ที่ออเท เมซา รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 13 มี.ค. 2018 (ที่มา: CBP.gov/Wikipedia)

14 ม.ค. 2562 สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) และหน่วยวิศวกรรมกองทัพสหรัฐฯ เคยส่งจดหมายไปถึงเจ้าของที่ดินในพื้นที่รัฐเท็กซัสแจ้งความประสงต้องการเข้าถึงที่ดินของพวกเขาเพื่อการสนับสนุน "โครงสร้างพื้นฐานชายแดนจากคำสั่งของสภาคองเกรสตามการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2562" และโครงการอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งหมายถึงการต้องการใช้ที่ดินของพวกเขาในการสร้างกำแพงปิดกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโกในรัฐเท็กซัสนั่นเอง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนชาวสหรัฐฯ รัฐเท็กซัส ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับโครงการกำแพงของโดนัลด์ ทรัมป์ เลย หนึ่งในนั้นคือ เนย์ดา อัลวาเรซ ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ติดอยู่กับชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ในเมืองริโอแกรนด์ของรัฐเท็กซัส

อัลวาเรซและเจ้าของที่ดินรายอื่นๆ ในริโอแกรนด์วัลเลย์ได้รับจดหมายดังกล่าวจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพื่อขอ "เข้าถึง" ที่ดินของพวกเขาเพื่อดำเนินการในด้านต่างๆ แต่ทนายความและผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่านั่นเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่พยายามจะยึดที่ดินของชาวเท็กซัสโดยอาศัยอำนาจการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตามการยึดที่ดินของประชาชนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นหนทางขรุขระสำหรับแผนการที่รัฐบาลทรัมป์พยายามการสร้างกำแพงหลายร้อยไมล์ระหว่างพรมแดนเม็กซิโกและสหรัฐฯ ซึ่งจะทาบผ่านบ้านเรือนของประชาชนทั่วไปอย่างอัลวาเรซด้วย

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดนเม็กซิโกในเท็กซัสเพื่อสร้างกำแพง 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว โดยประกาศว่ามีแผนการจะสร้างภายในเดือน ก.พ. นี้ แต่ก็ทำให้คนในพื้นที่ไม่ยอมให้พวกเขามายึดที่ดินไปง่ายๆ และเตรียมพิพาทคดีนี้ในชั้นศาล และหนึ่งในคนที่ประกาศต่อต้านกำแพงนี้อย่างแข็งขันคืออัลวาเรซเอง เธอบอกว่าเธอตั้งการเขียนคำว่า "ไม่เอากำแพงกั้นพรมแดน" บนหลังคาของเธอเพื่อให้โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เห็นเวลาที่เขายินมาเยี่ยมชมพื้นที่สร้างกำแพงในเท็กซัส เธอบอกว่าที่เธอไม่ยอมเพราะเธอจะถูกไล่ที่ด้วยเหตุนี้

อิเฟรน อี โอลิวาเรส ผู้อำนวยการโครงการด้านความเป็นธรรมทางเชื้อชาติสีผิวและเศรษฐกิจของโครงการสิทธิพลเมืองเท็กซัสกล่าวว่ามีเจ้าของที่ดินราว 100 คน ที่ได้รับจดหมายจากทางการขอสำรวจพื้นที่ แต่ทว่าการสำรวจดังกล่าวนี้เป็นขั้นตอนแรกของรัฐบาลในการเวนคืนที่ดิน โดยหลังจากที่รัฐบาลมองว่าที่ดินของประชาชนเหล่านี้เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขาก็จะขอซื้อหรือไม่ก็นำเรื่องขึ้นศาลในการบีบให้เจ้าของที่ดินขายให้รัฐบาล

ทางกลุ่มสิทธิพลเมืองเท็กซัสพยายามโต้ตอบรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ตามบ้านเพื่อบอกให้พวกเขารู้ถึงสิทธิที่พึงมีของตัวเองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเซนต์สัญญายินยอมให้ทางการเข้าถึงที่ดินของพวกเขาก็ได้ นอกจากนี้ยังพยายามให้ความรู้ประชาชนเรื่องนี้ผ่านทางโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตและสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วย อย่างไรก็ตามโอลิวาเรสบอกว่าในกระบวนการศาลนั้นประชาชนในสหรัฐฯ อาจจะต่อสู้ได้ยากหน่อยเพราะศาลรัฐบาลกลางมักจะเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลเมื่อมีการอ้างเรื่องการเวนคืนด้วยสาเหตุเรื่อง "ความมั่นคง"

สื่อวอชิงตันโพสต์รายงานอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ทรัมป์เคยพยายามไล่ที่แม่ม่ายผู้อาศัยในแอตแลนติคซิตี รัฐนิวเจอร์ซี เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างลานจอดรถลีมูซีนของทรัมป์พลาซาคาสิโนที่เขาเป็นเจ้าของ แต่ในคราวนั้นศาลนิวเจอร์ซีตัดสินคัดค้านทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเจ้าของบ้านก็ย้ายไปที่แคลิฟอร์เนียนำบ้านของเธอขึ้นประมูลและถูกรื้อถอน ในตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่จอดรถว่างเปล่าหลังสถานบันเทิงที่ไร้ชีวิต แต่ทรัมป์ก็ยังพยายามสนับสนุนการเวนคืนเหล่านี้

หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเวนคืนสร้างกำแพงของทรัมป์คือเขตมิสซังคริสต์นิกายคาทอลิกแห่งบราวน์วิลล์ มีโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อลาโลมิตาเป็นโบสถ์ที่มีอายุมากกว่า 150 ปีเสี่ยงจะถูกเวนคืน ทำให้พวกเขาต่อสู้คดีกับทางรัฐบาล เพื่อปกป้องพื้นที่ที่เป็นแหล่งพิธีกรรมของคนในชุมชนอย่างพิธีมิสซา การแต่งงาน และงานศพ ในศาสนสถานของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรม "วันอาทิตย์ใบลาน" ซึ่งเป็นพิธีสมโภชจัดในวันอาทิตย์ 1 สัปดาห์ก่อนอีสเตอร์ ที่มีคนเข้าร่วม 2,000 คน ทุกปี

แมรี แมคคอร์ด ศาตราจารย์ด้านกฎหมายและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ เป็นคนที่กำลังทำคดีให้กับชาวคริสต์ในบราวน์วิลล์อยู่ เขาบอกว่าสำหรับบิชอปแห่งบราวน์วิลล์ แดเนียล อี ฟลอเรส แล้ว การให้รัฐบาลเข้าถึงที่ดินของศาสนสถานนี้อาจจะกลายเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลเข้ามายึดพื้นที่ของพวกเขาไปซึ่งจะเป็นการละเมิดความเชื่อและหลักปฏิบัติของนิกายคาทอลิก ฟลอเรสบอกว่าการสร้างกำแพงในพื้นที่ของเท็กซัสจะกลายเป็นภาระให้กับการทำกิจกรรมทางศาสนาและรัฐบาลก็ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะสร้างกำแพง

รัฐบาลมีคำร้องขอเข้าถึงที่ดินแห่งนี้มาเป็นเวลาราว 1 ปี แล้ว โดยจะมีการรับฟังคำไต่สวนข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในเดือน ก.พ. ที่จะถึงนี้

เรียบเรียงจาก

Trump’s wall needs private property. But some Texans won’t give up their land without a fight., The Washington Post, 10-01-2019

As Trump visits border, Texas landowners prepare wall fight, AP, 11-01-2019

[full-post]


Posted: 14 Jan 2019 07:02 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 22:02


นักศึกษา-อาจารย์จุดเทียนพร้อมเปิดป้าย "อยากเลือกตั้ง" อีกครั้งที่หน้าอาคารคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ พร้อมติดป้ายผ้าเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 2 "รธน.ม.2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย"และ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ขณะที่สโมสรนักศึกษานิติศาสตร์ มช. เรียกร้องรัฐบาลและ กกต. คืนอำนาจสู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือ 24 กุมภาพันธ์ 2562





ที่มาของภาพ: "นักข่าวพลเมือง"

14 ม.ค. 2562 เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ด้านหน้าอาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีกลุ่มนักศึกษานิติศาสตร์ได้จัดกิจกรรม “เปิดป้ายอยาก เลือกตั้ง (อีกครั้ง) และร่วมจุดเทียนให้แสงสว่างแก่มหาวิทยาลัยและสังคมแห่งนี้” โดยมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาต่างมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวจำนวนมาก สำหรับผืนผ้าเขียนข้อความ "อยากเลือกตั้ง" ถูกแขวนไว้ด้านหน้าอาคารเมื่อสัปดาห์ก่อนเมื่อ 10 ม.ค. ที่่ผ่านมา ก่อนมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสอบถามผู้ติดป้าย และมีผู้ปลดผืนผ้าดังกล่าวลงในช่วงสุดสัปดาห์

นอกจากป้ายผ้า "อยากเลือกตั้ง" ที่นำมาติดใหม่แล้ว กลุ่มนักศึกษายังมีการติดป้ายผ้าเขียนข้อความ "รธน.ม.2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย"และ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" บริเวณทางเข้าอาคารด้วย



ที่มา: Facebook/Walk to Vote

นอกจากนี้สโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้จัดเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือ 24 ก.พ. 2562 โดยตอนหนึ่งระบุว่า "การเลือกตั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในราชอาณาจักรไทย ซึ่งนักศึกษาก็ถือได้ว่าเป็นพลเมืองที่ได้รับสิทธิการเลือกตั้งตามกฎหมาย ความไม่ชัดเจนของวันเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงวันเลือกตั้งออกไปนั้น ย่อมกระทบต่อสิทธิของนักศึกษาโดยตรง ทั้งยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนตลอดจนนานาประเทศ ในการนี้เราจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง และรัฐบาลดำรงคงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี พร้อมทั้งยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย โดยการคืนอำนาจสู่ประชาชนผ่านการจัดการเลือกตั้งตามเดิมที่ได้ประกาศไว้คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562"

"สุดท้ายนี้ สโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันเป็นระบอบที่ประกันสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน โดยคาดหวังให้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด"

[full-post]


Posted: 14 Jan 2019 07:07 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 22:07


ใบตองแห้ง

สวนดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชนคิดอย่างไรกับการเลื่อนเลือกตั้ง ความเห็นอันดับ 1 เป็นไทยมาก ยังกับลุงตู่มาเอง 31.50% “ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวมไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง” อันดับถัด ๆ ไปค่อยแสดงความไม่เห็นด้วย (ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีตั้งคำตอบให้เลือก)

แต่พอถามว่าเลื่อนเลือกตั้งคุ้มหรือไม่ 63.75% ก็บอกไม่คุ้มค่า เพราะกระทบความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจการเมืองขาดเสถียรภาพ เสื่อมเสียภาพลักษณ์

นั่นแสดงว่า คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่คนส่วนน้อยอยากทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ใช่แค่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งรับใบสั่งออกมาเคลื่อนไหว อย่างที่ผู้บัญชาการทหารบก ลูกชายอดีตประธาน รสช. กล่าวหา

ซึ่งโลกออนไลน์สวนทันควันว่า “ตอนออกไปไล่พ่อคุณ ผมก็ไปเองไม่ต้องมีใบสั่ง (โว้ย)” (ดัดแปลงภาษาพ่อขุนรามแล้ว)

การเลื่อนเลือกตั้งแม้มีเหตุผลเห็นพ้องกันว่าต้องจัดพระราชพิธี แต่ที่กระทบความเชื่อมั่นก็เพราะรัฐบาล คสช. เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ยึดอำนาจมาจะ 5 ปี “ขอเวลาอีกไม่นาน” ร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ร่างกฎหมายเกือบ 2 ปี ประกาศใช้แล้วยังมีบทเฉพาะกาลยืด 3 เดือน รับปากไปทั่วโลกก็ยังเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เห็นชัดว่าต้องการยื้อเวลาให้นานที่สุด

กระทั่งการประกาศผลเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญให้เวลา กกต. 60 วัน แต่ความเป็นจริง กกต.ไม่เคยใช้เวลาขนาดนั้น เลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 กกต.ประกาศผล 3 ม.ค. 2551 เลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 กกต.ประกาศผล 12 ก.ค. 2554 ครั้งนี้ กกต.ก็บอกว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน (ซึ่งถ้าเลือกตั้ง 24 ก.พ. ก็จะได้รัฐบาลใหม่ทันจัดพระราชพิธี) แต่วิษณุ เครืองาม ยังชักใบให้เรือล่ม อ้างว่าระบบบัตรใบเดียวร้องคัดค้านกันมากกว่า

การที่ประชาชนรู้ผลไม่เป็นทางการ รู้ว่าพรรคไหนชนะ รู้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ตั้งแต่คืนวันเลือกตั้ง แต่ต้องรอนาน 2 เดือน ระหว่างนั้นมันจะเกิดความอึมครึม ปั่นป่วน ไม่ไว้วางใจ และไม่สงบ

การยื้อเวลาทุกวินาที ใช้ทุกโอกาส เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป ประกอบกับคำพูดแบบ “ประชาธิปไตยต้องไม่วุ่นวาย” ประชาชนอย่าให้นักการเมืองหลอก คสช.อุตส่าห์นำบ้านเมืองกลับสู่ความสงบ เหมือนเพลง “ในความทรงจำ” อย่าให้ใครมาทำลาย ฯลฯ

เหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ คสช.จะไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจ กองทัพจะไม่เลิกคุกคามการเมือง (ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2560 ให้นั่งคุมวุฒิสภาและกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ) โดยอาจยอมไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง หากประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ ต่อ (ทั้งที่ขอเพียง 126 ส.ส.+250 ส.ว.) หรือไปต่อได้ แต่ถูกต่อต้านหนักจากกระแสประชาธิปไตย

ท่าทีของกองทัพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจึงสำคัญ ผู้นำต้องนิ่ง ไม่เลือกข้าง ปล่อยให้การเมืองเดินไปตามครรลองประชาธิปไตย (ที่ไม่เต็มใบอยู่แล้ว) อย่าก้าวร้าว อวดเบ่ง กล้ามใหญ่ ทำตัวเป็นผู้ควบคุมประเทศ มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู

อย่าลืมว่า 5 ปีที่ผ่านไป ความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อทหาร ก็เป็นอย่างที่หม่อมอุ๋ยเขียนไว้ “ความรู้สึกที่ว่าทหารมีอภิสิทธิ์เหนือพลเรือนและความรู้สึกที่ว่าทหารทำตัวเป็นผู้ปกครอง เมื่อนานไปก็มีผลให้ประชาชนทั่วไปไม่ชอบทหารมากขึ้นทุกที ความรู้สึกไม่พอใจทหารในขณะนี้ไม่ต่างจากช่วงเวลา พ.ศ. 2510 ถึง พ.ศ. 2516 หากปล่อยให้สะสมมากขึ้นต่อไป อาจจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองได้”

ยังจำได้ไหม “สุไม่เอาให้เต้” คนลุกฮือเพราะอะไร เพราะเป็นคำพูดแบบทหารใหญ่ ที่ไม่เห็นหัวประชาชนเลยสักนิด



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/272866

[full-post]

การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2561 แฟ้มภาพ

Posted: 14 Jan 2019 07:23 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 22:23


14 ม.ค. 61 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดา มีนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จำนวน 7 คน ได้แก่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ รังสิมันต์ โรม สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ ชลธิชา แจ้งเร็ว สิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อานนท์ นำภา และณัฏฐา มหัทธนา ซึ่งจัดชุมนุมที่บริเวณข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 61 หรือ “RDN50”

ประชาชนชุมนุมต้าน คสช. ยื้อเลือกตั้ง สืบทอดอำนาจ ตำรวจคุมพื้นที่เข้ม

คสช.แจ้งจับ 7 แกนนำ 'อยากเลือกตั้ง' พร้อม 43 ผู้ร่วมชุมนุม อนุสาวรีย์ ปชต.

จำเลยทั้งหมดถูกดำเนินคดีตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง และความผิดตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/58 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานทูตเยอรมันนีเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการพิจารณาคดี
รวมคดี “โรม” กับจำเลยทั้ง 6 คน

คู่ความได้แถลงร่วมกันว่า ภายหลังจากที่ได้มีการดำเนินคดีจำเลยทั้ง 6 คน เป็นคดีดำที่ 2893/2561 ซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 61 ซึ่งศาลได้สอบคำให้การจำเลยทั้ง 6 คน ไปแล้ว จากนั้นจึงเลื่อนนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมาเป็นวันนี้ และได้พิจารณาคำร้องขอรวมคดีกับคดีดำที่ 1197/2561 ซึ่งมีรังสิมันต์ โรม เป็นจำเลยที่ถูกแยกฟ้องมาคนเดียวก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ คู่ความแถลงว่าเนื่องจากทั้ง 2 คดี เกิดเหตุในวันเดียวกัน มีพยานและหลักฐานชุดเดียวกัน หากรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันจะเป็นการสะดวก ศาลเห็นชอบจึงอนุญาตให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน จากนั้นศาลให้โจทก์และจำเลยตรวจพยานหลักฐาน
คู่ความตรวจพยานหลักฐาน

โจทก์ได้แถลงขอส่งเอกสารในคดี คดีดำที่ 2893/2561 เป็นหลักเนื่องจากเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มีพยานเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งมีพยานหลักฐานที่น่าสนใจ อาทิ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการทางกฎหมายของ คสช. ,พนักงานสอบสวน และภาพถ่ายและบันทึกคำปราศรัยของจำเลย

ด้านทนายความจำเลยทั้ง 7 คน อ้างพยานหลักฐานร่วมกัน อาทิ พยานเอกสารจำนวน 6 ฉบับ และแผ่นวีซีดี 1 แผ่น โดยมีพยานหลักฐาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ รวมถึงบันทึกคำปราศรัย

ด้านทนายความจำเลยได้แถลงแนวทางการต่อสู้คดีระบุว่า จำเลยทั้ง 7 คน ไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเจตนายุยง ปลุกปั่น ให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน แต่แท้จริงแล้วการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อให้ประเทศเกิดประชาธิปไตย ขณะที่การวิพากษ์ วิจารณ์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ โดยสุจริตและเป็นธรรม

ในเวลาต่อมาคู่ความเห็นรวมกันว่า เนื่องจากการรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันทำให้มีคู่ความเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันจำเลยหลายรายติดนัดความคดีอื่น ๆ อีก ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยใหม่ ศาลจึงมีคำสั่งนัดสืบพยานในคดีนี้ใหม่เป็นวันที่ 1-2, วันที่ 6-9, และ 13-15 ส.ค. 2562
เลื่อนฟังคำสั่งคดี Army57 และ UN62

นอกจากนั้นในวันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ยังมีคดีคนอยากเลือกตั้ง (แกนนำ) จัดชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก(Army57) เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 61 เดินทางเข้ารับทราบคำสั่งของพนักงานอัยการที่สำนักอัยการสูงสุด กอง 7 โดยบุคคลที่ต้องรับทราบคำสั่งอีก 9 คน โดยอัยการได้เลื่อนการสั่งออกไปอีก 1 นัด และนัดให้ผู้ต้องหาเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อ ฟังคำสั่งเป็นวันที่ 28 ก.พ. 25662

ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำคนอยากเลือกตั้งจัดการชุมนุมบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) และหน้าที่ทำการสหประชาชาติ(UN62) อัยการได้เลื่อนฟังคำสั่งเป็นวันที่ 15 มี.ค. 2562 ยังไม่คำสั่งชัดเจนว่าจะฟ้องคดีในวันดังกล่าวหรือไม่


Posted: 14 Jan 2019 08:22 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 23:22


นิธิ เอียวศรีวงศ์

วันศุกร์เข้าเสาร์แทรกอีกวันหนึ่งของผมเกิดขึ้นเมื่อเลี้ยวขวาตรงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง พร้อมรถเลี้ยวขวาอีกหลายคัน ผมได้ยินเสียงแก็กๆ เมื่อรถวิ่ง จึงจอดลงข้างทางเพื่อดูว่าผมไปเหยียบตะปูหรืออะไรมา แต่ไม่พบทั้งสี่ล้อ จึงรอให้รถคันอื่นวิ่งผ่านไปให้หมดเสียก่อน เพื่อจะลองใหม่ให้แน่ใจว่าเสียงดังว่านั้นมาจากรถผมแน่

ระหว่างนั้น ผมสังเกตเห็นรถตรวจการณ์คันหนึ่งซึ่งเลี้ยวขวามาเหมือนกัน จอดชิดขอบทางข้างหน้าผม เข้าใจในตอนนั้นว่าเขาคงมีธุระแถวนั้น แต่เมื่อผมออกรถวิ่งช้าๆ แซงหน้าเขาไปเพื่อฟังเสียงซึ่งทำให้แน่ใจว่าเป็นของรถผมเองแน่ จึงจอดเข้าข้างทางใหม่เพื่อดูว่าโดนอะไร แต่ก็ไม่พบ แต่เสียงบอกให้รู้ว่าน่าจะเป็นล้อหลังด้านซ้าย ผมสังเกตเห็นรถคันนั้นวิ่งช้าๆ ตามมาและเข้าจอดชิดไหล่ทางข้างหลังผมไปสัก 10 เมตรอีกนั่นแหละ

ผมออกรถใหม่พร้อมเปิดหน้าต่างทุกด้านเพื่อฟังให้ชัด กะว่าเมื่อได้ยินเสียงแล้วต้องกะให้สิ่งที่ตำยางรถผมหมุนขึ้นพ้นพื้นถนนเสียก่อน คราวนี้ประสบความสำเร็จ คือเห็นแผ่นเหล็กเสียบอยู่บนยางรถล้อหลังด้านซ้ายจริง หันกลับไปดูรอบตัวก็ได้เห็นรถคันดังกล่าวจอดอยู่ด้านหลังอีกเหมือนกัน

จึงแน่ใจแล้วว่าเขาคงวิ่งตามมาและจอดเพื่อให้ความช่วยเหลือ ผมเดินตรงเข้าหารถตรวจการณ์คันนั้น คนขับลงจากรถและบอกว่า ผมได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าคุณมีปัญหาแน่ จึงตามมา

เมื่อมาถึงรถผม เขาก็ชี้ให้ดูเหล็กแผ่นนั้นอีก แล้วเอื้อมมือเหมือนจะไปดึงมันออก ผมรีบห้ามไว้และบอกว่า หากดึงออกยางจะแฟบลงเลย ผมจะประคองมันไปร้านปะยาง เขาท้วงว่าหากขืนวิ่งไปพร้อมเหล็กแผ่นนั้นทิ่มยางอยู่ กว่าจะถึงร้านยางก็เสียจนปะไม่ได้แล้ว เขาถามผมว่ามียางอะไหล่หรือไม่ ผมบอกว่ามีแต่ไม่เคยสูบลมมาหลายปีแล้ว คงใช้ไม่ได้ เขาบอกให้ผมเอาออกมาดู เขายกล้ออะไหล่ทิ้งลงพื้นเพื่อดูอาการกระเด้งของมัน แล้วเขาก็บอกว่าพอใช้ได้ เปลี่ยนยางแล้วค่อยเอาไปร้าน

เราช่วยกันถอดล้อ ส่วนใหญ่เขาเป็นคนทำ แต่ติดน็อตอยู่ตัวหนึ่งที่แม้เขาขึ้นขย่มตรงปลายที่ถอดแล้ว มันก็ไม่ยอมคลาย ทั้งๆ ที่เขาตัวใหญ่มากทีเดียวเมื่อเทียบกับคนไทยทั่วไป แต่ในที่สุดเราก็หาอะไรมาต่อประแจให้ยาวขึ้นได้นิดหน่อย เขาขึ้นขย่มอีกทีน็อตจึงคลาย

ผมเอาแม่แรงขึ้นสอดใต้ท้องรถเพื่อยกขึ้น แต่ผมไม่รู้หรอกว่าเขาต้องเสียบตรงไหน เขาจึงไปดึงมันออกมาแล้วสอนว่าให้เสียบตรงไหนพร้อมทั้งคำอธิบายว่า รถเก๋งทุกคันจะมี “ปีก” ตรงนั้นสำหรับไว้รองแม่แรง ซึ่งจะทำให้รถไม่มีวันพลาดตกจากแม่แรงได้ อันอาจเป็นอันตรายต่อคนหรือหากกระแทกแรงนัก จานเบรกอาจบิ่น, เบี้ยว, หรือหัก ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่อีก

ระหว่างนั้นเขาบอกผมว่า เมื่อรถผมวิ่งแซงเขาไปนั้น เขาเห็นหน้าผมก็รู้แล้วว่าหน้าอย่างนี้ทำไม่เป็นหรอก ตัวเขามีนัดกับเพื่อนซึ่งพยายามโทร.เข้ามือถือเขามาหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่รับและป่านนี้คงสายไปแล้วที่จะไปพบ ผมได้แต่ขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างที่ใจรู้สึก โดยไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก

เขาจึงพูดว่า “นี่แหละครับคนไทย” ด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่ภาคภูมิใจยิ่ง

ในช่วงนั้นเอง คนไทยอีกคนหนึ่งก็เฉียดเข้ามาพิสูจน์คำพูดของเขา คนขายขนมถาดๆ น่ะครับ ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่วางถาดขนมต่างๆ อยู่เต็มไปหมด เขาหันมองผมแล้วถามว่าช่วยไหม? ผมยิ้มด้วยอาการต้อนรับ เขานำรถเข้าจอดชิดไหล่ทางด้านหน้า แล้วลงมาอย่างขมีขมัน เป็นช่วงที่เราต้องหมุนแม่แรงขึ้นโดยปราศจากก้านเหล็ก เพราะไม่รู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหนในตัวรถ หรือบริษัทรถยนต์ได้ให้มาด้วยหรือไม่

คนขายขนมใช้ไขควงหมุนรถขึ้น และในที่สุดเราทั้งสามก็เปลี่ยนล้อยางอะไหล่ได้สำเร็จ โดยคนขายขนมออกแรงมากที่สุด เป็นอันว่าในวันโชคร้าย ผมกลับได้พบเทวดาถึงสององค์พร้อมกัน

คนไทยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนแปลกหน้าดังที่เทวดาซึ่งขับรถตรวจการณ์บอกผมจริงหรือไม่ ผมคิดว่าจริง คนไทยเอื้อเฟื้อแก่คนแปลกหน้าไม่ต่างจากคนในเกือบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก แต่คนแปลกหน้าต้องเอ่ยปากขอ คนไทยก็มักพร้อมช่วยเกินกว่าผู้ขอคาดหวังด้วยซ้ำ ตรงกันข้าม ถ้าไม่เอ่ยปาก คนไทยมักไม่ถามหรือยื่นความช่วยเหลือให้ หากไม่นับเทวดาสององค์นี้แล้ว ผมยังไม่เคยได้รับความกรุณาอย่างนี้ในเมืองไทยมาก่อนเลยชั่วชีวิต

ในสหรัฐเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ผมไม่เคยเปิดกระโปรงหน้ารถโดยไม่ถูกถามว่า มีปัญหาหรือไม่ จะให้ช่วยอะไรไหม จึงดูเหมือนคนอเมริกัน (สมัยนั้น) มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่งกว่าคนไทย แต่เราคงชั่งตวงวัดจิตใจกันง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้ เพราะความเอื้อเฟื้อต่อคนแปลกหน้าของวัฒนธรรมต่างๆ ย่อมแสดงออกโดยมีเงื่อนไขบางอย่างกำกับอยู่ด้วยเสมอ

ผมคิดว่าสิ่งที่ขัดขวางคนไทยให้ไม่ถามหรือเสนอความช่วยเหลือแก่คนแปลกหน้า ก็เพราะเหตุสองอย่าง อย่างแรกคือสำนึกช่วงชั้น ซึ่งมีความรุนแรงมากในวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน การให้ความช่วยเหลือ (ในทุกรูปแบบ) ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงเป็นส่วนหนึ่งของ “การอุปถัมภ์” ดังนั้น จึงเป็นเรื่องระหว่างคนมีอำนาจไม่เท่ากัน

การยื่นความช่วยเหลือแก่คนแปลกหน้า อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการยื่นการอุปถัมภ์ ก่อนหน้าเหตุการณ์ที่ผมประสบไม่นาน รถของเพื่อนคนหนึ่งยางแตกแบนติดพื้นเลย เพื่อนผู้หญิงคนนั้นดูไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเมื่อผมชี้ให้ดู เธอควักโทรศัพท์ขึ้นเรียกบริษัทอะไรไม่ทราบซึ่งเธอได้ซื้อบริการรายปีไว้ บอกให้ส่งช่างมาดูแลจัดการ สักครู่ก็มีรถช่างมาและจัดการให้จนเรียบร้อย โดยไม่ต้องรับการอุปถัมภ์จากใครเลย

เหตุฉะนั้น ความเดือดร้อนของคนแปลกหน้านั้น จึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับคนในช่วงชั้นที่มีอำนาจ และดูจะจุ้นจ้านเกินเหตุที่จะไปเสนอความช่วยเหลือ เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่อาจคาดเดาช่วงชั้นของคนแปลกหน้าได้

เหตุอย่างที่สองคือปัจเจกชนนิยมครับ สังคมไทยก็เหมือนสังคมสมัยใหม่ทั่วไป นั่นคือผู้คนหลุดออกจาก “กลุ่ม” ทางสังคมประเภทต่างๆ กลายเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นตามลำดับ ในสังคมขนาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยปัจเจกบุคคลจำนวนมาก (ซึ่งแตกต่างอย่างลิบลับกับชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งทุกคนรู้จักกันเกือบหมด) จะเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างไร ในสังคมอื่นหลายแห่งโดยเฉพาะสังคมตะวันตก ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างกันเกิดขึ้นจากสำนึก “ภราดรภาพ” แต่ในสังคมไทยเราไม่ได้ปลูกฝังสำนึกนี้ เราใช้สำนึกอีกอย่างหนึ่งคือชักจูงให้ผู้คนมีสำนึกสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสถาบันสูงสุดเบื้องบนคือ ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์

เราต่างมีสำนึกผูกพันว่า “คนไทยด้วยกัน”, “ชาวพุทธด้วยกัน” และ “ลูกพ่อเดียวกัน” แต่เป็นสำนึกผูกพันแนวดิ่งมากกว่าแนวนอน

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เราไม่รู้จะสื่อสารสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าอย่างไร จนกว่าจะรู้สถานะของเขาเสียก่อน และเฉพาะในเงื่อนไขที่ต้องทำอะไรร่วมกันในนามของชาติ, ศาสน์, กษัตริย์ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร เมื่อไรจึงเป็นธุระของเขา เมื่อไรเป็นธุระของเรา

ในสังคมที่ขาดภราดรภาพ เมื่อปัจเจกชนไม่สามารถดูแลช่วยเหลือกันเองได้มากพอ สำหรับการใช้ชีวิตท่ามกลางอุปสรรคต่างๆ ของโลกสมัยใหม่ ก็เท่ากับเปิดพื้นที่ให้ทุนนิยมแทรกเข้ามาในชีวิตได้แทบทุกขณะจิต เช่น ใช้รถยนต์ (หรือพาหนะอื่นที่ต้องใช้ล้อยาง) โอกาสยางแตกย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ปราศจากการดูแลช่วยเหลือกันอย่างที่ผมโชคดีได้ประสบมา คนจำนวนไม่น้อยที่อ่อนเยาว์ในเรื่องเครื่องยนต์กลไก ก็ต้องหาเงินมาเลี้ยงบริษัทซึ่งรับจ้างดูแลปัญหาแบบนี้ให้ คนใช้รถทุกคนไม่อยู่ในฐานะจะทำอย่างเพื่อนผมได้

แล้วเรา ซึ่งออกมาจากหมู่บ้านมานานแล้ว จะใช้ชีวิตกันต่อไปได้อย่างไร

การเข้าสู่ความทันสมัยของไทยเน้นความเป็นสมัยใหม่ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม ภราดรภาพจึงไม่มีที่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของไทย 5 ปีที่แล้วนักวิชาการขึ้นประกาศต่อหน้าฝูงชนอย่างมั่นใจว่า คนไม่เท่ากัน และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ควรมีสิทธิ์ทางการเมืองเสมอเหมือนกัน

สำนึกภราดรภาพเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากสำนึกแห่งความเสมอภาค เพราะทุกคนเท่าเทียมกันต่างหาก จึงทำให้เราสามารถมองเห็นคนอื่นเป็นเพื่อนฝูงญาติมิตรที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ภราดรภาพและเสมอภาพเป็นมากกว่าการเมือง แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สังคมสมัยใหม่เกิดความสงบสุขและเป็นมิตรต่อกัน ความเสมอภาคทางการเมืองเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำสุดเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดภราดรภาพ ปฏิเสธความเสมอภาคถึงขั้นนี้ ก็เตรียมตัวอยู่ในสังคมที่พร้อมจะห้ำหั่นกันเพื่อประโยชน์เฉพาะตัวเฉพาะกลุ่ม หรือมิฉะนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้ระบอบที่ไม่มีเสรีภาพอะไรเหลืออีกเลย

เมื่อสำเร็จเสร็จกิจเรียบร้อยแล้ว เราทั้งสามก็พร้อมจะแยกจากกัน ผมให้รู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของเทวดาทั้งสองอย่างยิ่ง ต่างสละเวลาของตนซึ่งตั้งใจจะเอาไปใช้เพื่อการอื่นและเป็นประโยชน์ต่อตนเองทั้งคู่ ผมอยากแสดงความขอบคุณแก่เทวดาทั้งสองให้สาแก่ใจตัวเอง แต่ทั้งคู่ต่างก็เดินแยกย้ายไปยังพาหนะของตน ผมวิ่งตามเทวดาที่ขับรถตรวจการณ์ไป และยกมือไหว้ด้วยความขอบคุณทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านอายุน้อยกว่าผมแน่ แล้ววิ่งกลับมาหาเทวดาที่แปลงกายเป็นพ่อค้าขายขนม ทำอย่างเดียวกัน ซึ่งยังความตกใจให้แก่ท่านพอสมควร รวมทั้งทำอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุดก็ได้

ผมควักเงินอีกก้อนหนึ่งยัดใส่มือท่าน ซึ่งท่านก็ปัดป้องและบอกว่าไม่ต้องครับ แต่ผมก็ยัดลงกระเป๋าเสื้อของท่านจนได้

ในช่วงนั้นผมคิดว่าเวลาของเทวดาท่านนี้เป็นเงินเป็นทอง แทนที่จะได้ขายขนม กลับต้องมาช่วยเปลี่ยนล้อให้ผม นอกจากขอบคุณแล้ว ผมก็ควรชดเชยความเสียหายด้วย

แต่เมื่อต่างออกรถไปตามที่หมายของแต่ละคนแล้ว ผมก็นึกถามตัวเองว่า เพราะเทวดาอีกท่านหนึ่งอยู่ในสภาพที่แสดงสถานะต่ำกว่าใช่หรือไม่ ผมจึงไม่อนุญาตให้เขาช่วยเหลือผมด้วยน้ำใจอันประเสริฐ กลายเป็นการ “จ้าง” ให้เขาแสดงความเมตตากรุณา ภราดรภาพไม่ได้เป็นสมบัติของคนจนเท่ากับของคนรวยหรอกหรือ

เหตุใดผมจึงแสดงกิริยาหยาบคายได้ขนาดนั้น หรือคนที่เติบโตมาในสังคมไทยอย่างผม ถึงอย่างไรก็เห็นคนไม่เท่ากันในส่วนลึกของจิตไร้สำนึกทั้งนั้น ความเสมอภาคเป็นเพียงจุดยืน ไม่ใช่สำนึกจริง
จนบัดนี้ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้



เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ www.matichonweekly.com/column/article_161212


Posted: 14 Jan 2019 10:53 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-15 01:53


ทักษิณ ชี้เศรษฐกิจโลกในปี 2020 น่าห่วง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานล่าง คนตัวเล็กๆ ในชนบทจะเริ่มทำมาหากินลำบากขึ้น คนตัวเล็กๆ ขนาดกลางก็เริ่มเหนื่อยขึ้น ถ้าไม่ใหญ่จริงรอดยาก เชื่อทางรอดมีอย่างเดียวต้องปรับตัว รวมตัว และร่วมกันแข่งขัน

14 ม.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ตแฟนเพจ Thaksin Shinawatra ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการ Good Monday ซึ่งสามารถเข้ารับฟังได้ทางเว็บไซต์ www.thaksinofficial.com เพื่อแบ่งปันประสบการณ์จากการได้พูดคุยกับผู้นำประเทศทั้งปัจจุบันและอดีต ผู้นำทางธุรกิจ นักวิชาการ นักเทคโนโลยีทั่วโลก ให้กับคนไทยท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับรายการ Good Monday ตอน 001 ทักษิณ ได้พูดถึง เศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020 ที่จะกระทบกับรายย่อย , การรับมือการพัฒนาทางเทคโนโลยี การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ , แนวทางการรักษาโรคโดยลดการใช้ยาที่สกัดจากสารเคมี และการออกแบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อรองรับสังคมของผู้สูงอายุ โดยมีรายละเอียดดังนี้

00000

สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้ผมจะมาเริ่มพบปะพูดคุยกับพี่น้องในวันจันทร์ ผ่านเว็บไซต์ของทักษิณ official เพื่อที่จะได้เล่าเรื่องราวที่ไปเที่ยวพบคนนั้นคนนี้ ไปดูงานตรงนั้นตรงนี้ เพื่อที่จะได้เอามาแบ่งประสบการณ์ให้พี่น้องคนไทย เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปเร็วจริงๆ
เศรษฐกิจโลกน่าเป็นห่วง

วันนี้จะเริ่มต้นด้วยการที่ผมอวยพรปีใหม่ และแสดงความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทย เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องที่อยากอธิบายต่อ ก็เลยจะขออธิบายว่า สิ่งที่ผมเป็นห่วงอันนึง ก็คือเรื่องเศรษฐกิจในปลายปีนี้ ต่อด้วยต้นปีหน้า คศ.2020 ดูตัวเลขดีนะ 2020 ทุกคนก็หวังว่าจะทำนู่นนี่สำเร็จ แต่บังเอิญว่ามันเป็นวัฎจักรของระบบการเงินโลกที่น่าจะมีปัญหา เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา จะอ่อนแอลง หรือว่าเกิดภาวะวิกฤต ซึ่งจะเป็นแรงกระแทกใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งหนีไม่พ้นเพราะว่าเราคือส่วนนึงของโลก เราคงจะหนีภาวะนี้ไม่ได้

ก็มีผู้รู้พูดกันว่าอาจจะเริ่มเกิดที่แถวยุโรปตะวันออกก่อน เพราะว่าเศรษฐกิจเขาอ่อนแออยู่แล้ว และธนาคารของประเทศเหล่านี้ก็เป็นธนาคารเล็กๆ อ่อนแอกัน ก็อาจจะมีปัญหากันพอสมควร ทางอเมริกา เศรษฐกิจอเมริกาปีหน้าก็น่าจะอ่อนตัวลงด้วยเช่นกัน ก็เลยเป็นห่วงประเทศไทยเรา วันนี้เรายังไม่ได้ปรับตัว และก็อ่อนแออยู่ด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานล่างเราอ่อนแอมาก ก็เลยคิดว่าถ้าโดนเที่ยวนี้ เราจะป้องกันกันอย่างไร ก็แสดงความกังวลไว้ก่อน

แต่ที่สำคัญคือว่า ระบบการเงินโลกก็ดี ระบบเทคโนโลยีก็ดี หรือว่าวิธีการทำมาหากินด้วยโครงสร้างทางธุรกิจแบบใหม่ๆ ก็ดี มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวมันจะลำบาก เพราะว่าความเชื่อมโยงของโลกมีมาก บริษัทระดับโลกก็หากินข้ามชาติมาถึงประเทศไทย บริษัทระดับชาติของประเทศไทยก็หากินข้ามจังหวัดไปจนถึงชนบท เพราะฉะนั้นคนตัวเล็กๆ ในชนบทจะเริ่มทำมาหากินลำบากขึ้น คนตัวเล็กๆ ขนาดกลางก็เริ่มเหนื่อยขึ้น เพราะถ้าไม่ใหญ่จริงจะไปรอดยาก นั่นคือมิติที่จะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นมันมีทางเดียวคือ ต้องปรับตัวให้คนข้างล่างเนี่ยรวมตัวกันแข็งแรง เหตุการณ์มัน..ถ้าเราคิดถึงเทคโนโลยีเนี่ย ก็จะเปรียบเทียบเหมือนสมัยก่อน IBM เป็นเจ้าโลกทางด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อใหญ่มาก ก็แสดงความยิ่งใหญ่หนักเข้าไปอีก ด้วยการที่ทุกอย่างไม่เปิดให้ใครเข้ามาร่วม ตัวเองจะหากินคนเดียว ผลสุดท้ายคนตัวเล็กๆ บริษัทคอมพิวเตอร์เล็กๆ ก็จับมือกัน และใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบเปิด รวมตัวกันแข่งกับ IBM จน IBM ทรุดเลย เจอคนตัวเล็กรุมหนักเข้า ต่อยหนักเข้า เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าประเทศไทยวันนี้ จะทำยังไงถึงจะรวมตัวเล็กๆ ของเรา ไม่ใช่จะเอามารวมกัน แต่ว่าเอาเทคโนโลยีถักร้อยให้รวมกัน ให้บริษัทเล็กๆ เหล่านี้แข็งแรงได้

อย่างเช่นเรื่องของที่ผมเคยคิดไว้เมื่อสมัยก่อน Brand Thailand คิดถึงเรื่องของระบบแอพพลิเคชั่น ที่มันจะทำให้เกิด Sharing Economy หรือเกิดการทำให้เอาสิ่งที่เรามีอยู่มารวมกันเหมือนเป็นบริษัทใหญ่ แต่ไม่ใช่บริษัทใหญ่ แต่เป็นต่างคนต่างทำมาหากิน ต่างคนต่างมีรายได้ แต่ใช้เทคโนโลยีร้อยรวมเข้าหากัน อันนี้จะต้องรีบต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็แข็งแรงสู้เขาไม่ได้
ไม่ให้หุ่นยนต์แย่งงานก็ต้องฉลาดกว่า

อีกเรื่องนึงที่ผมได้พูดถึงไป ก็คือเรื่องตัวเทคโนโลยีที่พูดถึงหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เนี่ยเค้าบอกว่าปี 2045 เค้าทำนายไว้ว่าหุ่นยนต์จะมีความฉลาดเท่ากับมนุษย์ ที่มีสมองเท่ากับสมองเฉลี่ยของโลก คือถ้าใครมีสมองต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก็โง่กว่าหุ่นยนต์ ถ้าใครสมองฉลาดกว่าค่าเฉลี่ยก็จะเก่งกว่าหุ่นยนต์ นี่คือสิ่งที่เค้าทำนายไว้นะครับ เพราะว่าเค้าใส่โปรแกรมเข้าไปทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นในประเทศที่ไม่เจริญทางเทคโนโลยี ก็จะมองหุ่นยนต์เป็นตัวมาแย่งงานคนทำ แต่ส่วนประเทศที่มีความเจริญทางเทคโนโลยี เค้าก็จะมองว่าหุ่นยนต์มาช่วยทำให้คนสามารถไปทำงานที่สำคัญกว่า งานจำเจซ้ำซ้อน พวกงานประจำเนี่ยก็ให้หุ่นยนต์ทำก็ได้ นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราควรจะต้องฝึกคนให้เป็นนายหุ่นยนต์ อย่ามานั่งรอให้หุ่นยนต์มาไล่เราออกจากงาน นั่นก็คือฝึกการใช้โปรแกรมด้าน AI หรือ artificial intelligence และฝึกการใช้หุ่นยนต์ บังคับหุ่นยนต์ให้ทำงานต่างๆ เพราะว่าแม้กระทั่งชาวนาเนี่ย อีกหน่อยหุ่นยนต์ก็จะมาหว่านข้าวเกี่ยวข้าวได้ ตัวนึงก็ไม่แพง เพราะฉะนั้นแล้วชาวนาของเราจะทำไง ก็ต้องฝึกดิ เราอย่าไปหนีมัน ต้องสู้กับมัน นั่นคือหลักของผม คืออย่าไปหนีอะไรเลย สู้กับมันดีกว่า ง่ายกว่า ง่ายกว่าหนีนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมตรงนี้
ความรู้ใหม่ในการรักษาสุขภาพ

อีกเรื่องที่ผมพูดในคำอวยพรของผมตอนปีใหม่เนี่ยก็พูดถึงเรื่องสุขภาพ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ตอนนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนะครับ การมารักษาโรคที่อาการมัน..หรือรักษาโรคที่ปลายทางมันเนี่ย หรือที่เราทำๆ กันอยู่ทุกวันนี้ มันล้าสมัย แล้วมันก็สิ้นเปลือง แล้วก็ใช้เวลานาน แล้วก็ไม่ทำให้คนไข้ดีขึ้น

โลกข้างหน้าเขาจะใช้ตัว DNA มาเป็นเครื่องมือประกอบ ในการวิเคราะห์ วิจัย เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น เช่นว่า ยกตัวอย่างเรื่องยา วันก่อนผมไปนั่งคุยกับอาจารย์ที่มาจาก Harvard เขามาทำวิจัยที่ฮ่องกง เขาบอกว่ายาเนี่ย ส่วนใหญ่เวลามันทำการทดลอง เขาเรียกว่า clinical trial หรือทดลองทางคลินิก ทดลองกับมนุษย์ก่อนที่จะออกใช้เนี่ย ปรากฏว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นยาทางด้านตะวันตก มันอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับคนตะวันออกก็ได้

เขาก็เลยเริ่มมาเอาข้อมูลเกี่ยวกับคนป่วยทางด้านเมืองจีน โดยเฉพาะจีน ตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ ก็เริ่มจากคิดว่ายาตัวไหนมันใช้ได้กับจีน แล้วต้องผสมส่วนยังไงถึงจะเหมาะกับคนเอเชีย เขาจะเริ่มใช้ยาเนี่ย โดยดูว่า DNA ของคนที่มาจากกลุ่มนี้ คนนี้ เป็นยังไง ถึงจะสามารถยา จนอีกหน่อยเขาเรียกกว่า personalized medicine คือเป็นยาที่เจาะจงเฉพาะคนที่มี DNA ประเภทนี้ ถึงจะกินยาตัวที่ถูกต้อง อะไรอย่างนี้ มันจะเริ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น DNA จะเป็นตัวที่มา แหล่งในการถูกใช้งานมากขึ้น เพื่อจะให้ยาเฉพาะเจาะจงสำหรับคน อาหารเฉพาะเจาะจงที่เหมาะกับ DNA ของเรา มันกำลังมา
เทโลเมียร์

และอีกตัวที่มันอยู่ในโครโมโซมเรา ในมนุษย์เราเนี่ยมีโครโมโซมอยู่ 23 คู่ ตรงปลายโครโมโซมเนี่ยเขาเรียกว่า “เทโลเมียร์” เทโลเมียร์ตัวนี้ มันมีความสั้นยาว หดได้ ยืดได้ ตามภาวะสุขภาพเรา เขาบอกว่าคนเกิดใหม่เนี่ย เทโลเมียร์มันจะมีความยาว สมมุติว่า..เอ่อ ผมจำตัวเลขไม่ได้ หมื่นไมครอน หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่าสรุปแล้วก็คือว่า มันมีความยาวสุด แต่พอตายด้วยเชื้อโรคนะไม่ใช่ตายด้วยอุบัติเหตุ ตายเพราะเจ็บป่วยเนี่ย มันจะหดลงเหลือครึ่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย ช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เนี่ย เขาสามารถวัดความยาวของเทโลเมียร์เนี่ย เพื่อจะบอกว่า อ๋อ สภาวะร่างกายของเราเนี่ยดีหรือไม่ดีอย่างไร เผื่อเราจะได้ปรับวิถีชีวิต การอยู่ การกิน การออกกำลัง เพื่อให้ไอ้เทโลเมียร์ตัวนี้มันกลับมายาว มันก็คือสุขภาพเรากลับมาแข็งแรงขึ้นนะครับ
พัฒนาการใช้จุลินทรีย์แทนยา

เพราะฉะนั้นก็การดูแลร่างการเราเนี่ย มัน มันเปลี่ยนไป วิถีทางมันเปลี่ยนไปแม้กระทั่งว่า วันนี้การใช้ยาที่เป็นเคมีเนี่ย จะถูกใช้ลดลงนะครับ เนี่ยผมเพิ่งไปเมืองจีนกลับมา ไปเยี่ยมบริษัท บริษัทนึงทำ Lab ทางด้านยาเนี่ย ก็พบว่าเขาใช้ ไมโครปส์ หรือ เชื้อจุลินทรีย์เนี่ย มาทำยามากขึ้นแล้ว มาทั้งรักษามะเร็ง มาทั้งละลายลิ่มเลือดไม่ให้ข้น เติมเอาวิตามินซีให้เข้ากระดูกมากขึ้น เพื่อให้กระดูกเราแข็งแรง อะไรทำนองนี้นะครับ แล้วคราวต่อไปผมจะมาเล่าเรื่องที่ผมไปเมืองจีน ไปเห็นอะไรมาบ้างนะครับ
พัฒนาการใช้ฟิสิกส์แทนยา

แล้วนอกจากนั้น ก็มาพูดถึงเรื่องของฟิสิกส์เนี่ยจะมาแทนยา เขาใช้การรักษาด้วยการใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์ แทนที่จะมีการกินยาๆ ฉีดยา ตอนนี้จะเริ่มลดไป อย่างเช่น การเจ็บปวด ก็แทนที่จะใช้ยา ก็มาใช้เรื่องของเครื่องมือทำ shock wave ช็อคเวฟ มานวดมาอะไรแทนยามั่ง มันก็จะมีอะไรขึ้นมาหลายอย่าง

เนื่องจากวันนี้อาจจะพูดยาวไปละ ก็ขอสรุปว่า ต่อไปสุขภาพมนุษย์จะแข็งแรงขึ้น จะมียุคที่เรียกว่า มี Human Spare Parts ก็คือมีอะไหล่มนุษย์ มนุษย์เราเนี่ยเค้าบอกว่าอะไหล่ทุกชิ้นเนี่ยเปลี่ยนได้หมด ยกเว้นตัวสมอง ตัวหัวใจ ตับ ไต ไส้พุง เปลี่ยนได้หมด เพราะฉะนั้นยุคที่มันกำลังจะเข้ามาวันนี้ ก็คือยุคของการใช้ DNA การใช้ฟิสิกส์แทนยา การเปลี่ยนอะไหล่มนุษย์
มนุษย์อายุยืนขึ้น ต้องออกแบบเศรษฐกิจใหม่มารองรับ

เพราะฉะนั้นมนุษย์จะมีอายุยืนยาวขึ้น เมื่อก่อนเราพูด 100 เป็นเรื่องตื่นเต้น ตอนนี้เค้าพูดถึง 120 เพราะฉะนั้นอยู่ยังไงให้มีคุณภาพ อยู่ยังไงไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องดูแลกันเอง เพราะฉะนั้นสังคมไทยต้องเตรียมสังคมของคนสูงอายุไว้ ต้องปรับตัวอย่างแรงในเรื่องการออกแบบเศรษฐกิจธุรกิจ ออกแบบเศรษฐกิจประเทศ ออกแบบการดูแลผู้คน ออกแบบสวัสดิการของมนุษย์ทั้งหลาย

วันนี้ผมก็ขอกราบลาไปแค่นี้ แล้ววันหลัง ถ้าวันจันทร์ไหนผมว่าง ผมจะมาพูดกับพี่น้องสักครั้งนึง อาจจะเป็นจันทร์เว้นจันทร์ หรือว่าบางจันทร์ก็อาจจะติดกันแล้วแต่นะครับ จะพยายามเล่าอะไรให้ฟังให้เป็นความรู้ดีกว่านะครับ เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ค่อยอยากเสียเวลาพูด เราพูดกันแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตพวกเราดีกว่า วันนี้ขอกราบลาแค่นี้ครับ


Posted: 12 Jan 2019 10:24 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 13:24


สวนดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชน คิดอย่างไรกับการเลื่อนเลือกตั้ง พบร้อยละ 31.50 อยากให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวมไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง และร้อยละ 23.32 อยากให้ กกต.ประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ข้อดี ร้อยละ 48.45 ทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัว ลงพื้นที่หาเสียงได้มากขึ้น ข้อเสีย ร้อยละ 49.17 เห็นว่าบ้านเมืองขาดเสถียรภาพ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

13 ม.ค. 2562 จากกระแสข่าวการเลื่อนวันเลือกตั้งที่อาจไม่ใช่วันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามเดิม ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ถึงอย่างไรหากจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง กกต. จะต้องจัดการให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.2561 ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,029 คน ระหว่างวันที่ 8-12 มกราคม 2562 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร? กับ การเลื่อนเลือกตั้ง อาจไม่ใช่วันที่ 24 กุมภาพันธ์
อันดับ 1 ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม ไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง 31.50%
อันดับ 2 กกต.ต้องประกาศวัน เวลา เลือกตั้งที่ชัดเจน 23.32%
อันดับ 3 ส่งผลกระทบกับรัฐบาลและกกต. มีกระแสข่าวในทางลบ 20.11%
อันดับ 4 ถูกมองว่าเป็นการซื้อเวลา มีนัยยะแอบแฝง 17.96%
อันดับ 5 ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็ต้องมีการเลือกตั้ง 15.68%

2. “ข้อดี” ของการเลื่อนเลือกตั้ง คือ
อันดับ 1 ทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัว ลงพื้นที่หาเสียงได้มากขึ้น 48.45%
อันดับ 2 กกต.มีเวลาเตรียมการต่างๆเกี่ยวกับเลือกตั้งอย่างรอบคอบรัดกุม 29.19%
อันดับ 3 ประชาชนมีเวลาในการตัดสินใจมากขึ้น 27.95%

3. “ข้อเสีย” ของการเลื่อนเลือกตั้ง คือ
อันดับ 1 บ้านเมืองขาดเสถียรภาพ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 49.17%
อันดับ 2 ทิศทางการเมืองไม่ชัดเจน อึมครึม เสียเวลา 44.97%
อันดับ 3 เกิดความขัดแย้ง ใส่ร้าย โจมตีทางการเมืองมากขึ้น 30.70%

4. เมื่อพิจารณาแล้ว ประชาชนคิดว่าการเลื่อนเลือกตั้งจะทำให้เกิดความคุ้มค่าหรือไม่ ?
อันดับ 1 ไม่คุ้มค่า 63.75% เพราะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจ การเมืองขาดเสถียรภาพ เสื่อมเสียภาพลักษณ์ เป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง ฯลฯ
อันดับ 2 คุ้มค่า 36.25% เพราะมีเวลาในการเตรียมพร้อม และพิจารณาดำเนินการเรื่องต่างๆได้อย่างรอบคอบมากขึ้น จะได้ไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ฯลฯ

[full-post]


Posted: 12 Jan 2019 11:22 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 14:22


จับตา สนช.เตรียมผ่านร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นักวิชาการกังวลกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคมถูกตัดทิ้งในร่าง ครม. ชี้สวนทางสถานการณ์พนันในไทยพร้อมเผยผลงานวิจัยการจัดตั้งกองทุนใน ตปท. ได้ผลบวกกับสังคม วอนรัฐทบทวนใหม่

ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

13 ม.ค. 2562 "ก้าวหน้า แต่ทว่าล้มเหลว" เป็นคำนิยามที่ใช้ได้กับ ร่างพ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ ..) พศ. …. ที่่านการพิจารณาในวาระแรกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตัดบทบัญญัติที่ว่าด้วย "กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม" ออกจากร่างกฎหมายฉบับนี้

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 11/2558 กำหนดไว้ชัดเจนว่าควรจัดตั้ง "กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม" เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม

โดยวัตถุประสงค์ของกองทุนสลากฯ นี้ ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการพนัน สาเหตุและผลกระทบจากการพนัน รวมทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพนัน รวมไปถึงส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้และทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนัน สร้างการรู้เท่าทัน เพื่อป้องกันการติดการพนัน รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมป้องกันและลดผลกระทบจากการพนัน นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการพนัน และ แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย โดยใช้งบประมาณจากการจัดสรรในสัดส่วนร้อยละ 3 ของจำนวนยอดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล

ขณะที่ร่างใหม่ที่ ครม.ชงให้ สนช.นั้น บัญญัติในมาตรา 16 แต่เพียงว่าให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 11/2558 ที่ยังคงเหลืออยู่และไม่มีภาระผูกพันในวันที่คำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกส่งเป็นรายได้แผ่นดินภายใน 30 วัน แม้แนวคิดการจัดตั้ง "กองทุนสลากฯ ที่จะเป็นกลไกลดผลกระทบจากการพนัน" ของไทยจะปิดฉากลง ท่ามกลางความผิดหวังของหลายฝ่าย แต่ในต่างประเทศการจัดตั้งกองทุนในลักษณะเดียวนี้กลับประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ผลการศึกษาแนวทางบริหารจัดการกองทุนและมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากการพนันที่ใช้รายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาล โดย 'รณวิทย์ สิมะเสถียร' ได้ศึกษาวิจัยมาตรการเพื่อการป้องกันและลดผลกระทบจากการพนันในประเทศต่างๆ ที่ธุรกิจการพนันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตัวอย่างในสหราชอาณาจักร ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุน ให้เกิดการเล่นพนันอย่างมีความรับผิดชอบ โดยทั้งจากการรับผิดชอบจากผู้ประกอบการ และการรับผิดชอบตัวเองของผู้เล่น ที่จะต้องควบคุมตัวเองให้เล่นในขอบเขตที่ควรได้ ซึ่ง "รัฐ" จะอยู่ในบทบาทเป็นผู้ควบคุมไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นจากการพนัน ผ่านแนวทางต่างๆ ที่สร้างผลทางบวก ทั้งการสนับสนุนเงินทุนวิจัย การให้การศึกษา และการบำบัด ในเรื่องเกี่ยวกับการพนันทุกชนิด

โดยงบประมาณมาจากการจัดสรรรายได้จากกิจการลอตเตอรี่ที่นำรายได้ถึงร้อยละ 28 มาใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยงบประมาณจำนวนดังกล่าว ถูกแบ่งไปใช้ในด้านต่างๆดังนี้ งบประมาณจำนวนร้อยละ 50 เพื่อสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการกุศล ที่เหลือถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน จัดสรรเท่าๆ กัน ใช้ในด้านกีฬา ศิลปะ และเพื่ออนุรักษ์มรดก

ขณะที่ในนิวซีแลนด์นั้นกำหนดให้ผู้ประกอบการที่สร้างปัญหาให้กับสังคม รับผิดชอบต่อสังคม รัฐบาลนิวซีแลนด์ เรียกค่าเก็บอากรพิเศษจากผู้ประกอบการเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนเห็นพิษภัยจากการพนัน พร้อมทั้งการบำบัดรักษานักพนักอย่างเป็นระบบ

สอดคล้องกับความเห็นของภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง โดยนายพงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาจากการพนันได้ออกมาแสดงความเป็นกังวลว่า หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของ สนช. ก็จะเป็นการยกเลิก คำสั่ง คสช. ที่ให้มีกองทุนโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เห็นว่าคำสั่ง คสช.ที่กำหนดให้มีกองทุนฯ สร้างความรู้สึกยินดีว่าไทยมาถึงจุดที่ก้าวหน้าแล้ว แต่เมื่อมาตัดออกไปไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญ หรือ กังวลเรื่องงบประมาณมากจนเกินไป

"การตัดกองทุนออกไป เป็นการสวนทางกับสถานการณ์พฤติกรรมการเล่นพนันของคนไทย ที่เล่นพนันเกินร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกันยังมีพนันรูปแบบใหม่ที่เข้ามา ทั้งพนันฟุตบอลออนไลน์ และคาสิโนออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้ รัฐยังแก้ไขไม่ได้ ต้องใช้งานวิจัยการพัฒนามาตรการต่างๆ และการรณรงค์ต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง" นายพงศธร กล่าว

นอกจากนี้อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อรายได้จากการจำหน่วยสลากเพิ่มขึ้นมาก อาจทำให้รัฐเพิ่มการพิมพ์สลากหรือเพิ่มผลิตภัณฑ์อื่นที่มอมเมาประชาชนมากขึ้นในขณะที่ 'เครืองมือ' ในการป้องกันและแก้ไขปัญหากลับไม่มี ดังนั้นแม้การจัดตั้ง 'กองทุนสลากฯ' จะ 'แท้ง' แต่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าผลักดัน 'กลไกลดผลกระทบ' นี้ ด้วยการออกกฎหมายอีกหนึ่งฉบับ เพราะเมื่อรัฐเคยเดินหน้าเรื่องนี้แล้ว ไม่ควรที่จะถอยหลังกลับมาสู่จุดเดิมเมื่อ 45 ปี ก่อน

[right-side]


Posted: 13 Jan 2019 02:06 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 17:06


เริ่มแล้ว ชุมนุม 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ทั้งที่แยกราชประสงค์ กทม. ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งกิจกรรมแฟลชม็อบตะโกน "เลือกตั้ง เลือกตั้ง เลือกตั้ง" โดย บก.ลายจุด ที่ จ.เชียงราย โดยที่แยกราชประสงค์สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อ่านแถลงการณ์ 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ย้ำหากไม่กำหนดวันเลือกตั้งจะยกระดับการชุมนุม

13 ม.ค. 2562 ตามที่ผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งนัดชุมนุม 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ในวันที่ 13 ม.ค. 2562 ที่แยกราชประสงค์ และที่จังหวัดต่างๆ เช่น ทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี, หอนาฬิกา จ.มหาสารคาม, หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม, ห้าแยกพ่อขุน จ.เชียงราย, ศาลากลาง จ.พะเยา, ศาลากลาง จ.แพร่ ฯลฯ นั้น


ที่มา: พลเมืองโต้กลับ

ล่าสุดที่แยกราชประสงค์ ในเวลา 15.00 น. เอกชัย หงส์กังวาน เดินทางมาถึงแยกราชประสงค์ก่อนเวลานัดหมาย พร้อมถือป้าย 'ไม่เลื่อนเลือกตั้ง' เป็นภาษาจีน ทั้งนี้มีผู้ชุมนุมราว 10 คน เริ่มมาปักหลักที่แยกราชประสงค์ พร้อมชูป้าย 'เลือกตั้ง 24 ก.พ.' 'ไม่เลื่อนเลือกตั้ง'

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าก่อนถึงวันอาทิตย์มีการชุมนุมของกลุ่มย่อยในพื้นที่ชานเมือง กทม หลายจุด เช่น เมื่อวันที่ 11 ม.ค. สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นัดชุมนุมที่หน้าห้างอิมพีเรียล สำโรง จ.สมุทรปราการ และเมื่อวันที่ 12 ม.ค. กลุ่ม Thaifreedom 2014 นำโดยฐานิกา ภูงามผา และณัฎฐกิตติ์ พันธ์ศรี รวมทั้งสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดชุมนุม "อย่าเลื่อนเลือกตั้ง" ที่วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี (อ่านข่าว)

เมื่อถึงเวลานัดหมายประมาณ 17.00 น. ที่แยกราชประสงค์ วันนี้ (13 ม.ค.) มีประชาชนทยอยมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในและนอกเครื่องแบบ คอยดูแลความสงบเรียบร้อย อย่างไรก็ตามในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียง

อย่างไรก็ตาม น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา ชี้แจงว่าได้ทำตาม พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมแล้ว โดยมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใน 24 ชม. นอกจากนี้ยังได้ประสานผู้รับผิดชอบพื้นที่ 3 ฝ่ายแล้ว ทั้ง สน.ลุมพินี สน.ปทุมวัน และ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมของเขตปทุมวัน "ถ้าเขามาวัดเสียงแล้วดังเกิน เราผิด ก็ค่อยมาลงโทษกัน" น.ส. ณัฏฐา กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ


'ไทยฟรีดอม 2014' รวมตัวคัดค้านการเลื่อนเลือกตั้ง, 12 ม.ค. 2562
นอกเครื่องแบบเข้าเช็คนักสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จะร่วมค้านเลื่อนเลือกตั้ง 13 ม.ค.นี้หรือไม่, 12 ม.ค. 2562
'วินธัย' วิจารณ์คนอยากเลือกตั้ง วุฒิภาวะทางประชาธิปไตยบกพร่อง, 13 ม.ค. 2562
'คนอยากเลือกตั้ง' แถลง 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' หากไม่กำหนดวันเลือกตั้งจะยกระดับการชุมนุม, 13 ม.ค. 2562


ช่วง 15.30 น. ก่อนเวลานัดหมาย ที่มา: เพจประชาธิปไตยศึกษา V2


สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ระหว่างปราศรัย




ช่วงอ่านแถลงการณ์เมื่อเวลา 17.30 น.

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้อ่านแถลงการณ์ 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ระบุว่านับตั้งแต่วันที่เรามารวมตัวกันที่นี่เมื่อ 8 ม.ค. 2562 จนถึงวันนี้ ข้อเรียกร้องเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จนถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยจนการเลือกตั้งตามกำหนด 24 ก.พ. 2562 ที่รัฐบาลได้เคยให้คำมั่นไว้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกแล้วตามกฎหมาย อันถือว่าการเลื่อนเลือกตั้งและการตระบัดสัตย์ครั้งที่ 5 โดยหัวหน้า คสช. โดยมีประชาคมโลกเป็นสักขีพยาน ได้เกิดขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์

วันนี้เราใกล้หมดความอดทนกับความปลิ้นปล้อนตลบแตลง และความพยายามในการใช้สารพัดข้ออ้างรวมถึงการใส่ร้ายป้ายสี เพื่อปิดปากสื่อและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง เราขอยื่นคำขาดต่อรัฐบาล คสช.

1.'ไม่เลื่อน' วันเลือกตั้งให้ล่วงเลยหลัง 10 มี.ค. เพราะจะสุ่มเสี่ยงให้กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งภายในกรอบ 150 วันนับจากวันมีผลบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 11 ธ.ค. 2561 อันอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งนั้นถูกชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ และกลายเป็นโมฆะ

2.'ไม่ล้ม' การเลือกตั้งด้วยเล่ห์กลหรือข้ออ้าง รวมถึงเทคนิคทางกฎหมายใดๆ ทั้งที่มีความพยายามทำอยู่ในวันนี้ และที่จะมีขึ้นในอนาคต

3.'ไม่ต่อเวลา' ให้กับการดำรงอยู่ในอำนาจของตนเอง ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบ ไม่ว่าจะในรูปของการใช้เสียงของ ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งมาสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ใช้ความเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการใช้งบประมาณและโยกย้ายข้าราชการอย่างไร้การตรวจสอบระหว่างช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการเลือกปฏิบัติ เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ถือเป็นการโกงการเลือกตั้งทั้งสิ้นภายในวันศุกร์ที่ 18 ม.ค. หากยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดทางให้กกต.กำหนดวันเลือกตั้งได้ เราจะถือว่ารัฐบาลคสช. ได้แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดถึงความไม่จริงใจในการคืนอำนาจให้ประชาชน และเราจะยกระดับการชุมนุมสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 17.00 น. วันเสาร์ที่ 19 ม.ค. พบกันที่ถนนราชดำเนิน

มติชนออนไลน์ รายงานว่าเวลา 19.00 น. น.ส.ณัฏฐากล่าวว่า เจ้าหน้าที่แจ้งให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากใช้เครื่องเสียงที่ดังเกินกำหนด อย่างไรก็ตาม ก่อนจัดกิจกรรมได้ศึกษากฎหมายแล้ว อีกทั้งวัดระดับเสียงได้ 80-90 เดซิเบลเท่านั้น ไม่เกินจากข้อกฎหมายกำหนด นี่เป็นการหาเรื่องกัน ประเด็นที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ถามว่าใครสั่งมา ตอบว่า "ใจสั่งมา" การชุมนุมไม่เท่ากับความวุ่นวาย เพราะเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญ และเป็นการทำหน้าที่แทนฝ่ายค้านในสภา

"เมื่อเรามีสภาที่ไม่มีฝ่ายค้านเกือบ 5 ปี ถ้าไม่มีการชุมนุม ประชาชนจะเป็นคนได้อย่างไร ดังนั้นควรตั้งสติ ขอให้เข้าใจความวุ่นวายเสียใหม่ วันนี้การใช้สิทธิการชุมนุมเป็นช่องทางการสื่อสารกันอย่างที่เข้าใจ และการชุมนุมไม่เท่ากับความวุ่นวาย หยุดใช้วิธีไอโอ หรือการให้ข้อมูลบางอย่างซ้ำๆ ซากๆ จนมีผลล้างสมองประชาชน จนคนเชื่อ คนกลัว ดังนั้น อย่ากลัวเสียงของประชาชน การออกมาพูดในที่ชุมนุมคือการทำหน้าที่แทนฝ้ายค้านในสภา หากให้เราหยุด จงคืนอำนาจของประชาชนให้นักการเมืองเข้าไปทำหน้าที่ในสภา" น.ส.ณัฏฐา กล่าว

ด้านนายสิรวิชญ์กล่าวตอนหนึ่งว่าสิ่งที่ ผบ.ทบ.ระบุว่าใครสั่งมา เราพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ใจสั่งมา" ต้องถามพี่แดงว่า คนอย่างอภิรัชต์ที่อยู่มากับการใช้คำสั่งตลอดชีวิต ผมไม่ว่ากันว่าเป็นทหาร แต่อย่าเอาสิ่งที่เป็นมาสั่งประชาชน อย่ามาปรามาสคนอยากเลือกตั้ง อย่ามาดูถูกประชาชน

ต่อมากลุ่มคนอยากเลือกตั้งจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โดยร่วมกันวางดอกจันทน์บนรูป 'ยุทธ์นอคคิโอ' ก่อนแยกย้ายในเวลาประมาณ 20.00 น.

อย่างไรก็ตาม มติชนออนไลน์ รายงานต่อไปว่าตำรวจได้เข้าควบคุมพื้นที่ ปิดช่องทางเดินรถ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังเก็บเครื่องขยายเสียง ทำให้เกิดเหตุปะทะกันเล็กน้อย กระทั่งล่าสุด มีการควบคุมตัว น.ส.ณัฏฐา พร้อมด้วยแกนนำบางรายขึ้นรถไปยัง สน.ลุมพินี เพื่อเจรจาต่อ โดยยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา ขณะที่แกนนำบางส่วนยังคงอยู่ร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่แยกราชประสงค์ เวลาประมาณ 20.50 น.จึงเปิดการเดินรถเป็นปกติ

จากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. น.ส. ณัฏฐา โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่าถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องใช้เครื่องเสียงที่ดังเกิน 115 เดซิเบล อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่ามีคลิปที่บันทึกการทำงานของเครื่องเสียงซึ่งไม่เกินค่าที่กำหรดอย่างแน่นอน โดนเสียงตะโกนของผู้ชุมนุมช่วงที่ดังที่สุด ดังเพียง 90 เดซิเบลในขณะที่เสียงรถยนต์บริเวณสี่แยกราชประสงค์เฉลี่ยอยู่ที่ 80 เดซิเบลอยู่แล้ว
บก.ลายจุดร่วมชูป้าย ตะโกน "เลือกตั้ง เลือกตั้ง เลือกตั้ง" ที่เชียงราย



ที่มา: เฟสบุ๊คสมบัติ บุญงามอนงค์

เวลาประมาณ 17.00 น. ที่ จ.เชียงราย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด จัดกิจกรรมตะโกน "เลือกตั้ง เลือกตั้ง เลือกตั้ง" ที่ ห้าแยกพ่อขุน จ.เชียงราย ตอนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตอนนี้เขาสามารถเอาบัญชีเงินฝากคืนมาได้แล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ตัวเขาได้ข่าวว่าจะเลื่อนเลือกตั้ง เลยนัดเพื่อนๆ อย่างไม่เป็นทางการ จึงขอทำกิจกรรมแสดงออกเพื่อไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้ง ทั้งนี้เห็นพรรคการเมืองทุกพรรคพร้อมแล้ว พรรคพลังประชารัฐเองจัดปราศรัยก็มีคนมาเป็นหมื่นคน จึงขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาสัตย์อย่าเลื่อนอีกเลย นี่จะกลายเป็นครั้งที่ 6 แล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นสถิติโลก

ทั้งนี้สมบัติและผู้สนับสนุนได้ตะโกน "เลือกตั้ง เลือกตั้ง เลือกตั้ง" ที่กลางแยกในช่วงติดไฟแดง เป็นเวลา 40 วินาทีเศษ พร้อมโพสต์สเตตัสด้วยว่า "อยากได้อาสาสมัครสัก 200 คน ไปตะโกนแบบนี้ตามสี่แยกไฟแดงทั่วกรุงเทพ"


ส่วนที่ จ.พะเยา มีผู้ชุมนุม 6 คนถือป้ายข้อความเรียกร้องไม่ให้มีการเลื่อนวันเลือกตั้ง โดยไปยืนหน้าป้ายศูนย์ราชการ จ.พะเยา



ที่มา: กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)

นอกจากนี้ที่ จ.แพร่ มีผู้ชุมนุมฉายเดี่ยวสวมเสื้อยืดสีดำพิมพ์ข้อความ "สามัญชน" ติดป้ายกระดาษมีข้อความรณรงค์บนเสื้อเขียนว่า "#เลื่อนแม่มึงสิ" ไปยืนชูหน้าศาลากลาง จ.แพร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเข้ามาสอบถามด้วย
กลุ่มสันติภาพนครปฐมย้ำ "ไม่เลื่อนเลือกตั้ง" 'พล.ท.พงศกร' ร่วมด้วย




ที่มา: Facebook/Bow Nuttaa Mahattana

ในพื้นที่ภาคกลางที่ จ.นครปฐม เวลา 16.00 น. บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ด้านตลาดโต้รุ่ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จ.นครปฐม นำโดยอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ประธานกลุ่มสันติภาพนครปฐม, พล.ท.พงศกร รอดชุมพู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, สุธี วังถนอมศักดิ์, สาโรจน์ จุ้ยเจริญ รวมตัวชูป้าย "อย่าเลื่อนเลือกตั้ง" โดยมี พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พ.ท.อรรณพ ชอบประดิษฐ์ ผบ.กองร้อยรักษาความสงบจังหวัดนครปฐม กรมการสัตว์ทหารบก และกำลังเจ้าหน้าที่จราจร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกว่า 50 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์
คนอยากเลือกตั้งอุบลราชธานีจัดกิจกรรม ‘ไม่เลื่อนเลือกตั้ง’


ที่มา: We Watch


ที่มา: มติชนออนไลน์

มติชนออนไลน์ รายงานว่าเมื่อเวลา 18.00 น. ที่สนามทุ่งศรีเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี กลุ่มคนอยากเลือกตั้งประมาณ 300 คนนำโดยนายฐาปนพงศ์ มั่นหมาย นักศึกษานิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานีโดยมีการเขียนข้อความและร่วมกันชูป้ายข้อความเพื่อแสดงสัญลักษณ์เรียกร้องรัฐบาลและ กกต. ฟังเสียงประชาชน ระบุว่าไม่เลื่อนการเลือกตั้งอยากเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. หมดเวลาของทหาร หมดเวลาของเผด็จการจากนั้นได้มีการยืนเรียงแถวพร้อมส่งเสียงว่า ‘ไม่เลื่อนการเลือกตั้ง’

นายฐาปนพงศ์ มั่นหมาย นักศึกษานิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี กล่าวว่าที่พากันมาวันนี้คือมาแสดงจุดยืนพวกเราไม่ต้องการให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งต่อไปอีกซึ่งเราต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลเผด็จการไม่ได้ทำให้ประเทศเจริญขึ้นทั้งนี้ ในการแสดงกิจกรรมดังกล่าว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เพราะมองว่ารัฐบาลนี้อยู่มานานเกินไปดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งทั้งนี้มองว่าข้ออ้างของผู้มีอำนาจที่จะใช้เลื่อนเลือกตั้งจาก 24 ก.พ. 2562 ซึ่งชาวบ้านที่ออกมาแสดงออกทางเจตนารมณ์ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้มีการเลือกตั้งเพื่อต้องการประชาธิปไตยบ้านเมืองก็จะได้เจริญก้าวหน้าพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศเหมือนประเทศอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์รายงานว่าในการจัดการกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบสังเกตการณ์ในบริเวณสนามทุ่งศรีเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดซึ่งอย่างไรก็ตามภายหลังการแสดงเจตนารมณ์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะแยกย้ายกลับ
มหาสารคามรวมตัวหอนาฬิกาตะโกน "บ่เลื่อนเลือกตั้ง"


ที่มา: komkhaotuathai

ที่วงเวียนหอนาฬิกา ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม เวลา 16.00 น. กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จ.มหาสารคาม นำโดยนางภิชา มณีวรรณ รวมตัวถือป้ายขอให้ กกต. กำหนดวันเลือกตั้งวันเดิมคือ 24 กุมภาพันธ์ 2562 พร้อมตะโกน "ไม่เลื่อนเลือกตั้ง" รวมทั้งตะโกน "บ่เลื่อนเลือกตั้ง" มีประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมาให้ความสนใจจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบคอยดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรพร้อมสังเกตการณ์


[full-post]


สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อ่านแถลงการณ์ 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' เมื่อเวลา 17.30 น.

Posted: 13 Jan 2019 02:30 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 17:30


'กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง' ออกแถลงการณ์ 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ระบุหาก 18 ม.ค. ยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษา ให้ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งได้ จะยกระดับการชุมนุมสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ 19 ม.ค.

13 ม.ค. 2562 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ออกแถลงการณ์ 'ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา' ระบุว่านับตั้งแต่วันที่เรามารวมตัวกันที่นี่เมื่อ 8 ม.ค. 2562 จนถึงวันนี้ ข้อเรียกร้องเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จนถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยจนการเลือกตั้งตามกำหนด 24 ก.พ. 2562 ที่รัฐบาลได้เคยให้คำมั่นไว้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกแล้วตามกฎหมาย อันถือว่าการเลื่อนเลือกตั้งและการตระบัดสัตย์ครั้งที่ 5 โดยหัวหน้า คสช. โดยมีประชาคมโลกเป็นสักขีพยาน ได้เกิดขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์

วันนี้เราใกล้หมดความอดทนกับความปลิ้นปล้อนตลบแตลง และความพยายามในการใช้สารพัดข้ออ้างรวมถึงการใส่ร้ายป้ายสี เพื่อปิดปากสื่อและประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง เราขอยื่นคำขาดต่อรัฐบาล คสช.

1.'ไม่เลื่อน' วันเลือกตั้งให้ล่วงเลยหลัง 10 มี.ค. เพราะจะสุ่มเสี่ยงให้กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งภายในกรอบ 150 วันนับจากวันมีผลบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 11 ธ.ค. 2561 อันอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งนั้นถูกชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ และกลายเป็นโมฆะ

2.'ไม่ล้ม' การเลือกตั้งด้วยเล่ห์กลหรือข้ออ้าง รวมถึงเทคนิคทางกฎหมายใดๆ ทั้งที่มีความพยายามทำอยู่ในวันนี้ และที่จะมีขึ้นในอนาคต

3.'ไม่ต่อเวลา' ให้กับการดำรงอยู่ในอำนาจของตนเอง ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบ ไม่ว่าจะในรูปของการใช้เสียงของ ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งมาสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ใช้ความเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการใช้งบประมาณและโยกย้ายข้าราชการอย่างไร้การตรวจสอบระหว่างช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการเลือกปฏิบัติ เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ถือเป็นการโกงการเลือกตั้งทั้งสิ้น

ภายในวันศุกร์ที่ 18 ม.ค. หากยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดทางให้กกต.กำหนดวันเลือกตั้งได้ เราจะถือว่ารัฐบาลคสช. ได้แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดถึงความไม่จริงใจในการคืนอำนาจให้ประชาชน และเราจะยกระดับการชุมนุมสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 17.00 น. วันเสาร์ที่ 19 ม.ค. พบกันที่ถนนราชดำเนิน


Posted: 13 Jan 2019 03:06 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 18:06


ภาคประชาชนตั้ง 'เครือข่ายปฏิบัติการเลือกตั้ง' (CEPP) ตรวจสอบ 'นักการเมือง-รัฐ-กกต.' ย้ำการเลือกตั้งจะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดย 'มือที่มองไม่เห็น'

13 ม.ค. 2562 ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการ อาคาร B นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาผู้นำเยาวชน (YLDF) โดย ดร.วงษ์ภูมิ วนาสิน และเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 100 คนทั่วประเทศได้มาร่วมงานแถลงการจัดตั้ง “เครือข่ายปฏิบัติการเลือกตั้ง หรือ CEPP : Civic Election Participation Partnership” ภายใต้การรับรองของ กกต. เพื่อช่วยประเทศทำหน้าที่ 3 ประการ คือ 1)การรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2)การชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และ 3)การสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง และให้มีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ในระยะเวลา 5 ปีตามกรอบอายุที่ กกต. กำหนดตามมาตรา 35 ประกอบมาตรา 22(5) แห่ง พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 และจะทำหน้าที่นี้ตลอดไป

นายศรีสุวรรณ ได้แถลงสรุปภารกิจของ CEPP ทั้ง 3 ประการข้างต้นจะเป็นงานหลักที่ต้องดำเนินการตามพันธกิจที่มีต่อ กกต. แต่นอกเหนือกว่านั้น จะมุ่งเน้นการตรวจสอบเพิ่มอีก 4 ประการซึ่งไม่สนใจว่า กกต. จะสนับสนุนหรือไม่ คือ 1)ตรวจสอบเล่ห์ฉลของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ส่อไปในทางซื้อสิทธิ์-ขายเสียง 2)ตรวจสอบพรรคการเมืองทุกพรรคว่ามีนโยบายที่ทำได้จริงและขัดต่อกฎหมายหรือไม่ 3)ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐว่ามีความเป็นกลางในการเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครพรรคใด พรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือไม่ และ 4)ตรวจสอบ กกต. ว่าดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ด้วย

ทั้งนี้ CEPP จะเปิดรับประชาชน หรือองค์กรภาคประชาสังคม หรือแนวร่วมทั่วประเทศที่ประสงค์จะเห็นการเลือกตั้งในทุกระดับเป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ได้ผู้แทนของประชาชนมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ สามารถอีเมลมาสมัครได้ที่ cepp.work@gmail.com ซึ่งระบบคัดกรองคือการเลือกตั้ง จะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยคนหรือกลุ่มคนที่เราเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” และหาก CEPP พบความผิดปกติจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการบุคคลหรือกลุ่มคนเหล่านี้ทันที แม้กระทั่งผู้ควบคุมกฎก็ไม่ละเว้น นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

[full-post]

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ (แฟ้มภาพ)

Posted: 13 Jan 2019 03:42 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 18:42


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต คัดค้านการเปลี่ยน 'เอกสารสิทธิที่ดิน สปก.' เป็น 'โฉนดทองคำ' สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ชี้นโยบายนี้ยิ่งจะเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินรุนแรงยิ่งขึ้น ผิดหลักการของการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว

13 ม.ค. 2562 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นคัดค้านการเปลี่ยน 'เอกสารสิทธิที่ดิน สปก.' เป็น 'โฉนดทองคำ' หรือสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินรุนแรงยิ่งขึ้น ผิดหลักการของการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาวทั้งมิติความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ มิติทางด้านเสถียรภาพและความสมดุล ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จะปล่อยให้ทุนนิยมเสรีหรือกลไกตลาดจัดสรรทรัพยากรอย่างเสรีโดยไม่บริหารจัดการหรือกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนโดยรวมไม่ได้

แม้นการให้ สปก. ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรสามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือซื้อขายได้อาจทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงและราคาอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่ถึง 10-15 เท่าโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ประชาชนและประเทศโดยรวมจะไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากจะก่อให้เกิดการเก็งกำไรที่ดิน สปก ในบางพื้นที่อย่างหนัก เกษตรกรจะสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินและความสามารถในเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน การเปลี่ยน 'สปก. ที่ดินเพื่อการเกษตร' เป็นพื้นที่ในการสร้างโรงงาน สร้างโรงแรมรีสอร์ต สร้างบ้านจัดสรร สร้างตึกแถว สร้างศูนย์การค้า หรือเอาไปพัฒนาหากำไรอื่นๆเหมือนโฉนด อาจทำให้ผู้มีอำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่มิชอบจากที่ดิน สปก. 35 ล้านไร่ จากนโยบายโฉนดทองคำได้ และจะทำให้อำนาจทุนขนาดใหญ่บวกอำนาจรัฐเข้าถือครองที่ดินอย่างไม่จำกัดจะสร้างความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวง ที่ดินจำนวนหนึ่งอาจถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเพราะรัฐครอบครองโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือนายทุนถือครองเพื่อเก็งกำไร ในที่สุด ที่ดิน สปก. 35 ล้านไร่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน ขณะที่เกษตรกรจะไร้ที่ทำกินหรือต้องเช่าที่ดินอันเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามการพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ หากต้องการเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนที่ดิน สปก. เป็น ที่ดินที่ใช้ในกิจการอื่นนอกเหนือการเกษตรกรรมและต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ต้องมีคณะกรรมการกำกับดูแลและพิจารณาเป็นรายกรณีไม่ใช่เปิดกว้างโดยทั่วไปตามแบบนโยบายโฉนดทองคำ ปัญหา 'การตะครุบที่ดิน' (land grabbing) จะเพิ่มขึ้นจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศและต่างชาติโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหลาย ระบบข้อมูลการถือครองที่ดินที่ไม่ชัดเจนและแปลงที่ดิน สปก. ให้ซื้อขายได้เพื่อกิจการอื่นๆจะทำให้ปัญหาการตะครุบที่ดินรุนแรงมากขึ้นในอนาคต การเพิ่มมูลค่าที่ดิน สปก. ควรทำให้ เอกสารสิทธิ สปก. สามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปได้นอกเหนือจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ดร.อนุสรณ์ ในฐานะอดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรว่า ข้อแรก ต้องรักษาหลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้ง สนับสนุนการทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 81 ของกฎหมาย สปก. ความว่า "ให้รัฐพึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ และสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดิน และวิธีการอื่นๆ" ทั้งนี้ สปก. เป็นดอกผลของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และแลกมาด้วยการต่อสู้เรียกร้องขององค์กรภาคประชาชนและขบวนการนิสิตนักศึกษา รวมทั้ง แลกมาด้วยชีวิตเลือดเนื้อของผู้นำชาวนา ผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยถูกลอบสังหารหลายคนในช่วงปี 2518 ในระหว่างการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและกฎหมาย สปก.

ข้อสอง เสนอให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังจะสูญเสียที่ดินทำกิน หรืออยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องที่จะยึดทรัพย์ หรือ จัดสรรเงินทุนซื้อที่ดินมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีที่ดินทำกิน ข้อสาม กำหนดการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดความสมดุล ข้อสี่ ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดเพดานการถือครองที่ดินที่เหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือเกษตรพันธะสัญญา ข้อห้า การปฏิรูประบบข้อมูลที่ดินทั้งหมดรวมทั้งที่ดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งยังคงรุนแรงขึ้นในไทย ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นมีมากโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ประกอบการและเจ้าของทุน กับแรงงานรับจ้างทั่วไปและเกษตรกรรายย่อยปราศจากที่ดินทำกิน มหาเศรษฐี 100 อันดับแรกของไทยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยของประเทศทรัพย์สินและความมั่งคั่งไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยและหนี้สินต่อครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นอีกด้วยในภาวะทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยสูญเสียที่ดินหลักประกันเนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้

ดร.อนุสรณ์ ยังระบุว่าสภาวะความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการถือครองที่ดินได้ทำลายศักยภาพของภาคเกษตรกรรมของไทย คนไทยส่วนใหญ่ขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดรายได้และไร้ซึ่งทรัพย์สินและการเข้าถึงปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลง การแทรกแซงโดยรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินภายใต้เจตจำนงสาธารณะเพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศและเสถียรภาพของสังคมไทย

[full-post]


Posted: 11 Jan 2019 10:35 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-12 13:35


'จอน อึ๊งภากรณ์' ปาฐกถาพิเศษ 'รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์' สนับสนุนปฏิรูปภาษีสร้างระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ยืนยันสร้างความเท่าเทียมดีกว่า 'สงเคราะห์ผู้ยากไร้' พร้อมเสนอ 3 ประเด็น ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประเทศไทย ชงรวมกองทุนสวัสดิการข้าราชการกับบัตรทอง เพื่อสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2562 มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) จัดงาน 'รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์' ขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่นโฮเทล กทม. โดยมีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 ราย

นายจอน อึ๊งภากรณ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ในฐานะองค์ปาฐกของงาน “รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ได้แสดงปาฐกถาสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปี 2561 หัวข้อ 'จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เดินหน้าสู่รัฐสวัสดิการครบวงจร' ตอนหนึ่งว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบโครงสร้างทางสังคมที่รัฐทำหน้าที่ดูแลกำกับให้ประชาชนทุกส่วนมีหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตในระดับที่พออยู่พอกินอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งมักจะประกอบด้วยหลักประกันถ้วนหน้าด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา รายได้ และด้านบริการสังคมอื่นๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิต เรียกได้ว่าเป็นระบบสวัสดิการที่ทุกคนมีสิทธิได้รับ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

นายจอน กล่าวว่า ในประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง เช่น หลายๆ ประเทศในยุโรป ประชาชนจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่จำเป็น หรือในการเรียนหนังสือถึงระดับปริญญา นอกจากนี้มีการจัดสรรบ้านเช่า หรืออพาร์ทเม้นท์ที่มีราคาต่ำให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง และประชาชนที่ว่างงานหรือเกษียณอายุหรือมีเหตุทำงานไม่ได้ก็จะได้รับการประกันรายได้ที่พออยู่พอกิน

“รัฐจะนำรายได้จากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า รวมถึงรายได้ที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของนายจ้างและลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้าต่างๆ ดังนั้นระบบรัฐสวัสดิการจึงเป็นระบบทางสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถของตน ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันประขาชนทุกภาคส่วนจะได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงสวัสดิการสังคมต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของระบบรัฐสวัสดิการ” นายจอน กล่าว

นายจอน กล่าวอีกว่า ระบบรัฐสวัสดิการมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบการสงเคราะห์ที่เล็งช่วยเหลือเฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น เช่น ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ริเริ่ม ทั้งนี้เพราะระบบรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของสิทธิที่เท่าเทียมกันทุกคนในฐานความเป็นมนุษย์ ไม่ว่ารวยหรือจนก็มีสิทธิเท่ากัน และเป็นเรื่องการยืนยันเรี่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สำหรับระบบการสงเคราะห์ผู้ยากจนนั้น มีลักษณะเหมือนเป็นการจัดสรรเศษเล็กๆ น้อยๆ ของความมั่งคั่งของประเทศเพื่อช่วยเหลือประทังชีวิตให้คนแก่คนจน โดยผู้ที่ประสงค์จะรับการสงเคราะห์นั้น จะต้องพิสูจน์ความยากจนและความไร้ที่พึ่งของตนจึงจะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่เป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายจอน กล่าวต่อไปว่าหากพิจารณาผิวเผิน ระบบสงเคราะห์อาจมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพราะเป็นการนำทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนที่มีความจำเป็นที่จะได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด ซึ่งตรงนี้ยังเป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ระบบสงเคราะห์มีข้อด้อยหลายประการ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ระบบสงเคราะห์เป็นการแบ่งแยกทำให้เกิดพวกเขากับพวกเรา 2. เพื่อเข้าถึงระบบสงเคราะห์ ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนและครอบครัว เป็นการเสียศักดิ์ศรี ผู้ได้รับการส่งเคราะห์รู้สึกเป็นภาระของสังคม 3. บริการแก่ผู้ยากจนมักเป็นบริการคุณภาพต่ำ ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อย เพราะเป็นบริการให้กับผู้ด้อยโอกาสที่ไม่มีเสียงจะเรียกร้องอะไร

4. ลักษณะการแยกสิทธิระหว่างผู้ที่อยู่เหนือเส้นแบ่งและใต้เส้นแบ่งความยากจน ย่อมสร้างความอยุติธรรม 5. การบริหารระบบการสงเคราะห์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ไร้ประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับรัฐสวัสดิการ 6. ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากระบบสงเคราะห์มักจะคัดค้านการถูกเก็บภาษีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในสวัสดิการที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ ทำให้มีแรงกดดันตลอดที่จะคุมค่าใช้จ่ายให้ต่ำ 7. ระบบสงเคราะห์เฉพาะคนจน สู้ระบบรัฐสวัสดิการไม่ได้ในด้านของการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจน

นายจอน กล่าวว่า ระบบรัฐสวัสดิการถ้วoหน้าเกิดขึ้นทั้งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิคมและทุนนิยม โดยนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมเชื่อว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาคุณภาพของคนในสังคมให้มากที่สุด

“สำหรับในประเทศไทย ยังขาดระบบรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ยังขาดนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการผลักดัน ทั้งในแง่ของวิชาการ การออกแบบโครงสร้างและกลไกของระบบ รวมทั้งการออกแบบระบบภาษีให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายระบบสวัสดิการดังกล่าว” นายจอน กล่าว

นายจอน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีระบบประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ ยังมีข้อจำกัดที่จะต้องก้าวข้ามต่อไป สำหรับระบบประกันสังคมนั้นยังขาดโครงสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และยังครอบคลุมคนทำงานเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกบั่นทอนโดยงบประมาณสวัสดิการข้าราชการ และโครงสร้างการแพทย์พาณิชย์

“ประเทศของเราเป็นประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจปานกลาง แต่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงสุดในโลกประเทศหนึ่ง ประเทศไทยจึงมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและมีความเหมาะสมทางสังคมที่จะสร้างระบบรัฐสวัสดิการครบวงจร เพื่อให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้น้อยลง” นายจอน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีเครือข่ายที่ได้สนับสนุนให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ปรึกษาหารือกับนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ และได้ศึกษาความเป็นไปได้ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยข้อเสนอคือ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1. การศึกษา 2. สุขภาพ 3. ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 4. งาน รายได้ และประกันสังคม 5. ระบบบำนาญ 6. สิทธิเชิงสังคม วัฒนธรรม และบริการ โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยการปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ นายจอน ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เข้มแข็ง มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. จำเป็นต้องมีการรวมกองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสวัสดิการข้าราชการเพื่อสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวที่มีคุณภาพสูง 2. ควรต้องมีมาตรการที่ทั้งเอื้ออำนวยและบังคับให้ คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนรับคนไทยและผู้ป่วยส่วนหนึ่งมาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพ เช่น อย่างน้อย 60% ของผู้รับบริการทั้งหมด 3. ระบบหลักประกันสุขภาพควรต้องมีบริการที่เอื้ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น มีคลินิกนอกเวลาราชการ นัดแนะใช้บัตรคิวออนไลน์ เป็นต้น

[full-post]



Posted: 11 Jan 2019 11:03 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-12 14:03


12 ม.ค. 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่าสมาคมฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาผู้นำเยาวชน (YLDF) โดย ดร.วงษ์ภูมิ วนาสิน และเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างๆ ทั่วประเทศได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายปฏิบัติการเลือกตั้ง หรือ CEPP: Civic Election Participation Partnership” ขึ้นมาโดย กกต.ได้ให้การรับรองแล้ว (เลขที่ 4/2561) เพื่อช่วยทำหน้าที่ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง และความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามมาตรา 35 ประกอบมาตรา 22(5) แห่ง พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการทำให้การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ และการเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คือ การที่มีภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ออกมาเป็นหูเป็นตา คอยเฝ้าระวัง และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักเลือกตั้ง ที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ที่มีความแยบยลมากมายสารพัด รวมทั้งการใช้อำนาจรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง หรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ รวมทั้งเล่ห์ฉลกลอุบายในการใช้เทคนิคทางกฎหมายในการ “เลื่อนเลือกตั้ง” ในขณะนี้ด้วย

เครือข่ายปฏิบัติการเลือกตั้ง หรือ CEPP จึงจำต้องจัดตั้งขึ้นมาเพื่อระดมและเปิดรับอาสาสมัครผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันในการเป็นตาสับปะรดทั่วประเทศ (77 จังหวัด) ที่สนใจมาร่วมเป็นเครือข่ายฯร่วมกันในครั้งนี้ โดยจะมีการแถลงรายละเอียดของพันธกิจของเครือข่ายในวันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค.62 นี้เวลา 9.30-12.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ โดยจะเปิดแถลงการจัดตั้ง “เครือข่ายปฏิบัติการเลือกตั้ง หรือ CEPP” อย่างเปิดทางการ พร้อมตั้งประเด็นการจับผิดพรรคการเมืองและนักเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งจับผิดผู้มีอำนาจรัฐ-องค์กรอิสระที่ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย โดยประชาชนที่สนใจสามารถเดินทางมาเข้าร่วมงานและสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายฯดังกล่าวได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

[full-post]



Posted: 11 Jan 2019 11:17 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-12 14:17


กรุงเทพโพลสำรวจพบเด็กไทยใช้สมาร์ทโฟนถึงร้อยละ 96.7 โดยร้อยละ 74.8 ระบุว่ามีสมาร์ทโฟนเป็นของตนเอง ทั้งนี้ร้อยละ 84.7 ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อดูหนังฟังเพลง รองลงมา ร้อยละ 78.5 ใช้เล่นเกม เด็กไทยยังบอกว่าการใช้สมาร์ทโฟนทำให้ติดต่อสื่อสาร/แจ้งข่าวกับครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว มีส่วนให้เกิดการสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว


เนื่องด้วยวันเสาร์ที่ 12 ม.ค. นี้ ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ กรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กๆ ในเรื่อง “เด็กไทยรุ่นใหม่ หัวใจสมาร์ทโฟน” โดยเก็บข้อมูลจากเด็กที่มีอายุ 6-14 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,052 คน พบว่า

เด็กไทยในปัจจุบันเล่นสมาร์ทโฟ/ไอแพด ร้อยละ 96.7 โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 74.8 ระบุว่าเป็นเครื่องของตัวเอง และร้อยละ 21.9 ระบุว่าเป็นเครื่องของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ขณะที่มีเด็กเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้นที่ระบุว่า ไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟน/ไอแพด พ่อแม่ไม่ให้เล่น มี่มีอุปกรณ์ และไม่ชอบเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้เด็กๆ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.7 ระบุว่าใช้สมาร์ทโฟ/ไอแพดเพื่อดูหนัง/ฟังเพลง รองลงมาร้อยละ 78.5 ระบุว่าใช้เพื่อเล่นเกม และร้อยละ 45.2 ใช้เพื่อหาข้อมูล/ความรู้ประกอบการเรียน

สำหรับการใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟน/ไอแพด ของเด็กๆ นั้น ร้อยละ 37.0 ระบุว่าประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาร้อยละ 23.6 ระบุว่าประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 11.6 ระบุว่าประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน

ส่วนบุคคลที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.5 มักจะขอคำปรึกษา เวลามีปัญหาเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ คือ พ่อแม่/ผู้ปกครอง รองลงมาร้อยละ 19.1 ระบุว่าค้นหาเองในกูเกิล และ ร้อยละ 14.1 ระบุว่าปรึกษาเพื่อน

เมื่อถามว่า “เด็กๆ ใช้สมาร์ทโฟน/ไอแพดเพื่อสานสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวในเรื่องใดบ้าง” ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.1 ระบุว่า ติดต่อสื่อสาร/แจ้งเหตุ/บอกเหตุได้อย่างรวดเร็ว รองลงมาร้อยละ 53.5 ระบุว่าได้เห็นหน้าตากันโดยการคุยผ่านวีดีโอคอล และร้อยละ 37.9 ระบุว่าพูดคุยพร้อมกันได้ทีละหลายๆ คน

[right-side]


Posted: 12 Jan 2019 12:23 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-12 15:23


กลุ่ม 10 เมษา ได้เชิญชวนประชาชนที่พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านการเลื่อนเลือกตั้งร่วมลงชื่อผ่านทางเฟสบุ๊คกลุ่ม 10 เมษา และเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อกว่า 200 รายชื่อ

สำหรับ 'กลุ่ม 10 เมษา' เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มกวี นักเขียน นักกิจกรรม ที่มีความเห็นร่วมกันว่าควรจะแสดงจุดยืนและเรียกร้อง คสช.ให้คืนสิทธิให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมประเทศด้วยการเลือกตั้ง พร้อมทั้งจะมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 เมษา ได้เปิดแถลงการณ์ผ่านบทกวี "เลื่อน ลง หลุม" โดย ประกาย ปรัชญา

"เลื่อน ลง หลุม"

ควรคือการ "เคลื่อนห่างไปข้างหน้า"
ทว่า เลื่อนโดยลักษณ์ใด "ไหลลงต่ำ"
ไส้ขดเน่าขดไหนเลื่อนไหลนำ
ที่ซ่อนงำ ซุกเงื่อน เลื่อนไหลตาม
ไส้เลื่อนลงกลับกลอกอวดยอกย้อน
เป็น "ปอดแหก" แทรกซ้อนนอนเปลหาม
"ติดเชื้อในกระแสสำนึก" แผ่ลึกลาม
"ความสิ้นอาย" กลายเป็นนิยาม "ความต้านทาน"
คุณมันโคม่า โรคหน้าหนา
คุณมันโคม่า โรคหน้าด้าน
ป่วยหนักตรรกะเผด็จการ
หวาดสิ่งซึ่งฝันหวานจะพานพัง...
ไส้เลื่อนลงกี่ขดกี่กอง เรื่องของคุณ!
โลกหมุนสู่แสงแห่งฝั่งหวัง
สิทธิ์เสียงสิ่งชี้ชีวิตยัง
และยอมกระทั่งเลือดเนื้อเพื่อเสรี
เลื่อนหลอกอารยะ ปลุกทุรยุค
ผู้คนย่อมถูกปลุกในทุกที่
ความสิ้นอาย ถูกโห่ ถูกโต้ตี
กว้างกว่าเงาปืนนี้จะคลี่คลุม
เลื่อนลงต่ำ เลื่อนเลือกตั้ง อย่ายั้งหยุด
ไปสังสรรค์บรรพบุรุษสุดก้นหลุม
กอบเศษซากมารดามาชุมนุม
กำเนิดกลุ่ม "ไม่เอาประชาธิปไตย" อยู่ใต้ดิน

กลุ่ม 10เมษา
9 มกราคม 2562

เดินฝ่าแดนสนธยา: บทกวีเปิดผนึกชวนลงชื่อค้านเลื่อนเลือกตั้ง

ผู้ร่วมลงชื่อ
1. อนันต์ เกษตรสินสมบัติ
2. เดือนวาด พิมวนา
3. ประกาย ปรัชญา
4. วฒน
5. เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม
6. อมรศักดิ์ ศรีสุขกลาง
7. เพียงคำ ประดับความ
8. สมเจตน์ ไชยเกิด
9. ปราโมทย์ ระวิน
10. ปานจิต จันทรา
11. กิตติ วิสารกาญจน
12. สุชาดา สิงห์เงิน
13. อภิชญา อยู่ภู่
14. ต่อพงษ์ ไหลกุล
15. รชา พรมภวังค์
16. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
17. ศรีราม อโยธยา
18. ประพันธ์ กอนแก้ว
19. เชิดชาย ประเสริฐสังข์
20. ธนาคาร สาระคำ
21. สมโชค ตันกันภัย
22. ภาณุ ตรัยเวช
23. ธนัฏฐ์ ไกรนรา
24. อาธร นวทิพย์สกุล
25. กนกวรรณ เกิดผลานันท์
26. ตาปอ พ่ออีหง่าวคุง
27. ธนดล เสรีรัตน์
28. ศรันย์ สมันตรัฐ
29. สุชาติ สวัสดิศรี
30. ชาญณรงค์ จรัสภัคโชค
31. สุรัตน์ชัย เกิดฉาย
32. ชารา
33. ปัททุมมา ผลเจริญ
34. ศรีสมร โซเฟร
35. โมน สวัสดิ์ศรี
36. รัญชา ราชันย์
37. จิรภัทร อังศุมาลี
38. สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย
39. มงคล เมษไกรสร
40. เวียง-วชิระ บัวสนธ์
41. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
42. ชัยพร นำประทีป
43. ธัช ธาดา
44. เฉลิมชัย กุลประวีณ์
45. ยังชิน แก้วชัยเจริญกิจ
46. สมโชค โชติชัยวงศ์
47. สิริณัฐ ศิลสุทธิ์
48. อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์
49. รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน
50. ทองธัช ทองเสียดสด
51. รอมแพง อริยมาศ
52. อานนท์ บุญเชิดชู
53. เปีย สุรเวส
54. อลงกรณ์ ประมวญทรัพย์
55. สุริยกานต์ พรมมงคล
56. มัทนา อัจจิมา
57. ยรรยง เที่ยงทิศ
58. อนุชา วรรณาสุนทรไชย
59. อากร ภูวสุธร
60. ประภา คำพิมาน
61. เอกลักษณ์ อุทัยเสวก
62. รุ่งนภา คำสวัสดิ์
63. สมใจ สังข์แสตมป์
64. ศักดิ์รพี รินสาร
65. สฤษดิ์ ผาอาจ
66. สันติภาพ วัฒนะ
67. พัชราภา ตันตราจิน
68.บุญเลิศ วิเศษปรีชา
69. จารุพัฒน์ เพชราเวช
70. หทัยรัตน์ มิ่งขวัญ
71. สมภพ นิลกำแหง
72. พัชรี เทศศิริ
73. เรืองศิลป์ ศรีพุทธิรัตน์
74. วิสุทธิ์ ดุลยยางกูล
75. สำเริง สิงห์ผงาด
76. กฤษณพล ศรีบูรพา
77. ทัตพงศ์ จิตรกลาง
78. สุรศักดิ์ อัศวเสนา
79. คาล รีอัล
80. ฐิตาภัสร์ อัครพัชราศักดิ์
81. พิชามญชุ์ อาจคะนอง
82. ภานุพงษ์ เชื้อเมืองพาน
83. วัฒน์ ยวงแก้ว
84. จรัญ หอมเทียนทอง
85. ศักดา แซ่เอียว (เซีย ไทยรัฐ)
86. อุบล โออินทร์
87. รวิวาร (รวิวาร รวิวารสกุล)
88. รักษิณี แก้ววัชระรังษี
89. สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ
90. ขนิษฐา อำพนพรรณ
91. วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
92. นิธิ นิธิวีรกุล
93. สุไลมาน วิสิทธ์
94. จิรวัฒน์ ใจหลัก
95. โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ
96. กริสนี ทรัพย์บุญรอด
97. ฐิตาภัสร์ อัครพัชราศักดิ์
98. ศรีไพร นนทรีย์
99. อภิศักดิ์ ศิลปสิทธิ์
100. โกวิทย์ ซมมิน
101. เฟื่องเฉลย สังข์สกฤษณ์
102. ธีรพล พัฒนภักดี
103. เรวดี กระจ่างแจ้ง
104. ยุพา พวงทองดี
105. พรวลัย ทวีธนวาณิชย์
106. อาภรณ์รัตน์ บุญไชย
107. ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล
108. สุวัฒน์ ลิ้มสุวรรณ
109. อับดุลฮากีม โตะและ
110. ทองชุบ อาบสุวรรณ
111. รจนา วงค์วัฒนา
112. รุ่งรพี เจริญผล
113. สมชาย เจริญวโรดม
114. นิตยา โสภา
115. นิทัศน์ วานิช
116. ชญานิน คงส่ง
117. กุลวดี ศาสตร์ศรี
118. กษพงษ์ ชวนะโรจน์ฤทธิ์
119. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
120. ปิยนุช ยอแสงรัตน์ เกตุจรูญ
121. ภูดิศ ค่ำคุณ
122. วิโรจน์ ศรีเลิศ
123. ชญาทิพ บุญเต็ม
124. เรวดี สิทธิสุราษฎร์
125. ศิริชัย รวยลาภ
126. เอกลักษณ์ จุลสุคนธ์
127. พงศธร ศรเพชรนรินทร์
128. อัญชลี มณีโรจน์
129. เสาวนีย์ หญีตน้อย
130. สมโภช อินทะนะ
131. นิพนธ์ ขันแก้ว
132. เหม เพลิงธรรม
133. เอกชัย นาคขวัญ
134. อดิศักดิ์ ปิ่นแก้ว
135. แอนนา ศรีเทพ
136. อารียา สุวรรณราช
137. สุทธา น้อยจีน
138. วิจิตร สุจารี
139. กิติมา เชาวน์เกษม
140. ลมไสว ชอบธรรม
141. เยาวเรศ ราชเกษร
142. อุดมพร คำใสแสง
143. ธนภูมิ คงไพรสันต์
144. พะเยาว์ อัคฮาด
145. วิภา พลอยงาม
146. เกรียงศักดิ์ โกกิม
147. สุเทพ ลือสิงหนาท
148. นิพนธ์ เฒ่า เสาธง
149. อธิชา หอมชื่น
150. คนึงนิตย์ อุตมา
151. สุรสีห์ แสงธรรม
152. มานพ เบ้าลา
153. สุรเดช ทองเข็ม
154. ปัทมา ไทยอนันต์สมบัติ
155. พยุง ทรงธรรม
156. นงนาท เทินสระเกษ
157. ซ่อนกลิ่น มณีนาค
158. ณัฏฐา มหัทธนา
159. อรุณวตี ฉัตรเท
160. คมกริช พันแสง
161. อัจจิมา คงอำไพทรัพย์
162. ศิริชัย เทียนมณี
163. อนันต์ ใบมาก
164. จิตตา ธนันศรี
165. กิตติพงษ์ บุญโคตร
166. โสภิดา พันธวงศ์เดชา
167. อรพันธ์ พยัคฆบุตร
168. ทศพล เตชะอำพลกุล
169. อุทยาน โสภา
170. วีระ ชวนไชยสิทธิ์
171. ชัยยงค์ อนุตโร
172. ชาลี ชมภูแดง
173. พูนทรัพย์ อินทองหลาง
174. ละมัย รัตนพลที
175. นิรันดร์ แสงวิภาค
176. เต็มสิริ สามสี
177. จารุณี ชัยเจริญ
178. พิณ รักษาบุตร
179. เชาวนาถ พุทธคุณอนันต์
180. สิทธิศักดิ์ แสงจันทร์วิบูลย์
181. พิพัฒน์ ปราโมทย์
182. พีระ สาลี
183. ภาคิไนย์ ชมสินทรัพย์มั่น
184. อนงค์รัตน์ Anongratana Reuben
185. วารุณี สอนเนียม
186. สุทธิพจน์
187. โสภณ รุ่งเรืองพิพัฒน์ (ภูผา)
188. ณฐพงศ์ พันธุ์พาณิชย์
189. วิทยา โตสมบัติ
190. ภิรญา อนันตกุล
191. ดวงกมล ทองหมื่นไวย์
192. ณภัทร วงษ์นุ่ม
193. สุริยะ มีชัย
194. สิทธสาร กันพรม
195. จันทร์จิราพร เตชะอำพนกุล
196. วรรณวิมล วงศ์กาฬสินธุ์
197. ธนาวัฒน์ อุ่นเรืองศรี
198. ครรชิต นรเศรษฐาภรณ์
199. ลินจง โอคาเบะ
200. ไพบูลย์ พันธ์เมือง
201. ชำนาญ กันมาลัย
202. พรพิศ ผักไหม
203. พัชรินทร์ ใยบัว
204. มงคล ปรารมภ์
205. สุธีร์ พุ่มกุมาร
206. สมชาย บำรุงวงศ์
207. ผล เมืองป่า
208. วิเชียร พบร่มเย็น
209. ประกาศิต ชัยนาม
210. รจเลข วัฒนพาณิชย์
211. วสันต์ พันธ์นิกร
212. ปรัชญ์จวรรณ แสงโพธิ์
213. เจษฎา บัวบาล
214. กัญญาภัค แสงโพธิ์
215. มุทิตา แสงโพธิ์
216. ศฤงคาร แสงโพธิ์
217. นงนุช ตามวงศ์วาลย์
218. สุทธิรักษ์ จันท์ฉาย
219. บุญวรรณี วิริยะชัยวงศ์
220. รัตนาภรณ์ ชาวชายโขง
221. ประยูร อนุการ
222. ธีระพล อันมัย
223. ชุติมา มณีศรีแสง
224. วิทยากร โสวัตร
225. เปีย วรรณา
226. ญาดา มณีรัตตกุล
227. มูร้อด มูซอ
228. ฉันท์หทัย อาจอ่ำ
229. สุรพศ ทวีศักดิ์
230. ปัญญา สีสัน
231. ณัฏฐณิดา มีวังปลา
232. เก๋ไก๋ แจ่มแจ้ง
233. องอาจ ไวยบุญญา
234. ไท บ้านดิน
235. ไพฑูรย์ กิจพยัคฆ์
236. อรุณ นมัสสิการ
237. วราธรรม ธรรมดี
238. โหน่ง โอเคนิติราษฎร์
239. อรวรรณ คงสมบูรณ์
240. เกรียงศักดิ์ พรรณวิชัย
241. สุภาพร ประทุมรัตน์

[full-post]


Posted: 12 Jan 2019 01:12 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-12 16:12


ณัฏฐา มหัทธนา
12.01.62

การให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ. เช้าวันนี้ มีเนื้อหาที่น่าละอายแก่ใจเป็นอย่างยิ่ง

จากข่าว มติชน: ‘บิ๊กแดง’ ฮึ่ม!กลุ่มคนอยากลต.ทำประเทศวุ่น ซัดพวกน่ารำคาญ เผย ‘บิ๊กป้อม’ เตรียม แผนรับมือทั้ง ‘พระราชพิธี-เลือกตั้ง’ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.กล่าวว่า

1. “เมื่อถามถึง การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่รณรงค์ไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้งนั้น พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ต่างคนต่างความคิด คนบางคนคิดอย่างนี้และโดนสั่งให้มาทำอย่างนี้ ก็คิดอยู่ในโหมดนี้อย่างเดียว ไม่ได้มององค์ประกอบต่างๆ ว่าจะมีผลอย่างไร ไม่ได้มองถึงรัฐธรรมนูญและกรอบเวลาที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดไว้แล้ว”

ขอถาม ผบ.ทบ. ว่า คำว่า “คิดอย่างนี้และโดนสั่งให้มาทำอย่างนี้” หมายความว่าอะไร ใครสั่ง? การยืนยันหลักการประชาธิปไตยพื้นฐานและการปกป้องสิทธิทางการเมืองของตนเอง เป็นสามัญสำนึกที่มีได้ในประชาชนทุกคน ไม่มีมนุษย์คนใดจะสั่งมนุษย์คนไหนให้ต้องการความยุติธรรม มันคือคุณสมบัติติดตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เป็นเด็กยังไม่รู้ภาษา ตรงกันข้าม ในฐานะเลขาธิการ คสช. ใครสั่งให้ท่านมาละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วยเงินภาษีของเรามาเกือบห้าปี?

เรามององค์ประกอบของรัฐธรรมนูญแน่นอน จึงได้พยายามปกป้องการเลือกตั้งไม่ให้ถูกเลื่อนออกไปถึงจุดเวลาที่จะมีความเสี่ยงที่จะประกาศผลการเลือกตั้งไม่ทันกรอบเวลา 150 วัน อันอาจทำให้การเลือกตั้งต้องถูกสั่งให้เป็นโมฆะในที่สุด

ท่านสามารถพูดพล่อยๆ ล้างสมองประชาชนและได้พื้นที่สื่อทั้งหมด ในขณะที่เรามีรายละเอียดชัดเจนแต่การสื่อสารกลับถูกสกัดกั้น

2. "มันก็มีคนประเภทนี้ในสังคมไทย ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าอยากให้เป็นอย่างนี้ อยากจะให้เกิดความวุ่นวาย ก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าคนที่เขาเข้าใจคงจะรำคาญ ประชาชนที่อยากทำมาหากินตามปกติและที่มีเหตุผลว่า ทำไมจะต้องเลื่อนเลือกตั้ง ซึ่งผมก็ยังไม่ได้รับทราบ เพราะ กกต. ไม่ได้ประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ก็ตีความกันไป”

คนประเภทนี้คือคนประเภทไหน? ทุกประเทศประกอบด้วยคนหลากหลายความคิด ในสังคมประชาธิปไตยการชุมนุมโดยสันติวิธีเป็นช่องทางการแสดงออกที่จำเป็นและสำคัญ จึงได้ถูกรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและในรัฐธรรมนูญไทย มีเพียงเผด็จการเท่านั้นที่พยายามดิสเครดิตทุกทาง ป้ายสีว่าการชุมนุมโดยสันติของเราเท่ากับความวุ่นวาย เพื่อที่ตนจะสามารถทำเลวทรามกับประเทศได้ตามอำเภอใจ

ทำไมไม่คิดบ้างว่าประชาชนจะเดือดร้อนรำคาญหรือไม่ ที่รัฐบาล คสช.ได้ยึดอำนาจและบั่นทอนประเทศทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างไร้การตรวจสอบมายาวนานเกือบห้าปี?

3. “ทุกอย่างมันมีเวลา ทุกอย่างมีกรอบเวลาและมีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ถ้าไปคิดตาม Timeline ปฏิทิน การเลือกตั้งทุกอย่างก็อยู่ในกรอบเวลา ส่วนงานพระราชพิธี ต้องบอกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยแต่คนพวกนี้ก็ไม่เคยคิด อย่างที่ผมบอก คนพวกนี้ก็คิดแบบนี้ จะไปเปลี่ยนเขาก็ไม่ได้"

เพราะทุกอย่างมีกรอบเวลา และการเลื่อนเลือกตั้งครั้งที่ 5 นี้มีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะเข้าเงื่อนไขให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จนรัฐบาล คสช.สามารถยื้ออำนาจต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด เราจึงต้องออกมาปกป้อง

ไม่มีใครบอกว่าพระราชพิธีไม่มีความสำคัญ ต้องสำคัญแน่นอนพวกท่านจึงได้ยกมาเป็นข้ออ้างหนึ่งเดียวที่คิดว่าจะมีขนาดใหญ่พอจะกลบเจตนาแฝงทั้งหมดเพื่อการสืบทอดอำนาจได้

4. “ขอความร่วมมือประชาชนช่วยฟังข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่เชื่อถือได้และสื่อของรัฐ”

สื่อของรัฐเผด็จการจะเชื่อถือได้อย่างไร? ในเมื่ออำนาจที่ไร้การตรวจสอบนั้นเป็นปฏิปักษ์กับผลประโยชน์ของประชาชน

วันนี้สื่อทุกสื่อถูกปิดกั้นด้วยคำสั่ง คสช.ที่ละเมิดเสรีภาพสื่อและยังไม่ถูกยกออกไป ซ้ำร้ายเมื่อวันก่อนหัวหน้า คสช.ยังปรามสื่อไม่ให้พื้นที่กับพวกเรา ประชาชนมีหน้าที่ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่รอบด้าน สองมือเปล่าของเราเท่านั้นจะหยุดทรราชได้

เผด็จการไม่เคยชนะประชาชน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนตระหนักในศักดิ์ศรีของตนเอง พรุ่งนี้ออกมาพูดคุยกัน แสดงพลังโดยสันติวิธี

“ไม่เลื่อน ไม่ล้ม ไม่ต่อเวลา”
ห้าโมงเย็น แยกราชประสงค์.

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.