จากซ้ายไปขวา ผู้ดำเนินรายการ, จุฬญานนท์ ศิริผล, วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์

Posted: 13 Dec 2018 12:09 AM PST(อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 15:09


10 Years Thailand หนังสะท้อนอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของไทยในมุมมองของ 4 ผู้กำกับ รอบเปิดตัวคนดังหลายวงการแห่ร่วมชม พูดคุยกับผู้กำกับหลังหนังจบ จุฬญานนท์หนึ่งในผู้กำกับสะท้อนว่าอนาคตอาจย้อนร้อยไปสู่อดีตก็ได้ และทั้งนี้คนทำงานศิลปะต้องขยายขอบเขตความเป็นไปได้ที่ถูกจำกัดให้ไปได้ไกลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

13 ธ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ 10 Years Thailand จัดฉายรอบสื่อที่โรงภาพยนตร์สกาล่า โดยภายในงานมีเหล่าคนในวงการสื่อและภาพยนตร์ นักร้อง นักวิชาการ นักเขียน นักการเมืองชื่อดังเข้าร่วมมากมาย เช่น ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, สมบัติ บุญงามอนงค์, วัฒนา เมืองสุข, กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ ‘น้อย วงพรู’ เป็นต้น

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้แบ่งเป็นหนังสั้น 4 เรื่อง ของผู้กำกับ 4 คน ได้แก่ 'Sunset' โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์, 'Catopia' โดย วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง, 'The Planetarium' โดย จุฬญานนท์ ศิริผล และ 'Song of the City' โดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่เล่าถึงอนาคตประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าในมุมมองของแต่ละคน

หลังฉายภาพยนตร์จบมีกิจกรรมถาม-ตอบกับผู้กำกับ 3 คน คือ อาทิตย์ อัสสรัตน์ จุฬญานนท์ ศิริผล วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง

อาทิตย์ อัสสรัตน์ กล่าวถึง 'Sunset' ว่า ทำมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว ตอนเห็นข่าวและเห็นภาพประกอบข่าวคือทหารที่อยู่ในแกลอรี่ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกว่ามันมีพลัง หนังพูดถึงการเซ็นเซอร์ แต่ไม่ได้อยากบอกว่ามันผิดหรือถูก เพราะเราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้ แต่อยากบอกว่าการเซ็นเซอร์ทำร้ายศิลปิน และทำร้ายทหารเองด้วย เราอยากแสดงมิติของตัวละครรวมทั้งทหารด้วย ส่วนการเซ็นเซอร์ตัวเองนั้น คิดว่าตอนทำหนังทุกคนรู้อยู่แล้วว่านี่คือประเทศไทย และลิมิตควรจะอยู่ตรงไหน เรื่องไหนที่พูดไม่ได้

วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง กล่าวถึง 'Catopia' ว่าเป็นโปรเจคที่คิดว่าอยากทำเป็นหนังยาว จึงทดลองทำเป็นหนังสั้นในเรื่องนี้ก่อน ส่วนเรื่องการเซ็นเซอร์ ตนเป็นคนทำหนังในระบบ ถึงไม่เซ็นเซอร์ตัวเอง นายทุนก็เซ็นเซอร์เแทน บางเรื่องก็รู้ว่าเสนอไปเขาก็ไม่ให้ผ่าน

จุฬญานนท์ ศิริผล เล่าให้ฟังว่า ไปร่วมงานเทศกาลที่ปูซานและสิงคโปร์ พบว่าฟีดแบ็คคนในเอเชียเชื่อมโยงกับหนังได้มากกว่า อย่างที่เทศกาลคานส์ก็จะมีคนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ทั้งนี้ผู้ชมต่างประเทศเองก็สนใจสถานการณ์ทางการเมืองในไทย

จุฬญานนท์กล่าวถึงหนัง 'The Planetarium' ว่า ภาพที่ปรากฏในหนังมีความเป็นไซไฟ เป็นโลกสมมติ แต่มันคือการเปรียบเทียบเปรียบเปรย ซึ่งเป็นวิธีที่ตนถนัด และหนังก็สร้างประสบการณ์ตอนที่เป็นเด็กในโรงเรียน แต่อีกมุมก็เหมือนโลกสมมติ เปรียบเทียบไปถึงสถานการณ์การเมืองของไทยได้ด้วยอย่างไม่ตรงไปตรงมา เปิดกว้างให้คนดูตีความตามประสบการณ์

“ถ้าพูดถึงอนาคตแล้วเราไม่อ้างอิงอดีตเลย เราคิดว่ามันจะหลุดไปจากความทรงจำร่วมของคนในสังคม เราเลยมีการอ้างอิงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เพื่อจะพูดถึงอนาคต อย่างในหนัง เราคิดว่าอนาคตอาจย้อนร้อยไปสู่อดีตก็ได้” จุฬญานนท์กล่าว

ต่อความเห็นเรื่องเซ็นเซอร์ จุฬญานนท์มองว่า คนทำงานรู้ว่าควรมีลิมิตแค่ไหน แต่ในฐานะคนทำงานศิลปะบางทีต้องขยายขอบเขตความเป็นไปได้ที่ถูกจำกัดให้ไปได้ไกลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานที่ทำก็ตั้งคำถามว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน มันจะไปได้ไกลกว่านั้นไหม และความท้าทายไม่ใช่แค่กับตัวระบบ หรือการเซ็นเซอร์ แต่ท้าทายกับผู้ชมด้วยว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน” จุฬญานนท์กล่าว

ประชาไทได้สัมภาษณ์ความเห็นของผู้ชมหลังจากดูภาพยนตร์จบ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “ผมค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมผ่านเซ็นเซอร์มาได้ ทั้งสามเรื่องแรกแรงมาก เรื่องที่สี่ของอภิชาติพงศ์ ยากในการตีความ แต่ทั้งสี่เรื่องบอกเรื่องราวของปัจจุบันที่ใช้อดีตมาเป็นตัวช่วย ถ้าถามว่าอีกสิบปีจะเกิดอะไร คนดูอาจไม่ได้คำตอบจากสี่เรื่อง คนดูอาจนั่งคิดว่า สี่เรื่องเสนออะไรแล้วเราจะเอาไงต่อ คนดูอาจจะต้องทำการบ้านต่อ แลวตอบตัวเองว่าอยากได้อนาคตแบบไหน”

กฤษดา สุโกศล หรือ ‘น้อย วงพรู’ ให้ความเห็นว่า ผู้กำกับแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างและชัดเจน ซึ่งออกมาเป็นหนังที่ดี ทั้ง 4 เรื่องมีหลายประเด็น และขึ้นอยู่กับคนดูว่าจะเลือกเข้าใจแบบไหน แต่แน่นอนว่าสุดท้ายทุกเรื่องก็หวังว่าในอนาคตแม้จะยากแค่ไหนก็หวังว่าจะมีเสรีภาพสำหรับทุกคน

อนึ่ง 10 Years Thailand คือภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของประเทศไทยในมุมมองของผู้กำกับแต่ละคนที่สะท้อนถึงปัญหาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในสาย section Speacial Screening เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวรวม 4 เรื่องสั้นจาก 4 ผู้กำกับดังกล่าว


คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘10 Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด
‘10 Years Thailand’ ผ่านเซ็นเซอร์ โปรดิวเซอร์ชี้ ควรเป็นเรื่องปกติที่ผ่าน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องลุ้น

[full-post]


Posted: 13 Dec 2018 12:22 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 15:22



เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกาศไม่เข้าร่วมกระบวนการปรึกษาหารือ PNPCA โครงการเขื่อนปากลาย ย้ำจุดยืนร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ชี้รายงานเอกสารการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ของโครงการ ไม่มีความน่าเชื่อถือและไร้มาตรฐานทางวิชาการ ไม่เพียงพอต่อกระบวนการตัดสินใจ

13 ธ.ค.2561 เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ออกแถลงการณ์ ไม่เข้าร่วมเวทีกระบวนการตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation, and Agreement) หรือ “PNPCA” โครงการเขื่อนปากลาย โดยระบุว่า ตามที่มีข้อมูลปรากฎว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ได้ยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการ กรณีโครงการเขื่อนปากลาย ต่อสำนักงานเลขาธิการ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้มีการจัดกระบวนการ “PNPCA” ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง ปี 2538 โดยในประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง ประเทศไทย ได้เริ่มจัดเวทีปรึกษาหารือล่วงหน้า กรณีเขื่อนปากลาย ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2561 ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย และครั้งที่ 2 วันที่ 14 ธ.ค.2561 นี้ ที่ จ.บึงกาฬนั้น

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ระบุว่า พบข้อมูลโครงการเขื่อนปากลาย เป็นเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งอาจจะก่อสร้างเป็นแห่งที่ 4 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ ผู้พัฒนาโครงการคือ บริษัทพาวเวอร์ไชน่า รีซอส จำกัด และจะสนับสนุนทางการเงินโดย Chinese Investment Bank ของจีน โดยโครงการเขื่อนตั้งอยู่เหนือเมืองปากลาย ประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเชียงคาน จ.เลย ประมาณ 92 กิโลเมตร เขื่อนจะพาดขวางลำน้ำโขง มีความยาว 942 เมตร ระดับสันเขื่อนสูง 51 เมตร ปริมาณเก็บกักน้ำในเขื่อน 890 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับน้ำ 278,400 ตารางกิโลเมตร มีช่องประตูระบายน้ำ 11 ช่อง จำนวนเครื่องผลิตไฟฟ้า 14 เครื่องคาดว่าไฟฟ้าจากเขื่อนดังกล่าวจะส่งมาขายให้แก่ประเทศไทย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ขอประกาศว่า จะไม่เข้าร่วมเวทีปรึกษาหารือล่วงหน้า (หรือเวที PNPCA) กรณีเขื่อนปากลาย ดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า กระบวนการนี้ถือเป็นกระบวนการรับรองให้เกิดการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาเกือบสิบปี พวกเราเครือข่ายภาคประชาชน ได้เข้าร่วมกระบวนการ PNPCA ของโครงการเขื่อนไซยะบุรี โครงการเขื่อนดอนสะโฮง และโครงการเขื่อนปากแบง แต่กลับพบว่าเจ้าของโครงการไม่เคยรับฟังเสียงทักท้วง หรือข้อกังวลของภาคประชาชนเลย มีแต่จะเดินหน้าโครงการโดยไม่ตอบคำถามใดๆ ประชาชน

จุดยืนนี้ เป็นไปในทางเดียวกันกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาทิ Save the Mekong, เครือข่ายแม่น้ำเวียดนาม Vietnam Rivers Network, และ เครือข่ายแม่น้ำกัมพูชา Rivers Coalition of Cambodia ที่ได้แสดงจุดยืนเช่นเดียวกัน

แถลงการระบุด้วยว่า กรณีโครงการเขื่อนปากลาย พวกเราพบว่า รายงานเอกสารการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ของโครงการ ไม่มีความน่าเชื่อถือและไร้มาตรฐานทางวิชาการ ไม่เพียงพอต่อกระบวนการตัดสินใจในระดับภูมิภาค ข้อมูลหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นการคัดลอกมาจากรายงานการประเมินผล TBESIA/CIA ของเขื่อนปากแบง ที่มีการเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2558 ส่งผลให้รายงานการประเมินผลเขื่อนปากลายมีข้อบกพร่องและมีข้อมูลที่ไม่ทันสมัย โดยข้อมูลและแหล่งอ้างอิงส่วนใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปี 2554 และไม่ครอบคลุมถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งมีพรมแดนอยู่ห่างจากเขื่อนไม่ถึง 100 กิโลเมตร ในขณะที่พวกเราประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้รับผลกระทบจากการเปิดปิดเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนในจีนมาร่วม 20 ปี แล้ว และพวกเราตระหนักดีว่า เขื่อนปากลาย จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบหนักต่อวิถีชีวิตด้านการประมง เกษตรริมฝั่งโขงและระบบนิเวศของแม่น้ำโขงทั้งสายประธาน

"พวกเราจึงขอยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมเวทีฯ กรณีโครงการเขื่อนปากลาย ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการ PNPCA ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นเพียงพิธีกรรมการจัดเวที ให้เสร็จสิ้นไปตามกระบวนการเท่านั้น" แถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ระบุตอนท้าย

[full-post]


Posted: 13 Dec 2018 01:04 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 16:04


13 ธ.ค. 2561 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เปิดเผยว่าได้นำองค์กรสมาชิกเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อทวงถามแนวทางแก้ไขปัญหากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในรัฐวิสาหกิจหลังพบว่ามีปัญหาขาดทุนเมื่อเทียบกับกองทุนบำเหน็จเดิม ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นว่าการขาดทุนเป็นปัญหาของการบริหารก็ต้องปรับปรุง และแนวทางที่ สรส.เสนอยังไม่มีความเหมาะสม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีการระบุว่าให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมก่อนแล้วหารือกัน แต่กลับพบว่ากระทรวงการคลังมีการตั้งคณะทำงานเพียงฝ่ายเดียวแล้วนำเสนอความเห็นต่อ ครม.ดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา สรส. ได้ออกคำแถลงเรื่อง 'การปกป้องสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการสร้างหลักประกันที่ยั่งยืน' โดยระบุว่าภายหลังจากที่รัฐได้ตราพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 และหลังจากนั้นทางกระทรวงการคลังก็ได้เชิญชวน ชี้นำให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นมาและให้พนักงานเข้าสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งทำให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าใจว่าที่สุดแล้วผลประโยชน์ตอบแทนจะสูงกว่าสิ่งที่ตนเองได้รับอยู่ในเวลานั้นอย่างมาก แต่กาลเวลาเปลี่ยนไปจนถึงปัจจุบันการบริหารจัดการกองทุนที่หลากหลายซึ่งหมายถึงสถาบันการเงินที่หลากหลายที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาบริหารจัดการกองทุนแต่ละแห่งซึ่งสำรวจข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดแล้วสิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากกองทุนกลับน้อยกว่าสิทธิประโยชน์เดิม (กองทุนบำเหน็จ) และเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกแล้วจะทำให้พนักงานจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการบริหารจัดการกองทุนเพราะเกือบทุกแห่งไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงและเงินก้อนดังกล่าวเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะเก็บไว้ใช้ในยามบั้นปลายชีวิตเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ครอบครัว ลูกหลาน และที่สำคัญเป็นการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขเป็นหน้าที่ของรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 55 มาตรา 71)

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)ได้รับทราบผลกระทบดังกล่าวประกอบกับองค์กรสมาชิกจำนวน 44 แห่ง รวมทั้งพนักงานที่ออกจากกองทุน อดีตพนักงานที่เกษียณอายุ และระดับผู้บริหารได้ร้องเรียนมายัง สรส.ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน ซึ่ง สรส.ก้ได้พยายามดำเนินการเรื่อยมาตามกระบวนการของกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๓ รวมทั้งได้เข้าพบแถลงความเป็นจริง ผลกระทบและแนวโน้มผลกระทบต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากรัฐบาลก่อนหน้านี้และรัฐบาลปัจจุบัน แต่ทั้งหมดมิได้เห็นความสำคัญความเดือดร้อนของพนักงานรัฐวิสาหกิจแต่ประการใดจนปรากฏเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 ซึ่งก็ได้ปฏิเสธกระบวนการทางกฎหมายซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีตามสัญญาในระดับสากล และไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงในปัจจุบันแล้วแนวโน้มในอนาคตที่ สรส.ได้เสนอไป ดังนั้นเพื่อที่จะแสดงจุดยืนความต้องการ ของ สรส.องค์กรสมาชิกและผู้ได้รับผลกระทบ และแถลงให้เพื่อนพ้องรัฐวิสาหกิจและพี่น้องสื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน จึงยื่นข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาล ดังต่อไปนี้คือ

1.​ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจกลับไปสู่ระบบบำเหน็จบำนาญแบบเดิมเช่นเดียวกับข้าราชการ การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นความสมัครใจและทางเลือก ดังที่รัฐบาลตราพระราชบัญญัติการกลับไปสู่ระบบบำนาญ พ.ศ.2557 2.​ให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงกรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ออกจากกองทุนระหว่างการทำงานหรือเกษียณอายุต้องได้รับเงินไม่น้อยกว่ากองทุนบำเหน็จโดยให้กองทุนประกันความเสี่ยงเป็นผู้ชดเชย 3.​ให้ปรับเพิ่มอัตราการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนขององค์การหรือนายจ้างในอัตราสูงสุดเพื่อจะได้เป็นหลักประกันเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ 4.​อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดที่จะต้องประชุมหารือกันจึงขอให้มีการตั้งคณะทำงานระหว่างผู้แทนรัฐบาล กระทรวงการคลัง กับ ผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนต่อไป

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพราะเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินก้อนสุดท้ายหากปล่อยให้พนักงานต้องแบกรับความเสี่ยงจนต้องได้รับผลกระทบดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจโลกแล้วจะได้รับผลกระทบมากว่าปัจจุบัน จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วนต่อไป และขอให้องค์กรสมาชิก พนักงานและผู้ได้รับผลกระทบติตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่ง สรส.จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด จึงขอให้องค์กรสมาชิกและผู้ได้รับผลกระทบต้องรวมพลังสามัคคีกันให้เป็นปึกแผ่นและฟังสัญญาณมาตรการขับเคลื่อนจาก สรส.ต่อไป

[full-post]

รวต รุทมนี ประธานสหพันธ์แรงงานก่อสร้างของประเทศกัมพูชาา (CCTUF) ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย

Posted: 13 Dec 2018 02:16 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 17:16


มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการไทยต้องรับผิดชอบ กรณีส่งตัว รวต รุทมนี นักสหภาพแรงงานให้ทางการกัมพูชา ชี้เสี่ยงต่อภัยประหัตประหารและไม่ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนตาม กม.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

13 ธ.ค.2561 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ ทางการไทยต้องรับผิดชอบ กรณีส่งตัว รวต รุทมนี (Rath Rott Mony)ให้ทางการกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงต่อภัยประหัตประหาร โดยแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข่าวจากทนายความที่ติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ รวต รุทมนี ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านแรงงานและด้านสิทธิมนุษยชนชาวกัมพูชาว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งตัว รวต ให้แก่ทางการกัมพูชาไปเมื่อเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 12 ธ.ค. 2561 และได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานระหว่างประเทศว่า รวตได้ถูกส่งตัวถึงประเทศกัมพูชาแล้วในเวลาประมาณ 16.30 น. ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม เพราะทางการไทยและกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของ รวต และเขาอาจต้องตกอยู่ในภาวะที่เสียงต่อการทรมาน หรือเผชิญกับภัยประหัตประหารจากทางการกัมพูชา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า การส่งกลับ รวต ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ซึ่งต้องดำเนินการโดยกระทรวงต่างประเทศและสำนักงานอัยการสูงสุด โดยร้องขอต่อศาลเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกลับอ้างว่าเขาเป็นบุคคลที่มีหมายจับต่างประเทศไม่สามารถเข้าประเทศไทย จึงต้องผลักดันกลับ ทั้ง ๆที่ รวตได้เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกกฎหมายมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อ รวต ถูกจับในวันที่ 7 ธ.ค. ต่อมาวันที่ 11 ธ.ค. ทนายความอาสาที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่รวตได้ทำหนังสือขอเข้าพบแต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธไม่ให้พบกับ รวต เพื่อให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ขณะที่ รวต ยังอยู่ในการควบคุมตัวของทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพลู

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่าการส่งกลับบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกทรมาน บังคับให้สูญหาย รวมทั้งถูกดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม อย่างเช่นกรณี รวต เป็นการส่งกลับโดยไม่ผ่านขั้นตอนของกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากขัดต่อกฎหมายไทยเองแล้ว ยังขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามส่งบุคคลกลับออกไปหากว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับอันตรายหรือภัยประหัตประหาร (nonrefoulment) และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานขององค์กรสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550
“การส่งนายรวต รุทมณีเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด และสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลไทยรับผิดชอบแสวงหาข้อมูลเรื่องการควบคุมตัวนายรวต รุทมณี และการรับประกันจากทางการกัมพูชาว่านายรวต รุทมณีจะได้รับความปลอดภัย และได้รับสิทธิในการดำเนินคดีที่เป็นธรรม รวมทั้งต้องเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของเขาด้วย” สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าว พร้อมระบุว่า นอกจากนี้ มูลนิธิฯจะทำหนังสือขอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงต่อประชาชนและนานาชาติว่าการส่งตัว รวตให้แก่ทางการกัมพูชานั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ใดต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว

เกี่ยวกับ รวต รุทมนี นั้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า เขาเป็นประธานสหพันธ์แรงงานก่อสร้างของประเทศกัมพูชาา (CCTUF) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลก และต่อมาทำหน้าที่เป็นล่ามและผู้ประสานงานให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยได้ผลิตสารคดีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ร่วมกับสำนักข่าวต่างประเทศ ต่อมามีข่าวว่าทางการกัมพูชากล่าวหาทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ รวต เข้าเมืองไทยมาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ด้วยมีหนังสือเดินทางและวีซ่าถูกต้องเป็นการเข้าเมืองถูกกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561 เนื่องจากการกดดันทางการเมืองต่อนักกิจกรรมแรงงานในประเทศกัมพูชาอย่างหนัก รวต ได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัยไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนและขณะนี้อยู่ในขึ้นตอนการพิจารณาเข้าข่ายเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่จะได้รับการคุ้มครองจากประชาคมระหว่างประเทศและจาก UNHCR

เมื่อสำนักงาน UHCHR ได้รับข้อมูลว่าผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วถูกจับกุม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับ รวต ที่ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สวนพูล ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่านายรวต รุทมณีอยู่ในการคุ้มครองของ UNHCR ในวันที่ 12 ธ.ค. วันเดียวกับที่ รวต ถูกส่งกลับโดยทางฮอลิคอปเตอร์เจ้าหน้าที่ของสำนักงานองค์การสหประชาชาติได้ติดต่อขอเข้าพบและทราบว่า รวต ถูกส่งกลับไปแล้ว

[full-post]

ภาพจากเฟซบุ๊ค พรรคไทยรักษาชาติ

Posted: 13 Dec 2018 02:54 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 17:54


จาตุรนต์ ฉายแสง ซัดรัฐบาลเผด็จการทำประเทศเสียหายหลายด้าน เพราะผู้ขาดวุฒิภาวะ ไร้ประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ทำงานผิดพลาด ปิดกั้นการตรวจสอบ และไม่ฟังเสียงประชาชน แต่ยังเชื่อประเทศนี้ยังมีหวังหากพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ ควรประกาศหยุดใช้ ม.44 เพราะเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว

13 ธ.ค. 2561 มติชนออนไลน์ และคมชัดลึกออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ ที่ห้องพอร์ทอล บอลรูม เมืองทองธานี พรรคไทยรักษาชาติ จัดเวทีสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับการเลือกตั้งจากทั่วประเทศ โดยมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองเดินทางมาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสาตร์พรรค ฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรค มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค พิชิต ชื่นบาน ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเทียนพรรค

ร.ท. ปรีชาพล กล่าวในการสัมมนาว่า วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ประเทศไทยกลับถูกทำให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และมีกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ ประชาชนยังขาดสิทธิเสรีภาพ ขาดการมีส่วนร่วม ขาดโอกาสในการทำมาหากินและพัฒนศักยภาพตัวเอง สิ่งที่เป็นหลักฐานสะท้อนอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจไทยได้ดีคือ ข้อมูลจากรายงาน World Economic Forum ปี 2017 ที่ระบุว่า อุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจไทยคือ 1.ความไม่มั่นคงของรัฐบาล และการทำรัฐประหาร 2.การไม่มีความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ 3.การขาดความต่อเนื่องทางนโยบาย 4.ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการไทย และ 5.การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ประเทศไทยถูกขังอยู่ภายใต้แนวคิดเดิมๆ

ร.ท. ปรีชาพล กล่าวต่อว่า พรรคไทยรักษาชาติ ได้หลอมรวมความคิดจากคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และคนรุ่นต่างๆ ที่มีประสบการณ์ซึ่งได้ทำหลายเรื่องประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต ทั้งยังเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก เข้าใจประชาชน และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวทันโลก ก้าวทันเทคโนโลยีเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของคนไทยที่ถูกทำให้หยุดนิ่งมานาน พรรคไทยรักษามุ่งหวังจะพัฒนาศักยภาพของคนไทย พัฒนาขีดความสามารถของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน และคืนศักดิ์ศรีให้กับคนไทย เวลานี้พรรคไทยรักษาชาติพร้อมที่จะเข้าไปรับใช้ประชาชน และจะไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ตกยุค

จาตุรนต์ ซัดไทยเสียหายหลายอย่างจากรัฐบาลเผด็จการ แต่ประเทศนี้ยังมีหวังหากฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้ง

จาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นการพูดในที่สาธารณะหลังจากมีการปลดล็อกทางการเมืองเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาได้เคยจัดแถลงข่าวไป 2 ครั้ง ก็ถูกรัฐบาล คสช. แจ้งความดำเนินคดีทั้งหมด วันนี้เมื่อปลดล็อกแล้วก็จะพูดว่า ที่มาตลอด 5 ปีมารัฐบาลเผด็จการทำประเทศเสียหายอย่างไรบ้าง และรัฐบาลประชาธิปไตยจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้อย่างไร

จาตุรนต์ ย้ำว่า พรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว มีภารกิจสำคัญคือการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และไทยรักษาชาติจะเป็นตัวชี้ขาดให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะร่วมกับประชาชนทั้งประเทศแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้จะมีกลไกในรัฐธรรมที่ป้องกันการแก้ไข แต่ไทยรักษาชาติจะกระโจนเข้าไปเป็นพรรคแรกที่จะร่วมกับประชาชนในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า วันนีไทยก้าวไม่ทันโลก และย่ำอยู่กับที่ หรือเดินถอยหลัง ประเทศจมอยู่กับการยื้อกันไปมาระหว่างประชาธิปไตยและเผด็จการ ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 รัฐประหารปี 2557 ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยจึงจมอยู่กับการปกครองที่รวบอำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีการตรวจสอบ ทั้งยังมีการวางแผนสืบทอกอำนาจให้มีการปกครองแบบนี้ไปอีก 20 ปี ประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศในโลกที่ยังปกครองโดยรัฐบาลทหาร ปกครองโดยผู้นำที่ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ในการปกครองประเทศ และเป็นผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะอย่างหาที่สุดไม่ได้ ขณะที่ 4 ปีมานี้เศรษฐกิจของไทยเติบโตช้าที่สุดหากเทียบกับ 10 ประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของ คสช. ที่ผ่านมามีการพูดเรื่องปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการปฎิรูปอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

“หลายท่านทราบดีว่า รัฐบาลที่แล้วมีโครงการรถไฟความเร็วสูงและจะพัฒนาระบบคมนาคมทั่วประเทศ เราได้ยินตัวเลข 2 ล้านล้านบาท โครงการนั้นต้องหยุดชงักล้มไป ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าประเทศนี้จะต้องทำให้ถนนลูกรังทั่วประเทศเป็นถนนลาดยางเสียก่อน ต่อมาเราได้ยินโครงการรถไฟความเร็วสูง ตัวเลข 3 ล้านล้านบาท ผ่านไปแล้ว 5 ปี ปรากฎว่า 3 กิโลเมตรยังสร้างไม่เสร็จเลย” จาตุรนต์ กล่าว

จาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า การท่องเที่ยวในรอบหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นที่น่าพอใจ แต่เพราะการขาดวุฒิภาวะของผู้นำ คำพูดเพียงไม่กี่คำของรองนายกรัฐมนตรี ทำให้ยอดตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ ขณะที่รัฐบาลพยายามบอกว่าวันนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น แต่คนทำมาหากิน ประชาชนทั่วไปกำลังเผชิญหน้ากับการขาดรายได้ ไม่มีเงินในกระเป๋า ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ รวยกระจุกจนกระจาย ทั้งหมดนี้เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดไม่ฟังเสียงประชาชน วันนี้ไทยรักษาชาติจะต้อง สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศ เพื่อให้เกิดการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งทุน และแหล่งความรู้ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในภาวะประชาธิปไตย โดยรัฐบาลประชาธิปไตย ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดมีทางออก หากร่วมมือกับประชาชน หยุดการสืบทอดอำนาจ สร้างรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นมาแก้ไขปัญหาประเทศ ประเทศนี้ยังมีหวัง

ต่อมาในการให้สัมภาษณ์ จาตุรนต์ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่า ตัวเองเป็นนักการเมือง สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะทำต่อจากนี้มี 2 เรื่องคือ 1.ควรประกาศลดสถานะรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการณ์โดยเร็ว และให้ทุกอย่างอยู่ในการดูแลของ กกต. ไม่อนุมัติงบประมาณโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณผูกพัน รวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็ต้องเสนอความเห็นชอบจาก กกต. 2.พล.อ.ประยุทธ์ ควรประกาศให้ชัดเจนว่า จะไม่ใช้มาตรา 44 แทรกแซงการทำงานของ กกต. และการจัดการเลือกตั้ง ควรจะแสดงสำนึกที่จะไม่เอาเปรียบพรรคอื่น
ให้ประยุทธ์สละเก้าอี้ หัวหน้า ตสช. ยากกว่าใช้หัวเดินต่างเท้า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรสละตำแหน่งหัวหน้า คสช. ด้วยหรือไม่ จาตุรนต์ตอบว่า การจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากการเป็นหัวหน้า คสช. ยากกว่าการใช้หัวเดินต่างเท้า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าจะไม่ใช้ ม.44 แทรกแซงการเลือกตั้งก็ถืเป็นความพอใจระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดีต้องงดใช้ ม.44 ที่จะไปทำให้เกิดปัญห่ใหม่ๆ ขึ้นอีก

เมื่อถามว่า จาตุรนต์ และร.ท.ปรีชาพล จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตใดหรือไม่ ร.ท. ปรีชาพล กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันว่า ในฐานะที่เราจะต้องนำทีมลงหาเสียงพบปะพี่น้องประชาชน การลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งเวลาอาจจะไม่เพียงพอ แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่คณะกรรมการสรรหา และสำหรับผู้ที่เราชวนมาร่วมงานในวันนี้คือผู้ที่แสดงความจำนงค์จะสมัครส.ส.ของพรรค แต่กระบวนการสรรหาต่อจากนี้จะต้องมีการส่งรายชื่อลงไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ด้วย จึงจะสรุปได้ว่าใครจะเป็นผู้สมัคร

เมื่อถามถึงกรณีให้ผู้สมัครใช้เบอร์ไม่เหมือน ทำให้ไม่สามารถพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่ใส่โลโก้และชื่อพรรคได้ ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า คิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุอยู่ที่คนออกแบบบัตรมากกว่า ที่ออกมาให้มีปัญหา ดังนั้นเมื่ออกแบบมาให้มีปัญหาก็จะต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไมใช่โยนปัญหาให้กับประชาชนแก้เอง

ส่วนได้มีการหารือกับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยพรรคอื่น เรื่องการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ จาตุรนต์ กล่าวว่า ยังไม่มีการคุย ส่วนที่มีการพูดคุยจะเป็นพูดแบบใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพราะเราเห็นปัญหาร่วมกันก็คุยกันได้ หรือเวลาเจอกันก็คุยกัน แต่การจัดตั้งรัฐบาลร่มกันนั้นยังเร็วเกินไป ที่จะสามารถพูดได้ ทั้งนี้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยถือเป็นพันธมิตรกันโดยธรรมชาติ สามารถคุยกันได้ แต่ต้องดูผลการเลือกตั้งที่จะออกมาด้วย



เรีบยเรียงจาก : มติชนออนไลน์ 1 , 2 , คมชัดลึกออนไลน์

[full-post]


Posted: 13 Dec 2018 07:04 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 22:04


ใบตองแห้ง

ไชโย คสช.ปลดล็อกให้หาเสียงได้แล้ว ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐขึ้นป้ายฉับพลันทันใจ ปัดโธ่ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แค่ทำป้ายเตรียมไว้ คำสั่งออกเมื่อไหร่ก็ติดป้ายทันที

พรรคสี่รัฐมนตรีก็ไม่รู้ล่วงหน้า แค่แทงหวยถูก ขายบัตรโต๊ะจีนให้พ่อค้านักธุรกิจ ระดมทุน 600 ล้าน วันหวยออกพอดี พรรคอื่นแทงหวยผิดก็อย่าบ่น


ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ดีใจ กับการยกเลิก 9 คำสั่ง ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่ประชาชนถูกริบไปเกือบห้าปี ก็จริงอย่างที่ทักษิณชี้ นี่ไม่ใช่ความกรุณา จะต้องทวงสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคกลับคืนมา ไม่ใช่หดหัวรอความเมตตา แบบพวกบอยคอตเลือกตั้งที่ได้ยินคำว่าแก้รัฐธรรมนูญก็กลัวการเผชิญหน้า

ไม่เผชิญหน้า ไม่กล้าต่อสู้เรียกร้อง แล้วจะได้เลือกตั้งหรือ ถ้าทุกคนบอกว่ามีความสุขใต้รัฐประหาร จะมีเลือกตั้งได้อย่างไร

ก็เพราะมีคนต่อต้าน มีคนกล้าท้าทาย รัฐประหารจึงอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องถ่ายโอนอำนาจมาสู่ระบบเลือกตั้ง นี่ไม่ใช่ความเมตตา ความหวังดี หรือมีจิตใจประชาธิปไตยแม้แต่น้อย แค่จำเป็นต้องทำเพื่อสืบทอดอำนาจผ่านเลือกตั้งเท่านั้น

น่าเศร้าใจที่คนไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร คนคัดค้านอำนาจ ยังต้องต่อสู้คดีความ ที่รัฐประหารออกคำสั่งเป็นความผิด ชุมนุม 5 คนขึ้นไปผิด ยืนเฉยๆ ก็ผิด ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งก็ผิด ทั้งที่เป็นการยึดอำนาจโดยรถถังแล้วออกคำสั่งเป็นกฎหมาย วันนี้ยกเลิกคำสั่งแล้ว ก็ยังต้องขึ้นศาล ซึ่งบางคดี ยังอยู่ในศาลทหาร

คนอยากเลือกตั้งมีคดีเป็นหางว่าว ส่วนพวกที่เชียร์รัฐประหาร ด่าประชาธิปไตยฝรั่ง วันนี้ดีใจได้เลือกตั้ง

คำสั่งปลดล็อกมีความหมายอะไร นอกจากให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ ชุมนุม 5 คนขึ้นไปได้ แต่ต้องให้ตำรวจอนุญาต ไม่งั้นโทษหนัก

คำสั่งปลดล็อกยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจทหารเอาตัวประชาชนไปปรับทัศนคติ บุกค้นบ้านโดยไม่ต้องขอหมายศาล เอาตัวเข้าค่ายทหาร 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ

แปลว่าระหว่างหาเสียงกันเพลินๆ หัวคะแนน แกนนำชาวบ้าน ก็อาจโดนอุ้มเข้าค่ายทหารได้ 7 วัน โดยทหารไม่มีความผิด ไม่ถือว่าแทรกแซงเลือกตั้ง ท่านเพียงสงสัยว่าจะเกิดความไม่สงบก็ใช้อำนาจได้เลย

นี่ยังไม่นับการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.116 “ภัยต่อความมั่นคง” แบบตีความกว้างไกลไพศาล แบบหัวหน้าพรรค การเมืองให้สัมภาษณ์ออกทีวี แล้วเอาแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ก็โดนทหารแจ้งจับฐานแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

คำสั่งปลดล็อกยังไม่ได้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ที่จำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ ห้ามนำเสนอข้อมูลที่ก่อความขัดแย้ง เป็นภัยต่อความมั่นคง ห้ามวิจารณ์ คสช. โดยยังมีคำสั่งที่ 41/2559 ขยายอำนาจให้ กสทช.ลงโทษสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์

ถามว่าระหว่างเลือกตั้ง ทีวีจะสัมภาษณ์นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลได้หรือไม่ ในเมื่อรัฐบาล คสช.ไม่ได้เป็นคนกลางอีกต่อไป สี่รัฐมนตรีตั้งพรรคพลังประชารัฐ หากหัวหน้า คสช.รับเป็นแคนดิเดตอันดับหนึ่ง วิทยุโทรทัศน์จัดรายการเชิญนักวิชาการมาวิพากษ์ท่านจะถูกปิดหรือไม่

คำสั่งปลดล็อกเพียงคืนสิทธิบางอย่าง พอให้เลือกตั้งได้ แต่ไม่ได้คืนเสรีภาพประชาชน จนเพียงพอที่จะเป็นการ “เลือกตั้งเสรี” บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส

โดยเฉพาะหัวหน้า คสช. ที่เชิดชูโดยพรรคพลังประชารัฐ ยังมี ม.44 อำนาจสารพัดนึกเหนือทุกฝ่าย เหนือศาล เหนือองค์กรอิสระ เหนือ กกต. จนออกคำสั่งขยายเวลาให้ กกต.แบ่งเขต “อัปลักษณ์” พูดจาทึกทักอยากให้บัตรเลือกตั้งไม่มีชื่อพรรค แล้ว กกต.ก็ขานรับโดยอ้างเลือกตั้งต่างประเทศเป็นอุปสรรค

ไม่มีอะไรรับประกันว่า “ลุงตู่” จะเลิกใช้ ม.44 เกี่ยวข้องกับอำนาจเลือกตั้ง แม้หลังได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ

เช่นกัน ยังไม่สามารถวางใจได้ว่า การใช้อำนาจของ กกต.จะเอื้อต่อการแข่งขันเสรี โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม เพราะมีทั้งปัญหาความเชื่อมั่น ต่อความเป็นกลางของ 7 กกต.ที่มาจากมติ สนช.แต่งตั้ง มีทั้งปัญหาทัศนะ วิธีการ ของผู้มาจากระบบราชการต่อการเลือกตั้ง

ยกตัวอย่าง แนวคิด กกต.ต่อการหาเสียงออนไลน์ ซึ่งย้อนไปเป็นยุค 0.4 วิธีการทำงานที่พรรคการเมืองขำกลิ้ง คือแทนที่จะให้ส่งไฟล์บัญชีผู้สมัครสมาชิกพรรค กลับให้เจ้าหน้าที่พรรคต้องกรอกเอกสารผ่านเว็บ กกต.ทีละราย

นี่ไปจนถึงกระแสข่าว กกต.จะไม่ให้พรรคการเมืองเปิดเวทีปราศรัย อ้างความได้เปรียบเสียเปรียบ ให้ขึ้นเวทีของ กกต.เท่านั้น หรืออาจจะไม่ให้ออกรายการทีวี เว้นแต่จัดประชันกันร้อยกว่าพรรค ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

จับตาให้ดีนะครับ เพราะถ้า กกต.สกัดกั้นพรรคการเมืองต่างๆ ก็เท่ากับเปิดทางให้พรรครัฐบาลหาเสียงแต่ผู้เดียว



เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1951089


Posted: 13 Dec 2018 07:15 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-13 22:15


เจษฎา บัวบาล
12 ธันวาคม 2561

พระเณรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-30 ปี มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่น่าศึกษา (เรื่องนี้ควรทำวิจัยด้วยซ้ำ) เพราะส่วนใหญ่ การเข้ามาสู่ศาสนาของเขาไม่ได้มาจากการตัดสินใจของตัวเอง แต่เพราะเหตุการณ์บังคับเช่น ฐานะทางบ้านไม่ดี หรือผู้ปกครองขอให้บวชภาคฤดูร้อน เมื่อเข้ามาพบเพื่อนใหม่ หลายคนจึงตัดสินใจเรียนต่อในวัดเลย ผมคือคนหนึ่งในนั้นครับ

พระหนุ่มเณรน้อยเหล่านี้ มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากพระทั่วไป นั่นคือเรามีการชกต่อย จีบสาว หรือแม้แต่ใช้จีวรเนื้อดีและห่มอย่างสวยงาม (สิ่งนี้จะต่างกับพระมีอายุ) และเราอาจละเมิดศีลบางข้อเช่น แอบกินมาม่าตอนเย็น และใช้ชีวิตเหมือนนักเรียนมัธยมทั่วไป นี่ไม่ใช่การแฉเรื่องในวัด เพราะคนพุทธทราบเรื่องนี้ดี ผมยกตัวอย่างเหล่านี้เพื่อจะบอกว่า ชีวิตพระเณรช่วงอายุประมาณนี้ มีทั้งเรื่องท้าทายและโดดเดี่ยว

เพราะความที่เด็กกำลังเป็นวัยรุ่น จึงคุมได้ยาก หลายวัดเลือกที่จะไม่ลงโทษหากไม่ทำผิดจนเกินเหตุ เพื่อนผมหลายคนเปลี่ยนเสื้อผ้าหนีเที่ยว อาจารย์ฝ่ายปกครองก็ทราบดี แต่ท่านก็ยอมให้ได้ตราบที่เณรไม่ไปยกพวกตีกับเด็กข้างนอกหรือทำการโจรกรรมเป็นต้น

อาจารย์สอนสังคมยังแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ ให้ไปเรียนวิชาชีพอื่นๆ ด้วย เพราะเราไม่ทราบว่าจะสึกเมื่อไหร่ ท่านแนะนำถึงขั้นที่ว่า หากเจ้าอาวาสไม่อนุญาตหรือโรงเรียน (การอาชีพฯเป็นต้น) ไม่รับ ก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเรียน และค่อยกลับมาใส่จีวร

เพราะความเป็นพระเณรไม่ได้ขาดเพียงเพราะเปลี่ยนเสื้อผ้า มิฉะนั้นพระพิมลธรรมที่ถูกจับสึกแต่ท่านไม่ปรารถนาจะสึก ก็ต้องขาดจากความเป็นพระด้วย หรือขณะอาบน้ำที่ต้องแก้ผ้า ก็ต้องขาดจากความเป็นพระ แต่มิใช่ครับ เพราะการบวชและสึก ต้องอาศัยพิธีกรรมในการกล่าวคำปฏิญาณบางอย่าง

ตัวเลือกของพวกเรามีน้อยมาก เจ้าอาวาสบอกให้เรียนนักธรรม บาลี ก็ทำไปตามนั้น ผมมีโอกาสคุยกับเณรวัดสามพระยาช่วงอบรมบาลี อายุ 18 และ 20 ปี กำลังเรียน ป.ธ. 5 และ ป.ธ. 6 เมื่อคุยกันอย่างเปิดอก และเณรทราบว่าผมเรียน โท. ทางโลกและทำงานวิชาการ เณรก็บอกผมว่า

“ผมไม่ได้อยากเรียนบาลีเลยครับ แต่ไหนๆ เจ้าอาวาสส่งมาแล้วก็ต้องตั้งใจเรียน (บ้านอยู่ภาคอีสาน) ผมไม่ได้อยากเป็นทหาร (เพราะหากได้ ป.ธ. 9 สามารถสมัครเป็นอนุศาสนาจารย์ได้) และไม่อยากเป็นเจ้าคุณฯ แต่ผมอยากเป็นช่างครับ ผมชอบซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า”

คำพูดนี้ดูปกติใช่ไหมครับ แต่ถ้าผมบอกว่า “ชีวิตเณรกำลังถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ และยากที่เขาจะค้นพบตัวเอง” อย่างนี้ถูกไหม แท้จริงแล้วเณรเหล่านี้ไม่มีเพื่อนคุยด้วยซ้ำ ผมหมายถึง คนที่จะรับฟังเขาทุกเรื่องนะ มีแต่คนที่หันไปทางไหนก็บอกเขาว่า “เณรตั้งใจสอบให้ได้นะ เดี๋ยวจะได้เป็นเจ้าคุณฯ เจ้าคณะจังหวัด และสืบทอดศาสนา” ซึ่งพระเณรเหล่านั้นไม่ได้ต้องการ

และแน่นอนครับ คนชั่วอย่างผมก็แนะนำเณรไปว่า ให้ออกไปทำสิ่งเหล่านั้น อย่าเสียดายความเป็นสมณะ เพราะหากไปไม่รอดจริงๆ หรือค้นพบว่าเราเหมาะกับความเป็นพระเณร ก็กลับมาบวชเมื่อไหร่ก็ได้ “การออกไปใช้ชีวิตข้างนอกดีนะ อย่างน้อยที่สุดต่อให้เราไม่ชอบ เราจะได้รู้และจะไม่กระหายอยากออกไปอีก คราวนี้ความแน่วแน่และตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตในศาสนาก็จะมั่นคงขึ้น อย่ากลัวที่จะพิสูจน์สิ่งนั้น” เณรบอกว่า “หลวงพี่เป็นคนแรกคับที่บอกให้ผมสึก ปกติมีแต่คนห้ามผมและชี้ให้เห็นโทษของชีวิตฆราวาส”

แม้จะออกมาใช้ชีวิตแบบฆราวาสแล้ว นานมากกว่าเราจะค้นพบตัวเองในแต่ละเรื่อง ขอยกตัวอย่างผมเอง และเป็นเรื่องเสื้อผ้าเท่านั้น ผมใช้เวลาราว 4 เดือนจึงจะทราบว่า เสื้อและกางเกงแบบไหนเหมาะกับคนอย่างผม เราจะดูออกว่าแบบไหนดูดีกว่าและแบบไหนดูเรียบหรือน่าเกลียด แต่ก็ไม่แน่ใจนะว่าที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เพราะเราเติบโตมาในศาสนาซึ่งสอนให้ใช้เสื้อผ้าเพียงเพื่อปกปิดร่างกาย ป้องกันหนาวร้อน จนทำให้ไม่ใส่ใจรายละเอียดหรือไม่

แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยืนยันว่า ชีวิตต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ จึงจะทราบว่าเราชอบและเหมาะกับอะไร นี่เป็นเหตุผลเดียวกับการที่ไม่ควรบังคับให้เด็กใส่ชุดนักเรียนหรือบังคับทรงผม เพราะเท่ากับลดทอนการเรียนรู้ที่หลากหลายและเติบโตในแบบของเขาเอง

พระ ป.ธ. 9 บางรูปบวชตั้งแต่เป็นเณร ชีวิตในทางโลกคับแคบมาก เขาทุกข์ใจแม้เพียงเผชิญปัญหาเล็กน้อยในวัด หลายรูปเวลาคุยกับผมนี่น้ำตาไหลเลย เพราะแท้จริงเขาโดดเดี่ยว และไปค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบชีวิตแบบพระเมื่อายุ 45 เป็นต้น การมีความรู้เพียงศาสนาและจบ ป.ตรีในมหาลัยสงฆ์ (ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณภาพไม่ได้ดีมาก) เป็นอุปสรรคต่อการออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เขาจึงไม่มีทางเลือก

เหตุที่พระเณรเหล่านี้คุยกับผม เพราะต่างกับคนอื่นตรงที่ ผมยกย่องการเรียนทางโลกมาตลอด ผมสอบบาลีราว 15 ครั้ง ยังได้แค่ ป.ธ. 7 หมายถึงผมสอบตกพอๆ กับสอบผ่าน แต่นั่นไม่ได้สำคัญ เพราะผมเน้นเรียนทางโลกมากกว่า เมื่อชอบศาสตร์แบบทางโลก เราจึงเหมาะกับการที่พระเณรเหล่านั้นเข้ามาคุย เนื่องจากเราจะไม่ดูถูกการตัดสินใจสึกของเขา และเราจะไม่ถ่วง/โน้นน้าวให้เขาต้องรู้สึกผิดที่ไม่อยากอยู่ในชีวิตพระ

ในวงการศึกษาของพระ คนที่จะให้คำปรึกษาเรื่องพวกนี้มีน้อยมาก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการเลือกทางเดินชีวิตของเขา อาจารย์ฝ่ายแนะแนว (ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันยังมีอยู่ไหม) ควรทำหน้าที่นี้ให้เต็มที่ ดูว่าพระเณรรูปนั้นเหมาะกับอะไร แล้วหาตัวเลือกให้เขา แต่ที่น่าเสียดายคือ พระเณรเหล่านี้ถูกปลูกฝังให้รักศาสนา เชื่อว่าการอยู่แบบพระจะช่วยศาสนาได้มากกว่า (ซึ่งไม่จริง)

ผมมองว่า คำแนะนำพวกนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากพระเถระที่ตนก็บวชมาตั้งแต่เป็นเณร และไม่มีโอกาสเลือกทางเดินของตนเช่นกัน การต้องขอ/ปลูกฝังให้คนอื่นอยู่ในศาสนาจึงเหมือนกับการหาเพื่อน วัดจึงดูเหมือนกลายเป็นศูนย์รวมของคนที่ไม่อยากหรือไม่มีโอกาสตัดสินใจในการใช้ชีวิต (แน่นอน ผมยอมรับว่ามีพระเณรที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตเช่นนั้นจริงๆ แต่น้อยมาก หากได้คุยกันอย่างเปิดใจ)

สมัยผมเป็นเณร (2543-53) โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลยากมาก โทรศัพท์ก็มีเพื่อโทรเท่านั้น (นี่ยังไม่พูดถึงพระเณรที่ยากจนและไม่มีโทรศัทพ์ หรือ สำนักที่เคร่งจนห้ามใช้อุปกรณ์เหล่านั้น) ช่องว่างระหว่างชีวิตทางโลกกับทางธรรมก็มากยิ่งขึ้น คนที่มีประสบการณ์คือคนที่เปลี่ยนชุดออกไปเที่ยวดังที่กล่าวไปแล้ว

ช่วงทศวรรษนั้นและก่อนหน้า พระใหม่ที่บวชระยะสั้นจึงเป็นตัวเติมเต็มช่องว่างระหว่างชีวิตทางโลกและทางธรรม ท่านจะเล่าประสบการณ์ให้พวกเราฟังว่าในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร กินเหล้าและทะเลาะกับเพื่อนเป็นอย่างไร หรือแม้แต่ปัญหาครอบครัวและวิธีแก้ พูดอย่างถึงที่สุดคือ เราได้ประสบการณ์จากพระใหม่มากกว่าจากเจ้าอาวาสด้วยซ้ำ และเจ้าอาวาสหลายรูปก็ไม่ชอบพระใหม่เหล่านั้น เพราะหลายคนมีการศึกษา เทศน์ได้เก่งแม้บวชเพียงไม่กี่วัน และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ จะมีพระเณรสึกตามพระใหม่ไป เพราะได้ฟังประสบการณ์ทางโลกเหล่านั้น

จริงๆ พระใหม่ที่บวชเพียงระยะสั้น ช่วยศาสนาได้มาก ทั้งการให้ความรู้/ประสบการณ์ทางโลกแก่พระเณร (เชื่อว่าหลายคนเคยจีบน้องสาว หรือลูกของพระใหม่ด้วยซ้ำ) ผมกินแมคโดโนล์ครั้งแรกก็เพราะพระใหม่ เมื่อท่านทราบว่าเราไม่เคยก็พาไปที่บ้านและบอกให้แม่ท่านไปซื้อมาให้ และพระใหม่ซึ่งบวชเพียงไม่กี่วันนี่แหละ ที่ช่วยสนับสนุนศาสนาผ่านกฐิน ผ้าป่า เพราะการบวชของเขา จะทำให้ครอบครัวเขาสนิทกับเจ้าอาวาส และผูกสัมพันธ์ต่อไปแม้เขาจะสึกไปแล้ว

และพูดให้ตรงคือ พระที่บวชระยะสั้นและสึกไปทำงานตลอดจนครอบครัวของเขา มีเงินในการช่วยศาสนามากกว่าพระ(และญาติโยมของท่าน) ที่อยู่ในวัด วัดไทยจึงอยู่ได้เพราะมีการบวชระยะสั้นนั่นแหละ ฉะนั้น จึงไม่ควรกลัวหากพระเณรคิดจะสึกเพื่อไปใช้ชีวิต เพราะมีแต่ประโยชน์ นั่นคือ หากเขาประสบความสำเร็จ เขาก็ช่วยวัดได้อีกแบบ หากเขาไม่ไหวและกลับมาบวช ก็ช่วยศาสนาในฐานะนักบวชได้

สิ่งที่น่ากลัวมีอย่างเดียวเท่านั้นคือ “ปิดโอกาสในการเรียนรู้ของเขา และบังคับให้เขาต้องรู้สึกว่าเขาต้องแบกภาระศาสนาด้วยวิถีพระ” ผมคิดว่า ศาสนาพุทธจะเจริญต่อเมื่อคนมีอิสระในการเติบโตทางความคิด และวัดควรเปลี่ยนมาเป็นแหล่งส่งเสริมการเติบโตประเภทนั้น

อยากให้เจ้าอาวาสเปิดใจเรื่องพวกนี้ หันมาสนทนากับพระหนุ่มเณรน้อยมากขึ้น ถามว่าเขาอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร และหากรักเขาจริง ต้องช่วยสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดคือ ให้ความรู้หรือแนะนำญาติโยมที่มีความรู้เรื่องแบบนั้นให้เขา แต่หากเจ้าอาวาสไม่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านเองก็มีประสบการจำกัด โลกออนไลน์ปัจจุบันได้ทะลายกำแพงความรู้ไปแล้ว พระเณรเองสามารถเข้าถึงความรู้ได้ ท่านก็ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในการเลือกอนาคตตัวเองครับ

“โปรดอย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้”



เผยแพร่ครั้งแรกใน: https://pandadatang.blogspot.com

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.