แนะเปิดพื้นที่ให้ นศ.แสดงออกอย่างเสรีภาพ
ตำหนิมหาลัยสร้างเงื่อนไขให้ จนท.ก่อรุนแรง

คณาจารย์กว่า 353 คนลงชื่อหนุนแถลงการณ์ คนส. ปมชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน ชี้มหาวิทยาลัยและทุกภาคส่วนสังคมต้องเปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามและชี้ทางออกในวิกฤตอย่างสันติของสังคม
เมื่อ 13 ส.ค. 2563 เพจเฟชบุ๊ค “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง - คนส.” โพสต์แถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เรื่อง มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติของสังคม โดยมีคณาจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมลงชื่อกว่า 353 คน
แถลงการณ์ระบุว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เพียงฝึกคนให้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบอาชีพ ไม่ได้เป็นโรงงานผลิตแรงงานตามความต้องการของตลาด และไม่ได้เป็นหน่วยงานหล่อหลอมเจ้าหน้าที่ตามการบงการของรัฐ หากแต่เป็นแหล่งบ่มเพาะสมาชิกที่มีคุณภาพให้กับสังคม ซึ่งไม่ได้หมายถึงทักษะในการท่องจำสิ่งที่สืบทอดกันมาในตำรา แต่หมายถึงความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระ เพราะสังคมจะไม่สามารถเผชิญวิกฤติ ความเปลี่ยนแปลง หรือความท้าทายใหม่ๆ ได้ หากสมาชิกปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้ จะมีก็แต่ผู้ที่ต้องการแช่แข็งสังคมหรือฝืนการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทหน้าที่เช่นนี้
สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ บทบาทของมหาวิทยาลัยในการบ่มเพาะสมาชิกที่มีความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์จึงยิ่งทวีความสำคัญตามไปด้วย นอกจากนี้ บทบาทดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะการจัดการเรียนการสอนให้กับนิสิตนักศึกษาในสถาบัน หากแต่หมายรวมถึงการเป็นพื้นที่ให้สมาชิกกลุ่มอื่นในสังคมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนข้อเท็จจริง ด้วยเหตุด้วยผล โดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์เช่นนี้ ไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมไปกว่ามหาวิทยาลัยสำหรับการให้สมาชิกในสังคมได้ตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบร่วมกันอย่างสันติ
ข้อเรียกร้องของการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการหยุดคุกคามประชาชน การยุบสภา หรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการตั้งคำถามและพยายามพาสังคมไทยไปให้พ้นจากวิกฤติทางการเมืองที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ เช่นเดียวกับข้อเสนอ 10 ข้อของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่นับเป็นการตั้งคำถามและพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งในสังคมและการเมืองไทยอย่างสันติเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการปราศรัยเกินกว่าที่แจ้งไว้ ด่วนตัดสินเอาเองว่าการปราศรัยไม่เหมาะสมขัดศีลธรรม หรือจะไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองในมหาวิทยาลัยต่อไป หากแต่ควรคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้เป็นหลัก
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) พร้อมผู้มีรายชื่อแนบท้าย จึงเรียกร้องไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรวมถึงภาคส่วนต่างๆ ในสังคมและรัฐดังนี้
1.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องอนุญาตให้นิสิตนักศึกษารวมถึงประชาชนได้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมทางการเมืองโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ไม่หวาดกลัวต่ออำนาจอธรรม ความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด รวมทั้งต้องไม่ถือว่าการจัดกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าวเป็นความผิด เพราะการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมในการตั้งคำถามและเสนอทางออกให้กับสังคมนอกจากจะเป็นบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ยังเป็นการป้องกันนิสิตนักศึกษาจากความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้หากผลักไสให้พวกเขาไปจัดกิจกรรมด้านนอก
2.ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมพึงพิจารณาข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาอย่างมีสติ ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร โดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง พร้อมกับแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ มิใช่ปฏิเสธที่จะรับฟังด้วยอคติ ใส่ร้ายป้ายสีหรือยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือสร้างเงื่อนไขให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับนิสิตนักศึกษาและประชาชน
3. รัฐต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสันติของประชาชนที่ได้รับการรับรองทั้งในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ ต้องไม่ขัดขวางการจัดกิจกรรมทางการเมืองในสถานศึกษา ต้องบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ไม่ตั้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งประชาชนที่มาชุมนุมอย่างสันติและแสดงความเห็นโดยสุจริต รวมถึงต้องอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุม และป้องกันไม่ให้มีการประทุษร้ายนิสิตนักศึกษาเพียงเพราะพวกเขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในครรลองระบอบประชาธิปไตย
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของการตั้งคำถามและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ

[full-post]



Voice TV

คนบันเทิง ส่งเสียงหนุนประชาธิปไตย
ไม่ควรมีใครหายไปเพราะพูดความจริง

.
จากกรณี 2 นักกิจกรรม 'ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล' นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ โฆษกสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และ พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำ สนท. เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กว่า ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ในช่วงกลางดึกของวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา จนผู้ใช้ทวิตเตอร์ร่วมกัน ติดแฮชแท็ก #SavePanusaya #FightwithPunusaya โดยเรียกร้องให้รับฟังความเห็นต่างอย่างเสรี เคารพหลักสิทธิมนุษยชน และไม่ควรมีใครหายไปเพราะพูดความจริง
ล่าสุดเหล่าคนบันเทิงหลายคนพากันออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น แบงค์ - ธิติ มหาโยธารักษ์, คริส - พีรวัส แสงโพธิรัตน์, เจเจ - กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, เจมส์ - ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, กัปตัน - ชลธร คงยิ่งยง, ไอซ์ - พาริส อินทรโกมาลย์สุต, ผู้กำกับซีรีส์ ย้ง - ทรงยศ สุขมากอนันต์ และ ปิง - เกรียงไกร วชิรธรรมพร






“โรม” ซัด ส.ว. เลิกหากินกับสถาบันฯ ควรเลิกเอามาบังหน้า !!นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชื่อ “Rangsiman Rome – รังสิมันต์ โรม” ระบุว่า
ผมเชื่อว่าหนึ่งในข้อเสนอหลักของนักศึกษาและประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ การพูดว่า ส.ว. แต่งตั้งเช่นนี้ต้องถูกยุบ พวกคุณไม่มีความชอบธรรมแม้แต่สักวินาทีเดียวที่จะอยู่ในตำแหน่งแล้วกินภาษีของประชาชน โดยที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย
ที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือพวกท่านกลับยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มา เพื่อบอกว่าการชุมนุมจะบานปลาย ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ประชาชนไม่เคยเรียกร้องความรุนแรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หากคุณได้ฟังพวกเขาจริง ๆ ว่าพูดอะไรเรียกร้องและส่งเสียงว่าอะไรมาถึงพวกเราบ้าง จะได้รู้ว่าก็มีแต่ความหวังจะให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น และส.ว.ที่มาที่ไม่มีความชอบธรรมอย่างน้อยก็ควรละอายใจ และไปปรามนายของคุณที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา กันเสียหน่อยว่าอย่าให้เกิดความรุนแรง
แต่ที่ผ่านมา พวกคุณไม่เคยลงมือทำอะไรเลย มีอะไรที่พวกคุณทำเพื่ออนาคตของชาติบ้าง? ยกเลิกการเกณฑ์ทหารทำหรือเปล่า? ปฏิรูปกองทัพทำหรือยัง?
แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังได้ทำจริงจังแค่ไหน? การจัดสรรงบประมาณประจำปี 64 ที่จะต้องรับมือกับโควิดและการฟื้นฟูต่อจากนี้ มีความจริงใจจะทำให้ดีแค่ไหน?
คำตอบคือ ไม่เลย ไม่เคยมีความจริงใจให้พวกเขา พอตอนนี้ประชาชนเขาทนไม่ไหว ต้องเสี่ยงออกมาเรียกร้อง ส.ว. ก็ดันทำงานปกป้องนายเสียแข็งขัน น่าอายจริง ๆ ครับที่ “สภาสูง” เป็นได้แค่แนวคุ้มกันให้กับอำนาจฝ่ายบริหาร
ที่คอยเปิดต้อนรับให้เจ้านายเข้าไปนั่งเก้าอี้นายกฯ ฉะนั้น เลิกเสียเถิด ส.ว. ควรเลิกหากินกับสถาบันกษัตริย์มาบังหน้า แล้วคุ้มกันตำแหน่งของตัวเอง จากข้อเรียกร้องที่ให้ยุบ ส.ว. สักที



การเมืองไทย ในกะลา

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย

คลิปบทสัมภาษณ์ : https://youtu.be/wpdU82i4ap0

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษในเรื่องตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย ตอนหนึ่งกล่าวถึงคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ระบุว่าเป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมแสดงความห่วงใยเพราะที่ผ่านมามีคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจหวงแหนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้จากประชาชน และอ้างถึงเพื่อใช้ปราบศัตรูทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคสฤษดิ์จนถึงประยุทธ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสถาบันในระยะยาว
ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ให้สัมภาษณ์พิเศษเมื่อ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ในเรื่องตำแหน่งแห่งที่และพรมแดนความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ทนายความนักสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า
“คำพูดคุณอานนท์ไม่ใช่การโจมตีตัวบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่กำลังจะบอกว่า มีกระบวนการกำลังทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย คือตัวบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ท่านจะเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ยกไปคนละเรื่อง ตัวท่านคิดอย่างไรเราไม่รู้หรอก แต่ถ้าตัวสถาบันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย จะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เอง”
นิธิกล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีเสถียรภาพ คือไม่ว่าจะเปลี่ยนบุคคลไปกี่บุคคลก็แล้วแต่ จะเปลี่ยนกี่รัชกาลก็ไม่สำคัญ ทุกคนไม่เคยรู้สึกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับตัวเอง ผมคิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงมาก มีเสถียรภาพสูงมาก ในแง่ตัวบุคคลก็ธรรมดาอยู่เอง เป็นคนที่ประชาชนชอบมากหรือไม่ชอบมาก มนุษย์ก็เป็นเหมือนกันทุกคน บางคนมีเสน่ห์มากมีเสน่ห์น้อย นี่เป็นปกติธรรมดา
เมื่อถามว่าจะสามารถพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่มุมต่างๆ ก็สามารถพูดถึงได้ นิธิตอบว่า “ผมว่าได้ คือถ้าไม่ได้ มันกลายเป็น เมื่อไหร่ที่คุณบอกว่าสิ่งไหนพูดไม่ได้เลย และไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้เลยโดยทุกคนนะ แต่จะเหลือคนจำนวนน้อยลงๆ ที่พูดถึงได้ ก็เท่ากับว่าคุณยกสถาบันนั้นๆ หรือสิ่งนั้นๆ ให้ไปเป็นสมบัติของคนจำนวนน้อย”
“ผมจึงได้บอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามแต่ ที่คุณตั้งอะไรก็แล้วแต่ แล้วคุณใส่คำว่า "แห่งชาติ" สำหรับกรณีประเทศไทยนะ ฉิบหายเลย แทนที่จะหมายถึงคนมาก มันกลับหมายถึงคนจำนวนน้อยลง ที่เข้าไปควบคุมกำกับสิ่งที่เป็นแห่งชาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เป็นแห่งชาติเมื่อนั้นก็เป็นของทุกคน และเราสามารถที่จะตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ได้ รัฐบาลแห่งชาติคือรัฐบาลทุกคน แต่เมื่อไหร่เป็นแห่งชาติปับ เหลือคนน้อยลงที่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ไปตรวจสอบได้”
“สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เหมือนกัน สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ตัวสถาบันนะไม่ใช่ตัวบุคคล ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะให้คำแนะนำ กำกับ ควบคุม แสดงความเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะอย่างไรเราก็ปฏิเสธไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกปัจจุบันนี้ หรือโลกสมัยไหนก็แล้วแต่คือสถาบันทางการเมือง จะเป็นสถาบันทางการเมืองโดยไม่มีใครตรวจสอบเลยเป็นไปไม่ได้”
ต่อคำถามเรื่องที่อานนท์ เสนอว่าการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้ในฐานะที่เป็นสถาบันของประชาชนนั้น นิธิกล่าวว่า “สิ่งที่อานนท์พูดและมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ คุณอานนท์เริ่มต้นว่า ขอพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา คือไม่ใช้วิธีการกระทบกระเทียบ ประชดประชัน หรือการด่าประณามโดยไม่แสดงเหตุผล”
“อานนท์บอกขอพูดถึงตรงๆ เพราะแกคิดว่าการพูดถึงตรงๆ เป็นการแสดงความเคารพมากกว่า เป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไปปล่อยให้มีคนจำนวนน้อยไปหวงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แล้วไม่ใช่หวงไว้เฉยๆ หวงแล้วเอามาใช้ประโยชน์”
“เช่น เป็นต้นว่า รัฐบาลสมัยหนึ่งเที่ยวไล่จับคนที่เป็นศัตรูทางการเมืองของตัวเองโดยใช้มาตรา 112 อ้างว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นไหม เมื่อไหร่ที่สถาบันไม่เป็นของทุกๆ คนปับ มันจะเหลือคนจำนวนน้อยไปใช้ประโยชน์สถาบัน แล้วก็เป็นอันตรายและทำร้ายตัวสถาบันในระยะยาว”
“คนที่หวงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ โดยอ้างด้วยความยกย่อง ห้ามไม่ให้ใครแตะต้องเลย ทั้งหมดเหล่านั้นตั้งแต่สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่ว่าหวงไว้เฉยๆ นะ คนเหล่านี้ หวงไว้ให้ตัวเองใช้ประโยชน์เสมอ”
เมื่อถามย้ำว่า “สิ่งนี้เป็นอันตรายใช่ไหม?” นิธิตอบว่า “แน่นอน เพราะเท่ากับว่า คนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม กลายเป็นคนนอกวงความจงรักภักดีไปหมด มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่จงรักภักดี สามารถนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาประโยชน์ส่วนตนได้”
“พูดอีกอย่างก็คือ คุณอานนท์กำลังบอกว่าเขาก็เป็นเจ้าของสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน เหมือนคนไทยคนอื่นๆ เมื่อเป็นเจ้าของ เขาก็มีความห่วงใย ที่จะพูดว่าตรงนี้ควรทำ ไม่ควรทำ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ตัวบุคคลนะครับ เกี่ยวกับเรื่องตัวสถาบัน ซึ่งการที่ประชาชนบอกว่าเขาเป็นเจ้าของสถาบันร่วมกันกับคนอื่นๆ ผมคิดว่ามันกระเทือนผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่ไปผูกขาดสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ใช้ประโยชน์ในทางการเมือง หรือเศรษฐกิจของตัวเองอย่างเดียว ตลอดมา”
ที่มา : ประชาไท
https://prachatai.com/journal/2020/08/88970



Atukkit Sawangsuk

รู้สึกทู่เรศที่เห็นยะใสออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เห็นนวยนิ่มออกมาด่าในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศ เห็นองค์กรต้านโกงดิ้นพล่าน

วิธีคิดต้านโกงของคนพวกนี้ คือเอากระบวนการยุติธรรมออกไปจากนักการเมือง ออกไปเป็นอิสระ อิสระกระทั่งไม่ยึดโยงประชาชน ไม่เห็นหัวประชาชน ยกตนเป็นเทวดา ไม่ว่าศาลองค์กรอิสระ
กินเงินภาษีประชาชน แต่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เอาผิด หรือกระทั่งวิจารณ์ไม่ได้ ศาลวิจารณ์ไม่ได้ กกต.วิจารณ์แล้วฟ้องเอาผิด
วิธีคิดแยกกระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ ที่ผิดเพี้ยนที่สุด คือแยกอัยการเป็นอิสระ ในรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมาถึง 2560 (แต่พอรัฐประหารเด้งอัยการสูงสุดได้)
ว่าโดยหลักการ อัยการต้องมีอิสระในการสั่งคดี อำนาจการเมืองแทรกแซงสั่งการไม่ได้ แต่โดยระบบ อัยการก็ต้องเกาะเกี่ยวอยู่กับอำนาจบริหาร เพราะอัยการเป็นทนายของรัฐ ทำหน้าที่ฟ้องคดีอาญาแทนรัฐบาล ซึ่งต้องรับผิดชอบความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน
อัยการต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาล แล้วรัฐบาล(ที่มาจากเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย)รับผิดชอบต่อประชาชนอีกที
ไม่ใช่อัยการไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ฉ้อฉล สำนวนอ่อน ฟ้องโจรผู้ร้ายฆาตกรหลุดเพียบ ประชาชนหวาดผวา แล้วรัฐบาลก็แบะๆ เราทำอะไรอัยการไม่ได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ทั้งที่เป็นอำนาจบริหาร เป็น "ทนายแผ่นดิน" จะอยู่ใต้อำนาจต่อเมื่อมารับเบี้ยประชุมแพงๆ เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
อันนี้ไม่ใช่ไม่ยอมรับหลักวินิจฉัยอิสระ แต่จะต้องมีความยึดโยงที่ประชาชนให้คุณให้โทษได้ และโดยหลักการแบ่งแยกอำนาจก็ต้องอยู่ใต้ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ศาลซึ่งแยกไปเป็นอำนาจตุลาการ (กระนั้นก็ควรยึดโยงอำนาจประชาชนเหมือนกัน)
โครงสร้างแต่เดิมมา อัยการก็มีอิสระระดับหนึ่ง จากกรมอัยการสังกัดมหาดไทย แยกมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด มี ก.อ.แต่งตั้งโยกย้าย เพียงยังเกาะเกี่ยวอยู่ใต้นายกฯ แล้วช่วงหนึ่งก็มาเกาะเกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรม
ปัญหาของคำว่าอิสระ ยังมีอีกข้อ คือไม่ใช่คิดแต่อิสระจากนักการเมือง แต่นายสั่งได้ ระบบภายในสำนักงานกลายเป็นเจ้าขุนมูลนาย ผู้น้อยผู้ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นอิสระก็ไม่มีความหมายอะไร (เหมือนอิสระของผู้พิพากษาคุณากร)
คนชั้นกลางเกลียดนักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 จึงงอกองค์กรอิสระ คิดว่าจะมีเทวดาเปาบุ้นจิ้นลอยจากฟากฟ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ที่ไหนได้ กลายเป็นข้าราชการแก่ๆ ผู้พิพากษาแก่ๆ มีอคติต่อประชาธิปไตย มีคอนเนคชั่นในแวดวงขุนนาง
พอเกลียดกลัวทักษิณเห็นว่าจะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ก็ไม่ให้ยึดโยงอำนาจเลือกตั้ง แล้วบ้าอิสระ รธน.50 ก็มาแยกอัยการเป็นอิสระ ซึ่งไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพตรงไหนเลย อัยการเอาแต่เรียกร้องให้ตัวเองได้ทุกอย่างใกล้เคียงผู้พิพากษา ได้เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งค่ารถประจำตำแหน่งและได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ก่อนรับตำแหน่งเหมือนผู้พิพากษา



Atukkit Sawangsuk

คดีบอสเป็นเรื่องของระบอบ ไม่ใช่แค่ตำรวจอัยการ 2-3 คนอุ้มคนรวยพ้นคดี
:
เงินทองใช้ภูตผีโม่แป้งได้ แต่ไม่เคยเย้ยสังคมได้ถึงขั้นนี้ อย่างเก่งก็เล่นกลชั้นตำรวจ ชั้นพนักงานสอบสวน แต่ครั้งนี้ เตะถ่วงทั้งตำรวจ ข้ามไปถึงอัยการ ใช้กรรมาธิการ สนช. ที่มาจากรัฐประหาร มีน้องชายพี่ใหญ่เป็นประธาน มีตำรวจคับคั่ง มี 3 ผบ.ตร. มีอดีตอัยการสูงสุดด้วย
:
มันแสดงว่าอำนาจที่เป็นปึกแผ่น สามารถใช้บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งใครจะด่าว่าอย่างไรก็ตาม ระบอบนักการเมืองไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้
:
กระทั่ง ปปช.ชี้มูลความผิดตำรวจ 7 นายที่ไม่สั่งฟ้องเมาขับ ไม่ตั้งข้อหาเสพยา ก็บอกว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรง พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนโดนกักยามแค่ 3 วัน
นี่ถ้ามีการร้อง 7 ตำรวจพร้อมกับเอาผิดยิ่งลักษณ์ฐาน "ปล่อยปละละเลย"
ไอ้ 7 คนนี่โดนไล่ออกแหง
:
กระบวนการยุติธรรมมันพังหมดแล้ว เพราะใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้เล่นงานคนเห็นต่างทางการเมือง ใช้ตำรวจยัดข้อหาเกินกว่าเหตุได้ หรือตั้งข้อหาอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นได้ อัยการบอกว่าเป็นอิสระ แต่ คสช.ย้ายอัยการสูงสุดได้ ม.44 เด้งอัยการได้
:
ภายใต้ระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จ กระบวนการยุติธรรมสั่งได้ อภิสิทธิ์ชนสวมรอยขอใช้บ้าง จะเป็นไรไป
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนไม่กี่คน ไม่ใช่เรื่องที่ประยุทธ์จะลอยตัว ตั้งวิชา มหาคุณ มาสอบเอาผิด เพื่อฟอกตัวเอง

ขับเคลื่อนโดย Blogger.