แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด


621225 ใครคือคนรวย ใครคือคนจน
            คนที่ทั้งชีวิต เก็บอดออม จนพอจะมีเงินทองใช้บ้าง ตามคำสอนที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อาจต้องเปลี่ยนใจเติมว่า ไปตลาดฟาดให้เกลี้ยงอย่าให้เหลือ เพราะอะไร ออมไปก็เท่านั้น ต้องไปเป็นส่วนหนึ่งแบ่งให้คนอื่นใช้
พวกกินบำนาญ รวยสม่ำเสมอประมาณสองหมื่นกว่านิด ๆ แทบจะไม่พอกิน ถ้าไม่อาศัยค่าเช่าอีกนิดหน่อย เดือนชนเดือนอยู่แล้ว ไม่เคยแม้แต่จะเป็นเศรษฐีต้นเดือนกะใครเขาอื่น กลับต้องโดนจ่ายภาษีที่ไม่เคยต้องจ่าย
เจ็บกระดองใจกว่านั้นตรงที่ได้ยินแต่การแจกเงินให้คนจนมากมายทุกวิถีทาง แต่คนที่พอมีบำนาญไว้พอกินพอใช้ กลับโดนรีดเอา ๆ อะไร ๆ ก็ไม่เคยได้ มีแต่โดน ๆ ภาษีอาน
            ปี 2563 ต้นปี คุณ ๆ ท่าน ๆ ที่มีดอกเบี้ยจากเงินฝากเผื่อเรียก ที่ดอกแสนจะน้อยนิด ประมาณ 0.5 % ถ้ารวมกันเกินปีละ 20,000 แค่ 20,001 บาท ดูในสมุดธนาคารด้วยนะ จะโดนภาษี 15 % ของยอดดอกเบี้ย
            นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อคอนโดหวังค่าเช่า จะโดนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 0.3 จากราคาประเมินของที่ดินกับท้องที่ เรียกว่าราคาประเมิน 1 ล้านบาท ต้องจ่าย 3,000
            ดอกธนาคารโดนหักไป ยังพอมีจ่าย เพราะหักจากบัญชีไปแล้ว ส่วนเดือนชนเดือน อย่าลืมกระเบียดกระเสียนตนเอง หามาจ่ายภาษีจากค่าเช่าด้วยล่ะ
            นึกถึงหนังเก่าวัยเด็กเรื่องโรบินฮูด ปล้นคนรวยเอาไปแจกคนจน ใครคือคนรวย ใครคือคนจน คนที่ฝากเผื่อเรียก คนที่มีค่าเช่า น่าจะเป็นคนรวยนะ ส่วนที่ได้รับแจก คนที่ใช้บัตรทองรักษาโรคคงเป็นคนจน เบื้องหลังคนจนกลุ่มนี้บางคน อาจมั่งมีกว่าคนรวยที่โดนรีดภาษีก็ได้เน้อ
            ปีใหม่แล้ว เปลี่ยนรูปแบบการออม คนที่พอมีเงินมากหน่อยขายบ้านเก่า โยกสมบัติทั้งหมดไปซื้อบ้านหลังใหม่หลังเดียว อย่าให้เกิน 50 ล้าน จะไม่โดนภาษีใด ๆ ถ้ายังมีไม่มาก ไม่อยากโดนภาษี หาซื้อโอ่งซื้อตุ่มแล้วซื้อทองมาฝังใต้ดิน อย่าเอาธนบัตรนะเดี๋ยวโดนปลวกแทะ หมดตัวได้
            ไม่รู้ว่า มีใครอยากเป็นคนรวยกันอีกไหม

source :- https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=drpk&month=25-12-2019&group=3&gblog=59

[full-post]



ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่รายงานแจ้งข่าว แจ้งเตือนสาธารณภัย ประจําวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 08.00 น.

โดยหนึ่งในของข้อมูลระบุถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 และไม่มีฝนตกต่อเนื่องเป็น ระยะเวลานาน ทําให้น้ำในอ่างมีปริมาณน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง จํานวน 9 แห่ง ในพื้นที่ 4 จังหวัด อาจเกิดภาวะน้ำน้อยหรือขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือกรณี

ภาคเหนือ ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลําพระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์

ภาคกลาง ได้แก่ เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และ เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา  

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง จํานวน 13 จังหวัด ภาคเหนือ จ.เชียงราย 14 อําเภอ  จ.น่าน  1 อําเภอ จ.เพชรบูรณ์ 6 อําเภอ จ.อุทัยธานี 8 อําเภอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครพนม 1 อําเภอ  จ.มหาสารคาม 5 อําเภอ จ.บึงกาฬ 4 อําเภอ จ.หนองคาย 8 อําเภอ จ.บุรีรัมย์ 6 อําเภอ จ.กาฬสินธุ์ 1 อําเภอ  จ.นครราชสีมา 5 อําเภอ  และ ภาคกลาง จ.กาญจนบุรี 6 อําเภอ และ จ.ฉะเชิงเทรา 2 อําเภอ

ที่มา ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
http://122.155.1.141/in.ndwc-10.283/

[full-post]



ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ปีใหม่ 2563 คนกรุงฯใช้จ่าย 29,800 ล้านบาท หดตัว 3.2% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เน้นประหยัดระวังการใช้จ่าย โดยจากการสำรวจพบว่า ปีใหม่ 2563 คนกรุงเทพฯ กว่า 58.2% เลือกทำกิจกรรมอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 59%

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ยอดการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 อยู่ที่ราว 29,800 ล้านบาท หดตัว 3.2% จากปีก่อน เนื่องจากประชาชนประหยัดและระวังการใช้จ่ายมากขึ้น กอปรกับได้มีการใช้จ่ายล่วงหน้าจากมาตรการกระตุ้นของทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม หากในช่วงที่เหลือของเทศกาลฯ ภาครัฐและเอกชนมีมาตรการหรือกลยุทธ์สร้างความคึกคักเพิ่มเติม อาจทำให้ยอดการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่กลับมาทรงตัวเทียบกับปีก่อนได้ โดยจากการสำรวจพบว่า ปีใหม่ 2563 คนกรุงเทพฯ กว่า 58.2% เลือกทำกิจกรรมอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 59%

ปีนี้การซื้อของขวัญของฝาก เป็นกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ มีการปรับลดลง ทั้งในส่วนของการซื้อให้ตนเอง ซื้อให้ครอบครัว ซื้อให้ลูกค้าองค์กร และซื้อเพื่อจับสลาก ซึ่งนอกจากเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแล้ว ยังเป็นผลจากนโยบายการงดให้งดรับของขวัญช่วงปลายปีที่ได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสินค้าประเภทกระเช้าของขวัญจะได้รับผลกระทบมากสุด ขณะเดียวกัน ก็มีบางกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ ทำเพิ่มขึ้นอย่างขัดเจน โดยเฉพาะการให้เงินกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัด เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนน่าจะได้กระจายลงสู่ธุรกิจต่าง ๆ ในต่างจังหวัดในระดับหนึ่ง

สำหรับกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจและจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อสูงสุดยังคงเป็นการการลดแลกแจกแถม โดยแม้ว่าผู้บริโภคจะยังซื้อของผ่านร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านเป็นหลัก แต่ช่องทางออนไลน์ ทั้ง E-marketplace และ Social Commerce ก็ได้รับการตอบรับและมีบทบาทมากขึ้น โดยสินค้าที่คนนิยมซื้อผ่านสองช่องทางนี้คือ เสื้อผ้า รองเท้า อาหารเสริม สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ไอที ซึ่งการเลือกช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะกับประเภทสินค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/FB-NY2020-24-1219.aspx

[full-post]



Posted: 12 Aug 2019 09:04 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
Submitted on Mon, 2019-08-12 23:04


ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ม.รังสิต ประเมินผลกระทบเงินหยวนอ่อนค่าและการกลับตัวทางนโยบายเศรษฐกิจของจีนรับมือสงครามการค้าส่งผลอย่างมีนัยยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอให้มียุทธศาสตร์ทางการค้าเพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว

12 ส.ค.2562 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฎิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แจ้งว่า วันนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ เปิดเผยว่า ผลกระทบเงินหยวนอ่อนค่าและการกลับตัว (U-turn) ของนโยบายเศรษฐกิจของจีนจะส่งผลอย่างมีนัยยสำคัญทั้งบวกและลบต่อเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินทั่วโลก การอ่อนตัวของเงินหยวนสะท้อนการชะลอตัวของการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงของจีนในระดับหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นการบริหารจัดการให้เงินหยวนอ่อนค่าลง และ ธนาคารกลางของจีนได้ทะยอยปรับลดค่าเงินหยวนลงมาตามลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเงินทุนไหลออกจากประเทศจีนหรือการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการกลับตัว (U-turn) ทางนโยบายเศรษฐกิจจีนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามทางการค้าจีนสหรัฐฯ ในช่วงปี พ.ศ. 2549-2556 ธนาคารกลางของจีนได้ปรับค่าเงินหยวนแข็งค่ามาโดยตลอด การปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงถึง 3 ครั้ง ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยล่าสุดมีการปรับค่า midpoint reference มาอยู่ที่ 7.0211 หยวนต่อดอลลาร์ การเจตนาให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการค้าสามารถมองได้ว่า จีนกำลังบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulator) เพื่อตอบโต้การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

เงินหยวนอ่อนค่าลงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเอเชียที่มีระดับการเปิดประเทศสูงและพึ่งพาการส่งออก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางลบเพิ่มเติมต่อภาคส่งออก ภาคการท่องเที่ยวและภาคการลงทุนโดยเฉพาะการไหลออกมาลงทุนของกลุ่มทุนข้ามชาติจีนจะลดลง การลงทุนของกลุ่มทุนจีนในอีอีซีอาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ จีนมีความจำเป็นในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ให้ต่ำกว่าเป้าหมายมากเกินไป การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การเติบโตของสหรัฐอเมริกามีผลต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 17-20% ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะมีสาเหตุจากผลกระทบจากสงครามการค้าและมีต้นตอมาจากประเทศสหรัฐฯและจีน

ข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศของจีนมีข้อจำกัดจากปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในระบบสถาบันการเงิน พร้อมกับ การขยายการลงทุนในโครงการต่างๆจำนวนมากของรัฐวิสาหกิจในช่วงที่ผ่านมาและมีการลงทุนส่วนเกินอยู่จำนวนมาก การกดให้เงินหยวนอ่อนค่าลงเพื่อสนับสนุนการส่งออก คือ ทางออกของจีน แต่จะสร้างปัญหาให้กับหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้า และ กระตุ้นให้หลายประเทศแข่งขันกันลดค่าเงิน สิ่งนี้จะกดดันให้การขยายตัวของการค้าโลกลดลงอีก เงินหยวนอ่อนค่าจะทำให้เงินทุนจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายไปถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ ภาวะดังกล่าวจะกดดันให้สหรัฐฯปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเพื่อให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เงินหยวนและเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นผลทั้งปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลกและเป้าหมายทางนโยบายการเงิน ภาวะดังกล่าวจะทำให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลกไม่มีเสถียรภาพ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินของบางประเทศได้ เศรษฐกิจของหลายประเทศจะมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในที่สุด เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและปัญหาเศรษฐกิจอาจบานปลายเนื่องจากหลายประเทศไม่ได้มีพื้นที่นโยบายเพียงพอที่จะรับมือโดยเฉพาะประเทศที่มีฐานะทางการคลังอ่อนแอและมีหนี้สาธารณะในระดับสูง

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยต้องชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตส่วนเกิน ทบทวนการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐโดยเฉพาะการจัดซื้อที่ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน การลงทุนหรือผลิตเกินความต้องการภายในประเทศและอุปสงค์ของตลาดโลกจะสร้างปัญหาฟองสบู่ในอนาคตจากการลงทุน ต้องปรับการลงทุนหรือการผลิตอย่างเหมาะสมเพื่อปรับสมดุลให้สอดคล้องกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน การขาดความสมดุลจะนำมาสู่ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจและความซับซ้อนต่อการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต การส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยบรรเทาผลกระทบของปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ระดับหนึ่ง การกระตุ้นการบริโภค การเพิ่มและการกระจายรายได้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วงนี้

ผศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้ไทยมียุทธศาสตร์การค้าเพิ่มเติมที่จะสามารถรับมือความท้าทายสงครามการค้า และสงครามค่าเงินเริ่มต้นด้วย ยุทธศาสตร์การค้าที่ต้องผลิตสินค้าให้ตรงกับอุปสงค์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ ยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ ยุทธศาสตร์การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทางออนไลน์ด้วย Platform ของตัวเอง และ การสร้าง Brand ในระดับประเทศที่ SME สามารถใช้ประโยชน์ได้ ยุทธศาสตร์การปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐให้เอื้อต่อการประกอบธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้ง ปรับจำนวนพิกัดอัตราภาษีศุลกากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการค้า

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนจากกลุ่มทุนจีนมายังอาเซียนและไทยเพื่อเลี่ยงผลกระทบสงครามการค้าจีนสหรัฐฯเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดสินค้าและกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เข้มงวดน้อยกว่าจำเป็นที่ประเทศผู้รับการลงทุนอย่างไทยต้องคัดเลือกโครงการด้วยความละเอียดรอบคอบและละเอียดอ่อนเพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาการกีดกันทางการค้าต่อประเทศไทยในอนาคต

[full-post]


Posted: 04 Feb 2019 12:19 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 15:19


กรรมการสิทธิชี้พบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเส้นทางอาหาร ใช้แรงงานเด็ก-แรงงานบังคับ-การจ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม-ขับไล่รื้อถอน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมง ตัวแทนจากเทสโก้และแมคโครเห็นร่วมพัฒนาอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสวัสดิภาพผู้บริโภค กฎหมาย และการปฏิบัติต่อแรงงานเป็นสำคัญ

แคมเปญซูเปอร์มาร์เก็ตที่รัก ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป (EU) ในโครงการ SWITCH Asia ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักข่าวไทยพับลิก้า จัดเวทีเสวนาสาธารณะ ‘เส้นทางอาหารแห่งอนาคต ธุรกิจค้าปลีกกับความยั่งยืนด้านสังคม’ โดยมีตัวแทนจากธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และภาคประชาสังคมเข้าร่วม และมี ฯพณฯ เอกอัครราชทูต เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย แนะนำทิศทางความยั่งยืนของผู้บริโภค และภาคเอกชนในยุโรปและทั่วโลก หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเด็นความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารอย่างสิทธิแรงงาน สิทธิผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้น ซึ่งธุรกิจไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเส้นทางอาหารยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีหลักฐานว่าบริษัทจำนวนมากทั้งในไทยและต่างประเทศยังคงละเลยที่จะตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การจ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม ไปจนถึงการขับไล่รื้อถอน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยกรรมการสิทธิฯ ทิ้งท้ายว่าธุรกิจภาคค้าปลีกจำเป็นต้องมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนที่ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานอาหารสามารถเข้าถึงได้

สำหรับสิทธิแรงงานในภาคเอกชน แดเรี่ยน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาการอย่างยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ของไทย แบ่งปันประสบการณ์ว่าที่ผ่านมาไทยยูเนี่ยนเองให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิแรงงานมาโดยตลอด เพราะทำการซื้อขายกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยในโรงงาน ความสุขของพนักงาน และการสานสัมพันธ์กับชุมชน

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส ห้างค้าปลีกที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ระบุว่าซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ตรงกลางของเส้นทางอาหารระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค โดยเทสโก้ โลตัสเริ่มระบุที่มาที่ไปของอาหาร โดยอาหารที่นำมาขายต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของเกษตรกร แรงงาน หากพบกรณีการละเมิดสิทธิ จะมีการตักเตือนคู่ค้า และตัดความสัมพันธ์ทางการค้าหากไม่มีการแก้ไข นอกจากนี้ ยังมีความพยายามเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแบบยั่งยืน รับซื้อในราคาที่เป็นธรรม และบริจาคอาหารสดที่เหลือจากการขายให้กับชุมชนที่ขาดแคลนด้วย

ตัวแทนเทสโก้ โลตัส เปิดเผยแผนในอนาคตว่าจะทำให้บรรจุภัณฑ์ทุกอย่างของเทสโก้ โลตัสเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในปี พ.ศ. 2568 รวมไปถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และผู้บริโภคมากขึ้นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันทั้งสังคม โดยเน้นย้ำว่าคู่ค้าของเทสโก้ โลตัสเองก็ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม หากทำไม่ได้ตามมาตรฐานก็อาจไม่สามารถทำธุรกิจร่วมกันได้ในอนาคต

สำหรับความท้าทายสำคัญของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน นพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่าอุตสาหกรรมประมงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความท้าทายที่สุด นอกเหนือจากนั้นคือการบริหารงานในภาคธุรกิจ โดยยืนยันว่าผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน มีความตระหนักถึงผลกระทบของการทำธุรกิจต่อเกษตรกร แรงงาน ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ต้องมีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้​และกล้าประกาศ​ให้สาธารณะรับรู้ หากถ้าทำตามเป้าไม่ได้ ก็ต้องกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบ

จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเรื่องที่บริษัทจะไม่ต่อรองคือสวัสดิภาพผู้บริโภค กฎหมาย และการปฏิบัติต่อคนที่อยู่ในเส้นทางการผลิตและจำหน่ายอาหาร พร้อมเสนอแนะว่าการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องไหนที่ไม่ยั่งยืนแต่มีการปฏิบัติกันมานานแล้วก็ต้องหาแนวทางทดแทนที่ดีกว่ามาใช้ โดยในอนาคตแม็คโครประกาศว่าไม่ได้แค่จะทำตามมาตรฐานในประเทศด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ต้องการจะทำตามมาตรฐานสากลด้วย

นอกจากการพัฒนาในมิติต่างๆ ข้างต้น มิติด้านสิทธิสตรีในเส้นทางอาหารก็เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญเช่นกัน รวงข้าว จันทร์ฉาย ผู้เชี่ยวชาญโครงการ องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเพศของการจ้างงานและค่าจ้างอาจดูไม่เป็นปัญหาใหญ่ในประเทศไทย แต่ยังมีแง่มุมของการเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมของผู้หญิงที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ ไปจนถึงภาระซ่อนเร้นของผู้หญิงหลายคนที่ถูกคาดหวังให้ต้องดูแลครอบครัวและเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม

ด้านธีรวิทย์ ชัยณรงค์โสภณ เจ้าหน้าที่องค์การอ็อกแฟมในประเทศไทย เปิดเผยว่าการพูดคุยในประเด็นความยั่งยืนที่มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วนถือเป็นสัญญาณที่ดี และที่ผ่านมาก็มีความพยายามจากภาคเอกชนที่จะทำตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แต่จากข้อมูลและงานวิจัยต่างๆ จากภาคประชาสังคม ต้องยอมรับว่าปัญหาต่างๆ ยังไม่หมดไป การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนนั้นต้องการการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ สร้างการปฏิบัติจริง และที่สำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูลและนโยบายต่อผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา จึงจะเป็นการพิสูจน์ว่าบริษัทใดมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนานโยบายและแนวทางการทำธุรกิจให้มีความยั่งยืน โปร่งใส สอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

[full-post]


Posted: 27 Jan 2019 04:06 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-27 19:06


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ ไทยยังขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยีพลิกผัน แนะรัฐบาลบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยราชการต่างๆ กกต.ใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสมากขึ้นและสามารถสอบถามประชามติจากประชาชนในเรื่องต่างๆ ได้

27 ม.ค. 2562 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รายงานว่า วันนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมือความท้าทายจากเทคโนโลยีพลิกผัน หรือ Disruptive Technology และ แรงสั่นสะเทือนจาก Digital Disruption ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน ประสิทธิภาพของระบบราชการ การให้บริการของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจจะดีขึ้นหากมีการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ยังจะทำให้ระบบของรัฐบาลมีความโปร่งใสและได้รับการตรวจสอบถ่วงดุลจากประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใน

เรื่อง Digital Transformation ในหลายภาคส่วนของภาครัฐยังมีความล่าช้าไม่เท่าทันต่อการพลิกผันเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นกระทบประสิทธิภาพของภาครัฐทั้งระบบ ระบบกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งระบบภาษีก็ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า มีกิจการจำนวนไม่น้อยในไทยที่ไม่สามารถปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยีพลิกผันทำให้ต้องปิดกิจการไปนอกจากนี้เอกชนที่ไม่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในกระบวนการทำงานและกระบวนการการผลิตจะประสบภาวะถดถอยของขีดความสามารถในการแข่งขัน มีความท้าทายและข้อจำกัดต่อการพัฒนานวัตกรรมในกิจการ SMEs ภาครัฐจึงต้องส่งเสริมด้านแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมทีมผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีต่อภาวะการมีงานทำในอนาคต ระบบการศึกษายังไม่สามารถผลิตแรงงานให้มีทักษะและความรู้สอดคล้องกับพลวัตของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญามีการว่างงานสูงขึ้นจากคุณภาพด้อยลงไม่สามารถทำงานได้ ขณะนี้ ธุรกิจเอกชนจึงเข้ามาร่วมจัดการการศึกษาในรูปแบบการเรียนรู้อิงการทำงาน (Work-based Learning) มากขึ้น

"เรายังไม่สามารถนำความก้าวหน้าเทคโนโลยีและ Big Data มาใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ เช่น รัฐบาลต้องบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยราชการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ กกต. สามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain (ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์) เพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสมากขึ้นและสามารถสอบถามประชามติจากประชาชนในเรื่องต่างๆ ได้" ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว พร้อมระบุว่า ประเทศไทย 4.0 ไม่บรรลุเป้าหมายและไม่สามารถตอบสนองต่อการเร่งตัวของการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมเทคโนโลยี คาดหวังพรรคการเมืองต่างๆและรัฐบาลหลังเลือกตั้งมีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจน ไม่ใช่มีเพียงนโยบายแบบมุ่งหาคะแนนนิยมโดยไม่ใส่ใจต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยในด้านต่างๆ ต้องมีนโยบายสร้างความยั่งยืน ต้องมีนโยบายสร้างโอกาสและมียุทธศาสตร์ในเตรียมรับมือกับโลกในอนาคตด้วย

[full-post]


Posted: 16 Jan 2019 08:39 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-16 23:39


โสภณ พรโชคชัย

มีข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า "อดีตขุนคลังหวั่นรัฐบาลยกที่ดิน 77 ไร่ รง.ยาสูบให้เอกชนพัฒนาโดยไม่ผ่านกม.ร่วมทุน" (https://bit.ly/2Qs53aJ) ผมจึงขอเสนอแนวคิดการพัฒนาที่ดินโรงงานยาสูบเพราะจะเอาไปทำสวนสาธารณะสถานเดียว ซึ่งเป็นการทำร้ายชาติและผลประโยชน์ของประชาชน

โรงงานยาสูบขนาด 300 ไร่ จะกลายเป็นสวนสาธารณะนั้น ก็คงสวยงามดี แต่มองอีกแง่หนึ่งเท่ากับเราเอาเงินมหาศาลไปทิ้ง แทนที่จะเอามาพัฒนาประเทศ ถือเป็นการดรามาในการพัฒนาเมืองเป็นอย่างมาก ผมขอวิพากษ์ความคิดในการแปลงโรงงานยาสูบมาเพื่อใช้ในการพัฒนาสวนสาธารณะ ดังนี้:

1. ในกรณีสวนเบญจกิติส่วนแรกตรงบึงยาสูบเนื้อที่ 130 ไร่นั้น เสียค่าพัฒนาไปทั้งหมด 950 ล้านบาท (http://bit.ly/2keIAm5) แต่มีผู้มาใช้สอยในวันธรรมดา 500 คน ในวันหยุดราชการ 1,000 คน (http://bit.ly/2jC5NP7) หรือเฉลี่ยวันละ 643 คน หรือปีละ 234,643 ราย (แต่ในความเป็นจริง มักเป็นคนที่ไปซ้ำๆ) ถ้าเอาแค่เงินพัฒนาไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 3% แล้วหารด้วยจำนวนคน ก็จะเป็นเงินคนละ 121 บาท หากบวกค่าดูแลสวนด้วยแล้วก็คงเป็นเงินประมาณ 150 บาท แพงกว่าจ่ายเงินให้ไปออกกำลังกายที่ Fitness First ที่มีอุปกรณ์ต่างๆ ครบแถมอบไอน้ำและซอนาเสียอีก นี่ถ้าคิดค่าที่ดินด้วยก็คงยิ่งไม่คุ้ม แต่โดยที่โครงการนี้สร้างรอบบึง ไม่ใช่บนที่ดินปกติ จึงถือว่ามีไว้เพื่อการหย่อนใจ

2. ที่ดินตรงตัวโรงงานอีก ที่ดิน 300 ไร่นี้ หากแบ่งมาทำถนนและสาธารณูปโภค สวน หรืออื่นๆ สัก 40% ก็จะเหลือ 180 ไร่สุทธิ ราคาเฉลี่ยน่าจะเป็นเงินตารางวาละ 1.5 ล้านบาท หรือไร่ละ 600 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 108,000 ล้านบาท หากรัฐบาลต้องเสียเงินทำสวนสาธารณะในพื้นที่ขนาดใหญ่นี้อีก 4,000 ล้านบาท ก็คงเป็นเงินรวม 112,000 ล้านบาท ถ้าเอาเงินนี้ไปฝากได้ดอกเบี้ย 3% ก็เป็นเงินปีละ 3,360 ล้านบาท และหากในแต่ละวันมีคนมาใช้บริการ 8,000 คน (น้อยกว่าสวนลุมพินีเล็กน้อย) ก็ตกเป็นเงินคนละ 921 บาทต่อวัน ซึ่งถือได้ว่าสูญเสียมหาศาลต่อประเทศชาติ

3. หากรัฐบาลนำที่ดินสุทธิ 180 ไร่ (288,000 ตารางเมตร) มาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ โดยให้มีสัดส่วนพื้นที่ก่อสร้างเป็น 8 เท่า ก็จะได้พื้นที่ก่อสร้าง 2,304,000 ตารางเมตร หากมีพื้นที่สุทธิ 60% ก็จะได้พื้นที่ขายประมาณ 1,382,400 ตารางเมตร หากราคาตารางเมตรละ 150,000 บาท ก็จะมีมูลค่าถึง 207,360 ล้านบาท แต่นี่เรากำลังจะทิ้งเงินนับแสนๆ ล้านนี้เสีย

4. บางคนอ้างว่าสวนสาธารณะในกรุงเทพมหานครมีน้อย แต่เราสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ด้วยการ

4.1 ให้อาคารต่างๆ สามารถสร้างได้เกิน 10 เท่าของที่ดิน แต่ให้เว้นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น อาคารต่าง ๆ ก็จะมีสวนสาธารณะขนาดย่อมๆ ในแต่ละอาคารเอง กระจายได้ทั่วไป

4.2 การสร้างอาคารเขียว ซึ่งประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแต่พื้นที่สีเขียวเท่านั้น เพราะพื้นที่สีเขียว เช่น ทุ่งนาก็ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก (http://bit.ly/2khBmca)

5. คนที่จะได้ประโยชน์จากการมีสวนสาธารณะก็คือเจ้าของที่ดินโดยรอบ ยิ่งประเทศไทยไม่มีระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บภาษีเพิ่มจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า (หลังการมีสวนสาธารณะ) ก็ยิ่งทำให้ผู้ได้ประโยชน์ไม่คืนกำไรสู่สังคม ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์น้อย

6. กรณีสวนสาธารณะขนาดใหญ่นั้น ผู้ที่ใช้สอยมักเป็นคนที่อยู่ใกล้ (อยู่อาศัยและทำงานใกล้ๆ) ส่วนผู้ที่อยู่ไกล จะไม่ได้ประโยชน์

7. เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ที่ดินโรงงานยาสูบ มีทั้งทางด่วนผ่านด้านหนึ่ง และอีก 2 ด้านก็มีรถไฟฟ้าผ่าน หากนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ก็คงมีมูลค่ามหาศาล

ดังนั้นรัฐบาลจึงควรจะคิดใหม่ ถ้าพัฒนาที่ดินโรงงานยาสูบเพื่อการพาณิชย์ เช่น นำที่ดินแปลงนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 108,000 ล้านบาทไปให้เช่าระยะยาว 30 ปีเพื่อการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ก็น่าจะได้เงินประมาณ 50% ของมูลค่าหรือ 54,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศได้อีกมหาศาล เช่น นำเงินไป

1. ซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ 36,000 ล้านบาท (https://goo.gl/zdreB8) ได้ถึง 9 ลำ (แต่ไม่รู้จะซื้อทำไม)

2. ซื้อที่ดินชานเมืองไร่ละ 4 ล้านบาท สัก 20 ไร่ รวม 80 ล้านบาท และค่าพัฒนาอีก 20 ล้านบาท รวม 100 ล้านบาท เพื่อเป็นพื้นที่ขี่จักรยานได้ถึง 1,080 แห่ง

3. สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้ราว 22 สะพาน http://goo.gl/kMAjnX

4. สร้างทางด่วนอุดรรัถยา-อยุธยา ระยะทาง 42 กิโลเมตรได้ 3.5 แห่ง (https://goo.gl/k7TvLJ)

5. ถนนไร้ฝุ่นในชนบทได้ 13,000 กิโลเมตร (http://goo.gl/D1pLsA)

6. สร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อประชาชนนับแสนๆ ได้ถึง 8 เขื่อน (http://bit.ly/1PoVhQh)

7. สร้างโรงพยาบาล 5 ชั้น 114 เตียงมูลค่า 60 ล้านบาท ได้ถึง 1,800 แห่ง (https://goo.gl/qEgzdP)

8. ใช้สำหรับกรมการแพทย์ที่มีโรงพยาบาลในสังกัด 102 แห่ง (เช่น ราชวิถี เลิดสิน นพรัตน์ราชธานี ฯลฯ) ซึ่งใช้งบประมาณปีละ 13,500 บาท ได้ถึง 8 ปี (https://goo.gl/fThZDX)

การสร้างสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่าคุ้ม นอกจากจะทำให้ชาติสูญเสียโอกาสแล้ว ยังทำให้คนไทยจนลงไปอีก เพราะแทนที่จะเอาทรัพยากรมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศ พัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน กลับเอาไปใช้อย่างไม่รู้ค่า แม้แต่สนามบินไคตักใจกลางเมืองฮ่องกง พื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ หรือ "หัวลำโพง" แห่งนครโอซากา ก็ยังมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ ไม่มีใครเอาที่ดินแสนแพงกลางเมืองไปทำสวนสาธารณะ

โปรดคิดใหม่ดีกว่า

[full-post]

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ (แฟ้มภาพ)

Posted: 13 Jan 2019 03:42 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-13 18:42


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต คัดค้านการเปลี่ยน 'เอกสารสิทธิที่ดิน สปก.' เป็น 'โฉนดทองคำ' สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ชี้นโยบายนี้ยิ่งจะเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินรุนแรงยิ่งขึ้น ผิดหลักการของการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว

13 ม.ค. 2562 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นคัดค้านการเปลี่ยน 'เอกสารสิทธิที่ดิน สปก.' เป็น 'โฉนดทองคำ' หรือสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินรุนแรงยิ่งขึ้น ผิดหลักการของการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาวทั้งมิติความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ มิติทางด้านเสถียรภาพและความสมดุล ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จะปล่อยให้ทุนนิยมเสรีหรือกลไกตลาดจัดสรรทรัพยากรอย่างเสรีโดยไม่บริหารจัดการหรือกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนโดยรวมไม่ได้

แม้นการให้ สปก. ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรสามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือซื้อขายได้อาจทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงและราคาอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่ถึง 10-15 เท่าโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ประชาชนและประเทศโดยรวมจะไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากจะก่อให้เกิดการเก็งกำไรที่ดิน สปก ในบางพื้นที่อย่างหนัก เกษตรกรจะสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินและความสามารถในเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน การเปลี่ยน 'สปก. ที่ดินเพื่อการเกษตร' เป็นพื้นที่ในการสร้างโรงงาน สร้างโรงแรมรีสอร์ต สร้างบ้านจัดสรร สร้างตึกแถว สร้างศูนย์การค้า หรือเอาไปพัฒนาหากำไรอื่นๆเหมือนโฉนด อาจทำให้ผู้มีอำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่มิชอบจากที่ดิน สปก. 35 ล้านไร่ จากนโยบายโฉนดทองคำได้ และจะทำให้อำนาจทุนขนาดใหญ่บวกอำนาจรัฐเข้าถือครองที่ดินอย่างไม่จำกัดจะสร้างความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวง ที่ดินจำนวนหนึ่งอาจถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเพราะรัฐครอบครองโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือนายทุนถือครองเพื่อเก็งกำไร ในที่สุด ที่ดิน สปก. 35 ล้านไร่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน ขณะที่เกษตรกรจะไร้ที่ทำกินหรือต้องเช่าที่ดินอันเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามการพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ต่างๆ หากต้องการเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนที่ดิน สปก. เป็น ที่ดินที่ใช้ในกิจการอื่นนอกเหนือการเกษตรกรรมและต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ต้องมีคณะกรรมการกำกับดูแลและพิจารณาเป็นรายกรณีไม่ใช่เปิดกว้างโดยทั่วไปตามแบบนโยบายโฉนดทองคำ ปัญหา 'การตะครุบที่ดิน' (land grabbing) จะเพิ่มขึ้นจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศและต่างชาติโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหลาย ระบบข้อมูลการถือครองที่ดินที่ไม่ชัดเจนและแปลงที่ดิน สปก. ให้ซื้อขายได้เพื่อกิจการอื่นๆจะทำให้ปัญหาการตะครุบที่ดินรุนแรงมากขึ้นในอนาคต การเพิ่มมูลค่าที่ดิน สปก. ควรทำให้ เอกสารสิทธิ สปก. สามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปได้นอกเหนือจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ดร.อนุสรณ์ ในฐานะอดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรว่า ข้อแรก ต้องรักษาหลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้ง สนับสนุนการทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 81 ของกฎหมาย สปก. ความว่า "ให้รัฐพึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ และสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดิน และวิธีการอื่นๆ" ทั้งนี้ สปก. เป็นดอกผลของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และแลกมาด้วยการต่อสู้เรียกร้องขององค์กรภาคประชาชนและขบวนการนิสิตนักศึกษา รวมทั้ง แลกมาด้วยชีวิตเลือดเนื้อของผู้นำชาวนา ผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยถูกลอบสังหารหลายคนในช่วงปี 2518 ในระหว่างการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและกฎหมาย สปก.

ข้อสอง เสนอให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังจะสูญเสียที่ดินทำกิน หรืออยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องที่จะยึดทรัพย์ หรือ จัดสรรเงินทุนซื้อที่ดินมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีที่ดินทำกิน ข้อสาม กำหนดการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดความสมดุล ข้อสี่ ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดเพดานการถือครองที่ดินที่เหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือเกษตรพันธะสัญญา ข้อห้า การปฏิรูประบบข้อมูลที่ดินทั้งหมดรวมทั้งที่ดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งยังคงรุนแรงขึ้นในไทย ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นมีมากโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ประกอบการและเจ้าของทุน กับแรงงานรับจ้างทั่วไปและเกษตรกรรายย่อยปราศจากที่ดินทำกิน มหาเศรษฐี 100 อันดับแรกของไทยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยของประเทศทรัพย์สินและความมั่งคั่งไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยและหนี้สินต่อครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นอีกด้วยในภาวะทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยสูญเสียที่ดินหลักประกันเนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้

ดร.อนุสรณ์ ยังระบุว่าสภาวะความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการถือครองที่ดินได้ทำลายศักยภาพของภาคเกษตรกรรมของไทย คนไทยส่วนใหญ่ขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดรายได้และไร้ซึ่งทรัพย์สินและการเข้าถึงปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลง การแทรกแซงโดยรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินภายใต้เจตจำนงสาธารณะเพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศและเสถียรภาพของสังคมไทย

[full-post]


Posted: 07 Jan 2019 01:33 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-07 16:33


กนร.เห็นชอบขยายเวลาทำประวัติ 'คนประจำเรือ' ให้แรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ที่กระทรวงแรงงาน โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ที่ประชุม กนร. มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดังนี้ 1. มอบหมายกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศให้ครอบคลุมคนต่างด้าวที่เข้าประเทศถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายหลังวันที่ 6 พ.ย. 2561 และ 2. ขอขยายระยะเวลาการดำเนินการออกหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) จากเดิมที่ 31 ม.ค. 2562 ไปเป็น 31 มี.ค. 2562 3. ให้กระทรวงการต่างประเทศ มอบอำนาจการตรวจลงตรา (Non Immigrant L-A) ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ทั้งนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงทะเล และให้คนต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายหลังวันที่ 6 พ.ย. 2561 สามารถเข้าจัดทำทะเบียนประวัติ รับหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) รับการตรวจลงตราและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในประเทศตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เพื่อให้จัดหาแรงงานต่างด้าวที่มีเอกสารถูกต้องมาทำงานในกิจการประมงทะเลได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าการจัดทำหนังสือ "คนประจำเรือ" ตามมาตรา 83 ที่ศูนย์ OSS ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2561- 4 ม.ค. 2562 มีนายจ้าง 1,901 ราย แจ้งความต้องการแรงงานต่างด้าว 25,920 คน และมีแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนคนประจำเรือ ตั้งแต่วันที่ 3-4 ม.ค. จำนวน 1,813 คน เป็นเมียนมา 1,080 คน กัมพูชา 684 คน ลาว 49 คน โดยจังหวัดที่มาดำเนินการ 5 ลำดับแรก ได้แก่ ปัตตานี, ชุมพร, ตราด, ระยอง และสมุทรสงคราม

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 7/1/2561

ศาลสั่งคุมประพฤติข้าราชการเมาแล้วขับ 160 คน

กรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาแล้วขับช่วง 7 วันอันตรายต้อนรับปีใหม่ เพิ่มกว่า 3,000 คดี ศาลสั่งคุมประพฤติข้าราชการเมาขับ 160 คน ผลสำรวจเมาขับซ้ำซาก 3 ปี พบ 153 คนเสี่ยงสูงพิษสุราเรื้อรังส่งเข้าบำบัดใน รพ. ขณะที่ 1 ราย ขัดเงื่อนไขออกนอกบ้านยามวิกาล

นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อม น.พ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถิติคดีเมาแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ ช่วงวันอันตรายระว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2561-2 ม.ค.2562 โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วพบว่าในปีนี้มีตัวเลขคดีเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 คดี และมีจำนวนผู้ที่กระทำความผิดซ้ำถึง 153 คน

นายประสาร กล่าวว่าสำหรับสถิติคดีเมาแล้วขับผู้กระทำความผิดที่เข้าสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายและศาลมีคำสั่งส่งมาให้กรมคุมประพฤติดูแลภายใน 1 ปี โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM จำนวน 80 ราย และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากเคหะสถานในช่วง 22.00-04.00 น. ในจำนวนนี้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง 1 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติได้รายงานให้ศาลรับทราบแล้ว และหลังจากครบ 7 วันอันตรายศาลยังมีคำสั่งให้ใช้กำไล EM กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับอีก 26 ราย รวมมีผู้ที่ใช้กำไล EM ถูกควบคุมความประพฤติ 116 ราย เป็นผู้ชาย 110 ราย และผู้หญิง 6 ราย ในปีนี้มีคดีที่เข้าสู่ระบบจำนวน 9,453 คดี แยกเป็น คดีเมาแล้วขับเมา 8,706 คดี คดีเสพและขับ 701 คดี คดีขับรถประมาท 44 คดี และคดีขับรถซิ่ง 2 คดี ในจำนวนนี้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ชายร้อยละ 97.2 ผู้หญิงร้อยละ 2.77 สำหรับช่วงอายุของผู้ที่กระทำความผิดน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย, ระหว่างอายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย, ระหว่างอายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย, ระหว่างอายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย, ระหว่างอายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย, อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย และไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย

อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวอีกว่าสำหรับผู้กระทำความผิดมีอาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย, อาชีพเกษตรกร จำนวน 823 ราย, อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ จำนวน 772 ราย, อาชีพค้าขาย จำนวน 333 ราย, นักเรียน/ นักศึกษา จำนวน 200 ราย, ข้าราชการ จำนวน 160 ราย, อาชีพธุรกิจส่วนตัว จำนวน 131 ราย, พนักงานขับรถโดยสาร/บรรทุก จำนวน 98 ราย, ว่างงาน จำนวน 72 ราย, อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย

โดยกลุ่มข้าราชการที่กระทำความผิดจะต้องถูกคุมประพฤติระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ถูกคุมประพฤติและผู้ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ซึ่งศาลสั่งให้กรมคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเพิ่มเติม จำนวน 66 คดี และให้ทำงานบริการสังคม 15 วัน ขยายได้ไม่เกินครั้ง 30 วัน โดยพื้นที่ที่ผู้ถูกคุมประพฤติมากที่สุด แยกเป็น ภาคเหนือ 951 คดี จังหวัดเชียงรายมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 331 คดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,175 คดี จังหวัดมหาสารคามมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 565 คดี ภาคกลาง 1879 คดี จังหวัดปทุมธานีมีผู้กระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 188 คดี ภาคตะวันออก 1020 คดี จังหวัดที่ทำความผิดมากที่สุดคือฉะเชิงเทรา 207 คดี ภาคตะวันตก 219 คดี จังหวัดตากกระทำผิดมากที่สุด 67 คดี ภาคใต้ 335 คดี จังหวัดพัทลุงกระทำความผิดมากที่สุด 84 คดี ส่วนกทม. 567 คดี โดยศาลได้ระบุเงื่อนไขสำหรับผู้ที่กระทำความผิดจะต้องรายงานความประพฤติกับศาลปีละ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชม. ,พักการใช้ใบอนุญาตขับรถ ระยะเวลา 6 เดือน, ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร,ห้ามออกนอกสถานที่ โดยการติด EM บางรายต้องตรวจปัสสวะหาสารเสพติด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

จากการตรวจสอบในระบบคุมประพฤติพบว่ามีจำนวน 153 รายที่เคยถูกจับซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับในช่วง 3 ปีท่านมา ซึ่งขณะนี้กรมคุมประพฤติได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงสาธารณะสุขเพื่อนำบุคคลเหล่านี้มาเข้ารับการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรมว่าเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือไม่ หากพบพฤติกรรมเสี่ยงจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสภาพ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือติดสุราในระดับต่ำจะส่งไปทำงานบริการสังคม อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและลดเลิกแอลกอฮอล์นายประสารกล่าว

ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าในปีนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 463 ราย ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้ทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมคุมประพฤติบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ดื่มแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำ โดยจะส่งตัวบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ติดสุราและมีปัญหาซับซ้อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และกรณีผู้ที่เมาและมีอาการทางจิตรุนแรงจะส่งต่อไปสังกัด โรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อบำบัดรักษาผู้ติดสุรารุนแรงเรื้องรังให้มีสุขภาพดีไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งมีตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัด 4 รายเข้าโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 7/1/2561

จับอดีตคนงานไทยที่ไต้หวัน ขายยาไอซ์ให้แรงงานชาติเดียวกัน อ้างเสพแล้วขยันขึ้น
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2562 สถานีวิทยุอาร์ทีไอของไต้หวัน รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ตำรวจนครเถาหยวนของไต้หวัน จับกุมอดีตคนงานไทยรายหนึ่ง ในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมยาไอซ์ 13.2 กรัม ถุงบรรจุ อุปกรณ์เสพและตราชั่งอิเล็กทรอนิกส์ หลังพบว่าจำหน่ายยาไอซ์ให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในไต้หวัน เบื้องต้นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่สุดท้ายจำนนต่อหลักฐาน การจับกุมดังกล่าว เป็นปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรม ก่อนถึงวันที่ผู้ว่าการนครเถาหยวน เข้ารับตำแหน่งต่ออีกสมัยหนึ่ง

อดีตคนงานไทยรายนี้ เคยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันมาก่อน แต่งงานกับหญิงไต้หวัน แล้วย้ายมาตั้งรกรากที่นครเถาหยวน อาศัยที่คุ้นเคยและรู้ช่องทาง ขายยาเสพติดให้กับแรงงานไทย รับสารภาพว่ารับยาไอซ์มาจากเอเยนต์ชาวไต้หวัน เพื่อนำไปขายให้แรงงานไทยในโรงงงาน โดยหลอกล่อให้แรงงานไทยเสพยาไอซ์ อ้างว่าเสพแล้วทำให้ขยัน ไม่ง่วงนอน มีเรี่ยวแรงทำงานหาเงิน แถมยังให้ทดลองเสพฟรีด้วย จึงควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาเสพและขายยาเสพติดประเภทสอง ตามกฎหมายไต้หวัน และจะขยายผลตรวจสอบแก๊งค้ายาเสพติดที่ป้อนยาไอซ์มอมเมาแรงงานต่างชาติต่อไป

ตำรวจนครเถาหยวน ระบุว่า แรงงานไทย ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อย มักจะตกเป็นเป้าของแก๊งค้ายาเสพติดเข้ามาหลอก โดยอ้างว่า เสพยาไอซ์แล้วจะทำให้ไม่ง่วงนอน ทำงานติดต่อกันได้นานขึ้น แต่เมื่อติดยาไอซ์แล้ว ต้องเสียเงินจำนวนมากซื้อยาไอซ์ นอกจากทำให้เงินไม่พอใช้ ไม่มีเงินส่งกลับบ้านไปให้ครอบครัว ต้องติดหนี้สินอย่างหนักแล้ว ยังทำให้สุขภาพย่ำแย่ บางคนเสพหนักถึงขั้นประสาทหลอน กลายเป็นคนสติเพี้ยน ทำให้อนาคตของตัวเองและครอบครัวมืดมน จึงขอเตือนแรงงานไทยอย่าริลองเสพเป็นอันขาด

ขณะที่สำนักงานแรงงานไทยในกรุงไทเปของไต้หวัน ฝากเตือนแรงงานไทยต้องห่างไกลยาเสพติด โดยแนะวิธีป้องกันตนเอง คือ ไม่ทดลองเสพสิ่งที่รู้ว่ามีภัย เพราะอาจจะทำให้ติดได้ง่าย, เลือกคบเพื่อนที่ดี พยายามหลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชอบชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย, รู้จักใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหา แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขเองได้ ก็ควรจะปรึกษากับเพื่อนฝูงหรือญาติมิตรที่ไว้ใจได้ และการสร้างทักษะชีวิต โดยเฉพาะการปฏิเสธเมื่อถูกเพื่อนชักชวนให้เสพยาเสพติด ต้องรู้จักปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ชี้แจงผลเสียของยาเสพติดต่อการทำงานและอนาคต การรู้จักปฏิเสธอย่างจริงจังและจิตใจแน่วแน่จะทำให้เพื่อนเกรงใจไม่กล้าชวนอีก

ที่มา: Radio Taiwan International, 4/1/2562

จับสาวซุกยาบ้า-ไอซ์ใส่ห่อปลาหมึกส่ง 'เกาหลี-อิสราเอล'

พ.ต.อ.ขจร อบทอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภาค 4 นำกำลังชุดสืบสวน เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 232 หมู่ 5 ต.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ก่อนจับกุมตัว น.ส.ศศิธร คำภูแสน อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่จ.927/2561 ลงวันที่ 22 พ.ย.2561 หลังหลบหนีการจับกุมคดียาเสพติด โดยลักลอบซุกซ่อนในหีบห่ออาหารทะเลแห้งส่งออกต่างประเทศ

พ.ต.อ.ขจร เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจาก ได้รับการประสานจาก พ.ต.อ.วิโรจน์ ตัดโส ผกก.สภ.ท่าอากาศสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ว่าน.ส.ศศิธร ได้หลบหนีการจับกุมขณะลักลอบส่งสินค้าที่ซุกซ่อนยาเสพติดใส่ในหีบห่ออาหารทะเลแห้งเพื่อไปยังประเทศอิสราเอล โดยมีน้ำหนักยาเสพติดประมาณ 50 กรัม คาดว่าจะหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านในจ.อุดรธานี พล.ต.ตไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ผบก.สส.ภาค 4 จึงสั่งการให้นำกำลังติดตามจับกุม

จากการสอบสวน น.ส.ศศิธร ให้การรับสารภาพว่า มีเพื่อนผู้หญิงที่ไปทำงานประเทศเกาหลี ชักชวนให้ส่งยาเสพติดไปให้โดยจะได้ค่าตอบแทนสูงถึง 50 เท่า จึงทดลองส่งยาบ้า 30 เม็ดยัดใส่ปะปนไปกับอาหารเสริมชนิดเม็ด ผ่านทางไปรษณีย์ใน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ปรากฎว่าส่งไปได้จึงส่งไปอีก 3 ครั้ง ต่อมามีเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอลต้องหายาไอซ์จำนวนมาก จึงส่งไปครั้งละ 50 กรัมตามที่เพื่อนกำหนดมา ซึ่งได้ส่งไปแล้ว 2 ครั้ง จนกระทั่งถูกตรวจค้นเจอที่สนามบิน

พ.ต.อ.ขจร กล่าวต่อว่า เบื้องต้นไม่ปักใจเชื่อว่าเพิ่งทำมา 5 ครั้ง เนื่องจากมีความผิดปกติโดยมีรถยนต์ในครอบครองถึง 3 คัน และกำลังปรับปรุงต่อเติมบ้านพักและมีรายได้จากกำไรการค้ายาเสพติดมากกว่า 1 ล้านบาท เบื้องต้นตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน มูลค่ารวม 1,650,000 บาท พร้อมแจ้งข้อหานำตัวส่ง สภ.ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: ข่าวสด, 4/1/2562

กรมการจัดหางานรับสมัครหญิงไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น 3 ปี โครงการ IM Japan สมัครฟรีตั้งแต่วันที่ 14 – 16 ม.ค. 2562

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน แจ้งว่า กรมการจัดหางาน และองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น (IM Japan) เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นโดยผ่าน องค์กร IM Japan ปี 2562 ครั้งที่ 1 ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลาฝึกงาน 3 ปี โดย IM ประเทศญี่ปุ่นจะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ (กรุงเทพฯ - โตเกียว - กรุงเทพฯ) และในเดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณ 23,189 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 4 มกราคม 2562) และ IM ประทศญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ยกเว้นค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้ฝึกงานเทคนิคต้องรับผิดชอบเอง เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 ผู้ฝึกงานเทคนิคจะฝึกงานเทคนิคภายใต้สัญญาจ้างตามกฎหมายแรงงานของญี่ปุ่น และผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจะต้องรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าประกันสังคม รวมทั้งค่าภาษีตามที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด เมื่อฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพอีกจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 173,918 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย

คุณสมบัติเป็นเพศหญิง อายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 30 ปีบริบูรณ์ จบการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือเทียบเท่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีรอยสักหรือความผิดปกติทางร่างกาย ไม่มีความประพฤติเสียหาย ไม่เคยเป็นผู้ไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นโดยใช้วีซ่า “Technical Intern” ไม่เคยทำงานในประเทศญี่ปุ่นโดยการแจ้งไปทำงานด้วยตนเองไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักอาศัยโดยผิดกฎหมายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ไม่เคยเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกและถูกตัดสิทธิออกจากการฝึกอบรมก่อนเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น สายตาปกติ และไม่บอดสี สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอาจเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการฝึกอบรมในประเทศไทยและระหว่างการฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นได้ หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ ใบสมัครสอบคัดเลือก รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก และไม่สวมแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานการศึกษาพร้อมสำเนาอย่างละ 1 ฉบับ โดยเอกสารทุกฉบับต้องถ่ายสำเนาเป็นกระดาษขนาด เอ 4 และผู้สมัครลงลายมือชื่อรับรอบสำเนาทุกฉบับ ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าสุขภาพแข็งแรง สายตาปกติ ประวัติส่วนตัว และใบผ่านงาน (ถ้ามี)

นางเพชรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สนใจติดต่อยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 10 ภายในกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด ในวันและเวลาราชการ สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 14 – 16 มกราคม 2562 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่าสมัครใด ๆ ทั้งสิ้น และขอย้ำเตือนว่าอย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้างว่าสามารถจัดส่งให้ไปทำงานได้ โดยหลอกให้จ่ายเงินค่าบริการเพราะอาจถูกหลอกเสียเงินฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทร. 02 245 1021 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: กรมการจัดหางาน, 4/1/2562

มอบ สช.สำรวจอีกครั้งครูเอกชนอยากใช้สิทธิบัตรทองหรือไม่

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เรื่อง แนวทางบูรณาการการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สพฐ. และผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เข้าร่วม ว่า ที่ประชุมหารือแนวทางดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน อย่างเช่น การรับเด็กอนุบาล 3 ขวบ หรืออนุบาล 1 ซึ่งเคลียร์ชัดเจนแล้ว ว่า สพฐ. จะเน้นรับอนุบาล 2 และ 3 ส่วนอนุบาล 1 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน รับก่อน หาก สพฐ. จะรับอนุบาล 1 เข้าเรียนจะต้องมีความพร้อม และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ว่า สามารถเปลี่ยนไปใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ โดยขณะนี้ครูโรงเรียนเอกชนที่ใช้สิทธิกองทุนสงเคราะห์ ได้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลปีละไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บป่วยถึงขั้นต้องใช้ครบ 1 แสนบาท มีเพียง 10% ที่เบิกเกิน ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบทดลองยืมเงินแล้วมาเบิกภายหลัง

เพราะหากจะไปใช้สิทธิบัตรทองทั้งหมด ทาง สปสช. และ คณะกรรมการกฤษฎีกา แจ้งมาว่า ต้องปรับไปใช้สิทธิบัตรทองทุกคน หากไปใช้สิทธิบัตรทองมีข้อดี คือ ไม่จำกัดวงเงิน แต่จะลำบากตรงเรื่องสถานพยาบาล เพราะต้องเป็นไปตามภูมิลำเนา เชื่อว่า ครูส่วนใหญ่คงไม่อยากไป ทั้งนี้ ขอให้ สช. ไปสำรวจความต้องการของครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศอีกครั้ง ซึ่งหากเลือกที่จะใช้สิทธิบัตรทอง อาจจะต้องสนับสนุนให้ สปสช. ปีละประมาณ 400 ล้านบาท

“ผมได้ให้นโยบายว่า การจัดการศึกษาจะต้องมีการกำกับดูแล โรงเรียนเอกชนอย่างเป็นมิตร เพราะถือว่า เอกชนมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยทำภารกิจดูแลเด็กทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคน ถือเป็น 1 ใน 4 ของนักเรียนขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ไม่ใช่เอาแต่ควบคุม จนกระทั่งเขาไม่สะดวกในการทำงาน ดังนั้น ขณะนี้จึงได้มีการประแก้ระเบียบสวัสดิการต่างๆ บ้างแล้ว เพื่อให้การทำงานคล่องตัว อย่างเช่น เรื่องการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะครูต่างชาติ หรือ ครูที่อาวุโส ซึ่งได้รับใบอนุญาตฯชั่วคราว ซึ่งต่ออายุมาแล้วจนครบ 6 ปี แต่กลับไม่มีใบอนุญาตฯ ทำให้โรงเรียนต้องสูญเสียครูดีๆ เพราะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตฯ เนื่องจากติดหลักเกณฑ์การประเมินของคุรุสภา ตรงนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา อยู่ระหว่างการปรับแก้หลักเกณฑ์ แต่ไม่ใช่การให้โดยอัตโนมัติ ต้องมีการประเมิน และโรงเรียนจะต้องเป็นผู้ร้องขอเข้ามา โดยให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ไปพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีทางออกที่ดี” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ยังหารือเรื่องการบรรจุครูโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในตำแหน่งครูผู้ช่วยให้เร็ว เพื่อไม่กระทบกับโรงเรียนเอกชน และการขอปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวโรงเรียนเอกชน ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งมีแนวทางพิจารณา 2 ทางเลือก คือ เสนอปรับอุดหนุนรายหัว 100% ใช้งบประมาณ 9,500 ล้านบาท แนวทางนี้ อาจเป็นภาระงบประมาณในอนาคต ส่วนแนวทางที่ 2 ปรับเพิ่มในส่วนงบสมทบเงินเดือนครู อาจจะใช้เงินเพิ่ม ประมาณ 3,400 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป โดยจะต้องจัดทำรายละเอียด และเสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 3/1/2562

ผู้ประกันตนประสบอุบัติเหตุปีใหม่ 1,161 ราย เสียชีวิต 56 ราย

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง สถิติจำนวนผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรืออุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.61 1 ม.ค. 62 ของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 พบว่าสถิติอุบัติเหตุทางถนน 6 วันสะสม (ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.61 1 ม.ค.62) มีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น 3,425 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 410 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,516 คน ทั้งนี้เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ประสบอันตรายหรืออุบัติเหตุที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 1,161 ราย และเสียชีวิต จำนวน 56 ราย โดยสำนักงานประกันสังคมได้ให้ความช่วยเหลือเป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,124,346.73 บาท (ค่ารักษาพยาบาล 1,884,346.73 บาท ค่าทำศพ 2,240,000 บาท) สำหรับสาเหตุอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากขับขี่พาหนะโดยประมาท อย่างไรก็ตามในการขอรับสิทธิการรักษาพยาบาล ในกรณีผู้ประกันตนเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือประสบอุบัติเหตุ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ทันที สำนักงานประกันสังคมจะดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ภายใน 72 ชั่วโมง ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด ทั้งนี้ ให้ผู้ประกันตน หรือโรงพยาบาลที่ให้การรักษา และผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ทราบโดยเร็ว ตั้งแต่เข้ารับการรักษาเพื่อรับผิดชอบให้บริการทางการแพทย์ให้กับผู้ประกันตนต่อไป

เลขาธิการ สปส. กล่าวในตอนท้าย แสดงความห่วงใย ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ขอให้เดินทางด้วยความระมัดระวังอย่าประมาท พร้อมย้ำให้พกบัตรประชาชนติดตัวขณะเดินทางด้วย หากเกิดเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุสามารถเข้ารักษาพยาบาลได้ทันท่วงที ทั้งนี้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาล/สิทธิประกันสังคมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/ สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

ที่มา: Nation TV, 3/1/2562

เผยผลตรวจแรงงานข้ามชาติปี 2561 ดำเนินคดี 4,262 คน ผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง 3,472 คน
นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีนโยบายในการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุม และดำเนินคดีคนต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานได้บูรณาการ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการปกครอง เข้าตรวจสอบในพื้นที่/กิจการกลุ่มเสี่ยงที่จะมีแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2561 - 2 ม.ค. 2562 ได้ออกตรวจสอบนายจ้างไปแล้วจำนวน 8,806 ราย/แห่ง ดำเนินคดี 692 ราย/แห่ง คิดเป็นมูลค่าค่าปรับ จำนวน 5,343,000 บาท ในข้อหารับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 535 แห่ง/ราย และดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 73 แห่ง/ราย ความผิดตาม พรก.การบริหารฯ และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ฯ จำนวน 84 แห่ง/ราย

ขณะเดียวกันได้ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว จำนวน 149,315 คน จับกุมดำเนินคดี จำนวน 4,262 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา 2,914 คน รองลงมาเป็นกัมพูชา 583 คน ลาว 360 คน เวียดนาม 233 คน และอื่นๆ อีก 172 คน ตามลำดับ โดยดำเนินคดีในข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 1,702 คน และดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 1,650 คน พรก.การบริหารฯและ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ฯ จำนวน 910 คน ผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง จำนวน 3,472 คน ปรับไปแล้ว 10,165,500 บาท รวมค่าปรับทั้งนายจ้าง/สถานประกอบการและแรงงานต่างด้าวจำนวนทั้งสิ้น 15,508,500 บาท

สำหรับนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 10,000 - 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี ขณะเดียวกันแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้จะมีโทษปรับ 5,000 - 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานในประเทศไทย จะต้องเข้ามาในรูปแบบการนำเข้าตามระบบ MOU เท่านั้น ซึ่งดำเนินการได้ 2 กรณี คือ 1.นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการเอง และ 2. นายจ้างมอบอำนาจให้ผู้รับอนุญาตดำเนินการ ทั้งนี้ ผู้ใดพบเห็นคนต่างด้าวลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสกับกรมการจัดหางานได้ เพื่อจะได้เร่งตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีต่อไป ติดต่อสอบถามหรือยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 3/1/2562

[full-post]



Posted: 05 Jan 2019 10:10 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-06 13:10


นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2562 อาจขยายตัวต่ำกว่า 3% การเลื่อนการเลือกตั้งจะกระทบภาคการลงทุนโดยเฉพาะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ผลกระทบพายุปาปึกกระทบการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจในภาคใต้แต่กระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น หากสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างรวดเร็วจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่เกิน 2,500 ล้านบาท

6 ม.ค. 2562 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2562 ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2562 อาจขยายตัวต่ำกว่า 3% เป็นผลจากปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายในประเทศรุมเร้าเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนกระทบต่อภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวและภาคการลงทุนของไทย นอกจากนี้จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อคอนโดมิเนียมและโครงการห้องชุดต่างๆในไทยของนักลงทุนชาวจีน และ เริ่มเห็นสัญญาณของการทิ้งเงินดาวน์เงินจองกันบ้างแล้ว ส่วนความขัดแย้งในเรื่องงบประมาณของสหรัฐฯ นำมาสู่การปิดทำการของหน่วยราชการได้ส่งสัญญาณเชิงลบต่อตลาดการเงินทั่วโลกแต่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินของไทยไม่มากนัก

ขณะที่การเลื่อนการเลือกตั้งจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ถือเป็นการเลื่อนการเลือกตั้งครั้งที่ 5 กระทบภาคการลงทุนแน่นอน โดยเฉพาะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง การเลื่อนเลือกตั้งออกไปจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการแสวงหาส่วนเกินหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) เพิ่มเติมเพราะรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการและต้องการสืบทอดอำนาจจึงมีแรงจูงใจนำเอาผลประโยชน์ของสาธารณชนไปมอบให้กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เหมาะสมเพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเมือง ในช่วงเลือกตั้งได้ ข้อกังวลนี้อาจลดลงหาก 4 รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี หากมีการเลื่อนการเลือกตั้งครั้งที่ 5 จริงจะสะท้อนถึงความไม่เป็นอิสระของ กกต ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการจัดการเลือกตั้งว่าจะความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในอนาคตอันเป็นผลบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งและเปลี่ยนผ่านจาก 'ระบอบรัฐประหาร' สู่ 'ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ' และคาดหวังว่าจะพัฒนาสู่ 'ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ' ในอนาคต เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การกระจายรายได้ที่ดีขึ้น มีการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อประชาชนดีขึ้น และลดการทุจริตรั่วไหลจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีขึ้น

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า 'การเลือกตั้ง' คือ ทางออกที่ดีที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้เมื่อทุกฝ่ายยอมรับเจตนารมณ์และความต้องการของประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นมาตรฐานสากล การเลื่อนการเลือกตั้งครั้งที่ 5 อาจนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 6, 7, 8 จนกระทั่งไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ก็ได้ เพราะรัฐบาลได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว 12 ปีที่ผ่านมา มีรัฐประหาร 2 ครั้ง บอยคอตเลือกตั้ง 2 ครั้ง ยุบพรรคการเมือง 4 พรรค (เมื่อมีการตัดสินใจในภายหลังก็พบว่าไม่มีความผิดแต่อย่างใด) การเลื่อนเลือกตั้งไปอีก 1 เดือนนี้ มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ เพราะเชื่อว่า มีบางกลุ่ม บางพรรคไม่อยากเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งโดยเร็ว หากไม่มั่นใจว่าตนเองจะได้สืบทอดอำนาจ

เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งต้องดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พ.ค. 2562 และด้วยเหตุที่ข้อกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง วันเลือกตั้งจึงไม่ควรช้ากว่าช่วงต้นเดือนมีนาคม 2562 การเสนอให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งหลังจากนี้ จึงสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะคณะกรรมการเลือกตั้งอาจไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายในวันที่ 9 พ.ค. 2562 และอาจมีผู้ไปร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ คณะกรรมการเลือกตั้งถูกฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญา

การกำหนดวันเลือกตั้งให้แน่นอนชัดเจน มีการเลือกตั้งเป็นวาระอย่างประเทศทั้งหลายที่มีความเป็นประชาธิปไตยจะส่งดีต่อความมั่นคงของชาติ เป็นผลบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย การเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ ส่วนผลกระทบพายุปาปึกกระทบการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจในภาคใต้แต่กระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น หากสามารถฟื้นฟูที่ได้รับความเสียหายได้อย่างรวดเร็วจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่เกิน 2,500 ล้านบาท

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ให้ความเห็นอีกว่ารัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูความเสียหายจากผลกระทบพายุปาปึก เร่งฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยรักษาคำพูด ยึดถือนิติรัฐ ไม่สอดแนมหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยเฉพาะคู่แข่งทางการเมือง และไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ รวมทั้งบริหารประเทศด้วยความโปร่งใสมีธรรมภิบาลจนกระทั่งทำให้คำตัดสินของ ปปช ไม่เป็นที่ยอมรับและไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป การสอดแนมหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือ ระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน ทำให้ประเทศถูกมองว่า 'ไม่โปร่งใส' 'ละเมิดสิทธิมนุษยชน' สิ่งเหล่านี้เป็น Soft Infrastructure สำคัญของระบบสังคม ระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจ ต่อให้มี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบคมนาคม ระบบโทรคมนาคม ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ดีอย่างไรก็ตาม ก็จะไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้มากนัก หากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในระบบนิติรัฐ และการมีระบบคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานสากล

[full-post]

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 

Posted: 16 Dec 2018 12:28 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-12-16 15:28


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมีความอ่อนไหวมากขึ้นจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จึงยังไม่จำเป็นปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะจะซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน เฝ้าระวัง 10 ธุรกิจที่มีความเสี่ยงเลิกจ้างเพิ่มเติมในปีหน้า

16 ธ.ค. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่าหนี้เฉลี่ยครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากการสำรวจของหอการค้าโดยมูลค่าหนี้อยู่ที่ 3.16 แสนบาทต่อครัวเรือน นั้นจะมีอ่อนไหวในเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระมากยิ่งขึ้นจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น การก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพยถาวร (บ้าน รถยนต์) จะชะลอตัวลง การลงทุนเพื่อประกอบกิจการก็อาจชะลอตัวลงด้วยจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ยอดหนี้ครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่มากกว่า 12 ล้านล้านบาทอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคตได้ การทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นเพื่อลดการก่อหนี้เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะเป็นแก้ปัญหาความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินนโยบายเข้มงวดทางการเงิน สำหรับประชาชนในระดับฐานรากนั้น ผู้ใช้แรงงานควรได้รับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรมีมาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตรเพิ่มเติม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตและป้องกันปัญหาฟองสบู่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่เร็วเกินไป และ อาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ แม้นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 77% จากระดับ 80% เมื่อ 3-4 ปีก่อน

ดร.อนุสรณ์ ในฐานะอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่าแม้นเงินเฟ้อไตรมาสแรกปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลจากการปรับเพิ่มค่าโดยสารสาธารณะ ราคาพลังงานและกิจกรรมการเลือกตั้งแต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้มีแรงกดดันหรือปัญหาทางด้านเสถียรภาพ จึงยังคงยืนยันความเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินรอบนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากชะลอตัวลงอีก เงินบาทแข็งค่ากระทบต่อภาคส่งออก

ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึงปัญหาการเลิกจ้างว่าขณะนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่เพิ่มอัตราชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงาน ช่วยบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจของผู้ถูกเลิกจ้างได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ กรณีย้ายสถานประกอบการไปที่อื่น หากลูกจ้างไม่ประสงค์ย้ายตามไป ก็สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างและได้สิทธิชดเชยตามอัตราใหม่ เช่น ลูกจ้างทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชย 400 วัน ปีหน้าจะมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตต่ำมาก มีความเสี่ยงสูงและจะมีการเลิกจ้างพนักงานเพิ่มเติมจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ได้แก่ 1.ธุรกิจอุตสาหกรรมทีวี ทีวีดิจิทัล เคเบิลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักพิมพ์ต่างๆ 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหรือการให้เช่า CD DVD 3.ธุรกิจอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางและปาล์มน้ำมัน 4.สถานศึกษาเอกชน 5.ธุรกิจร้านค้าแบบดั้งเดิม 6.ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต 7.ธุรกิจหัตถกรรมและเฟอร์นิเจอร์ไม้ 8.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง 9.เครือข่ายสาขาสถาบันการเงิน และ 10.เครือข่ายห้างสรรพสินค้า

[full-post]



Posted: 10 Dec 2018 09:04 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-12-11 00:04


พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ผมมีโอกาสออกไปทัวร์ สปป.ลาวที่ไม่ใช่เวียงจันทน์ครั้งแรกในชีวิต เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่าน ด่านห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน แน่นอนว่าคณะของเราเดินทางไปกันเองแบบนักเดินทางทั่วไป คือ ไม่ประสานหน่วยงานของทางการหน่วยงานใดๆ เป็นพิเศษทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว กระนั้นการเดินทางรูปแบบดังกล่าว กลับมีคุณูปการต่อการเปิดโลกทัศน์ จนยากจะลืมเลือน ดังเมื่ออดีตหลายปีก่อนหน้านี้ที่คณะสื่อมวลชนกลุ่มของผมเคยเข้าไปทำงาน ยังประเทศพม่า ผ่านด่านสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สิ่งที่เห็นได้ชัดสุดในฝั่งไทยไล่ตั้งแต่พื้นที่ อ.ทุ่งช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือ การคมนาคม ถนนที่ดิ่งตรงไปยังด่านห้วยโก๋นกำลังถูกขยายออกเป็นเลนคู่ 4 เลน ขณะที่ทางฝังสปป.ลาว ได้แก่ เมืองเงิน แขวงไชยะบุรี นั้น ถนนยังเป็น 2 เลน คือเลนรถวิ่งสวนไปมาอยู่

เข้าใจได้ถึงความไม่เท่าเทียมและข้อจำกัดของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของทั้ง 2 ประเทศ เทียบแล้ว สปป.ลาวน่าจะมีข้อจำกัดมากกว่าไทยทั้งด้านพื้นที่ (ที่มีที่ราบน้อยกว่าไทย) และงบประมาณ ความแตกต่างเหล่านี้กำลังสื่อให้เห็นว่า ไทยเป็นต่อลาวในแง่ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไทยมีมาก่อน ที่เหมือนกันคือ ทั้ง 2 ประเทศ ต่างได้รับเงินอุดหนุนจากองค์กรการเงินระหว่างเทศ เช่น เอดีบี (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) และรูปแบบการให้การสนับสนุนแบบเดี่ยวๆ เช่น รัฐบาลจีนให้เงินรัฐบาลสปป.ลาวสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ดังกรณีจีนให้เงินรัฐบาลลาวสร้างสะพานข้าม แม่น้ำโขง ตรงปากแบ่ง (โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมปากห้วยแคน-ปากแบ่ง ทางการจีนก่อสร้างให้เพื่อเชื่อมแขวง 2 แขวง ซึ่งสะพานแห่งนี้เชื่อมถนนระหว่างแขวงอุดมไชย แขวงไชยะบุรี แขวงหลวงน้ำทา และห่างจากชายแดน สปป.ลาว-จีน ประมาณ 240 กิโลเมตร) ส่วนงบของฝ่ายไทยเข้าใจว่าเป็นแค่ระดับงบพัฒนาจังหวัด (น่าน)

ประเด็นคือ การพัฒนาเศรษฐกิจของ 2 ฝั่งประเทศ ผ่านทั้งตัวสินค้าและการท่องเที่ยว ไม่ว่าจังหวัดน่านจพถูกพิจารณาให้อยู่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษหรือไม่ น่านน่าก็น่าจะเป็นเมืองรองด้านการท่องเที่ยว (ขณะเชียงใหม่เป็นเมืองหลักด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ) เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทะยอยเดินทางจากส่วนต่างๆ ของไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ถ้าจะให้คาดเดา รายได้จากการท่องเที่ยวของน่านน่าจะเป็นรายได้หลักของจังหวัด ขณะที่การค้าผ่านแดนไทยลาวคงมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงของจีน เชื่อมเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน- เวียงจันทน์ สปป.ลาว จีนเลือกใช้เส้นทางผ่านแขวงอุดมไชยสู่แม่น้ำโขง ระยะทางประมาณ 64 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำโขงไปสร้างสถานีรถไฟไชยะบุรีที่บ้านโคกแอกซึ่งห่างจากเมืองหงสาเพียง 40 กิโลเมตร

เส้นทางรถไฟสายนี้ จีนจะใช้ประโยชน์ในการขนส่งสินค้าลงมาและขนส่งทรัพยากรกลับไปยังจีนอีกด้วย โดยเฉพาะเถ้าจากการเผาไหม้ลิกไนต์จากโครงการโรงไฟฟ้าลิกไนท์เมืองหงสา ซึ่งจะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ไทย 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองหงสาให้เติบโตขึ้น เวลานี้จีนยังเข้าไปปลูกพืชผลทางการเกษตรใน สปป.ลาวจำนวนมาก เมื่อได้ผลผลิตก็ต้องขนกลับผ่านเส้นทางสายนี้ด้วย ดังนั้นในอนาคตแขวงอุดมไชยจะกลายเป็นทางแยกเชื่อมไทย-จีน และไทย-เดียนเบียนฟู (เวียดนาม)ที่มีระยะทางห่างจากอุดมไชยประมาณ 200 กิโลเมตร

การผลักดันให้ จ.น่านเป็นหัวเมืองหลักทางด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายหัวเมืองเหนือฟากตะวันออกจึงน่าที่จะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ระดับท้องถิ่น และระดับประชาชนทั้งสองประเทศ อย่างน้อยก็ในระดับท้องถิ่น Senior officers ของทั้งสองประเทศควรได้พบปะแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแผนการพัฒนาท้องถิ่นของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายปกครองและความมั่นคง

น่าที่จะมีคณะกรรมการร่วมเพื่อขจัดปัญหาหรืออุปสรรคด้านการค้า ที่สำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ เพราะในภูมิภาคหรือท้องถิ่นแห่งนี้ ยังขาดการจัดการในเรื่องการท่องเที่ยวทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าออกน้อย รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนจากยูนนาน ที่ยังเดินทางเข้าพื้นที่ดังกล่าวน้อยอยู่

งานในส่วนของฝ่ายปกครองและความมั่นคงควรเป็นไปในแนวทางกระชับมิตร เนื่องจากภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจเดินหน้าไปก่อนแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายอำเภอ สองสามอำเภอ ที่อยู่ในบริเวณชายแดนไทย-ลาว น่าที่จะต้องตื่นตัวเป็นพิเศษ เช่น อ. ทุ่งช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียงกลาง อ. ปัว หรือ อ.บ่อเกลือ เป็นต้น น่าจะมีคณะกรรมการร่วมไทย-ลาว ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะเป็นการสานฝันให้แผน AEC ของประชาติอาเซียนเป็นจริงได้เร็วและมากยิ่งขึ้น

ดูไปแล้วการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในฝั่งไทย อย่างเช่น ถนน ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก ปัญหาคือความร่วมมือเชิงการลงทุนของนักลงทุนทั้งสองประเทศ สามประเทศรวมจีน ในแง่การท่องเที่ยวนั้นกล่าวได้ว่าพื้นที่น่านเมืองเงิน เมืองหงสา และยูนนานของจีนเป็นลำเลทองของการท่งเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็ว่าได้ สายน้ำไม่เคยไหลกลับ แต่สายน้ำในดินแดนแห่งนี้ก็ไม่เคยหลับเช่นกัน รอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผู้สนใจวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ยังค่อนข้างยังเดิมแท้อยู่

ในช่วงหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ถ้าเราได้ประชาธิปไตยคืนมา ผมหวังว่าผู้นำพลเรือนและนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์จะช่วยกันพัฒนาปรับปรุงให้เหลี่ยมเศรษฐกิจชายแดนก้าวรุดหน้าไปมากขึ้น ด่านห้วยโก๋นนั้น แม้จะเป็นด่านถาวรแล้วก็จริง หากยังขาดการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ระเบียบปฏิบัติทางด้าน ตม.และศุลกากรบางประการควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพของเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

โดยเหตุที่เมืองน่านเอง มีสนามบินรองรับอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากในการยกระดับการทำมาค้าขายระหว่างสองหรือสามประเทศ คือ ไทย –ลาวหรือ ไทย-ลาว-จีน เลย หากว่าฝ่ายรัฐไทยจะใส่ใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้นกว่าที่แล้วๆ มา หลายเมืองในลาว ในจีนต่างมีสนามบินของตนอยู่แล้วด้วยซ้ำ

ฝ่ายเอกชนนั้นเดินหน้าไปก่อนแล้ว เหลือเพียงฝ่ายรัฐไทยที่จะต้องก้าวให้ทันฝ่ายเอกชน ให้สมกับคำว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” หรือก้าวไปให้ถึงความเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งผมคิดว่านายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน คงพร้อมสำหรับการผูกดีลระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยมีฝ่ายรัฐไทย รัฐลาวและรัฐจีนเป็นพยาน วัตถุประสงค์ก็เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทำให้ประชาชนของทุกประเทศในเขตการค้าแห่งนี้ลืมตาอ้าปากได้ ก้าวไปพร้อมกับโลก 4.0

ในส่วนของรัฐไทย นายวรกิตติ ศรีทิพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านควรเร่งกระชับอำนาจปกครองเพื่อผลักดันเมืองน่านให้เข้าไปอยู่ในระบบเขตเศรษฐกิจพิเศษตามที่คาดหวังในฐานะที่ท่านเป็นพ่อเมืองและสามารถเป็นคนกลางในการดึงภาคเอกชนลงมาร่วมหารือด้วย

ขณะเดียวกัน ในส่วนของด่านตม.ที่ห้วยโก๋นเองก็ต้องปรับปรุงการให้บริการประชาชน นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวให้เป็นมืออาชีพและเป็นระบบมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มากกว่าการใช้ความทรงจำ จดจำหน้าคนเข้าออก แบบโบราณที่ยังใช้กันอยู่ในขณะนี้

[full-post]


Posted: 09 Dec 2018 01:25 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-12-09 16:25


คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและการถือครองทรัพย์สินอาจย่ำแย่กว่าที่ระบุไว้ในรายงาน Global Wealth Report ที่ให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งสูงที่สุดในโลก ส่วนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ดีขึ้นมากนักแม้นการกระจายรายได้ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยอันเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของหลายรัฐบาล ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและการถือครองทรัพย์เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและต้องใช้เวลาในการแก้ไข สถานการณ์ในอนาคตอาจดีขึ้นเมื่อเริ่มมีการบังคับใช้ภาษีมรดกและภาษีที่ดิน รวมทั้งการกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

9 ธ.ค. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีที่ CS Global Wealth Report 2018 โดยธนาคารเครดิตสวิส ระบุว่าความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งและการถือครองทรัพย์สินสูงที่สุดในโลกและการถกเถียงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ในกรณีดังกล่าวว่าความเหลื่อมล้ำนั้นสามารถวัดกันได้หลายมิติ ความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่ง (Wealth) และการถือครองทรัพย์สิน ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส หรือการวัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ ความเหลื่อมล้ำทางด้านอำนาจและความเหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคทางสังคม

การกล่าวว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและการถือครองทรัพย์สินสูงที่สุดในโลกไม่น่าจะผิดและเป็นข้อมูลล่าสุดเนื่องจากข้อมูลได้ถูกรวบรวมเรียบเรียงจากหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจของไทยแล้วนำไปวิเคราะห์และวิจัยและปรากฎในรายงาน CS Global Wealth Report 2018 พบว่า คนไทยเพียง 1% ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่ง 66.9% และยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงสองปีที่ผ่านมาอีก สถาบันการเงินเครดิตสวิส ได้เคยออกรายงานความมั่งคั่งของโลก ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลกโดยคนรวย ที่มีสัดส่วน 1% ของประชากร ครอบครองความมั่งคั่งสูงถึง 58% ของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ข้อมูลของโครงสร้างเงินฝากในระบบสถาบันการเงินยังพบว่าคนรวย 0.1% หรือ 65,000 คน จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน มีเงินฝากเท่ากับ 49% ของเงินฝากทั้งระบบ กลุ่ม 10% แรกของประชากร เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ มหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทยมีสัดส่วนทรัพย์สินเทียบกับจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นจาก 26% ในปี พ.ศ. 2557 เป็น 30% (มีทรัพย์สินทั้งหมด 4.32 ล้านล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2560 ภายใต้รัฐบาล คสช หมายความว่า มีคนเพียง 50 คนที่ถือครองทรัพย์สินมากกว่าหนึ่งในสี่ของจีดีพี

ข้อมูลของ CS Global Wealth Report ของธนาคารเครดิตสวิสซึ่งเป็นสถาบันการเงินระดับโลกนี้มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากได้ดำเนินการทำรายงานเผยแพร่ต่อเนื่องมาทุกปีแต่อาจจะไม่ครบถ้วนทั้งหมด ข้อมูลความมั่งคั่งหรือทรัพย์สินที่ถือครองที่ใช้เป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เช่น เงินฝาก ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินที่มีค่าอื่นๆ เช่น อัญมณีเครื่องประดับ ของสะสมที่มีมูลค่าสูง (ภาพเขียน ศิลปะต่างๆ แสตมป์ พระเครื่อง) นาฬิกาหรู กระเป๋าหรู รถหรู เป็นต้น ไม่ได้นับรวม หากนับรวม คน 1% อาจถือครองความมั่งคั่งและทรัพย์สินมากกว่า 70% ของทรัพย์สินและความมั่งคั่งของประเทศ

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่าตนเชื่อว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและทรัพย์สินนี้น่าจะรุนแรงกว่าตัวเลขที่ปรากฎเผยแพร่เนื่องจากเราไม่สามารถสำรวจข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลการถือครองทรัพย์สินของกลุ่มประชากรที่มีรายได้และถือครองทรัพย์สินสูงสุด 5-10% ได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นี้จะนำมาสู่ความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอนาคต ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและการถือครองทรัพย์เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและต้องใช้เวลาในการแก้ไข สถานการณ์ในอนาคตอาจดีขึ้นเมื่อเริ่มมีการบังคับใช้ภาษีมรดกและภาษีที่ดิน รวมทั้งการกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งยังคงรุนแรงขึ้นในไทยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หรือการให้สัมปทานกับทุนขนาดใหญ่และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของที่ดินตามแนวการก่อสร้างระบบขนส่งคมนาคมทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นทางด้านมูลค่าทรัพย์สินและความมั่งคั่งในอัตราก้าวหน้า จึงเป็นโจทย์และความท้าทายว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ความมั่งคั่งและการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินเหล่านี้กระจายตัวให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์ร่วมด้วย ซึ่งต้องมีการศึกษาเพื่อนำระบบภาษีเพิ่มมูลค่า (Betterment Tax) หรือภาษีลาภลอย (Windfall Tax) มาบังคับใช้ จะนำรายได้ภาษีส่วนหนึ่งไปพัฒนาพื้นที่อื่นๆไม่ให้เกิดการกระจุกตัว นอกจาก การมีการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent) จำนวนมากภายใต้การเมือระบบปิด และ การดำเนินนโยบายเสรีนิยมสุดโต่ง ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยไม่ใช้กลไกรัฐในการแทรกแซงเพื่อสร้างความเป็นธรรมล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งย่ำแย่ลง

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าแม้นนโยบาย EEC จะมีประโยชน์และควรเดินหน้าต่อแต่ต้องปรับเปลี่ยนให้มีความสมดุลมากขึ้นโดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากนโยบาย EEC ที่ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ทำกินและมีการเก็งกำไรที่ดินในพื้นที่ EEC อย่างรุนแรงจนประชาชนหรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ดินได้เหมือนเดิม มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยบ่งชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา “การตะครุบที่ดิน (land grabbing) โดยทุนขนาดใหญ่ต่างชาติโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหลายและจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ระบบข้อมูลการถือครองที่ดินที่ไม่ชัดเจนจะทำให้ปัญหาการตะครุบที่ดินรุนแรงมากขึ้นในอนาคต แม้นที่ดินจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศได้ แต่การเป็นเจ้าของที่ดินอาจส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรที่ดินซึ่งรัฐอาจมีปัญหาในการควบคุมการใช้ได้ ปัญหาการตะครุบที่ดินเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกาและแอฟริกา และ สร้างความไม่สมดุลและเพิ่มความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในประเทศเหล่านี้

อย่างไรก็ตามปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้แย่ลงแต่ไม่ดีขึ้นมากนักแม้นการกระจายรายได้ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากงานวิจัยของ ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะ พบว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ดีขึ้นเล็กน้อยโดยวัดจากดัชนีจินี โดยค่าดัชนีจินีเท่ากับ 0.45 ในปี พ.ศ. 2558 (ข้อมูลล่าสุดที่มีการคำนวณ) จากที่เคยอยู่ที่ระดับ 0.51 ในปี พ.ศ. 2549 (ดัชนีจีนีเข้าใกล้ 1 แสดงว่าความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เข้าใกล้ 0 ความเหลื่อมล้ำลดลง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น การที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ตนเห็นว่าเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการต่างๆของหลายรัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะนโยบาย “เอื้อคนจน” (Pro-poor policy) ไม่ว่า จะเป็นการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด นโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรทั้งมาตรการรับจำนำข้าว มาตรการประกันราคา การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บทบาทของกองทุนหมู่บ้าน นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สวัสดิการทางด้านการศึกษา หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นของผู้ประกันจากกองทุนประกันสังคม เงินอุดหนุนแม่และเด็ก เป็นต้น ส่วนโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ในภาคธุรกิจยังคงไม่ดีขึ้นมากนักโดย บริษัทขนาดใหญ่ 20% แรกของประเทศจะมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 90% ของรายได้ของบริษัททั้งหมดในประเทศ

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ในฐานะอดีตกรรมการนโยบายและกำกับบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการต่างๆในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจว่ากระทรวงการคลังจะมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้ได้โดยตรงผ่านการบังคับกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีทรัพย์สิน (ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีเงินฝาก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวว่า ความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน แม้นเป็นเรื่องที่แก้ไขยากและต้องใช้เวลา สภาวะความเหลื่อมล้ำอย่างมากได้ทำลายศักยภาพของประเทศและคนไทยส่วนใหญ่ ทำให้ขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดรายได้และไร้ซึ่งทรัพย์สินและการเข้าถึงปัจจัยการผลิต ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ตกอยู่ในวังวนของ ธนาธิปไตย และ ระบอบรัฐประหาร รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจโดยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ด้อยโอกาสและคนยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะลดลงภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยและหลักการกระจายอำนาจ จึงขอเสนอมาตรการเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดังนี้

มาตรการที่ 1 ปฏิรูปการถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งให้เกิดความเป็นธรรมและใช้กลไกภาษีทรัพย์สินให้เกิดการกระจายตัวของทรัพย์สินและความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ปรับปรุงภาษีต่างๆให้มีอัตราก้าวหน้ามากขึ้น

มาตรการที่ 2 จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดอำนาจผูกขาดและเพิ่มการแข่งขัน บังคับใช้หลักเกณฑ์การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ภายใต้ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง

มาตรการที่ 3 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ

มาตรการที่ 4 เพิ่มสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมให้กับผู้มีรายได้น้อยแบบยั่งยืนและเป็นระบบ พัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคเดิม) ให้มีความยั่งยืนทางการเงินและคุณภาพในการให้บริการดีขึ้น พัฒนาระบบทุนการศึกษายกเลิกนโยบายเอาเงินแจก

มาตรการที่ 5 พัฒนาระบบนิติรัฐ ระบบความยุติธรรมและประชาธิปไตยทางการเมืองและเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ความอยุติธรรมหรือการถูกเลือกปฏิบัติจากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำย่ำแย่ลง ต้องใช้วิธีลดอำนาจรัฐส่วนกลาง กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มอำนาจประชาชน เพิ่มโอกาส เพิ่มสิทธิให้ประชนชน

มาตรการที่ 6 การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐต้องคำนึงถึงการกระจายโอกาสและการกระจายผลประโยชน์ไปยังประชาชนส่วนใหญ่ด้วย และ ควรศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยเพื่อนำผลประโยชน์ส่วนเกินที่ได้จากการลงทุนจากงบประมาณของรัฐไปพัฒนาพื้นที่อื่นๆของประเทศด้วย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ลง

มาตรการที่ 7 ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มาตรการที่ 8 ลดการทุจริตคอร์รัปชันโดยเฉพาะการทุจริตในเชิงนโยบายในการผ่องถ่ายผลประโยชน์และอำนาจผูกขาดโดยรัฐไปยังกลุ่มทุนผูกขาดรายใหญ่ การปฏิรูป การลดภาระทางการคลัง การเพิ่มประสิทธิภาพใดๆของรัฐวิสาหกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของทำให้เกิดการปรับโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นในกิจการนั้น

มาตรการที่ 9 เพิ่มค่าจ้างและผลิตภาพแรงงาน ควรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นไปตามคำนิยามของอนุสัญญาว่าด้วยการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำฉบับที่ 131 ขององค์กรแรงงานระหว่งประเทศ (ILO) พยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำและเพิ่มผลผลิตต่อไร่


Posted: 04 Dec 2018 07:25 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-12-04 22:25


นิคม บุญญานุสิทธิ์

เดิมตั้งใจว่าจะช่วยสะกิดสะเกาปัญหางานด้านผังเมืองของประเทศพอหอมปากหอมคอ แล้วจากนี้หน่วยงานที่เรียกตัวเองว่าแกนนำของประเทศด้านผังเมืองจะลุกมาเยียวยารักษาตัวเองให้ยืนเด่นเป็นเสาหลักต่อไป แต่ที่ไหนได้กลับยืนงง เริ่มต้นไม่ถูก เดินต่อไปไม่เป็น เงียบเป็นเป่าปาก หวังเพียงแค่เวลาจะเยียวยาให้กระแสสังคมพัดจางหายไป แล้วก็ทำต่อตามวิถีเดิมกับมรรคผลที่ไม่เคยจะรู้จัก อย่าลืมกฎข้อแรกของการดำรงอยู่นะจ๊ะ Adapt or Die

เลยอาจต้องทำเป็นซีรีย์แล้วกระมัง ปั้ดโธ่ เห็นว่าจ้างศึกษาเป็นเทน้ำเทท่า ทีจะปรับปรุงงานตัวเองไม่คิดจะทำ โละเอกสารมาให้ที่หัวเมืองจนทำห้องสมุดได้ท่วมหัว แต่ก็ขอขอบคุณที่เมตตาให้นักศึกษาได้ค้นคว้าเรียนรู้ว่ารายงานการศึกษามูลค่าเป็นหลายสิบล้าน ร้อยล้าน มีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง ใช้ประโยชน์ได้เพียงไร สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ออกไปตั้งบริษัทที่ปรึกษารับงาน ซับงาน ตัดงาน ดำรงชีวิตเป็นวัฏจักรกันต่อไป

แต่จะว่าไปที่เขียนดูเหมือนดุดัน ต่อว่าต่อขานกรมโยธาธิการและผังเมืองอย่างนั้นอย่างนี้ ใช่ว่าเกิดจากความรังเกียจเข้าไส้ ต้องเผาพริกเผาเกลือใส่กันนะครับ ทุกอย่างที่ทำไป มาจากความปรารถนาที่อยากเห็น ผังเมืองไทยมีสัมฤทธิผลต่อบ้านเมือง เช่นเดียวกันที่เชื่อว่ากรมพยายามครุ่นคิดและมีความตั้งใจเหมือนๆ กัน เพียงแต่โบราณท่านว่าถ้าอยากให้ม้าวิ่งเร็วขึ้น ให้เตะกระทุ้งสีข้างม้าแรงๆ ครับ

เปิดโลกโซเซียลด้านผังเมือง เห็นโปรโมตถนนคนเดิน ถนนสีเขียว รางสร้างเมือง เมืองสร้างราง เหมือนกำลังสื่อว่าถ้าเมืองมีแบบนี้แล้วแสดงว่ามีผังเมืองดี หาบเร่แผงลอยถูกไล่ไม่ให้ขายของ หรือว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผังเมืองไม่ดี ผังเมืองที่ดีต้องสะอาดตาต้องมีสิ่งที่โปรโมตกัน สิ่งดังกล่าวก็นับว่าดีอยู่ แต่เป็นคำตอบของผังเมืองที่ดีใช่หรือไม่ ดูเหมือนกำลังสื่อออกมาแบบนั้น คำถามก็คือ ผังเมืองคืออะไร การวางผังเมืองที่ทำกันอยู่ มีเรื่องเหล่านี้หรือไม่

มองไม่เห็นความรู้ "ผังเมืองที่ดี" คืออะไร บางคนยกตัวอย่างผังเมืองยะลา ที่พยายามชี้นำว่ามีลักษณะการวางผังเป็นระบบ คือ ผังเมืองที่ดี ลองไปดูในเขตคูเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเก่าเมื่อ 300 ปีที่แล้ว มีการวางผังเป็นตารางกริด ก็น่าจะเป็นผังเมืองที่ดี และหากมองมุมกว้างขึ้น ก็จะเห็นถนนโค้ง ยุ่งเหยิงไปหมด เป็นการวางผังเมืองในยุคปัจจุบันที่ไม่ดี หรืออย่างไร

ผังเมือง น่าจะอยู่ในมายาคติใหญ่ๆ 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ หลักวิชาการผังเมือง นักผังเมืองที่สังเกตส่วนใหญ่เข้าใจว่าผังเมืองคือ การวางผัง หมายถึงการวางผังทางกายภาพ เช่น การวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งก็คือการกำหนดกิจกรรมลงในพื้นที่ และควบคุมความหนาแน่น และความแออัดเท่านั้น จริงๆ เป็นแค่กิจกรรมหนึ่งในการวางแผนเมือง หรือนิยามต่างๆ ผังเมืองรวม ผังเมืองเฉพาะ ผังนโยบาย ผังแต่ละระดับ ก็ไม่สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ พอหลักวิชาคลาดเคลื่อน ก็เข้าสู่มายาคติที่สอง คือวิธีคิดวิธีการวางผังเมือง/การดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมือง เช่น สภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมที่บัญญัติแบบงงๆ ไม่ชัดเจน จึงนำไปสู่การประเมินผลผังเมืองที่คลุมเครือ ยากจะรู้ได้ว่าวางผังเมืองแล้วผลสำเร็จได้อะไรออกมา

มายาคติที่สาม เมื่อไม่เข้าใจผังเมือง การเขียนกฎหมายก็เป็นวังวน ทำให้งานผังเมืองกลายเป็นปัญหาที่กฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมืองเป็นกฎหมายปกครอง วิธีการต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด กลับไปเพิ่มขั้นตอนทางบริหารเข้าไปอีก ถ้าเพิ่มแล้วสร้างคุณค่าก็ดี แต่ดูเหมือนจะไปสร้างปัญหามากมายทำจนเป็นเรื่องถูกต้องปกติ การบังคับใช้ผังเมืองก็ไม่มี คิดเองว่าเป็นหน้าที่ของ อปท.

ก่อนจะขยายความมายาคติต่างๆ ในซีรีส์ตอนหน้า คงต้องกล่าวถึงคณะกรรมการผังเมืองซะก่อน คณะกรรมการผังเมืองผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้กระบวนการวางผังสำเร็จลุล่วงตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีองค์ประกอบตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 จำแนกเป็น 3 ประเภท ประเภทที่ 1 กรรมการผู้แทนส่วนราชการ จำนวน 9 คน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นกรรมการและเลขานุการ ประเภทที่ 2 กรรมการประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และประเภทที่ 3 กรรมการผู้แทนวิชาชีพและสถาบันอิสระอีกจำนวน 9 คน เข้าร่วมเป็นองค์คณะที่เรียกว่าคณะกรรมการผังเมือง

คณะกรรมการผังเมืองนี้ เปรียบเสมือนผู้วางผังตัวจริงเสียงจริงของประเทศนี้ เพราะองค์กรหน่วยปฏิบัติได้สร้างธรรมเนียมที่ไม่เข้าท่า ไม่เป็นสากล ให้คณะกรรมการผังเมืองแห่งชาติยึดถือตามกันมาจนผิดฝาผิดฝั่ง ในต่างประเทศการเป็นคณะกรรมการผังเมืองจะมีคู่มือให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และยังต้องเข้าคอร์สอบรมอย่างจริงจังอีกด้วย

การวางผังเมืองเป็นเรื่องของแนวคิด แนวทางดำเนินการหรือวิธีการในการพัฒนาเมือง หรือที่เรียกว่า “Approach” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะนำเสนอ “เค้าโครงในการอธิบาย” จึงไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่า Approach บางอย่างอาจเป็นประโยชน์มากกว่าแบบอื่นๆ เช่น การมองอนาคตเพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายของเมือง จะเลือกวิธีการทำนาย (forecast) ที่สันนิษฐานอนาคตเพียงรูปแบบเดียว หรือการมองอนาคต (foresight) เป็นการกำหนดจุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะความสัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจจุดมุ่งหมายที่เป็นไปได้

การวางผังเมืองจึงมีหลายแนว ไม่มีถูกไม่มีผิด คณะกรรมการผังเมืองควรที่จะต้องพิจารณาว่าการวางผังเมืองดังกล่าว วางอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนรอบด้าน มีกลไกหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือรองรับจุดมุ่งหมาย/นโยบายได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และกระทบกระเทือนสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด

แม้กระทั่งรายละเอียดการวางผังเมืองที่ท้องถิ่นเขาช่วยกันทำ ควรตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่าท้องถิ่นย่อมจะรู้จักท้องถิ่นตัวเองดีที่สุดอันเป็นเรื่องรายละเอียด แต่คณะกรรมการผังเมืองกลับมาซักไซร้ไล่เรียงยิบย่อย ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานระดับกรมที่ต้องเป็นตะแกรงร่อนมาตรฐานไปแล้ว จึงถือว่าผิดประเด็นเนื่องจากไม่ได้รู้จักพื้นที่เท่าเจ้าของเขา และเรื่องของเวลาในการพิจารณาที่ควบคุมไม่ได้ว่าจะนานเท่าไร เช่น กรณีบัวใหญ่ที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้ ตอนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ถนนหน้าเทศบาลยังเป็นสองเลน กว่าจะประกาศออกมาบังคับใช้ ถนนหน้าเทศบาลกลายเป็นสี่เลนไปแล้ว จะควบคุมเท่าทันเวลาพัฒนาของท้องถิ่นเขาได้อย่างไร

การที่คณะกรรมการผังเมือง ให้มีการแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงบางส่วน จึงน่าจะเป็นการก้าวล่วงเข้าไปควบคุมในเรื่องความเหมาะสมหรือดุลพินิจของนักผังเมือง การทำเช่นนี้เป็นการทำลายความเป็นวิชาชีพทางผังเมืองโดยแท้ อำนาจการกำกับดูแลเป็นอำนาจที่มีขอบเขตเฉพาะความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และการที่คณะกรรมการผังเมืองพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารรายงานประกอบการวาง ผังเมืองรวม ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้ความเห็นชอบ “ผังเมืองรวม” ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรายงานประกอบไม่ใช่ร่างกฎกระทรวงผังเมืองรวม การให้ความเห็นชอบดังกล่าวไม่น่าจะมีผลลัพธ์ที่เหมือนกัน


การให้ความเห็นชอบผังเมืองของคณะกรรมการผังเมืองจึงน่าจะเป็นปัญหา ประการแรก ควรต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย นั่นคือต้องวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณา หากผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็เห็นชอบ เรียกว่าเป็น "การกำกับดูแล" แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ ประการที่สองกลับก้าวล่วงเข้าไปในดุลยพินิจของผู้วางผังเมือง กลายเป็นลักษณะของการบังคับบัญชาไปซะงั้น



ตรองดูเถอะว่าผู้วางผังต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุด หลายขั้นตอน เหมือนลำดับชั้นการบริหารองค์กร ที่ต้องผ่านหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย ผู้อำนวยการ รองอธิบดีจนถึงอธิบดี โดยข้อเท็จจริงองค์กรเดียวกันยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควรในการทำความเข้าใจให้ตรงกัน และยิ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการผังเมืองที่มาจากคนละที่คนละทาง ความคิดความอ่านย่อมไม่เป็นแนวทางเดียวกัน การเอาหลักวิชาการจากต่างประเทศ ประสบการณ์เฉพาะตัวมาให้ความคิดเห็นโดยไม่มี ไม่ได้กำหนดกรอบการพิจารณาใดๆไว้ให้ ย่อมเป็นภาวะที่สับสนวุ่นวายไม่มีทิศทาง นั่นจึงเป็นปัญหาของกระดุมเม็ดแรกที่ทำให้ผังเมืองไม่สามารถบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ เพราะงานวางผังเมืองถูกล้วงให้แก้แล้วแก้อีกตามที่องค์กรได้สถาปนาอำนาจที่ผิดๆ ให้แก่คณะกรรมการผังเมือง นั้นแล


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ความไร้น้ำยาของผังเมืองไทย https://prachatai.com/journal/2018/10/79339

ไหนล่ะปฏิรูปผังเมือง? https://prachatai.com/journal/2017/07/72577

ทวงสัญญานายกฯจะปฏิรูปผังเมือง ติดแท็ก 'ออเจ้าได้โปรดทบทวน' http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/795162

สปท.เผยส่งข้อเสนอปฏิรูปให้รัฐแล้ว 63 ฉบับ พร้อมชงออก ก.ม. 40 ฉบับ https://www.thairath.co.th/content/640336

สปท.เห็นชอบรายงานปฏิรูปผังเมือง154:2เสียง https://www.sanook.com/news/2015338/



เกี่ยวกับผู้เขียน: ผศ.ดร.นิคม บุญญานุสิทธิ์ เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน นครราชสีมา

[full-post]


Posted: 04 Dec 2018 07:46 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-12-04 22:46


สหภาพแรงงานเผยว่าโรงงานชาร์ป ในเมืองมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น เลิกจ้างแรงงานเหมาช่วงที่เป็นชาวต่างชาติประมาณ 3,000 คน การเลิกจ้างนี้เกิดขึ้นในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายเพื่อรับแรงงานต่างชาติเข้าประเทศมากขึ้น

โรงงานของบริษัท ชาร์ป (Sharp Corp.) เมืองคาเมยะมะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ที่มาภาพ: The Japan Times

4 ธ.ค. 2561 สหภาพแรงงานแห่งจังหวัดมิเอะ ได้แถลงข่าวที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ (3 ธ.ค.) ระบุว่ามีการยกเลิกสัญญาการจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 3,000 คน ที่เป็นพนักงานจ้างเหมาช่วงในโรงงานของบริษัทชาร์ป (Sharp Corp.) เมืองคาเมยะมะ จังหวัดมิเอะ

ต่อกรณีนี้ชาร์ปได้ออกมาระบุว่าการลดจำนวนพนักงานเกิดจากการที่บริษัทได้ปรับลดยอดการผลิตจอคริสตัลเหลวสำหรับสมาร์ทโฟนลง และยังระบุว่าบริษัทไม่สามารถให้ความเห็นกับการยกเลิกสัญญาจ้างเพราะบริษัทไม่ได้จ้างพนักงานเหล่านี้โดยตรง

มีการคาดการณ์ว่าชาร์ปจะลดกำลังการผลิตลงเป็นประวัติการณ์ โดยบริษัทผู้รับเหมาช่วงที่ส่งพนักงานให้ชาร์ปจะได้ทำสัญญาใหม่อีกครั้งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือน

หนึ่งในบริษัทผู้รับเหมาช่วงระบุว่าคนงานบางคนลาออกด้วยความสมัครใจเอง ทั้งนี้บริษัทผู้รับเหมาช่วงแห่งนี้และอีก 2 บริษัท เริ่มจ้างแรงงานต่างชาติชาวบราซิลและเปรูเมื่อปี 2556 และส่งแรงงานเหมาช่วงต่อไปให้โรงงานของชาร์ปประมาณ 2,000 คน

ฮิซาโนริ ชิกะตะ นักกฎหมายแรงงานระบุว่าญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายตอบโต้ต่อการจ้างงานที่ไม่มั่นคง แม้ในขณะนี้รัฐสภากำลังมีการอภิปรายถึงเรื่องความจำเป็นในการรับแรงงานต่างชาติเข้าประเทศมากขึ้น แต่การปรับปรุงสภาพการจ้างของแรงงานให้ดีขึ้นควรมีการพูดถึงเป็นอันดับแรก



ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก
Labor union says 3,000 foreign workers laid off at Sharp plant in Japan (japantimes.co.jp, 4/12/2018)

[full-post]

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 

Posted: 25 Nov 2018 01:16 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-11-25 16:16


นักเศรษฐศาสตร์ชี้แม้นสหราชอาณาจักรสามารถบรรลุข้อตกลงรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่กับสหภาพยุโรปก่อนออกจากอียูในวันที่ 29 มี.ค. 2562 แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัญหาการเมืองภายในประเทศของอังกฤษ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2561 ของไทยยังคงเติบโตต่ำกว่า 4% ต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2561 ภาคการบริโภค ภาคส่งออกยังคงชะลอตัว ส่วนภาคการลงทุนกระเตื้องขึ้น

25 พ.ย. 2561 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่าแม้นว่าสหราชอาณาจักรสามารถบรรลุข้อตกลงรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่กับสหภาพยุโรปก่อนออกจากอียูในวันที่ 29 มี.ค.2562 โดยข้อตกลงยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับอียูต่อไปเป็น Soft Brexit ไม่ใช่ Hard Brexit หรือออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลง No Deal Brexit การมีข้อตกลงที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอียูต่อไป หรือ Soft Brexit ช่วยลดผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโลก ระบบการค้าโลกและเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรและอียูมากกว่า ส่วน No Deal Brexit นั้นจะสร้างผลกระทบต่อสหราชอาณาจักรและอียูมากพอสมควร เนื่องจากสหราชอาณาจักรส่งออกไปยังอียู 44-45% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดจะถูกเก็บภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเหมือนประเทศนอกกลุ่มสหภาพยุโรป นอกจากนี้จะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจของอียูและสหราชอาณาจักรที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกัน ภาวะดังกล่าวหลังข้อตกลง Brexit ทำให้กลุ่มธุรกิจในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับตลาดใหม่ๆรวมทั้งสร้างโอกาสของไทยในการดึงดูดการเคลื่อนย้ายการลงทุนอีกด้วย

กรณีเป็น Hard Brexit หรือ No Deal Brexit ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นยังคงจำกัด ไม่ว่าจะมีข้อตกลง Brexit แบบไหน ไทยควรมองว่าเป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนกับสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นโดยทำข้อตกลงเพิ่มเติมแบบทวิภาคี การส่งออกสินค้าไทยไปสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนราว 1.5% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ไทยสามารถเพิ่มมูลค่าส่งออกไปอยู่ที่ระดับ 3% ของมูลค่าส่งออกได้เนื่องจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะไม่เข้มงวดเท่าอียู ส่วนอียูนั้นไทยควรเตรียมการเพื่อการเจรจาทำข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าเอฟทีเอเอาไว้และสามารถเดินหน้าทำข้อตกลงได้หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามยังมีความไม่แน่นอนจากปัญหาการเมืองภายในสหราชอาณาจักรซึ่งอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อการทำข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรีเทราซา เมย์ได้ทำไว้กับอียูในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2561 ของไทยอาจจะยังคงเติบโตต่ำกว่า 4% ต่อเนื่องจากไตรมาสสาม การขยายตัวยังคงแผ่วลงจากเศรษฐกิจในระดับฐานรากยังไม่ได้ขยายตัวมากนัก โดยการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าไม่คงทนซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูงในรายจ่ายของครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลางยังขยายตัวต่ำ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการคนจนจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นภาคการบริโภคมากนัก การขยายตัวของภาคการบริโภคจึงยังต้องอาศัยผู้มีรายได้สูง นอกจากนี้การเติบโตเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังเผชิญปัจจัยฐานสูงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว (2560) ทิศทางการค้าโลกยังคงชะลอตัวลงซึ่งจะทำให้ภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มาตรการการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้เมื่อ 6 ก.ค. 2561 เริ่มส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์บ้างแล้ว โดยเฉพาะมูลค่าส่งออกสินค้าดังกล่าวที่ส่งไปจีนในเดือน ส.ค. 2561 หดตัวกว่า 10% การส่งออกแผงโซลาร์และกลุ่มเครื่องซักผ้าไปยังสหรัฐฯ ก็มีการหดตัวในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้สินค้ากลุ่มยางแผ่น ไม้แปรรูป เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ที่ส่งออกไปจีนจะได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นในไตรมาส 4 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

[full-post]


Posted: 23 Nov 2018 05:21 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-11-23 20:21


นักวิชาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา แถลงเรียกร้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แนะ 7 คำขอรับสิทธิบัตรกัญชาที่เหลือยกทิ้งได้ทันที พร้อมชำแระปัญหาระบบทั้ง ฐานข้อมูลสิทธิบัตร 0.4 การละเลยกฎหมาย ไม่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรอย่างเคร่งครัด เผยคู่มือของกรมทรัพย์สินฯย้อนแย้งกับ พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฯลฯ

23 พ.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุม 210 อาคารนวัตกรรม ชั้น 2 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนักวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการเข้าถึงยา ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาฯ จัดแถลงข่าว ประเด็น "สิทธิบัตรกัญชา: ยอดภูเขาน้ำแข็งปัญหาการให้สิทธิบัตรยาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา" พร้อมทั้งแจกแจง 'ภูเขาน้ำแข็ง' โดย นักวิชาการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา ประกอบกด้วย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล โดยมี นิมิตร์ เทียนอุดม เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดยมีเนื้อหาเรียกร้องต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ให้ ทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พิจารณาคำขอทั้งการตรวจสอบเบื้องต้นและก่อนการตรวจสอบการประดิษฐ์ หากมีคำขอใดที่ขัดกับกฎหมายให้ยกคำขอทันที แก้ไขคู่มือการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรในส่วนที่ 1 การตรวจสอบเบื้องต้นของคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยเฉพาะตัวอย่างประกอบคำอธิบายการตรวจสอบตามมาตรา 9 หากไม่มีการแก้ไข ทางทีมวิชาการจะร่วมมือกับฝ่ายกฎหมายในการดำเนินการขั้นตอนไป

พร้อมทั้งเรียกร้องให้ความร่วมมือกับคณะวิชาการที่เป็นกลางในการประเมินการใช้คู่มือการตรวจสอบคำขอฯ ที่ใช้มานานกว่า 5 ปี ว่าได้มีการนำมาใช้มากน้อยและมีประสิทธิภาพเพียงไร และสามารถลดหรือป้องกันปัญหาการผูกขาดโดยผ่านสิทธิบัตรยาแบบ evergreening ได้อย่างไร ปรับปรุงให้ระบบสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยให้มีรหัสแยกเฉพาะในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ ดังตัวอย่างในต่างประเทศที่มีรหัส A61K และให้ระบบฐานข้อมูลของกรมมีข้อมูลบรรณานุกรม (Bibliography) ซึ่งเป็นข้อมูลยื่นขอสิทธิบัตรในต่างประเทศทันทีที่ผู้ขอฯ มายื่นคำขอฯ เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบโดยสาธารณะก่อนประกาศโฆษณา อนุญาตให้คณะวิชาการที่เป็นกลางประเมินการขอรับสิทธิบัตรผ่านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร ( PCT) ที่ดำเนินการโดยกรมมากกว่า 10 ปี เพื่อดูคุณภาพการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ คณะวิชาการจะทำหนังสือขอความร่วมมือถึงกระทรวงพาณิชย์


รายละเอียดแถลงการณ์มีดังนี้ :

7 คำขอรับสิทธิบัตรกัญชาที่เหลือยกทิ้งได้ทันที หากกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นที่ 1 ฐานข้อมูลสิทธิบัตร 0.4

คำขอรับสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาและการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค เท่าที่นักวิชาการที่ทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาสามารถค้นพบได้มี 12 คำขอ ขณะเดียวกันจากข้อมูลของการแถลงข่าวของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ระบุว่ามีมากถึง 31 คำขอ และยังมีข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ในจำนวนคำขอที่แตกต่างกันไป เช่น บทความของบริษัท Tilleke & Gibbins ระบุว่ามีคำ 39 คำขอที่ประกาศโฆษณาแล้วและอยู่ระหว่างตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา แสดงให้เห็นว่าฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญามีปัญหาในการสืบค้น ทำให้ได้ข้อมูลจำนวนคำขอที่แตกต่างกันและไม่ครบถ้วนทั้งหมดได้

ประเด็นที่ 2 การละเลยกฎหมาย ไม่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรอย่างเคร่งครัด

จากคำแถลงของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายทศพล อังสุบุตร วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 แถลงว่า คำขอที่ได้ประกาศโฆษณาแล้ว ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนไม่สามารถยกคำขอได้ระหว่างการพิจารณา ซึ่งทีมวิชาการและภาคประชาสังคมได้ออกมาโต้แย้งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาสามารถยกคำขอได้ก่อนประกาศโฆษณาตาม พรบ.สิทธิบัตรมาตรา 28 และหลังประกาศโฆษณาตามมาตรา 30

ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้แถลงว่า มีการยกคำขอสิทธิบัตรเลขที่ 1101003758 ชื่อการประดิษฐ์ “การใช้ไฟโตแคนนาบินอยด์ หรือสารผสมของสารดังกล่าวในการรักษาโรคลมบ้าหมู” โดยใช้มาตรา 30 ว่าผิดมาตรา 9(1) เพราะไม่สามารถขอสารสกัดจากธรรมชาติได้ นี่แสดงให้เห็นว่าคำขอที่ประกาศโฆษณาแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาสามารถยกคำขอนี้ทิ้งไปได้ อย่างไรก็ตามคำขอดังกล่าว มีชื่อการประดิษฐ์คือ การใช้สารในการรักษาโรค ซึ่งผิดทั้งมาตรา 9(1) เรื่องสารสกัด และ มาตรา 9(4) ที่มิให้จดสิทธิบัตรการวินิจฉัย บำบัด และรักษาโรค ดังนั้นทั้งสองเหตุผลนี้ควรระบุอยู่ในเหตุผลของการยกคำขอ แต่การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ใช้เหตุผลของมาตรา 9(4) ในการยกคำขอ ทำให้คำขอที่มีลักษณะเดียวกันมิได้ถูกยกคำขอทิ้งไปพร้อมกัน ไม่ต่ำกว่า 6 คำขอ ตัวอย่างเช่น

-คำขอเลขที่ 0801006631 “การใช้แคนนาบินอยด์ร่วมกับยาต้านโรคจิตสำหรับการป้องกันหรือบำบัดโรคจิต” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด

-คำขอเลขที่ 0901002471 “ผลในการต่อต้านเนื้องอกของสารผสมแคนนาบินอยด์” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด

-คำขอเลขที่ 1201004672 “ไฟโตแคนนาบินอยด์ในการรักษามะเร็ง” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด

-คำขอเลขที่ 1201005115 “การใช้งานของไฟโตแคนนาบินอยด์แคนนาบิดิวาริน (CBDV) ในการรักษาของโรคลมบ้าหมู” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด

-คำขอเลขที่ 1301003751 “การใช้ไฟโตแคนนาบินอยด์แคนนาบิไดออล (CBD) รวมกับยาต้านโรคลมชัก แบบมาตรฐาน (SAED) ในการรักษาโรคลมชัก” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด

ในขณะเดียวกันมีคำขอในลักษณะเดียวกับคำขอข้างต้นและได้ยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์แล้ว ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาสามารถปฏิเสธคำขอนี้ได้เลย เนื่องจากขัดกับมาตรา 9 ทั้ง (1) และ (4) ได้แก่ คำขอเลขที่ 1401001619 “องค์ประกอบทางเภสัชกรรมที่ประกอบรวมถึงไฟโตแคนนาบินอยด์ แคนนาบิดิวาริน (CBDV) และแคนนาบิไดออล (CBD)” ของบริษัทจีดับเบิลยูฟาร์มาลิมิเต็ด และ โอซึกะฟาร์มาคิวติคอลคอมปะนีลิมิเต็ด แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ไม่ได้ดำเนินการและยังให้ข้อมูลที่ไม่ครบ และบางส่วนไม่ถูกต้องกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนทำให้สมาชิก สนช. บางคนเข้าใจว่าคำขอสิทธิบัตรกัญชาบางคำขอสมควรได้รับสิทธิบัตร และยังกีดกัน สนช. จากการรับฟังข้อมูลวิชาการข้อเท็จจริงที่รอบด้าน

เมื่อกระทรวงพาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ดำเนินการข้างต้น ทำให้คำขออย่างน้อย 5 ฉบับนี้ยังคงค้างอยู่ในระบบทำให้ผู้ยื่นคำขอสามารถยื่นหนังสือ (notice) เพื่อข่มขู่บริษัทหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังทำวิจัยและกำลังจะออกผลิตภัณฑ์หลังจากที่มีการปลดล็อกการใช้กัญชาทางการแพทย์ว่า ตนเองนั้นกำลังยื่นขอสิทธิบัตรและเมื่อไหร่ที่ได้สิทธิบัตรจะฟ้องร้องค่าเสียหายย้อนหลังกลับไปถึงวันที่ยื่นขอสิทธิบัตร ทำให้บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเดินหน้าผลิตยาเพื่อผู้ป่วยได้ ในกรณีที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากผู้ขอสิทธิบัตรจะมีการยื่น notice ต่อบริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญ ยังส่ง notice ไปยังหน่วยงานจัดซื้อยาเช่น โรงพยาบาลต่างๆ โดยข่มขู่ว่าหากซื้อยาชื่อสามัญที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรกำลังยื่นขอรับสิทธิบัตรอยู่ เมื่อเขาได้รับสิทธิบัตรแล้วจะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายไปด้วย ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่กล้าจัดซื้อยาชื่อสามัญ แม้ว่าในที่สุดคำขอรับสิทธิบัตรเหล่านี้ อาจจะถูกยกคำในที่สุด แต่ทั้ง ผู้ประกอบการ สังคมและผู้ป่วย ได้รับผลกระทบไปแล้วจากสิทธิชั่วคราว ดังนั้นการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาละเลยกฎหมาย ไม่ตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรอย่างเคร่งครัดตั้งแต่เริ่มต้น จึงส่งผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนานวัตกรรม และการเข้าถึงยาของผู้ป่วย

ประเด็นที่ 3 คู่มือของกรมทรัพย์สินทางปัญญาย้อนแย้งกับ พรบ.สิทธิบัตรของไทย

ในคู่มือการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2555 หน้าที่ 28 ระบุว่าสารสกัดจากสัตว์หรือพืชที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการปรับแปรในสาระสำคัญใดโดยมนุษย์ จะไม่สามารถยื่นคำขอสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 9(1) หมายความว่า การทำให้บริสุทธิ์ไม่ใช่เป็นกระบวนการปรับแปรสาระสำคัญของสารในธรรมชาติ เพราะไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารนั้น

แต่ในคู่มือฉบับเดียวกันหน้า 30 กลับระบุว่า “ผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติที่ถูกทำให้บริสุทธิ์ USPTO EPO และ JPO ไม่ได้ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหรือการค้นพบเพราะว่าสารเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในธรรมชาติในรูปลักษณะที่บริสุทธิ์ สารจุลชีพที่ถูกแยกออกมาจากธรรมชาติ อาจขอรับสิทธิบัตรได้ ถ้าคุณสมบัติที่สำคัญและคุณลักษณะที่สำคัญของสารที่ถูกแยกออกมานี้ไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับที่แสดงไว้ในธรรมชาติ” ซึ่งข้อความเหล่านี้มีความขัดแย้งกับพรบ.สิทธิบัตร มาตรา 9(1) และขัดกับข้อความในหน้าที่ 28 เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสารสกัดสามารถจดสิทธิบัตรได้

เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น ไม่มีข้อยกเว้นตามมาตรา 9(1) ดังกฎหมายของไทย อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศจะให้ระดับความคุ้มครองเข้มงวดไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงทางทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก ที่จะต้องให้ความคุ้มครองขั้นต่ำ ซึ่งกฎหมายไทยปฏิบัติตามแล้วทั้งหมด

อีกทั้งคำขอรับสิทธิบัตรที่เข้าระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร หรือ PCT ซึ่งเป็นระบบการอำนวยความสะดวกในการยื่นขอรับสิทธิบัตรหลายประเทศในคราวเดียวกัน แต่การพิจารณาให้สิทธิบัตรขึ้นอยู่กับอำนาจการตัดสินใจของกฎหมายแต่ละประเทศ ดังนั้นการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปให้ข้อมูล สนช. จนเข้าใจผิดว่า ทุกคำขอที่ผ่านระบบ PCT ไม่สามารถยกคำขอทิ้งได้ ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

ประเด็นที่ 4 สิทธิบัตรที่ไม่มีวันสิ้นสุด (Evergreening patent)


จากฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาพบว่าทางกรมฯ ได้ปฏิเสธคำขอเลขที่ 0601002456 “ส่วนผสมเชิงเภสัชกรรมที่ออกฤทธิ์ของแคนนาบินอยด์สำหรับรูปแบบขนาดยาที่ถูกปรับปรุง” ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมกับการทำหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะคำขอดังกล่าวเป็นคำขอสิทธิบัตรที่ไม่มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น (evergreening) เป็นเพียงการผสมสารออกฤทธิ์เท่านั้นตามคู่มือที่ได้ร่วมพัฒนาในส่วนของการพิจารณาขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นของสิ่งประดิษฐ์ทางเคมี

อย่างไรก็ตามยังมีคำขอสิทธิบัตรกัญชาในลักษณะ evergreening อยู่อีก อาทิ คำขอเลขที่ 0301001207 “สูตรผสมแคนนาบินอยด์ตามธรรมชาติที่ถูกทำให้เสถียนแล้ว” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำขอเลขที่ 0901002472 “สารผสมรวมแคนแนบินอยด์กับสารเคมีบำบัดชนิดนัน-แคนแนบินอยด์ โดยเฉพาะกรณีคำขอหลัง ผู้ขอได้ละทิ้งคำขอสิทธิบัตรหลังประกาศโฆษณา ซึ่งเชื่อว่าผู้ขอตระหนักดีว่าคำขอลักษณะนี้ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตร ดังนั้นแม้ว่ากรมฯจะไม่สามารถล้างไพ่คำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกัญชาได้ทั้งหมดตามที่ได้แจ้งต่อ สนช แต่กรมสามารถทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พิจารณาให้สิทธิบัตรอย่างรอบคอบได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อแผ่นดิน

  • ข้อเรียกร้องต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
  • ทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พิจารณาคำขอทั้งการตรวจสอบเบื้องต้นและก่อนการตรวจสอบการประดิษฐ์ หากมีคำขอใดที่ขัดกับกฎหมายให้ยกคำขอทันที
  • แก้ไขคู่มือการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรในส่วนที่ 1 การตรวจสอบเบื้องต้นของคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยเฉพาะตัวอย่างประกอบคำอธิบายการตรวจสอบตามมาตรา 9 หากไม่มีการแก้ไข ทางทีมวิชาการจะร่วมมือกับฝ่ายกฎหมายในการดำเนินการขั้นตอนไป
  • ให้ความร่วมมือกับคณะวิชาการที่เป็นกลางในการประเมินการใช้คู่มือการตรวจสอบคำขอฯ ที่ใช้มานานกว่า 5 ปี ว่าได้มีการนำมาใช้มากน้อยและมีประสิทธิภาพเพียงไร และสามารถลดหรือป้องกันปัญหาการผูกขาดโดยผ่านสิทธิบัตรยาแบบ evergreening ได้อย่างไร
  • ปรับปรุงให้ระบบสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรจากฐานข้อมูลให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยให้มีรหัสแยกเฉพาะในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ ดังตัวอย่างในต่างประเทศที่มีรหัส A61K และให้ระบบฐานข้อมูลของกรมมีข้อมูลบรรณานุกรม (Bibliography) ซึ่งเป็นข้อมูลยื่นขอสิทธิบัตรในต่างประเทศทันทีที่ผู้ขอฯ มายื่นคำขอฯ เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบโดยสาธารณะก่อนประกาศโฆษณา
  • อนุญาตให้คณะวิชาการที่เป็นกลางประเมินการขอรับสิทธิบัตรผ่านระบบ PCT ที่ดำเนินการโดยกรมมากกว่า 10 ปี เพื่อดูคุณภาพการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ คณะวิชาการจะทำหนังสือขอความร่วมมือถึงกระทรวงพาณิชย์

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.