"หอชมเมือง"เอื้อประโยชน์เอกชน วอนกลุ่มธุรกิจ"ทรัพย์สินกษัตริย์"ทำธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม


นางภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง ให้สัมภาษณ์ Thais Voice กรณีที่ ครม.รัฐบาลทหารอนุมัติให้เอกชนจัดสร้าง หอชมเมือง ในกรุงเทพฯ ด้วยงบประมาณ 7,621 ล้านบาทโดยไม่ผ่านการประมูลโครงการ และให้เช่าที่ราชพัสดุในราคาถูกเป็นระยะเวลา 30 ปีว่า จะบอกว่าเป็นการลงทุนของเอกชนไม่เกี่ยวกับงบประมาณรัฐบาล ไม่ถูก เพราะการที่รัฐบาลให้เอกชนเช่าที่ดินในราคาถูก การที่ธนาคารให้เงินกู้ รวมไปถึงการที่รัฐบาลต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับโครงการดังกล่าวล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น อีกทั้งไม่มีหลักประกันว่าหากเกิดเจ๊งขึ้นมา รัฐบาลก็ต้องเข้ามาแบกรับหรือไม่ และโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ ควรจะประเมินความคุ้มค่าด้วย ซึ่งดูแลคงไม่เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ากับประชาชน แต่รัฐบาลทำประโยชน์ให้กับเอกชนมากกว่า และอยากเรียกร้องรัฐบาลให้กำกับดูแล การดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทในเครือข่ายของ สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมเช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจอื่น เพราะกลุ่มธุรกิจของสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นั้น เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดและมีเงินมหาศาลที่สุดในประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีความสบายใจมากกว่านี้




source :- jom voice


วันที่ 28 มิถุนายน 2560 - 12:21 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 มิถุนายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ผู้ประสานงานองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา (อสคพ.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.เพื่อติดตามความคืบหน้าตามที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พระสุวิทย์ ธีรธฺมโม หรือพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีที่พระพุทธะอิสระ ประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่อง “พระนาคปรก” รุ่นหนึ่งในปฐพี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ต่อมามีการโฆษณาให้เช่า และนำออกแจกจ่าย อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว ได้เข้าร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา

นายวิชัย กล่าวว่า หลังจาก อสคพ.เข้าร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวน บก.ป.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นแล้วประกอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เคยมอบไว้ให้แล้ว เห็นว่าขณะนี้เวลาล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 2 เดือน จึงอยากมาติดตามความคืบหน้า หากเข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาไว้ อยากให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดดำเนินคดีดังกล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สุทิน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.รับเรื่องไว้ดำเนินการแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำหนังสือแจ้งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับแต่อย่างใด

https://www.matichon.co.th/news/591516

Posted: 26 Jun 2017 11:05 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง 'มือปืนป็อปคอร์น' คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ศึกชิงคูหาเลือกตั้งปี 57 ระบุหลักฐานไม่อาจยืนยันได้ มีเพียงภาพจากสื่อมวลชน โดยไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยัน และคำรับสารภาพ แต่ยังมีข้อพิรุธ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา



แฟ้มภาพ

27 มิ.ย. 2560 เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (27 มิ.ย.60) ที่ห้องพิจารณาคดี 713 ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีฆ่าผู้อื่นหมายเลขดำที่ อ.1626/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้อง วิวัฒน์ หรือท็อป ยอดประสิทธิ์ มือปืนป็อปคอร์น อายุ 25 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและนำอาวุธปืนออกนอกเคหะสถาน ภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ลงโทษตามป.อาญา มาตรา 288, 371, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา ม.4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 ม.5, 6, 11, และ 18

สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ 37 ปี 4 เดือน

ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่ง ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุยิงใส่ผู้ชุมนุม และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายแต่งกายด้วยชุดดำสวมหมวกไหมพรม จากนั้นนำภาพมาเปรียบเทียบกับจำเลย หลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าภาพจากกล้องวงจรปิด และตัวจำเลยนั้น เป็นบุคคลเดียวกัน ซึ่งมีเพียงภาพจากสื่อมวลชน โดยไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยัน และคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพ แต่ยังมีข้อพิรุธ เคลือบแคลงน่าสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

หลังฟังคำพิพากษา วิวัฒน์ กล่าวสั้นๆ ว่ารู้สึกดีใจมามากจนพูดอะไรไม่ออก

สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2557 สรุปความผิดจำเลยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกได้มีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาดติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ พื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ จน อะแกว แซ่ลิ้ว เสียชีวิต ส่วน สมบุญ สักทอง นครินทร์ อุตสาหะ และพยนต์ คงปรางค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ


ภาพบางส่วนที่ถูกใช้เป็นหลักฐานในการจับกุม จากเพจ Policespokesmen

ขณะที่ พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความจำเลย กล่าวภายหลังศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีมือปืนป็อปคอร์นว่า หลังจากนี้เตรียมที่จะยื่นขอประกันตัวนายวิวัฒน์จำเลย ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าการประกันตัวจะต้องใช้หลักทรัพย์3.7 ล้านบาท ซึ่งแม้ตอนนี้เรายังไม่มีหลักทรัพย์แต่เชื่อว่ามีคนที่พร้อมจะช่วย หากอัยการโจทก์ยื่นฎีกาก็เตรียมที่จะแก้ฎีกา แต่หากอัยการไม่ยื่นฎีกาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คดีก็จะถึงสุดตามที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

เมื่อถามว่าผลคำพิพากษาเกินความคาดหมายหรือไม่ พวงทิพย์ กล่าวว่าเราทราบอยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไรและมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง ซึ่งอาวุธปืนที่ทำให้มีคนบาดเจ็บเป็นปืนกระบอกอื่น

วิดีโอคลิป วิวัฒน์ ยอดประเสริฐ มือปืนป๊อบคอร์น ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทย หลังถูกจับกุม เป็นส่วนหนึ่งในสกู๊ป TNA SPECIAL ตอน มือปืนป๊อบคอร์น เหยื่อเกมการเมือง นี่เป็นเทปฉบับเต็มของการสัมภาษณ์ครั้งนั้­น ความยาว 16 นาที


Posted: 27 Jun 2017 12:27 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

จะเป็นอย่างไรถ้าหากโซเชียลเน็ตเวิร์กพยายามตรวจสอบอารมณ์คุณผ่านสีหน้าหรือการพิมพ์ข้อความเพื่อนเสนอข้อมูลที่พวกเขาคิดเอาเองว่าคุณจะสนใจโดยดูจากอารมณ์นั้นๆ เมื่อไม่นานมานี้สื่อต่างชาติรายงานถึงเรื่องที่พวกเขาค้นพบการจดสิทธิบัตรของเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่สุ่มเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว แต่ทางเฟซบุ๊กก็บอกว่าพวกเขาไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีจากแนวคิดในสิทธิบัตรนี้มาใช้ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ได้ทำ


27 มิ.ย. 2560 สื่อดิอินดิเพนเดนต์ รายงานว่า เฟซบุ๊คกำลังพิจารณาเรื่องการแอบดูผู้ใช้อย่างลับๆ และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใช้ผ่านเว็บแคม และกล้องโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลดังกล่าวนี้ได้มาจากรายละเอียดการจดสิทธิบัตรที่เฟซบุ๊กจดไว้กับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐฯ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

สิทธิบัตรดังกล่าวมีชื่อว่า "เทคนิคสำหรับการตรวจจับอารมณ์และการส่งถึงเนื้อหา" (Techniques for Emotion Detection And Content Delivery) โดยระบุถึงการที่บริษัทเฟซบุ๊กต้องการพัฒนาวิธีการตรวจจับอารมณ์ของผู้ใช้งาน รวมถึงมีการระบุประเภทของอารมณ์และประมวลผลเพื่อจัดหาข้อมูลเนื้อหาที่สอดรับกับอารมณ์ของผู้ใช้

ในสิทธิบัตรดังกล่าวยังมีภาพที่แสดงถึงผู้ใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนถูกเก็บภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือหรือเทคโนโลยีเก็บภาพใดๆ ก็ตาม แล้วส่งผ่านไปยังระบบประมวลผลด้านการตรวจจับอารมณ์ ไปยังหน่วยความจำและการประมวลผลอื่นๆ โดยจะเก็บรวบรวมประเภทของการแสดงอารมณ์ความรู้สึกนั้นๆ ไว้ แล้วก็จัดหาเนื้อหาที่เหมาะสมตามอารมณ์ของผู้ใช้งาน

กล่าวอย่างย่อคือเฟซบุ๊กพยายามจะตรวจจับอารมณ์ผู้ใช้แล้วจัดหาเนื้อหาที่เหมาะสมกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้ รวมถึงยังมีการเก็บข้อมูลอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าเฟซบุ๊กตรวจจับได้ว่าเรายิ้มเมื่อมองรูปเพื่อนคนหนึ่ง ระบบการจัดเรียงข้อมูลของเฟซบุ๊กก็จะจดจำอารมณ์แบบนี้ไว้และทำให้รูปของเพื่อนเราปรากฏให้เราเห็นบ่อยครั้งขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการระบุไว้ในรายละเอียดการขอสิทธิบัตรคือถ้าหากผู้ใช้มองไปทางอื่นในขณะที่มีวิดีโอของลูกแมวเล่นอยู่เฟซบุ๊กจะไม่นำวิดีโอที่มีลักษณะคล้ายกันนี้มาเผยแพร่ในหน้าข่าวสารหรือฟีด (feed) ของผู้ใช้นั้นๆ

นอกจากนี้รายละเอียดสิทธิบัตรยังระบุถึงการนำมาใช้กับโฆษณาโดยระบุยกตัวอย่างว่าถ้าหากผู้ใช้รับชมโฆษณาเกี่ยวกับสก็อตช์วิสกี เฟซบุ๊กก็จะนำเสนอโฆษณาสก็อตช์วิสกีให้กับผู้ใช้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้สิทธิบัตรดังกล่าวยังระบุถึงรายละเอียดเรื่องการพยายามตรวจจับการลงน้ำหนักการพิมพ์ข้อความลงในโปรแกรมแช็ตส่งข้อความของพวกเขาเพื่อหาข้อมูลว่าผู้ส่งข้อความกำลังรู้สึกอย่างไรด้วย

สิทธิบัตรฉบับดังกล่าวนี้เฟซบุ๊กขอยื่นมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2557 และมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ ส.ค. 2558 แล้วแต่สื่อบางแห่งเพิ่งพบเห็นสิทธิบัตรชิ้นนี้ ทางโฆษกของเฟซบุ๊กกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าพวกเขายื่นจดสิทธิบัตรในเรื่องเทคโนโลยีที่พวกเขาไม่เคยนำมาใช้จริง และไม่ควรตีความการจดสิทธิบัตรว่ามันบ่งบอกถึงแผนการในอนาคตของเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตามเอกสารสิทธิบัตรก็ยังเผยให้เห็นถึงเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือในปี 2557 เฟซบุ๊กเคยทดลองปรับเปลี่ยนหน้าข่าวสารที่เรียกว่านิวส์ฟีดของผู้ใช้หลายแสนคนอย่างลับๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองในเรื่องนี้ว่ามันจะส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คนอย่างไรบ้าง ซึ่งทางเฟซบุ๊กยอมรับในเวลาต่อมาว่าพวกเขาไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้ดีพอว่าทำไมต้องทำเช่นนี้และใช้วิธีการใด

เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาเคยมีภาพของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กใช้เทปกาวปิดเว็บแคมโน็ตบุ๊กและไมโครโฟนของตัวเองไว้ทำให้ผู้คนพากันตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าเทคโนโลยีที่เฟซบุ๊กจดสิทธิบัตรไว้จะถูกนำมาใช้จริงหรือไม่



เรียบเรียงจาก

Facebook could secretly watch users through webcams, patent reveals, The Independent, 08-06-2017

http://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/news/facebook-plans-to-watch-users-through-webcams-spy-patent-application-social-media-a7779711.html

รายละเอียดสิทธิบัตร Techniques for Emotion Detection And Content Delivery, United States Patent and Trademark Office

http://pdfaiw.uspto.gov/.aiw?PageNum=0&docid=20150242679&IDKey=47BC4614A23D


Posted: 27 Jun 2017 12:41 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ฉันนั่งดู live ของเพจดัง “อีจัน” ที่ถ่ายทอดสดวินาทีที่แพะคนหนึ่งที่ชื่อ “วา” ได้รับอิสรภาพออกจากเรือนจำอุบลราชธานี ได้สวมกอดแม่ เมีย พี่สาวและอุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้แนบอก วินาทีที่วาก้าวออกมาจากเรือนจำและก้มลงกราบผู้เป็นแม่ ทั้งสองร้องไห้และสวมกอดกัน ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สะอื้นไห้ราวกับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเอง หลังจากนั้นญาติผู้ใหญ่มารายล้อมผูกข้อไม้ข้อมือรับขวัญตามธรรมเนียมของคนอีสานพร้อมเอาน้ำมนต์ 9 วัดมาราดตัวเพื่อล้างความซวยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา

วา หรือวรวิทย์ สินทองน้อย คือแพะคนล่าสุดที่ฉันได้รู้จัก เขาถูกศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตในคดีร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเสียชีวิต ต่อมาศาลฎีกายกฟ้อง โดยได้รับความช่วยเหลือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยใช้หลักนิติวิทยาศาตร์เข้ามาช่วย เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ความซวยยังไม่หมดแค่นั้น

ในวันเดียวกันนั้นเอง วาถูกตำรวจอายัดตัวในคดียาเสพติดต่ออีกหนึ่งคดี โดยอ้างว่าเขาใช้มือถือในเรือนจำโทรไปสั่งยาเสพติด ซึ่งทางดีเอสไอก็ได้ลงพื้นที่เพิ่มเติมจนพิสูจน์ได้ว่า วาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดภายนอกเรือนจำ และยังพบว่าผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี มีคนชื่อวรวิทย์ ซ้ำกันถึง 6 คน โดย 5 คน เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด มีวาเพียงคนเดียวเป็นผู้ต้องในคดีฆ่าผู้อื่น เขาถึงรอดมาได้และกลับสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวอีกครั้ง

ดูจบรำพึงกับตัวเองว่า “อยากให้เขาเป็นแพะคนสุดท้ายของประเทศไทย”...ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจจะไม่เป็นจริง...

เมื่อพูดถึง “แพะ” ทำให้ฉันอดคิดถึง “แพะคนสุดท้ายของคดีเชอรี่แอน” ไม่ได้ เขาเป็นแพะคนแรกที่ฉันได้รู้จัก ได้พูดคุย ได้ช่วยสนับสนุนอาชีพของเขา และได้แม้กระทั่งไปร่วมไว้อาลัยในวาระสุดท้ายของชีวิตเขา กระแสร์ พลอยกลุ่ม อดีตหัวหน้า รปภ. และเสาหลักของครอบครัวที่ถูกปรักปรำด้วยการสร้างพยานเท็จในคดีฆ่าเชอรี่แอน เด็กสาววัยรุ่นลูกครึ่งเชื้อชาติ ไทย-อเมริกัน เมื่อปี 2529 ส่งผลให้ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตพร้อมเพื่อนอีก 3 คน จนกระทั่งตำรวจอีกชุดสามารถสืบสวนจนจับผู้ร้ายตัวจริงได้

7 ปี กับชีวิตนักโทษประหารส่งผลทำให้ครอบครัวพังพินาศ ภรรยาเครียดจัดจนเสียชีวิต ลูกสาววัย 17 ที่กำลังเตรียมสอบชิงทุนไปญี่ปุ่น ถูกฆ่าข่มขืนโดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับตัวผู้ที่กระทำความผิดได้ ในขณะที่ลูกชายคนเล็กก็หายสาปสูญ ส่วนตัวเขาเองถูกตำรวจซ้อมให้รับสารภาพทำให้ต้องพิการเนื่องจากกระดูกสันหลังร้าวจึงต้องไปรับยาจากโรงพยาบาลทุกเดือนผลจากการถูกตำรวจทรมานด้วยวิธีการต่างๆ นานา จนกลายเป็นภาพหลอนฝังแน่นในจิตใจ “ผมเห็นตำรวจก็ยังกลัวอยู่ กลัวถูกทรมานในคุกอีก”

ส่วนเพื่อนอีก 3 คนก็สูญเสียไม่แพ้กัน คนหนึ่งถูกโรคประจำตัวรุมเร้าเพราะร่างกายและจิตใจอ่อนแอ บวกกับความทุกข์ระทมจนตรอมใจเสียชีวิตในเรือนจำ อีกคนติดโรคจากในคุกและเสียชีวิตไม่นานหลังหลุดคดี ส่วนอีกคนหนึ่งรอดออกมาในสภาพสมบูรณ์แต่ก็หมดโอกาสในชีวิตไปมากมายและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเวลาต่อมา ท้ายสุดคดีนี้คุณกระแสร์และครอบครัวผู้เสียหายทั้งหมดได้ยื่นฟ้องแพ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศาลมีคำสั่งชดเชยค่าเสียหายให้ทั้ง 4 คน จำนวน 26 ล้านบาท เมื่อปี 2546

ฉันมีโอกาสได้พบกระแสร์ในปี 2554 ได้ชวนเขามาคุยเกี่ยวกับการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเขายืนยันอย่างหนักแน่นว่าการทรมานไม่ใช่วิธีการที่ทำให้ได้รับความจริง เพราะเมื่อถูกทรมานมากๆ ผู้ต้องหาก็พร้อมจะพูดอะไรก็ได้ที่ตำรวจอยากได้ยิน เพื่อยุติการทรมานที่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของการจับแพะนั่นเอง

ในที่สุดกระแสร์ก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ภรรยา (คนใหม่พบกันหลังหลุดคดี) ของเขาเล่าให้ฟังว่าหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ นั่งดูทีวีกับครอบครัวเขาก็ล้มฟุบไปและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สิ้นสุดความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจที่ตามหลอกหลอนเขามากว่า 26 ปี

ขณะนี้นายกรัฐมนตรีกำลังให้ความสนใจเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ขอยกมือสนับสนุนและหวังว่าจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนแค่ระบบโครงสร้างเท่านั้น คุณภาพในการทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงฝันอยากให้ทีมสืบสวนของไทยเน้นใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยมากขึ้น หาพยานหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถมัดตัวผู้กระทำผิดให้แน่นหนามากกว่าแค่คำรับสารภาพหรือคำบอกเล่าของพยานบุคคล และที่สำคัญต้องสลายมายาคติเก่าที่ว่าผู้ร้ายมักจะปากแข็ง ไม่ยอมรับสารภาพแต่โดยดี จึงต้องทรมานให้รับสารภาพ พาเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อรีดเค้นความจริง เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องตามหลักกระบวนการยุติธรรม

เพราะกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมส่งผลมากกว่าที่เราคิด กระบวนการสอบสวนที่มีการทรมานร่วมอยู่ด้วย ไม่สามารถค้นหาความจริงได้ และเสี่ยงที่จะลงโทษผิดคน และทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องกลายเป็นแพะรับบาป ดังนั้นอาจต้องยอม “ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าจับหรือลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว” สุภาษิตทางกฎหมายที่ยึดถือกันทั่วโลกนี้ควรถูกนำมาปฏิบัติใช้ในบ้านเมืองของเราด้วยเช่นกัน





ที่มา: www.amnesty.or.th

Posted: 27 Jun 2017 12:43 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ศรีสุวรรณ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เปิดช่องคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเกิน 5 ปี เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ เข้าข่ายขัด รธน.หรือไม่ ชี้ เสี่ยงความมั่นคงชาติ



ภาพจากเฟซบุ๊ก 'Srisuwan Janya'

27 มิ.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ... แล้ว โดยผ่านวาระที่ 3 ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. พ.ศ.2560 ได้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุม สนช. ครั้งที่ 27/2560 ในวันศุกร์ที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา จากผลการพิจารณาการให้ความเห็นชอบของ สนช. ผู้ร้องเห็นในมาตรา 9(1) ของร่าง พ.ร.ป.ฯ ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 95 ประกอบมาตรา 45 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้คนต่างด้าวที่ได้รับสัญชาติไทย 5 ปีแล้วเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เป็นผู้บริหารได้ ซึ่งจะสามารถครอบงำการเมืองไทยได้ในอนาคต หากนำมาประกาศและบังคับใช้จะก่อให้เกิดปัญหาต่ออำนาจอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชนในอนาคต อันมิอาจป้องกันหรือแก้ไขได้ ผู้ร้องเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

จึงใคร่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงข้อขัดแย้งของ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ... ดังกล่าวมาตรา 9(1) ของร่าง พ.ร.ป.ฯ ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 95 ประกอบมาตรา 45 หรือไม่

ศรีสุวรรณ กล่าวว่า สมาคมฯ เห็นว่า มาตรา 9 (1) อาจจะเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 95 กำหนดไว้ การให้ต่างด้าวที่แปลงสัญชาติมาเป็นสัญชาติไทย ไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถเข้าเป็นสมาชิกพรรคได้ เท่ากับว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ต่อไปสามารถเป็นผู้บริหารพรรคได้ และหากได้รับการเลือกตั้ง ก็สามารถเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ ถ้ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้มีอิทธิพล และใช้เงื่อนไขดังกล่าวในการเข้ามาเพื่อมีอำนาจ ก็อาจจะมีการไปเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือเข้าแทรกแซงการบริหารต่างๆ ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงชองชาติ

“การยื่นเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการจำกัดสิทธิคนเหล่านี้ เพราะตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ก็ให้สิทธิกับคนต่างด้าวหลายเรื่องอยู่แล้ว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 9(1) ของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ที่เราควรต้องเฝ้าติดตาม และไม่ควรที่กฎหมายจะเปิดช่องให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีสิทธิได้” ศรีสุวรรณ กล่าว

ศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า ได้เตรียมที่จะยื่นหนังสือคัดค้านดังกล่าว ต่อนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะก่อนที่ร่างกฎหมายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ขณะเดียวกัน ก็จะยื่นหนังสือต่อประธาน สนช. ขอให้มีการพิจารณาทบทวน ในช่วงที่ร่างกฎหมายดังกล่าว อาจจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย

Posted: 27 Jun 2017 12:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เครือข่ายผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 ถอด "กัญชา" จากบัญชียาเสพติด บรรจุเป็นพืชสมุนไพร เพื่อเปิดโอกาสให้มีการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ ด้านผู้ปกครองของลูกที่ป่วยโรคสมองพิการระบุว่าใช้น้ำมันจากกัญชาเพื่อบรรเทาอาการชักเกร็งของลูก



วันนี้ (27 มิถุนายน 2560) “เครือข่ายผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์” ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลขอให้เร่งถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และบรรจุเป็นพืชสมุนไพร เพื่อเปิดให้นำไปวิจัย และพัฒนาในทางการแพทย์ บัณฑูร นิยมาภา หรือ “น้าตู้” ตัวแทนเครือข่ายกล่าวว่า วันนี้ได้พาตัวแทนผู้ป่วย และผู้ปกครองของเด็กที่รับการรักษาด้วยน้ำมันสกัดจากกัญชามายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยในจำนวนนี้มี สองรายที่หายขาดจากมะเร็งด้วยน้ำมันกัญชา

บัณฑูรกล่าวว่าตนขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ริเริ่มผลักดันกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ซึ่งผ่านมติ ครม. และเข้าสู่ขั้นตอนกฤษฎีกาตั้งแต่ 2 เมษายนปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่ากระบวนกล่าวดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรในขณะที่มีคนไทยแต่ละปีต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยน้ำมันกัญชา โดยขอเรียกร้องให้ “ลุงตู่” ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว โดยเสนอให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 เพื่อถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยเร็วที่สุด


บัณฑูร กล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้หน่วยงานต่างๆ เริ่มให้ความสนใจกับการนำกัญชามาพัฒนาในทางการแพทย์มากขึ้น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้เริ่มวิจัยกัญชาเพื่อการรักษา โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีได้มีการนำร่องเอาน้ำมันกัญชาไปรักษาผู้ป่วยจริง โดยมี น.พ.อิสระ เจียวิริยบุญญา เป็นผู้ดูแล ทางเครือข่ายผู้ใช้กัญชายังมีการตั้งคลีนิคพิเศษที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องการใช้น้ำมันกัญชาเพื่อการรักษาอย่างมีหลักวิชา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้แม้กัญชายังไม่ถูกกฎหมาย น้าตู้จึงเชื่อว่าหากรัฐบาลปลดล๊อคเรื่องนี้ ประเทศไทยจะสามารถพัฒนากัญชาได้อย่างก้าวกระโดด

“ประเทศอื่นเขาเอาสารสกัดจากกัญชา ใบกระท่อมไปจดสิทธิบัตรยากันหมดแล้ว แล้วเราที่เป็นประเทศที่เหมาะกับการปลูกกัญชาที่สุด ทำไมถึงไม่ทำ” บัณฑูร หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า "น้าตู้" กล่าว

ศศินันท์ สีทอง แม่ของน้องแก้มหอม ผู้ป่วยโรคสมองพิการตั้งแต่กำเนิดกล่าวว่าน้ำมันกัญชาช่วยลดอาการชักเกร็งของน้องแก้มหอม และทำให้เธอมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน น้ำมันกัญชาช่วยให้เธอลดจ่ายใช้จ่ายในการดูแลลูกของเธอได้เป็นจำนวนมาก ศศินันท์มองว่าเธอโชคดีที่มีโอกาสได้รับการรักษาจากน้าตู้ แต่ยังมีผู้ป่วยอีกหลายคนที่ไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว เธอจึงอยากให้รัฐบาลเห็นใจ และถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยเร็วที่สุด

ด้านผู้รับมอบหนังสือ พันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานงานมวลชน และองค์กรประชาชน สำนักปลัดนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะนำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้ทราบต่อไป


Posted: 27 Jun 2017 12:57 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ในปัจจุบันนั้นมีปัญหาอยู่ภายในระบบสาธารณสุขไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่บุคลากรกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ งบประมาณของหน่วยงานที่ขาดแคลน การโยกย้ายของบุคลากรออกจากภาครัฐไปยังภาคเอกชน หรือภาระงานที่หนักหนาสาหัส ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้บุคลากรในระบบสาธารณสุขไทยนั้นรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและขุ่นเขืองใจกับสภาพในการปฏิบัติงาน และยิ่งเหน็ดเหนื่อยหรือขุ่นเขืองใจมากเพียงใดก็ยิ่งผลักดันให้อยากหนีออกจากระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาในระบบแย่ลงไปอีก กลายเป็นวงจรที่มีแต่จะดิ่งเหวลงไปเรื่อยๆ

โครงการสังคมประชาธิปไตย (Project for Social Democracy) ถูกตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักการและบทเรียนจากแนวคิดสังคมประชาธิปไตย(www.prachatai.com) และเราเชื่อว่าแนวคิดสังคมประชาธิปไตยนี้เป็นทางออกให้แก่ปัญหาของบุคลากรและระบบสาธารณสุขไทยได้

นอกจากความตั้งมั่นในระบอบประชาธิปไตยตามชื่อแล้ว แก่นของแนวคิดนี้ก็อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างกลไกตลาดตามระบบทุนนิยมและรัฐสวัสดิการตามแนวคิดสังคมนิยม (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอย่างวิธีการสร้างสมดุลนี้ได้ที่ www.komchadluek.net) โดยรัฐจะผลักดันกลไกตลาดให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนา จากนั้นจะเก็บภาษีในอัตราที่สูงจากธุรกิจและผู้ที่ร่ำรวยเพื่อกระจายความมั่งคั่ง และใช้เงินภาษีที่ได้มาใช้ในการสร้างสวัสดิการพื้นฐานที่ทั่วถึงและเท่าเทียมเพื่อเป็นเบาะรองรับให้คนในสังคม และแน่นอนว่าระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสูงก็เป็นหนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานที่สำคัญในแนวคิดนี้

ประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดีคือประเทศสวีเดน ซึ่งมีระบบสาธารณสุขที่สร้างขึ้นโดยแนวคิดสังคมประชาธิปไตย แนวทางที่ประเทศสวีเดนใช้นั้นมีหลายสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ในประเทศไทยและเป็นตัวอย่างที่โครงการสังคมประชาธิปไตยต้องการนำเสนอให้เป็นที่รู้จัก โดยระบบสาธารณสุขในสวีเดนมีองค์ประกอบสามส่วนที่สำคัญคือ 1.ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขับเคลื่อนพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2.ระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสำหรับทั้งผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน 3. การกระจายอำนาจและความเจริญสู่ท้องถิ่น


ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขับเคลื่อนพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีผลขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศได้หลากหลายรูปแบบ สำหรับประโยชน์ในเรื่องนี้นั้นไม่ต้องไปไกลถึงสวีเดนด้วยซ้ำ เพราะตัวอย่างจากในประเทศไทยก็สามารถแสดงให้เห็นผลดีของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ชัดเจน รายงาน Good practices in health financing โดยองค์การอนามัยโลก และ Millions Saved: New Cases of Proven Success in Global Health โดย Center for Global Development ระบุว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยนั้นส่งผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศมากมาย เช่น

1.ทำให้เงินออมครัวเรือนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจาก 9,650 ล้านบาทในปี 2545 (ปีแรกที่เริ่มใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ไปเป็น 12,726 ล้านบาทในปีถัดมา

2.ลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทำให้จำนวนครอบครัวที่หลุดพ้นจากภาวะยากจนมีมากขึ้น

3.ลดโอกาสที่ครัวเรือนจะสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะค่ารักษาพยาบาลจากร้อยละ 5.4 ในปี 2543 (ก่อนการใช้ระบบฯ) เหลือเพียงร้อยละ 2 ในปี 2549 (สี่ปีหลังใช้ระบบฯ)

4.ลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและบุตร

5.ลดอัตราการลาป่วยและเพิ่มผลิตภาพ

ผลลัพธ์ในทางบวกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ เมื่อประชาชนไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแล้วก็จะสามารถนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจหรือลงทุนในการศึกษาได้ แรงงานที่สุขภาพดีจะสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ ปัญหาการเงินที่น้อยลงจะทำให้ความรุนแรงในครอบครัวน้อยลง อาชญากรรมในสังคมจะน้อยลง และสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็งขึ้นจะสามารถสร้างเยาวชนให้เป็นสมาชิกที่มีคุณค่าต่อสังคม


ระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสำหรับทั้งผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน

แนวคิดสังคมประชาธิปไตยไม่ต้องการระบบสาธารณสุขที่ด้อยคุณภาพ ไม่ว่าจะในมุมมองของผู้ป่วยหรือผู้ปฏิบัติงาน ในสวีเดนนั้นผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการที่ครบถ้วนผ่านสถานพยาบาลใกล้บ้านโดยไม่ต้องเดินทางไกล และมีการรับประกันช่วงเวลาในการรับบริการจากแพทย์เฉพาะทาง องค์การอนามัยโลกและ Commonwealth Fund จัดลำดับระบบสาธารณสุขสวีเดนเอาไว้ว่ามีการกระจายของบริการและความสามารถในการบรรลุเป้าประสงค์ทางสุขภาพได้ติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ด้วยคุณภาพการบริการเช่นนี้ทำให้แม้แต่ผู้ที่มีฐานะทางการเงินดีก็ยังเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลของภาครัฐ

ในมุมมองของผู้ปฏิบัติงานนั้นประเทศสวีเดนมีกฎหมายแรงงานที่เป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงาน จำนวนชั่วโมงในการทำงานปกติต่อสัปดาห์นั้นต้องไม่เกินสี่สิบชั่วโมง และการอยู่เวรนอกเวลาจะต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงในช่วงเวลาสี่สัปดาห์ หากองค์กรต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่เวรนอกเวลามากกว่านี้ก็จะต้องทำข้อตกลงเป็นกรณีพิเศษ และไม่ใช่ในระดับรายบุคคล แต่ต้องเจรจากับสหภาพของผู้ปฏิบัติงานเช่นองค์กรแพทย์หรือสภาการพยาบาล ซึ่งจะสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องรับภาระหนัก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สวีเดนทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยการเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงในอัตราที่สูงมาก(อัตราสูงสุดถึงเกือบ 60%) และเมื่อได้เงินภาษีแล้วก็ใช้จ่ายเต็มที่กับการสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม มีเครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน และมีการผลิตบุคลากรออกมาเพิ่มเติมอย่างเพียงพอ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบสุขภาพของสวีเดนคิดเป็น 11% ของจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในขณะที่งบประมาณสาธารณสุขในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2% ของจีดีพีเท่านั้น (ประมาณ 280,000 ล้านบาทเทียบกับจีดีพีประมาณ 13.6 ล้านล้านบาท)


การกระจายอำนาจและความเจริญสู่ท้องถิ่น

สัดส่วนบุคลากรทางสุขภาพต่อประชากรในประเทศไทยนั้นจริงๆแล้วไม่ได้ต่ำมาก แต่มีปัญหาสำคัญคือการกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ โครงการต่างๆที่มุ่งเป้าให้บุคลากรคงอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ได้ผลเต็มที่ เหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือประเทศไทยไม่มีการกระจายความเจริญอย่างเพียงพอ คุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่มีความแตกต่างจากเมืองเล็กๆและชนบทมากไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก สินค้าบริการ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนสำหรับบุตร สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้บุคลากรสามารถปักหลักในพื้นที่ได้ หากไม่มีเสียแล้วก็จะทำให้บุคลากรมาทำงานอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อรับค่าตอบแทนสูงๆก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับสวีเดนที่มีความเชื่อในเรื่องการกระจายความเจริญให้ผู้คนทุกพื้นที่มีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกัน และทำให้บุคลากรใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

นอกจากนั้นสวีเดนยังมีการกระจายอำนาจออกไปที่ส่วนภูมิภาค ให้ภูมิภาคตัดสินใจเรื่องเกี่ยวกับตัวเองไม่ว่าจะเป็นงบประมาณหรือนโยบายท้องถิ่น โดยรัฐบาลกลางจะมีหน้าที่ในการกำหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติ รวมถึงเป้าประสงค์ทางสุขภาพของทั้ประเทศในระดับกว้างๆ จากนั้นแสภาท้องถิ่นจะมีอำนาจในการเลือกวิธีดำเนินการและการจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ของตัวเอง โดยมีตัวแทนสภาที่มาจากการเลือกตั้งทุกสี่ปี การกระจายอำนาจเช่นนี้ทำให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่น นำมาซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นและการตอบสนองต่อปัญหาที่รวดเร็วขึ้น


การนำมาใช้ในประเทศไทย


แนวทางที่ประเทศสวีเดนใช้นั้นล้วนมีประโยชน์ในการนำมาปฏิบัติในประเทศไทยทั้งสิ้น แต่หากจะเลือกส่วนที่สำคัญๆมาปฏิบัติก่อนก็ควรจะเริ่มต้นที่การเพิ่มอัตราภาษีและจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆเพื่อกระจายความมั่งคั่งจากบุคคลและบริษัทที่ร่ำรวย จากนั้นทำการแบ่งงบประมาณจากกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นและเพิ่มงบประมาณให้กับระบบสาธารณสุขเพื่อหยุดวงจรที่กำลังดิ่งเหวลงไปอยู่ทุกขณะ และก็สมควรสนับสนุนให้มีการสร้างสหภาพแรงงานเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิออกเสียงและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น สุดท้ายคือดำเนินการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและให้ภูมิภาคได้มีสิทธิเลือกแนวทางของตัวเอง

สถานพยาบาลเอกชนที่มีอยู่มากในประเทศไทยก็สามารถเข้าร่วมในระบบนี้ได้เช่นกัน ประมาณ 12% ของการรักษาพยาบาลทั้งหมดในสวีเดนเกิดขึ้นในสถานพยาบาลเอกชนที่อยู่ภายใต้ระบบสาธารณสุขของรัฐ หรืออาจจะดำเนินการเป็นเอกเทศเช่นเดิมก็ได้ ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การลดจำนวนสถานพยาบาลเอกชน แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพของระบบสาธารณสุข

คำถามสุดท้ายที่สำคัญคือแนวคิดนี้นั้นสามารถเกิดขึ้นนอกระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ จะสามารถเกิดขึ้นภายใต้แนวทางของรัฐบาล คสช.ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบเข้มแข็งและดำเนินอยู่ต่อไปได้จะไม่สามารถเกิดขึ้น

ดังที่กล่าวมาแล้วการที่ท้องถิ่นไม่ถูกพัฒนาจะทำให้มีปัญหาในการดึงบุคลากรให้คงอยู่ในพื้นที่ และการที่ท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการตัดสินใจก็หมายถึงประสิทธิภาพที่ต่ำและการดำเนินงานที่เชื่องช้า อันจะนำไปสู่ความไม่พึงพอใจของทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้รับบริการ รัฐบาลคสช.แสดงให้เห็นแล้วว่ามีนโยบายรวมศูนย์การปกครอง และไม่มีความต้องการให้ท้องถิ่นได้มีสิทธิตัดสินใจเรื่องตนเอง โดยเห็นตัวอย่างได้จากการที่รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ให้สิทธิแต่ละจังหวัดในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อไปเป็นกระบอกเสียงของตัวเองอีกต่อไป การปกครองแบบรวมศูนย์ไม่ใช่หนทางในการสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

การให้ผู้ปฏิบัติงานได้มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบนั้นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่เปิดช่องทางให้ผู้คนจากภาคส่วนต่างๆในสังคมได้รวมกลุ่มกันและออกเสียงของตัวเอง ในปัจจุบันนั้นรัฐบาล คสช.ไม่มีนโยบายในการสนับสนุนการรวมกลุ่มกันของผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ และการเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนดก็ยิ่งทำให้ความหวังในการที่ผู้คนจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างระบบนั้นเลือนรางเข้าไปทุกที ในมุมกลับนั้นแนวคิดสังคมประชาธิปไตยไม่เพียงสนับสนุนให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมผ่านระบบการเลือกตั้ง แต่สนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงานและการรวมกลุ่มแบบอื่นๆเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ทุกภาคส่วนของสังคม

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบุคลากรในระบบสาธารณสุขจึงควรให้การสนับสนุนแนวคิดสังคมประชาธิปไตย ระบบสาธารณสุขที่ดีจะดำเนินไปได้ก็ด้วยผู้ปฏิบัติงานที่มีความสุข โครงการสังคมประชาธิปไตยเชื่อว่าระบบสาธารณสุขที่ดีทั้งสำหรับผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงานนั้นเป็นไปได้จริงตามตัวอย่างและแนวทางที่กล่าวมา และเราเชื่อว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผู้ปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุขไทยจะเปลี่ยนจากความภาคภูมิใจจากการตรากตรำทำงานหนักอย่างไร้ซึ่งคุณภาพชีวิตมาเป็นความภาคภูมิใจจากการให้บริการที่มีคุณภาพไปพร้อมๆกับคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเอง

Posted: 27 Jun 2017 01:08 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ฐนกร คดีแชร์ผังราชภักดิ์ ถูกฟ้องเข้าข่ายผิด ม.116 คณะกรรมการวินิจฉัยเขตอำนาจศาลชี้ อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร เช่นเดียวกับคดี 112 หมิ่นสุนัขทรงเลี้ยง


27 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีของ ฐนกร ศิริไพบูลย์ กรณีแชร์แผนผังทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์บนเฟซบุ๊ก ซึ่งถูกฟ้องเข้าข่ายความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร

ศาลทหารกรุงเทพจึงนัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้วันที่ 14 พ.ย. 2560

ทั้งนี้ นอกจากคดี 116 แล้ว ฐนกร ยังมีคดี 112 อีกจำนวน 2 กรรม จากการโพสต์ข้อความเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยงและกดไลค์ภาพที่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ฐนกรยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลเมื่อ 9 มิ.ย. 2559 ระบุว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่เป็นคดีอาญาซึ่งจำเลยเป็นพลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลทหารกรุงเทพฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 2 กรรมเป็นความผิดตามที่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 และ 38/2557 ที่กำหนดให้คดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์ คดีความความมั่นคง คดีอาวุธ และคดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. รวมถึงความผิดเกี่ยวเนื่องกัน ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

อนึ่ง คดีของฐนกรเริ่มจากการคัดลอกและแชร์ภาพแผนผังทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์บนเฟซบุ๊ก ทำให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และนำไปควบคุมไว้ในสถานที่ปิดลับ 7 วัน หลังถูกควบคุมตัวครบกำหนดเขาถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่ม จากการโพสต์ข้อความเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยงและกดไลค์ภาพที่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ และถูกฝากขังต่อศาลทหารกรุงเทพและได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 รวมแล้วฐนกรถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพรวม 86 วัน

Posted: 27 Jun 2017 02:32 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

หลิวเสี่ยวโป นักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนรางวัลโนเบลที่ถูกทางการจีนคุมขังเพราะต่อต้านรัฐบาล ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเหตุผลทางการแพทย์เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่เขาได้รับการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับ


หลิวเสี่ยวโป ภาพจาก blatantworld

27 มิ.ย. 2560 สำนักงานเรือนจำมณฑลเหลียวหนิง แถลงผ่านเว็บไซต์ว่าหลิวเสี่ยวโปได้รับการตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง "เมื่อไม่นานมานี้" และได้รับการอนุมัติให้เข้ารักษาตัวท่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยการแพทย์เสิ่นหยาง โดยมีการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง 8 คนรักษาเขา

โดยที่ทนายความของหลิวเสี่ยวโปเปิดเผยว่าหลิวได้รับการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2560 แล้ว จากที่ครอบครัวของหลิวเสี่ยวโปบอกว่าเขาดูป่วยหนักมาก

หลิวเสี่ยวโปถูกทางการจีนจับกุมตัวเนื่องจากเขาเรียกร้องให้จีนเป็นประชาธิปไตย เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับแถลงกาณ์ "กฎบัตร 08" ทำให้ถูกจับกุมตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2552 ซึ่งทางการจีนอ้างว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยข้อหา "ยุยงให้เกิดการบ่อนทำลายอำนาจรัฐ" เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 ปีและจำกัดสิทธิ่ทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตามนักหลิวเสี่ยวโปก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2553 จากการที่เขาต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในจีนมาเป็นเวลานาน โดยที่หลิวเสี่ยวโปยังเคยเป็นนักกิจกรรมที่เคยเข้าร่วมชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินด้วย

ทางการจีนเปิดเผยในเรื่องนี้เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่จีนได้เข้าหารือรายปีกับสหภาพยุโรปในเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อนๆ ของหลิวเสี่ยวโปทรายเรื่องนี้ต่างก็รู้สึกประหลาดใจเพราะพวกเขาไม่ได้ข่าวเรื่องปัญหาสุขภาพของหลิวเสี่ยวโปมาหลายปี โดยทนายความเปิดเผยอีกว่าเคยมีการเรียกร้องให้มีการนำตัวหลิวเสี่ยวโปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากทางการ

เบริต ริสส์-แอนเดอร์เซน ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบลของนอร์เวย์ระบุว่า จีนควรจะปล่อยให้หลิวเสี่ยวโปเป็น "อิสระอย่างเต็มที่" รวมถึงสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศด้วย และจริงๆ แล้วเขาไม่ควรจะถูกคุมขังตั้งแต่แรกเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทางองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลก็เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวหลิวเสี่ยงโปอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน รวมถึงนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

สื่อเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า หลิวเซีย ภรรยาของหลิวเสี่ยวโปอยู่ภายใต้การคุมขังภายในบ้านจากรัฐบาลจีนทำให้ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อสื่อได้ นอกจากนี้อพาร์ทเมนต์ที่เธอพักอาศัยอยู่ก็อยู่ภายใต้การตรวจตราของรัฐและยามก็ห้ามไม่ให้นักข่าวเข้าเมื่อคืนหลังการประกาศ ในที่ประชุมแถลงข่าวของรัฐบาลโฆษกการต่างประเทศของทางการจีนก็ตอบถึงเรื่องของหลิวเสี่ยงโปว่า "ผมไม่เข้าใจสถานการณ์ที่คุณพูดถึง"



เรียบเรียงจาก

Authorities confirm Nobel laureate Liu Xiaobo in hospital, South China Morning Post,

http://www.scmp.com/news/china/policies-politics/article/2100004/jailed-nobel-laureate-liu-xiaobo-granted-parole-after


Posted: 27 Jun 2017 03:21 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เดือน พ.ค. 2560 มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมว่างงาน 155,719 คน มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 10.55% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วและสูงที่สุดในปี 2560 นี้

27 มิ.ย. 2560 สำนักเศรษฐกิจการแรงงานเปิดเผยตัวเลข เศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน พฤษภาคม 2560 ระบุว่าภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน เดือนพฤษภาคม 2560 การจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม มีผู้ประกันตน (มาตรา 33) จำนวน 10,543,612 คน มีอัตราการขยายตัว 1.89% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งมีผู้ประกันตน จำนวน 10,347,954 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้แรงงานเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้นถึง 195,658 คน สำหรับการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม มีจานวน 155,719 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 10.55% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 5.33% (MoM) เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2560 มีจำนวน 147,838 คน อัตราการว่างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ที่ร้อยละ 1.48 อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ผู้ประกันตนที่สานักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 23,795 คน คิดเป็นร้อยละ 0.23 เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ที่ร้อยละ 0.22

ในด้านสถานการณ์การจ้างงานจากข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560 มีลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33) จำนวน 10,543,612 คน มีอัตราการขยายตัว 1.89% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนพฤษภาคม 2559) ซึ่งมีจำนวน 10,347,954 คน หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY) ของเดือนพฤษภาคม 2560 เทียบกับเดือนเมษายน 2560 พบว่าในเดือนพฤษภาคม 2560 มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 1.89% ขยายตัวจากเดือนเมษายน 2560 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 1.80% สถานการณ์การจ้างงานขยายตัวมากกว่า 1% จึงถือว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ



สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม : SSO) จากข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560 มีผู้ว่างงานจานวน 155,719 คน มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 10.55% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือนพฤษภาคม 2559) มีจำนวน 140,854 คน ซึ่งตัวเลขเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 เทียบกับเดือนมีนาคม 2559 (YoY) อยู่ที่ 6.92% แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (เมษายน 2560) พบว่ามีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 5.33% (MoM) และหากคิดเป็นอัตราการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนพฤษภาคม 2560 อยู่ที่ 1.48% โดยอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ อยู่ที่ 1.3 % (เมษายน 2560)


ในด้านสถานการณ์การเลิกจ้าง พบอัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 คิดจากจำนวนผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง ต่อจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 เดือนพฤษภาคม 2560 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 23,795 คน คิดเป็นร้อยละ 0.23 เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ที่ร้อยละ 0.22 แต่ลดลงจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 0.26


Posted: 27 Jun 2017 03:55 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. เผย 5 รายชื่อ สนช. ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาข้อโต้แย้งกฎหมายลูกว่าด้วยกกต. พร้อมชี้กรณี เซ็ตซีโร่ กสม. สามารถกลับมาสมัครอีกครั้งได้

27 มิ.ย. 2560 นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงถึงการตั้งกรรมาธิการร่วม3ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ กกต.เสนอ 6 ประเด็นโต้แย้งกลับมา อาทิ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา กกต. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ กกต. ซึ่งเขียนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ กฎหมายลูก ไม่ให้อำนาจ กกต.คนเดียวสั่งระงับยับยั้งหรือสั่งเลือกตั้งใหม่ และไม่ให้อำนาจ กกต.จัดเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น รวมถึงประเด็นการเซตซีโร่ กกต. โดยวันศุกร์ที่ 30 มิ.ย.นี้ จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. 3 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทน สนช. 5 คน ได้แก่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. สมชาย แสวงการ ตวง อันทะไชย พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ และนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ทำงานร่วมกับตัวแทน กรธ. 5 คน และประธาน กกต. 1 คน ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 3 ก.ค. นี้

ทั้งนี้ การพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นโต้แย้งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยพิจารณาร่วมกับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และประธาน กกต. โดยให้สภาลงมิติ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ผลการพิจาณาของคณะกรรมรวม 3 ฝ่าย ถ้าผลไม่เห็นด้วย ก็ต้องใช้เสียงมากกว่า 2 ใน 3 ร่างกฎหมายดังกล่าวก็จะตกไป

นายแพทย์เจตน์ ยังกล่าวว่าในวันเดียวกัน ที่ประชุม สนช. จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) วาระแรก ซึ่งสาระสำคัญในมาตรา 60 บัญญัติให้มีการเซ็ตซีโร่ กสม.เช่นเดียวกับ กกต. แต่แตกต่างกันตรงที่กรรมการ กสม.ชุดปัจจุบันสามารถกลับเข้าสมัครเข้ารับการสรรหาได้อีกครั้ง ขณะที่ กกต.ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า กสม. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการว่าจะบัญญัติเป็นอย่างอื่นหรือไม่

ที่มาจาก: สำนักข่าวไทย , ข่าวรัฐสภา

Posted: 27 Jun 2017 04:40 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สิริพรรณระบุ ทั้งรัฐธรรมนูญ ส.ว. แต่งตั้ง เป็นอุปสรรคประชาธิปไตย จะเปลี่ยนผ่านได้ฝ่ายการเมืองควรร่วมมือกันเพื่อให้กองทัพไม่แทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น นักกฎหมายชี้ สื่อสังคมออนไลน์เป็นพลังใหม่ของการต่อสู้ทางการเมือง ระบบประชาธิปไตยควรสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลได้


จากซ้ายไปขวา: ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชาติชาย ณ เชียงใหม่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี มานพ ทิพย์โอสถ
สืบเนื่องจากงานเสวนา "ราชดำเนินเสวนา: 85 ปี ประชาธิปไตยจะไปไหนดี" ร่วมเสวนาโดย ศ.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย มานพ ทิพย์โอสถ บรรณาธิการหนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย

ชาติชายกล่าวว่า ประเทศไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ คือ ไม่มั่นใจว่าจะหลุดพ้นออกไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ ซึ่งโครงสร้างวัฒนธรรมเป็นลักษณะรัฐรวมศูนย์ และปัญหาความเฉื่อยจากภาครัฐที่มีอยู่สูงมาก จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่สามารถลดทอนปัญหาได้ เพราะไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาชน สังคมยังให้ความสำคัญเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้บริหาร อีกทั้งระบบอุปถันภ์ คือการต้องมีสังกัดว่าต้องเป็นคนของใคร และระบบสืบสถานะอย่างพรรคการเมืองหาคนมีอิทธิพลช่วย

สิริพรรณ กล่าวว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การผนึกกำลังฝ่ายค้าน พลังฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันในสังคม ยกตัวอย่างประเทศโปแลนด์ที่มีการร่วมมือจากสหภาพแรงงาน พรรคศาสนา และพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้ง 3 กลุ่มมีอุดมการณ์ ความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่มองอนาคตทางการเมืองว่าต้องการประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ละเลยความบาดหมางและจุดยืนทางการเมืองในอดีต

สิริพรรณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติล่าสุด ที่สามารถให้มีนายกคนนอกเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งการเมืองหากไม่ผนึกกำลังสมาชิกวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดย คสช. ทำให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยยากขึ้น ทางออกที่นำเสนอจากประเทศที่เปลี่ยนผ่านได้สำเร็จมี 2 กรณี ได้แก่ การลุกฮือด้วยพลังประชาสังคมอย่างประเทศเกาหลีใต้ ปัจจัยบทบาทผู้นำทางการเมืองอย่างประเทศอินโดนีเซียที่ซูฮาร์โตปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารมากว่า 20 ปี แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลงก็ถอยออกมาจากการปกครอง เพราะกองทัพเองก็ไม่สามารถบริหารงานทั้งหมดได้

สิริพรรณยังกล่าวอีกว่า สังคมไทยมีการรวมตัวของชนชั้นกลางส่วนบนและชนชั้นสูงส่งผลให้เกิดระบบการปกครองอำนาจนิยมแบบฟาสซิสม์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ของประเทศอิตาลี เพราะ ชนชั้นกลางมีพลังมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ประชาธิปไตยไทยยังไม่ชับเคลื่อนไปถึงไหน และทุกฝ่ายยอมรับรัฐธรรมนูญเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งในไทยรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เพราะมีกฎหมายสูงสุดถึง 3 อย่าง ได้แก่ รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2557 รัฐธรรมนูญฉบับประชามติปี 2560 และมาตรา 44 ซึ่งการเห็นพ้องตั้งแต่กระบวนการที่ได้มา และเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ

สิริพรรณ กล่าวทิ้งท้ายด้วย 2 เงื่อนไข หนึ่ง“กองทัพต้องอยู่ใต้พลเรือน” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้นำกองทัพต้องยอมรับ ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียในการปกครองแบบเผด็จการทหาร เมื่อถึงภาวะวิกฤติ ทางผู้นำกองทัพ กล่าวว่า นี่คือจุดสุดท้ายของรัฐบาลทหาร เพราะการทำงานของทหารเป็นทวิภาระ ต้องจัดการภายในกองทัพและการบริหารประเทศไปพร้อมกันจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนล่มสลายในที่สุด ช่วงเดียวกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง สอง ทุกประเทศที่เปลี่ยนผ่านจัดเลือกตั้ง ภายใน 6-13 เดือนด้วยเหตุผลว่าจะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น เช่น เกาหลีใต้เลือกตั้งหลังจากเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตย 6 เดือน เป็นต้น

ปริญญากล่าวว่า ในปี 2557 ที่เกิดการรัฐประหาร ไทยได้รับการจัดลำดับความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ 63 เกิดจากการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2556 ตามเกณฑ์ถือว่าเป็นกลุ่มปานกลาง ไม่ได้แย่มาก แต่ปัจจุบันอยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีเหนือ

ปริญญา กล่าวอีกว่าพลังของสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นพลังใหม่ของการต่อสู้ทางการเมือง และกล่าวถึงระบบอำนาจที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตรวจสอบศาล และศาลทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยทั้งนิติบัญญัติและบริหารมีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน จากที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงถึงระบบประชาธิปไตยต้องการตรวจสอบและถ่วงดุลตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ

Posted: 27 Jun 2017 05:26 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ครอบครัวคอยแนะนำ ดูแล พร้อมทั้งการรู้ตัวโรคควรบอกตัวเด็กอย่างมีวิธี ผู้พิการชี้ ความพิการก็เหมือนความหลากหลายทางเพศ หรืออื่นๆ เป็นมนุษย์เท่ากัน ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ


ภาพบรรยากาศงานเสวนา (ที่มา: Documentary Club)

เมื่อ 17 มิ.ย. มีการจัดงานงานเสวนา "Gleason ตราบใดชีวิตที่ยังมีเธอ" วันที่ 17 มิ.ย. 2559 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่จะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตออกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ จนได้รับการออกกฎหมายสตีฟ กลีสัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาในที่สุด

โดยหลังจากการฉายหนัง มีการเปิดวงพูดคุยกับ ผศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, นลัทพร ไกรฤกษ์ กองบรรณาธิการเว็บไซต์ thisAble.me และผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการเช้าทันโลก FM 96.5

อรณี กล่าวว่า โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีปัญหาสมองสั่งการส่วนปลายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่เขาจะมีความสามารถในการคิด ความอยากรู้เท่ากับคนปกติ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ กระบวนการของสมองจะสั่งการใน 3 ส่วน ได้แก่ ไขสันหลัง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ ซึ่งหากมีความผิดปกติในการสั่งการก็จะเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแร

ด้าน นลัทพร ได้กล่าวถึงตัวโรคของเธอเองว่ารู้โรคที่ตนเองเป็นจริงๆตอนอายุประมาณ 11-12 ปี ซึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิด SMA (Spinal Muscular Arthopy) เป็นอาการไขสันหลังไม่สั่งการร่างกายให้เคลื่อนไหว เธอเล่าว่าหมอบอกเป็นโรคมาจากพันธุกรรม ตอนนั้นพ่อแม่รู้สึกเศร้า กว่าจะคุยเรื่องโรคอีกทีคือตอนสมัครเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 16 ปี

อรณีกล่าวว่า เด็กที่รับรู้เรื่องโรคเร็วจะเตรียมตัวและสามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เด็กไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของพ่อแม่ที่มีต่อโรค แต่เรื่องนี้เด็กสามารถคุยกับพ่อแม่ได้แต่เด็กไม่กล้าคุย

ในเรื่องการปรึกษา กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกล่าวว่า การบอกขั้นแรกคงไม่ได้บอกตรงๆ ขั้นต่อมาค่อยบอกตรงๆ ว่าเราเป็นโรคอะไร ตอนนี้ยังมีงานวิจัยการรักษาและหายารักษาโรค ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้ดีขึ้น เพราะพ่อแม่ดูแลเขามาเรื่อยๆ สมัยก่อนยังไม่มีค่อยมีคนเป็นโรคนี้ และพบว่าเด็กเล็กมากไม่รู้เรื่องโรคของตนเองที่เป็น ซึ่งหลักสำคัญคือ การสะท้อนความคิดและการตั้งคำถามให้เด็กเข้าใจตนเอง

อรณีย้ำเตือนว่า พ่อแม่ต้องไปบอกเองหากลูกไม่รู้ว่าเป็นโรค ส่วนใหญ่พบว่าเด็กฉลาดและมีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายทำให้สื่อสารลำบาก โดยเด็กเริ่มเข้าใจโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ตอนประมาณอายุ 10 ขวบ จึงควรทำให้เขาเข้าใจกับโรคได้มากที่สุดพร้อมทั้งได้มีความสุขที่สุด ทำให้เขาคิดได้เอง ไม่รู้สึกแย่ที่เป็นโรคนี้

นลัทพรระบุว่า อยากให้ประเทศไทยยอมรับความเท่าเทียมของมนุษย์ของกลุ่มผู้พิการเพราะผู้พิการก็เหมือนกับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ สังคมเห็นว่าเป็นองค์ประกอบที่แตกต่าง ตอนเรียนก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ มีจังหวะชีวิตเหมือนคนอื่นๆที่เขาเป็น

อรณี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มต้นจากการอยากเห็นในสิ่งที่เด็กๆ อยากเป็น อยากให้ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นคนปกติ เด็กกลุ่มนี้เหมือนคนปกติ ขอให้ดูแลเขาในระดับที่เหมาะสมโดยให้เขาช่วยตัวเองได้ในระดับที่เขาสามารถทำได้
SMA คืออะไร

จากนิตยสาร 247 ฉบับที่ 341 ในบทสัมภาษณ์กับนลัทพร ได้กล่าวถึงโรค SMA หรือ Spinal Muscular Atrophy ไว้ว่า อาการของโรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทจากกระดูกสันหลังไม่สามารถส่งสัญญาณไปกล้ามเนื้อส่วนต่างๆได้ อันเป็นปัญหาที่เกิดจากแกนเซลล์ประสาทมอเตอร์นิวรอน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานต่อร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอกและภายใน เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ติดต่อ แต่จะมีโอกาสติดต่อจากการสืบทอดทางพันธุกรรม


Posted: 27 Jun 2017 10:22 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ศาลให้ฝากขังทนายประเวศ คดี ม.112 ต่อเป็นครั้งที่ 6 จนถึง 9 ก.ค.นี้ แม้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง อ้างเหตุกระทบสิทธิเสรีภาพและโอกาสต่อสู้คดีของผู้ต้องหา อีกทั้งยังไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานไม่ได้

27 มิ.ย. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญาพิจารณาคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) ยื่นคำร้องฝากขัง ประเวศ ประภานุกูล อาชีพทนายความ ครั้งที่ 6 ต่อศาลในคดีที่ทนายประเวศถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 10 กรรม, ยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จำนวน 3 กรรม, และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว

ทั้งนี้วานนี้ (26มิ.ย.2560) ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องคัดค้านฝากขังแทนทนายประเวศ โดยระบุเหตุผลว่าพนักงานสอบสวนได้ถามคำให้การทนายประเวศไปจนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ถูกขังระหว่างสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ส่วนของกลางในคดีซึ่งเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พนักงานสอบสวนได้ยึดไว้ในครอบครองหมดแล้วจึงไม่มีทางที่ทนายประเวศจะเข้าไปยุ่งเหยิงได้อีก นอกจากนั้นการตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์และการตรวจสอบประวัติอาชญากรก็เป็นขั้นตอนติดต่อรับส่งเอกสารระหว่างพนักงานสอบสวนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท้าน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทนายประเวศอีกด้วย

อีกทั้งพยานบุคคลอีก 1 ปาก ที่พนักงานสอบสวนระบุว่ายังต้องทำการสอบสวน ทนายประเวศก็ไม่มีทางไปยุ่งเหยิงกับพยานได้แน่นอน

ตามเหตุผลข้างต้นจึงเห็นว่าหากทนายประเวศต้องถูกขังระหว่างสอบสวนย่อมเป็นการคุมขังเกินจำเป็น นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังสร้างภาระเกินจำเป็น กระทบต่อการทำงานทนายความและสิทธิเสรีภาพและโอกาสในการสู้คดีของทนายประเวศเป็นอย่างมาก

ทนายประเวศ จึงเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือความจำเป็นใด ที่จะขอให้ศาลออกหมายขังได้ หากขังไว้จะเกินความจำเป็นตามพฤติการณ์คดีและเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา ตามมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 จึงขอให้มีการไต่สวนพนักงานสอบสวนเพื่อให้มีการชี้แจงเหตุจำเป็น โดยแสดงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบการไต่สวนด้วยตาม ป.วิ อาญามาตรา 87

ต่อมาศาลมีคำสั่งว่า พนักงานสอบสวนได้มีการสรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่อง เพื่อทำความเห็นทางคดีเสนอผู้บังคับบัญชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อมีคำสั่งต่อไปและยังคงมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีความมั่นคงของ สตช. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการอยู่ จึงมีความจำเป็นต้องฝากขังต่ออีก 12 วันตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.- 9ก.ค.2560 ตาม

คดีนี้ทนายประเวศถูกขังระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.2560 จนถึงปัจจุบันรวมแล้วเป็นเวลา 55 วัน


Posted: 27 Jun 2017 11:03 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

27 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ยุติกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ... ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเรียกร้องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุติกระบวนการแก้กฎหมายฉบับนี้ แล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามตรวจสอบประชาชนทุกรูปแบบ แล้วเปิดเวทีรับฟังความเห็นก่อนการเริ่มต้นแก้กฎหมายโดยเฉพาะการมีความเห็นร่วมกันในเรื่องหลักการของกฎหมายก่อน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการให้ความเห็น การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการแก้กฎหมาย และการเปิดกว้างให้รับรู้กระบวนการขั้นตอนต่างๆอย่างโปร่งใสต่อไป

รายละเอียดดังนี้ :


แถลงการณ์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.)

เรื่อง ยุติกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ... ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ

26 มิถุนายน 2560


คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือตอนบน(กป.อพช.ภาคเหนือบน) ได้พิจารณาเห็นว่ากระบวนการที่รัฐบาลเร่งรัดในการปรับแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังดำเนินการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมอบหมายให้นายวรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะกรรมการยกร่างแก้กฎหมายนั้น มีความเร่งรีบและไม่เปิดกว้างให้ประชาชนรับรู้ เพราะมีการปิดเป็นความลับไม่ให้มีการสื่อสารใดใด กระทั่งเมื่อร่างเสร็จแล้ว ต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงได้นำไปรับฟังความเห็น ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแก้กฎหมายฉบับนี้ได้แสดงออกด้วยสัญลักษณ์การไม่ยอมรับกระบวนการแก้กฎหมายและการจัดเวทีรับฟังความเห็น 4 ภาค ทั้งนี้ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา เป็นกฎหมายที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนว่าได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่ไปรับบริการ ยกเว้นการจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาท รัฐบาลทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณประจำปีเป็นค่ารักษาให้ประชาชน โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ทำหน้าที่บริหารจัดการ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานดูแลให้โรงพยาบาลปฏิบัติการรักษาประชาชนตามสิทธิที่ควรได้รับตามข้อกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิและคุ้มครองสิทธิประชาชนด้านสุขภาพโดยแท้จริง

การดำเนินการแก้กฎหมายครั้งนี้ มุ่งเน้นการแก้เกี่ยวกับหน่วยงานรักษาให้ปฏิบัติงานได้คล่องตัวขึ้น ขณะเดียวกันมีความพยายามแก้ในเชิงที่ขัดแย้งกับหลักการเจตนารมณ์เดิมของกฎหมาย เช่น การเพิ่มจำนวนกรรมการที่มาจากภาคผู้ให้บริการ การเพิ่มสภาวิชาชีพจำนวนมาก ขณะที่คงจำนวนตัวแทนประชาชนและลดจำนวนผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ กรรมการฯเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดจำนวนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ของประชาชน ควรมีตัวแทนของประชาชนมากกว่าผู้ให้บริการจึงจะสอดคล้องกับหลักการเป็นผู้สร้างหลักประกันให้ทุกคน ที่สำคัญควรเป็นการแก้เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์และความครอบคลุม โดยเฉพาะกรณีคนไทยที่ตกหล่น คนไทยรอพิสูจน์สถานะบุคคล ชนเผ่าพื้นเมือง ควรมีการแก้กฎหมายให้ครอบคลุมคนเหล่านี้ด้วย รวมถึงการรับประกันว่าประชาชนจะไม่ต้องจ่ายค่าบริการเมื่อไปรับบริการทุกครั้ง ส่วนที่ควรปรับเพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้นคือเรื่องการเพิ่มอำนาจให้กรรมการหลักประกันสุขภาพฯ สามารถจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ จำเป็นราคาสูงด้วยระบบการต่อรองราคาและจัดซื้อระดับประเทศที่ สปสช.ดำเนินการมาโดยตลอดที่สามารถประหยัดงบประมาณจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ควรปรับแก้เพื่อรับรองสิทธิประชาชนที่จะได้รับยาจำเป็นโดยเสมอภาคกัน

การแก้กฎหมายครั้งนี้มี สิ่งที่ควรปรับแก้แต่ไม่ทำ แต่มีการเพิ่มการแก้ไขในสิ่งที่ขัดเจตนารมณ์เดิม เมื่อกลุ่มประชาชนที่เข้าใจระบบหลักประกันสุขภาพได้มีการเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์ไม่ยอมรับกระบวนการและเนื้อหาในการแก้กฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนและทุกภาคส่วนนั้น รัฐบาลยังไม่แสดงท่าทีที่จะพิจารณาทบทวนกระบวนการ นอกจากนี้โฆษกรัฐบาลได้แสดงท่าทีที่มีผลคุกคามโดยการอ้างว่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามประชาชนที่คัดค้านในพื้นที่ ทั้งนี้การคัดค้านกระบวนการแก้กฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเสรีภาพซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกทางความเห็น

กป.อพช.ภาคเหนือจึงขอให้ นายกรัฐมนตรียุติกระบวนการแก้กฎหมายฉบับนี้ แล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามตรวจสอบประชาชนทุกรูปแบบ แล้วเปิดเวทีรับฟังความเห็นก่อนการเริ่มต้นแก้กฎหมายโดยเฉพาะการมีความเห็นร่วมกันในเรื่องหลักการของกฎหมายก่อน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการให้ความเห็น การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการแก้กฎหมาย และการเปิดกว้างให้รับรู้กระบวนการขั้นตอนต่างๆอย่างโปร่งใสต่อไป

27 มิถุนายน 2560

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนบน (กป.อพช.เหนือบน)

กลุ่มเขลางค์เพื่อการพัฒนา ลำปาง

กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ เชียงราย

กลุ่มดอยหมอกเพื่อการพัฒนา ลำปาง

กลุ่มรักษ์เชียงของ เชียงราย

กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา เชียงราย

คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ภาคเหนือ(กพอ.ภาคเหนือ)

เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน

เครือข่ายทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน น่าน

เครือข่ายที่ดิน จ.แพร่

โครงการจัดการลุ่มน้ำปิงตอนบน พะเยา

โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท ลำพูน

โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เชียงใหม่

โครงการฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรม แม่ฮ่องสอน

โครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำแม่สอย เชียงใหม่

โครงการละครชุมชน เชียงใหม่

โครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน น่าน

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายท้องถิ่นและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อการจัดการลุ่มน้ำอิงอย่างยั่งยืน ภายใต้องค์กรปฏิบัติการ คือ ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอป ประเทศไทย และ สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อลุ่มน้ำโขงและอาเซียน (BALAD) พะเยา

ชมรมคริสเตียนเพื่อการพัฒนาในประเทศไทย เชียงใหม่

พันธกิจเอดส์ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เชียงใหม่

มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา พะเยา

มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ เชียงใหม่

มูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา เชียงราย

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เชียงใหม่

มูลนิธิพัฒนาภูมิปัญญาชนเผ่าบนพื้นที่สูง เชียงใหม่

มูลนิธิพัฒนาสตรีภาคเหนือ เชียงใหม่

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ เชียงใหม่

มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน เชียงใหม่

มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ เชียงใหม่

มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ เชียงใหม่

มูลนิธิรักษ์ไทย พะเยา

มูลนิธิวายเอ็มซีเอเพื่อการพัฒนาภาคเหนือ เชียงใหม่

มูลนิธิไว เอ็ม ซี เอ กรุงเทพฯ สาขาพะเยา

มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท เชียงใหม่

มูลนิธิสายสัมพันธ์ เชียงใหม่

มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว เชียงใหม่

มูลนิธิฮักเมืองน่าน น่าน

มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ เชียงใหม่

ศูนย์การเรียนรู้โจโก้ เชียงใหม่

ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง เชียงใหม่

ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดพะเยา พะเยา

ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน เชียงใหม่

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เชียงใหม่

สถาบันการจัดการทางสังคม น่าน

สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน น่าน

สถาบันพัฒนาและเสริมสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืน น่าน

สถาบันร่วมเรียนรู้ ลำพูน

สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เชียงใหม่

สถาบันอ้อผญา แม่ฮ่องสอน

สมาคมชีวิตดี ลำปาง

สมาคมพัฒนาชนบทสมบูรณ์แบบ ลำพูน

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ลำพูน

สมาคมวาย เอ็ม ซี เอ เชียงใหม่ สาขาลำพูน

สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย เชียงใหม่

สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม เชียงราย

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เชียงราย

สำนักข่าวเด็กและเยาวชน พะเยา

สิทธิชุมชนจังหวัดพะเยา พะเยา

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เชียงใหม่

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ภาคเหนือบน เชียงใหม่

ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เชียงใหม่


แต่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าอินเดียสองหมื่นสี่พันล้านดอลลาร์และกลุ่มธุรกิจต้องการให้อินเดียเปิดตลาดมากขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์จะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนห์ทรา โมดิของอินเดียที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายนและจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำของอินเดียในฐานะแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศเป็นคนแรกด้วย

แต่จุดเน้นของการพบปะครั้งนี้ดูจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นสำคัญ โดยบริษัทของสหรัฐฯ มีแผนจะขายโดรนลาดตระเวนไม่ติดอาวุธ 22 ลำมูลค่ากว่าสองพันล้านดอลลาร์ซึ่งอินเดียจะใช้เพื่อบินตรวจพื้นที่ของตนในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนั้นก็คาดว่าบริษัท Lockheed Martin ของสหรัฐฯ จะทำความตกลงกับบริษัท Tata Advanced Systems ของอินเดียเพื่ออนุญาตให้ผลิตเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ในอินเดียได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหรัฐฯ เสียเปรียบดุลการค้ากับอินเดียถึงราวสองหมื่นสี่พันล้านดอลลาร์และกลุ่มธุรกิจอเมริกันก็ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ กดดันอินเดียให้เปิดตลาดของตนมากขึ้น เช่น การลดอัตราภาษีนำเข้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการยกเลิกการคุมราคาอุปกรณ์การแพทย์ของสหรัฐฯ เป็นต้น

แต่นาย Thomas Pickering อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำอินเดียเกรงว่าขณะนี้ทั้งผู้นำของสหรัฐฯ และอินเดียอาจมุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว และว่าอินเดียนั้นมีค่านิยมรวมทั้งแนวคิดที่ใกล้เคียงกับของสหรัฐฯ มากกว่าประเทศมหาอำนาจอื่นในเอเชีย ซึ่งก็คือจีน

สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์เองนั้นมีความคุ้นเคยกับอินเดียมาก่อนและเคยไปเยือนนครมุมไบในฐานะนักธุรกิจรวมทั้งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ชื่อทรัมป์ในอินเดียด้วย นอกจากนั้นเขายังได้คะแนนสนับสนุนทางการเมืองอย่างสำคัญจากชุมชนชาวอินเดียซึ่งมีอยู่ราวสามล้านห้าแสนคนในสหรัฐฯ ขณะนี้ รวมทั้งยังได้แต่งตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียหลายคนเข้ารับตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล เช่น นาง Nikki Haley อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์ คาโลไรนาเป็นทูตสหรัฐฯ ประจำองค์การสหประชาชาติ และนาย Ajit Pai เป็นประธานคณะกรรมการ FCC เป็นต้น


source :-  http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=066992752006617473


North Korean taekwondo demonstration team members arrive in South Korea for its first performances in the rival country in 10 years.

โครงการสานสัมพันธ์สองเกาหลีผ่านเทควันโดอาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลี

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มูน เจอิน เป็นประธานเปิดการเเข่งขันเวิลด์เทควันโดเเชมเปี้ยนชิป (World Taekwondo Championship) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่จัดในเมืองมูจูเกาหลีใต้ โดยเขาได้ต้อนรับทีมเทควันโดจากเกาหลีเหนือที่มาร่วมงานด้วย

ประธานาธิบดีมูนกล่าวว่าตนเองเชื่อในพลังของกีฬาที่ช่วยสร้างสันติภาพเเละดีใจที่มีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการทางด้านกีฬาระหว่างสองเกาหลีเป็นครั้งเเรก

North Korean taekwondo demonstration team members and other officials arrive at Gimpo International Airport in Seoul, South Korea, June 23, 2017.

ผู้นำหัวก้าวหน้าแห่งเกาหลีใต้คนใหม่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้าดำรงตำเเหน่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาสนับสนุนเเละเรียกร้องให้มีการสร้างความสมดุลต่อการคว่ำบาตรของนานาชาติทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การนำของนายคิม จอง อึน เพราะยังเดินหน้าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ต่อ เเละนายมูนต้องการสร้างความมั่นใจต่อกันเเละกันของสองเกาหลีผ่านการเจรจาและลู่ทางต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

การเเข่งขันเวิลด์เทควันโดเเชมเปี้ยนชิปซึ่งจะเเข่งกันนานหลายวันต่อจากวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นการเเข่งขันเทควันโดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา มีนักกีฬาเข้าร่วม 973 คนจาก 183 ชาติทั่วโลก

เทควันโดเป็นกีฬาสมัยใหม่ที่พัฒนามาจากศิลปะการป้องกันตัวโบราณของเกาหลีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายสิบปีหลังการเเบ่งเเยกเกาหลีเหนือเเละเกาหลีใต้หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พัฒนาการของเทควันโดซับซ้อนเนื่องจากความเป็นศัตรูระหว่างเกาหลีเหนือเเละใต้
ทั้งสองเกาหลีเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เทควันโดคนละสมาพันธ์กัน สอนเทคนิคที่เเตกต่างกันเเละมีกฏกติกาที่ต่างกันด้วย

การเเข่งขันในเมืองมูจู ในเกาหลีใต้ จัดโดยสมาพันธ์เวิลด์
เทควันโด (World Taekwondo) ที่เกาหลีใต้มีบทบาทและเน้นการเตะอย่างรวดเร็ว ทางสมาพันธ์นี้ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิกสากลหรือ IOC ในฐานะคณะกรรมการกำกับดูแลกีฬาเทควันโดอย่างเป็นทางการ

นักกีฬาเทควันโดเกาหลีเหนือ 32 คนที่เข้าร่วมในงานในเกาหลีใต้สัปดาห์นี้ เป็นสมาชิกของสมาพันธ์เทควันโดนานาชาติ (International Taekwondo Federation) หรือ ITF ที่เน้นการฝึกเทคนิคการต่อสู้และอนุญาตให้มีการชกที่ศีรษะเเละใบหน้า นักกีฬาของ ITF จะไม่ลงเเข่งในการเเข่งขันเวิลด์เทควันโดเเชมเปี้ยนชิป หรือ การเเข่งขันโอลิมปิกเพราะมีสไตล์การต่อสู้ที่เเตกต่างออกไปจากสากล

นักเทควันโดชาวเกาหลีเหนือทั้ง 32 คนได้เเสดงการต่อสู้เเบบสาธิตในงานเปิดการเเข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่สมาพันธ์เทควันโด ITF ได้ยกเลิกการเเถลงข่าวกับเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ

ซูเอ ชองวอน ผู้อำนวยการเวิลด์เทควันโด (World Taekwondo) กล่าวว่าทีมเกาหลีเหนือจะอยู่ต่อจนเสร็จสิ้นการเเข่งขันเเละจะเเสดงการต่อสู้สาธิตอีกครั้งในตอนปิดการเเข่งขัน เขากล่าวว่านี่จะทำให้มีเวลาได้คุยกันและเรียนรู้ถึงโอกาสของโครงการเเลกเปลี่ยนนักกีฬาในอนาคต

กรุงเปียงยางยังคงปฏิเสธความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการพบปะรวมตัวของครอบครัวที่ถูกเเยกจากกันหลังการเเยกตัวของสองเกาหลี แต่บรรดานักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการเเลกเปลี่ยนด้านกีฬาระหว่างสองเกาหลีครั้งนี้เป็นพัฒนาการสำคัญก้าวเล็กๆ ที่อาจจะนำไปสู่ความร่วมมือกันมากขึ้น

ชาง อึง สมาชิก IOC จากเกาหลีเหนือกับ โด จันฮวาน รัฐมนตรีกีฬาเกาหลีใต้คนใหม่ได้มาร่วมงานเปิดการเเข่งขันเทควันโดเเชมเปี้ยนชิปที่เมืองมูจูด้วย โดยคาดว่าทั้งสองจะเจรจากันถึงความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะเข้าร่วมการเเข่งขันโอลิมปิกภาคฤดูหนาว ปี 2018 ที่เมืองเปียงชาง เกาหลีใต้ รัฐมนตรีกีฬาเกาหลีใต้ได้เสนอให้มีการตั้งทีมฮ็อกกี้น้ำเเข็งหญิงร่วมกันระหว่างสองเกาหลีเพื่อเเสดงความสามัคคีกัน

ประธานาธิบดีมูน กล่าวว่า เขาหวังว่าเกาหลีเหนือจะไม่เเค่เข้าร่วมการเเข่งขันโอลิมปิกในปีหน้าเท่านั้น เเต่เขายังเสนอให้ทั้งสองเกาหลีร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการเเข่งขันเวิลด์คัพปี 2030 ด้วย เขามองว่าการเเข่งขันกีฬาช่วยสร้างความสมานฉันท์แก่คนและปรับปรุงสันติสุขเเก่โลก

ในสหรัฐฯ คนอเมริกันเเสดงความโกรธต่อเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นหลังการเสียชีวิตของนายอ็อตโต้ วาร์มเบีย นักศึกษาชาวอเมริกันที่ถูกจับกุมในเกาหลีเหนือและถูกกักตัวไว้นานกว่าหนึ่งปีเเม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนเข้าขั้นโคม่า

แต่ในเกาหลีใต้ เเรงหนุนของประชาชนให้สานสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือได้เพิ่มขึ้น ผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้โดย National Unification Advisory Council พบว่ามากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเกาหลีใต้สนับสนุนการหาลู่ทางเจรจากับเกาหลีเหนือ


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=066992752006617474


lao-yaba-seized-2016

การขยายตัวของตลาดสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเอเชียโดยรวม

หน่วยงานด้านอาชญากรรมและยาเสพติดของสหประชาชาติหรือ UNODC เตือนว่าการผลิตและการใช้ยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ของประเทศในเอเชีย

โดยตัวเลขการจับยาบ้า 287 ล้านเม็ดในปี 2558 แสดงถึงการเพิ่มขึ้นจากตัวเลขในปี 2554 ถึงกว่าสองเท่าตัว

และหลายประเทศของเอเชีย เช่น กัมพูชา จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมทั้งเวียดนาม ก็ได้เห็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ยาบ้าในปี 2558 นี้เช่นกัน

Methamphetamine, also known locally as 'shabu', worth $67 million that was seized by the National Bureau of Investigation (NBI) during a raid, is pictured in San Juan city, metro Manila, Philippines December 23, 2016. REUTERS/Romeo Ranoco

UNODC ให้ตัวเลขว่าการผลิตและการค้ายาเสพติดสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชญากรถึงราวปีละสี่หมื่นล้านดอลลาร์ และการขยายตัวของการผลิตและการค้ายาเสพติดนี้ก็สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเอเชียโดยรวม

เช่น การตั้งโรงงานผลิตที่อยู่ใกล้กับตลาด ชนชั้นกลางในเอเชียและระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเชื่อมต่อในกลุ่มประเทศอาเซียน ก็ทำให้การขนย้ายยาเสพติดทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UNODC ได้ชี้ว่า ขณะนี้กลุ่มนักค้ายาเสพติดกำลังมุ่งเป้าไปที่ผู้เสพยาในประเทศที่มีรายได้สูง อย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=066992752006617475


FILE - A grizzly bear walks in a meadow in Yellowstone National Park, Wyoming, August 12, 2011.

กลุ่มอนุรักษ์คัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะการยกเลิกการปกป้องหมีกริซลี่ตามกฏหมายพิทักษ์สัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

คำประกาศของไรอัน ซิงกี้ รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐฯ นี้จะส่งผลให้ หมีกริซลี่ ทั้งที่อาศัยอยู่รอบๆ และภายในอุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตน หลุดออกจากรายชื่อสัตว์อนุรักษ์ของรัฐบาลกลางในเร็ววันนี้

กระทรวงมหาดไทยประกาศเช่นนี้หลังจากการสำรวจของกระทรวงพบว่าจำนวนของหมีกริซลี่ได้เพิ่มขึ้นเพียงพอแล้วในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อนหน้าที่นำโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ได้ขึ้นบัญชีหมีกริซลี่ในรายชื่อสัตว์อนุรักษ์ของรัฐบาลกลางเมื่อเดือนมีนาคมปีที่เเล้ว

จำนวนโดยประมาณของหมีกริซลี่ในพื้นที่อุทยานเเห่งชาติเยลโล่สโตน ที่กินพื้นที่บางส่วนของรัฐไวโอมิ่ง มอนทานาและไอดาโฮ ได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 700 ตัวหรือมากกว่าในวันนี้ เพิ่มขึ้นจาก 136 ตัวในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งเป็นปีที่หมีกริซลี่ถูกขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ใน 48 รัฐในส่วนล่างของประเทศ

ในช่วงนั้น หมีกริซลี่ ถูกล่า ดักจับ และถูกวางยาพิษ จนลดจำนวนอย่างมากถึงระดับเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่มาในปัจจุบัน จำนวนประชากรหมีกริซลี่เกินเป้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งเอาไว้อย่างมากว่าต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500 ตัวในพื้นที่

แต่การยกเลิกสถานภาพสัตว์สงวนจะทำให้คนสามารถล่าหมีกริซลี่เพื่อสันทนาการภายนอกเขตอุทยานเเห่งชาติเยลโล่สโตนได้ เพราะการดูแลหมีกริซลี่ จะกลายเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดูเเลสัตว์ป่าระดับรัฐในรัฐไวโอมิ่ง มอนทานา และไอดาโฮ ตลอดจน ชนเผ่าอเมริกันอินเดียนในพื้นที่

นักล่าสัตว์และเจ้าของไร่ปศุสัตว์มีอิทธิพลทางการเมืองในรัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการตัดหมีกริซลี่ออกจากรายชื่อสัตว์สวงนมาตลอด โดยอ้างว่าจำนวนหมีที่เพิ่มขึ้นเป็นอันตรายต่อคน ปศุสัตว์และการล่าสัตว์เพื่อสันทนาการ อาทิ การล่ากวางเอลก์

บรรดานักอนุรักษ์ได้เเสดงความกังวลว่าขณะที่หมีกริซลี่เพิ่มจำนวนขึ้น การยกเลิกสถานภาพสัตว์สงวนภายใต้กฏหมายรัฐบาลกลาง จะทำให้หมีกลับไปลดจำนวนลงอีก พวกเขาชี้ว่าเม็ดไพน์นัท whitebark ซึ่งเป็นเเหล่งอาหารหลักของหมีกริซลี่อาจจะลดลงเพราะภาวะโลกร้อน

ศูนย์กฏหมายสิ่งเเวดล้อม Western Environmental Law Center กล่าวในข้อความทางทวิทเตอร์ว่าการต่อสู้เพื่อปกป้องหมีกริซลี่เริ่มต้นขึ้นเเล้ว ทางศูนย์จะหยุดยั้งความพยายามของรัฐบาลในการถอนชื่อหมีกริซลี่ออกจากรายชื่อสัตว์สงวนแห่งชาติภายในกฏหมายของรัฐบาลกลาง

เบ็ทธานี่ คอทตอน ผู้อำนวยการโครงการสัตว์ป่าเเห่งกลุ่มอนุรักษ์ WildEarth Guardians กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าทางกลุ่มจะร้องเรียนต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยนี้เพราะเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่รอบคอบเเละน่ากังวล

บรรดาชนเผ่าอเมริกันอินเดียซึ่งบูชาหมีกริซลี่ได้เเสดงความคลางเเคลงใจต่อการยกเลิกการปกป้องหมีกริซลี่ของกระทรวงมหาดไทยนี้ด้วย ด้านนายซิงกี้ รมต.มหาดไทยสหรัฐฯ กล่าวว่าคำสั่งให้ถอนชื่อหมีกริซลี่จากรายชื่อสัตว์ป่าสงวนของรัฐบาลกลางจะอนุมัติโดย the U.S. Fish and Wildlife Service ภายในเร็ววันนี้และจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังจากนั้น


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=066992752006617476


พักหลังๆนี้ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างแดน หวังจะสร้างอภิมหาแฟรนไชส์ เปิดจักรวาลแห่งภาพยนตร์กันอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่หุ่นยนต์แปลงร่าง Transformers มาไกลจนถึงภาค 5 แล้ว อย่าง Transformers : The Last Knight หรือ อัศวินรุ่นสุดท้าย ซึ่งผู้กำกับอย่าง ไมเคิล เบย์ ยืนยันแล้วว่า ภาคนี้จะเป็นภาคสุดท้ายของเขา และถือเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของหนังจักรกลอย่าง Transformers ที่โลดแล่นบนจอเงินมา 1 ทศวรรษพอดิบพอดี

Michael Bay ยืนยันว่านี่เป็น Transformers ภาคสุดท้ายที่จะกำกับแล้ว

ในภาคนี้ ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของเหล่าจักรกลกับมนุษย์ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยกษัตริย์อาร์เธอร์ แต่ปัจจุบันมนุษย์กลับหันหลังให้เหล่าออโตบอตส์ และเหมารวมว่าเป็น Transformers แถมยังจัดตั้งทหารหน่วยพิเศษออกตามล่าอีกด้วย ออพติมัส ไพรม์ จึงมุ่งหน้ากลับไปยัง ดาวไซเบอร์ทรอน บ้านเกิด แต่ปรากฏว่าดาวถูกทำลายลง และพลาดท่าถูกราชินีเทสซ่าที่เป็นผู้สร้าง ครอบงำให้แปรพักตร์เป็นศัตรูกับมนุษย์ เพื่อกลับมาตามหาบางสิ่งที่จะกอบกู้ดาวไซเบอร์ทรอนได้

ฝั่ง เคด เยเกอร์ (Mark Wahlberg) ถูกตามล่าเพราะช่วยเหลือเหล่าออโต้บอตส์ ที่มุ่งหน้ามายังโลกไม่หยุดหย่อนอย่างน่าสงสัย ระหว่างนั้นเขากลายเป็นผู้ถูกเลือกโดยอัศวินจากยุคโบราณ ที่ไปเชื่อมโยงกับไม้คทาศักดิ์สิทธิ์ของพ่อมด “เมอร์ลิน” และดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์ในอดีต ซึ่งเขาได้ความช่วยเหลือจากอิซาเบลลา (Isabela Moner) เด็กกำพร้าที่มีทักษะซ่อมหุ่นยนต์ขั้นเทพ และนางเอกของเรื่องนี้ คือ วิเวียน เวมบลีย์ (Laura Haddock) นักวิชาการจากอ็อกซ์ฟอร์ด ที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของพ่อมด “เมอร์ลิน” ที่จะไขคำตอบของทุกสิ่งและหยุดยั้งการสูญสิ้นของโลก ต้องไปลุ้นกันว่า วัตถุลึกลับที่ว่าคืออะไร? และออพติมัส ไพรม์ จะกลับมาห้ำหั่นกับพวกพ้องและเหล่ามนุษย์หรือไม่?

TRANSFORMERS: THE LAST KNIGHT

ตลอด 148 นาทีของหนังเรื่องนี้ เอาใจสาวกทรานส์ฟอร์เมอร์จริงๆ เพราะจะเห็นหุ่นยนต์ละลานตาแปลงร่างในฉากทุก 5 นาที ฉากแอคชั่นมันส์ระห่ำสมจริงทั้งเรื่องแบบลืมหายใจหายคอ 2 นักแสดงนำหญิงที่สวยสตรองตามคอนเซปต์ เส้นเรื่องตัดสลับเหตุการณ์ทั้งอดีตและปัจจุบัน แง้มคอนเซปต์ของหนังภาคแยกของหุ่นยนต์รถเหลืองสายเกรียน อย่าง บัมเบิ้ลบี ที่มีข่าวว่าจะทำหนังเดี่ยวของหุ่นยนต์จอมกวนนี้ออกมาเรียกน้ำย่อยในภาค 5 นี้ด้วย แต่เมื่อผสมลงมาในเวลา 2 ชั่วโมงกว่าแบบนี้ นับว่าน้อยไปจนทำให้ดูไม่อิ่มไปตลอดทาง

เผยบางส่วนของหนังภาคแยก Bumblebee ในฉากยุค 80

คำแนะนำในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ เตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องนั่งดูนาน และจะดีหน่อยถ้าได้ชมภาคอื่นๆมาก่อน เพื่อให้จับต้นชนปลายได้บ้าง เพราะเหล่าหุ่นยนต์ในเรื่องนี้ประมาณการณ์ด้วยสายตาหลายสิบตัว อาจทำให้ผู้ที่ไม่เคยชมต้องสะกิดคนข้างๆตลอดทั้งเรื่องได้ ในอนาคต ถ้ารักษามาตรฐานการกำกับหนังด้วยเทคโนโลยี IMAX และฐานคนดูค่อนข้างฝังรากลึกกับหุ่นยนต์ขวัญใจชาวอเมริกันแบบนี้ เชื่อว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจของ Paramount Pictures และ Hasbro ในการทำหนังจักรวาลจักรกลอาจเป็นไปได้สวยก็ได้

ถ้าอยากฟังแบบมีอรรถรส ติดตามกันได้ในช่วง “คุยหนัง” ในรายการ "สุดสัปดาห์ กับ วีโอเอ" ทุกวันเสาร์ เวลา 06.00-06.30 น. ทาง FM 101.5


source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=066992752006617477


Posted: 25 Jun 2017 06:23 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
โดย : 
ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์


ผู้เขียนได้เห็นเว็บไซต์มากมายที่ลงบทความหนึ่งที่เขียนโดยด๊อกเต้อร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง แต่พอตามไปดูที่เวบต้นทางทั้งของสยามรัฐและอะไรอีกอัน ปรากฏว่าเวบต้นทางหายไปแล้วทั้งคู่ เหลือแต่ที่คนก๊อปปี้มาลงอีกทีในเวบไทยต่างๆหลายที่ เนื้อความบอกว่า...

"...อิตาลีได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ยกพระพุทธศาสนาให้เป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญของชาติ ไม่ต่างอะไรกับศาสนาคริสต์ (ปัจจุบันอิตาลีได้รับรองสถานะพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2000 นายกรัฐมนตรีอิตาลีได้ลงนามความตกลงกับประธานสหภาพสมาคมพุทธในอิตาลี เพื่อให้พุทธศาสนามีสถานะเป็นทางการในอิตาลี ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถแสดงความจำนงให้แบ่งภาษีในอัตราร้อยละ 0.8 ของภาษีรายได้ส่วนบุคคลที่ต้อง ชำระให้แก่รัฐบาล เพื่อบริจาคให้องค์กรทางพุทธศาสนาได้)"

อ่านแล้วคิดว่าผู้เขียนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนบางประการ เลยคิดว่าน่าจะพูดถึงสักหน่อย ไม่อย่างนั้นผู้คนจะเข้าใจผิด

เขาเขียนชื่อบทความว่า "พุทธศาสนา…เป็นศาสนาประจำชาติอิตาลี...แล้วครับ"

ขอชี้แจงแก้ไขอย่างนี้ว่า ประเทศอิตาลี เป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ว่าส่วนใหญ่นี่ใหญ่จริงๆ คือมากถึง 91 เปอร์เซ็นต์กว่า โดยเป็นคริสต์นิกายคาทอลิกมากถึง 87 เปอร์เซ็นต์กว่า แถมยังมีนครวาติกันซึ่งถือเป็นรัฐของศาสนจักรคาทอลิกที่ปกครองโดยพระสันตปาปา (เป็นรัฐการปกครองพิเศษที่ถือเป็นเสมือนรัฐอิสระภายในประเทศอิตาลี) และอิตาลียังมีศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเป็นรากเหง้าประวัติศาสตร์อันยาวนานจนแยกกันไม่ออกนับพันกว่าปี

ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และสัดส่วนประชากรศาสนิกขนาดนี้ ใครๆที่ชื่นชอบเรื่องรัฐศาสนาและศาสนาประจำชาติก็ต้องบอกว่า อิตาลีต้องมีหรือสมควรมีศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกแน่ๆ

แต่เปล่าครับ

รัฐบาลอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญากับทางศาสนจักรคาทอลิก ขอยกเลิกการถือว่า ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกคือ ศาสนาประจำชาติ หรือ Official religion ของประเทศอิตาลี ในวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ คศ.1984 หรือ พ.ศ.2527

หรือเมื่อ 31 ปีมาแล้วนี้เอง


และนี่ไม่ใช่ในสมัยมุสโสลินีเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ฉะนั้น มันไม่เกี่ยวกับความเป็นฟาสซิสท์หรือเผด็จการทหารอะไรทั้งสิ้น แต่มันเป็นเพราะประชาชนอิตาลีส่วนใหญ่เขาเห็นว่า ต้องแยกศาสนาออกจากเรื่องการเมืองการปกครอง ทั้งๆ ที่พวกเขาถึงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์และเป็นคาทอลิกเคร่งครัดเสียด้วยซ้ำ

ทุกวันนี้ศาสนาคาทอลิกไม่มีอำนาจต่อรัฐ ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ จากรัฐ ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐ สัญญลักษณ์ไม้กางเขนอะไรในสถานที่ราชการของอิตาลีถูกถือเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องทางศาสนา

ท่านผู้อ่านคงอยากถามต่อว่า แล้วอิตาลีเอาศาสนาอะไรเป็นศาสนาประจำชาติ?

ขอตอบว่า ไม่มีครับ อิตาลีได้ถือตนเองเป็นรัฐโลกวิสัยเต็มตัว

รัฐธรรมนูญของอิตาลีตั้งแต่ปีคศ. 1947 ได้ระบุถึงเสรีภาพทางศาสนาไว้ด้วยข้อความว่า

"...ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีทางสังคมเท่าเทียมกัน และมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย โดยไม่มีการแบ่งแยก...ทางศาสนา..." (มาตรา 3)

"...ทุกความเชื่อทางศาสนามีเสรีภาพเท่าเทียมกันทางกฎหมาย" (มาตรา8)

"ทุกคนมีสิทธิในการแสดงถึงความเชื่อทางศาสนาของตนอย่างเสรีในทุกรูปแบบ...ตราบเท่าที่รูปแบบนั้นไม่ละเมิดศีลธรรม" (มาตรา 19)


นี่คือประเทศที่มีชาวคริสต์ 91.6% และเป็นคาทอลิกถึง 87.8% ที่เหลือเป็นนิกายอื่นๆ สารพัดนิกาย แล้วยังมีมุสลิมอีกล้านกว่าคน ถือเป็นเพียง 1.9% มีพุทธ 160,000 คือ 0.3% ฮินดู 115,000 คือ 0.2% มีนั่นนี่อีกหลายศาสนา

ที่สำคัญเขาระบุได้ว่า มีคนไม่นับถือศาสนาถึง 3,400,000 คน หรือ 5.8%

ประเทศไทยนี่เป็นประเทศที่เคร่งศาสนามากจริงๆ จึงระบุสถิติคนไม่มีศาสนาไม่ได้เลยสักคนเดียว (ที่จริงเคยเห็นสถิติเหมือนกันจากที่ไหนจำไม่ได้ บอกว่ามี 0.0? อะไรสักอย่างจำไม่ได้ ไม่รู้เขาเอาสถิติมาจากไหน)

ฉะนั้นที่ท่านดอกเตอร์ท่านนั้นเขียนว่า อิตาลีได้ยกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว จึงผิดในหลายประเด็น

และที่ว่าอิตาลียกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของเขา ที่จริงไม่ใช่ แต่เป็นการที่รัฐบาลอิตาลี ในปี 2015 ได้ลงนามกับอีก 13 องค์กรศาสนาต่างๆ ว่าได้รับการรับรองว่า มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับศาสนาอื่นๆ ในอิตาลี

และสิทธิพิเศษที่ทางประเทศอิตาลีให้แก่ 13 องค์กรศาสนาต่างๆเหล่านี้อย่างเท่าเทียมก็คือ ให้ผู้เสียภาษีสามารถแสดงความจำนงให้แบ่งภาษีในอัตราร้อยละ 0.8 (ภาษาราชการของเขาเรียก 8 ในพัน) ของภาษีรายได้ส่วนบุคคลที่ปกติเขาต้องชำระให้แก่รัฐบาล ก็สามารถบริจาคตรงให้แก่องค์กรทางศาสนานั้นๆได้ โดยรัฐจะช่วยบริการส่งให้

นี่เป็นความใจกว้างของรัฐบาลอิตาลีอย่างมาก และรูปแบบนี้ได้ถูกใช้ในยุโรปหลายแห่ง คือ รัฐบาลไม่ได้เอาเงินงบประมาณประเทศไปอุดหนุนศาสนา แต่ให้ประชาชนมีสิทธิระบุในในเสียภาษีได้ว่า ตนนับถือศาสนานั้นศาสนานี้ และขอให้เอาภาษีของตนส่วนหนึ่ง(ตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนดให้) บริจาคให้แก่องค์กรศาสนานั้นศาสนานี้ ตามที่ตนเองสังกัดอยู่ ซึ่งทางรัฐบาลเขาก็ทำให้ตามความประสงค์

หรือถ้าไม่เลือกเลยก็ได้ ภาษีส่วนศาสนาก็จะบำรุงประเทศทั้งหมด


สรุปอีกครั้ง

หนึ่ง อิตาลีเป็นประเทศที่ชาวคริสต์คาทอลิกเป็นคนส่วนใหญ่มากๆ แต่เขาเลือกจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่แยกศาสนาออกจากการเมืองการปกครอง

สอง อิตาลีให้เสรีภาพและความเสมอภาคแก่คนทุกศาสนา แม้แต่คนไม่นับถือศาสนา

สาม อิตาลีไม่เอางบประมาณประเทศไปสนับสนุนศาสนาใด แต่สนับสนุนศาสนาโดยให้ประชาชนเลือกแจ้งว่าจะให้รัฐแยกภาษีของตนเองส่วนหนึ่งไปสนับสนุนศาสนาที่ตนชอบได้ ชอบใครชอบท่าน แต่ละคนตัดสินใจกันเอง





หมายเหตุ: ภาพข่าวหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องการลงนามแยกศาสนาคริสต์คาทอลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติของอิตาลี เมื่อ 31 ปีก่อน)


Posted: 25 Jun 2017 10:18 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพระบุ ปิดตำนาน OT มหากาพย์ 'พนักงานฝ่ายบริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ' โดยธนาคารจ่ายเงินค่าล่วงเวลา 25 ล้านกว่าบาทแล้ว หลังสหภาพแรงงานเรียกร้องมาหลายปี และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จ่าย

26 มิ.ย. 2560 หลังจากที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ บจม.ธนาคารกรุงเทพ จ่ายเงินค่าล่วงเวลาแก่ลูกจ้าง 'ฝ่ายบริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ' ภายใน 30 วัน (อ่านเพิ่มเติม: ตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ ธ.กรุงเทพ จ่าย OT พนง.ฝ่ายแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ)

วันนี้ (26 มิ.ย.) สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพเปิดเผยว่าสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพขอร่วมแสดงความยินดีกับพนักงานฝ่ายบริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ ที่ได้รับเงินค่าล่วงเวลา (OT) ตามที่พนักงานฯ ได้ยินยอมทำงานให้กับองค์กร โดยเสียสละเวลาในชีวิตส่วนตัวและครอบครัวมาโดยตลอด แม้การเรียกร้องจะใช้เวลาหลายปีก็ตาม สหภาพแรงงานฯ ขอขอบพระคุณธนาคารกรุงเทพฯ ที่ได้ยินยอมปฏิบัติตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ และสหภาพแรงงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพนักงานธนาคารกรุงเทพที่เสียสละทำงานล่วงเวลาทุกคุณ ผู้บริหารระดับสูงจะยังยึดถือหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยปกครอง จัดการควบคุมดูแลให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ ในครรลองคลองธรรม ตามที่ธนาคารได้ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

อนึ่งธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2560 จำนวน 8,305 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ปีก่อนที่ 8,317 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 16,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.35 สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 10,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 โดยเพิ่มขึ้นที่ค่าธรรมเนียมจากบริการกองทุนรวมและบริการประกันผ่านธนาคาร และค่าธรรมเนียมจากบริการอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงิน

Posted: 26 Jun 2017 12:23 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เลื่อนพิพากษาคดี ธารา วัย 59 ปี ถูกกล่าวหาโพสต์คลิปเสียงบรรพตผิด ม.112 จำนวน 6 คลิป ไป 9 ส.ค.นี้ หลังยื่นเอกสารประกอบการรับสารภาพ ขณะที่ถูกขังมา 3 ปี 5 เดือน


26 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลา 9.50 น. ที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ มีกำหนดอ่านคำพิพากษาของ ธารา (สงวนนามสกุล) วัย 59 ปี มีอาชีพขายสมุนไพร จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานนำเข้าและเผยแพร่คลิปข้อความเสียงที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำนวน 6 คลิป ซึ่งถูกระบุว่าเป็นคลิปเสียงบรรพต

โดยในวันนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการรับสารภาพ ซึ่งถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธข้อกล่าวหา เป็นรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ไม่ขอต่อสู้คดี


ศาลทหารระบุว่าสำนวนคดีที่ศาลต้องพิจารณามีจำนวนมาก จึงขอเลื่อนคำพิพากษาไปวันที่ 9 ส.ค.60

ทั้งนี้ ธารา ปัจจุบันถูกคุมขังมา 3 ปี 5 เดือน ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ธาราถูกตั้งข้อหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) (3) (5) เนื่องจากการนำลิงก์คลิปเสียงของบรรพตที่อาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาฝังไว้บนเว็บไซต์ www.okthai.com ที่เขาเป็นเจ้าของ เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2558 เบื้องต้นเขาปฏิเสธ และต้องการต่อสู้คดีว่า เขาทำเว็บไซต์ด้านสุขภาพเพื่อหารายได้จากโฆษณา ซึ่งเขาเอาลิงก์คลิปเสียงมาใช้เพราะมีเรื่องสุขภาพอยู่ด้วย และไม่ได้ฟังทุกคลิปก่อนเอามาใช้ แต่ธาราไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และการสืบพยานใช้เวลานานกว่าสองปี ธาราจึงเปลี่ยนใจรับสารภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ลูกชายของธารากล่าวยืนยันว่า บิดาไม่ใช่คนที่สนใจติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด และไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายใดมาก่อน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ธารา: นักสุขภาพในเรือนจำ



Posted: 26 Jun 2017 12:47 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

‘ธเนศ’ ย้ำ รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม มุ่งใช้อำนาจผ่านระเบียบทางศีลธรรม มีลำดับชั้น ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างสถาบันรองรับ เน้นแต่ผู้นำที่มีบารมี


ในโอกาสครบรอบ 85 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ประชาธิปไตย รายงานการสัมมนาชิ้นนี้คือส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ในหัวข้อ ‘การเมืองกับประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์กับการเมือง ตอน การเมืองในชีวิตประจำวัน (Politics of Everyday Life’ จัดโดยภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดีย์ พนมยงค์ กล่าวว่า

“ผมจะพยายามหาความหมายของประวัติศาสตร์ในแง่ของคนที่ต้องทำงานด้านนี้ คือนิยามของประวัติศาสตร์ทุกคนก็คงรู้ที่เป็นนิยามแบบท่องจำ แต่ผมจะพูดถึงในแง่ของคนที่ต้องใช้จริงๆ ผมใช้เวลากว่า 30 ปีกว่าจะสรุปได้ แล้วผมก็สรุปไว้ในหน้าสุดท้ายของบทความผมว่า สำหรับวิชารัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเมืองไทย รัฐศาสตร์จะยกระดับเป็นศาสตร์วิชาการที่มีน้ำยา หมายความว่ามีพลัง มีระบบ มีการอธิบาย แต่เวลาเอาไปโชว์ในเวทีอื่นนอกเมืองไทยจะไม่มีน้ำหนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า รัฐศาสตร์ไทยนั้นขาดพันธมิตรที่ใกล้ชิดก็คือประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ไทยไม่มีประวัติศาสตร์ที่ลึก คือประวัติศาสตร์ที่ผ่านการค้นคว้าชั้นต้น ชั้นรอง ผ่านการตรวจสอบจนได้ข้อสรุปที่เป็นการตีความ เช่นเรื่อง 24 มิถุนายน 2475 จนตอนนี้ผ่านมา 85 ปี ประวัติศาสตร์นี้ยังคงดำเนินต่อไป มันยังไม่จบ แล้วมันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่มากของประเทศไทย

“ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส 1789 เขารบกันหลายรอบ แต่พอไปถามคนฝรั่งเศสทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการเมืองว่า 1789 ล้มเหลวใช่ไหม มีคน React ต่อคำถามนี้ว่าเป็นคำถามที่ดีมาก หรือในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติอเมริกา มีคนอเมริกันลุกขึ้นมาถามเลยว่า ทำไมเจฟเฟอร์สันเขียนคำประกาศเอกราชว่าคนเราเกิดมามีสิทธิเท่าเทียมกัน มันไม่จริง มีคนถูกจับเข้าคุก ถูกซ้อม เพราะฉะนั้นคำประกาศเอกราชนี้มันใช้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นความจริง คติเรื่องความเท่าเทียมกันหรือเสรีภาพมันไม่จริง มีการนำคนมาเป็นทาสตั้ง 4 ศตวรรษ ถึงจะมีการเลิกทาสแล้ว อีก 100 ปีก็ยังไม่ได้ให้เสรีภาพจริงๆ กับเขาจนถึงปี 1964 ฉะนั้น ประวัติศาสตร์ของอเมริกาจึงมีความไม่จริง

“แต่คนในอเมริกามองว่าพอโค่นล้มอำนาจกษัตริย์ได้แล้วก็ถือว่าประสบความสำเร็จ คืออำนาจกลับมาอยู่ที่ประชาชนเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้นจะมีการนำมาบิดเบือนอย่างไรเขาถือว่าไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 1776 และ 1789 เพราะฉะนั้นการเมืองมันเดินไปข้างหน้าแบบเป็นระบบได้ แต่การเมืองไทยไม่เดินเป็นระบบ มันวิ่งเป็นวัฏจักรวงกลม แล้วมันก็ย้อนมาอยู่ที่เก่า ไม่ได้ไปไหน ปัญหาของประวัติศาสตร์ไทยคือการที่เราไปเรียนตำราฝรั่ง ตำราของโลกที่เป็นสมัยใหม่ โลกสมัยใหม่ทั้งหลายมันเป็นโมเดลของตะวันตก

“เหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 มันเดินเป็นเส้นตรง นำไปสู่การสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายสิทธิ มันไม่กลับสู่อันเดิม ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไรก็ไปของมันเรื่อยๆ มันไม่เคยเดินเป็นวงกลมเหมือนของเมืองไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ประวัติศาสตร์เดินเป็นวงกลมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ได้อยากเดินเป็นเส้นตรง แต่เป็นเพราะเงื่อนไขการสร้างสถาบันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา รัฐธรรมนูญ กฎหมาย รวมไปถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัย ระบบเศรษฐกิจ ระบบการค้า ทั้งหมดนี้ไปส่งเสริมความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการเคลื่อนตัวของรัฐสมัยใหม่ ในขณะที่สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดเหมือนกัน คือไม่มีการเคลื่อนตัวของสถาบัน ผมจึงคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าสถาบันไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างสถาบันใหม่หรือหน่วยงานใหม่ ซึ่งจะทำได้ก็ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจก่อน เพราะระบบเศรษฐกิจเดิมทำไม่ได้


“รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม แม้กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมก็ยังเบลออยู่ บางช่วงมันเลยเข้ามาปะทะกัน คาบเกี่ยวกัน แย่งพื้นที่และอำนาจกัน ใครแพ้ก็ถอยแล้วต่างคนต่างก็ไปหาจุดหมายของตัวเองต่อไป ดังนั้น จุดหมายที่รัฐแบบไทยถนัดที่สุดคือการใช้อำนาจ โดยใช้อำนาจนี้ผ่านระเบียบทางศีลธรรมหรือ Moral Order"


“ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงในยุโรปและอเมริกามีสถาบันรองรับ คนที่เข้ามาแบบนอกระบบจึงไม่มีอะไรเอื้อต่อการมีความชอบธรรม แต่พอมาดูรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยการมีสถาบันจริงๆ รองรับ มันก็เลยเปิดช่องให้ตัวคนเข้ามายึดอำนาจได้ แล้วก็สร้างหน่วยงานขึ้นมาเอง มันก็จะได้แต่งานของตัวเองที่เสริมสร้างเครือข่ายของตัวเองให้เข้มแข็งและอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ของไทยแทนที่รัฐจะเป็นสถาบัน รัฐเลยเป็น Agent ที่ประกอบไปด้วย Agent ของกลุ่มต่างๆ เข้ามารวมตัวกัน ทะเลาะกัน แย่งกัน กลุ่มไหนที่ได้เปรียบก็ชนะไป เพราะฉะนั้นตอนที่ฝรั่งเศสปฏิวัติมันจะเป็นไปตามสูตร Law and Order มีการสร้างกฎใหม่ๆ แต่ของไทยไม่มี เพราะว่า Law and Order ทำให้สังคมมีมาตรฐานและอิสระที่จะดำรงอยู่ได้และเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ

“รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม แม้กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมก็ยังเบลออยู่ บางช่วงมันเลยเข้ามาปะทะกัน คาบเกี่ยวกัน แย่งพื้นที่และอำนาจกัน ใครแพ้ก็ถอยแล้วต่างคนต่างก็ไปหาจุดหมายของตัวเองต่อไป ดังนั้น จุดหมายที่รัฐแบบไทยถนัดที่สุดคือการใช้อำนาจ โดยใช้อำนาจนี้ผ่านระเบียบทางศีลธรรมหรือ Moral Order ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้นำรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องไปสถาปนาศีลธรรมของตัวเอง เอาโมเดลของเยอรมันหรือของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกมาเพราะเชื่อว่าพลเมืองเขามีคุณภาพเพราะมีวัฒนธรรม ฉะนั้น ผู้นำทหารเลยต้องมีศีลธรรม แล้วศีลธรรมนี้มันก็แผ่กระจายออกไปในฐานะผู้ปกครอง พวกไพร่ทั้งหลายได้ซึมซับว่านี่คือบารมีที่คุณจะต้องยอม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน คือการทำให้คนซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของตัวผู้นำ

“รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างความประทับใจผ่านนาฏศิลป์ นาฏกรรม สุนทรียศาสตร์ ภาพวาด คติต่างๆ วรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ สิ่งพวกนี้สอนให้เรารู้ว่า เราอยู่ในช่วงไหนของสังคม Hierarchy ไหน คนไม่เท่ากัน คนต้องจงรักภักดี คนต้องเชื่อฟังผู้นำ อันนี้คือคำสอนทางศาสนาของรัฐที่ต้องทำต่อๆ กันมา คือในสังคมไทยเรารับมาจากต่างประเทศหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เราไม่รับเลยคือคติพจน์แบบใหม่ ซึ่งก็คือวิธีคิดที่ทำให้ปัจเจกชนคนธรรมดาเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ เป็น Subject ที่เป็น I จริงๆ อยู่เหนือ Object ต่างๆ มันไม่เกิด คติพจน์เรื่อง Subject ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Subjectivism หรือ Subjectivity ซึ่งเป็นทฤษฎีพวก Post Modern เขาพูดเรื่อง Subject กันเยอะมาก เพราะว่าตัวละครเอกของเขาเป็น Subject แล้วตัวละครตัวนี้ผลักดันทุกอย่าง ในขณะที่ Subject ของเรามันยังเป็น Subject จริงๆ ในแบบโบราณก็คือ ข้าบ่าว สิ่งเหล่านี้ถูกประทับด้วยวรรณกรรมไปจนถึงปรัชญาต่างๆ ทางศาสนาก็จะเน้นหนักเรื่องความไม่เท่าเทียม

“ประวัติศาสตร์มันก็แปลก พูดง่ายๆ คือถ้าการเมืองหรือสังคมไม่เปลี่ยนไป ข้อมูลเดิมก็จะเหมือนเดิมตลอดเวลา คือไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่พอเหตุการณ์เปลี่ยน เราเห็นอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เราก็มาคิดได้ว่า ถ้าเหตุการณ์เดิมมันเกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้วมันจะเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เลยนึกถึงช่วงที่พันธมิตรชุมนุม มีหลายคนมากที่ไปช่วยกันเซ็นชื่อ มีทั้งอาจารย์รวมทั้งผมด้วย เซ็นเพื่อให้ไป Recall ทักษิณ ผมยังซีร็อกซ์เก็บไว้เลย เป็นคลื่นใหญ่มากที่พวกนักศึกษาออกมาคัดค้านรัฐบาล เสร็จแล้วผมก็มานั่งนึกว่า ตอน 2500 ก็เป็นคลื่นนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ออกมาคัดค้านรัฐบาลจอมพล ป. เยอะที่สุด ในที่สุดก็นำไปสู่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

“ผมก็เลยตั้งคำถามว่า สองเหตุการณ์นี้มีอะไรที่คล้ายกันไหม ผมพยายามกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ 2500 ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ‘เลือกตั้งสกปรก’ ปัญหาคือพอได้กลับไปหาหนังสืออ่านพบว่าหนังสือที่เขียนแบบมีหลักฐานจริงๆ เป็นเรื่องเป็นราวมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น มันเป็นไปได้อย่างไร เหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมหาศาลมีคนศึกษาเพียงเล่มเดียว นอกนั้นส่วนใหญ่คือเขียนตามความรู้สึกเพราะเขาเขียนในช่วงที่เหตุการณ์จบไปแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งหมดมันถูกกำกับไว้ด้วยความรู้สึกช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร เขาไม่สนใจไปหาแล้วว่าเลือกตั้งสกปรกมันสกปรกขนาดไหน เขาก็ค้นแค่หนังสือพิมพ์ 2-3 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับก็เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์

“พอผมลองไปหาอ่านดูก็พบว่าช่วงก่อนยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ จอมพล ป. ร่วมมือกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องศาลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ว่าศาลไม่ใช่คนตัดสินเพราะเป็นการยึดอำนาจ ก็เลยจบไป เลยคิดว่าถ้ายังไม่ยึดอำนาจแล้วการตัดสินเกิดขึ้นก่อน จะเกิดอะไรขึ้น ประเด็นที่ผมจะพูดถึงคือ แล้วนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ออกไปทำไม ผมบังเอิญอ่านเจอบันทึกของนักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาเขียนบอกว่า ตอนที่จะออกไปประท้วงจอมพล ป. ฝ่ายจุฬาฯ เขาติดต่อมา ฝ่ายธรรมศาสตร์บอกว่ายังไม่ไป รอดูก่อน จนสุดท้ายพอมันผ่านไปเรื่อยๆ นักศึกษาก็เห็นใจเลยออกไปช่วย มันก็คล้ายๆ พันธมิตรนะ ประเด็นของผมที่น่าสนใจคือว่า หลังจากนั้นมาจนถึง กปปส. การออกมาประท้วงของชนชั้นกลาง นักศึกษา อาจารย์ มีผลต่อการเรียกรัฐประหาร

“ถ้าเราเริ่มวิเคราะห์จาก 2500 มันไม่ใช่เพราะรัฐบาลทุจริตอย่างเดียว แต่ว่ามันมีการเคลื่อนไหวของคนนอกรัฐบาล แล้วเป็นคนที่มีเสียง มีการยอมรับ คือนักการเมืองกับสื่อเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน หนังสือพิมพ์ก็ด่าพวกนักการเมืองตลอดเวลาในคอลัมน์ พอมีใครโยนระเบิดเข้ามา พระเอกจริงๆ ก็ออกมา แล้วก็ออกมาด้วยการชูธงศีลธรรม เพราะเราไม่ใช่นักการเมือง เพราะเราเป็นคนมือสะอาด เพราะเราเป็นคนมีความรู้ ก็คือมันเป็นกลุ่มคนที่มาฐานะในสังคม คือคนที่มีฐานะในสังคมไทยเวลาพูดจะมีน้ำหนัก แล้วคนที่ออกมา เขาไม่พูดเรื่องการเมือง เขาแสดงอำนาจของบารมี ลองกลับไปดูป้ายประท้วง ไม่มีเลยเรื่องการเมืองหรือเรื่องประชาธิปไตย มันมีแต่เรื่องคุณธรรมความดี อีกฝ่ายก็ต้องเลว ลองเอาแผ่นป้ายของ กปปส. มาเรียงกันเลยมันก็จะเข้าล็อกอันนี้ชัดเลยว่านี่คือการเมืองของคุณธรรม หรือการเมืองของคนดี ตรงข้ามกับการเมืองของคนไม่ดี

“ถ้าหากการวิเคราะห์ที่ผมบอกเป็นจริงก็หมายความว่า สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างสถาบัน ถ้าคุณไม่สร้างสถาบัน คุณก็สร้างประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะมันต้องมีระบบ ทั้งระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา ระบบพรรคการเมือง ถ้าคุณเชื่อผมและเชื่อประวัติศาสตร์ของเราทั้งภูมิภาคนี้ มันอยู่ด้วยการไม่อาศัยระบบ ไม่อาศัยสถาบัน แล้วมันอยู่ได้อย่างไร มันก็อาศัยตัวบุคคล อาศัยผู้นำ ซึ่งเป็นผู้นำที่สร้างความเป็นศูนย์กลางขึ้นมา ต้องมีอำนาจที่เป็นศูนย์กลางให้ได้ คุณต้องมีบารมีที่จะกระจายโภคทรัพย์แล้วใช้อำนาจเขกหัวใครก็ได้ เพราะฉะนั้นรัฐของเราเป็นรัฐที่อยู่ด้วยเซ็นเตอร์ต่างๆ หลายๆ เซ็นเตอร์แล้วแต่ละเซ็นเตอร์ก็ใช้อำนาจเองได้ ถ้าทุกเซ็นเตอร์รวมตัวกันได้ บอกว่าเราจะทำตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันนี้ถึงจะเกิดเป็นสถาบัน ฉะนั้น ถ้าคุณเชื่อประวัติศาสตร์ ก็ไปศึกษาว่าการสร้าง Agent แต่ละกลุ่มมันดำเนินการอย่างไร สร้างการเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด คือการที่จะดำรงอยู่ได้ของรัฐไทยคือการต้องประสานกันระหว่าง Agent ทุกกลุ่ม ตกลงแล้วประชาชนอยู่ตรงไหน สังคมอยู่ตรงไหน นี่คือคำถามและปัญหา เพราะอย่างที่พูดไปตอนแรกว่าเส้นแบ่งมันเบลอ”
ขับเคลื่อนโดย Blogger.