แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใบตองแห้ง แสดงบทความทั้งหมด

  


แต่ฝ่ายประชาธิปไตยกลับดรามา หาว่าพรรคก้าวไกลไม่ยอมแก้หมวด 2 ธนาธร ปิยบุตร เก่งแต่ผลักมวลชนไปตาย
ไม่รู้ฟังได้ศัพท์กันบ้างหรือเปล่า
ทำไมหูเหมือนศรีสุวรรณ
:
1.เอาความเข้าใจ รธน.เบื้องต้นไปก่อนนะ
รธน.มาตรา 256 (1) การยื่นญัตติแก้ รธน.ต้องใช้ ส.ส. 1 ใน 5
จาก 487 คนคือ 98 คน
พรรคก้าวไกลมี ส.ส.54 คน ยื่นไม่ได้ ไม่ว่ามาตราไหนหมวดไหนก็ตาม จะยื่นยกเลิก 250 ส.ว. มาตรา 269-272 ยังยื่นไม่ได้เลย
:
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวไกลถอนชื่อ จากญัตติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง สสร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ห้ามแก้หมวด 1-2 (ซึ่ึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเอาด้วย)
:
พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ต้องเปิดกว้างให้ สสร.พูดคุยหารือถกเถียงกันได้ทุกหมวดทุกมาตรา
(เป็นโอกาสที่นักศึกษาประชาชนจะได้นำเสนอเข้าไปให้ สสร.พิจารณา สังคมจะได้ถกเถียงกัน)
การไปบล็อก สสร.ไว้ว่า "ห้ามแก้" ก็คือ "ห้ามพูด" สสร.ก็พูดไม่ได้ นักศึกษาประชาชนก็พูดไม่ได้ เพราะ สสร.จะข้าม 2 หมวดนี้ไป
:
เมื่อสื่อไปถาม ส.ส.ก้าวไกลว่าต้องการแก้หมวด 2 ใช่หรือไม่
เขาก็ต้องตอบว่าไม่ใช่
เพราะตามที่ว่ามาคือ 1.ยื่นญัตติเองไม่ได้อยู่แล้ว
2.การแก้รัฐธรรมนูญจะอยู่ที่ สสร.
สิ่งที่ก้าวไกลเรียกร้องคือ เปิดพื้นที่ให้ สสร.และประชาชน ได้ถกเถียงกันเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2
(แน่ละ 3 เขาก็ต้องป้องกันการโจมตี เพราะสื่อจะถามให้เป็นประเด็นเอาไปเล่นงาน "ล้มเจ้า" ถ้าตอบไปว่าอยากแก้หมวด 2 จนตัวสั่น ทั้งที่ความเป็นจริงทำไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์และเป็นโทษมากกว่า)
:
ถามว่าตอบอย่างนี้ผิดตรงไหน
ทำไมไปตีความว่าหัวเด็ดตีนขาดก้าวไกลก็จะไม่แก้
กลายเป็นพรรคการเมืองปกป้องศักดินา?
หรือทำตัวเองหล่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยไปตาย
:
3.การเป็นพรรคการเมือง กับการเป็นปัจเจกชน
มันมีบทบาทภาระหน้าที่แตกต่างกัน
พรรคการเมืองต้องเป็นตัวแทนประชาชนวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะประชาชนหัวหอก แล้วก็ต้องวางภาระหน้าที่ของตัวเองอีกระดับ เพื่อเอาสถานะในสภามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว
ถ้าไม่เข้าใจหลักการนี้ก็จะเอาแต่เรียกร้องให้พรรคการเมืองอยู่แถวหน้า ตายก่อน (ความจริงอนาคตใหม่ก็ตายแล้วไง)
:
ปัจเจกชน นักวิชาการ เสนอข้อเรียกร้องแหลมคม
พรรคการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายค้านไม่ได้มีอำนาจทำตามนั้น
(ต่อให้เป็นรัฐบาล ผมก็ว่าทำไม่ได้)
เขาไม่จำเป็นต้องมาแอ่นรับ ถือธงนำหน้า เพราะเขาต้องพิจารณาความเสี่ยงรอบด้าน เขายังมีภาระหน้าที่อื่นอีกมากที่ต้องต่อสู้ในสภา
แต่บทบาทสำคัญของเขาคือ ปกป้อง แสดงจุดยืนว่านี่เป็นสิทธิเสรีภาพ ที่จะเรียกร้องได้ ไม่ผิดกฎหมาย ใช้สถานะ ส.ส.มาดูแลม็อบ ประกันตัว แล้วก็เรียกร้องให้สังคมเปิดพืนที่รับฟัง ให้การตั่้ง สสร.เปิดกว้าง ฯลฯ อย่างที่ก้าวไกลทำ แล้วมันผิดอย่างไร
:
ถ้าดูในความเป็นจริง ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ วันนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 2
ต่อให้พรรคก้าวไกลมี 99 เสียง เสนอได้ ก็แค่สะใจเท่านั้น
(ต่อให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ก็ถูกรัฐประหาร)
สิ่งที่จะต้องทำและที่จะเป็นไปคือการรณรงค์เผยแพร่ให้กว้างขวาง อย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากด้านล่าง
ซึ่งก็ต้องยกย่องว่าเริ่มจากปัจเจกชนคนกล้าเป็นหัวหอก
:
ผมเคารพชื่นชมคนที่กล้าเสี่ยง
เพียงต้องเข้าใจว่า คนอื่นอีกเป็นจำนวนมากไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะเป็นหัวหอกแบบคุณ
หรือบางคนเขาก็คิดว่า (ตกใจด้วย) มันเร็วไปไหม
กระนั้นเมื่อคุณโดดออกมาเป็นหัวหอก ทุกคนก็พร้อมจะเป็นพลังปกป้อง สนับสนุน ในภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไป
(ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกามาด้วยกันแล้ว จะทิ้งกันได้ไง)
:
พูดอีกอย่างว่า ในการตัดสินใจครั้งนี้
คุณเป็นผู้กล้า ท้าทาย ไปยืนเสี่ยงปากเหว
โดยที่คนร่วมขบวนไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ต้องพลอยโจนไปด้วยกัน คือต้องปกป้อง ต้องสนับสนุน
(และมีด้านดีที่ได้การขานรับจากเยาวชนนักเรียนนักศึกษา)
แต่จะบอกว่า เฮ้ย ทุกคน พรรคการเมือง สื่อ นักวิชาการ
ต้องมายืนปากเหวด้วยกันสิ
มันไม่ใช่มั้ง
:
4.สำหรับคนที่ลี้ภัย
เขามีคุณูปการให้การข้อมูลความรู้ความตื่นตัวอย่างที่คนในประเทศทำไม่ได้ เคลื่อนไหวอย่างที่เราทำไม่ได้
:
แต่เวลาที่เขาเรียกร้องให้คนในประเทศทำอะไร
จะพูดว่าไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจังหวะก้าว ฯลฯ ไม่เข้าใจหลักการเคลื่อนไหวอะไรเลย ยังน้อยไป
เขาไม่เคยมองความเป็นจริงที่คนในประเทศต้องเผชิญ ไม่เคยมองความเสี่ยง ความจำเป็นที่จะต้องหลบเลี่ยงรักษาสถานะเพื่อต่อสู้ต่อไป ของคนส่วนต่างๆ
ใครไม่ทำอย่างที่เขาต้องการก็กลายเป็นคนขี้ขลาดไปหมด
กลายเป็นผลักคนอื่นไปตาย
:
ทำไมไม่คิดบ้างว่าที่ตัวเองเรียกร้อง
คือผลักคนอื่นไปตาย
 



Atukkit Sawangsuk

รู้สึกทู่เรศที่เห็นยะใสออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เห็นนวยนิ่มออกมาด่าในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศ เห็นองค์กรต้านโกงดิ้นพล่าน

วิธีคิดต้านโกงของคนพวกนี้ คือเอากระบวนการยุติธรรมออกไปจากนักการเมือง ออกไปเป็นอิสระ อิสระกระทั่งไม่ยึดโยงประชาชน ไม่เห็นหัวประชาชน ยกตนเป็นเทวดา ไม่ว่าศาลองค์กรอิสระ
กินเงินภาษีประชาชน แต่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เอาผิด หรือกระทั่งวิจารณ์ไม่ได้ ศาลวิจารณ์ไม่ได้ กกต.วิจารณ์แล้วฟ้องเอาผิด
วิธีคิดแยกกระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ ที่ผิดเพี้ยนที่สุด คือแยกอัยการเป็นอิสระ ในรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมาถึง 2560 (แต่พอรัฐประหารเด้งอัยการสูงสุดได้)
ว่าโดยหลักการ อัยการต้องมีอิสระในการสั่งคดี อำนาจการเมืองแทรกแซงสั่งการไม่ได้ แต่โดยระบบ อัยการก็ต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับอำนาจบริหาร เพราะอัยการเป็นทนายของรัฐ ทำหน้าที่ฟ้องคดีอาญาแทนรัฐบาล ซึ่งต้องรับผิดชอบความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน
อัยการต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาล แล้วรัฐบาล(ที่มาจากเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย)รับผิดชอบต่อประชาชนอีกที
ไม่ใช่อัยการไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ฉ้อฉล สำนวนอ่อน ฟ้องโจรผู้ร้ายฆาตกรหลุดเพียบ ประชาชนหวาดผวา แล้วรัฐบาลก็แบะๆ เราทำอะไรอัยการไม่ได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ทั้งที่เป็นอำนาจบริหาร เป็น "ทนายแผ่นดิน" จะอยู่ใต้อำนาจต่อเมื่อมารับเบี้ยประชุมแพงๆ เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
อันนี้ไม่ใช่ไม่ยอมรับหลักวินิจฉัยอิสระ แต่จะต้องมีความยึดโยงที่ประชาชนให้คุณให้โทษได้ และโดยหลักการแบ่งแยกอำนาจก็ต้องอยู่ใต้ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ศาลซึ่งแยกไปเป็นอำนาจตุลาการ (กระนั้นก็ควรยึดโยงอำนาจประชาชนเหมือนกัน)
โครงสร้างแต่เดิมมา อัยการก็มีอิสระระดับหนึ่ง จากกรมอัยการสังกัดมหาดไทย แยกมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด มี ก.อ.แต่งตั้งโยกย้าย เพียงยังเกาะเกี่ยวอยู่ใต้นายกฯ แล้วช่วงหนึ่งก็มาเกาะเกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรม
ปัญหาของคำว่าอิสระ ยังมีอีกข้อ คือไม่ใช่คิดแต่อิสระจากนักการเมือง แต่นายสั่งได้ ระบบภายในสำนักงานกลายเป็นเจ้าขุนมูลนาย ผู้น้อยผู้ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นอิสระก็ไม่มีความหมายอะไร (เหมือนอิสระของผู้พิพากษาคุณากร)
คนชั้นกลางเกลียดนักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 จึงงอกองค์กรอิสระ คิดว่าจะมีเทวดาเปาบุ้นจิ้นลอยจากฟากฟ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ที่ไหนได้ กลายเป็นข้าราชการแก่ๆ ผู้พิพากษาแก่ๆ มีอคติต่อประชาธิปไตย มีคอนเนคชั่นในแวดวงขุนนาง
พอเกลียดกลัวทักษิณเห็นว่าจะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ก็ไม่ให้ยึดโยงอำนาจเลือกตั้ง แล้วบ้าอิสระ รธน.50 ก็มาแยกอัยการเป็นอิสระ ซึ่งไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพตรงไหนเลย อัยการเอาแต่เรียกร้องให้ตัวเองได้ทุกอย่างใกล้เคียงผู้พิพากษา ได้เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งค่ารถประจำตำแหน่งและได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ก่อนรับตำแหน่งเหมือนผู้พิพากษา



Atukkit Sawangsuk

คดีบอสเป็นเรื่องของระบอบ ไม่ใช่แค่ตำรวจอัยการ 2-3 คนอุ้มคนรวยพ้นคดี
:
เงินทองใช้ภูตผีโม่แป้งได้ แต่ไม่เคยเย้ยสังคมได้ถึงขั้นนี้ อย่างเก่งก็เล่นกลชั้นตำรวจ ชั้นพนักงานสอบสวน แต่ครั้งนี้ เตะถ่วงทั้งตำรวจ ข้ามไปถึงอัยการ ใช้กรรมาธิการ สนช. ที่มาจากรัฐประหาร มีน้องชายพี่ใหญ่เป็นประธาน มีตำรวจคับคั่ง มี 3 ผบ.ตร. มีอดีตอัยการสูงสุดด้วย
:
มันแสดงว่าอำนาจที่เป็นปึกแผ่น สามารถใช้บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งใครจะด่าว่าอย่างไรก็ตาม ระบอบนักการเมืองไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้
:
กระทั่ง ปปช.ชี้มูลความผิดตำรวจ 7 นายที่ไม่สั่งฟ้องเมาขับ ไม่ตั้งข้อหาเสพยา ก็บอกว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนโดนกักยามแค่ 3 วัน
นี่ถ้ามีการร้อง 7 ตำรวจพร้อมกับเอาผิดยิ่งลักษณ์ฐาน "ปล่อยปละละเลย"
ไอ้ 7 คนนี่โดนไล่ออกแหง
:
กระบวนการยุติธรรมมันพังหมดแล้ว เพราะใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้เล่นงานคนเห็นต่างทางการเมือง ใช้ตำรวจยัดข้อหาเกินกว่าเหตุได้ หรือตั้งข้อหาอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นได้ อัยการบอกว่าเป็นอิสระ แต่ คสช.ย้ายอัยการสูงสุดได้ ม.44 เด้งอัยการได้
:
ภายใต้ระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จ กระบวนการยุติธรรมสั่งได้ อภิสิทธิ์ชนสวมรอยขอใช้บ้าง จะเป็นไรไป
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่คน ไม่ใช่เรื่องที่ประยุทธ์จะลอยตัว ตั้งวิชา มหาคุณ มาสอบเอาผิด เพื่อฟอกตัวเอง


Atukkit Sawangsuk

อาฟเตอร์ช็อค #เยาวชนปลดแอก
ม็อบที่มาเกินคาดคิด มากที่สุด ท้าทายที่สุด นับแต่หลังรัฐประหาร

ฝ่ายประชาธิปไตยเองยังไม่คาดคิด
ฝ่ายรัฐบาล เครือข่ายอนุรักษ์นิยม นี่ช็อคไปเลย
แม้จะโกรธ แต่ก็ยังตั้งหลักไม่ทัน ว่าจัดการอย่างไรดี
เพราะหลังช็อคยังมีอาฟเตอร์ช็อค มีเชียงใหม่ มีอุบล มีหน้า ทบ.และจะมีอีกหลายจังหวัด ต่อเนื่องไปถึง 14 วัน
คน Gen-Z Gen-Y ไม่ทน ซ้ำยังจะปลุกความกล้า ให้คนออกมาอีกมาก
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลย่ำแย่ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ
:
แน่ละว่าหลังม็อบจะมีการป้ายสี โทษว่ามีเบื้องหลัง ปลุกความเกลียดชังว่าล้มล้าง สลิ่มรวมพลังตอบโต้ กล่าวหา พวกเชียร์ลุงขู่จะออกมา
เป็นความพยายามเข็นมวลชนฝั่งตัวเองออกมา สร้างกระแสหนุนตอบโต้ เพื่อทำลายความชอบธรรม เพื่อใช้อำนาจบดขยี้
แต่ตอนนี้กระแสหนุนม็อบแรงกว่า 10 ล้านทวีต อาฟเตอร์ช็อคยังต่อเนื่อง
:
รัฐบาลมันจะใช้มาตรการอย่างไร ออกหมายเรียกแกนนำ ยัดข้อหา ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ? ไม่มีใครกลัว ยื่นประกันแล้วเดี๋ยวก็ม็อบใหม่
จับให้หมด? ไล่ดูเฟซบุ๊ก ใครโพสต์ภาพไปม็อบ จับคนเป็นร้อยๆ เป็นพัน แน่ใจนะว่ายับยั้งได้ ไม่ทำให้อารมณ์โกรธลุกลาม
นั่นละครับที่มันยังเงียบอยู่ เพราะไม่ใช่แค่ม็อบแล้วจบ อีก 2 สัปดาห์มาใหม่ และมีแนวโน้มว่าคนจะมากกว่าเดิม
นี่ยังเกี่ยวพันถึงยุทธศาสตร์ต่อไปด้วยว่าระบอบประยุทธ์จะเอาอย่างไร จะลากไปแบบนี้หรือ ไม่ไหวแน่



Atukkit Sawangsuk

ปาฐกถาธงชัย วินิจจะกูล เมื่อต้นปี ถลก "ประวัติศาสตร์กฎหมาย" ว่าการปฏิรูปกฎหมายสู่สมัยใหม่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการทำของนอกให้เป็นของไทย ทำให้ดูเหมือนมีการปกครองด้วยกฎหมาย แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย แล้วก็พัฒนามาเป็นนิติรัฐแบบรัฐมีอภิสิทธิ์ กับนิติธรรมที่อิงกับพุทธและธรรมราชา

"นิติธรรม" คำนี้ขุดมาใช้ในรัฐธรรมนูญ 2550 หลังรัฐประหารโค่นทักษิณ ใช้ตุลาการภิวัตน์ทำลายล้างประชาธิปไตย อ้างว่าแปลจาก Rule of Law แต่ความหมายมันคือ การใช้อำนาจกฎหมายโดย "คนดีย์"

ชวน อ.เข็มทอง Khemthong Tonsakulrungruang มาคุยเรื่องนี้ ในฐานะที่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง "อิทธิพลของพุทธศาสนาในกฎหมายไทย"


ซึ่งนักกฎหมายที่ถนัดเรื่องนี้มีน้อยนะครับ ถัดจาก อ.วรเจตน์ ซึ่งสนใจพุทธด้วยตัวเอง ก็มี อ.เข็มทองนี่แหละ ศึกษาโดยตรง ว่ามีการใช้กฎหมายโดยอ้างศาสนาได้อย่างไร ทั้งที่มันไม่ได้อยู่ในตัวบท ในลายลักษณ์อักษรของกฎหมายเลย แต่มันอยู่ในวิธีคิด ในการอบรมบ่มเพาะผู้พิพากษาตุลาการ จนกลายเป็นยกย่องกันว่า ผู้พิพากษาคนนั้นคนนี้ เป็นคนดี เข้าถึงแก่นธรรม มากกว่าดูความสามารถในทางกฎหมาย

ในแง่ตัวบุคคล ก็สัญญา ธรรมศักดิ์ สนิทสนมกับพุทธทาส "เผด็จการโดยธรรม"

พูดงี้ไม่ได้ปฏิเสธศาสนา หลักธรรม แต่มันคนละเรื่องกันกับการใช้กฎหมาย เทพียุติธรรมของฝรั่งต้องปิดตา คือต้องไม่มีอคติว่าคนนั้นเป็นใคร ว่าไปตามพยานหลักฐาน แต่ถ้าใช้ศาสนา ก็จะคิดว่าตัวเองเป็นผู้บรรลุธรรม มองไอ้นั่นไอ้นี่คนเลวคนชั่ว ต้องเอามันให้ตาย หาช่องเล่นจนได้ โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ 2540 ว่าด้วยองค์กรอิสระ นี่คือกฎหมายศาสนาโดยแท้ เพราะคิดว่าจะมีคนดีลอยมากจากฟ้ามาเป็นองค์กรอิสระ แล้วก็ให้อำนาจมากๆ จะได้ปราบมาร เพียงแต่ตอนนั้นยังยึดโยงวุฒิสภาจากเลือกตั้ง พอ 50 60 ยิ่งไปใหญ่

ตุลาการรายแรกที่บรรยายธรรมในคดีการเมือง ถ้าจำกันได้ คือประเสริฐ นาสกุล ประธานศาล รธน. คดีซุกหุ้นทักษิณ ซึ่งผู้คนปลาบปลื้มฟูมฟาย (เขาให้วินิจฉัยเรื่องซุกหุ้นขัดกฎหมายหรือไม่ ขัดไม่ขัดก็ว่าไปสิ นี่แกร่ายยาวสอนว่าอย่าเห็นแก่ตัว) ศาลไม่ใช่พระ ถ้าเราอยากฟังเทศน์เราก็ไปวัด ที่เราไปศาลเพราะต้องการฟังคำวินิจฉัยด้วยเหตุผลทางกฎหมาย



Atukkit Sawangsuk

นับถอยหลัง 88 ปี 24 มิถุนา 2475
เคยฟังนักประวัติศาสตร์อธิบายในอีกแง่มุมหนึ่งว่า


ที่จริงแล้ว คณะราษฎร โดยส่วนใหญ่เคารพยกย่อง "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" สมัยรัชกาลที่ 5
เพราะต่างก็เกิดและเติบโตในยุค ร.5
มีความประทับใจกับการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย ให้โอกาสลูกหลานสามัญชนไปเรียนต่างประเทศ ได้รับความคิดใหม่ๆ มาปฏิรูประบบราชการ เป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของสยาม
แต่พอเข้าสู่ยุครัชกาลที่ 6 ประสิทธิภาพการบริหารก็ไม่เหมือนเดิม ทรงทนุบำรุงการละครและเสือป่า ข้าราชการหัวใหม่โดยเฉพาะทหารเริ่มไม่พอใจ จนเกิดกบฎ รศ.130
มาถึงยุครัชกาลที่ 7 พระบรมวงศานุวงศ์กลับมามีอำนาจมาก (ร.7 เป็นน้อง อภิรัฐมนตรีมีแต่พีๆ บารมีแข็งปั๋ง เชื้อพระวงศ์มีจำนวนมากและมีอภิสิทธิ์ในการรับราชการ)
เศรษฐกิจตกต่ำยุค The Great Depression มีการใช้จ่ายล้นเกินมาตั้งแต่รัชกาลก่อน รัชกาลที่ 7 ต้องรัดเข็มขัด แต่อภิรัฐมนตรีไม่รัดด้วย ปลดข้าราชการ พวกมีเจ้านายเลี้ยงก็ไม่โดนปลด ขึ้นภาษี ชาวบ้านก็เดือดร้อน
สลิ่มไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์ว่ายุคนั้น "รัฐบาล" โดนชาวบ้านวิจารณ์หนัก หนังสือพิมพ์ถล่มยับ (หรือรู้แต่บอกว่าเห็นไหม ร.7 ท่านใจกว้างให้วิจารณ์ได้) กรมพระกำแพงเพชร เดินทางไปดูงานต่างประเทศเมื่อปี 2474 ซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 13 คัน (ใหม่ล้ำราคาแพง) กลับมาด้วย ก็โดนสื่อวิจารณ์อย่างหนักว่ามันเหมาะกับสถานการณ์ไหม เขากำลังรัดเข็มขัดกันอยู่
.................
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่จริงเกิดขึ้นสั้นๆ ในสมัย ร.5 สถาปนารัฐชาติ รวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง จากเดิมที่เป็นระบอบกษัตริย์กับหัวเมือง+ประเทศราช เพื่อรับมือกับยุคอาณานิคม และริบอำนาจจากขุนนาง (โดยเฉพาะผู้สำเร็จราชการ)
ระบอบนี้รุ่งเรืองด้วยพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 แต่พอพ้นยุคสมัยท่าน ประสิทธิภาพก็ลดต่ำลง จนถึงกาลอวสาน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับยุคสมัย ร.5 โหยหา อยากได้ผู้นำแบบนั้นอีก แต่ไม่มี แล้วความคิดใหม่ก็แผ่ขยายเข้ามาพอดี คือเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ประชาธิปไตย





Atukkit Sawangsuk

รวบรวมข้อดีข้อเสียได้ครบถ้วน

เรื่องยานี่พูดกันเยอะแล้ว แต่ 2 ข้อสุดท้ายเรื่องพันธุ์พืชนี่เหี้ยมาก นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาปรับปรุงพันธุ์พืชไทยแล้วจดสิทธิบัตร ทำวิจัยสมุนไพร เอาไปเป็นยา โดยไม่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย
...........................................


หากไทยเข้าร่วม CPTPP จะช่วยให้จีดีพีของไทยขยายตัวร้อยละ 0.12 คิดเป็นมูลค่า 13.32 พันล้านบาท และการลงทุนขยายตัวร้อยละ 5.14 หรือ 148.24 พันล้านบาท
:
กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกไปยัง CPTPP ของไทย ได้แก่ กลุ่มธัญพืชและของปรุงแต่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องสูบของเหลว เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ยานยนต์ เครื่องหนังและรองเท้า น้ำตาลและขนม ส่วนด้านการบริการและการลงทุนจะได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว
:
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือภาคส่งออกของไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันเพียงร้อยละ 30 ของการส่งออกเท่านั้น ทั้งยังกระจุกในกลุ่มสินค้าไม่กี่สิบรายการจากทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ
.............................................

CPTPP จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยา เนื่องจากมีเนื้อหาหลายข้อที่ทำให้เกิดการผูกขาดสิทธิบัตรยาวนานขึ้น ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ต้องเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารตามมา
:
ไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ด้านราคายาจากการลดภาษีศุลกากรแหล่งวัตถุดิบยาที่อยู่นอกประเทศสมาชิก CPTPP การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องเปิดให้อุตสาหกรรมจากประเทศสมาชิกเข้ามาแข่งขันอย่างเท่าเทียม ย่อมเท่ากับกับทำลายนโยบายบัญชีนวัตกรรมไทย ระเบียบและกฎกระทรวงของ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศให้พังลง
:
สิทธิการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือซีแอล (Compulsory Licensing: CL) ของไทยอาจถูกกระทบ เพราะแม้ว่าในข้อตกลง CPTPP จะระบุว่าไม่กระทบสิทธิที่ประเทศภาคีมีอยู่ตามข้อตกลงอื่น แต่ก็มีเนื้อหาส่วนอื่นที่ระบุว่าถ้าคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิใด สามารถนำเรื่องเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทได้ เท่ากับนักลงทุนต่างชาติสามารถฟ้องรัฐได้นั่นเอง
:
ประเทศสมาชิกต้องยอมรับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของบริษัทเอกชนและเกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ในการพัฒนายาจากสมุนไพรหรือทรัพยากรชีวภาพในประเทศเกิดความไม่เป็นธรรม เนื่องจาก CPTPP ไม่ระบุกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์เอาไว้ ราคาเมล็ดพันธุ์จะสูงขึ้นประมาณ 2-6 เท่า อันเป็นผลจากการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ถูกขยายระยะเวลาเป็น 20-25 ปี
:
อนุสัญญา UPOV1991 ยังให้ความคุ้มครองสิทธิ์และประโยชน์กับนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่กลับไม่ให้คุ้มครองแก่ชุมชนต้นทางของสายพันธุ์ โดยในมาตรา 18.37 para 4 ระบุว่า ไม่ให้สิทธิบัตรพันธุ์พืช แต่ให้ inventions that are derived from plants ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการและพยายามจะบรรลุข้อตกลงนี้ตั้งแต่ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) แต่ไม่สำเร็จ
:
ใน CPTPP ยังระบุด้วยว่า หากไทยเข้าเป็นสมาชิกจะต้องเปิดให้ต่างชาติสามารถเข้ามาทำธุรกิจบริการด้านการวิจัยและพัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรชีวภาพและทำการศึกษาทดลองได้ โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้การลงทุนนั้นแก่ไทย ประเด็นนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางกระทรวงสาธารณสุขแสดงความกังวล เป็นเพราะภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร ยา วัคซีน และชีววัตถุ ล้วนเกี่ยวกับความมั่นคงทางยาของประเทศทั้งสิ้น



Atukkit Sawangsuk

ความไม่ฉลาดของประยุทธ์ คือไปพูดถึงทักษิณ เอาตัวเองไปวัดรอยเท้าแม้ว ตอนโดนด่าเรื่องน้ำท่วม ของมันเทียบกันได้ที่ไหน ทักษิณเป็นใคร ประยุทธ์เป็นตัวอะไร

ทักษิณเก่งเรื่องบริหารจัดการ การตัดสินใจ เคยเป็นตำรวจ รู้จุดแข็งจุดอ่อนระบบราชการ แล้วออกมาทำธุรกิจ เป็น CEO เป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม คิดไวทำไว
ทักษิณไม่ใช่คนที่ทั้งชีวิตอยู่ในค่ายทหาร ทำตามคำสั่ง จนไต่เต้ามาออกคำสั่ง โลกกับกะลามันกว้างแคบต่างกันแล้วทักษิณก็ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง จากการออกนโยบายเอาชนะใจประชาชน ไม่ใช่ใช้ปืนใช้รถถังบังคับคน
ฉะนั้น ไม่ว่าน้ำท่วมอีสาน สึนามิภาคใต้ ทักษิณก็จะไม่ไปชื่นมื่นกับหัวคะแนนภาคเหนือ ไม่เหมือนประยุทธ์ไปโอ๋ไอ้เทือก คนปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้งปูทางรัฐประหาร
คำถามคือ ประยุทธ์คิดอะไรอยู่วะ ถึงเอาตัวเองไปเทียบทักษิณ
บังเอิญเหลือเกิน ทำไงก็หนีไม่พ้น นี่ก็เพิ่งบินไปประชุม UN มีวาระสำคัญ เป็นหน้าเป็นตา คือการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ประเทศไทยเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นแบบอย่าง ทำสำเร็จมา 17 ปี
ชาวบ้านได้ฟัง หัวร่อกลิ้ง พร้อมขากถุยทั่วหน้า ผลงานทักกี้นี่หว่า ประยุทธ์จะไปพูดยังไง จะมีมารยาทชมรัฐบาลก่อนๆ บ้างไหม หรือตีขลุม ทั้งๆ ที่ 5 ปี คสช.จะล้มบัตรทองอยู่รอมร่อ ดีว่าพลังต้านเข้มแข็ง
เออนะ ไม่ยักไปคุยเรื่องนโยบายแจกเงินเที่ยวหัวละพัน ประสบความสำเร็จ จนเว็บล่ม
ทำไมประยุทธ์ต้องเทียบตัวเองกับทักษิณ ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่น่าจะมีแรงกดดัน คือคนเริ่มพูดถึงทักษิณมากขึ้นเรื่อยๆ ที่พูดไม่ใช่อยากได้แม้วกลับ เพราะใครก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะรัฐบาลมันห่วยไง เศรษฐกิจก็แย่ ดูไปก็ไม่มีฝีมือ
คือ 5 ปีคนเบื่อ คสช.ย่ำแย่ มีเลือกตั้งหวังว่าจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง อ้าว ก็ยังมี 250 ส.ว.ตั้งเองมาโหวตให้เป็นนายกฯ บางคนก็เอาวะยังมีพรรคร่วมรัฐบาล เผื่อนักการเมืองจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมั่ง แต่ 2-3 เดือนผ่านไป ไม่เห็นอะไรเป็นมรรคเป็นผล ตู่ก็ยังกร่างเหมือนเดิม ทำอะไรไม่เคยผิด ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้หมด
อย่าเพิ่งแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปากท้องดีกว่า ไม่ควรพูดเรื่องถวายสัตย์ แก้น้ำท่วมก่อน ถุย เป็นไงล่ะ มีแต่คนด่า
คนเกือบทั้งประเทศน่ะรู้ ว่าทักษิณกลับมาไม่ได้หรอก แต่ที่เริ่มหวนไปเปรียบเทียบ เพราะ 13 ปีผ่านไป หลังรัฐประหารยาว 5 ปี กลับมามีเลือกตั้งอีกครั้ง ทุกอย่างก็ยังย่ำแย่ มันก็ทำให้คนคิด เปรียบเทียบ นี่ถ้าทักษิณเป็นนายกฯ เศรษฐกิจคงไปโลด หรืออย่างน้อยก็มีวิธีแก้ดีกว่านี้ ทักษิณก็มีปัญหานะ แต่ถ้าวันนั้นไม่เกิดรัฐประหาร ประเทศคงไม่ตกต่ำดำดิ่งขนาดนี้


อ.วรเจตน์ เหตุผลศาลรธน. ไม่รับคำร้องกรณีถวายสัตย์ไม่ครบ

ด้วยความข้องใจว่า การกระทำของรัฐบาล (Act of Government) คืออะไร เลยโทรไปถาม อ.วรเจตน์ ซึ่งเคยพูดคำนี้ตอนคดีปราสาทพระวิหาร
อ.วรเจตน์ก็เลยอธิบายยาวเหยียดพร้อมแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสรุปได้ว่า ถ้า อ.เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่รับวินิจฉัย แต่ไม่เห็นด้วยที่ศาลระบุว่าการเข้าเฝ้าถวายสัตย์เป็น"การกระทำของรัฐบาล"
อ้าว ทำไมไม่รับวินิจฉัย เพราะมาตรา 47 พรบ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญบััญญัติว่า การใช้สิทธิยื่นคำร้องมี 2 องค์ประกอบคือ
1.ต้องเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ
และ 2.ต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ซึ่งมี 6 ข้อ ข้อแรกคือ การกระทำของรัฐบาล
อ.วรเจตน์เห็นว่า ข้อ 1.ก็พอแล้ว ที่จะไม่รับ คือการที่ประยุทธ์กล่าวถวายสัตย์ไม่ครบ ไม่ได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพใครในทางกฎหมาย
คือการที่ นศ.ราม บอกว่าเสียสิทธิ ถ้าสมมติรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ส่งผลต่อการออกนโยบายต่างๆ ฯลฯ มันไกลตัวเกินไป คล้ายๆ กับที่ยะใสอ้างว่ามีความผูกพันกับปราสาทพระวิหารแล้วไปยื่นศาลปกครองระงับแถลงการณ์ร่วม
การกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะต้องมีผลละเมิดสิทธิ
ฉะนั้น คำร้องนี้ตกตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องบอกว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ซึ่ง 1.ไม่จำเป็น 2. อ.วรเจตน์ไม่เห็นด้วย
เพราะถ้าบอกว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี เป็นการกระทำทางการเมือง (political Issue) และอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Government) แล้วการถวายสัตย์ของผู้พิพากษาก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 191 การปฏิญาณตนของ ส.ส. ส.ว. (ต่อในหลวงซึ่งทรงเสด็จไปเปิดประชุมรัฐสภา) ตามมาตรา 115 จะอธิบายอย่างไร
อ.วรเจตน์เห็นว่า ทั้ง 3 กรณี 3 อำนาจ เป็น "แบบพิธีทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ" เป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติจะใช้อำนาจไม่ได้
การกล่าวถวายสัตย์ไม่ครบ เป็นการกระทำที่ไม่สมบูรณ์ ประชาชนเห็นประจักษ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดไว้ ว่าจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร จึงกลายเป็นข้อถกเถียงกัน
เพราะถ้าถึงขั้นบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลทำโมฆะทั้งหมด ก็เกินไป จะวุ่นวาย แต่ถ้ารัฐบาลทำได้แล้วไม่เป็นไรเลย ก็จะเกิดคำถามว่า ถ้าอย่างนี้ ต่อไปรัฐบาลถวายสัตย์ไม่ครบ ส.ส. ส.ว. ศาล กล่าวถวายสัตย์ไม่ต้องเป๊ะ ขาดหรือเพิ่มก็ได้ใช่หรือไม่ แล้วจะอธิบายอย่างไร
ถามว่าถ้าร้องขัดสิทธิเสรีภาพไม่ได้ งั้นจะส่งศาลรัฐธรรมนูญทางไหน อ.วรเจตน์เห็นว่า ยากเหมือนกัน เพราะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ สมมติเช่น สภามีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าการถวายสัตย์ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กร ส่งศาลวินิจฉัย แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก
ฉะนั้น ย้อนกลับไป อ.วรเจตน์จึงเห็นว่าศาลไม่รับเพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้ร้อง ก็จบแล้ว ไม่จำเป็นต้องยกเหตุผลอื่น
ส่วนที่ว่าการกระทำของรัฐบาลคืออะไร มีเกร็ดนิดหน่อย คำนี้นักกฎหมายส่วนใหญ่ใช้ว่า "การกระทำทางรัฐบาล" มีแต่บวรศักดิ์ชอบใช้คำว่า "การกระทำของรัฐบาล" แต่บวรศักดิ์เป็นคนร่างกฎหมาย 😍
การกระทำทางรัฐบาล คือการกระทำทางนโยบายซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ทางกฎหมาย เช่น การกระทำทางรัฐธรรมนูญระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภา ยกตัวอย่างการยุบสภา ไม่ใช่เรื่องถูกผิดทางกฎหมายเป็นเรื่องความเหมาะสมทางการเมือง การกระทำระหว่างประเทศ เช่นเจรจาสนธิสัญญา ตรวจสอบทางกฎหมายไม่ได้เว้นแต่กฎหมายเขียนไว้ เช่นการทำสัญญาผูกพันที่ต้องขอความเห็นชอบรัฐสภา
กรณีแถลงการณ์ร่วมพระวิหาร นั่นแหละการกระทำทางรัฐบาล ที่สัมภาษณ์กันเมื่อ 11 ปีก่อน อ.วรเจตน์ก็เห็นว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจรับไว้
เมื่อเห็นว่าการถวายสัตย์ไม่ใช่การกระทำทางรัฐบาลแล้วฝ่ายค้านยังอภิปรายได้ไหม
อ.วรเจตน์เห็นว่าได้สิ เพราะศาลตรวจสอบทางกฎหมาย สภาตรวจสอบทางการเมือง คนละระบบกัน ที่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร คือทางกฎหมาย ไม่ใช่ทางการเมือง แม้สภาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจห้ามองค์กรทางการเมืองตรวจสอบโดยเกณฑ์ทางการเมือง
ยกตัวอย่างรัฐบาลออก พรก.ชะลอการบังคับใช้ พรบ.ครอบครัว ที่สภาส่งศาลตีความ ถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งกลับมาที่สภา ซึ่งสภาก็มีอำนาจตีตก ถ้าเสียงข้างมากโหวตไม่รับ เพราะสภาใช้อำนาจทางการเมืองพิจารณาความเหมาะสมทางการเมือง มีสิทธิจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออก พรก.แม้ศาลเห็นว่าจำเป็นเร่งด่วน
นอกจากนั้น บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อเห็นประจักษ์ว่ารัฐบาลถวายสัตย์ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ส.ส.ก็มีสิทธิที่จะถามเหตุผลว่าทำไมไม่ครบ
บอกก่อนนะ นี่ไม่ได้ถอดเทปคำต่อคำ ผมฟังแล้วสรุปเอง ฉะนั้นถ้ามีหมายศาลไม่เกี่ยวกับ อ.วรเจตน์ 😵
ป.ล.เดี๋ยวคงสัมภาษณ์ อ.วรเจตน์โดยละเอียดอีกที แต่นี่บริ๊ฟสั้นๆ






Atukkit Sawangsuk

ถ้าไม่ยอมรับเรื่องทักษิณ ก็ไม่ต้องแก้มันหรอกครับ รัฐธรรมนูญ

เพราะรัฐธรรมนูญ 50 60 มันร่างมาเพื่อกำจัดทักษิณ อย่างที่เรียกกันว่า เผาบ้านไล่หนู ทำลายประชาธิปไตยเพื่อไล่แม้ว ทำลายนิติรัฐ หลักความยุติธรรม เพื่อเอาผิดคนตระกูลเดียว

อันที่จริง ถึงวันนี้ ทักษิณอาจชินชาไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรแล้วกับคดีความ ถ้าทำใจเสียว่ายังไงก็ไม่ได้กลับบ้าน อยู่ดูไบสบายๆ บินไปไหนก็ได้ทั่วโลก

แถมสถานการณ์ต่อไป ทักษิณก็ไม่ได้เป็นเป้า ธนาธรสิ เป็นเป้ามากกว่า

แต่ประเด็นสำคัญคือ ความไม่เป็นประชาธิปไตย ความไม่ยุติธรรม ที่ใช้ทำลายทักษิณ มันไม่ใช่เรื่องของทักษิณคนเดียว

ความไม่เป็นประชาธิปไตย แบบกลัวทักษิณชนะ จนเขียนรัฐธรรมนูญมาให้เป็นรัฐบาลผสม รัฐบาลอ่อนแอ ให้ตู่ตั้ง 250 ส.ว.โหวตตัวเอง ให้มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คุมประเทศไปอีก 20 ปี ฯลฯ

นี่มันเรื่องที่เกลียดกลัวทักษิณ จนทำกับประเทศ ทำกับประชาชน แล้วจะไม่ให้รื้อฟื้นเรื่องทักษิณได้อย่างไร

ความไม่ยุติธรรมที่ทำกับทักษิณ ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่ทำกับมวลชนเสื้อแดง ผู้รักประชาธิปไตย ใครรักประชาธิปไตยเป็นพวกทักษิณ ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ตั้งแต่ปี 50,53,57 มาจนถึงคนอยากเลือกตั้้ง

คดีความทั้งหมดที่เอาผิดประชาชนอย่างไม่ยุติธรรม มันต้องรื้อฟื้นกันใหม่ "ลบล้างผลพวงรัฐประหารตุลาการภิวัตน์" ทั้งทักษิณทั้งประชาชน แยกจากกันไม่ได้

ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ต้องตระหนักว่า การมุ่งเอาผิดทักษิณ มุ่งสกัดกั้นทักษิณ ทำให้เกิดการสถาปนา "รัฐตุลาการเป็นใหญ่" เป็นคู่แฝดมหาภัย กับรัฐทหาร ใช้อำนาจชี้ขาดการเมือง ชี้ถูกชี้ผิดบิดเบือนความยุติธรรม อยู่เหนือประชาธิปไตย แล้วยังเป็นเทวดาที่วิพากษ์วิจารณ์ไมได้ แตะต้องไม่ได้

ก็ถูกละ ที่ว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญเอาเรื่องทักษิณมาเกี่ยว จะโดนต้าน แต่ถ้าไม่พูดเรื่องทักษิณ ไม่ลบล้างผลพวง แล้วจะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม ก็กลายเป็น่ลูบหน้าปะจมูก เป็นเครื่องมือกลบเกลื่อน ก้าวข้ามอดีต ก้าวข้ามความไม่ยุติธรรม ความเลวร้ายของรัฐประหารตุลาการภิัวัตน์ แล้วบอกว่ามาเริ่มต้นกันใหม่ มองไปข้างหน้าดีกว่า บลาๆๆ สุดท้ายก็เป็นประชาธิปไตยจอมปลอมอยู่ดี










908Y-



Atukkit Sawangsuk

ตู่ถวายสัตย์ไม่ครบ คนไทย 60 กว่าล้านเห็นกันเต็มสองตาได้ยินเต็มสองหู ว่าไม่ครบจริงๆ ยังรอดได้ แล้วจะเอาอะไรกับธรรมนัส

อันนี้เขียนไว้ก่อนแล้วละ แต่ก็เห็นท่าทาง แถเหมือนกันมาตั้งแต่ต้น
ซิดนีย์มอร์นิงเฮอรัลด์ เอาข้อมูลมาจากคำพิพากษา ยืนยันว่าธรรมนัสติดคุกในฐานะตัวการ ไม่ใช่กันไว้เป็นพยาน ยืนยันว่าติดคุก 4 ปี ไม่ใช่ 8 เดือน
ยังมาท้าชก หาว่าอีแอบ หาว่าคนไทยเขียนส่งให้ (เสรีพิศุทธิ์ก็พิลึก มาอวดว่าเป็นผลงานซะอีก)
เรื่องแค่นี้เป็น fact ที่พิสูจน์กันได้ง่ายๆ มงคลกิตต์ยังคิดออก ให้กระทรวงต่างประเทศขอคำพิพากษาจากออสเตรเลีย ขออย่างเป็นทางการ เอามาแปลไทย เผยแพร่ให้รู้ทั่วกัน
กลับยังเถียงอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรเลย วิษณุก็ยกคำพระ บริสุทธิ์หรือไม่ ต้องรู้ด้วยตัวเอง บุคคลอื่นหารู้แทนไม่
อะไรของแม่-วะ รัฐบาลสิ มีหน้าที่พิสูจน์ ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ ในการแต่งตั้งธรรมนัส เมื่อสังคมกังขา รัฐบาลก็ต้องขอคำพิพากษามายืนยัน
นี่คือทำท่าจะปัดให้เป็นเรื่องการเมือง แล้วก็ทำเฉย โยนให้ฝ่ายค้านไปหาหลักฐานมา
หรืออ้างว่าเรื่องอยู่ในระหว่างกระบวนการยุติธรรม (คือไปฟ้อง ปอท.ว่าซิดนีย์มอร์นิงเฮอรัลด์ผิด พรบ.คอมพ์)
แล้วเดี๋ยวธนกร เอ๋ ปารีณา ฯลฯ ก็คงจะช่วยกันแถ สื่อฝรั่งโกหก สื่อฝรั่งร้บจ้าง แผนทำลายล้างทางการเมือง (โดยสื่อไทยก็จะช่วยกันแก้ต่างข้างถูเป็นขบวน)
มันก็มาอีหรอบเดียวกัน กับถวายสัตย์ฯไม่ครบ รัฐธรรมนูญเขียนโต้งๆ ออกโทรทัศน์ให้เห็นให้ฟังทั้งประเทศ
ไม่ต้องศาลไหนตัดสินหรอก คนทั้งประเทศตัดสินได้ว่าไม่ครบ แล้วก็งง ไม่เข้าใจ ทำไมไม่ครบ กลับไม่ตอบ ไม่ชี้แจง ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน
ซึ่งนี่มันเป็นคนละเรื่องกับการยื่นศาล การยื่นศาลคือถามในทางกฎหมายว่า ไม่ครบแล้วจะมีผลอย่างไร ถือว่าสมบูรณ์หรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่
แต่ปากกาไม่ได้อยู่ที่ประชาชน เมื่อศาลบอกไม่มีอำนาจ ไม่มีใครมีอำนาจ คำถามทางกฎหมายก็จะลอยอยู่อย่างนั้น
แต่คำถามของประชาชนไม่เกี่ยวกัน คำถามของประชาชนคือ บอกหน่อยสิ มาตรา 161 มีแค่ 3 บรรทัด ทุกรัฐบาลเขาอ่านครบ นี่ทำไมอ่านไม่ครบ ง่ายๆแค่นี้เองที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านสภา
ถ้าจะไม่ตอบ ถ้าจะล้มอภิปราย ก็คือการบอกว่า รัฐบาลนี้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
ฉะนั้นทำอะไรผิด ไม่เหมาะไม่ควร ขัดธรรมาภิบาล จริยธรรม ก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน อย่างธรรมนัส ชี้แจงแล้วฟังไม่ขึ้น ก็ไม่ต้องลาออก
มีคนเทียบณรงค์ วงศ์วรรณ แค่ถูกกล่าวหายังเป็นนายกฯไม่ได้
ปัดโธ่ นั่นมันยุคไหนแล้ว ยุคนี้ไม่ใช่ปี 35 รัฐประหารยังสืบทอดอำนาจได้อย่างหนาๆ


บทความเขียนตั้งแต่วันอังคาร ตอนยังไม่มีหมายเรียกธนาธร แต่พอเห็นข่าวหมายค้างปี 58 ศรีวราห์ไม่ใช่ลูกกระเป๋งใคร หัวร่อกลิ้งเลย พวกเมริงเนียนเหลือเกิน เด็กอมมือยังรู้ว่าเจตนาอะไร
กระแสถล่มธนาธร เรื่องหุ้นสื่อ ที่จริงน่าหนักใจ เพราะมันปั้นเรื่องเป็นตุเป็นตะ จากสำนักข่าวอิศรา สู่พวกยานเกราะ ดาวสยาม ถึงธนาธรมีหลักฐาน หรือจะสู้สองมาตรฐาน ก็รู้กันว่าความยุติธรรมในประเทศนี้เป็นของใคร
ส่วนกระแสปลุกความเกลียดชังปิยบุตร ก็น่าเป็นห่วงว่าจะถูกทำร้าย จากพวกสมองปิด มีแต่กระโหลกกะลา มองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แต่นั่นละครับ พอตู่-แดง มันเก็บปากไม่อยู่ ตู่ออกมาบอกพ่อแม่ครูข้าราชการให้สอดส่องลูกศิษย์ลูกหลาน บักแดงก็กล่าวหาซ้ายดัดจริตคิดเปลี่ยนระบอบ มันก็ชัดเจนว่าหมายถึงอนาคตใหม่ ถึงดูเหมือนยิ่งร้าย แต่ก็ยิ่งหง่ายไพ่ การเมืองชัดๆ เลยใช่ไหม พวกเมริงกลัวธนาธร ปิยบุตร อนาคตใหม่ ที่กวาด ส.ส.ไป 80 กว่าคน ได้เสียงประชาชน 6.2 ล้าน คือตอนแรกมันก็ปรามาส หาเสียงโซเชียล จะมีน้ำยาอะไร จะสู้กระสุนพรรคดูดได้ไง อย่างเก่งก็ได้ 10 คน โพลล์ทหารโพลล์สันติบาล โพลล์ความมั่นคง มันคงบอกนายอย่างนั้น ที่ไหนได้ ชักตาตั้ง เพราะอนาคตใหม่กลายเป็นกว้างขวางคอ เป็นปีศาจที่มีพลังยิ่งกว่าทักษิณ เอาง่ายๆ เข้าสภา ธนาธรคือผู้นำฝ่ายค้านโดยปริยาย เพราะเพื่อไทยไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีหัว
เรื่องนี้ใครก็อ่านออก ยิ่งมาออกหมายเรียก ทั้งธนาธร ปิยบุตร ยิ่งไม่ต้องสงสัย ที่แม่-ฮาไปใหญ่คือเสือกปลุกคนแก่มารบกับเด็ก คือพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายขวาทุกคน แต่มันพุ่งเป้า หาว่าคนรุ่นใหม่โง่ ตกเป็นเหยื่อ ความคิดบ่อนทำลายสถาบัน เท่ากับประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับคนรุ่นใหม่ ผนึกพลังไดโนใกล้ตาย
รบกับโซเชียลแล้วแพ้ ยังสะเออะมาอวดเก่ง


Atukkit Sawangsuk

สถานการณ์วันนี้ พรรคฝ่ายประชาธิปไตยไม่ต้องกลัวใบเหลืองใบส้ม ที่เคยวิตกว่า กกต.จะแจกว่อนจนเปลี่ยนผลคะแนน ทำไม่ได้อีกต่อไป
ไม่ใช่เพียง กกต.ไร้เครดิต จนถูกล่าชื่อไล่จะครบล้าน แต่ทำจริงก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะ

1.พรรคเสรีรวมไทย เพื่อชาติ เศรษฐกิจใหม่ ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มี ส.ส.เขตเลย
2.พรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ส่วนใหญ่ และเป็นคนหน้าใหม่ ข้าวนอกนา ไม่ได้ใช้หัวคะแนน ไม่ได้ใช้วิธีหาเสียงเดิมๆ
3.พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.137 เขต แจกใบอะไรก็ไม่กระทบปาร์ตี้ลิสต์ ถ้าแจกใบส้มเพื่อไทย สั่งเลือกตั้งใหม่ คนก็เฮไปเลือกอนาคตใหม่ ซึ่ีงชนะแหง เพราะคะแนนเทไปรวมกันมากกว่าเดิมอีก 
4.กกต.จะมาด้านๆ แจกข้างเดียวไม่ได้ ถ้าอ้างว่ามีทุจริตขนานใหญ่ เรื่องร้องเรียน พปชร ก็จะโดนไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งถ้าถูกกดดันให้ต้องแจกบ้าง คราวนี้จะเกิดยุทธศาสตร์โดยไม่ต้องไปบอก ประชาชนจะรู้โดยอัตโนมัติ สมมติเขตอีสานเพื่อไทยได้ที่สอง แพ้ไม่กี่พัน คนก็จะช่วยกันเลือกเพื่อไทย สมมติแถวสมุทรปราการ อนาคตใหม่มาที่สอง เพื่อไทยที่สาม คนเลือกเพื่อไทยก็จะเทให้อนาคตใหม่ โอกาสชนะเยอะเลย

ล้มเลือกตั้งก็ไม่ได้นะเมริง เว้นแต่จะรัฐประหารยาวไป เพราะถ้าล้มเลือกตั้งแล้วเลือกใหม่ แพ้เลย






Atukkit Sawangsuk

ว่าด้วยผังล้มธนาธร

1.คือมันเห็นชัดว่า อนาคตใหม่กำลังกวาดเสียงคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงคนชั้นกลางในเมือง ที่ไม่เอาเพื่อไทยแต่เหลือทนตู่และเบื่อหน่าย ปชป. IO จึงต้องทำงาน

2.ถามว่าผังนี้มีผลแค่ไหน กับคนที่จะเลือก ผมว่าไม่มากหรอก นอกจากปลุกความเกลียดชังในพวกอนุรักษ์สุดติ่ง โดยเฉพาะ พวก กปปส. (ไอ้เทือก พุทธิพงษ์ เอาไปอ้างว่าจะล้มพิธีไหว้ครู)
คือสำหรับคนรุ่นใหม่ ความนิยมธนาธร-อนาคตใหม่ มาจากกระแสออนไลน์ ซึ่งอาจไม่ลึกมากแต่ก็ไม่ได้ฉาบฉวย เพราะอนาคตใหม่บุกโลกออนไลน์มากที่สุด อย่างน้อยก็ต้องได้เห็นสโลแกน เห็นคลิป เห็นบุคลิกผู้นำ

การปลุกความเป็นไทย ศาสนา พิธีกรรม ค่านิยมเก่าต่างๆ มาล้มธนาธร ไม่น่าจะมีผลมากนัก ต่อให้ตัดต่อยังไงก็เหอะ ยกตัวอย่าง "ไม่ต้องหมอบกราบพระเจ้าองค์ไหน" พูดจริงไม่จริง สำหรับคนสมัยใหม่ ก็โคตรโดนใจ "รัฐไทยไม่ควรอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ" (ที่จริงคือรัฐไม่ควรอุปถัมภ์ทุกศาสนา) อันนี้คนฟังก็เข้าใจ คือแยกรัฐกับศาสนา เมริงคิดว่าคนรุ่นใหม่แคร์วัดแคร์ศาสนาแค่ไหนเชียว เห็นแต่ข่าวเงินทอนวัด สร้างวัดกันใหญ่โต ถวายพระกันเข้าไป
คือสิ่งเหล่านี้ IO มันคิดว่าคนรุ่นใหม่ยังยึดติดอยู่ ความเป็นจริงหาใช่ไม่ เพียงแต่เขาไม่พูดไม่แสดงออกเท่านั้นเอง เรื่องอย่างฟ้าเดียวกัน 112 ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมริงคิดว่า "ฟ้ารักพ่อ" ไม่เคยได้ยินเรื่องโจมตีเหล่านี้มาเลยเรอะ
ในส่วนคนในเมือง (สลิ่มแหละ) ที่เคยเลือก ปชป. แล้วตอนนี้จะเปลี่ยนใจมาเลือกอนาคตใหม่ มันก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่ถูกทำลายง่ายๆ ด้วยผัง IO อย่างนี้หรอก อย่างน้อยที่สุด ไม่เลือกอนาคตใหม่แล้วเลือกใคร พปชร.เรอะ ปชป.เรอะ เพื่อไทยเรอะ ผมมองว่าคนพวกนี้ตัดสินใจ เพราะวันที่ 8 ก.พ.ที่อนาคตใหม่แสดงจุดยืนชัดเจน ว่าไม่เล่นด้วยกับเกม ทษชว. คือก่อนหน้านั้นก็ไม่เอา พปชร. ปชป.อยู่แล้ว แต่กลัวธนาธรเข้าข้างแม้ว พอเห็นความกล้าประกาศชัด ก็เอาวะ ผัง IO อาจทำให้บางคนไขว้เขว แต่ไม่เท่าไหร่ ทำความเข้าใจแล้วช่วยให้กระแสดีกว่าเดิมก็ได้
3.สำหรับคำตอบโต้ บางประเด็นก็ดีนะ เช่นอันไหนธนาธรไม่ได้พูด จริงๆ พูดอย่างไร แต่บางประเด็นก็เกร็งไปหน่อย เช่นภาพในม็อบเสื้อแดง บอกไปเลยว่าเป็นแดงไม่เห็นเป็นไร เพราะเป็นแดงด้วยความรักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม ไม่ใช่เห็นด้วยกับแม้วทุกเรื่อง ก่อนหน้าที่ร่วมม็อบเหลือง ก็บอกให้ชัดว่าสมัย พธม.ไล่แม้ว มีคนเข้าร่วมตั้งมาก หมอเหวงยังขึ้นเวที แต่พอโผล่ ม.7 ก็ถอนตัวกันระนาว

4.ย้ำอีกที สิ่งที่ IO ไม่เข้าใจ และฝ่ายที่ตอบโต้ควรเข้าใจคือ ความเป็นไทย ศาสนา พิธีกรรม ค่านิยมต่างๆ เรื่องผู้หลักผู้ใหญ่ อาวุโส อะไรนี่ คนไทยจำนวนมากเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว แต่ไม่แสดงออก เพราะกระแสอนุรักษ์นิยมมันครอบงำ แบบสมมติทำโพล เห็นด้วยไหมเลิกอุปถัมภ์ทุกศาสนา เลิกให้เงินอุดหนุนวัด มัสยิด (ที่พวกคลั่งพุทธเอาไปด่าๆ กันว่ารัฐอุดหนุนมัสยิด ก็เพราะเมื่อให้เงินวัดก็ต้องให้มัสยิด) เชื่อเหอะว่า ผลออกมาจะคัดค้าน 99% ไม่มีใครอยากสวนกระแส เดี๋ยวหาว่าเป็นคนบาป แต่ในใจบ่นพึมพำ โคตรเปลืองเลย เอามาซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลดีกว่ามั้ง



ไอ้พวกที่โอดครวญว่าประเทศไทยไม่ผิดอะไร เขาแจ้งมาให้จับก็จับ กลายเป็นแพะรับบาป ช่วยกันเซฟไทยแลนด์ไว้

ขอให้ดูความจริงหน่อยนะ อย่างน้อยก่อนที่จะไปไล่เรื่องย้อนหลัง เมริงว่าดีดีเย ดร็อกบา, เจมี วาร์ดี้ ฯลฯ ก่อนหน้านี้มีใครรู้เรื่องฮาคีมมั่ง เขาก็รณรงค์กันในกลุ่มเฉพาะ แม้จะมีรัฐมนตรี ตปท.ออสเตรเลีย มีฟีฟ่า ออกมาแสดงท่าที
แต่ที่มันเป็นเรื่องเป็นราว ก็เพราะเช้าวันจันทร์ ชั่วพริบตาเดียว ภาพฮาคีมโดนใส่ตรวน ที่ราชทัณฑ์เรียกว่ากุญแจเท้า มันแพร่สะพัดไปทั่วโลก ใครเห็นก็สะเทือนใจ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาไม่ผิด เป็นการยัดข้อหาทางการเมือง เพราะเหตุมันเกิดในช่วงอาหรับสปริง หรือผิดไม่ผิด ก็ยังอยู่ในขั้นขอตัว กลับสูญสิ้นอิสรภาพ ถูกคุมขังล่ามโซ่ยังกะอาชญากรปล้นฆ่า
กระบวนการยุติธรรมไทยฉิบหายในพริบตา ไม่ต้องมาแถหรอก บอกแล้วว่านึกภาพศาลฝรั่ง ถ้ามีการพิจารณาคดีอย่างนี้ ฮาคีมคงได้ประกัน ใส่สูทมาขึ้นศาลกับทนาย เจ้าหน้าที่สถานทูต
ข้อถัดมา ที่ว่าตำรวจสากลออสเตรีเลียผิดพลาด แจ้งหมายแดง เป็นเรื่องที่สื่อออสเตรเลียเขาขุดคุ้ยมา วิจารณ์ว่าเกิดเรื่องแบบนี้หลายครั้งแล้ว ไม่กรองผู้ลี้ภัย แต่หมายแดงไม่ใช่การแจ้งให้จับ เป็นการแจ้งว่า มีหมายจับของบาห์เรน ซึ่งหลังจาก ตม.ไทยจับ ออสเตรเลียก็แจ้งยกเลิกทันที และขอตัวคืน มีเวลาหลายวันให้ตัดสินใจ เนรเทศกลับต้นทางก็ได้ แต่ประเทศไทยกลับรอให้บาห์เรนซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทำเรื่องขอตัวมา
จนวันนี้ที่จริงก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ไทยมีสิทธิปฏิเสธ โดยใช้อำนาจบริหาร ถอนฟ้อง ส่งตัวกลับต้นทาง ให้เขาไปว่ากันเอง ก็ทำได้ แต่ต้องให้นักกฎหมายระหว่างประเทศมาชี้ชัด
ข้อสุดท้าย ที่สำคัญ คือจุดยืน ทัศนะ วิธีปฏิบัติ ต่อผู้ลี้ภัยของรัฐไทย เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปี จากประเทศที่ก้าวหน้าทางสิทธิมนุษยชนอันดับต้นๆ ของภูมิภาคนี้ เข้าใจวิถีปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยการเมือง กลายเป็นประเทศที่ส่งกลับอุยกูร์ ส่งกลับผู้ลี้ภัยกัมพูชา (ไม่ขึ้นศาลด้วยนะ อ้างว่าเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้ว ตม.ส่งกลับทันที เช่น ผู้หญิงที่มีคลิปปารองเท้าใส่ภาพฮุนเซ็น UNHCR รับเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว ส่งกลับเฉยเลย)
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่มีคนต้องลี้ภัยจำนวนมากมาย กระจัดกระจายกันไปอยู่ทุกมุมโลก แต่ไม่ยอมแพ้ ยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร รวมตัวกันต้านประยุดไปเยือนยุโรป ไม่ต่างจากฮาคีมไปอยู่ออสเตรเลียก็ยังวิจารณ์บาห์เรน ทั้งรัฐบาลทหารและสลิ่ม ก็เลยเกลียดกติกาสากลว่าด้วยผู้ลี้ภัยทางการเมือง หลักปฏิบัติก็เปลี่ยนไปหมด กลายเป็นประเทศนักจับส่ง ไม่ใช่ประเทศที่คำนึงถึงสิทธิ
กรณีฮาคีม ที่พะวักพะวงก็เพราะกลัวเสียผลประโยชน์ คนออสเตรเลียต่อต้าน ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่งั้นเรอะ รัฐไทยคงไม่แยแสฮาคีมหรอก ส่งกลับเหมือนเขมรนั่นแหละ สลิ่มก็ไม่แยแส โยนทะเลดีกว่า ปัดโธ่ ก็ผู้ลี้ภัยคนไทยถูกฆ่า ทิ้งแม่น้ำโขง บางคนยังสะใจ จะไปแยแสอะไรกับต่างชาติต่างศาสนาอย่างฮาคีม


Posted: 05 Feb 2019 06:20 AM PST
Submitted on Tue, 2019-02-05 21:20

ใบตองแห้ง

ท่านผู้นำอ้าง รัฐธรรมนูญทั่วโลกไม่เคยบอก ผู้นำรัฐบาลต้องลาออกเมื่อลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 ก็ไม่เคยบังคับว่านายกฯ ต้องลาออก

ใช่เลย แต่รัฐธรรมนูญ 2560 นี่ไง บอกไว้ บทเฉพาะกาลมาตรา 263, 264, 265, 266 บังคับว่า คสช. ครม. สนช. สปท. ถ้าจะสมัคร ส.ส. ต้องลาออกภายใน 90 วันหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้

ถึงไม่ได้เขียนตรงตัว ว่าถ้าเป็นหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรค หรือได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องลาออก แต่การสมัคร ส.ส. กับสมัครนายกฯ อันไหนหนักข้อกว่ากัน

ทำไมรัฐธรรมนูญห้าม คสช. ครม. สนช. สปท. สมัคร ส.ส. กรธ.ไม่ยักออกมาอธิบาย (รับเบี้ยประชุมคนละหลายล้านแล้วหายหมด) แต่ก็พอได้เห็น กรธ.มีชัย พยายามสร้างภาพ “รัฐประหารในอุดมคติ” พระเอกขี่ม้าขาว เข้ามายึดอำนาจ กู้ชาติบ้านเมือง จัดระเบียบอำนาจ วางกฎกติกา แล้วจะจัดการเลือกตั้ง อย่างเป็นกลางเที่ยงธรรม ชาวบ้านโปรดเชื่อว่า คณะรัฐประหารจะเป็นกลาง เพราะใครจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องลาออกก่อน

จากนั้น กรธ.ก็ให้อำนาจ คสช. ครม. อย่างไม่เคยมีมาก่อน เหนือกว่ารัฐประหารทุกคณะ คือยังมีอำนาจพิเศษ เป็นกรรมการคุมประเทศ จนมีรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ซ้ำยังต่อท่ออำนาจให้ตั้งพรรค 250 ส.ว. ไว้เลือกนายกฯ อีก 5 ปี

พูดง่าย ๆ คือ เขียนรัฐธรรมนูญว่า รัฐประหารจะเป็นพระเอก เป็นกลาง เป็นผู้มาวางกฎกติกาแล้วจะไม่ลงเลือกตั้ง จึงให้มีอำนาจมากกว่ารัฐบาลปกติ มากกว่ารัฐประหารในอดีตด้วยซ้ำ

ที่ไหนได้ กลับเลี่ยงบาลีว่า รัฐธรรมนูญห้ามสมัคร ส.ส. แต่ไม่ห้ามสมัครนายกฯ ลอยหน้าลอยตา อ้างโอบามา โอบามาร์ค ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ ทั้งที่คนละอำนาจ คนละระบอบ ตัวเองถืออำนาจเผด็จการลงเลือกตั้ง ยังบอก “มึงมาไล่ดูสิ”

ไล่แล้วเป็นไง ถูกจับ นักศึกษาไป 2 คน หาว่าผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ถูกยึดพริก เกลือ กระเทียม เป็นของกลางที่ใช้ในการกระทำผิด ในวันครบรอบ 5 ปี ม็อบปิดเมืองปิดสถานที่ราชการขัดขวางเลือกตั้ง 2 ก.พ. โดยอ้างคำสั่งศาลคุ้มครองการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ

นี่เป็นภาวะที่ตรรกะวิบัติ กฎหมายวิบัติ ถึงขีดสุด เพราะพลังอนุรักษนิยมทำทุกอย่างเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจ

ถามว่าทำไมประยุทธ์ไม่ถอย ออกไปเป็นคนกลาง อย่างที่ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เรียกร้อง อย่างที่ซูเปอร์โพลคาดหวัง ทั้งที่น่าจะสบายตัวกว่า เพราะโดยโครงสร้าง พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ ภายใต้ 250 ส.ว. แต่งตั้ง กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ควบคุมโดย 6 ผบ.เหล่าทัพ และองค์กรอิสระ ที่ตั้งไปจากยุคนี้

คำตอบง่าย ๆ ก็คือโครงสร้างนี้จะไปไม่รอด ต่อให้อยู่ใต้รัฐราชการ ทหาร ตุลาการ เป็นใหญ่ ทำรัฐประหารได้ทุกเมื่อ แต่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ของตัวเองเมื่อไหร่ คือหายนะ คือทางตันของฝ่ายอนุรักษนิยม

ประยุทธ์จึงต้องลงสนามเอง เพื่อค้ำโครงสร้างนี้ไว้ ถึงแม้ต้องเสี่ยงรบในสนามที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญ ตั้งแต่การเลือกตั้ง ไปถึงการบริหารประเทศในระบอบรัฐสภาโดยไม่มี ม.44 แต่ไม่มีทางเลือกอื่น ตายคาสมรภูมิก็ต้องยอม

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ไม่มีตัวเลือกอื่น หลังรัฐประหาร 49 ฝากความหวังพรรคประชาธิปัตย์แล้วล้มเหลว ณ วันนี้ กวาดตามองทั้งทหาร นักการเมือง ก็ไม่เหลือใครสักคน นอกจาก “ลุงตู่” ผู้ที่กอบศักดิ์ ชุติกุล เชิดชูว่าพูดจารุนแรงเพราะจริงใจตรงไปตรงมา คะแนนนิยมก็เป็นที่หนึ่งทุกโพล คือเกือบ 30%

นักการเมืองฟังแล้วหัวร่อก๊าก ตัวเลือกอันดับหนึ่ง และเหลือเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีใครให้เลือกอีกแล้ว ในฝ่ายอนุรักษนิยม


Posted: 03 Feb 2019 07:02 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-02-03 22:02


ใบตองแห้ง

ท่านผู้นำฉุนเฉียว ถูกหาว่าไม่เอาใจใส่ รัฐบาล ไม่เข้มงวดจริงจัง ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เด็กจะไอเป็นเลือดอยู่แล้ว ก็มาด่ารัฐบาล ทั้งที่ประชาชนต้องร่วมมือกัน ต้องเสียสละ มีจิตสำนึก เดี๋ยวถ้ายังแก้ไม่ได้ จะสั่งใช้รถวันคู่วันคี่ ห้ามรถดีเซลวิ่ง ห้ามขับรถคนเดียว ขึ้นแท็กซี่ก็ต้อง 2-3 คน โทษฐานที่ด่าท่านดีนัก

หลังจากท่านยัวะ ก็กดปุ่มสั่งการ อย่างที่สื่อพาดหัว “ประกาศสงครามฝุ่น” ทุกหน่วยงานขมีขมัน ผู้ว่าฯ กทม.ประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ระดมโดรนฉีดน้ำทั่วน่านฟ้า กระทรวงศึกษาฯสั่งปิดโรงเรียนทันควัน ให้เด็กกลับบ้านตั้งแต่เที่ยง

แหม่ ทำยังกะเพิ่งตื่นรู้ว่ามีฝุ่น ตื่นแล้วก็ตูม ทำไมไม่สั่งปิดโรงเรียนเสียตั้งแต่กลางคืน หรือปิดวันรุ่งขึ้น ให้เด็กกลับบ้านตามปกติก็ได้ นี่พ่อแม่ต้องวิ่งวุ่นไปรับลูกก่อนเวลา

ทำให้คนระอาเข้าไปอีก นี่แหละราชการไทย นายกฯ ไม่เต้นก็คงไม่ทำอะไร นอกจากจัดงานอีเวนต์ ให้ท่าน ผอ.มาเป็นประธานฉีดน้ำ

ว่าตามเนื้อผ้า ก็น่าเห็นใจท่านผู้นำ ปัญหา PM2.5 รัฐบาลเทวดาก็ไม่สามารถแก้ทันควัน เพราะต้องใช้ทั้งมาตรการบรรเทาระยะสั้น และแก้ปัญหาระยะยาว แต่สิ่งที่ชาวกรุงอัดอั้น คือท่าทีรัฐบาลเหมือนไม่เข้าใจหัวอกประชาชน ที่กลัดกลุ้มกังวลจะเป็นบ้าเป็นหลัง ดารานักร้องโพสต์ใส่หน้ากาก อากาศเป็นพิษไม่เหมือน ครั้งชัตดาวน์กรุงเทพฯ ตอนนั้นปลอดโปร่งโล่งจังเลย นี่ฝุ่นคลุ้งมา 2 อาทิตย์ ก็ยังไม่มีมาตรการจริงจัง นอกจากจับรถควันดำ กับใช้ทหารฉีดน้ำ ขยันฉีดจนน้ำท่วม ทั้งที่นักวิชาการบอกว่าได้ผลน้อยมาก ก็ยังจะเปิด “ยุทธการใบหยก” ให้กระทรวงกลาโหมนำโดยพี่ป้อม ยึดยอดเนินฉีดละอองน้ำ

มาตรการระยะยาวก็ไม่พูดถึง ปล่อยให้คนฟัง Good Monday แล้วค่อยประกาศส่งเสริมรถ EV ป่านฉะนี้ ฝุ่นพิษเกิดจากอะไร จะแก้แบบไหนให้ถูกหลัก กทม.ก็เพิ่งเชิญนักวิชาการไประดมสมอง หลังจากจะเอากากน้ำตาลผสมน้ำขึ้นไปฉีด แล้วกรมควบคุมมลพิษยังอึ้ง เอาผลวิจัยมาจากไหน

ระบบราชการก็เสียเครดิต ตรวจโรงงานไม่พบมลพิษ ตรวจรถเมล์ไม่พบควันดำ โซเชี่ยลอำกันอื้ออึง

แล้วที่ท่านมองว่าพรรคการเมืองหาเสียงโจมตีรัฐบาล ก็ไม่รู้พรรคไหน เพราะภรรยาโฆษกรัฐบาลโพสต์เอง จะทำอย่างไร ปัญหาเข้าขั้นวิกฤต

ย้ำอีกที ในขณะที่ท่านกำลังจะตอบรับเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ นักการเมืองต้องมี Sense เข้าใจหัวอกชาวบ้าน ถึงจะยังแก้ปัญหา ไม่ได้ ก็ต้องใส่ใจจริงจัง ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้อง สอนสั่ง ขู่ลงโทษประชาชน

การบริหารทุกข์สุขไม่สามารถใช้วิธีคิดวิธีการทำงานตามระบบราชการ หรือระบบทหาร สั่งจากบนลงล่างอย่างที่ท่านเคยชิน เพราะระบบราชการมันห่วย ผู้คนจึงเรียกร้องให้กระจายอำนาจ เพราะระบบทหารมีไว้ทำสงคราม ไม่ได้มีไว้บริหารประเทศ ทหารมีไว้อยู่ชายแดน ใช่เลย ทหารไม่ได้มีไว้อยู่ทำเนียบ

ไม่รู้บ่นทำไม ให้คนเกลียดทหารไปอยู่ชายแดน เอาจริงนะ อยู่ชายแดนยังมีโอกาสตายน้อยกว่ารบกับฝุ่นเมืองกรุง

ทหารมีหน้าที่อยู่ชายแดน ไม่ได้มีหน้าที่รบกับฝุ่น รบกับสิ่งที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญ ยามมีภัยพิบัติ ทุกชาติก็ใช้ทหารเป็นกำลังเสริม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทวงบุญคุณ หรือใช้เป็นข้ออ้างยึดอำนาจ นั่นต่างหาก ที่ทำให้คนไม่ชอบทหาร

อย่ารบกับศัตรูที่ตัวเองไม่ถนัด อย่ารบกับประชาชน มีแต่จะแพ้ย่อยยับ



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2164393


Posted: 29 Jan 2019 07:15 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-29 22:15


ใบตองแห้ง

กสทช.ประกาศิต วิทยุทีวีต้องเป็นกลางในการเลือกตั้ง อย่าชี้นำทางความคิด ก่อความขัดแย้งทางสังคม โดยอ้าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ ไปจนกฎหมายความมั่นคง

ถามจริง เป็นกลางคืออะไร เพราะคงไม่มีทีวีช่องไหนโจ๋งครึ่ม “เลือกพรรคนี้นะครับ” ถามหน่อย ทำไมบังคับเฉพาะวิทยุทีวี แล้วหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ไลฟ์สด ต้องเป็นกลางไหม

คำว่า “สื่อเป็นกลาง” เป็นมายาคติสังคมไทย ซึ่งรัฐฉวยมาใช้ควบคุมสื่อ ทั้งที่จริง สื่อไม่สามารถเป็นกลาง เพราะต้องมีความเห็นไปทางใดทางหนึ่งอยู่ดี มีแต่สื่อดัดจริต ที่อ้างตนเป็นกลางทั้งที่บางเรื่อง ความเป็นกลางไม่มี เช่นความเป็นกลางระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ

จรรยาบรรณสื่อจึงไม่ใช่ “เป็นกลาง” แต่ต้องเสนอความจริง รอบด้าน ครบประเด็นสำคัญ ไม่บิดเบือน ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งทำได้เต็มที่ ถ้าไม่ใส่ร้ายป้ายสี หมิ่นประมาท หรือ hate speech ปลุกความเกลียดชัง

การบังคับ “สื่อต้องเป็นกลาง” ในการเลือกตั้ง จึงขีดวงเฉพาะสื่อรัฐ ซึ่งต้องเป็นกลางเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วย ที่รับงบประมาณจากภาษีประชาชน แต่สื่อเอกชนตั้งแต่ทีวีดิจิทัล ที่ซื้อใบอนุญาตจาก กสทช.ไปลงทุนเอง รับผิดชอบตัวเอง ไปจนกระทั่งหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก เอาหลักการอะไรไปบังคับว่าต้อง “เป็นกลาง”

เบิ่งตาดูโลกบ้าง อย่ามัวแต่เคี้ยวเอื้อง ทีวีอเมริกัน หนังสือพิมพ์อังกฤษ เขาเลือกข้างเชียร์พรรคหนึ่งพรรคใดกันสุด ๆ ซึ่งดีด้วยซ้ำ คนดูคนอ่านจะได้รู้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่อีแอบว่าเป็นกลางแล้วหลอกคน

ในมุมหนึ่งมันเป็นทัศนคติตกยุค ตั้งแต่สมัยทีวีมีสี่ช่อง 3, 5, 7, 9 คิดว่าสื่อมีอิทธิพลชี้นำชาวบ้าน ลืมไปว่าปัจจุบันเรามีทีวี 24 ช่อง แข่งขันกันตาย มียูทูบ เฟซบุ๊กไลฟ์มากมาย ที่คนดูมากกว่าทีวีบางช่องด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นทัศนะรัฐขุนนาง มุ่งควบคุมสื่อ ควบคุมการเลือกตั้ง จำกัดเสรีภาพในการหาเสียง โดยอ้างค่าใช้จ่าย อ้างความเท่าเทียม เช่นที่ กกต.กำหนดว่า ผู้สมัครต้องมีผู้ช่วยแค่ 20 คน ประชาชนที่นิยมต้องยืนดูเฉย ๆ จะตั้งวอร์รูมคุมเฟซบุ๊กยูทูบที่เชียร์ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ทั้งที่ใครอยากเชียร์ใครถือเป็นเสรีภาพ ห้ามใช้สื่อใช้นักแสดงหาเสียง อ้าวถ้าเขารักชอบกันไม่ได้รับจ้าง ก็ไม่มีสิทธิแสดงความนิยมเลยหรือไร

ตลกร้ายคือ กกต.ไม่ห้ามสื่อหรือสถาบันการศึกษาจัดดีเบต แต่ต้องยึดหลักความเท่าเทียม ทีวีจะเชิญพรรคการเมืองไปออกอากาศก็ได้ แต่ต้องให้โอกาสทุกพรรคเท่าเทียม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เพราะพรรคการเมืองมี 70-80 พรรค แต่ที่จะมีบทบาทสำคัญ ที่ประชาชนสนใจแค่สิบกว่าพรรค หากบังคับให้เท่าเทียมก็ไม่ต้องจัดดีเบต ไม่ต้องออกอากาศ ยิ่งถ้าบังคับให้เสนอข่าวทุกพรรคเท่าเทียม ก็ไม่ต้องเสนอข่าวเลือกตั้งเลย ขายข่าวดาราดราม่ากันไป

การเลือกตั้งแบบนี้จะต่างอะไรกับลงประชามติ ที่จับลิงมัด ปลดป้ายกาแฟกาโน หรือการเลือก ส.ว. “เงียบที่สุดในโลก” ห้ามสื่อเสนอข่าวเพราะห้ามหาเสียง ทั้งที่จะมาเป็นผู้แทนปวงชน แต่ประชาชนไม่มีส่วนรับรู้เลย

รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐต่างหากที่ต้องเป็นกลาง กลับมาบังคับสื่อและประชาชนให้เป็นกลาง จำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น กลัวทำอะไรก็ผิด ต้องนั่งพับเพียบดูการหาเสียง รอเข้าแถวไปลงคะแนนอย่างเป็นระเบียบ ตามที่รัฐต้องการ

ในขณะที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อรัฐ หรือ กกต.เอง เป็นกลางจริงหรือเปล่า ก็รู้กัน



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/275175


'ใบตองแห้ง' ออนไลน์
การเมือง
สิทธิมนุษยชน
ใบตองแห้ง
เลือกตั้ง 62

[full-post]


Posted: 28 Jan 2019 08:26 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-28 23:26


ใบตองแห้ง

ทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง นักการเมืองต้องปิดการสื่อสารทางเฟสบุ๊ค ทวีตเตอร์ เพราะเกรงจะผิดระเบียบ กกต. ที่สั่งให้ต้องขออนุญาตก่อน

ช่างย้อนแย้งน่าสังเวชเสียกระไร เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนทุกพรรครณรงค์หาเสียง แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แต่พอมีพระราชกฤษฎีกา ว่าจะมีการเลือกตั้งไปสู่ประชาธิปไตย กลับถูกระเบียบ กกต.จำกัดสิทธิเสรีภาพ ใช้โซเชี่ยลไม่ได้ กลัวทำอะไรก็ผิด

นี่เป็นวิธีคิดอะไร วิธีคิดเจ้าขุนมูลนาย ครูใหญ่ ครูผู้ปกครอง มองประชาชนเป็นเด็กอมมือ มองนักการเมืองเป็นผู้ร้าย ต้องเข้มงวดกวดขัน วางกฎหยุมหยิม ตรวจเสื้อผ้าหน้าผม คุมความประพฤติ จนกระดิกไม่ได้

ทั้งที่การเลือกตั้งคือการแข่งขันเสรี ซึ่งถ้าว่าถึงการหาเสียงออนไลน์ กกต.ก็มีหน้าที่แค่ดูค่าใช้จ่าย ถ้ามีใครให้ร้ายป้ายสี เดี๋ยวก็มีพรรคคู่แข่งมาฟ้องเอง

แต่นี่อะไร ประธาน กกต.ต้องยกโขยงเจ้าหน้าที่ไปตั้งวอร์รูม คอยสอดส่องการแสดงความคิดเห็น ไม่เว้นแม้กองเชียร์แต่ละฝ่าย ทั้งที่เป็นปกติในโลกโซเชี่ยล ที่ต้องมีประชดประเทียดเสียดสีล้อเลียน พาดพิงกันทั่วไป แต่ท่านจะให้ทุกคนพับเพียบ? นักการเมืองมากดไลก์กดแชร์ก็ผิด อาจโดนใบแดงได้

ข้อกำหนดให้นักการเมืองต้องยืนยันตัวตน ก็พอเข้าใจ ท่านบอกว่าเกรงจะมีคนแอบอ้าง อวตาร สวมรอย แต่พอไปวางระเบียบ กลับจุกจิกหยุมหยิม ต้องรอสมัครรับเลือกตั้งแล้วไปขอใบอนุญาตยังกะทำใบขับขี่ ทั้งที่มีและใช้เฟสบุ๊คมาแต่ไหนแต่ไร

เราอยู่ในโลกยุค 4.0 แต่มี กกต. 0.4 ที่ไม่เข้าใจเสรีภาพในการสื่อสาร จะเข้ามาคุมทุกอย่าง กระทั่งวางโบรชัวร์ไว้ในที่สาธารณะก็ไม่ได้ (ผิด พ.ร.บ.รักษาความสะอาดมั้ง แต่ทำไมห้างแจกใบปลิวได้)

กกต.ไม่ให้หาเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ กกต.จัดให้พรรคละ 10 นาที สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ จัดดีเบตได้ แต่ต้องยึดหลักความเท่าเทียม นี่ กกต.จะบังคับให้ทุกคน “เป็นกลาง” โดยไม่คำนึงถึงเสรีภาพ จัดดีเบตใครจะจัด 70-80 พรรค เขาก็ต้องเลือกพรรคตัวเก็งที่ประชาชนสนใจ คุณกำหนดอย่างนี้ในทางปฏิบัติก็จะไม่มีใครจัดเลย

กกต.ยังห้ามเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร สื่อมวลชน ใช้ความสามารถหรือวิชาชีพ เอื้อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ถามหน่อยสิครับ คนเหล่านี้ไม่มีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น เหตุผลที่จะเชียร์จะนิยมพรรคหนึ่งพรรคใดเลยหรือ ทำไมเขาต้องเป็นกลาง คุณไปเอาหลักการมาจากไหนว่าสื่อต้องเป็นกลาง การเลือกตั้งในระบอบเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก สื่อเลือกข้างได้ทั้งนั้น เว้นแต่สื่อรัฐ ที่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

กกต.ไม่ลืมตาดูเลยหรือว่าทีวีดิจิตอลทุกวันนี้เป็นเอกชน ซื้อใบอนุญาตจาก กสทช. ทุกช่องมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น ขอเพียงอย่าบิดเบือน ทุกช่องมีเสรีภาพที่จะรับโฆษณาพรรคการเมือง ขอเพียงแจ้งค่าใช้จ่ายกับ กกต.

การตั้งกฎกติกาหยุมหยิมนี้ไม่ใช่แค่ความไม่เข้าใจ แต่สะท้อนทัศนะ “ขุนนาง” เจ้าขุนมูลนายผู้มาดูแลการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนผู้โง่เขลา ซึ่งผิดเพี้ยนมาตั้งแต่มี กกต.ในรัฐธรรมนูญ 2540 ใหม่ๆ เราตั้ง กกต.เป็นองค์กรอิสระมาดูแลเลือกตั้งแทนมหาดไทย แต่ไปๆ มาๆ ก็ถูกครอบงำด้วยความคิดจารีต เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องมี “มหาเทพ” มาตัดสินการแสดงเจตจำนงของประชาชน มิใช่ด้วยกระบวนการยุติธรรม แต่ด้วยความเชื่อ มหาเทพ 5 ตน 7 ตน “เชื่อได้ว่าทุจริต” ก็แจกใบแดงให้คนที่ประชาชนเลือกมาเป็นแสนคะแนน หนำซ้ำต่อมายังยุบพรรคได้ ตามหลักเหมาเข่ง ผิดคนเดียวประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร

กกต.ไทยที่เอาต้นแบบมาจากอินเดีย มี 2 คน เจ้าหน้าที่ร้อยกว่าคน จึงกลายเป็นองค์กรใหญ่โต มีข้าราชการเป็นพันๆ ใช้งบประจำปีละ 2 พันล้าน มีเงินเดือนเงินประจำตำแหน่งค่ารับรองสองแสนกว่า ใหญ่โตที่สุดในโลก มีอำนาจเหนือ กกต.ชาติใดในโลก แล้วก็ต้องหางานให้ตัวเองทำ ตามทัศนะของรัฐราชการและคนชั้นกลางระดับบน ที่เชื่อว่า “ยิ่งบ้าจี้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์” ไม่ต่างอะไรกับครูจับผิดเสื้อผ้า จับเด็กตัดผม ยิ่งแก่กล้าศีลธรรม

ปัญหาก็คือ กกต.ศักดิ์สิทธิ์จริงไหม เพราะทีนายก อบจ.ได้ ม.44 คืนตำแหน่ง ไปชูป้ายให้ผู้สมัครพรรคสี่รัฐมนตรี กกต.มีปัญญาสอบสวนผู้ใช้ ม.44 หรือเปล่า ว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง

กกต.จะให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นมหาเทพได้อย่างไร เพราะท่านไม่ได้ผุดมาจากดอกบัวที่ไหน ท่านได้เป็น กกต.ด้วยมติ สนช.ที่คณะรัฐประหารตั้ง ไม่ต่างอะไรกับ ป.ป.ช.ที่ถูกครหาว่าเป็นเพียง “เด็กหน้าห้อง” ของ “กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ” นั่นเอง



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวสดออนไลน์ https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2135809

[full-post]


Posted: 24 Jan 2019 11:55 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-01-25 02:55

ใบตองแห้ง

ดีใจไหมได้เลือกตั้ง ดีใจอะไรกัน เลื่อนมาแล้วกี่ครั้ง ถ้าทำตามคำมั่นสัญญา อย่างช้ามีเลือกตั้ง พ.ย.61 ป่านฉะนี้คงมีรัฐบาลใหม่ แต่ทวงถามไม่ได้ คนอยากเลือกตั้งออกมาเรียกร้องก็กลายเป็นฝ่ายผิด ถูกจับกุมคุมขัง ถูกคุกคาม ถูกหาว่าเป็นพวกรับจ้างสร้างความวุ่นวาย เป็นคนไม่กี่ร้อยในคนไทย 70 ล้าน

อ้าว ไหงพอมีเลือกตั้ง กลับไชโยโห่ร้องกันทั้งประเทศ หุ้นก็ขึ้น ทั้งที่พวกภาคธุรกิจนี่แหละชี้หน้าด่าคนอยากเลือกตั้งทำบ้านเมืองไม่สงบ แต่ตัวเองรอรับอานิสงส์

นี่คือสังคมไทย อยากเลือกตั้งแทบตาย แต่ต้องรอผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต รอคำสั่งให้ดีใจได้ เอ้า ไชโยสิ ดีใจได้แล้ว ไชโย!

ทันทีที่มีเลือกตั้ง รัฐบาลก็ออกแถลงการณ์ ขอให้ประชาชนช่วยกันรักษาบรรยากาศแห่งความสงบ สามัคคี มาตามสูตร “สามัคคีก่อนเลือกตั้ง” อย่าขัดแย้งพิพาทบาดหมางกันอีก พรรคการเมืองก็หาเสียงด้วยการเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ประชาชนก็ขอให้รู้เท่าทัน ไปใช้สิทธิกันให้มากที่สุด

บลาๆๆ พูดยังกะเป็นพระมาโปรด เป็นผู้ใหญ่มาสอนสั่ง ไม่ใช่คณะรัฐประหารที่ล้มล้างประชาธิปไตย ยึดอำนาจไปจากประชาชน จนไม่ได้เลือกตั้งมา 5 ปี

คณะรัฐประหารที่ใช้ปืนใช้รถถังฉีกรัฐธรรมนูญ ออกคำสั่งเป็นกฎหมาย ตั้ง สนช.มาปั๊มกฎหมาย ปั๊มองค์กรอิสระ ตั้งตัวบริหารประเทศ ใช้ ม.44 แต่งตั้งโยกย้าย ตั้ง กรธ.มาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วทำประชามติข้างเดียวโดยไม่มีทางเลือก

มีสิทธิอะไรมาบอกให้ประชาชนเคารพเชื่อฟัง เดินตามกฎกติกาที่กำหนดให้อย่างสงบ ยอมรับระบบ โครงสร้าง ที่ คสช.วางไว้ “อย่าทำลายรากฐาน” ทั้งที่เป็นการวางเสาเข็ม สถาปนาอำนาจรัฐรวมศูนย์ราชการ ระบอบทหารและนักตีความกฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นปรปักษ์ประชาธิปไตย ฝังรากไว้ในโครงสร้างประเทศ

หนำซ้ำยังไม่ใช่การวางรากตอกเสาเข็มแล้วถอยฉาก ตัวเองยังอยากสืบทอดอำนาจผ่านพรรคการเมืองที่ดูด ส.ส.มารับใช้ ทำทุกวิถีทางให้ชนะ เอาเปรียบด้วยกลไกอำนาจและงบประมาณ

อย่างนี้หรือที่จะบอกให้ประชาชนอยู่ในความสงบ พรรคการเมืองต่างๆ ก็หาเสียงกันไป ชูนโยบายขายฝัน เกิดปั๊บรับแสน ส.ป.ก.ทองคำ แบ่งปันกำไรข้าว ฯลฯ อย่ามายุ่งกับรัฐธรรมนูญ ส.ว.แต่งตั้ง กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายจัดระเบียบ รวมศูนย์อำนาจ มหาดไทย กองทัพ กอ.รมน. และกฎหมายต่างๆ ที่ สนช.ปั๊มไว้เช่น พ.ร.บ.คอมพ์ กฎหมายไซเบอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ฯลฯ

พรรคการเมืองใดที่ไม่ประกาศนโยบายรื้อล้างโครงสร้าง เสาเข็มที่ คสช.ฝังไว้ ก็อย่าบอกเลยว่าตัวเองเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นในระบอบรัฐสภา เพราะเท่ากับคุณยอมรับว่ารัฐประหารถูกต้องรัฐประหารวางรากฐานให้ประเทศเดินหน้า (แล้วประชาธิปไตยมาทำเละเดี๋ยว 4-5 ปีก็ต้องรัฐประหารใหม่)

ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของความสงบ เคารพ เชื่อฟัง เพราะประชาธิปไตยใช้กับสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ ที่มีความขัดแย้ง มีความเห็นต่าง มีผลประโยชน์ที่แตกต่าง ของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชนชั้น แต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งต้องต่อสู้ต่อรองกัน

ประชาธิปไตยจึงต้องมีการเลือกตั้ง มีหลักการเข้าสู่อำนาจของเสียงข้างมาก มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพเสียงข้างน้อย เพื่อเป็นกติกาต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งเป็นหัวใจของการเมือง

การเมืองคือเรื่องของการต่อสู้ขัดแย้ง ต่อรองผลประโยชน์ โดยประชาธิปไตยคือระบอบเปิด เพื่อให้ความขัดแย้งสามารถตกลงกันอย่างสันติ เพื่อให้มีการใช้อำนาจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่สังคมไทย ชนชั้นนำไทย กลับปลูกฝังว่าประชาธิปไตยคือความวุ่นวาย คือการเอาอำนาจไปให้นายทุน อย่าเชื่อประชาธิปไตย ต้องเชื่อธรรมาธิปไตย คนไทยอย่าแก่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์กัน จงเชื่อคนดีที่มักจะขี่รถถังมาจัดสรรผลประโยชน์ให้

ซึ่งถ้าเชื่อว่าระบอบนี้ดี ก็อย่ามีเลือกตั้งสิ มีทำไม ถ้าเชื่อว่า คนดีคนเก่งต้องมาจากทหารจะเลือกตั้งไปไย

พวกเชื่อธรรมาธิปไตยนี่น่าจะหาพระไปเทศน์โปรด ร.พ.เอกชน จะได้ไม่ต้องคุมราคา แต่เท่าที่เห็นมา ร.พ.เอกชนราคามหาโหด กลับแจกหนังสือธรรมะ (สงสัยให้ทำใจ เงินทองเป็นของนอกกาย)

ความสงบในความหมายของผู้มีอำนาจ คือให้ยอมรับโครงสร้างอำนาจ ที่จัดลำดับชั้นไว้แล้ว ควบคุมโดยชนชั้นนำ ที่มาจากการแต่งตั้ง มาจากการไต่เต้าตามระบบราชการ จนเป็น ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นปลัด เป็นประธาน เป็นอธิการบดี เป็นเทคโนแครต ที่อยู่ในคอนเน็กชั่น ร่วมกันจัดสรรผลประโยชน์ ให้คนระดับต่างๆ ตั้งแต่สัมปทานรถไฟไปถึงบัตรคนจน

การเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปอย่างสงบ คือเปิดให้นักการเมืองเข้ามาสมทบในโครงสร้าง แต่อย่ามารื้อล้างอย่ามากุมอำนาจตัดสินใจ กำหนดนโยบาย อย่างทักษิณ ไทยรักไทย ถ้าประชาชนเลือกมาอย่างนั้นเมื่อไหร่ รถถังก็ต้องออกมาปกป้อง “ธรรมาธิปไตย”



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2130604

ขับเคลื่อนโดย Blogger.