Voice TV

มวลชนราษฎรไว้อาลัยวิญญาณเสื้อแดงปี 53 พร้อมสาดสีลงทางเท้าหน้าราบ11
.
การชุมนุมของมวลชนคณะราษฎร 2563 ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เขตบางเขน ในช่วงท้ายของหัวค่ำ บรรดาแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย พร้อมย้ำถึงการเปิดแผลของชนชั้นนำศักดินาไทย
.
20.30 น. เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำคณะราษฎร 2563 อ่านประกาศคณะราษฎรโดยระบุใจความว่า สถาบันกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องมีกองกำลังส่วนตัว ด้วยระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ย่อมดำรงพระองค์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย และต้องไม่แทรกแซงอำนาจสูงสุดของประชาชน
.
เวลา 21.40 น. แหวน - ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยานปากสำคัญในคดีการเสียชีวิต 6 ศพ บริเวณวัดปทุมวนาราม ปราศรัยถึงการสังหารประชาชนในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อปี 2553 พร้อมทั้งขอให้ผู้ชุมนุมได้ร่วมไว้อาลัยให้กับคนเสื้อแดงที่สังเวยให้กับการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ด้วยการร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน ทั้งนี้ผู้ปราศรัยได้ตะโกนว่า "ใครฆ่าประชาชน"
.
"วันนี้ขอเรียกวิญญาณ 99 ศพมาที่นี่ ขอวิญญาณคนเสื้อแดงจงลุกขึ้นมายืนเคียงข้างนักศึกษา ประชาชน"
.
จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการสาดสีแดงลงบริเวณทางเท้าหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เพื่อสื่อให้รู้ว่ามีประชาชนถูกสังหารจากการสลายการชุมนุม
.
เวลา 22.00 น. เพนกวิน พริษฐ์ระบุว่า วันที่ 2 ธ.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีพล.อ.ประยุทธ์ อยู่บ้านหลวงจะพ้นความเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นนั้น เคยถอดถอน สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีชิมไปบ่นไปมาแล้ว ถ้ากรณี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่บ้านหลวงผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมถามว่าอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกไปหรือไม่ และต้องรวมกำลังมากที่สุดไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 2 ธ.ค.นี้
.
โดย พริษฐ์ ได้ประกาศยุติชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ในเวลา 22.05 น.
.


.
วิสัยยศ จันทร์แก้ว
.
#Voiceonline
#ม็อบ29พฤศจิกา




Saiseema Phutikarn
จาก"ที่ดินสาธารณสมบัติฯ"และ"ที่ราชพัสดุ"สู่"เขตพระราชฐาน"?
วาสนา(ในฐานะกระบอกเสียงของกองทัพและรัฐบาล)ยืนยันว่าทั้ง ร.1 และ ร.11 เป็นเขตพระราชฐานทั้งคู่ ?
ทำให้เกิดคำถามคำโตว่าจากเดิมที่ดินของทั้งสองหน่วยงานมีสถานะเป็น "ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" และ "ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของ" ที่อยู่กลางใจเมืองรวมกันเกือบ 2 พันไร่ได้กลายมาเป็น "เขตพระราชฐาน" ตั้งแต่เมื่อไหร่?
แล้วการเปลี่ยนสถานะจากที่ดินสาธารณฯสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน/ที่ราชพัสดุ มาเป็น "เขตพระราชฐาน" คือการเอาที่ดินรัฐสมบัติแผ่นดินเป็นเกือบ 2 พันไร่กลางใจเมืองให้กลายมาเป็นสมบัติส่วนตัวหรือไม่?
//ราบ 11//
ที่ดินของราบ 11 บริเวณบางเขนเดิมนั้นมีสถานะ 2 แบบ คือ 1. เป็น" ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" และ 2. เป็น"ที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ" ซึ่งเมื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่สามารถจะโอนย้ายถ่ายเทได้ยกเว้นออกเป็น พรบ.
แต่ในวันที่ 13 กค.2562 มีการออก พรฎ เพื่อถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินของ ราบ 11 ไปเป็นเนื้อที่ 1,340 ไร่... ทำให้ที่ราชพัสดุในบริเวณนั้นไม่มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติฯอีกต่อไป การสามารถโอนเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนเจ้าของก็ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องออก พรบ ใช้เพียง มติ ครม
จะเหลือเพียงที่ดินบางส่วน(ที่เป็นคลอง) ที่ยังมีสถานะเป็นสาธารณะสมบัติ (ใน พรฎ ฉบับเดียวกัน มีการถอนสภาพที่ดินริมน้ำใกล้ท่าพายัพ ซึ่งอยุ่ติดกับที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย แต่จะขอละไม่อธิบายในที่นี้)
https://prachatai.com/journal/2019/07/83404
อีกราว 2 เดือนกว่า (30 กย 62) มีการออก พรก โอนกำลังผล ร.1 และ ร.11 ไปให้เป็นส่วนราชการในพระองค์)
https://www.bbc.com/thai/thailand-49880897
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิย 63 ก็มีการออก พรฎ ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกประมาณ 34 ไร่ ทำให้ที่ดินบริเวณ ราบ 11 ทั้งหมดไม่มีสถานะเป็นที่ดินสาธารณสมบัติอีกต่อไป การโอนเปลี่ยนสภาพสามารถทำได้ง่ายขึ้นไม่ต้องออกเป็น พรบ
https://prachatai.com/journal/2020/06/88310
//ราบ 1//
ที่ดิน ราบ 1 (มี 2 ส่วนคือ สามเสน และ วิภาวดี) เดิมก็มีสถานะเป็น "ที่ราชพัสดุอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ"เช่นกัน
แต่เมื่อวันที่ 5 กค 62 ได้มีการออก พรฎ เพื่อถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของที่ราชพัสดุ บริเวณพื้นที่ ราบ 1 ทั้ง 2 ส่วนรวมกันประมาณเกือบ 500 ไร่ อย่างเงียบๆ ขนาดที่ไม่ค่อยมีสื่อรายงาน เพราะยังไม่เข้าใจในนัยยะที่แท้จริง ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นไปตามนโยบายย้ายทหารออกนอกเมือง
เมื่อที่ราชพัสดุบริเวณนั้นไม่มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติอีกต่อไป ก็สามารถโอนเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนเจ้าของได้ง่าย ไม่ต้องออก พรบ ใช้เพียง มติ ครม
อีกราว 2 เดือนกว่า (30 กย 62) ถึงมีการออก พรก โอนกำลังผล ร.1 และ ร.11 ไปให้เป็นส่วนราชการในพระองค์) เมื่อถึงตอนนี้สื่อถึงพึ่งเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการถอนสภาพการเป็นสาธารณฯที่ทำไปทันที
https://www.bbc.com/thai/thailand-49880897
//กฎการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุฯเปลี่ยนให้ง่ายขึ้นสำหรับ"กิจการของพระมหากษัตริย์"//
เมื่อวันที่ 26 พย 62 มีการประกาศกฎกระทรวงเรื่อง "การโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562" ซึ่งเป็นฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาที่เปลี่ยนไปที่สำคัญใน ข้อ 2 วรรค 2 ยกเว้นให้การโอนกรรมสิทธิ์ให้"กิจการของพระมหากษัตริย์" ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงนี้ เพียงแค่ให้ปลัดเสนอ รมต และ ให้ ครม อนุมัติก็สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที ต่างจากฉบับเดิมที่ออกในปี 2550 ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้รัฐบาลไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกือบ 2 พันไร่กลางกรุงเทพฯไปให้ "กิจการของพระมหากษัตริย์"แล้วหรือไม่อย่างไร? มีเพียงการเอ่ยถึงอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งคราวว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็น "เขตพระราชฐาน"
ปล. เรื่องการถอนสภาพที่ราชพัสดุเพื่อ "กิจการของพระมหากษัตริย์" ยังมีอีกหลายกรณี แต่เอาเท่านี้ก่อนเพื่อไม่ให้ยาวเกินไป



 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG

หลายวันที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นความพยายามแก้ต่างให้กับกษัตริย์ในเรื่องทรัพย์สิน โดยเฉพาะพวกที่สวมหมวกนักวิชาการ ซึ่งดูแล้วก็ยังไม่พ้นความเชื่อว่าของอะไรที่เกี่ยวกับเจ้าก็ต้องเป็นของของเจ้าทั้งหมด
.
ความเชื่อว่าอะไรบ้างคือทรัพย์สินของกษัตริย์ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าคนคนนั้นยึดมั่นในระบอบอะไรกันแน่
.
ถ้ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ที่ทางเดียวที่สถาบันกษัตริย์จะอยู่ในระบอบนี้ได้คือต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ในแง่นี้สถาบันกษัตริย์ก็คือหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ที่ต้องถูกกำกับอย่างเคร่งครัดโดยองค์กรที่มีที่มาจากประชาชน กษัตริย์และเจ้าคนอื่นๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปคือมีหน้าที่เชิงพิธีการ เช่น เป็นประมุขของรัฐคอยปฏิสัมพันธ์กับประมุขรัฐอื่น ลงนามรับรองกฎหมาย เป็นประธานในงานต่างๆ หรือจะมีงานทางสังคมวัฒนธรรมอะไรก็ว่ากันไป (แต่ต้องไม่ใช่อำนาจบริหารหรืออำนาจที่ให้คุณให้โทษผู้อื่น)
.
เมื่อสถาบันกษัตริย์คือหน่วยงาน เจ้าคือเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับกษัตริย์จึงต้องแยกออกเป็นสองส่วน คือ 1. ทรัพย์สินที่รัฐใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เจ้าของทรัพย์สินในข้อนี้คือรัฐ แต่จัดไว้ให้กษัตริย์และเจ้าคนอื่นๆ เพื่อการทำหน้าที่ เช่น วัง พาหนะประจำตำแหน่ง ชุดและเครื่องประดับที่เป็นเครื่องแบบ อุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ในพิธีการ รวมถึงเงินในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ กับ 2. ทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้า เจ้าอยากได้เสื้อผ้าอะไรไว้ใช้ส่วนตัว อยากได้คอมพิวเตอร์ใหม่ อยากเล่นเกมส์ อยากสะสมสิ่งของ ก็ไปหาซื้อมา เงินที่ใช้ซื้อก็ไปกำหนดในกฎหมายว่าจะให้เจ้ามีเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งอย่างไร รวมถึงอาจมีข้อจำกัดการใช้เงินเหมือนกับที่นักการเมืองมี (เช่น ห้ามซื้อหุ้น)
.
และแน่นอนว่า 1. จะโอนมาเป็น 2. ไม่ได้
.
ถ้าให้เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ ข้าราชการอื่นๆ ก็เหมือนกับกระทรวง ทบวง กรม มีอาคารที่ทำการ มีบ้านพักข้าราชการ มีรถประจำตำแหน่ง มีครุภัณฑ์ต่างๆ มีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมา ส่วนข้าราชการก็มีบ้าน มีรถ มีเสื้อผ้าของตัวเอง ที่ใช้เงินเดือนซื้อมา ข้าราชการบางตำแหน่งก็มีข้อจำกัดการใช้เงินมากกว่าปรกติ (เช่น ส.ส. ห้ามซื้อ (ถือ) หุ้นสื่อ) โดยที่อาคารกระทรวงจะโอนมาเป็นของส่วนตัวของรัฐมนตรีไม่ได้ รถถังจะโอนมาเป็นของส่วนตัวของ ผบ.ทบ. ไม่ได้ เป็นต้น
.
ทีนี้ในเรื่องของทรัพย์สินที่เจ้าเคยถือไว้โดยอ้างว่า “เจ้าหามาเอง” ที่โดยตัวมันเองไม่ได้มีใว้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เช่น หุ้นและที่ดินที่ถือโดย “สำนักงานทรัพย์สินส่วนกษัตริย์” ในอดีตเมื่อตอนยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ทรัพย์สินเหล่านี้กษัตริย์ได้มาโดยการใช้อำนาจรัฐ เช่น การเกณฑ์แรงงาน การผูกขาดการค้า การเก็บภาษีประชาชนมาลงทุน แล้วมาถือไว้เอง (เพราะกษัตริย์ก็ถือตัวเองเป็นรัฐ) แต่เมื่อเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว เราวางฐานะสถาบันกษัตริย์คือหน่วยงาน เจ้าคือเจ้าหน้าที่ เราไม่ยอมรับให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเอาอำนาจรัฐมาใช้สร้างความมั่งคั่งส่วนตัว หุ้นและที่ดินเหล่านี้จึงต้องตกเป็นของรัฐ อันที่จริงสำนักทรัพย์สินฯ ต้องไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องอยู่ภายใต้กำกับของรัฐบาล จึงไม่สมควรมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารทรัพย์สินได้เองซึ่งอาจขัดแย้งกับรัฐบาลได้ และต้องปล่อยทรัพย์สินที่ไม่ได้มีใว้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ให้ไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น (เช่น กระทรวงการคลัง)
.
ส่วนการบริจาคเงินให้กับเจ้า เมื่อเจ้าคือเจ้าหน้าที่ การที่เจ้ารับเงินก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตามกฎหมายนักการเมืองนั้นห้ามรับเกิน 3,000 บาท แต่เจ้ากลับรับได้เป็นหลักร้อยล้าน การบริจาคนี้อาจนำไปสู่การใช้อิทธิพลของสถาบันกษัตริย์เพื่อตอบแทนผลประโยชน์แก่ผู้บริจาคได้เช่นเดียวกับที่ผู้ให้เงินนักการเมืองหวังอิทธิพลจากนักการเมือง ดังนั้นจึงต้องไม่เปิดให้มีการบริจาคให้กับเจ้าโดยตรงเพื่อ “ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย” และหากใครประสงค์ที่จะบริจาคเพื่อใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ เงินนั้นก็ต้องเข้าสู่การบริหารจัดการของรัฐบาล จะนำไปเป็นเงินส่วนตัวของเจ้าไม่ได้
.
สรุปอีกครั้ง ในระบอบประชาธิปไตย ทรัพย์สินที่รัฐใช้ในกิจการเกี่ยวกับกษัตริย์ และทรัพย์สินที่แสวงหามาโดยใช้อำนาจรัฐ จะต้องไม่ถูกโอนไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกษัตริย์ นี่คือหลักการในการจัดระเบียบทรัพย์สินเกี่ยวกับกษัตริย์ในประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง หากใครยังเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดนี้ต้องเป็นของเจ้า นั่นเท่ากับคุณไม่เอาระบอบประชาธิปไตย คุณเอาระบอบอื่น ซึ่งเราจะไม่เอาด้วยกับพวกคุณ



iLaw
ชุมนุมซ้อมต้านรัฐประหาร “ทำไม-อย่างไร” รวมปราศรัยแกนนำ 

27 พ.ย.2563 คณะราษฎรนัดหมายชุมนุม 5 แยกลาดพร้าวในธีม ‘ซ้อมต้านรัฐประหาร’ หลังจากช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือการรัฐประหารในโซเชียลมีเดีย เวทีตั้งขึ้นหลังเวลานัดหมายเวลาประมาณ 17.00 น. ประชาชนทยอยมาร่วมจนแน่นเช่นเคย นอกจากเวทีใหญ่ยังมีจุดปราศรัยย่อยๆ และกิจกรรมย่อยในพื้นที่ชุมนุมอีกหลายจุด
“การรัฐประหารครั้งเดียวที่ยอมรับได้คือ อภิวัฒน์สยาม 2475 จากสมูบรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย” โฆษกกล่าวเปิดเวทีและระบุว่า ไทยมีการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ารวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง สำเร็จ 13 ครั้ง ไม่สำเร็จ 11 ครั้ง และทุกครั้งที่สำเร็จล้วนมีการรับรอง จึงขอคำมั่นสัญญากับประชาชนว่าจะไม่ยอมต่อการละเมิดสิทธิอีก จะต่อต้านทุกรูปแบบและไม่ยอมให้รัฐประหารบังเกิดขึ้นอีกในประเทศที่เรารักและหวงแหน
@@@ ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก กล่าวถึงข้อปฏิบัติในการต่อต้านรัฐประหาร สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือ
1.ทำคาร์ม็อบ จอดรถทำให้ถนนเป็นอัมพาต
2.ประชาชนออกมาให้มากที่สุด ยึดห้าแยกลาดพร้าว ทำให้ลำเลียงยุทโธปกรณ์ไม่ได้ รวมถึงการยึดทุกแยกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
3.แสดงสัญลักษณ์ โบขาว-เป็ด แสดงซ้ำๆ ทุกครั้ง ผูกโบว์ขาวทุกที่ ถ้ามีการแกะออกก็ให้ผูกใหม่
4.ไม่ทำตามคำสั่งใดๆ ของกบฏที่ฉีกรัฐธรรมนูญ
“การติดคุกจะไม่มีเด็ดขาดหากประชาชนชนะกบฏ เมื่อไรที่มีคณะอะไรก็ตามตั้งขึ้นมาอีก ไม่ต้องทำตามคำสั่ง ถ้าไม่สามารถควบคุมพวกเราได้ภายใน 3 วัน พวกมันจะกลายเป็นกบฏแผ่นดินทันที อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ พระมหากษัตริย์ก็มีส่วนในการเซ็นรับรอง ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก พวกเราจะออกจากบ้านมาปกป้องพระมหากษัตริย์ ให้อยู่นอกอำนาจ ไม่ให้พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือของกบฏเป็นอันขาด” ไมค์กล่าว
ไมค์กล่าวอีกว่า ส่วนการต้านรัฐประหารในระยะยาว คือ การไม่อุดหนุนนายทุนที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร อย่าซื้อของห้าง อย่าซื้อของเซเว่นฯ ให้ซื้อของที่ร้านชำ เพื่อไม่ให้นายทุนผูกขาดสนับสนุนรัฐบาลรัฐประหารอีก
เขายังกล่าวตอบคำถามมวลชนจำนวนหนึ่งว่าที่ทำอยู่นี้สำเร็จบ้างหรือไม่ว่า เราสำเร็จไปแล้วเกินครึ่ง สิ่งแรกที่สำเร็จคือ การทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้ในโรงเรียน สิ่งที่สองคือ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์แบบสาธารณะ วันก่อนสื่อหลายสำนักนำเสนอเรื่องสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเห็นใครทำเรื่องนี้เลย ส่วนข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือน้ำมันให้ขบวนการเราขับเคลื่อนได้
“ทุกวันนี้เราเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ใช้สันติวิธี สู้ด้วยสมอง สู้ด้วยสติปัญญา นี่คือพัฒนาการของพวกเราที่รับรู้ข้อมูลจากโซเชียล แม้แต่เรื่องของสุรชัย แซ่ด่าน ที่ศพลอยแม่น้ำโขงมาแล้วศพหาย เราหลายคนตาสว่างมากขึ้นจนทำให้พวกเราทนไม่ได้อีกแล้วกับประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเขียนผู้กล้า ไม่เคยเชิดชูไพร่อย่างพวกเรา แต่ต่อไปนี้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยต้องมีคณะราษฎร 2563 โดยมีพ่อแม่พี่น้องทุกคนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น และจะต้องเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคนตายหรือเสียเลือดเสียเนื้ออีก” ไมค์กล่าว
@@@ ครูใหญ่ อรรพถล บัวพัฒน์ กล่าวว่า หากเกิดการรัฐประหารขึ้น ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประชาชนจะออกมาต้านอย่างมหาศาล ต้นทุนนอกจาอาวุธ กำลังพลเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกต้นทุนหนึ่งที่ต้องจ่ายคือ ต้นทุนความศรัทธา ศรัทธาที่เหลืออยู่ไม่มากมันจะหมดไปถ้ารัฐประหารเกิดขึ้น ทั้งนี้ประเด็นทหาร ประเด็นทุน มีคนพูดถึงมากแล้ว วันนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดคือ การปฏิรูปศาสนา เราจำเป็นต้องดึงศาสนาออกจากอำนาจรัฐ ถ้าทำได้เราจะปฏิรูปประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะศาสนาแทรกซึมอยู่ในการศึกษา ในสื่อ และเป็นตัวบอกให้เราจำยอมผู้มีบุญมากกว่า รัฐจะต้องแยกออกจากศาสนาแล้วเลิกใช้ศาสนาเป็นโฆษณาชวนเชื่อ
@@@ ตัวแทนกลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เราไม่ต้องการรัฐประหาร และจะไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้ว ย้ำกันอีกครั้งว่า 3 ข้อเรียกร้องเราจะไม่ลดเพดาน 1.รัฐบาลประยุทธ์ และองคาพยพต้องออกไปให้เร็วที่สุด 2. เราต้องการรัฐธรรมนูญจากประชาชนเท่านั้น 3.เราต้องการปฏิรูปให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ความรุนแรงที่รัฐบาลประยุทธ์ทำไว้กับประเทศนี้ ไม่ใช่แค่การสลายการชุมนุมอย่างเดียว ไม่ใช่จับคนเห็นต่างเข้าคุกอย่างเดียว แต่ที่สำคัญมากคือ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวจนประชาชนเผชิญความยากลำบากอย่างมาก ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการรัฐประหารมาตลอด สนับสนุนเผด็จการตลอด และเขาจะไม่เลือกพรรคนี้แม้เป็นคนภาคใต้
@@@ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล กล่าวว่า ความชอบธรรมของประชาชนคือการออกมาชุมนุมใช้สิทธิในการเรียกร้อง ไม่ว่าจะเรียกร้องเรื่องใดก็กระทำด้วยความสงบ และประชาชนจะออกมาทุกวันเพื่อให้เขารู้ว่าไม่ยอมอีกต่อไป และต้องการมากดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม สำหรับวันนี้ประชาชนออกมาแสดงออกว่า ไม่เอารัฐประหาร ปัจจุบันในโซเชียลมีอินโฟกราฟฟิคมากมายว่าวิธีต่อต้านรัฐประหารนั้นทำอย่างไรได้บ้าง ขอให้ทุกคนหาศึกษาเพื่อเมื่อถึงเวลาเราจะได้เตรียมพร้อม
“การรัฐประหารจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาฝืนคำสั่งไม่ยอมทำตาม ขอเรียนเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยว่า การรัฐประหารคือกบฏ วินาทีที่ผู้บังคับบัญชาทำรัฐประหาร ไม่มีความชอบธรรมในคำสั่ง และไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมายอีกต่อไป อย่าไปฟัง”
@@@ อานนท์ นำภา กล่าวว่า เรามาสู้ด้วยกันด้วยความเป็นปกติ ความเป็นพื้นฐาน คอมมอนเซนส์ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การต่อสู้ยิ่งใหญ่ซับซ้อน น้องๆ มัธยมออกมาต่อสู้เรื่องทรงผมก็เป็นความคิดพื้นฐานว่า ผมสั้นผมยาวไม่ได้เกี่ยวกับสติปัญญา เราสู้บนพื้นฐานว่า การทำรัฐประหารเข้ามานิรโทษกรรมตัวเอง มันผิดปกติ เราสู้บนพื้นฐานว่า การเลือกตั้งนั้นปกติ การแต่งตั้งพวกพ้อง 250 คนมันผิดปกติ สังคมไทยไม่กล้าปริปากถึงความผิดปกติต่างๆ อีกมาก
“เราแค่ก้าวผ่านความกลัวมาสู้บนพื้นฐานแบบง่ายๆ โคตรง่ายแต่ผู้ใหญ่ไม่กล้าพูด ไม่มีประเทศไหนที่นักวิชาการต้องลี้ภัย”
“เขากลัวและพร้อมทำทุกอย่างที่จะทำให้เรื่องผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง เขาพร้อมจะจับคนที่พูดความจริงไปติดคุก ทั้งที่มันเป็นคอมมอนเซนส์ เขาพร้อมจะทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะวันนี้มีการระดมทหารจากต่างจังหวัดมาในกทม.จำนวนมาก”
“คนรุ่นผมอยู่กับความผิดปกติจนเป็นปกติ เข้าโรงหนังเพลงสรรเสริญดังขึ้น ขนาดหลับก็ต้องลุกเพราะมันถูกปลูกฝังมาจนชิน ทุกวันนี้ใครยืนดูผิดปกติ คนเจเนอเรชันใหม่กำลังขยับขึ้นมาแทนอย่างมีนัยสำคัญ คน 18-19 ปี อีก 5 ปีจะสมัครส.ส.ได้ คน 25-30 ปี อีก 5 ปี คนเหล่านี้จะเป็นรัฐมนตรีได้ วันนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะมาถึง” อานนท์ระบุพร้อมย้ำว่าปีหน้าก็อาจจบแล้วเนื่องจากคนทั้งประเทศตื่นแล้ว คนตื่นแล้วจะไม่หลับอีก
“วันนี้เราเรียกร้องให้สถาบันปฏิรูป ไม่ได้เรียกร้องเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าวันใดท่านคิดเป็นอย่างอื่นนอกจากระบอบประชาธิปไตย วันนั้นคือเราขาดกัน และการต่อต้านการรัฐประหารจะทำทุกวิถีทางให้กลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ใช้คอมมอนเซน์ สู้แบบพื้นฐานความเป็นมนุษย์นี่แหละ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องอาชีวะมีความสามารถในการแกะรถถังให้เป็นเศษเหล็ก ผมเชื่อว่าพี่น้องวิจิตรศิลป์สามารถสาดสีพ่นสีต้านรัฐประหารได้ ผมเชื่อมั่นในพี่น้องคนอีสานคนใต้จะเอาปลาร้าน้ำบูดูมาสาดใส่ทหารที่รัฐประหาร และเชื่อมั่นว่าพี่น้องทั้งหมดจะมาร่วมต้านรัฐประหารหากมีใครคิดจะทำ การต้านรัฐประหารจะไม่มีใครเป็นแกนนำ ทุกคนเป็นอิสระ เป็นแกนนำของตัวเอง นี่คือพันธสัญญาร่วมกัน”
@@@ ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา กล่าวว่า หากมีรัฐประหารเกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาต่อต้านเป็นจำนวนมากกว่าในอดีต เป็นแสนเป็นล้าน เราต้องออกมาต่อต้าน คัดค้าน เป็นการยืนยันว่ามีคนที่ไม่เอาเผด็จการ ออกมาชูสามนิ้ว ออกมาทำอะไรก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีมนุษย์ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ใช้กำลังแก้ปัญหาทางการเมือง
“ปัญหาของสังคมไทยมันมีมานานมากแล้ว เราวนหลูปแบบนี้เพราะวัฒนธรรมการเมืองแบบผิดๆ ที่ปล่อยให้คนทำรัฐประหารลอยนวล สังคมที่ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม จำกัดความคิดทางการเมือง เพราะคุณไม่สามารถยอมรับความจริงได้ว่าประชาชนเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อก่อนชาติคือสถาบัน แต่วันนี้ชาติคือประชาชน คำว่า คน ไม่ใช่คนที่ก้มกราบ แต่เป็นคนที่ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี แค่เราเปลี่ยนความคิดของเราในการมองคน ในการมองตัวเอง แค่นี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เลิกดูถูกตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณกับเจ้าก็มีความเป็นคนเฉกเช่นเดียวกัน”
“ความจนของเราไม่ใช่เพราะเราเกิดมาเป็นเช่นนั้น เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ที่มันจนเพราะโครงสร้างทางการเมืองไม่เป็นธรรม ทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม ใครเป็นคนผูกขาดทางเศรษฐกิจ แรงงานคนชั้นล่างเป็นคนสร้างโลก สร้างทางที่สะดวกสบาย สร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่โต แต่พวกเขาไม่มีศักดิ์ศรีที่จะยืนในสังคมไทยได้อย่างภาคภูมิใจ ... สำหรับคนที่ออกมาต่อสู้ใหม่ๆ ขอปรบมือชื่นชมความกล้าหาญ คุณมองได้ไกลมากกว่าตัวเอง มองเห็นคนอื่น มองเห็นผู้ทุกข์ยาก เห็นอกเห็นใจคนที่ถูกกดขี่ นี่คือความเป็นมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่ากัน เกลียดกัน ที่เราเกลียดกันเพราะถูกหล่อหลอม อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เคยพูดถึงความเป็นมนุษย์เลย เขาทำให้คนเหมือนๆ กันทั้งที่เราไม่เหมือนกัน เรามีความหลากหลายแต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ เราต้องการความยุติธรรม ความถูกต้อง”
“คณะรัฐประหารเวลาเข้ามาจะอ้างแพทเทิร์นไม่กี่แบบ หนึ่งคือความขัดแย้ง ความวุ่นวาย จริงๆ ความขัดแย้งตอนนี้กับหกปีที่แล้วก็เหมือนเดิม ความขัดแย้งในสังคมไทยเรื่องเดิมคือความไม่ยุติธรรมทุกมิติ ปัญหามีมาตลอด แต่รัฐบาลประยุทธ์ให้เราหยุดพูดถึงปัญหา เขาไม่ได้แก้ปัญหา แค่ให้หยุดพูด นี่คือวัฒนธรรมที่ไม่ดีของสังคมไทย เราต้องหยุดวัฒนธรรมของการนิ่งเฉย วัฒนธรรมของการสยบยอม เราต้องกล้าหาญแล้วออกมาสู้กับความอยุติธรรม”
ไผ่กล่าวว่า หากเกิดรัฐประหาร ไม่ว่าอยู่ไหนทำอะไรอยู่ต้องออกมารวมกัน, ใครมีรถเอารถมาจอดเป็นม็อบคาร์ สิ่งที่ทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้รวมกันก็มีพลัง ถ้าใครนึกอะไรไม่ออก ลุกออกมายืนชูสามนิ้วแล้วท่องว่า ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป ... ทำให้เขารู้ว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม สังคมนี้เปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนไม่กลัวอีกแล้ว เราจะออกมาต่อสู้ด้วยความรัก รักในความยุติธรรม รักในความเป็นมนุษย์
###
ภาพโดย Kan Sangtong Chana La Napat Thikamporn Tamtiang








Voice TV

องค์กรสิทธิฯ ทั่วโลกจับตารัฐบาลไทย
.
เวลา 17.00 น. สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ ประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์ชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่บริเวณ 5 แยกลาดพร้าว กล่าวกับวอยซ์ว่า ตอนนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรกำลังติดตามการชุมนุมทางการเมืองในไทยอย่างใกล้ชิด หลังเกิดความรุนแรงถี่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม หรือการแจ้งข้อหาที่มีโทษสูงแก่ผู้ชุมนุม
.
สุนัย กล่าวอีกว่า องค์กรสิทธิฯ หลายองค์กรประเมินว่ารัฐไทยไม่ทำตามข้อตกลงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการให้พลเมืองสามารถชุมนุมทางการเมืองได้อย่างสงบ เพราะรัฐไทยไม่ได้อำนวยความสะดวก รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมรวมตัวได้ตามสิทธิได้อย่างสงบและปลอดภัย
.
ตรงกันข้ามรัฐไทยกลับปราบปราม สลายการชุมนุมประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปิดกั้น ขัดขวางการแสดงออกทางการเมือง
.
"เราประเมินว่าตอนนี้ผู้ชุมนุมยังชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ และอยู่ในกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและตามข้อตกลงกติการะหว่างประเทศอยู่"
.
อีกหนึ่งความกังวลที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นห่วงคือ ความรุนแรงในที่ชุมนุมจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ อย่างกลุ่มอันธพาลฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาก่อเหตุความรุนแรงในที่ชุมนุม
.
ดังนั้นเขาจึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติกับผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แค่ดูแล อำนวยความสะดวกกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
.
วิสัยยศ จันทร์แก้ว
#VoiceOnline





[full-post]



สุขุม สมหวัง ยังวัน
ใครแพ้ใครชนะ (2)
ตอนที่ 1 >>https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10217627302983111&id=1494837804
คราวนี้มาพูดถึงฝ่ายประชาธิปไตยกันบ้าง
1. คณะราฎร ประกาศล่วงหน้าถึงการชุมนุมครั้งต่อไปที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นเวลาเกือบอาทิตย์เต็มๆ ข้อดีคือทำให้ประชาชนรู้จุดหมายล่วงหน้า สามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และศึกษาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน และรู้ว่าเป้าทางการเมืองของการชุมนุมครั้งนี้คืออะไร
แต่ข้อเสียคือ ทำให้ฝ่ายรัฐ สามารถเตรียมการต่อต้านล่วงหน้าได้อย่างแน่นหนา จนยากที่จะตีฝ่าเข้าไปได้
ยิ่งใกล้กำหนดนัด ยิ่งมีเสียงเรียกร้องหนาหูขึ้นเรื่อยๆให้ "แกง" หรือ "เท" เป้านั้นเสีย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากแกนนำแทบจะในทันที จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานที่เป็นอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเย็นวันสุกดิบ และเปลี่ยนอีกครั้งเป็นที่ SCB ในคืนเดียวกัน ทำให้ราเห็นว่า
1.1 ทุกคนคือแกนนำอย่างแท้จริง แกนนำรับฟังเสียงของมวลชนอย่างแท้จริง ขบวนการนี้ เป็นขบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิได้ขับเคลื่อนด้วยการชี้นำจากแกนนำเพียงกลุ่มเดียว
1.2 ความยืดหยุ่นอ่อนตัว ไม่เข้าเผชิญหน้าอย่างดึงดันหักหาญ โดยมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นหลักชัย
1.3 ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของมวลชนอย่างดีเยี่ยม ทำให้มวลชนยิ่งเชื่อมั่นต่อขบวนการนี้ ที่จะทำให้มีคนเข้าร่วมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
2. เป้าหมายทางการเมืองหลัก คือเปิดโปงการฉ้อฉลทรัพย์สินของแผ่นดิน ในรูปของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นสัญลักษณ์ เมื่อสำนักงานทรัพย์สินฯ ถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา ก็กำหนดเป้าใหม่ที่ SCB ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญไม่แพ้กัน และผลทางการเมืองก็ชัดเจนแล้วว่า สามารถเปิดโปงจนบรรลุผลทางการเมืองได้สมเจตนารมณ์ การปราศรัยที่พุ่งเป้าใส่ชนชั้นปกครอง มีทั้งข้อกฎหมาย และตัวเลขที่อ้างอิงได้อย่างมีน้ำหนักแน่นหนา ทำให้ชนชั้นปกครองตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างจนต่อหลักฐาน
3. มีบุคคลชั้นนำอย่างอ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ หนึ่งในปัญญาชนสยามและผศ.ดร.ษัษฐรัมย์​ ธรรมบุสดี​ แห่ง มธ. กล้าประกาศตัวเข้าร่วมขบวนการนี้อย่างชัดเจนเปิดเผย ย่อมสร้างผลสะเทือนอย่างลึกล้ำต่อวงการนักวิชาการและปัญญาชนไทย ทำให้เชื่อได้ว่า เร็วๆนี้ จะต้องมีบุคคลอื่นๆ ออกมาเปิดตัวสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นอีกแน่นอน
4. ยุทธวิธีมุ้งมิ้ง แต่แฝงนัยอย่างเหนือชั้นทันยุค แกนนำประกาศเชิญชวนมวลชน แต่งกายมาม็อบแบบมุ้งมิ้งจัดเต็ม แม้แต่ตัวแกนนำคนสำคัญอย่างเพนกวิน หรือทนายอานนท์ ก็ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยชุดเป็ดสีเหลืองน่ารักน่าเอ็นดู เป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างยากจะเชื่อได้ว่า พวกเขาคือคนที่ขึ้นปราศรัยในเรื่องอันหมิ่นเหม่อย่างเผ็ดร้อน และได้สาระสำคัญครบถ้วน เป็นการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้บรรยากาศของม็อบเป็นไปอย่างผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด มวลชนได้รับเนื้อหาของคำปราศรัยไปอย่างเต็มๆ
ที่เด็ดสุดของม็อบคืนนี้ คือคูปองเป็ดแทนเงินสดของราษฎร เป็นคูปองหน้าตาน่ารักน่าชัง แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง สั่นสะเทือนวงการการเงินการคลังของประเทศ ลึกซึ้งจนสื่อหลักบางแห่ง เอาไปทำสกู๊ปพิเศษออกอากาศเผยแพร่ไปทั่วโลก
นอกจากจะสามารถใช้จับจ่ายสินค้าจากรถ CIAได้จริงแล้ว ยังกลายเป็นของสะสมระดับ rare item ที่ผู้คนอยากได้ไว้ในคอลเล็คชั่นส่วนตัว เราจะไม่แปลกใจเลยว่า ม็อบครั้งหน้า หากแกนนำประกาศว่าจะมีการแจกคูปองนี้อีก นักสะสมทั้งหลาย จะแฝงตัวเข้ามาในม็อบ เพื่อเก็บสะสมคูปองนี้อย่างล้นหลาม นับว่าเป็นอุบายที่แยบยลลึกซึ้งเหนือคำบรรยายจริงๆ
5. จากแกงเทโพเป็นแกงโฮะ การย้ายสถานที่ชุมนุมอย่างฉับพลันทันการณ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ขนเอาบังเกอร์ ตู้คอนเทนเนอร์ และกองกำลังหลายสิบกองพัน ออกมาเตรียมตั้งรับอย่างเอิกเกริกโกลาหล แล้วถูกเท หรือถูกแกงอย่างเจ็บแสบซึ่งๆหน้า ยิ่งทำให้ชนชั้นปกครองไทย กลายเป็นตัวตลกเอกในเวทีโลก ชาวบ้านออกมาก่นด่ากันขรม เพราะทำให้รถติดไปทั่วกรุง ความน่าเชื่อถือต่อรัฐบาลที่มีน้อยอยู่แล้ว ลดต่ำลงเป็นติดลบภายในชั่วข้ามคืน ภาวะรัฐล้มเหลว กำลังกัดกินรัฐบาลจนถึงกระดูก
6. กระแสสื่อเริ่มตีกลับ เริ่มมีสื่อกระแสหลัก พูดถึงข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา หลังจากที่ต้องละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจมานาน เท่ากับการทลายเพดานของสื่อให้เปิดโบ๋โล่งโจ้งขึ้น นั่นจะบังคับให้สื่ออื่นๆ ต้องนำเสนอข่าวในทำนองเดียวกันนี้กว้างขวางกว่าที่เคยเป็นมา
7. มาตรา 112 สิ้นมนต์สะกด แต่กลับกลายสภาพเป็นมนต์ดำย้อนเข้าแช่งชักชนชั้นปกครองไทยเอง ทั้งรัฐมนตรีสวีเดน ทั้งองค์กรทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนของต่างประเทศ ที่มีภรรยาของดาราดังเป็นตัวแทน และอีกหลายองค์กร จากหลายประเทศ ดาหน้าออกมาประสานเสียงคัดค้านการใช้กฎหมายมาตรานี้กันโดยไม่ต้องนัดหมาย แต่หากเขาจะดึงขืนดึงดันใช้ต่อไป อย่าว่าแต่เยอรมันนีที่เขาจะกลับไปเสวยสุขอีกไม่ได้เลย แค่จะเหยียบย่างออกจากกะลาเล็กๆใบนี้ ยังยากยิ่งที่จะทำได้
8. ก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ หลังจากม็อบผ่านการถูกปราบปราบด้วยรถฉีดน้ำผสมสารเคมีร้ายแรง และแก๊สน้ำตา และถูกอันธพาลลอบยิงมาสองครั้งสองครา ไม่นับรวมการจับกุมด้วยสารพัดข้อหาอีกนับครั้งไม่ถ้วน ไม่รวมกับการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวงอีกสารพัด ม็อบไม่เพียงแต่ยังดำรงอยู่ได้ หากแต่กลับยิ่งเข้มแข็งขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ และมีแนวโน้มอย่างเห็นได้ชัดว่า กำลังก้าวกระโดดสู่คุณภาพใหม่ที่น่าตื่นใจ จะเห็นได้ชัดจากที่ก่อนสลายตัว ยังได้นัดหมายการชุมนุมล่วงหน้าในอีกเพียงสองวัน โดยปิดสถานที่นัดหมายเป็นความลับ
เป็นการตีเหล็กขณะที่กำลังร้อนแดง และสรุปบทเรียนข้อผิดพลาดจากครั้งก่อน เป็นการตัดสินใจที่เฉียบแหลมและทันสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่า วันที่ 2 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ศาลรธน. มีนัดอ่านคำพิพากษาคดีตู่อยู่บ้านหลวง เป็นโอกาสสุดท้ายที่ชนชั้นปกครอง จะเปลี่ยนม้ารับใช้ หากยังดื้อด้านใช้ม้าตัวนี้ต่อไป มีแต่จะพากันลงเหวกันทั้งม้าทั้งคนขี่
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอดีต ไม่เคยสำเร็จลงได้ภายในวันสองวัน ต้องผ่านการต่อสู้อย่างเข้มข้นยาวนานทั้งสิ้น ถ้าเรานับเอาการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เป็นหมุดหมายแรก จนถึงปีนี้ ก็รวมเวลาได้ 88 ปีเต็ม ตลอดเวลายาวนานเท่าอายุคนคนหนึ่งนี้ อาจมีบางช่วงกระแสสูง บางช่วงกระแสตกต่ำ แต่เรากล้าพูดได้ว่า ไม่มีครั้งใดเลยที่กระแสการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ จะสูงเท่าทุกวันนี้ ไม่มีครั้งใดเลยในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่ฐานรากอันแน่นหนามั่นคงของศักดินา จะถูกขุดเซาะให้สึกกร่อนโงนเงนได้ขนาดนี้
วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ใช่ด้วยพรหมณ์ หรือเทพองค์ใด หากแต่โดยสองมือของประชาราษฎรนี่ต่างหาก ที่เหลือก็เพียงแค่เดินหน้าไปช่วงชิงมันมาเท่านั้น ขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดของอาจารย์ษัษฐรัมย์​ วาทะแห่งค่ำคืนวานที่ว่า "เมื่อเรากล้าจะยืนขึ้น เราจะเห็นว่าศัตรูของเราตัวเล็กนิดเดียว"
ประชาชนจงเจริญ!




สุขุม สมหวัง ยังวัน

ใครแพ้ใครชนะ (1)
ม็อบ 25 พ.ย. 63 ที่มีเป้าหมายเดิมที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนจุดนัดพบถึงสองครั้ง เป็นที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และมาจบที่ SCB ได้สะท้อนความจริงให้สังคมรับรู้ หลายประการ
1. ความแตกตื่นโกลาหลของศักดินาและสมุน เริ่มจากการใช้ ฮ.บินลาดตระเวนในระดับต่ำไปทั่วกรุง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ประชาชนทั่วไป เขาคาดหวังว่า จะข่มขวัญให้ประชาชนเกรงกลัว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้าน ที่ยังไม่รู้เรื่องม็อบวันนั้น หันมาสนใจ และสอบถามต้นสายปลายเหตุ และรับรู้เข้าใจเป้าประสงค์ของม็อบไปในที่สุด กลายเป็นลูกศรอาบยาพิษ ที่ย้อนกลับมาพุ่งใส่คนยิงเข้ากลางอกอย่างเหมาะเหม็ง
2. การปักป้าย"เขตพระราชฐาน" ไว้โดยรอบสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยต้องการสื่อเป็นนัยว่า "เขตใช้กระสุนจริง" พร้อมทั้งขนเอาตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งรายล้อมเส้นทางทุกสายที่มุ่งไปที่นั่น วางแนวลวดหนาม แบริเออร์ปูน ฯลฯ จนกลายเป็นกำแพงยักษ์ ที่สื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก กลับยิ่งเป็นการประจานความโฉดเขลาและขลาดกลัวของพวกเขาไปทั่ว ถึงขนาดบริษัทต่างชาติเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีเครื่องหมายการค้าติดอยู่ ต้องออกมาชี้แจงปฏิเสธความเกี่ยวพันของบริษัทตน กับรัฐบาลไทย ส่งผลให้ฝ่ายรัฐ ต้องสั่งให้สมุนบริวารเอาสีไปทาทับเครื่องหมายการค้าบนตู้ จนกลายเป็นการแสดงความโง่ซ้ำซ้อน เสียหายทางการเมืองหนักเข้าไปอีก
3. การระดมกองกำลัง ทั้งตำรวจ และทหาร เข้ามาจำนวนมหาศาล ทั้งมาในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบ อีกทั้งย่ามใจขนาดมาฝึกซ้อมการเผชิญเหตุกลางถนนในกรุง อย่างไม่แคร์สายตาประชาชน และสื่อมวลชน แทนที่จะเป็นการข่มขวัญมวลชน กลับยิ่งเป็นการประจานตัวเองหนักเข้าไปอีก
4. ทันทีที่แกนนำประกาศเปลี่ยนเป้าหมายเป็น SCB ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็รีบสั่งปิดธนาคารทันที ความเสียหายทางการเงินในการปิดธนาคารแม้เพียงหนึ่งวัน คงมีมูลค่าหลายร้อย หรืออาจถึงหลายพันล้านบาท ไม่นับรวมความน่าเชื่อถือของธนาคารต่อนักธุรกิจทั่วโลก แล้วใครกันที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารแห่งนี้?
นี่ถ้าไม่ใช่การยกก้อนหินทุ่มขาตัวเอง จะเรียกว่าอะไร?
5. เอกสารลับของราชการแทบทุกระดับชั้นความลับ ไม่ว่า ปกปิด ลับ จนถึงลับมาก ถูกนำออกเผยแพร่ไปทั่วสังคมออนไลน์ และสื่อมวลชน สะท้อนให้สันนิษฐานไปได้สองแง่ แง่หนึ่ง มีหนอนบ่อนไส้แทรกซึมอยู่ในแทบทุกวงการ หรืออีกแง่หนึ่ง คือข้าราชการ ตำรวจและทหาร เริ่มไม่เห็นด้วยกับประกาศหรือคำสั่งเหล่านั้น และนำเอกสารเหล่านั้นออกเผยแพร่เสียเอง
ไม่ว่าจะมองแง่ใด ย่อมสร้างความหวาดระแวงกันเองในหมู่ชนชั้นปกครอง จนยากจะจัดการปัญหาของฝ่ายตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นับเป็นสัญญาณบอกเหตุที่สำคัญยิ่งของสภาพ"รัฐล้มเหลว"ที่กำลังเกิดขึ้น
6. การใช้อันธพาล มาปาระเบิดและยิงใส่การ์ดของผู้ชุมนุม ขณะกำลังสลายตัว จนเป็นเหตุให้ทีมการ์ดได้รับบาดเจ็บไปหนึ่งคน แต่ก็ต้องแลกกับผู้ก่อเหตุถูกจับตัวได้แทบจะในทันทีทันใด สะท้อนให้เห็น
6.1 ความจนตรอกของรัฐ ที่ไม่อาจใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมายในมือของตนได้แล้ว
6.2 ธาตุแท้ของความป่าเถื่อนอำมหิตของผู้เสียประโยชน์
6.3 ความมีประสิทธิภาพของกลุ่มการ์ดทุกกลุ่ม ที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้การสืบหาผู้บงการ ทำได้ไม่ยากเย็นนัก ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ผู้บงการ และผู้ลงมือ ต้องคิดหนักขึ้นที่จะก่อเหตุทำนองเดียวกันนี้อีกในอนาคต
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงด้านของความพ่ายแพ้ถอยร่นของชนชั้นปกครอง ก่อนที่จะพูดถึงด้านชัยชนะและการรุกไล่ของฝ่ายประชาชน แต่ดูแล้วข้อเขียนนี้ชักจะยาวเกินไป จึงขอยกไปเขียนอีกตอนหนึ่ง
To be continue... โปรดติดตาม.


ขับเคลื่อนโดย Blogger.