Netiwit Ntw

โจชัว หว่อง นาธาน ลอว์ และอเล็ก โชว์ 

เพื่อนของผมทั้งสามคนซึ่งต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง กำลังถูกจองจำคุมขังอยู่
ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก นอกจากจะจำคุกแล้วยังถือโอกาสตัดสิทธิ์ทางการเมืองของเขาไปด้วย เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยในฮ่องกงเป็นไปได้ การกวาดล้างนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรุ่นใหม่นี้เกิดขึ้นในประเทศไทยและฮ่องกงอย่างดูรับลูกกันทีเดียว ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของการทำครั้งนี้ก็คือ ฆ่าความหวังของคนรุ่นใหม่ในการที่พวกเขาจะเปลี่ยนประเทศของตนเอง ให้พวกเขาท้อแท้และหมดกำลังใจ เงียบและยกทุกอย่างกลับคืนให้ผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น


แต่นั่นแหละ ถ้าเรารู้เท่าทันแล้วจะยอมหรือไม่

เราที่ยังใช้ชีวิตอันสบายอยู่นอกกรงขัง ไม่ควรลืมว่า ความสุขสบายส่วนหนึ่งของเราที่ไม่ถูกเผด็จการทำลายไปเสียสิ้นมาจากการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยในยุคสมัยต่างๆที่อุทิศตัวเอง พวกเขาได้ปูรากฐานประชาธิปไตย สิ่งที่โจชัว หว่องได้ก็คือสิ่งนี้

การถูกจับของพวกเขาจะทำให้ผมระลึกถึงตัวเองอยู่ตลอดว่า ความเสียสละของเพื่อนๆมีมากขนาดไหน ใจของผมจะอยู่กับพวกคุณตลอดเวลา เช่นเดียวกับจิตวิญญาณของเพื่อนๆที่ไม่ได้ถูกคุมขังจะยังเป็นแรงบันดาลใจแก่ผมและผู้คนอีกมากมาย ผมคิดถึงเพื่อนๆทั้งสามคน โจชัว หว่องเคยจะได้มาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ แม้ว่าสุดท้ายจะถูกห้ามเข้าประเทศ พวกเขาเคยถือป้ายให้กำลังใจการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยในการรณรงค์ไม่โหวตรับรัฐธรรมนูญเผด็จการ ขอบคุณเพื่อนมากซาบซึ้งจริงๆ

สาส์นที่เพื่อนๆได้ทำตลอดหลายปี ผมจะไม่มีวันลืม

โจชัว หว่องบอกว่า "เวลาอยู่ข้างเรา"
นาธาน ลอว์และอเล็ก โชว์ได้พิสูจน์แล้วว่า มันทำได้จริงจากพรรคของเขา
แม้ตอนนี้อุปสรรคจะพัดผ่านเข้ามา แต่นั่นแหละ ด้วยความหวัง ความอดทนและความเข้มแข็งในการวางแผนอย่างรอบคอบจะนำเราไปสู่อนาคตอันสดใส ไม่ว่าจะในไทยหรือฮ่องกง

Watana Muangsook

"รังเกียจ...เผด็จการ"


เสร็จจากการแถลงข่าวที่พรรค ผมเดินทางมารับเสื้อยืดสีขาวและสีดำที่สั่งร้านของรุ่นน้องทำให้ ผมตั้งใจจะใส่เสื้อสลับสีกันทุกวันและจะใส่ไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ในวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น. ข้อความที่ปรากฏบนหน้าอกเสื้อบอกความรู้สึกของผม ซึ่งผมเชื่อว่าตรงกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนจำนวนมากแต่ไม่กล้าแสดงออกผมเลยแสดงแทน หากเผด็จการเห็นข้อความที่หน้าอกเสื้อแล้วทนไม่ได้จะเอาข้อหามายัดให้ผมเพิ่มอีกก็เชิญนะครับ ช่วยรีบมาหน่อยก็ดีเพราะผมกำลังกลัว

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
18 สิงหาคม 2560


Prapatchot Thanavorasart

"นครวัด" นวัตกรรมอาณาจักร"ขอม"จากอดีตที่รุ่งเรืองสู่ความล่มสลาย!!

สถาปนิกผู้คิดออกแบบและสร้าง 'นครวัด' เมื่อ900ปีที่แล้ว นับว่าอัจฉริยะจริงๆ สร้างได้อย่างวิจิตรสวยงามพิศดารมาก ปัจจุบันได้ใช้คอมพิวเตอร์มาสร้างจำลองเป็นแบบ 3 มิติ ดูแล้วยอดเยี่ยมจริงๆ ควรค่าแก่การเป็นมรดกโลก


ประวัติศาสตร์นครวัด


ด้วยสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงาม ทำให้นครธม นครวัด ถูกจัดเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยในยุคสมัยที่มหานครแห่งนี้ยังรุ่งเรืองอยู่นั้น ที่นี่มีพลเมืองอาศัยอยู่มากกว่า หนึ่งล้านคน และจัดเป็นหนึ่งในราชธานีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น ทว่าทุกสิ่งไม่อาจหนีพ้นกฏแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยได้ ซึ่งมหานครโบราณแห่งนี้ก็เช่นกัน

เมืองพระนครศรียโสธรปุระ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างเทือกเขาพนมกุเลนกับทะเลสาปเขมรในประเทศกัมพูชา ในสมัยโบราณ ชาวอยุธยาเรียกเมืองนี้ว่า เมืองพระนครหลวง โดยเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรขอมสมัยพระนคร ซึ่งรุ่งเรืองถึงขีดสุดในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต่อมา ครั้นหลังจากสิ้นรัชกาลของพระองค์ เมืองพระนคร ก็เริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อม

ในช่วงยุคเสื่อมถอยของนครธมนครวัดนี้เอง ที่ชาวเขมรต้องทำศึกสงครามหลายครั้งกับอาณาจักรอโยธยาที่กำลังรุ่งเรืองขึ้น จนต่อมาใน ปี พุทธศักราช 1975 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่สองหรือเจ้าสามพระยา พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอโยธยา ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองพระนคร โดยหลังจากกองทัพของพระองค์ล้อมเมืองเป็นเวลา 7 เดือน ก็สามารถตีเมืองพระนครได้ กองทัพอโยธยาได้กวาดต้อนเชลยและเก็บทรัพย์สินมีค่ากลับมาเป็นอันมาก ส่วนเมืองพระนครนั้น สมเด็จเจ้าสามพระยา ทรงโปรดฯให้พระนครอินทร์ ผู้เป็นพระราชโอรสปกครองดูแล


ต่อมา ในปี พ.ศ 1987 เจ้าพญายาต โอรสของอดีตกษัตริย์ขอมได้ก่อกบฏที่เมืองจตุรมุข (ปัจจุบัน คือ กรุงพนมเปญ) สมเด็จสามพระยาจึงให้ เจ้าพญาแพรก โอรสอีกพระองค์หนึ่งคุมทัพไปช่วยสมเด็จพระนครอินทร์ปราบกบฏจนราบคาบ ครั้นต่อมาไม่นาน สมเด็จพระนครอินทร์ประชวรและสิ้นพระชนม์ สมเด็จเจ้าสามพระยาจึงโปรดให้เจ้าพญาแพรกไปครองเมืองพระนครแทน

หลังจากเจ้าพญาแพรกมาครองเมืองพระนครได้ระยะเวลาหนึ่ง เจ้าพญายาตได้รวบรวมไพร่พลก่อการกบฎขึ้นอีกครั้ง โดยสามารถปลงพระชนม์เจ้าพญาแพรกได้สำเร็จและยึดเมืองพระนครกลับคืนสู่อำนาจขอม ทว่าเจ้าพญายาตทรงเห็นว่า เมืองพระนครอยู่ใกล้กรุงอโยธยามากเกินไป อีกทั้งใหญ่โตเกินกำลังรี้พลที่มีอยู่ จึงให้ย้ายราชธานีไปยังเมืองจตุรมุข อันเป็นฐานอำนาจเดิมของพระองค์ ก่อนจะทรงย้ายไปยังกรุงละแวกในภายหลัง จากนั้น เมืองนครวัดนครธมก็ถูกทิ้งร้างและร่วงโรยจนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

กระทั่งเมื่อดินแดนกัมพูชาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 นักสำรวจชาวฝรั่งเศสนาม อังรี มูโอต์ ได้เดินทางมาที่นี่และค้นพบได้นครธมนครวัดที่ถูกทิ้งร้างกลางป่าดงดิบ หลังจากนั้นความยิ่งใหญ่ของพระนครโบราณแห่งนี้ ก็ถูกเปิดเผยต่อสายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง






ที่มา: komkid.com ประวัติศาสตร์/สังคม


[full-post]


Posted: 16 Aug 2017 10:42 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ประธาน กสม. ขอ สนช. พิจารณาให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินลงมติวาระ 2 และ 3 ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม. ชี้เหตุผลเซ็ตซีโร่จาก กรธ. ไม่ถูกข้อเท็จจริง ไม่ถูกข้อกฎหมาย ระบุที่ผ่านมา กสม. มีผลงานเป็นที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะการผลักดันให้รัฐบาลและเอกชนลงนามในปฏิญญาว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

17 ส.ค. 2560 มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ระบุว่า กสม. ไทยไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศทำให้ต้องไปประชุมในฐานะทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขอยืนยันว่า กสม. ไม่ได้ไปประชุมในฐานะทีมงานของกระทรวงต่างประเทศ ต่างคนต่างมีบทบาทของตน กสม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการประจำอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี กสม.ไทย ถือว่ามีศักดิ์ศรี และเท่าเทียมกับประเทศภาคีสมาชิกอื่นๆ

ส่วนที่ กรธ. ต้องการเซ็ตซีโร่ กสม. โดยอ้างว่าการได้มาซึ่ง กสม. ชุดปัจจุบันไม่สอดคล้องกับหลักการสากลนั้น ประธาน กสม. เห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะเมื่อปี 2557 คณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub-Committee on Accreditation-SCA) ประเมินสถานะ กสม. ไทยชุดที่แล้ว ได้ให้เวลาในการแก้ไขปัญหา 1 ปี โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง กสม. และให้ความคุ้มกันในการปฎิบัติหน้าที่ เพื่อให้มีหลักประกันความเป็นอิสระ และความหลากหลายของ กสม. ซึ่งกระบวนการสรรหา กสม. ชุดปัจจุบันที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติ (สนช.) เมื่อปลายปี 2558 เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า กสม. ชุดปัจจุบันมีความหลากหลายตามหลักการปารีส

“เป็นที่น่าสังเกตุว่า กรธ. อ้างเหตุผลจากต่างประเทศเพื่อเซ็ตซีโร่ กสม. ชุดนี้ แต่จุดยืนของ กสม. ไม่นิ่ง เห็นได้จากในร่าง พ.ร.ป. กสม. ของกรธ. ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2560 มีบทบัญญัติเรื่องความคุ้มกันการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต กสม. ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง หรือทางอาญา แต่ในร่างที่ กรธ. ส่งเข้า สนข. กลับถอดหลักเกณฑ์ข้อนี้ออกไป ครั้นมี สนช. สอบถามในการประชุมพิจารณาวาระแรกขั้นรับหลักการเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560 ฝ่าย กรธ. กลับตอบว่าใส่หลักเกณฑ์ข้อนี้ไม่ทัน จะขอให้ไปใส่ในชั้น สนช. และเป็นผู้แทนของ กสม. ที่ได้เสนอขอให้ใส่ความคุ้มกันกลับเข้าไปในร่าง พ.ร.ป. กสม. เพราะหากไม่มีมาตรการดังกล่าว กสม.ไทยจะไม่มีทางเรียกสถานะ A กลับคืนมาได้” วัส กล่าว

วัส กล่าวด้วยว่า กสม. ชุดปัจจุบันมีผลงานเป็นที่ชื่นชมในเวทีระหว่างประเทศ และได้รับคำชมเชยว่า เป็นแบบอย่างที่ดีนการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญ ได้กำเนินการผลักดันให้รัฐบาล และภาคธุรกิจร่วมกันลงนามในปฏิญญาว่าจะนำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนขององค์กรสหประชาชาติมาปฏิบัติใช้ในประเทศ อันเป็นกลไกผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จนเลื่องลือไปยังสหภาพยุโรปและทั่วโลก จึงอยากให้ สนช. พิจารณาเหตุผลให้ถ่องแท้ เพราะการเซ็ตซีโร่ หรือแม้กระทั่งลดวาระการดำรงตำแหน่ง กสม. ชุดปัจจุบัน อาจจะสร้างความคลางแคลงใจแก่สถาบันสิทธิมนุษยชนในอาเซียน และองค์กรระหว่างประเทศได้

Posted: 17 Aug 2017 12:04 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

รถเมล์ไทยกำลังเปลี่ยน อย่างน้อยตอนนี้ก็กำลังเปลี่ยนสี มันคงทำให้ชีวิตคนใช้รถเมล์ติดขัดขึ้นบ้างเพราะความไม่คุ้นเคย แต่คนพิการอาจติดขัดยิ่งกว่า และติดขัดมานานแล้วกับรถเมล์ชานสูงที่ต้องตะเกียกตะกายปีน ขณะที่เรากำลังถกเถียงเรื่องนี้ คนพิการอยู่ตรงไหนบนสายรถเมล์ที่กำลังเคลื่อนโดยลืมนึกถึงคนทุกกลุ่มในสังคม


ภาพโดย นันทินี แซ่เฮง

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมากระแสรถเมล์เปลี่ยนสีกำลังเป็นที่ฮือฮา ในฐานะคนนั่งวีลแชร์อย่างเรา ยอมรับตามตรงว่าไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักหรอก -เพราะรู้ว่ายังไงก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี

ขณะที่โซเชียลมีเดียพาคนไปทำความรู้จักกับการปรับเปลี่ยนเส้นทางการวิ่งรถเมล์ จากสายเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย กลายเป็นชื่อสีที่แบ่งตามโซนของกรุงเทพและปริมณฑล จนหลายคนโอดครวญว่า สายใหม่นั้นจำยากซะเหลือเกิน และที่เด็ดกว่านั้นคือ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งสำคัญ แต่ตัวรถนอกจากสีที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ได้มีความทันสมัยขึ้นแต่อย่างใด และคนพิการ คนแก่ คนท้องหรือคนมีสัมภาระชิ้นใหญ่ ก็ยังขึ้นยากอยู่เหมือนเดิม

ช่วงปี 2450 เป็นช่วงที่รถเมล์เกิดขึ้นในไทย รถเมล์นายเลิศที่มีสโลแกนว่า "สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรแต่น้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” ต้องปิดกิจการลงหลังเปิดมา 70 ปี เพราะรัฐบาลมีนโยบายรวมกิจการรถเมล์ทุกสายในกรุงเทพมหานครมาอยู่ในความดูแลของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

หลังผ่านมากว่าร้อยปี หน้าตาของรถเมล์ไทยในความดูแลของ ขสมก.ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก บันไดชัน ตัวรถสูง ประตูแคบ ฯลฯ น่าจะเป็นที่จดจำของใครหลายคน มีเพียงสีสัน ชื่อสาย หรือสภาพภายนอกจุกจิกเท่านั้นที่อาจมองเห็นได้ว่าเปลี่ยนไป แม้รถเมล์จะขึ้นชื่อได้ว่า เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงทุกกลุ่มประชากร หากรวมทั้งรถเมล์ รถปรับอากาศ รถบัสขนาดเล็ก ฯลฯ จะครอบคลุมกว่า 445 เส้นทางในกรุงเทพและปริมณฑล และมีรถกว่าหมื่นคัน แต่ก็เหมือนจะไม่เคยมีตัวตนของคนพิการที่ถูกเรียกว่า “ผู้โดยสาร” อย่างแท้จริง

‘คนพิการ’ ผู้โดยสารที่ไม่มีตัวตน


ย้อนหลังไปหลายปี ที่เคยมีคนพูดถึงรถเมล์ชานต่ำ (Low Floor Bus) น่าจะนับครั้งไม่ถ้วน หากแต่ครั้งที่เป็นที่จดจำคือเมื่อปี 2556 เมื่อ ขสมก.กำลังจะจัดซื้อรถเมล์รุ่นใหม่หลังคันเก่าใช้งานมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางข้อสงสัยต่างๆ มีเสียงเล็กๆ ของคนพิการเรียกร้องอยู่ในนั้นว่า ต้องการให้รถเมล์ที่จัดซื้อทั้งหมด เป็นรถเมล์ชานต่ำไร้บันได เนื่องจากตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยได้ใช้ระบบขนส่งสารธารณะชนิดนี้เลย ในที่สุด ขสมก.ก็ยอมเปลี่ยนรูปแบบรถประจำทางมาเป็นรถเมล์ชานต่ำ ทว่าการเปลี่ยนนั้น เป็นการเปลี่ยนเพียงแค่บางส่วน เพราะจากรถจำนวน 3,183 มีรถไร้บันได เฉพาะรถปรับอากาศ จำนวน 1,524 คันเท่านั้น คันที่เหลือไม่ได้กำหนดว่า จะเป็นรถเมล์แบบมีบันไดพร้อมตัวยก หรือลิฟต์ เพื่อนำคนนั่งวีลแชร์เข้าสู่ตัวรถแทน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการจัดซื้อรถเมล์ลอตดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลด้านราคา สภาพภูมิประเทศ และปัญหาน้ำท่วมขัง

ศุภวัฒน์ เสมอภาค ผู้ประสานงานโครงการภายในประเทศ โครงการคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (DPI-AP) กล่าวว่า คนพิการนั่งวีลแชร์เช่นตน แทบจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการเปลี่ยนสายของรถเมล์เลย เพราะไม่ว่าจะเดินรถแบบเดิม หรือแบบปัจจุบัน หากตัวรถไม่ได้มีการพัฒนา ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง คนใช้วีลแชร์ก็ไม่สามารถใช้บริการได้เหมือนเดิม เพราะรถเมล์เกือบทั้งหมดเป็นรถเมล์ชานสูง ต้องเดินขึ้นบันไดไม่น้อยกว่า 3 ขั้น ไม่มีเสียง ไม่มีไฟกระพริบ ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกคนพิการ นับๆ ดูแล้วก็มีเพียง 3 คันในตอนนี้ จากทั้งหมดที่มีลิฟต์บริการด้านข้าง ซึ่งเคยถูกนำมาวิ่งเส้นบางเขน-ลาดพร้าว และไม่วิ่งแล้วในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ ทรงกฤต พนาเรือง พ่อค้าขายของกิ๊ฟช็อป ซึ่งร่างกายใช้ภายใด้เพียงท่อนบนเล่าไว้ในเว็บไซต์ BlueRollingDot ว่า

“เวลาขึ้นรถเมล์ ขาผมชอบไปเกี่ยวกับบันไดขั้นแรก แล้วประตูเองก็เล็ก กว่าจะโหนตัวขึ้นได้ก็ลำบากหน่อย วิธีที่ผมใช้ก็คือดึงตัวเองขึ้น ลากขาขึ้นอย่างนอนเลย บางทีมันก็บาดขา บางทีก็เกี่ยว เวลาลงก็ยิ่งลำบาก ต้องเอามือลงก่อน จากนั้นก็ไถลตัวลงไป แล้วคนช่วยก็มีน้อยมาก หลายครั้งก็เจออุบัติเหตุ ขายังขึ้นไม่เสร็จ แต่รถเมล์ออกแล้ว ผมก็ล้มตัวหลุดออกไปเลย โชคดีที่แค่ถลอกนิดหน่อย คือทีผ่านมา ผมว่ารถเมล์ไม่ค่อยอยากรับคนพิการเท่าไหร่ เขาจะชอบบอกว่าน้องมาทำไม มาให้เกะกะคนอื่น น่าจะอยู่บ้านเฉยๆ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทุกคนต้องทำมาหากิน”

ศุภวัฒน์ได้ให้ความเห็นว่า นอกจากคนพิการทางร่างกายที่ต้องใช้วีลแชร์แล้ว คนที่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน หรือไม่สามารถงอขาก้าวขึ้นรถได้สะดวกนัก ก็ไม่สามารถใช้บริการรถเมล์ได้ นอกจากนี้คิดว่า คนตาบอดและตาเลือนรางจะเป็นคนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถดังกล่าว

“คนตาบอด ตาเลือนรางจะอาศัยการจำว่าตัวเองจะไปที่ไหน และมักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างละแวกนั้น ให้ช่วยพาขึ้นรถในสายที่เขาต้องการ หากการประชาสัมพันธ์มีไม่ทั่วถึง เขาอาจบอกคนที่ให้ช่วยเหลือว่าไปสายนี้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ได้ไปทางที่เขาอยากไป” ศุภวัฒน์กล่าว

ซึ่งเมื่อบวกพ่วงกับความลำบากที่คนตาบอดต้องเจอเวลาขึ้นรถด้วยแล้ว อย่างที่อุดม อ่อนนาเลน ชายตาบอด เล่าไว้ในเว็บไซต์ BlueRollingDot ว่า ตนเองใช้บริการรถเมล์จากพุทธมณฑลสาย 6 เพื่อมาทำงานที่จามจุรีสแควร์ทุกวัน ถึงจะเจอปัญหาน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น แต่บันไดก็เป็นอุปสรรคเพราะแต่ละสายมีขนาดบันไดไม่เท่ากัน บางคันบันไดสูง บางคันบันไดชัน ซึ่งเขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการใช้ไม้เท้าคอยแตะไป เหมือนขึ้นบันไดสะพานลอย ก็ยิ่งทำให้การขึ้นรถเมล์ช่างยากลำบาก และเป็นการเดินทางที่ต้องเสี่ยงภัยอยู่ตลอดเวลา

“ต้องยอมรับว่าการขึ้นรถเมล์มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะปัญหาที่เราเจอมีทั้งรถจอดไม่สนิท รถไม่จอดตรงฟุตบาธ หรือแม้แต่เรื่องบันไดเอง ซึ่งถ้าเป็นรถเมล์ที่ไม่มีบันได มันน่าจะสะดวกกว่า เพราะก้าวนิดเดียวก็ลงถึงพื้นแล้ว มันก็ช่วยลดความเสี่ยง ผมคิดว่า ที่ผ่านมาคนตาบอดไทยเองก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่ออยู่ให้ได้ แต่ถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามา คุณภาพชีวิตเราก็จะดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น”

จากข้อมูลที่ไปไม่ถึง สู่การเดินทางที่ไร้ประสิทธิภาพ

ศุภวัฒน์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ การบอกเส้นทางเดินรถของรถเมล์นั้นเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก ที่ป้ายรถเมล์เองก็ไม่มีการบอกจุดหมายปลายทาง เส้นทางที่ผ่านอย่างชัดเจน ป้ายที่ติดบนตัวรถเองก็ดี เป็นป้ายแอบสแตรค อ่านแล้วไม่เข้าใจ ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนระบบการแบ่งสีแยกเขตวิ่งรถ ศุภวัฒน์ก็ยอมรับว่าน่าจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งมีการติดประกาศที่ป้ายและด้านข้างตัวรถชัดเจนมากขึ้น หลังจากนี้จึงอาจต้องขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง ทั้งกับคนไม่พิการทั่วไป และคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการทางการได้ยินและการมองเห็น เพราถึงแม้จะมีตัวอักษรแนะนำเส้นทางเดินรถ แต่คนหูหนวกหลายคนไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ดีนัก รวมทั้งการสื่อสารกับกระเป๋ารถเมล์ก็อาจเป็นไปอย่างยากลำบาก

เช่นเดียวกับคนตาบอดที่อาศัยความคุ้นเคย และคนช่วยเหลือในการเดินทาง การเปลี่ยนสายน่าจะสร้างความสับสนและอาจต้องใช้การปรับตัวสักพัก เพื่อให้คุ้นชินเส้นทาง แม้การบอกข้อมูลการเดินรถกับคนตาบอด อาจทำได้โดยการมีแผนที่แบบนูน พร้อมอักษรเบรลล์ หรือการมีเทปเสียงบอกข้อมูล แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งอำนวยการเข้าถึงเหล่านี้กลับไม่ถูกนำมาใช้ และไม่มีทีท่าว่าจะได้ใช้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

หากย้อนดูประเทศใกล้ๆ เราอย่างสิงคโปร์ จะพบว่า รถเมล์ของสิงคโปร์เป็นรถชานต่ำ มีตัวอักษรไฟกระพริบ และเสียงบอกอย่างชัดเจน คนพิการ คนแก่ คนถือกระเป๋า ฯลฯ ก็จะไม่รู้สึกตัวเองเป็น No one อีกต่อไปเพราะพวกเขามีพื้นที่ยืนหรือนั่งในรถเมล์ได้เหมือนคนอื่นในสังคม

คนพิการจะใช้ประโยชน์อย่างไร เมื่อไม่มีสิทธิการเข้าถึง

เดิมในรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาตรา 54 ระบุว่า คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

มาตรานี้หายไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งที่เป็นมาตราที่นำไปสู่การกำหนดบทบัญญัติของกฎหมายรองต่างๆ เช่น มาตรา 20 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 2550 ฯลฯ และถึงแม้ในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 จะมีมาตราดังกล่าวบังคับใช้อยู่แต่ภาพความจริงกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเรื่องนี้แทบไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพราะคนพิการมักถูกมองว่าเป็นคนส่วนน้อยของสังคม

ในส่วนหนึ่งของบทความ 'รถเมล์ชานต่ำ' ทางเลือกแห่งความคุ้มค่า : 'คุณภาพชีวิต' หรือ 'งบประมาณ' ? ในเว็บไซต์ BlueRollingDot ในปี 2557 ได้มีการต่อสู้เรื่องรถเมล์ชานต่ำโดยกลุ่มคนพิการวางแผนจะบอยคอตไม่ใช่บริการจัดซื้อรถเมล์ชานต่ำ เพราะหากใช้ก็เท่ากับยอมรับความไม่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคม

เพราะหลังจากรถเมล์ชานต่ำ กลายเป็นรถเมล์ติดลิฟต์ไปครึ่งหนึ่ง การขึ้นลงรถของคนพิการก็อาจต้องกินเวลากว่า 5 นาที เมื่อบวกกับสภาพการจราจรที่แน่นขนัดแล้ว คนพิการก็อาจถูกมองว่าเป็นภาระของสังคมได้อย่างง่ายๆ กลุ่มคนพิการจึงเสนอให้เปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำร่าง TOR จัดซื้อรถเมล์ และย้ำว่าต่อให้ใช้เวลานาน 1-2 ปีก็จะสู้ เพื่อไม่ให้อีก 20-30 ปีข้างหน้า มีรถชานสูงเหล่านี้วิ่งบนถนน และทำให้โอกาสที่รถเมล์ชานต่ำจะถูกนำมาใช้ยิ่งมีน้อยลง


เส้นทางรถเมล์ 8 เส้นทางใหม่

สายสีเขียว (G- Green) G 21 ย่านรังสิต บางเขน G 59E มีนบุรี

สายสีแดง (R-Red) R 3 ย่านปากน้ำ คลองเตย R 41 สาธุประดิษฐ์

สายสีเหลือง (Y-Yellow) Y 61 ย่านพระประแดง Y 59 พระราม2 ศาลายา

สายสีน้ำเงิน (B-Blue) B 44 ย่านหมอชิต ดินแดง B 45 สวนสยาม


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บ thisAble.me 'คนพิการอยู่ตรงไหน? เมื่อรถเมล์ไทยเปลี่ยนสี'

Posted: 17 Aug 2017 12:08 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

แกนนำ นปช. เข้ายื่นหนังสือ พร้อมข้อมูลใหม่ต่อ ป.ป.ช. ขอให้พิจารณากรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์ สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 53 อีกครั้ง ระบุการยกคำร้องในครั้งก่อนเป็นการตัดโอกาสผู้เสียหายไม่ให้เข้าถึงกระบวนการของศาล ย้ำหากคำร้องครั้งไม่ได้รับการตอบสนอง จะใช้สิทธิตาม รธน. ยื่นเรื่องตรวจสอบ ป.ป.ช. ในสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง


ที่มาภาพจาก banrasdr photo

17 ส.ค. 2560 ณัฐวุติ ใสยเกื้อ และธิดา ถาวารเศรษฐ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้เดินทางไปยื่นหนังสื่อถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องการสลายยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในปี 2553 อีกครั้ง

ณัฐวุฒิ ระบุว่า ได้นำข้อมูลพยานหลักฐานใหม่ที่เป็นสาระสำคัญมาให้ ป.ป.ช. เพิ่มเติมเพื่อพิจารณาคดีการสลายการชุมนุมในปี 2553 ใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้อง ไม่ชี้มูลความผิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ในการใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุม โดยพยานหลักฐานใหม่ที่นำเข้ามายื่นวันนี้คือ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ยกฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและคณะ กรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี 2551 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. มีความแตกต่างจากองค์กรกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ เช่น อัยการ และศาลฎีกา ฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องกรณีสลายชุมนุมกลุ่ม นปช. จึงเป็นการตัดโอกาสฝ่ายผู้เสียหายไม่ให้เข้าถึงกระบวนการอัยการและศาล ที่อาจมีคำวินิจฉัยคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. แตกต่างจาก ป.ป.ช.ก็ได้ ทั้งนี้หากกรณี สมชาย ที่ใช้แก๊สน้ำตาแล้วมีความผิด กรณี อภิสิทธิ์ ที่ใช้อาวุธสงครามสารพัดชนิดจะไม่มีความผิดได้อย่างไร



ที่มาภาพจาก banrasdr photo

ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นปช.ขอให้ ป.ป.ช.หยิบสำนวนที่ยกคำร้องการสลายชุมนุมกลุ่ม นปช.มาพิจารณาใหม่ โดยขอให้แยกเหตุการณ์ในสำนวนดังกล่าวออกเป็นกรณีๆ เช่น กรณีสลายชุมนุมที่วัดปทุมวนาราม กรณีเหตุการณ์แยกบ่อนไก่ กรณีเหตุการณ์ถนนราชปรารภ เหมือนในสำนวนคดีสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เกิดเหตุการณ์เพียงวันเดียว แต่ ป.ป.ช.แยกเหตุการณ์ออกเป็นช่วงเช้า บ่าย และค่ำ ขณะที่เหตุการณ์สลายชุมนุมกลุ่ม นปช.กินเวลา 1 เดือนกว่า แต่สำนวน ป.ป.ช.กลับไม่มีการแบ่งเหตุการณ์ออกเป็นช่วงเวลา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่เป็นมาตรฐานเดียว

ณัฐวุฒิ ยืนยันว่า ที่เดินทางมาวันนี้ไม่ได้ต้องการมาหาเรื่อง แต่ต้องการมาหาความยุติธรรม ขอให้เห็นใจผู้ประสบชะตากรรมปี 2553 อยากให้ได้รับโอกาสในกระบวนการยุติธรรมเหมือนคดีอื่นๆ ถูกผิดไปว่ากันในชั้นศาล ไม่ใช่ในชั้น ป.ป.ช. หากคำร้องขอของ นปช.ไม่ได้รับการตอบสนองจาก ป.ป.ช. โดยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต นปช.จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระต่อ ป.ป.ช.ต่อไป แต่จะไม่ดำเนินการยื่นต่อสภาฯ ในสมัยที่มาจากการรัฐประหาร จะรอยื่นต่อสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน.


เรียบเรียงจาก : ไทยรัฐออนไลน์
ขับเคลื่อนโดย Blogger.