แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด


FILE - This Monday, Dec. 10, 2018, file photo provided by the U.S. Missile Defense Agency (MDA) shows the launch of the U.S. military's land-based Aegis missile defense testing system.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ลงนามอนุมัติการตั้ง "กองบัญชาการอวกาศ" ด้วยงบประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ สำหรับระยะเวลา 5 ปีจากนี้

การตั้งกองบัญชาการใหม่ซึ่งขึ้นกับกระทรวงกลาโหม เป็นโครงการที่อยู่คนละส่วนกับแผนตั้ง "กองทัพอวกาศ" เป็นเหล่าทัพที่ 6 ซึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศไว้ แต่ถือเป็นการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ "กองบัญชาการอวกาศ" จะทำหน้าที่บริหารจัดการและพัฒนางานของกองทัพที่เกี่ยวกับอวกาศ รวมถึงดาวเทียมของกองทัพที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและให้ข้อมูลการเดินทาง

รัฐบาลต้องการให้ "กองบัญชาการอวกาศ" เป็นจุดศูนย์กลางของหน่วยงานต่างๆของกระทรวงกลาโหม และต้องการให้กองบัญชาการนี้ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ

แผนงานนี้เกิดขึ้นขณะที่เกิดความกังวลว่า จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการก่อกวน หรืออาจถึงขั้นทำลายดาวเทียมสหรัฐฯ

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกกับ สำนักข่าว Associated Press ว่า "กองบัญชาการอวกาศ" จะดึงเจ้าหน้าที่ปัจจุบันที่สังกัดหน่วยงานด้านอวกาศในกองทัพ มารวมกันและเตรียมจ้างคนเพิ่มอีกอย่างน้อย 1,000 คนในอีกหลายปีจากนี้

พันโท โจ บุชชิโน (Joe Buccino) โฆษกของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพทริค ชานาฮาน (Patrick Shanahan) กล่าวว่า การตั้ง "กองบัญชาการอวกาศ" เป็นก้าวสำคัญต่อการเร่งพัฒนาศักยภาพทางอวกาศเพื่อการป้องกันผลประโยชน์แห่งชาติ และป้องปรามศัตรู

เขากล่าวว่า หน่วยรบนี้ จะทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ ในการพัฒนาแผนรบ กลยุทธ์ และงานเทคนิคด้านอวกาศ

พันโทบุชชิโนกล่าวว่ากระทรวงกลาโหมจะทำแผนเสนอตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีทรัมป์

หน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่งระบุในปีนี้ว่า รัสเซียเเละจีนกำลังพัฒนาอาวุธต่อต้านดาวเทียมสำหรับการทำสงครามในอนาคต ขณะเดียวกัน เกิดความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีบนระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีดาวเทียม

การโจมตีในรูปแบบดังกล่าวอาจทำให้กองทัพอเมริกันไม่มีข้อมูลที่สำคัญ และการสนับสนุนเรื่องการติดต่อสื่อสาร ในสถานการณ์คับขัน

ในอดีต สหรัฐฯ มี กองบัญชาการอวกาศ ช่วงปี ค.ศ. 1985 ถึง 2002 แต่ถูกยกเลิกไปเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งกองบัญชาการที่ทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001

source :-  http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=169290651509515471


นักวิจัยอเมริกันที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน พัฒนาเทคนิคเปลี่ยนปัสสาวะมนุษย์ที่มีเเร่ธาตุสำคัญต่อพืช เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส มาใช้น้ำแและปุ๋ยสำหรับพืช

อาจารย์แนนซี เลิฟ (Nancy Love) นักวิศวกรสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกแปลกบ้างกับความคิดนี้ในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนเข้าใจและยอมรับฟัง

ทีมงานของแนนซี เลิฟ ร่วมมือกับสถาบัน Rich Earth Institute พร้อมแรงสนับสนุนจากรัฐผ่านกองทุน National Science Fund ในความพยายามรีไซเคิลปัสสาวะ โดยแต่ละปี สถาบัน Rich Earth Insittute เก็บปัสสาวะได้จากผู้บริจาคได้ 26,000 ลิตร

อับราฮัม โน-เฮย์ส (Abraham Noe-Hays) จากหน่วยงาน Rich Earth Institute พูดถึงคำคมที่ว่า มลพิษไม่ได้เป็นอะไรอื่น แค่คือทรัพยากรที่ไม่ถูกนำมาใช้ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้

ขณะนี้กระบวนการรีไซเคิลทำให้ของเสียจากร่างการมนุษย์นี้ปราศจากเชื้อโรค แต่ภารกิจที่ต้องทำต่อไปคือการกำจัดสารเคมีในปัสสาวะ ที่มาจากยาที่มนุษย์รับประทาน

อาจารย์เลิฟ กล่าวว่า สารเคมีตกค้างจากยา นอกจากไม่เป็นที่ต้องการของพืชแล้ว ยังสร้างปัญหาต่อเเหล่งน้ำและสัตว์น้ำได้

ท้ายสุดเธอย้ำถึงความตั้งใจของโครงการนี้ ที่น้ำจากร่างกายมนุษย์และที่มีเเร่ธาตุอาหารมาให้พืช ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยของเสียนี้สู่แหล่งน้ำ ซึ่งน่าจะช่วยลดปัญหา การแพร่ขยายอย่างรุนแรงของสาหร่ายในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะสาหร่ายเหล่านั้นได้รับธาตุอาหารเกินความจำเป็น

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=169290650407313579

This photograph taken on May 16, 2018, shows a figurine standing in front of the logo of social network Facebook on a cracked screen of a smartphone in Paris.

บริษัทเฟสบุ๊ก กล่าวว่า ความผิดปกติของซอฟท์แวร์ ทำให้เกิดจุดบอดในการปกป้องรูปส่วนตัวของผู้ใช้เกือบ 7 ล้านคน

โดยทางบริษัทกล่าวขอโทษผู้ใช้ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนบล็อกของบริษัท

ข่าวนี้ถือเป็นอีกครั้งนี้ที่เฟสบุ๊กเผชิญกับปัญหาการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

เฟสบุ๊กเปิดเผยเรื่องนี้ในวันศุกร์ และชี้ว่ามีแอพ 1,500 เเอพ ที่อาจเข้าถึงรูปส่วนตัวของผู้ใช้เป็นเวลา 12 วัน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา


เครือข่ายโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นได้ทำพิธีเปิดการออกอากาศทีวี 8K และ ทีวี 4K ซึ่งมีความคมชัดสูงมากแบบภาพคมชัดความละเอียดสูงสุด โดยเริ่มออกอากาศแล้วเมื่อเวลา 10.00น. ตามเวลาญี่ปุ่น ของวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา โดยช่องที่ได้ออกอากาศความละเอียดสูงระดับ 8K คือช่อง NHK

ผู้ที่รับชมโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่น สามารถรับชมรายการทีวีของช่อง NHK แบบคมชัดสูงบนทีวี 8Kและ 4K ได้ผ่านทางทีวีดาวเทียมช่อง BS8K และช่อง BS4K ทั้งนี้รับชมได้เฉพาะบนเครื่องรับโทรทัศน์บางเครื่องหรือเครื่องรับสัญญาณ SET TOP BOX ที่รองรับ 8K และ 4K เท่านั้น โดยรายการที่ออกอากาศทางทีวี 8K เป็นรายการแรกคือ ภาพยนตร์เรื่อง A Space Odyssey ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2001

ข้อมูลจาก NHK WORLD , engadget


สตาร์ทอัพอิตาลี-อังกฤษ เปิดตัวรถจักรยานยนต์แห่งอนาคต คันละ 3.8 ล้าน!


บริษัท ARC สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัว Vector รถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ที่ปลอดภัย ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน แต่เปี่ยมด้วยความรวดเร็วปราดเปรียวสไตล์ซูเปอร์ไบค์ ที่เมืองมิลานของอิตาลี ด้วยราคา 117,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.8 ล้านบาท

รถจักรยานยนต์ Vector ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ตัวรถใช้ส่วนประกอบคาร์บอนน้ำหนักเบา แต่ประกอบชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดด้วยมือประหนึ่งงานศิลปะที่โฉบเฉี่ยวบนท้องถนน ทำความเร็วสูงสุด 200 ไมล์ และชาร์จไฟเต็มถังใน 45 นาที

ในแง่ความปลอดภัย รถจักรยานยนต์ Vector มีระบบ haptic sensor technology หรือ เทคโนโลยีระบบสัมผัส ผ่านเสื้อแจ็คเก็ตอัจฉริยะ ที่สามารถเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการขับขี่ รวมถึงหมวกกันน็อคอัจริยะที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ให้สามารถขับขี่ได้ 3 รูปแบบ รวมทั้งสามารถเปิดเพลงฟัง และมีกล้องหลังที่สามารถฉายภาพผ่านกระจกหมวกกันน็อคที่สวมใส่ได้ด้วย

ทั้งนี้ บริษัท ARC มีสำนักงานใหญ่ในบริษัท Coventry ในอังกฤษ และได้รับเงินทุนจาก Jaguar Land Rover ซึ่ง ARC ตั้งเป้าผลิตรถจักรยานยนต์แห่งอนาคตให้ได้ 400 คันในปีแรกของการเปิดจำหน่ายเชิงพาณิชย์


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=168298456908916577



มีการคาดการว่า AI (artificial intelligence)  หรือ ปัญญาประดิษฐ์  แขนงการศึกษาทางวิทยาการคอมพิวเตอร์แขนงหนึ่งที่พยายามจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคิดหาเหตุผลได้ เรียนรู้ได้ ทำงานได้เหมือนสมองมนุษย์  ทำงานแทนคน’ อีก 7 ปีคนจะตกงานเป็นล้าน!

.
บริษัททั่วโลกมองหาความรวดเร็ว ผู้ใช้มองหาความสะดวกสบาย...แล้วทำไม ‘คน’ อย่างเราจะไม่ตกงานกันล่ะ?
.
++ ปี 2025 คนจะตกงานกว่า 5 ล้านตำแหน่ง ++
.
ในสหรัฐอเมริกามีหุ่นยนต์ที่เข้ามาทำงานแทนคนแล้วกว่า 1.75% ต่อคนงาน 1,000 คน และคาดว่าในปี 2025 จะกระโดดขึ้นไปอีก 4 เท่า! และปี 2040 ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษคาดว่าผู้คนจำนวนมากจะพากันตกงาน และส่วนหนึ่งต้องทำงานหนักขึ้น
.
แต่ในบรรดาอาชีพที่จะถูกแย่งงาน ก็ยังมี Safe Zone ที่ในอนาคตยังมีความเป็นไปได้อยู่น้อยนิดที่จะถูกแทนที่ด้วย AI
.
++ 5 อาชีพแห่งอนาคต ที่ AI ยังขโมยไปไม่ได้ ++
.
จากผลการสำรวจของ BBC และมหาวิทยาลัย Oxford บอกว่าสายอาชีพด้านสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การจัดการคน และการสื่อสารกับคนจำนวนมากยังเป็นสกิลที่ ‘คน’ ยังทำได้ดีกว่า
.
และนี่คือตัวอย่าง 5 อาชีพ ที่โล่งอกได้เลยว่าในช่วง 2 ปีนี้จะยังไม่ถูก AI ขโมยงานคุณไปแน่นอน
.
1. Creative

เพราะ AI ไม่มีสมองซ๊กขวา ตอนนี้คอมพิวเตอร์เก่งในการวิเคราะห์โครงสร้าง และตีความข้อมูลตามที่เราป้อนเข้าไปให้ แต่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์ขนาดนั้น แม้ว่าจะเริ่มมี AI ที่เขียนข่าว/แต่งเพลง ออกมาบ้างแล้วก็ตาม
.
2. Sales Managers (ผู้จัดการฝ่ายขาย)

เพราะอาชีพนี้ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูล และพูดคุยกับคนมากมาย บางสถานการณ์ก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้าใจลูกค้า และแวดล้อมมากขึ้น มีสถิติบอกว่าโอกาสที่ถูกจะแทนที่ด้วย AI เป็นไปได้แค่ 1.3%
.
3. Data Analysts (นักวิเคราะห์ข้อมูล)

ในปี 2020 จะเป็นอาชีพที่หลายบริษัททั่วโลกต้องการสูงมาก ขนาดในสหรัฐอเมริกายังมีตัวเลขการจ้างงานตำแหน่งนี้เพิ่มขึ้นมากถึง 6 เท่า เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว
.
4. Software Developers (นักพัฒนาซอฟต์แวร์)

เพราะเทคโนโลยีมันมาแรง สายอาชีพนี้จึงเรียกได้ว่าฮอตมาก! เพราะคนเหล่านี้จะเป็นเหมือนหัวใจในการพัฒนาระบบซอฟแวร์ และคาดว่าในปี 2024 จะโตได้อีก 19% เลยทีเดียว
.
5. Diagnostic Medical Sonographer (นักวินิจฉัยทางการแพทย์)

เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอุปกรณ์ Ultrasound อาชีพนี้เลยเป็นอาชีพที่คาดว่าในอนาคตจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกถึง 24%
.
++ Safe Zone ไม่ได้มีแค่นี้ และไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ++
.
เราเห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะไปคิดห้างใหญ่ ๆ จะเจ๊งได้ เพราะอีคอมเมิร์ซ...ใครจะคิดว่านิตยสารจะตายแค่เพราะอินเทอร์เน็ตเข้ามา
.
ทั้งหมดที่ว่ามานี้เกิดขึ้นมาในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น ทุกคนต้องตื่นตัวและต้องเตรียมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ "คนฉลาด ไม่ใช่คนที่ทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่เป็นคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสมลงตัว" ส่วนกะลาแลนด์ ไม่ปรับตัว มีแต่ทรงกับทรุดถอยหลัง เพราะเผด็จการครอบงำ.... //


Posted: 06 Jul 2018 11:01 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

จากกรณีที่ชาวเน็ตและผู้ให้บริการข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอย่างวิกิพีเดียประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ออนไลน์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางสภายุโรปลงมติคัดค้านมาตรา 13 ของกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้ว โดยผู้วิพากษ์วิจารณ์บอกว่ามันเป็นมาตราที่เป็นอันตรายต่ออินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างและเสรี

สื่อ Wired รายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2561 ระบุว่าสภายุโรปลงมติคัดค้านมาตรา 13 ของร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ออนไลน์ฉบับใหม่ หลังจากมีการประท้วงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นภัยต่ออินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างและเสรี สภายุโรปลงมติคัดค้านมาตราดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 318 ต่อ 278 โหวต โดยมี 31 เสียงที่งดออกเสียง

การโหวตคัดค้านมาตราดังกล่าวทำให้ร่าง กม. ถูกส่งกลับไปในกระบวนการร่างใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ของอียูจะมีการนำมาถกเถียงอภิปรายอีกครั้งในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้ทำให้กลุ่มผู้แทนฯ มีเวลาในการหารือและปรับปรุงร่างกฎหมายนี้ต่อไป

หนึ่งใน ส.ส. ยุโรปที่ต่อต้านกฎหมายใหม่นี้คือ จูเลีย เรดา สมาชิกสภายุโรปจากพรรคโจรสลัด (Pirate Party) เธอระบุถึงเรื่องการลงมติคัดค้านมาตรา 13 ผ่านทวิตเตอร์ว่าถือเป็น "ความสำเร็จครั้งใหญ่ การประท้วงของพวกคุณได้ผล!"

ร่างกฎหมายมาตราดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ผลักภาระให้กับเว็บไซต์ต่างๆ มากเกินไปในการตรวจเช็คเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ที่ต่อต้านในเรื่องนี้มีทั้ง พอล แมคคาร์ทนีย์ อดีตสมาชิกวงดนตรีบีทเทิลและผู้คิดค้นระบบเวิร์ลไวด์เว็บ ทิม เบอร์เนอร์ลี

สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งบันทึกเสียงอังกฤษ (BPI) แถลงถึงเรื่องการโหวตคัดค้านในครั้งนี้ว่าพวกเขาจะทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายในการ "อธิบายว่ามาตรการที่เสนอมานี้จะให้ผลประโยชน์ไม่ใช่เพียงต่อความคิดสร้างสรรค์ของชาวยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและภาคส่วนเทคโนโลยีด้วย" แต่มูลนิธิโมซิลลาเจ้าของเบราเซอร์ Firefox ชื่นชมการโหวตคัดต้านในครั้งนี้ว่า กม. ลิขสิทธิ์อียูจะบีบให้บริษัทอินเทอร์เน็ตต้องกรองเว็บตัวเองและทำให้เกิดการเก็บภาษีการวางลิงค์ออนไลน์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สื่อ Wired ระบุว่าการลงมติในครั้งนี้แต่ละกลุ่มก็มีการพยายามวื่งเต้นในแบบของตัวเอง ขณะที่ฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์อ้างว่าควรจะมีกฎหมายที่บังคับใช้กับระบบตลาดในอียู แต่สำหรัยคนจำนวนมากมองว่าร่างกม.ฉบับนี้ยังคงคลุมเครือมากเกินไปและมีการบังคับใช้ตีขลุมกว้างเกินไปโดยที่ไม่มีความเข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร

ในจดหมายเปิดผนึกต่อต้านกม.นี้จากผู้นำไอที 70 ราย รวมถึงเบอร์เนอร์-ลี เตือนว่าร่างกม.นี้จะเป็น "ภัยร้ายแรง" ต่ออนาคตของอินเทอร์เน็ต โดยที่นอกจากกม.มาตรา 13 ที่ระบุให้บังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์จริงจังมากขึ้นแล้ว อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 11 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากเรื่องการบังคับให้ต้องจ่ายเงินถ้าหากมีการแชร์ลิงค์ด้วย ทำให้ถึงแม้ว่ามาตรใหม่นี้จะอ้างเจตนาว่าต้องการอัพเดทกฎหมายลิขสิทธิ์ให้เข้ากับเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่บางส่วนของกม.นี้ก็ใช้การจริงไม่ได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการใช้ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการแสดงออกสร้างสรรค์ต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตด้วย


เรียบเรียงจาก
The EU's dodgy Article 13 copyright directive has been rejected, Wired, 05-07-2018
https://www.wired.co.uk/article/article-13-eu-copyright-directive-memes


Posted: 26 May 2018 09:03 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นคร เสรีรักษ์

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
GDPR (General Data Protection Regulation) เป็นกฎระเบียบของ EU ที่ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนในกลุ่มประเทศ EU จากการที่ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลถูกล่วงละเมิดมากขึ้นในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นการปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งออก EU Directive เมื่อปี 1995

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ได้รับความสนใจหรือตระหนกตกใจกันมาก น่าจะเป็นบทลงโทษที่ระบุไว้ว่า การเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน EU ที่ไม่ปฎิบัติตาม GDPR จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านยูโร หรือ 2-4% ของรายได้ต่อปีทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าวงเงินใดมากกว่า กฎระเบียบนี้มีผลใช้บังคับกับหน่วยงานที่อยู่ใน EU และรวมไปถึงหน่วยงานนอก EU

หลักการคุ้มครองข้อมูลยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของ EU Directive โดยมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในข้อกำหนดใน GDPR ดังนี้

1. ขอบเขตการบังคับใช้เชิงพื้นที่

GDPR บังคับใช้ในทุกหน่วยงานที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลพลเมืองที่อาศัยอยู่ใน EU ไม่ว่าบริษัทจะตั้งอยู่ที่ไหน นั่นคือ GDPR บังคับใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลใน EU ไม่ว่าการประมวลผลจะทำใน EU หรือไม่ก็ตาม โดยจะบังคับใช้กับทุกกิจกรรมที่เป็นการจำหน่ายสินค้าและบริการแก่พลเมือง EU และทุกกิจกรรมที่มีลักษณะการติดตามพฤติกรรมของพลเมืองที่เกิดขึ้นใน EU หากเป็นธุรกิจของประเทศอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก EU (Non-EU Business) ก็ต้องดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนใน EU ด้วย

2. บทลงโทษ

ในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือการรั่วไหลของข้อมูล (Data Breach) หน่วยงานที่ไม่ปฎิบัติตามข้อกำหนดจะถูกปรับเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านยูโร หรือ 2-4% ของรายได้ต่อปีขึ้นอยู่กับว่าวงเงินใดสูงกว่า ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดในกรณีร้ายแรง เช่น การไม่ขอความยินยอมที่เหมาะสมเพียงพอในการประมวลผลข้อมูล หรือการปฏิบัติขัดหลักการ Privacy by Design บางกรณีมีโทษปรับ 2% เช่นกรณีการไม่มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ การไม่แจ้ง Supervising Authority และเจ้าของข้อมูลเมื่อเกิดเหตุรั่วไหล หรือการไม่จัดทำ Privacy Impact Assessment

3. การให้ความยินยอม

หลักความยินยอมได้รับการยืนยันเข้มแข็งมากขึ้น โดยระบุว่าการขอความยินยอมต้องดำเนินการในรูปแบบที่เข้าใจได้และสามารถเข้าถึงได้สะดวก (Intelligible and easily access) ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลในการขอคำยินยอม โดยการขอความยินยอมต้องมีความชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย การยกเลิกการให้ความยินยอมก็ต้องดำเนินการได้โดยสะดวก

สิทธิของเจ้าของข้อมูลภายใต้ GDPR

สิทธิที่จะได้รับแจ้งเมื่อเกิดความเสียหาย (Breach Notification)


ภายใต้ GDPR ถือว่าการแจ้งเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เมื่อเกิดความเสียหายหรือการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งเกิดผลกระทบมีความเสี่ยงต่อสิทธิเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้การแจ้งต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง โดยผู้ประมวลผลต้องแจ้งต่อลูกค้าและผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่ชักช้าหลังจากเกิดความเสียหาย

สิทธิที่จะรู้และเข้าถึงข้อมูล (Right to Access)

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะได้รับการแจ้งจากผู้ควบคุมข้อมูลว่า มีการประมวลผลข้อมูลหรือไม่ การประมวลผลดำเนินการที่ไหน มีวัตถุประสงค์อะไร และเมื่อร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลจะต้องจัดหาสำเนาข้อมูลดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ข้อกำหนดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องความโปร่งใสของข้อมูลและเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของเจ้าของข้อมูล

สิทธิที่จะขอให้ลบข้อมูล (Right to be Forgotten/Right to erase)

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ (1) ในการแจ้งให้ลบข้อมูล ระงับการเผยแพร่ หยุดการประมวลผลโดยบุคคลที่สาม (2) มีสิทธิในการแจ้งให้ลบข้อมูลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บครั้งแรก และ (3) มีสิทธิในการลบข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลได้ยกเลิกความยินยอม

ทั้งนี้ผู้ควบคุมต้องใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเปรียบเทียบสิทธิของเจ้าของข้อมูลกับประโยชน์สาธารณะในการมีอยู่ของข้อมูลนั้น

สิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง (Data Portability)

สิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้ตามปกติรวมทั้งรูปแบบที่อ่านได้ด้วยเครื่องมือ/อุปกรณ์ (machine-readable format)

สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ต้น (Privacy by Design/Privacy by Default)

กำหนดให้มีการวางระบบความคุ้มครอง(Protection) ตั้งแต่ในโอกาสแรกของการออกแบบระบบ มากกว่าการมาเพิ่มการดำเนินการในภายหลัง โดยกำหนดว่าต้องมีการใช้มาตรการทางเทคนิคและการบริหารที่เหมาะสม โดยยึดหลักประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นการคุ้มครองสิทธิเจ้าของข้อมูล

ผู้ควบคุมข้อมูลจะเก็บและและประมวลผลข้อมูลได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ (data minimization) และต้องมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการประมวลผล

สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองโดยเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ (Data Protection Officers: DPO)

ใช้ระบบการเก็บบันทึกข้อมูลภายในองค์กร (Internal Record Keeping) แทนระบบการรายงานต่อ Data Protection Authorities (DPA) และกำหนดให้มีการแต่งตั้ง DPO สำหรับผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และมีภารกิจหลักในการติดตามและประมวลผลข้อมูลเป็นประจำและเป็นระบบ (Regularly and Systematic monitoring Data Subjects)

การแต่งตั้ง DPO ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติด้านวิชาชีพและความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาคการปฏิบัติ โดยอาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรหรือผู้ให้บริการภายนอก ต้องแจ้งข้อมูลการติดต่อกับทาง DPA และต้องมีทรัพยากรเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจและพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญของ DPO ทั้งนี้ DPO มีระบบรายงานต่อผู้บริหารระดับสูง และต้องไม่ทำหน้าที่อื่นที่อาจเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน


เกี่ยวกับผู้เขียน: นคร เสรีรักษ์ เป็นอาจารย์ผู้สอนอยู่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้ก่อตั้ง PrivacyThailand


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
GDPR: มาตรฐานข้อมูลส่วนตัวล่าสุดจากอียู


Posted: 17 May 2018 05:27 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

มีการประท้วงเรื่องที่กูเกิลให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ ในโครงการที่จะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบระบุตัวตนจากภาพถ่ายโดรน มีพนักงานกูเกิลส่วนหนึ่งลาออกเพื่อประท้วงในเรื่องนี้และสหภาพแรงงานด้านเทคโนโลยีกับปัญญาชนเทคโนโลยีบางส่วนออกจดหมายประท้วงในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าเป็นโครงการที่เอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้แบบเป็นอันตรายกับผู้คน

17 พ.ค. 2561 พนักงานของกูเกิลลาออกเพื่อประท้วงการที่บริษัทตัดสินใจช่วยเหลือด้านระบบปัญญาประดิษฐ์แก่กองทัพสหรัฐฯ ในโครงการที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งอย่าง 'โครงการมาเวน'

ตั้งแต่สามเดือนที่แล้วมีการเปิดเผยต่อสาธารณะในเรื่องที่กูเกิลจะให้การช่วยเหลือด้านระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอแก่ 'โครงการมาเวน' ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการนำเอไอมาใช้ช่วยให้วิเคราะห์รูปถ่ายจากโดรนเพื่อระบุตัวตนของรูปคนและรูปวัตถุได้เร็วขึ้น มีพนักงานของกูเกิลหลายสิบรายลาออกเพื่อประท้วงในเรื่องนี้

ลูกจ้างของกูเกิลลาออกเพื่อประท้วงด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุเรื่องจรรยาบรรณของการใช้เอไอในสงครามโดรน ไปจนถึงความเป็นห่วงเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองของกูเกิลที่อาจจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งาน

ถึงแม้ว่าโฆษกกูเกิลจะแถลงว่าสิ่งที่พวกเขาทำร่วมกับโครงการมาเวนนั้น "มีวัตถุประสงค์ในเชิงที่ไม่ใช่การโจมตีทางการทหาร" แต่ในจดหมายเปิดผนึกที่มีพนักงานกูเกิลเกือบ 4,000 รายชื่อลงนามประท้วงในเรื่องนี้ระบุว่า "เทคโนโลยีใดก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการทหาร เมื่อถูกนำไปใช้แล้ว ก็อาจจะกลายเป็นตัวช่วยในภารกิจที่ร้ายแรงต่อชีวิตคนได้โดยง่าย"

ในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวยังเรียกร้องให้กูเกิลยกเลิกโครงการดังกล่าวทันทีโดยระบุว่า "พวกเราเชื่อว่ากูเกิลไม่ควรจะกลายเป็นธุรกิจแห่งสงคราม"

หนึ่งในพนักงานกูเกิลที่ลาออกประท้วงกล่าวว่าเขาไม่เข้าใจสาเหตุว่าทำไมกูเกิลถึงร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่กูเกิลก็เป็นบริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่น่าจะหาลูกค้าอื่นได้ในการให้ความร่วมมือกับระบบเอไอ เขาบอกอีกว่ามันน่าจะเข้าท่ากว่าด้วยซ้ำสำหรับกูเกิลและชื่อเสียงของกูเกิลเองถ้าหากพวกเขาไม่เข้าร่วมโครงการมาเวน พนักงานรายนี้กล่าวอีกว่าการเรียกร้องจากภายในสำหรับเขายังไม่พอ การแสดงออกที่หนักแน่นที่สุดที่เขาสามารถทำได้คือการลาออก

นอกจากพนักงานกูเกิลแล้วมีกลุ่มอื่นที่ต่อต้านความร่วมมือของกูเกิลกับโครงการการทหารสหรัฐฯ เช่นกัน คณะกรรมการนานาชาติเพื่อการควบคุมอาวุธหุ่นยนต์ (International Committee for Robotics Arms Control หรือ ICRAC) แสดงการผนึกกำลังร่วมกับพนักงานกูเกิลด้วยการออกจดหมายประท้วงที่มีนักวิจัยและนักวิชาการด้านเอไอมากกว่า 200 รายชื่อร่วมลงนาม ในจดหมายดังกล่าวเรียกร้องให้กูเกิลยกเลิกสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยระบุว่ากูเกิล "มีพันธกรณีในการไม่ควรติดอาวุธให้กับเทคโนโลยีตัวเอง"

จดหมายของ ICRAC ระบุอีกว่าถ้าหากจรรยาบรรณของบริษัทเทคโนโลยีคือการคำนึงถึงว่าใครจะได้รับผลกระทบทางบวกหรือในเชิงที่เป็นอันตรายจากเทคโนโลยีนั้นๆ แล้ว เทคโนโลยีการช่วยเหลือโดรนสหรัฐฯ จะกลายเป็นอันตรายต่อประชาชนในแง่ที่มันใช้ระบบอัตโนมัติคำนวนเอาเองว่ามีเป้าหมายใดที่จะถูกสังหารจากระยะไกลได้บ้างโดยไม่ต้องรับผิดชอบกับการก่อเหตุของตน

ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มสัมพันธมิตรแรงงานภาคเทคโนโลยี (Tech Workers Coalition) ลงนามต่อต้านในเรื่องนี้ตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมาเรียกร้องให้กูเกิลยกเลิกความร่วมมือโครงการมาเวน หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทไอทีอื่นๆ อย่างไอบีเอ็มและแอมาซอน ต่างก็ปฏิเสธไม่ยอมร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ มาก่อนแล้ว

"พวกเราไม่สามารถละเลยอคติที่เป็นอันตราย การละเมิดวามเชื่อมั่นในวงกว้าง และการขาดการพิทักษ์จรรยาบรรณจากอุตสาหกรรมของพวกเราและจากเทคโนโลยีของพวกเราอีกต่อไปแล้ว ... เรื่องนี้เป็นเรื่องความเป็นความตาย" สัมพันธมิตรแรงงานภาคเทคโนโลยีระบุในแถลงการณ์



เรียบเรียงจาก

A dozen Google employees quit over military drone project, Ars Technica, 15-05-2018

Google Employees Resign in Protest Against Pentagon Contract, Gizmodo, 14-05-2018


Posted: 13 May 2018 01:15 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

'จิสด้า' เปิดตัวแอพพลิเคชั่น 'บำเพ็ญ' ช่วยแจ้งเตือนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมทางอากาศ ได้รับทราบถึงจุดหรือพิกัดที่จะมีการปล่อยบั้งไฟ เพื่อจะได้วางแผนในเส้นทางการบิน และไม่ให้เกิดอันตรายหรือผลกระทบกับการคมนาคมทางอากาศ

13 พ.ค. 2561 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่าสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม เปิดตัว "ระบบบริหารจัดการกิจกรรมบั้งไฟ" หรือแอพพลิเคชั่น "บำเพ็ญ" ณ บริเวณสวนสาธารณะพญาแถน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ตั้งเป้าให้หน่วยงานทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชนได้ใช้งานอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยให้กับการคมนาคมทางอากาศ โดยไม่กระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และประเพณีอันดีงามของคนไทย

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัจจุบัน การปล่อยบั้งไฟนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายและผลกระทบต่อการคมนาคมทางอากาศได้ หลายปีมานี้มีการแจ้งพบบั้งไฟขณะทำการบินซึ่งนักบินไม่ได้รับแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด พยายามแก้ไขปัญหาในจุดนี้โดยได้ขอความร่วมมือและสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นหรือผู้ที่ต้องการประกอบกิจกรรมการจุดบั้งไฟ เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ควบคุมและเฝ้าระวังบริเวณโดยรอบสนามบิน และเส้นทางบินเป็นพิเศษ รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงขั้นตอนการขออนุญาตการจุดบั้งไฟกับทางหน่วยงานปกครองในท้องที่ก่อนการประกอบกิจกรรมฯ ทุกครั้งด้วย โดยเฉพาะระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงประเพณีบุญบั้งไฟของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากสถิติที่พบเมื่อปี 2560 มีการแจ้งการจุดบั้งไฟมากถึง 19,520 บั้ง และมีนักบินพบเห็นบั้งไฟขณะทำการบินจำนวนมากกว่า 50 ครั้ง

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบด้านความปลอดภัยที่เกิดจากกิจกรรมการปล่อยบั้งไฟมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีมาตรการและข้อบังคับในการขออนุญาตแต่ก็ยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการคมนาคมทางอากาศอย่างครบวงจร ทำให้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นกับการคมนาคมทางอากาศได้ทั้งหมด เช่น เขตพื้นที่ห้วงอากาศสำหรับการเดินอากาศ หรือเส้นทางการจราจรทางอากาศ รวมถึงข้อมูลที่สำคัญบางส่วนในใบอนุญาตอาจยังไม่ครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า จึงทำการพัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการปล่อยบั้งไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการคมนาคมทางอากาศและเป็นการส่งเสริมในการนำระบบภูมิสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนของการส่งคำขอใบอนุญาตจากทางภาคประชาชน การรับรองคำขอจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องที่ การวิเคราะห์ความปลอดภัย รวมไปถึงการออกใบอนุญาตทั้งกระบวนการแบบครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และรักษาความปลอดภัยทางการคมนาคมทางอากาศของประเทศไทย ซึ่งเมื่อต้นเดือนเมษายน 2561 ได้มีการนำระบบดังกล่าวมาทดสอบใช้งานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัดคือ ศรีสะเกษ และยโสธร ได้รับทราบ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงคมนาคม, บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, กรมการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และการท่าอากาศยานไทย เป็นต้น ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าว

ทางด้าน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า กล่าวว่า จิสด้าได้พัฒนาเครื่องมือภูมิสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการด้านการคมนาคมทางอากาศและความปลอดภัยทางอากาศ หรือที่เรียกว่า GISAVIA ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานใน 2 ส่วน หรือ Dual use ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งมิติของความมั่นคงและมิติด้านพลเรือน รองรับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยจุดเด่นของ GISAVIA พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการเติบโตของการจราจรทางอากาศ เพิ่มขีดความสามารถทางด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน่านฟ้าการจราจรทางอากาศตามมาตรฐานสากล ซึ่งจากความสามารถของ GISAVIA นั้น ได้มีการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างง่าย นั่นก็คือ “บำเพ็ญ” เป็นแอพพลิเคชั่นสนับสนุนการบริหารจัดการให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการควบคุมการปล่อยบั้งไฟที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นประเพณีบุญบั้งไฟของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการดังกล่าวจะต้องไม่กระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมาช้านานของคนในพื้นที่ด้วย

แอพพลิเคชั่น “บำเพ็ญ” จะช่วยแจ้งเตือนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมทางอากาศ ได้รับทราบถึงจุดหรือพิกัดที่จะมีการปล่อยบั้งไฟ เพื่อจะได้วางแผนในเส้นทางการบิน และไม่ให้เกิดอันตรายหรือผลกระทบกับการคมนาคมทางอากาศ ทั้งด้านทางทหาร ด้านพลเรือน ด้านการบินพาณิชย์ เป็นต้น นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะช่วยให้ประชาชนที่ลงทะเบียนใช้งาน ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องกรอกเอกสารบนกระดาษอีกต่อไป ช่วยประหยัดเวลาในการยื่นเอกสาร รวมทั้งผู้ใช้งานสามารถติดตามคำขอของตนเองได้ด้วย โดยลักษณะการใช้งานของระบบดังกล่าวสามารถแจ้งชื่อกิจกรรม ประเภทของวัตถุที่จะปล่อย เส้นผ่านศูนย์กลาง น้ำหนัก และจำนวนของวัตถุที่ต้องการจะปล่อยสู่น่านฟ้าได้ ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการจัดการของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในการวิเคราะห์และประเมินด้านความปลอดภัยในการคมนาคมทางอากาศ จนกระทั่งสู่การออกใบอนุญาตในที่สุด

“บำเพ็ญ” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อใช้ในการกำหนดเป็นนโยบาย หรือมาตรการ หรือข้อบังคับ หรือการขออนุญาตในการบินโดรน หรือการบินประเภทอื่นๆ ในอนาคตได้ ซึ่งมีกรอบแนวคิดและวีธีการในการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน ผู้อำนวยการจิสด้า กล่าว

หมายเหตุ: สามารถดาวน์โหลด Bampen ได้ที่ Play Store บนระบบแอนดรอยด์ได้แล้ววันนี้ สำหรับระบบ IOS อยู่ระหว่างการพัฒนา


[full-post]

ใครเบื่อพาวเวอร์พอยท์ในที่ประชุมบ้าง?


Jeff Bezos นายใหญ่ของ Amazon บอกว่า ที่บริษัทของเขาเนี่ยสั่งห้ามไม่ให้พนักงานใช้พาวเวอร์พอยท์ในที่ประชุม เพราะว่ามันใช้ไม่ได้ผล และเสียเวลา
ลองนึกดูสิคะว่าพาวเวอร์พอยท์ทำให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง?
 พนักงานมัวแต่ใส่ใจทำพาวเวอร์พอยท์ให้สวย ให้มีกราฟิคว้าวๆ จนไม่ได้ใส่ใจเนื้อหา
 มีแต่ bullet point ที่ผู้นำเสนอก็อ่านไป คนฟังก็ฟังตามไปเรื่อย รอให้นำเสนอจนจบ
 ใครไม่มีทักษะการพรีเซนท์ก็จะพ่ายแพ้ คนในที่ประชุมไม่ค่อยให้ความสนใจ ก้มหน้ามองมือถือต่อไป ส่วนใครพรีเซนท์เก่งๆ ก็โชคดีหน่อย
ทั้งหมดนี้ทำให้เรามักจะเห็นพนักงานไร้ความสามารถบางคนที่ทำงานไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย แต่กลับเป็นที่รักใคร่ของผู้บริหารเพราะสามารถพรีเซนท์ได้ตื่นเต้นโดนใจ แต่ออกจากห้องประชุมไปแล้วงานจะไม่เป็นสับปะรดก็ไปตกเป็นเวรเป็นกรรมของเพื่อนร่วมงานเองแล้วกัน
==============================
แล้วอเมซอนแก้ปัญหายังไง? 
"อเมซอนใช้วิธีแจกเมโม่ 6 แผ่นก่อนเริ่มประชุม"
ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 ของอเมซอนที่เพิ่งจะตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ได้อุทิศย่อหน้าหนึ่งให้กับแนวทางที่เรียกว่า Six-Page Narrative เขาให้คำอธิบายว่าอเมซอนไม่ทำพาวเวอร์พอยท์หรืออะไรก็ตามที่เป็นรูปแบบสไลด์เลย แต่วิธีที่คนอเมซอนทำกันคือในการประชุมทุกครั้ง จะมีการเขียนเมโม่ความยาวหกหน้าขึ้นมาเพื่อแจกให้ที่ประชุมได้อ่าน ทุกคนจะต้องนั่งอ่านเมโม่หกหน้านั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลาประมาณสามสิบนาที เมื่ออ่านเมโม่กันจนครบแล้วทุกคนในที่ประชุมก็จะเข้าใจภาพตรงกัน และเริ่มต้นพูดคุยถกเถียงไอเดียกันได้
Besoz บอกว่าจริงอยู่ที่คุณภาพของเมโม่ที่ถูกเขียนขึ้นมาจะมีทั้งที่ดีเยี่ยมชัดเจนแจ่มแจ๋วราวกับท่วงทำนองที่นางฟ้าขับร้อง แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีเมโม่เห่ยๆ ที่มาจากคนละโลกกับเมโม่กลุ่มแรก ซึ่งความแตกต่างก็คือคนที่เขียนเมโม่คุณภาพงั้นๆ มักจะนึกว่าเมโม่เหล่านี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการเขียนก็พอแล้ว แต่เมโม่ของดีที่แท้จริงจะต้องผ่านการคิด คำนวณ แก้ไข แต่งเติม เดินไปพักแล้วกลับมาแก้ใหม่ กระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น แต่ก็จะได้เมโม่ที่คุณภาพดี มีขอบเขตที่ชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจในที่สุด
องค์กรอื่นๆ อาจจะลองทำตามดูบ้างนะคะ คราวหน้าที่จะนัดประชุมก็บอกไว้เลยว่าไม่ต้องทำพาวเวอร์พอยท์ แต่ขอเมโม่เจ๋งๆ ให้ทุกคนได้อ่านก่อนเริ่มประชุมแทน 
==============================
ลองอ่านบทความเต็มๆ ตามลิงค์นะคะ ซู่ชิงลองให้ไอเดียว่าถ้าหากไม่ใช้พาวเวอร์พอยท์ การประชุมจะสามารถทำในรูปแบบไหนได้อีกบ้าง และไม่ใช่แค่การประชุมในบริษัทเท่านั้น การเรียนการสอนระหว่างครูกับนักเรียนก็เช่นเดียวกัน
ใครมีไอเดียอะไรมานำเสนอทิ้งคอมเมนต์ไว้พูดคุยกันได้นะคะ ก่อนทิ้งคอมเมนต์อย่าลืมแก้การตั้งค่าจาก Friends and admin page ให้กลายเป็น Public คอมเมนต์ด้วยนะคะ คนอื่นๆ จะได้อ่านได้ค่ะ 



งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการแก้ไขสมอง ที่นักวิทยาศาสตร์หวังจะถอดรหัสภาษาของสมองและเรียนรู้ที่จะทำซ้ำ

นักประสาทวิทยาแห่ง University of California Berkely กำลังสร้างอุปกรณ์ที่มีความสมารถในการ 'แฮค' สมอง เพื่อ 'แก้ไข' ความรู้สึกและความทรงจำได้ ดูเหมือนว่าภาพฝันจากภาพยนตร์เรื่อง 'Total Recall' ดูจะขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะแล้ว

ในงานดังกล่าว นักวิจัยได้ 'เปิดใช้' รวมถึง 'ยกเลิก' การทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาทบางชนิดที่อยู่ในสมองของหนู ด้วยการฉายภาพโฮโลแกรมโดยตรงเข้าสู้สมองของพวกมัน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า 'หน้าต่าง' วิธีการดังกล่าวนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกลุ่มเซลล์ประสาทได้ด้วยความแม่นยำ เป็นจำนวนหลายร้อยครั้งต่อวินาที เพื่อเลียนแบบการที่สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้า

งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการ 'แก้ไข' สมอง ที่นักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะถอดรหัส 'ภาษา' ของสมองและเรียนรู้ที่จะทำซ้ำมันได้ อันจะนำไปสู่ความสามารถในการควบคุมความคิด ความทรงจำ และความรู้สึกได้ ราวกับว่าคุณเป็นพระเจ้า

ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีอาจทำให้คุณนึกไปถึง 'การฝังหรือลบความทรงจำ' แต่นักวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ เช่น การทำให้ผู้พิการสามารถควบคุมอวัยวะเทียมได้เช่นเดียวกับแขนขาที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไปจนถึงอำนวยความสะดวกในเรื่องของการรักษาอาการเจ็บปวดโดยไม่ต้องใช้ยา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กว่าที่เราจะสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับมนุษย์จริงๆ ได้นั้น ก็น่าจะยังต้องพัฒนาต่อไปอีกยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ก็เป็นเหมือนการค้นพบเส้นทางที่นำเราให้เข้าใกล้กับการทำงานของระบบประสาทมากขึ้น



ซู่ชิง Jitsupa Chin

คอซีรีส์พลาดไม่ได้ วันนี้ซู่ชิงเลือกซีรีส์ตลกเบาสมองที่ซู่ชิงชอบดูมากๆ บน Netflix มาฝาก 5 เรื่องค่ะ แต่ละเรื่องจะทำให้ดูแล้วอารมณ์ดี ติดงอมแงมแน่นอน ทั้ง 5 เรื่องนี้เราจะดูบนสมาร์ตโฟน Xiaomi Redmi 5 Plus ที่หน้าจอใหญ่สะใจและแบตอึดมากๆ ดูซีรีส์กันได้เต็มอรรถรสแน่นอน

รายละเอียดสเป็ก ราคา และสถานที่จำหน่าย ของ Redmi 5 Plus อยู่ท้ายคลิปนะคะ ใครสนใจสามารถเข้าดูไปข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Mi Thailand และหาซื้อได้ที่ Mi Store ด้วยค่ะ

ใครมีซีรีส์เบาสมองที่ชอบมากและอยากแนะนำให้คนอื่นดูด้วย ฝากไว้ในคอมเมนท์ได้เลยนะคะ




ซู่ชิง Jitsupa Chin

เบื่อไหมคะกับการจ่ายค่าธรรมเนียมธนาคารจุกจิก? จะทำอะไรก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมไปหมดทุกอย่างเลย แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เค้า โอน จ่าย เติม กด ฟรีหมดแล้ว กับ “SCB Easy Freenomenon” สำหรับคนที่ใช้แอปพลิเคชัน SCB EASY ตอนนี้ยกเลิกค่าธรรมเนียมยอดฮิต 5 ประเภท ให้ทำธุรกรรมได้ “ฟรี” ซึ่งค่าธรรมเนียมที่ยกเลิกก็คือ

1. การโอนเงินข้ามเขตธนาคาร
2. การโอนเงินไปบัญชีต่างธนาคาร
3. การเติมเงิน (Top-up) ต่างๆ ทั้งเติมเงินมือถือ e-wallet Easy Pass และอื่นๆ
4. การจ่ายบิล ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ
5. การกดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขตธนาคาร


ทั้งหมดนี้ ฟรี! ฟรีจริงๆ ไม่มีเงื่อนไขดอกจันอะไรให้ซับซ้อนเลยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ด้วยนะคะ ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณเบลล่า ราณี แคมเปน ที่คราวนี้ไม่ได้มาในลุคแม่นางการะเกด แต่กลายเป็น “เบลล่า มานี” ที่หลุดออกมาจากแบบเรียนของเด็กไทย ถักเปียสองข้างสดชื่นแจ่มใส แสดงออกถึงความเฟรนด์ลี่ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงง่าย เหมือนกับตัวแอปพลิเคชัน SCB EASY เลยค่ะ

#SCBEASY #ฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อคุณ#เบลล่ามานี








[right-side]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

มีโทรศัพท์เสี่ยวมี่ที่น่าสนใจมาฝากอีกรุ่นแล้วค่ะ

Xiaomi Redmi 5 Plus รุ่นนี้เพิ่งเริ่มขายในเมืองไทยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง ซู่ชิงได้ลองแกะกล่องแล้วประทับใจในความกว้างของจอภาพที่เต็มตามากๆ อันนี้เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจเลยนะคะถ้าหากคุณกำลังมองหาโทรศัพท์หน้าจอใหญ่ ราคาไม่แพง และแบตอึดๆ

มาลองดูสเป็กกันนะ



• จอภาพขนาด 5.99 นิ้ว อัตราส่วน 18:9 ความคมชัดระดับ FHD+ (2160x1080)
• กระจก 2.5D จอแสดงผลแบบขอบมน - ปุ่มสัมผัสบนหน้าจอ
• ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 (ความเร็วประมวลผลสูงสุด 2.0 GHz)
• ชิปประมวลผลกราฟฟิก Adreno 506
• แรมขนาด 3GB และหน่วยความจํา 32GB / แรมขนาด 4GB และหน่วยความจํา 64GB
• กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล • รูรับแสง f/2.2 / จุดพิกเซล 1.25 um
• กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
• แสงไฟ LED สําหรับเซลฟี่ และมีโหมดปรับความงาม Beautify 3.0
• ถ่ายวิดีโอด้วยความละเอียดสูง 1080p ด้วยความเร็ว 30 ภาพต่อวินาที
• รองรับระบบ 2 ซิมการ์ดแบบ 3 ช่องไฮบริด
• รองรับช่องความถี่ GSM: 2/3/5/8
WCDMA: 1/2/5/8 FDD-LTE: 1/3/4/5/7/8 TDD-LTE: 34/38/39/40/41
• เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
• แบตเตอรี่ 4000 mAh
• รองรับ Micro USB และ USB 2.0
• ระบบปฏิบัติการ MIUI 9, Android N
• ขนาด 158.5 x 75.45 x 8.05 มม. น้ําหนัก 180 กรัม
• มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดํา สีทอง สีโรสโกล และสีน้ําเงิน

Redmi 5 Plus เริ่มวางขายแล้วนะคะ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่าย อย่างเช่น ทีจีโฟน เจมาร์ท ราคาเริ่มสำหรับรุ่นแรม 3GB + หน่วยความจำ 32 GB อยู่ที่ 5,790 บาท ส่วนรุ่นแรม 4GB + หน่วยความจำ 64 GB ราคาจะอยู่ที่ 6,990 บาทค่ะ

รอชมรีวิวในรูปแบบคลิปวิดีโอกันเร็วๆ นี้นะคะ




[full-post]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

ซู่ชิงพาทัวร์ห้องตัวอย่างที่ทั้งสวย โปร่ง โล่ง และอยู่ในทำเลที่แสนจะสะดวกสบาย ของคอนโด Centric รัชโยธิน โครงการแรกของปีจาก SC Asset ใกล้ BTS สถานีรัชโยธิน ลองไปฟังรายละเอียดของคอนโด พร้อมชมเทคโนโลยีอัจฉริยะหลากหลายที่ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Rue Jai (รู้ใจ) กันนะคะ


[full-post]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

แกะกล่อง สนีคพรีวิว Xiaomi Redmi 5A สมาร์ตโฟนสเป็กแรง คุ้มด้วยราคา เพราะว่าเปิดราคามาที่ 2,790 บาท เท่านั้น!

สเป็กโดยย่อ
● หน้าจอ HD ขนาด 5 นิ้ว
● กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
● กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
● ชิปประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 425 (Quad-core, max 1.4GHz)
● แรมขนาด 2GB และหน่วยความจำ 16GB
● ระบบ 2 ซิมการ์ด และมีช่องใส่ MicroSD แยก (เพิ่มได้สูงสุด 128GB)
● แบตเตอรี่ 3000mAh(typ)
● ระบบปฏิบัติการ MIUI 9 บนแอนดรอยด์
● ขนาด: 140 × 70.1 × 8.35 มม.
● น้ำหนัก: 137 กรัม


ใครสนใจครอบครองเป็นเจ้าของ เขาวางจำหน่ายเฉพาะที่ Lazada เท่านั้น เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ลงทะเบียนรับอีเมลแจ้งเตือนได้ที่ bit.ly/2Ehl5SQ เลยค่ะ ส่วนรีวิวฉบับวิดีโอของซู่ชิงจะมาสัปดาห์หน้านะคะ
#Redmi5A #Xiaomi

ข้อมูล-ภาพ จากเพจ  -  ซู่ชิง Jitsupa Chin 


[right-side]


ซู่ชิง Jitsupa Chin

พ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกน้อยฝึกภาษาอังกฤษ-จีน แนะนำแก็ดเจ็ตตัวนี้เลยค่ะ แค่หยิบหนังสือนิทานที่เรามีมาวางไว้ตรงหน้า เจ้านกฮูก Luka ก็จะเริ่มอ่านออกเสียงให้ตามหน้าที่เราเปิด เค้ามีหนังสือในไลบรารี่เป็นหมื่นเล่ม ส่วนเล่มไหนที่ยังไม่มี คุณพ่อคุณแม่ก็อัดเสียงเอาเองได้ วันไหนว่างก็อ่านหนังสือกับลูก วันไหนไม่ว่างก็ให้ลูกอ่านกับ Luka นะคะ



ข้อมูลโดย เพจ  -  ซู่ชิง Jitsupa Chin


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.