แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ knowledge แสดงบทความทั้งหมด


มาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับเสรีภาพในการชุมนุม

“การชุมนุม” หมายถึง “การรวมตัวโดยเจตนาเป็นการชั่วคราว ในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อเป้าประสงค์บางประการ อาทิเช่นเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่สำคัญต่อพวกเขา รวมทั้งเพื่อการแสดงความเห็นที่หลากหลายและการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิทางสังคม-เศรษฐกิจ หรือประเด็นอื่น ๆ จึงอาจหมายรวมถึงการเฉลิมฉลอง การร่วมรำลึก การนัดหยุดงาน และการประท้วง เป็นต้น การชุมนุมไม่ว่าจะเป็นการประท้วงทางการเมือง การเดินขบวนด้านวัฒนธรรม การรวมตัวทางอินเตอร์เน็ต หรือรูปแบบการชุมนุมอื่นใดเพื่อเป้าประสงค์ร่วมกัน ต่างเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมพหุนิยมที่เติบใหญ่ขึ้น ซึ่งเอื้อให้กลุ่มที่มีความเชื่อ การปฏิบัติ หรือนโยบายที่หลากหลาย สามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎบัตรระหว่างประเทศ ภูมิภาค ในประเทศ และแม้กระทั่งกฎหมายในท้องถิ่น


หลักการพื้นฐาน : การชุมนุมเป็นสิทธิของทุกคน

ในฐานะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นสิ่งที่บุคคลใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกควบคุม หากการกระทำใดไม่มีกฎหมายห้ามอย่างชัดเจนย่อมถือว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ และไม่ควรกำหนดให้บุคคลที่ต้องการชุมนุมต้องขออนุญาตก่อน สมมติฐานที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพเช่นนี้ควรได้รับการกำหนดไว้อย่างชัดเจนและเปิดเผยในกฎหมาย

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม ในการกำกับดูแลเสรีภาพในการชุมนุม หน่วยงานของรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มไม่ว่าด้วยเหตุผลใด


การใช้พื้นที่สาธารณะในการชุมนุม


การชุมนุมเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะโดยชอบธรรม เช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และการสัญจรของยานพาหนะและการเดินเท้า สิทธิที่จะชุมนุมโดยสงบครอบคลุมถึงสิทธิที่จะเลือกที่ชุมนุมและเวลาการชุมนุมได้อย่างเสรี โดยอาจเป็นถนนหลวง ถนนอื่นใดและพื้นที่สาธารณะ สิทธิที่จะชุมนุมทางอินเตอร์เน็ตต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

หน่วยงานกำกับดูแลมีหน้าที่จัดสมดุลให้เหมาะสม ระหว่างเสรีภาพที่จะชุมนุมโดยสงบที่มีความสำคัญ กับสิทธิที่สำคัญเช่นกันของบุคคลที่จะใช้ชีวิต โดยมีทางเลือกมากมายในการอำนวยความสะดวก โดยไม่ให้เป็นการแทรกแซงต่อข้อความที่ผู้ชุมนุมต้องการสื่อสาร กรณีที่ทางการจะควบคุมจำกัดทั้งด้านเวลา สถานที่ หรือพฤติกรรมของการชุมนุม ทางการก็ควรให้ทางเลือกที่ชอบด้วยเหตุผล


เนื้อหา ภาพ และเสียง ที่จะใช้ในการชุมนุม

การชุมนุมเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความเห็นร่วมกัน จึงมีเป้าหมายเพื่อสื่อข้อความบางประการ ไปยังบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรที่เป็นเป้าหมายเฉพาะ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีหลักการทั่วไปว่าควรอำนวยความสะดวกให้สามารถจัดการชุมนุมเพื่อให้ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสามารถได้ยินและได้เห็น ‘ภาพและเสียง’ ของการชุมนุมนั้น แม้ว่าจะมีเนื้อหาเพื่อประท้วงต่อต้านนโยบายของรัฐก็ตาม การจำกัดต่อเสรีภาพในการชุมนุมใดๆ ต้องไม่กำหนดมาตรการซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื้อหาของกิจกรรมนั้นจนถึงขั้นพื้นฐาน และควรมีการจำกัดก็ต่อเมื่อเนื้อหานั้นอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้อย่างชัดเจนเท่านั้น


ความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและสาธารณะ


รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ไม่ควรใช้อำนาจแทรกแซง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายควรแยกแยะระหว่างผู้เข้าร่วมที่สงบและไม่สงบ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหรือการกระทำที่รุนแรงของผู้เข้าร่วมเพียงบางคน ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะออกคำสั่งอย่างเหวี่ยงแหเพื่อจำกัดผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบทั้งหมด การสลายการชุมนุมอาจส่งผลให้เกิดปัญหามากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการยืดหยุ่นและการอำนวยความสะดวก และการควบคุมอย่างจริงจังหรือหนักหน่วงเกินไปมีแนวโน้มจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชน


การคุ้มครองสาธารณสุข

ในบางกรณีที่อาจมีการอ้างเหตุผลด้านสาธารณสุขเพื่อจำกัดการชุมนุมสาธารณะ มาตรการจำกัดในลักษณะเดียวกันต้องเคยถูกนำมาใช้ในโรงเรียน คอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งคนทั่วไปเคยรวมตัวกันมาก่อน การจำกัดอาจเกิดขึ้นได้กรณีที่สุขภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมอาจได้รับผลกระทบร้ายแรง แต่ในทำนองเดียวกัน ทางการไม่ควรอ้างเหตุผลเช่นนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชุมนุมโดยสงบ


เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามมาตรฐานระหว่างประเทศ


ข้อ 20 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) กำหนดว่า
(1) "ทุกคนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม"
(2) "บุคคลใดไม่อาจถูกบังคับให้สังกัดสมาคมหนึ่งได้"

ข้อ 21 ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
“สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น”



[full-post]

เรียกได้ว่าโลกของเราทุกวันนี้เจอเหตุการณ์แปลกๆอย่างมากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเรื่องโรคร้าย หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าเหลือเชื่อหรือจะเป็นภัยพิบัติต่างๆ จนทำให้คิดว่าโลกเราหรือมนูษย์นั้นจะสุญพันธ์คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆอย่างแน่นอน หลายต่อหลายคนคาดการณ์ว่าโลกใกล้แตก ถึงคราวมนุษย์ต้องสูยพันธ์ โลกใกล้กลับไปสู่ยุคเริ่มต้น ซึ่งก็คือยุคน้ำแข็ง, มีข่าวคนกินคน ,เชื้อไวรัสระบาด ผู้คนล้มตาย .. เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเป็นไปได้หรือไม่ได้ก็ได้ในอนาคต ก็เหมือน 10 เหตุการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้ ส่วนเหตุการณ์ใดจะเป็นไปได้มากสุดก็ลองไปอ่านกันดูเลย
1. โรคระบาด
ในโลกของเรามีโรคน่ากลัวเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ โรควัวบ้า หรือล่าสุดอย่างอีโบล่า ซึ่งไม่แน่ว่าต่อไปในอนาคตอาจจะมีโรคใหม่ที่ร้ายแรงถึงชีวิตและติดต่อได้ง่ายผ่านทางอากาศ หรือถ้าเอาแบบมโนไปไกล คนติดอาจกลายเป็นซอมบี้ ที่คอยไปแพร่เชื้อคนอื่นต่อๆ ไปก็เป็นได้
2. สงคราม
สงครามโลกครั้งถัดไปอาจจะไม่ใช่แค่สงครามนิวเคลียร์ มันอาจรุนแรงกว่านั้นกลายเป็นสงครามเคมี สงครามเชื้อโรค ที่ลุกลามกินขอบเขตพื้นที่ประเทศที่ 3 และลุกลามไปจนทั่วโลก แค่คิดก็สยองแล้ว
3. น้ำท่วมโลก
น้ำท่วมโลกนี้อาจจะเกิดได้หลายสาเหตุ แต่ที่พอมีความเป็นไปได้ก็คือเกิดจากน้ำแข็งขั้วโลกเกิดละลายเนื่องจากสภาวะโลกร้อน และอาจจะเกิดสึนามิจากแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากๆ สาเหตุเหล่านี้อาจจะทำให้หลายๆ ประเทศ จมอยู่ใต้บาดาลก็เป็นได้
4. ภูเขาไฟยักษ์ระเบิด
ภูเขาไฟยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดคือที่อุทยาน Yellowstone ซึ่งตามสถิติว่ากันว่ามันจะระเบิดในทุกๆ 600,000 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างช่วงที่มันมีโอกาสจะปะทุอีกรอบ ซึ่งถ้าหากมันปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ อเมริกาจะต้องเผชิญกับแม็กม่า โลกเราจะต้องอยู่ภายใต้ฝุ่นควัน และบรรยากาศหนาวเหน็บ
5. อุกาบาตพุ่งชนโลก
ที่ผ่านมามีข่าวลือเกี่ยวกับอุกาบาตจะพุ่งชนโลกมากมาย โดยที่โด่งดังที่สุดก็คือดาวนิบิรุ หรือ Planet X ดวงดาวลึกลับนอกกาแล็คซี่ขนาดใหญ่ที่อาจโคจรมาชนโลกเรา แต่นั่นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือแค่ตำนาน แล้วถ้าหากมีอุกกาบาตอื่นนอกเหนือจากนี้อีกล่ะ อะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ
6. เปลวสุริยะ
เปลวสุริยะเกิดจากการปะทุของดวงอาทิตย์ทุกๆ 11 ปี ซึ่งปกติมันก็แค่มีผลเกี่ยวกับคลื่นรบกวนธรรมดา แต่ถ้ามีรอบการปะทุของดวงอาทิตย์ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นแม้แต่เพียงนิดเดียว อาจระเบิดความร้อนออกมาจนทำลายโลกเราให้พินาศจนหมด เหมือนอย่างในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งก็เป็นได้
7. สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้ว
เป็นเรื่องฮือฮากันอยู่พักนึงสำหรับข่าวที่ว่าสนามแม่เหล็กโลกเราจะกลับขั้ว ซึ่งปกติแล้วสนามแม่เหล็กโลกนานน๊านทีจะเกิดสลับขั้วขึ้น ซึ่งครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อ 780,000 ปีก่อน แต่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเมื่อไหร่เตรียมตัวหายนะกันได้เลย เพราะสิ่งที่ตามมาก็คือ แผ่นดินไหว น้ำท่วม อุกาบาตจะถูกดึงดูดมายังโลก โลกจะร้อนขึ้น
8. ซุปเปอร์โนวา
คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เผาผลาญเชื้อเพลิงจนหมดแล้วเกิดระเบิด ทำให้เกิดอนุภาคพลังงานสูงพร้อมทั้งรังสีแกมมาและรังสีเอกซ์มหาศาลกระจายออกไป ถ้ามีซุปเปอร์โนวาอยู่ในระยะ 26 ล้านปีแสงจากโลก จะส่งผลกระทบต่อโอโซนของโลกจะหายไปครึ่งนึง หายนะจะบังเกิดหลังจากนี้ แต่โชคดีที่แถวโลกเรายังไม่มีซุปเปอร์โนวาที่ใกล้ขนาดนั้น เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นได้ยาก
9. การทดลองของมนุษย์
มนุษย์เราทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน แต่เราก็ไม่รู้ได้ว่าจะมีวันใดวันนึงที่เทคโนโลยีนั้น หันกลับมาทำร้ายพวกเราเองได้หรือเปล่า อย่างในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องก็จะเห็น Super Computer ที่สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ทุกอย่าง รวมไปถึงอาจจะเป็นหุ่นยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างหนังเรื่องคนเหล็กก็เป็นได้
10. มนุษย์ต่างดาวบุกโลก
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นอกจากโลกเราแล้วจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่อีก เรื่องนี้ไม่สามารถมีใครรู้ได้ แต่ถ้าวันดีคืนดี เราอาจจะเจอสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมที่สูงกว่าเรา อาจจะอยากได้ดวงดาวของเราด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อเวลานั้นมาถึง เราคงจะได้รู้คำตอบว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือเปล่า
ขอบคุณข้อมูลจาก หมี เพชรมายา


สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
·

#ทำไม เราถึงเรียงวันในสัปดาห์เป็นวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์ ?


> ชื่อวันในสัปดาห์ถูกเรียงตั้งแต่ยุคสุเมเรียน ด้วยการนับชั่วโมงบนลำดับของดาวเคราะห์ ตามระบบโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แล้วให้ชื่อดาวเคราะห์ประจำชั่วโมงที่ 1 ของแต่ละวันเป็นชื่อของวันนั้นๆ

การเรียงวันในสัปดาห์มีที่มาอย่างไร?

มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า มนุษย์ใช้ระบบ 1 สัปดาห์มี 7 วัน มาตั้งแต่สมัยสุเมเรียนและบาบิโลน หรือเมื่อประมาณ 2,350 ปีก่อนคริสตศักราช

ในอดีต มนุษย์เชื่อว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ตามระบบของ ทอเลมี ดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของโลกมีทั้งหมด 7 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวจักรราศี ดาวเคราะห์ถูกเรียงโดยใช้อัตราการโคจรรอบโลกเป็นตัววัด เรียงได้เป็น ดาวเสาร์ (มีคาบการโคจรประมาณ 30 ปี) อยู่ไกลที่สุด ต่อมาเป็นดาวพฤหัสบดี (มีคาบการโคจรประมาณ 12 ปี) ดาวอังคาร (มีคาบการโคจรประมาณ 1.5 ปี) ดวงอาทิตย์ (มีคาบการโคจรประมาณ 1 ปี) ดาวศุกร์ (มีคาบการโคจรประมาณ 243 วัน) ดาวพุธ (มีคาบการโคจรประมาณ 88 วัน) และดวงจันทร์ (มีคาบการโคจรประมาณ 27.5 วัน) อยู่ใกล้โลกมากที่สุด

1 วัน ถูกนิยามว่าเป็น ระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นครั้งหนึ่งไปจนดวงอาทิตย์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แบ่งออกเป็น 24 ส่วน (24 ชั่วโมง) คือ กลางวัน 12 ส่วน และกลางคืน 12 ส่วน

แล้วมีวิธีการเรียงชื่อวันอย่างไร?

[ดูภาพตารางในคอมเมนท์ประกอบ]

1. เรียงดาวบริวารทั้ง 7 ดวง จากดวงที่มีคาบการโคจรมากที่สุดมาน้อยที่สุด

2. นับ 1 - 24 ไปตามดาวเคราะห์ที่เรียงไว้ คือ เริ่มนับ 1 ดาวเสาร์ 2 ดาวพฤหัสบดี 3 ดาวอังคาร ไปเรื่อย ๆ เมื่อนับถึง 7 ดวงจันทร์ให้วนกลับมานับ 8 ดาวเสาร์ใหม่ ต่อไปเรื่อย ๆ

3. เมื่อนับครบ 24 แล้วให้กลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่ (นับ 1 ใหม่ = เริ่มวันใหม่) นับวนไปเรื่อยๆจนกว่าจะนับ 1 ที่ดาวเสาร์อีกครั้ง

4. เรียงชื่อวันในสัปดาห์ใหม่อีกครั้งตามลำดับเลข 1 จะเรียงได้เป็น วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์

แล้วทำไมการเรียงลำดับวันจึงเริ่มต้นสัปดาห์ที่วันอาทิตย์?

ตามวิธีการเรียงชื่อของวันควรจะเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยวันเสาร์ แต่ปัจจุบัน กลับเริ่มที่วันอาทิตย์ เนื่องจากดวงอาทิตย์เป็นดาวดวงสำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุด ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์และมีการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาโบราณด้วย แต่หลายประเทศในยุโรป อเมริกาใต้ และบางส่วนของเอเชียถือว่าวันจันทร์เป็นวันแรกของสัปดาห์ ตามข้อตกลงวันและเวลานานาชาติมาตรฐานสากล (ISO 8601: 1988) ที่กำหนดให้วันจันทร์เป็นวันแรกของสัปดาห์และวันอาทิตย์เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์

เรียบเรียง : พัชริดา ยั่งยืนเจริญสุข - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง : หนังสือดาราศาสตร์พื้นบ้านไทย โดย วรพล ไม้สน
https://www.seiyaku.com/customs/days-months-seasons.html…



ย้อนอดีต ..

‘ยุทธการแม่น้ำซอมม์’ สมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ มีทหารตายหลายแสน 
ยุทธการแม่น้ำซอมม์ (Battle of Somme) เป็นสมรภูมิรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เนื่องจากมีทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและไม่มีผู้ชนะอีกด้วย
แม่น้ำซอมม์ เป็นแม่น้ำที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นสมรภูมิรบระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส และฝ่ายเยอรมนี การสู้รบเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 1916 โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสมีความต้องการที่จะตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนี ตั้งแต่ป่าอันเคอร์ ยาวไปจนถึงตอนเหนือของแม่น้ำซอมม์ ที่รวมระยะทางได้กว่า 24 กิโลเมตร โดยอังกฤษจะนำทัพบุกทางตอนเหนือของแม่น้ำซอมม์ ในขณะที่ทางตอนใต้เป็นหน้าที่ของฝรั่งเศสที่จะนำกองทัพตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนี
กองทัพอังกฤษได้ระดมยิงปืนใหญ่เพื่อทำลายแนวป้องกันของเยอรมนี และระดมกำลังพลทั้งหมดบุกโจมตีแนวป้องกันของเยอรมนีนานถึง 8 วันติดต่อกัน แต่ฝ่ายเยอรมนีเองก็สามารถตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่นด้วยแนวรั้วลวดหนามและป้อมปืนกล รวมถึงนำ ‘แก๊สมัสตาร์ด’ เข้ามาใช้ จนทำให้ทหารอังกฤษที่บุกเข้าในแนวป้องกันของเยอรมนีเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่าในวันแรกของการบุก ทหารอังกฤษเสียชีวิตไปราว 50,000 นาย เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน กองทัพฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนีทางใต้ได้สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันรุกและรับเช่นนี้ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลง ยุทธการแม่น้ำซอมม์จึงยุติลง โดยไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงบนสมรภูมิแห่งนี้ โดยฝ่ายอังกฤษสูญเสียทหารไป 456,000 นาย ฝรั่งเศส 200,000 นาย และเยอรมนี 500,000 นาย รวมแล้วมีทหารเสียชีวิตทั้งหมดมากกว่าหนึ่งล้านนายเลยทีเดียว




today.line.me

เมื่อไหร่จะมา? “นารีขี่ม้าขาว” คำทำนาย“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”

พุทธทำนายกระฉ่อนร่อนสะพัด. เมื่อผู้สมัครเลือกสตรีเข้าแถวเตรียมนำทัพ. จับตาจุดพลิกชะตาประเทศ. ต้องให้นารีขี่ม้าขาวสักกี่คนถึงสางปัญหาประเทศจนรอดพ้นวิกฤต

ฤดูกาลเลือกตั้งอันร้อนแรง ผู้สมัครว่าที่นายกรัฐมนตรีแต่ละพรรคการเมืองล้วนน่าสนใจ แต่เมื่อมี “สุภาพสตรี” โผล่เข้ามาในรายชื่อเมื่อไหร่ คนไทยก็มักมีความหวังว่า อาจจะเป็น "นารีขี่ม้าขาว" มาพลิกลิขิตประเทศให้กลับมาสดใส

ทำไมต้องนารีในยุคที่การสื่อสารยังไม่เฟื่องฟูและถูกตรวจสอบได้ มีคนหยิบร้อยกรองหนึ่ง อ้างถึงพุทธทำนาย ว่าเป็นดำรัสของพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อดีตเจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) อุทัยธานี ผู้ที่ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ว่าเป็นพระปฏิบัติดี และมีชื่อเสียงในด้าน การบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเนื้อหาคำทำนาย มีการตีความหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือ จะมีผู้หญิง ขึ้นนำประเทศ และนำพาให้ชาติพ้นภัย

แม่นจนต้องจำ ที่ผ่านมาแต่ละวรรคตอนของร้อยกรองที่อ้างว่าเป็นของท่าน ล้วนเป็นหลักกิโลของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ( พ.ศ.2460-2535) ท่านได้ทำคุณประโยชน์แก่วงการสงฆ์มากมาย อีกทั้งเป็นพระที่ขึ้นชื่อว่า เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ยามที่ท่านละสังขารไป ร่างกายก็ไม่เน่าเปื่อย อยู่ที่วัดท่าซุง ให้ผู้คนได้เข้าไปกราบไหว้จนทุกวันนี้

กาขาวเต็มประเทศ ในคำทำนายเรื่อง ชาวต่างชาติเข้ามาหลบลี้หนีคดี พำนักอยู่ในประเทศสยาม สูบกินทรัพยากร มีความแจ่มชัดที่สุด การเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติ การเมืองแบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจน เป็นไปตามลำดับขั้นตอน แต่ละวรรค และละวลีอย่างที่ไม่ต้องมโนเอา ในปี 2517 หลวงพ่อบอกว่า ในสยามเรานี้ มีน้ำมันอยู่เต็มพื้นดิน ถ้าได้คนดี มีศีลมาเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากน้ำมันนี้อย่างแท้จริง

ข้าเป็นนายนายเป็นข้า ดูจะเป็นคำทำนายซึ่งประจักษ์แก่สายตาที่สุดในเรื่องของการเมือง เมื่อตัวแทนนอมินีแห่กันเข้ามาเป็นหุ่นเชิดบริหารงานแผ่นดินจนทำให้เกิดวิกฤติศรัทธา ผู้คนในประเทศจึงมีความหวังว่า สักวัน จะมีนารีขี่ม้าขาวมาช่วยประเทศได้อย่างแท้จริง “จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

นารีตกม้า เมื่อการเมืองไทยได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 เป็นผู้หญิงคนแรก เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 หลายคนที่เชื่อในพุทธทำนาย ต่างมีความหวังเรืองรอง ตลอดระยะเวลา 2 ปี 275 วัน ความหวังนั้นก็มลายไป เพราะหนทางนำพาประเทศไปสู่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ยังคงมืดบอด เมื่อตระหนักแล้วว่า อดีตนายก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ยังไม่ใช่ นารีคนนั้น และอดีตนายกหญิงยังคงไม่ได้อยู่ในแผ่นดินสยามด้วยการหลบหนีคดีความผิด จนผู้คนคิดว่า สิ้นแล้วตำนานม้าขาว

ยุคมหาชนพาไป เมื่อการเมืองแบ่งฝ่ายเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ตัวแทนจากเปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา น่าจะเป็นคนที่ได้ใจทั้งสองฝ่าย หรือสามารถเข้าถึงประชาชนตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับข้าหลวงได้ ตัวเต็งอย่าง "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" จะเป็นคนนั้นได้หรือไม่ เมื่อตัวคุณหญิงเอง มีภาพลักษณ์ของฝั่งการเมืองหนึ่งอย่างชัดเจน และประชาชนในประเทศไทยก็ไม่มีวุฒิภาวะน้ำใจนักกีฬาทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่เหมือน ผู้คนในสหรัฐ ที่เมื่อการเมืองสิ้นสุด ก็พร้อมจะสนับสนุนผู้นำอีกฝั่ง แต่ในสยาม ยังห่างไกลจากจุดนั้น

รวมใจกันเป็นหนึ่ง หากจะมีสตรีสักคน รวมใจให้คนในชาติให้เดินต่อไปผ่านวิกฤติไปได้ สตรีคนนี้ ควรเป็นใคร ต้องมีความคิดที่ล้ำเลิศ หรือเป็นคนที่โอบอ้อมอารี ใครที่ทุกคนเกรงใจ ปราบได้ทั้งทหาร ได้ทั้งตำรวจ ปรามได้ทั้งอำมาตย์ ทั้งข้าราชการกังฉิน ตงฉิน เมื่อนั้น สยามไซร้ ยังมีความหวัง ที่จะมีช่วงเวลาแห่งยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพอันแท้จริง

[full-post]


today.line.me

“แต๊ะเอียก้อนใหญ่” เงินคนไทยที่รัฐบาลไทยใส่หีบถวายรัฐบาลจีน!

เข้าสู่ฤดูกาลแห่งเทศกาลตรุษจีน “ซินเจียหยู่อี่ซินนี้ฮวดไช้” เทศกาลปีใหม่ของชาวจีนที่เต็มไปด้วยสีแดงอันเป็นสีมงคลของวัฒนธรรมจีน พ่วงมาด้วยธรรมเนียมของการให้ “แต๊ะเอีย” อันเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพร ผ่านการให้สิ่งของหรือเงินเพื่อเป็นสิริมงคลกับคนที่รักในวันปีใหม่

คนทั่วไปอาจจะได้รับแต๊ะเอียเป็นเงินขวัญถุง แต่ถ้ามองไปในช่วงที่รัฐบาล คสช. ขึ้นมาบริหารประเทศ ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน จะดูแน่นแฟ้นขึ้นมากกว่าเก่าเป็นเท่าตัว

สอดคล้องกับนโยบายสร้าง “เส้นทางสายไหม” ของจีน ที่รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เพื่อก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลก ต่อกรกับจ้าวโลกเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา

ในสถานะแบบ บ้านพี่เมืองน้องที่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากขึ้น หนีไม่พ้นที่จะมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และรัฐบาลไทยเองก็ดูเหมือนจะมอบ แต๊ะเอียเป็นของขวัญสร้างสัมพันธภาพแสนดีให้กับจีน จนบางครั้งดูเหมือนว่าจะ ‘มากเกินเหตุ’ และถูกครอบงำอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็น ‘ลูกไล่’ มากกว่าจะเป็น ‘คู่ค้า’

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน จากคำพูดของ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล"ที่ออกมาเขียนบทความ ชื่อว่า “8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีก” ที่มีตอนหนึ่งพูดถึงการถ่วงดุลอำนาจผ่านนโยบายต่างประเทศ ที่แต่เดิมเข้าหาหลายประเทศเพื่อไม่ฝักใฝ่ประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป แต่ในช่วงที่ คสช. เข้ามาทำหน้าที่ ดูเหมือนจะดำเนินนโยบายที่เอาใจประเทศจีนมากกว่ามหามิตรอื่น ๆ

ผ่าน แต๊ะเอียก้อนยักษ์ที่ใส่ซองเอาใจจีนอย่างไม่สนผลประโยชน์ชาติ

โครงการยักษ์แรก อย่าง ‘รถไฟความเร็วสูงไทย- จีน’ ที่เป็นโครงการความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ หวังให้ทางการจีนรับซื้อข้าวจากไทยเพื่อแลกเปลี่ยน และยอมให้ใช้ทรัพยากรจากจีนในการก่อสร้างและเดินรถ ทั้งการใช้ขบวนรถไฟจากจีน ให้บริษัทจีนออกแบบและคุมงาน โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศอื่น ๆ ที่อาจมีความสามารถที่พอสู้ได้เข้ามานำเสนอเพื่อเปรียบเทียบก่อนเลือก

แถมยังใช้อำนาจมาตรา 44 ลงดาบออกคำสั่งเปิดช่องให้สถาปนิกและวิศวกรจากจีนเข้ามาทำงานได้ จากที่แต่เดิมมีกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิศวกรและสถาปนิก กำหนดให้ต้องผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพเสียก่อน เมื่อมีคำสั่งนี้ ก็เพียงแค่มีหลักสูตรฝึกอบรบเร่งรัดตามความเหมาะสมอย่างเดียวก็พอ

แถมในคำสั่งนี้ยังอนุญาตให้การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าของโครงการ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ หรือการจัดหาผู้ประกอบการและเสนอราคา อย่างที่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐต้องทำตาม เพื่อลดช่องคอร์รัปชั่น

เป็นผลประโยชน์ที่มีแต่ คสช. เท่านั้นที่ทำได้ ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จในการยกเลิกกฎหมายตามมาตรา 44 ที่มีอยู่ในมือ เป็น ‘ของขวัญ’ ที่มอบให้จีนเพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่น

อีกหนึ่งโครงการยักษ์ที่เหมือนเป็นของขวัญให้กับรัฐบาลและนักลงทุนชาวจีน คือ "โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก" หรือ EEC ที่เป็นความฝันของไทยในการผลักดันให้ภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค ทั้งด้านอุตสาหกรรมและดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0

ดูเผิน ๆ จะเป็นการเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ผ่านการเชื่อมโยงกับนโยบาย One Belt One Road ของประเทศจีน แต่ในตัวกฎหมาย EEC เอง กลับมีข้อความที่เปิดโอกาสเต็มที่ให้ชาวต่างชาติมาเป็นผู้อยู่อาศัยและถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย อย่างไม่จำกัดจำนวนสูงสุด

อีกทั้งยังไม่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่ดินเดิม หรือกฎหมายอาคารชุดเดิม ที่จำกัดจำนวนสิทธิ์ที่ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองที่อยู่อาศัยและที่ดินในไทยได้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยังกล่าวด้วยว่า การเปิดช่องทางถือครองที่ดินแบบนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นักลงทุนชาวจีนโดยตรง เพราะในแวดวงของนักลงทุนชาติอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีความต้องการเข้ามาซื้อที่ดินมากขนาดนั้น (อาจมีเฉพาะผู้ประกอบการที่อาจมาตั้งโรงงานต่าง ๆ)

นี่ดูจะเป็นการเข้ามาครอบงำดินแดนไทยภายใต้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านฉลุยอย่างง่ายดาย ไม่มีการทบทวนแต่อย่างใด เพื่อให้รัฐบาลจีนมองไทยเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ส่งเครื่องบรรณาการเป็นข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจในแบบที่ ‘ยอม’ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ในระดับโลก เขาเรียกสิ่งที่จีนกำลังพยายามทำกันว่า ‘New Colonialism’ หรือการสร้าง จักรวรรดินิยมยุคใหม่ผ่านข้อแลกเปลี่ยนในการสร้างระบบโครงสร้างขนาดยักษ์ หรือสิทธิ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อแลกกับประโยชน์ทางการฑูตในภายภาคหน้า

น่าจับตามองว่า ซองแต๊ะเอียขนาดยักษ์ที่รัฐบาลทหารไทยยื่นให้จีนครั้งนี้ เราจะต้องเสียอะไรไปในอนาคตบ้าง

ที่มาข้อมูล:

https://www.khaosod.co.th/politics/news_1997305

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/162/27.PDF

https://www.prachachat.net/economy/news-209895

https://prachatai.com/journal/2018/06/77305

https://thestandard.co/news-politics-worasak-mahatdhanobol-china-one-belt-one-road/

[full-post]


Posted: 05 Feb 2019 12:59 AM PST
Submitted on Tue, 2019-02-05 15:59

อันนา หล่อวัฒนตระกูล และธรรมชาติ กรีอักษร : เรื่อง
กิตติยา อรอินทร์ : ภาพ


แนะนำหนังสือดีอีก 8 เล่มที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งจากถ้อยคำของผู้เป็นเหยื่อโดยตรงและจากเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในยุคนั้น พร้อมตั้งคำถามว่าความโหดร้ายอันเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนได้ของมนุษยชาตินั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเราจะทำอย่างไรอาชญากรรมอันร้ายแรงระดับนั้นจึงจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก


หลังจากได้แนะนำหนังดีทั้ง 8 เรื่องที่จะพาเราไปทำความรู้จักกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านมุมมองของมนุษย์ที่มีใบหน้าและมีหัวใจกันไปแล้ว เราขอแนะนำหนังสือดีอีก 8 เล่มที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งจากถ้อยคำของผู้เป็นเหยื่อโดยตรงและจากเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในยุคนั้น ซึ่งให้ใบหน้าและเลือดเนื้อแก่เหยื่อที่หลงเหลือเพียงตัวเลขในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ ไปจนถึงมุมมองแบบนักวิชาการ ซึ่งชวนเรามาตั้งคำถามว่าความโหดร้ายอันเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนได้ของมนุษยชาตินั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเราจะทำอย่างไรอาชญากรรมอันร้ายแรงระดับนั้นจึงจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก

การอ่านวรรณกรรมอาจทำให้เราเข้าใจบาดแผลของผู้อื่นมากขึ้น อาจสอนให้เราเข้าใจความเจ็บปวดของผู้ที่ไม่ใช่เราและไม่ใช่พวกพ้องของเรา อีกทั้งยังอาจชวนให้เราหันมองชีวิตและบ้านเมืองของเราเองว่ากำลังเดินไปทางใด เราจะรักษาเสรีภาพของเราไว้ได้อย่างไร และทำอย่างไรเราจึงจะไม่ตกหลุมแห่งความเกลียดชังจนถึงกับยินยอมพร้อมใจส่งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไปสู่ความตาย ดังเช่นที่ซูซาน ซอนทาคได้กล่าวไว้ว่า

“วรรณกรรมอาจถูกเรียกได้ว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของการตอบสนองของมนุษย์ต่อสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่กำลังจะตายในขณะที่วัฒนธรรมต่างๆพัฒนาไปและมีปฏิสัมพันธ์กับกันและกัน...วรรณกรรมสามารถบอกเราว่าโลกเป็นอย่างไร วรรณกรรมให้บรรทัดฐานและเป็นเครื่องส่งต่อความรู้ที่บรรจุอยู่ในภาษาและในเรื่องเล่า วรรณกรรมสามารถสอนเราและฝึกฝนเราให้สามารถร้องไห้ให้กับผู้ที่ไม่ใช่ตัวเราหรือพวกพ้องของเรา”

000


แนะนำ 8 หนังดีเกี่ยวกับ ‘นาซี’, 30 ม.ค. 2562

Night

โดย เอลี วีเซล (Elie Wiesel)
พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2501
ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “คืนดับ” แปลโดยสายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี พิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอ้มายก้อด


นวนิยายซึ่งเขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของเอลี วีเซล ซึ่งเป็นนักโทษในค่ายกักกันเอาท์ชวิตซ์และบูเคนวัลด์ในช่วงปีค.ศ. 1944 – 1945 “คืนดับ” เป็นเรื่องเล่าของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่สูญสลายไปด้วยผลแห่งความโหดร้ายของชีวิตในค่ายกักกัน และความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำลายไปจนไม่เหลือแม้แต่ความต้องการจะมีชีวิตอยู่ ดังที่เอลี วีเซลได้เขียนไว้

“ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมความเงียบสงัดในค่ำคืนนั้นที่ได้พาความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ไปจากข้าพเจ้าจนหมดสิ้น ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมช่วงเวลาเหล่านั้นซึ่งได้ฆ่าพระเจ้าและจิตวิญญาณของข้าพเจ้าและทำลายความฝันของข้าพเจ้าจนเป็นผุยผง”

ซึ่งเรื่องเล่าของการสูญเสียตัวตนและความเป็นมนุษย์นี้พบเห็นได้มากในวรรณกรรมว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นาซี เมื่ออยู่ในค่ายกักกัน นักโทษสูญเสียทุกอย่าง ตัวตนของพวกเขาถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงตัวเลขที่สักไว้บนแขน และความเจ็บปวดของอาชญากรรมสงครามนาซีกลับกลายเป็นบาดแผลที่อาจไม่มีวันเลือนหายของมนุษย์ชาติ วีเซลเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องนี้สิบปีหลังจากค่ายกักกันบูเคนวัลด์ถูกปลดปล่อย โดยเขากล่าวว่า “ใน “คืนดับ” ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงจุดจบ...ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลง – มนุษย์ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ศาสนา พระเจ้า ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก แต่ถึงกระนั้นเราก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในยามราตรี”

นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในงานเขียนไตรภาคของเอลี วีเซลที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเล่มที่สองและสาม คือ “Dawn” และ “Day”

The Diary of a Young Girl

โดย แอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank)
พิมพ์ครั้งแรกในภาษาดัชท์ปี 2490 ภาษาอังกฤษปี 2495
ฉบับภาษาไทยชื่อว่า “บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์” แปลโดยสังวร ไกรฤกษ์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ


แอนน์ แฟรงค์ได้รับสมุดไดอารี่ปกสีแดงเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 13 ปี ซึ่งแอนน์ตั้งชื่อว่า “คิตตี้” หนึ่งเดือนต่อมา พี่สาวของแอนน์ได้รับใบเรียกให้ไปรายงานตัว ครอบครัวของเธอจึงต้องย้ายจากบ้านไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องชั้นบนของตึกที่ทำงานของพ่อของเธอ โดยประตูทางเข้าถูกบังไว้ด้วยชั้นหนังสือ หลังจากแอนน์เสียชีวิตในค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซน ขณะที่มีอายุได้ 15 ปี พ่อของเธอ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของครอบครัว ได้ตีพิมพ์ไดอารี่ของเธอ

แอนน์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1945 ถ้าหากในขณะนี้เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอจะมีอายุ 90 ปี และถึงแม้ว่าเธออาจไม่มีชีวิตรอดมาเล่าเรื่องราวของตัวเองเหมือนกับเอลี วีเซล แต่ข้อความในไดอารี่ที่เธอทิ้งไว้ก็เป็นเหมือนตัวแทนของเธอและสื่อกลางในการเล่าเรื่องราวของชีวิตที่ถูกตัดให้สั้นไปด้วยเหตุแห่งสงคราม ขณะนี้ “บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์” ได้มีการแปลไว้แล้วถึง 60 ภาษา และอาจถือเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธ์นาซีที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดในโลก

The Book Thief

โดย มาร์คัส ซูซัก (Markus Zusak)
พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2548
ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “จอมโจรหนังสือ” แปลโดยบีจา พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพิร์ล พับบลิชชิ่ง
สร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2556 กำกับโดย ไบรอัน เพอร์ซิวาล (Brian Percival)
โซฟี เนลิสเซ (Sophie Nélisse) รับบทลีเซล เมมิงเจอร์


ในนวนิยายเรื่องนี้ ความตายเป็นผู้เล่าเรื่องราวของลีเซล เมมิงเจอร์วัย 10 ปี ซึ่งพ่อของเธอหายตัวไป น้องชายเสียชีวิต และแม่จำต้องส่งลีเซลให้กับพ่อแม่อุปถัมป์ ลีเซลล์เริ่มขโมยหนังสือจากที่ต่างๆ รวมไปถึงจากในกองไฟที่ทหารนาซีกำลังเผาหนังสือเพื่อฉลองในวันเกิดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นอกจากนี้พ่อแม่อุปถัมป์ของลีเซลยังให้ที่หลบซ่อนกับชายชาวยิวคนหนึ่ง อันเป็นการกระทำที่อาจหมายถึงความตายในนาซีเยอรมนี นวนิยายเรื่องนี้เลือกเล่าเรื่องราวของการใช้ชีวิตในนาซีเยอรมนีผ่านสายตาของเด็กหญิง ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักโทษในค่ายกักกันเ ลีเซลเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน โดย “จอมโจรหนังสือ” เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงพลังของถ้อยคำและงานเขียนในห้วงเวลาแห่งความเกลียดชัง เป็นเรื่องราวของความกล้าหาญของผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำ แม้ว่าการให้ความช่วยเหลือนั้นอาจเป็นอันตรายต่อตัวพวกเขาเอง เรื่องราวของความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในโลกที่โหดร้าย เรื่องราวของชีวิตและความตาย

Sophie Scholl กุหลาบขาวและนาซี

โดย ไพรัช แสนสวัสดิ์
พิมพ์ครั้งแรกปี 2559 โดยสำนักพิมพ์ Way of Book


โซฟี โชล เป็นสมาชิกของ “ขบวนการกุหลาบขาว” กลุ่มนักศึกษาปัญญาชนที่ต่อต้านระบอบนาซีโดยใช้สันติวิธี ไม่ใช่อาวุธ ใช้เพียงถ้อยคำ ต่อมาโซฟีถูกจับข้อหากบฏหลังจากเธอถูกพบว่าแจกใบปลิวต่อต้านสงครามในมหาวิทยาลัยมิวนิค เธอและฮันส์ผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับแกนนำของกลุ่มถูกตัดสินประหารชีวิต

เรื่องราวของโซฟีและขบวนการกุหลาบขาวคือเรื่องเล่าของกลุ่มคนเล็กๆที่แม้อาจไม่มีพลังอำนาจมากมาย แต่เป็นผู้ยึดมั่นในหลักการและกล้ายืนหยัดต่อสู้กับความโหดร้ายและอยุติธรรม และถึงแม้ว่าจะไม่มีแรงสนับสนุนมากมายในเวลานั้น เรื่องราวของโซฟีและขบวนการกุหลาบขาวก็ได้กลายเป็นตำนานในปัจจุบัน โดยในมหาวิทยาลัยมิวนิคยังมีจัตุรัสชื่อ “จัตุรัสสองพี่น้องโชล” ซึ่งเป็นที่ระลึกถึงฮันส์และโซฟี หนังสือเล่มนี้อาจไม่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของประวัติศาสตร์ที่ไกลตัว แต่อาจเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราควรตั้งคำถามต่อระบบและยืนหยัดต่อสู้ความโหดร้ายแทนที่จะเงียบเสียงไว้ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยได้อีกครั้งเช่นกัน

I Serve the King of England (Obsluhoval jsem anglického krále)

โดย โบฮุมิล ฮราบัล (Bohumil Hrabal)
พิมพ์ครั้งแรกในภาษาเช็ก ปี 2514 ภาษาอังกฤษปี 2532


นวนิยายเรื่องนี้คือเรื่องของชายนามดีเจ (Dítě เป็นภาษาเช็ค แปลว่าเด็ก) ซึ่งทำงานอยู่ในโรงแรมในกรุงปราก คนรักของเขาคือลีเซ่นั้นเป็นชาวเยอรมันและเป็นผู้สนับสนุนฮิตเลอร์อย่างสุดจิตสุดใจ ยานและลีเซ่แต่งงานกันและย้ายไปอยู่ในสถานตากอากาศสำหรับหญิงชาวอารยันของพรรคนาซี เมื่อเขาและภรรยาต้องการมีบุตร ยานต้องถูกตรวจร่างกายเพื่อที่จะได้รับอนุญาตให้มีบุตร เนื่องจากเขาไม่ใช่ชาวเยอรมัน นี่คือนวนิยายที่ชวนให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างเหยื่อและผู้กระทำ ยานนั้นอาจไม่ได้สนับสนุนระบอบนาซีอย่างเต็มตัว แต่เขาก็ไม่ได้ต่อต้านเช่นกัน เขาเพียงแต่ใช้ชีวิตไป พยายามไปให้ถึงความฝัน เช่นนี้แล้ว เขาทำผิดหรือเปล่าที่เลือกจะใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต่อต้านหรือตั้งคำถามกับระบอบ เขาคือผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำกันแน่ นอกจากนี้ นวนิยายเรื่องนี้ยังชวนให้คิดถึงผลกระทบของสงคราม ที่ไม่ได้มีผลแค่กับผู้ที่เป็นเหยื่อโดยตรง หรือเป็นผู้กระทำโดยตรงเท่านั้น

I Serve the King of England ได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์โดยยิชี เมนเซล ผู้กำกับชาวเช็ค และได้ฉายครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2549

Why Read Hannah Arendt Now?

โดย ริชาร์ด เจ. เบิร์นสไตน์ (Richard J. Bernstein)
พิมพ์ครั้งแรกปี 2561


หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Richard J. Bernstein นักวิชาการจาก New School for Social Research และเพิ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2018 นี้เอง หนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอความคิดและงานเขียนของ Hannah Arendt ที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในยุครว่มสมัย

ผู้เขียนบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตและแนวคิดที่สำคัญของ Hannah Arendt นักคิดคนสำคัญแห่งยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งลี้ภัยจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีมาอยู่ฝรั่งเศส และเมื่อฝรั่งเศสถูกยึดครอง ก็ได้ย้ายหนีมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1941 ในระหว่างนี้ อาเรนท์ต้องเป็นคนไร้รัฐเป็นเวลานาน

ในช่วงชีวิตของเธอ เธอได้พัฒนา​แนวคิดขึ้นมากมาย งานบางส่วนของเธอเขียนขึ้นเพื่อศึกษา​ระบอบนาซี​ในช่วงดังกล่าว​ หนึ่งในงานที่สำคั​ญ​ของเธอ คือ งานเขียนเรื่อง Eichmann in Jerusalem ซึ่ง​เธอ​เสนอ​ว่า​ความ​โหดร้าย​ในระบอบนาซีเป็นสิ่งซึ่งสามัญ​ธรรม​ดา (banal)​ และเกิดขึ้น​เพียงเพราะ​ความ​สิ้นไร้ซึ่งความ​สามารถ​ในการคิด (thoughtlessness)​ มากกว่า​ที่​จะเกิดจากจิตวิญญาณ​ซาตานที่ต้องการทำลายล้างโลกของปีศาจผู้ชั่ว​ร้าย

หลายคนเห็นอย่างกับอาเรนท์อย่างรุนแรง แต่อาเรนท์ไม่ได้พยายาม​บอกว่า​ความ​โหดร้ายของระบอบนาซี​เป็น​เรื่องปกติ​ เธอพยายาม​เสนอให้เห็น​ว่าความชั่วร้ายนั้นทำงานอยู่ได้เพราะการที่คนไร้ซึ่งความสามารถ​ในการคิดเช่นนี้เอง และวิธีการแก้ปัญหา​ความโหดร้าย​เช่นนี้อาจสามารถเริ่มต้น​ได้ด้วยการคิด หนังสือเล่มนี้นำแนวคิดต่าง ๆ ของ Hannah Arendt​ ให้อ่านง่าย และชี้ให้เห็น​ว่าแนวคิดของเธอ ยิ่งสำคัญ​ในยุคร่วมสมัยที่เราใช้ชีวิต​อยู่​

Escape from Freedom

โดย อีริค ฟรอมม์ (Eric Fromm)
พิมพ์ครั้งแรกปี 2484
ฉบับภาษาไทยชื่อ “หนีไปจากเสรีภาพ” แปลโดยสมบัติ พิศสะอาด


หนังสือ Escape from Freedom เขียนโดย อิริก ฟรอมม์ นักจิตวิเคราะห์ชาวยิวที่หนีออกมาจากเยอรมนีภายใต้ระบอบนาซีใน ค.ศ. 1934 หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1941 (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ซึ่งเป็นช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 อิริก ฟรอมม์ วิเคราะห์เงื่อนไขทางสังคมในยุโรปตั้งแต่ยุคกลางถึงศตวรรษที่ 20 เพื่ออธิบายว่าเหตุใดมนุษย์ถึงหนีเสรีภาพ จนนำไปสู่การขึ้นมาของระบอบนาซีและฮิตเลอร์

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ แต่อาจเป็นเพราะลักษณะนิสัยของมนุษย์บางอย่างไม่สามารถหลีกหนีจากอิทธิพลของปัจจัยทางสังคมที่สร้างมันขึ้นมาได้ ในทางจิตวิทยาแล้ว มนุษย์เป็นปัจเจกที่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์สามารถจัดการกับความโดดเดี่ยวได้หลายวิธี

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมกลับยิ่งทำให้มนุษย์รู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก ด้วยเหตุนี้ การยอมเชื่อฟังจำนนต่อผู้มีอำนาจภายใต้ระบอบนาซีจึงเป็นวิธีหนึ่งในการหลีกหนีความโดดเดี่ยวดังกล่าว ผู้เขียนเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจไปสู่สังคมนิยม เป็นทางเลือกที่สามารถแก้ไขปัญหาความโดดเดี่ยวทางจิตวิทยาดังกล่าวได้ และอาจป้องกันไม่ให้ระบอบอำนาจนิยมอย่างเผด็จการนาซีเกิดขึ้นอีก
ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

โดย ภาณุ ตรัยเวช
พิมพ์ครั้งแรกปี 2559 โดยสำนักพิมพ์มติชน


วาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” อยู่คู่กับการเล่าเรื่องราวของเยอรมนีในยุคนาซีมาเป็นเวลานาน แต่หนังสือเล่มนี้พยายามที่จะลบล้างวาทกรรมดังกล่าวด้วยการแสดงให้เห็นถึงภาพของสาธารณรัฐไวมาร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยในเยอรมนี แต่ก็อาจถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนที่สุดของประเทศด้วยเช่นกัน ประชาธิปไตยในสาธารณรัฐไวมาร์ล่มสลายลงได้อย่างไร เผด็จการนาซีเยอรมนีกำเนิดมาได้อย่างไร นี่คือคำถามที่หนังสือเล่มนี้ต้องการตอบ ซึ่งอาจทำให้เราต้องย้อนมามองดูบ้านเมืองของเราเองว่ากำลังเดินไปในเส้นทางใด และเราจะทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดการแบ่งเขาแบ่งเราหรือสร้างความเกลียดชังในระดับที่จะทำให้เราผลักผู้อื่นไปสู่ความตาย
[full-post]


Posted: 05 Feb 2019 04:41 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-02-05 19:41


กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล : สัมภาษณ์/เรียบเรียง

กิตติยา อรอินทร์ : ภาพ

มองผู้ใช้ยาเสพติดผ่านงานศึกษาระดับปริญญาเอกของแพร ศิริศักดิ์ดำเกิง เมื่อพวกเขาละเมิดทุกบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด พวกเขาจึงต้องยึดถือคุณค่าอื่นแทนเพื่ออยู่ร่วมกับชุมชน ต้องสนทนากับตนเองและพระเจ้า ปรับตัวกับบาปโดยไม่ต้องการทิ้งศาสนา เมื่อผู้ใช้ยาเป็นมากกว่า ‘ไอ้ขี้ยา’ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

กฎหมาย สุขภาพ และศีลธรรมทางศาสนา เมื่อผู้ใช้ยาละเมิดทุกบรรทัดฐานหลักๆ พวกเขาจึงต้องหาคุณค่าอื่นเพื่อยึดถือและอยู่ร่วมกับชุมชน ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ชุมชนไม่ได้มองเพียงมิติของการเป็นผู้ใช้ยา แต่ยังมองว่าคนเหล่านี้คือลูก หลาน เพื่อน ที่เติบโตขึ้นมาในชุมชน

งานศึกษาชิ้นนี้นำไปสู่คำตอบเชิงนโยบายเรื่องการลดอันตรายจากการใช้ยาและการใช้ชุมชนเป็นฐานในการดูแลผู้ใช้ยา


ทัศนคติของสังคมไทยต่อผู้ใช้ยาเสพติดยังเป็นไปในทางลบ ยากที่จะมองเป็นอย่างอื่น การเคลื่อนไหวกรณีกัญชาที่ค่อยๆ เห็นผลในทางรูปธรรมเป็นเพียงข้อยกเว้น

มันยาก เมื่อสังคมไทยถูกบ่มเพาะความคิด ความเชื่อ มุมมองต่อยาเสพติดและผู้ใช้ยาเสพติดมาอย่างยาวนานในแบบที่เห็นกันอยู่ พอฉายไฟไปที่ผู้ใช้ยาเสพติด สิ่งที่มองเห็นคือไอ้ขี้ยา ตัวถ่วงสังคม อาชญากร และอื่นๆ มันแบนราบถึงขนาดนั้น ไม่เหลือมิติอื่นๆ ให้ทำความเข้าใจอีกเลย

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของแพร ศิริศักดิ์ดำเกิง เรื่อง ‘ชีวิตมุสลิมใน “รังยาเสพติด”: ความปกติที่ต้องต่อรองในชุมชนแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย’ พยายามมองผู้ใช้ยาเสพติดในมิติที่เป็นมนุษย์มากขึ้น มากกว่าตัวละครแบนราบและดำสนิทในฉากชีวิต ผู้ใช้ยา-พวกเขารู้ตัวดีว่าบาปและไม่บริสุทธิ์ตามกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมของศาสนา พวกเขาจึงต้องเสาะแสวงหาบรรทัดฐานอื่นๆ เพื่ออยู่ในชุมชนให้ได้ จัดรูปแบบความสัมพันธ์บางประเภทที่ยังพออนุญาตให้เขาเกาะเกี่ยวและมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ถึงวิทยานิพนธ์จะมีชื่อศาสนาระบุไว้ แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง การใช้ยาเสพติดมึนชาสติตนเองในทุกศาสนาล้วนเป็นบาป พวกเขาอาจเป็นคนบาป แต่ก็เป็นมนุษย์

จุดตั้งต้นแรกที่ทำให้สนใจศึกษาเรื่องนี้?

เราไปทำงานให้มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เขาอยากให้เล่าเรื่องชีวิตผู้ติดเชื้อในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากผู้ติดเชื้อในที่อื่น เพราะผู้ติดเชื้อในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มักเกิดจากการมีสามีเป็นผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด เขามีความรู้เรื่องเอชไอวี แต่เขาไม่คิดว่ามันจะติดต่อกันภายในครอบครัว และการที่อิสลามอนุญาตให้มีภรรยา 4 คน บางครอบครัวก็มีภรรยามากกว่า 1 คน การแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีจึงมีรูปแบบแตกต่างจากที่อื่น แล้วก็ได้หนังสือชื่อใต้เงาฮิญาบออกมา

คำถามตอนที่เราลงไปเก็บข้อมูลเรื่องนี้คือทำไมยาเสพติดถึงเยอะขนาดนี้ เข้าไปในชุมชนสัมภาษณ์ผู้ติดเชื้อ เขาก็เล่าว่ายาเสพติดเยอะมาก คำถามที่มีต่อผู้คนที่นั่นคือเขากังวลเรื่องความรุนแรงหรือเปล่า เขาบอกว่าความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือยาเสพติดที่ระบาดอย่างหนักในพื้นที่ เป็นที่มาของความอยากรู้เรื่องนี้ว่ามันเป็นยังไง เยอะแค่ไหน และทำไมคนที่นี่จึงเลือกใช้ยาเสพติด

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตอนลงไปศึกษา เราไม่ได้เลือกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมันมีปัญหาปะปนไปกับเรื่องความมั่นคง เราจึงเลือกพื้นที่หนึ่งซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ คำถามต่อมาคือชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนที่ถูกรับรู้ว่าเคร่งศาสนา แล้วทำไมถึงจัดการเรื่องการแพร่ระบาดของยาเสพติดไม่ได้ เพราะเราเชื่อเสมอว่าความเชื่อเรื่องศาสนาจะเป็นเครื่องป้องกันความไม่ดีทั้งปวง

แล้วได้คำตอบหรือเปล่าว่าทำไมเคร่งศาสนาแล้วยาเสพติดจึงแพร่ระบาดหนัก?


ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้คำตอบแบบนั้น เพราะลงไปก็จะมีมิติอื่นๆ ที่ทำให้เราเห็น ตอนออกแบบงานวิจัยมีคำถามแค่ว่า ทำไมเคร่งศาสนาแล้วยังมียาเสพติดแพร่ระบาด คำหนึ่งที่เราจะได้ยินเสมอจากคนในพื้นที่หรือคนที่เกี่ยวข้องว่า เห็นโดมมัสยิดไหนก็มียาเสพติดที่นั่น เป็นคำพูดที่เหมือนว่าชุมชนมุสลิมก็มียาเสพติด แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ ที่ไหนก็ใช้ยาเสพติดทั้งนั้น สังคมพุทธก็ไม่ได้สามารถป้องกันยาเสพติดได้ เพราะมันมีตัวแปรอื่นๆ อีกเยอะแยะ

เราในฐานะคนที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด เราจะมีการรับรู้ว่าคนใช้ยาเป็นอันตราย คำถามที่ 2 ของงานวิจัยคือเมื่อคนใช้ยามากขนาดนี้ เขาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมอย่างไร

ที่ว่ามากนี่คือมากขนาดไหน?


ตอนที่เราลงไปทำใต้เงาฮิญาบ เราก็จะถามว่าที่บอกว่ามีปัญหาหนักๆ เราจะเรียกมันว่าหนักอย่างไร คนก็จะบอกว่าผู้ชายหกสิบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของหมู่บ้านใช้ยาเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่ง เบาๆ ก็กัญชา น้ำกระท่อม หนักๆ ก็เฮโรอีน ยาบ้า ซึ่งก็เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เยอะ

กับผู้หญิง ตอนอยู่ในสนามมีคำเล่าลือว่าผู้หญิงใช้ยาเสพติด เราพยายามจะหาคล้ายๆ ว่าถ้าผู้ชายที่ใช้ยาได้รับการยอมรับในสังคมน้อยแล้ว ผู้หญิงน้อยยิ่งกว่าอีก การหาผู้หญิงที่ใช้ยาเสพติดที่ยอมให้สัมภาษณ์จึงยากมาก และเขาก็โดนตีตรา แต่เราหาเจอและมีผู้หญิงบางคนที่ยินดีที่จะเล่า ในวิทยานิพนธ์ก็จะมีเรื่องราวของผู้หญิงอยู่นิดหนึ่ง

พวกเขาทำอย่างไรเพื่อให้อยู่ในชุมชนได้?

เวลาเราคิดถึงคนใช้ยาว่าเขาจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมอย่างไร หรือคนในสังคมจะอยู่ร่วมกับคนใช้ยาอย่างไร เรากำลังมีบรรทัดฐานใหญ่ๆ ในสังคม เช่น กฎหมาย เรารู้สึกว่าคนใช้ยาเป็นพวกทำผิดกฎหมาย สองคือผิดหลักการศาสนา เพราะเราก็รู้ว่าทุกศาสนาห้ามเรื่องยาเสพติด สามคือคนใช้ยาผิดบรรทัดฐานทางสุขภาพ เพราะคุณทำร้ายตัวเองด้วยการบริโภคสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย แล้วคนใช้ยา ณ วันนี้ถูกนิยามว่าเป็นผู้ป่วย ดังนั้น ตอนที่เราตั้งโจทย์วิจัยซึ่งไม่ดีหรอก เพราะเราใช้บรรทัดฐานของเราในการมองว่า เขาผิดบรรทัดฐานเหล่านี้ใช่มั้ย จะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไรล่ะ คือถ้าเราไม่มีบรรทัดฐานนี้มาตั้ง เราก็จะไม่มีคำถามว่าจะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร เพราะเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งตอนหลังก็พบว่าคำถามวิจัยนี้ก็ตีตราเขาเหมือนกัน

สิ่งที่เราไปหาก็คือเขาอยู่กับคนอื่นอย่างไร ก็พบว่าจริงๆ สังคมไม่ได้มีบรรทัดฐานแค่นั้น แต่สังคมชุมชนมีบรรทัดฐานอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายที่เขาให้คุณค่ายึดถือ ไม่จำเป็นต้องเป็นสามอย่างนี้เท่านั้น มันมีคุณค่าอื่นๆ อีกที่ชุมชนให้ค่า

ชุมชนที่เราไปศึกษาถูกบอกว่าเป็นชุมชนที่ไม่เคร่งศาสนา ยินดีที่จะทำผิดกฎหมายทุกอย่าง ถ้าถามคนนอกชุมชนก็จะบอกว่าเพราะพวกนี้ไม่เคร่งศาสนาไง ช่วยเหลือกันดีเหลือเกินเวลามีใครตรวจค้น ก็เลยทำให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด คำถามคือเคร่งและไม่เคร่งคืออะไร และการละเมิดกฎหมายก็มีทุกชุมชน ไม่ใช่มีเฉพาะชุมชนนี้เท่านั้น

เราก็ลงไปดูในชุมชนว่าคนใช้ยาอยู่ได้อย่างไร ในขณะที่สังคมตีตราว่าผิดกฎหมาย คนในสังคมชุมชนที่อยู่ร่วมคิดอย่างไรกับพวกเขา เพราะเวลาที่เราเดินเข้าไปก็ดูเป็นชุมชนที่สงบสุขดี อยู่ร่วมกันได้ คนใช้ยาก็เดินไปเดินมา คนในชุมชนรู้มั้ยว่าใครใช้ยา รู้หมด แล้วอะไรที่ทำให้เขาสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะเราคิดเสมอว่าคนใช้ยาเป็นคนอันตราย เขาอาจจะลักขโมยสิ่งของ จี้ปล้นเรา เพราะอยากได้เงินไปซื้อยา หรือเขาอาจจะคลุ้มคลั่งแล้วมาทำร้ายเรา

แต่ถามว่าคนในชุมชนกลัวคนใช้ยามั้ย คิดกับคนใช้ยาแบบนี้มั้ย พอเราลงไปเก็บข้อมูลก็พบว่า เขาไม่ได้เห็นคนใช้ยาเป็นแค่คนใช้ยา เพราะเขายังเห็นคนใช้ยาเป็นลูก เป็นหลาน เป็นเพื่อน เป็นคนที่เติบโตในชุมชน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เวลาเรามองเข้าไปเราจะเห็นคนใช้ยาเป็นคนใช้ยา แต่จะไม่เห็นความเป็นคนในมิติอื่นๆ ของเขา ตรงนี้สำคัญ คนในชุมชนก็บอกว่า มันติดยาก็ใช่ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่มันก็ลูกเราน่ะ ก็ญาติเรา แล้วเราจะทำยังไง


มีหลายเรื่องเล่าที่ทำให้เห็นว่าคนใช้ยาเป็นคนที่สำคัญกับเขาในทางใดทางหนึ่ง เป็นเพื่อนบ้าน เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อน เป็นลูก ซึ่งมันตัดไม่ตาย ขายไม่ขาด จะให้เรียกตำรวจมาจับ เขาก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีความสัมพันธ์มากกว่าแค่การเป็นคนใช้ยา

คำตอบแรกที่ได้ก็คือเพราะเขาไม่ได้ยึดถือบรรทัดฐานตามกระแสหลัก แต่ยึดถือความเป็นญาติพี่น้องซึ่งสำคัญ การที่คนใช้ยาอยู่ในชุมชนและคนในชุมชนยึดถือเรื่องเครือญาติ มันจึงสำคัญ ส่งผลยังไงเมื่อยึดถือบรรทัดฐานแบบนี้ ผลก็คือคนใช้ยาจะต้องระมัดระวัง เขารู้ว่าอยู่ในชุมชนแบบนี้ ในความสัมพันธ์แบบนี้ และความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้เขาปลอดภัย

ในมุมหนึ่งคนใช้ยาเห็นคุณค่าตรงนี้มั้ย เห็น เพราะคนใช้ยาที่นี่ก็จะเลือกใช้ยาที่ไม่ทำให้เกิดความคลุ้มคลั่ง เช่น ถ้าใช้ยาประเภทกล่อมประสาท ถ้าใช้มากก็จะทำให้หลอน เขามีคำพูดว่าใช้แล้วมันจะจำพี่ จำน้อง จำเพื่อนไม่ได้ ซึ่งมีแนวโน้มจะไปทำร้ายร่างกาย หรือใช้ยาบ้าในปริมาณมากและไม่นอนหลายวันก็จะทำให้เกิดภาวะหลอน จะคลุ้มคลั่งทำร้ายคนอื่น เขารู้ว่าถ้าทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นในซีนถัดไป เขาก็เลยเป็นคล้ายๆ ข้อห้ามของในชุมชนนี้ว่าจะไม่ใช้ยาประเภทนี้หรือจะไม่ใช้ยาบ้าเกินกว่านี้ เพราะจะจำพี่จำน้องไม่ได้

การจำพี่จำน้องไม่ได้แปลว่าอะไร แปลว่าเขาไม่กล้าใช้ เพราะเดี๋ยวจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วไปทำร้ายญาติพี่น้อง ซึ่งเขาเลือกที่จะไม่ทำ เพราะถ้าเขาทำร้ายญาติพี่น้องก็จะมีปัญหาต่อความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือเฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่มีอยู่ในชุมชนแห่งนี้ เขาก็รู้ว่าถ้าใช้เฮโรอีนจะต้องเพิ่มปริมาณ เพิ่มปริมาณแปลว่าเพิ่มเงิน เพราะฉะนั้นเมื่อต้องเพิ่มเงินแล้วจะหาเงินจากไหน ก็ต้องลักขโมย จี้ปล้น เขาบอกว่าเพื่อที่จะไม่ต้องเพิ่มปริมาณการใช้เฮโรอีน เขาก็ไปใช้เมธาโดนโดยไปรับที่โรงพยาบาล เมธาโดนออกฤทธิ์ระยะยาว แปลว่าใช้ตอนนี้จะอยู่ได้ทั้งวัน ก็จะไม่อยากไปใช้อย่างอื่น ทำให้ลดการใช้ยา

ประการต่อมา เขาจะรู้ว่าการลักขโมยอาจเป็นสิ่งที่ยังพอรับกันได้ แต่การจี้ปล้น ทำร้ายร่างกาย เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ภายในชุมชน คุณจะไปจี้ญาติเป็นความผิดร้ายแรง ในชุมชนบอกเลยว่าไม่เคยมีอาชญากรรมประเภทจี้ปล้น ข่มขืน ฆ่า อันเกิดจากคนใช้ยาเสพติด ไม่มี แล้วพอไปถามคนใช้ยาว่าทำไมไม่มีอาชญากรรมประเภทนี้ เขาก็ตอบว่าทำได้ยังไง คุณจะไปเอาเงินญาติด้วยการจี้ปล้น นี่ญาตินะ ทั้งหมดนี้คือการให้คุณค่าของการเป็นเครือญาติ

ผลของมันคืออะไร ผลของมันก็คือคนใช้ยาสามารถอยู่ได้โดยไม่ถูกรังเกียจรังงอน ถ้ามีคนใช้ยาสักคนที่ไปจี้ปล้น ฆ่า คนในชุมชนก็คงไม่ให้เขาอยู่ การที่ไม่ละเมิดกฎของเครือญาติก็ทำให้เขาอยู่ในชุมชนได้ ขณะเดียวกันชุมชนก็ยังยอมรับเขาในมิติของความเป็นญาติได้


พวกเขามีความพยายามที่จะเลิกไหม?

มีอยู่แล้วค่ะ คิดว่าทุกคนที่เคยใช้ยาผ่านความรู้สึกพยายามที่จะเลิก เพราะการใช้ยาเสพติดมีวงจรของมัน เริ่มต้นรู้จักแล้วก็ใช้ ใช้จนหนัก จากเป็นผู้ใช้ก็กลายเป็นผู้ติด ตอนที่ติดหนักๆ สภาพร่างกายจะแย่ คนทุกคนรู้ว่าร่างกายจะไปไม่ไหวแล้ว เป็นช่วงที่รู้สึกผิด ก็ต้องหาทางเลิก ที่สำคัญคือหลายคนใช้ศาสนาเป็นหนทางเลิก เช่น ไปดะวะห์หรือการไปเผยแผ่ศาสนา เป็นกระบวนการที่ผู้ชายเดินทางไปหมู่บ้านต่างๆ เพื่อชักชวนคนให้กลับมาสู่ศาสนา ไม่ได้ชวนคนต่างศาสนานะ แต่ชวนคนในศาสนามานั่งสนทนาธรรม พูดคุยเรื่องศาสนา ซึ่งก็อาจจะไปดะวะห์ตั้งแต่ 3 วัน 7 วัน 10 วัน 100 วันก็แล้วแต่ เป็นหนทางหนึ่งที่คนใช้ยาใช้เป็นทางเลือกในการละทิ้งหรือลดเลิกการใช้ยา

หมายความระหว่างที่ไปดะวะห์ พวกเขาจะไม่เสพ แล้วจะไม่เกิดอาการถอนยา?

ก็มีอยู่แล้ว แต่เขาก็ใช้ศาสนาบำบัด เช่น ไปละหมาด ไปอาบน้ำ ในระหว่างกระบวนการหลายคนบอกว่าช่วงเวลานั้นทำให้เขารู้สึกละ ลด เลิกได้ ในทางจิตใจทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายบริสุทธิ์ขึ้น หลายคนก็เลือกไปบำบัดในสถานบำบัดที่เป็นเรื่องศาสนาก็มี ก็แล้วแต่ใครจะเลือก บางคนก็เลือกวิธีสาบานต่อพระเจ้าว่าจะเลิกแล้ว ภาษาอาหรับเรียกว่าเตาบัต

มีเหตุให้ต้องถอนคำสาบานบ้างไหม?

อันนี้ก็มีปัญหาเรื่องการตีความอยู่เยอะ เพราะมีคนถามว่าจะไปสาบานหลายรอบได้มั้ยว่าจะเลิกแล้วนะ คนใช้ยาบางคนบอกว่าไม่เป็นไร ก็ตอนนี้สำนึกก็ต้องบอกว่าจะเลิก แล้วก็กลับมาใช้ยา แล้วก็สำนึกใหม่ก็ได้ หรือผู้นำศาสนาก็บอกว่าสาบานได้ครั้งเดียวพอแล้วในชีวิตว่าจะเลิก ไม่อย่างนั้นพระเจ้าจะไม่ยอมรับ มันมีความหลากหลายในการตีความ ซึ่งแล้วแต่ผู้นำจะอธิบาย
การเป็นผู้ใช้ยาก็คงหนักแล้ว และถ้าเป็นผู้ใช้ยาที่ติดเชื้อเอชไอวี มันจะยิ่งเพิ่มปัญหาในชีวิตหรือเปล่า?

โดยทั่วไปเวลาเป็นผู้ติดเชื้อ มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะบอกหรือไม่บอกคนอื่น ไม่แน่ใจว่าชุมชนจะรู้มากน้อยแค่ไหน เราก็ไม่ได้โฟกัส แต่เท่าที่เห็นหลายคนเลือกไม่บอกญาติพี่น้องในชุมชน

มีคนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อและใช้ยาหนัก ขโมยของด้วย คนนี้เราใช้ชื่อเขาในวิทยานิพนธ์ว่าการิม เขาเป็นคนที่ใช้ยาเสพติดตั้งแต่วัยรุ่น ที่บ้านเดิมมีฐานะดี พ่อแม่ก็เลี้ยงดูด้วยการให้ทุกอย่าง บ้านการิมมีลูกชาย 2 คน คนหนึ่งติดยา อีกคนค้ายาและติดยาด้วย การิมก็เป็นคนที่ใช้ยามานานและติดเชื้อเอชไอวี ความทุกข์สาหัสในชีวิตของการิมคือตอนที่รู้ว่าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี การิมแต่งงานแล้ว ถามว่าเขารักภรรยามั้ย รัก แต่ว่าภรรยาขอให้เลิกใช้ยากี่ครั้งกี่หนก็ไม่ยอมเลิก แต่พอรู้ว่าเขาติดเชื้อ เขาให้ภรรยาออกจากบ้านไปอยู่กับคนอื่น อย่ามายุ่งกับเขาอีกเลย

เขารู้สึกว่าใช้ยาก็แย่แล้ว ติดเชื้อยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ด้วยความรักที่เขามี เขาจะไม่เหนี่ยวรั้งภรรยาเขาอีกแล้ว พยายามให้ภรรยาออกไปจากชีวิต ภรรยาก็รักการิม แต่ท้ายที่สุดก็ไปและแต่งงานใหม่ หลังจากให้ภรรยาออกจากบ้านไปสิบกว่าปี ทุกวันนี้ การิมก็ไม่ได้มีภรรยาใหม่ เพราะเขาก็ยังรักภรรยา

และหลังจากที่รู้ว่าติดเชื้อ เขาจะให้ที่บ้านแยกจาน ชาม ช้อน ส้อมของตัวเองออก ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ติดผ่านสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ครอบครัวต้องกลายเป็นผู้ติดเชื้อ ทั้งๆ ที่เขารู้ว่ามันไม่ติด แต่เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบเดียวที่เขาจะมีต่อครอบครัวได้

ครอบครัวเอง หลังจากแม่ตาย พี่สาวซึ่งรักกันมาก ก็แสดงให้เขารู้ว่าไม่รังเกียจ แล้วพี่สาวก็สั่งลูกๆ เอาไว้ว่าห้ามใครในบ้านแสดงท่าทีรังเกียจเขาโดยเด็ดขาด การิมมีหน้าที่อยู่สองอย่างคือดูแลพ่อที่ป่วยและเลี้ยงหลาน ดังนั้น ลูกของพี่สาว การิมจะเป็นคนเลี้ยง ทุกคนก็จะทำให้ชีวิตปกติ ด้วยความที่รักเขา แต่ยังใช้ยาอยู่ การิมเป็นคนที่อธิบายว่าไม่กล้าเจอโต๊ะครู เขาละอายใจ ตอนที่ติดยาเยอะๆ เขาก็ขโมยของทุกอย่าง

ในฐานะชาวมุสลิม ผู้ใช้ยาคุยกับตัวเองและคุยกับพระเจ้าอย่างไร?

คนใช้ยาเกือบทั้งหมดที่เราสัมภาษณ์ก็เรียนศาสนาที่โรงเรียนหรือที่บ้านโต๊ะครู เขารู้ว่าสิ่งนี้มันผิดหลักการ รู้สึกผิดมั้ย รู้สึกผิดตลอด แต่มันเป็นภาวะติด ไม่ต้องเป็นคนมุสลิมหรอก คนพุทธก็รู้ว่าผิดหลักศาสนา คนใช้ยาทุกคนก็ต้องต่อสู้กับตนเองในเรื่องความรู้สึกผิดบาป หลายคนเล่าว่าเขาไม่กล้ามองหน้าโต๊ะครูที่เคยสอนศาสนาเขา เขาจะหลบไปอีกทาง บางคนเล่าว่าหลายครั้งที่ใช้ยาก็ร้องไห้ว่าในที่สุดเขาจะตกนรก หลายคนก็ละอายใจที่จะไปละหมาดในมัสยิดเพราะคิดว่าตัวเองสกปรกจากการใช้ยา

การเตาบัตหรือการสาบานก็เป็นการคุยกับพระเจ้าของเขา การยอมรับว่าตัวเองทำบาป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับตัว มีคนหนึ่งพยายามที่จะเลิกใช้ยาและไปทำงานกับกลุ่มโอโซน เขาก็เล่าให้ฟังว่าทุกวันศุกร์เขาอยากไปละหมาด เพราะเขารู้ว่าทำบาป การไปละหมาดจะได้ทำให้เขาอยู่ในลู่ในทางของศาสนา เวลาไปละหมาดที่มัสยิดในชุมชน ก็จะถูกมอง บางทีก็มีคนมาถามว่าจะตายแล้วใช่มั้ยถึงมาละหมาด ใกล้จะไปกุโบร์ (สุสาน) แล้วใช่มั้ย เป็นการเบียดขับเขาออกไป ถูกตีตรา ไม่มีใครต้อนรับเขาให้กลับสู่ศาสนา เพราะฉะนั้นคนนี้ก็ไปทำงานกับกลุ่มโอโซนที่จังหวัดหนึ่ง ทุกเสาร์อาทิตย์ก็พยายามจะกลับบ้าน แต่เขาต้องละหมาดวันศุกร์ให้เสร็จก่อน จะไม่กลับมาละหมาดที่บ้าน เพราะมัสยิดอื่นไม่รู้ว่าเขาเป็นคนใช้ยา ทั้งที่ทางที่ดีที่สุดสำหรับชาวมุสลิมคือการกลับมาละหมาดที่มัสยิดที่บ้าน การไปละหมาดทุกครั้งของเขาก็คือการไปต่อรอง การคุยกับพระเจ้าของเขา เพราะเป็นการพยายามที่จะเข้าหาพระเจ้า

แล้วในเดือนรอมฎอนพวกเขาต้องทำอย่างไร?

เขาถือศีลอดนะ ไม่เสพยาตอนกลางวัน แล้วก็ไปใช้ยาตอนกลางคืน ใช้ไซเคิลปกติของคนถือศีลอด ไม่บริโภคอะไร คือในหมู่บ้านนี้มีคนไปรับเมธาโดนที่โรงพยาบาลเยอะ ในโรงพยาบาล ปกติจะให้เมธาโดนตั้งแต่ 8 โมงจนถึงเที่ยงเท่านั้น และต้องกินต่อหน้าผู้ให้คือพยาบาล แต่โรงพยาบาลก็เข้าใจในวิถีและอยากสนับสนุนให้คนใช้ยาถือศีลอด โรงพยาบาลแห่งนี้จึงอนุญาตให้ผู้ใช้ยามารับเมธาโดนหลังพระอาทิตย์ตกดินได้ วงจรการใช้ยาของเขาจะได้ล้อไปกับการถือศีลอด

ถ้าในฐานะผู้นำศาสนาก็บอกว่าก็คงไม่ได้รับการยอมรับล่ะมั้ง การถือศีลอดของเขาคงไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะถือศีลอดไปด้วย ใช้ยาไปด้วย แปลว่าอะไร การถือศีลอดคุณต้องบริสุทธิ์ ปราศจากการทำผิดหลักการศาสนา การใช้ยาแม้ในช่วงตอนกลางคืนก็ยังผิดอยู่ใช่มั้ย แต่นี่คือกระบวนการที่คนใช้ยาพยายามปฏิบัติกิจทางศาสนา เขาจัดการตัวเองได้แค่นี้

ข้อค้นพบจากงานชิ้นนี้ จะนำไปสู่นโยบายอะไรได้บ้างที่จะทำให้คนที่เสพและไม่เสพอยู่ร่วมกันได้?

มันมี 2 เรื่อง Harm Reduction หรือการลดอันตรายจากการใช้ยา อันที่ 2 คือชุมชนเป็นฐานในการดูแลผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งตอนนี้รัฐก็ออกนโยบายมาแล้วเรื่องชุมชนดูแลผู้ใช้ยา

การลดอันตรายจากการใช้ยาด้วยการแจกเข็มสะอาด สนับสนุนให้ไปรับเมธาโดน เป็นข้อถกเถียงมากทั้งทางกฎหมายและศาสนา เพราะฉะนั้นหลักการศาสนาก็จะไม่พูดว่านี่เป็นหลักการที่ทำได้ แต่ศาสนาอิสลามก็มีข้อดีคือความปลอดภัยในร่างกายของมนุษย์เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นผู้นำศาสนาบางคนก็ยึดหลักนี้คือให้ความปลอดภัยกับร่างกายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้นำทางศาสนาบางคนจึงยอมรับการลดอันตรายจากการใช้ยาในแง่นี้

การลดอันตรายจากการใช้ยาไม่ใช่แค่นี้ แต่เป็นการลดอันตรายสำหรับผู้ใช้ยาและคนรอบข้าง การแจกเข็มคือการที่ผู้ใช้ยาไม่ติดเชื้อเอชไอวี การไม่ติดเชื้อเอชไอวีก็เท่ากับคนที่อยู่รอบข้างเขาจะปลอดภัย แต่จริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น ถ้าคุณอยู่กับเขา ยอมรับเขาในฐานะมนุษย์ ไม่เบียดขับเขาเป็นผู้ใช้ยาที่ละเมิดบรรทัดฐานทุกสิ่งอย่าง มันก็ทำให้เขารู้ว่าจะต่อรองเพื่ออยู่กับคุณยังไง เหมือนกับข้อค้นพบในงานวิจัย เขารู้ว่าถ้าเขาทำให้ชุมชนไม่ปลอดภัย เขาก็ไม่ปลอดภัย เขาทำตัวแย่มากๆ คนในชุมชนไม่ยอมรับ ขับเขาออกจากชุมชน การไปอยู่นอกชุมชนยิ่งทำให้เขาไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นการที่เห็นคนใช้ยายังเป็นลูก เป็นหลาน เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และดูแลเขาเท่าที่คุณจะดูแลได้ ยอมรับเขาเท่าที่คุณจะยอมรับเขาได้ ยอมรับเขามากกว่าเขาเป็นคนติดยาเสพติด เขารู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่กับคุณ คุณก็รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่กับเขาเหมือนกัน


ในแง่นี้ถามว่าเป็นข้อเสนอทางนโยบายได้มั้ย คือทำให้คนใช้ยาปลอดภัย เราปลอดภัย ก็เป็นการลดอันตรายจากการใช้ยาอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ อันนี้เป็นข้อที่หนึ่ง

ข้อเสนอเรื่องการดูแลผู้ใช้ยาโดยชุมชน จริงๆ มีตัวอย่างหลายที่ ชุมชนที่ยอมรับ ไม่เบียดขับผู้ใช้ยา ดูแลเขาเท่าที่จะดูแลได้ เช่น การดูแลเขา ตักเตือนเขา เห็นว่าช่วงนี้ใช้ยาหนักมากก็บอกให้เพลาๆ ลงหน่อย ตักเตือนกันด้วยความเป็นมิตร เป็นลูก เป็นหลาน ก็จะทำให้เขาลดการใช้ยาลง หรือท้ายที่สุดเขาอาจจะเลิกได้ก็ได้ การไม่เบียดขับเขาออกไป มันก็ทำให้เขาอยู่ในความสัมพันธ์ชุดใดชุดหนึ่งและดูแลเขาไปด้วยกันในชุมชน

แต่ตอนนี้มีความเข้าใจผิดว่าการดูแลผู้ใช้ยาโดยชุมชนกลายเป็นคิดว่าต้องไปตั้งสถานบำบัดในชุมชนต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ การตั้งสถานบำบัดไม่ใช่การดูแลโดยชุมชน และถ้าเกิดคุณเอาคนใช้ยาที่ไม่ใช่ลูกใช่หลานมาอยู่ในชุมชน ชุมชนก็อาจจะมีความวิตกกังวล เป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ในชุมชนที่เราไปเก็บข้อมูล เพราะเขารู้จัก เขาไว้ใจได้ว่าคนนี้โตมากับมือ ให้ใช้ยายังไงมันก็ไม่ทำร้ายเรา ไม่ขโมยเรา คนใช้ยาไม่ใช่ทุกคนที่จะขโมยของ ไม่ใช่ทุกคนที่จะโกหก คนที่ไม่โกหกก็มี คนที่ไม่ขโมยก็มี คนที่รับผิดชอบก็มี แล้วคนในชุมชนก็มั่นใจว่าคนนี้ไม่ทำ เพราะเขารู้ไงว่าคนนี้โตมากับมือ เลี้ยงมากับมือ เห็นกับตา รู้จักคนนี้ นี่คือการดูแลผู้ใช้ยาโดยการดูแลด้วยชุมชน ซึ่งแปลว่าชุมชนเห็นสิ่งเหล่านี้ต่างหาก ไม่ใช่ตั้งสถานบำบัด แล้วเอาคนใช้ยาที่ไหนก็ไม่รู้มาไว้ที่นี่


[full-post]


Posted: 03 Feb 2019 11:16 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 14:16

แพทย์ มช. ชี้ฝุ่น PM 2.5 อันตรายสูง มีผลเฉียบพลัน หากเรื้อรังอาจเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติ เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบเกิดภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิต และมะเร็งปอด

ฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 กลายเป็นอีกหนึ่งมลพิษที่อยู่คู่กับคนไทยอย่างยาวนาน เพราะสาเหตุหลักสำคัญเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งการจะแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดยังต้องอาศัยเทคโนโลยีและแนวทางจัดการจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างยั่งยืน ดังนั้นเมื่อเรายังต้องเผชิญไปอีกพักใหญ่ สิ่งที่จะทำได้คือการรู้เท่าทันความอันตราย หลีกเลี่ยงและระมัดระวังการใช้ชีวิต เพื่อให้มีผลกระทบเชิงลบต่อร่างกายน้อยที่สุด

นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หัวหน้าโครงการผู้ทำวิจัยชุดโครงการ ‘ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นละอองในบรรยากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในเชียงใหม่และลำพูน’ ชี้ว่าฝุ่น PM 2.5 (มีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน) มีความอันตรายต่อร่างกายสูง โดยได้อธิบายความอันตรายว่า

“ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กมากพอที่จะหายใจเข้าไปสู่ปอด และซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือดดังนั้นแล้วผลที่เกิดขึ้นกับร่างกายจึงมีทั้งแบบ ‘เฉียบพลัน’ (เห็นผลใน 1 - 2 วัน) ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับระบบทางเดินหายใจ คือ ไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด เลือดกำเดาไหล ซึ่งหากเลือดไหลลงคอก็จะทำให้เสมหะมีเลือดเจือปน หากเข้าตาก็จะทำให้เคืองตา ตาแดง และหากโดนผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่นคัน เป็นตุ่มได้

ส่วนผลแบบ ‘เรื้อรัง’ (ค่อย ๆ สะสม แล้วแสดงผลในระยะยาว) คือ เส้นเลือดหัวใจตีบตันทำให้หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติ, เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ ทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิต, การเป็นมะเร็งปอดเพราะฝุ่นขนาดเล็กจะมีสารก่อมะเร็ง Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH), อีกระบบคือเข้ารกไปทำอันตรายเด็กในท้อง ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ติดเชื้อง่าย ทุพโภชนาการ และเป็นโรคออทิสซึม ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มีการยืนยันที่ตรงกันจากงานวิจัยทั่วโลก”


นอกจากอาการเจ็บป่วยข้างต้นแล้ว อีกโรคหนึ่งที่น่าตระหนักถึงความอันตรายของฝุ่น PM 2.5 คือ “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งมีความอันตรายเช่นเดียวกับการ “สูบบุหรี่” โดย นพ.พงศ์เทพ ได้อธิบายว่า “การเกิดถุงลมโป่งพอง เกิดมาจากสาเหตุเดียวกัน คือ การสูดเอาฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าไปที่ปอด กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เม็ดเลือดขาวกินฝุ่นพวกนี้เพื่อรักษาร่างกายแต่ไม่สามารถย่อยได้จึงตายแล้วปล่อยเอนไซม์ที่เป็นน้ำย่อยมาย่อยผนังปอดอีกทีหนึ่ง ทำให้ถุงลมนับร้อยในปอดแตกออกเหลือเป็นถุงเดียว พื้นที่การแลกเปลี่ยนก๊าซลดเหลือน้อยลง และทำให้เกิดอาการเหนื่อย ดังนั้นเมื่อเราสูดหมอกควันเข้าไปมาก ๆ จึงเป็นเสมือนการสูบบุหรี่”

ดังนั้นแล้วทุกคนจึงควรป้องกันการรับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงวัย (อายุมากกว่า 60 ปี) เพราะมีความต้านทานโรคน้อยและส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว รองลงมาคือเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย อีกกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะมีผลกระทบโดยตรงคือผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจซึ่งเมื่อได้รับฝุ่นเข้าไปอาจทำให้อาการกำเริบจนเสียชีวิตได้

สำหรับวิธีการป้องกันนอกจากการใส่หน้ากากมาตรฐาน N95 (ป้องกันได้ 95%) ศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ แนะนำว่าหากไม่สามารถหาซื้อได้หรือสวมใส่แล้วไม่สบาย “สามารถไส่หน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อน 2 ชั้น หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำแทนได้ โดยในช่วงที่มีการประกาศว่าค่า PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ (เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น และงดออกกำลังกายในพื้นที่เปิดหรืออาคารที่ไม่ได้ปิดมิดชิดเพราะจะทำให้มีการหายใจเอาฝุ่นเข้าไปมากขึ้น แม้อาศัยอยู่ในบ้านก็ควรลดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย เช่น การปัดกวาดฝุ่น (ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแทน) การจุดธูปเทียน และการทำอาหารในบ้าน เป็นต้น”

[full-post]


Posted: 01 Feb 2019 04:42 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-02-01 19:42


นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอป Shoot it Rights 1 และ 2 ภาพ

กลุ่มช่างภาพ ‘เรียลเฟรม’ ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย จัดเวิร์คชอปเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย หลากหลายประเด็นและความสนใจด้านสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ชุมชนมุสลิม ความเป็นหญิงที่ดี จนถึงกลุ่มเด็กรักการซิ่งรถ ฯลฯ

“เราทำงานภาพมาเยอะประมาณหนึ่ง อย่างหนึ่งที่เราเห็นปัญหาคือเราเป็นคนพูดแทนเขา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาพูดด้วยตัวเองมันจะมีพลังมากกว่า”

ยศธร ไตรยศ หนึ่งในสมาชิกเรียลเฟรม (Realframe) กลุ่มช่างภาพอิสระที่มีจุดร่วมเหมือนกันคือการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปถ่ายที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการเวิร์คชอป ‘Shoot it Rights 2’ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

‘Shoot it Rights 2’ คือเวิร์คชอปถ่ายภาพที่ประกาศรับสมัครผู้สนใจการถ่ายภาพและประเด็นในเชิงสิทธิมนุษยชน โดยเรียลเฟรมร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล และคณะ ICTม.ศิลปากร มีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดวิธีคิดและกระบวนการทำงานเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายอย่างมืออาชีพ ควบคู่กับการตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน ทั้งในฐานะผู้ผลิตผลงานภาพถ่ายและในฐานะของผู้บริโภคที่รับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อหลายๆ ช่องทางในปัจจุบัน

นอกจากนี้ หลังจากเวิร์คชอปเสร็จ ยังมีการจัดแสดงผลงานชุดภาพถ่ายของผู้เข้าร่วม เมื่อวันที่ 12-13 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ชุมชนแพร่งภูธร กรุงเทพฯ


ทักษะเข้าสังคม สิ่งจำเป็นในการถ่ายภาพสารคดี

ยศธรเล่าว่า ครั้งนี้ก็ไม่ได้ต่างจากครั้งที่แล้วมาก เพียงแต่มีเนื้อหาบางอย่างที่ปรับให้เหมาะกับการเอาไปใช้มากขึ้น มีการบรรยายในประเด็นเช่น การเลือกประเด็นที่จะทำงาน โดยธิติ มีแต้ม จากเว็บไซต์ 101world การใช้ภาพในการสื่อสาร โดยวิทิต จันทามฤต ซึ่งเป็นช่างภาพที่ถนัดเล่าเรื่องด้วยภาพในสไตล์ร่วมสมัย ไม่ใช่แค่สไตล์สารคดีแบบคลาสสิครวมถึงเรื่องวิธีการสื่อสารแบบข่าวและสารคดี โดยอ.สุชาดา จักรพิสุทธิ์จากเว็บไซต์ TCIJ และเรื่องมานุษยวิทยาในการทำงานภาพถ่าย โดย สมัคร์ กอเซ็ม ซึ่งเป็นทั้งนักมานุษยวิทยาและศิลปิน

“เด็กรุ่นใหม่ใช้สื่อหรือแพลตฟอร์มที่หลากหลายขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบไหนเราเชื่อว่ามันสามารถเล่าเรื่องได้ ถ้าเขารู้จักเลือกใช้เราบอกกับทุกคนเสมอว่า 60-70% ของการทำงานสารคดีหรือการเล่าเรื่องมันเป็นเรื่องทักษะการทำงานกับสังคม ซึ่งเป็นทักษะทางมานุษยวิทยาหรือสังคมวิทยา อีก 30-40% ถึงเป็นเรื่องฝีมือหรือทักษะการถ่ายภาพ ซึ่งเราพบว่าน้องๆ หลายคนมีปัญหากับการทำงานกับคน มีปัญหากับการเอาตัวเองไปปะทะคนแปลกหน้า” ยศธรกล่าว

หากอธิบาย รูปถ่ายสารคดีอาจแบ่งง่ายๆ เป็นสารคดีแบบคลาสสิค คือการติดตามตัวละครหรือซับเจคที่เราเลือกไป อีกแบบคือแบบร่วมสมัยหรือคอนเซ็ปต์ชวล ซึ่งเป็นการใช้ส่วนผสมของงานศิลปะเข้ามา ไม่ต้องเล่าเรื่องตรงๆ เปิดพื้นที่ให้ตีความมากขึ้น ไม่ต้องปะทะกับตัวละครโดยตรง เล่าผ่านสิ่งรายล้อมของเขามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นถ่ายแค่มนุษย์

ซึ่งยศธรมองว่าแนวโน้มคนรุ่นใหม่จะสนใจแบบที่สองมากขึ้น และอีกเหตุผลคือด้วยระยะเวลาของค่ายที่มีจำกัด การตามใครสักคนเพื่อถ่ายอาจต้องใช้เวลานาน มีผลให้การทำแบบคลาสสิคเป็นไปได้ยาก ขณะที่แบบร่วมสมัยถ้าวางแผนดี ไอเดียชัด จะใช้เวลาทำงานน้อยกว่า


คนเก็บขยะ-คนไร้บ้าน ไม่ใช่ทั้งหมดของภาพถ่ายสารคดี

เมื่อให้เขาเล่าถึงปัญหาที่พบ ยศธรเล่าว่าบางครั้งผู้เข้าร่วมยังขาดประสบการณ์และมุมมองการรับรู้ที่มีต่อสังคม เช่น การทำให้บางอย่างกลายเป็นสิ่งดราม่าเกินไป

“เวลาเราถามเขาว่าถ้าอยากจะไปตามถ่ายใคร มันจะเป็นคนเก็บขยะหรือโฮมเลสขึ้นมา 4-5 คน ซึ่งไม่ได้ผิด ตัวละครบางคนน่าสนใจจริงๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นมุมมองของเขาที่มีต่อสังคมยังมีน้อย หรือบางทีเขาคิดว่าคนกลุ่มนี้จะต้องมีอะไรดราม่า มีอะไรที่สังคมจะตื่นเต้นกับมัน แต่เขาไม่ได้อยากเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ไปพร้อมกับกระบวนการทำงาน ปัญหาสังคมที่เราบอก ไม่ได้จำกัดแค่สิทธิมนุษยชน แต่เราเปิดกว้างต่อทุกประเด็นที่เขาจะตั้งคำถามกับมันได้ เช่น ประเด็นความเหลื่อมล้ำประเด็นการศึกษา” ยศธรกล่าว

หรืออีกแบบหนึ่งคือ ยศธรมองว่าการยึดกับหลักสิทธิมนุษยชนมากเกินไปก็จะทำงานลำบาก ถ้าตั้งการ์ดว่าการทำทุกอย่างเป็นการละเมิดไปหมด เช่น การถ่ายคนในที่สาธารณะ หรือการเรียกคนที่เราถ่ายว่าซับเจ็ค

“ในความเห็นเรามองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรายังเห็นเขาเป็นคน และทุกคนก็เป็นซับเจ็คของใครก็ได้ทั้งนั้น มันขึ้นกับว่าเราทำงานอะไร ด้วยเจตนาอะไร เพื่ออะไร แค่นั้น คิดว่ามองแบบนี้ดีกว่า ทำงานได้ง่ายกว่า”


เมื่อคนในพื้นที่ลุกขึ้นพูดจะมีพลังมากกว่า

เนื่องจากเวิร์คชอปครั้งนี้ต้องการคนที่แตกต่างหลากหลายเข้าร่วม ซึ่งได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมจากทั้งผลงานและประเด็นที่สนใจ จึงได้ความแตกต่างหลากหลายทั้งแง่อาชีพ พื้นที่ อายุ เช่น ผู้เข้าร่วมจากชายแดนใต้ ผู้เข้าร่วมปกาเกอะญอ นักศึกษา นักเคลื่อนไหว

“เราทำงานภาพมาเยอะประมาณหนึ่ง อย่างหนึ่งที่เราเห็นปัญหาคือเราเป็นคนพูดแทนเขา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาพูดด้วยตัวเองมันจะมีพลังมากกว่า เพราะเขาเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ เพียงแค่เขาเล่าในมุมมองเขา ซึ่งที่เขาเผชิญอยู่ มันอาจตรงประเด็นกว่า อิมแพคกว่า

ในยุคนี้ที่คุณสามารถทำงานแล้วผลิตสื่อออกมาได้เอง ถ้าคุณมีเครื่องมือที่ถูกต้อง เราว่าภาพถ่ายมันเป็นเครื่องมือที่คลาสสิคที่ยังใช้ได้ ยังอยู่เหนือกาลเวลา ถ้าเขาลุกขึ้นมาเล่าเรื่องด้วยตัวเองผ่านเครื่องมือในสมัยนี้ที่ราคาถูกลง มีวิธีคิดที่ดี ก็จะสามารถทำงานออกมาได้หลากหลายกว่าเราอีก

เราเชื่อว่าที่ผ่านมามีคนทำประเด็นอะไรเยอะแยะไปหมด แต่มันขาดแค่เรื่องการสื่อสาร ถ้าเขาทำสื่อเป็น ใช้ภาพเล่าเรื่องเป็น จะทำให้งานเหล่านี้ไปไกลได้มากกว่าที่เป็น” ยศธรกล่าว


มูลีด ลาเต๊ะ: ความเป็นอยู่ของมุสลิมในเมือง

มูลีด ลาเต๊ะ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปจากปัตตานีเล่าว่า เรียนจบด้านการถ่ายภาพ ปัจจุบันเป็นช่างภาพงานแต่งงานและงานรับปริญญา สนใจเข้าร่วมเพราะอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ อยากเรียนรู้การถ่ายภาพเพิ่มเติม โดยประเด็นที่เขาสนใจคือ ความเป็นอยู่ของมุสลิมในเมืองหลวงทั้งเรื่อง การกิน การใช้ การทำงาน การละหมาด ซึ่งเขาเห็นว่าคล้ายกับที่ปัตตานี ต่างกันตรงที่คนมุสลิมที่กรุงเทพฯ บางคนไม่ไปละหมาด

“เป็นครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ แรกๆ ก็กลัวจะมากรุงเทพฯ รถมันเยอะ พอมาก็ไปคนเดียว เดินคนเดียวได้ ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิดไว้ พูดไทยก็ไม่ค่อยแข็งแรง แต่เราได้ลงพื้นที่ที่เราไม่เคยไป ที่นี่อยู่ร่วมกันได้ คนมุสลิมกับคนไทยพุทธ แต่ที่บ้านคนมุสลิมจะอยู่กับคนมุสลิม คนไทยพุทธก็จะอยู่กับคนไทยพุทธ น่าสนใจที่ที่นี่อยู่ร่วมกันได้ อยู่ชุมชนเดียวกัน อยู่ติดๆกัน” มูลีดกล่าว

มูลีดมีแผนว่าหลังจากเวิร์คชอปนี้ กลับไปจะลองนำสิ่งที่ได้เรียนไปทำงานของตัวเองดู ซึ่งประเด็นที่มูลีดสนใจคือคนที่เคยโดนควบคุมตัวในค่ายทหารในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเขาอยากไปนั่งคุยถึงรายละเอียดเหตุการณ์ ก่อนและระหว่างที่ถูกควบคุมตัว และหลังจากออกมาแล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง






ศุภกานต์ ผดุงใจ: ความเป็นผู้หญิงที่ดี

ศุภกานต์ ผดุงใจ นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์เล่าว่า เวิร์คชอปนี้ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงาน ทั้งเรื่องการถ่ายภาพและคอนเทนต์ โดยประเด็นที่เธอทำนั้นเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว คือประเด็นความเป็นหญิงที่ดีในสังคมไทย

“เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมา เริ่มตั้งคำถามกับความเป็นหญิงที่ดีในสังคมไทยแบบโรงเรียนหญิงล้วน ทำไมต้องใส่เสื้อทับ ทำไมกระโปรงต้องห้ามสั้น ซึ่งพอเราหาคำตอบ เราพบว่าจริงๆ แล้วโรงเรียนก็มีเหตุผลเพราะไม่อยากให้เด็กโป๊ แต่สังคมอาจมีค่านิยมของผู้หญิงที่ดีเพียงแบบเดียวซึ่งเหมือนกับโรงเรียนหญิงล้วน เป็นเรื่องที่เราไม่โอเคเท่าไหร่ เพราะสำหรับเราคำนิยามของผู้หญิงที่ดีมีหลายแบบ ซึ่งแต่ละคำนิยามไม่ได้ผิด เพียงแต่คำนิยามของเราอาจจะไม่ตรงกับของโรงเรียน ภาพที่ออกมาจะใช้สัญลักษณ์แทนความหมายมากกว่า ซึ่งเป็นแนวคอนเซปต์ชวลมากกว่าจะเป็นแบบสารคดี” ศุภกานต์กล่าว






สุภาพร ธรรมประโคน: ชุมชนคนรักการซิ่งรถ

สุภาพร ธรรมประโคน ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอป ‘Shoot it rights 1’ ปีที่แล้ว ซึ่งได้นำผลงานมาร่วมแสดงในงานครั้งนี้ด้วย โดยผลงานของเธอเล่าเรื่องของแก๊งค์เด็กซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ ที่เราอาจคุ้นเคยในนาม ‘เด็กแว๊น-สก๊อย’ เล่าให้ฟังถึงการเวิร์คชอปที่เคยเข้าร่วมว่า ช่วยในเรื่องของเทคนิค องค์ประกอบ การเล่าเรื่อง ทำให้ความคิดบางอย่าง มุมมองบางอย่างเปลี่ยนเช่น ความเข้าใจคน มองคนให้ลึกขึ้นในความเป็นปัจเจกมนุษย์คนหนึ่ง หรือการเล่าเรื่อง ที่บางครั้งไม่ต้องสื่อตรงๆแบบภาพข่าว แต่บางอย่างสื่อผ่านสัญลักษณ์หรือภาษากายได้

สุภาพรเล่าถึงกระบวนการถ่ายภาพชุดนี้ว่า เธอลงพื้นที่แถวปากน้ำ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นแถวบ้านเพื่อน และลองขับรถตระเวนดูตามร้าน หลังจากพบร้านหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มของเด็กเหล่านี้เยอะพอสมควร เธอจึงเดินเข้าไปทำความรู้จัก—อย่างง่ายดายขนาดนั้น

“คือต้องอาศัยความกล้าระดับหนึ่ง แต่เราก็อยากรู้จักพวกเขาจริงๆ คิดว่าการทำความรู้จักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับช่างภาพ บางทีจำเป็นมากกว่าการถ่ายภาพ

ถ้าคุยกันครั้งหนึ่งมันอาจไม่ได้เข้าใจอะไรมากไปกว่าเขาชื่ออะไร อยู่ที่ไหน เราอยากเข้าใจเขามากกว่านี้ เขาเป็นใคร ทำไมเขาชอบแบบนี้ เหมือนการทำความรู้จักเพื่อนคนหนึ่ง พอเรารู้จักเพื่อนเราจะได้เห็นมิติชีวิตเขาในหลายด้าน ที่ไม่ใช่แค่เขาซิ่งรถ เราเห็นมิตรภาพบนท้องถนนที่มันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ซึ่งมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจกันเอง

ตอนแรกเขาปิดกั้นมากๆ มีคำถามเยอะมาก เราพยายามตอบ เขาก็ไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจว่าบางอย่างต้องใช้เวลา เราลงไปหาแก๊งค์นี้หลายครั้งมาก จนสุดท้ายเขายอมพูดกับเรา เราตามเขาไปทุกที่ แลกเปลี่ยนกับพวกเขาเยอะมาก เขาไม่ได้เรียกตัวเองว่าแวนซ์หรือสก๊อย เขาบอกว่าเขาก็แค่คนที่รักรถซิ่งคนหนึ่ง บางอย่างเราอาจมีความเห็นไม่ตรงกับเขา แต่สุดท้ายเขาก็เปิดใจกับเราจริงๆ เขาถามว่าเราจะเอารูปพวกนี้ไปทำร้ายเขาไหม เพราะเขาก็อยู่ในพื้นที่สีเทา เราก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งที่เราทำเป็นยังไง”สุภาพรเล่า

หลังจากนั้นเธอยังเข้าไปคุยกับครอบครัวของเด็กเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ค่อยอยากให้ลูกทำอะไรแบบนี้ แต่ด้วยบริบทสังคมที่เขาอยู่ ชุมชนนั้น การซิ่งรถจริงเป็นเสมือนสังคมของพวกเขา

“บางทีสังคมโยนความผิดให้เขา ว่าการทำแบบนี้ไม่โอเค แต่เขารักที่จะซิ่ง เพียงแค่ไม่มีพื้นที่ให้เขา แถวนั้นมีแค่ถนนแถวบ้าน เขาก็ซิ่งกันอยู่ตรงนั้น พอเราถามว่าคิดว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง น้องบอกว่าอยากให้มีสนามแข่ง อย่างในกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็มีแค่ไม่กี่ที่ เวลาจัดงานแข่งพวกเขาก็ไปทุกครั้ง แต่บางทีมันไกล ถ้าผู้ใหญ่เพิ่มพื้นที่ให้เขา สนับสนุนไปเลย ก็น่าจะเป็นไปได้"

สุภาพพรเห็นว่าการถ่ายรูปของเธอเป็นการบอกเล่าว่ามีกลุ่มคนเหล่านี้ในสังคม ไม่ได้อยากทำลายอคติที่คนอื่นมองพวกเขา เพราะบางครั้งเธอเห็นว่ามันก็เป็นแบบนี้จริงๆ

“อยากให้รู้ว่ามีพวกเขาในสังคม มีวัฒนธรรมของเขา มีโลกของเขา เหมือนที่เรามีโลกของเรา มีความชอบของเรา ไม่ได้อยากทำให้คนรู้สึกเกลียดหรือรัก แต่อยากให้เห็นความจริงว่ามันเป็นแบบนี้แต่เราจะอยู่ร่วมกันยังไง บางทีต้องอาศัยความเข้าใจ เข้าใจเขาที่มีหลายมิติ โดยไม่ให้อคติบดบัง” สุภาพรกล่าว








ข่าว
สังคม
วัฒนธรรม
การศึกษา
สิทธิมนุษยชน
คุณภาพชีวิต
เรียลเฟรม
Realframe
องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ยศธร ไตรยศ
ภาพถ่าย
ศิลปะ

[full-post]

ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ

Posted: 01 Feb 2019 10:59 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-02-02 01:59


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในบริบทวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ (คริสต์ศตวรรษที่ 11 – ปัจจุบัน) ร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดการประชุมวิชาการ “เถรวาทในเอเชียอาคเนย์: ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยในโครงการและนิทรรศการ "สนามโครงการ": 3D Scanning กับการศึกษาจิตรกรรมฝาผนังและสนามชาติพันธุ์-วัฒนธรรม

ศ.ดร.เสมอชัยกล่าวว่า โครงการของตนสนศึกษาภาพจิตรกรรมพุกามมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปี ซึ่งนับเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่สำคัญ งานวิจัยนี้จึงเป็นการทำความเข้าใจของประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทยด้วยการย้อนไปในอดีต ซึ่งเราต้องรับรู้ภายใต้กรอบภูมิศาสตร์อีกแบบหนึ่ง และเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ไม่ใช่รัฐชาติที่เกิดใหม่

พุกามมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทของเอเชียอาคเนย์ระหว่างยุครุ่งเรืองในคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 ที่มีอิทธิพลทางศาสนาอย่างกว้างขวางและเผยแผ่เข้ามาในดินแดนไทย มีเครือข่ายจากความสัมพันธ์ของพุกามในหลายพื้นที่ เช่น หริภุญชัยในภาคเหนือ และลพบุรี ราชบุรี ในภาคกลาง ความเสื่อมสภาพของโบราณสถานในพุกามนั้น ศ. ดร.เสมอชัยระบุมีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติดังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดบนรอยเลื่อนสกายที่สร้างความเสียหายระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งแต่โบราณสถานยังคงอยู่ ก็แสดงให้เห็นว่ามีการใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมก่อสร้างที่ก้าวหน้าพอสมควรในอดีต ขณะที่ภาพจิตรกรรมก็ได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาและคุณภาพของวัสดุ ส่วนความเสียหายจากมนุษย์ การบูรณะโบราณสถานในอดีตมักใช้ปูนขาวทาทับทำให้ภาพจิตรกรรมเปลี่ยนรูปไป


ภาพจิตรกรรม

“เราต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนของวัฒนธรรมพุทธศาสนาและผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคนี้ในภาพรวมก่อนที่จะถูกแบ่งแยก เราให้ความสำคัญของภาพจิตรกรรมที่วัดเตนมาซี โบราณสถานขนาดใหญ่ของเมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ในหลายด้านทั้งการเป็นตัวอย่างของแบบแผนการเขียนภาพที่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้เข้าใจความคิดของผู้สร้างงานว่าคิดและตัดสินใจอย่างไรจึงได้แสดงออกเช่นนั้น รวมถึงการที่ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นได้รับความเสียหายจากกระแสการตื่นตัวของการสร้างพิพิธภัณฑ์ในทวีปยุโรปช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ได้ทิ้งปัญหาว่าปัจจุบันเราควรมีวิธีการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่เหมาะสมอย่างไรกับที่มาอันไม่ชอบธรรม”


ภาพจำลองวัดเตนมาซี


แบบสามมิติ

จากการตั้งคำถามของ ศ. ดร.เสมอชัย ถึงความชอบธรรมที่จะรักษามรดกทางวัฒนธรรมต่อไป จึงเป็นโจทย์ร่วมสมัยที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก ทั้งในมิติด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายควรใส่ใจและใคร่ครวญให้ดี ไม่ว่าจะเป็นประเทศต้นทางทางวัฒนธรรม นักวิชาการ พิพิธภัณฑ์ผู้ครอบครอง และองค์กรวัฒนธรรมระดับโลกอย่างยูเนสโก


คณะวิจัย

คณะวิจัยได้ถอดรหัสภาพชาดกในอาคารซึ่งมีอดีตพุทธ 28 พระองค์ตามคัมภีร์พุทธวงศ์ ตำแหน่งการเขียนภาพ ผนังทั้งสี่ด้าน โดยด้านบนมีภาพของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตามลำดับการอุบัติบนโลก ส่วนด้านล่างมีภาพเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์เสด็จออกบรรพชาด้วยพาหะนะที่แตกต่างกัน จารึกแต่ละพระองค์มีชื่อบาลีของพระพุทธเจ้า ชนิดของต้นมหาโพธิ์ ความสูงของพระวรกาย อายุของพระพุทธเจ้า และพาหนะทรง ซึ่งพบว่ามีบางส่วนคลาดเคลื่อนไปจากหลักฐานเดิม โดยเฉพาะภาพการแสดงพาหนะทรงของพระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรกซึ่งในคัมภีร์พุทธวงศ์ไม่ได้ระบุอย่างละเอียด ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่าพุกามน่าจะมีคัมภีร์หลายเวอร์ชัน

คณะวิจัยได้เห็นตัวอย่างวัตถุวัฒนธรรมที่ตกเป็นจำเลยในยุคล่าอาณานิคม โดยเฉพาะภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังจำนวนมากที่ถูกกะเทาะและลักลอบนำออกไปจากพุกามอย่างเป็นระบบโดยชาวต่างชาติ และนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศิลปากรนำโดย ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเครื่องมือสแกนภาพสามมิติและโดรนสำรวจพื้นที่ผนังภายในทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินความเสียหายจากบาดแผลร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้บนผนัง เพื่อคำนวณว่ามีภาพจิตรกรรมกี่ชิ้นที่หายไป แต่ละชิ้นมีขนาดและขอบเขตอย่างไร ทั้งภาพเกี่ยวกับจักรวาล ชาดก พุทธประวัติและปรินิพพาน รวมถึงภาพทั่วไป เพื่อเป็นพื้นฐานในการจัดทำข้อมูลภาพจำลองสามมิติแปะกลับเข้าไปในตำแหน่งที่สูญหายไปอีกครั้งให้ครบถ้วนในโลกดิจิทัล รวมถึงสร้างข้อสันนิษฐานว่าด้วยโปรแกรมการเขียนภาพที่สมบูรณ์ การวางระบบให้ภาพมีความสัมพันธ์กัน และปรับโครงสร้างภาพให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งบนพื้นฐานที่ยังหลงเหลืออยู่ และแม้ภาพจิตรกรรมที่วัดเตนมาซีจะมีแบบแผนการเขียนภาพพิเศษบางอย่าง แต่เราก็จะวิเคราะห์ให้ได้ว่าภาพที่หายไปนั้นคืออะไร และเปรียบเทียบกับโบราณสถานแห่งอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน


ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ

การศึกษางานวิจัยนี้ทำให้เกิดความเข้าใจที่ลุ่มลึกมากขึ้น ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกเอเชียอาคเนย์ที่เกี่ยวข้องกับพุกามยุคโบราณจนมาถึงปัจจุบันที่พุกามกำลังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เราจึงควรมีส่วนร่วมในความภาคภูมิ และมีบทบาทในการร่วมสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการด้วยการช่วยกอบกู้มรดกทางวัฒนธรรมด้วยพื้นฐานความรู้และเทคโนโลยีของเรา อันจะส่งผลดีทั้งต่อภูมิภาคและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนการทอดสะพานสู่เพื่อนบ้านในโดเมนของวิชาการ

ในขั้นตอนต่อไปเราก็จะเรียนรู้ไปด้วยกันแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เราควรมองประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีต่อกัน คิดให้มากกว่าเส้นพรมแดนประเทศ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมืออีกหลายด้านในภายภาคหน้า โดยงานวิจัยของเราได้ปูความสัมพันธ์กับกรมโบราณคดีของเมียนมา ซึ่งจะเป็นช่องทางความร่วมมืออย่างยั่งยืนต่อไป


นิทรรศการ
[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.