ที่มาภาพจาก: เว็บไซต์กองทัพอากาศ

Posted: 18 Oct 2018 02:09 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 16:09


พล.อ.ประวิตร เชื่อคำพูดของ ผบ.ทบ. ไม่ใช่การขู่ทำรัฐประหาร ย้ำถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยก็ไม่มีอะไรต้องห่วง ผบ.ทอ. เผย ถ้าทุกคนร่วมใจกันอยู่ในกติกา ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยันทหารจะวางตัวเป็นการทางการเมือง ด้านจตุพร พรหมพันธุ์ เสนอปิดทางรัฐประหาร ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน ย้ำถ้าผู้มีอำนาจต้องลาออกจากการเป็นกรรมการ ก่อนเป็นผู้เล่นทางการเมือง หมอเหวงชัด รปห. เฉพาะรัฐบาลไทยรักไทย กับเพื่อไทย แต่พอเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ทหารเลือกยิงประชาชน

18 ต.ค. 2561 สืบเนื่องจากกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน วานนี้(17 ต.ค.) โดยตอบคำถามสื่อฯ ที่ถามว่า จะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ว่า "ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุการจลาจล ก็ไม่มีอะไร"

ล่าสุดวันนี้ สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ ระบุ อาจมีรัฐประหาร หากการเมืองเป็นต้นเหตุให้เกิดการจลาจล ว่า เป็นการพูดถึงเรื่องในอนาคต ดังนั้นขออย่ากังวล

“หากพิจารณาที่ผู้บัญชาการทหารบกพูด คือ หากบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ก็ไม่มีอะไร ดังนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีต การออกมาพูดของผู้บัญชาการทหารบกเป็นการพูดความจริง ไม่ได้ออกมาขู่ และเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อบรรยากาศที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในขณะนี้ รวมถึงความเชื่อมั่นของฝ่ายต่าง ๆ เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย ซึ่งผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ได้ติดตามเรื่องนี้อยู่” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ส่วนหลังการเลือกตั้ง หากมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เช่น ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รอให้เกิดขึ้นก่อน และไม่ตอบว่ามีแผนรองรับแล้วหรือไม่

ผบ.ทอ. ย้ำถ้าทุกคนร่วมใจอยู่ในกติกา ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยันทหารจะวางตัวเป็นการทางการเมือง

วันเดียวกัน พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า ผู้บัญชาการทหารบก พูดมีเหตุผล ตนเชื่อว่าทหารและทุกคนเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในรัฐบาล ประชาชนทั่วไป หรือ ทหาร ไม่มีใครอยากปฏิวัติอยู่แล้ว เรามีหน้าที่รักษาความสงบ ความมั่นคง ถ้าทุกคนร่วมใจกันอยู่ในกติกา ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แล้ว เชื่อว่าในอนาคตก็ไม่มีใครอยากทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในอนาคตบ้านเมืองถึงวิกฤติ กองทัพพร้อมที่จะเข้ามารักษาความสงบหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เหล่าทัพมีหน้าที่รักษาความสงบตามกรอบ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลการเลือกตั้ง เมื่อไม่มีความสงบ ตำรวจก็ทำงานอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ไหว ก็จะเป็นทหาร ซึ่งเป็นกติกาปกติ เชื่อว่าทุกคนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งหมดมา อยากเลือกตั้ง อยากมีรัฐบาลที่ดี จะได้เดินหน้าต่อไป ไม่มีใครต้องการให้ไม่มีความสงบเกิดขึ้น ตนเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาตอบโต้ โดยกล่าวหาว่าทหารเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการทำปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เกินไปหรือไม่ ส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น สิ่งที่เกิดตรงหน้าจริง ๆ ถ้ามีหน้าที่ปฏิบัติ ก็คงต้องทำ แต่ว่าคำถามที่ถามลึกเกินไป ตนไม่ทราบรายละเอียดว่าใครเป็นคนทำ และส่วนตัวไม่คิดว่าอยากจะให้มันเกิดขึ้นอีกด้วยซ้ำ ต้องช่วยกันจริงจัง เราจะได้เดินหน้าสักที

ส่วนเรื่องกำชับกำลังพลให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทุกคนคิดได้หมด ไม่ว่าจะพูดอย่างไร แต่จะต้องปฏิบัติด้วย การอบรมให้ข้าราชการมีประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง คือสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว และกองทัพอากาศก็ส่งเสริมอยู่แล้ว หน้าที่ของทหารที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล คือรักษาความสงบ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครอยากปฏิวัติ ส่วนเรื่องการอบรมให้ใช้ประชาธิปไตย ก็ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และได้สั่งการให้ทบทวนอย่างละเอียดในเรื่องกำลังพลและสิทธิของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะเข้ามาชี้แจงนโยบายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม

“ทหารทำตามกรอบ ส่งเสริมให้ทุกคนไปเลือกตั้งและยืนยันว่าจะเป็นกลางและพร้อม 100% ให้พรรคการเมืองเข้ามาหาเสียงในหน่วยทหาร เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความยุติธรรม เพราะจากการอยู่หน่วยทหารต่างจังหวัด เคยปฏิบัติเรื่องนี้มาก่อน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทหาร แต่ปัญหาคือบางพรรคการเมืองเท่านั้นที่ใช้เวลาไม่เท่ากันในการมาหาเสียง ทั้งนี้ได้คาดโทษจริงจังสำหรับกำลังพลที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งได้สั่งการเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะจะไปทำอย่างนั้นไม่ได้” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน มติชน รายงานด้วยว่า พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ระบุว่า ผบ.ทบ. ได้พูดชัดเจนแล้ว ตนไม่ต้องการขยายความ เพราะท่านระบุชัดแล้วว่า หากประเทศไม่มีความขัดแย้งอีกแล้ว ไม่มีการใชกำลังกัน พรรคการเมืองใช้อำนาจในทางที่ถูกโดยไม่ขัดแย้งกันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น

จตุพร เสนอปิดทางรัฐประหาร ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน ย้ำถ้าผู้มีอำนาจต้องลาออกจากการเป็นกรรมการ ก่อนเป็นผู้เล่นทางการเมือง


ขณะที่ วานนี้ ไทยโพสต์ รายงานว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. กล่าวถึงกรณีการให้สมัภาษณ์ของ พล.อ.อภิรัชต์ ว่า สิ่งที่เราพยายามตลอดเวลา ก็คือการชวนให้ทุกฝ่ายได้คุยกัน เพราะว่าประเทศถูกฟรีซด้วยคำว่าสงบมานาน ทุกคนเข้าใจตามที่นายกฯ ประกาศว่าจะต้องไม่มีการชุมนุมเหมือนดังเดิม เหมือนเช่นในอดีต เพราะฉะนั้นเพื่อให้บ้านเมืองได้เดินต่อไปข้างหน้า ประชาชนทุกฝ่ายต้องคุยกัน ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มผู้มีอำนาจ รวมทั้งภาคประชาชน โดยต้องคุยกันเพื่อหาทางออกให้กับชาติบ้านเมือง ไม่ใช่คุยกันเพื่อเปลี่ยนจุดยืน แต่คุยกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ สาระหลักวันนี้ ประชาชนจะต้องคิดอ่านไม่ให้ทุกอย่างถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไข คือการคุยกัน ตกลงกัน เป็นสัญญาประชาคม ส่วนจุดยืนทางการเมืองแต่ละฝ่ายก็รักษาจุดยืนทางการเมืองกันเหมือนเดิม

“ดังนั้นถ้าบ้านเมืองสงบ ก็ไม่มีใครมาการันตีเรื่องการรัฐประหาร ทุกอย่างก็เดินตามครรลองที่ควรจะเป็น ที่ ผบ.ทบ. พูดก็ภายใต้สถานการณ์ที่จะถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไข ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายไม่สร้างเงื่อนไขขึ้นมา มันก็ไม่เกิดสถานการณ์อย่างที่ว่า ทางที่ดีผบ.ทบ. อาจจะเป็นคนเริ่มหาทางกออกพูดคุยกับทุกฝ่าย ที่เป็นคนไทย เราจะได้พาชาติพ้นวิกฤต ผมไม่อยากให้มองการพูดของผบ.ทบ. เป็นการปรามหรือขู่อะไร แต่ควรจะคิดร่วมกันหาทางออกกันดีกว่า ทุกฝ่ายต้องเริ่มที่ตัวเองคือไม่สร้างเงื่อนไขอย่างที่ผบ.ทบ. ได้แสดงความห่วงใยออกมา” ประธานนปช. กล่าว

เมื่อถามว่าการไม่ยอมรับการเลือกตั้งจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร จตุพร กล่าวว่า เราพยายามเสนอทางออกกันมาตั้งแต่ต้น ถ้าคนที่มีอำนาจต้องจะเป็นผู้เล่น ก็ต้องลาออกจากบทกรรมการ เพราะกรรมการจะควบตำแหน่งผู้เล่นไม่ได้ มันจะเป็นหนทางนำไปสู่วิกฤต คือวิธีการทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ นั่นคือจะต้องสุจริตและเที่ยงธรรม ตามคำขวัญของกกต. ถามว่าจะทำได้อย่างไร ก็ต้องเสียสละ คือถ้าคสช. มีความประสงค์ หรือคนในรัฐบาลมีความประสงค์ จะลงมาในฐานะผู้เล่น ก็ต้องลาออกจากบทของกรรมการอย่างเด็ดขาด แล้วปล่อยให้กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างมีอิสระ

“ดังนั้น ถ้าต้องการจะลดเงื่อนไขไม่ให้เกิดปัญหาตามที่ ผบ.ทบ. ได้แสดงความห่วงใย ก็ต้องเริ่มต้นจากผู้มีอำนาจก่อน ว่าถ้าประสงค์จะเข้าสู่ฐานะผู้เล่น ก็ต้องเลิกจากการเป็นกรรมการ ปัญหาก็จะจบ ถ้าทุกฝ่ายได้คุยกัน ตกผลึกร่วมกัน ให้สังคมได้กำกับดูแล เชื่อว่าประเทศจะข้ามพ้นไปได้” จตุพร กล่าว
หมอเหวงซัด รัฐประหารเฉพาะไทยรักไทย กับเพื่อไทย แต่พอเป็นรัฐบาลประชาธิปปัตย์ทหารเลือกยิงประชาชน

ส่วน นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตถึงคำพูดที่ว่า หากไม่มีเหตุจลาจล ก็จะไม่มีการทำรัฐประหาร ผ่านเฟสบุ๊กว่า ในปี 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุม ในปี 2551-2553 กลุ่มแนวร่วมประธิปไตยต่อต้านเผด็จการออกมาชุมนุม และใน 2556-2557 กลุ่ม กปปส. ออกมาชุมนุม แต่กลับมีการรัฐประหารเกิดขึ้นเฉพาะปี 2549 และ 2557 เท่านั้น ขณะที่ปี 2553 ทหารในนาม ศอฉ. กลับลั่นกระสุนสงครามสังหารประชาชน ไม่ได้ทำการรัฐประหารโค่น รัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งที่ ผบ.ทบ. เองก็เป็นนายทหารผู้ปฎิบัติการใน 3 เหตุการณ์ จึงตั้งข้อสังเกตุได้ว่า การรัฐประหารจะเกิดเฉพาะกับฝั่ง ไทยรักไทย และเพื่อไทย ใช่หรือไม่

[right-side]


Posted: 18 Oct 2018 03:17 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 17:17


รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ให้ต่ำกว่าปกติถึงลิตรละ 3 บาท เพื่อไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นค่าโดยสารกับประชาชน ด้านกรมธุรกิจพลังงาน เผยรอรายชื่อวินมอเตอร์ไซค์ถือบัตรคนจน จากกระทรวงการคลังก่อนเดินหน้าลดราคาแก๊สโซฮอล์คาดมีผล ธ.ค.นี้

18 ต.ค.2561 วานนี้ (17 ต.ค.61) โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า สมบูรณ์ หน่อแก้ว รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพประชาชนให้กับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ถือบัตรสวัสดิการ จะได้รับส่วนลดแก๊สโซฮอล์ 95 ในอัตรา 3 บาท/ลิตร โดยใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 300 กว่าล้านบาท/ปี และผู้ค้ามาตรา 7 อีก 300 ล้านบาท/ปี ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกันคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วและสามารถเริ่มดำเนินการได้เร็วๆ นี้ ทั้งนี้ การช่วยเหลือเบื้องต้นจะให้ส่วนลดกับผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐและใบอนุญาตขับจักรยานยนต์รับจ้าง ที่มีทั่วประเทศประมาณ 1 แสนคัน ให้ได้รับส่วนลดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในอัตราลิตรละ 3 บาท ไม่เกิน 5 ลิตร/ วัน คิดเป็นส่วนลดรวม 15 บาท/วัน หรือ 450 บาท/เดือน ซึ่งคิดเป็นเงิน 45 ล้านบาท หรือ 540 ล้านบาท/ปี

นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี ธพ. กล่าวว่า อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังเป็นผู้สรุปตัวเลขจำนวนรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ขับขี่รถรับจ้าง และขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือ ผู้ที่บัตรคนจน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กระทรวงจะเข้าไปให้การช่วยเหลือ

ขณะที่ Workpoint News รายงานด้วยว่า แหล่งข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพประชาชนให้กับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ถือบัตรสวัสดิการ จะใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 300 กว่าล้านบาทต่อปี และผู้ค้ามาตรา 7 อีก 300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมอีกว่า การช่วยเหลือเบื้องต้นจะให้ส่วนลดกับผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐและใบอนุญาตขับจักรยานยนต์รับจ้าง โดยนำร่องจากรถจักรยานยนต์รับจ้าง ประมาณ 300,000 คันทั่วประเทศ ที่ลงทะเบียนรับจ้างกับกรมขนส่งทางบกและผู้ถือบัตรผู้มีรายได้น้อย (บัตรคนจน) ให้มีผลเดือนธันวาคมนี้ ก่อนขยายไปให้ประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ทั่วไป ให้ได้รับส่วนลดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในอัตราลิตรละ 3 บาท ไม่เกิน 5 ลิตรต่อวัน คิดเป็นส่วนลดรวม 15 บาทต่อวัน หรือ 450 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นเงิน 45 ล้านบาท หรือ 540 ล้านบาทต่อปี

[full-post]


Posted: 18 Oct 2018 06:01 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 20:01


เลขาธิการสภาสถาปนิก เผย ความไม่ชอบมาพากลปมก่อสร้างเทอร์มินอล 2 สุวรรณภูมิ ชี้เป็นเพราะเหตุผลทางธุรกิจ ด้าน ผอ.วิจัย TDRI จี้ กระทรวงการคลังกำกับดูแลจริงจัง ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวไทยย้ำต้องเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้งและให้ความสำคัญนักท่องเที่ยว

18 ต.ค. 2561 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน รายงานว่า ที่โรงแรมดุสิตธานี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนา ‘สุวรรณภูมิ สนามบิน 1 ใน 3 ของโลก… ฝันหรือเป็นได้จริง?’ โดยมี พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ เกษมสันต์ เลขาธิการสภาสถาปนิก, ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัย TDRI, ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ผู้แทนโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) และนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเสวนา มี ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินรายการ


เลขาฯสภาสถาปนิก เผยสารพัดความไม่ชอบมาพากล ชี้เป็นเหตุผลทางธุรกิจ

พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ เกษมสันต์ เลขาธิการสภาสถาปนิก กล่าวว่า บทบาทของสภาสถาปนิกไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้านในเรื่องเกี่ยวกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดประมูลก่อสร้างเทอร์มินอล 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่ต้องการนำเสนอข้อมูลเพื่อตรวจสอบ รักษาผลประโยชน์ของชาติเท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของสภาสถาปนิกคือทำหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ และให้คำปรึกษารัฐบาล

ในส่วนการออกแบบก่อสร้างเทอร์มินอล 2 ของสนามบินสุวรรณภูมินั้น สภาสถาปนิก ได้ให้ความเห็นหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารโครงการโดยไม่มีผลการศึกษามารองรับ และไม่เป็นไปตามแผนแม่บท ซึ่งเมื่อมีการประกาศผล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ ยืนยันว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้อง ขณะที่พบว่าได้เกิดปัญหาหลายประการขึ้น


พล.อ.ต.ม.ล.ประกิตติ เกษมสันต์ เลขาธิการสภาสถาปนิก

“หลังจากนั้นมีข้อมูลเข้ามาทั้งเชิงลึก และด้านเทคนิค ในฐานะสภาสถาปนิกไม่ได้รอบรู้เรื่องราวทั้งหมดของสนามบิน แค่มองภาพรวม จึงได้รวบรวมข้อมูล และทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำหรับเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทนทางด้านธุรกิจ เพราะตามข้อเท็จจริงแล้วเราต้องคัดเลือกในเชิงคุณภาพ และควรต้องมีการศึกษาก่อนว่าควรสร้างเทอร์มินอล 2 จริงหรือไม่ ทั้งรันเวย์ หลุมจอด พื้นที่รองรับผู้โดยสาร” เลขาธิการสภาสถาปนิก กล่าว
ผอ.วิจัย TDRI ร้องคลังกำกับดูแลจริงจัง ถ้าอยากเป็น 1 ใน 3 ของโลก

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัย TDRI กล่าวว่า ถ้าดูตามการจัดอันดับโลกของ Skytrex จะเห็นได้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิติดอันดับ 36 โดยได้คะแนนเพียง 3 ดาว จาก 5 ดาว เพราะการบริหารจัดการคน และการรอคอยการขึ้นเครื่องบินยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สาเหตุสำคัญ คือ กระทรวงการคลัง ยังไม่ได้กำกับดูแล ทอท.อย่างจริงจัง


ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัย TDRI

“ดังนั้นสนามบินสุวรรณภูมิ จะติด 1 ใน 3 ของโลกได้จริงหรือไม่ อยู่ที่คนกำกับว่าจะเอาจริงหรือไม่ ถ้าเอาจริง ก็เป็นไปได้ ส่วนสำนักงานการบินพลเรือน ต้องกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของทุกอย่างในสนามบิน ออกหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับคุณภาพ ต้องเปิดเผยรายงาน และคุณภาพให้ประชาชนรับทราบ ถ้า 2 อย่างนี้ทำไม่ได้ ก็คงเป็นความฝัน” ดร.เดือนเด่น กล่าว

ปธ.สภาอุตฯท่องเที่ยวยันต้องเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง-ให้ความสำคัญนักท่องเที่ยว

อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนามบินถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และสนามบินที่ใฝ่ฝัน คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มารองรับผู้ใช้บริการ การพัฒนาสนามบินต้องมองหลายมิติ และยึดผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง

อิทธิฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิ ติดอันดับที่ 36 ของสนามบินระดับโลก ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปีเคยขึ้นมาถึงอันดับ 10 แต่ก็ตกลงเรื่อย ๆ ขณะที่สนามบินประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาไปรวดเร็วมาก สำหรับประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และการจัดระเบียบสิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งจำเป็นต่างๆในสนามบินอย่างเหมาะสม อาทิ การเช็คอิน การต่อเครื่องบิน ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง และ การช็อปปิ้งแบบดิวตี้ฟรี


อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

“ทำไมให้ความสำคัญกับดิวตี้ฟรีมาก เพราะว่า นักท่องเที่ยวอยากเจออะไรใหม่ ๆ หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมของสถานที่ หรือปริมาณของร้านค้าที่มี โดยไม่เบียดบังจำนวนที่นั่งพักผ่อนของผู้โดยสาร และต้องเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่สำหรับนักท่องเที่ยว” อิทธิฤทธิ์ กล่าว

‘ต่อตระกูล’ชี้เทอร์มินอล 2 สุวรรณภูมิทำคนไทยตื่นรู้ - ร้องภาครัฐเปิดข้อมูลต่อสาธารณะ

ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ผู้แทนโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) กล่าวว่า โอกาสที่สนามบินสุวรรณภูมิจะติด 1 ใน 3 ของโลก น่าจะเป็นศูนย์ หรือแม้แต่จะติด 1 ใน 10 ก็น่าจะเป็นไปได้ยาก หากกระทรวงการคลังยังบริหารจัดการล้าสมัยอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องปรับใหม่ และสิ่งสำคัญที่อยากเรียกร้อง คือ การเปิดเผยข้อมูลโครงการนี้ต่อสาธารณะด้วยเพื่อความโปร่งใส ทั้งนี้เห็นว่าบทบาทภาครัฐเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะยังค่อนข้างน้อย


ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ผู้แทนโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST)

“โครงการนี้ทำให้คนไทยตื่นรู้เลยว่า เกิดปัญหาความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นหรือไม่ และเป็นโครงการแรกที่ไม่ให้ความร่วมมือมากที่สุด มีที่มาเป็นอย่างไร มีการศึกษาอย่างไร แต่กลับไม่เผยแพร่บนเว็บไซต์ อ้างว่า ยังไม่ได้นำเรียนคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่อีกหลายโครงการ ถ้า ทอท. เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ มีการวางแผนใหม่ ยอมรับคำวิจารณ์แล้วปรับแก้ อาจทำให้ปรับตัวได้” ต่อตระกูล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมปรากฏชื่อ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แต่ภายหลังมีการแจ้งว่า ไม่สะดวกที่จะมาร่วมงาน และไม่ได้ส่งผู้แทนมาร่วมแต่อย่างใด

[full-post]


Posted: 18 Oct 2018 07:31 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 21:31


ศูนย์ทนายความฯ และไอลอว์ เปิดคำพิพากษายกฟ้องคดีหมิ่นกษัตริย์ หนุ่มโพสต์ขายเหรียญ 10 ในราคา 5 บาท หลังรัชกาลที่ 9 สวรรคต แต่เอาผิด พ.ร.บ.คอมฯ ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ศาลเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาจะขายจริง และทำให้ผู้ใช้เฟสบุ๊กในกลุ่มขายของมือ 2 กว่า 9 หมื่นคนมีความสับสน

หากยังจำได้เมื่อ 2 ปีก่อนหลังจากที่กษัตริย์รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ภายใต้บรรยากาศแห่งสูญเสีย และความโศกเศร้าที่ปกคลุมทั่วราชอาณาจักรไทย ความรุนแรงที่รัฐมีอาจความควมคุมได้คือ ความรุนแรงที่เกิดของจากประชาชน ที่มุ่งหมายกระทำกับประชาชนที่มีความแตกต่างทางความคิด ซึ่งไม่ได้แสดงความเศร้าโศกตามความคาดหวังว่า ‘คนไทยควรจะเป็น’ ก็ก่อตัวขึ้น ในหนึ่งหลายกรณีคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เค นามสมมติ หนุ่มโรงงานในจังหวัดชลบุรี (เวลานั้นเขามีอายุเพียง 19 ปี) หลังจากเขาใช้เฟสบุ๊กส่วนตัวโพสต์ขายเหรียญกษาปณ์ในกลุ่มขายของมือสอง เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2559 ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น

18 ต.ค. 2559 เวลา 11.00 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'คนข่าวบางปะกง' ได้เผยแพร่ภาพประชาชนบุกจับกุมตัวชายวัยรุ่นจากห้องพักแห่งหนึ่งแล้วนำตัวมากราบขอขมาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ขณะที่เขาคุกเข่า และก้มกราบขอขมาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์กลุ่มประชาชนที่จับตัวเขามาก็ได้เข้าใช้กำลังรุ่มทำร้าย ทั้งตบหัว เตะ และถีบ

คนข่าวบางประกง ได้เผยแพร่ภาพสดทางเฟซบุ๊ก live โดยเขียนบรรยายภาพเหตุการณ์ว่า

"โพสต์หมิ่นเบื้องสูง ชาวบ้านเค้ารับไม่ได้ เลยช่วยกันตามล่าตัวจนเจอ และนำมากราบขอขมาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จะด้วยความคึกคะนองหรือมึนเมาแอดไม่ทราบนะครับ แต่ที่ทราบคือสังคมได้ลงโทษเค้าแล้ว แถมโดนไล่ออกจากงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิดต่าง เห็นต่างได้ แต่อย่าลืม ว่าเรามีพ่อคนเดียวกัน"


ประชาทัณฑ์คนงานวัยรุ่นชลบุรี ถูกกล่าวหาโพสต์หมิ่นฯ

'ฟ้าเดียวกัน' ชวนระดมทุนประกันตัวคนงานเมืองชลฯ ผู้ถูกล่าแม่มดและถูกจองจำ

หนุ่มโรงงานชลบุรี ผู้ต้องหาคดี 112 ที่ถูกประชาทัณฑ์ได้รับการประกัน

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้ไม่นานก็ถูกลบออก และ เค ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว เพื่อสอบสวน และพิจารณาขอศาลออกมาหมายจับในวันที่ 19 ต.ค. 2559

เหตุที่ เค ถูกจับตัวมากระทำการดังกล่าวได้เป็นเพราะมีมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางไปปิดล้อมบริษัทที่เขาทำงานอยู่ จนทำให้หัวหน้างานของเขาจำเป็นต้องบอกที่อยู่ให้มวลชนที่มาปิดล้อมทราบ หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปตามหาตัว เค จนเจอ

เคถูกตั้งข้อกล่าวว่ากระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) เนื่องจากโพสต์เฟสบุ๊กว่าจะขายเหรียญกษาปณ์ เขาถูกฝากขังที่เรือนจำจังหวัดชลบุรีตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.2559 กระทั่งได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และได้รับการประตัวโดยใช้หลักทรัพย์ที่รวมรวบผ่านการบริจาคจาก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นเงินทั้งสิ้น 2 แสนบาท ในวันที่ 22 พ.ย. 2559 เขาใช้เวลาต่อสู้คดีถึง 1 ปี 8 เดือนนับจากวันที่ถูกฝากขัง

ในกระบวนการพิจารณาคดี เค ยอมรับต่อศาลว่า ได้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องจริง แต่ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ในการต่อสู้คดีนี้ "เค" เบิกความต่อศาลว่า การโพสต์ขายเหรียญนั้นเป็นการโพสต์เล่นๆ ไม่ตั้งใจจะขายจริง เพราะเห็นว่า ก่อนหน้านี้มีคนนำเหรียญและธนบัตรมาโพสต์ขายกันในเพจนี้จำนวนมาก และเมื่อถูกตำหนิก็แสดงความเห็นไปโดยเจตนาตอบโต้คนที่เข้ามาตำหนิ ไม่ได้เจตนาดูหมิ่นรัชกาลที่ 9 หลังจากนั้นเห็นว่ามีคนมาตำหนิก็จึงลบโพสต์ทันที เพราะกลัวคนเข้าใจผิด แต่มีคนถ่ายภาพหน้าจอไว้ แล้วเอาไปโพสต์ซ้ำในเพจพร้อมเชิญชวนให้คนมาทำร้าย ก่อนเกิดเหตุไม่เคยฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่รู้และไม่เข้าใจเรื่องทางการเมือง วันเกิดเหตุมีคนทั้งชายและหญิงบุกเข้ามาที่หอพักพร้อมทำร้ายที่ใบหน้าและร่างกาย ก่อนจะถูกล็อคคอลงมาด้านล่างเพื่อบังคับให้กราบพระบรมฉายาลักษณ์ ระหว่างนั้นก็ถูกทำร้ายตลอด จนตำรวจเข้ามาพาตัวไป มิเช่นนั้นก็จะถูกทำร้ายเพิ่มเติมอีก

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2561 ศาลพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ให้จำคุก 8 เดือน ส่วนข้อหาหมิ่นกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ยกฟ้อง คดีนี้ยังอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ เคขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์โดยเพิ่มหลักทรัพย์ประกันตัวเป็น 270,000 บาท
คำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรี พอสรุปได้ดังนี้

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยใช้โทรศัพท์มือถือโพสต์ขายเหรียญกษาปณ์ชนิดต่างๆ ที่ปรากฏพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมข้อความประกอบ และแสดงความคิดเห็น มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลเห็นว่า เหรียญกษาปณ์เป็นเงินตราประเภทหนึ่ง ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เหรียญกษาปณ์แต่ละชนิดที่นำออกใช้จะมีมูลค่าเท่าใดขึ้นอยู่กับราคาซึ่งกำหนดไว้หน้าเหรียญ เหรียญกษาปณ์เป็นสังหาริมทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปหาไว้เป็นของสะสม ราคาของเหรียญในฐานที่เป็นทรัพย์สินย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความนิยมของผู้ซื้อและความพอใจของผู้ขาย ราคาขายจึงอาจสูงหรือต่ำกว่าราคาที่หน้าเหรียญ การขายเหรียญในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญจึงมีผลเพียงแต่ลดทอนมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ แต่ไม่มีผลเป็นการลดทอนคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์บนเหรียญกษาปณ์ที่แสดงถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

ทั้งการที่พสกนิกรชาวไทยซึ่งอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่างรักเคารพเทิดทูนพระองค์ท่าน ก็โดยเหตุที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันมีคุณประโยชน์ต่อพสกนิกรชาวไทยนานัปการ ความรักเคารพเทิดทูนของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่านจจึงไม่แปรผันไปตามมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ที่สูงขึ้นหรือต่ำลง การที่จำเลยโพสต์ภาพเหรียญกษาปณ์ชนิดต่างๆ พร้อมข้อความประกาศขายเหรียญทั้งหมดในราคาเดียว ไม่ว่าจะมีเจตนาขายเหรียญกษาปณ์นั้นหรือไม่ จึงไม่เป็นการใส่ความพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ไม่เป็นการดูถูกเหยียดหยามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จำเลยต้องการโพสต์เพื่อสร้างความตลก แต่ผู้ที่รับสารไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เมื่อถูกตำหนิจำเลยจึงโกรธ และแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำสรรพนามไม่สุภาพต่อว่าผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า “เหมาเหรียญ 10 เหรียญละ 5 บาท ใช่ไหมคะ” ซึ่งเป็นการสอบถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขายโดยตรง จำเลยกลับไม่ตอบ แต่ตอบโต้คนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในทางตำหนิจำเลยทันที แสดงเจตนาที่อยู่ภายในใจว่า จำเลยมิได้มีเจตนาจะขายเหรียญจริง โพสต์ของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยหลอกลวง การกระทำของจำเลยมีผลเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของเพจ ทำให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกของเพจที่มีอยู่ประมาณ 90,000 คน และผู้ดูแลรู้สึกสับสน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)

ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 ยกเลิกความในมาตรา 14 เดิม และให้ใช้ความใหม่แทน ปรากฏว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 19 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญมาตรา 76 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

เรียบเรียงจาก: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน , iLaw

[full-post]


Posted: 18 Oct 2018 08:53 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 22:53


โสภณ พรโชคชัย

ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ที่เพิ่งลงในราชกิจจานุเบกษานั้น มีจุดอ่อนมากมายที่ทางราชการควรทบทวน ผมจึงขออนุญาตนำเสนอความเห็นเพื่อประโยชน์ของชาติ

หน้า คำนำ: รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล

ผิด: จะมีธรรมาภิบาลได้อย่างไรในเมื่อยุทธศาสตร์ชาตินี้กำหนดโดยคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน และจะมาบังคับใช้กับประชาชนไปอีก 20 ปีโดยขาดการตรวจสอบ

หน้า 1: อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2560 ที่ร้อยละ 3.9 ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ. . .มีสาเหตุหลักจาก. . .สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่

ผิด: ความจริงเศรษฐกิจโลกโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยต่างหาก (http://bit.ly/2lelmbB) ที่ไทยโตช้าเพราะการสร้างสถานการณ์วุ่นวายในประเทศเพื่อนำไปสู่รัฐประหารต่างหาก ประเทศในอาเซียนเติบโตกว่าไทยแทบทั้งสิ้น (https://goo.gl/UmPXtr)

หน้า 2: ประเด็นท้าทายต่อการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนกับประชาชน ซึ่งรวมถึงการสร้างความสามัคคีของคนในชาติที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชากรไทยที่มีแนวคิดและความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างยั่งยืน

ผิด: การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องอยู่บนพื้นฐานที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตย แต่นี่แต่งตั้ง สว. กันเอง และให้คนเหล่านี้ยกมือตั้งนายกรัฐมนตรีได้ องค์กร (ไม่) อิสระก็ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชน ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย นี่คือปมความขัดแย้งที่ไม่ได้แก้จึงทำให้ไม่เกิดความสามัคคีของคนในชาติ

หน้า 2: การขยายอิทธิพลและการเพิ่มบทบาทของประเทศมหาอํานาจ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบหลายขั้วอํานาจ หรือเกิดการย้ายขั้วอํานาจทางเศรษฐกิจ

ผิด: ในยุทธศาสตร์ชาติเขียนอย่างนี้ แต่ใน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ กลับให้มหาอำนาจซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ 100% ไม่ต้องเสียภาษี ให้นักวิชาชีพต่างชาติมาแย่งงานคนไทยได้ สามารถใช้เงินตราต่างประเทศในไทยได้ ฯลฯ อย่างนี้เท่ากับไทยสยบยอมต่อมหาอำนาจหรือไม่

หน้า 5: “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลัก

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

ผิด: เป็นไปไม่ได้เพราะงบประมาณสวัสดิการของประชาชนคิดเป็นเพียงร้อยละ 42 ของประมาณสวัสดิการทั้งหมด ทั้งที่มีจำนวนผู้ที่ใช้บริการมากกว่าถึงเกือบ 9 เท่า (https://bit.ly/2yHs0ju) สภาวะที่ข้าราชการประจำเอาเปรียบประชาชนเช่นนี้ ทำให้คนไทยจนลง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นต่างหาก (http://bit.ly/2xYuOLP) ต่างจากในยุคประชาธิปไตยที่ประชาชนมีรายได้มากขึ้น เช่น การจำนำพืชผลทางการเกษตร

หน้า 8: เป้าหมายการพัฒนาประเทศที่ว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน”

ผิด: การที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย มีคนที่ได้เปรียบมาบริหารประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ประชาชนไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง จะบรรลุเป้าหมายข้างต้นไม่ได้แน่นอน ขีดความสามารถก็จะไม่พัฒนา ความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคมก็จะไม่บังเกิดขึ้นได้เลย

หน้า 11: ยกระดับขีดความสามารถของกองทัพหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ให้มีความพร้อมและเพียงพอในการป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ

ผิด: การที่ประเทศไทยมีจำนวนนายพลนับพันคนหรือมากกว่ากองทัพสหรัฐอเมริกา (https://bit.ly/2Ae2qog https://bit.ly/2P5pqxN) แสดงว่าไทยใช้งบประมาณเพื่อข้าราชการมากเกินไป ทำให้ขาดความมั่นคงของประเทศและประชาชนต่างหาก

หน้า 12: ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง

ผิด: เพราะเป็นตัวแปรที่กว้าง ไม่สามารถใช้ชีวัดอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น 3.1 ความสุขของประชากรไทย 3.2 ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ 3.3 ความพร้อมของกองทัพ. . .3.4 บทบาทและการยอมรับในด้านความมั่นคงของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ 3.5 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม

หน้า 13-14: การพัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน. . .การบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาลสากล. . . สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม. . .

ผิด: ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ยังยึดโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจ สามารถแต่งตั้ง สว. และองค์กรอิสระได้ ยังสามารถ "สืบทอดอำนาจ" ได้ การโฆษณาชวนเชื่อว่าตนเองเป็นคนดีมีคุณธรรมสูงกว่านักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ผิดขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว

หน้า 21: เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 2.1 ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน 2.2 ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น

ผิด: ยุทธศาสตร์ที่เขียนไว้ ไม่ได้ประกันอะไรได้เลยว่าไทยเราจะไม่ด้อยลงกว่าต่างชาติ เมื่อก่อนเศรษฐกิจไทยพอๆ กับหลายชาติ แต่ก็ถูกชาติอื่นแซงไป ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย และในอนาคตอาจเป็นเวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้สามารถแข่งขันได้จริงหรือ จะเห็นได้ว่าประเทศที่เริ่มเป็นประชาธิปไตยจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น เมียนมา อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

หน้า 34: ที่ว่า “คนไทยในอนาคตจะต้องมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์อดออม โอบอ้อมอารีมีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จําเป็นในศตวรรษที่ 21. . ."

ผิด: นี่เป็นตัวอย่างของการเขียนไปเรื่อย ถ้าคนไทยไม่มีลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว คงสิ้นชาติไปนานแล้ว คนที่ไม่มัธยัสถ์อดออม ไม่มีจิตสาธารณะ ขาดศีลธรรม ปล้นชิงและเสพติดอำนาจล้วนแต่เป็นข้าราชการประจำระดับสูงที่สร้างปัญหาให้แก่ชาติต่างหาก

หน้า 35: เป้าหมายและตัวชี้วัดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ 2.1 คนไทยเป็นคนดีคนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสําหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 2.2 สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต โดยมี ตัวชี้วัด 3.1 การพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย 3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.3 การพัฒนาสังคมและครอบครัวไทย

ผิด: เป็นการเขียนที่ไม่เป็นรูปธรรม วัดอะไรไม่ได้เลย ไม่อาจถือเป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้เลย

หน้า 35: การสร้างความเข้มแข็งในสถาบันทางศาสนา เพื่อเผยแผ่หลักคําสอนที่ดีงามให้แก่ประชาชน. . .

ผิด: ที่ผ่านมา แม้แต่การตั้งสังฆราชที่คณะสงฆ์เห็นชอบ ทางราชการก็แทรกแซง ถือเป็นการครอบงำวงการศาสนา บ่อนทำลายความเข้มแข็งของสถาบันศาสนาหรือไม่

หน้า 36: การสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์จากภาคธุรกิจ โดยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล พัฒนาสร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมของคนทุกคนในบริษัททั้งพนักงานและลูกค้า ปรับเปลี่ยนทัศนคติการคํานวณผลตอบแทนให้คํานึงถึงต้นทุนทางสังคม. . .

ผิด: ถ้าทางราชการไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ภาคเอกชนก็มีธรรมาภิบาล ไม่ต้องเจียดกำไรไปให้ข้าราชการทุจริต แต่ที่ผ่านมาดัชนีความโปร่งใสของไทยก็ยังต่ำมากหลังรัฐประหารผ่านมา 4 ปีแล้วก็ตาม (https://bit.ly/2AftB1M)

หน้า 38: การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภท จัดให้มีมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนในทุกระดับ จัดโครงสร้างการจัดการการศึกษาเพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และให้เอื้อต่อการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค ทั่วถึง. . .ยกระดับสถาบันการศึกษาในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญสู่ความเป็นเลิศ . . .

ผิด: สิ่งที่เขียนส่งเดชไว้ ไม่ได้มีหลักประกันใดๆ หรืออะไรชี้วัดได้เลยว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง

หน้า 41: การสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย

ผิด: ที่เขียนในยุทธศาสตร์ นอกประเด็นทั้งสิ้น ประชาชนอยู่ดีกินดี ต้องมีการประกันราคาพืชผล มีสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ดี มีการทำลายวงจรอุบาทว์ที่ทำให้คนไทยยากจนลง เช่น ปราบปรามยาบ้า หวยใต้ดิน บ่อนเถื่อน แต่รัฐบาลหลังรัฐประหารไม่ได้ดำเนินการจริงจัง ยังคงมีเกลื่อนเมือง

หน้า 41: การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผิด: ที่เขียนเป็นคุ้งเป็นแควในยุทธศาสตร์ไม่ได้มีประเด็นการเลือกผู้ว่าฯ นายอำเภอ ยังคงส่งเสริมให้ราชการส่วนกลางไปครอบงำท้องถิ่น แล้วประชาชนจะมีส่วนร่วมอะไรได้

หน้า 45: ปฏิรูประบบภาษีและการคุ้มครองผู้บริโภค

ผิด: ที่ผ่านมาไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ภาษีมรดกที่ออกมาก็ผิดเพี้ยน ปกป้องคนรวย เก็บภาษีจริงแทบไม่ได้ (https://bit.ly/2Afv7Rw) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ร่างไม่เสร็จสักที อาจไม่ทันรัฐบาลนี้ ผิดเพี้ยน และปกป้องคนรวยเช่นเดิม โดยมีข้อยกเว้นสารพัด (https://bit.ly/2Ov2PeD)

หน้า 47: การกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

ผิด: อ้างกระจายความเจริญ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการพัฒนาที่สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง อย่างเช่น พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ก็ไม่มีผังเมือง ควรมีผังเมือง มีการเวนคืนก่อนมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ที่ "เตะถ่วง" นี้ก็เพื่อเอื้อเอกชนรายใหญ่ให้รวบรวมที่ดินมาขออนุญาตสร้างเมืองใหม่โดยไม่ต้องผ่านการประมูลหรือไม่

หน้า 51: สร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชนโดยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มและมีเวทีกลางเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและเพื่อปรึกษาหารือ. . .

ผิด: แทนที่จะให้มีการเลือกตัวแทนของประชาชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อปท. นายอำเภอ ผู้ว่าฯ กลับไพล่ไปเสนอการมีส่วนร่วมแบบฉาบฉวย เบี่ยงประเด็น และไม่มีพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย

หน้า 52: อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่างยั่งยืน มีสมดุล

ผิด: ไม่มีการปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ชาวบ้านยังบุกรุกถางถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่ขายแก่นายทุนใหญ่ กลับคิดแต่จะทำในสิ่งที่ไม่มีแก่นสารเท่าที่ควรแต่ประดิษฐ์ประดอยคำพูดให้ดูสวยงาม

หน้า 58: จัดทําแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเมือง ชนบท พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ตามศักยภาพและความเหมาะสมทางภูมินิเวศอย่างเป็นเอกภาพ

ผิด: ที่ผ่านมาเรามีผังเมืองที่ผิดเพี้ยน หมดอายุ แทนที่จะรีบแก้ ก็สั่งให้ไม่มีวันหมดอายุ การผังเมืองล้าหลัง ก็ไม่ได้มียุทธศาสตร์การพัฒนาให้ทันนานาอารยประเทศใดๆ เลย แล้วยุทธศาสตร์ที่ออกมานี้จะได้ประโยชน์อะไร

หน้า 60: พัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ

ผิด: สิ่งที่เขียนเป็นเพียงคำพูดหรูๆ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มียุทธศาสตร์การจัดการป้องกันภัยหน้าน้ำท่วมฝนแล้งซ้ำซากด้วยการสร้างเขื่อน หรือจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม ยังคงปล่อยให้น้ำไหลทิ้งลงทะเลอย่างสูญเปล่า

หน้า 65: ภาครัฐมีขนาดที่เล็กลง พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง (และ) ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผิด: ไม่มีแผนการชัดเจนแม้แต่น้อยในการลดขนาดภาครัฐ มีแต่เพิ่มขนาดมากขึ้น พร้อมสวัสดิการมากมาย บุคลากรภาครัฐยังไม่มียุทธศาสตร์ "รับใช้ประชาชน" แม้แต่คำเดียว มีแต่ลักษณะเป็นเจ้าคนนายคนมากขึ้นทุกวัน นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความโปร่งใสของไทยไมได้กระเตื้องขึ้นนัก

หน้า 70: บุคลากรและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเคารพและยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ผิด: ที่ผ่านมามีการยึดอำนาจ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไม่เคยคัดค้านหรือทัดทาน สิ่งที่ไม่มีในยุทธศาสตร์ชาติก็คือ ผู้พิพากษาควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่แน่นอนเช่นอารยประเทศ (http://bit.ly/2ck3lVN)

อาจกล่าวได้ว่าในเอกสาร 72 หน้าของยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) นั้น ได้แต่เขียนยาว เยิ่นเย้อ โดยไม่มีสาระสำคัญอะไรเท่าที่ควร กว้างๆ แคบๆ ดูคล้ายการเอานโยบายและแผนของส่วนราชการต่าง ๆ มาปะติดปะต่อกันมากกว่าจะมีความเป็นยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ไม่น่าจะเป็นเรื่องระดับยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่มีสาระที่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควร

ที่น่าคิดไปกว่านั้นก็คือ ยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านการร่างโดยคณะกรรมการ (https://bit.ly/2CmAxvF) คงใช้จ่ายเงินไปนับร้อยล้านบาท แถมจะอยู่ต่อได้อีก 5 ปี มันคุ้มค่าหรือ


Posted: 18 Oct 2018 08:58 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 22:58


ใบตองแห้ง

ยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้แล้ว แหล่งข่าวใน คสช. ไม่รู้ใคร ให้สัมภาษณ์ย้อนคนวิจารณ์ ไล่กลับไปอ่านหนังสือให้แตก ว่ายุทธศาสตร์ชาติพูดถึงอะไร อุตส่าห์เขียนไว้ให้ประเทศพัฒนา ไม่รักชาติก็อย่าแสดงทัศนะบ่อนทำลายชาติ ไม่สร้างสรรค์ ทำลายความคาดหวังอีกต่างหาก

แปลว่าประชาชนต้องก้มกราบ คสช.ผู้มีพระคุณ ใช้ปืนรถถังยึดอำนาจ แล้วกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ให้ 20 ปี ต้องทำสิ่งดีๆ ตามที่คณะรัฐประหารท่านสั่งไว้ ชั่วลูกชั่วหลาน ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา เอาโทษได้ถึงขั้นออกจากตำแหน่ง ไม่เว้นแม้รัฐบาลที่ประชาชนเลือก

ยุทธศาสตร์ชาติไม่ดีตรงไหน โอ๊ย ไม่มีหรอก เขียนไว้แต่สิ่งสวยหรูขายฝัน อย่างที่ บรรยง พงษ์พานิช ชี้ว่าเป็น “wish list ที่เขียนทุกอย่างยัดลงไปตามจินตนาการแคบๆ ของคนเขียน ไม่มีกลยุทธ์ ไม่มี priority ไม่มีหลักใหญ่ ไม่พูดถึงการปรับและพัฒนากลไกสถาบัน ถ้าทำตามทุกอย่าง เจ๊งแน่ เพราะทรัพยากรมีไม่พอ ถ้าไม่ทำตาม ก็ผิดกฎหมาย(ยกเว้นเขาว่าไม่ผิด) ไม่เรียกโซ่ตรวนไม่รู้จะเรียกอะไร”

อันไหนอร่อยก็ซอยลงๆ ในหม้อใบใหญ่ เขียนแบบนี้ใครก็เขียนได้ สำคัญที่อำนาจบังคับต่างหาก บังคับให้ทำตาม หรือตีความว่าทำผิด ซึ่งมีโทษสาหัสสากรรจ์ ถ้าคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติชี้ว่าหัวหน้าหน่วยงานรัฐไม่ทำตาม ก็มีอำนาจร้อง ป.ป.ช.ลงโทษ โดยแค่ชี้มูล ก็อาจถูกสั่งพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อน

ยิ่งกว่านั้น ในช่วง 5 ปีแรก ที่วุฒิสภามาจาก คสช.ตั้ง ถ้าเห็นว่าคณะรัฐมนตรีไม่ทำตาม ให้วุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วส่งให้ ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกา ถ้าศาลรับฟ้อง คณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าศาลชี้ผิด มีโทษทั้งตกเก้าอี้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และถูกเอาผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

กลับไปอ่านหนังสือให้แตก wish list ที่ฟุ้งเฟ้อสวยหรู ที่แท้คือถ้อยคำอาบยาพิษ ใช้ตีความเอาผิดการเมืองฝ่ายตรงข้าม

หรือถ้าใช้คำพูด ไพศาล พืชมงคล ก็คือ “อภินิหารทางกฎหมาย” ดูรายชื่อแล้วต้องร้องจ๊าก โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ “ที่จะอยู่ในตำแหน่งสืบทอดอำนาจ คุมอำนาจเหนือรัฐบาลต่อไป”

ไม่รู้ไพศาลจ๊ากชื่อใคร แต่ชาวบ้านร้องจ๊าก เมื่อเห็นชื่อ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค หมอพลเดช ปิ่นประทีป ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาทางใจ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นแต่นัดอดีต ส.ส.ปชป.ไปพบก่อนรับตำแหน่งในรัฐบาล ใน กทม. และ ในพรรค

นอกจากนี้ ยังมี ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในฐานะประธานสภาเกษตรกร พร้อมกับลูกชายเป็นกรรมการบริหารพรรค

ช่างน่านับถือจริงๆ เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เขียนโน่นเขียนนี่บังคับ นักการเมืองไม่ทำมีความผิด ถึงพ้นตำแหน่ง ถึงติดคุก แล้วตัวเองก็ไปเป็นนักการเมือง โดยมีคำอธิบายว่า เป็นคนดี แยกแยะได้ ถ้าบังเอิญเป็นฝ่ายค้านก็จะไม่ใช้วิธีสกปรกจัญไรอย่างนี้ล้มรัฐบาล

ถามว่าต้องลาออกไหม พี่หมอพลเดช คนตุลาผู้ร่วมงานคณะรัฐประหารมา 2 ครั้ง ตามทฤษฎีแมวสีไหนก็จับหนูได้ ให้สัมภาษณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เห็นเป็นไร แยกแยะได้ แค่ไปร่วมตั้งพรรค ไม่ได้ลง ส.ส. ไม่มีอำนาจบริหารพรรค

อ้าว อุตตมกับสุวิทย์ว่าไง พี่หมอโยนให้ เป็นหัวหน้ารองหัวหน้ายังควบกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้?

แต่พูดไปทำไม เป็นรัฐมนตรียังไม่ต้องออก หน้าตาเฉยเหมือนชอบธรรม ออกจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็เท่านั้น เพราะเขียนเสร็จแล้ว ตั้งกรรมการชุดเล็กไว้แล้ว รู้ช่องทางที่จะใช้กลไกกับดักต่างๆ

ออกหรือไม่ออก พรรคพลังประชารัฐ ก็รู้วิธีใช้พลังยุทธศาสตร์ชาติ เหนือพรรคอื่นหลายช่วงตัว

คสช.อาจแย้งว่า กรรมการมีตั้ง 29 คน แต่ย้อนดูกรรมการโดยตำแหน่งมีใคร นอกจากนายกฯ ประธานสภาผู้แทน ประธานวุฒิ ได้แก่ 6 ผบ.เหล่าทัพ (ที่นั่งควบ ส.ว.) 5 ประธาน Trade Associations คือสภาเกษตรกร หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมธนาคาร นอกจากนั้นยังตั้งนักธุรกิจใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผสมคนของรัฐบาล

กรรมการที่จะคุมอำนาจเหนือรัฐบาลต่อไป ตามคำของไพศาล จึงมี 3 ส่วนคือ ข้าราชการ โดยเฉพาะทหาร ภาคธุรกิจ และคนในรัฐบาลที่ส่วนหนึ่งแยกไปตั้งพรรค

หลังจากพันธมิตรไล่ทุนสามานย์ 12 ปี เราก็เข้าสู่ยุคที่ฝ่ายความมั่นคงกับกลุ่มทุนยักษ์มานั่งคุมยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง

ถามหน่อยว่าถ้ารัฐบาลวันหน้า ประกาศลดขนาดกองทัพ ลดงบความมั่นคง เอามาสร้างความมั่งคั่ง หรือลดส่วนต่างดอกเบี้ย เพิ่มภาษีกลุ่มทุนการค้าอุตสาหกรรม จะถูกชี้ว่าทำผิดยุทธศาสตร์ชาติไหม



ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1705134


Posted: 18 Oct 2018 09:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-10-18 23:45


คนการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่ สามัญชน ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย สะท้อนความกังวลกับร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ เห็นพ้องให้อำนาจกับรัฐจัดการเรื่องความมั่นคงที่ในนิยามก็ยังกำกวม หวั่นเป็นเครื่องมือรัฐบาลจัดการคนเห็นต่าง เสนอปรับแก้ให้ตอบโจทย์ป้องกันภัยไซเบอร์ที่แท้จริง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ถ่วงดุล ควรให้มีสภาจากการเลือกตั้งแล้วจึงพิจารณาร่างฯ

แม้การรับฟังความเห็นของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทางเว็บไซต์ได้สิ้นสุดไปเมื่อ 12 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพลเมืองเน็ตรอบทิศทางกลับเป็นกระแสมากถึงขนาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาสั่งให้มีการทบทวนกฎหมายอีกรอบจากปัญหาเรื่องความกำกวมของนิยามศัพท์ อำนาจของหน่วยงานคณะกรรมการและสำนักงานเพื่อดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) และเกณฑ์ของการกำหนดโทษ

ประชาไทสอบถามไปทางสมาชิกพรรคและคนที่ทำงานการเมืองสี่พรรค ได้แก่พรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยถึงความเห็น ความกังวลและข้อเสนอแนะต่อร่างฯ ดังกล่าวที่เป็นที่โจษจัน
ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ คณะทำงานด้านต่างประเทศพรรคเพื่อไทย


ที่มาภาพ เพจ Sand Wongnapachant

ชยิกา วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เป็นการเขียนกฎหมายโดย สนช. ภายใต้การนำของรัฐบาล คสช. ซึ่งไม่ได้มีที่มาจากประชาชน รวมทั้ง พ.ร.บ.นี้ยังมีการจำกัดความนิยามที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของภัยความมั่นคงไซเบอร์ว่าหมายถึงอะไร ตีความทางกฎหมายกว้างมากมีความคลุมเครือที่จะนำไปปฏิบัติ และยังมองว่าตัวกฎหมายนี้เป็นการนำเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ได้นำเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหลักตามชื่อ หากดูในรายละเอียดนอกจากในส่วนของคำจำกัดความนิยามที่มันไม่ชัดเจนแล้ว ยังมีส่วนของคณะกรรมการที่ไม่ได้มาจากประชาชนและไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่มีอำนาจตัดสินชีวิตประจำวันของประชาชน มันทำให้เอื้อต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ชัดเจน อีกทางประชาชนเองก็ไม่สามารถตรวจสอบคณะกรรมการนี้ด้วย ทั้งที่กระบวนการสอบสวนนี้น่าจะเป็นกระบวนการที่อัยการเป็นผู้สั่งฟ้องและผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ควรมีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาดู

กฎหมายชุดนี้ไม่ได้มีเพียง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์เท่านั้น แต่ยังมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางการเงิน และอีกหลายฉบับที่มันควรจะถูกเขียนให้มันล้อไปกับวัตถุประสงค์ใหญ่ในการที่จะพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจริงๆ แต่ว่าทั้ง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กลับมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาไปสู่เวทีสากล มันเห็นได้ว่ากฎหมายตรงนี้มันไม่มีหลักนิติธรรม หากไม่มีหลักนิติธรรมให้กับคนในประเทศแล้ว คนต่างประเทศจะเชื่อใจมาลงทุนกับเราได้อย่างไร

"เรื่องของไซเบอร์มันเป็นเรื่องชีวิตประจำวันของคน ตื่นเช้ามาอย่างแรกที่คุณทำในยุคสมัยนี้มันก็จับมือถือ ชีวิตประจำวันคุณใช้มือถือใช้ข้อมูลทางไซเบอร์ตลอดเวลา ในเมื่อ สนช. คุณไม่ได้มาจากประชาชน แม้วันนี้นายกฯ จะบอกว่าจะนำข้อคิดเห็นและข้อกังวลจากประชาชนกลับมารับฟัง แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขก็ตาม จริงๆ แล้ว ดิฉันก็อยากเสนอเนื่องจากมันเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อชีวิตคนเยอะๆ อยากจะให้รัฐบาลรับฟังปัญหาจากประชาชนให้มาก แล้วถ้าเป็นไปได้ใช้วิธีว่าให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนค่อยเป็นคนผ่านร่างกฎหมายนี้" ชยิกา กล่าว

สำหรับกระบวนการรวบรวมความเห็นของประชาชนต่อกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนมากนั้น ชยิกา กล่าวว่า ควรเป็นการให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างแพร่หลาย มีการถกแถลงกันของพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนชอบหรือเลือกแบบไหน ก็ให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนเป็นผู้ผ่านร่างกฏกหมายนี้ เมื่อเราวางกฎหมายมันต้องร่างกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เขียนมาเป็นกรอบให้เราติดอยู่กับกรอบนี้ จนไม่สามารถขยับไปไหนได้ โดยเอาโจทย์ตั้งว่าประเทศเราวันนี้กำลังพัฒนาหรืออยากพัฒนาไปในทางไหน แล้วร่างกฎหมายให้มันสอดรับกัน เพื่อให้เราสามารถไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ในโลกได้

ชยิกา ยังมองว่า แรกเริ่มแรงจูงใจของคนร่างตัว พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นั้นมีเจตนาที่ดี เพียงแต่รายละเอียดที่ความคลุมเครือไม่ชัดเจน มันควรให้น้ำหนักเรื่องของการพัฒนาประเทศมากกว่าความมั่นคงอย่างเดียว โดยไม่ได้มองเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจะถูกละเมิดหรือไม่ แล้วมันจะเอื้อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ไหม และเอื้อต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

หากถึงที่สุดแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน สนช. ออกเป็นกฎหมายทั้งที่ยังมีความคลุมเครือในนิยามความมั่นคงไซเบอร์อยู่นั้น ชยิกา ยืนยันว่า ก็คงต้องแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และให้อยู่บนพื้นฐานที่ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน เอื้อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้แข่งขันกับคนอื่นได้

โดยสรุป ชยิกา มีข้อเสนอ 4 ข้อคือ 1. แก้ไขนิยามให้ชัด 2. การสั่งฟ้องควรจะผ่านกระบวนการยุติธรรม เป็นอัยการสั่งฟ้อง มีหลักฐาน ประชาชนสามารถอุทธรณ์ได้ มีระบบให้ประชาชนได้สู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่มาสร้างคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา 3. ประชาชนสามารถตรวจสอบคณะกรรมการได้ และ 4. ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาผ่านร่างกฎหมายนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่ากฎหมายนี้มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากและเป็นเรื่องใหญ่ของคน ดังนั้นมันควรจะได้รับการถกแถลงและพูดคุยอย่างกว้างขวางว่าประชาชนต้องการอะไร ไม่ใช่แค่รับฟังช่วงหนึ่งแล้วมันจะรอบแล้ว มันควรจะฟังมากๆ และหลากหลายมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และควรให้พรรคการเมืองเป็นคนเสนอทางเลือกต่างๆ ในเรื่องของ พ.ร.บ.นี้ให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนเลือก และ ร่าง พ.ร.บ. ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนดังนั้นผ่านกระบวนการดังกล่าวได้
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์


ที่มาภาพ เพจ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี - ปชป 

อรรถวิชช์ระบุว่า มีการคุยกันแบบไม่เป็นทางการกับสมาชิกพรรคไม่กี่คน แต่ก็สะท้อนกันว่ากฎหมายดังกล่าวแรงเกินไป ซึ่งถ้าตนได้เป็นคนพิจารณาร่างฯ นี้ก็จะไม่ให้ผ่าน เพราะกลัวว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบรัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคต และคิดว่าอาจให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำหน้าที่แทน กปช. ดีกว่า เพราะมีความเป็นอิสระมากกว่า และไม่ยึดโยงกับรัฐบาลกลางมากเท่า กปช.

“หลักการของการกฎหมายต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะคือการไปยึดคอมพิวเตอร์ ยึดมือถือโดยไม่มีหมายค้นด้วยคำสั่งของทางสำนักงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะคดีที่หนักกว่านี้ในการมุ่งต่อชีวิต มุ่งประทุษร้ายต่อชีวิตคนอื่นเวลาจะค้นยังต้องขอหมายค้นจากศาลเลย ถือเป็นเรื่องที่หนักที่ขอให้ทบทวน” อรรถวิชช์กล่าว

“ผมดูเรื่ององค์กร (กปช.) ก็ค่อนข้างจะแปลก เป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ รายได้ไม่ต้องส่งเข้าคลัง ในขณะที่ไปร่วมทุนกับเอกชนได้ ทำให้องค์กรนี้มีความคล่องตัวสูง และใช้คำว่าสูงเกินไป เพราะติดหนวด ติดดาบด้วย ยิ่งไปร่วมทุนกับเอกชนได้ยิ่งจะทำให้องค์กรนี้มีทั้งเงิน มีทั้งอำนาจ เป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับรัฐบาลกลาง”

“จริงๆ แล้วอยากให้ไปพิจารณาโครงสร้าง กสทช. ว่าในรูปแบบกฎหมาย กสทช. ติดขัดอะไรไหมกับการดูแลเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ ถ้าไปใช้ กสทช. การคัดสรรบอร์ดอย่างน้อยก็ผ่านหลายด่าน มาจากสาขาอาชีพที่หลากหลาย บางทีก็มาจากสื่อมวลชนด้วยซ้ำไปซึ่งเขาก็รู้ดีว่าต้องระวังเรื่องสิทธิของคนอื่นมากแค่ไหน แต่การใช้กลไกนี้ไปขึ้นตรงกับนายกฯ เป็นการใช้ข้าราชการ พอถึงเวลาเขาก็ต้องย้ายข้าราชการจากกระทรวงยุติธรรมข้ามมา”

“ที่บอกว่าที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงไซเบอร์มันคือความมั่นคงของอะไร เป็นของชาติหรือรัฐบาล ถ้าสมมติในอนาคตมาจากการเลือกตั้งแล้วมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วมีการสั่งไปอายัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใดสำนักงานหนึ่งที่ใช้ในการตรวจสอบรัฐบาลอยู่ผมก็ว่าน่ากลัวนะ ต้องแยกให้ออกว่าอะไรเป็นความมั่นคงของชาติ อันไหนเป็นความมั่นคงของรัฐบาล มันคนละเรื่องกัน”

“การที่หน่วยงานนี้ขึ้นตรงกับนายกฯ แล้วก็รายได้ไม่ต้องส่งเข้าคลัง แถมร่วมทุนกับเอกชนได้จะทำให้องค์กรถูกใช้ไว้ล่าเมืองขึ้น สมมติว่า อีกหน่อยใครมาเป็นคณะกรรมการ เป็นบอร์ดหรือเลขาธิการที่นี่ เวลาจะไปขอสปอนเซอร์จากสื่อยักษ์ใหญ่ เช่น ตีกอล์ฟ เรียน วปอ. วปท. อยากจะขอบริจาคแข่งขันกอล์ฟการกุศล มันจะเป็นแบบนั้น เป็นองค์กรที่ เอาไว้ใช้เวลาใครมานั่งเป็นบอร์ดแล้วขอสปอนเซอร์ก็ต้องให้ ถ้าไม่ให้ก็จะรู้สึกกลัว”

อรรถวิชช์ ยังกล่าวว่า อยากให้กฎหมายนี้เป็นการป้องกันการโดนแฮ็กข้อมูล ที่สิงคโปร์ที่มีกฎหมายแรงก็โฟกัสที่ประเด็นนี้ ไม่ใช่การปกป้องสถานะของรัฐบาล
ปกรณ์ อารีกุล ว่าที่โฆษกพรรคสามัญชน


“ความจริงไม่ใช่แค่ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงไซเบอร์แต่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตอลทั้งหมดที่มีปัญหา ถ้าหากไปดูจริงๆ พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็มีปัญหา ปัญหาสำคัญคือ การนิยามของคำบางคำที่ไม่มีความชัดเจน เปิดโอกาสให้ตีความได้โดยกว้าง อำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลยังมีช่องโหว่ อำนาจไปอยู่ในฝ่ายความมั่นคง และไม่ได้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากพอในคณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้งขึ้น การกำหนดโทษที่รุนแรง และอาจส่งผลให้เกิดการควบคุม สอดส่องเกินความจำเป็นนำไปสู่การละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชน

ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลที่ออกกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลที่มีประวัติในการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างกว้างขวาง”

“อีกข้อที่สำคัญคือ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการคัดค้านจากภาคประชาชนหลายฝ่าย แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันที่จะออกมันออกมา ทำให้สรุปได้ว่าทั้งเนื้อหาของมันและกระบวนการจัดทำกฎหมายนี้ไม่มีความชอบธรรมและขาดความเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก”

“รัฐควรเข้ามามีบทบาทดูแล ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสมดุลกับการให้สิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชนด้วย รัฐต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมของประชาชน และกำหนดให้ชัดเจนว่า “ความมั่นคง” ในความหมายที่เขียนมาหมายถึงอะไร ไม่ใช่การตีขลุมให้กว้างเข้าไว้เพื่อนำมาใช้กับอะไรก็ได้ หากจำเป็นจะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลก็ต้องมีกระบวนการในระบบยุติธรรมที่ชัดเจน ไม่ใช่นึกอยากจะทำก็ทำได้ และไม่ใช่ให้อำนาจกับฝ่ายมั่นคงอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ จะต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่ชัดเจน”

“อะไรที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ก็มีลักษณะว่าจะส่งผลกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง การเดินสายฝ่ายเดียวของรัฐบาล การที่มีคนในตำแหน่งในรัฐบาลมาร่วมจัดตั้งและร่วมพรรคการเมือง การที่พล.อ.ประยุทธ์เปิดโซเชียลมีเดีย การที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาปิดกั้นเรื่องต่างๆ ตอนนี้ หรือแม้แต่การเปลี่ยนชุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอง ก็ชัดเจนว่าเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง กฎหมายที่รุนแรงและไร้การตรวจสอบแบบนี้ก็เป็นช่องทางหนึ่งในการทำลายคู่แข่งทางการเมืองโดยอ้าง “ความมั่นคง” เหมือนที่เคยทำมา”

“ที่สำคัญเลยคือรัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน ภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านไอทีมีเยอะแยะมาก ต้องรับฟังเสียงของพวกเขา และต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และรัฐบาลต้องออกกฎหมายที่สอดคล้องต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทำประชาพิจารณ์หรือจัดรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่แค่เพื่อทำให้เสร็จๆตามกระบวนการไป แต่ต้องเอาข้อเสนอของภาคประชาชนมาปรับใช้ด้วย จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและการถ่วงดุลอำนาจที่แท้จริง”
ไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนจากพรรคอนาคตใหม่


ที่มา Klaikong Vaidhyakarn

“พ.ร.บ. นี้เป็น พ.ร.บ. ที่มีเนื้อหาการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าค้นคอมพิวเตอร์ถ้าพบว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบ หรือว่าจะเป็นเรื่องการเข้าดูข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล คือจริงๆ แล้วเราก็มีบทเรียนจากการใช้อำนาจจาก พ.ร.บ. การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งพอเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้ใช้ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้”

“คือเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ตั้งใจจะทำเรื่องการป้องกันระบบคอมพิวเตอร์จากภัยคุกคาม เช่น ภัยจากแฮกเกอร์ ภัยจากการแฮ็กข้อมูลหรือโจมตีระบบ (แต่) บทเรียนที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องความมั่นคงเสียมากกว่า อาจจะเป็นเรื่องของการตั้งใจที่จะดูว่า ถ้าอันนี้เป็นฝ่ายที่อาจจะอยู่ตรงข้ามรัฐบาล ก็อาจใช้ พ.ร.บ. นี้ขึ้นมาได้โดยไม่ตรงเจตนารมณ์ที่จะปกป้องระบบคอมพิวเตอร์”

“ผมคิดว่า พ.ร.บ. นี้สำคัญและกระทบประชาชนอย่างมาก ตอนนี้ไทยมีคนใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 50 ล้านคน ดังนั้น พ.ร.บ. ที่มีผลกระทบกับเสรีภาพประชาชนขนาดนี้ก็ควรเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาพิจารณา”

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.