Atukkit Sawangsuk

ใครว่าเหลืองแดงรวมกันไม่ได้ ชอบผู้จัดการก็ตรงนี้ (ชมนะ ชม ไม่ใช่ด่าแบบสมเกียรติ อ่อนวิมล 555)

"หลังจากหลุดวัยทีนก็เข้าสู่ช่วงเนื้อนมเน้นๆ แบบสาวสะพรั่งเต็มวัย 20 ปีของ ‘เจสซี่ วาร์ด’ ซึ่งเมื่อเธอเผยเรือนร่างในโฟโต้บุ๊กเล่มแรกสุดเซ็กซี่ กับ mars plus ทำให้รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวและยั่วยวนไปซะทุกสัดส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เธอรู้สึกว่าเซ็กซี่ สะดุดตาที่สุดอย่าง ‘หน้าอก’ ขนาดถูกแซวว่าใหญ่กว่าหัวซะอีก เธอยังบอกว่ามันเป็นความภูมิใจ และเธอดังได้เพราะนม!"

ช่วยโฆษณา



"สำหรับหนุ่มๆ ที่อยากเป็นเจ้าของโฟโต้บุ๊ก ‘เจสซี่ วาร์ด’ สั่งจองกันได้ที่ inbox เพจ mars plus และเพจ mars magazine และพลาดไม่ได้กับนัดสำคัญ กระทบไหล่ ขอลายเซ็นนางแบบที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุค ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2560 เวลา 13.00-16.00 น. ที่บูธ mars magazine M28 โซน C1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์"

mars คือนิตยสารในเครือผู้จัดการ ดูเหมือน บก.คนแรกคือลูกชายชัยอนันต์, พชร สมุทวณิช แต่ตอนหลังเปลี่ยนคนไป

http://manager.co.th/Marsmag/ViewNews.aspx…


Atukkit Sawangsuk

คำถามถึงศาลไทย

ทหารนำ 9 ผู้ต้องหาเครือข่ายโกตี๋ มอบให้ตำรวจ เจ้าตัวปฏิเสธเตรียมลอบสังหารนายก
https://prachatai.com/journal/2017/03/70732

รัฐบาลทหารหลอกชาวโลก เลิกใช้ศาลทหาร ขึ้นศาลพลเรือน แต่ใช้อำนาจ ม.44 จับกุมโดยไม่ต้องขอหมายค้นหมายจับตาม ป.วิอาญา จับคนเข้าค่ายทหาร สอบสวนแล้วค่อยมาขอหมายศาล ศาลยอมรับกระบวนการจับกุมเช่นนี้ได้อย่างไร

ดูข่าวผู้จัดการยิ่งชัดนะครับ แม้พาดหัวเข้าข้างทหารสุดๆ แต่เนื้อข่าวอธิบายกระบวนการชัดเจน จับ 18 มีนาคม ขอหมายจับเรื่องอาวุธ 21 มีนาคม ขอหมายจับอั้งยี่ 23 มีนาคม (บางคนตอนค้นไม่พบอาวุธ ก็ยังโดนข้อหาที่ 2 อั้งยี่)

http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx…

ผู้ต้องหารายหนึ่งคือ วันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ โวยว่าอาวุธที่ยึดได้จากเขามีแค่บีบีกัน และปืนอีก 2 กระบอกจากบ้านเมีย เป็นปืนถูกกฎหมาย

วันที่จับก็มีข่าวชัดเจน

"เป้าที่ 7 จับกุม นายวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ เมื่อเวลา 06.00 น. จนท.ทหาร และ ตร. เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 119/116 (หมู่บ้านสวัสดิการศูนย์การทหารราบ) หมู่ 9 ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นที่พักของ นายวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ อายุ 56 ปี เครือข่ายบุคคลเป็นภัยต่อความมั่นคง ภายในบ้านพบ นายวันไชยชนะ พักอาศัยอยู่กับ นางษุศรา สง่าเพ็ชร (ภรรยา) และ มารดา (มารดานางษุศรา) ผลการตรวจค้นพบ 1. สิ่งเทียมอาวุธปืน (บีบีกัน) จำนวน 8 กระบอก 2. แม็กกาซีน (บีบีกัน) จำนวน 25 ซอง 3. อาวุธปืนลูกซอง ขนาด เบอร์ 12 จำนวน 1 กระบอก 4. ปืนพกสั้น ยี่ห้อกล็อก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก 5. ซองปืนพกสั้น จำนวน 3 ซอง 6. เครื่องกระสุนปืน ขนาด เบอร์ 12 จำนวน 29 นัด 7. เครื่องกระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 26 นัด 8. เครื่องกระสุนปืน ขนาด .22 มม. 50 นัด"

http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx…

แต่พอตั้งข้อหาบอกว่า


"นายวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ อายุ 55 ปี ชาว จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 722/60 ลง 21 มี.ค. 2560 ความผิดฐาน มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครอง และหมายจับเลขที่ 746/60 ลง 23 มี.ค. 2560 ความผิดฐานซ่องโจร"

ผู้ต้องหาคนอื่นๆ บางรายค้นไม่พบอะไรเลย แต่โดนอั้งยี่ซ่องโจร


3. นางปาลิดา เรืองสุวรรณ อายุ 61 ปี ชาว จ.สกลนคร ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 745/60 ลง 23 มี.ค. 2560 ความผิดฐานซ่องโจร

7. จ.ส.อ.ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู อายุ 56 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 749/60 ลง 23 มี.ค. 2560 ความผิดฐานซ่องโจร

6. นายอุดมชัย นพสวัสดิ์ อายุ 60 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 721/60 ลง 21 มี.ค. 2560 ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และหมายจับเลขที่ 748/60 ลง 23 มี.ค. 2560 ความผิดฐานซ่องโจร

รายนี้คือคนที่ว่าซื้อรถต่อมาจากนายธีรชัย ข่าวตอนค้นวันที่ 18 ไม่เจออะไรเลย (ไม่มีกระทั่งบัตร นปช.) แต่เจอยาบ้า 1 ถุงซุกใต้เบาะ

8. ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล อายุ 49 ปี ชาว จ.สุรินทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 750/60 ลง 23 มี.ค. 2560 ความผิดฐานซ่องโจร และหมายจับเลขที่ 10/2560 ลง 17 มี.ค. 2560 ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตาม ม.112 และนำเข้าข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (ออกโดยศาลทหารกรุงเทพ)

คนนี้ตามข่าวคือ มีหมายจับ 112 พรบ.คอมพ์ ตั้งแต่วันที่ 17 แล้วไปจับมาพร้อม "เครือข่ายโกตี๋" ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า


Voice TV 21

นายกไทยคุยกับเจ้าพ่ออาลีบาบาในที่ประชุม G20 เหมือนนายกมาเลเซีย แต่คุยกับมาเลเซียแค่ 10 นาที Jack Ma หอบเงินข้ามไทยไปตั้งศูนย์ธุรกิจดิจิตอลที่นั่นเรียบร้อยแล้ว เผยยักษ์อีคอมเมิร์ซโลกสุดหรูพ่วง 16 ทุนจีนคุม 43% ของธุรกิจกระจายสินค้าโลกเข้ามาเลเซียด้วย ประกาศดันเป็นศูนย์กลาง SME ของอาลีบาบา พร้อมสร้าง "เส้นทางสายไหมใหม่" ร่วมกันระหว่างสองประเทศอย่างสมบูรณ์

ไทยเสียโอกาสยกระดับประเทศอีกครั้งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ต่อให้พยายามใกล้ชิดจีนแค่ไหนก็ตาม


Atukkit Sawangsuk

ฮาโคตร รัดเข็มขัดเล่นสงกรานต์ เอาโอ่งขึ้นได้แต่ห้ามคนนั่ง

ข้อสำคัญ เห็นไหมล่ะ ม.44 รัดเข็มขัด ไม่มีผลทางปฏิบัติกับคนชั้นกลางขี่เก๋งหรอก ชาวบ้านใช้รถกระบะต่างหาก โดนเต็มๆ

คนขี่เก๋งติดฟิล์ม ไม่รัดเข็มขัด จะโดนจับได้ไงครับ เห็นตำรวจตั้งด่าน รีบรัดเข็มขัดเสียก็จบ คนโดนจริงๆคือ คนต่างจังหวัดที่นั่งท้ายรถกระบะกันเป็นปกติ (รวมทั้งคนมาทำงานกรุงเทพฯ เวลากลับบ้านสงกรานต์ปีใหม่)

สงกรานต์ต่างจังหวัด ก็จะกร่อยทั้งประเทศ ไม่มีคนเล่น เพราะทุกวันนี้รถกระบะเป็นอุปกรณ์สำคัญพอๆ กับขัน ใช้บรรทุกน้ำตระเวณเล่นกันตามถนนสายต่างๆ เมื่อห้ามรถกระบะก็จะเหลือแต่สงกรานต์หน่อมแน้ม สีลม ข้าวสาร ใจกลางตัวเมืองต่างๆ เอาไว้ถ่ายรูปโชว์ฝรั่ง ขายการท่องเที่ยว แต่สงกรานต์ของชาวบ้านจริงๆ จบเห่

ถ้าผมเป็นนักการเมืองนะ จะประกาศนโยบายหาเสียงเลย มีอำนาจเมื่อไหร่เลิกห้ามนั่งหลังรถกระบะ แค่จำกัดความเร็ว (ประกาศสวนพวกคนดีพวกหมอพวกนักรณรงค์ทั้งหลาย ซึ่งไม่ต้องห่วง พวกนี้ไม่เอาประชาธิปไตยอยู่แล้ว)

http://www.matichon.co.th/news/506907

"รถกระบะจะห้ามไม่ให้นั่งด้านหลังจะให้นั่งเฉพาะห้องโดยสารเท่านั้น หากบอกว่าได้รับผลกระทบก็กระทบแน่นอน แต่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชน เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแต่ละครั้งไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะตัวเอง ครอบครัว และรัฐก็ต้องจ่ายเงินดูแลรักษาด้วย"

"สงกรานต์ปีนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามนำโอ่ง หรือถังน้ำ ขึ้นท้ายรถกระบะ สามารถนำขึ้นได้ตามปกติ แต่จะต้องไม่มีคนไปนั่ง หรือยืนอยู่ท้ายรถ หากพบก็จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับปรับแน่นอน โดยจะต้องนั่งรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่ภายในห้องโดยสารเท่านั้น"


กิจการประเภทการผลิตและจำหน่ายเลิกจ้างสูงสุดระหว่าง 1 ต.ค.2559- 28 ก.พ.2560

Posted: 23 Mar 2017 10:51 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)  

กสร. เผย 5 อันดับ กิจการที่มีการเลิกจ้างมากสุดในไทย 1 ต.ค. 2559- 28 ก.พ.2560 อันดับ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย

มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่านายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( กสร. ) กล่าวว่า สถานการณ์การเลิกจ้าง ในภาพรวมของประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล ที่เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐและให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ช่วยเหลือสถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ และธุรกิจ SMEs กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งนโยบายด้านอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวดีขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ

นายสุเมธ กล่าวว่า ในส่วนของการเลิกจ้างมีแนวโน้มลดลงโดยจะเห็นได้จากข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและมายื่นคำร้องลดลง โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการที่เลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด 172 แห่ง ลูกจ้างยื่นคำร้องรวม 4,290 คน เงินสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับรวม 123,149,121 บาท สำหรับประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย คิดเป็นร้อยละ 41 2. กิจการประเภทอื่นๆ เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 15 3. กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ คิดเป็นร้อยละ 11 4. กิจการสื่อสารคมนาคม คิดเป็นร้อยละ 9 และ 5. กิจการก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 7 ทั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มเลิกจ้าง 4 แห่ง ลูกจ้างจำนวน 882 คน

อธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีจำนวนลดลง โดยในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559 มีจำนวนอัตราการเลิกจ้าง 31,570 คน / 30,570 คน / 29,748 คน ลดลงตามลำดับ เดือนมกราคม 2560 มีจำนวน 29,076 คน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากภาพรวมแล้วสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น

กสม.ตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงโคราช พบดูแลผู้ต้องขังตั้งครรภ์ครบวงจร

Posted: 24 Mar 2017 01:30 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

กสม. เผยที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา จนท.พาผู้ต้องขังไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล พบแพทย์ตามนัดและคลอดที่โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยและยังทำให้เด็กไม่ต้องระบุในใบแจ้งเกิดว่าคลอดที่ทัณฑสถานฯ พร้อมมีพี่เลี้ยงที่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาช่วยดูแล


กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา

24 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง ชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เชิงกัลยาณมิตร ที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา


ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ฉัตรสุดา ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ทางคณะฯ​ จะดูตั้งแต่สภาพทางกายภาพ เช่นโครงสร้างสถานที่ สถานที่โรงฝึกงาน สถานที่เยี่ยมของญาติ การบริการทางการแพทย์ รวมไปถึงประเด็นด้านเด็กในกรณีที ซึ่งเป็นประเด็นที่มักเป็นปัญหาในหลายๆ แห่ง โดยที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมานั้น เมื่อมีผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์เข้ามาภายในทัณฑสถานฯ ทางเจ้าหน้าที่จะพาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรวมถึงพาไปพบแพทย์ตามนัดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดคลอด ก็พาไปคลอดที่โรงพยาบาลนอกจากเพื่อความปลอดภัยของมารดาแล้ว ยังทำให้เด็กที่เกิดมาไม่ต้องระบุในใบแจ้งเกิดว่าคลอดที่ทัณฑสถานฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกของเด็กในอนาคตอีกด้วย

โดยเด็กทุกคนที่คลอดจากมารดาซึ่งเป็นผู้ต้องขัง จะได้รับวัคซีนครบถ้วนตามมาตรฐานของโรงพยาบาล และเมื่อกลับมายังทัณฑสถานฯ จะมีการแยกพื้นที่ให้เด็กได้อยู่กับมารดาเป็นสัดส่วนจากผู้ต้องขังในแดนต่างๆ และมีพี่เลี้ยงที่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาช่วยดูแล และเน้นการให้เด็กได้ดื่มนมแม่เนื่องจากมีคุณประโยชน์และยังมีการให้นมผงช่วยเสริมโดยได้รับงบประมาณจากกรมราชทัณโดยมารดาซึ่งเป็นผู้ต้องขังสามารถอยู่กับบุตรได้จนถึงอายุ 1 ปี จากนั้นจะมีการติดต่อญาติให้มารับไปดูแล เพื่อการเจริญเติบโตของเด็กในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป


ชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ชาติชาย กล่าวว่า สำหรับเรือนจำหญิงในประเทศไทยต้องขอบคุณข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงเสนอเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง เนื่องจากมีความเปราะบางกว่าผู้ต้องขังชาย จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและรวมทั้งยังถูกนำมาใช้จริงในทัณฑสถานหญิงในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ซึ่งหลักการนี้ทำให้การควบคุม การปฎิบัติ และแนวทางการดูแลผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยผู้ต้องขังหญิงจะได้รับการฝึกทั้งด้านความเป็นอยู่ ด้านจิตใจและฝึกอาชีพที่หลากหลาย ทั้งนี้ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมาถือเป็นต้นแบบที่ดีในการปฎิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ จากที่เรามาดูวันนี้จะเห็นได้ว่ามีการรักษาความสะอาดดีที่มาก มีกิจกรรมที่ค่อนข้างเป็นระบบ ก็ต้องชมเชยที่สามารถดูแลผู้ต้องขังหญิงได้เป็นอย่างดี มีเพียงบ้างเรื่องที่ยังต้องมีการพูดคุยกันในเกี่ยวกับการทำงานของผู้ต้องขังหลังจากพ้นโทษ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ควบคุมการประกอบอาชีพพนักงานนวด โดยต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะสามารถทำงานได้และผู้ที่มีประวัติการทำความผิดไม่สามารถเป็นผู้ประกอบกิจการสปาได้ ทำให้ถึงแม้จะผ่านการฝึกชีพมาแล้วจากในทัณฑสถานก็ยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้


สุดารัตน์ ภู่พันธ์ ผู้อำนวยการส่วนปกครองและทัณฑปฎิบัติ ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา

สุดารัตน์ ภู่พันธ์ ผู้อำนวยการส่วนปกครองและทัณฑปฎิบัติ ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา กล่าวว่า ที่ทัณฑสถานฯ จะมีการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงการฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังจากความร่วมมือของหลายฝ่ายทั้งการศึกษานอกโรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมไปถึงวิทยาลัยการอาชีพปากช่องที่จะเข้ามาสอนอาชีพให้กับผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังที่นี่จะได้การฝึกทั้งวิชาชีพและแรงงานรับจาก ได้แก่การนวดแผนไทย ซัดรีดเสื้อผ้า ล้างรถ การทำสิ่งประดิษฐ์ ทำน้ำหอม เสริมสวย และวิชาการโรงแรม โดยผู้ต้องขังที่เหลือโทษน้อยกว่า 3 ปีครึ่ง จะได้รับโอกาสให้ออกไปทดลองฝึกอาชีพด้านนอก โดยบริเวณด้านหน้าทัณฑสถานจะมีร้านนวด ร้านล้างรถ เสริมสวย ร้านกาแฟ และร้านค้าขายสิ่งประดิษฐ์จากผู้ต้องขังและบริการโดยผู้ต้องขังหญิงที่ผ่านการฝึกอาชีพมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


กิจกรรมสวตมนต์และนั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตใจของผู้ต้องขัง


กสม. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังพี่ชายชัยภูมิ ป่าแส ถูกขู่ถึงขั้นกระสุนปืนวางหน้าบ้าน

Posted: 24 Mar 2017 01:59 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

กรรมการสิทธิฯ เตรียมลงพื้นที่เกิดเหตุวิสามัญฯ ชัยภูมิ ป่าแส หลังรับเรื่องร้องเรียน กรณี ไมตรี พี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิโดนคุกคามหนักถึงขั้นส่งกระสุนปืนมาวางหน้าบ้าน ส่วนปมวิสามัญชัยภูมิฯ กำลังรวบรวมข้อมูล รับใช้เวลานาน ต้องรอหลายฝ่าย


เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ที่มาภาพ เพจ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

24 มี.ค. 2560 วันนี้ ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงพื้นที่ติดตามกรณีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้คดีดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและโปร่งใส และสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่และคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ผู้สื้อข่าวประชาไท สัมภาษณ์ อังคณา นีละไพจิตร กสม. เกี่ยวกับความคืบหน้าภายหลังจากรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดย อังคณา ชี้แจงว่า ทาง กสม. มีประเด็นที่จะตรวจสอบ 2 ประเด็น หนึ่ง ประเด็นการวิสามัญฯ ชัยภูมิ นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากต้องรอผลชันสูตร และเชิญเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบถามที่สำนักงาน โดยขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลกันอยู่

ส่วน ประเด็นที่ สอง กรณีนักสิทธิมนุษยชนชาวลาหู่ คือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิ ที่กำลังถูกคุกคาม นั้น อังคณา ระบุว่า ตนได้รับแจ้งว่ามีการข่มขู่คุกคามด้วยการวางกระสุนปืนไว้หน้าบ้านไมตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน และทาง กสม. เป็นห่วงความปลอดภัยของไมตรี จึงจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยกระบวนการตรวจสอบจะดำเนินผ่านการลงพื้นที่เพื่อพบชาวบ้าน ผู้เสียหายเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.