กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ออกแนวทางใหม่เพื่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้สามารถจับกุมและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในหลายกรณีมากขึ้น รวมทั้งเปิดทางให้กระบวนการส่งตัวคนลักลอบเข้าเมืองออกนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

แนวทางปฏิบัติงานใหม่นี้ มีขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการปราบปรามและป้องกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งได้ลงนามไว้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งออกมาใหม่นี้ ไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองที่มีอยู่เดิม แต่เป็นการเน้นให้บังคับใช้มาตรการที่มีอยู่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่มีอยู่ถึงราว 11 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ


สหรัฐฯ จะสามารถเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ทันที หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสหรัฐฯ มานานกว่าสองปี

ภายใต้แนวทางใหม่นี้ เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในเกือบทุกกรณีและทุกพื้นที่ โดยเน้นให้เนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองที่กระทำการละเมิดกฎหมายทุกคน แม้ในกรณีความผิดเล็กน้อยเช่นละเมิดกฎจราจรหรือแอบขโมยของในร้านค้า รวมทั้งผู้ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ และผู้ขอรับสวัสดิการของรัฐโดยมิชอบ เว้นไว้แต่ผู้ลักลอบเข้าเมืองที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเข้ามาอาศัยอยู่ในสหรัฐฯตั้งแต่ยังเป็นเด็กเท่านั้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถดำเนินการเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ในทันที หากผู้นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสหรัฐฯมานานกว่าสองปี ซึ่งมาตรการใหม่นี้ต่างจากมาตรการที่บังคับใช้ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโอบามา ที่การเนรเทศในทันทีจะสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่คนเข้าเมืองผิดกฎหมายเข้าประเทศมาไม่เกิน 14 วัน และอยู่ไม่ห่างจากแนวพรมแดนเกิน 100 ไมล์เท่านั้น


สหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการใหม่ที่ออกมามุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมขณะพยายามข้ามแนวพรมแดนจะไม่ถูกผลักดันกลับในทันทีเช่นแต่ก่อน แต่จะถูกควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินการเอาผิดและลงโทษ ซึ่งจะต้องมีการสร้างศูนย์ควบคุมตัวเพื่อใช้ในการนี้เพิ่มเติมและว่าจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกจำนวนมาก

นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการใหม่นี้ไม่ได้มุ่งเน้นให้เกิดการเนรเทศครั้งใหญ่ขึ้น แต่มุ่งให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลว่า คนเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เป็นภัยต่อสังคมและก่ออาชญากรรม เป็นพวกแรกที่จะต้องออกไปจากสหรัฐฯ

source :- http://www.bbc.com/thai/international-39048423?ocid=socialflow_facebook


ประชาไท Prachatai.com

ส.ศิวรักษ์ เป็นนายประกันร่วม วางหลักทรัพย์ร่วม 7 แสน ขอประกันไผ่ ดาวดิน

22 ก.พ. 2560 10.25 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ได้เดินทางมายังศาลเพื่อยื่นคำร้องขอประกันตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน โดยวันนี้ได้มีการวางหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว 7 แสนบาท

สุลักษณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นวันครบรอบการตายของโกมล คีมทอง โกมลตายเพื่อประชาธิปไตย แต่ไผ่จะต้องไม่ตายแต่จะต้องต่อสู้ต่อไปด้วยอหิงสวิธี ด้วยความรัก อย่าไปเกลียด พระทิเบตรูปหนึ่ง ถูกจีนจับไปขังไว้ 18 ปี ทรมาณทุกวัน ออกมาทุกๆครั้งที่ท่านถูกทรมาน นึกถึงคนที่ทรมานท่าน ภาวนาขอให้ผู้ทรมานอย่าตกอยู่ในมิจฉาทิษฐิ อย่าให้ต้องได้รับบาปกรรมจากสิ่งที่เขากระทำ

สำหรับเหตุผลที่ยื่นประกันตัว กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของจตุภัทร์ ระบุว่าเรื่องที่เป็นข้อกังวลของศาลเช่นเรื่องการที่ จำเลยจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานนั้น ในทางปฎิบัติเมื่อพนักงานสอบสวนได้สรุปคดีและส่งให้อัยการ และอัยการได้ยื่นฟ้องแล้วนั้น ถือว่ากระบวนการในการสอบสวนพยานหลักฐานได้สิ้นสุดไปแล้ว ฉะนั้นการที่จตุภัทร์จะได้รับการประกันตัว จึงไม่ส่งผลให้จำเลยสามารถที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานได้ และการได้รับการประกันตัวจะสามารถทำให้จำเลยสามารถที่จะออกมารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสู้คดีต่อไปได้ ซึ่งการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา

ส่วนข้อกังวลเรื่องพฤติการณ์หลบหนีนั้น กฤษฎางค์ ระบุว่า จำเลยไม่มีความคิดจะหลบหนีตั้งแต่ต้น และจำเลยมาตามที่ศาลนัดทุกครั้งก่อนหน้าที่จะถูกคุมขัง

สำหรับผลการพิจารณาของศาลจะรายงานให้ทราบต่อไป


Atukkit Sawangsuk

น่าอ่านโคตรๆ สำหรับพวกนิยมตามก้นจีน น่าจะมีคนแปลเป็นไทย

สกู๊ปชิ้นนี้พูดถึงรายการเรียลลิตี้โชว์ “Ultra Rich Asian Girls of Vancouver,” เรื่องของลูกคนรวยในจีน ที่ออกไปใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในโลกตะวันตก คนรุ่นที่เกิดมาพ่อแม่ก็รวยล้นเหลือนี่มีศัพท์เรียกว่า fuerdai สิ่งที่ต่างจากลูกคนรวยแบบไทยหรือประเทศอื่นคือ จีนเพิ่งมีนายทุนไม่ถึง 40 ปีนี้เอง (คล้ายกับรัสเซียที่เพิ่งมีคนรวยยุค 90) แล้วก็รวยปุบปับรวยล้นหลามท่ามกลางการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่

ความมั่งคั่ง 1 ใน 3 ของจีน ถูกครอบครองโดยคนรวยแค่ 1% แต่ผลการวิจัยของ Bank of China พบว่า 60% ของคนรวย (คือคนที่มีเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) กำลังโยกย้ายเงินออกนอกประเทศในอัตรา 450,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนใหญ่ผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ดดยเฉพาะในอเมริกา โดยอ้างทั้งปัญหามลภาวะ อยากให้ลูกเรียนดี มองว่าเศรษฐกิจจีนหยุดชะงัก ฯลฯ แต่ข้อสำคัญคือ กลัวเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยเอื้อประโยชน์จะโดนข้อหาคอร์รัปชั่นแล้วซวยกันหมด หรือไม่งั้น ก็กลัวคู่แข่งทางธุรกิจจะยืมมือกลไกรัฐมาเล่นงาน


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ตนทราบว่าเมื่อเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการประชุมร่วมกับวัดพระธรรมกายอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ต้องการเข้าไปในพื้นที่วัดอีก เพื่อทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต้องสามารถตอบคำถามรัฐบาลและสังคมให้ได้ รวมถึงศาลที่ได้ออกหมายค้นให้เราด้วย เพราะเมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วก็จะต้องชี้แจงต่อศาลให้รับทราบ ทั้งนี้ ทราบว่าในการพูดคุยหารือกันมีความคืบหน้า แต่ตนเองยังไม่ได้รับรายงานโดยละเอียด

“รัฐบาลมอบหมายนโยบายให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ปฏิบัติงานด้วยความอดทน รับผิดชอบรักษาวินัย และที่สำคัญต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ อยากเรียนต่อสังคมว่าทางฝ่ายราชการกำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่ ดังนั้น จึงอยากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อทำเรื่องให้ได้ข้อยุติที่เป็นผลดีต่อส่วนรวมทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นไปแล้ว แต่มีบางส่วนที่เราต้องการขอตรวจค้นเพิ่มเติม เพื่อจะตอบข้อสงสัยทั้งหมด ซึ่งชุดที่ทำงานอยู่อาจมีข้อสงสัยก็ถือเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน” นายสุวพันธุ์ กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ตนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไปตามที่เห็นสมควร โดยร่วมมือกับผู้แทนของมหาเถรสมาคมด้วย ซึ่งทราบว่ามีตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ขอยืนยันว่าที่ทำวันนี้ ทำไปตามข้อกฎหมายทั้งสิ้น และวิธีการปฏิบัติก็เป็นไปตามมาตรฐาน

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ตนได้หารือกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทั้งทางโทรศัพท์ รวมทั้งประสานงานคุยกัน ซึ่งท่านต้องการให้เรื่องนี้ยุติลงด้วยความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และไม่เกิดเหตุรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติต้องรับข้อห่วงกังวลทุกด้านมา สิ่งที่ทำอยู่ในขณะนี้ คือยึดหลักความอดทน ไม่ให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทุกอย่างเราจะดำเนินการด้วยหลายวิธี โดยสิ่งที่เราอยากจะเห็นคือทุกอย่างเดินไปตามข้อกฎหมาย และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีการกำหนดเส้นตายแต่อย่างใด ส่วนเจ้าหน้าที่ต้องมีวิธีการปฏิบัติไปตามความเหมาะสม

“ตอนนี้ที่ยังมีความเป็นห่วงคือ 1.เรื่องของพระธัมมชโย มีหมายจับและหมายค้นที่ต้องดำเนินการติดตาม เพื่อให้ได้ตัวพระธัมมชโย เพื่อมอบให้อัยการ ซึ่งจะพบหรือไม่พบตัวก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่เรายังไม่รู้ ส่วนการปฏิบัติการพบหรือไม่พบตัวก็ต้องมาบอกให้ทราบ และ 2.ทางมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะต้องเข้ามามีส่วนดำเนินการเรื่องนี้ในอนาคตที่จะต้องหารือกันต่อไป ทุกฝ่ายก็ต้องการอย่างนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ต่อไปทางมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็จะต้องเข้ามาช่วย ขอให้รอจบการดำเนินการในส่วนของกระทรวงยุติธรรมให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เบื้องต้นการปฏิบัติการยังสามารถใช้ ม.44 แต่ผมต้องขอดูวันนี้ก่อน ถึงจะสามารถตอบได้ว่าอะไรเป็นอะไร” นายสุวพันธุ์ กล่าวและว่า ส่วนกรณีพระสนิทวงศ์ โพสต์หมายเลขโทรศัพท์ของผมนั้น ผมไม่ทะเลาะกับพระ สังคมรู้ดีว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

source :- line


สุชาติ ดีจันทร์

ประเด็นที่หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายให้ เจ้าคณะจังหวัด และรองสุริยา ถึงความกังวลของญาติโยม จนเป็นเหตุให้สาธุชนมีมติกันเองว่า ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เนื่องจากไม่ไว้วางใจจากสาเหตุดังต่อไปนี้

๑. ประเด็น รูปเหมือนทองคำ หลวงปู่วัดปากน้ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงเสด็จมาเป็นประธานเททองหล่อรูปเหมือนเอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่ถูกสงสัยว่าเป็นทองคำเก๊
๒. ประเด็นการวางศิลาฤกษ์อุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เสด็จแทนพระองค์ มาในพิธี แต่กลับถูกกล่าวหาว่าสร้างโดยไม่ได้ขออนุญาต
๓. คดีเกิดขึ้น ๓๐๐ กว่าคดี ภายใน ๒ สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน และพล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะมีคดีเพิ่มตามมาอีก
๔. วัดพระธรรมกาย สร้างโดยความร่วมแรงร่วมใจและปัจจัยจากญาติโยม ที่เก็บเล็กผสมน้อยบริจาคกันมา ญาติโยมนับล้านคน จึงเป็นเจ้าของวัดตัวจริง แต่ทางการมาออกประกาศให้ญาติโยมออกจากวัด หากจะอยู่ภายในวัด ก็จะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเสบียง และอาจจะถูกดำเนินคดีต่อไป นั่นคือ ไล่เจ้าของวัดออกจากวัดที่ตนเองสร้าง ทั้งๆที่ ญาติโยมเองไม่ได้อยู่ขวางถนนแต่อย่างใด
๕. การบวชพระ สร้างศาสนทายาทแต่ละรูปนั้นไม่ง่าย กว่าจะได้ถึง ๒,๐๐๐ รูป ในปัจจุบัน ต้องใช้เวลานาน แต่กำลังจะถูกยัดข้อหาว่า เป็นพระปลอมและจะถูกจับสึก ญาติโยมก็ยิ่งยอมรับไม่ได้
๖. กรณี ใช้ ม.๔๔ เข้าตรวจค้น ตั้งแต่วันที่ ๑๖-๑๗-๑๘ ก.พ. รวม ๓ วัน ค้นทุกพื้นที่ ทุกอาคาร ทุกชั้น ทุกห้อง ยึด ๖ ประตู , ซีลอายัด ๑๕ อาคาร บางอาคารตรวจซ้ำถึง ๓ ครั้ง และเจ้าหน้าที่สรุปภารกิจเป็นหนังสือระบุว่า ไม่พบเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่พบการกระทำผิด ถือว่า ภารกิจจบแล้ว แต่ก็ยังมาขอค้นอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังค้นไม่ครบทุกอาคาร

ด้วยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวแล้วนี้ ทำให้ญาติโยมไม่พอใจ และไม่ไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป

ทั้งหมดข้างต้นนี้ หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเหตุผลที่ญาติโยมไม่สบายใจและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ให้กับ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีและรองสุริยา ทราบ ดังนั้นการกล่าวหาว่าหลวงพ่อทัตตชีโว ไม่ให้ความร่วมมือนั้น จึงไม่เป็นความจริง เพราะเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว เป็นเหตุผลและมติของญาติโยมกันเองทั้งสิ้น

ความจริงคือ ดีเอสไอใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะการเจรจาแจ้งว่าค้นเพื่อหาหลวงพ่อธัมมชโย แต่กลับบอกว่าต้องให้พระ และญาติโยมออกจากวัด ถึงแม้จะอ้างว่าพระที่มีใบสุทธิสงฆ์ว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย และลูกศิษย์อยู่ได้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต้องการที่จะยึดวัด ไม่ใช่มาจับหลวงพ่อธัมมชโย ดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าหลวงพ่อธัมมชโยไม่อยู่ ดังนั้นที่บอกว่าให้หลวงพ่อมอบตัวเรื่องก็จบ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ จึงเอาเป็นข้ออ้างที่จะบุกยึดวัด และสึกพระ เพื่อทำตามคำสั่งของใครบางคน? ที่อ้างว่าต้องให้คนไทยทั้งประเทศรู้ และขอถามว่าให้รู้เรื่องอะไร เพราะดีเอสไอเข้ามาค้นทุกอาคารแล้วไม่พบหลวงพ่อธัมมชโย พบแต่อาคารว่างเปล่า ไม่มีของล้ำค่าใดๆ อย่างที่ตั้งใจ เพราะวัดพระธรรมกายไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไร พระสงฆ์สามเณรเราอยู่อย่างสมถะ ข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยไม่มี จึงไม่สมปรารถนา แต่ยังเชื่อว่าวัดมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ จึงต้องการค้นเพื่อให้พบขุมทรัพย์โคมลอยทั้งที่ไม่มี แต่เมื่อทางวัดบอกว่าไม่มี ก็ไม่เชื่อ แถมยังกล่าวหาพระ กล่าวหาคนที่มาปฏิบัติธรรมว่าไม่ถูกต้อง จนทำให้ญาติโยมไม่ยอมรับพฤติการณ์เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

คณะศิษย์วัดพระธรรมกาย
๒๒ ก.พ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๒๐ น.


Atukkit Sawangsuk

ทักไว้เลยนะครับ คดีกังหันลมจะกลายเป็น "ค่าโง่" เมื่อ รมว.เกษตรฯ บอกให้ยกเลิกสัญญาเทพสถิตวินด์ฟาร์มหน้าตาเฉย แล้ว สปก.ก็อ้างว่าอีก 17 บริษัทไม่น่าจะผิด เพราะจ่ายค่าเช่าที่ให้ สปก. จ่ายเงินปิดปากเกษตรกร แหม่ ลองเทียบดูสิว่าถ้าให้เช่าทำรีสอร์ท โดยจ่ายเงินเกษตรกร จะผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินไหม

คำพิพากษาศาลปกครองถูกแล้ว ที่ สปก.เอามาทำกังหันลมหากำไรไม่ได้ แม้อาจมองว่าเถนตรงไปหน่อย มาตรฐานคำพิพากษาคือ ผิดทุกบริษัทนั่นละ เพียงแต่จะมีใครไปฟ้องไหม

แล้วบริษัทที่ถูกเลิกสัญญาก็ฟ้องรัฐได้ เพราะมีมติ กพช.เมื่อปี 52 มติ คปก.เมื่อปี 53 รับประกันให้เอกชนมาเช่าทำกังหันลมได้ เมื่อรัฐรับรอง เอกชนมาลงทุน ต่อมาถูกยกเลิกเพราะศาลชี้ว่าไม่ชอบกฎหมาย = รัฐชวนมาทำผิด จะให้เอกชนรับเคราะห์ได้อย่างไร

เรื่องนี้มีทางออกไหม มีครับ ขอแนะนำให้ไปปรึกษาเนติบริกร หาช่องแก้กฎหมาย แก้ระเบียบ หรือใช้วิธีประกาศยกเลิกเขต สปก.ไปเลยก็ได้ เปลี่ยนเป็นที่ดินของรัฐประเภทอื่น ที่ยอมให้ทำกังหันลมได้ และให้เกษตรกรอาศัยทำกินได้ เรียกว่าหาวิธี "อุ้มที่ดินหนีกฎหมาย" ไปเลย

วิธีนี้ไม่ได้คิดเอง แต่ได้ไอเดียจากตอนศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีทวงคืน ปตท. ที่เอาเป็นเอาตายกันในยุคทักษิณ พอถึงรัฐบาลสุรยุทธ์ คดีคาอยู่ในศาล พวกรสนา-สารี หมายมั่นปั้นมือ ได้เปรียบทุกอย่างทางกฎหมาย ที่ไหนได้ หลังจากศาลปกครองนัดพิพากษาวันที่ 14 ธ.ค.2550 สนช.ก็รีบผ่านกฎหมายประกอบกิจการพลังงาน ให้แยกท่อก๊าซออกจาก ปตท. ประกาศราชกิจจา มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค.2550 สามวันถัดมา ศาลก็เอาไปเป็นสาระสำคัญตัดสินว่า ไม่ต้องเอา ปตท.ออกจากตลาดหุ้น รสนา สารี หงายท้อง ตีอกชกหัวมาจนทุกวันนี้

นานาทัศนะกรณีปฏิบัติการไล่จับ 'พระธัมมชโย'
Posted: 21 Feb 2017 12:41 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ท่ามกลางข้อมูลอัพเดตปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย จนวันนี้ล่วงเข้าวันที่ 6 แล้ว "ประชาไท" ชวนอ่านทัศนะต่อปฏิบัติการครั้งนี้ จาก พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ, วิจักขณ์ พานิช และ สุรพศ ทวีศักดิ์ เหตุการณ์นี้สะท้อนอะไร รวมถึงข้อเสนอต่อปฏิบัติการในระยะสั้นและยาว

เตือนดำเนินการเฉพาะคดีพระธัมมชโย อย่าเบี่ยงประเด็นอื่น
พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

ถ้าจะให้พูดอย่างซีเรียสจริงจริง ในการจัดการกับวัดพระธรรมกาย รัฐจะต้องมีความเป็นกลางในเรื่องของลัทธิความเชื่อทางศาสนาให้ได้เสียก่อน คือ คนที่ใช้อำนาจรัฐ จะต้องสำเนียกว่า ตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปก้าวก่ายหรือตัดสินชี้นำในเรื่องลัทธิความเชื่อของพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งอันรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้
ถ้าตราบใด คนของรัฐเอง อย่างหัวหน้ารัฐบาลในตอนนี้ ยังคงออกมาให้ความเห็น พูดถึงเรื่องของลัทธิความเชื่อว่าสำนักนี้เป็นแบบนั้น สำนักนั้น เป็นแบบนี้ รัฐจะไม่มีทางเป็นกลางหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกายได้เลย เพราะมันส่อให้เห็นได้ชัดว่า รัฐหรือผู้มีอำนาจมีความอคติชิงชังต่อองค์กรทางศาสนานั้นนั้น เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ทั้งการบังคับใช้กฎหมายก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อการรักษานิติรัฐอย่างที่กล่าวอ้างเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของการจัดการกับกลุ่มคนซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่อของตน นี่เป็นเรื่องที่ต้องระวัง

คือจะดำเนินคดีกับพระธัมมชโยก็ทำไป ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดส่วนตัวของบุคคลที่เป็นผู้ต้องหา โดยที่ต้องไม่พยายามเบี่ยงประเด็นหรือมุ่งเป้าไปในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง อันนี้ควรเป็นท่าทีและความชัดเจนในการทำงานของรัฐแต่เบื้องต้น และในการดำเนินการนั้น อะไรที่ผ่อนปรนได้ หากไม่เป็นการขัดขวางการทำงาน หรือทำให้การปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว ก็ควรจะผ่อนปรน โดยเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ
อนึ่ง อาตมาอยากจะบอกว่า การขนเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาก ไปปิดล้อมวัด โดยที่ไม่ยอมดำเนินการใดใดเลย เมื่อผ่านไปหลายวันเข้า ย่อมสร้างความลำบากเดือดร้อนให้กับคนจำนวนมาก ทั้งชาวบ้านที่อยู่รอบวัด ซึ่งต้องสัญจรไปมา ทั้งพระเณรภายในวัดด้วย ก็ได้ยาก หากมีกิจที่ต้องเข้าออก อันนี้คนที่มีอำนาจควรจะพิจารณา
การจับกุมตัวพระธัมมชโยนั้น แม้ว่าจะกระทำไม่ได้ในทันทีตอนนี้ ก็ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบนิติรัฐอย่างที่คนมีอำนาจเป็นห่วง เพราะสังคมย่อมทราบดีว่า ภายใต้ความล้มเหลวนั้น มีเงื่อนไขและเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้
ถึงต่อตัวของพระธัมมชโยเอง การหนีความผิด ดั่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นความสุขสบาย หรือการอยู่เหนือกฎหมายก็หาไม่ การมีตัวตนอยู่ โดยที่ต้องทำเหมือนไม่มีตัวตน นี่ก็เป็นผลของการทำงานของกฎหมายอย่างหนึ่งแล้ว
ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีความสุขุมคัมภีรภาพมากกว่านี้ โดยเห็นแก่ผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขต มากกว่าการต้องจับกุมตัวพระธัมมชโยให้ได้ หรือควบคุมเครือข่ายของวัดพระธรรมกายทั้งหมด ท่านย่อมจะมีอุปายโกศล ในการหาช่องทางที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยก็ดีกว่าการขนคนจำนวนมากไปปิดล้อมวัด โดยที่ไม่ยอมกระทำการใดใดเลย แล้วส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

 

เรียกร้องตรวจสอบเสมอหน้า ระยะยาวแยกศาสนาจากรัฐ
วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านปรัชญาศาสนา

จริงๆ เรื่องคดีฟอกเงิน รับของโจร นี่น่าสนใจนะครับ ถ้าตั้งสติดีๆ และมองว่าเป็นปัญหาร่วมในวงการสงฆ์มานมนาน ทุกวัดมีปัญหาหมด จะทำอย่างไรให้เงินที่ไหลเวียนเข้าออกวัดตรวจสอบได้และโปร่งใสมากกว่านี้ เงินบริจาคเกินเท่าไหร่ ต้อง declare ที่มา วัดต้องมีรูปแบบองค์กรอย่างไร บริหารจัดการอย่างไร สัมพันธ์กับรัฐอย่างไร แหล่งรวมศรัทธาจึงจะไม่กลายเป็นมุมมืดที่ง่ายต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับธรรมกายมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ทั้งหมด ตอนนี้ปัญหามีอยู่ในทุกวัด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกเล่นเท่านั้น ใครจะขึ้นมามีอำนาจ ใครจะอยู่เป็นและประสานประโยชน์กับผู้มีอำนาจได้... การเมืองที่ครอบงำศาสนาพุทธแบบนี้ทำให้การอ้างเรื่อง "ความถูกต้องทางศาสนา" มีลักษณะสองมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา บอกว่าธรรมกายทำผิดกฎหมาย อ่าว แล้วพุทธะอิสระล่ะทำไมทำอะไรก็ไม่ผิด? แล้วพระในองค์กรคณะสงฆ์ล่ะทำไม DSI ไม่จัดการบ้าง? ทำไมทรัพย์สินและที่ดินของสำนักอื่นล่ะถึงไม่ถูกตรวจสอบบ้าง?
ถ้ามองเห็นว่าปัญหาของศาสนาพุทธไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ก็ควรมองไปที่การแก้ไขอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกับทุกวัด ทุกสำนัก ทุกองค์กรทางศาสนา ไม่ใช่แค่ป้ายความเป็นปีศาจให้หนึ่งสำนัก กำจัดมันให้ได้ แล้วตัวเองก็ดูบริสุทธิ์ขึ้นมาทันที...
สำคัญคือการตระหนักว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องศาสนาและใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือของรัฐ การแยกศาสนาออกจากรัฐ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาว ให้แต่ละศาสนา แต่ละความเชื่อ แต่ละสำนัก ได้ดูแลจัดการกันเองบนพื้นฐานของความแตกต่าง ส่วนรัฐก็มีระยะห่างและสร้างมาตรฐานเดียวในการสัมพันธ์กับทุกองค์กรทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการสนับสนุนเสรีภาพในการนับถือศาสนา ปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือการตรวจสอบทางการเงิน
การส่งเสริมบรรยากาศของการเคารพกันและกันทั้งทางศาสนาและทางการเมือง น่าจะดีกว่าแนวทางที่รัฐเผด็จการปฏิบัติต่อประชาชนอยู่ในเวลานี้นะครับ

 


3 ปัญหาพื้นฐานเรื่องการวิจารณ์-โจมตี กับอำนาจรัฐประหาร
สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา

ผมเคารพความเชื่อทางศาสนา และการวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง โจมตีนักการเมือง และธรรมกายของคนแบบพุทธะอิสระ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และอาจารย์มโน เลาหวนิช แต่การกระทำของพวกเขาได้ก่อให้เกิดปัญหาพื้นฐานสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ
1.คุณไม่แฟร์กับคนอื่น เพราะคุณวิจารณ์ เปิดโปง โจมตีความเชื่อทางศาสนาของคนอื่น หรือการทุจริตของคนอื่นๆ พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้รัฐประหารและอำนาจรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารจัดการกับคนอื่น
2.ต่อให้กลุ่มศาสนา กลุ่มการเมือง หรือบุคคลทางศาสนา บุคคลทางการเมืองที่คุณกล่าวหาได้ทำผิดจริง และการกระทำของคุณอาจอ้างได้ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม เพราะสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ แต่ประโยชน์ต่อสังคมดังกล่าวก็เทียบไม่ได้กับความเสียหายจากการล้มระบบ ปชต.และล้มหลักนิติรัฐของสังคม
3.การวิจารณ์ เปิดโปง โจมตีคนอื่นพร้อมๆ กับสนับสนุนเรียกร้องให้อำนาจรัฐประหารจัดการกับคนอื่น ย่อมไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามหลักปชต.และสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการสนับสนุนการทำลายเสรีภาพดังกล่าวโดยตรง ทำให้คุณเองหรือใครๆ ก็ไม่มีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบอำนาจที่คุณเรียกร้องให้จัดการกับคนอื่นได้ เท่ากับคุณกำลังสนับสนุนการดำรงอยู่ของอำนาจที่ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน พูดง่ายๆ คือกำลังสร้างบรรทัดฐานที่มุ่งตรวจสอบเอาผิดคนอื่นฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมองด้วยหลักการศาสนา หลักการทางการเมืองที่มีความเป็นอารยะ การกระทำดังกล่าวมันย่อมไม่มีความถูกต้องชอบธรรม



ขับเคลื่อนโดย Blogger.