ภาพพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2561 ที่มาภาพ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

Posted: 11 Aug 2018 02:24 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-08-11 16:24


ปภ.แจ้งเตือน 49 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก คลื่นลมแรง 13 - 16 ส.ค.นี้ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมจากพายุเซินติญยังคงมี 10 จังหวัด ด้านศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตสรุปสถานการณ์น้ำมีพื้นที่ 7 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน 4 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่น้ำเกินเกณฑ์ ส่วนแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำโขงแนวโน้มดีน้ำลดระดับ

11 ส.ค. 2561 นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่ากองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) ได้ติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำ และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่าหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง และสถานการณ์น้ำในหลายจังหวัดอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและเพิ่มสูงขึ้น

โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าพายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 13 - 14 ส.ค. 2561 ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 13 - 16 ส.ค. นี้ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม รวมทั้งคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน คลื่นสูง 2 - 4 เมตร อ่าวไทยตอนบน คลื่นสูง 2 - 3 เมตร

สำหรับจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย 39 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ส่วนจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง 10 จังหวัด แยกเป็น ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จึงขอให้จังหวัดที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์

อธิบดี ปภ. ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัย จากอิทธิพลของพายุเซินติญว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัด ได้แก่ นครพนม อุบลราชธานี บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ ยโสธร เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และระนอง ประชาชนได้รับผลกระทบ 25,631 ครัวเรือน 63,850 คน ซึ่ง ปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่และให้ความช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
เผยแม่น้ำเพชรบุรีและโขงระดับน้ำแนวโน้มดี

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ พบว่าในช่วงวันที่ 13-16 ส.ค.นี้ ประเทศไทยจะยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยวันนี้ (11 ส.ค.) จะมีตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มได้ในพื้นที่เฝ้าระวัง 31 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ , ภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จังหวัดระนอง และพังงา

ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งและดินโคลนถล่มเป็นพิเศษ 7 จังหวัด ประกอบด้วย สกลนคร มุกดาหาร ปราจีนบุรี ตราด ระนอง พังงา และ สุราษฎร์ธานี

ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ มีจำนวน 4 แห่ง คือ 1. เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 731 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 103 น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 49 ซม. แนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ อาจมีฝนตกมากขึ้นส่งผลให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ สำหรับพื้นที่ท้ายน้ำยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง

2. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำ 535 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 103 สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง 3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 7,548 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 และ 4.เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 317 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 81 สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีจะมีระดับค่อยๆสูงขึ้น ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำจากอัตราการระบายที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน และไหลผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) ลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน แต่ยังคงมีระดับสูง ส่วนแม่น้ำโขง ระดับน้ำลดลงปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง

ที่มาเรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย [1] [2]

[full-post]

(แฟ้มภาพ)

Posted: 11 Aug 2018 02:56 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-08-11 16:56



คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ประชุมมีมติให้ย้ายที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมบ้านพักข้าราชการตุลาการทั้งหมดออกจากเชิงดอยสุเทพ ไปสร้างที่ จ.เชียงราย แทน โดยจะขอใช้ที่ดินศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายเป็นสถานที่ก่อสร้าง

11 ส.ค. 2561 MGR Online รายงานว่านายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) สัญจร ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์ บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย ที่มี นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน เมื่อวันที่ 9-10 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานศาลยุติธรรม ทำความตกลงขอใช้ที่ดินจากกรมวิชาการเกษตร บริเวณศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมที่พักอาศัยของข้าราชการ และให้ดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลต่อไป

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้ไปดูพื้นที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนเสนอที่ประชุม ก.บ.ศ.ในวันที่ 10 ส.ค. เพื่อพิจารณาขอใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าว ซึ่งหากได้รับการจัดสรรงบประมาณและก่อสร้างจนเเล้วเสร็จ ก็จะย้ายที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 จากบริเวณเชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังพื้นที่ใหม่นี้ทั้งหมด ทั้งที่ทำการศาลฯ เเละที่พักอาศัยข้าราชการ และเมื่อมีการย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่แล้ว จะต้องประสานกับรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่เดิมที่ จ.เชียงใหม่

นายสราวุธ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุม ก.บ.ศ.ยังมีมติเห็นชอบให้เปิดทําการศาลแขวงเชียงราย ในวันที่ 1 เม.ย. 2562 โดยใช้อาคารที่ทําการอําเภอเมืองเชียงรายหลังเก่าที่ไม่ได้ใช้การเเล้ว[full-post]


Posted: 11 Aug 2018 03:36 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-08-11 17:36


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเมื่อ 10 ส.ค. 2561 ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย นัดสืบพยานโจทก์ในคดีของนายสราวุทธิ์ (สงวนนามสกุล) ช่างตัดแว่นตาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีการโพสต์เฟซบุ๊กรูปภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เมื่อเดือน ก.ค. 2559

ในนัดนี้เป็นการถามค้านพยานโจทก์ปากที่ 4 คือ พ.ต.ท.ภาสกร สุขะ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.เมืองเชียงราย หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีนี้ ต่อจากเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2561 ที่พยานได้เข้ามาเบิกความในคดี และทนายจำเลยได้แถลงเพื่อขอเลื่อนการถามค้านออกมาในนัดนี้

ทนายความได้เริ่มถามค้านพยานปากนี้ใน 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือประเด็นที่ว่าผู้บันทึกภาพหน้าจอ ที่นำมากล่าวหาจำเลยในคดีนี้นั้น ไม่ถูกเรียกเข้ามาสอบสวนและไม่เคยเปิดเผยตัวตนใด ๆ และอีกประเด็นคือภาพบันทึกหน้าจอที่จำเลยถูกกล่าวหานั้น ไม่ปรากฎที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (URL) ในภาพดังกล่าว และจากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยที่ได้จากการตรวจค้น ก็ไม่พบภาพตามข้อกล่าวหา

พ.ต.ท.ภาสกร เบิกความยืนยันว่า พยานหลักฐานภาพถ่ายในคดีนี้นั้น พ.ท.อิสสระ เมาะราษี นายทหารฝ่ายข่าวของมณฑลทหารบกที่ 37 ผู้แจ้งความในคดี นำมามอบให้กับพยานในวันที่แจ้งความร้องทุกข์ด้วย โดยในคำให้การส่วนหนึ่งของ พ.ท.อิสสระ ที่พยานได้สอบคำให้การระบุว่า พยานหลักฐานภาพถ่ายที่ได้นำมามอบไว้นั้น พ.ท.อิสสระ ไม่ได้จัดทำขึ้นเอง แต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองจัดทำ และนำมามอบให้ พ.ท.อิสสระ ซึ่งพยานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีและคณะพนักงานสอบสวนที่ถูกตั้งขึ้น ไม่ได้มีการเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ท.อิสสระ เข้ามาสอบสวนใด ๆ เลย เนื่องจากสอบถามพูดคุยกับ พ.ท.อิสสระ แล้วได้รับคำตอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องปกปิดตัวตน

ต่อมา พยานได้ตอบการถามค้านของทนายจำเลย โดยยืนยันว่าภาพถ่ายที่จำเลยถูกกล่าวหานั้น ส่วนด้านบนที่มีที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (URL) นั้นได้ถูกตัดออกไป จึงไม่ทราบที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (URL) ของภาพและข้อความประกอบภาพ ต่อมา มีการตรวจค้นบ้านพักของจำเลย และมีการยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปตรวจสอบ โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ผลการตรวจสอบก็ไม่พบภาพที่จำเลยถูกกล่าวหาในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยที่ถูกตรวจสอบ ส่วนการตรวจสอบ IP Address ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเฟซบุ๊กมีที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจการตรวจสอบ

สุดท้ายอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 37 ได้ถามติงคำถามค้านของทนายความจำเลยว่า สาเหตุที่ภาพถ่ายที่จำเลยถูกกล่าวหาไม่ปรากฏที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (URL) นั้นเกิดจากเหตุใด พยานได้ตอบว่าจากการพูดคุยกับ พ.ท.อิสระ ได้รับคำตอบว่า เหตุที่ตัดภาพด้านบนที่มีส่วนที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (URL) ออกไป เนื่องจากจะปรากฏข้อมูลส่วนหนึ่งของผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ท.อิสระ ที่เป็นผู้บันทึกภาพหน้าจอดังกล่าวไว้ ซึ่งต้องปกปิดตัวตน จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ในส่วนนี้พยานไม่ได้ทำการบันทึกไว้ในคำให้การในชั้นสอบสวน

เมื่อเสร็จสิ้นถามค้านและถามติงพยานโจทก์ปากที่ 4 อัยการโจทก์ได้แถลงหมดพยานในวันนี้ และขอนำพยานโจทก์ปากที่ 5 เข้าเบิกความในนัดหน้า ในวันที่ 4 ต.ค. 2561 เวลา 9.00 น. ต่อไป

สำหรับ นายสราวุทธิ์ ปัจจุบันอายุ 33 ปี เปิดกิจการรับตัดแว่นและขายแว่นสายตาในจังหวัดเชียงราย เขาและภรรยามีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 6 ปี และคนเล็กอายุ 2 ปี สราวุทธิ์เคยเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงในช่วงปี 2553 แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้สังกัดกลุ่มใด โดยมากเป็นการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ โดยหลังการรัฐประหาร สราวุทธิ์ถูกเรียกตัวเข้าพูดคุยในค่ายทหารและถูกเจ้าหน้าที่เดินทางไปพบที่บ้านมากกว่า 10 ครั้ง

หลังจากถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ นายสราวุทธิ์ไม่ได้รับการประกันตัวในช่วงแรก หลังจากญาติยื่นขอประกันตัวจำนวน 3 ครั้ง จนกระทั่งได้รับการประกันตัวในการยื่นครั้งที่ 4 ด้วยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท หลังจากถูกคุมขังในเรือนจำรวม 38 วัน ก่อนที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลทหารเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559
[full-post]


Posted: 11 Aug 2018 04:37 AM PDTนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (แฟ้มภาพ)
Submitted on Sat, 2018-08-11 18:37


'พิชัย นริพทะพันธุ์' เผย 'ทักษิณ' เคลื่อนไหวถี่เพราะ คสช. ครองอำนาจมานานมากแล้ว เตือนสติพรรคที่ดูด ส.ส.มีแรงดึงดูดอะไรให้ชาวบ้านเลือก 'สามมิตร' เดินหน้าเปิดตัว 'หมอเปรม' ไม่สนทักษิณ-โต้ทำเพื่อประโยชน์ประชาชน

มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2561 ว่านายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าคิดว่านายทักษิณคงเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครองอำนาจมา 4 ปี ซึ่งถือเป็นเวลาที่นานมากแล้ว แต่กลับไม่มีแนวโน้มว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อใด ซ้ำยังพยายามสร้างเรื่องเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกเรื่อยๆ เดิมทีนายทักษิณ คงคิดว่าจะให้โอกาส คสช.ทำงาน ตามที่ประกาศว่าจะสร้างความปรองดอง แต่ผ่านไป 4 ปีกลับยิ่งทำให้ประชาชนเดือนร้อน อึดอัด ด้วยเหตุนี้นายทักษิณ จึงต้องการสะท้อนความลำบากของประชาชน โดยต้องการเสนอทางออกที่ถูกต้องให้ประเทศไทย และสร้างการรับรู้ว่าแนวคิดทักษิโณมิกส์ ซึ่งเป็นหลักคิดทางเศรษฐกิจที่ต่างประเทศขนาดนามให้นั้น สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แนวคิดต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์

นายพิชัย กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ไม่ใช่การครอบงำพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการแสดงความห่วงในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ทำให้เห็นว่าประชาชนต่างเลือกผู้แทนที่ตอบสนองความต้องการได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อ ส.ส.ย้ายออกจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย แล้วจะไม่ประสบความสำเร็จในการรับเลือกตั้ง นายทักษิณไม่ได้ขู่ ส.ส. แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นมากแล้วทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งคนที่ย้ายไปอยู่พรรคอื่นที่ไม่มีจุดขาย ไม่มีประวัติการทำงาน ไม่มีแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมือง ต้องถามตัวเองว่าจะให้ประชาชนเลือกด้วยเหตุผลใด การทำเช่นนั้นถือว่าดูถูกประชาชนหรือไม่

“ผมว่านายทักษิณ คงจะเตือนสติทุกคน ยิ่งถ้าไปอยู่พรรคที่ใช้เงินดูด ยิ่งต้องถามว่าเอาเงินมาจากไหน แล้วจะเข้ามาถอนทุนหรือไม่ นั่นยิ่งจะทำให้ประเทศวนเวียนสู่ปัญหามากขึ้น นายทักษิณ ต้องการบอกกับประชาชนว่ายังมีที่พึ่งอยู่ ยังมีพรรคเพื่อไทย ที่นำแนวความคิดของตัวเองมาต่อยอดพัฒนา แม้ตัวเองจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพรรคแล้วก็ตาม แต่ถึงวันนี้นายทักษิณ ยังมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง เพราะถ้าเพื่อไทยไม่ชนะ แล้วพรรคใดจะชนะ พรรคที่ดูด ส.ส.มีแรงดึงดูดอะไรให้ชาวบ้านเลือก” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวถึงกรณีที่ตอนนี้ส่อแววจะเลื่อนเลือกตั้งอีกว่า ยิ่งเลือกตั้งเร็วเท่าใด ประเทศไทยจะฟื้นตัวเร็วมากเท่านั้น แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ไม่ถือว่ามากเท่าที่ควร เพราะเสาหลักของเศรษฐกิจยังไม่ขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุน การบริโภค ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องความไม่มั่นใจของต่างชาติ นอกจากนี้ยิ่งเลื่อนเลือกตั้งนานเท่าใด ยิ่งจะไม่ส่งผลดีต่อ คสช.มากเท่านั้น เพราะจะขาดความเชื่อใจ ทั้งจากต่างประเทศและคนในประเทศเอง เนื่องจาก คสช.เลื่อนเลือกตั้งมาหลายครั้ง จนจะหมดความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว
'สามมิตร' เดินหน้าเปิดตัว 'หมอเปรม' ไม่สนทักษิณ-โต้ทำเพื่อประโยชน์ประชาชน

มติชนออนไลน์ ยังรายงานว่านายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้กลุ่มสามมิตร นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้เดินทางไปที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ประชาชนได้สะท้อนถึงปัญหาเรื่องปากท้อง ราคาพืชผลทางการเกษตร และที่ดินทำกิน รวมทั้งยังได้ขอให้ช่วยประสานไปยังรัฐบาล เพราะอยากจะเลี้ยงโค เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวด้วย ซึ่งนายสมศักดิ์เคยคิดนโยบายโคล้านตัวไว้ แต่รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ดำเนินการ นอกจากนี้ ยังต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องค่าตอบแทนหรือสวัสดิการของอาสาสมัครสาธารณะสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และผู้สูงอายุ โดยต้องการให้รัฐบาลช่วยปรับค่าตอบแทนให้สูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน

นายธนกร กล่าวว่าชาวบ้านระบุว่าได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการบัตรคนจนที่ชาวบ้านพอใจเป็นอย่างมาก แต่อยากให้รัฐบาลเร่งเพิ่มร้านค้าที่มีเครื่องรูดบัตรคนจนด้วย รวมทั้งอยากให้เพิ่มบัตรคนจนขึ้นอีก เพราะยังมีคนจนอีกมากที่ยังไม่ได้รับบัตรคนจน ขณะที่การช่วยเหลือชาวนาซึ่งล่าสุดรัฐบาลทำให้ราคาข้าวขยับสูงขึ้นเป็นตันละ 8,000 บาทนั้นชาวนาพึงพอใจอย่างมาก รวมถึงยังช่วยในเรื่องของค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,500 บาทไม่เกิน 12 ไร่ และค่าฝากเก็บยุ้งฉางอีกตันละ 1,500 บาทด้วย ที่ทำให้ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ที่ชาวนาพึงพอใจ ทั้งนี้ การลงพื้นที่ จ.ขอนแก่นในครั้งนี้ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส.ขอนแก่น และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ และนายปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชนได้เดินทางมาเข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตรด้วย

นายธนกร กล่าวด้วยว่าจากนั้นนายสมศักดิ์ได้เดินทางไปที่ จ.มหาสารคาม เพื่อพบปะกับประชาชนที่ อ.โกสุมพิสัย โดยมีประชาชนมาแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายโกศล คาดพันโน รองนายกอบจ.มหาสารคาม และอดีตผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาขอเข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตรด้วย และในอนาคตอาจจะพัฒนาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองที่กลุ่มสามมิตรจะไปสังกัดอีกด้วย


Posted: 11 Aug 2018 06:40 AM PDT
Submitted on Sat, 2018-08-11 20:40

เราจะมีรัฐสวัสดิการได้ยังไง?

หากรัฐสวัสดิการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แล้วทำไมไทยยังไม่อาจเป็นรัฐสวัสดิการ?


รับชมวิดีโอสัมภาษณ์หลากหลายความเห็นจากผู้เข้าร่วมงาน Hack Welfare ที่จัดโดยพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา ร่วมด้วยความเห็นเชิงแนวทางการปฏิบัติจาก ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่



Posted: 11 Aug 2018 07:04 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-08-11 21:04



วงเสวนาครบรอบ 30 ปีการประชาชนลุกฮือต้านรัฐบาลเผด็จการพม่าในปี 2531 รำลึกเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตของชาวพม่าถึง 3,000 คน ชวนมองไปข้างหน้า ข้อท้าทายของประเทศที่กำลังผลัดใบสู่ประชาธิปไตยและการสร้างสันติภาพ แปรสภาพเป็นสหพันธรัฐที่มีโรดแมปชัดเจน

11 ส.ค. 2561 มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมและวงสนทนา "30 ปี เจตนารมณ์ 8888 การต่อสู้เผด็จการกับพลังการเปลี่ยนแปลงในพม่า" ในวาระครบรอบ 30 ปีการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษา-ประชาชนในปี 2531 เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารของนายพลเน วิน ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2505

ผู้จัดงานได้เชิญผู้ร่วมขบวนการนักศึกษา 8888 อดีตนักโทษการเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้เชี่ยวชาญพม่าศึกษามาร่วมสนทนา ประกอบด้วยจ่อ ซวา หมู่ (Kyaw Zwa Moe) อดีตนักศึกษาผู้ร่วมขบวนการ 8888 บรรณาธิการอาวุโสภาคภาษาอังกฤษของสำนักข่าวอิระวดี ชู บิ้ก ทะอ่อง (Ceu Bik Thawang) แนวร่วมกลุ่มการเมือง 22 ชาติพันธุ์ ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าศึกษา ดำเนินการสนทนาโดย นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการมูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า

จ่อ ซวา หมู่ เล่าถึงความหลังสมัยเขาเข้าร่วมขบวนการนักศึกษา 8888 ว่า ก่อนที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในสมัยที่เขาอยู่ชั้น ม.4 นั้น ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศพม่าหลายเล่ม ได้เข้าใจว่าตอนนั้นรัฐบาลแบบไหนที่พม่ามีในตอนนั้นและสังคมถูกปิดกั้น กดขี่ขนาดไหน หลายคนก็เลือกลงมาประท้วงบนถนนเพราะสภาพสังคมที่ถูกกดขี่และสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ข้อเรียกร้องสมัยนั้นอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบจากรัฐบาลทหารให้มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยที่จะนำมาสู่เสรีภาพและความเท่าเทียม ผลก็คือประชาชนถูกปราบปราม คนเสียชีวิตราวสามพันคน ต้องลี้ภัยนับหมื่น หลายคนถูกทรมาน ถูกสอบสวน ตัวเองก็ถูกจับและถูกขังคุกอยู่แปดปี เมื่อออกมาก็ลี้ภัยเหมือนกับที่คนอื่นๆ ทำ



พิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ลุกฮือเมื่อปี 2531 ผู้เข้าร่วมร่วมวางดอกไม้และจุดเทียนที่เรียงเป็นเลข 8888 ซึ่งมาจากวัน-เดือน-ปีที่การลุกฮือเริ่มต้นในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1988

บ.ก. สำนักข่าวอิระวดีกล่าวว่า จนถึงตอนนี้ครบรอบสามสิบปีการเคลื่อนไหว 8888 ปัจจุบันพม่าก็ไม่มีระบอบที่กดขี่ดังเช่นอดีต กระบวนการปฏิรูปกำลังเดินหน้า แต่ก็มีเหล่าชนชั้นนำทางทหารก็ยังคงมีอำนาจในทางการเมืองอยู่ ยังมีหลายอย่างที่ยังถูกกดไว้ พูดบางอย่างไม่ได้ วิจารณ์ผู้นำมากก็อาจต้องระวังแม้ไม่มีกฎหมายแต่ก็มีเส้นจำกัดที่มองไม่เห็นอยู่ สิ่งที่หวังไว้จาก 8888 ก็ยังไม่ได้บรรลุผลเสียทีเดียว

ชู บิ้ก ทะอ่อง กล่าวว่า ตนไม่มีความทรงจำมากนักสมัยปี 2531 เพราะว่ายังเด็กมากและอาศัยในพื้นที่ชนบทใกล้ชายแดนอินเดียเพียง 20 กม สมัยนั้นเมื่อมีความไม่สงบเกิดขึ้นก็ดีใจเพราะว่าโรงเรียนปิดเลยมีเวลาเล่น รู้แค่นั้น แต่ต่อมามีนักศึกษาจากในเมืองผ่านมาเพื่อเดินทางหนีไปอินเดีย หมู่บ้านก็ถูกปิด จากนั้นชุมชนที่ตนอยู่ก็กลายเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและถูกกดขี่ มีทหารใช้ชาวบ้านให้ช่วยขนข้าวจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง

ชู บิ๊ก ทะอ่องกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เห็นของการเคลื่อนไหว 8888 คือเป็นเรื่องความสามัคคีที่เป็นประวัติศาสตร์ในการสร้างความเคลื่อนไหวได้ขนาดนั้น เพราะคนทุกเพศ ทุกวัย หลากชาติพันธุ์เข้าร่วมการเคลื่อนไหว แต่เมื่อพูดถึงดอกผล ความสำเร็จของการเคลื่อนไหว คงจะพูดได้ว่าไม่เห็นความคืบหน้าเพราะตอนนี้มีแค่ประชาธิปไตยกับการบริหารในแบบประชาธิปไตย แม้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล แต่ทหารก็ยังมีอำนาจในสภา การวิพากษ์วิจารณ์ยังคงทำไม่ได้มาก ความหวังที่จะเอาทหารออกจากระบอบก็ยังทำไม่ได้ ระบอบที่เป็นตอนนี้อาจไปสู่การปกครองแบบผสมระหว่างประชาธิปไตยกับรัฐบาลทหาร

เมื่อพูดถึงกระบวนการสันติภาพกับชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ถึงขั้นสู้รบกันมาก่อน สมาชิกแนวร่วมกลุ่มการเมือง 22 ชาติพันธุ์ยังกล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์กับต่างๆ กับคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยควรรวมตัวกันสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ แต่ตอนที่ตนเข้าร่วมประชุมสันติภาพ ความเห็นของกลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาลก็มีจุดยืนที่ต่างกันทั้งๆ ที่ควรจะยืนข้างเดียวกัน

ชู บิ้ก ทะอ่อง ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าการพูดคุยเรื่องสถานภาพของรัฐพม่าในแบบสหพันธรัฐนั้นมีความสำคัญ สมัยสนธิสัญญาปางโหลงเมื่อปี 2490 ที่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวก็พังทลายลงเพราะรัฐธรรมนูญพม่าในเวลาต่อมาบัญญัติให้พม่ามีสภาพรัฐเป็นสหภาพ การพูดคุยระหว่างชาติพันธุ์บนฐานการสร้างสหพันธรัฐก็ขัดกับรัฐธรรมนูญไป แต่ตอนนี้ในกลไกสร้างสันติภาพก็เป็นระบบ มีคณะกรรมาธิการสนธิสัญญาสันติภาพหยุดยิง (Nationwide Ceasefire Agreement - NCA) เป็นกรอบสำหรับการสานเสวนาทางการเมือง ในข้อตกลงมีโรดแมปหกข้อ หนึ่งในนั้นคือจะมีสิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงสหภาพ (union accord) ไปยังรัฐสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หมายความว่า ผลของกระบวนการสันติภาพสุดท้ายคือแก้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพื่อให้นำไปสู่การเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แต่กระบวนการก็มีข้อท้าทายอยู่ว่า แม้รัฐบาลประชาธิปไตย และกลุ่มชาติพันธุ์มีจุดยืนที่เหมือนกันในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่มีความคิดปลีกย่อยที่ต่างกันในส่วนของสหพันธรัฐ เช่น การจัดสรรทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ สิทธิแบบใดที่กลุ่มชาติพันธุ์พึงมี และอาจมีอีกหลายมุมมองที่คิดไม่เหมือนกัน

ดุลยภาคกล่าวว่า หนึ่งในดอกผลที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว 8888 คือการย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปยังกรุงเนปิดอว์ การเคลื่อนไหว 8888 ที่ย่างกุ้งนั้น ผู้ประท้วงได้ปิดล้อมอาคารรัฐบาลและค่ายทหาร แม้การประท้วงถูกทหารสลายไปแต่ ตาน ฉ่วย หนึ่งในนายทหารที่ทำการรัฐประหารใน พ.ศ. 2531 ได้รู้ถึงพลังของฝ่ายประท้วง จึงมีดำริจะย้ายเมืองหลวงไปให้ไกลออกไปจากศูนย์กลางการประท้วง ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางประวัติศาสตร์ของการประท้วง และปัจจุบันเนปิดอว์ ก็เป็นสถานที่ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำงานบริหารรัฐจากที่นั้น

ดุลยภาคกล่าวต่อไปว่า จุดหักเหทางประวัติศาสตร์ของพม่าต้องพิจารณาเหตุการณ์สี่เหตุการณ์ หนึ่ง การพูดคุยเรื่องสนธิสัญญาปางโหลงครั้งที่สอง การร่างรัฐธรรมนูญและการเสียชีวิตของนายพลอองซาน ตัวแทนฝ่ายพม่า สมัยนั้นยังขาดความเข้าใจเรื่องการสร้างรัฐ วิธีสร้างสหพันธรัฐ แต่ในที่สุด กระบวนการทั้งหลายนำไปสู่การสร้างสหภาพพม่า ต่อมาเมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษก็เกิดสงครามกลางเมืองอย่างยาวนาน และรัฐบาลประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เป็นโอกาสให้กองทัพพม่า (ทัดมาดอ) มีที่ทางสั่งสมอำนาจขึ้นมา

สอง ในปี 2505 เน วิน ตัดสินใจสร้างระบอบการเมืองที่รวบอำนาจสู่ศูนย์กลาง เป็นยุคที่ทหารประสบความสำเร็จในการรวบอำนาจทางการเมืองและครอบครองพม่าอยู่ 26 ปี และสี่ ในปี 2531 เมื่อสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่นำไปสู่การประท้วง แต่ก็จบด้วยการเกิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่จะครอบครองพม่าต่อไปอีกสองทศวรรษ กองทัพพม่ามีกำลังในการโต้กลับพลังประชาธฺืไตยหลังสั่งสมอิทธิพลในการเมืองมายาวนานนับตั้งแต่ปี 2490 หลังจากนั้นระบบเศรษฐกิจพม่าเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมมากขึ้นจากเดิมที่เป็นสังคมนิยม มรดกทางการเมืองของปี 2531 คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของพม่า นำไปสู่ความพยายามปฏิรูปการเมืองในปี 2554 ที่กลับมาพูดคุยเรื่องสหพันธรัฐอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการมีประชุมสัญญาปางโหลงอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 แต่สิ่งที่สำคัญคือคำว่าสหภาพ (Union) อันเป็นสถานภาพแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อะไรคือความหมายที่แท้จริงกันแน่ซึ่งตนก็ไม่รู้ แต่คิดว่ากองทัพพม่าคือกลุ่มที่มีอำนาจที่สุดในการให้ความหมาย

ดุลยภาคกล่าวถึงความท้าทายในอนาคตว่า ระบบการเมืองพม่าที่ปัจจุบันใช้ระบบประชาธิปไตยเสียงข้างมากในแบบที่คนชนะเลือกตั้งมีสิทธิ์และมีเสียงแบบกินรวบทั้งหมด ซึ่งอาจไม่เหมาะสมเพราะพม่ามีโครงสร้างชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เสียงส่วนน้อยก็ไม่มีอำนาจ จึงมีเสียงส่วนน้อยบางส่วนเสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบแบ่งอำนาจถัวเฉลี่ยให้ชนกลุ่มน้อยได้เข้าไปในสภา

ในประเด็นสหพันธรัฐก็มีหลายมิติ สิ่งที่สังคมพม่าถกเถียงกันอยู่ช่วงหนึ่งคือหลักเกณฑ์การแบ่งรัฐแบบใช้ภูมิศาสตร์เป็นเกณฑ์ หรือใช้ชาติพันธุ์เป็นเกณฑ์ ตัวแบบการแบ่งแบบชาติพันธุ์ที่ชัดเจนคือที่ควิเบกในแคนาดาที่แบ่งเขตให้และให้อิสระในการปกครองตัวเอง อิสระทางภาษา วัฒนธรรมที่พอสมควร แต่อำนาจรัฐบาลก็ยังคุมอยู่

ในแบบภูมิศาสตร์ก็มีตัวอย่างคือสหรัฐฯ ที่ไม่ได้แบ่งตามชาติพันธุ์ แต่แบ่งคร่าวๆ ตามภูมิศาสตร์ คำถามคือพม่าก็ถกเถียงกันอยู่ แล้วเขาจะใช้ตัวแบบไหน อาจจะผสมผสานกันก็ได้ แต่ความสำเร็จของการสร้างสหพันธรัฐมันอยู่ในการต่อรอง เจรจาในกระบวนการสันติภาพ ตอนนี้ก็มีองค์กร มีโรดแมป มีกลไกต่างๆ อีกอย่างคือเกมการใช้อำนาจ การใช้สงครามก็ยังมีอยู่แต่ความเข้มข้นลดลง ปฏิสัมพันธ์รหว่างสองกลไกนี้ทำให้ฝ่ายใดกุมมากก็มีอำนาจต่อรองในการสร้างสหพันธรัฐอย่างที่ฝ่ายตนต้องการ เช่น ฝ่ายทหารพม่าอาจจะชอบสหพันธรัฐแบบแบ่งตามภูมิศาสตร์ แต่ยังมีอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางและห้ามแบ่งแยกดินแดน หรือแบ่งตามชาติพันธุ์เป็นบางส่วน ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีความคิดหลากหลายแต่ยังมีอำนาจต่อรองเป็นรองทางรัฐบาลอยู่ พม่าในปัจจุบันเป็นกึ่งสหพันธรัฐ กึ่งประชาธิปไตยภายใต้เสนาธิปัตย์อยู่ แต่ก็จะมีกลไกที่ทำให้พม่าเดินหน้าต่อไป ตรงนี้ก็คือกระบวนการสันติภาพ แม้จะมีการแย่งชิงอำนาจแต่เมื่อมันเป็นระบบแล้วก็ยังพอจะเดินต่อไปได้ ส่วนประเด็นสหพันธรัฐประชาธิปไตยนั้นได้ถูกผนวกเอาไว้ในกระบวนการสันติภาพแล้ว จะได้หรือไม่ได้อาจต้องใช้เวลา แต่เขากำหนดกรอบเวลาว่า ถ้าไม่มีอะไรขัดขวาง หลังเลือกตั้งปี 2563 จะเห็นการสร้างตัวนี้ (สหพันธรัฐประชาธิปไตย) ขึ้นมา

ดุลยภาคยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่าถือเป็นประเทศที่มีกระบวนการประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น กล่าวคือ ขยับออกมาจากเผด็จการอำนาจนิยม มาสู่ประเทศที่มีพัฒนาการทางประชาธิปไตย ส่วนไทยนั้นขยับจากประชาธิปไตยแบบมีข้อบกพร่องมาเป็นระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้าของไทยก็อาจนำไปสู่ระบอบลูกผสมแบบพม่าปัจจุบัน


Posted: 11 Aug 2018 02:29 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-08-12 04:29


รัฐมนตรีกระทรวงสิทธิมนุษยชนของเยเมนเขียนบทความเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศตัวเอง ในขณะที่เยเมนมีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มหัวรุนแรง 2 กลุ่มคืออัลกออิดะฮ์และฮูตี วิพากษ์วิจารณ์ว่าปฏิบัติการของตะวันตกเองก็ส่งผลกระทบทำลายชีวิตของประชาชนทั่วไปที่ไม่มีส่วนในการสู้รบเช่นกัน เขาเสนอว่าประชาชนเยเมนมีความฝันอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและเป็นประเทศที่ปลอดภัย จึงควรใช้วิธีส่งเสริมประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมมากกว่า

11 ส.ค. 2561 โมฮัมเหม็ด อัชการ์ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสิทธิมนุษยชนของเยเมนระบุว่าในช่วงที่เยเมนกำลังมีสงครามกลางเมืองที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังสู้รบกับกลุ่มหัวรุนแรงสองกลุ่มคืออัลกออิดะฮ์และฮูตีนั้น งานของเขาคือต้องรับผิดชอบรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับชาวเยเมนตามที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ความขัดแย้งกับกลุ่มติดอาวุธทำให้ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบเสียชีวิตไปแล้วหลายพันคน อัชการ์บอกว่าเขาก็ไม่อยากให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาเสียชีวิตเพียงเพราะปฏิบัติการที่มาจากข่าวกรองแย่ๆ แต่มันก็เกิดขึ้นซ้ำๆ

โดยที่ อัชการ์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของโฮไรดานเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ครอบครัวนี้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นเมื่อกลุ่มกบฏฮูตีโจมตีหมู่บ้านของพวกเขา พวกเขาอพยพหนีไปอยู่ที่จังหวัดอัลจอวฟ์ที่ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลเยเมน แต่ในเดือน มี.ค. ครอบครัวนี้ทั้ง 8 คน รวมถึงเด็กอายุ 13 ปีกลับถูกสังหารโดยขีปนาวุธจากโดรนของสหรัฐฯ

อัชการ์เปิดเผยว่าทางการเยเมนได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการโจมตีด้วยขีปนาวุธวันที่ 5 และ 8 มี.ค. ที่ผ่านมาโดยการสอบถามจากคนในพื้นที่ รวมถึงการรวบรวมถ้อยแถลงลงนามต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้ระบุว่าผู้เสียชีวิตจากการโจมตีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มอัลกออิดะฮ์เลย นอกจากนี้ยังมีการเก็บรวบรวมภาพวิดีโอที่มีครูของอาเมอร์ โฮไรดาน เด็กอายุ 13 ปี ที่เสียชีวิตว่าลูกศิษย์ของเขาเป็นเด็กดีมีครอบครัวเป็นชาวนาธรรมดาทั่วไป พวกเขาหนีตายจากความขัดแย้งในที่แห่งหนึ่งแต่ก็กลายเป็นเหยื่อจากการโจมตีของโดรนที่ถูกส่งมาจากพื้นที่ห่างออกไปหลายพันไมล์

อย่างไรก็ตามสมาชิกครอบครัวที่รอดชีวิตบอกว่ราพวกเขาไม่ได้ต้องการแก้แค้นในสิ่งที่เกิดขึ้นพวกเขาแค่ต้องการคำตอบและคำขอโทษ พวกเขาอยากรู้ว่าทำไมลูก, สามี, พ่อ และพี่ชายน้องชายของเขาต้องถูกสังหารด้วย พวกเขาต้องการให้คนที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง "ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะแสดงให้ประชาชนเยเมนเห็นว่าพันธมิตรของพวกเราอย่างสหรัฐฯ ไม่ได้ปฏิบัติการแบบเดียวกับกลุ่มติดอาวุธฮูตีและอัลกออิดะฮ์" อัชการ์ระบุในบทความ

อัชการ์เปิดเผยว่าประชาชนในเยเมนเบื่อหน่ายสงครามและความทุกข์ยาก รวมถึงมีความหวังว่าจะเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยและเป็นประเทศที่ปลอดภัยกว่านี้ นั่นทำให้ประชาชนเยเมนไม่คล้อยตามคารมของกลุ่มก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะฮ์ นอกจากนี้รัฐบาลเยเมนก็มีพันธกรณีในการต่อสู้เอาชนะกลุ่มก่อการร้ายแต่วิธีการชนะกลุ่มก่อการร้ายได้จะต้องมาจากการทำให้หลักนิติธรรมเข้มแข็งขึ้นไม่ใช่ทำลายหลักการนี้

อัชการ์วิจารณ์วิธีการของสหรัฐฯ ว่าการใช้โดรนโจมตีไม่ได้ทำให้ประเทศพวกเขาปลอดภัยขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าทำไปเพื่อปกป้องพลเรือนแต่การโจมตีของพวกเขากลับยิ่งทำให้เกิดความเสียหายและสร้างความหวาดผวามากขึ้น มีตัวเลขพลเรือนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนจำนวนมากจากตัวเลขในปี 2560 และชุมชนต่างๆ ที่เผชิญความสูญเสียก็รู้สึกกลัวเวลาที่มีโดรนสหรัฐฯ บินอยู่เหนือหัวพวกเขา

สำหรับอัชการ์แล้ว วิธีการต่อสู้กับการก่อการร้ายที่ดีที่สุดคือการสร้างประเทศที่เข้มแข็ง มีระบบการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายย่างเป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสม อัชการ์ยังอ้างอิงถึงการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงอาหรับสปริงว่าคนหนุ่มสาวในประเทศของเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถต่อสู้อย่างสันติได้ อัชการ์ระบุว่ารัฐบาลเยเมนพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศตะวันตกในการแก้ปัญหาก่อการร้ายแต่ควรจะมีวิธีการที่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน มิเช่นนั้นแล้วก็จะทำให้มีเหยื่ออย่างอาเมอร์เกิดขึ้นอีก และทำให้โลกของพวกเราทุกคนปลอดภัยน้อยลง

เรียบเรียงจาก

Drone strikes on Yemen don’t make my country safer – or yours, Mohamed Askar, The Guardian, 10-08-2018
https://www.theguardian.com/commentisfree/2018/aug/10/yemen-open-letter-drone-strikes-us

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.