ไขลานความคิด 

พราะไปต่อไม่ได้ การจราจรเป็นอัมพาตไปทั่วกรุง พอน้ำลงสิ่งที่ตามมาคือกองขยะกองใหญ่ที่เกลื่อนกลาดเต็มถนน 

พายุครั้งนี้บอกอะไรเราบ้าง ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ การวางแผนรับมือน้ำท่วมที่ไม่ดี ? หรือ คนกรุงเทพมักง่าย? เลยทำให้น้ำท่วมกันแน่ เพราะในยุคนี้ที่มีผู้ว่าแต่งตั้งพอเกิดน้ำท่วมขึ้นเมื่อใดก็จะมีกระทู้มากมายบนโลกไซเบอร์โยนบาปให้ชาวกรุงเทพว่ามักง่าย ทิ้งขยะไม่เป็นที่น้ำจึงท่วม แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนหน้านี้จะมีว่าดังขอเซเลบต่างๆอกมาบอกว่าที่น้ำท่วมเพราะผู้นำโง่ วางแผนไม่ดี ที่เด็ดสุดคือมีคนชั่วเยอะ หนักแผ่นดิน น้ำเลยท่วม มาตอนนี้เซเลบเหล่านั้นเงียบกริบ

ลองพิจารณาดูดีดีจะเห็นว่าน้ำท่วมปี 54 เกิดจากพายุเข้าหลายๆลูก และมวลน้ำก็ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตามธรรมชาติ เพียงแต่น้ำมันมากจนเอ่อล้นจนเกิดเป็นวิกฤติ หากแต่ครั้งนั้นชาว กทม. กลับมีเวลามาตั้งอุปกรณ์กั้นน้ำท่วมก่ออิฐฉาบปูนกันให้วุ่น และมีผู้ว่าที่ไม่ยอมทำตามรัฐบาลไม่เปิดประตูระบายน้ำ สุดท้ายบางส่วนก็ต้องจมน้ำอยู่ดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังป้องกันกรุงเทพชั้นในที่ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจไว้ได้ แต่น้ำท่วมคืนวันที่ 13-14 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น มันเกิดจากฝนตกที่กรุงเทพโดยตรง จะพายุจะมรสุมอะไรก็ตามมีคนออกมาเตือนกันแล้วว่าท่วมแน่ แต่มีขาใหญ่ออกมาเบรกเอาไว้ว่าอย่าตกใจ “เอาอยู่” แล้วผลเป็นไงล่ะ “เละ ทั้ง กรุง”


ดังนั้นอย่าเทียบปี 60 กับ 54 เลยมันคนละบริบทกัน น้ำท่วมล่าสุดนั้นเกิดจากฝนตกหนัก ในฤดูฝนใช่หรือไม่ ฤดูฝนมีทุกปีใช่หรือไม่ คนกรุงเทพทิ้งขยะกันเยอะเฉพาะปีที่มีน้ำท่วมหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นเป็นปกติของมันอยู่แล้ว ใยไม่วางแผนรับมือ กทม.จัดการกับขยะอย่างไร ชุดลอกท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลองอย่างไร ทำไมผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผู้ว่าแต่งตั้งที่เจอปัญหาน้ำท่วม จริงอยู่ที่ปัญหาความมักง่ายของประชาชนส่งผลให้ขยะอุดตัน แต่กระนั้นก็จะมาโทษแต่ประชาชนไม่ได้ ผู้ว่าและทีมบริหารควรจะต้องทำอะไรให้ประชนเห็นถึงการวางแผนรับมือน้ำท่วมให้ดีกว่านี้ นี่ขนาดฝนตกหนักยังขนาดนี้ถ้าหากเกิดมีพายุกระหน่ำจังหวัดบนๆแล้วมีมวลน้ำมาแบบปี 54 แล้วยังใช้วิธีแบบเดิมๆล่ะก็ไม่อยากจะนึกภาพตามเลยจริงๆ #ไขลานความคิด


ไขลานความคิด
2 hrs ·

บัตรคนจน ประชารัฐเจ้าสัว
--------------------------------
หลังจากรัฐบาลประกาศสิทธิพิเศษในโครงการ "บัตรสวัสดิการของรัฐ" หรือ "บัตรคนจน" ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างว่าสิ่งนี้คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความยากจนจริงหรือ เพราะที่ผ่านมาการช่วยเหลือในลักษณะของการให้เปล่านั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน จะเห็นผลแค่การกระเตื้องขึ้นของระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นๆเท่านั้น ที่ผ่านมาในรัฐบาลยุคก่อนๆจึงพยายามสร้างระบบเศรษฐกิจในชุมชุนให้พึ่งพาตนเองได้ ด้วยการกระตุ้นให้เกิด SME และ OTOP ผ่านกองทุนต่างๆมากมาย
.
ปัญหาของความยากจนของไทยมาจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อสร้างและต่อยอดธุรกิจของตนเอง การจัดตั้งกองทุนกู้ยืมต่างๆในชุมชนที่มีความสะดวกกว่าไปกู้ธนาคารเพราะติดเงื่อนไขมากมายจึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากชาวบ้านรู้จักคนในชุมชนเองดีอยู่แล้ว อีกทั้งดอกเบี้ยก็ไม่มหาโหดเหมือนไปกู้นอกระบบ โดยกู้ไปทำธุรกิจ หรือกู้ซื้อปุ๋ยซื้อยาบำรุงพืช ซื้อรถไถ ซื้อรถกระบะมาขนข้าวหรือผลิตภัณฑ์ในการเกษตรไปจำหน่าย หรือจะลุงทุนอะไรก็ตามแต่ท้ายที่สุดผลที่ได้มาคือเกิดกระแสเงินไหลเวียนในชุมชน ส่งผลถึงเศรษฐกิจภาพรวมที่ดีขึ้นในที่สุด แล้วถามว่าการให้เปล่านั้นมีหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามี แต่ก็ให้เฉพาะคนที่มีอุปสรรคในการประกอบอาชีพจริงๆอย่างเบี้ยคนพิการหรือเบี้ยคนชราเป็นต้น
.
แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกบิดเบือนจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ว่าเป็นประชานิยม ส่งเสริมให้คนเป็นหนี้ไปเสียได้ และการให้แบบบัตรคนจนคือทางออกของคนเหล่านี้ การให้แบบสังคมสงเคราะห์มองคนจนเป็นคนอนาถา อยากได้อะไรก็มารูดเอาไปสิเงินทั้งหมดก็ไปตกที่เจ้าสัวไม่ผ่านชุมชนเลยแม้แต่บาทเดียว พูดง่ายๆคือเอาเงินรัฐไปซื้อของเจ้าสัวมาแจกชาวบ้านนั่นแหละ ให้แบบนี้อีกกี่ชาติถึงจะลืมตาอ้าปากได้ และการที่เลือกให้เฉพาะคนจนนั่นคือการตัดสิทธิการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐจากคนชั้นกลางอย่างเนียนๆ ทั้งที่จริงๆแล้วควรจะได้รับโอกาสนี้กันทุกคน
.
เมื่อก่อนหากจะขอเข้ากองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี และอีกหลายๆกองทุนในชุมชนเค้าไม่จำกัดด้วยซ้ำว่าจะรวยจน มาตอนนี้มี 11 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้นที่จะได้ใช้บัตร เท่ากับว่ารัฐจะเซฟเงินได้มหาศาล มีเงินเหลือเฟือพอที่จะไปชอปปิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์ ต่างๆมากมาย เจ้าสัวก็ไม่ต้องลำบากโฆษณาตามสื่อในเมื่อต่อไปจะมีลูกค้าเข้ามาทุกเดือน ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันคือการแก้ปัญหาแบบผิวเผินไม่ได้เข้าถึงหัวใจของประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว การช่วยเหลือที่ถูกวิธีคือการสอนให้เขาหาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปให้เขา ถ้านี่คือวิธีหาเสียงล่วงหน้าบอกเลยว่ามาผิดทางมาก



Peace News

ศาลทหารรับฟ้องคดีพูดเพื่อเสรีภาพ
คุม 7 นศ.ขัดคำสั่ง คสช.เข้าคุกขอนแก่น


ศาลทหารขอนแก่น รับฟ้องคดีพูดเพื่อเสรีภาพ ชี้ขัดคำสั่ง คสช. สั่งคุมตัว 7 ผู้ต้องหาส่งเข้าเรือนจำ รอทนายยื่นขอประกันตัวชั่วคราวรายละหมื่นบาท

เมื่อ 17 ต.ค. 2560 ที่ศาลมณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 23 จ.ขอนแก่น พนักงานอัยการศาล มทบ. 23 ได้เบิกตัว 7 ผู้ต้องหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาลัยขอนแก่น ตามความผิดฐานจัดกิจกรรม พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 ขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ให้มารายงานตัว ประกอบด้วยนายชาดไท น้อยอุ่นแสน, นายภาณุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์, นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์,น.ส.ณัฐพร อาจหาญ,น.ส.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์,น.ส.นีรนุช เนียมทรัพย์ และ นายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ ภายหลังพนักงานอัยการทหาร มทบ.23 ได้พิจารณาสั่งฟ้องคดี

ศาล มทบ. 23 มีคำสั่งรับฟ้องคดี ตามที่พนักงานอัยการได้ส่งสำนวนคดีของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน จากนั้นเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารจึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ลงมายังบริเวณจุดพักรอชั้น 1 อาคารสำนักงานศาลเพื่อลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาและสำนวนคำฟ้อง

ก่อนที่เสมียนศาล มทบ.23. ทำการส่งมอบตัวให้กับเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ เพื่อควบคุมตัวไปคุมขังในช่วงระหว่างของการพิจารณาคดีทันที โดยเจ้าหน้าที่ได้แยกการควบคุมตัว ผู้ต้องหาหญิงถูกคุมตัวที่เรือนจำกลางขอนแก่น ขณะที่ผู้ต้องหาชายคุมตัวไว้ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาหญิงได้ชู 3 นิ้ว บนรถคุมขังระหว่างส่งตัวเข้าเรือนจำ

น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน กล่าวว่า คดีความดังกล่าวผู้ต้องหาทั้ง 7 คนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. จากเหตุการณ์จัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพฯ ที่ ม.ขอนแก่น โดยหลังจากที่พนักงานอัยการทหาร ได้ส่งสำนวนคำฟ้อง ศาลได้ประทับรับฟ้องคดีทันที และส่งตัวลูกความไปคุมขังในช่วงของการพิจารณาคดี

โดยทีมทนายความได้ทำการยื่นขอประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์เงินสดคนละ 10,000 บาท เพื่อให้ศาลได้พิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวในช่วงระหว่างการพิจารณาคดี โดยที่ในขณะได้ยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนของการพิจารณาเท่านั้น

PEACE NEWS


Peace News

วัฒนาซัดเผด็จการลามละเมิดสิทธิจงรักภักดี
ชี้นายกฯวางตัวไม่เหมาะสม ฉวยโอกาสซ้ำเติม“สุดารัตน์”


วัฒนา-เพื่อไทย ซัด “ประยุทธ์” ไม่เป็นผู้ใหญ่ วางตัวไม่เหมาะสม สุ่มไฟความขัดแย้ง น่าละอาย ชี้ฉวยโอกาสซ้ำเติม“สุดารัตน์” จวกเผด็จการลามละเมิดเสรีภาพจงรักภักดี

เมื่อ 18 ต.ค. 2560 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความว่า "เยอะเกินไปมั้ย" โดยระบุถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ใหญ่ที่วางตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่มาซ้ำเติมและละเมิดคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งใช้เสรีภาพแสดงความจงรักภักดีตามสิทธิของประชาชน

นายวัฒนา ระบุว่า ตั้งใจจะวางเฉยกับประเด็นของคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะเชื่อว่าการแสดงออกของคุณหญิงไม่ใช่เป็นการฉวยโอกาสหาเสียง เพราะคุณหญิงเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมานาน ย่อมจะทราบดีว่า สถานการณ์แบบนี้ควรวางตัวเช่นไร

“สิ่งที่คุณหญิงได้กระทำลงไปคือ การแสดงออกถึงความจงรักภักดี ซึ่งเป็นเสรีภาพที่สามารถกระทำได้ โดยไม่มีรูปแบบ แต่เมื่อเกิดประเด็นที่ทำให้กลุ่มคนอีกฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด คุณหญิงก็ได้ออกมากล่าวขอโทษกับสังคมแล้ว เรื่องนี้จึงสมควรยุติลง”

นายวัฒนา ระบุว่า เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่เผด็จการเคยชินกับการละเมิดสิทธิของประชาชนมาโดยตลอดเป็นเวลากว่า 3 ปีที่อยู่ในอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพทางวิชาการ หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

“จนเลยเถิดมาถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ซึ่งทุกคนพึงมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพหรือมีบทบาทใดๆในสังคมก็ตาม”

นายวัฒนา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จึงควรวางตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่และควรช่วยคลี่คลายสถานการณ์เพื่อสร้างบรรยากาศปรองดอง แต่การออกมาซ้ำเติมคุณหญิงสุดารัตน์ โดยขอให้สังคมช่วยกันประณาม ทั้งที่คุณหญิงไม่ได้ทำสิ่งใดที่เป็นความผิด

“จึงเป็นการฉวยโอกาสทางการเมืองในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ขยายตัวมากขึ้น ผมว่าน่าละอายนะครับ”

PEACE NEWS


Peace News

นักวิชาการซัดระบายน้ำ กทม.ห่วย
ชำรุดหมดสภาพ-ฝนตกปุบท่วมปับ


นักวิชาการถอดบทเรียนระบบระบายน้ำ "กรุงเทพฯ" ระบุปัญหาท่อหมดสภาพ-อุดกั้นน้ำทำไหลยาก-หน่วยงานใช้วิธีคิดเดิมๆ ชี้บริหารอย่างไรก็ท่วม

เมื่อ 18 ต.ค. 2560 เว็บสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงานว่า ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในเวทีเสวนา “สถานการณ์น้ำปลายปี 60: กรุงเทพฯ น้ำรอระบายนาน หรือ?” จัดโดยสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง ของวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้จะถือว่ามากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี แต่จากเฉลี่ยกลับไม่ได้มากไปกว่าศักยภาพการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เนื่องจากระบบของกทม.ระบายน้ำได้ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ฝนตกลงมาไม่ถึง 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นสาเหตุของน้ำท่วมจึงสะท้อนถึงปัญหาระบบการระบายน้ำอย่างชัดเจน

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า ระบบระบายน้ำของ กทม.ปัจจุบันเก่าแก่มาก ถูกสร้างเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้พบการทรุดตัว เต็มไปด้วยตะกอนและขยะติดค้าง หรือเรียกได้ว่าหมดสภาพ ดังนั้น เมื่อมีฝนตกหนักหรือปานกลางต่อเนื่องหลายชั่วโมง จึงมีปัญหาน้ำรอการระบายจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่าการทรุดตัวของท่อที่ไม่เท่ากัน ทำให้ค่าระดับการไหลของน้ำตามแรงโน้มถ่วงเปลี่ยนไป จนปัจจุบันระดับน้ำในคลองต่างๆ อยู่สูงกว่าปลายท่อระบายน้ำ

"หลังจากที่ กทม.มีระบบพื้นที่ปิดล้อมป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2526 โดยทำผนังตลอดแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีการเพิ่มความสูงมาโดยตลอด จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 2.50 เมตร (MSL) ในช่วงที่น้ำขึ้นสูงระดับน้ำในแม่น้ำจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำในคลองมาก ดังนั้น การระบายจากท่อระบายน้ำลงสู่คลอง และจากคลองไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีระดับน้ำสูงกว่าจึงเป็นไปได้ยากมาก มวลน้ำทั้งหมดก็มีอาการเอ่อในคลอง และผลกระทบของผนังกั้นน้ำที่สูงขึ้นนี้ ก็ส่งผลให้คลองต่างๆ มีตะกอนสะสมมากขึ้นกว่าปีละ 2-3 เซนติเมตร" ศ.ธนวัฒน์ กล่าว

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้น้ำรอระบายนาน คือ คน กทม.ใช้น้ำวันละประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงทำให้การระบายน้ำต้องเจอกับภาระที่หนักมากขึ้นไปอีก ซึ่งบททดสอบนี้กำลังเป็นคำถามใหญ่ในอนาคตต่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ว่าขนาดปริมาณฝนจากเศษพายุขนุนที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ เรายังไม่มีศักยภาพในการเผชิญเหตุ หากในอนาคตมีพายุพัดผ่านบริเวณ กทม. พร้อมนำฝนมาตกในพื้นที่ประมาณ 200-300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แล้วเราจะตั้งรับหรือบริหารกันอย่างไร

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของปัญหาน้ำท่วม กทม.ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเกิดขึ้นเหมือนในปี 2554 ซึ่งมีมวลน้ำทางภาคเหนือไหลมาท่วมในภาคกลางอาจมีความเป็นไปได้น้อย แต่ในช่วงปลายปี 2560 ในเดือน ต.ค.-พ.ย. ควรเฝ้าระวังเรื่องฝนตกหนักจากร่องมรสุม และอาจมีพายุพัดเช่นปี 2495 และปี 2526 อย่างไรก็ตามควรเตรียมการรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนบ่อยขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนเรื่องฝนตกหนักและพายุ ขณะเดียวกันต้องเตรียมความพร้อมเรื่องระบบระบายน้ำเพื่อรองรับฝนตกหนัก

รศ.อภิชาติ อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิศวกรชอบคิดว่าสู้กับธรรมชาติได้ แต่ข้อเท็จจริงคือไม่ โดยระบบโครงสร้างแบบที่ กทม.มีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะบริหารอย่างไรก็ไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ทั้งนี้ความจริงแล้วการบริหารจัดการน้ำนั้นไม่ยาก คือแค่ให้น้ำนั้นมีที่อยู่และที่ไป แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือข้าราชการจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและรูปแบบการทำงาน ซึ่งขณะนี้ยังคิดใช้วิธีแก้ปัญหาแต่รูปแบบเก่าๆ

"คูคลองที่อยู่น้ำก็มักจะถมทำถนน เพราะง่ายไม่ต้องเวนคืน ก่อสร้างแบบสะพานก็เอาถูกๆ ง่ายๆ แต่ไปขวางทางน้ำ หรือท่อระบายน้ำก่อนสร้างเสร็จทรายก็เข้าไปถมเต็มหมดแล้ว นอกจากนี้การปล่อยให้ชาวบ้านรุกล้ำลำคลอง เช่นที่คลองลาดพร้าว เดิมกว้าง 60 เมตร ชาวบ้านรุกเหลือ 30 เมตร กทม.แทนที่จะเอาที่คืนกลับไปจัดสรรให้สร้างบ้านเสีย แล้วไปขุดคลองให้ลึกขึ้นแทน พอเป็นแบบนี้น้ำระบายตามแรงโน้มถ่วงไม่ได้ก็ต้องสูบ แล้วก็เกิดตะกอนอุดตันมากขึ้น" รศ.อภิชาติ กล่าว

รศ.อภิชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เคยออกแบบหลักการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อการระบายน้ำ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น การห้ามใช้ท่อระบายน้ำแบบกลม เป็นต้น แต่สุดท้ายกลับไม่เคยมีหน่วยงานใดปฏิบัติตาม ดังนั้นตราบใดที่หน่วยงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติยังไม่เปลี่ยนแนวคิด กทม.ก็จะยังคงต้องท่วมต่อไปแบบนี้

นายเทิดเกียรติ ศักดิ์คำดวง อดีตนายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย กล่าวว่า ธรรมชาติของน้ำไหลไปตามแรงโน้มถ่วงจากสูงไปต่ำ สุดท้ายจึงมาลงที่ กทม. ซึ่งอันที่จริงนั้นดีกับเกษตรกร เช่น แถวบางนา บางปะอิน เคยถูกยกให้เป็นพื้นที่อู่ข้าวที่ดีที่สุด มีน้ำลงมาเป็นการชลประทานที่ดีมาก สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง และดีกับการป้องกันบ้านเมืองสมัยโบราณ เราเคยรอดตัวได้เพราะน้ำ แต่ขณะนี้กำลังจะตายเพราะน้ำ

นายเทิดเกียรติ กล่าวว่า ทุกวันนี้แม่น้ำเจ้าพระยาถูกบีบให้แคบลงจากสิ่งก่อสร้างต่างๆ ช่วงสะพานซังฮี้มีความกว้างประมาณ 160 เมตร ช่วงคลองเตย ไปถึงบางกระเจ้า และปากน้ำ มีความกว้างประมาณ 400-800 เมตร ส่วนช่วงจุดออกทะเลกว้างเป็นกิโลเมตร แต่ช่วงสะพานพุทธมีความกว้างเพียง 90 เมตร ดังนั้นน้ำทั้งหมดที่ไหลลงมาไม่ว่าจะมากเพียงใดสุดท้ายเหลือพื้นที่ออกทะเลได้เท่านี้

"เมื่อปี 2554 หลังน้ำท่วมแล้วกระสอบทรายหายไปไหน ครึ่งหนึ่งลงไปอยู่ในท่อระบายน้ำ ซึ่งถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ปัญหาก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมากระบวนการแก้ปัญหาเราไม่จริงจัง นอกจากคำพูดเพราะๆ แล้วเราก็ลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ ถ้าจะแก้ไขให้จริงจังเราต้องทำให้ชัดเจนว่ามันจะมีระบบท่อแบบไหน ทำไมจึงไม่ทำท่อหลักขนาดใหญ่เป็นช่วงๆ แบบก้างปลา รองรับน้ำจากท่อระบายน้ำย่อย การวางผังเมืองที่ดีจะต้องแก้ไขปัญหาของเมืองในอนาคตได้" นายเทิดเกียรติ กล่าว

PEACE NEWS


04.00 อ่างเก็บน้ำ ม.เกษตร หมู่ 4-5 ต.เพนียด ลพบุรี คันดินอ่างแตกกว้างหลายเมตร ภาพ กู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์







Posted: 15 Oct 2017 09:35 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

'Land Watch THAI' เปิดมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ... ในสนช. พบมีผู้ถือมูลค่าสูงสุดกว่า 600 ล้าน มี 2 คนที่ไม่ถือครอง ขณะที่ กมธ.ชุดนี้ นายพลนั่ง 14 จาก 20 เก้าอี้


16 ต.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ''Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน' เผยแพร่มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ... ทั้ง 20 คน ที่มีนายพลถึง 14 คนแล้ว ยังปรากฎมูลค่าสูงสุดคือ สุวรรณี สิริเวชชะพันธุ์ 617,240,259 บาท รองลงมาคือ พ.ต.ท. พงษ์ชัย วราชิต 133,350,500 บาท และ พล.อ.อ. ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 79,500,000 บาท และปรากฎผู้ไม่ถือครองที่ดิน 2 คน คือ พรชัย ฐีระเวช และสมพร เทพสิทธา

รายละเอียดดังนี้

1 พล.อ. กิตติ อินทสร 17,377,100 บาท
2 พล.อ.อ. ชนะ อยู่สถาพร 41,220,000 บาท
3 พล.อ.อ. ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 79,500,000 บาท
4 พล.ท. ชาญชัย ภู่ทอง 59,112,750 บาท
5 ชาญวิทย์ วสยางกูร 22,415,345 บาท
6 พล.อ.อ. ชูชาติ บุญชัย 12,900,000 บาท
7 รศ. ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล 21,490,000 บาท
8 พล.ร.อ. ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ 13,440,000 บาท
9 พล.ร.อ. ธราธร ขจิตสุวรรณ 37,860,000 บาท
10 พล.อ. ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ 19,359,000 บาท
11 พ.ต.ท. พงษ์ชัย วราชิต 133,350,500 บาท
12 พรชัย ฐีระเวช ไม่มีการถือครองที่ดิน
13 พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 14,900,000 บาท
14 พล.ร.อ. ยุทธนา ฟักผลงาม 40,434,000 บาท
15 พล.อ. วรพงษ์ สง่าเนตร 32,861,100 บาท
16 พล.ร.อ. ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง 15,606,116 บาท
17 สมพร เทพสิทธา ไม่มีการถือครองที่ดิน
18 พล.อ. สุรวัช บุตรวงษ์ 50,705,000 บาท
19 สุวรรณี สิริเวชชะพันธุ์ 617,240,259 บาท
20 อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ 54,837,260 บาท


ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเด็นที่ดิน และสถานการณ์ปัญหาการแย่งยึดที่ดินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายของรัฐ รวมถึงการผ่านกฎหมายหรือนโยบายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำกินและอยู่อาศัย ที่ทุกคนบนแผ่นดินไทยควรมีสิทธิเสมอกัน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.