แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด


สุรพศ ทวีศักดิ์

ยันตระกับอาชีพนักบวชเอกชน

ปรากฏการณ์ยันตระแสดงให้เห็นความจริงว่า "นักบวชคืออาชีพเอกชนในตลาดศรัทธา" ไม่ว่าคุณจะเป็นนักบวชประเภทไหน แต่งเครื่องแบบอย่างไร มีความเชื่อ แนวปฏิบัติอย่างไร คุณก็คือผู้ประกอบอาชีพเอกชนในตลาดศรัทธาและดำรงชีพด้วยปัจจัยสี่, ห้า ฯลฯ และมีรายได้มากหรือน้อยในตลาดศรัทธา
แน่นอนว่า ในตลาดศรัทธามันมี "การทำการตลาด" สร้างความแตกต่าง สร้างจุดขาย นักบวชบางคนบางกลุ่มขายความบริสุทธิ์ถูกต้องตามธรรมวินัย ขายความเป็นพุทธแท้ บางคนขายมุกตลก บางคนขายการปฏิบัติวิปัสสนา ขายการฝึกสมาธิ บางคนบางกลุ่มก็มียศศักดิ์ฐานันดรเป็นจุดขาย ฯลฯ และแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีกลุ่มลูกค้าของตนเอง
ถ้ายอมรับความจริงว่าเรื่องศาสนา/ศรัทธาเป็นเรื่องความเชื่อส่วนตัว เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล มันก็ไม่มีความเชื่ออะไรสูงส่งกว่าอะไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินตามรสนิยมของบรรดาผู้เชื่อ ทุกความเชื่อจึงมีสิทธิดำรงอยู่ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังนั้น รัฐต้องไม่ยกให้ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งสูงส่งหรือมีอภิสิทธิ์เหนือความเชื่ออื่นๆ จึงต้อง #แยกศาสนาจากรัฐ ต้องไม่มีศาสนจักรของรัฐที่มีอำนาจทางกฎหมายปกป้องความเชื่อของกลุ่มตนเองและเอาผิดความเชื่อกลุ่มอื่นๆ ที่แตกต่าง
และอาชีพนักบวชต้องเป็น #อาชีพเอกชน ในตลาดศรัทธาภาคเอกชน หรือตลาดความเชื่อส่วนบุคคลของประชาชน นักบวชต้องไม่มียศ ตำแหน่ง อำนาจทางกฎหมาย และเงินเดือนหรือเงินตอบแทนใดๆ จากภาษีประชาชน
ที่มาภาพ https://www.springnews.co.th/feature/817378



Posted: 11 Apr 2018 11:18 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

ภาพ ขั้นตอนการทำงานตั้งแต่กระบวนการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารเภสัชรังสีโดยมีการนำข้อมูลที่มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเครื่องมือและสภาพแวดล้อมในประเทศไทย การตรวจในอาสาสมัคร และการพัฒนาระบบการถ่ายภาพและวิเคราะห์ผลการตรวจทางรังสีชนิดต่างๆ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยเพื่อให้ได้คุณภาพในระดับมาตรฐานสากล

11 เม.ย.2561 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) รายงานว่า ภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะถดถอยในด้านความจำและพฤติกรรม เกิดเป็นภาวะพึ่งพาที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มีค่าใช้จ่ายการรักษาสูง อาจกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และจิตใจของคนในครอบครัวตามมา ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ประมาณ 6 แสนคน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.1 ล้านคนในปี 2573 จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ฉะนั้นการเร่งพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยโรค จึงเป็นงานท้าทายและมีความสำคัญ เพื่อขยายความครอบคลุมการบริการรักษา ตลอดจนป้องกันภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจสามารถตรวจวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ได้ในระยะเริ่มแรก รวมถึงใช้ผลในการวางแผนรักษาได้ต่อไป ซึ่งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนการศึกษาวิจัย “ประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยทางรังสี ด้วย F-18 florbetapir (F-18-AV-45) เพื่อประเมินการสะสมของโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์ในสมองในผู้ป่วยสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์, ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเล็กน้อยของความสามารถของสมองและผู้สูงอายุปกติ ในระยะที่ 1” โดยพบว่า การตรวจวินิจฉัยทางรังสีด้วยสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 ที่มีการสังเคราะห์เองโดยนักวิจัยไทย จากการทดลองกับอาสาสมัครให้ผลการตรวจวินิจฉัยไปในทิศทางที่สัมพันธ์กับผลทดสอบทางจิตประสาท และวิธีการวินิจฉัยอื่นๆ

รศ.พญ.ธัญญลักษณ์ เธียรธัญญกิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นักวิจัยเครือข่าย สวรส. กล่าวว่า ส่วนใหญ่การตรวจวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ ในทางคลินิกแพทย์จะใช้วิธีการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การประเมินทางจิตประสาท การประเมินความสามารถในกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น แต่การวินิจฉัยทางคลินิกก็อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ คือ ผู้ป่วยอาจมีโรคประจำตัวอื่น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือเคยเกิดอุบัติเหตุที่กระทบกับสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางความรู้คิดของสมองที่คล้ายคลึงกับภาวะสมองเสื่อม ดังนั้น การวินิจฉัยทางคลินิกจึงอาจไม่เพียงพอ ทีมวิจัยจึงได้ศึกษาการตรวจวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ทางรังสี ซึ่งมีความไวและความจำเพาะในการวินิจฉัยประมาณ 70-90% ซึ่งสูงกว่าการตรวจวินิจฉัยทางคลินิก

ในการศึกษาทีมวิจัยได้ทำการสังเคราะห์สารเภสัชรังสี F-18-AV-45 ขึ้น สำหรับตรวจหาการสะสมของ “โปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์” ในผู้ป่วย คุณลักษณะการทำงานของสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 คือ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายทางหลอดเลือดแล้วสารจะมีคุณสมบัติพิเศษในการไปจับตัวกับโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์ เมื่อถ่ายภาพสมองผู้ป่วยด้วยเครื่องเพทสแกน ก็จะได้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมีโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์สะสมในสมองมากน้อยเพียงใด

สำหรับ "โปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์" นั้น เป็นสารชนิดหนึ่งที่พบในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โดยจะไปเกาะและสะสมตามจุดต่างๆในเนื้อสมอง จากนั้นจะส่งผลให้เกิดการอักเสบและเป็นพิษต่อเนื้อสมอง ทำให้เซลล์สมองตาย ส่งผลให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลงและกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน เช่น มีอาการหลงลืม เฉยเมย นึกคำพูดไม่ออก และเมื่ออาการของโรคดำเนินไประยะหนึ่ง ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองและสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเองลงไปเรื่อยๆ


ตัวอย่างภาพการตรวจในอาสาสมัครวิจัย โดยภาพด้านซ้ายจะรวมข้อมูลภาพการตรวจอะมัยลอยด์เพทสแกน ด้วยสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 (แถวบน สีเขียว) การตรวจเพทสแกนเพื่อตรวจการทำงานของสมองโดยอาศัยปริมาณการใช้น้ำตาลกลูโคสในสมอง (F-18 FDG) (แถวที่สอง สีแดง) และการตรวจปริมาตรของเนื้อสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) (แถวล่าง) เพื่อนำข้อมูลทั้งสามชนิดมาพิจารณาร่วมกันในการประเมินความผิดปกติในผู้ป่วย โดยภาพขวาเป็นการรวมผลการตรวจของผู้ป่วยผู้สูงอายุปกติ (ขวาบน) และในผู้ป่วย Alzheimer's disease (ขวาล่าง)

ผลการศึกษารายงานว่า การสังเคราะห์สารเภสัชรังสี F-18-AV-45 ใน 1 ครั้ง สามารถใช้ตรวจผู้ป่วยได้ประมาณ 3-5 ราย และจากการตรวจวินิจฉัยทางรังสีด้วยสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 ในอาสาสมัครเบื้องต้นจำนวน 17 ราย พบว่า การตรวจวินิจฉัยทางรังสีด้วยสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 มีคุณสมบัติการวินิจฉัยโรคที่มีความสัมพันธ์กับการวินิจฉัยวิธีอื่นๆ คือ F-18-AV-45 ให้ผลสอดคล้องกับการวินิจฉัยทางคลินิกและผลทดสอบทางจิตประสาท 16 ราย คิดเป็น 94.12% โดยไม่พบว่ามีอาสาสมัครรายใดที่แสดงอาการข้างเคียงจากการตรวจดังกล่าว

รศ.พญ.ธัญญลักษณ์ กล่าวสรุปว่า การวินิจฉัยการสะสมของโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์ในสมอง ที่เป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ด้วยสารเภสัชรังสี F-18-AV-45 ถือว่าให้ผลที่แม่นยำเมื่อเทียบกับการวินิจฉัยทางคลินิก จึงเป็นความหวังหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยทางรังสีควบคู่ไปกับการวินิจฉัยทางคลินิกในอนาคต รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อแพทย์และผู้ป่วย คือ ช่วยให้แพทย์พิจารณาการให้ยาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงโอกาสในการพัฒนายาเพื่อกำจัดหรือลดปริมาณโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์ก่อนที่เนื้อสมองจะถูกทำลาย อีกทั้งเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยในขั้นตอนต่อๆ ไป หรือช่วยให้แพทย์ผู้วินิจฉัย ลดหรืองดการให้ยาในกรณีตรวจไม่พบโปรตีนเบต้าอะมัยลอยด์ในสมอง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยในระยะที่ 2 ที่กำลังศึกษาให้ครบในผู้ป่วยอาสาสมัครทั้งสิ้น 85 ราย และจะทำการประเมินต้นทุนในระยะต่อไป ทั้งนี้ เมื่อการศึกษาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ คาดว่าจะขยายผลการใช้สารเภสัชรังสีนี้ไปยังกลุ่มความร่วมมือวิจัยและโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบกว่าในปัจจุบันซึ่งใช้สารเภสัชรังสี C-11-PiB ที่มีข้อจำกัดว่าใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาล 2 แห่งที่ติดตั้งเครื่องไซโคลตรอนเท่านั้น โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจครั้งละประมาณ 40,000 บาท

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า การวิจัยนี้มุ่งเป้าที่จะพัฒนาเครื่องมือในการคัดกรองผู้ป่วยสมองเสื่อมโดยการตรวจวินิจฉัยทางรังสี ต้นทุนหลักในการตรวจคัดกรองส่วนหนึ่งคือ ค่าสารเภสัชรังสี ซึ่งมีราคาแพงมาก หากประเทศไทยสามารถผลิตสารเภสัชรังสีได้เองและทำให้การตรวจนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานการตรวจคัดกรอง รวมถึงได้รับการรับรองให้สามารถใช้สิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล จะทำให้มีผู้ป่วยสามารถเข้ารับการตรวจได้มาก และมีโอกาสทำให้ราคาค่าตรวจถูกลง ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมมากขึ้น ตามหลักการป้องกันดีกว่ารักษา จะช่วยประหยัดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศชาติต่อไป

[full-post]


Posted: 17 Mar 2018 10:53 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ผอ.ฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ กฟผ. ระบุเกิดดินถล่มและสไลด์ตัวที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 17 มี.ค. บริเวณที่ทิ้งดินจากการขุดทำเหมืองที่มีความสูงกว่า 100 เมตร มีความจำเป็นต้องกันพื้นที่ไว้เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปภายในจุดที่เกิดเหตุเพราะขณะนี้ยังมีการสไลด์ตัวของดินในจุดเกิดเหตุ

18 มี.ค. 2561 อัศวิน วงค์หน่อแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดลำปาง รายงานผ่าน เว็บไซต์ทีนิวส์ ว่าเมื่อเวลา 09.00 น. (18 มี.ค.) ได้เข้าไปติดตามเหตุการณ์ในพื้นที่เหมืองของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นบริเวณที่ทิ้งดิน เขตบ้านหัวฝาย ม.1 ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้เกิดดินถล่มและสไลด์ตัวลงในแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร ส่งผลทำให้เกิดดินสไลด์ตัวในแนวยาวถมถนนเส้นทางแม่เมาะ – ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยทำให้พื้นถนนคอสะพานขาด เป็นแนวแตกลึกลงไป นอกจากนี้ ดินที่เกิดสไลด์และเกิดแตกแยกยังได้กระทบต่อเสาไฟฟ้าคอนกรีตในพื้นที่เกิดล้มลงกว่า 50 ต้น รวมถึงยังกระทบต่อสายพานลำเลียงที่ได้รับผลกระทบเกิดทรุดตัวลงด้วยเช่นกัน

ขณะนี้ทาง กฟผ.ได้มีการคุมเข้มพื้นที่ ห้ามไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปภายในจุดเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดกันถนนทางเข้า และถนนทางเข้าในจุดต่างๆ ก็มีการนำดินไปกองไว้ เพื่อไม่ให้รถผ่านเข้าไปด้วย ซึ่งในจุดเกิดเหตุนั้นมีดินถล่มลงมาทับถนนสายดังกล่าว และคลองน้ำ จึงทำให้ชาวบ้านที่ใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำต้องอ้อมไปใช้เส้นทางอื่นระยะทางไกลกว่า 5 กิโลเมตร ทำให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปติดตามเหตุการณ์ได้เฉพาะบริเวณแนวดินสไลด์ที่อยู่ด้านล่างสุดเท่านั้น เพราะไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่เกิดเหตุ เนื่องจากเป็นพื้นที่หวงห้ามของบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินการ

ด้านนายประจวบ ดอนคำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน และบริหารเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เปิดเผยผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า เหตุดินถล่มและสไลด์ตัวลงนั้น เกิดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยเป็นบริเวณที่ทิ้งดินจากการขุดทำเหมืองที่มีความสูงกว่า 100 เมตร ซึ่งขณะนี้ทาง กฟผ. มีความจำเป็นต้องกันพื้นที่ไว้เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปภายในจุดที่เกิดเหตุ เพราะขณะนี้ยังมีการสไลด์ตัวของดินในจุดเกิดเหตุ

“สาเหตุนั้นของการเกิดครั้งนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กฟผ.กำลังรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว สำหรับสายพานลำเลียงทิ้งดิน ที่พบมีภาพเหตุการณ์ออกเผยแพร่ออกไปนั้น และสายพานดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการสไลด์ และทรุดตัวลงของดิน เป็นสายพานลำเลียงใหม่ ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน”

Posted: 11 Jan 2018 11:26 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุเมื่อเวลา 01.26 น. เกิดแผ่นดินไหวจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศพม่าขนาด 5.9 ห่างจาก อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 224 กิโลเมตร และมีผู้แจ้งเหตุรู้สึกสั่นไหวทั้งในภาคเหนือและอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกอีกหลายครั้ง


สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหวว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561 เวลา 01.26 น. ตามเวลาประเทศไทย (00.56 น. ตามเวลาประเทศพม่า) เกิดแผ่นดินไหวจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศพม่า ที่ละติจูด 18.39 องศาเหนือ ลองจิจูด 96.06 องศาตะวันออก ขนาด 5.9 ความลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 224 กิโลเมตร ได้รับแจ้งรู้สึกสั่นไหวบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ และ อาคารสูงในกรุงเทพมหานคร หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบโดยด่วนต่อไป โดยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวมีประชาชนในภาคเหนือรวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารสูงที่กรุงเทพมหานครแจ้งเหตุรู้สึกสั่นไหวเป็นจำนวนมาก (อ่านรายละเอียด)

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าบริเวณศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าว อยู่ในภาคพะโค ประเทศพม่า อยู่ห่างจากนครย่างกุ้งไปทางเหนือ 175 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองตองอู ในภาคพะโค ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ 71 กิโลเมตร

โดยหลังจากนั้นยังเกิดแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายระลอก ศูนย์กลางอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวระลอกแรก โดยในเวลา 01.38.14 เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 18.47 องศาเหนือ ลองติจูด 95.96 องศาตะวันออก ขนาด 5.2 ความลึก 10 กิโลเมตร

เวลา 01.43.00 น. เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 18.50 องศาเหนือ ลองติจูด 96.06 องศาตะวันออก ขนาด 5.1 ความลึก 10 กิโลเมตร

และเวลา 01.43.59 น. เกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 18.28 องศาเหนือ ลองติจูด 95.94 องศาตะวันออก ขนาด 5.2 ลึก 10 กิโลเมตร[right-side]


เพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 2ชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ซอยแพร่งนรา ถนนตะนาว พื้นที่เขตพระนคร จนท.อยู่ระหว่างใช้น้ำ Cr.สามเสน 5-20




Posted: 08 Dec 2017 04:36 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

กสทช. เรียก 'ดีแทค' แจงเหตุผู้ใช้ดีแทคถูกระงับสัญญาณพร้อมยอดใช้งานสูงถึง 400 ล้านล้านบาท และกรณีศุลกากร จ.สระแก้ว ยึดซิมดีแทคได้กว่า 50,000 ซิม 12 ธ.ค. นี้ ด้านดีแทคแจงระบบแจ้งยอดบริการผิดพลาด กระทบลูกค้ารายเดือน 1 แสนคน

8 ธ.ค.2560 สำนักสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเครือข่าย ดีแทค ถูกระงับสัญญาณใช้งาน พร้อมทั้งมียอดการใช้งานสูงถึง 400 ล้าน ล้าน บาท และกรณีศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยึดซิมโทรศัพท์ค่ายดีแทคที่ยังไม่ผ่านการใช้งานได้กว่า 50,000 ชิ้น นั้น สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้ดีแทคเข้ามาชี้แจงกับสำนักงาน กสทช. ถึงกรณีดังกล่าว ในวันอังคารที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 13.30 น.

ขณะที่ ไทยพีบีเอส รายงานด้วยว่า บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ชี้แจงกรณีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ ถูกระงับสัญญาณใช้งาน พร้อมทั้งมียอดการใช้งานสูงถึง 400 ล้านล้านบาท ว่า เกิดความผิดพลาดระหว่างการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ กระทบผู้ใช้บริการระบบรายเดือน 100,000 ราย ทำให้ระบบแสดงผลยอดค่าใช้บริการขัดข้องชั่วคราว และผู้ใช้บริการที่ใช้งานครบกำหนดค่าโทรในแพ็คเกจแล้ว ไม่สามารถโทรออกและใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ โดยบริษัทได้ออกมาตรการเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริการทั้งหมด


ประมวล สุขภุมรินทร์

ต่อเนื่อง พื้นที่ฝั่งธนบุรีแนวริมแม่น้ำ
เขตบางนา ประเวศ อ.พระประแดง
อ.เมืองสมุทรปราการ

ถนนเพชรเกษม ช่วง BTS บางหว้า
หน้า ม.สยาม ตอนนี้ท่วมสูง 2 ฝั่งแล้ว
ระดับน้ำบางจุดท่วมถึงฟุตบาทแล้ว


ราชพฤกษ์ โฮมโปรชัยพฤกษ์ ฝนตกหนักมาก

ตอนนี้บางใหญ่.นนทบุรี ฝนตกหนักมาก

เพชรเกษม ใต้ BTS บางหว้า น้ำท่วมสูงขึ้นฟุตบาต
รถวิ่งได้เลนขวาสุด

ถนนเพชรเกษม ฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขัง

ถนนเพชรเกษมหน้าโรงพยาบาลพญาไท 3
ขาเข้าและขาออก น้ำท่วมทางหมดแล้ว
รถติดยาวฝนยังตกหนัก

สีลม-สาทร ฝนตกหนักมาก
การจราจรติดขัดหนาแน่น

บางแคน้ำท่วมหนัก ฝนตกหนัก
หน้าซีคอนน้ำท่วมถึงเข่าแล้ว รถเล็กผ่านไม่ได้

รัชดาภิเษก ช่วง อุโมงค์ห้วยขวาง มุ่งหน้า ลาดพร้าว
ฝนตก ปริมาณรถเคลื่อนตัวช้า

ฝนตกหนัก BTS สุรศักดิ์ จนมองไม่เห็นอะไรเลย

บางรัก สุรศักดิ์มนตรี ฝนตกหนักมาก

มีน้ำท่วมบริเวณถนนเพชรเกษม กลายเป็นทะเลเลยช่วง คลองยายเพียร-คลองราชมนตรี น้ำมีระดับสูง
ฝั่งขาออกรถเล็กไม่ควรผ่าน

ฝนตก จ.นครปฐม จ.นนทุบรี




Posted: 16 Oct 2017 04:51 AM PDT   (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศปิดบริการชั่วคราว ร้านซีพีเฟรชมาร์ท ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านทรูช้อป ทุกสาขาทั่วประเทศในวันที่ 26 ต.ค. เพื่อร่วมถวายอาลัยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ


18 ต.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ cp-enews.com รายงานว่า ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก่อกำเนิดธุรกิจขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยในใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร และในวาระแห่งความโศกเศร้าของแผ่นดินไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยในการรวมใจกันถวายความจงรักภักดีและถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อให้พนักงานได้ร่วมแสดงความอาลัย ในช่วงเวลาพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
โดยการประกาศปิดบริการชั่วคราวในร้านซีพี เฟรชมาร์ททุกสาขาทั่วประเทศ ในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 6.00 น. ส่วนทรู ช้อป จะปิดให้บริการทุกสาขายกเว้นสาขาสนามบินในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไปโดยจะ เปิดอีกครั้งในเวลาทำการของวันที่ 27 ต.ค. 2560 และสำหรับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 14.30 น.จนถึง 24.00 น.

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอส ได้ประมวลการประกาศปิดชั่วคราวในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ของธุรกิจอื่นๆ ไว้ ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน แจ้งปิดบริการ 1 วัน โรงภาพยนตร์ ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทุกสาขา งดให้บริการ 1 วัน โดยเปิดบริการอีกครั้ง ในวันที่ 27 ต.ค. 2560

เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ ปิดบริการเวลา 14.00 น. ในวันที่ 26 ต.ค.2560 และเปิดบริการอีกครั้งวันที่ 27 ตุลาคม 2560 ส่วนเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส เปิดให้บริการเวลา 06.00 น. วันที่ 27 ต.ค. 2560 บริษัทซี อาร์ ซี ไทวัสดุ จำกัด (ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์) ปิดสาขาทั่วประเทศ เปิดให้บริการอีกครั้ง วันศุกร์ที่ 27 ต.ค.2560 บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด รวมถึง อินเด็กซ์ เฟอร์นิเจอร์เซ็นเตอร์ ปิดให้บริการวันที่ 26 ต.ค. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. และจะเปิดให้บริการในวันที่ 27 ต.ค.2560

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ปิดบริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัลเฟสติวัล ทั่วประเทศ วันที่ 26 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ยกเว้นศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาพระราม 2 เปิดให้บริการปกติ เนื่องจากเป็นสถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของภาครัฐ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ปิดบริการทุกแห่งทั่วประเทศ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ปิดบริการเอไอเอส ช็อป และร้านเทเลวิซ ทั่วประเทศ ยกเว้น เอไอเอส ช็อป สาขาสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินสมุย สนามบินภูเก็ต และสนามบินกระบี่ เปิดให้บริการในวันที่ 27 ต.ค. 2560 บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ปิดบริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศ วันที่ 26 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เปิดให้บริการในวันที่ 27 ต.ค. 2560

ทุกธนาคาร ปิดบริการวันที่ 26 ต.ค. ธนาคารทหารไทย (TMB) ปิดบริการทุกสาขาทั่วประเทศ แต่ ตู้ ATM และช่องทางอื่นๆ ยังให้บริการตามปกติ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประกาศหยุดทำการสำนักงาน และสาขาทั่วประเทศ พร้อมจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในวันที่ 27 ต.ค. 2560 ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปิดทำการทุกสาขาทั่วประเทศ ยกเว้น ศูนย์บริการเดอะวิสดอม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทุกแห่ง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ขณะเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์และธนาคารทิสโก้ ปิดให้บริการทุกสาขาเช่นกัน

รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดการทำการซื้อขาย 1 วัน ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้วันที่ 26 ต.ค. 2560 สถาบันการเงินหยุดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้พนักงานมีโอกาสเข้าร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9


Posted: 15 Oct 2017 03:31 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

กฟผ. ยืนยันไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำที่ WATER.EGAT.CO.TH และแอพฯ EGAT Water ตลอด 24 ชั่วโมง ด้าน 'สรรเสริญ' เตือนอย่าแชร์-ส่งต่อ ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับน้ำท่วมอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

15 ต.ค. 2560 นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อโซเชียลมีเดียระบุว่า จะมีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลอีกกว่าวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ นั้น ขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ได้หยุดการระบายน้ำมาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2560

ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำเพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยและไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยารวมทั้งได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำของเขื่อนทั้งสองแห่งอย่างต่อเนื่องสำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 9,238 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 และ 7,968 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 84 ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ต.ค. 2560) และยังสามารถกักเก็บน้ำเพิ่มได้อีกเพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการทำเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งปีหน้า

“กฟผ. ขอยืนยันว่าไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใดและเขื่อนทั้งสองยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกโดยเขื่อนภูมิพลยังรับน้ำได้อีกประมาณร้อยละ 30 ของความจุและเขื่อนสิริกิติ์ยังรับน้ำได้อีกประมาณร้อยละ 20 ของความจุ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือและสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์น้ำได้ทางเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Waterซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้อย่าง Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย” นายณัฐวุฒิ กล่าว

รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวลือปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลเข้ากรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมาพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่า จะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองแสนแสบ เพื่อลงสู่แม่น้ำบางปะกง และจะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ toptenthailand ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2554 จึงไม่ควรแชร์ส่งต่อกันจนเกิดความตื่นตระหนก ส่วนผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายได้

“ขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ หรือจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือตื่นตระหนกกับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า กรมชลประทานยืนยันว่า ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปิดการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2560 เป็นต้นมา และขณะนี้ยังปิดอยู่ นอกจากนี้ เขื่อนภูมิพลยังสามารถรับน้ำ ได้อีกร้อยละ 30 ของความจุ จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในช่วงนี้ ส่วนน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่จะควบคุมปริมาณน้ำ และผันน้ำเข้าสู่พื้นที่เก็บน้ำทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำช่วง จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นไม่เกิน 5 ซม.เท่านั้น


ที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2]

ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย

Posted: 13 Oct 2017 11:36 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง 32 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบ 51,669 ครัวเรือน พบผู้เสียชีวิต 3 ราย ด้าน คสช.ยันมีแผนรับมือน้ำท่วมพื้นที่ชั้นใน ไม่กระทบพระราชพิธี

14 ต.ค. 2560 นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น และการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 10 – 13 ตุลาคม 2560 ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี กำแพงเพชร สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ ชัยนาท ตาก และพิจิตร รวม 32 อำเภอ 212 ตำบล 1,211 หมู่บ้าน 1 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 51,669 ครัวเรือน 140,579 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย ที่ จ.ตาก 1 ราย และพิจิตร 2 ราย

ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง แจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมถึง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง สู่ลำน้ำสายหลัก พร้อมเชื่อมโยงการระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด ตลอดจนดูแลชีวิตความเป็นอยู่ และความปลอดภัยของผู้ประสบภัยเป็นหลัก

คสช.ยันมีแผนรับมือน้ำท่วมพื้นที่ชั้นใน ไม่กระทบพระราชพิธี

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมขังหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงเช้าวันนี้ (14 ต.ค.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. สั่งการให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการ คสช. หาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว

พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ประชุมและสั่งการทุกกองทัพภาคให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมคน เตรียมเครื่องมือ และยานพาหนะให้พร้อม และย้ำให้ กกล.รส. ออกปฏิบัติหน้าที่ตอนกลางคืนด้วย

“เมื่อคืนเกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมผิวการจราจร และบ้านเรือนประชาชน ซึ่งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เร่งให้การช่วยเหลือทันที ได้รับรายงานเวลา 09.30 น.ว่า มีน้ำท่วมขังถนน 20 เส้นทาง บางเส้นทางน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตร ซึ่ง กทม.กำลังเร่งระบายน้ำลงสู่คลอง เพื่อออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด” พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

ส่วนข้อกังวลสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้ จะกระทบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานได้วางแผนป้องกันอย่างเต็มที่ มีการลอกคลองในพื้นที่ชั้นใน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว

พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ตอนบน ที่จะต้องระบายน้ำลงมา โดยเฉพาะจังหวัดลุ่มน้ำภาคกลาง ที่จะต้องรับน้ำจากเขื่อนต่างๆ เช่น จ.ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ขณะนี้แต่ละจังหวัดได้เตรียมการรับมือแล้ว เช่น จ.ลพบุรี มีการปลูกพืชและเก็บเกี่ยวก่อนฤดูฝน ทำให้มีพื้นที่รองรับน้ำถึง 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วน จ.พระนครศรีอยุธยา ก็มีพื้นที่รับน้ำได้ถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร


ที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2]


Posted: 27 Sep 2017 08:04 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ชำนาญ จันทร์เรือง

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดประชุมสมัชชาพลเมืองเชียงใหม่ที่มีผู้เข้าร่วมประชุมนับพันคน ณ มหาวิทยาลัย แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ โดยสมัชชาพลเมืองเชียงใหม่เป็นผลต่อเนื่องของการจัดการตนเองของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายให้สมัชชาพลเมืองเชียงใหม่เป็นพื้นที่สาธารณะและเป็นกระบวนการเพื่อการเรียนรู้แลกเปลี่ยนการทำงานของภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบายขับเคลื่อนให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้คนและชุมชน

การเปิดประชุมสมัชชาพลเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นองคาพยพหลักของหลักการจังหวัดจัดการตนเองตามร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯที่เคยถูกนำเสนอต่อรัฐสภาไปแล้วในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 4 แล้ว โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2556 เป็นต้นมา โดยในปีนี้มีวาระที่สำคัญ คือ “คนเมืองเชียงใหม่จัดการสุขภาวะของตนเอง เริ่มต้นจากคน ชุมชน เมือง” โดยการชูประเด็นคนรุ่นใหม่จัดการตนเองเพื่อชีวิตและชุมชน ซึ่งได้มีกรณีศึกษาจากคนรุ่นใหม่ที่เลือกอาชีพเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ประกอบอาชีพพร้อมกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนด้วย เช่น กรณีการทำกาแฟอินทรีย์โดยสหกรณ์หมู่บ้านเชื่อมโยงกับการทำร้านกาแฟอินทรีย์ในเมือง การทำร้านจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การประกอบอาชีพสถาปนิกที่ใส่ใจประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของเมือง และการจัดการผังเมืองที่เหมาะสม การประกอบอาชีพและการจัดกิจกรรมต่างๆที่สอดแทรกกลิ่นอายของวัฒนธรรมแบบล้านนา

นอกจากนั้นสมัชชาพลเมืองได้มีมติร่วมกันที่จะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่จะส่งผลให้เกิดการหลอมรวมพลังของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมจัดการตนเองใน 3 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1 นโยบายการมีส่วนร่วมพัฒนาเมืองโดยชุมชน โดยได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งหนึ่งในประเด็นนี้ที่สำคัญคือปัญหาวิกฤตคลองแม่ข่าซึ่งจะต้องอาศัยความเข้มแข็งของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังนี้ โดยการสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกกับพฤติกรรม เพราะเพียงลำพังงบประมาณไม่มีทางที่เพียงพอหากพฤติกรรมยังเหมือนเดิม ภาครัฐและเจ้าหน้าที่มาแล้วก็ไปแต่คนเชียงใหม่ต้องอยู่กับคลองแม่ข่าตลอดไป ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีที่ภาคธุรกิจได้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหานี้ด้วย

ประเด็นที่ 2 นโยบายเชียงใหม่วิถีเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย ปลอดหมอกควัน ซึ่งในประเด็นนี้เชียงใหม่ได้มีความก้าวหน้าเป็นอันมาก มีการเปิดตลาดอินทรีย์ในหลายๆชุมชนและเกือบทุกวันในสัปดาห์ โครงการลดหมอกควันแม่แจ่มโมเดล ฯลฯ

ประเด็นที่ 3 นโยบายปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่เพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งประเด็นนี้นับเป็นประเด็นที่ก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์การเรียนรู้ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาทางเลือก ฯลฯ แรงผลักดันที่สำคัญมาจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่และโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาตลอดจนบุคคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่

แต่วาระที่สำคัญทีอาจเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของการประชุมฯวันนั้นคือการมอบรางวัล “สวิง ตันอุด” ซึ่งเป็นรางวัลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึง สวิง ตันอุด ผู้ล่วงลับไปเมื่อ 8 มีนาคม 2560 ปีที่ผ่านมา สวิง ตันอุด เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ที่ได้ทุ่มเทพลังกาย พลังใจ โดยเฉพาะในช่วง 4 – 5 ปีสุดท้ายของชีวิต ในการนำเสนอ ผลักดัน ขับเคลื่อนแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองไปสู่หัวจิตหัวใจของผู้คนในสังคมทุกระดับ จนทุกวันนี้คำว่า“ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ....” และ“จังหวัดจัดการตนเอง” เป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างและแพร่หลายไปในกว่า 50 จังหวัดแล้ว

ดังนั้นการมอบรางวัลสวิง ตันอุด จีงเป็นการย้ำเตือนกับพี่น้องเครือข่ายประชาชนให้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง ทั้งในระดับพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองที่ทำให้พื้นที่ระดับจังหวัดได้มีอำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเองได้อย่างแท้จริง รวมถึงให้การเชิดชู ส่งเสริม และสร้างกำลังใจให้กับบุคคล องค์กร ชุมชน เครือข่ายที่สนับสนุน ขับเคลื่อนแนวคิดการจัดการตนเองทุกระดับ

ซึ่งในปี 2560 นี้ องค์กร ชุมชน จังหวัด และเครือข่ายที่ได้รับ รางวัลสวิง ตันอุด เพื่อเป็นเกียรติและเป็นกำลังใจที่จะขับเคลื่อนต่อไป คือ

- ประเภทสื่อมวลชน เป็นผู้มีบทบาทในการสร้างสรรค์ ส่งเสริมแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองสู่สังคม ได้แก่ คุณณาตยา แวววีรคุปต์ ทีมงานเสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย และรายการเวทีสาธารณะ ไทยพีบีเอส

- ประเภทชุมชนจัดการตนเอง เป็นชุมชนที่มีกลไกผู้นำ ที่สร้างพลังพลเมืองระดับชุมชนให้มีบทบาทในการจัดการชุมชนท้องถิ่นของตนเองจนสามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้จริง ก่อให้เกิดผลดีต่อท้องถิ่นของตน ได้แก่ สภาองค์กรชุมชนตำบลท้อแท้ จ.พิษณุโลก

- ประเภทจังหวัดจัดการตนเอง เป็นจังหวัดที่มีกลไกของพลเมืองระดับจังหวัดที่มีบทบาทในการปกป้อง พิทักษ์สิทธิของพลเมืองในจังหวัดของตนเอง รวมถึงได้ขับเคลื่อนแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้กลไกสภาพลเมืองในการปกป้องสิทธิเด็ก ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

- ประเภทเครือข่ายจัดการตนเอง เป็นเครือข่ายของพลเมืองที่มีบทบาทในการปกป้อง พิทักษ์สิทธิ และผลักดันนโยบายที่นำไปสู่การจัดการตนเองร่วมกับประชาชน กรณีปกป้องนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แก่ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

ถึงแม้ว่าสวิง ตันอุด จะจากไปแล้วแต่แกนนำและเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันมาตั้งแต่ต้นก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และยิ่งแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แต่กระแสของการจัดการตนเองและการกระจายอำนาจนั้นถือได้ว่าได้ถูกจุดติดแล้ว ผมขออนุญาตใช้คำกล่าวของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มาใช้ในประเด็นนี้ว่า “หมุนเข็มนาฬิกาย้อนไปเท่าไหร่ เข็มก็เดินหน้าอยู่ดี” และผมเชื่อว่าเราจะสามารถเดินได้เร็วกว่าที่ผ่านมาเพราะถือได้ว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้เป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะได้ทำการถอดบทเรียนและพัฒนาให้เหมาะสมยิ่งๆขึ้นไป

ช้าหรือหรือเร็ว มากหรือน้อย สิทธิในการจัดการตนเอง(self determination rights)จะต้องเกิดขึ้น เพราะเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนในทุกสังคมที่จะพึงมีครับ



หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 27 กันยายน 2560



Posted: 26 Sep 2017 07:08 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)


การแสดงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดนิทรรศการศิลปะ "Human ร้าย, Human Wrong"



นักศึกษาและเยาวชนที่ร่วมอบรมเวิร์คชอปศิลปะและนำเสนอผลงานผ่านนิทรรศการศิลปะ "Human ร้าย, Human Wrong"

ในช่วงสัปดาห์นี้ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ "Human ร้าย, Human Wrong" ผลงานของนักศึกษาและเยาวชน 18 คน ที่ร่วมอบรมเวิร์คชอปศิลปะมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยผลงานของพวกเขานำเสนอตั้งแต่ปัญหาสังคม จนถึงเรื่องใกล้ตัวที่ผู้คนมองข้าม

โดยในวันเปิดนิทรรศการเมื่อ 23 กันยายนที่ผ่านมา มีการแนะนำโครงการโดยนักศึกษาที่ร่วมนำเสนอผลงาน นอกจากนี้ยังมีบุคคลจากหลายหลายวงการร่วมแสดงความยินดีกับศิลปินผู้นำเสนอผลงาน หนึ่งในนั้นคือ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งได้กล่าวว่า เขารู้สึกแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่คนเราออกไปประท้วงอะไรก็แล้วแต่ เช่นในปี 2552 ปี 2553 หรือ 14 ตุลา ฟังดูแล้วเหมือนเราออกไปด้วยเหตุผล จริงๆ ไม่ใช่ จริงๆ เราไปเพราะเรารู้สึกว่าต้องออกไป

"ทีนี้น่าประหลาดใจที่ว่าในการที่ทุกวันนี้เราเผชิญหน้ากับการกดขี่เสรีภาพ เราพยายามสื่อสารกันด้วยเหตุผล ไม่ค่อยมีคนสื่อสารด้วยความรู้สึก และที่ผมมาดูนิทรรศการวันนี้ผมรู้สึกแปลกใจว่าผมถูกสื่อสารทางความรู้สึก และผมคิดว่ามันสะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าฟังเลคเชอร์ที่เป็นเหตุเป็นผล คือถ้าเราไม่มีความรู้สึก เราก็ไม่มีวันขึ้นไปต่อสู้กับทรราชได้"

ส่วนหนึ่งของ Human ร้าย, Human Wrong


“กุญแจความดี (Thainess Lock)” ผลงานของ พิสุทธิ์ศักดิ์ วัฒนาชัยกูล ซึ่งตั้งคำถามกับหลักปฏิบัติของความดีงามหรือจริยธรรมแบบไทยๆ ที่ถูกผลิตซ้ำในสังคมอย่างขาดการตั้งคำถาม



“ฉันเท่าเทียม (I – Equal)” ผลงานของ ธัญลักษณ์ มีชำนะ แถวของหน้ากากสีขาวรูปใบหน้ามนุษย์นิ่งเรียบ 43 รูป และใบหน้าซึ่งถูกประทับไว้ด้วยบทกลอนที่นำมาจาก “สุภาษิตสอนหญิง” ของสุนทรภู่ สะท้อนการกดสถานะของผู้หญิง


“Bed Kingdom” ผลงานของศราวุฒิ ดอกจำปา ที่ชี้ว่า แม้ว่าแนวคิดเรื่อง sexual consent หรือการให้ความยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม ทว่าแนวคิดดังกล่าวกลับเป็นแนวคิดที่น้อยคนนักในสังคมจะให้ความสำคัญ ทั้งที่การขาดความเข้าใจและความตระหนักในเรื่องนี้คือบันไดขั้นแรกที่นำมาสู่วัฒนธรรมการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาสู่การยัดเยียดความผิดให้ผู้ถูกกระทำ


ส่วนหนึ่งของผลงาน "Look at You" โดย กรรษกร พรมคง สะท้อนถึงการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ทั้งโดยที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว


“นวัตกรรมศักดิ์สิทธิ์พิชิตเป้า (The Victory of Sacred Innovations)” ผลงานของ กอบพงษ์ ขันธพันธ์ สร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน อย่างแท่งคอนกรีตสำหรับตั้งศาลพระภูมิ เชื่อมติดกับปืนของเล่น พร้อมเทคนิคพ่นสีสเปรย์ ตั้งคำถามชวนขบคิดถึงการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ การควบคุมผู้คนด้วยความกลัว ความรุนแรง และความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่มีอำนาจใดสามารถจำกัดเสรีภาพทางความคิดและจินตนาการของผู้คน


การแสดงและศิลปะชวนขบคิดเรื่องที่ไม่ถูกพูดถึง


การแสดงประกอบผลงานศิลปะ “ฉันเท่าเทียม (I – Equal)” ของ ธัญลักษณ์ มีชำนะ

นอกจากนี้ยังมีการแสดงแนว Performance เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดงาน หนึ่งในนั้นคือการแสดงชุด “ฉันเท่าเทียม (I – Equal)” ผลงานของ ธัญลักษณ์ มีชำนะ ซึ่งมีการแสดงประกอบผลงานศิลปะด้วยการขีดสีแดงบนผ้าสีขาว รวมทั้งบนร่างกายของผู้แสดงจนใบหน้าและร่างกายถูกขีดด้วยเส้นสีแดง

สำหรับผลงาน “ฉันเท่าเทียม (I – Equal)” เป็นแถวของหน้ากากสีขาวรูปใบหน้ามนุษย์ 43 รูป ติดอยู่ข้างผนัง แต่บนใบหน้านิ่งเรียบนั้นกลับถูกติดสลากไว้ด้วย "สุภาษิตสอนหญิง" ที่มีนัยกดทับสถานะของผู้หญิง

โดยผลงานศิลปะชุดนี้มุ่งสะท้อนความไม่เท่าเทียมบนความเท่าเทียมของเพศชายและเพศหญิงในสังคมไทยที่ถูกปลูกฝังภายใต้ค่านิยมความเชื่อที่ทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าและสร้างกรอบที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงที่ไม่ปฏิบัติตามค่านิยมความเชื่อนั้น โดยผลงานชิ้นนี้ต้องการสะท้อนการถูกพันธนาการเรือนร่างของผู้หญิงด้วยคำสอนและสุภาษิตสอนหญิงต่างๆ ที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมไทย



การแสดงและผลงานชุด "Cyber Bullying" ของชินดนัย ปวงคำ มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเลวร้ายของการกลั่นแกล้งและสร้างความเกลียดชังในโลกอินเทอร์เน็ต



คลิปการแสดงชุด "Cyber Bullying" ของชินดนัย ปวนคำ

การแสดงอีกชุดก็คือ “Cyber Bullying” ผลงานของ ชินดนัย ปวนคำ ซึ่งการแสดงของเขาตรึงความสนใจของผู้เข้าชมนิทรรศการ โดยในขณะที่เขานั่งอยู่ในกระบะที่มีน้ำขัง เหนือขึ้นไปมีก็อกน้ำรูปยกนิ้วโป้งเสมือนการ “กดไลค์” เปิดปล่อยน้ำไหลรดศีรษะ เขากล่าวถ้อยคำซ้ำไปมาว่า “ไอ้สัตว์ ไอ้สัตว์ ไอ้สัตว์ ...” พร้อมตบปากตัวเองทุกครั้งที่ได้กล่าวถ้อยคำ

ด้านหลังของชินดนัย คือดินเผาปั้นคล้ายรูปกะโหลกศีรษะมนุษย์วางเรียงกันนับพันลูก โดยคำอธิบายประกอบผลงานของเขาก็คือ “แก้ไขความรุนแรงด้วยสันดาน… ในโลกออนไลน์ เป็นพื้นที่อิสระในการใช้คำแสดงสันดาน ใช้ตัดสิน ตัดสิทธิ์ เฉกเช่นตัวอักษรออนไลน์ ถึงแม้จะบางเบาไร้ตัวตน แต่กระนั้นก็ยังสามารถปลิดชีวิตคนได้

ผลงานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นความเลวร้ายของการกลั่นแกล้งและสร้างความเกลียดชังในโลกอินเทอร์เน็ต และกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักว่าการใช้ถ้อยคำทำร้ายกันเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น”


ไอเฟล และผลงาน "Bed Kingdom" ชวนขบคิดถึงหลักความยินยอมทางเพศและปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ

อีกผลงานหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงก็คือ “Bed Kingdom” ผลงานของ ศราวุฒิ ดอกจำปา หรือ "ไอเฟล" นักศึกษาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลงานศิลปะของเขาสะท้อนพูดถึงเรื่องที่ถูกละเลยอย่างเรื่องความยินยอมทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยเตียงขนาดใหญ่ถูกตั้งอยู่กลางสถานที่จัดนิทรรศการ คลุมด้วยผ้าปูเตียงที่เย็บต่อกันจากเสื้อผ้าของผู้หญิง ที่ปักตัวอักษรเป็นประโยคข้อความที่สะท้อนความไม่เข้าใจต่อหลักความยินยอมทางเพศ

"ไอเฟล" กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เธอร่วมเวิร์คชอบศิลปะนี้ว่า มีความชอบงานศิลปะมาก่อน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยได้ทำ การเข้าร่วมเวิร์คชอปครั้งนี้จึงได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์กับงานศิลปะ ถือว่าได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ระหว่างกระบวนการเวิร์คชอปก็ได้เจอเพื่อนหลากหลายแขนง ทั้งคนที่สนใจด้านศิลปะจัดวาง (Installation) และคนที่ชำนาญเรื่องศิลปะเสียง

สำหรับผลงาน “Bed Kingdom” ต้องการสื่อสารเรื่อง Sexual consent โดยผลงานนี้ทำให้เตียงใหญ่กว่ามาตรฐาน เพราะต้องการทำให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องการให้คนตระหนักถึงเรื่อง Consent และมีการเย็บเสื้อผ้าต่อๆ กัน และปักข้อความเป็นคำพูด ที่สะท้อนการให้เหตุผลในสังคมแบบมโนไปเองของผู้ชาย เพื่อตั้งคำถามว่าภายใต้การเปิดเสื้อผ้าเหล่านี้ ได้รับการยินยอมจริงๆ ใช่ไหม ใช้การปักมือเป็นคำพูด เพราะอยากวิพากษ์สังคมที่ให้สิทธิผู้ชายในการสั่งสอนผู้หญิง โดยไม่ได้มองตัวเองเลยว่าสาเหตุอาจจะเกิดขึ้นจากทัศนคติของผู้ชายก็ได้

000


“Human ร้าย, Human Wrong” เป็นโครงการฝึกปฏิบัติการทำงานศิลปะแนวใหม่ ที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างสรรค์แสดงออกและสื่อสารเรื่องใกล้ตัวที่ถูกทำให้ไกลเราจนยากที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา ผ่านกิจกรรมฝึกปฏิบัติระยะยาวว่าด้วยศิลปะและการพูดคุยเชิงวิพากษ์สนุกๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงศักยภาพทางศิลปะ บ่มเพาะแรงบันดาลใจ จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้และตั้งคำถามกับเรื่อง “สิทธิ์” ที่เราพึงมีในชีวิตประจำวัน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะในรูปแบบที่เสรีเพื่อสื่อสารกับสาธารณะ

“Human ร้าย, Human Wrong” จะจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินทร์ จนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook แฟนเพจ “Human ร้าย, Human Wrong”

หมายเหตุ: โปรดติดตามตอนหน้า พูดคุยกับเยาวชนผู้ร่วมแสดงผลงานและภัณฑารักษ์นิทรรศการ ถึงกระบวนการเวิร์คชอปและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงหลังจัดแสดงผลงาน


Posted: 26 Sep 2017 10:39 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ชัยพงษ์ สำเนียง

รัฐบาลนี้ภูมิใจที่สุด คือ การควบคุมราคาหวยให้ไม่เกิน 80 บาท แต่เเท้จริงแล้วปัจจุบันบางแห่งขายถึง 120 บาท (นั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม) แต่การที่ต้องให้ผู้ค้ามารอกดตรงตู้ เพื่อลดคนกลาง แท้จริงแล้วมันกลับสร้างปัญหาหลายประการ คือ

1. จะซื้อต้องลงทะเบียน และมีเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อล่วงหน้า ซึ่งนั้นหมายถึงรายเล็กรายน้อย แทบไม่มีโอกาสเข้าถึง สุดท้ายก็ต้องรอนายทุนที่มีเงิน จ้างคนลงทะเบียนแล้วไปขายต่อให้รายเล็ก ๆ อื่น ๆ อยู่ดี

2. การที่ผู้ซื้อได้แค่ 5 เล่ม ที่ได้ทั้งเลขที่ดีและไม่ดี เช่น เลขที่ออกไปแล้ว เลขซ้ำ 2-4 ตัวขายไม่ได้ ตกเป็นภาระของคนขาย เพราะคนซื้อไม่นิยมซื้อ เลขแบบนี้จะต้องเป็นรายใหญ่ ๆ เท่านั้น ทำเป็นหวยชุด ซึ่งผู้ค้า 5 เล่ม ไม่สามารถทำได้


รูปที่ 1 คนรอกดหวยหน้าธนาคารกรุงไทยสาขาถนนห้วยแก้ว เชียงใหม่

3. จากการที่กำหนดให้แค่คนละ 5 เล่ม/งวด ทำให้ไม่พอขาย (1 เล่ม มี 100 ใบ) มีรายได้ถ้าขายหมด 5-7 บาทต่อใบ ราว ๆ 2,500-3,500 บาท/ปักษ์ แน่นอนว่าไม่พอรับประทาน ท้ายสุดก็เกิดการ "วนหวย" จนเกิดกรณีถูกเป็น 70-80 ล้านบาท หรือหวยชุด ก็เกิดจากยี่ปั๊ว ซาปั๊ว อยู่ดี ไม่สามารถตัดวงจรนี้ได้ เพราะรายเล็กไม่มีทุน และไม่มีศักยภาพรวมหวยชุดได้

4. การคิดตัดวงจรคนเล่นหวยจึงไม่หมด เกิดการระบาดของหวยใต้ดิน เพราะทั้งลด แลก แจก แถม และสามารถซื้อ 20-30-40 ไม่ต้องถึง 80 บาท ได้เลขหลายตัว โดยที่ไม่มีดอกผลอะไรเข้ารัฐเลย แถมยังก่อให้เกิดกลุ่มอิทธิพลอย่างถ้วนทั่ว

5. หวยไม่ใช่ปัจจัย 4 ที่รัฐต้องมาเอาจริงเอาจัง จนถือเป็นนโยบายเชิดหน้าชูตา แต่พอเข้าใจได้ เพราะรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรจะเด่นแล้ว ทั้งนี้หวยเป็นของฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น หรือการพนันชนิดหนึ่ง ต่อให้ใบละ 1,000 เอาแบบสุด ๆ ถ้าคนซื้อยินดีจะซื้อก็เป็นเรื่องของเขา การที่หวยแพงคนไม่ซื้อยิ่งเป็นการดี เพราะเป็นการลดการพนันเสี่ยงโชคในหมู่ประชาชน แต่ถ้ามองว่าหวยคือรายได้ที่ขูดรีดคนจน ธำรงอิทธิพลรัฐ การที่รัฐส่งเสริมจึงชอบธรรมภายใต้หน้ากากของคนดี

รูปที่ 2 คนขายหวยรายย่อยบริเวณโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

ท้ายสุดหวยสัมพันธ์กับผู้คนหลายส่วน เราจะเห็นว่ามาตรการหวยของรัฐบาลชุดนี้ ได้ทำลายกลุ่มพ่อค้าหวยแม่ค้าหวยเมืองเลย จนเขาเหล่านั้นไม่มีอาชีพ เปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลนี้จะรู้บางไหม หรือว่าประชาชนเหล่านั้นคือสายลมแสงแดดของรัฐประชาธิปไตย 99.99%

อาจกล่าวได้ว่าการคืนความสุขของนายกฯ ประยุทธ์ ไม่ได้ทำให้คนเล็กคนน้อยมีความสุข แต่บางนโยบายกับสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัสตัดช่องทางทำมาหากินของผู้คนนับพันนับหมื่นคน ไม่นับว่าใช้อำนาจดิบเถื่อนในการเปิดเหมือง คุกคามคนเล็กคนน้อย หรือกรณีชายฉกรรจ์นับร้อยเข้าไปคุกคามชาวบ้านผมไม่เห็นนายกฯ ประยุทธ์ลงมาดูแล ทั้งที่เป็นอำนาจดิบเถื่อน ผิดกฎหมาย ส่วนเรื่องหวยรัฐบาลนี้ก็ดูหมกมุ่นแปลก ๆ ผมว่าราคามันจะเพิ่มเป็น 150 หรือ 200 หรือ 1000 บาทต่อใบ ถ้าคนซื้อและคนขายพึงพอใจกับราคานี้ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะหวยไม่ใช่เศรษฐกิจเรื่องปากท้องเป็น "ความสุข" จากการเสี่ยงโชค ซึ่งไม่พอใจเขาก็ไม่ซื้อแค่นั้นจริง ๆ ส่วนราคาหวยจะขึ้นจะลงเท่าไหร่ก็ไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ไม่น่าเกี่ยวกับเงินเฟ้อ GDP ที่รัฐบาลต้องมาใส่ใจขนาดนี้ หาเวลาไปทำเรื่องอื่นดีกว่า ดีกว่ามาหมกมุ่นแต่เรื่องนี้[1]

จากแฟนพันธุ์แท้หวยเถื่อนที่แดกกรูทุกงวด



เชิงอรรถ




[1] ชัยพงษ์ สำเนียง. (2558ข). เรื่องเล่าชีวิตคนขายหวย. SIU. [สืบค้นวันที่ 20 ส.ค.2560]. http://www.siamintelligence.com/lottery-dealer/


Posted: 24 Sep 2017 04:33 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' เขียนข้อความชี้แจงกรณีคลิปข่มขู่ทำร้ายร่างกายรุ่นน้องคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร ยอมรับใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ และรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

24 ก.ย. 2560 เว็บไซต์ VoiceTV รายงานว่าเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เขียนข้อความจำนวน 7 แผ่น พร้อมเซ็นชื่อกำกับ ชี้แจงกรณีแฟนเพจ Anti Sotus ของเครือข่ายปฎิรูปรับน้องประชุมเชียร์ เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยแพร่คลิปวิดีโอ'งานไหว้ครู ครอบครูศิลป์' คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ความยาวประมาณ 20 นาที แล้วปรากฎภาพของอาจารย์เฉลิมชัย ขณะพูดข่มขู่ทำร้ายร่างกายรุ่นน้องคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยข้อความชี้แจงของอาจารย์เฉลิมชัย ระบุว่ารู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เห็นด้วยการรับน้องในลักษณะนี้ โดยยอมรับว่าตนใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ เพียงแต่ต้องการที่จะตักเตือนรุ่นน้องถึงความเหมาะสมในการทำกิจกรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อคณะจิตรกรรมฯเท่านั้น

ทั้งนี้ได้พูดคุยกับคณบดีรวมถึงคณะอาจารย์ ซึ่งทางคณะมีมติให้ยกเลิกการรับน้องแล้ว ซึ่งตนรู้สึกยินดีที่สิ่งที่ทุกคนที่ไม่เห็นด้วยต่อสู้มาสำเร็จแล้ว ส่วนตัวไม่พอใจที่ทางเพจกล่าวหาว่าตนจะทำร้ายเด็ก ซึ่งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ก็ขอขอบคุณทางเพจและน้อง ๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
 


Posted: 10 Sep 2017 01:12 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

คุรุชน

หลายปีที่ผ่านมามีกฎเกณฑ์มากมายถูกสร้างขึ้นในวงวิชาการศึกษาชั้นสูง ส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับระบบประกันคุณภาพการศึกษา เหล่านี้ก่อให้เกิดความเครียดและการดิ้นรนเอาตัวรอดในหมู่คนทำงานวิชาการทั้งในระดับอาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ผลพวงหนึ่งที่เกิดขึ้นและเริ่มแผ่กระจายเป็นดอกเห็ดในชุมชนอุดมศึกษาหลายแห่ง คือ ปรากฏการณ์ “แปะ” ที่น่าสนใจมีดังนี้

เนื่องจากอาจารย์ทุกคนถูกบังคับให้ต้องมีตำแหน่งวิชาการขั้นต่ำคือรองศาสตราจารย์ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการเซ็นสัญญาต่ออายุงาน ส่วนนักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปก็ต้องมีบทความที่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ตีพิมพ์ก่อนจบ ถือเป็นเงื่อนไขจำเป็นอันหนึ่งก่อนสำเร็จการศึกษา ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็อยากได้ชิ้นงานของอาจารย์ก็ดี ของนักศึกษาก็ดี หรือของทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันก็ได้ เป็นผลงานประกันคุณภาพของคณะฯ ฝ่ายบริหารก็ต้องการคะแนนประกันคุณภาพสูง ๆ เพื่อหน้าตาหรืออะไรก็ตามที

เหล่านี้จึงนำไปสู่การทำข้อตกลงกันภายในหน่วยงาน มีการจับมือกันสร้าง “กลไก” บางอย่างเพื่อตอบสนอง “ระบบ” ประกันคุณภาพ และรักษา “ความมั่นคง” ในหน้าที่การงานให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงนั้น คือการให้อาจารย์หรือนักศึกษาคนหนึ่งคนใดยื่นขอทุนทำผลงานวิชาการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ผลงานที่ทำเสร็จแล้วชิ้นนั้นสามารถมีชื่อของคนอีกหลายคน “แปะ” อยู่ด้วยในฐานะผู้ร่วมดำเนินการได้ บทความวิจัยหรือวิชาการชิ้นเล็ก ๆ ไม่ถึงสิบหน้าชิ้นหนึ่งจึงอาจมีชื่อของผู้ร่วมเขียน (ซึ่งเขียนจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้) ได้อีกหลายคน แต่ที่นิยมทำกันอยู่ในตอนนี้คือมีผู้เขียน 4-10 คนต่องานวิจัยหรือบทความที่เกี่ยวข้องหนึ่งชิ้น

ลองคิดเล่น ๆ ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากการสร้างและใช้ “กลไก” ตาม “ระบบ” แบบนี้

อาจารย์หลายคนที่เข้าร่วมใน “ระบบ” และขับเคลื่อน “กลไก” นี้ กลายเป็นผู้มีผลงานวิชาการจำนวนมากภายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยที่ตนเองไม่ต้องลงมือค้นคว้าหรือเขียนเอง ทั้งได้ตำแหน่งวิชาการโดยไม่ยาก เพราะมีคุณสมบัติ “เข้าได้” ตามเกณฑ์ที่ “ระบบ” ตั้งไว้

คนเหล่านี้เมื่อได้ตำแหน่งวิชาการแล้วก็มักจะได้รับการติดต่อทาบทามให้เป็น “รีดเดอร์” ตรวจสอบและประเมินผลงานวิชาการในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งผลงานของผู้ที่จะยื่นขอตำแหน่งวิชาการต่อไปด้วย

แต่ความที่ได้คุณวุฒิมาอย่างง่าย ๆ คนเหล่านี้จึงทำได้เพียงประเมินคุณภาพของงานแต่ละชิ้นที่ “รูปแบบ” ไม่ใช่ที่ “เนื้อหา” งานที่ใส่ข้อมูล (information) อย่างฟุ่มเฟือยและไร้ทิศทางกลายเป็นงานที่มีคุณภาพ ส่วนงานที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ (original knowledge) กลับถูกตั้งคำถามและมองว่าออกนอกลู่นอกทาง “ปริมาณ” ของข้อมูลกลายเป็นตัวตัดสิน “คุณภาพ” ของการศึกษา ถ้าอ้างข้อมูลเยอะ ๆ ใช้คำศัพท์ที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องแปลว่าเป็นงานวิชาการชั้นสูง

บุคลากรเหล่านี้จำนวนมากผ่านการอบรมระบบประกันคุณภาพมาแล้ว จึงแม่นยำในกฎเกณฑ์และรูปแบบ แต่ดูเหมือนไม่มีความรู้ความเข้าใจใด ๆ มากนักเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาการเรียนการสอนที่ตนรับผิดชอบอยู่ อาจารย์หลายคนมีผลงานการตรวจ “รูปแบบ” ของหลักสูตรต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่มีผลงานด้าน “เนื้อหา” ที่เป็นการต่อยอดความรู้ในสายวิชาการของตน

แต่ก็น่าแปลกที่ผลงานการตรวจรูปแบบหรือหลักสูตรเหล่านั้นกลับสามารถถูกนับให้เป็นผลงานด้านเนื้อหาความรู้ได้ในหลายสถาบัน

สำหรับบุคลากรกลุ่มนี้ งานวิชาการคุณภาพบ่งถึงงานที่ผ่านเกณฑ์ “ขั้นต่ำ” ของระบบประกันคุณภาพ พวกเขาประเมินผลงานวิชาการหนึ่งว่า “ดี” จากรูปแบบและปริมาณของการอ้างอิง จากการ “แปะ” ข้อความหรือคำศัพท์ยาก ๆ เข้าด้วยกันโดยไม่สนใจความหมาย หรือจากข้อมูลสถิติรุงรังแต่ไม่สื่ออะไร

งานวิจัยจำนวนมากในปัจจุบันจึงเต็มไปด้วย “ข้อมูล” แต่กลับไม่มี “ความรู้” หรือ “ภูมิปัญญา” ของผู้ทำ รีดเดอร์หลายคนทำหน้าที่ของตนได้ดีที่สุดเพียงแค่เป็นผู้ตรวจพิสูจน์อักษร และคำว่า “วิชาการ” ก็ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการจัดการหลักสูตรเป็นหลักเท่านั้น

ที่น่าเศร้าก็คือ มีอาจารย์จำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำงานอย่างมีคุณภาพจริง ๆ ไม่ได้สนใจ “ระบบ” หรือ “กลไก” เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด พวกเขาทุ่มเทชีวิตศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเขียนงานที่เป็นการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในสาขาของตน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานานนับปีกว่าจะผลิตผลงานดี ๆ ได้สักชิ้น แต่คนกลุ่มนี้กลับมีที่ยืนน้อยลงเรื่อย ๆ ในสังคมอุดมศึกษา เนื่องจากการทำงานด้าน “เนื้อหา” นั้นยากกว่าการทำงานตาม “รูปแบบ” ซึ่งถ้าไม่มีผลงานมายื่นขอตำแหน่งวิชาการตามหลักเกณฑ์และในเวลาที่กำหนด พวกเขาก็จะถูกผลักให้ออกไปจากสถาบันอุดมศึกษา

อุดมการณ์ความเป็นครูทุกวันนี้ถูกท้าทาย เพื่อครอบครัวและความมั่นคงในอาชีพ ครูบาอาจารย์หลายคนจึงยอมละทิ้งคุณธรรมและคุณภาพ หันไปสนับสนุนปรากฏการณ์ “แปะ” เพื่อตัวกูและของกูไว้ก่อน

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ งบประมาณจำนวนมากถูกเทไปให้กับงานวิจัยเชิงปริมาณที่สนับสนุนปรากฏการณ์ “แปะ” และผลิตผลของปรากฏการณ์ “แปะ” ก็กำลังจะเป็นมาตรวัดคุณภาพทางการศึกษาชั้นสูงของประเทศไทย

สำหรับคนที่ได้ดีจากการ “แปะ” มาแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนคนอื่นที่กำลังดิ้นรนอยู่ในวงการศึกษาให้เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันด้วยความเมตตาแบบไทย ๆ แต่ถ้าใครไม่เอาด้วย ก็จะถูกกีดกันออกไปให้ทำงานวิชาการอย่างโดดเดี่ยว คนที่ไม่สนับสนุน “ระบบ” ถูกมองว่าเป็นผู้ไม่มีน้ำใจ ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่กำลังเดือดร้อนในทางวิชาการ อุดมการณ์ของครูมหาลัยทุกวันนี้จึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายโดยแท้

เพราะคำว่า “คุณธรรม” ถูกเข้าใจว่าเป็นความเมตตาอย่างมืดบอด สร้าง “กลไก” ตอบสนอง “ระบบ” เพื่อ “อุปถัมภ์” กันไปก่อน ช่วยเหลือกันด้วยวิธีการใดก็ได้ไม่ต้องสนใจศีลธรรม และคำว่า “ปัญญา” ถูกมองว่าเป็นการร่วมมือกันหาแหล่งทุน ทำให้ถูกหลักเกณฑ์ และแบ่งผลประโยชน์ทางวิชาการ หากเป็นตามนี้แล้ว เราจะยังสามารถหวังให้มี “ความรู้คู่คุณธรรม” ในสถาบันอุดมศึกษาได้อีกหรือ

ถ้าอนาคตของชาติเข้าใจคุณธรรมและปัญญาไปในแนวทางนี้ ก็คงไม่ใช่ความผิดของพวกเขา หากคือความรับผิดชอบของคนรุ่นเรา ที่ยอมจำนนต่อปรากฏการณ์ “แปะ” ซึ่งกำลังจะกลายเป็นค่านิยมแบบใหม่ของวงการศึกษาระดับสูงของไทย

แน่นอนว่า ปรากฏการณ์แบบนี้ส่งผลดีต่อหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่จะได้คะแนนประกันคุณภาพสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว คนที่ยังรักประเทศนี้และศรัทธาต่อการศึกษาคงจะพอมองออกว่า มันส่ง “ผลดี” หรือ “ผลร้าย” ต่อคุณภาพทางการศึกษาของลูกหลานไทย




การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเนติวิทย์ไม่เคารพเสรีภาพคนอื่น?

Posted: 31 Aug 2017 07:16 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
อ่านสำเนาคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 4928/2560 เรื่อง ตัดคะแนนความประพฤติ ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 สรุปประเด็นสำคัญได้ว่า

1. พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรี ร.5 และ ร.6 ของนิสิตใหม่ ชั้นปีที่ 1 นั้น “เพื่อแสดงเข้าตนเป็นนิสิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

2. มีการจัดพื้นที่พิเศษสำหรับนิสิตที่ไม่สะดวกจะถวายบังคม อันเนื่องจากศาสนา สุขภาพร่างกาย ความเชื่อ หรือทัศนคติอันเป็นเสรีภาพของบุคคล (มีนักศึกษา 3 คนใช้พื้นพิเศษที่นี้)

3. เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลและเพื่อนรวม 8 คน ไม่ได้ใช้พื้นที่พิเศษดังกล่าว แต่ได้นัดหมายกันเดินออกมาโค้งคำนับถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพิธียังดำเนินไปยังไม่เสร็จสิ้นลง

4. จากข้อเท็จจริงต่างๆ ย่อมทำให้เห็นได้ว่านิสิตทั้ง 8 คน ได้มีการวางแผนและนัดหมายที่จะไม่ไปใช้พื้นที่พิเศษที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ แต่จะกระทำการบางประการอันเป็นการแตกต่างจากประเพณีและขนบธรรมเนียมปฏิบัติปกติของมหาวิทยาลัย เพื่อให้กระทบต่อพิธีการฯ

5. นิสิตได้เผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างให้เรื่องราวซึ่งดูเสมือนขัดแย้งนี้เป็นประเด็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย และสะท้อนถึงการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างจากตน โดยเฉพาะประชาคมทั้งนิสิต บุคลากร และนิสิตเก่าอื่นๆ ที่ให้คุณค่าและมีศรัทธาต่อพิธีการฯ จนนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่เรียบร้อย ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย จึงผิดวินัยนิสิต ถูกลงโทษตามระเบียบมหาวิทยาลัยด้วยการตัดคะแนนความประพฤติคนละ 25 คะแนน

การลงโทษตามคำสั่งดังกล่าวเป็นเหตุให้เนติวิทย์ถูกปลดจากตำแหน่งประธานสภานิสิต และเพื่อนอีก 4 คน ถูกปลดจากตำแหน่งกรรมการสภานิสิต

ถามว่า การแสดงออกของเนติวิทย์และเพื่อนๆ ตามที่คำสั่งฉบับนี้อธิบาย เป็นการแสดงออกที่ถูกหลัก “เสรีภาพในการแสดงออก” (freedom of expression) หรือไม่?

เป็นที่ทราบกันว่า การแสดงออกของเนติวิทย์และเพื่อนๆ มีจุดประสงค์เพื่อสื่อคำถามต่อประชาคมจุฬาฯ และสังคมไทยว่า “ทั้งๆ ที่ ร.5 ให้เลิกพิธีหมอบคลานกราบไว้ไปแล้ว เหตุใดจุฬาฯ จึงยังมีพิธีการเช่นนี้อยู่” และแสนอว่า “ควรยืนคำนับถวายเคารพซึ่งเป็นการบ่งถึงความเท่าเทียมมากกว่า” การแสดงออกที่เป็นการ “สื่อสารต่อสาธารณะ” เช่นนี้ จึงถือเป็น “การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ที่โดยทั่วไปแล้วย่อมได้รับการคุ้มครองตามปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 19 ที่ว่า


“ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก ทั้งนี้ สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา รับ และส่งข้อมูลข่าวสารและข้อคิดผ่านสื่อใด และโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน”

แล้วเสรีภาพในการแสดงออกควรถูกระงับภายใน “ขอบเขต” แค่ไหน? คำตอบตามทัศนะนักปรัชญาเสรีนิยมอย่างจอห์น สจ๊วต มิลล์คือ ภายในขอบเขตที่ไม่ละเมิดเสรีภาพคนอื่น และ/หรือไม่ก่ออันตรายทางกายภาพแก่คนอื่น ในกรณีนี้ไม่ปรากฏว่าเนติวิทย์และเพื่อนๆ ได้กีดกันเสรีภาพในการประกอบพิธีของคนอื่น หรือทำการใดๆ ที่เป็นการขัดขวางไม่ให้พิธีดำเนินไปได้ จึงไม่ใช่การไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างจากตน

ส่วนประเด็นที่ว่าการแสดงออกดังกล่าว “นำไปสู่เหตุการณ์ความไม่เรียบร้อย ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย” คืออะไร คือการเกิดเหตุการณ์ที่อาจารย์ล็อคคอนิสิตจนเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ ใช่หรือไม่ หากใช่ ความเสื่อมเสียนี้ควรจะเป็นความรับผิดชอบของนิสิตหรืออาจารย์ท่านนั้น?

ปัญหาที่ละเอียดอ่อนและยากมากคือ จะประเมินอย่างไรว่านิสิตได้กระทำการที่ส่งผลให้เกิด “ความเสื่อมเสีย”(?) ต่อมหาวิทยาลัย เพราะหากประเมินจากที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ ก็มีคนจำนวนมากทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนิสิต ซึ่งความเห็นด้วยหรือเห็นต่างย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา

โดยเฉพาะ “หลักฐานเชิงประจักษ์และเป็นทางการ” นั้นได้มีนักวิชาการไทยกว่าร้อยคนลงชื่อแถลงการณ์ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนิสิต มีนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างนอม ชอมสกี้ ส่งข้อความให้กำลังใจเนติวิทย์ทางอีเมล์ เป็นต้น ปรากฏการณ์เช่นนี้จะอธิบายว่าก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อจุฬาฯ อย่างไร

ยิ่งเมื่อพิจารณาที่ตัว “คำถาม” และ “ข้อเสนอ” ที่สื่อออกมาจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนิสิตนั้น จริงๆ แล้วมีเนื้อหาในทางทำให้จุฬาฯ เสื่อมเสีย หรือทำให้จุฬาฯ มีความเป็นอารยะในทางส่งเสริมเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และประชาธิปไตยมากขึ้นกันแน่

เป็นความจริงว่า เสรีภาพไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับใช้เป็น “ใบเบิกทาง” ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะสังคมอารยะที่มีความเป็นประชาธิปไตย ย่อมไม่อาจยอมรับการที่ใครก็ตามตระโกนแบบเด็กเลี้ยงแกะว่า “ไฟไหม้” ในโรงภาพยนตร์หรือสถานที่ที่มีคนแออัดที่คนอาจแตกตื่นวิ่งเยียบกันตายได้ หรือทำอะไรอย่างไม่คำนึงถึงกาลเทศะ เช่น รณรงค์ต่อต้านการเกณฑ์ทหารในยามที่บ้านเมืองเกิดสงคราม (ในสภาพบ้านเมืองปกติการคัดค้านการเกณฑ์ทหารย่อมแสดงออกได้อย่างชอบธรรมตามหลักเสรีภาพ) แต่การจำกัดเสรีภาพในกรณีตัวอย่างนี้ ก็เพราะมันก่ออันตรายแก่คนอื่น และเป็นการผิดกาลเทศะที่เห็นได้ว่าจะส่งผลเสียต่อสังคมชัดเจน เช่นเดียวกันเราไม่มีเสรีภาพจะใส่ร้ายป้ายสีให้คนอื่นเสียหายอย่างไรก็ได้ ไม่มีเสรีภาพจะปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพแก่คนอื่น หรือเปิดเผยข้อมูลลับบางอย่างของรัฐที่ส่งผลเสียหายต่อความมั่นคงปลอดภัย เป็นต้น

แต่การแสดงออกใดๆ ที่เพียงแต่ผิดแผกไปจากขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ หรือศรัทธาของคนส่วนใหญ่ หรือการแสดงออกที่ก่อให้เกิดความความขัดเคืองใจต่อคนที่คิดต่าง ย่อมไม่ใช่การไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพคนอื่นดังที่มักกล่าวหากัน และคนส่วนใหญ่ย่อมไม่มีสิทธิ์แทรกแซงหรือขัดขวางเสรีภาพของใครก็ตามที่เลือกจะแสดงออกแตกต่างจากคนอื่น

พูดตรงๆ คือแม้เราจะชิงชังสิ่งที่เขาแสดงออกที่เป็นการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างไร เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปแทรกแซงหรือระงับยับยั้งเสรีภาพในการแสดงออกของเขา

ฉะนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระหว่างการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติของนิสิต กับการระงับการแสดงออกของนิสิตโดยอาจารย์ท่านนั้น และการลงโทษของมหาวิทยาลัย อะไรคือสิ่งที่อธิบายด้วยเหตุผลได้ว่าเป็นการ “ไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างจากตน” และอะไร “ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัย” มากกว่า หากใช้มาตรฐานสังคมอารยะที่ยึดหลักเสรีภาพและประชาธิปไตยมาตัดสิน

Posted: 24 Aug 2017 03:19 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวกรณีที่กลุ่มนักธุรกิจจีนเข้ามาสำรวจพื้นที่คอคอดกระร่วมกับคนในพื้นที่และอดีตนายพลเกษียณอายุชาวไทย ทำให้ประเด็นการสร้างคอคอดกระกลับมาอีกครั้ง พร้อมคำถามว่านี่จะกลายเป็นการแผ่อิทธิพลจีนในรูปแบบใดบ้าง ไทยจะมีศักยภาพมากพอในการดีลเรื่องนี้หรือไม่ และใครที่จะเสียประโยชน์ นอกจากไทยแล้วใครที่มีโอกาสได้ประโยชน์อย่างแท้จริง


ที่มาของภาพประกอบ: Google Maps

24 ส.ค. 2560 สื่อต่างประเทศอย่างเดอะนิวส์เลนและนิคเคอิเอเซียนรีวิวนำเสนอเรื่องแผนการสร้างคอคอดกระเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นโครงการที่ได่รับเงินสนับสนุนจากนักธุรกิจจีน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามโครงการนี้เป็นสัญญาณเตือนเรื่องที่น่ากังวลอย่างการพยายามแผ่อิทธิพลจากจีนเพื่อครอบงำภูมิภาค นอกจากนี้โครงการนี้อาจจะทำให้เกิดผู้แพ้และผู้ชนะในระดับที่ห่างชั้นกันมากได้

เอเซียนนิคเคอิอ้างอิงเรื่องนี้จากแหล่งข่าวเป็นชาวประมงชื่อสิทธิชัย อายุ 48 ปี เขาบอกว่าเมื่อปีที่แล้วมีกลุ่มนายพลวัยเกษียณจากกรุงเทพฯ และนักธุรกิจจากจีนเรียกตัวเขา เพราะมีคนในพื้นที่บอกว่าเขารู้จักชายฝั่งแห่งนี้ดี พวกเขาจ้างสิทธิชัยให้เป็นไกด์และถามความคิดเห็นเขาเกี่ยวกับโครงการขุดคอคอดกระ ซึ่งเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่า 28,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะเป็นการขุดเส้นทางน้ำ 135 กิโลเมตร

นิคเคอิระบุว่าการสร้างคอคอดกระดังกล่าวจะเป็นทางลัดที่ไม่ต้องผ่านพื้นที่ช่องแคบมะละกา โดยช่องแคบมะละกานั้นมีความคับคั่ง เสี่ยงต่อสินค้าหนีภาษี และมีความอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์ แต่ก็เป็นเส้นทางการค้าที่คับคั้งที่สุดจากการที่มันเชื่อมระหว่างจีน ญี่ปุ่น และประเทศเอเชีตะวันออกอื่นๆ กับประเทศแถบที่มีน้ำมันอย่างตะวันออกกลางและตลาดใหญ่ในยุโรป แอฟริกา และอินเดีย การผ่านคอคอดกระย่นระยะการเดินทางลงอย่างน้อย 1,200 กม. ประหยัดวันเวลาเดินเรือลงได้ราว 2-3 วัน และเป็นเส้นทางทางเลือกใหม่สำหรับทางผ่านของเรือนพื้นที่ที่มีเรือผ่าน 84,000 ลำ ในปี 2559

กลุ่มนายพลเกษียณอายุของไทยรวมตัวกันเป็นองค์กรที่ชื่อสมาคมศึกษาและพัฒนาคอคอดกระร่วมมือกับมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีนกับบริษัทจีนอีกแห่งหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก โดยบริษัทนี้ให้ทุนในการศึกษาประเมินการสร้างคอคอดกระถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" อย่างเป็นทางการก็ตาม

เดอะนิวส์เลนส์ระบุว่าแนวคิดจะทำเส้นทางผ่านคอคอดกระนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่ยุคคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสเคยพยายามหาหนทางสร้างมาก่อนหน้านี้ แต่ก็เห็นว่ายากเกินไป อย่างไรก็ตามทางการอังกฤษเคยมีบันทึกว่าราชวงศ์แห่งสยามเคยทรงให้คำมั่นไว้ว่าจะไม่ให้ใครอื่นมาสร้างด้วยเช่นกัน ในช่วงคริสตทศวรรษ 1930s ก็เคยมีมีความกลัวว่าญี่ปุ่นจะมีแผนการสร้างคอคอดกระเพื่อให้ส่งกองทัพเรือไปโจมตีอังกฤษได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านฐานทัพอังกฤษในสิงคโปร์ แผนการจะสร้างทางผ่านจุดนี้มีมานานแต่ดูเหมือนว่านายทุนจากจีนจะกำลังมองโอกาสนี้

มีนักวิเคราะห์บางส่วนแสดงความกังวลในแง่ความมั่นคงว่าอาจจะทำให้จีนสามารถนำเรือบรรทุกน้ำมันผ่านได้ง่ายขึ้นขณะเดียวกันก็สามารถส่งเรือรบไปยังมหาสมุทรอินเดียได้ง่ายขึ้นด้วย โดยที่จีนส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือของพวกเขาดูเตรียมพร้อมมากขึ้นในแถบทะเลอินเดียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการเปิดท่าเรือแห่งใหม่ที่จิบูตีเป็นแห่งแรก

กระนั้นคอคอดกระอาจจะส่งในแง่ของการขนส่งทางเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคง ขณะที่คอคอดกระอาจจะส่งผลดีต่อการเป็นศูนย์บริการแห่งใหม่สำหรับทางผ่านท่าเรือโดยไม่ต้องพึ่งพาสิงคโปร์นั่นทำให้สิงคโปร์เสียประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการทางผ่านท่าเรือมาโดยตลอด นับตั้งแต่ที่สิงคโปร์เปิดเส้นทางการค้าฝิ่นอินโด-แปซิฟิก อาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์สร้างความมั่งคั่งมาโดยตลอดจากการเป็นศูนย์รวมหรือ "ฮับ" จากบริการอย่างธนาคารไปจนถึงบริษัทกฎหมาย

เดอะนิวส์เลนส์ประเมินว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์มาที่สุดจากคอคอดกระคือศรีลังกาที่กลายเป็นแหล่งวางโครงการท่าเรือใหม่ของจีน รวมถึงโครงการเมืองท่าโคลอมโบที่อื้อฉาวโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนซึ่งทางการศรีลังกาหวังว่าจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาในประเทศที่ตกค้างมาจากสงครามกลางเมือง 30 ปีได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการสกัดกั้นนักลงทุนใหญ่ๆ อย่างญี่ปุ่นไปในตัว

ขณะที่สิงคโปร์กำลังประสบปัญหาการขนถ่ายทางเรือจากอินเดียลดลงพวกเขาก็มีความตระหนักถึงภาวะเสี่ยงตรงนี้ และเริ่มประเมินศรีลังกาในฐานะคู่แข่งมากขึ้น ขระเดียวกันก็เล็งเห็นว่าศรีลังกาเองก็ยังมีปัญหาที่จะต้องจัดการก่อนที่จะสามารถแข่งขันการบริการมูลค่าสูงที่มีความซับซ้อนได้

นอกจากสิงคโปร์แล้วแน่นอนว่าชาวบ้านในพื้นที่ของไทยย่อมเสี่ยงได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ นิคเคอิอ้างว่าขณะที่ทหารเกษียณเหล่านี้ยืมเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพลาดตระเวณพื้นที่จุดนี้ ในทางภาคพื้นดินพวกเขาก็ออกโครงการหว่านล้อมชาวบ้านที่ได้อาจจะรับผลกระทบจากโครงการนี้จนมีการลงนาม 100,000 รายชื่อสนับสนุนการสร้าง

อย่างไรก็ตามมิคเคอิประเมินว่าโครงการนี้ยังมีอุปสรรคเนื่องจากไม่ใช่ประเด็นหลักลำดับต้นๆ ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สนใจ ทำให้ผู้สนับสนุนโครงการนี้หวังว่าจะผลักดันในรัฐบาลถัดไป อีกประการหนึ่งคือการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป ผู้ที่ต้านการสร้างคอคอดกระกังวลในเรื่องความมั่นคงที่จะให้มีช่องทางผ่านประเทศ รวมถึงความกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดนจากสามจังหวัดภาคใต้

ทั้งนี้ นิโคลัส ฟาร์เรลลี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ยังคงไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพมากพอในการดำเนินข้อตกลงครั้งนี้หรือไม่ ทั้งในเรื่องการจัดหาทุนมากพอจะดำเนินการขุดครั้งใหญ่ในอีกไม่นานนี้ อย่างไรก็ตามถ้าหากนายพลเกษียณอายุที่สนับสนุนเรื่องนี้อ้างต่อรัฐบาลเผด็จการทหารว่าเป้นการส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยที่กำลังเปราะบาง ก็มีโอกาสที่จะมีการดำเนินโครงการนี้

เรียบเรียงจาก

Alarm Bells Ringing over Thailand's Chinese-Funded Canal Plans, The News Lens, 23-08-2017
Influential Thais in push for Kra Canal project, Nikkei Asian Review, 07-08-2017

Posted: 23 Aug 2017 06:58 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

พริษฐ์ ชิวารักษ์ นำรายชื่อแสดงความเป็นห่วงกรณีสอบสวนเนติวิทย์และเพื่อนสมาชิกสภานิสิต ยื่นผู้บริหารจุฬาฯ พร้อมกำลังใจเนติวิทย์ ชี้เพื่อเป็นการปกป้องและสนับสนุนเสรีภาพทางการแสดงออก


23 ส.ค.2560 เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว' รายงานว่า พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท เดินทางมาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมเพื่อนจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อนำจดหมายและรายชื่อผู้แสดงความห่วงใย กรณีสอบสวน เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อนสมาชิกสภานิสิต ไปยื่นให้กับผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากกรณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะสอบสวนเนติวิทย์และเพื่อนสมาชิกสภานิสิต ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ด้วยข้อกล่าวหาแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กรณีเดินออกจากแถวขณะประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนติวิทย์ เป็นคนเดียวที่โดนอีกข้อกล่าวหาคือใช้สถานที่ราชการจัดประชุมโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีทำ Public Hearing รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าสวนหลวงสแควร์ที่ห้องสภานิสิต


จากนั้นพริษฐ์ จะไปพบกับเนติวิทย์ เพื่อให้กำลังใจ และแสดงการสนับสนุนและปกป้องเสรีภาพทางการแสดงออกของเพื่อนนิสิต แม้อยู่ต่างมหาวิทยาลัย

Posted: 13 Aug 2017 03:00 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีเวทีเสวนาโต๊ะกลมเวทีหนึ่งที่น่าสนใจ หัวข้อ “การบ่มเพาะตนเพื่อเป็น ‘มุสลิมที่ดี’ และการแสวงหา ‘ชีวิตที่ดีกว่า’ ผ่านการศึกษาแบบเป็นทางการ: การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้” ซึ่งประชาไทได้สรุปความมาถ่ายทอดต่อแก่ผู้สนใจในวงกว้าง เนื้อหาของการเสวนาโต๊ะกลมนี้ประกอบด้วย 2 ตอน ตอนนี้เป็นตอนจบ (สามารถอ่านเนื้อหาในตอนแรกและรับชมคลิปการเสวนาได้ที่ prachatai.com)
ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล:

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสอนหลักสูตรศาสนาควบคู่ไปกับสายสามัญ ที่ผ่านมาประสบปัญหาเดียวกับปอเนาะได้การถูกมองจากรัฐว่าเป็นแนวร่วมของขบวนการต่อต้านรัฐไทย อีกทั้งยังประสบความยากลำบากจากการที่ภาครัฐไม่ค่อยสนับสนุนส่งเสริมและมองโรงเรียนเอกชนฯ ว่าเป็นคู่แข่งของโรงเรียนรัฐบาลในการรับนักเรียน การรวมตัวกันของโรงเรียนเอกชนฯ เป็นเครือข่ายในรูปสมาพันธ์และสมาคมก็เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนฯ ได้พัฒนาหลักสูตรให้มีความหลากหลาย รวมถึงหลักสูตรอาชีวะศึกษา และสร้างความร่วมกับหลายหน่วยงานในประเทศอาเซียนเพื่อพัฒนาการศึกษา

ในส่วนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนั้น หลายท่านอาจเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่แปรสภาพมาจากปอเนาะ แต่จริงๆ แล้วโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเกิดจากผู้ที่ไปเรียนในมัดราเซาะห์ หรือโรงเรียนในประเทศต่างๆ และได้นำเอาการเรียนการสอนแบบระบบโรงเรียนมาใช้ที่สามจังหวัดภาคใต้ ในขณะที่โต๊ะครูปอเนาะส่วนใหญ่ที่เดินทางไปเรียนที่ซาอุดิอาระเบียนั้นเรียนในมัสยิด (ไม่ใช่ในระบบโรงเรียน)

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลที่นำระบบมัดราเซาะห์หรือโรงเรียน/ระบบชั้นเรียนมาใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นครั้งแรก ก็คือ ท่านหะยีสุหลง ที่เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2476 สถาบันของหะยีสุหลงไม่ได้เรียกว่า “ปอเนาะ” แต่เรียกว่า “โรงเรียน” และเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งเดิมเรียกว่า “โรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม” ในเวลานั้นอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2505 ปัจจุบันอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 และฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2554

ปัจจุบันจากข้อมูลของสำนักงานศึกษาธิการในปี 2559 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 257 แห่ง มีครูกว่า 10,000 คน มีนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ 211,000 คน มีการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างจากปอเนาะ และต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมต้น จนถึงมัธยมปลาย รวมทั้งอาชีวศึกษาด้วย ในกรณีอาชีวศึกษานี้รัฐเพิ่งสนับสนุนให้มีเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปก็คือ มีหลักสูตรอิสลามศึกษาควบคู่ไปกับหลักสูตรมาตรฐานวิชาสามัญทั่วไปที่มี 8 สาระวิชา โดยหลักสูตรศาสนาก็มี 8 สาระวิชาด้วยเช่นกัน ทำให้นักเรียนต้องเรียนเป็นสองเท่า จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการศึกษาที่หนักที่สุดในโลก

ในส่วนของการรวมกลุ่มกันของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2547 มีสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสมาคมเดียว แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ ก็เหมือนว่าพวกเราถูกบีบบังคับต้องมีการรวมกลุ่มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทั้งปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามต่างตกเป็นจำเลยว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ โดยในปี พ.ศ. 2550 จึงมีการจดทะเบียนสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา อีกสามปีต่อมาก็มีการจดทะเบียนสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดปัตตานีและสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดนราธิวาส และปี พ.ศ. 2554 ก็มีการตั้งเป็นสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นในรูปของเครือข่ายสมาคมฯ เพื่อรวมกลุ่มขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามด้วยกัน

ตั้งแต่อดีตแล้วที่รัฐไทยมีความหวาดระแวงต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะในช่วงหลังปี พ.ศ. 2547 แม้สถานการณ์ความไม่ไว้วางใจจะดีขึ้นในช่วงรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยระหว่างปี พ.ศ. 2554-2557 ก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นศูนย์รวมของปัญญาชนที่จบเรียนจบจากต่างประเทศ เพราะทั้งเจ้าของโรงเรียน บุตรหลานเจ้าของโรงเรียนและโต๊ะครู ตลอดจนครู ผู้สอน ส่วนใหญ่จบการศึกษามาหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ซาอุดิอาระเบีย คูเวต อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน อินเดีย ลิเบีย ซูดาน และจอร์เจีย ทั้งนี้ รัฐมองว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดที่เห็นต่างกับรัฐ ในอดีตเคยมีการเหมารวมว่าคนที่เรียนจบจากอินโดนีเซียและลิเบียทั้งหมดว่าคือแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน แนวร่วมอาจมีอยู่จริงแต่ไม่ใช่ทุกคน

ที่สำคัญ รัฐยังมีทัศนคติที่มองว่า งบประมาณที่รัฐบาลจ่ายเพื่อสนับสนุนเด็กนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นอัตรารายหัว รายละ 15,000 บาทต่อปีในระดับมัธยม และรายละ 13,000 บาทต่อปีในระดับประถมนั้น เป็นเงินที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนำไปสนับสนนกลุ่มขบวนการต่อต้านรัฐ นอกจากนั้นในส่วนของเงินสนับสนุนนี้รัฐก็ยังมีความพยายามตัดทอน ทั้งๆ ที่ข้อมูลจากการวิจัยหลายๆ ชิ้นบอกว่า โรงเรียนรัฐบาลใช้จ่ายเงินต่อหัวของนักเรียนต่อปีมากถึง 40,000-60,000 บาท ขณะที่โรงเรียนเอกชนใช้เพียง 15,000 บาทต่อหัวต่อปีเท่านั้น ทั้งที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามต้องสอนวิชาทางศาสนาถึง 8 วิชา ต้องใช้ครูอีก 8 คน เช่นเดียวกับสายสามัญ เงินงบประมาณสนับสนุนที่ได้มาก็ต้องเอามาเป็นค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของครูเนื่องจากเราจำต้องมีจำนวนครูมากเป็นสองเท่า

เราอาจต้องยอมรับว่าคุณภาพการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโรงเรียนในกรุงเทพฯ เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา แต่กระนั้นเมื่อเทียบกับโรงเรียนรัฐบาลในพื้นที่ด้วยกันแล้ว โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจะได้รับคะแนนการประเมินที่สูงกว่า เราพยายามพัฒนาหลักสูตรให้มีความหลากหลาย ตอนนี้เราเปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาจากอิหร่าน หลักสูตรอัลกุรอานวิทยาศาสตร์ หลักสูตรภาษาอาหรับอิสลามศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษอิสลามศึกษา หลักสูตรภาษามลายูกลางอิสลามศึกษา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ รวมทั้งเพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกพื้นที่ที่อยากจะไปเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มาเรียนด้วย แต่ทั้งนี้เรายังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร ที่ผ่านมาเราจัดกันเองตามความสามารถและศักยภาพ

สำหรับการรวมตัวกันเป็นสมาคมและสมาพันธ์ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหลังปี พ.ศ. 2547 ส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อต่อรองกับภาครัฐ การสนับสนุนของรัฐที่ผ่านมาเน้นไปที่การพัฒนาโรงเรียนรัฐบาล มีการทุ่มงบประมาณสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่ารัฐกำลังพยายามดึงนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิลามให้มาเรียนในโรงเรียนรัฐบาลแทน นอกจากนั้นทางสมาคมฯ และสมาพันธ์ฯ ก็พยายามเกาะกลุ่มเพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศอาเซียน เนื่องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประตูสู่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และบรูไน ที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา จัดการแลกเปลี่ยนความรู้ของครู ส่งเด็กนักเรียนไปเรียนต่อ โดยที่ทางรัฐเองก็ไม่ค่อยสนับสนุนทั้งที่เรื่องนี้เป็นโอกาส

ผมเองนั้นไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซียเมื่อ 10 กว่าปีก่อน โดยขอทุนศึกษาเล่าเรียนจากประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากไม่มีทุนในประเทศไทย โดยมีความหวังว่าหลังเรียนจบมาจะกลับมาพัฒนาการศึกษาที่นี่ แต่เมื่อกลับมาผมกลับตำรวจมาล้อมทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน และทหารก็มาล้อมที่โรงเรียนและที่บ้านอีกรอบ กล่าวหาว่าผมเป็นแนวร่วม เป็นการยัดเยียดข้อหาให้ นี่คือมุมมองและแนวคิดของรัฐที่มีต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนการศึกษา อาจกล่าวได้ว่ารัฐไม่เข้าใจวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และมองโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามว่าเป็นศัตรู มองนักเรียนที่จบจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและที่ไปเรียนต่อยังต่างประเทศว่าเป็นผู้ที่เห็นต่างกับรัฐ

นอกจากนั้น รัฐไทยยังไม่เคยสนับสนุนเพื่อสร้างความเป็นสากลให้กับคนในพื้นที่ นักเรียนของเราแข่งขันอัลกุรอานได้ที่หนึ่งของโลก ซึ่งพวกเขาก็สมัครไปกันเอง ดิ้นรนกันเอง เมื่อชนะและเป็นข่าว หน่วยงานรัฐถึงเข้ามาและบอกว่าจะให้รางวัลและใบประกาศต่างๆ บางทีก็เอาไปออกทีวี นี่คือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้นั้น มีคนเคยพูดว่า รัฐไทยหลอกคนในพื้นที่มาโดยตลอดเป็นร้อย ปีมาแล้ว การปฏิรูปต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาและโครงสร้างต่างๆ ไม่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและขาดการมีส่วนร่วมของคนที่รู้ปัญหาจริง แม้โดยทั่วไปแล้วทุกทางออกมีปัญหา แต่สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้นั้นกลายเป็นว่าทุกทางออกมีปัญหา

ที่สำคัญ รัฐมองไม่เห็นประโยชน์ของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่จริงที่นี่เป็นศูนย์กลางภาษามลายูของประเทศไทย ภาษาแม่ของคนที่นี่คือภาษามลายูซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนภาษาไทยนั้นเป็นภาษาที่สอง จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประตูอาเซียนในโซนภาคใต้ เชื่อมต่อมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ คนที่นี่ไปเปิดร้านอาหารจำนวนมากในประเทศมาเลเซีย คนจากภูมิภาคอื่นไม่สามารถทำได้เช่นนี้เพราะมีข้อจำกัดเรื่องภาษาและวัฒนธรรมมลายู ส่วนนักเรียนที่เรียนจบจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีหลายพันคน ก็มักทำงานในบริษัทไทยที่ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย พวกเขามีบทบาทอย่างมากในการผลักดันกิจการและธุรกิจต่างๆ ของบริษัทเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่รัฐไทยไม่รับรู้ หรือกรณีคนที่เรียนจบมาจากประเทศซีเรีย ซึ่งตอนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ราว 30 คน และมักถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมของขบวนการแบ่งแยกดินแดน แท้จริงคนเหล่านี้ประกอบอาชีพในการต้อนรับคนอาหรับที่มารักษาพยาบาลในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นพันล้านบาทต่อปี นี่คือส่วนที่ดีที่รัฐไม่เคยมองเห็น

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าชายแดนใต้จะต้องมีแต่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเท่านั้น พวกเราส่งเสริมความเป็นพหุวัฒนธรรมในด้านการศึกษา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลาย ในพื้นที่ชายแดนใต้มีโรงเรียนหลายแบบ มีโรงเรียนขยายโอกาสของรัฐบาลที่สอนจนถึงชั้น ม.3 อยู่ตามตำบลต่างๆ มีโรงเรียนรัฐบาลประจำอำเภอ ประจำจังหวัด รวมทั้งโรงเรียนเอกชนสามัญทั่วไปที่มีคนพุทธเป็นเจ้าของ ในโรงเรียนเหล่านี้เด็กนักเรียนมุสลิมและพุทธเรียนร่วมกันได้ดี นอกจากนั้นก็มีแหล่งเรียนรู้ เช่น TK Park ของจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างศาสนาอยู่เสมอ และพวกเราก็เข้าร่วม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย แต่เป็นเรื่องที่มาจากความคิดและความรู้สึกที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ


ดันย้าล อับดุลเลาะ:



การศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับอำนาจรัฐ การศึกษาทำให้คนมลายูมุสลิมสามารถเข้าไปบทบาทในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและประชาสังคม แต่การเข้าถึงการศึกษาก็มีอุปสรรคในด้านเศรษฐกิจ จึงต้องพึ่งทุนการศึกษาจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งทุนต่างประเทศ สำหรับคนที่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในภาคอื่นของประเทศ ก็มักต้องเผชิญกับความไม่เข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม อาทิ การรับน้องที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติตัวตามหลักศาสนา การตอกย้ำ “ความเป็นไทย” ที่มองว่าทุกคนต้องเหมือนกัน และการถูกจับตามองจากรัฐที่หวาดระแวงนักศึกษาชายแดนใต้มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นเด็กนักเรียน

หากถามว่าการศึกษาสำคัญต่อคนชายแดนใต้อย่างไร ในมิติทางการเมืองอาจมองได้ว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับอำนาจรัฐ จะเห็นว่าในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะหลังปี พ.ศ. 2547 มีคนท้องถิ่นจำนวนมากที่เป็นปัญญาชน เป็นคนทำงานในองค์กรเอกชน และเป็นข้าราชการในพื้นที่ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียนจบระดับปริญญาตรี โดยมีภูมิหลังการเรียนในสถาบันปอเนาะมาก่อน น่าสนใจว่าหลังการประท้วงครั้งใหญ่หน้ามัสยิดกลางปัตตานีในปี พ.ศ. 2550 นักศึกษาที่มีบทบาทหลักในการชุมนุมครั้งนั้นหลายคนเมื่อเรียนจบก็ได้ก่อตั้งองค์กรหรือเข้าทำงานในภาคสังคมในด้านการพัฒนาและการเสริมพลังอำนาจให้คนในพื้นที่

ตามหลักคำสอนของศาสนา การศึกษาเป็นข้อบังคับของทุกคน และไม่ใช่แค่การศึกษาด้านศาสนาเท่านั้น แต่การศึกษาในศาสตร์อื่นๆ ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนด้วย และเป็นภาระที่คนเราจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเลือกเรียนในศาสตร์แขนงต่างๆ เพื่อให้องค์ประกอบของสังคมครบสมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนสอนศาสนาแล้วบางคนก็เลือกเรียนต่อด้านศาสนา ขณะบางคนก็เลือกเรียนต่อในศาสตร์ทั่วไป โดยทั้งสองแบบอาจเรียนในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้

อย่างไรก็ดี การศึกษาต่อก็เกี่ยวข้องกับปัญหาทางเศรษฐกิจด้วย การออกไปเรียนต่อไกลบ้าน เช่น ในกรุงเพทฯ หรือ เมืองใหญ่ๆ นั้น มีค่าใช้จ่ายสูงและค่าครองชีพสูง เมื่อเทียบกับการเรียนในมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจึงมีผลต่อการเลือกเรียนต่อด้วย ดังนั้น ทุนการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการศึกษาต่อ คนที่ฐานะไม่ค่อยดีแต่หัวดี ก็มักสอบชิงทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนมหาดไทย ทุนของ มศว. (ทุนศึกษาศาสตร์ปฐมวัย) และทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งบางส่วนเป็นทุนสำหรับการเรียนด้านศาสนา น่าสนใจว่าตอนนี้ทุนการศึกษาของประเทศอินโดนีเซียเป็นทางเลือกที่นิยมของเยาวชนชายแดนใต้มาก เพราะให้ฟรีทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ อีกทั้งค่าครองชีพของอินโดนีเซียไม่สูงเท่ากับในประเทศมาเลเซียหรือในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางด้วย

ในมิติเรื่องการศึกษากับอำนาจต่อรอง มีความน่าสนใจในประเด็นที่ว่า เมื่อเยาวชนมุสลิมไปศึกษาต่อนอกภูมิภาค พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่กลมกลืนและมีความเป็นพี่น้องกันสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนมุสลิมอยู่น้อย เช่น ในภาคอีสาน ภาคเหนือ เมื่อน้องปีหนึ่งที่เป็นมลายูมุสลิมเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเหล่านี้ก็มักเจอปัญหาบางประการ เช่น ปัญหาเรื่องอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ และการปรับตัวในช่วงแรกๆ ซึ่งที่ปรึกษาสำคัญของน้องๆ เหล่านั้นก็คือรุ่นพี่ที่เคยผ่านชีวิตปีหนึ่งมาก่อน จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่กลมเกลียว นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ได้ต่อรองกับฝ่ายต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ที่สำคัญคือ ในช่วงของการรับน้อง ได้มีการต่อรองขอให้เว้นช่วงเวลาให้นักศึกษามุสลิมปี 1 ได้ละหมาดและปฏิบัติกิจทางศาสนา ด้วยความที่เป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย อำนาจในการต่อรองก็น้อยตามไปด้วย นักศึกษามุสลิมก็ต้องหาช่องทางและกลวิธีการต่อรอง เช่น ไม่ต่อรองในระดับคณะ แต่ไปต่อรองในระดับมหาวิทยาลัยแทน การหาทางพูดคุยทำความเข้าใจกับอาจารย์และองค์การบริหารของนักศึกษาถึงสิทธิของพี่น้องชาวมุสลิม เป็นต้น

ที่ผ่านมาเคยมีบางกรณีที่เกิดปัญหาว่าน้องปีหนึ่งที่เป็นมุสลิมคนเดียวของคณะมาเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องสายเพราะต้องไปปฏิบัติศาสนกิจ แล้วน้องคนนี้ก็โดน “พี่วินัย” หรือ “พี่ว๊าก” ลงโทษ เมื่อน้องบอกว่าไปละหมาดมา ด้วยความที่ไม่เข้าใจพี่วินัยก็ถามว่า “คุณไม่รักเพื่อนหรือ” ขณะที่น้องคนนี้ก็ตอบว่า “ผมเลือกพระเจ้ามากกว่าเพื่อน” อันนำมาสู่ความขัดแย้งเนื่องจากต่างคนต่างไม่เข้าใจกัน ในส่วนของพี่วินัยเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนมุสลิมต้องละหมาด ในขณะที่น้องมุสลิมก็รู้สึกว่าต้องตอบโต้เนื่องจากตนถูกกดทับอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกพื้นที่ชายแดนใต้ก็ตาม

ในวงการการศึกษาจำเป็นต้องทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สถาบันการศึกษาหลายแห่งยังเน้นแต่ “ความเป็นไทย” ที่จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ เราได้เรียนประวัติศาสตร์ที่เน้นศูนย์กลาง โดยที่แทบไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ล้านช้าง ล้านนา ฯลฯ เราไม่เคยเข้าใจที่มาที่ไปของกลุ่มคนเหล่านั้น หากเรามีความเข้าใจมากขึ้นความขัดแย้งก็คงน้อยลง คนมลายูมุสลิมที่มาอยู่ต่างถิ่นก็คงไม่ต้องมาเจอกับสภาวะที่ว่าจะต้องเลือกระหว่างการรักพระเจ้ากับการรักเพื่อน ไม่ต้องมาเลือกระหว่างคำสั่งของพี่ว๊ากกับคำสั่งของพระเจ้า ทั้งนี้ แน่นอนว่ามุสลิมก็ต้องเลือกคำสั่งของพระเจ้าอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้การเลือกนี้ไม่เป็นปัญหาในสายตาของสังคมส่วนใหญ่

นอกจากที่นักศึกษามลายูมุสลิมจะต้องทำความเข้าใจผู้คนและการใช้ชีวิตนอกภูมิภาคแล้ว คนข้างนอกก็ควรต้องช่วยกันทำความเข้าใจพวกเขาด้วย ผมเรียนอยู่ขอนแก่น ทุกวันศุกร์ผมจะแต่งชุดแบบอาหรับไปละหมาดที่สุเหร่า จากนั้นก็ไปนั่งที่ร้านกาแฟ ก็มักมีคนเข้ามาถามว่า "เป็นมุสลิมใช่ไหม" เมื่อตอบว่า "ใช่" คำถามถัดมา คือ "เป็น ISIS หรือเปล่า" พอตอบว่า "ไม่ใช่" ก็ถูกถามต่อว่าคิดอย่างไรกับ ISIS ซึ่งผมก็มักตอบสั้นๆ "ผมไม่รู้จัก เพราะ ISIS อยู่ไกลจากตัวผมมาก" สำหรับอีกคำถามก็คือ "เป็นคนชายแดนใต้หรือเปล่า" เมื่อตอบว่า “ใช่” ก็จะถูกถามต่อว่า "คุณเป็นพวกขบวนการฯ หรือเปล่า ทำไมพวกเขาถึงโหดร้ายมาก ทำไมถึงฆ่าพระ ฆ่าคุณครู ฯลฯ" คำถามเหล่านี้สะท้อนความคิดของคนจำนวนมากว่าคนมุสลิมชายแดนใต้ต้องเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบหรือต้องเป็นพวกหัวรุนแรง ในเวลาที่นักศึกษามุสลิมจากชายแดนใต้ไปเช่าหอพัก บางแห่งก็ถามพวกเราว่า "มีพกวัตถุระเบิดมาด้วยไหม"

นอกจากนั้นนิสิตนักศึกษามุสลิมจากชายแดนใต้ โดยเฉพาะรายที่จบมาจากสถาบันปอเนาะ ก็ยังตกเป็นที่เพ่งเล็งและต้องสงสัยจากฝ่ายความมั่นคง ความหวาดระแวงนี้คือมรดกทางความคิดของทางฝ่ายความมั่นคงตั้งแต่สมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่มองความเป็นมลายูหรือความเป็นมุสลิมว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ทั้งนี้ ศาสนาอิสลามกับการเมืองแยกออกจากกันได้ยาก ฝ่ายความมั่นคงจึงมักมองว่าความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิม แม้กระทั่งการรวมกลุ่มเรียนหนังสือหรือประกอบศาสนกิจ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ จนทำให้นักศึกษาจากชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ หรือต่างพื้นที่ที่ต้องถูกตรวจค้นอยู่เสมอ น่าสนใจว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้เพ็งเล็งนักศึกษาจากชายแดนใต้ทุกคน แต่จะมีลิสต์เฉพาะสำหรับคนที่เรียนจบจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันปอเนาะบางแห่ง หมายความว่า รัฐไม่ได้หวาดระแวงพวกเราเพราะว่าพวกเราเป็นนักศึกษา แต่เขาหวาดระแวงพวกเราตั้งแต่เราเป็นนักเรียนแล้ว ดังนั้น เมื่อศิษย์เก่าของโรงเรียนเหล่านี้รวมกลุ่มทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นที่ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคก็จะถูกเพ่งเล็งจากรัฐอย่างมาก

ในด้านการปฏิรูปศึกษา ควรมีการจัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียน ปัจจุบันการเรียนถึง 4 ภาษาต่อวัน หรือการเรียนที่ซ้อนกัน 2-3 ระบบ อย่าง

ที่เป็นอยู่กลับเป็นการกดศักยภาพของเด็ก อย่างไรก็ดี ไม่ว่าในการศึกษาจะมีปัญหาสักแค่ไหน แต่นักศึกษามลายูมุสลิมก็ยังคงมีบทบาทในด้านความเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ อันนี้เป็นศักยภาพของนิสิตนักศึกษาชายแดนใต้ที่สามารถต่อยอดพัฒนาไปได้

นอกจากนั้น หากโรงเรียนมัธยมของรัฐบาลมีการสอนศาสนาที่เข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่ เด็กมลายูมุสลิมก็คงเข้าไปเรียนในโรงเรียนรัฐมากขึ้น เป็นทางเลือกจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้เด็กทั้งจากโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็มักมีปฏิสัมพันธ์และทำกิจกรรมร่วมกันเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมผ่านสภาเด็กและเยาวชน หรือกิจกรรมผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน หรือภาคประชาสังคม นำมาสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น ศบอต. ในยุคของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้มีกิจกรรมให้เด็กนักเรียนไทยพุทธและเด็กนักเรียนมลายูมุสลิม รวมทั้งลูกของข้าราชการที่เสียชีวิตในพื้นที่ และลูกของชาวบ้านมลายูมุสลิมที่เสียชีวิตในพื้นที่ ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ในตอนแรกก็เกิดปัญหา คือ เด็กไทยพุทธไม่ยอมคุยกับเด็กมุสลิม เพราะคิดว่าพวกมุสลิมฆ่าพ่อเขาตาย ขณะที่เด็กมุสลิมก็ประท้วงบอกว่าตนจะไม่นอนร่วมห้องกับคนพุทธ เพราะเขาเชื่อว่าข้าราชการชาวพุทธฆ่าพ่อและญาติของเขา จึงต้องมีปรับความเข้าใจใหม่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น กระทั่งสถานการณ์ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าการที่เด็กนักเรียนทั้งสองกลุ่มได้รู้จักและมีปฏิสัมพันธ์กันสามารถนำมาสู่การแก้ปัญหาชายแดนใต้ได้

ข้อคิดเห็นจากผู้ฟัง

ไสว หัสการบัญชา: การศึกษาในภาคใต้เป็นมรดกตกทอดจากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน และไม่ว่าโลกจะก้าวหน้าไปอย่างไร แต่รูปแบบการสอนด้านศาสนาที่ชายแดนใต้แบบประเพณีที่สืบทอดความเป็นมุสลิมก็ยังจะคงอยู่คู่กับพื้นที่ไปอีกนานเท่านาน ความรู้ด้านศาสนาของที่นี่มีความคล้ายคลึงกับของชาวอาหรับมาก แม้จะใช้ภาษาแตกต่างกันก็ตาม ผมคาดหวังที่จะเห็นการบูรณาการที่เพิ่มขึ้นระหว่างการศึกษาในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและปอเนาะกับการศึกษาของรัฐบาล ตัวผมเองผ่านการศึกษามาทั้งสองแบบ จบมัธยมจากโรงเรียนของรัฐ ต่อมาก็ผันตัวเองเข้าสู่การศึกษาด้านศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ และก็สามารถทำงานในภาคราชการได้ เราควรส่งเสริมให้เยาวชนมีโอกาสทางการศึกษา มีที่ยืนในสังคมไทยอย่างมีศักดิ์ศรี อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่มีความกังวลใจในเรื่องที่จะต้องมีความเป็นไทย รวมทั้งต้องเลิกอคติและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อสถาบันการศึกษาด้านอิสลาม

Posted: 11 Aug 2017 12:12 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซต์ประชาไท)

เลขาฯ สมอ. ระบุผู้ประกอบการยังจำหน่ายสินค้า 20 บาท ได้ตามปกติ ยกเว้นบางรายการที่ต้องได้รับมาตรฐาน มอก.ภาคบังคับ เช่น จุกนมเด็ก ไฟแซ็ค สีชอล์ก แนะรู้แล้วต้องนำออกจากจุดขายทันที พร้อมส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจทุกเดือน


11 ส.ค.2560 จากกรณีที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. มีนโยบายควบคุมคุณภาพสินค้าบางรายการของร้านค้า 20 บาท หลังจากที่มีการร้องเรียนจากผู้บริโภคหลายรายว่าซื้อสินค้าไปแล้วเกิดความเสียหาย และมีการเรียกผู้ประกอบการร้านที่เช่าพื้นที่ตามห้างสรพพสินค้าเข้ามาหารือ จนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สมอ. จะห้ามขายสินค้าทุกรายการจากการนำเสนอของสื่อมวลชนสำนักต่างๆ และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น

ไทยพีบีเอส รายงานว่า วานนี้ (10 ส.ค.60) พิสิฐ รังสฤษฏ์วุฒิกุล เลขาธิการ สมอ. กล่าวถึงกระแสข่าวการเข้มงวดดำเนินคดีร้านจำหน่ายสินค้าทุกอย่าง 20 บาท เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ว่า ผู้ประกอบการยังสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ต้องจำหน่ายให้เป็นไปตาม มอก. ภาคบังคับ 105 รายการ เช่น ไฟแซ็ค ไม้ขีดไฟ แอลกอฮอล์แข็ง จุกนมเด็ก ผงซักฟอก ปลั๊กไฟสายพ่วง สีเทียน สีชอล์ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีสารโลหะหนักปนเปื้อน หากพบจะมีโทษปรับ 5,000-50,000 บาท หรือจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

เบื้องต้น สมอ.จะยังไม่ดำเนินการจับปรับ หรือสั่งปิดร้านจำหน่ายสินค้า พร้อมขอให้ผู้ประกอบการปรับตัวโดยเร็วที่สุดและนำสินค้าออกจากจุดขายทันที เพราะเจ้าจะลงพื้นที่สุ่มตรวจทุกเดือน หากผู้ประกอบสงสัยว่าอาจมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ สมอ.ไปตรวจจับหรือปรับ ให้ขอดูบัตรประจำตัว หรือแจ้งตำรวจท้องที่ นอกจากนี้จะประสานกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ในการสืบสวนสอบสวนผู้ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก.

“ผมเห็นใจผู้ประกอบการและประชาชนโดยให้โอกาสปรับตัว ไม่มีเจตนาจะดำเนินคดีกับผู้ที่สุจริต แต่ไม่ใช่การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หากคุณมีลูกแล้วไปอมจุกนมที่ไม่ได้มาตรฐานจนสมองพิการล่ะ เราไม่ได้ห้ามขายทุกอย่าง เพราะผมเองก็เป็นลูกค้าร้าน 20 บาท ซื้อไม้แขวนเสื้อ แปรงซักผ้า" พิสิฐ กล่าว
ขับเคลื่อนโดย Blogger.