China's first domestically built aircraft carrier is seen during its launching ceremony in Dalian, Liaoning province, China

จีนเพิ่งเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่ผลิตในประเทศ และเป็นลำที่สองของกองทัพจีน ต่อจากเรือ “เหลี่ยวหนิง” ที่ซื้อมาจากยูเครนเมื่อหลายปีก่อน

นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการยกระดับศักยภาพทางการทหารครั้งสำคัญของปักกิ่ง และอาจช่วยขยายอิทธิพลทางทหารของจีนจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังมหาสมุทรอินเดียด้วย!

สื่อของทางการจีนรายงานข่าวพิธีเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่ผลิตในประเทศ และถือเป็นความภาคภูมิใจของกองทัพจีน

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของจีนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินและศักยภาพทางการทหารโดยรวม

ตลอดจนเป้าหมายใหญ่กว่านั้น คือการขยายอิทธิพลทางทหารเข้าไปในแถบมหาสมุทรอินเดีย

China's first domestically built aircraft carrier is seen during its launching ceremony in Dalian, Liaoning province, China, April 26, 2017.


สื่อของทางการจีนรายงานว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะเริ่มนำมาประจำการในกองทัพในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งระหว่างนี้จะทดสอบล่องตามน่านน้ำต่างๆ เช่นเดียวกับเรือลำแรก และจะนำไปติดตั้งอาวุธให้เรียบร้อยก่อนใช้งานจริง

เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนที่มีชื่อว่า “เหลี่ยวหนิง” นั้น จีนซื้อมาจากยูเครน เป็นเรือเก่าจากสมัยสหภาพโซเวียต แล้วนำมาบูรณะใหม่พร้อมติดตั้งระบบอาวุธต่างๆ โดยเรือเหลี่ยวหนิงเริ่มทดสอบทางทะเลเมื่อปี ค.ศ. 2011 และปัจจุบันได้นำมาใช้ปฏิบัติการลาดตระเวนอยู่ในแถบทะเลจีนใต้

สำหรับเรือลำที่สองนี้มีขนาดใหญ่กว่าลำแรกเล็กน้อย และมีลักษณะภายนอกคล้ายกับเรือเหลี่ยวหนิง จนหลายคนเรียกว่า “เหลี่ยวหนิงปรับปรุงใหม่” ด้วยการยกระดับศักยภาพด้านการต่อสู้และการฝึกฝน นอกจากนี้ยังขยายส่วนที่ใช้จอดเครื่องบินให้มีขนาดกว้างกว่าเดิม

China's Liaoning aircraft carrier with accompanying fleet conducts a drill in an area of South China Sea, in this undated photo taken December 2016.


คุณ Alex Neill แห่ง International Institute for Strategic Studies เรียกพิธีเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ของจีนว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เพราะการที่เรือลำนี้บรรจุเชื้อเพลิงได้มากขึ้น หมายความว่าจะสามารถเดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ

นักวิเคราะห์ผู้นี้มั่นใจว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของจีนน่าจะถูกใช้ในปฏิบัติการที่ไกลกว่าทะเลจีนใต้ นั่นคือมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของจีน

คุณ Neill ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแถบเอเชีย-แปซิฟิก บอกว่า

"ลำพังแค่เรือลำใหญ่นั้นอาจเป็นแค่แผ่นเหล็กลอยน้ำ ที่ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักในการต่อสู้ แต่ศักยภาพจริงๆ ของมันคือการสนับสนุนยุทธศาสตร์การป้องกันและโจมตีโดยรวมทั้งทางอากาศและทางทะเล"

ด้านคุณ Richard Bitzinger แห่ง S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ชี้ว่าแม้ในภาพรวมแล้ว จีนยังตามหลังหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ อยู่มาก ทั้งในด้านของศักยภาพและจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่ประเด็นสำคัญคือการใช้ประโยชน์จริงจากเรือดังกล่าว รวมทั้งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีนในด้านนี้ด้วย

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการทั้งหมด 10 ลำ และเมื่อไม่นานนี้ก็เพิ่งสิ้นสุดการทดสอบทางทะเลของเรือยักษ์ Gerald R. Ford Supercarrier ที่มีขนาดราว 18,000 ตารางเมตร ระวาง 1 แสนตัน ขับเคลื่อนดัวยพลังงานนิวเคลียร์ และสามารถล่องทะเลได้นาน 90 วันโดยไม่ต้องแวะเติมเชื้อเพลิง

The USS Gerald R. Ford is seen at Newport News Shipbuilding in Newport News, Virginia, April 27, 2016. The $13 billion warship, the first of the Navy’s next generation of aircraft carriers, is in the final stages of construction after delays and cost over


ขณะที่ในบทความซึ่งตีพิมพ์ใน China Daily ฉบับวันพุธ นักวิเคราะห์ด้านการทหารของจีน Wang Xiaoxuan ชี้ว่า “หากเทียบกับกองกำลังทางทะเลของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ดูเหมือนกองทัพเรือของจีนจะยังเทียบไม่ได้ เพราะทั้งเครื่องบิน เรือดำน้ำ และเรือรบอื่นๆ ของจีน ยังไม่ผสานรวมอย่างกลมกลืนเป็นกองกำลังเดียวกัน”

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว จีนตั้งใจจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการอย่างน้อย 4 ลำ และมีสองลำที่ออกปฏิบัติการในเวลาเดียวกันตลอดเวลา

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901716777


North Korea's leader Kim Jong Un watches a military drill marking the 85th anniversary of the establishment of the Korean People's Army (KPA)

เมื่อวันพุธ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เต็มคณะ ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อกรุงเปียงยาง พร้อมไปกับการใช้วิธีทางการทูตเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือกลับสู่โต๊ะเจรจา

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญในเรื่องนี้คือ จีนพร้อมที่จะช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการกดดันเกาหลีเหนือมากน้อยแค่ไหน?

นักวิเคราะห์ในประเทศจีนต่างเชื่อว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งได้ใช้มาตรการทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ในการควบคุมพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงการห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือ การห้ามทำธุรกรรม และการควบคุมการหลั่งไหลของเงินทุนเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้

A Chinese paramilitary policeman stands guard outside of the North Korean Embassy in Beijing, April 20, 2017.


คุณ Lu Chao นักวิชาการด้านเกาหลีเหนือที่ Liaoning Academy of Social Sciences ของจีน ระบุว่า “จีนได้ใช้มาตรการลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้ต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อเกาหลีเหนือแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลา”

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่ามาตรการต่อไปที่จีนอาจนำมาใช้ คือการจำกัดด้านพลังงาน ซึ่งอาจรวมถึงการห้ามส่งออกน้ำมันหรือเชื้อเพลิงอื่นๆ ไปยังเกาหลีเหนือ หากว่ากรุงเปียงยางยังดื้อดึงทดสอบนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธ ที่ถือเป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในเกาหลีเหนือเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจีนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แม้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นเพราะเกาหลีเหนือได้กักตุนน้ำมันเอาไว้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกคว่ำบาตรการส่งออกในเร็ววันนี้

In this April 26, 2017, photo, a gas attendant waits by a pump at a gas station in Pyongyang, North Korea.


อาจารย์ Cai Jian แห่งศูนย์เกาหลีศึกษา ที่มหาวิทยาลัย Fudan ในนครเซี่ยงไฮ้ เชื่อว่า “หากจีนใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานจริงๆ จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ตลอดจนส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของเกาหลีเหนือและวิถีชีวิตของผู้คนด้วย จึงควรเก็บเอาไว้ใช้ในกรณีที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ”

ที่ผ่านมา จีนคือพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมักเปรียบความสัมพันธ์ของสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ว่าเป็นเสมือน “ลิ้นกับฟัน”

แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นตั้งแต่ยุคของผู้นำคิม อิล ซุง และผู้นำคิม จอง นัม กลับเหินห่างไปในยุคของผู้นำรุ่นที่สาม เห็นได้จากที่ คิม จอง อึน ไม่เคยเดินทางเยือนจีนเลยนับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ

และเมื่อต้นปีนี้ จีนพยายามส่งผู้แทนด้านนิวเคลียร์ไปเจรจากับเกาหลีเหนือ แต่ก็ถูกปฏิเสธ


FILE - Flags of China and North Korea are seen outside the closed Ryugyong Korean Restaurant in Ningbo, Zhejiang province, China, in this April 12, 2016 photo.

ด้านคุณ Daniel Pinkston นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเอเชีย ที่มหาวิทยาลัย Troy ในกรุงโซล เชื่อว่าเวลานี้จีนกำลังไม่พอใจอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของเกาหลีเหนือ แต่ก็มีแนวโน้มที่อาจไม่ทำอะไรรุนแรงมากกว่านี้

นักวิเคราะห์ผู้นี้มองว่า “หากพูดถึงการสร้างความตึงเครียดในเกาหลีเหนือจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองในปัจจุบัน หรือการสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติในกรุงเปียงยาง ตนยังไม่เห็นประโยชน์หรือความจำเป็นที่จีนต้องทำเช่นนั้น”

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่เชื่อว่า จีนกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ ด้วยการใช้นโยบายที่โอนอ่อนกับสหรัฐฯ แต่แข็งกร้าวกับเกาหลีเหนือ เห็นได้จากในบทบรรณาธิการหลายชิ้นในสื่อของทางการจีน ที่ส่งคำเตือนไปยังเกาหลีเหนือให้หยุดพฤติกรรมที่เสี่ยงให้เกิดสงคราม

This image made from video of a still image broadcast in a news bulletin by North Korea's KRT on Wednesday, April 26, 2017, shows what was said to be a "Combined Fire Demonstration" held to celebrate the 85th anniversary of the North Korean army.


คุณ Bong Young-shik แห่งศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัย Yonsei ในกรุงโซล ระบุว่า “จีนได้ส่งคำเตือนที่แข็งกร้าวไปยังกรุงเปียงยางแล้ว เพื่อให้หยุดการคุกคามหรือยั่วยุใดๆ ที่อาจทำให้สหรัฐฯ คิดว่าเกาหลีเหนือกำลังข้ามเส้น”

ตั้งแต่ผู้นำคิม จอง อึน ขึ้นสู่อำนาจ เขาได้สั่งการให้ทดสอบนิวเคลียร์ไปแล้ว 3 ครั้ง และทดสอบขีปนาวุธอีกมากกว่า 10 ครั้ง และเชื่อว่ากำลังจะมีครั้งต่อไปเร็วๆ นี้

และดูเหมือนภายใต้การปกครองของเขา เกาหลีเหนือคงไม่เข้าร่วมในการเจรจาด้านนิวเคลียร์ง่ายๆ ไม่ว่าจะมีจีนเป็นตัวกลางหรือไม่ก็ตาม

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901716778



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ในวันพฤหัสบดีว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศ คือเม็กซิโกและแคนาดา ยังเป็นไปด้วยดี และมีแนวโน้มที่จะบรรลุการเจรจาเรื่องการปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีแถบอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA”

ปธน.สหรัฐฯ ระบุว่า “ผู้นำของเม็กซิโกและแคนาดาได้ต่อโทรศัพท์หาตน และขอให้มีการเจรจาข้อตกลง NAFTA อีกครั้ง แต่อย่ายกเลิกข้อตกลงนี้”

ปธน.ทรัมป์ บอกว่าตนเห็นด้วย แต่ถ้าอเมริกาต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ตนจะยกเลิกข้อตกลง NAFTA ทันที

ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกข้อตกลง NAFTA ว่าเป็นหายนะ ที่ทำให้แรงงานอเมริกันตกงานเมื่อบริษัทต่างๆ ย้ายโรงงานไปตั้งในเม็กซิโก และรับปากไว้หลายครั้งว่าจะยกเลิกข้อตกลงที่ว่านี้

ในช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงการค้าอีกฉบับหนึ่ง คือ Trans – Pacific Partnership (TPP) ที่รัฐบาล ปธน.โอบาม่า เป็นผู้ผลักดัน

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901716779




FILE - Then-national security adviser Michael Flynn in seen the East Room of the White House in Washington, Feb. 13, 2017.

ข้อมูลใหม่จากคณะกรรมการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ชี้ว่า "พล.ท.ไมเคิ่ล ฟลินน์" อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รับเงินจากรัฐบาลต่างประเทศ ระหว่างป็นนายพลนอกราชการ แม้เคยถูกเตือนมาก่อน

ส.ส. อลิจาห์ คัมมิ่งส์ จากตัวแทนสูงสุดของพรรคเดโมเครตในคณะกรรมการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า "ไม่เคยมีหลักฐานการขออนุญาตรับเงินจากรัฐบาลต่างประเทศโดย พล.ท.ฟลินน์" ขณะที่เขารับเงินกว่า 5 แสนดอลลาร์จากตุรกี และอีกหลายหมื่นดอลลาร์จากกลุ่มผลประโยชน์ในรัสเซีย

ส.ส.อลิจาห์ คัมมิ่งส์ แถลงผลการตรวจสอบถึงการรับเงินจากตปท.ของพล.โท.ฟลินน์


​ส.ส. คัมมิงส์ แห่งคณะกรรมาธิการ Oversight Committee ของสภาผู้แทนฯ กล่าวว่า เอกสารล่าสุดนี้ตั้งคำถามว่า เหตุใด พล.ท.ฟลินน์ต้องการไม่เปิดเผยถึงการรับเงินจากต่างประเทศ หลังจากที่เขาเคยถูกเตือนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน

ในบรรดาเงินที่เขาได้รับ มีจำนวนหนึ่งมูลค่ากว่า 45,000 ดอลลาร์ ที่มาจากการเข้าร่วมงานครบรอบ 10 ปีของสถานีโทรทัศน์รัสเซีย Russia Today หรือ RT

ซึ่งมีภาพปรากฎผ่านสื่อว่าเขาได้นั่งติดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินที่งานเลี้ยงอาหารค่ำด้วย


FILE - Russian President Vladimir Putin (R) sits next to retired U.S. Army Lieutenant General Michael Flynn (L) as they attend an exhibition marking the 10th anniversary of RT (Russia Today) television news channel in Moscow, Russia, Dec.10, 2015.


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901717770


President Donald Trump speaks at the Interior Department in Washington, April, 26, 2017. The president is proposing dramatically reducing the taxes paid by corporations big and small.

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนลดภาษีและปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ซึ่งทางรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

รัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ สตีเว่น มานูชิน กล่าวในวันพุธว่า แผนดังกล่าวรวมถึงการลดภาษีธุรกิจจากระดับ 35% เหลือเพียง 15% สำหรับธุรกิจทุกประเภท

นอกจากนี้ยังจะลดภาษีสำหรับกลุ่มคนรายได้สูงที่เสียภาษีในอัตราสูงสุดคือ 39.6% ลงเหลือ 35% รวมทั้งปรับลดระดับอัตราภาษีที่ใช้อยู่ 7 ระดับในปัจจุบัน ลงเหลือเพียง 3 ระดับ คือ 10% 25% และ 35%

โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยลดความยุ่งยากในการคำนวณภาษีและการยื่นแบบเรียกคืนภาษีเงินได้ของคนอเมริกัน

รมต.คลังสหรัฐฯ เชื่อว่าการลดภาษีภาคธุรกิจจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้ถึงระดับ 3% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา

Treasury Secretary Steven Mnuchin appears on a television screen on the floor of the New York Stock Exchange, April 26, 2017.


อย่างไรก็ตาม คาดว่าข้อเสนอนี้จะถูกโต้แย้งอย่างหนักในรัฐสภาฯ เพราะเชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณมหาศาลในระยะยาว

โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากภาษีภาคธุรกิจลดลงเหลือ 15% จริง รัฐบาลจะขาดดุลเพิ่มอีก 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีแผนลดงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมมารองรับ

ขณะที่หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานก่อนหน้านี้ว่า

"การตัดสินใจเร่งให้เกิดการลดภาษีนี้ แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเรื่องงบประมาณขาดดุลน้อยกว่าการลดค่าใช้จ่ายภาษี"

source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901717771



ไม่กี่สัปดาห์หลังเกิดกรณีอื้อฉาวของสายการบิน United เรื่องลากผู้โดยสารลงจากเครื่องบิน ล่าสุดทาง United อาจมีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว

หลังจากพบ "กระต่ายตัวใหญ่" นอนตายอยู่ในห้องเก็บสัมภาระในเที่ยวบินจากสนามบิน Heathrow ของอังกฤษไปยังสนามบิน Chicago O’Hare ในสหรัฐฯ

เจ้าของกระต่ายตัวนี้คือคุณ Annette Edwards นักผสมพันธุ์กระต่ายชาวอังกฤษ ซึ่งเธอกล่าวกับ AP ว่า

“เจ้ากระต่ายยักษ์ที่มีความยาวเกือบหนึ่งเมตรตัวนี้มีชื่อว่า Simon ถูกซื้อโดยลูกค้าผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ และเชื่อว่ามันอาจกลายเป็นกระต่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเห็น”

สำหรับสาเหตุการตายของเจ้า Simon นั้นยังไม่มีใครรู้ แต่คุณ Edwards ยืนยันว่า Simon ผ่านการรับรองจากสัตวแพทย์แล้วก่อนขึ้นเครื่อง และว่าเธอส่งกระต่ายไปขายในหลายประเทศตลอดช่วงหลายปีมานี้ แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

ทาง United มีแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าได้ทำตามกระบวนการทุกอย่างอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน

จากนี้ทั้งคุณ Edwards และสายการบิน United จะต้องตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับ Simon ซึ่งเป็นลูกกระต่ายพันธุ์ Continental Giant อายุไม่ถึง 1 ปี

ปกติแล้วกระต่ายพันธุ์นี้จะมีความยาวราว 1 เมตรหรือมากกว่านั้น

source  :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901717772


A United Airlines plane lands at O'Hare International Airport in Chicago, Illinois, April 11, 2017.

นายแพทย์ เดวิด เตา ชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนามวัย 69 ปี ผู้โดยสารสายการบินยูไนเต็ดที่ถูกลากออกจากเครื่องบินจนเป็นข่าวคึกโครมบนสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความกับสายการบินยูไนเต็ดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่เปิดเผยจำนวนเงินชดเชยที่ผู้โดยสารรายนี้ได้รับ

แต่ทางนาย โทมัส เดเมทริโอ ทนายของนายแพทย์เตา บอกว่า "นายออสการ์ มูโนซ ผู้บริหารของสายการบินยูไนเต็ดนั้น สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดี" และย้ำว่าทางผู้บริการสายการบินได้แสดงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดแล้ว

Oscar Munoz and United Airlines announced a new plan to prevent some of its recent problems from happening again.

การประกาศยอมความในครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่สายการบินยูไนเต็ดประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสาร

รวมทั้งการเสนอเพิ่มเงินชดเชยได้สูงสุดถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้โดยสาร เพื่อสละที่นั่ง ในกรณีที่ทางสายการบินปล่อยให้มีการจองตั๋วเกินอัตราความจุของเครื่องบิน

เหตุการณ์ลากนายแพทย์ เดวิด เตา ชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม บนเที่ยวบินของสายการบินยูไนเต็ด จนทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ จมูกแตก ฟันหน้าหักสองซี่ เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานโอแฮร์ นครชิคาโก เที่ยวบินที่มีปลายทางสู่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตั๊กกี้

เมื่อสายการบิน "United Airlines"​ขายตั๋วที่นั่งเกินจำนวน ซึ่งเป็นระบบที่สายการบินจำนวนมากใช้เพื่อเป็นการเผื่อสำหรับผู้โดยสารบางคนที่ไม่มาขึ้นเครื่อง

David Dao

ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสุ่มเลือกผู้โดยสาร 4 ราย ให้สละที่นั่งพร้อมให้เงินตอบแทน แต่นายแพทย์เตาปฏิเสธที่จะรับเงินตอบแทน โดยระบุว่าเขาต้องบินจากนครชิคาโก ไปจุดหมายปลายทางที่เมืองหลุยส์วิว รัฐเคนตัคกี เนื่องจากต้องไปดูคนไข้ในวันรุ่งขึ้น

จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังบังคับลาก ดร.เตา ลงมาจากเครื่อง ท่ามกลางการเผยแพร่วิดิโอคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวที่เผยแพร่สู่โลกออนไลน์ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง


source :- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=065999352901717773

ขับเคลื่อนโดย Blogger.