ตอนนี้ผู้หญิงอเมริกันและทั่วโลก ทวีตและโพสต์ข้อความถึงเหตุการณ์ที่พวกเธอถูกคุกคามทางเพศในอดีต ตามด้วยแฮชแทค MeToo เพื่อสื่อถึงผู้หญิงทั่วโลกที่เคยเผชิญเหตุการณ์เลวร้ายนี้เหมือนๆกัน

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของผู้หญิงทั่วโลกในครั้งนี้ เริ่มต้นจากการเปิดโปงเรื่องราวอันฉาวโฉ่ในวงการฮอลลีวู้ด เมื่อผู้สร้างหนังมือทอง Harvey Weinstein ชายที่ร่ำรวย โด่งดัง และทรงอำนาจคนหนึ่งในวงการบันเทิงอเมริกัน ใช้อำนาจคุกคามดารานักแสดงและศิลปินหญิงหลายสิบชีวิต มานานกว่า 30 ปี และรอดพ้นความผิดไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา Alyssa Milano คิดแฮชแทค MeToo เพื่อส่งสัญญาณให้นักแสดงและศิลปินหญิงที่เคยเจอเหตุการณ์เหมือนกับเธอ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ ด้วยการโพสต์หรือทวีตพร้อมแฮชแทค #MeToo และตอกย้ำว่าการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม

ภายใน 24 ชั่วโมงต่อมา นิตยสาร Time รายงานว่า มีผู้คนราว 2 หมื่น 7 พันคนทวีตและโพสต์ข้อความของพวกเธอ พร้อมติดแฮชแทค MeToo และไม่กี่วันหลังจากนั้น เรื่องนี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก มีผู้โพสต์เรื่องราวทางเฟสบุ๊คมากถึง 12 ล้านครั้ง

ผลสำรวจร่วมระหว่าง ABC และ The Washington Post เมื่อวันอังคาร ระบุว่า ผู้หญิง 54% ในการสำรวจครั้งนี้ เคยตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศ โดยผู้หญิงถึง 1 ใน 3 ถูกรังควานโดยเพื่อนร่วมงานชายที่มีอิทธิพลต่อหน้าที่การงานของพวกเธอเสียด้วย 58% ของผู้หญิงเหล่านี้ไม่กล้าแจ้งความหรือรายงานว่าถูกก่อกวนทางเพศในที่ทำงาน

ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ 94% ของผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน เชื่อว่า ผู้ชายเหล่านั้นจะไม่ได้รับการลงโทษจากการกระทำอันไม่เหมาะสมของพวกเขาด้วย

ผลสำรวจของ Washington Post ระบุว่า ผู้หญิง 64% ที่ถูกคุกคามทางเพศบอกว่ารู้สึกหวาดกลัว หรือถูกข่มขู่ 52% ของผู้หญิงกลุ่มนี้บอกว่ารู้สึกอับอายขายหน้า และอีก 31% รู้สึกละอายใจเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายนี้กับพวกเธอ

หลายเรื่องราวที่ปรากฏในแฮชแทค MeToo มักจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเธอเป็นเด็ก และสิ่งที่น่ากังวลกว่าการถูกคุกคามทางเพศ คือ ความนิ่งเฉย เพราะ เมื่อผู้หญิงเหล่านี้เริ่มร้องเรียนว่าถูกคุกคามทางเพศ กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

หลังจากกระแส #MeToo ได้สร้างการรับรู้ถึงการคุกคามทางเพศที่เป็นภัยเงียบในระดับโลก ก็เกิดแฮชแทคที่เกี่ยวข้องอื่นๆตามมา อย่าง แฮชแทค #WithYou ที่ถ่ายทอดมุมมองของผู้ชายและผู้หญิงที่ต้องการต่อต้านการเอาเปรียบผู้หญิง และผลักดันการปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

และล่าสุดผู้ชายทั่วโลก เริ่มต้น แฮชแทค #HowIWillChange สะท้อนมุมมองของผู้ชายที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ในการช่วยเหลือและปกป้องผู้หญิงจากภัยคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น การสอนการเคารพผู้หญิงให้กับเด็กในโรงเรียน การที่ผู้ชายออกมารับฟังปัญหาของผู้หญิง และเป็นสุ้มเสียงในการร้องเรียนเมื่อพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการคุกคามทางเพศ

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108213175


President Donald Trump shakes hands with Japanese Prime Minister Shinzo Abe during a meeting at the Palace Hotel during the United Nations General Assembly, Thursday, Sept. 21, 2017, in New York. (AP Photo/Evan Vucci)

ญี่ปุ่นจะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ซึ่งดูเหมือน ปธน.สหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มากก็น้อย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำพรรคฝ่ายค้านแนวทางอนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่น ได้ออกมาตั้งคำถามถึงความมั่นคงของรัฐบาล ปธน.ทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ นายกฯ ชินโซ่ อาเบะ ได้พยายามเน้นย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างตนกับ ปธน.ทรัมป์

นายกฯ อาเบะ ได้ประกาศยุบสภาเพื่อจัดให้มีเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 ตุลาคม โดยอาศัยความนิยมของตนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นจากการมีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ

และในการรณรงค์หาเสียง พรรครัฐบาลของนายกฯ อาเบะ คือพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันแนบแน่นระหว่างนายกฯ อาเบะ กับ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมืองที่จะช่วยกระชับความเป็นพันธมิตรระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ


Japan's Prime Minister Shinzo Abe (3rd L) and his party's lawmakers raise their fists as they pledge to win in the upcoming lower house election, at their party headquarters in Tokyo, Japan September 28, 2017.

ที่ผ่านมา นายกฯ อาเบะ ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ ปธน.ทรัมป์ ที่มีต่อเกาหลีเหนือ อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการใช้มาตรการลงโทษที่รุนแรงขึ้นและการขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร

นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังไม่เชื่อว่าการเจรจาต่อรองกับกรุงเปียงยางจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ปธน.ทรัมป์​ยืนยันมาโดยตลอดเช่นกัน

โดยในการกล่าวปราศรัยที่การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว นายกฯ อาเบะ ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการกดดันต่อเกาหลีเหนือ"


FILE - In this Aug. 30, 2015 file photo, protesters hold anti-war placards in front of the National Diet building during a rally in Tokyo.

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูเหมือนนายกฯ อาเบะ ต้องเจอศึกหนัก เมื่อ ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าฯ หญิงของกรุงโตเกียว และอดีตรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น เธอได้จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ภายใต้ชื่อ Kibo no To หรือ "พรรคแห่งความหวัง" ที่สะท้อนการคิดใหม่ทำใหม่ และกล้าต่อกรกับพรรคการเมืองเดิมๆ ที่ครองอำนาจมายาวนาน

โดยในการสำรวจความเห็นของชาวญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ พบว่าชาวญี่ปุ่น 32% จะลงคะแนนให้กับพรรค LDP และ 13% จะลงคะแนนให้กับพรรค Kibo no To​

ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ โคอิเกะ ค่อนข้างสงวนท่าทีในเรื่องความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ยังคงไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงควรรอดูจนกว่ารัฐบาล ปธน.ทรัมป์ จะมีความมั่นคงมากกว่านี้


Tokyo Governor Yuriko Koike, head of Japan's Party of Hope, attends a news conference to unveil its election campaign pledges, Oct. 6, 2017.

ผู้ว่าฯ หญิงผู้นี้ ยังแสดงความกังวลถึงท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ ในอนาคต ว่าจะลดการสนับสนุนต่อญี่ปุ่นหรือไม่ รวมทั้งในประเด็นอื่นๆ เช่น การค้า ความมั่นคงในภูมิภาค และท่าทีที่มีต่อจีนซึ่งถือเป็นคู่แข่งของญี่ปุ่นในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนการที่ผู้ว่าฯ โคอิเกะ พยายามทำให้ตัวเธอเองมีความแตกต่างกับนายกฯ อาเบะ ในด้านนโยบายทางการทหารและความสัมพันธ์ต่อสหรัฐฯ นั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นผลคะแนนในการเลือกตั้งได้หรือไม่

เพราะในที่สุดแล้ว นโยบายหลักด้านการทหารของผู้สมัครทั้งสองคนนี้ก็ยังคงคล้ายกัน กล่าวคือ ต่างสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบทที่ 9 ที่ห้ามญี่ปุ่นเข้าร่วมในสงครามในต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเพิ่มศักยภาพทางการทหารของญี่ปุ่นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและจีน

สำหรับมุมมองของชาวญี่ปุ่นเองนั้น แม้กระแสชื่นชอบต่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นในช่วงหลังๆ เนื่องจากนโยบายที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ แต่ดูเหมือนคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ปธน.ทรัมป์ ทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองขึ้นในญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจากผู้สื่อข่าว Brian Padden)




http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108213176


นักวิเคราะห์ประเมินว่าประเทศคู่กรณีกับจีนอาจได้เห็นการกลับมาถมทะเลในทะเลจีนใต้อีกครั้ง

ขณะนี้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังจัดประชุมใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก 5 ปี และกลุ่มผู้นำจีนถูกคาดหมายว่าจะส่งสัญญาณถึงท่าทีว่าจะใช้มาตรการแข็งกร้าวหรือผ่อนปรนต่อความขัดแย้งที่จีนมีต่อประเทศคู่กรณีเรื่องดินแดนในทะเลจีนใต้ จากการประชุมพรรคครั้งสำคัญนี้

นักวิเคราะห์ฟาบริซิโอ โบซซาโต (Fabrizio Bozzato) แห่งสมาคม Taiwan Strategy Research กล่าวว่า กลุ่มผู้นำจีนน่าจะย้ำถึงนโยบายด้านความมั่นคงทางทะเลเดิมที่มีอยู่ของจีน โดยจีนน่าจะคงยืนตามแนวทางเดิมที่กรุงปักกิ่งมักกล่าวว่าทางการจีนสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่าง


A paramilitary policeman stands guard before a giant portrait of late Chinese Chairman Mao Zedong at the Tiananmen gate, a day before the 19th National Congress of the Communist Party of China begins, in Beijing, China, October 17, 2017.

ขณะเดียวกัน อาจารย์ดักลาส กิลฟอยล์ (Douglas Guilfoyle) จากมหาวิทยาลัย Monash ที่ออสเตรเลีย กล่าวว่า จีนอาจหยิบยกเนื้อหาของกฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติ มาอธิบายจุดยืนของตน วิธีดังกล่าวช่วยให้จีนตีกรอบประเด็นความขัดแย้งโดยการอ้างอิงบรรทัดฐานสากล เพื่อให้ได้รับการยอมรับที่กว้างขวางมากขึ้น

ศาลระหว่างประเทศตัดสินเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ว่าการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ขาดน้ำหนักทางกฎหมาย ซึ่งจีนปฏิเสธคำวินิจฉัยดังกล่าว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จีนพยายามเป็นมิตรมากขึ้นกับประเทศคู่พิพาทเรื่องเขตอธิปไตยในทะเลจีนใต้ เช่น บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

An aerial view of uninhabited island of Spratlys in the disputed South China Sea, April 21, 2017.

นอกจากนั้น อาจารย์ Oh Ei Sun จากมหาวิทยาลัยนานยางแห่งสิงคโปร์กล่าวว่า จีนปรับท่าทีให้อ่อนลงเรื่องการถมพื้นที่ทางทะเลในปีนี้

นักวิเคราะห์กล่าวว่า จีนไม่น่าเปลี่ยนแนวทางการทูตที่ดำเนินมา และผลจากที่ประชุมใหญ่พรรคที่เริ่มในวันพุธนี้ อาจเป็นเพียงการรับรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนกรณีสำคัญ เช่น การส่งเรือรบของสหรัฐฯ เข้ามาในน่านน้ำใกล้หมู่เกาะ Paracel ก่อนหน้านี้ เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ภาษาที่กว้างๆ เห็นได้จากรายงานที่การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในอดีต เช่นเมื่อ 5 ปีก่อน รายงานของประธานพรรคในขณะนั้น ระบุถึง “ความไม่มั่นคงที่เพิ่มมากขึ้น และความวุ่นวายที่มากขึ้นในระบบระหว่างประเทศ” ซึ่งน่าจะหมายถึง สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 2008 ตามการวิเคราะห์ของสถาบัน Hoover แห่งมหาวิทยาลัย Stanford

Chinese President Xi Jinping walks to deliver his speech during the opening of the 19th National Congress of the Communist Party of China at the Great Hall of the People in Beijing, China October 18, 2017.

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน น่าจะได้เป็นผู้นำต่ออย่างแน่นอนที่การประชุมใหญ่ครั้งนี้ และอาจผนึกฐานอำนาจให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย

ดังนั้นจึงน่าติดตามต่อไปว่า อิทธิพลทางการเมืองที่มากขึ้นของประธานาธิบดี สี หลังจากการประชุมพรรคครั้งนี้ อาจนำไปสู่นโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นหรือไม่เรื่องทะเลจีนใต้

ซึ่งนักวิเคราะห์ ฟาบริซิโอ โบซซาโต ประเมินว่า ประเทศคู่กรณีกับจีนอาจได้เห็นการกลับมาถมทะเลในบริเวณที่มีความขัดแย้งด้านอำนาจอธิปไตยในทะเลจีนใต้อีกครั้ง

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Ralph Jennings)


อินโดนีเซียคลั่งไคล้การเลี้ยงนกฮูกเป็นสัตว์เลี้ยงจากวรรณกรรมยอดนิยม Harry Potter แต่เกษตรกรอินโดนีเซียกลับเล็งเห็นศักยภาพของนกฮูกในฐานะนักล่าศัตรูพืชตัวฉกาจ มากกว่าสัตว์เลี้ยงในบ้าน

เวทมนตร์ของพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ และความฉลาดของ “เฮดวิก” นกฮูกคู่ใจ จากปลายปากกาของ เจ. เค. โรลลิ่ง ทำให้ชาวอินโดนีเซียลดความหวาดกลัวนกฮูกที่เคยถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่นำพาโชคร้ายและสิ่งน่ากลัวมาให้ และปลุกกระแสความนิยมเลี้ยงนกฮูกเป็นสัตว์เลี้ยง จนร้านค้าท้องถิ่นทั่วอินโดนีเซีย มีนกฮูกพันธุ์ต่างๆ วางขายเหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป

ทั้งที่จริงๆแล้ว สัญชาตญาณของนกฮูกนั้น คือ สัตว์ป่าที่มีความก้าวร้าวดุร้ายและอาจจะดูแลหรือเลี้ยงได้ยาก

Pujo Arto เจ้าของโครงการ Natural Predator หรือการใช้สัตว์ล่าเหยื่อ เพื่อควบคุมสัตว์ศัตรูพืชตามธรรมชาติ มองเห็นศักยภาพของนกฮูกที่เหนือกว่าการเป็นสัตว์เลี้ยงในกรง

โครงการ Natural Predator ริเริ่มการสร้างรังนกฮูกในหมู่บ้าน Tlogoweru เมื่อ 6 ปีก่อน และเลี้ยงลูกนกฮูกก่อนที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ เพื่อให้เป็นนักล่าศัตรูพืชประเภทหนู ที่จะเข้าไปกัดกินผลผลิตทางการเกษตร จากที่แต่เดิมเกษตรกรอินโดนีเซียต้องพึ่งพาสารเคมีและเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน

Arto บอกว่า เขาเริ่มปลูกฝังความคิดของคนในหมู่บ้านให้สร้างบ้านนกเล็กๆ สำหรับนกฮูก ควบคู่ไปกับฝั่งรัฐบาลอินโดนีเซียที่กำลังผลักดันการอนุรักษ์นกฮูกให้เป็นตัวบทกฏหมายในอนาคต

โครงการ Natural Predator ของ Arto สร้างรังนกฮูกจำนวนมากไว้ในหมู่บ้าน Tlogoweru เพื่อเป็นสถานอนุบาลลูกนกฮูกเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ฝึกฝนให้เป็นนักล่าตามธรรมชาติ ก่อนปล่อยให้พวกมันออกไปผจญโลกเมื่อเติบโตเต็มวัย

ปัจจุบัน Arto ดูแลนกฮูกเพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติไปแล้ว 2 พันตัว และทำให้หมู่บ้าน Tlogoweru เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติยอดนิยมของอินโดนีเซีย หวังจะสร้างความเข้าใจให้กับชาวอินโดนีเซียว่า นกฮูกสมควรทำหน้าที่เป็นผู้ล่าและควบคุมสัตว์รบกวนพืชผลตามธรรมชาติมากกว่าถูกขังอยู่ในกรงเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้าน

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108213178


A 'Pepper' humanoid robot, manufactured by SoftBank Group Corp

รายงานวิจัยของ Pew Research Center ชี้ว่าคนอเมริกันมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบบควบคุมตัวเองและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เชื่อว่าอาจสร้างผลเสียต่อมนุษย์ในอนาคต

รายงานวิจัยของ Pew Research Center สำรวจทัศนคติของคนอเมริกันที่มีต่อเทคโนโลยีในอนาคตใน 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ เทคโนโลยีอัตโนมัติในที่ทำงาน – รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง – หุ่นยนต์ช่วยงานบ้านและดูแลผู้สูงอายุ – และระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้คัดกรองใบสมัครงานต่างๆ

รายงานการศึกษาพบว่า เกือบ 75% ของคนอเมริกันมีความกังวลว่า คอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์อาจเข้ามาแย่งงานมนุษย์ในอนาคต และราว 65% ที่กังวลว่า ระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่ใช้คัดกรองใบสมัครงานต่างๆ อาจทำงานผิดพลาดได้หากไม่มีมนุษย์คอยป้อนข้อมูล

แอรอน สมิธ ผู้ช่วย ผอ.ด้านการวิจัยของ Pew Research Center กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงกังวลกับการที่หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์ในงานต่างๆ รวมทั้งในด้านการประมวลความคิดและตัดสินใจ

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่า แม้แต่เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยที่สุดก็ยังไม่อาจเลียนแบบความสามารถด้านการสร้างสรรค์และการใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ได้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังสนับสนุนให้มีนโยบายจำกัดขอบเขตของเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อให้มีพื้นที่ที่มนุษย์สามารถควบคุมจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองบ้าง โดยที่ไม่มีหุ่นยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง

สำนักวิจัย Pew วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยครั้งนี้ และสรุปว่า ในทางทฤษฎีนั้น คนอเมริกันมอง “ข้อดี – ข้อเสีย” จากการมีรถยนต์แบบไร้คนขับ และหุ่นยนต์ช่วยงานบ้านและดูแลผู้สูงอายุ ในสัดส่วนที่พอๆ กัน

แต่เมื่อพิจารณาในด้านการนำมาใช้จริง ปรากฏว่ามีคนอเมริกัน 56% ที่บอกว่าตนไม่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์แบบไร้คนขับ และ 59% บอกว่าไม่ต้องการให้มีหุ่นยนต์ช่วยงานบ้านและดูแลผู้สูงอายุ อยู่ภายในบ้านเดียวกับตนเอง

สำหรับในประเด็นด้านนโยบาย ดูเหมือนคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังต้องการให้มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการควบคุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต่างๆ โดย 87% ระบุว่ารถยนต์แบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองนั้นควรมีมนุษย์นั่งไปด้วยในกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ 85% บอกว่า ควรจำกัดให้หุ่นยนต์ทำหน้าที่เฉพาะงานที่เป็นอันตรายและเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงในอาชีพ พบว่ามีคนอเมริกันเพียง 30% ที่กลัวว่าจะถูกหุ่นยนต์แย่งงาน และมีเพียง 6% ที่รู้สึกว่าคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์อาจทำให้อัตราค่าแรงหรือเงินเดือนของตนลดลง

รายงานวิจัยของ Pew ยังพบด้วยว่า มากกว่า 75% ของกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าการนำหุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้มากขึ้นนั้น กำลังทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมยิ่งขึ้น และมีเพียง 25% ที่เชื่อว่า การนำหุ่นยนต์มาทำงานบางอย่างแทนมนุษย์นั้น จะทำให้เกิดตำแหน่งงานที่เงินเดือนสูงขึ้นสำหรับมนุษย์เรา

(ผู้สื่อข่าว Matt Hilburn รายงาน / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108213179


President Donald Trump holds up a Channellock locking plier during a "Made in America," roundtable event in the East Room of the White House, Wednesday, July 19, 2017, in Washington.

การเจรจา NAFTA รอบที่ 4 ยังไม่คืบหน้า  / 'โดรน' หลายชนิด กลายเป็นพระเอกในงานแสดงสินค้า ดูไบ เอ็กซ์โป

สมาชิกองค์การการค้าโลกกังวลต่อนโยบาย "เมด อิน อเมริกา"

เจ้าหน้าที่องค์การการค้าโลก หรือ WTO เปิดเผยว่า สมาชิกองค์การการค้าโลก 10 ประเทศ รวมถึง จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น แคนาดา อิสราเอล และสหภาพยุโรป ร่วมแสดงความกังวลต่อคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้สินค้าและวัตถุดิบที่ผลิตในอเมริกาให้มากที่สุด

คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวลงนามเมื่อเดือน เม.ย. ภายใต้ชื่อ “ซื้อสินค้าอเมริกัน จ้างคนอเมริกัน”

สมาชิก WTO ทั้ง 10 ประเทศ เร่งเร้าให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงของ WTO ที่สนับสนุนให้มีการทำสัญญาการซื้อขายของรัฐบาลประเทศต่างๆ อย่างเสรีและยุติธรรม

การเจรจา NAFTA รอบที่ 4 ยังไม่คืบหน้า

ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก สรุปการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีแถบอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA รอบที่ 4 เมื่อวันอังคาร ซึ่งดูเหมือนยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสามประเทศยังไม่สามารถตกลงกันได้ และนักวิเคราะห์เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ข้อตกลง NAFTA อาจถูกยกเลิกไปในที่สุด ซึ่งจะเป็นผลเสียใหญ่หลวงต่อสหรัฐฯ เอง

ประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากที่สุด คือการที่สหรัฐฯ ต้องการให้มีการเจรจาข้อตกลงนี้ใหม่ทุกๆ 5 ปี รวมทั้งการกำหนดภาษีใหม่สำหรับสินค้าเกี่ยวกับรถยนต์ที่จะนำเข้าสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมียังมีความเห็นแตกต่างกัน ผู้แทนทั้งสามประเทศได้ตกลงกันว่าจะกลับไปพิจารณาทางเลือกต่างๆ ก่อนที่จะมีการเจรจารอบที่ห้าที่เม็กซิโกในเดือนหน้า

'โดรน' หลายชนิด กลายเป็นพระเอกในงานแสดงสินค้า ดูไบ เอ็กซ์โป

ในงานแสดงเทคโนโลยีงานใหญ่ประจำปีนี้ที่นครดูไบ หรือ Dubai Expo สินค้าที่กลายเป็นพระเอกในงานนี้ คือ เครื่องบินโดรนมากมายหลายชนิด ซึ่งสามารถนำมาใช้งานหลากหลาย

โดรนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ โดรนที่สามารถบรรทุกผู้ขับขี่ให้เดินทางในระดับเหนือพื้นดินราว 5 เมตร ซึ่งสามารถนำมาใช้ในงานด้านตำรวจและดับเพลิง เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่คับคั่งในเมืองใหญ่ ด้วยความเร็วสูงสุด 70 กม./ชม.

รวมทั้ง โดรนแท็กซี่ที่อาจนำมาใช้ขนส่งผู้โดยสารในเมืองใหญ่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108214170


FILE - Soaps containing the antibacterial chemical on a store shelf at a Minneapolis pharmacy.

ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ร้ายแรงเมื่อยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้

สบู่ล้างมือที่มีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป หลายคนเชื่อในประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อเล่านี้ ขณะที่ความจริงแล้วจะมีแบคทีเรียจำนวนหนึ่งที่มีชีวิตรอดหลังจากที่ผู้ใช้ล้างมือ

แบคทีเรียเหล่านี้มีศักยภาพในการต้านประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ และไม่ใช้เฉพาะเชื้อที่รอดจากสบู่ล้างมือเท่านั้น แบคทีเรียจำนวนมากสามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะ

นักวิทยาศาสตร์จึงชี้ให้เห็นถึงภัยของเชื้อดื้อยาหรือ ‘Superbugs’ เหล่านี้

Sally Davies แพทย์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร กล่าวที่งานประชุมที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ว่าในปัจจุบันต้องยอมรับว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ง่าย และกล่าวถึงอนาคตที่เชื้อโรคสามารถเอาชนะมนุษย์ได้

เธอบอกว่า คนไข้จำนวนมากเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการการรักษามะเร็ง เบาหวาน และจากการผ่าตัดต่างๆ ดังนั้นการผ่าตัดที่มีการเปิดผิวหนังในยุคปัจจุบันจึ่งเสี่ยงมากขึ้นต่อการติดเชื้อ

หากพิจารณาถึงการดื้อยาของ ‘Superbugs’ ผู้เชี่ยวชาญจากวงการแพทย์แนะนำว่า ไม่เพียงแต่ลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในห่วงโซ่อาหาร แต่ยังให้รัฐบาลต่างๆ เตรียมตัวรับมือสถานการณ์ร้ายแรง เมื่อยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

นักวิจัยที่การประชุมในประเทศเยอรมนีพยายามแสวงหาวิธีแกะรอยการแพร่ขยายของ ‘Superbugs’

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แต่จะปีมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาราว 7 แสนคนต่อปี และตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 10 ล้านคนในปี ค.ศ. 2050 หรืออีก 37 ปีจากนี้
(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Kevin Enoch)

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108214171


James Yenbamroong

(วีโอเอไทยสัมภาษณ์ คุณวรายุทธ (เจมส์) เย็นบำรุง ผู้ก่อตั้งบริษัท mu Space และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ “โมบาย แอลทีอี”)

คุณวรายุทธได้กล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจโทรคมนาคมของไทยและแถบอินโดจีน รวมทั้งเป้าหมายที่ไปไกลกว่านั้น คือการเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในอวกาศ โดยมี Blue Origin เป็นพันธมิตรสำคัญ

คุณวรายุทธ (เจมส์) เย็นบำรุง ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ในวงการสื่อสารโทรคมนาคมของไทย เริ่มต้นจากการก่อตั้งบริษัทสตาร์ท-อัพ “โมบาย แอลทีอี” เมื่อปี พ.ศ. 2557 มาจนถึงบริษัทผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารและเทคโนโลยีด้านอวกาศ mu Space ที่เพิ่งก่อตั้งในปีนี้

คุณวรายุทธ ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอไทย ถึงการตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคม รวมทั้งการได้เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตในกิจการดาวเทียมสื่อสารรายที่สองของประเทศไทย โดยบอกว่าถือเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

James Yenbamroong


ก่อนหน้านี้ mu Space ได้ลงนามในข้อตกลงกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และบริษัทโทรคมนาคมรายอื่นๆ เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ Digital Park และสร้างสถาบัน Internet of things ในประเทศไทย ตามแผนพัฒนา Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย ซึ่งคุณวรายุทธบอกว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับธุรกิจโทรคมนาคมของไทย

เมื่อเดือนที่แล้ว mu Space ได้ลงนามทำสัญญากับบริษัท Blue Origin ของนายเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon.com เพื่อให้ Blue Origin เป็นผู้จัดส่งดาวเทียมสื่อสารให้กับ mu Space ภายในปี ค.ศ. 2021 ซึ่งถือเป็นบริษัทจากเอเชียแห่งแรกที่ที่ทำสัญญาในลักษณะนี้กับ Blue Origin

Blue Origin - New Glenn


แต่คุณวรายุทธบอกว่า ตนเองมองความร่วมมือกับ Blue Origin ไปไกลกว่านั้น คือขยายไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวในอวกาศ ที่เชื่อว่าจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคตด้วย

สำหรับในส่วนของประเทศไทย คุณวรายุทธเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมและอวกาศในอนาคตได้เช่นกัน

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108214172


Snapchat CEO Evan Spiegel

รายงานการศึกษาชิ้นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Taking Stock with Teens” ระบุว่า เวลานี้ วัยรุ่นอเมริกันหันหลังให้กับ Facebook ไปหาสื่อสังคมออนไลน์รุ่นใหม่กว่า คือ Snapchat มากขึ้นเรื่อยๆ

การสำรวจครั้งนี้ทำกับกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุเฉลี่ย 16 ปี ใน 44 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่ง 47% ของกลุ่มตัวอย่าง บอกว่านิยมใช้ Snapchat มากที่สุด เพิ่มจากระดับ 24% ในการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว และมีเพียง 9% ที่บอกว่านิยมใช้ Facebook มากที่สุด

นอกจากนี้ 24% บอกว่าชอบใช้ Instagram และ 7% นิยม Twitter ซึ่งลดลงจากระดับ 15% เมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในอังกฤษเมื่อต้นปีนี้ ชี้ว่า ในบรรดาสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมด Snapchat และ Instagram ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งรวมถึง ความกังวล อาการซึมเศร้า นอนไม่พอ ไปจนถึงปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย

http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108214173


Oxford University

ปัจจุบันผู้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอังกฤษ และอเมริกา มีแหล่งอ้างอิงอันดับมหาวิทยาลัยจากหลายแหล่งข้อมูล

นักเรียนต่างชาติจำนวนมากใช้รายชื่อมหาวิทยาลัยในอันดับของสื่อต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นการทำความรู้จักสถาบันการศึกษาเหล่านี้ ก่อนตัดสินใจยื่นใบสมัคร

ด้านหนึ่ง อันดับเหล่านี้สะท้อนถึงชื่อเสียง และสถิติของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ระบุว่ามหาวิทยาลัยอันดับสูงๆ นำมาสู่รายได้ของนักศึกษาหลังเรียนจบมากกว่ามหาวิทยาลัยอันดับรองลงมา

แต่อีกด้านหนึ่ง การมองแต่เพียงอันดับและชื่อเสียงอาจทำให้ผู้สมัครมองข้ามปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะความเข้ากันได้ของสังคมและวิถีชีวิตของตัวผู้ยื่นใบสมัครเอง

Rajika Bhandari หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนโยบายของหน่วยงาน IIE หรือ Institute of International Education กล่าวว่า แหล่งข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ นำเสนอเนื้อหาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ต่างๆ อย่างเป็นกลาง

นอกจากนั้นแหล่งข้อมูลนี้ยังมีความหลากหลาย ตั้งแต่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยชุมชนที่ปกติคิดค่าเทอมต่ำ สถาบันที่เน้นงานวิจัย ไปจนถึงที่เน้นด้านสังคมศาสตร์

สำหรับผู้ที่สนใจการจัดอันดับอาจเปรียบเทียบรายชื่อมหาวิทยาลัยจากการจัดอันดับโดยสื่อต่างๆ ได้

Times Higher Education ประมวลข้อมูลมหาวิทยาลัยทั่วโลก และเสนอการจัดอันดับล่าสุดที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge สถาบันเก่าแก่ของอังกฤษสองแห่งติดที่หนึ่งและที่สองตามลำดับ ตามมาด้วย California Institute of Technology และ มหาวิทยาลัย Stanford ของสหรัฐฯ ซึ่งได้ที่สามร่วมกัน

และเมื่อรวมอันดับอื่นๆ สรุปได้ว่า Top 10 ของสื่อ Times Higher Education จะประกอบด้วย

1. Oxford University

2. Cambridge University

3. California Institute of Technology (CalTech)

3. Stanford University

5. Massachusetts Institute of Technology (MIT)

6. Harvard University

7. Princeton University

8. Imperial College

9. University of Chicago

10. University of Zurich

10. University of Pennsylvania

ปัจจัยที่ใช้ในการจัดอันดับ มีทั้งหมด 13 ปัจจัย ประกอบด้วยคุณภาพของงานวิจัย เงินทุนของสถาบัน ความหลากหลายด้านนานาชาติ เป็นต้น

Times Higher Education ยังได้เปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัย Top 10 เฉพาะในสหรัฐฯ แยกจากอันดับสถาบันโลก ซึ่งได้แก่ Harvard, Columbia, Stanford, MIT, Duke, Yale, CalTech, University of Pennsylvania, Princeton และ Cornell ตามลำดับ

นอกจากอันดับของ Times Higher Education แล้ว ยังมีรายชื่อสถาบัน Top 10 โดย US News & World Report โดย 10 อันดับแรกได้แก่

1. Princeton University

2. Harvard University

3. University of Chicago

3. Yale University

5. Columbia University

6. Stanford University

7. Massachusetts Institute of Technology

8. University of Pennsylvania

9. Duke University

10. California Institute of Technology

การจัดอันดับอีกลิสต์หนึ่ง ที่รู้จักในชื่อ Shanghai Rankings หรือ Academic Ranking of World University ให้ Harvard, Stanford และ Cambridge เป็นอันดับหนึ่ง สองและสาม ส่วนที่ตามมาอันดับ 4 ถึง 10 คือ MIT, University of California-Berkeley, Princeton, Oxford, Columbia, CalTech และ University of Chicago

ท้ายสุดยังมีน้องใหม่แห่งวงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอเมริกัน นั่นก็คือ Niche Ranking ที่เน้นฐานข้อมูลที่ครอบคลุมปัจจัยสำคัญ เช่นชีวิตนักศึกษา และประมวลผลการความพอใจนับล้านๆ ของนักศึกษาและศิษย์เก่า

Top 10 ของ Niche Ranking ประกอบด้วย

1. Stanford University

2. Massachusetts Institute of Technology

3. Harvard University

4. Yale University

5. Rice University (รัฐเท็กซัส)

6. Princeton University

7. University of Pennsylvania

8. Brown University

9. Bowdoin College (รัฐเมน)

10. California Institute of Technology

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Katie Nicora)

source;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166098350108214174


Posted: 19 Oct 2017 12:31 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

พอจะจับกระแสอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้อยู่ไม่ใช่น้อย หลังจากที่นายกรัฐมนตรีประกาศเงื่อนเวลาในโรดแมปว่าจะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และมีการเลือกตั้งในปีหน้า (หลังจากประกาศว่าจะไม่พูดเรื่องการเมือง หนึ่งวันก่อนนั้น?)

สื่อมวลชนไทยก็พากันตีปี๊บกันใหญ่ แล้วก็เริ่มตั้งคำถามว่าตกลงที่ประกาศนั้นจะ “จริง” หรือจะ “เลื่อนไปอีก” เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ที่เคยมีการประกาศมาก่อน แล้วก็เลื่อนมาหลายครั้ง

คำถามที่ไม่มีใครสนใจจะถามก็คือ ทำไมถึงมีการประกาศการเลือกตั้งในช่วงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันกระแสสังคมนั้นยังอยู่ที่เรื่องของการตั้งคำถามว่าจะเปิดให้พรรคการเมืองนั้นมีกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยและเป็นทางการเมื่อไหร่ และระบอบรัฐประหารนี้เพิ่งปฏิเสธเสียงแข็งว่ายังไม่ใช่ช่วงนี้

สังคมไทยวันนี้จึงมีพฤติกรรมการเสพสื่อแบบใหม่ นั่นก็คือ เสพสื่อกระแสหลักในฐานะกระบอกเสียงของรัฐบาล และเสพสื่อโซเชียลในฐานะการตั้งคำถามและการเสนอคำตอบให้กับสังคม และก็หันมาเสพสื่อกระแสหลักอีกทีว่าจะตีพิมพ์ข้อมูลอะไรจากสื่อโซเชียลที่เรายังไม่ได้อ่านบ้าง (ตกลงสื่อกระแสหลักก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม คือแทบจะไม่ได้ทำอะไร ฮ่าๆ)

ก่อนจะเข้าเรื่องการประกาศวันเลือกตั้ง อยากจะเปิดประเด็นที่สำคัญก่อนว่า การเปิดให้พรรคการเมืองนั้นทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นทางการ มีความสำคัญกว่าที่ปรากฏในหน้าสื่อและในกระแสสังคม

อย่าเพิ่งไปมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแค่นักการเมืองเรียกร้องเลยครับ เพราะถ้าเรามองแค่นี้เราจะไม่สามารถก้าวกลับสู่ประชาธิปไตย และทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งได้เลย

เพราะเรายังมองว่า การเลือกตั้งและประชาธิปไตยเป็นแค่เรื่องของนักการเมือง

และถ้าเรามองแค่นี้เราก็จะตกอยู่ในวาทกรรมของระบอบรัฐประหาร และระบอบคนดีนักปฏิรูปที่มองว่านักการเมืองเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยและความสงบของบ้านเมือง

สิ่งที่เราควรจะมองก็คือ การเปิดให้มีการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองเดิมที่จะทำงาน หรือสถาปนาเครือข่ายของเขา

แต่เป็นเรื่องที่ทำให้สังคมนั้นมีความเสรี และทำให้คนหน้าใหม่ๆ มีจินตนาการทางการเมือง และมีแรงบันดาลใจทางการเมืองที่จะเข้ามาจัดทำกิจกรรมทางการเมือง

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของการเปิดเสรีทางการเมือง ซึ่งรวมไปถึงการเปิดให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทุกภาคส่วน

เราจะได้ไม่มีแต่นักการเมืองสองแบบ คือแบบนักการเมืองเดิมที่สถาปนาเครือข่ายทางการเมืองกับชาวบ้าน และมีนักการเมืองแบบที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมือง แต่ผูกตัวติดกับระบอบรัฐประหารตามคณะกรรมการต่างๆ ร่วมสิบปี

รัฐบาลรัฐประหารชุดนี้มีปัญหาในการทำความเข้าใจเรื่องเสรีภาพทางการเมืองมาโดยตลอดในเรื่องนี้ มีความเชื่อว่าตนเองจะสร้างความสำเร็จรูปทางการเมืองชุดหนึ่งแล้วจึงเปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ยอมรับว่าการสร้างสรรค์สำนึกทางการเมืองต้องใช้เวลา และไม่ได้มาจากความสำเร็จรูปและความหวังดีแต่เพียงเท่านั้น

คำถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะมีพรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เข้มแข็ง และยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยไม่ให้พรรคการเมืองนั้นมีกิจกรรมที่เป็นทางการ เราจะมีพรรคใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือกได้อย่างไร และถ้าเราไม่มีเสรีภาพทางการเมือง เราจะเริ่มคิดถึงทางเลือกใหม่ๆ ได้อย่างไร

ระบอบประชาธิปไตยคือการร่วมกันคิด และแข่งขันกันให้มีทางเลือกใหม่ๆ ไม่ใช่คิดให้เขา 20 ปีโดยแทบจะไม่มีความชอบธรรมอะไรรองรับแบบที่เป็นอยู่

ย้ำว่าสูตรพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยังพอรับกันอยู่ในโลก ก็คือการเปิดเสรีทางการเมืองต้องมาก่อน จากนั้นก็การเลือกตั้ง แล้วก็การทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นเป็นกฎกติกาเดียวในสังคม ซึ่งหมายถึงการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองทั้งหลายมากกว่าแค่การปฏิรูปการเลือกตั้ง

ทีนี้มาเข้าเรื่องของการประกาศวันเลือกตั้งบ้าง ผมคิดว่าเรื่องนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเป็นการพูดหลังจากที่ไปสหรัฐอเมริกา เพราะจากการจับสัญญาณการพบปะกันกับประธานาธิบดีสหรัฐในรอบนี้ แทบจะไม่ได้มีสัญญาณกดดันทางการเมืองอย่างจริงจัง

อย่างน้อยถ้าพยายามจะดูจากกิจกรรมของทูตและสถานทูตสหรัฐในประเทศไทยในรอบหลัง และดูกิจกรรมการถอนตัวของสหรัฐออกจากกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างกัมพูชา เช่น การปิดสำนักข่าวทางเลือกของกัมพูชา และการไม่ได้กดดันฮุน เซน อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลังจากที่ฮุน เซน ไล่บดขยี้ทางการเมืองกับฝ่ายค้านอย่างเมามันในเดือนที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านหนีออกนอกประเทศไปหลายคน ว่ากันว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้าหลังจากที่รอบที่แล้วฮุน เซน เพลี่ยงพล้ำคะแนนเสียงหายไปเยอะ ดังนั้นเรื่องที่ว่าสหรัฐนั้นกดดันไทยน่าจะไม่ใช่

สุดท้ายผมคิดว่าคงไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจล่ะครับ (จะให้วิเคราะห์ไปในทางอื่นคงต้องมีข้อมูลที่ยืนยันได้ซึ่งหาไม่ได้ครับ) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่ตก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีฝีมือนะครับ วิจารณ์แบบนั้นอาจจะไม่แฟร์

สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ โครงสร้างระบบเศรษฐกิจของไทยในวันนี้อาจจะไม่เหมาะกับการอยู่กับระบบเผด็จการ และระบบราชการเป็นใหญ่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปมากกว่า แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะมีปัญหากับการเมืองผูกขาดของทักษิณและเครือข่าย และในความเชื่อว่า หากทำลายทักษิณและเครือข่ายลงได้ ทุนต่างๆ จะทำงานได้มากขึ้น และเมื่อเราเห็นระบบประชารัฐแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายไม่ใช่น้อยก็คือ ระบอบเผด็จการแบบที่ขอให้นายทุนใหญ่มาเป็นพวกและเป็นพี่เลี้ยงนั้นกลับสร้างแรงตึงเครียดระหว่างประชาชนกับทุนใหญ่ตามไปด้วย กำไรอาจจะได้ แต่ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีนั้นเริ่มเป็นปัญหา ในระบอบประชาธิปไตยนั้นนายทุนและธุรกิจมักถูกวิจารณ์ แต่ในระบอบเผด็จการ ทุนเหล่านั้นเวลาที่ถูกวิจารณ์นั้น บ่อยครั้งอาจถูกวิจารณ์ในฐานะเป็นหุ่นฟางเพราะคนในระบอบนั้นวิจารณ์สิ่งอื่นไม่ได้

ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเผด็จการนั้น เราก็สัมผัสกันได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาและพัฒนาทฤษฎีอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าเราอยู่ได้ในสังคมเผด็จการ แต่ถามว่าแบบแผนการใช้จ่ายและความคาดหวังทางเศรษฐกิจของระบบเผด็จการนั้นอาจจะไม่เหมือนกับระบอบประชาธิปไตย

ไม่นับเรื่องของการลงทุนจากต่างชาติที่มีเงื่อนไขมากมายในการลงทุนในสังคมเผด็จการ

ดังนั้นการประกาศการเลือกตั้งน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่วนจะส่งผลดีต่อประชาธิปไตยในระยะยาวจริงไหมนั้นก็ต้องว่ากันไป ยิ่งการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่ได้มีเสรีภาพ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเลือกตั้งที่ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง แต่หมายถึงบรรยากาศทางการเมืองที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นนั้นมันจะเป็นคุณต่อการตั้งมั่นของประชาธิปไตยในระยะยาวแค่ไหน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่จะจัดการการซื้อเสียงอย่างไร หรือการกำหนดคุณสมบัติของพรรคและผู้สมัคร หรือจะมีการเลือกตั้งระบบไหนดี แต่หมายถึงบรรยากาศของเสรีภาพทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งมากกว่า

มีอยู่ 4 เรื่องที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษเมื่อจะทำความเข้าใจว่า การเลือกตั้งในรอบนี้จะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้ไหม

1.การเลือกตั้งในรอบนี้ยังเกิดขึ้นในเงื่อนไขของการอยู่ในสังคมเผด็จการ และเป็นเผด็จการทหารที่ยุติการเลือกตั้งและการเมืองประชาธิปไตยแบบเดิมลง ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบสังคมประชาธิปไตยที่อาจมีมิติเผด็จการบางส่วน ดังนั้นคนที่ร่างกฎเกณฑ์และสืบสานอำนาจต่อก็ยังเป็นบรรดาคนที่ได้เปรียบในระบอบเผด็จการที่ดำรงอยู่

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้พูดในแง่ลบ แต่โดยทั่วไปแล้ว การเลือกตั้งไม่ว่าจะในระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตยนั้นรัฐบาลเดิมมักจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ส่วนผู้ที่สนใจความสัมพันธ์ของระบอบเผด็จการกับการเลือกตั้ง เชิญอ่านงานเก่าของผมได้ที่ “เผด็จการกับการเลือกตั้ง” (มติชนรายวันฉบับวันที่ 23 พ.ค.2560)

2.เราต้องทำความเข้าใจว่า ประชาชนจะใช้ระบบวิธีคิดอะไรในการไปเลือกตั้ง เขาจะเปิดเผยความต้องการจริงในการเลือกตั้งได้ไหม หรือเขาจะคิดคำนวณแล้วพบว่า เขาควรจะเปลี่ยนทางเลือกและความยึดถือในพรรคการเมืองของเขา เพื่อให้เขาได้รับสิ่งที่เข้าต้องการได้

เรามักจะมีคติแบบโลกสวยว่า การเลือกตั้ง คือการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน หรือไม่ก็มองว่า การเลือกตั้งคือการที่ประชาชนถูกจูงจมูกจากนักการเมือง

ขณะที่งานวิจัยทางรัฐศาสตร์นั้น เสนอให้เราเห็นใน 2 เรื่องสำคัญ

หนึ่งคือ การเลือกตั้งนั้นบางครั้งเป็นเรื่องของการเลือกตามยุทธศาสตร์ของผู้ลงคะแนน เขาอาจไม่ได้เลือกตามที่เขาต้องการจริง แต่เขาเลือกตามเงื่อนไขที่เขาคำนวณแล้วว่าจะได้ประโยชน์ที่สุด

สองคือ การเลือกตั้งนั้นอาจไม่ใช่เรื่องอันงดงามทางอุดมการณ์ แต่อาจเป็นเรื่องของการคาดคำนวณของผู้เลือกเพื่อทำให้เขาสามารถแย่งชิงทรัพยากรของรัฐมาไว้ในพื้นที่ของเขาให้ได้มากที่สุด

3.เราต้องทำความเข้าใจตัวฝ่ายค้านว่า จะมีส่วนทำให้ประชาธิปไตยนั้นตั้งมั่นและยั่งยืนได้แค่ไหน ซึ่งในกรณีของการเลือกตั้งในรอบนี้ เราต้องพิจารณาทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ด้วย

ในกระบวนการศึกษาการเลือกตั้งในสังคมเผด็จการนั้น บ่อยครั้งเราพบว่า การเลือกตั้งเกิดขึ้นเพราะฝ่ายเผด็จการเองต้องการสร้างเงื่อนไขเชิงสถาบันให้เกิดการแบ่งปันอำนาจกันระหว่างเผด็จการกับผู้นำทางการเมืองกลุ่มต่างๆ

ขณะที่ในอุดมคตินั้น การเลือกตั้งในสังคมเผด็จการคือการที่ประชาชนเลือกผู้ปกครอง แต่ในเผด็จการนั้นผู้ปกครองสร้างระบบเลือกตั้งเพื่อแบ่งปันอำนาจกันกับชนชั้นนำต่างๆ ซึ่งในแง่นี้ฝ่ายค้านก็ถูกนับรวมเป็นชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งเช่นกัน

ฝ่ายค้านก็มีทางเลือก เช่น จะร่วมสังฆกรรมด้วย หรือจะปฏิเสธการเข้าร่วมในโครงสร้างอำนาจนั้น

ลองคิดใหม่ว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยปฏิเสธไม่เข้าร่วมเลือกตั้งดูบ้าง จะส่งผลให้การเมืองเปลี่ยนไปอย่างไร หรือประชาธิปัตย์ยังไม่เข้าร่วมเลือกตั้งอีกสักครั้ง?

4.เราต้องพิจารณาโครงสร้างแวดล้อมระบบเลือกตั้งในรอบนี้้ โดยเฉพาะตัวกรรมการการเลือกตั้ง และสื่อมวลชน สิ่งที่จะต้องมีเพิ่มเติมจากนั้น คือระบบประชาสังคมและเครือข่ายการติดตามการเลือกตั้งที่จะคอยประสานและกดดันไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสื่อมวลชน เพื่อให้การเลือกตั้งมีมากกว่าเรื่องของตัวกระบวนการในช่วงหาเสียงและวันเลือกตั้ง แต่หมายถึงการพิจารณาและติดตามประเด็นในเรื่องของการเลือกตั้ง ที่มากกว่าเรื่องเทคนิคและเงื่อนไขคุณสมบัติตามกฎหมาย

แน่นอนว่าการเริ่มมีความชัดเจนในการจะนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นเรื่องดี แต่สังคมเองต้องมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งมากขึ้น ไม่ใช่รอแค่กฎหมายลูกไม่กี่ตัวที่จะคลอดในไม่นานนี้ และยิ่งเมื่อบรรยากาศของการประกอบสร้างโครงสร้างทางการเมืองในรอบนี้ไม่ค่อยได้นับรวมเสียงของประชาชนเข้าไปมากนัก ประชาชนก็ยิ่งจะต้องเริ่มคิดเริ่มวางแผนในการรับมือกับการเลือกตั้งในรอบนี้ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นั่นแหละครับ

ไม่งั้นการเลือกตั้งในรอบนี้นอกจากจะไม่เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยแล้ว การเลือกตั้งในรอบนี้จะเป็นเพียงแค่การแบ่งอำนาจกันของเผด็จการใหม่กับชนชั้นนำที่เคยมีอำนาจในประชาธิปไตยแบบเดิมเท่านั้นเอง



หมายเหตุ – สำหรับงานวิจัยในเรื่องการเลือกตั้งในสังคมเผด็จการ อาจศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Jennifer Ganshi and Elen Lust-Okar. 2009. Election Under Authoritarianism. Annual Review of Political Science. 403-422



ที่มา: matichon.co.th


Posted: 19 Oct 2017 12:43 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

จตุพร คู่กรณี Max Nano ถูกรุมอัด ผู้ก่อเหตุอ้างอีกฝ่ายนั่งกระดิกเท้าตามเสียงดนตรี ที่ทางร้านเปิดเพลงแสดงความอาลัย ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ถาม ใช่คนที่มีเรื่องกับ Max Nano ไหม? และถามอีกว่า ทำไมมึงไม่รักในหลวง ? ก่อนปรี่เข้าทำร้าย

19 ต.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (18 ต.ค.60) เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม' โพสต์ภาพพร้อมขอ้ความระบุว่า หลังจากที่ให้ผู้เสียหาย หรือน้องไก่ (จตุพร จันทจิตร์) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มาทำร้ายร่างกาย คู่กรณี สองพี่น้องได้มาที่โรงพักเพื่อแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยทางชมรมฯ ได้สอบถามถึงสาเหตุที่ได้มีการรุมทำร้ายน้องไก่ สรุปก็คือเกิดจากความเมา และจำได้ว่าน้องไก่ เคยออกรายการทีวีเกี่ยวกับ max nano จึงร่วมกับน้องชายรุมทำร้ายเพราะหมั่นไส้ หาว่านั่งกระดิกเท้าใส่ โดยยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ และขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เมฆ มังกรบินแต่อย่างใด

วันนี้ (19 ต.ค.60) เว็บไซต์เรื่องเล่าเช้านี้ รายงานรายละเอียดว่า จตุพร ได้เข้าแจ้งความตร.สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยเล่าว่าเมื่อกลางดึก คืนวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนเดินทางมาจากบ้าน ใน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม มานั่งดื่มสังสรรค์ที่ร้านแห่งหนึ่ง ในอำเภออู่ทอง ดื่มอยู่สักพัก ก็มีชายแปลกหน้าเดินเข้ามาถามว่า ใช่คนที่มีเรื่องกับ..(ชื่อยี่ห้อ Max Nano)..หรือไม่ ตอนนั้นตนเข้าใจว่า อีกฝ่ายจำได้ จากการที่ตนไปออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ จึงตอบไปว่าใช่ อีกฝ่ายจึงถามอีกว่า ทำไมมึงไม่รักในหลวง ก่อนปรี่เข้ามาทำร้าย หลังจากนั้นก็มีพรรคพวกของชายแปลกหน้าเข้ามารุมทำร้ายอีก รวมทั้งหมด 2 คน ตนจึงไม่เข้าใจว่า สาเหตุที่แท้จริง ที่ตนถูกทำร้ายนั้นมาจากเรื่องใด

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อู่ทอง สืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย จึงนำตัวทั้งสองคนมาสอบสวน โดยทั้งสองรับสารภาพว่า คืนเกิดเหตุ พวกตนมานั่งดื่มสุราใกล้กับโต๊ะของจตุพร และได้ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกายจตุพรจริง
รายงานข่าวระบุด้วยว่า สาเหตุที่เข้าไปทำร้าย เนื่องจากช่วงที่ร้านกำลังจะปิด ทางร้านเปิดเพลงแสดงความอาลัย ในหลวงรัชกาล ที่ 9 พวกตนเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งกระดิกเท้าตามเสียงดนตรี เกิดความไม่พอใจ เห็นว่าอีกฝ่ายแสดงกริยาไม่เหมาะสม จึงได้ร่วมกันรุมทำร้ายร่างกาย จตุพร

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ เพิ่มเติมแล้ว ทราบว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ของ เมฆ มังกรบิน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมฆ มังกรบินแต่อย่างใด โดย จตุพร ยืนยันว่า ตอนเกิดเหตุ ตนไม่ได้กระดิกเท้าตามเสียงเพลง ตามที่คนร้ายกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ก็ได้มาเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ตนได้เรียกค่าเสียหายไปเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โดยทางผู้ก่อเหตุได้ขอต่อรอง ชดใช้ค่าเสียหาย 25,000 บาท

โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยไกล่เกลี่ย จตุพรจึงยินยอมรับค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว และไม่ติดใจดำเนินคดีต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเปรียบเทียบปรับเป็นเงินคนละ 500 บาท ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ก่อนทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไป

รายงานข่าวระบุจต่อว่า ในเวลาต่อมา ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม' มีการแก้ไขข้อความเพิ่มเติม เกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเรื่องไม่พอใจเกี่ยวกับการกระดิกเท้า ไม่เกี่ยวกับสารเคลือบเครื่องยนต์

ด้าน เกริกพล จงเอื้อมกลาง หรือ เมฆ มังกรบิน ก็ได้นำภาพโพสต์ของ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไปโพสต์ใน แฟนเพจของตัวเอง พร้อมเขียนข้อความเชิงประชดประชันว่า นี่ถ้าเมียท้อง ก็คงโทษผม และ..(ชื่อยี่ห้อ max nano)..เช่นเคย ทำไมไม่โทษตัวเองบ้างครับ เอาอย่างนี้ ผมขอโทษละกัน ที่เราเกิดมาโลกใบเดียวกัน

สำหรับ จตุพร เดลินิวส์ รายงานว่า ก่อนหน้านี้ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที 20 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากเขาและผู้เสียหาย 10 ราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธราดล เหมพัฒน์ รอง ผกก (สอบสวน)กก.6 บก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิดกับ เกริกพล จงเอื้อมกลาง หรือ "เมฆ มังกรบิน" เจ้าของผลิตภัณฑ์ สารหล่อลื่นยี่ห้อ “แม็กซ์ นาโน (Max Nano)” หลังจากนำผลิตภัณฑ์ สารหล่อลื่นยี่ห้อดังกล่าวไปเติมใส่ลงไปในเครื่องยนต์ แต่เครื่องยนต์รถกลับได้รับความเสียหาย โดยนำผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่เสียหาย มามอบให้ประกอบการพิจารณาคดี

ขณะที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา Voice TV รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เผยผลการดำเนินการกรณี 'สารเคลือบเครื่องยนต์ Max Nano' โดยสคบ.ได้ดำเนินการส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และสถาบันยานยนต์เพื่อตรวจสอบในประเด็น ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก พิจารณาประกอบคำชี้แจงของผู้ประกอบธุรกิจ Max Nano Super Series แล้วพบว่า มีความผิดโดยจัดทำฉลากสินค้าอันเป็นเท็จและบางส่วนไม่ถูกต้อง เห็นควรใช้อำนาจตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ มาตรา 33 ออกคำสั่งให้ยกเลิกใช้ข้อความบรรยายสรรพคุณดังกล่าวลงในฉลากผลิตภัณฑ์ และให้ผู้ประกอบธุรกิจแก้ไขข้อความฉลากสินค้าให้ถูกต้อง


Posted: 19 Oct 2017 12:57 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นิธิ เอียวศรีวงศ์

โฆษณาของสำนักงานสลากกินแบ่งที่ผมได้เห็นทางทีวี ย้ำความซื่อสัตย์โปร่งใสในการดำเนินงาน มีภาพการออกสลากที่มีกระบวนการที่ทำให้เจ้าหน้าที่และกรรมการที่เชิญมา จะล็อกเลขไม่ได้ง่ายๆ

แต่นักเล่นจำนวนมากที่ผมได้พบต่างก็เชื่อว่า เฮ้ย หวยล็อกทั้งนั้นแหละ จะใครล็อก ล็อกอย่างไร และล็อกทำไม ต่างคนต่างกลุ่มก็มีเรื่องเล่าของตน ซ้ำกันบ้างไม่ซ้ำกันบ้าง บางเรื่องที่เล่ากันก็โลดโผนจนน่าตกใจ

กระเทือนต่ออุปสงค์ของหวยรัฐบาลหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่กระเทือนอะไรทั้งสิ้น เพราะแม้แต่คนที่เชื่อว่าหวยถูกล็อก ก็ยังซื้อทุกงวดอย่างไม่ลังเล

ผมถามเขาว่า ถ้าเชื่อว่าล็อกแล้วจะซื้อทำไม คำตอบของเขามีตรรกะกว่าคำถามของผมตั้งแยะ เขาบอกว่าล็อกก็ออกเลขหนึ่ง ไม่ล็อกก็ออกเลขหนึ่ง ทั้งสองอย่างคือเลขที่เขาต้องเสี่ยงเท่ากัน และเขาก็ประกันความเสี่ยงไว้อย่างสุดความสามารถแล้ว นับตั้งแต่ตีใบ้หวยของอาจารย์ หรือขูดต้นไม้มาหมดแล้ว

จริงของเขานั่นแหละ แต่ก่อนเมื่อเป็นหวย ก. ข. นายบ่อนเป็นคนเลือกพยัญชนะเอาเอง เขาก็ยังเล่นกันมาแล้ว การแทงหวยคือแทงใจนายบ่อน หรือแทงใจคนล็อกเลขต่างหาก ใครบอกว่าแทงตัวอักษรหรือตัวเลขกันเล่า

แต่ถ้าหวยรัฐบาลถูกล็อกจริง ย่อมหมายความว่ามีบางคนเอาเปรียบคนอื่น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยขูดต้นไม้ ร้ายไปกว่านั้นก็คือเมื่อรัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่กลับปล่อยให้มีการล็อคเลขรางวัลได้ เราจะปล่อยให้รัฐบาลที่ไว้ใจไม่ได้เช่นนี้ไปทำอะไรอื่นที่สำคัญกว่าออกหวยได้อย่างไร

ผมอยากเดาว่า เขาคงเห็นด้วยหมดนั่นแหละ และหากผมจะไปทำอะไรเพื่อให้เลิกล็อกหวย เขาก็คงอวยพรให้ผมโชคดี แต่เขาจะแทงหวยต่อไป ไม่ว่าจะล็อกหรือไม่ล็อก เผื่อโชควิ่งมาหาเขา ถ้าเขาไม่ได้เปิดประตูนำโชคไว้ โชคที่ไหนมันจะปีนรั้วเข้ามาล่ะครับ

น่าสังเกตจากคำตอบของเขา (ซึ่งที่จริงไม่ใช่คำตอบของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ประมวลมาจากคำตอบ-คำสนทนากับนักแทงหวยหลายคน) ว่าโชคเป็นเกือบเหมือนกับพลังธรรมชาติ คือมันทำงานของมันเองเหมือนฟ้าผ่า มันจะผ่าลงกระบาลใครก็ได้

แต่ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว ถ้าเรามีความรู้บ้างก็พอจะหลีกเลี่ยงหรือเหนี่ยวนำโชคได้บ้าง เหมือนฟ้าผ่าแหละครับ อย่าออกไปยืนกลางทุ่งยามฟ้าคะนองก็คือเลี่ยงถูกฟ้าผ่า หรือทำสายล่อฟ้าคือเหนี่ยวนำให้ผ่าให้ถูกที่ แต่ความรู้ที่จะกำกับควบคุมโชค หรือรู้ว่าโชคและฟ้าผ่าจะอยู่ที่ไหน เป็นความรู้เกี่ยวกับพลังอื่นๆ ที่อยู่เหนือโชคอีกทีหนึ่ง พลังนั้นอาจมาจากเทพารักษ์, ลูกวัวห้าขา, พระภิกษุที่มีวิทยาคุณ, กฎแห่งกรรม, หรือการภาวนาในรูปใดรูปหนึ่งจนเกิดพลังที่อาจกำกับโชคได้
มิน่าเล่า เขาถึงบอกว่าไสยศาสตร์คือแม่ของวิทยาศาสตร์

น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า การกำกับโชค (ดีหรือร้ายก็ตาม) เป็นภาระของแต่ละคนจะต้องช่วยตัวเอง วิ่งหาพระ, เจ้าพ่อ, หมอผี, หรือทำบุญให้ทานเอาเอง ไม่มีพลังอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในโลกปัจจุบันมาช่วย นั่นคือพลังทางสังคมที่จะกำกับควบคุมพลังอื่นๆ ที่อยู่นอกตัวเรา

ถ้าอย่างนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ไทยก็ไม่น่าจะมีความเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีหรือไม่มีการจัดตั้งเบื้องหลังเลยก็ตาม ใช่หรือไม่

แต่เท่าที่ความรู้ของผมมี มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ พอมีเหมือนกัน และอาจจะหลายครั้งพอสมควรด้วย ขอพูดถึงเพียงสองสามเรื่อง

ในปลายสมัยพระนารายณ์ครั้งกรุงศรีอยุธยา บาทหลวงฝรั่งเศสคนหนึ่งรายงานว่า ประชาชนตั้งแต่ลพบุรีลงมาถึงอยุธยา ต่างถือมีดถือไม้ออกมาแสดงความโกรธเคืองพวกเข้ารีต, นักสอนศาสนา และฟอลคอนซึ่งตามความเข้าใจของชาวบ้านคือต้นเหตุของการเผยแผ่ศาสนาเข้ารีตในเมืองไทย

บาทหลวงฝรั่งเศสคนนั้นไม่ได้เข้าใจว่าเป็นม็อบจัดตั้ง แต่เกิดขึ้นโดยความพร้อมใจของประชาชนเอง (ได้ยังไงท่านก็ไม่ได้บอกไว้)

กบฏคนเล็กคนน้อยที่เกิดขึ้นบ่อยในปลายอยุธยา คงเป็นส่วนผสมของทั้งกบฏไพร่, กบฏชาวนา กบฏพระศรีอาริย์, และกบฏขุนนางเล็กๆ ระดับท้องถิ่น ปะปนกันไปอย่างแยกไม่ออก นี่ก็น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมเหมือนกัน แม้ต้องมีการจัดตั้งอยู่เบื้องหลังบ้างเป็นปรกติของความเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งหลายในโลก

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ความเคลื่อนไหวที่เป็นกลุ่มก้อน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน จนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมไทย หากจะเกิดขึ้นก็เพราะมีคนใหญ่คนโตบางคนหรือบางกลุ่ม ฉวยใช้การเคลื่อนไหวของประชาชนไปเป็นประโยชน์ทางการเมืองตน

ตรงกันข้ามกับที่ไม่ค่อยเชื่อว่าพลังทางสังคมอาจเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาได้ ก็คือไม่ค่อยเห็นความสำคัญของสังคมว่าเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาได้ เราเห็นบุคคลเป็นทั้งตัวปัญหาและแก้ปัญหามากกว่า คนไม่ดีได้อำนาจจึงทำให้บ้านเมืองไม่ก้าวหน้า วิธีแก้ก็คือหาคนดีมามีอำนาจแทน และป้องกันมิให้คนไม่ดีได้อำนาจอีกเลย

นอกจากวิธีคิดแบบนี้จะทำให้คนจำนวนมากต่างอ้างตัวเองว่าเป็นคนดีเพื่อเข้าถึงอำนาจ (และทรัพย์ด้วย) แล้ว ยังเป็นเหตุที่ทำให้วิชาสังคมศาสตร์ไม่ค่อยได้รับความสำคัญ เพราะสังคมศาสตร์ตั้งอยู่บนสมมติฐานเบื้องต้นว่าปรากฏการณ์ทางสังคมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่น้อยไปกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้น มีกำเนิดมาจากปัจจัยทางสังคมหลากหลายอย่าง ที่ทำกิริยาและปฏิกิริยาต่อกันอย่างสลับซับซ้อน ถ้าไม่ยอมรับสมมติฐานนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปรู้ว่าเขานับญาติกันอย่างไร สิ่งที่เขายึดถือว่าเป็นอัตลักษณ์ของตัวเขาคืออะไร และทำไมจึงไปยึดถืออย่างนั้น ฯลฯ

นอกจากสังคมศาสตร์ไม่เจริญก้าวหน้าในเมืองไทยแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่มีวันลงรากหยั่งลึกในประเทศนี้ได้เหมือนกัน เพราะประชาธิปไตยเป็นระบบเดียวในโลกที่ปลดปล่อยพลังทางสังคมให้ออกมาปฏิบัติการอย่างเต็มที่ที่สุด ไม่ใช่เพื่อให้ประเทศปลอดโกง หรือหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง หรือปฏิรูปอะไรทั้งนั้น แต่เพื่อทำให้เกิดการถ่วงดุลกันเองระหว่างกลุ่มต่างๆ จนกระทั่งประเทศจะไม่อาจเดินไปทางที่สุ่มเสี่ยงเกินไปได้

ในสังคมสมัยใหม่ พลังทางสังคมแสดงออกได้ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ต่างๆ ที่สำคัญคือการสื่อสารคมนาคมที่ข้ามกลุ่มเฉพาะไปยังสังคมวงกว้าง ดังนั้น สื่อเสรีเท่าเทียม, เวทีวิชาการเสรีเท่าเทียม, การอภิปรายทางการเมืองเสรีเท่าเทียม, การหาเสียงเสรีเท่าเทียม, การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเสรีเท่าเทียม, การชุมนุมเสรีเท่าเทียม ฯลฯ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดพลังทางสังคมในสังคมสมัยใหม่ได้ พลังทางสังคมทำงานได้ ประชาธิปไตยก็เดินต่อไปได้ อะไรที่สุดโต่งสุ่มเสี่ยงเช่นการรัฐประหารก็เกิดไม่ได้

(ผมขอออกนอกเรื่องตรงนี้ด้วยว่า เราชอบคิดว่ารัฐประหารสุ่มเสี่ยงตรงที่เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษสูง หากพลาดก็ต้องรับโทษหนัก แต่ที่จริงความสุ่มเสี่ยงในการยึดอำนาจ แม้แต่ยึดเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตย เกิดแก่สังคมโดยรวม เพราะผู้ยึดอำนาจย่อมไม่ปล่อยให้พลังทางสังคมทำงานอย่างเต็มที่ และมักดำเนินนโยบายสุ่มเสี่ยงต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของตนไว้ แม้แต่คณะราษฎรเองก็แปรผันไปสู่แนวโน้มเผด็จการในระยะเวลาไม่นาน เพราะปฏิปักษ์ปฏิวัติมุ่งทำลายล้างคณะราษฎรด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญทุกอย่าง)

แต่ก็อย่างที่เรารู้อยู่แล้ว เครื่องมือของสังคมสมัยใหม่เหล่านี้ถูกขัดขวางไม่ให้พัฒนาไปอย่างเต็มที่ในสังคมไทยตลอดมา ตกอยู่ในสภาพพิกลพิการ จนไม่อาจรองรับความเคลื่อนไหวโดยสงบในสังคมไทยได้ สังคมไทยปัจจุบันกับสังคมไทยสมัยพระนารายณ์อาจไม่ต่างกัน หากจะมีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ก็ต้องผ่านความรุนแรง เคลื่อนไหวกันด้วยอารมณ์โกรธเกลียด โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้อย่างไร

อย่างสำนวนของสื่อโซเชียลว่า “ดราม่า” นั้น ใช่เลย


ใช่ว่าการเคลื่อนไหว “ดราม่า” จะไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสียเลย อาจเกิดก็ได้ แต่เกิดในทิศทางที่ไม่มีใครคาดหวังมาก่อน เพราะการเคลื่อนไหว “ดราม่า” ไม่มีแผนการอนาคตที่ชัดเจนแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการวางแผนลำดับขั้นตอนเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆ จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวนั้นจะถูกฉวยใช้ไปเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและ/หรือกำไรของตน

การเคลื่อนไหว “นกหวีด” เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด แม้ว่ามีการวางแผนของชนชั้นนำร่วมด้วย แต่ด้วยกำลังอำนาจของ “ดราม่า” ต่างหาก ที่ทำให้มีผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลามเช่นนี้ แล้วในที่สุดก็มีผู้ฉวยใช้ประโยชน์ของความเคลื่อนไหว “ดราม่า” นี้ไปในทางการเมืองจนได้

ท่ามกลางความอยุติธรรมที่เราประสบอยู่ ความอยุติธรรมในทุกทาง-กระบวนการยุติธรรม, เศรษฐกิจ, การเมือง, สถานภาพทางสังคม, ฯลฯ – จะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร ก็คงต้องมีความเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างใหญ่อีกนั่นแหละ แต่หากมองจากวัฒนธรรมไทยตั้งแต่ปลายอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นการเคลื่อนไหว “ดราม่า” อีกเหมือนเคย ซึ่งก็คงมีคนบางกลุ่มฉวยใช้ความเคลื่อนไหวนั้น เพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างที่พระเพทราชาเคยทำมาแล้ว
ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ก็ไม่มีวันถึงรากถึงโคนพอที่จะทำให้สังคมเปลี่ยนไปได้มากนัก “ดราม่า” ที่ไหนๆ ก็ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนรูปของสังคมได้จริงทั้งนั้น



ที่มา: MatichonWeekly.com

Posted: 19 Oct 2017 01:46 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

ชีวิต LGBT ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กลางความไม่สงบ 13 ปี เพราะต่างจึงเจ็บปวด การต่อรองและแตกหักระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศและอัตลักษณ์ทางศาสนา


“...เกิดเปนอิสลามแท้ๆ แต่ไม่สามารถเข้าฟังบรรยายธรรมได้ ไม่ใช่ถูกห้ามจากผู้บรรยายหรือเจ้าของงานแต่อย่างใด แต่ถูกด่าจากชาวบ้านแค่ไม่กี่คนที่ด้อยความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง อาจจะใช่ที่เราเกิดมาแบบนี้ คือตราบาปของเรา แต่เราสามารถที่จะเป็นคนดีได้ อิสลามคือการตักเตือน ไม่ใช่การด่าทอที่รุนแรง

“...บางคนโดนกระทำด้วยการปาหินใส่หัว มีดจ่อคอ มีดจี้ท้อง (นี่เป็นประสบการโดยตรงที่ตัวเองพบเจอ) บางคนโดนปาน้ำฉี่ โดนเตะตบต่อยสารพัด บางคนโดนทำร้ายร่างกายเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพียงแต่ความสะใจของอีกฝ่ายเท่านั้น ทั้งเตะต่อยถีบเหยียบหน้า ไม่ข่มขืน ไม่เอาทรัพสินใดๆ ฟังแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องตลก แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นกับน้องกะเทยบ้านเราในอำเภอเจาะไอร้อง

“...ยิ่งกว่านั้นคือ แถวบ้านเราชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพกรีดยาง ไม่อยากจะเชื่อว่า ชาวบ้านบางคนเอาอาชีพของตนมาเป็นอาวุธทำร้ายพวกเรากันเอง โดยการเอาน้ำยางพาราใส่ถุง เขวี้ยงใส่พวกเราโดยไม่ลังเล น้ำยางติดหนังหัว ติดผม ขน แขน เราต่างก็รีบโกนกันไป พวกเรากะเทยสามจังหวัดชายแดนใต้โดนกระทำอย่างที่ได้กล่าวมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกือบทุกครั้งเราต้องยอม ทำอะไรไม่ได้เลย หรือทำได้ก็แค่กะเทยส่วนหนึ่งที่คิดสู้และปกป้องตัวเอง

“...ปัญหาส่วนใหญ่ของพี่ๆ ทั้งสามภาค โดยรวมแล้วคือปัญหาขัดแย้งกับครอบครัวและสังคมเท่านั้นเอง ต่างจากเราภาคใต้ ปัญหาใหญ่นอกจากสังคม ครอบครัวแล้ว ยังมีศาสนาที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างความเป็นตัวเราและศาสนาที่นับถือ นั่นคือเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ พี่ๆ สามภาคยังพุดเลยว่า ปัญหาของพี่ที่ว่าใหญ่แล้ว เจอปัญหาน้องๆ ภาคใต้ คือใหญ่มากยิ่งกว่า...”

ข้อความที่กะเทยมุสลิมคนหนึ่งส่งถึงบุษยมาส อิศดุล หรือที่เยาวชนหลายคนในพื้นที่ยะลาเรียกเธอว่า แม่แอน บ้านบุญเต็ม ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่เยาวชนที่เป็นคนหลากหลายทางเพศในพื้นที่ยามเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ขมขื่นในชีวิตเพียงเพราะเพศที่แตกต่าง

กรณีข้างต้นตอกย้ำว่าการทำร้ายร่างกายคนหลากหลายทางเพศมีอยู่จริง มิติทางศาสนาและวิถีชีวิตในพื้นที่ทวีความซับซ้อนของปัญหานี้ บุษยมาสเล่าว่า ทอมบางรายถูกเจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายร่างกายแต่ไม่ยอมแจ้งความเอาผิด หวั่นเกรงอำนาจอิทธิพลนั่นส่วนหนึ่ง แต่ไม่เท่าหวั่นกลัวว่าทางบ้านจะรับรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตน

............

ย่านตัวเมืองปัตตานียามเย็น ณ ริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี เสียงอาซานหรือเสียงเรียกละหมาดดังแผ่คลุมเวิ้งน้ำทั้งสองฟาก ดังที่รู้ การละหมาดคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวมุสลิม คือการปฏิบัติศาสนกิจที่มุสลิมที่ดีไม่อาจละเลย มุสลิมที่ระบุอัตลักษณ์ทางเพศของตนเป็นกะเทยเช่นเธอข้างบนนั้น ในสายตาของคนในชุมชน การเป็นกะเทยกับการเป็นมุสลิมที่ดีไม่สามารถอยู่ในตัวคนคนเดียวได้

คัมภีร์อัลกุรอานบัญญัติว่า พระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีเพียงสองเพศเท่านั้นคือชายและหญิง เพศนอกเหนือจากนี้คือบาป

ศาสนาพุทธแบบรัฐไทยเองก็ไม่ให้การยอมรับคนหลากหลายทางเพศ เพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่อิทธิพลของศาสนาพุทธกลับไม่ส่งผลต่อชีวิตคนกลุ่มนี้มากนัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะสังคมไทยให้การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ศาสนาพุทธมีระยะห่างจากชีวิตประจำวันผู้คน ซึ่งแตกต่างจากอิสลามที่แทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีชีวิต

งานสำรวจ ‘การเคารพคนข้ามเพศเปรียบเทียบกับการเกลียดกลัวคนข้ามเพศ ประสบการณ์ทางสังคมของคนข้ามเพศในประเทศไทย’ ที่จัดทำโดยเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 202 คน ร้อยละ 77 สามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศในสถาบันศาสนาได้ตลอดเวลา ร้อยละ 8 สามารถเปิดเผยได้ในบางเวลา

ผู้ตอบแบบสอบถาม 161 คน ร้อยละ 42 เห็นว่าอัตลักษณ์ทางเพศของตนได้รับการให้คุณค่าในชุมชนและสถาบันทางศาสนา ขณะที่ร้อยละ 58 ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น งานชิ้นดังกล่าวยังระบุอีกว่า ร้อยละ 97 ไม่เคยถูกปฏิเสธห้ามไม่ให้เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ร้อยละ 1 เข้าร่วมได้แต่ต้องปิดบังความเป็นคนข้ามเพศ และร้อยละ 2 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

.............

ปืน 413 กระบอกถูกปล้นในคืนวันที่ 4 มกราคม 2547 จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์หรือค่ายปิเหล็ง ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มันถูกตอกหมุดหมายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหม่ จวนเจียน 14 ปี สันติภาพยังห่างไกล

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ อัตลักษณ์ความเป็นมลายู ความเป็นปัตตานี ความเป็นมุสลิม ทับซ้อน เกาะเกี่ยวกันจนยากที่คนนอกจะเข้าใจ ฝั่งนักวิชาการก็ไม่แน่ว่ามีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว ทว่า สิ่งที่พอจะระบุได้ก็คือ อัตลักษณ์คืออีกแนวรบหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับสยามหรือซีแย

สนทนากับผู้คนในปัตตานี คำว่า ซีแยมาจากคำว่าสยามก็จริง แต่ดูจะกินความไปถึงความเป็นคนนอกศาสนาอิสลามด้วย ผมมีข้อสันนิษฐานว่า กว่า 13 ปีของเหตุการณ์ความไม่สงบ อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมถูกขับเน้นให้เข้มข้นขึ้นเพื่อบอกว่า ฉันเป็นใครและคุณไม่เหมือนฉัน วิถีปฏิบัติที่คลุกเคล้ากันอยู่ระหว่างจารีตวัฒนธรรมท้องถิ่นกับหลักการของอิสลามเปลี่ยนไป ประการหลังมีอิทธิพลมากขึ้น ชีวิตทางศาสนาเคร่งครัดและแน่นหนาขึ้น

มนุษย์ไม่ได้สวมใส่อัตลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว หากอัตลักษณ์ต่างๆ ในตัวพอจะไปทางเดียวกันได้ ชีวิตคงไม่ยาก แต่ถ้าอัตลักษณ์สองอัตลักษณ์ (หรือมากกว่านั้น) ปะทะกันรุนแรง ยากประนีประนอม บางครั้งโศกนาฏกรรมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

อันธิฌา แสงชัย จากคณะคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และเจ้าของร้านหนังสือบูคู มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน

“ในตัวบทคัมภีร์ของศาสนาอิสลามมีการระบุไว้อย่างเข้มแข็งชัดเจนถึงความบาปของแอลจีบีทีหรือคนที่รักเพศเดียวกัน เมื่ออัตลักษณ์ทางศาสนาเข้มข้นมากขึ้น เรื่องเพศจึงละเอียดอ่อนและมีความสำคัญมากขึ้นมาทันที เพราะถ้าที่สิ่งที่อยู่ในคัมภีร์ไม่ถูกให้ความสำคัญก็แปลว่ามันอ่อนแอ คนที่พยายามสร้างความเป็นอิสลามที่เข้มข้นในพื้นที่ จึงผลักหลายสิ่งอย่างที่ไม่ได้รับการรับรองในตัวบทออกไป”

โดยทั่วไปคัมภีร์ในทุกศาสนาจะมีการถกเถียง การตีความที่หลากหลาย ต่อสู้ ต่อรองทางความคิดในการตีความ ซึ่งอันธิฌาเห็นว่ามิตินี้ในช่วงหลังๆ ขาดหายไปจากพื้นที่ ส่วนหนึ่งเพราะความต้องการย้อนกลับไปยึดมั่นกับตัวคัมภีร์แบบแน่นหนา แต่ก็ถูกผูกขาดโดยคนบางกลุ่ม ไม่มีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้ถกเถียงเรื่องนี้

“มันเปราะบางมากๆ เพราะเขาจะเข้าใจว่าถกเถียงแปลว่าอ่อนแอ แปลว่าไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา ซึ่งเรื่องศรัทธาในศาสนาเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้น เวลาที่เราอยากตั้งคำถามบางเรื่องจึงถูกเลี่ยงหรือไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่ทำ

“เด็กรุ่นใหม่จะบอกว่าคัมภีร์ระบุแบบนี้ คนแบบนี้ผิด เราจะเห็นได้ชัดเจนมากกับเยาวชนมุสลิมรุ่นใหม่ในสามจังหวัดซึ่งต่างจากที่อื่นที่มีการปรับตัว ตอบคำถาม หรือประนีประนอมกับวัฒนธรรมอื่นได้มากกว่า ที่นี่เรากลับไม่ค่อยเห็นเด็กที่กล้าตั้งคำถามกับจารีต กับชุมชน กับวัฒนธรรมของตนเอง หรือความผิดพลาดล้มเหลวที่เกิดในชุมชนโดยผู้นำของตนเอง แต่จะวิพากษ์วิจารณ์โลกข้างนอก คุณค่าแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่คุณค่ากระแสหลักในสามจังหวัด และมองว่าคนที่นี่ถูกกดขี่แบบมิติเดียว เขาเกิดมาในสภาพที่มีความรุนแรงและยาวนานมา 13 ปี ถูกหล่อหลอม มองเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่มากมาย แต่คำตอบที่เกิดขึ้นคือการทำให้เป็นอิสลาม (Islamization) การปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่ ปฏิเสธสิ่งอื่นที่เขาคิดว่าเข้ามาคุกคาม เข้ามาทำให้สังคมเขาอ่อนแอ” เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของอันธิฌา

.............

ประโยคแรกในคัมภีร์อัลกุรอานบัญญัติไว้ว่า ‘ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ’ เป็นประโยคที่กระจายอยู่ตลอดทั้งเล่ม


“ในตัวบทคัมภีร์ของศาสนาอิสลามมีการระบุไว้อย่างเข้มแข็งชัดเจนถึงความบาปของแอลจีบีทีหรือคนที่รักเพศเดียวกัน เมื่ออัตลักษณ์ทางศาสนาเข้มข้นมากขึ้น เรื่องเพศจึงละเอียดอ่อนและมีความสำคัญมากขึ้นมาทันที เพราะถ้าที่สิ่งที่อยู่ในคัมภีร์ไม่ถูกให้ความสำคัญก็แปลว่ามันอ่อนแอ คนที่พยายามสร้างความเป็นอิสลามที่เข้มข้นในพื้นที่ จึงผลักหลายสิ่งอย่างที่ไม่ได้รับการรับรองในตัวบทออกไป”

อันธิฌาพูดกับผมว่า ในคัมภีร์พูดถึงความหลากหลายทางเพศน้อยมากก็จริง ถึงกระนั้น คำว่าความเมตตา ความรัก ภราดรภาพกลับมีอยู่มากมาย แต่กลายเป็นว่าคำเหล่านี้ถูกละเลย ส่วนตัวเธอไม่ได้คิดว่าศาสนาคือสาเหตุหลักของปรากฏการณ์ความรุนแรง การกีดกัน การเลือกปฏิบัติ หรือความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มแอลจีบีที แต่เป็นเพราะจารีตทางสังคมมากกว่า เนื่องจากเธอเองก็ประสบพบเจอสังคมมุสลิมที่ก้าวหน้าในการนำหลักศาสนาไปแก้ปัญหาทางเพศในสังคมสมัยใหม่และเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ

“เราคิดว่าเวลาพูดว่าจารีต คงเป็นความเข้าใจเรื่องจารีตผ่านคนบางกลุ่มมากกว่า ถ้าระดับชาวบ้านจริงๆ ที่อยู่ในชุมชน เราพบน้องบางคนที่มาเตะบอล เป็นทอม ไม่ใส่ฮิญาบ เตะในหมู่บ้าน เติบโตที่นั่น มีแฟนเป็นผู้หญิง เขาก็อยู่ได้ในชุมชน มันก็มีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและต่อรองกัน ของแบบนี้มีมานานมากก่อนความเข้มข้นของจารีต ของศาสนาที่อ้างกันทุกวันนี้ พอเข้มข้นมากๆ ของแบบนี้ถูกบอกว่ามีไม่ได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

...............

“แอลจีบีทีเป็นคำที่เกิดมาใหม่ ถ้าดูสภาพของมนุษย์ อิสลามยอมรับสภาพของแต่ละคน พระเจ้าได้สร้างให้เป็นอย่างนี้แล้วก็ไม่เป็นไร ยอมรับได้ แต่ถ้ากระทำสิ่งที่ผิดต่อประเวณี สิ่งที่ผิดต่อกฎของมนุษย์ ผู้ชายปฏิบัติตนเป็นผู้หญิง ผู้หญิงปฏิบัติตนเป็นผู้ชาย อันนี้ต่างหากที่อิสลามรับไม่ได้ เพราะในอิสลามมีมนุษย์ประเภทหนึ่งที่พระเจ้าสร้างให้มีสองอวัยวะเพศในคนเดียวกัน ถ้าเกิดปัญหานี้ก็ต้องยอมรับในสภาพของคนนั้น แต่ต้องดูความต้องการของเขาว่าต้องการเป็นสภาพไหน ถ้าเขาเอนไปทางฝ่ายชายก็ต้องทำพิธีกับเขาเหมือนผู้ชาย แต่ถ้าเขาต้องการเป็นผู้หญิง ก็ต้องทำกับเขาเป็นผู้หญิง” อาฮามัดกาแม แวมูซอ รองประธานคณะกรรมอิสลาม ประจำจังหวัดปัตตานี ผู้อำนวยการโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ กล่าว

ผมสอบถามถึงหลักการอิสลามว่าด้วยความหลากหลายทางเพศจากอาฮามัดกาแมในห้องทำงานของเขาที่โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ ผมถามตรงๆ ว่า ในศาสนาอิสลามการเป็นกะเทยยอมรับได้หรือไม่ เขาตอบว่า

“ยอมรับได้ เพราะในอิสลามมีข้อปฏิบัติทางศาสนาอยู่แล้ว คุณเป็นผู้ชาย คุณปฏิบัติทางศาสนาอย่างการละหมาดหรือการกระทำต่างๆ คุณจะปฏิบัติอย่างไร อันนี้ต้องชัดเจน ถ้าเขาเป็นกะเทย แต่ความเป็นจริงเขาเป็นผู้ชาย ก็ต้องปฏิบัติกับเขาแบบผู้ชาย ทำพิธีเหมือนผู้ชาย แต่อย่าไปกระทำในสิ่งที่ผิด เช่น ร่วมเพศกับเพศเดียวกันจะมีโทษ แต่บุคคลไม่มีปัญหา ยอมรับได้”

การเป็นกะเทยเป็นเรื่องตัวบุคคลที่อาฮามัดกาแมบอกกับผมว่า ยอมรับได้ แต่เมื่อใดที่ล่วงเลยไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันย่อมถือเป็นบาป เป็นข้อห้าม

“การแปลงเพศก็เป็นบาป แต่นั่นเป็นความผิดส่วนตัวที่ไปปรับเปลี่ยน ข้อเท็จจริงคือเขายังเป็นผู้ชาย ก็ต้องละหมาดแบบผู้ชาย”

หลักการอิสลามยังมีพื้นที่ให้กับคนหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นกะเทย แต่กับทอมดูเหมือนจะมีแนวคิดที่ต่างออกไป อาฮามัดกาแมบอกกับผมว่า กะเทยคือ ‘สภาพ’ ดั้งเดิมของคนคนนั้น ขณะที่ทอมเป็น ‘พฤติกรรม’ ที่เกิดจากอิทธิพลของสื่อ จากสิ่งแวดล้อม จากครอบครัวที่ไม่มั่นคง

“พอเราจับได้ (หมายถึงนักเรียนในโรงเรียน) ก็เรียกมาคุย คุยไปคุยมาก็อยู่ในความดูแลผมตลอด สักปีกว่าพฤติกรรมแบบนี้ก็หมดไป ไม่มีปัญหา ทอมไม่เหมือนกะเทย ไม่ใช่สภาพ เพียงแต่เกิดจากพฤติกรรมที่จะโชว์หรือประชดอะไรสักอย่างในสังคมหรือครอบครัวจึงเป็นแบบนี้ ที่เยอะคือไบเซ็กช่วล บางวันเป็นผู้หญิง บางวันเป็นผู้ชาย ไม่ได้เกิดจากสภาพดั้งเดิม แต่เป็นการกระทำชั่วคราว เกิดจากความรู้สึก ถ้าเป็นนักเรียนก็มาปรับนิสัยกัน เราก็มีวิธี

“ปีนี้มีคู่หนึ่ง เพิ่งได้รับข้อมูล กำลังจะเรียกตัวมา เป็นเด็ก ม.2 ม.3 เป็นผู้หญิงกับผู้หญิงกอดจูบกัน เราเรียกตัวมา เชิญผู้ปกครองมาคุยด้วย ก็ให้เวลาปรับตัว แยกกัน ก็ไม่มีปัญหา เพราะการเป็นทอมไม่ใช่สภาพ เป็นพฤติกรรมชั่วคราว”

................

ถามต่อว่าเคยได้ยินเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายคนหลากหลายทางเพศในพื้นที่หรือไม่

“รู้ว่ามีการทำร้ายร่างกาย ในสังคมโรงเรียนก็ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ไม่มาก มีการรังแก ทำร้ายความรู้สึก เราก็พยายามดูแล และพยายามไม่ให้สภาพของเขาเลยเถิดไปสู่การกระทำ ก็ต้องสกัดไว้ อยู่ได้ เรารับได้ จะแสดงออกก็ได้ เวลามีงานแสดงโรงเรียนก็มีกลุ่มของเขาที่ออกมากรี๊ดกร๊าด เราก็ให้โอกาส เพียงแต่ว่าอย่าเกินเลยจากสภาพที่มีอยู่ เช่น แต่งตัวเป็นผู้หญิงไม่ได้ อิสลามตั้งกฎไว้อย่างนั้น เพราะสภาพของคนเราไปบังคับไม่ได้ แต่การกระทำต่างหากที่เราต้องดู”

อาฮามัดกาแมบอกว่าเหตุการณ์ทำนองนี้มีไม่มาก อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศเวลาเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมักไม่ค่อยเปิดเผย ปิดตัวกันอยู่ในกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามีการทำร้ายร่างกายมากน้องเพียงใด

“แต่ถ้าอยู่ในสังคมโรงเรียนหรือหมู่บ้าน เราพยายามที่จะดูแล ถ้ามีกลุ่มนี้ขึ้นมา เราก็ต้องดูแล อย่าให้เลยเถิดเป็นการกระทำที่ไม่ดี ก็อยู่ได้ และพยายามให้เข้ากับสังคม ตัวอย่างเช่นในโรงเรียน บางคนมีพฤติกรรมแรงขึ้นเรื่อยๆ เราก็พยายามให้ความรู้ ส่วนมากช่วง ม.5 ม.6 จะกลับตัวเป็นผู้ชาย”

การทำร้ายร่างกายไม่ว่าจะกะเทยหรือทอม ในหลักการอิสลาม อาฮามัดกาแมยืนยันว่าเป็นการกระทำที่เป็นบาป

“เราสามารถห้ามได้ แต่ไม่ใช่การทุบตี ห้ามโดยการเผยแพร่ ใช้กฎระเบียบ กฎหมาย เพราะมุสลิมต้องรับผิดชอบ หากเห็นสิ่งที่ชั่วร้าย แล้วจะเฉยเมยไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ ต้องห้าม แต่การห้ามไม่ใช่การไปทำร้าย มี 3 ระดับคือการพูดคุย การเข้าไปหา และการใช้กฎระเบียบ เพราะเขาก็เป็นมุสลิมคนหนึ่ง เราต้องพูดคุย เพราะการทำบาปของคนหนึ่งคือการหลงผิดทาง เราต้องดึงเขากลับมาโดยทิศทางที่ท่านศาสดาได้ชี้แนะ ถ้ามุสลิมทำร้ายกะเทยมุสลิมก็ใช้กฎหมายบ้านเมือง ยิ่งไปข่มขืนทอมเพราะเชื่อว่าจะกลับเป็นผู้หญิง นี่ก็ห้ามเด็ดขาด เป็นการผิดประเวณี ร่วมประเวณีโดยไม่ได้แต่งงาน บาปใหญ่เหมือนกัน”

อาฮามัดกาแมยกคำพูดว่า เราไม่สามารถนำน้ำสกปรกไปล้างสิ่งสกปรกได้

ดังนั้น มุสลิมไม่สามารถทำร้ายผู้อื่นได้ แม้คนคนนั้นจะเป็นคนหลากหลายทางเพศที่หลักศาสนาระบุว่าบาป แต่นั่นก็เป็นบาปส่วนบุคคล พวกเขายังสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามสภาพเพศเดิม

“แต่ห้ามแต่งงานกับเพศเดียวกัน” นี่คือกฎเหล็ก

(ตอนต่อไป พบกับวิธีที่คนหลากหลายทางเพศจัดการกับการปะทะขัดแย้ง เมื่ออัตลักษณ์ทางเพศและมิติทางศาสนาขัดแย้งกัน พวกเขาหาทางออกจากจุดนี้อย่างไร)



Posted: 19 Oct 2017 01:54 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เสาวรัจ รัตนคำฟู

ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อนำพาประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ที่มาถูกทาง โดยพยายามแก้ไขจุดอ่อนของนโยบายก่อนหน้า เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัดชายแดน และการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve industries)

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการ EEC ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศในพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของโครงการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เกิดขึ้นในอดีต

แม้ว่า การดึงดูดการลงทุนมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนา EEC ไม่ควรวัดจากเพียงยอดลงทุนที่ได้รับ หรือจำนวนบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มาลงทุน แต่ควรวัดจากความสามารถเทคโนโลยีของประเทศ และทักษะของแรงงานไทยที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปฏิรูปกฎระเบียบและการบริการภาครัฐที่จะตามมา และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว

ในการดำเนินโครงการ EEC รัฐบาลได้ประกาศเสาหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การให้แรงจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุน และการอำนวยความสะดวกในการลงทุน

เสาแรกคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม เช่น สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ และการเริ่มโครงการใหม่ เช่น รถไฟความเร็วสูง และเมืองอัจฉริยะ

เสาที่สองคือ การให้แรงจูงใจทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยนักลงทุนในเขตส่งเสริมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเป็นประวัติการณ์ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ซึ่งทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะจัดเก็บจริงของไทยต่ำที่สุดในอาเซียน และการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดเหลือเพียงร้อยละ 17 สำหรับบุคคลที่มีทักษะสูงในระดับโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยมีมาตรการในลักษณะดังกล่าว นอกจากแรงจูงใจทางภาษีแล้ว นักลงทุนยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การเช่าที่ดินได้สูงสุด 99 ปี การได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเงินตราต่างประเทศ และการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เสร็จภายใน 1 ปี

เสาสุดท้ายคือ การอำนวยความสะดวกในการลงทุน ซึ่งจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยเลขาธิการของสำนักงานฯ สามารถอนุมัติหรือออกใบอนุญาตต่างๆ ได้ ทั้งที่เกี่ยวกับการควบคุมอาคาร การจดทะเบียนพาณิชย์ และการจัดสรรที่ดิน ซึ่งจะช่วยปลดล็อคปัญหาด้านกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการให้บริการของรัฐที่ขาดความเป็นเอกภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การมุ่งมั่นดำเนินการตามมาตรการใน 3 เสาหลักดังกล่าวทำให้ EEC กลายเป็นโครงการที่น่าสนใจมากต่อนักลงทุน เมื่อเทียบกับการดึงดูดการลงทุนทั้งหลายของรัฐบาลไทยที่เคยมีมา ด้านรัฐบาลเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงทุนที่จะเกิดขึ้นใน EEC จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้เขียนเชื่อว่า โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างทั้ง สนามบินอู่ตะเภา รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ น่าจะเกิดขึ้นจริงตามแผนที่วางไว้ ขณะที่การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดซึ่งมีการถมทะเล ยังต้องผ่านการยอมรับจากชุมชนก่อน ส่วนการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินคือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภาก็มีความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูงและต้องใช้เวลานานกว่าจะคุ้มทุน

ผู้เขียนยังเชื่อว่า การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ จะช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้พอควร แต่มาตรการดังกล่าวก็มีต้นทุนสูงและมีประสิทธิผลจำกัด ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่คาดว่า น่าจะมีการลงทุนมากคือ สาขาที่ไทยมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งคือ อุตสาหกรรมเดิมที่ลงทุนอยู่แล้วบางส่วน เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน และท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงสุขภาพ บริการสุขภาพ และอุตสาหกรรมใหม่บางสาขา เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องบิน (MRO) โลจิสติกส์ และออโตเมชั่น โดยบริษัทต่างชาติชั้นนำในระดับโลก เช่น แอร์บัส โตโยต้า และลาซาด้า ได้แสดงความสนใจที่จะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ลำพังมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้น ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักของ EEC ที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศได้ไม่น้อย เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เราก็มีผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เราก็มีบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ 2 รายใหญ่ที่สุดโลกคือ ซีเกท และเวสเทิร์น ดิจิตอล บริษัทเหล่านี้ทำให้เกิดการจ้างงาน การเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่การผลิตของโลก และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศส่งออกรายใหญ่ในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางอยู่เช่นเดิม

บทเรียนในอดีตจึงชี้ว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยไม่ได้สร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของตัวเอง และไม่ยกระดับทักษะของแรงงานไทย จะไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง อันที่จริง ประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ในโลกก็ชี้ว่า ไม่มีประเทศใดที่สามารถหลุดพันจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางลำพังด้วยการลงทุนจากต่างชาติได้เลย นอกจากนี้ แม้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดได้ทำให้ 3 จังหวัดมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ประชาชนไม่น้อยในพื้นที่ และภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศได้รับผลประโยชน์ไม่มากนัก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้น การพัฒนา EEC ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง จึงควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม 4 ประการคือ

ประการแรก ไทยต้องมีความสามารถทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของไทยเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยที่มาลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลยังควรพิจารณาตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยอาจตั้งขึ้นมาใหม่ หรือแยกบางหน่วยออกจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แต่ต้องกำหนดให้มีภารกิจที่ชัดเจนคือ การพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เป็นหลัก

ประการที่สอง แรงงานไทยต้องมีทักษะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวะของไทยต้องทำงานร่วมกับบริษัทใน EEC ในการพัฒนาบุคลากรและจัดการสอนแบบทวิภาคี เพื่อให้นักศึกษามีทักษะที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม ต้องมีการปฏิรูปกฎระเบียบของรัฐ และการให้บริการประชาชนอย่างครบวงจรตามมาโดยเร็ว โดยนำเอาบทเรียนจาก EEC ไปขยายผลทั่วประเทศ เพราะกฎระเบียบและการบริการภาครัฐที่ขาดประสิทธิภาพเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมานาน

ประการสุดท้าย ต้องมีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการสร้างความสามารถของชุมชนอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต โดยต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย





เกี่ยวกับผู้เขียน: เสาวรัจ รัตนคำฟู เป็นนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI


Posted: 19 Oct 2017 04:02 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

14 ต.ค. 2560 เปิดตัวหนังสือ เรื่องของคนเดือนตุลา/ตุลา "The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand" ที่ห้องเรวัติ พุทธินันท์ หอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ดำเนินรายการโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โดยภายหลังการแนะนำหนังสือโดยผู้เขียนคือ กนกรัตน์ เลิศชูสกุลแล้ว

ถัดมาเป็นช่วงวิจารณ์หนังสือและร่วมพูดคุยโดย ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกสิทธิ์ หนุนภักดี คณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวัชรพล พุทธรักษา ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมช่วงอภิปรายแลกเปลี่ยนจากผู้ร่วมเสวนา


Posted: 19 Oct 2017 04:16 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

คำต่อคำ: เปิดคำวินิจฉัยของพิศล พิรุณ ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย(8:1) คดียิ่งลักษณ์จำนำข้าว มีความเห็นยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการไม่ระงับโครงการจำนำข้าว ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบ รธน. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1


แฟ้มภาพ

19 ต.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค. มติชนออนไลน์ ได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยของ พิศล พิรุณ ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยในคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อม.211/2560 ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 จากกรณีไม่สั่งระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว

ทั้งนี้คดีดังกล่าวได้ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2560 โดยมีมติ 8:1 พิพากษาให้ ให้จำคุก 5 ปี ยิ่งลักษณ์ ในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีความผิดในเรื่องระบายข้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการรับจำนำข้าว สำหรับคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยมีรายละเอียดทั้งหมด 13 หน้า ดังนี้

เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และเป็นเจ้าหนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ในการกำกับ ดูแลและบังคับบัญชาให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทในฝ่ายบริหารปฏิบัติการให้เป็นไปตามนโยบายที่ฝ่ายบริหารกำหนดและรับผิดชอบนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่จำเลยแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งมีนโยบายเร่งด่วนคือ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างแท้จริง กับยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยโครงการรับจำนำข้าว อันมีจำเลยเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2554 ที่จำเลยแถลงต่อรัฐสภา ถึงวันที่ พฤษภาคม 2557 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กล่าวคือ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 คณะกรรมการนโยบายข้าวซึ่งมีจำเลยเป็นประธานกรรมการได้เสนอโครงการรับจำนำข้าวเปลือกให้คณะรัฐมนตรีทราบและเพื่อขออนุมัติงบประมาณอันมีสาระเงื่อนไขโดยย่อคือเป็นการรับจำนำข้าวเปลือกที่เกษตรกรปลูกเองในปีการผลิต 2554/55 ไม่จำกัดจำนวนความชื้นไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ในราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 20,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ตันละ 15,000 บาท เกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำนำต้องมีหนังสือรับรอบจากกรมส่งเสริมการเกษตรว่าเป็นผู้ปลูกข้าวจริง การรับจำนำ องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) จะเป็นผู้รับสมัครโรงสี หรือตลาดกลางเพื่อเข้าร่วมโครงการรับฝากข้าวเปลือกที่นำมาจำนำแล้วให้ออกใบประทวนให้เกษตรกรนำไปจำนำแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ซึ่งต้องจ่ายเงินให้เกษตรกรผู้จำนำภายใน 3 วันทำการ เมื่อรับจำนำแล้วโรงสีหรือตลาดกลางที่รับฝากข้าวเปลือกต้องสีแปรรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเก็บไว้ในโกดังรอการระบายตามหลักเกณฑ์ต่อไป คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 วันที่ 7 ตุลาคม ปีเดียวกันหน่วยงานราชการก็รับเรื่องจำนำข้าวเปลืองตามโครงการ แต่ก่อนเริ่โครงการมีหลายหน่วยงานท้วงติงจำเลยแล้วคือ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 สำนักการตรวจเงินแผ่นดิน(ส.ต.ง) มีหนังสือด่วยที่สุดแจ้งให้ทราบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2548/49 และ2549/50 ที่ดำเนินไปก่อนแล้วมีปัญหาและเกิดความเสียหาย วันที่ 7 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันเริ่มโครงการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีหนังสือด่วนมาก ขอให้ทบทวนโครงการโดยแนบรายงานวิจัย “โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยมาเพื่อประกอบการพิจารณาพร้อมความเห็นควรยกเลิกโครงการแต่ใช้การประกันความเสี่ยงด้านราคาแทน เพราะโครงการรับจำนำข้าวเป็นการแทรกแซงตลาดข้าว รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายมาในการเก็บรักษาข้าวเปลือกที่รับจำนำ หากระบายไม่ทันข้าวก็จะเสื่อมสภาพ ทั้งมีปัญหาการทุจริตทุกขั้นตอน และวันที่ 27 เดือนเดียวกัน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ยังมีหนังสือชี้ให้เห็นปัญหาของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในอดีตพร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขอย่างละเอียด แต่จำเลยไม่ระงับโครงการ กลับดำเนินการต่อไปอีกห้าฤดูการผลิตจนถึงปี 2557 คือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 (ครั้งที่1) โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 (ครั้งที่2) และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 (ครั้งที่1) ซึ่งระหว่างดำเนินการมีหลายหน่วยงานทักท้วงว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกประสบปัญหาและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีหนังสือลงวันที่ 30 เมษายน 2555 แจ้งให้จำเลยทราบว่ามีการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการรับจำนำข้าวอย่างมากพร้อมเสนอแนวทางป้องกันการทุจริต สำนักงบประมาณ มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพร้อมความเห็นว่า คระรัฐมนตรีควรรับฟังข้อเสนอแนะของสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่าด้วยการป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก กระทรวงการคลังก็มีหนังสือ ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2555 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สนับสนุนว่าควรมีวิธีป้องกันการทุจริตตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แนะนำ และวันที่ 3 ตุลาคม ปีเดียวกัน ก็มีหนังสือด่วยที่สุด เตือนให้จำเลยทราบอีกว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปี 2547 มีผลขาดทุนถึง 207,006.44 ล้านบาท และยังไม่สามารถปิดโครงการได้ ขอให้รัฐบาลประเมินผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนั้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลายวาระก็มีการอภิปรายถึงการทุจริตและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างกว้างขวาง เมื่อมีการปิดบัญชี ปรากฎว่าคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกซึ่งจำเลยเป็นผู้แต่งตั้งได้รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ให้จำเลยทราบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2554/55 มีผลขาดทุนสุทธิ 32,301 ล้าน พร้อมให้ข้อสังเกตหลายประการว่า การรับจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดเป็นการแทรกแซงและต่อการขาดทุนอย่างมาก ควรกำหนดราคาจำนำใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต การรับจำนำโดยไม่จำกัดปริมาณและแหล่งผลิตทำให้เกษตรกรเพิ่มการผลิตข้าวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ และมีการนำเข้าข้าวเปลือกจากต่างประเทศมาสอมสิทธิ์เพื่อร่วมโครงการ โรงสีหรือผู้รับส่งออกข้าวที่ไม่ได้ร่วมโครงการไม่สามารถหาข้าวได้เพียงพอซึ่งเท่ากับรัฐเป็นผู้ค้าข้าวเอง เมื่อรับจำนำราคาสูง การส่งออกก็ต้องมีราคาสูงทำให้ข้าวไทยมีราคาสูงก่าราคาข้าวของประเทศอื่นในตลาดโลก จำต้องหาทางแก้ไขเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศผู้ค้ารายอื่น จำเลยรับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ยังดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 และข้าวเปลือกข้าวปี ปีการผลิต 2555/56 ต่อไป ระหว่างดำเนินการต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือเตือนเป็นระยะว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายสูงและพบการทุจริตทุกขั้นตอน ขอให้พิจารณาทบทวนและยุติโครงการฯในการปิดบัญชีคราวต่อมา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556 คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ รายงานว่า ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 255/56 (ครั้งที่ 1) มีผลขาดทุนสะสม 332,372.32 ล้านบาท นอกจากผลขาดทุนดังกล่าว โครงการรับจำนำข้าวเปลือกยังส่งผลเสียหายอีกหายประการ เช่น มีการทุจริตทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนตลอดจนการระบายข้าว ระบบการค้าข้าวเสียหาย รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการเก็บรักษาข้าวเปลืกที่รับจำนำ การระบายข้าวและการจ่ายเงินให้เกษตรกรล่าช้า ทำให้รัฐขาดเงินลงทุนหมุนเวียนความเสียหายดังกล่าวเกิดในช่วงที่จำเลยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมนโยบายของรัฐให้ดำเนินการไปอย่างรัดกุมและเหมาะสม แต่จำเลยกลับไม่ระมัดระวังในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เกษตรกร งบประมาณแผ่นดิน กระทรวงการคลัง ประเทศชาติและประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลัง ประเทศชาติ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ทั้งการทุจริตในโครงการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำธุรกิจการค้าข้าวซึ่งจำเลยทราบการทุจิตอย่างดี แต่หลีกเหลี่ยงไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่อให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์กับการทุจริตด้วยอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุลิต กรุงเทพมหานคร ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ตำบลบางกระดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหสัดปทุมธานี ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร และอีกหลายพื้นที่ที่มีการรับจำนำข้าวและระบายข้าวเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 13 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 65

จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เพราคำว่า “เจ้าพนักงาน” หรือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ต้องเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตรง หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่โดยตรง แต่จำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้กำกับดูแลทั่วไปโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการในรูปแบบคณะรัฐมนตรีตามที่พรรคเพื่อไทยซึ่งจำเลยสังกัดได้หาเสียงไว้กับประชาชนและแถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเข้ามาบริหารประเทศ สำหรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่จำเลยได้รับแต่งตั้ง จำเลยก็เป็นผู้กำกับดูแลทั่วไป ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ถึง 7 พฤษภาคม 2557 เป็นช่วงที่ยุบสภาซึ่งจำเลยเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเท่าที่จำเป็น ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไรก็ตาม จำเลยไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้โดยลำพัง เพราะคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมมีผลผูกผันให้จำเลยและคณะรัฐมนตรีต้องยริหารงานตามแผนที่วางไว้ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ซึ่งออกโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และดป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หากจำเลยสั่งระงับโครงการย่อมเป็นการขัดต่อข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งระหว่างดำเนินโครงการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสำนักงบประมาณ(สงป.) ก็ไม่เคยเสนอให้ยกเลิกโครงการอันเป็นนโยบายสาธารณะที่มีกำหนดวงเงินงบประมาณหมุนเวียนอย่างชัดเจนโดยผ่านขั้นตอนการก่อหนี้และค้ำประกันของกระทรวงการคลังตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจนถึงมีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งสุดท้ายของรัฐบาลจำเลย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังไม่เกินร้อยละ 60 และภาระหนี้ต่องบประมาณ ก็ไม่เกินร้อยละ 15 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กำหนดไว้สำหรับกรอบความยั่งยืนทางการคลัง แสดงว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่ได้ทำให้ความมั่นคงทางการคลัง หรือการบริหารงบประมาณของประเทศต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในการดำเนินโครงการ ได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเป็น 2 ระดับ คือ ระดับนโยบายอันมีคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเป็นผู้ดูแล กับระดับปฏิบัติการซึ่งมีคณะอนุกรรมการรวม 12 คณะเป็นผู้รับผิดชอบ จำเลยไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบโดยตรงในแต่ละขั้นตอน ทั้งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกก็มีมานานแล้ว รัฐบาลจำเลยเพียงนำมาปรับปรุงในบางอย่าง เช่น ราคารับจำนำข้าวเปลือก หรือปริมาณข้าวเปลือกที่จะรับจำนำเท่านั้น แม้โครงการฯ จะกำหนดว่ารับจำนำข้าวทุกเทล็ด แต่ยังมีข้าวจำนวนมากที่ไม่รับจำนวน ฤดูการผลิต 2555/56 ซึ่งผลิตข้าวเปลือกได้ 38 ล้านตัน ก็มีข้าวเปลือกเข้าโครงการเพียง 22 ล้านตัน แสดงว่าในทางปฏิบัติมิได้มีการจำนำข้าวทุกเมล็ดจริงและกลไกตลาดยังคงดำเนินไปตามปกติ มิได้ถูกแทรกแซงโดยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามที่โจทก์กล่าวอ้าง สำหรับข้อเสนอแนะของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(ส.ต.ง.) ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2554 เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและข้อเสนอแนะของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) นั้น จำเลยและคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญและนำมาปรับใช้กับแผนการดำเนินการตั้งแต่ต้น ส่วนหนังสือทักม้วงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ที่ขอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแต่ให้ใช้นโยบายประกันความเสี่ยงด้านราคาแทนนั้น หนังสือดังกล่าวมาถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11ตุลาคม 2554 หลังจากคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแผนบริหารราชการแผ่นดินที่มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นส่วนหนึ่งไปแล้ว 4 วัน การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในแผนการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว มีผลผูกพันให้จำเลยและรัฐบาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จำเลยจึงไม่อาจยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามที่ ป.ป.ช. แนพนำได้นอกจากนั้นการศึกษาของพรรคเพื่อไทยต่อโครงการประกันความเสี่ยงด้านราคาตามที่ ป.ป.ช. แนะนำนั้นพบว่ามีข้อบกพร่องหลายประการและไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่าแท้จริง แต่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรมากกว่า จึงดำเนินโครงการต่อไปโดยนำข้อเสนอแนะของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) มาปรับปรุงและวางมาตรการป้องกันการทุจริตในทุกขั้นตอน สำหรับการประเมินโครงการฯ จะพิจารณาเพียงรายจ่ายของรัฐที่ใช้ดำเนินโครงการฯ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการคลังของประเทศในวงกว้างหรือพิจารณาถึงผลลัพธ์ทางบัญชีประชาชาติด้วย ซึ่งจากข้อมูลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างของสำนักงานเศรษฐกิจหมภาค สำนักเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ฤดูกาลผลิต 2554/55 และ 2555/56 ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 304,000 ล้านบาท และ 315,000 ล้านบาท ตามลำดับ รายได้ประชากรเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 2.7 ในแต่ละปี มีเม็ดเงินไหลเวียนจากเกษตรกรไปสู่หน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ อันเป็นผลให้การจัดเก็บภาษีของรัฐมีมูลค่าสูงขึ้น เงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และระดับเงินสำรองระหว่างประเทศก็มีมากกว่า 505 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามั่นคง ดังนั้นตัวเลขแสงผลขาดทุนนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์นำมาอ้างจึงไม่ใช่ผลประเมินที่ถูกต้อง เพราะไม่ได้ประเมินผลประโยชน์ที่สังคมได้รับในด้านอื่นอันไม่ใช่ตัวเงินรวมเข้าด้วย อีกทั้งโครงการรับจำนำเข้าเปลือกเป็นภารกิจภาครัฐที่ไม่มุ่งแสวงกำไร แต่เป็นการดพเนินการเพื่อผระโยชน์ของประชาชน ฉะนั้นการวัดความคุ้มค่าของโครงการเฉพาะด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียวจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินโครงการที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนสะสม 332,372.32 ล้านบาท ก็เป็นเพียงการขาดทุนทางบัญชีไม่ใช่ตัวเลขขาดทุนที่แท้จริง เพราะจนถึงวันที่โจทก์ฟ้อง การระบายข้าวในโครงการฯ ยังไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีการปิดบัญชีเสร็จสิ้นโครงการฯ อย่างแท้จริง ทั้งการประเนและวิเคราะห์โครงการฯ ของอนุกรรมการปิดบัญชีตามที่โจทก์อ้างก็ยังมีข้อบกพร่องหลายประกายไม่มีการวิเคาระห์เปรียบเทียบถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการเลย จำเลยจึงไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีดังกล่าว ในส่วนการควบคุมโครงการจำเลยใส่ใจต่อปัญหาทุจริตของผู้ปฏิบัติตามโครงการฯ อย่างมาก มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ จับกุมผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบเพราะไม่บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า จำเลยทำให้เกิดความเสียหายต่อการเงิน การคลังของประเทศอย่างไรหรือการทุจริตในโครงการเกิดขึ้นที่ใดและเมื่อใด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดใช้ดุลพินิจโดยมีอคติ ไม่เที่ยงธรรมตามหลักนิติธรรม และคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะพิจารณาพิพากษา ขอให้ยกฟ้อง

ทางไต่สวนข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันส่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2556 จากนั้นรักษาการนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อถึวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพราะมีการยุบสภา พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนรับตำแหน่ง จำเลยสังกัดพรรคเพื่อไทยซึ่งชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จำเลยเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 สิงหาคม 2554 แล้ว วันที่ 23 เดือนเดียวกัน จำเลยในฐานะยานกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภาโดยมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นหนึ่งในนโยบายที่แถลง รุ่งขึ้นวันที่ 24 สิงหาคม 2554 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือด่วนที่สุดมาถึงจำเลย แจ้งให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกซึ่งดำเนินการมาก่อนในช่วงปีการผลิต 2548 ถึง 2550 ว่ามีปัญหามาก ขอให้จำเลยตระหนักและนำข้อมูลที่เสนอไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงโครงการฯ วันที่ 9 กันยายน 2554 คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ซึ่งมีจำเลยเป็นประธานร่วมกันประชุมพิจารณากำหนดรายละเอียดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เข่น กำหนดปริมาณข้าวเปลือกที่จะรับจำนำ กำนดระยะเวลา วิธีการและเงื่อนไขในการรับจำนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติโครการ หลังจากคณะรัฐมนตรอนุมัติโครงการในวันที่ 13 เดือนเดียวกัน วันที่ 7 ตุลาคม 2554 ก็ได้เริ่มโครงการซึ่งวันดังกล่าวสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ ไปยังจำเลยโดยแนบรายงานวิจัยเรื่อง “โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประกอบพร้อมเสนอความเห็นว่าควรยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือก แล้วนำระบบประกันความเสี่ยงด้านราคาข้าวมาใช้แทน หลังจากเริ่มโครงการรับจำนำข้าวไปไม่นาน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการรับจำนำข้าวอย่างมากทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง มีความเห็นทำนองเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ ต่างมีหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีชี้แจงให้ทราบว่าเกิดทุจริตในขั้นตอนดำเนินการอย่างมาก ทั้งเสนอตัวเลขความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปีก่อนตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงก่อนรัฐบาลจำเลยว่ามีสูงถึงหนึ่งแสนล้านบาท และยังไม่สามารถปิดโครงการฯได้ ขอให้รัฐบาลจำเลยตระหนักถึงความเสียหาย และผลกระทบต่องบประมาณของรัฐด้วย ปรากฎว่าในการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกสำหรับข้าวเปลือกข้าวปี ปี 2554/55 โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯที่จำเลยในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติแต่งตั้ง มีผลการดำเนินการขาดทุนประมาณ 32,301 ล้านบาท ข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และข้าวเปลือกนาปรังปี 2555/56 ที่รับจำนำต่อเนื่อวมามีผลขาดทุนประมาณสองแสนล้านบาท ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 เมื่อสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/56 (ครั้งที่ 1) มีตัวเลขขาดทุนสะสมประมาณสามแสนล้านบาท ถึงวันที่จำเลยต้องรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและต่อมากระทั่งพ้นจากตำแหน่งโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตัวเลขการขาดทุนยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฟ้องว่า การบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และการที่จำเลยไม่สั่งระงับโครงการฯ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเห็นว่าผลการดำเนินโครงการฯ ประสบกับารขาดทุนนั้นเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ โดยโจทก์ระบุกฎหมายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดมาสองฉบับ คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ข้าราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหน้าหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อห้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษ....” สำหรับมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็บัญญัติในทำเดียวกันว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษ...” เห็นว่า จากถ้อยคำในตัวบทสองมาตราที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษดังกล่าว การกระทำผิดที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งสองมาตรานั้น นอกจากผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและต้องมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ผู้กระทำผิดยังต้องมีมูลเหตุชักจูงใจหรือมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือต้อเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย กล่าวคือ ลำพังการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัตหน้าที่โดยมิชอบเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายสองกฎหมายสองมาตราดักล่าว หากจะเป็นความผิดข้อเท็จจริงต้องฟังให้ได้ว่า ผู้กระทำความผิดมีมูลเหตุชักจูงใจ หรือมีเจตนาพิเศษเพื่อที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายด้วย หรือมิฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็ต้องเป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำ “โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) ซึ่งมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษทั้งสองกรณีดังกล่าว ผู้กระทำผิดต้องประสงค์ผลเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยตรง หรือมุ่งแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยตรง มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเล็งเห็นว่าน่าจะมีเหตุทุจริตเท่านั้น คดีนี้จากทางไต่สวน โจทก์นำสืบว่า โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตทุกขั้นตอนโดยเฉพาะขั้นตอนการระบายข้าว แต่ปรากฎว่าไม่มีพยานหลักฐานใดพอที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยได้รับผลประโยชน์จากการทุจริตในการระบายข้าวดังกล่าว แม้ได้ความจากคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 หมายเลขดำที่ อม.1/2559 หมายเลขแดงที่ อม.178/2560 หมายเลขแดงที่ อม.179/2560 ว่ากลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งเป็นจำเลขที่ 1 ในคดีดังกล่าวได้รับประโยชน์ที่มิควรโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทุจริตจากขั้นตอนการระบายข้าว แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดที่พอจะชี้ให้เห็นว่าการทุจริตของบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด นั้นจำเลยมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือเหตุที่จำเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวตามที่โจทก์ฟ้องเป็นเพราะจำเลยต้องการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าเคยมีรูปของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎอยู่มนภาพการเดินทางไปเยือนฮ่องกงของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พี่ขายของจำเลยนั้น เห็นว่า แม้จะมีเหตุการณ์ตามภาพเช่นนั้นจริง ก็ไม่เป็นหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายอภิชาติถึงขั้นจะยอมเอื้อประโยชน์แก่บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งมีนายอภิชาติเป็นผู้ก่อตั้ง เพราะจากทางไต่สวนไม่ปรากฎพยานหลักฐานที่ส่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หรือนายอภิชาติ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจพเลยมีมูลเหตุชักจูงใจหรือเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอยด้วยกฎหมายให้แก่กลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หรือนายอภิชาติ การลัเว้นไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของจำเลยตามฟ้อง จึงไม่ครบองค์องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ส่วนผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว แม้ฟังว่าเสียหายมากดังที่โจทก์ฟ้อง หรือฟังว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทโดยรวมดังที่จำเลยต่อสู้ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เพราะผลของโครงการไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้อและประสงค์ให้ลงโทษ จำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องพิเคราะห์ว่า การดำเนินโครงการหรือการไม่ยับยั้งโครงการฯของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และไม่จำต้องพิเคราะห์ข้อต่อสู้อื่นของจำเลย เช่นเรื่องอำนาจฟ้อง หรือเรื่องเขตอำนาจศาล เช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

จึงวินิฉัยยกฟ้อง

Posted: 19 Oct 2017 05:10 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ดีป้าเผยผลสำรวจครูวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ พบครู-นักเรียนมัธยมมีสมาร์ทโฟนใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่โรงเรียนขาดนักคอมพิวเตอร์อย่างหนัก ครูสามารถใช้งาน-สร้างสื่อและทรัพยากรดิจิทัลเองได้แต่ยังไม่มีการแบ่งปันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อระบบการศึกษาของประเทศได้อย่างเต็มที่


19 ต.ค. 2560 รายงานข่าว จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (DEPA) แจ้งว่า ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการ กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร ดีป้า เผยว่า “ผลการสำรวจการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการศึกษา ประจำปี 2559 ซึ่งทำการสำรวจครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนสังกัด กทม. และ สพฐ. จำนวน 923 โรงเรียนทั่วประเทศ พบว่า โรงเรียน 99% มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้งาน ครูมีความพึงพอใจต่อความเร็วของอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน 35% ไม่พอใจเนื่องจากความเร็วไม่พียงพอต่อการใช้งาน รวม 65% มีความขาดแคลนนักคอมพิวเตอร์ที่จะให้ความช่วยเหลือบุคลากรในโรงเรียนอย่างรุนแรง โดยโรงเรียนถึง 55% ระบุว่าไม่มีนักคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน และโรงเรียนที่เหลือ 45% ระบุว่าทั้งโรงเรียนมีนักคอมพิวเตอร์เพียง 1-2 คนเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้พบว่ามีการแบ่งปันทรัพยากรดิจิทัลที่ครูสร้างขึ้นเอง โดยมีการแบ่งปันเฉพาะภายในโรงเรียนเท่านั้น 57% แบ่งปันบนยูทูบ 5% ไม่ได้แบ่งปัน 5% บนเว็บไซต์ของหน่วยงานเอกชน 1% บนเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ 1% และไม่เคยสร้างเอง 31% ครูทุกคนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ไอทีได้หลายชนิด ได้แก่ สมาร์ทโฟน พีซี และโน้ตบุ๊ค ในขณะที่นักเรียนประมาณครึ่งหนึ่งเข้าถึงได้เพียงสมาร์ทโฟนเท่านั้น

นอกจากนี้ ครูวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมินความสามารถด้านดิจิทัลของตนเองได้ในระดับค่อนข้างดี สามารถเข้าถึงและใช้งานสื่อและทรัพยากรดิจิทัลผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยตนเองได้ แต่ยังขาดการอบรมด้านนี้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ส่วนด้านการใช้สื่อและทรัพยากรดิจิทัลในการเรียนการสอน พบว่า ครูใช้สื่อดิจิทัลถึง 50% ของจำนวนคาบเรียนทั้งหมด และครู 55% สามารถสร้างสื่อดิจิทัลเอง และแบ่งปันให้ครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียน แต่ยังขาดแพลตฟอร์มในการแบ่งปัน และคัดกรองสื่อที่มีคุณภาพอย่างเป็นระบบ จากงานวิจัยทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า ทางด้านกลุ่มครู ครูมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานเพียงพอ ทรัพยากรดิจิทัลที่ครูใช้อย่างมากได้แก่ ยูทูบ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ รวมถึงสื่อจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ด้านความรู้ด้านไอทีของครูค่อนข้างดี แต่ยังขาดการอบรมที่เพียงพอและสม่ำเสมอ ควรส่งเสริมให้มีการอบรมออนไลน์ หรือจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการที่โรงเรียนโดยวิทยากรผ่านระบบออนไลน์ งานวิจัยยังพบว่าครูมีการสร้างทรัพยากรดิจิทัลด้วยตนเอง แต่ขาดระบบการแบ่งปันทรัพยากรดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน ควรมีการพัฒนาระบบคลังทรัพยากรดิจิทัลสำหรับการแบ่งปัน และมีการตรวจสอบคุณภาพทรัพยากรดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ขณะที่การติดตามการอบรม ครูยังคงมีการใช้เอกสารเป็นหลัก ซึ่งควรมีการเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลที่สามารถนำไปให้วิเคราะห์เพื่อการพัฒนาต่อไปได้ ด้านกลุ่มนักเรียนนักเรียนมัธยมมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานมาก แต่นักเรียนประถมยังขาดแคลนเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้านบุคลากร โรงเรียนขาดแคลนบุคลากรด้านไอที ควรมีมาตรการส่งเสริม

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายที่เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีคือความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ตของโรงเรียนที่จะต้องหาวิธีแก้ไขเพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถใช้งานได้โดยไม่ติดขัด อันจะเป็นการส่งเสริมการใช้งานด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ขับเคลื่อนโดย Blogger.