President Donald Trump in the Oval Office in Washington, April 21, 2017.

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าผู้คนปิดตาตัวเองมาหลายสิบปีและจะยอมรับสถานะเดิมเรื่องเกาหลีเหนือต่อไปไม่ได้

ในวันพุธที่ 26 เมษายนนี้ วุฒิสมาชิกทั้งสภารวม 100 คน จะเข้าฟังการบรรยายสรุปลับเรื่องเกาหลีเหนือที่ทำเนียบขาวตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

โดยเจ้าหน้าที่ผู้บรรยายสรุปครั้งนี้ จะรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการข่าวกรองกลางแห่งชาติ และประธานคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมของสหรัฐฯ

นับเป็นเหตุการณ์พิเศษที่จะมีการบรรยายสรุปข้อมูลลับต่อสมาชิกวุฒิสภาเต็มคณะที่ทำเนียบขาว

FILE - Defense Secretary Jim Mattis, left, walks with Secretary of State Rex Tillerson at the White House in Washington, April 3, 2017. Mattis and Tillerson will be among officials briefing U.S. senators on North Korea.

ในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งได้หารือกับคณะทูตซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคง องค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวว่า "การรักษาสถานะเดิมเรื่องเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้"

และว่า "เกาหลีเหนือเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งของโลกซึ่งต้องได้รับการแก้ไข แต่ผู้คนได้ปิดตาตัวเองมานานหลายสิบปีแล้วและขณะนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องแก้ปัญหา"

ผู้นำของสหรัฐฯ ได้สนทนาปัญหาเกาหลีเหนือทางโทรศัพท์กับผู้นำของญี่ปุ่น จีน และเยอรมนี

นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้กล่าวหลังการหารือทางโทรศัพท์รวมเวลา 30 นาทีเมื่อเช้าวันจันทร์ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือแสดงความอดกลั้นและไม่มีพฤติกรรมยั่วยุ และว่าทั้งสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น จะใช้ความระแวดระวังอย่างสูงรวมทั้งตอบโต้อย่างหนักแน่นด้วย

ผู้นำของทั้งสองประเทศเห็นด้วยว่าจีนควรมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการกับเกาหลีเหนือ

Japan's Prime Minister Shinzo Abe speaks to reporters at his office in this photo taken by Kyodo, in Tokyo, Japan April 24, 2017, after speaking with U.S. President Donald Trump on the phone.


ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้น ผิงของจีนก็แสดงความหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลียิ่งเลวร้ายลง

ขณะนี้บรรดานักวิเคราะห์ทั้งในสหรัฐฯ และในจีน เชื่อว่าจีนได้ขู่จะตัดการส่งน้ำมันดิบให้เกาหลีเหนือ หากรัฐบาลกรุงเปียงยางยังจะทดลองอาวุธนิวเคลียร์อีก

แต่เมื่อวันอาทิตย์ หนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun ของพรรคคนงานเกาหลีเหนือ ขู่ว่า "เกาหลีเหนือสามารถจะจมเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ได้ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว"

In this April 15, 2017 photo, a submarine missile is paraded across Kim Il Sung Square during a military parade, in Pyongyang, North Korea to celebrate the 105th birth anniversary of Kim Il Sung, the country's late founder.
In this April 15, 2017 photo, a submarine missile is paraded across Kim Il Sung Square during a military parade, in Pyongyang, North Korea to celebrate the 105th birth anniversary of Kim Il Sung, the country's late founder.

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807313979



FILE - In this Oct. 18, 2014 file photo, former chief minister of India's Tamil Nadu state Jayaram Jayalalitha travels in a car accompanied by a row of cars with red beacon lights after being released from a prison in Bangalore, India.

อินเดียกำลังพยายามลดการยึดติดกับค่านิยมเรื่องการเป็นบุคคลสำคัญหรือ “วีไอพี” หนึ่งในความพยายามนี้คือการประกาศเลิกใช้ “ไฟสัญญาณวับวาบ หรือ หวอ สีแดง” บนหลังคารถซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิพิเศษ

ปกติเมื่อตำรวจจราจรเห็นรถที่มีไฟหวอสีแดงแล่นผ่านในอินเดีย พวกเขาจะรีบมาช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดทางให้แล่นผ่าน

และบางครั้งรถพยาบาลยังต้องรอบุคคลวีไอพีเหล่านี้!

แต่ล่าสุด นายกรัฐมนตรีนเรนดรา โมดิ ประกาศว่า "ชาวอินเดียทุกคนคือบุคคลวีไอพีและห้ามใช้หวอสีแดงอีกต่อไป"

ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป พาหนะที่ทำหน้าที่ฉุกเฉินเท่านั้น เช่น รถดับเพลิงและรถพยาบาล จะสามารถใช้หวอได้ และจะเป็น "หวอสีน้ำเงิน" แทน

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลต่อเนื่องหลังจากที่ศาลสูงสุดของอินเดียตัดสินว่า การใช้หวอสีแดงอย่างแพร่หลายสะท้อนถึงระบบเจ้านายจากยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย ซึ่งขัดกับสังคมที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในยุคปัจจุบัน

คดีดังกล่าวตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้หวอติดรถยนต์

นายกรัฐมนตรีโมดิ ตอกย้ำผ่านทวีตว่า “หวอเป็นสัญลักษณ์แห่งการเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสังคมอินเดียยุคใหม่”

ประชาชนหลายคนรู้สึกไม่พอใจเมื่อเจอรถติดเพื่อรอพาหนะของบุคคลวีไอพีแล่นผ่าน

หนึ่งในผู้คับข้องใจเหล่านั้นคือ Ratna Dehadrai เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดชนชั้นหนึ่งจึงอยู่สูงกว่าคนอื่น? เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกสงสัยถึงความเท่าเทียมกันในสังคม

แม้ว่าผู้นำประเทศกำลังเร่งมือลบค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการอยู่เหนือผู้อื่น แต่ประชาชนก็ยังเห็นว่าการเลิกใช้ “หวอแดง” อย่างพร่ำเพรื่อนี้ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์

Neerja Chowdhury นักวิเคราะห์การเมืองที่กรุงนิวเดลี กล่าวว่า "อินเดียยังไม่ได้กำจัดระบบศักดินาให้หมดไป ขณะที่สังคมเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยสมัยใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว"

เธอเห็นว่า ที่ผ่านมาความรู้สึกของคนชั้นสูงที่ว่าพวกตนเกิดมาพร้อมกับสิทธิ์ที่จะได้รับสิ่งต่างๆ เป็นพิเศษ หยั่งรากลึกมากขึ้น มากกว่าที่จะจืดจางไปตามกาลเวลา

เธอยังคงจำได้ว่า มีนักการเมืองหนุ่มคนหนึ่งที่บอกว่าความน่าตื่นเต้นจากการได้เข้าร่วมรัฐบาล คือรถของเขาจะได้ติดหวอสีแดง หรือที่เรียกในอินเดียว่า “laal batti”

นั่นหมายความได้ว่า “หวอสีแดง” คือเครื่องแสดงอำนาจ และนำมาซึ่งความสนใจและการยอมรับ

คนเหล่านี้คือผู้ที่สามารถแซงคิวได้ ตัดหน้าผู้อื่นได้ โดยเฉพาะบนท้องถนนที่คนอื่นเจอปัญหารถติดอย่างสาหัส รวมถึงได้สิทธิ์พิเศษจากสายการบิน ได้อยู่บ้านหรูหราของรัฐ และได้คนอารักขาไปดูแลคู่สมรสขณะเดินช็อปปิ้งด้วย

เหตุการณ์หนึ่งที่กระทบใจคนจำนวนมากเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Ravindra Gaikwad ทำร้ายพนักงานสายการบิน Air India วัย 62 ปี และใช้รองเท้าตีพนักงานคนนั้นอีกยี่สิบกว่าครั้ง

ต้นเหตุของการบันดาลโทสะครั้งนี้ คือนักการเมืองผู้นี้ไม่ได้ที่นั่งชั้นธุรกิจบนเครื่องบินที่มีแต่ที่นั่งชั้นประหยัด

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีโมดิปฏิรูปการใช้หวอสีแดง หนังสือพิมพ์ The Times of India เขียนในบทบรรณาธิการว่า "บุคคลในรัฐบาลไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าผู้อื่น และต้องรู้จักการเข้าคิว ถือกระเป๋าด้วยตนเอง ไม่อาละวาดตามท้องถนน และอย่าทำร้ายพนักงานสายการบิน"

The Times of India เตือน “วีไอพี” เหล่านี้ว่า “อย่าทำตัวเป็นเจ้านายกับคนที่คุณถูกจ้างมาให้รับใช้พวกเขา”

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314970



รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องปิดตัวก่อนถึง 100 วันของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยมีข้อขัดแย้งเรื่องงบประมาณสร้างกำแพง 3.200 กิโลเมตร ที่พรมแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก เป็นอุปสรรคสำคัญ

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ อาจต้องปิดทำการชั่วคราวหลังเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 28 เมษายนนี้ เพราะก่อนหน้านี้รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านงบประมาณชั่วคราวระยะสั้นสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน คือปีงบประมาณ ค.ศ. 2017 ถึงวันดังกล่าวเท่านั้น

และหากฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ ในเรื่องกฎหมายงบประมาณที่จะใช้ในช่วงที่เหลืออยู่ของปีนี้ก็จะเป็นผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Government ต้องปิดตัวลงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2556 ซึ่งกินเวลาทั้งหมด 16 วัน

หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในปีนี้ ก็จะตามมาด้วยโอกาสครบ 100 วันสำหรับการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันเสาร์ที่ 29 เมษายน

โดยช่วงเวลา 100 วันแรกสำหรับการทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น มักถูกจับตามองในแง่การพิสูจน์ความสามารถในการทำงาน เนื่องจากผู้นำฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มักประสบความสำเร็จด้านนโยบายในช่วง 100 วันแรกนี้มากที่สุด

Workers continue work raising a taller fence in the Mexico-US border separating the towns of Anapra, Mexico and Sunland Park, New Mexico, Wednesday, Jan. 25, 2017.

​ สำหรับปีนี้ ข้อขัดแย้งเรื่องงบประมาณเพื่อสร้างกำแพงป้องกันผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ความยาวประมาณ 3,200 กิโลเมตร ที่พรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก นับเป็นปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่ง

เพราะคำมั่นสัญญาระหว่างการหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่านี้ จะต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ และถูกคัดค้านทั้งจากสมาชิกของพรรครีพับริกันและพรรคเดโมแครตด้วย

ถึงแม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะแสดงความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการครบ 100 วันแรกของการทำงานของตน จะช่วยให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งก็ตาม

แต่คุณ Molly Reynolds นักวิเคราะห์นโยบายของสถาบัน Brookings ที่กรุงวอชิงตัน ตั้งข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช่นักการเมืองตามรูปแบบปกติของกรุงวอชิงตัน รวมทั้งไม่มีประสบการณ์เรื่องการเจรจาต่อรองเพื่อผลักดันร่างกฎหมายที่สำคัญ จึงทำให้เกิดปัญหาชะงักงันตามที่เห็นอยู่ขณะนี้

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณเพื่อสร้างกำแพงกั้นที่พรมแดนแล้ว วาระสำคัญซึ่งรอประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังการครบกำหนด 100 วันแรกของการทำงาน คือเรื่องการปฏิรูประบบภาษีของสหรัฐฯ

รวมทั้งการผลักดันร่างกฎหมายที่จะใช้แทนกฎหมายประกันสุขภาพฉบับปัจจุบันหรือ Obamacare อีกครั้งหนึ่ง!

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314971



Mar-a-Lago

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ถอนโพสต์บนเว็บไซต์ที่อธิบายสถานตากอากาศของครอบครัวทรัมป์ หรือ "Mar-a-Lago" ในรัฐฟลอริด้า

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่า ไปช่วยโฆษณากิจการรีสอร์ทและสนามกอล์ฟของครอบครัวผู้นำสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์ว่า "ความตั้งใจของโพสต์ดังกล่าว คือเพื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณชน เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ต้อนรับผู้นำจากประเทศต่างๆ"

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าของ Mar-a-Lago ตั้งแต่เมื่อ 27 ปีก่อน

รายงานข่าวระบุว่า Mar-a-Lago เรียกเก็บค่าสมาชิกสนามกอล์ฟ 200,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นสองเท่าหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤศจิกายน

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314972


'ทรัมป์' ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร "ซื้อของอเมริกัน - จ้างคนอเมริกัน" คุมเข้มวีซ่า H1-B

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯลงนามคำสั่งพิเศษ 2 ฉบับที่เพิ่มความเข้มงวดสำหรับการจ้างแรงงานต่างชาติในอเมริกาขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯใช้สินค้าที่ผลิตในอเมริกาเป็นหลัก เพื่อเน้นนโยบายสำหรับชาวอเมริกันโดยเฉพาะ

คำสั่งฝ่ายบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่เรียกว่า “Buy American / Hire American” กำหนดให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯต้องทบทวนกระบวนการสั่งซื้อสินค้าเพื่อให้เปลี่ยนมาซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกามากขึ้น

ผู้นำสหรัฐฯบอกว่า กฎหมายที่เรียกว่าซื้อของอเมริกัน จะลดข้อยกเว้นให้น้อยที่สุดและเพิ่มการอุดหนุนสินค้าเมดอินอเมริกาให้มากที่สุดในทุกหน่วยงานรัฐบาลกลาง

นอกจากนี้ยังกล่าวต่อผู้คนที่โรงงานผลิตเครื่องมือในรัฐวิสคอนซินด้วยว่าจะเริ่มต้นจำกัดระบบการจ้างงานคนต่างชาติที่เข้ามาแย่งงานคนอเมริกันด้วยค่าแรงถูกกว่า

นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า แรงงานชาวอเมริกันเรียกร้องให้มีการปฏิรูปและยุติการออกวีซ่าทำงานหรือ H-1B มายาวนาน และถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มก้าวแรกของการยุติการออกวีซ่าชนิดนี้

ที่ผ่านมาวีซ่า H-1B มักนิยมใช้โดยบริษัทเทคโนโลยีต่างๆเพื่อรับสมัครลูกจ้างทักษะฝีมือสูงจากต่างประเทศ เข้ามาทำงานที่ชาวอเมริกันไม่ค่อยนิยมหรือค่าจ้างถูกกว่าชาวอเมริกันในตำแหน่งเดียวกัน

ศาสตราจารย์ โรนิล ฮิร่า นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโฮวาร์ด บอกว่า แนวคิดดังกล่าวช่วยปิดช่องว่างในส่วนงานที่คนอเมริกันยังขาดแคลนด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆจากต่างชาติให้เข้ามาเติมเต็มด้วยทักษะพิแศษ แต่ค่าจ้างถูกกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าบางครั้งก็มีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาด้วยวีซ่าชนิดนี้มากเกินไปจนส่งผลต่อแรงงานชาวอเมริกันที่ต้องตกงาน

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการเพิ่มความเข้มงวดในการออกวีซ่า H-1B จะช่วยจำกัดจำนวนแรงงานจากต่างชาติและรับเฉพาะผู้ที่มีทักษะเฉพาะด้านและเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา มีการออกวีซ่าให้แก่ลูกจ้างชาวต่างชาติราวๆ 65,000 คนต่อปีผ่านระบบล็อตเตอรี่ และอีก 20,000 คนที่สำรองพิเศษไว้ให้กับลูกจ้างที่มีระดับการศึกษาขั้นสูง ขณะที่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยสัญญาไว้ว่าจะยกเลิกระบบล็อตเตอรี่วีซ่า H1-B ชนิดนี้



source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314973



Thomas Demetrio, Chicago aviation attorney and cofounder of Corboy & Demetrio who represents the Dao family, speaks during a news conference at Union League Club in Chicago, Illinois, April 13, 2017.

ทนายของนายแพทย์เชื้อสายเอเชียที่ถูกลากออกจากเครื่องบินโดยสายการบิน United Airlines กล่าวว่าเขาจะเป็นทนายให้กับสตรีคนหนึ่งที่กลายเป็นข่าวร้อนข่าวใหม่เรื่องการปฏิบัติต่อลูกค้าสายการบิน

ทนายโธมัส เดเมทริโอ กล่าวว่า "ลูกความคนล่าสุดนี้คือสตรีลูกค้า American Airlines ที่อยู่ในคลิปซึ่งถูกแชร์อย่างแพร่หลายช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา"

ในคลิปที่ถูกโพสต์ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ แสดงภาพสตรีคนดังกล่าวร้องไห้ขณะยืนอุ้มลูกอยู่บริเวณที่ผู้โดยสารกำลังเดินเข้ามาในเครื่องบิน บนเที่ยวบินจากนครซานฟรานซิสโกไปที่เมืองดัลลัส

เหตุการณ์นี้ที่ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เธอถูกพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ดึงรถเข็นเด็กออกจากมือ


​ทนาย โธมัส เดเมทริโอ ให้สัมภาษณ์กับช่อง CNBC ของสหรัฐฯ ว่า "เรื่องราวของเธอมีน้ำหนัก และภาพวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออนไลน์ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นภาพชัดว่า เกิดปัญหาในธุรกิจสายการบินโดยรวม"

American Airlines สั่งพักงานพนักงานคนดังกล่าว และกล่าวว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด

ในเดือนนี้เช่นกัน ทนายโธมัส เดเมทริโอ ได้ตกลงว่าความในคดีที่มีนายแพทย์ เดวิด เตา เป็นลูกความ หลังจากที่เขาถูกดึงตัวออกจากที่นั่งและโดนลากออกจากเครื่องสายการบิน United Airlines เนื่องจากไม่สละที่นั่งในเที่ยวบินซึ่งสายการบินปล่อยให้จองตั๋วเกินอัตรา

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314974


The Waymo driverless car is displayed during a Google event, Tuesday, Dec. 13, 2016, in San Francisco.

บริษัท LVMH จะรวมกิจการ Christian Dior เข้ามาอยู่ในเครือด้วย / Ant Financial ขอซื้อบริษัทให้บริการโอนเงินอเมริกัน MoneyGram

บริษัท LVMH จะรวมกิจการ Christian Dior เข้ามาอยู่ในเครือด้วย

ผู้บริหารบริษัท LVMH เจ้าของสินค้าหรูหรา เช่น Louis Vuitton จะรวมกิจการสินค้าแบรนด์แนม Christian Dior เข้ามาอยู่ในเครือด้วย

ปัจจุบัน LVMH ประกอบด้วยสินค้าราคาแพงหลายยี่ห้อ กล่าวคือนอกจาก Louis Vuitton แล้วยังมี Kenzo, Givenchy, Bulgari และ TAG Heuer ด้วย

ราคาหุ้นของ LVHM และ Christian Dior ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับข่าวดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว

Ant Financial ขอซื้อบริษัทให้บริการโอนเงินอเมริกัน MoneyGram

บริษัทให้บริการโอนเงิน MoneyGram International ของสหรัฐฯ กำลังถูกขอเสนอซื้อโดย Ant Financial ธุรกิจในเครือ Alibaba ของจีน

ขณะเดียวกัน Euronet Worldwide ต้องการซื้อ MoneyGram เช่นกัน โดยที่ MoneyGram เป็นผู้ให้บริการโอนเงินใหญ่อันดับสองของโลก รองจาก Western Union

แต่ Ant Financial ได้เพิ่มราคาขอซื้อเป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าราคาที่ Euronet เสนอให้ MoneyGram

หากว่า Ant Financial สามารถซื้อ MoneyGram ได้สำเร็จ บริษัทของจีนรายนี้จะได้เครือข่ายให้บริการโอนเงิน 350,000 สาขาทั่วโลก

Fiat Chrysler และ Google ร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสารด้วยพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง

บริษัทรถยนต์ Fiat Chrysler และ Google บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสารด้วยพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ความร่วมมือด้านเทคนิคระหว่างสองบริษัทเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเตรียมพร้อมรถมินิแวนของ Chrysler 100 คัน ที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยตนเองของ Google สำหรับการทดสอบในรัฐแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย และมิชิแกน

เมืองที่จะเริ่มให้บริการรับส่งผู้โดยสารเมืองแรกคือ เมืองฟีนิกส์ ในรัฐอาริโซนา โดยผู้สนใจรับบริการสามารถเขียนความจำนงไปที่เว็บไซต์บริษัท Waymo ในเครือเดียวกันกับ Google


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314975


A Google search page is seen through a magnifying glass in this photo illustration taken in Brussels May 30, 2014.

ความพยายามลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในโครงการของ “เฟสบุ๊ค” และ “วิกิพีเดีย” ด้วย

Google บริษัทผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลอันดับหนึ่งของโลก เพิ่มมาตรการคัดกรองข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนความจริงบนอินเตอร์เน็ต หลังเกิดปัญหาการแพร่ขยายอย่างรวดเร็วของข่าวเท็จในยุคปัจจุบัน

ไม่นานนี้เพิ่งเกิดเรื่องที่กระทบถึงความน่าเชื่อถือของ Google หลังจากผลการค้นหาข้อมูลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำผู้ใช้ไปที่เว็บไซต์ที่บอกว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะการเลือกตั้งและได้เสียงมหาชนหรือ popular vote มากกว่า "นางฮิลลารี่ คลินตั้น"

ซึ่งผิดจากความเป็นจริง เพราะเขาชนะเพียง electoral vote หรือเสียงคณะผู้เลือกตั้งที่เป็นตัวชี้ขาดการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ เท่านั้น

ล่าสุดบริษัท Google ได้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อลดโอกาสที่ข่าวปลอมหรือ fake news จะได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง

มาตรการใหม่นี้จะป้องกันไม่ให้ fake news ปรากฏในผลการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้

Google Search


Ben Gomes ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมด้านการค้นหาข้อมูล กล่าวว่า "แม้ความพยายามนี้จะไม่กำจัดปัญหาข้อมูลผิดๆ ให้หมดไป แต่บริษัทคิดว่าน่าจะสามารถก้าวทันปัญหาหรือตัดไฟแต่ต้นลมได้"

เขากล่าวว่าแม้สัดส่วนของ fake news ในผลการค้นหาของข้อมูลบน Google จะมีเพียงร้อยละ 0.25 แต่ก็มากพอที่จะคุกคามความน่าเชื่อถือของ Google ที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลก

การเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมของ Google ในครั้งนี้ ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเดาใจผู้ใช้ ว่าต้องการค้นหาข้อมูลเรื่องใดด้วยการช่วยเติมข้อความให้สมบูรณ์ขณะที่ผู้ใช้กำลังพิมพ์อยู่

เครื่องมือที่ว่านี้เรียกว่า "Autocomplete" ที่หลายคนคงเคยเห็นเมื่อเริ่มพิมพ์ข้อความในช่องคำที่ต้องการค้นหา

Autocomplete ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ จะกำจัดการเติมข้อความให้สมบูรณ์ที่ส่อไปในทางเสื่อมเสีย

อย่างเช่น ก่อนหน้านี้ Google เคยช่วยเพิ่มส่วนท้ายของคำถามเกี่ยวกับผู้หญิง เมื่อผู้ใช้เริ่มใส่คำว่า “Are women” ระบบดังกล่าวจะเติมประโยคว่า “Are women evil?” หรือ “ผู้หญิงชั่วร้ายใช่ไหม?” โดยอัตโนมัติ

แต่ต่อไปจากนี้ Google หวังว่าจะสามารถไม่ปล่อยให้เกิดข้อความเชิงลบเช่นนี้ใน autocomplete

นอกจากนั้น Google เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ส่งความคิดเห็น และข้อท้วงติงเกี่ยวกับความสามารถในการเดาใจของระบบ autocomplete ได้ด้วย

ในเวลาเดียวกันนี้ Facebook สื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่กำลังทำงานร่วมกับสำนักข่าว Associated Press เพื่อป้องกันการแพร่หลายของข่าวปลอมในโลกออนไลน์เช่นกัน

The founder of Wikipedia has launched a new website to fight fake news.


ความพยายามลักษณะเดียวกัน ยังเป็นโครงการของ Jimmy Wales ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Wikipedia สารานุกรมออนไลน์ ที่เป็นที่พึ่งของคนจำนวนมาก

เขาเปิดตัวเว็บไซต์ Wikitribune ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับนักข่าวมืออาชีพและอาสาสมัครกรองข่าวและตรวจข้อเท็จจริง เพื่อช่วยหยุดยั้งการเผยแพร่ข่าวปลอม

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314976


FILE - The coal-fired Castle Gate Power Plant sits idle outside Helper, Utah, Aug. 3, 2015. The plant was closed in April 2015 in anticipation of EPA regulations.

ถ่านหินกำลังจะกลับมาเป็นเเหล่งพลังงานในสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกการควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหิน

ในรัฐมิสซูรี่ รัฐทางใต้ของสหรัฐฯ บริษัทพลังงานท้องถิ่นเเห่งหนึ่งกำลังสร้างโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีกำลังผลิต 582 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

Bob Watson อดีตประธานคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (Inter government Panel on Climate Change: IPCC) อธิบายว่า "เทคโนโลยีผลิตที่ใช้จะดูดเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมาจากการเผาไหม้ถ่านหินระหว่างการผลิตไฟฟ้า เเละจะนำแก๊สไปเก็กกับไว้บ่อน้ำมันใต้ดินหรือบ่อแก๊สธรรมชาติที่ใช้งานจนหมดเเล้ว"

โรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาดมีการติดตั้งหม้อไอน้ำหรือบอยเลอร์ ใบพัดกังหันและตัวปั่นไฟ นอกจากนี้ ยังมีโรงงานเเยกออกไปต่างหากอีกจุดหนึ่ง เพื่อทำการเเยกเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากถ่านหิน ก่อนจะปั้มเเก๊สคาร์บอนได้ออกไซด์ที่สกัดออกมาได้ลงไปเก็บไว้ในบ่อใต้ดิน

ขณะนี้มีคำถามว่า ควรสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาดที่ใดจึงจะเหมาะสม? อาทิ ควรสร้างในจุดที่ใกล้กับเมืองที่จะใช้ไฟฟ้าจากโรงงาน? หรือควรสร้างติดกับเหมืองถ่านหิน? หรือควรสร้างในจุดติดกับบ่อเก็บกักเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ใต้ดิน?

Bob Watson นักเคมีวิทยา กล่าวว่า "สามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าใกล้กับเมืองและทำการขนส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เเบบเหลว หรืออาจจะเลือกสร้างโรงงานไฟฟ้าใกล้กับบ่อน้ำมันเก่า หรือบ่อเเก๊สเก่า เเละทำการแจกจ่ายไฟที่ผลิตได้ไปยังผู้บริโภคเเทน"

โครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าของเขตปกครองเคมเพอร์มีมูลค่า 7 พันล้านดอลล่าร์และมีเทคโนโลยีจัดเก็บเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 65 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเเก๊สที่เกิดขึ้นทั้งหมด

Bruce Harrington ผู้จัดการแห่งโรงงานไฟฟ้าเคมเพอร์ กล่าวว่า "หากมีการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาดเพิ่มมากขึ้น ราคาค่าลงทุนจะลดลง และความสามารถในการก่อสร้างโรงงานแบบนี้จะยิ่งพัฒนามากขึ้นและรวดเร็วขึ้น"

เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ถ่านหินสะอาดขึ้น แต่ในขณะนี้ยังเป็นเทคโนโลยีที่ราคาเเพงกว่า และสกปรกกว่าเทคโนโลยีการผลิตกระเเสไฟฟ้าจากเเก๊สธรรมชาติ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

บรรดาผู้ไม่เห็นด้วยกับเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด กล่าวว่า โครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาด ของเขตปกครองเคมเพอร์ในรัฐมิสซูรี่นี้ เริ่มต้นขึ้นตอนที่ถ่านหินยังเป็นแหล่งพลังงานหลักเพียงเเหล่งเดียวในการผลิตกระเเสไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา

แต่เพียง 7 ปีหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้หันไปพึ่งเเก๊สธรรมชาติเป็นหลัก และนิยมใช้เเหล่งพลังงานธรรมชาติหมุนเวียนมากขึ้น

และนักวิเคราะห์ชี้ว่า ในขณะที่เทคโนโลยีผลิตพลังงานทางเลือกกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ก็คงยากที่ถ่านหินจะกลับมาเป็นเเหล่งพลังงานในสหรัฐฯ อีกครั้ง

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999350807314977

พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ (ภาพจาก iLaw)

Posted: 26 Apr 2017 10:53 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ โพสต์แจงเหตุเสนอกฎหมายดักรับข้อมูลของตำรวจ มุ่งคุ้มครองเหยื่ออาชญากรรม ไม่ใช่อยากได้อำนาจเข้าทำร้ายใคร ยันในโลกเสรี ที่ยึดมั่นหลักนิติรัฐทั่วโลก เขาก็มีกฎหมายนี้


27 เม.ย. 2560 จากกรณีเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) ซึ่งเกี่ยวกับการให้อำนาจการเข้าถึงพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยถอดเรื่องนี้ออกจากชั้นความลับที่สุด เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการดักฟังข้อมูลด้วย แต่ไม่อยากให้วิตกกังวล เพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุมัติจากศาล และทำได้เฉพาะในคดีอาญา จึงไม่ต้องกังวลว่าภาครัฐจะล้วงความลับหรือดักจับข้อมูลของประชาชน

ล่าสุดวันนี้ (27 เม.ย.60) พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รอง.ผบก. (International Law Enforcement Academy : ILEA ) โพสต์บันทึก 'การเสนอกฎหมายดักรับข้อมูลของตำรวจ' ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'SIRIPHON KUSONSINWUT' ในลักษณะสาธารณะ อธิบายถึงเหตุผลของการกฎหมายถึงกล่าวในฐานะคนร่างกฎหมาย และร่วมคณะผู้แทนตำรวจชี้แจงกฎหมายต่อคณะกรรมการประสานงานรัฐบาล (วิป) เพื่อชี้แจงร่างกฎหมาย การดักรับข้อมูล ก่อนนำเข้า สนช.
"ผมยืนยันว่า โลกเสรี ที่ยึดมั่นหลักนิติรัฐทั่วโลก เขาก็มีกฎหมาย Intercept Law ทั้งนั้นครับ ถ้าบอกกฎหมายนี้ เผด็จการ แม่งเผด็จการทั้งโลกแหละครับ ... สุดท้าย ในฐานะผู้ยกร่าง ผมยืนยันว่า เรามุ่งคุ้มครองเหยื่ออาชญากรรม ไม่ใช่อยากได้อำนาจเข้าทำร้ายใคร แต่ใครจะ Abuse of Power ทำระยำตำบอนนั้น ผู้ร่างไม่เกี่ยว และผู้ร่างคิดว่า เราทำดีที่สุด เท่าที่จะทำได้แล้ว" พ.ต.อ.ศิริพล โพสต์

รายละเอียดดังนี้

1 ) หลักการกฎหมาย มีปรัชญาสำคัญ คือ คุ้มครองสิทธิของเหยื่ออาชญากรรม เพราะมีคดีกว่า 600,000 คดีต่อปี ที่เหยื่ออาชญากรรม ไม่มีสิทธิอะไร นอกจากการแจ้งความ กับการไปเบิกความต่อศาล หรือไปเรียกร้องเงินค่าปลงศพ กับค่ารักษา จากกองทุนยุติธรรม แต่เสียงของเหยื่อ ไม่ได้รับการดูแล และไม่ได้รับการฟัง อีกทั้ง ตำรวจยังไม่มีเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อประโยชน์ของเหยื่อ นอกจากหมายเรียกฯ เท่านั้น เหยื่ออาชญากรรม จึง ไม่ได้รับการดูแลเท่าฝ่ายผู้กระทำผิดเลย แม้แต่น้อย ถึงเวลาที่จะต้องสร้างสมดุลย์ให้กับสิทธิของเหยื่อกับสิทธิของผู้กระทำผิด ?

2 ) ความจำเป็นในการมีกฎหมายนี้ คือ ผู้กระทำผิดใช้เทคโนโลยีทันสมัยและพยานหลักฐานทั้งหลายอยู่ในมือและครอบครองของผู้กระทำผิด สามารถทำลายได้ง่าย ในขณะที่ตำรวจ ตาม ป.วิ.อาญา จะมีอำนาจเพียงการออกหมายเรียก และการตรวจการณ์ทั่วไป การรวบรวมพยานหลักฐานจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคดีความมั่นคง พยานหลักฐานน้อย ถูกยกฟ้องประมาณ ร้อยละ 70 กันเลยทีเดียว

3 ) วิธีการดักรับข้อมูล จะต้องถูกตรวจสอบภายในองค์กร คือ ผู้การเห็นชอบ แล้วจึงขออนุมัติต่อศาล ซึ่งจะต้องเป็น อธิบดีศาลอาญา หรือ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น ซึ่งศาลที่มีประสบการณ์สูงเหล่านี้ จะมีดุลพินิจที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน ไม่ใช่ผู้พิพากษาทั่วไป ที่อาจจะทำให้ดุลพินิจแตกต่างกันได้ง่าย

4 ) แนวทางการขอดักรับข้อมูล ประกอบด้วย

4.1 ) มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่ามีการกระทำผิด คือ Probable Cause ว่ากระทำผิดจริง ในความผิดไม่กี่ฐาน เช่น ความผิดต่อความมั่นคง ความผิดฐานก่อการร้าย ความผิดที่สลับซับซ้อนที่มีอัตราโทษอย่างสูงเกิน 10 ปี ไม่ใช่คดีขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง เล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป แต่เป็นคดีที่มีโทษร้ายแรง และถ้าไม่ใช้วิธีการนี้ เหยื่ออาชญากรรม จะไม่มีทางได้รับการเยียวยา หรือ ความยุติธรรมจะเสียหาย เพราะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรมได้

4.2 ) ไม่สามารถสืบสวนได้ด้วยวิธีการปกติแล้ว เช่น ออกหมายเรียกไม่ได้ หรือ ไปเฝ้าฝังตัว ตำรวจก็จะตายเปล่า หรือ ทางเทคนิคจะต้องได้พยานหลักฐานด้วยการเข้าถึงเท่านั้น

4.3 ) ตำรวจจะต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ทำไม จึงต้องได้ข้อมูลเช่นนั้น ตำรวจต้องการข้อมูลระดับไหน และจะเข้าถึงด้วยวิธีการอย่างไร จึงจะกระทบสิทธิประชาชนน้อยที่สุด

4.4 ) ศาลสามารถตรวจสอบและสั่งการเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ตลอดเวลา เช่น หยุดดักรับ หรือ กำหนดเงื่อนไข

4.5 ) ต้องรายงานผลการดำเนินการต่อศาลต่อเนื่อง

4.6 ) ต้องเก็บข้อมูลเป็นความลับ อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีต้องทำลาย

4.7 ) การเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าโดยประชาชนที่อาจจะรู้เห็น ต้องโทษจำคุก 3 ปี ถ้าเป็นตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ จำคุก 3 เท่า และปรับหลักแสนบาท

หมายเหตุ : abuse of power คือ การใช้อำนาจในทางที่ผิด, Probable cause คือ การพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุอันมีพยานหลักฐานเพียงพอ และ Intercept Law กฎหมายเกี่ยวกับการดักฟัง

แฟ้มภาพ

Posted: 27 Apr 2017 01:54 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

คดี 'ปิยะ โบรกเกอร์' ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 9 ปีจากความผิด 1 กรรม แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 6 ปี เหตุจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ผิด ม.112 เขียนข้อความลงพระบรมฉายาลักษณ์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กปี 56 เจตนาให้ปชช.เสื่อมศรัทธา


27 เม.ย. 2560 จากรเมื่อ 20 ม.ค. 59 ที่ศาลอาญา รัชดา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ ปิยะ จุลกิตติพันธ์ โบรกเกอร์ วัย 48 ปีตกเป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก พงศธร บัญชร โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทกษัตริย์ ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 9 ปีจากความผิด 1 กรรม แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 6 ปี เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน นั้น

ล่าสุดวันนี้ (27 เม.ย.60) สื่อหลายสำนัก เช่น มติชนออนไลน์ ผู้จัดการออนไลน์และคมชัดลึกออนไลน์ รายงานตรงกันว่า ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายปิยะ จำเลยมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งตลอดการพิจารณาคดี จำเลยไม่ได้รับการประกันตัว
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า จำเลยประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้องมีความรู้และความเข้าใจระบบคอมพิวเตอร์รวมถึงการใช้โปรแกรมเฟซบุ๊ก โดยจำเลยใช้บัญชีเฟซบุ๊กในชื่อ พงศธร บัญชร มาตลอด และพบภาพพร้อมข้อความที่ไม่เหมาะสมในคดีนี้ จำเลยอ้างทำนองว่ามีผู้อื่นใช้บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย อันเป็นการเบิกความลอยๆ และง่ายต่อการกล่าวอ้าง หากมีบุคคลอื่นแก้ไขใช้บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย และกลับไม่สนใจรวมทั้งมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ กับบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังคงใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวตลอดมา รวมถึงมิได้ดำเนินการใดๆ ซึ่งผิดปกติวิสัย ที่จำเลยอ้างนำสืบว่า เหตุที่จำเลยไม่ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีเนื่องจากมีผู้ใช้ชื่อ พงศธร บัญชร นั้นก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบได้อย่างไรว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งความร้ายแรงของความผิดไม่อาจนำมาเป็นเหตุกล่าวอ้างได้ ที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้แจ้งไปทางเฟซบุ๊กและกูเกิลให้ลบภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมออกบางส่วนแล้ว แต่กลับปรากฏว่ายังคงเหลือพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมข้อความอยู่ และทราบจากเอกสารประกอบคำให้การของจำเลยว่า จำเลยได้แจ้งลบภายหลังจากที่มีการแจ้งความดำเนินคดีนี้แล้ว และที่จำเลยอ้างว่า เพิ่งทราบว่ามีการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์เมื่อปี 2557 ก็ไม่ได้นำพยานอื่นมาเบิกความแต่อย่างใด ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้ชื่อนายพงศทอน บันทอน จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงอาฆาตมาดร้ายต่อพระมาหากษัตริย์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

รายงานข่าวระบุถึง คำฟ้องโจทก์ด้วยว่า ว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2556 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 28 พ.ย. 2556 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ต่อเนื่องกัน จำเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ โดยการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 2 ข้อความ อยู่บนพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 ภาพ ในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้ชื่อว่า พงศธร บัญชร (SIAMAID) โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ตำบลสำโรงกลาง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ, อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม, อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และที่นอกราชอาณาจักร เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์มีพนักงานสอบสวนและผู้ที่ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีเบิกความว่ามีผู้โพสต์ข้อความที่อยู่บนพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยการนำลงไปโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อ พงศธร บัญชร (SIAMAID) การกระทำดังกล่าวมีเจตนาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้แชร์จำนวนมากจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3), (5)

นอกจากนี้ยังฟังได้จากคำเบิกความจำเลยว่าเคยใช้เฟซบุ๊กระหว่างปี 2553-2554 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าได้แจ้งให้กูเกิลลบข้อความดังกล่าวไปแล้วนั้น จำเลยไม่ได้นำพยานอื่นมานำสืบให้ชัดเจนและการแจ้งให้ลบข้อความดังกล่าวนั้นก็เป็นช่วงหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 1 ปี พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

ทั้งนี้ ปิยะ ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 57 และถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.57 เรื่อยมาจนปัจจุบัน นอกจากนี้ยังยังถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมอีกเป็นคดีที่ 2 ในระหว่างถูกคุมขังในคดีนี้ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งข้อความหมิ่นไปยังอีเมล์หลายชื่อ

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความของปิยะ กล่าวถึงคดีนี้เมื่อครั้งที่ศาลชั้นต้นตัดสิน 20 ม.ค. 59 ด้วยว่า คดี 112 คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลาอาญาลงโทษจำคุกจำเลยหนักใกล้เคียงกับศาลทหาร ที่ผ่านมาหากจำเลยต่อสู้คดีในศาลอาญา โทษต่อกรรมของคดีนี้จะอยู่ที่ 5 ปีมาโดยตลอด เป็นที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มขึ้นของโทษคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นในยุคนี้ และน่าจะทำให้จำเลยที่คิดว่าตนเองบริสุทธิ์และอยากต่อสู้คดีจะยิ่งมีน้อยลงไปอีก

ศศินันท์ เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานหลักฐานในการต่อสู้คดีและการสืบพยานจากทนายความว่า หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีเพียงรูปภาพที่แคปเจอร์มา 1 ภาพ และพยานบุคคลที่สำคัญ 1 ปากซึ่งศาลรับฟังและนำมาเป็นส่วนหนึ่งในคำพิพากษา ขณะที่พนักงานสอบสวนของปอท.และพยานปากอื่นๆ ไม่มีใครสามารถยืนยันว่ามีบัญชีเฟซบุ๊กนี้อยู่จริงเพราะไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้ขอไอพีแอดเดรสของบัญชีดังกล่าวไปยังผู้ให้บริการเฟซบุ๊กแล้วแต่เฟซบุ๊กปฏิเสธการให้ข้อมูล

ทนายความขยายความถึงหลักฐานรูปภาพว่า เป็นภาพตัดต่อเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหา-ข้อความหมิ่น-รูปโปรไฟล์ที่เป็นรูปของปิยะมาไว้รวมกันไว้ใน 1 ภาพซึ่งปริ๊นท์ออกมาเป็นกระดาษ ภาพดังกล่าวถูกแชร์ในโลกโซเชียลและมีบุคคลเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับปิยะหลายราย โดยมีผู้แจ้งความมาเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้รวม 5 คน แบ่งเป็น 3 คนแรกมาจากจังหวัดน่าน อีก 1 คนเป็นหมอจากจังหวัดนครปฐม ทั้งหมดเบิกความได้เห็นรูปภาพดังกล่าวจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ โดยไม่เคยเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊ก พงศธร บัญชร หรือเห็นข้อความต้นฉบับจากเฟซบุ๊กดังกล่าวมาก่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อ 20 มกราคม 2560 (ที่มา: แฟ้มภาพ/The White House)

Posted: 27 Apr 2017 02:11 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามตัดงบประมาณ "เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ" ล่าสุดศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินไม่ให้ตัดงบประมาณดังกล่าว โดยผู้พิพากษา วิลเลียม เอช ออร์ริค ตัดสินเอื้อประโยชน์ให้กับเทศมณฑลซานตาคลาราและท้องที่อื่นๆ โดยเขาบอกว่าการขู่ตัดงบประมาณจากเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพเหล่านี้มีโอกาสที่จะกลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยประกาศใช้คำสั่งพิเศษชื่อว่า "การเสริมสร้างความปลอดภัยสาธารณะจากภาคส่วนภายในของสหรัฐอเมริกา" เรื่องนี้ไม่แค่ส่งผลกระทบต่อภายในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นการปราบปรามผู้ลี้ภัยหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมบางประเทศที่รัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็นภัยด้วย

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2560 ซีเอ็นเอ็นรายงานการตัดสินของผู้พิพากษาออร์ริคว่าเฉพาะนโยบายของทรัมป์ไม่ได้ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากเมืองต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ฟ้องร้องโดยอ้างเรื่องละเมิดรัฐธรรมนูญพวกเขาก็มีโอกาสชนะ เนื่องจากการตัดงบประมาณด้วยเหตุผลนี้จะส่งผลเสียหายอย่างไม่อาจทดแทนได้

ทางด้านทำเนียบขาววิจารณ์การตัดสินในเรื่องนี้ว่าเป็นการที่ศาล "ใช้อำนาจเกินขอบเขต" แต่พวกเขาก็ระบุว่าพวกเขาจะสามารถชนะได้ในศาลสูงสุด ไม่ว่าจะในเรื่อง "เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ" (sanctuary cities) หรือเรื่องการสั่งห้ามเดินทาง ทรัมป์เองทวีตวิจารณ์เรื่องนี้ในช่วงวันพุธ (27 เม.ย.) ว่าเป็นการตัดสินที่ "น่าขัน" ส่วนไรนซ์ พรีบัส เสนาธิการทำเนียบขาวกล่าวว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกที่ทำไมรัฐบาลถึงจำกัดการใช้งบประมาณของตัวเองไม่ได้

อย่างไรก็ตามคำตัดสินของศาลยังพอจะให้ช่องทางจัดการของรัฐบาลทรัมป์อยู่บ้างเนื่องจากไม่ได้ห้ามการจำกัดเงื่อนไขการให้งบประมาณโดยรัฐบาลกลางรือไม่ได้ห้ามรัฐบาลในการแก้ไขนิยาม "เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ" โดยที่ผู้พิพากษาระบุว่าการสั่งระงับเงินงบประมาณเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างไม่อาจทดแทนได้และถึงแม้ว่าคำสั่งจะยังไม่ออกมาแต่การขู่ว่าจะนำงบประมาณออกก็สร้าง "ความไม่แน่นอนทางด้านงบประมาณ" ได้

ทางด้านเจมส์ วิลเลียมส์ ทนายความของฝ่ายเทศมณฑลซานตาคลาราบอกว่าเรื่องนี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของพวกเขา ทางด้านเดนนิส เฮอร์เรรา กล่าวว่านี่คือเหตุผลในการมีอยู่ของศาลคือปรามการใช้อำนาจของประธานาธิบดีหรืออัยการสูงสุดที่ละเลยรัฐธรรมนูญ

ออร์ริค ยังชี้ให้เห็นโดยการนำโวหารของทรัมป์เทียบกับถ้อยแถลงของตัวแทนกฎหมายของทรัมป์ในศาลว่าข้อความของทรัมป์ขัดแย้งกับ "การตีความใหม่ที่แคบลง" ของทนายความฝ่ายรัฐบาล เพราะทรัมป์เคยบอกว่ามาตรการของเขาจะถูกใช้เป็น "อาวุธ" ในการจัดการกับการพิจารณาใดๆ ก็ตามที่ไม่ตรงกับนโยบายที่เขาปรารถนาเกี่ยวกับผู้อพยพ

นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องที่การระงับงบประมาณจากส่วนกลางจะมีผลต่องบประมาณด้านการบังคับใช้กฎหมายด้วยซึ่งเหล่าเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพต่างก็บอกว่าพวกเขามีนโยบายเป็นเมืองคุ้มครองเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยกับประชาชนอยู่แล้วโดยการให้ผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตรู้สึกปลอดภัยที่จะทำงานโดยมีผู้บบังคับกำหมายคอบดูแลไม่ให้เกิดอาชญากรรม

เรียบเรียงจาก

Judge blocks part of Trump's sanctuary cities executive order, CNN, 26-04-2017

แฟ้มภาพ

ยิ่งลักษณ์ ชี้ 'จำนำข้าว' เงินถึงมือชาวนา อัดซื้อเรือดำน้ำใช้วาระลับ ปิดกั้นสาธารณชนร่วมตรวจสอบ

Posted: 27 Apr 2017 03:41 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

หวัง สตง. และ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบให้เข้มข้น เหมือนกับที่เคยทำกับรัฐบาลพลเรือนในอดีตโดยไม่เลือกปฏิบัติ ระบุใช้วาระลับ ทำให้ไม่มีการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือสาธารณชนร่วมตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ

27 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 16.17 น. ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Yingluck Shinawatra' วิจารณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้จัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน โดยใช้วาระลับ โดยระบุว่า การใช่วาระลับดังกล่าว ทำให้ไม่มีการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือสาธารณชนร่วมตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินที่ต้องมีภาระคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมความคุ้มค่าและการเปรียบเทียบราคาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทางราชการและประเทศชาติ และยังเป็นการใช้ภาระงบประมาณสูง ผูกพันหลายปีงบประมาณจนเป็นภาระหนี้ให้กับรัฐบาลถัดๆ ไปในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากนั้น

กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมากล่าวหาถึงโครงการรับจำนำข้าวว่าทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ต้องมาผ่อนชำระ ชดใช้หนี้ต่างๆ ในระบบการเงินการคลังของประเทศนั้น ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ถือเป็นการให้ร้ายต่อรัฐบาลตน ทั้งที่ตนก็อยากจะบอกว่า ถ้า นายกฯประยุทธ์ กล่าวหาว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศเสียหาย ก็น่าจะเทียบได้กับการจัดซื้อรถถัง และเรือดำน้ำ แถมยังมีแผนจะจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคตอีก


"ดิฉันขอยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าว เป็นการนำเงินทุกบาททุกสตางค์โอนเงินผ่าน ธ.ก.ส. จ่ายถึงมือชาวนาโดยตรงซึ่งมีผลทำให้ชาวนาได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจดีขึ้น แต่วันนี้พลเอกประยุทธ์บริหารประเทศมาถึง 3 ปีแล้วยังพบปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขถึงขั้นจะยกเลิกโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ดูแลสุขภาพประชาชน และปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ แต่กลับใช้เงินงบประมาณไปกับการซื้อรถถัง เรือดำน้ำซึ่งในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องซื้ออีกกี่ลำถึงจะสามารถป้องกันประเทศได้ ทั้งๆ ที่อ่าวไทยนั้นตื้นเขิน และยังต้องคำนึงถึงปัญหาเทคนิคด้านประสิทธิภาพที่ยังไม่เป็นข้อยุติ และประเทศก็อยู่ในสภาวะปกติที่ยังไม่มีภัยคุกคามจากเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ข้ออ้างของการจัดซื้อเพื่อใช้ดูแลทรัพยากรชายฝั่งก็คงไม่จำเป็นที่ต้องใช้เรือที่มีราคาแพงขนาดนี้ อย่างนี้ไม่รู้ว่าท่านในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะให้น้ำหนักความมั่นคงหรือปากท้องของประชาชนกันแน่ โดยเฉพาะภายใต้การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งยังร่างไม่แล้วเสร็จ ก็หวังว่าปัจจุบันรัฐบาลนี้อยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะปฏิบัติตาม" ยิ่งลักษณ์ โพสต์

อดีตนายกฯ โพสต์ด้วยว่า ตนหวังว่าหน่วยงานราชการทั้ง สตง. และ ป.ป.ช. จะไม่ละเลยอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ โดยเข้ามาตรวจสอบให้เข้มข้น เหมือนกับที่เคยทำกับรัฐบาลพลเรือนในอดีตโดยไม่เลือกปฏิบัติ และมีความเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีการอ้างเรื่องชั้นความลับของทางราชการแต่อย่างใด เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาก็มีข้อคิดเห็นหรือทักท้วง ข้อเสนอแนะมาโดยตลอดทั้งทางเทคนิคด้านประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับการใช้งานในการดูแลความมั่นคงรวมถึงภาระหนี้ที่จะเกิดถึงในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วย

ยิ่งลักษณ์ ระบุอีกว่า ในที่สุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 ครม. ก็ได้เห็นชอบให้ซื้อเรือดำน้ำและเป็นวาระลับโดยไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่บทบัญัญัติตามรัฐธรรมนูญใหม่บังคับให้ “การบริหารราชแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องเปิดเผยและมีความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม”


จัดอันดับเสรีภาพสื่อ-ไทยร่วงมาอยู่อันดับ 142 ผลพวงรัฐควบคุม-คุกคามหนัก


Posted: 27 Apr 2017 04:10 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดอันดับเสรีภาพสื่อโลก ไทยยู่อันดับ 142 ร่วงลงมา 6 อันดับจากปีก่อน เหตุเพราะรัฐควบคุม คุกคามหนัก ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกติดอันดับโลกด้านคุกคามสื่อหลายประเด็น นับเป็น “หลุมดำของข้อมูลและข่าวสาร” เลขาธิการสื่อไร้พรมแดนชี้ ประชาธิปไตยถดถอย เผด็จการผงาด ทำสื่อทั่วโลกอยู่ยาก

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporter Without Borders: RSF) ประกาศดัชนีเสรีภาพของสื่อทั่วโลกประจำปี 2017 ในรายงานระบุว่า เสรีภาพสื่อของไทยได้คะแนน 44. 69 อยู่อันดับที่ 142 จาก 180 ประเทศ ต่ำกว่าพม่าซึ่งอยู่อันดับที่ 131 และกัมพูชาอันดับที่ 132 โดยไทยหล่นจากอันดับที่ 136 จากปีที่แล้ว

RSF ระบุว่าสื่อไทยนั้น “ถูกปิดปากด้วยความสงบและระเบียบ” ภายใต้รัฐบาล คสช. และหัวหน้าคณะ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ RSF ระบุว่าเป็น “นักล่าเสรีภาพสื่อ (Press freedom predator) สื่อและประชาชนถูกควบคุมอย่างถาวร มีการเรียกไปสอบสวนและกักขังตามอำเภอใจบ่อยครั้ง การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. มักจะถูกตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการที่รุนแรงผ่านกลไกนิติบัญญัติและกระบวนการยุติธรรมจากคำสั่งของ คสช. นอกจากนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไขล่าสุดยังให้อำนาจรัฐในการเซ็นเซอร์และตรวจสอบสื่อมากขึ้น นอกจากนั้น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือในการป้องปรามสื่อและนักกิจกรรมบนพื้นที่ออนไลน์
กระแสโลกเลี้ยวขวาทำสื่ออยู่ยาก

RSF ระบุว่า กระแสเลี้ยวขวา หรือภาวะประชาธิปไตยถดถอยในหลายปีที่ผ่านมาได้คุกคามเสรีภาพสื่อ เพราะรัฐเข้ามาตรวจสอบและละเมิดสิทธิการสงวนตัวตนของแหล่งข่าวมากขึ้น เสรีภาพสื่อลดลงในทุกประเทศที่มีผู้นำประเภทเผด็จการ เช่นโปแลนด์ที่ใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์สาธารณะเป็นเครื่องมือดำเนินโฆษณาชวนเชื่อจากทางรัฐ และใช้มาตรการทางการเงินบีบสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และตุรกีภายใต้ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ที่ปีนี้ได้อันดับที่ 155 ที่มีมาตรการจับกุมสื่อจนได้ชื่อว่าเป็นคุกสำหรับสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

คริสตอฟ เดโลอาร์ เลขาธิการ RSF กล่าวว่า “กระแสที่ประชาธิปไตยกำลังอยู่บนจุดพลิกผันเป็นสัญญาณเตือนให้คนที่มีความเข้าใจอยู่แล้วว่า ถ้าเสรีภาพสื่อไม่ถูกคุ้มครองแล้ว ก็ไม่สามารถการันตีว่าเสรีภาพอื่นๆ จะปลอดภัย”
สื่อถูกคุกคามหนักที่สุด เอเชีย-แปซิฟิกแย่เป็นที่สาม แต่โหดทะลุสถิติโลกหลายรายการ

รายงานระบุว่า อัตราของสื่อที่ถูกควบคุมและล่วงละเมิดทั่วโลกสูงขึ้น 14 เปอร์เซนต์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วมีจำนวนประเทศที่เข้าเกณฑ์เสรีภาพสื่อย่ำแย่ลงถึง 2 ใน 3 ในขณะที่จำนวนประเทศที่เสรีภาพสื่ออยู่ในระดับดี หรือดีพอใช้ ตกลงมา 2.3 เปอร์เซนต์

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีการล่วงละเมิดสื่อมากที่สุดเป็นอันดับ 3 แต่มีตัวเลขที่เป็นสถิติโลกหลายรายการ ดังนี้

จีนและเวียดนาม(อันดับที่ 176 และ 175 ตามลำดับ) คุมขังนักข่าวและบล็อกเกอร์ (blogger) มากที่สุดในโลก

ปากีสถาน ฟิลิปปินส์และบังกลาเทศ (อันดับที่ 139 127 และ 146 ตามลำดับ)เป็นประเทศที่สื่อตกอยู่ในสภาวะอันตรายมากที่สุดในโลก

ภูมิภาคเอเชียมีจำนวนผู้นำเป็นนักล่าเสรีภาพสื่อมากที่สุดในโลก หมายรวมถึงจีน เกาหลีเหนือและลาวด้วย (อันดับที่ 176 180 และ 170 ตามลำดับ) โดย RSF ระบุว่า ภูมิภาคนี้เป็น “หลุมดำของข้อมูลและข่าวสาร”

ดัชนีชี้วัดของ RSF ในระดับภูมิภาคและโลกนับจากคะแนนที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกประเมินจากแบบสอบถาม บวกกับการนำเอาการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมาสนับสนุน โดยคะแนนบ่งบอกถึงระดับความตึงเครียดและการล่วงละเมิดเสรีภาพสื่อ ยิ่งมีคะแนนสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่เท่านั้น โดยประเทศที่สื่ออยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดได้แก่นอร์เวย์ โดยมีคะแนนเพียง 7.60 ในขณะที่ลำดับสุดท้าย ได้แก่ เกาหลีเหนือ มีคะแนนสูงถึง 84.98



แปลและเรียบเรียงจาก

Reporter Without Border, 2017 World Press Freedom Index, https://rsf.org/en/ranking#

Reporter Without Border, Thailand: Gagged by “Peace and Order”, https://rsf.org/en/thailand

แฟ้มภาพ

ประยุทธ์ ยังไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.สื่อฯ ระบุฟังความเห็นจากปชช.ก่อน

Posted: 27 Apr 2017 04:59 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่เห็นด้วย ร่าง พ.ร.บ.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลสื่อฯ ระบุฟังความเห็นจากประชาชนก่อน แต่เคยมอบสมาคมสื่อฯ ดู ก็ไม่สามารถหาคนที่รับผิดชอบได้ จึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยเรื่องนี้ 'มีชัย' แนะสื่อแจงเหตุผล หากไม่เห็นด้วย

27 เม.ย. 2560 กรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ยืนยันหลักการ การตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ และการออกใบอนุญาตวิชาชีพสื่อสารมวลชน ตามรายงานการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครอง สิทธิ เสรีภาพ และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยเฉพาะจากสื่อมวลชน

วันนี้ (27 เม.ย.60) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลสื่อฯ ซึ่งส่วนตัวยังไม่เห็นด้วย และจะต้องฟังความเห็นจากประชาชนก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือ การที่มอบความรับผิดชอบให้กับสมาคมสื่อฯ แต่ก็มีการยอมรับว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด เพราะเมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถหาคนที่รับผิดชอบได้ จึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และการยอมรับในตัวขององค์กร

“ขออย่ากังวลว่า รัฐบาลจะมาปิดกั้นสื่อฯ เพราะรัฐบาลก็ต้องทำงานร่วมกับสื่อฯ ในการขยายความเข้าใจของรัฐบาลไปสู่ประชาชน สิ่งใดที่ไม่ดีและสื่อฯได้ตักเตือนขึ้นมา ก็มีการติดตามและตรวจสอบให้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมระบุว่า การพิจารณาจะใช้หลักการพื้นฐานที่ต่างประเทศให้การยอมรับ และรับรองหลักการเหล่านี้ เพื่อมาดำเนินการ ทุกคนต้องช่วยกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไร ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างที่ทุกคนต้องการ ให้สื่อทุกสื่อเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และไม่ไปเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่ดี

“หากไม่มีความจำเป็น ก็คงไม่มีการตั้งเรื่องดังกล่าวขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องหาทางออกร่วมกัน หากค้านทุกอย่าง ก็จะเดินหน้าไม่ได้ และเกิดความวุ่นวายในวันหน้าขึ้นอีก จึงฝากให้ทุกคนช่วยคิด ย้ำว่า วันนี้ทำเพื่อคนไทยทุกคน สื่อฯ ก็คือคนไทย และคนไทยก็บริโภคสื่อฯ วันนี้มีหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ประเทศเกิดปัญหา เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ จึงต้องดูแลเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
มีชัยแนะสื่อแจงเหตุผล หากไม่เห็นด้วย

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่ผลักดันกฎหมายจะต้องอธิบายเหตุผลที่ต้องมีการออกใบอนุญาต ทั้งนี้ เห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่เป็นการครอบงำสื่อ เพราะว่าอาชีพอื่นๆ ในประเทศไทยก็มีใบอนุญาตจำนวนมาก เพื่อติดตามการปฏิบัติหน้าที่ว่าถูกต้องตามหลักวิชาชีพหรือไม่ ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงเขียนว่าหากไม่จำเป็นก็ไม่ควรมีระบบใบอนุญาต แต่ความเห็นส่วนตัวยังไม่สามารถตอบได้ว่าอาชีพสื่อสารมวลชนควรมีใบอนุญาตหรือไม่ เพียงแต่พูดตามหลักการเท่านั้น ดังนั้น สมาคมสื่อมวลชน ควรรวมตัวกันเพื่อชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ควรมีใบอนุญาต

มีชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบของกรรมการในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่มีสัดส่วนกรรมการจากภาครัฐ 2 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จากจำนวนกรรมการทั้งหมด 15คนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะตัวแทนของภาครัฐ ถือเป็นเสียงข้างน้อยในสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ทั้งนี้การที่เพิ่มตัวแทนจากภาครัฐเข้ามาเป็นกรรมการด้วย ก็เพื่อไม่ให้คนในวิชาชีพกีดกันกันเองจนเปิดปัญหา อย่างไรก็ตาม หากสื่อมวลชนเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ก็ต้องร่วมกันคิดหาเหตุผลโต้แย้งพร้อมเสนอแนวทางการกำกับดูแลกันเองของสื่อโดยที่คนนอกไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว



ที่มา : สำนักข่าวไทย, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และเว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

ภาพส่วนหนึ่งจากกล้องที่ใช้สอดแนมพฤติกรรมของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มณฑลซานตง ประเทศจีน

สวนสัตว์มนุษย์ในโรงเรียนจีน-ติดกล้องไลฟ์สดๆ ให้คนแปลกหน้าดูพฤติกรรมนักเรียน

Posted: 27 Apr 2017 08:21 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

โรงเรียนในจีนกำลังละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างหนักด้วยการติดกล้องในโรงเรียนแล้วไลฟ์สดให้ผู้คนนอกห้องเรียนดูจนนักเรียนรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นสัตว์ในสวนสัตว์ ด้านผู้อำนวยการโรงเรียนรายหนึ่งบอกช่วยให้เด็กทำตัวดีขึ้น แต่ก็มีความกังวลว่ากดดันเด็กมากเกินไปและเรื่องความปลอดภัยเพราะการให้คนแปลกหน้าคอยดูเด็กนักเรียนอยู่ตลอดเวลา อาจส่งผลให้เกิดการข่มเหงรังแกหรือการทำร้ายร่างกายได้

นิวยอร์กไทม์ รายงานข่าวโรงเรียนหยูโจว ซึ่งเป็นโรงเรียนไฮสคูลอันดับหนึ่งของจีน และกำลังเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักเรียนเกี่ยวกับเรื่องกล้องที่คอยสอดส่องพวกเขา กล้องที่ว่านี้จะทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า เผยให้เห็นภาพเด็กนักเรียนในห้อง ไม่ว่าจะงีบหลับช่วงพัก หรือแอบส่งข้อความกระดาษถึงกัน โดยมีคนดูเป็นคนทั่วไปกว่าหลายพันคนไม่เพียงพ่อแม่หรือครูเท่านั้น พวกเขาดูชีวิตเด็กพวกนี้ราวเรียลลิตีโชว์ผ่านออนไลน์แล้วก็แสดงความคิดเห็นกันเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จริง

ตัวอย่างของความคิดเห็นเหล่านี้ บ้างก็วิจารณ์ว่าเด็กคนนั้นดูไม่ทำอะไรเลย หรือเด็กคนนั้นกำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ ไม่เว้นแม้แต่การแคปภาพต่างๆ ไว้

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีการไลฟ์สดเป็นประวัติการณ์ในจีน ทำให้ความบันเทิงต่างๆ เปลี่ยนไป แต่การที่ถึงขั้นเอากล้องส่องไลฟ์สดเด็กเรียนหนังสืออยู่เช่นนี้ก็ทำให้มีบางคนไม่พอใจ

ไม่เพียงแค่โรงเรียนหยูโจวเท่านั้น นิวยอร์กไทม์ระบุว่ามีโรงเรียนหลายพันแห่งทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน ตั้งแต่ระะดับอนุบาลไปจนถึงวิทยาลัยต่างก็มีการติดกล้องถ่ายทอดสดจากห้องเรียนสู่สาธารณะ โดยอ้างว่าการที่มีคนจ้องมองจะช่วย "เสริมแรงจูงใจ" ให้นักเรียนได้ แม้ว่าจะมาจากสายตาของคนที่ไม่รู้จักด้วย ขณะเดียวกันการฉายภาพออกไปสู่สาธารณะพวกเจ้าหน้าที่โรงเรียนก็บอกว่าเป็นการเอาภาระการตรวจตราไปให้คนทั่วไปเป็นผู้ช่วยกระทำการ นั่นหมายความว่าพ่อแม่ก็ใช้มันสอดส่องการคบเพื่อนได้ด้วย

แต่ไต้ต้องสงสัยเลยว่านักเรียนจะเกลียดการถูกล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวเช่นนี้ ซึ่งชวนให้เกิดข้อถกเถียงในเรื่องจริยศาสตร์การศึกษาและการเลี้ยงลูกแบบตามติดเกินไปไม่ทำให้รู้จักโต หนึ่งในนักเรียนอายุ 17 ปี ของหยูโจวบอกว่าเขาเกลียดการติดกล้องนี้มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็น "สัตว์ในสวนสัตว์"

ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญก้มองว่าการสอดส่องในโรงเรียนจะทำให้วัยรุ่นชาวจีนกลายเป็นเเคยชินกับการถูกสอดแนมหรือเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา เช่นรองประธานสถาบันวิจัยการศึกษาศตวรรษที่ 21 วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิของนักเรียนและเสรีภาพทางวิชาการ

หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์เบจิงนิวส์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ชื่อดังในจีน โรงเรียนหลายแห่งกประกาศว่าพวกเขาจะเลิกการแพร่ภาพ แต่ก็ยังมีจำนวนมากที่ยังคงเผยแพร่วิดีโอนักเรียนตัวเองผ่านทางออนไลน์อยู่ โดยในจีนมีช่องทางเผยแพร่เรื่องเหล่านี้หลายแห่งที่ๆ น่าจะได้รับความนิยมท่สุดคือเว็บ Shuidi ที่มีเจ้าของคือบริษัทเทคโนโลยี Qihoo 360

ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงซูเชื่อว่าการสอดแนมนักเรียนเช่นนี้จะทำให้พวกเขา "ทำตัวดี" มากขึ้น เพราะการที่มีพ่อแม่คอยดูอยู่ทำให้พวกนักเรียนรู้สึก "เหมือนมีมีดดาบแขวนอยู่เหนือหัวพวกเขา"

นักวิทยาการคอมพิวเตอร์จากศูนย์ดีพบลูชิลเดรนโรบอตบอกว่า "คนที่มีคุณธรรมไม่มีอะไรจะต้องซ่อน" เขามีความเชื่อว่าคนทุกคนจะต้องถูกเปิดปรากฎให้คนทั่วโลกได้เห็น แล้วศูนย์ดีพบลูฯ นี้เองก็เป็นพวกที่ส่งเสริมให้มีการเผยแพร่การเรียนของนักเรียนแบบไลฟ์สด

นิวยอร์กไทม์ระบุว่าระบบการศึกษาของจีนมีการกดดันเด็กอย่างหนักจากพ่อแม่ที่บูชาเกรดเฉลี่ย แล้วก็มองว่าการตั้งกล้องส่องเด็กจะทำให้เด็กมีการเรียนที่ดีขึ้น การตั้งกล้องแบบนี้เป็นที่นิยมแม้แต่กับโรงเรียนในชนบทที่พ่อแม่ซึ่งมักจะต้องไปทำงานต่างเมืองจะใช้ดูลูกของตัวเองได้

แต่การตั้งกล้องส่องเด็กในห้องเรียนก็ไม่ได้ถือกำเนิดในจีนเสียทีเดียว ในความเป็นจริงแล้วมันเริ่มมากจากโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนในกำกับของรัฐในประเทศสหรัฐฯ ในอังกฤษเองก็กำลังทดสอบการตั้งกล้องสำหรับครูเพื่อบันทึกหลักฐานการทำผิดวินัย

อย่างไรก็ตามมีพ่อแม่บางคนที่เห็นต่างออกไปบ้าง เช่นแม่ของเด็กคนหนึ่งที่เรียนในโรงเรียนคนชั้นสูงในกรุงปักกิ่งบอกว่าเธอเข้าใจเรื่องความต้องการสอดส่องดูแลลูกตัวเองและครูแต่คิดว่าพอถึงจุดหนึ่งก็ควรปล่อยให้ลูกไปเอง

ทนายความคนหนึ่งในกรุงปักกิ่งที่คัดค้านเรื่องการสอดส่องนักเรียนในชั้นเรียนเสมอมาบอกว่าหลายโรงเรียนก็ใช้กล้องสอดส่องนักเรียนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนักเรียนหรือผู้ปกครองแต่อย่างใด แล้วการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะยยังเป็นอันตรายต่อเด็กนักเรียนเองด้วย รวมถึงกิจกรรมใน้องเรียนควรจะเป็นพื้นที่ปิดมีความเป็นส่วนตัว การคอยถูกสอดส่องอยู่ตลอดเวลาส่งผลเสียต่อการเติบโตของนักเรียน

Qihoo 360 เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยโฆษณาขายกล้องในฐานะเครื่องมือป้องกันโจรกรรมแต่ขายไม่ค่อยได้ในโรงเรียนและอ้างว่าพวกเขาไม่ได้รับการแจ้งร้องเรียนเรื่องความเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันรายงานของเครดิตสวิสก็ระบุว่าการไลฟ์สดก็กำลังเติบโตมากขึ้นเป็นสองเท่าในจีนปี 2559 ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่รัฐบาลจีนจะกำกับจัดการ

นักเรียนที่โรงเรียนหยูโจวต่างก็บอกว่าโรงเรียนหมายเลขหนึ่งของพวกเขาควรจะเรียกว่า "คุกหมายเลขหนึ่ง" มากกว่า ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังแสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง เช่นว่า "จะมีอันธพาลคอยจับจ้องพวกเขาอยู่ไหม" รวมถึงการไลฟ์สดเช่นนี้อาจจะส่งผลทำให้เกิดการข่มเหงรังแกกันในโรงเรียนได้ โดยที่นัดเรียนไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะต่อกรกับมัน



เรียบเรียงจาก

In China, Daydreaming Students Are Caught on Camera, New York Times, 25-04-2017


ทีดีอาร์ไอระบุดัชนีคอร์รัปชั่นไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ซื้อเรือดำน้ำอาจมีปัญหาความโปร่งใส

Posted: 27 Apr 2017 09:48 AM PDT

ทีดีอาร์ไอ ระบุ ดัชนีคอร์รัปชั่นไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ถ้าบวกปัจจัยเสรีภาพสื่อ-ประชาธิปไตย ทำให้ได้คะแนนน้อยมาก เผย ปชช.ตระหนักเรื่องคอร์รัปชั่นมากขึ้น ชี้การซื้อเรือดำน้ำจีนไม่เปิดเผยเรื่องเหตุผลและความจำเป็นต่อ ปชช. น่าจะมีปัญหาความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเสวนา “ติดตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งจัดโดย สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นั้น เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกิจกรรมดังกล่าวว่า ได้ทบทวนดัชนีคอร์รัปชั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยข้อสรุปมี 3 ข้อหลักๆ ด้วยกัน หนึ่งคือดัชนีโดยทั่วไปไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ CPI (Corruption Perceptions Index) ที่แย่ลงในปีนี้ เราตกลงไปเยอะเกิดมาจากมันมีการเอาดัชนีใหม่เข้ามาวัด คือ ดัชนีที่เกี่ยวกับเรื่องระบบการปกครอง ซึ่งเราจะได้คะแนนน้อยมาก เรายังไม่มีการเลือกตั้ง และอีกตัวคือเรื่องเสรีภาพสื่อ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของประชาธิปไตยด้วย เมื่อนำดัชนี 2 ตัวนี้มาคำนวนกับดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นในภาพรวมคะแนนเราก็เลยตกลง แต่ดัชนีตัวอื่นที่ไม่มี 2 ตัวนี้ ก็จะเท่าเดิม เราไม่ได้ดีขึ้น เราไม่ได้แย่ลง

เดือนเด่น กล่าวด้วยว่า ส่วนดัชนีของประเทศไทยที่ทำเอง คือ CSI หรือ Corruption Situation Index ของหอการค้าไทย ซึ่งทำมาทุก 6 เดือน ทำมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว เห็นแนวโน้มค่อนข้างชัด โดยสรุปได้หลักๆ ว่า หนึ่ง คนไทยมองว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยดีขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงปีสุดท้าย 59 นี้ ค่อนข้างนิ่ง ดีขึ้นนิดเดียว

เดือนเด่น กล่าวว่า สิ่งที่ชัดเจนเมื่อย้อนดู 7 ปี ของดัชนีตัวนี้ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ดีขึ้นอย่างชัด คือ เรื่องของความตระหนักรู้ของประชาชนไทยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีความตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น รวมทั้งมีความคิดว่าพร้อมร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นมากขึ้นด้วย แต่ข้อจำกัดก็คือเมื่อถามถึงความมั่นใจในหน่วยงานต่างๆ ในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ประกอบด้วย หนึ่ง องค์กรอิสระต่างๆ ของภาครัฐ เช่น ป.ป.ช. สตง. ภาคสื่อ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ปรากฎว่าคำตอบจากการสำรวจได้คะแนนเพียง 5-6 กันทุกคน และไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งความเป็นจริงอาจต่างกัน แต่ในภาพลักษณ์ที่ฉายต่อประชาชนคนไทยโดยทั่วไปแล้ว ยังไม่มีภาคส่วนไหนที่จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้

สำหรับคำถามที่ว่าการจัดซื้อเรือดดำน้ำจากจีนที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการคอร์รัปชั่นหรือไม่นั้น เดือนเด่น กล่าวว่า เขาคงไม่ได้มองเป็นเรื่องๆ แต่ก็จะมองว่า หนึ่ง สื่อมีสิทธิตั้งคำถามหรือไม่ คนทั่วไปสามารถตั้งคำถามได้ไหม สามารถวิจารณ์ได้ไหมว่าไม่เห็นด้วย ออกมาแสดงออกผ่านสื่อต่างๆ ได้อย่างเสรีไหม หรือมีความพยายามจะปิดกั้น สอง ถ้าหากมีการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยแล้ว ภาครัฐมีกระบวนการอะไรไหมที่จะทบทวนหรือที่โปร่งใส ที่จะแสดงให้เห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็น การคัดเลือกคู่ค้าไม่ว่าจะจีน มีผู้เสนอขายหลายเจ้าทำไมต้องเลือกจีน อันนี้เป็นตัวอย่าง
แฟ้มภาพ ประชาไท

"ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด หรือความจำเป็นในการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำให้สังคมยอมรับได้ การซื้อเรือดำน้ำก็จะไม่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้าเผื่อไม่ได้รับการชี้แจงและมีการปกปิดอันนั้นก็น่าเป็นห่วง" เดือนเด่น กล่าว

ต่อกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีออกมาอธิบายว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำมีความจำเป็นแต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดนั้น เดือนเด่น กล่าวว่า หากเป็นมุมมองในเรื่องความโปร่งใส น่าจะมีปัญหา ที่เราต้องเปิดเผยเรื่องเหตุผลและความจำเป็น

สำหรับข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของประเทศที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้นั้น เดือนเด่น กล่าวว่า ความมั่นคงของประเทศ เราใช้กันเยอะ ตนก็เชื่อว่าบางเรื่องเป็นเรื่องของความมั่นคง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ก็ต้องบอกว่าส่วนไหนเป็นเรื่องของความมั่นคง และมันเกี่ยวกับความมั่นคงตรงไหน แต่ถ้าบอกว่าไม่เปิดหมดเลย ทั้งในเรื่องของรายละเอียด ความจำเป็นทั้งหลาย ตนคิดว่าไม่น่าจะใช่ น่าจะเปิดได้บางส่วน

เดือนเด่น กล่าวด้วยว่า สำหรับในต่างประเทศงบประมาณในด้านกลาโหมส่วนมากจะเป็นเรื่องลับอยู่แล้ว มีการปฏิบัติที่พิเศษ แต่ก็ไม่ได้มายความว่าจะไม่มีการตรวจสอบเลย ในกระบวนการทางการเมืองของเขามันก็ต้องมีการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการในรัฐสภา ก็จะตั้งคำถามมาตลอดว่ามีความจำเป็นในการซื้อแค่ไหน มีความคุ้มค่าแค่ไหน ผลประโยชน์ที่จะได้คืออะไร เอาไปใช้อะไร เป็นกระบวนการในการตรวจสอบซึ่งคงมีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการซื้ออะไร


Posted: 25 Apr 2017 04:52 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน เป็นต้นมา ได้เกิดการแชร์ข่าวแพร่สะพัดในสังคมออนไลน์เรื่องการที่หมุดคณะราษฎร ที่เคยติดตั้งอยู่ที่บริเวณข้างพระบรมรูปทรงม้า หน้าสนามเสือป่า ได้ถูกคนร้ายขโมยและเปลี่ยนเอาหมุดใหม่มาใส่ โดยหมุดใหม่ที่ฝ่ายคนร้ายเอามาใส่แทนมีข้อความอันแปลกประหลาด ชาวสังคมออนไลน์จะเรียกหมุดใหม่ของฝ่ายโจรลักหมุดนี้ว่า “หมุดหน้าใส” ถือได้ว่าประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างอย่างยิ่ง

คงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า หมุดคณะราษฎรดั้งเดิมนั้น มีความหมายทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็น “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” หมุดนี้ฝังไว้ ณ จุดที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ยืนอ่านประกาศยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาสู่ราษฎร เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ต่อมา กระทรวงมหาดไทยในสมัยที่ น.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้สร้างหมุดทองเหลืองเพื่อระลึกเหตุการณ์การปฏิวัติ โดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในการทำพิธีฝังหมุดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2479 บนหมุดทองเหลืองมีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ"

สำหรับหมุดอันใหม่ที่ถูกกลุ่มคนร้ายนำมาปักไว้แทน มีข้อความ 2 ส่วน ในส่วนแรกอยู่บนวงกลมล้อมรอบความว่า "ความนับถือรักใคร่ในพระศรีรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง" ข้อความท่อนนี้ นำมาจากคาถาสุภาษิตที่อยู่บนตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ และส่วนที่สองอยู่ตรงกลางหมุดมีข้อความว่า "ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” ในส่วนนี้เป็นข้อความผสมใจความตามใจผู้เขียน เอาคำว่า “ประเทศสยาม”มาใส่ ทั้งที่มีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2482 คำว่า “หน้าใส” ก็มาจาก ไพร่ฟ้าหน้าใส” ในศิลาจารึกหลักที่ 1 แต่โดยรวมแล้วข้อความทั้งหมดของหมุดอันใหม่ ไม่ได้สะท้อนลักษณะทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้สื่อความหมายอะไรเลย ถือว่าเป็นข้อความไว้สาระวลีหนึ่งเท่านั้น จนกระทั่ง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์สอนประวัติศาสตร์สมัยใหม่คนสำคัญ ได้อธิบายว่า ข้อความนี้ สะท้อนให้เห็นว่า คนที่ทำการลักหมุดเปลี่ยนข้อความเป็นพวกปัญญาอ่อนมาก

ผลกระทบโดยตรงทันทีของเหตุการณ์ คือ เกิดกระแสสูงของเรียกร้องทวงคืน”หมุดคณะราษฎร” รวมทั้งการเรียกร้องให้คืนหมุดคณะราษฎร และเสนอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับโจรลักหมุดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว แต่ในกระแสตรงข้าม คือกลุ่มปฏิกิริยาฝ่ายขวาทั้งหลาย ก็ถือโอกาสพยายามหาเรื่องและถึงขั้นสร้างเรื่องมาโจมตีคณะราษฎร เพื่ออธิบายความชอบธรรมของการถอนหมุดคณะราษฎรครั้งนี้ว่า เป็นสิ่งถูกต้อง

ที่น่าสังเกตคือ ในส่วนฝ่ายราชการหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหาร ฝ่ายสำนักงานดุสิต ที่เป็นฝ่ายดูแลรับผิดชอบพื้นที่ หรือ กรมศิลปากรที่เป็นฝ่ายดูแลวัตถุทางประวัติศาสตร์ ต่างก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยว หรือรับผิดชอบกรณีนี้ ทั้งที่หมุดคณะราษฎร คือสมบัติของทางราชการ การรื้อหมุดและปักหมุดใหม่ ต้องมีการขุดซีเมนต์และโบกปูน ซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะไม่รับรู้ และจากข้อมูลของนายศาสตรินทร์ ตันสุน อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐปรศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ที่ส่งนักศึกษาลงไปทำรายงาน ยืนยันว่า การโขมยเปลี่ยนหมุดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-8 เมษายน ซึ่งเป็นที่วิเคราะห์ได้ว่า การเปลี่ยนหมุดนี้น่าจะเกิดขึ้นราวคืนวันที่ 6 เมษายน ที่ทางราชการกำลังปิดถนนบริเวณดังกล่าว เพื่อบูรณะพระบรมรูปทางม้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะไม่ทราบเรื่อง

ความจริงแล้ว ถ้าพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้น การรื้อถอนหมุดคณะราษฎรครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สังคมไทยถอยหลังสู่เผด็จการ และกลายเป็นอนุรักษ์นิยมขวาจัดมากยิ่งขึ้น ในระยะ 3 ปีที่ผ่าน ได้มีความพยายามในการสร้างความชอบธรรมของระบอบเผด็จการ และทำลายความชอบธรรมของประชาธิปไตยตามแบบสากล จนในที่สุด แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของประชาชนถูกละเลย ระบอบรัฐสภาที่มาจากเลือกตั้งถูกดูแคลน และหันไปเชื่อถือยอมรับสภาจากการแต่งตั้งของฝ่ายทหารที่ทำงานไม่ได้เรื่อง เช่นเดียวกับการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่ที่ประกอบด้วยมาตราเผด็จการ ทำลายอำนาจประชาชน รักษาอำนาจองค์กรอิสระ ในภาวะการเมืองปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงนำไปสู่การย้อนประวัติศาสตร์ ด้วยการปฏิเสธความชอบธรรมของคณะราษฎร ปฏิเสธความถูกต้องของระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และนำมาสู่ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำลายสัญลักษณ์ของคณะราษฎร คณะโจรลักหมุดกลุ่มนี้ จึงเป็นเพียงแนวหน้าของพวกขวาจัด ที่รับเป็นผู้ดำเนินการด้วยความมุ่งหวังจะลบอดีต เปลี่ยนประวัติศาสตร์ และเขียนเรื่องราวใหม่ให้สอดคล้องกับแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบด้อยสติปัญญา

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำอธิบายเช่นกันว่า การเปลี่ยนหมุดครั้งนี้ สะท้อนสังคมการเมืองที่เป็นจริงของไทยปัจจุบัน ที่ประชาธิปไตยและระบอบรัฐธรรมนูญที่ชอบธรรมไม่มีแล้ว มีแต่ระบอบการเมืองกึ่งสุกกึ่งดิบที่ดำเนินไปตามอำเภอใจชนชั้นนำ ซึ่งถ้าจะเรียกว่า ระบอบการเมืองแบบ”หน้าใส”ก็น่าจะเก๋ไม่น้อย และยิ่งมีการประเมินว่า ความตั้งใจรื้อหมุดและลงหมุดใหม่ เกี่ยวข้องกับเรื่องไสยศาสตร์ ก็ยิ่งสะท้อนความเหลวไหลของระบอบการเมืองแบบหน้าใสมากขึ้น

แต่ในอีกกระแสหนึ่ง ก็ยังมีความเห็นว่า ความพยายามในการลักขโมยเปลี่ยนหมุด เพื่อทำลายประวัติศาสตร์ของคณะราษฎร ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ เพราะมรดกของคณะราษฎรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองมีหลายลักษณะ ตั้งแต่ที่เป็นสิ่งรูปธรรม ก็เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ปราบกบฏที่หลักสี่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อาคารสองฝั่งราชดำเนินกลาง โรงแรมรัตนโกสินทร์ สะพานเฉลิมวันชาติ เป็นต้น และที่ถูกรื้อไปแล้ว คือ อาคารที่ทำการศาลฎีกาข้างสนามหลวงเดิม และ ศาลาเฉลิมไทย แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะรื้อถอนเสียทั้งหมด

แต่ยังมีผลงานอีกจำนวนมากที่ดำเนินการไปแล้ว และคงรื้อถอนได้ยาก เช่น มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร(บางเขน) ทรัพย์สินที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(ที่รัฐบาลคณะราษฎรมอบให้ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2482) และยังมีรัฐวิสาหกิจแทบทั้งหมดที่ตั้งในสมัยคณะราษฎรแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีผลงานเชิงนามธรรม เช่น กลายเปลี่ยนชื่อประเทศให้เป็นประเทศไทย การให้กำเนิดเพลงชาติไทย การเคารพธงชาติ การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นแบบสากล(1 มกราคม) ส่วนระบอบการเมืองที่ถูกเปลี่ยน เช่น สมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มรูปแบบก็คงจะไม่ย้อนกลับคืนมา การเมืองที่มีรัฐธรรมนูญและรัฐสภา(ไม่ว่าเป็นแบบไหน)ก็คงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับราชการแบบใหม่ที่ขึ้นกับการสอบวัดความรู้เพื่อบรรจุ และการมีระบบเงินเดือนตามลำดับขั้น ก็คงไม่ย้อนกับไปสู่ราชการแบบเก่าที่การเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนขึ้นกับความพอใจของเจ้านาย เศรษฐกิจอิงศักดินาแบบก่อน พ.ศ.2475 ก็พังทลายจนฟื้นกลับไม่ได้แล้วกลายเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ขึ้นกับการค้า การลงทุน ภาคการเงิน และภาคบริการ โครงสร้างสังคมแบบเดิมที่เป็นสังคมชนชั้นที่มีฐานันดร รองรับด้วยระบอบชายเดียวมากเมีย ก็คงจะไม่หวนกลับมาอีก

สรุปแล้ว การทำลายความทรงจำทางสังคม และทำลายดอกผลประชาธิปไตยของคณะราษฎรและรื้อฟื้นโลกเก่าแบบจารีตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การกระทำของคณะโจรเปลี่ยนหมุด จึงเป็นเรื่องที่น่าสมเพท บทความนี้จึงจบด้วยกลอนของ กุลวดี ศาสตร์ศรี ที่กล่าวถึงหมุดคณะราษฎร ดังนี้ครับ


“มิใช่เพียงแผ่นโลหะเหล็กดาดดาด แต่เป็นหมุดประวัติศาสตร์สำคัญยิ่ง

แจ้งให้รู้เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ไม่อาจกลิ้งกลับวงล้อที่หมุนแล้ว”



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 613 วันที่ 22 เมษายน 2560


ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Niwat Roykaew 

Posted: 26 Apr 2017 01:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประธาน 'รักษ์เชียงของ' ถูกทหารมทบ.37 เชิญตัวเข้าคุยกับกรมเจ้าท่าภูมิภาคเชียงราย ฝ่ายความมั่นคง ระบุเพื่อทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนข้อมูล จากเหตุค้านการสำรวจแม่น้ำโขงของจีน ด้านโฆษกรัฐบาล ยันยังไม่เริ่มแผนพัฒนาเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า พ.อ.จรัส ปัญญาดี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย ได้ประสานนัดหมายกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เข้าพูดคุย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กรมเจ้าท่าภูมิภาคเชียงราย และฝ่ายความมั่นคง ที่ร้านกาแฟจอมพล อ.เมือง จ.เชียงราย ในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยระบุว่าเป็นการพูดคุยเรื่องการคัดค้านของกลุ่มรักษ์เชียงของต่อการสำรวจแม่น้ำโขง เพื่อทำเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าของประเทศจีน

นิวัฒน์ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างสงบ เพราะเห็นว่าการสำรวจแม่น้ำโขงเพื่อออกแบบการระเบิดแก่ง-ปรับปรุงร่องน้ำให้เรือใหญ่เดินทางผ่านได้ถึงหลวงพระบาง ในขณะที่คุณค่าทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนกลับไม่ได้รับการศึกษาถึงคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์นิเวศ และผลกระทบจากการระเบิดแก่งตอนบนในจีน ลาว และพม่า เหนือสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งล้วนจำเป็นต้องศึกษาเพื่อทบทวนความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

นิวัฒน์ ยังระบุว่าการจัดทำโครงการในขณะนี้ ไม่มีขั้นตอนการศึกษาถึงผลกระทบและผลเสียต่อประเทศอย่างรอบด้าน ข้อมูลการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ชัดเจน และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน สุดท้ายยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองและไม่มีกลุ่มทุนใดมาหนุนหลัง

ทางฝ่ายความมั่นคงกล่าวถึงการเรียกพูดคุยว่าเนื่องจากเกรงว่าจะมีการคัดค้านโดยก่อเหตุรุนแรงกับเรือจากประเทศจีนที่กำลังทำการสำรวจ จึงอยากพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจทุกๆ ฝ่าย รวมทั้งพยายามสอบถามว่าทางกลุ่มรักษ์เชียงของจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป การพูดคุยใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยทหารระบุว่าจะมีการรายงานผลต่อแม่ทัพภาคที่ 3 ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการสำรวจแก่งน้ำโขงและการเคลื่อนไหวคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น โดยเรือสำรวจของจีนจะเริ่มเข้าสำรวจภาคสนามบริเวณพรมแดนไทย-ลาว มีกำหนดระยะเวลาดำเนิน 55 วัน

ตั้งแต่ วันที่ 19 เม.ย. 60 เรือสำรวจภาคสนามของจีน จำนวน 6 ลำ เป็นเรือบรรทุกขนาดใหญ่ และเรือเล็ก แบบเรือสำรวจภาคสนามอีก 3 ลำ ได้เริ่มเข้าเทียบท่าเรือเชียงแสน 1 ในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน ทำให้ทางเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการสำรวจระเบิดแก่งแม่น้ำโขงของเรือจีน เพราะเห็นว่าไทยไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญของโลก และทรัพยากรข้ามพรมแดนที่ใช้ร่วมกันระหว่างประเทศ

ส่วนทางกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมเจ้าท่า และผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อขอให้ระงับการอนุญาตให้สำรวจพื้นที่เพื่อระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง พร้อมให้จัดส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการสำรวจทั้งหมดให้แก่ทางกลุ่มฯ ภายใน 15 วัน

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา นิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เรือสำรวจของจีนได้เริ่มต้นทำการสำรวจแม่น้ำโขงตั้งแต่อำเภอเชียงแสนไปถึงอำเภอเวียงแก่น และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง ว่าขณะนี้ชาวบ้านได้ติดตามดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ไม่แน่ใจว่าเรือสำรวจจีนจะมาถึงคอนผีหลงในพื้นที่อำเภอเชียงของเมื่อใด แต่ชาวบ้านได้ประชุมร่วมกันแล้วว่าจะมีการทำกิจกรรมเพื่อคัดค้านโครงการที่เกิดขึ้น ทั้งที่จุดคอนผีหลงและแก่งผาได
โฆษกรัฐบาล ยันยังไม่เริ่มแผนพัฒนาเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง

ขณะที่วันเดียวกัน (25 เม.ย.60) สำนักข่าวไทย รายงานคำชี้แจงจากรัฐบาล โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า โครงการเกี่ยวกับแผนพัฒนาเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ปี 2015-2025 ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาเดินเรือดังกล่าว ในเดือนธ.ค. 2559 โดยให้กรมเจ้าท่าเป็นผู้ติดต่อประสานงาน ซึ่งภายหลังมีกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมตัวยื่นคัดค้านและให้ยกเลิกการดำเนินการตามแผนดังกล่าว เนื่องจากกลัวว่าจะมีการไประเบิดแก่ง หรือไปปรับปรุงเส้นทางน้ำจนเสียสภาพจากธรรมชาติ และเกิดผลกระทบในทางหนึ่งทางใดกับผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะในขณะนี้มีเรือขนาดใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ติดต่อกับกรมเจ้าท่า เพื่อขอเข้ามาสำรวจลำน้ำโขง

"นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงว่า กลุ่มที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว จะเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการ ดังนั้นขอยืนยันว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจศึกษาความเป็นไปได้ และศึกษาผลดีและผลเสียว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งอยากให้ทุกคนเปิดใจรับฟังผลจากการศึกษา ว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรหรือไม่ และไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลตกลงจะปรับปรุงหรือระเบิดเกาะแก่งใด ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน แล้วสุดท้ายจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และออกมาเป็นมติของคณะรัฐมนตรีว่าจะดำเนินการ จึงจะมีผลในทางปฏิบัติ วันนี้จึง เป็นเพียงการเดินเรือของประเทศจีนที่เข้ามาดำเนินการตามแผนที่ตกลงกันไว้" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว -


ศรีสุวรรณ มาแล้ว จ่อยื่น ผู้ว่า สตง. สอบปมจัดซื้อเรือดำน้ำจีน พรุ่งนี้


Posted: 26 Apr 2017 02:48 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เตรียมยื่น ผู้ว่า สตง. 27 เม.ย. 2560 เวลา 10.00 น. ตรวจสอบกรณี ครม.อนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ หรือไม่

26 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ว่า จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ว่าตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อทำความจริงให้ปรากฏว่า การดำเนินการของคณะกรรมการจัดทำ TOR ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน S-26T ในเบื้องต้นจำนวน 1 ลำมูลค่า 13,000 ล้านบาท (จากเป้าหมาย 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาท) และการใช้อำนาจของกองทักเรือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและคณะรัฐมนตรี เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ หรือไม่ ในวันที่ 27 เม.ย. 2560 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซอยอารีย์ ถ.พระราม 6 กทม.

ศรีสุวรรณ ระบุด้วยว่า การอนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำ โดยไม่คำนึงถึงสภาพการณ์ของฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ ซึ่งประชาชนและเกษตรกรกำลังเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้าเลยนั้น การซื้อเรือดำน้ำจากจีนดังกล่าว มีข้อสงสัยจากสาธารณชนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำ TOR ความสามารถอาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานจริง อันเนื่องมาจากยุทธบริเวณที่ขัดต่อการปฏิบัติงาน เพราะอ่าวไทยมีระดับน้ำลึกเพียง 25-60 เมตรเท่านั้น ความโปร่งใสในการจัดซื้อ อุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งมา ความคุ้มค่ากับการใช้งาน และสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศรอบข้างก็ไม่มี จึงไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ในการสะสมยุทโธปกรณ์ดังกล่าว

"อีกทั้งไม่เปิดเผยความจริงที่ประเทศจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกวงเงินดังกล่าวอีกมาก เช่น การจัดสร้างอู่เรือ การจัดตั้งกำลังพลมารองรับ การซื้อยุทโธปกรณ์มาเสริม และค่าซ่อมบำรุงประจำปี ซึ่งอาจมีมูลค่ามากกว่าราคาซื้อข้างข้างต้นอีกหลายเท่า ฯลฯ การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอาจฝ่าฝืนระบบวินัยการเงินการคลังของชาติ เป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันเข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อมาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 วรรคแรก และมาตรา 76 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งนี้เงินที่นำมาใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินจากภาษีของประชาชนคนทั้งชาติ คณะรัฐมนตรีจะย่ามใจใช้จ่ายไปโดยไม่คำนึงถึงข้อห้ามทางกฎหมายย่อมไม่เหมาะสม" ศรีสุวรรณ ระบุ


ทักษิณคิด คสช.ทำ ดันกม.เขตเศรษฐกิจพิเศษฯ ให้อำนาจยกเว้นกฎหมาย เอื้อต่างชาติเช่าที่ 99 ปี

Posted: 26 Apr 2017 03:18 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เครือข่ายจับตาเขตเศรษฐกิจพิเศษชี้ร่างกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเปิดช่องยกเว้นการใช้กฎหมายเอื้อต่างชาติเช่าที่ 99 ปี ซ้ำทบทวนการอนุญาตไม่ได้ รัฐอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย ย้ำไม่ใช่เรื่องชาตินิยม แต่คนไทยกำลังถูกรอนสิทธิในการใช้ทรัพยากร ถามหากเกิดปัญหามลพิษตกค้างจากการใช้ที่ดินใครจะรับผิดชอบ

นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่ประกอบด้วยพื้นที่ 3 จังหวัดคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง กำลังเป็นนโยบายที่รัฐบาลทหารเร่งผลักดันอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เรียกว่าประชาชนในพื้นที่เองก็แทบติดตามไม่ทัน ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ทำการร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปแล้ว

รัฐบาลจัดให้การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอยู่ในความสำคัญอันดับแรกๆ ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อันกินความรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (Eastern Economic Corridor: EEC) จึงเป็นทางด่วนพิเศษให้กับนักลงทุนด้วยการเพิ่มแรงจูงใจจำนวนมากและลัดขั้นตอนทางกฎหมายลง

แต่ประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาคือการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี ซึ่งทางกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 เหตุนี้ทางเครือข่ายจับตาเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงได้จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2560 ณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

โดยเดชรัต สุขกำเนิด จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติบางประการต่อข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่าเป็นกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว เขากล่าวว่า พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์ฯ พ.ศ.2542 เกิดขึ้นจากแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ในกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้นักลงทุนต่างประเทศเช่าที่ดินได้ 50+49 ปีอยู่จริง แต่ก็มีเงื่อนไขและรายละเอียดพอสมควรในการอนุญาตและระบุถึงการเพิกถอนไว้

โดยเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ฉบับก่อนเข้าที่ประชุม ครม. มาตรา 43 ระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้รับสิทธิตามมาตรา 43(1) มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน

และในมาตรา 46 ระบุว่า การเช่าหรือให้เช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มิให้นำมาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 มาใช้บังคับ

เนื้อหาใน 2 มาตราข้างต้นกล่าวไว้อย่างไร


มาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุว่า อันอสังหาริมทรัพย์ ท่านห้ามมิให้เช่ากันเป็นเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าสามสิบปี ถ้าได้ทำสัญญากันไว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้นท่านก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี อนึ่ง กำหนดเวลาเช่าดังกล่าวมานี้ เมื่อสิ้นลงแล้วจะต่อสัญญาอีกก็ได้ แต่ต้องอย่าให้เกินสามสิบปีนับแต่วันต่อสัญญา

ส่วนมาตรา 5 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์ฯ พ.ศ.2542 ระบุว่า การเช่าที่ดินที่มีเนื้อที่เกินกว่าหนึ่งร้อยไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนในวรรค 3 ระบุว่า การจดทะเบียนการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดประเภทของพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมที่ให้ทำการเช่า และการใช้หรือการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้อสังหาริมทรัพย์ตามที่เช่า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และในวรรค 5 ระบุอีกว่า ให้อธิบดีมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่ฝ่าฝืนหรือมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคสองและวรรคสาม

“แต่กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกลับให้นักลงทุนที่ได้รับอนุญาตแล้วจะถือที่ดินกี่แปลงก็ได้ ที่ดินแปลงนั้นจะใช้ประโยชน์เพื่อการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมประเภทใดก็ได้ สมมติผมได้รับอนุญาตในการทำธุรกิจประเภทเอ แต่เมื่อผมได้รับอนุญาตแล้ว ผมอาจไปซื้อที่ดินเพื่อทำอุตสาหกรรมประเภทบี ประเภทซี ต่อไปก็ได้ ขณะที่กฎหมายเดิมจะต้องขออนุญาตเป็นรายแปลง” เดชรัต กล่าว


"นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียงในจังหวัดระยอง พัฒนามาเกือบ 40 ปีแล้ว ถ้าเช่าต่อไปเป็น 99 ปี เมื่อหมดระยะเวลา พื้นที่ที่ปนเปื้อนมลพิษขนาดใหญ่ขนาดนี้ ประเทศไทยจะทำอย่างไรกับพื้นที่นี้ เคยมีการกำหนดไว้หรือเปล่าว่าใครจะต้องเข้ามาฟื้นฟู ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ข้อสังเกตประการต่อมา การได้มาซึ่งที่ดินของกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดว่า ที่ดินที่จะเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษหรือใช้เพื่อการพัฒนาในเขตนี้ ภาครัฐสามารถซื้อ เช่า เช่าซื้อ เวนคืน หรือถมทะเลก็ได้ เมื่อได้ที่ดินมาแล้วก็สามารถนำไปปล่อยเช่าได้ โดยให้สำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นผู้กำหนดค่าเช่า การเช่าที่ดินนี้จึงแตกต่างจาก พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์ฯ เนื่องจากภาครัฐจะเป็นผู้จัดหาที่ดินมาให้เอกชนต่างชาติเช่า และเมื่อให้เช่าแล้ว การเพิกถอนก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะในร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์ฯ ไปแล้ว

“ประเด็นการเช่าที่ดินจึงมีความน่าเป็นห่วง จะมีผลกระทบในแง่การนำที่ดินสาธารณะมาให้เช่าหรือไม่ จะเกิดการกระจุกตัวของที่ดินในพื้นที่สามจังหวัดเพิ่มมากขึ้นหรือไม่”


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเด็นนี้ถูกมองในมุมชาตินิยมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเดชรัตกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชาตินิยม แต่เป็นเรื่องสิทธิ โดยเขาอธิบายว่าการที่เอกชนต่างชาติเช่าที่ดินจากรัฐ โดยรัฐบาลกำลังใช้สิทธิของความเป็นรัฐ เช่น การเวนคืนที่ดิน การถมทะเล แล้วนำที่ดินที่ได้มาแจกจ่ายให้แก่นักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำแม้แต่กับนักลงทุนไทยเอง ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนต่างประเทศก็อาจจะยิ่งมีคำถามเพิ่มมากขึ้นว่าเหตุใดจึงใช้อำนาจรัฐในการรอนสิทธิ์ของประชาชนชาวไทย

“ถ้าถามผมว่าเป็นเรื่องชาตินิยมหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ใช่ แต่มันเป็นการนำสิทธิที่มีอยู่ในคนกลุ่มหนึ่งตามสิทธิดั้งเดิมมาให้แก่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีสิทธิดั้งเดิม รวมถึงการกำหนดสัญญาเช่าและอัตราค่าเช่าก็ให้สำนักงานเขตพัฒนาพิเศษเป็นคนกำหนดเอง ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความไม่สบายใจมากยิ่งขึ้น”

ด้านเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวต่อประเด็นนี้ว่า ประชาชนของทุกประเทศมีสิทธิที่จะทำสิ่งใดก็ตามเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ กรณีการเช่าที่ดิน 99 ปีง่ายที่จะถูกดึงและปั่นเป็นกระแสชาตินิยม แต่สิ่งที่ตนมองคือหากมีการศึกษาทางวิชาการตามกรอบกติกามาตรฐานสากลแล้วพบว่าการเช่าที่ดิน 99 ปีส่งผลดี ทางเราก็ยินดีสนับสนุน และประชาชนต้องมีส่วนร่วมซึ่งในรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ก็บัญญัติไว้ค่อนข้างรอบด้านว่า ต้องมีการประเมินอย่างไรและประชาชนควรมีส่วนร่วมอย่างไร

“เราไม่อยากพูดว่านี่เป็นเรื่องชาตินิยม หวงแหนประเทศไทย คนอื่นเข้ามาเช่าไม่ได้ แต่เรากำลังพูดถึงปัญหาการจัดการทรัพยากร การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ไปให้ไกลกว่าเรื่องชาตินิยม อย่างหน่วยงานของเราทำเรื่องมลพิษอุตสาหกรรมมานาน สิ่งที่เราเจอเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ แต่ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าแตะ กล้าเปิดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการวางแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหญ่ขนาดไหน อย่างไร

“ดิฉันอยากจะถามว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียงในจังหวัดระยอง พัฒนามาเกือบ 40 ปีแล้ว ถ้าเช่าต่อไปเป็น 99 ปี เมื่อหมดระยะเวลา พื้นที่ที่ปนเปื้อนมลพิษขนาดใหญ่ขนาดนี้ ประเทศไทยจะทำอย่างไรกับพื้นที่นี้ เคยมีการกำหนดไว้หรือเปล่าว่าใครจะต้องเข้ามาฟื้นฟู ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

กัญจน์ ทัตติยกุล จากเครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก มองว่าเรื่องที่ดินกับชาตินิยมนั้น ในส่วนของชาวบ้านเห็นว่าเรื่องการใช้ที่ดินเกี่ยวเนื่องกับการใช้ทรัพยากร เรามองถึงสิทธิที่จะดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมากกว่า จุดนี้เป็นปัจจัยหลักที่ชาวบ้านคำนึง เพราะเรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น การเข้าถึงแหล่งน้ำ ตอนนี้กลายเป็นว่าแหล่งน้ำที่ภาคเกษตรหรือชุมชนจะใช้ถูกผันไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและยิ่งมีปัญหาหนักขึ้น ช่วงสองสามปีมานี้ที่มีวิกฤตภัยแล้ง ภาคตะวันออกกระทบหนักมาก แม้กระทั่งน้ำที่จะนำมาผลิตน้ำประปาก็ยังหาไม่ได้

ส่วนกรรณิการ์ กิจติเวชกุล จากเอฟทีเอ วอทช์ กล่าวว่า ปกติเราไม่สามารถเช่าที่ดินได้ทุกพื้นที่ มันมีข้อจำกัดตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีคนต่างชาติก็เป็นเช่นนั้น ตามกฎหมายเดิมจะมีข้อจำกัดเหล่านี้อยู่และสามารถทบทวนได้ แต่การที่ระบุตามกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แทบจะไม่มีระบบทบทวนและการต่ออายุก็เหมือนจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ อีกทั้งประเด็นการทบทวนการเช่าที่ดินจะไปพัวพันกับการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติในภายหลัง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐผ่านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องชาตินิยม แต่เป็นการไปทำลายกฎระเบียบทั้งหมดที่เคยมีในการควบคุมการใช้ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ผังเมือง และอื่นๆ เพียงเพื่อจะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีประชาชนคนใดเห็นร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของรัฐบาล ทางเครือข่ายจับตาเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงเรียกร้องไปทางรัฐบาลให้เปิดเผยเนื้อหากฎหมายและสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77


แฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงที่กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ เมื่อ 25 มกราคม 2017 (ที่มา: U.S. Department of Homeland Security (DHS)/Wikipedia)

แนวทางตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ กระทบอิทธิพลสหรัฐอเมริกาในระยะยาว

Posted: 26 Apr 2017 03:24 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

นิตยสาร Foreign Policy ระบุถึงกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งตัดงบประมาณให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาโดยการตัดงบประมาณและการยุบรวมกระทรวงต่างประเทศกับองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกวิจารณ์จากในสหรัฐฯ เองว่าจะให้ผลต่อการเมืองระยะสั้นแต่จะทำลายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในระยะยาว

Foreign Policy นำข้อมูลเหล่านี้มาจากเอกสารการเงินภายในของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีการตัดงบประมาณช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 1 ใน 3 ในปีงบประมาณ 2561 แต่ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดมากกว่านี้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงความช่วยเหลือด้านการพัฒนาไปสู่โครงการแบบเน้นความมั่นคงของสหรัฐฯ แทน

เวด วอร์เรน รักษาการผู้อำนวยการขององค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ USAID กล่าวต่อพนักงานในที่ประชุมทางการว่าจะมีการยุบรวมหน่วยงานนี้กับกระทรวงการต่างประเทศ จากส่วนหนึ่งของการพิจารณาคำสั่งพิเศษของทรัมป์ที่ออกมาในเดือนมีนาคมโดยอ้างว่าเพื่อให้ขั้นตอนการดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้านการทูตและการพัฒนา

Foreign Policy ระบุว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2542 ที่หน่วยงานให้ทุนโครงการด้านข้อมูลข่าวสารและวัฒนธรรมในต่างประเทศถูกปิดลงและมีหลายโครงการถูกพับไป หรือถูกลดขนาด แต่สุดท้ายแล้วการลดขนาดหรือปิดตัวโครงการสำคัญอย่างการป้องกันโรคและความมั่นคงทางอาหารก็ชวนให้เกิดการแบ่งขั้ว

แอนดรูว นัตสิออส อดีตผู้อำนวยการ USAID ในสมัยจอร์จ ดับเบิลยู บุช บอกว่า เรื่องนี้จะทำให้พวกเขาสูญเสียผู้เชี่ยวชาญใน USAID และจะกลายเป็นหายนะในระยะยาว

ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะไม่อนุมัติข้อเสนอการตัดงบประมาณโดยทรัมป์ ลินเซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกรีพับลิกันบอกว่าข้อเสนองบประมาณของทรัมป์นั้น "ล่มตั้งแต่ปากอ่าว" อย่างไรก็ตามมีการประเมินสถานการณ์ว่าสภาคองเกรสจะผ่านร่างงบประมาณสุดท้ายเพื่อลกระดับความช่วยเหลือ

ฝ่ายการต่างประเทศและ USAID ต่างก็ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีการยุบรวมสองหน่วยงานนี้โฆษก USAID แค่พูดว่าการดำเนินการจะเป็นไปเพื่อใช้เงินภาษีของสหรัฐฯ โดยเน้นเรื่องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มาก่อน

มีการประเมินว่าการตัดงบในครั้งนี้จะส่งผลให้สูญเสียภาคกิจภาคสนามไป 30-35 ภารกิจ และลดขนาดสำนักงานภาคพื้นถิ่นลงราวร้อยละ 65 โดยที่ในปัจจุบัน USAID มีปฏิบัติการอยู่ในประเทศต่างๆ ประมาณ 100 ประเทศ โดยที่นัตสิออสมองว่าจะเป็นการทำลายเครื่องมือสำคัญของสหรัฐฯ ในการสร้างอิทธิพลต่อการต่างประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้เงินทุนด้านสุขภาวะโลกถูกตัด 41 ประเทศ ลดลงราวร้อยละ 25 ทั้งๆ ที่ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะคงงบประมาณแผนการฉุกเฉินบรรเทาทุกข์โรคเอดส์ไว้ แต่การตัดงบประมาณตรงนี้ก็อาจจะส่งผลเสี่ยงกับชาวอเมริกันเองถ้าหากมีการระบาดหนักในอเมริกัน

ในหน่วยงานความมั่นคงทางอาหารมีโอกาสสูญเสียงบประมาณไปร้อยละ 68 แต่การลดงบหน่วยงานที่จะช่วยป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารนั้นอาจจะทำให้สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นไปกับการช่วยเหลือด้านอาหารในยามฉุกเฉิน

ส่วนที่โดนตัดงบประมาณมากที่สุดคือภาคส่วนด้านมหาสมุทร สิ่งแวดล้อมและกิจการวิทยาศาสตร์ ที่ถูกตัดถึงร้อยละ 94.5 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินในการจัดการปัญหาโลกร้อนอย่างการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยที่สหรัฐฯ เคยให้พันธสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในข้อตกลงการประชุมโลกร้อนที่ปารีสไว้ในปี 2559

ภาคส่วนอื่นๆ ที่โดนตัดงบประมาณคือประเด็นสตรี ประเด็นไซเบอร์ และ ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแถบทวีปแอฟริกาเหนือ การตัดงบประมาณเหล่านี้ยังถูกเน้นนำไปใช้เป็นงบประมาณส่งเสริมเศรษฐกิจกับประเทศที่มีวัตถุประสงค์ร่วมทางยุทธศาสตร์แะทางการเมืองเฉพาะด้านกับสหรัฐฯ

สก็อตต์ มอร์ริส ประธานฝ่ายการริเริ่มนโยบายพัฒนาจากศูนย์เพื่อการพัฒนานานาชาติ บอกว่าการตัดงบประมาณเช่นนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง USAID กับกระทรวงการต่างประเทศอ่อนแอลง จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เรื่องนี้ยังสะท้อนว่ารัฐบาลทรัมป์ดูจะสนใจเรื่องเป้าหมายทางการเมืองแค่ในระยะสั้นมากกว่า โดยที่สตีเวน ราเดลเลต อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ USAID กล่าวว่าก่อนหน้านี้กองทุนด้านวิทยาศาสตร์เคยเน้นใช้ช่วยเหลือพันธมิตรทางการเมืองของสหรัฐฯ

โดยทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของชาติจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างก็มองว่าการตัดงบประมาณเหล่านี้สร้างความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยจะเป็นการลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่นๆ

วิลเลียม เทย์เลอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเครนในสมัยบุชซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีของสถาบันเพื่อสันติภาพของสหรัฐฯ บอกว่า หนึ่งในสิ่งที่เป็นทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในยูเครนคือการส่งเสริมให้พวกเขาหันไปหาสถาบันของยุโรปแทนสถาบันของรัสเซียซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ มากกว่า แต่เงินส่งเสริมการเมืองและเศรษฐกิจยูเครนโดยสหรัฐฯ ก็ถูกตัดไปร้อยละ 68.8

เรียบเรียงจาก

The End of Foreign Aid As We Know It, Foreign Policy, 24-04-2017


ทำไมกระแส Populism จึงกำลังจะครองโลก ฤาเสรีนิยมกำลังจะสูญพันธุ์?

Posted: 26 Apr 2017 03:53 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ปี 2016 เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโลกอย่างคาดไม่ถึง หลังจากที่เกิดปรากฏการณ์ Brexit ที่ สหราชอาณาจักรและชัยชนะของนายโดนัล ทรัมป์ในการเลือก ตั้งและกลายเป็นประธานาธิบดี สหรัฐคนปัจจุบัน โลกเสรีนิยมก็ดูเหมือนจะปั่นป่วนไปทั่วทั้งในทางการเมือง และโดยเฉพาะในทาง ความคิด กระแสการเมืองในโลกตะวันตกเรื่องการเหยียดผิว การต่อต้านผู้อพยพต่างชาติ และต้าน คนมุสลิมดูเหมือนจะแพร่หลายไปทั่วอย่างรวดเร็วด้วย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการแพร่แนวคิดการ ต่อต้านความร่วมมือระหว่างประเทศแบบพหุพาคี การต่อต้านการเปิดเสรีทางการค้า และการลง ทุนข้ามชาติ การปฏิเสธข้อตกลงในการค้า ในทางเศรษฐกิจและปฏิเสธการสร้างพันธมิตรทางการ ทหาร ในขณะเดียวกันก็เกิดความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารไปทั่วโลกอันเกิดจากนโยบาย ขวาจัดชาตินิยมของประธานาธิบดีสหรัฐ ข้อสังเกตในที่นี้ก็คือ “ทรัมป์ไม่สำคัญเท่ากับลัทธิทรัมป์” (Trumpism) และสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือแนวคิด Populism ที่อยู่เบื้องหลัง

อันที่จริงสิ่งที่เกิดขึ้นมีพลังที่สำคัญอยู่ที่แนวคิด Populism ในโลกตะวันตก ปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้ นักรัฐศาสตร์ในตะวันตกเองก็มีข้อถกเถึยงกันว่าอะไรเกิดขึ้น เกิดปัญหาอะไรในสัญญาประชาคมที่ เป็นแกนกลางสำคัญในทฤษฏีของเสรีประชาธิปไตย ทำไมชนชั้นกลางและผู้ใช้แรงงานในสังคม ตะวันตกหันหลังให้สถาบันประชาธิปไตยและเสรีนิยม เมื่อเร็วๆนี้นักรัฐศาสตร์อเมริกันสองคนคือ Jeff D. Colgan และ Robert O. Keohane ได้เขียนบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจในวารสาร Foreign Affairs บทวิเคราะห์ดังกล่าวใช้การวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ต่อปรากฏการณ์ Populism อย่างเป็นระบบที่สุด เท่าที่จะมีในเวลานี้

บทความดังกล่าวชื่อว่า “ระเบียบโลกแบบเสรีถูกโกง: จะซ่อมมันเดี๋ยวนี้หรือจะดูมันสิ้นสลายไป” (The Liberal Order Is Rigged: Fix It Now or Watch It Wither) การวิเคราะห์ดังกล่าวน่าสนใจ สำหรับเหตุการณ์ปัจจุบันเพราะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์อเมริกันเองเป็นผู้ที่สนับสนุนอย่างแข็งขัน ต่อระบบความร่วมมือแบบพหุภาคีและความเข้มแข็งของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้ง สนับสนุนความเจริญทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพในโลกซึ่งจะย้อนกลับมา สร้างความสุขและความยั่งยืนของสถาบันประชาธิปไตยในประเทศ แต่ระบบสากลดังกล่าวตอน นี้กลับถูกประณามว่าโกงและฉ้อฉลจากชนชั้นล่างในประเทศตนเองและโดยนักการเมืองแนว Populism สิ่งที่จะวิเคราะห์ต่อไปในบทความนี้เป็นการสรุปความคิดจากการวิเคราะห์ของนัก รัฐศาสตร์ดังกล่าวโดยผู้เขียนเองเพิ่มเติมตัวอย่างการวิเคราะห์ในบางส่วนเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น

หมุดหมายที่สำคัญของคำว่า Populism ก็คือความเชื่อที่ว่าในทุกประเทศจะมีประชาชนดั้งเดิมที่แท้ จริงซึ่งเป็นเหยื่อจากการสมคบคิดกันระหว่างกองกำลังของต่างประเทศและชนชั้นนำในประเทศที่ เห็นแก่ผลประโยชน์ตนเอง ผู้นำที่เชื่อเรื่อง Populism นี้มักจะอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนประชาชนที่ แท้จริงเหล่านี้และเขาจะต้องพยายามบั่นทอนกำลังหรือทำลายสถาบันต่างๆเช่นรัฐสภา ศาลยุติธรรม และสื่อมวลชนและทำลายกรอบกฏเกณฑ์ต่างๆที่มาจากภายนอกประเทศเพื่อที่จะปกป้องอำนาจ อธิปไตยแห่งชาติ

Populism จะมีหลายสีสรรตามอุดมการณ์ทางการเมือง Populism ในปีกฝ่ายซ้ายจะสู้กับคนรวยด้วย ความเชื่อเรื่องความเสมอภาพ ฝ่ายขวาก็ต้องการจะขจัดอุปสรรคความมั่งคั่งด้วยการเน้นที่การเจริญ เติบโตในทางเศรษฐกิจ น่าแปลกที่ว่าถึงจุดหนึ่งฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดมากลับมามีความเห็นตรงกัน ในฝรั่งเศสผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดกลับสนับสนุนให้มีการแยกตัวออก จากอียูเหมือนกัน อย่างไรก็ดี จุดเด่นที่สำคัญของ Populism คือศรัทธาในตัวผู้นำที่เข้มแข็งและไม่ ชอบการไปจำกัดอำนาจอธิปไตยของชาติ ไม่ชอบสถาบันการเมืองต่างๆที่มีอำนาจ

สถาบันเหล่านั้นก็คือตัวแสดงบทบาทที่สำคัญในการจัดระเบียบของโลกเสรี ตัวอย่างเช่น องค์การ สหประชาชาติ (UN) ประชาคมทางเศรษฐกิจยุโรป (EU) องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) และกลุ่มพันธมิตรทางการทหารเช่น NATO ระเบียบโลกได้ถูกสร้างขึ้นโดย การนำของวอชิงตันโดยผ่านสถาบันเหล่านี้ทำให้เกิดกลุ่มความร่วมมือหลายฝ่ายในทางการเมือง ระหว่างประเทศในประเด็นที่สำคัญตั้งแต่เรื่องความมั่นคงไปจนถึงการค้าและการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ

นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชื่อว่านับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมาระเบียบโลกแบบเสรีได้ ช่วยสร้างสันติภาพระหว่างมหาอำนาจ เสถียรภาพนี้ทำให้มีการกีดกันไม่ให้เยอรมันนี ญี่ปุ่น ซาอุดิ อารเบียและเกาหลีใต้ไม่ให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

นักรัฐศาสตร์ยังเชื่อว่าการสร้างสันติภาพของระเบียบโลกแบบเสรีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่าง มาก ผลที่ตามมาก็คือระเบียบดังกล่าวช่วยทำให้โลกที่กำลังพัฒนามีความก้าวหน้าประชากรโลก จำนวนนับเป็นพันล้านคนก้าวพ้นความยากจนและเกิดชนชั้นกลางใหม่ขึ้นจำนวนมากมาย แต่ใน ขณะที่ระเบียบโลกแบบนี้ขยายตัวและประสบความสำเร็จ สถาบันในประเทศของตัวเองก็กลับหลุด ขาดการเชื่อมต่อกับประชาชนในประเทศซึ่งเป็นผู้สร้างระเบียบนี้ขึ้นมา

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980 ผลลัพธ์ของวาระนโยบายเศรษฐกิจแบบลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้บั่นทอน สัญญาประชาคมซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาเคยเป็นหลักประกันและตัวสนับสนุนระเบียบเสรีอันนี้ ประชา ชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เป็นชนชั้นคนงานและชนชั้นกลางในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และที่อื่นๆเริ่มจะเชื่อว่าระบบกำลังถูกโกงและฉ้อฉล--ด้วยข้ออ้างที่น่ารับฟังไม่น้อย

นักวิชาการที่วิเคราะห์เรื่องโลกาภิวัฒน์ ระเบียบโลกแบบเสรี และเชิดชูส่งเสริมระบบนี้ก็มีส่วนรับ ผิดชอบต่อการขยายตัวของ Populism ไปด้วย เพราะไม่ได้ให้ความสนใจต่อการที่ระบบทุนนิยมฉวย โอกาสจี้เอาโลกาภิวัฒน์เป็นตัวประกัน ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจได้ออกแบบสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ตัวเองและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพวกเขาเองกับรัฐบาล แต่ ทว่าประชาชนที่เป็นคนธรรมดาสามัญกลับถูกทอดทิ้งและพากันโกรธเคืองกับระบบ

ในปี 2016 รัฐสองรัฐที่เป็นตัวแสดงหลักในการสร้างระเบียบโลกแบบเสรีขึ้นมาคือ สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรกำลังจะหันหลังให้มัน นั่นก็คือชัยชนะของ Brexit และ Trump ปรากฏการณ์ ทั้งสองสะท้อนให้เห็น”การล่มสลายของสัญญาประชาคมที่จุดแกนกลางของเสรีประชาธิปไตย” กลุ่มคนที่ได้ดีในสังคมตลาดได้เคยสัญญาว่าผู้เสียเปรียบจากพลังของตลาดจะไม่ตกหล่นไปไกลจาก ตนเอง แต่ที่จริงพวกเขาตกไปอยู่ ไกลมาก ในระหว่างปี 1974 และ 2015 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน อเมริกันที่ไม่จบชั้นมัธยมตกต่ำลงถึงร้อยละ 20 แม้แต่พวกที่จบมัธยมปลายแต่ไม่ได้เรียนจบระดับ มหาวิทยาลัยมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนตกลงมากถึงร้อยละ 24 แต่พวกที่จบมหาวิทยาลัยมีรายได้เฉลี่ย สูงขึ้น ในครัวเรือนอเมริกันทั้งหมดรายได้เฉลี่ยจะสูงขึ้นร้อยละ 17 ดังนั้นในภาพรวมคนที่จบการ ศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจะมีรายได้สูงกว่า

นักรัฐศาสตร์ชื่อโรเบิร์ต พัทนั่มและมากาเร็ต แวร์ พบว่าแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้เกิดสภาพที่คน อเมริกันอยู่ในโลกที่แตกต่างกัน คนที่มีฐานะดีจะไม่มีที่อยู่อาศัยใกล้กับคนจน และไม่มีปฏิสัมพันธ์ กันในสถาบันสาธารณะอย่างที่เคยทำ การแยกกันอยู่ได้บั่นทอนความเป็นเอกภาพทางสังคม แต่ชน ชั้นนำที่มีความคิดสากลนิยมหลายคนคิดว่าความมีเอกภาพทางสังคมนั้นไม่สำคัญสำหรับประชาธิป ไตยที่ปฏิบัติหน้าที่ดีอยู่แล้ว

ชนชั้นนำได้ฉวยประโยชน์จากระเบียบโลกแบบเสรีทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในหลายทศวรรษที่ผ่านมาโดยไม่ได้แบ่งรายได้และความมั่งคั่งให้คนชั้นกลางและคนชั้นล่าง คนอเมริกันที่ร่ำรวยและมีการ ศึกษาสูงพยายามผลักดันให้มีนโยบายภาษีอัตราถดถอย นโยบายสร้างข้อตกลงทางการค้าและการ ลงทุนที่ส่งเสริมการจัดจ้างคนภายนอกที่เป็นบริษัทต่างประเทศ และลดการให้งบประมาณแก่มหา วิทยาลัยของรัฐ (ทำให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับโดยลดงบประมาณลง) ผลของนโยบายดังกล่าวได้ ทำลายสิ่งที่เรียกว่าลัทธิเสรีนิยมที่ผูกพันกับสังคม (Embedded Liberalism) อันหมายความถึง ระเบียบโลกแบบเสรีที่สร้างด้วยสังคมแห่งตลาดเสรีได้แต่ก็ยังรักษารัฐสวัสดิการและนโยบายตลาด แรงงานเอาไว้ซึ่งจะฝึกอบรมให้การศึกษาใหม่แก่แรงงานที่มีทักษะแบบเก่า และชดเชยเยียวยาให้กับ ผู้ที่เสียงานให้กับการเปิดเสรีทางการค้าและยังให้การรับรองฐานะให้แก่พลเมืองทุกคนแม้กับผู้ที่ไม่ มีประสิทธิผลในทางเศรษฐกิจ

พวกชนชั้นนำก็ผลักดันและสนับสนุนมุมมองดังกล่าวแต่เพียงแค่ครึ่งเดียวคือตลาดเสรี การเปิดชาย แดนและการร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายฝ่าย แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 พวกเขาก็เริ่มละ ทิ้งส่วนประกอบอื่นๆของแนวคิดเสรีนิยมเพื่อสังคม ซึ่งก็คือการมีตาข่ายนิรภัยทางสังคมที่แข็งแรง สำหรับผู้ที่ดิ้นรนต่อสู้ชีวิต การไร้สมดุลดังกล่าวบ่อนทำลายการสนับสนุนจากภายในประเทศต่อ ตลาดเสรีในโลก การสร้างพันธมิตรทางการทหารและสิ่งอื่นๆอีกมากมาย

การเช็คบิลเก่าต่อปัญหาการล่มสลายของสัญญาประชาคมตามมาถึงกำหนดชำระหนี้ในปี 2016 นี้ เองที่ทั้งสองฟากฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก กระนั้นก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่ให้ความ สำคัญต่อภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งมีผลต่อระเบียบโลกแบบเสรีนี้ บางคน โต้แย้งว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการบูรณาการในโลกมีมากจนล้นเกินไปกว่าที่รัฐบาลแห่ง ชาติจะหาทางย้อนกลับไปสู่ลัทธิเสรีนิยมไม่ว่าจะมีการเล่นโวหารในการรณรงค์หาเสียงหรือกระแสทัศนะของ Populism จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่านักการเมืองก็มักจะสนองตอบต่อ แรงจูงใจในการเลือกตั้งมากกว่าแม้ในชั่วขณะที่แรงจูงใจนั้นแยกทางกันกับผลประโยชน์ในระยะยาวของประเทศตนเอง และในระยะหลายปีที่ผ่านมาผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนมากก็หันไปเห็น ด้วยกับกระแส Populism ที่ปฏิเสธโลกาภิวัฒน์และระเบียบโลกแบบเสรี

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำทางธุรกิจและตลาดหุ้นซึ่งน่าจะช่วยกันเหยียบเบรกกระแสคลั่ง Populism กลับไป ให้รางวัลตอบแทนด้วยข้อเสนอที่ให้ลดภาษีต่อนักธุรกิจอันไปเพื่มค่าใช้จ่ายในภาครัฐมากขึ้นอีกซึ่ง เป็นการกระทำที่สายตาสั้น การหยิบฉวยเอาผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์มากขึ้นในขณะที่ผลประ โยชน์ของชนชั้นกลางและชนชั้นคนงานเสียไปก็ยิ่งเป็นการทำลายการสนับสนุนทางการเมืองที่มี ต่อการสร้างบูรณาการของสายการผลิตเชิงอุปทานและแรงงานของผู้อพยพย้ายถิ่นอันเป็นสิ่งที่ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาต้องพึ่งพาอยู่ จุดยืนเช่นนี้ทำให้นึกถึงวิธีการที่ชนชั้นสูงในฝรั่งเศสใน ศตวรรษที่สิบแปดทำโดยปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีในขณะที่เพลิดเพลินกับการผจญภัยทางการทหารใน ต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง พวกเขาเอาตัวรอดไปได้หลายปีจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ชนชั้น นำในทุกวันนี้กำลังเสี่ยงกับความผิดพลาดในแบบเดียวกัน

ผู้เชี่ยวชาญก็ควรจะมีส่วนรับการตำหนิติเตียนด้วยจากการที่สนับสนุนให้ระเบียบโลกแบบเสรีเดิน ไปสู่ความผิดพลาด ผู้กำหนดนโยบายทำตามข้อเสนอทางวิชาการที่รวมถึงการสร้างสถาบันระหว่าง ประเทศเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกัน แต่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยอคติและนักวิชาการก็ประเมิน ค่าความเสี่ยงต่ำไป พวกบรรษัททางการเงินและบรรษัทธุรกิจใหญ่ๆทั้งหลายได้รับอภิสิทธิ์ภายใน สถาบันแห่งระเบียบโลกที่เสรีซึ่งให้ความสนใจต่อผลประโยชน์ของคนงานน้อยมาก กฎของ WTO เน้นที่การเปิดตลาดกว้างและไม่สนใจการส่งเสริมมาตรการที่เป็นเบาะรองรับผลเสียจากการเปิด ตลาดต่อผู้ที่ด้อยโอกาสโดยเฉพาะคนงานในโรงงานภาคการผลิตแบบเก่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ในขณะเดียวกัน สนธิสัญญาในการลงทุนซึ่งลงนามในช่วงทษวรรศที่ 1990 มีเงื่อนไขว่านักกฏหมาย ด้านธุรกิจสามารถตักตวงผลประโยชน์จากธุรกิจขนาดใหญ่ได้โดยละเลยประโยชน์ต่อผู้บริโภค และ เมื่อทางการจีนจัดการบิดเบือนการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนทำให้คนงานในอเมริกาเสียประโยชน์ รัฐ บาลวอชิงตันตัดสินใจว่ามีเรื่องอื่นในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาที่สำคัญมากกว่า จึงไม่มี การตอบโต้เรื่องนี้อย่างเต็มที่

คนอเมริกันที่เป็นผู้ใช้แรงงานไม่จำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดของการตกลงทางการค้าของโลก แต่ พวกเขามองเห็นชนชั้นนำอเมริกัน คนในจีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆพากันร่ำรวยขึ้นอย่างรวด เร็วในขณะที่รายได้ของพวกเขาตกต่ำลง จึงไม่น่าประหลาดใจที่พวกเขาจำนวนมากเห็นด้วยกับนาย ทรัมป์และผู้สมัครประธานาธิปดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตอีกคนคือนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ ทั้งสอง คนบอกว่า “เกมมันถูกโกงไปแล้ว”

เมื่อเป็นเช่นนี้ หมีกก็ถูกป้ายไปที่เรื่องภายในอื่นๆที่ทำให้เกิดการปฏิวัติของ Populism เช่นการ เหยียดสีผิว ความรู้สึกไม่พอใจต่อผู้เชี่ยวชาญ นโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว แต่ไม่ค่อยมีคนให้ความ สนใจต่อปัจจัยสองประการที่เกิดจากระเบียบโลกโดยตรง ปัจจัยแรกคือความสูญเสียเอกภาพในชาติ ที่เกิดจากการที่สงครามเย็นยุติลง ในระหว่างความขัดแย้งของสงครามเย็น ความสำนึกต่อภัยคุกคาม จากสหภาพโซเวียตก่อให้เกิดสำนึกร่วมในความผูกพันต่อพันธมิตรของวอชิงตันและบรรดาสถาบันระหว่างประเทศ นักจิตวิทยาสังคมชี้ให้เห็นความสำคัญของการมอง “ฝ่ายอื่น” ในการก่อตัวของอัต ลักษณ์ทั้งของปัจเจกบุคคลและของชาติ ความรู้สึกที่ชัดเจนว่าใครไม่ใช่กลุ่มของเราทำให้เรารู้สึกไกล้ ชิดกันมากขึ้นกับคนที่เรามองว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน ความล่มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้ไม่มีใคร เป็น “คนอื่น” ในจินตนาการทางการเมืองของอเมริกันและลดความผูกพันกันทางสังคมของสหรัฐ อเมริกา การที่สงครามเย็นยุติลงยังทำให้เกิดปัญหาในทางการเมืองต่อพรรครีพับลิกันซึ่งเคยเป็น ป้อมปราการหลักในการต่อต้านคอมมิวนิสต์มานาน เมื่อไม่มีโซเวียตก็ไม่มีนิทานเรื่องผีหลอกเด็กอีก จึงต้องหาเรื่องอื่นมาแทน ลัทธิทรัมป์แตกหน่อมาจากตรงนี้

ในยุโรป จุดจบของสงครามเย็นมีผลกระทบหลายอย่าง ระหว่างสงครามเย็นนั้นผู้นำของยุโรปตะวัน ตกพยายามปกป้องอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ภายหลังปี 1989 เมื่อไม่มีขีดจำกัดแล้ว รัฐบาลและ ผู้นำในบรัสเซลส์ก็ขยายอิทธิพลชองอียูแม้จะต้องเผชิญหน้ากับการลงประชามติในเรื่องอียูอย่างต่อ เนื่องซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นความไม่พอใจต่ออียูและสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสัญญานเตือนว่าชนชั้นคนงานกำลังไม่พอใจ ในยุโรปตะวันออกการต้านโซเวียตที่แรงในช่วงปีทศวรรษที่ 1980 และ 1990 แต่ กระแสนี้ตกลงเมื่อไม่มีสหภาพโซเวียต และกระแส Populism และการต่อต้านเสรีนิยมก็เข้ามาแทน ที่ ทั้งในยุโรปและอเมริกา การหายไปของสหภาพโซเวียตทำให้ความเป็นเอกภาพทางสังคมถูกบ่อน เซาะรวมทั้งการขาดสำนึกร่วมกันในเป้าหมาย

พลังประการที่สองที่กระตุ้นความไม่พอใจต่อระเบียบโลกแบบเสรีอาจจะเรียกว่า “การสร้างความ สัมพันธ์พหุภาคีจนเลยเถิดไป” ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเงื่อนไขบังคับให้ประเทศต่างๆสร้างข้อ จำกัดความเป็นอิสระหรือลดอัตบัญญัติเพื่อให้สถาบันอย่างเช่น UN และ World Bank สามารถที่จะ ประสานความร่วมมือและแก้ปัญหาระหว่างกันได้ แต่แนวโน้มตามธรรมชาติของสถาบันเหล่านี้ก็ คือ ผู้นำองค์กรและระบบราชการของสถาบันดังกล่าวก็จะพยายามขยายอำนาจตัวเอง ซึ่งก็ไปทำให้ เกิดการจำกัดอำนาจอธิปไตยของประเทศสมาชิกและประชาชนเกิดรู้สึกว่ากองกำลังต่างชาติดำลัง ควบคุมชีวิตของพวกเขา สถาบันแบบพหุภาคีเหล่านี้ไม่เป็นประชาธิปไตยและเหินห่างจากสังคม ทำให้มีความแปลกแยกกับสาธารณะ

นักรัฐศาสตร์อเมริกันมองว่าการฉ้อฉลของระเบียบโลกแบบเสรีทำให้จำเป็นจะต้องให้ความสนใจ ต่อทั้งปัญหาเนื้อหาและความรู้สึกที่คนมีต่อมัน สหรัฐอเมริกาอ่อนแอเกินไปที่จะแก้ปัญหานี้ในการ ทำให้ระบบเป็นเสรีนิยมที่รับผิดชอบต่อสังคมแม้จะพยายามทำแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ ประเทศเยอรมันนี เดนมาร์คและสวีเดนทำได้ดีกว่าแม้ระบบจะยังมีความตึงเครียดอยู่ ประเทศฝรั่งเศสก็กำลังดิ้นรนเอา ตัวรอดอยู่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในขณะนี้ วอชิงตันยังมีผลงานที่ไม่น่าประทับใจเลยเมื่อดูที่ ตัวระบบราชการซึ่งเข้ากับสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูป แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ การปฏิรูปแบบข้างบนสู่ข้างล่างแบบประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ

ดังนั้น เพื่อจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ วอชิงตันควรต้องทำตามหลักสามประการคือ ประการแรก การสร้าง บูรณาการของโลกจะต้องผนวกกับนโยบายภายในประเทศที่ทำให้ชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคมได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ในลักษณะที่ทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมองเห็นได้ชัด ประการที่สองคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องได้ดุลกับผลประโยชน์แห่งชาติเพื่อป้องกันการ ทำอะไรเลยเถิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้กำลังทางทหาร ประการที่สามวอชิงตันต้องบ่มเพาะ ความเป็นอัตลักษณ์ทางสังคมแบบอเมริกันและวาทกรรมของความเป็นชาติ ซึ่งก็หมายความถึงการ กล่าวถึง”คนอื่น”ที่เป็นระบอบอำนาจนิยมและต่อต้านเสรีนิยม การต่อต้านระบอบเผด็จการไม่ได้ หมายความถึงการใช้กำลังบังคับจากภายนอก แต่จะต้องใช้การวิพากษ์วิจารณ์ในทางการฑูตเป็น ครั้งเป็นคราวต่อประเทศเช่นจีนและซาอุดิอารเบีย

ประธานาธิบดีต้องประกาศชัดว่าแม้สหรัฐฯมีความสนใจในการร่วมมือกับประเทศที่ไม่เป็นประชา ธิปไตย แต่สหรัฐฯก็สงวนสิทธิที่จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไคยเท่า นั้น การทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของอเมริกันและสร้างเอกภาพในชาติ ในบางครั้งอาจ จะต้องมีการจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่ไม่เป๋นประชาธิปไตด้วย

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ กระแสประชานิยมในระดับโลกหรือ Global Populism มีอุดมการณ์ที่ ชัดเจนและขายดีในตลาด ลักษณะก็คือ แข็งกร้าว ชาตินิยมและท้องถิ่นนิยม “อเมริกาเป็นอันดับ หนึ่ง” หรือ “ฝรั่งเศสเป็นอันดับหนึ่ง” เป็นสโลแกนที่มีพลัง การกล่าวตอบโต้ว่าเราต้องมีระเบียบ โลกแบบเสรีต้องมีสโลแกนชัดเจนเช่นกัน จึงต้องมีทางเลือกที่ดีและสนองปัญหาของชนชั้นคนงาน เช่น สำหรับพรรคเดโมแครทอาจจะใช้คำว่า “พรรคเพื่อการมีงานทำ” น่าจะดีกว่าใช้คำว่าพรรคนี้เรา ทำเพื่อเพื่มสวัสดิการโดยรวมในขณะที่จะลดความสูญเสียจากการค้าเสรีซึ่งอาจดูยึดยาดไป

ในอเมริกาถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันในแนวทางและการสื่อสาร พรรคการเมืองเก่าๆ ก็อาจจะสูญพันธุ์ไปในที่สุด เวลานี้คนนอกได้ยึดกุมพรรครีพับลิกันไปแล้ว เดโมแครตก็กำลังถูกต้อน เข้ามุม ในยุโรปพรรคแรงงานของอังกฤษก็แตกระเบิดจากภายใน พรรคเก่าๆในฝรั่งเศสก็กำลังหลุด ออกจากกัน การจะปรับตัวให้ได้นั้น มีคำแนะนำของนักจิตวิทยาสังคมคนหนึ่งที่บอกว่า “พวกฝ่าย หัวก้าวหน้าคงจะต้องเรียนรู้ที่จะพูดถึงคำว่า เกียรติยศศักดิ์ศรี ความซื่อสัตย์จงรักภักดี และความมี ระเบียบกันบ้าง …. นอกเหนือจากคำว่า ความเสมอภาคและสิทธิ” ถ้าไม่เช่นนั้นเสรีนิยมอาจจะสูญ หายไปจากโลกนี้ในที่สุด


เกี่ยวกับผู้เขียน: ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เป็นอาจารย์ผู้สอนประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ขับเคลื่อนโดย Blogger.