Peace News

“บิ๊กจิ๋ว” เสนอยุบ ครม.-เลิก คสช.ตั้ง รบ.เฉพาะกาล-เขียน รธน.ใหม่


“บิ๊กจิ๋ว-พญาไม้-จตุพร” ผนึกกำลังเสนอทางออกประเทศไทย ชูความเห็นร่วม “ประยุทธ์เป็นศูนย์กลางปัญหาชาติ” แนะลาออก เสียสละตัวเองประวัติศาสตร์ชาติจะจารึก ยึดเป็นตัวอย่าง แจงหยุดเลือกตั้งภายใต้ รธน.60 เจ้าปัญหา นำ รธน.40 มาใช้ชั่วคราว แล้วตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลพระราชทาน เขียน รธน.ใหม่ เสมอภาคทุกส่วน

เมื่อ 28 ก.ย. 2561 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นายเผด็จ ภูรีปฏิภาณ สื่อมวลชน เจ้าของนามปากกา “พญาไม้” และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ร่วมกันแถลงข่าว “ทางออกประเทศไทย” ณ บ้านพัก พล.อ.ชวลิต ซอยกาญจนาภิเษก 10/4 รามอินทรา เขตคันนายาว

พล.อ.ชวลิต ในวัย 86 ปี เสนอว่า ทางออกประเทศไทยที่จะเป็นไปได้มีอยู่ทางเดียว โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ ปฏิบัติตามพระราชประสงค์ มอบสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนได้เรียนรู้ แล้วมอบอำนาจอธิปไตยในการปกครองบ้านเมืองให้ประชาชน

นอกจากนี้ ต้องยึดหลักนิติธรรมอย่างเข้มข้น ให้ถือว่าคนทำผิด หากยังไม่ถูกตัดสินต้องถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่จับขังไว้ก่อนเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งต้องยึดหลักการปกครองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า การปกครองประชาธิปไตยในไทยขณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไม่มีขบวนการประชาธิปไตยที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ขบวนการประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้น ซึ่งกำลังทำให้เกิดในเร็ววันนี้ การเปลี่ยนแปลงต้องเดินหน้า ไม่ใช่อยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิตเป็นไปไม่ได้ เรามีแผนการที่จะให้พระองค์ท่านได้รับทราบโครงการเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ร.10”

รวมทั้งย้ำว่า แนวทางที่เสนอนั้น ไม่ต้องการทำลายคนหนึ่งคนใดในการปกครองปัจจุบัน แต่ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งที่เกิดเมื่อกว่า 30 ปี กลับมาเกิดขึ้นอีกในอนาคต

นายเผด็จ ถามว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะนำไปสู่สิ่งที่เสนอมานั้นได้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งในระบบปัจจุบันจะเกิดการทะเลาะกันไม่สิ้นสุด ก่อปัญหาตามมามากมายหลังเลือกตั้ง เราต้องเปลี่ยน เริ่มด้วยเปลี่ยนระบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขแห่งรัฐ เพราะทรงถืออำนาจสูงสุด

“ถ้าการปกครองแบบนี้จะเกิดปัญหา เอาอย่างนี้หรือไม่ อย่าปล่อยให้มีการเลือกตั้งเลย คือ เปลี่ยนระบบปัจจุบันสักหน่อย ให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้อำนาจพิเศษของพระองค์ท่าน”

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า การใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันประเทศไปไม่รอด ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแก้ไขบ้างมาตราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้ง ยกเลิก คสช. แล้วให้กลับมาช่วยกันทำงาน จากนั้นตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาดำเนินการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เกิดความเสมอภาคขึ้น ใช้เวลา 1-2 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จบ สิ่งสำคัญ เมื่อ คสช. หมดไปแล้ว พระองค์ท่านจะเลือกรัฐบาลใหม่ และตั้งสภานิติบัญญัติใหม่

“ศูนย์รวมปัญหาขณะนี้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งสูงและรุนแรงมาก แต่ไม่รู้ว่า ความอดทนของคนชั้นล่างจะมีถึงไหน หากถวายฎีกาแล้วจะยุ่งกันใหญ่ทั้งประเทศ สรุปแล้วปัญหาที่ง่ายที่สุดขณะนี้ คือ การเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพล.อ.ประยุทธ์ จะได้จารึกเป็นประวัติศาสตร์”

พล.อ.ชวลิต เชื่อว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ฟังในสิ่งที่ตนพูดและคงคิดจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องด้วยตัวเองอย่างแน่นอน เพราะท่านเป็นลูกผู้ชาย เป็นทหารกล้า ท่านเท่านั้นต้องทำ เพราะท่านเป็นตัวปัญหาหลักขณะนี้

พร้อมกับย้ำถึงความหวังในวันนี้ เชื่อว่า ความเสียสละของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นตัวอย่างรูปแบบอันหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ และขออย่าห่วงประเทศชาติให้มากเกินไปนัก

“ท่าน (พล.อ.ประยุทธ์) น่าจะทำ น่าจะเสียสละตัวเอง ดีกว่าให้สิ่งอื่นมาประจานให้สิ่งที่ท่านต้องการมันไม่เป็นจริง แล้วนำความเสียหายมาสู่ตัวท่านเอง วงศ์ตระกูล ลูกหลานอีก 100 ปี 1000 ปีก็จะพูดถึงสิ่งนี้ ผมจึงว่า ท่านทำแน่นอนในสิ่งที่ดี”

สำหรับแนวคิดการยื่นฎีกาขอพระราชทานรัฐบาลเฉพาะกาลนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า นี่คือความน่ารักของคนไทย ที่เกรงว่าจะไปทำให้พระองค์ท่านไม่สบายพระทัย ดังนั้น ทางออกคือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจะจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาลและสนับสนุน นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ได้เป็นก็ไม่สำเร็จ จะรวมกัน 500 พรรคก็ตั้งไม่สำเร็จ

นายจตุพร กล่าวว่า การเลือกตั้งภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจ ม.44 สามารถคุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสิ่งสำคัญ หัวหน้า คสช. จะบอกว่าสนใจการเมืองนั้นไม่ได้ แต่จะต้องสนใจประชาธิปไตย สนใจประเทศไทย สนใจประชาชนด้วย อีกทั้งการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยอาศัยมาตรา 44 เพียงอย่างเดียวจะยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหาในอนาคตแน่นอน

“ผมแนะนำว่า ต้องลาออกจากหัวหน้า คสช. หรืออกจากนายกรัฐมนตรี และให้คนกลางเข้ามาทำหน้าที่การเป็นกรรมการและพล.อ.ประยุทธ์ ก็มาทำหน้าที่เป็นผู้แข่งขัน”

PEACE NEWS


เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะแกนนำพรรคเพื่อไทย..
ท่านเอกอัครราชทูตเดินทางมาในนาทีที่ 11.50




Posted: 24 Sep 2018 01:19 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-09-24 15:19


กระทรวงต่างประเทศมัลดีฟส์แถลงยอมรับ "อิบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์" ผู้นำฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง นับเป็นการพลิกชนะประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ทั้งที่รัฐบาลคุมเลือกตั้งหนัก แถมฝ่ายค้านเพิ่งถูกตำรวจบุกสำนักงาน โดยการเลือกตั้งรอบนี้ยังเป็นการชี้วัดยุทธศาสตร์จีนในมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากที่ผ่านมาประธานาธิบดีมัลดีฟส์พึ่งพาแหล่งสินเชื่อจากจีนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน


ผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านมัลดีฟส์เดินรณรงค์ก่อนการเลือกตั้ง โดยผลการเลือกตั้งอิบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ ผู้นำฝ่ายค้านพลิกเอาชนะประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ (ที่มา: Facebook/Ibrahim Mohamed Solih - Ibu)


อิบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ ผู้นำฝ่ายค้านมัลดีฟส์ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้ง โดยเขาโพสต์ภาพในวันนี้ (24 ก.ย.) "Come on now, fly high with me. #JazeeraRaajje" หลังทราบผลการเลือกตั้ง (ที่มา: Facebook/Ibrahim Mohamed Solih - Ibu)

กระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์แถลงยอมรับว่า อิบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งมัลดีฟส์ โดยเขาได้คะแนน 134,616 คะแนนอย่างเหนือความคาดหมาย เอาชนะประธานาธิบดีอับดุลลา ยามีน อับดุล กายุม ที่ได้คะแนน 96,132 คะแนน ทั้งนี้ยามีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าปราบปรามฝ่ายค้านก่อนเลือกตั้ง จนถึงขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ ยังไม่ออกมายอมรับความพ่ายแพ้

ด้านสหรัฐอเมริกาและอินเดียต่างแถลงแสดงความยินดีกับผลการเลือกตั้ง

ในรายงานของบีบีซี ระบุว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะประกาศในวันที่ 30 ก.ย. ขณะที่ผู้สนับสนุนของโซลีห์ออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนแล้ว ด้านโซลีห์เรียกร้องให้ประธานาธิบดียามีน "ยอมรับเจตจำนงของประชาชน"

"เสียงของประชาชนดังและชัดเจน ประชาชนมัลดีฟส์ต้องการความเปลี่ยนแปลง, สันติภาพ และความยุติธรรม" โซลีห์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟ์ส์

ตำรวจบุกค้นสำนักงานพรรคฝ่ายค้านก่อนเลือกตั้ง 1 วัน

ก่อนหน้านี้มีรายงานในอัลจาซีรา เมื่อ 23 ก.ย ว่าตำรวจมัลดีฟส์บุกค้นสำนักงานของพรรคการเมืองฝ่ายค้านในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน โดยอ้างว่าเพื่อสืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหา "การติดสินบนและใช้อิทธิพลชักจูงการลงคะแนน"

ฮิซาน ฮุสเซน ทนายความของพรรคฝ่ายค้านเปิดเผยว่ามีตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษบุกที่ทำการพรรคของพวกเขาซึ่งตั้งอยู่บนอาคาร 7 ชั้นในมาเล เมืองหลวงของประเทศหมู่เกาะกลางมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้ โดยที่ฮุสเซนบอกว่าการบุกสำนักงานในครั้งนี้เป็นความพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายในการขัดขวางการเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันที่ 23 ก.ย. 2561

ทางฝ่ายตำรวจโพสต์ลงโซเชียลมีเดียทวิตเตอร์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไป "ยับยั้งการกระทำที่ผิดกฎหมาย" ในที่แห่งนั้น โดยที่มีหมายศาลออกคำสั่งให้ตำรวจทำการตรวจค้นเป็นเวลา 14 ชั่วโมงเพื่อสืบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินซื้อเสียงและส่งอิทธิพลชักจูงการลงคะแนน

สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรประณามการบุกค้นของตำรวจในครั้งนี้ โดยที่ โรเบิร์ต ฮิลตัน ทูตสหรัฐฯ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลมัลดีฟส์ยึดมั่นต่อพันธกรณีในเรื่องการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม

ก่อนหน้านี้เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ "อันเฟรล" (ANFREL) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าบรรยากาศทางการเมืองของมัลดีฟส์ทำให้เกิดการเอนเอียงไปในทางพรรครัฐบาล จากการที่สื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถูกทำให้เงียบเสียง ฝ่ายค้านถูกตัดสินจำคุกหรือถูกบีบให้ออกจากประเทศด้วยข้อกล่าวหาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งยังเป็นพันธมิตรคนสำคัญของยามีนที่ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบการนับคะแนน นอกจากนี้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศรวมถึงนักข่าวก็ถูกปฏิเสธไม่ให้วีซาเข้าประเทศ

ทางด้าน แพทริเซีย กอสส์แมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ก็วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลเช่นกัน โดยวิจารณ์เรื่องการจับกุมคนวิจารณ์ ปิดปากสื่อ และใช้อำนาจผ่าน กกต.ปิดกั้นพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่เหมาะสมเพื่อให้ฝ่ายตัวเองชนะ

บททดสอบประชาธิปไตยมัลดีฟส์
ชี้วัดอิทธิพลจีนในมหาสมุทรอินเดีย


ประเทศมัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะกลางมหาสมุทรอินเดีย ที่ประกอบขึ้นจากเครือข่ายเกาะปะการัง 26 เกาะ และเกาะเล็กเกาะน้อย 1,192 เกาะ มีพื้นที่ 298 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 4 แสนคน โดยการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (23 ก.ย.) นับเป็นบททดสอบประชาธิปไตยครั้งสำคัญของมัลดีฟส์ท่ามกลางความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลจะล็อคผลการเลือกตั้ง หลังจากที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มัลดีฟส์อยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อับดุลลา ยามีน อับดุล กายุม ผู้ถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้การเลือกตั้งของมัลดีฟส์ยังเป็นท่ามกลางการปราบปรามกลุ่มพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย อิบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ โดยผู้นำฝ่ายค้านเหล่านี้ถ้าไม่ถูกจับกุมก็มักจะต้องออกนอกประเทศ

มัลดีฟส์เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องทะเลสวยและมีรีสอร์ทหรูๆ เป็นประเทศที่มีกลุ่มประชากรหลักๆ เป็นชาวมุสลิม ซึ่งยามีนก็อ้างเรื่องความเป็นศาสนาอื่นนอกจากอิสลามของพรรคฝ่ายค้านมาโจมตี

ขณะเดียวกันก็มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอกว่าพวกเขาชื่นชมยามีนตรงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาทางวัตถุในประเทศ แต่ขณะเดียวกันการพัฒนาเหล่านี้ก็เป็นเพราะจีนเข้ามามีอิทธิพลและให้เงินกู้ยืมสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศ โดยมีนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการทำไปเพื่อปิดล้อมอินเดีย และจีนก็กลัวว่าถ้าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาฝ่ายค้านชนะพวกเขาก็จะเสียความสัมพันธ์ที่เคยมีไว้กับยามีน

ทั้งนี้โซลีห์ ผู้นำฝ่ายค้านยังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่กลุ่มของยามีนพยายามปิดปากคนที่พูดต่อต้านด้วยการจับเข้าคุก และเขายังปราศรัยกับฝูงชนว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็น "โอกาสสุดท้าย" ที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยในมัลดีฟส์ได้

โซลีห์ยังกล่าวอีกว่าชาวมัลดีฟส์ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานได้และเขาเชื่อว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลจะทำการล็อกผลการเลือกตั้ง ในเรื่องนี้กลุ่มพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านเปิดเผยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งในมัลดีฟส์ทำงานให้ยามีนและไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์เข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้งจึงอาจจะมี "การโกงการนับคะแนนครั้งใหญ่" ได้

อย่างไรก็ตามผู้ชิงตำแหน่งจากพรรคฝ่ายค้านก็เอาชนะประธานาธิบดียามีนได้ในที่สุด

เรียบเรียงจาก
Maldives police raid opposition headquarters on eve of election, Aljazeera, 23-09-2018
Maldives election: Voting ends in controversial poll, BBC, 24-09-2018

Maldives election: Opposition defeats China-backed Abdulla Yameen, BBC, 24-09-2018

[full-post]

จำเลย ทีมทนายความและชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่หน้าศาลแขวงเชียงใหม่ (ที่มา: Facebook/ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

Posted: 24 Sep 2018 02:01 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-09-24 16:01


คืบหน้าคดีกรณีป้าย "เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร" ในเวทีไทยวิชาการไทยศึกษา ศาลแขวงเชียงใหม่นัดตรวจพยานหลักฐาน นัดสืบพยานโจทก์ 6-7 ธ.ค. สืบจำเลย 12-14 ธ.ค. 2561 ชาญวิทย์ เกษตรศิรินำดอกบัวมาให้กำลังใจจำเลย ขอให้พ้นภัยมาร ชี้ เป็นคดีการเมืองทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ หวังว่าศาลจะไม่บ้าจี้เล่นตาม

24 ก.ค. 2561 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานความคืบหน้าคดีป้าย “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” ในงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาที่จัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว โดยวันนี้ที่ศาลแขวงเชียงใหม่ได้นัดตรวจพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้า ได้แก่ ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ นลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มช. ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มช. และธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโทคณะการสื่อสารมวลชน มช. และบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม

ความผิดตามฟ้องคือการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องการร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ได้รับมอบหมาย โดยนัดคดีวันนี้มีนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์คดี เดินทางมาที่ศาลราว 10 คน รวมถึง ศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำดอกบัวมามอบเป็นกำลังใจให้กับจำเลย และยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสังเกตการณ์และบันทึกภาพอยู่นอกศาลด้วย

การตรวจพยานในวันนี้เกิดขึ้นหลังคู่ความนำพยานหลักฐานแต่ละฝ่ายเข้ามาในสำนวน ระหว่างการตรวจพยาน ชยันต์ ผู้เป็นจำเลยที่หนึ่ง แถลงต่อศาลว่าการดูเอกสารของฝ่ายโจทก์ที่ใช้ในการกล่าวหาตนเองแล้ว ตนมีบทบาทแตกต่างไปจากจำเลยคนอื่นๆ คือมีฐานะเป็นประธานฝ่ายวิชาการของงานประชุมนานาชาติไทยศึกษาครั้งดังกล่าวซึ่งไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ในเอกสารของฝ่ายโจทก์ ตนถูกเรียกให้ไปดูป้าย “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดป้ายแต่อย่างใด

เมื่อชยันต์แถลงเสร็จ ศาลเจ้าของสำนวนระบุว่า ที่จำเลยที่หนึ่งกล่าวมาเป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่ายจำเลยต้องนำสืบเข้ามา แต่เบื้องต้นได้มีการสืบสวน ทำความเห็น กล่าวหาและสั่งฟ้องเข้ามา ทางจำเลยสามารถนำเสนอพยานหลักฐานเพื่อหักล้างและแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลได้อยู่แล้ว ข้อเท็จจริงส่วนนี้ศาลยังไม่สามารถนำเข้ามาในสำนวนได้ ส่วนที่จำเลยถูกกล่าวหาดำเนินคดีนั้น ศาลก็เข้าใจว่าก่อให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลา แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของระบบงานยุติธรรม ของทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ในส่วนข้อเท็จจริงของจำเลยก็สามารถนำเข้ามาให้ครบถ้วนในขั้นตอนการสืบพยานได้ต่อไป

คู่ความทั้งสองฝ่ายได้ตกลงวันนัดสืบพยานที่ศูนย์นัดความของศาล โดยวันนัดสืบพยานโจทก์คือวันที่ 6-7 ธ.ค. 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 12-14 ธ.ค. 2561 ในเวลา 9.00 น. ของแต่ละวันเป็นต้นไป

ชาญวิทย์กล่าวกับประชาไทว่าที่เอาดอกบัวมาให้จำเลยนั้นเพื่อให้เกิดสิริมงคล ส่วนตัวรู้จักชยันต์และเคยทำงานวิชาการร่วมกันมาหลายสิบปี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวทีวิชาการไทยศึกษาที่นำมาสู่การฟ้องร้องนี้นั้นตนก็เห็น และในวันงานก็มีทหารในเครื่องแบบมาเดินในงานสัมมนาเป็นที่เห็นกัน และการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ถือเป็นคดีการเมืองซึ่งหวังว่าจะศาลจะไม่บ้าจี้ตามการเมือง

“โดยมากเวลาเราใช้ดอกบัวก็เป็นสิริมงคลนะผมว่า เหมือนเราก็อยากให้เขารอดพ้นจากบ่วงมาร ผจญกับมารก็ขอให้พ้นจากความโชคร้าย เคราะห์ร้ายทั้งหลายทั้งปวง” ชาญวิทย์กล่าว

“ฝ่ายทหารส่งคนเข้ามาในลักษณะที่ไม่เป็นการเข้าร่วมสัมมนาตามปกติ มันมีลักษณะที่ไม่น่าดู... ไม่ได้มาในลักษณะสนใจวิชาการหรือสุภาพชนนะ”

“คดีนี้ขึ้นศาลแขวง ไม่ได้ขึ้นศาลทหาร มันมีลักษณะของคดีมโนสาเร่ คือคดีเล็กๆ น้อยๆ มันก็เป็นเรื่องที่ผมว่าคนที่เป็นจำเลยคงรำคาญใจ เสียเวลา เห็นเขาบอกว่าต้องกลับไปกลับมาจากศาลเป็นเวลานาน ความผิดก็ไม่ได้ร้ายแรง ไม่ใช่เป็นความผิดใหญ่โตแบบทำลายความมั่นคงของชาติ มันเป็นคดีที่เล็กและไม่สมควรจะเกิด”

“คดีนี้เป็นคดีการเมืองใช่ไหมครับ มันเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐประหารที่จะปิดปากนักวิชาการ ฉะนั้น มันจะออกอย่างไร จะตัดสินยังไงมันก็ขึ้นอยู่กับการเมือง แต่ผมก็ยังหวังว่าศาลไม่น่าจะบ้าจี้ไปตามการเมือง” อดีตอธิการบดี มธ. ยังกล่าวว่าเสรีภาพทางวิชาการถูกคุกคามตั้งแต่มีการตั้งข้อหาแล้ว ยิ่งมีการดำเนินคดีก็ยิ่งทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนกรณีที่ชาญวิทย์ถูกดำเนินคดีในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) และ (5) ซึ่งมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือจำคุกไม่เกินห้าปี จากการแชร์และวิจารณ์กระเป๋าถือของนราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 ปอท. เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ชาญวิทย์นั้น เจ้าตัวระบุว่ายังไม่มีความคืบหน้า ยังไม่มีการฟ้องร้อง ที่ผ่านมามีการสอบสวนไปแล้วหนึ่งครั้ง


ชาญวิทย์เข้าพบ ปอท. ยันสิทธิในการแสดงความเห็น หวั่นฟ้องปิดปากคนวิจารณ์

“ทีแรกก็กังวลนะ แต่พอผ่านไปก็มีความรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องของการเมือง มันไม่ใช่เรื่องอาชญากรรมอะไร มันเป็นเรื่องการเมืองมันก็ขึ้นอยู่กับการเมือง” ชาญวิทย์ทิ้งท้าย
ย้อนไทม์ไลน์เวทีไทยศึกษา เมื่อเขียนป้ายและชูสามนิ้วเป็นคดี (อีกแล้ว)

มูลเหตุของคดีในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปราวหนึ่งปีกว่าๆ เมื่อช่วงวันที่ 15-18 ก.ค. 2560 ที่มีการจัดการประชุมวิชาการไทยศึกษา ซึ่งเป็นเวทีวิชาการนานาชาติที่มีนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมนำเสนอและรับฟังการเสนอผลงานทางวิชาการด้านไทยศึกษา งานจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติ จ.เชียงใหม่

18 ก.ค. 2560 มีนักกิจกรรมและนักศึกษานำป้ายที่มีข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” มาติดบริเวณหน้าห้องสัมมนาวิชาการ เนื่องจากเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐนอกเครื่องแบบเข้ามาบันทึกกิจกรรมต่างๆ ในงานโดยไม่มีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานและไม่ได้ขออนุญาตผู้จัดงาน โดยที่ระหว่างที่ป้ายดังกล่าวติดอยู่และมีผู้ร่วมถ่ายรูปกับป้ายดังกล่าวเป็นจำนวนมากด้วย โดยจำเลยทั้งห้าก็ได้ถ่ายภาพในท่าชูสามนิ้ว ซึ่งทั้งการติดป้ายและการชูสามนิ้วกลายเป็นเหตุที่นำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาในอนาคต


ศาลเชียงใหม่รับฟ้องคดี ‘เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร’ นัดต่อไป 14 ส.ค.นี้

176 นักวิชาการไทย-ต่างประเทศเรียกร้อง คสช. คืนเสรีภาพทางวิชาการ-คืนอำนาจอธิปไตย

ทหารจ่อเรียกนักวิชาการเข้าพบ หลังชูป้าย ‘เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร’

นักวิชาการโต้แถลงการณ์ กกล.รส.เชียงใหม่ ไม่พูดถึงบทบาททหารสอดแนม-แทรกแซงประชุมไทยศึกษา

ต่อมา ร.ท.เอกภณ แก้วศิริ อัยการผู้ช่วยศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ รับมอบอำนาจจาก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่ ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีต่อนักวิชาการ นักศึกษา และนักแปลทั้งห้าคน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.

เมื่อ 15 ส.ค. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก ได้ออกหมายเรียกนักวิชาการและนักศึกษา 5 คน ที่ปัจจุบันกลายสภาพเป็นจำเลยไปแล้ว ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จากกรณีเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในการประชุมวิชาการไทยศึกษา

เมื่อ 21 ส.ค. 2560 พ.ต.ท.อินทร แก้วนันท์ และคณะพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก แจ้งข้อหาต่อนักวิชาการ นักศึกษา และนักแปลทั้งห้าคน ทั้งยังแจ้งว่าหากผู้ต้องหาทั้งห้าสมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน และเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยอาจจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้ ให้ถือว่าคดีเลิกกัน แต่ผู้ต้องหาทั้งห้าให้การปฏิเสธข้อหา และยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 1 ก.ย. ปีเดียวกัน

11 ก.ย. 2560 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมของจังหวัดเชียงใหม่ (8 ก.ย.) กรณีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่แจ้งความผู้ต้องหาทั้งห้า และได้นัดหมายให้ผู้ต้องหาไปที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งผู้ต้องหาก็ไปตามนัด จากนั้นอัยการศาลแขวงเชียงใหม่ก็เลื่อนฟังคำสั่งคดีจนต่อมาศาลรับฟ้องในวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

คำฟ้องระบุว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันมีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมการเมืองโดยแสดงแผ่นป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” และปิดแผ่นป้ายนั้นไว้บริเวณห้องประชุมสัมมนาในงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ จ.เชียงใหม่เมื่อเดือน ก.ค. 2560 พร้อมกับการชูนิ้วสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง) อันเป็นการแสดงสัญลักษณ์ในทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น และถ่ายภาพกับป้ายข้อความซึ่งปิดไว้ที่บริเวณหน้าห้องประชุมสัมมนา เพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่ารัฐบาล และทหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบกับรัฐบาล เป็นการยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล

ที่ผ่านมา คดีนี้เป็นที่จับตามองจากองค์กรระหว่างประเทศ ประชาสังคมและนักวิชาการจำนวนมาก มีแถลงการณ์หลายฉบับที่ออกมาเพื่อเรียกร้องให้ถอนการแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งห้าคน


กป.อพช.ภาคเหนือ ร้องถอนฟ้อง 5 นักวิชาการ คดีฝืนคำสั่ง คสช. ปมกิจกรรมในงานไทยศึกษา

28 ประชาสังคม ร้องถอนฟ้อง 5 นักวิชาการ คดีฝืนคำสั่ง คสช. ปมกิจกรรมในงานไทยศึกษา

3 องค์กรสิทธิร้องยุติคดี 5 นักวิชาการเชียงใหม่ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/58

คณะสังคมศาสตร์ มช. ร้องอธิการฯ เสนอข้อเท็จจริง จนท.ยุติคดี 'เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร'

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ร้องถอนฟ้อง 5 นักวิชาการ คดีฝืนคำสั่ง คสช. ปมกิจกรรมในงานไทยศึกษา


Posted: 24 Sep 2018 03:19 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-09-24 17:19


24 ก.ย. 2561 จากรายงานของพรรค CHP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านของตุรกี ระบุว่านับตั้งแต่พรรค AKP เป็นรัฐบาลมาได้ 16 ปี มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงานถึง 21,800 คน จากสถิตินี้ทำให้ตุรกีเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตเกี่ยวเนื่องจากการทำงานมากที่สุดในยุโรป เฉลี่ยแล้วเสียชีวิตเกือบวันละ 4 ราย

รายงานยังระบุว่าจำนวนแรงงานหญิงที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงานเพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่เสียชีวิตจากการทำงานมีจำนวน 722 คน ตั้งแต่ปี 2556 ถึงช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ร้อยละ 90 ของแรงงานหญิงไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ร้อยละ 75 ทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ (ไม่ใช่แรงงานประจำ-ไม่ได้รับสวัสดิการตามกฎหมายแรงงาน) และในช่วงเวลาเดียวกันนี้มีแรงงานเด็ก 319 คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน

รายงานยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนทำงานที่ฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับงาน แรงงาน 25 คน ได้ฆ่าตัวตายในปี 2557, 59 คน ในปี 2558, 90 คน ในปี 2559 และ 89 คน ในปี 2560 ในรายงานระบุว่าทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เลวร้าย ความกดดันจากนายจ้าง เงินเดือนต่ำ และการทำงานที่ไม่ได้ค่าจ้าง รวมทั้งความเครียดจากการไม่มีงานทำ เป็นสาเหตุที่ทำให้แรงงานเหล่านี้ฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ภาคการก่อสร้างเกษตรกรรมและเหมืองแร่เกิดอุบัติเหตุในการทำงานมากที่สุด อันเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจนี้ การแข่งขันอย่างรุนแรงทำให้ขาดการควบคุมสภาพการทำงานให้ปลอดภัยแก่คนทำงาน


เจ้าหน้าที่ตุรกีเข้าสลายการชุมนุมประท้วงของแรงงานก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 3 ในกรุงอิสตันบูล (ที่มาภาพ: BWI)


ทั้งนี้เมื่อช่วงกลางเดือน ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา กลุ่มแรงงานก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 3 ในกรุงอิสตันบูลซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติชาวเนปาลได้ออกมาประท้วงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและการดำรงชีพของพวกเขาให้ดีขึ้น หลังจากที่แรงงานก่อสร้างสนามบินแห่งนี้เสียชีวิตไปถึง 42 คนแล้ว



ที่มาเรียบเรียงจาก
21,800 people killed in work-related accidents during AKP rule in Turkey (Stockholm Center for Freedom, 22/9/2018)
Turkey: ITUC Condemns Mass Arrest of Workers on Strike (ITUC, 18/9/2018)

[full-post]


Posted: 24 Sep 2018 05:00 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-09-24 19:00


นิธิ เอียวศรีวงศ์

แม้ว่าประเทศตะวันตกมีกองทัพประจำการมานาน แต่กองทัพประจำการของโลกตะวันตกมีขนาดเล็กกว่าภารกิจที่ต้องทำในยามสงครามอย่างมาก เหตุดังนั้นก่อนเกิดสงครามหรือในยามที่ทำสงครามอยู่ จึงต้องระดมพลเสริมเข้ามาอีกจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่ทหารกองหนุนเท่านั้น แม้ผู้ชายที่ไม่เคยเป็นทหารเลย ก็ต้องถูกระดมเข้ามารับการฝึกอย่างรวดเร็ว และรวบรัด เพี่อส่งออกแนวหน้า

กองทัพสหรัฐมีกำลังพลที่ประจำการอยู่เกือบหรือเกินล้าน (ใน 2018 มีประจำการอยู่หนึ่งล้านสองแสนกว่าคน) แต่เพื่อทำสงครามเวียดนาม แม้เป็นสงครามที่ไม่ประกาศ ก็ต้องใช้กำลังพลถึง 5 แสนในช่วงสูงสุดของการศึก และสหรัฐต้องระดมกำลังคนหนุ่มทั่วประเทศมาเสริม เพราะกองทัพสหรัฐมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติแม้ในยามสงบ จนเกินกว่าจะถอนกำลังมาใช้ในเวียดนามได้ครบ

สหรัฐเป็นมหาอำนาจ และกำหนดบทบาทให้ตนเองต้องเข้าไปกำกับควบคุมการเมืองทั้งโลก จึงต้องรักษาทหารประจำการไว้จำนวนมาก แม้กระนั้นทหารประจำการสหรัฐก็มีเพียง 0.392% ของประชากรอเมริกัน

ก่อนที่สหรัฐจะเข้ามามีบทบาทในการเมืองโลก กองทัพประจำการของสหรัฐยิ่งมีขนาดเล็กลงไปกว่านี้อีก สงครามกับอินเดียนแดงเพื่อขยายที่ทำกินออกมาทางตะวันตกทั้งหมด ในช่วงแรกใช้กองกำลังที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ ในช่วงหลังแม้ว่าใช้ทหารประจำการเป็นแกนกลาง แต่ก็ต้องระดม “อาสาสมัคร” ซึ่งที่จริงคือทหารรับจ้างที่ไม่ได้ “รับจ้าง” อย่างออกหน้า แต่เข้าร่วมรบเพื่อหารายได้เป็นหลัก

จนสงครามกลางเมือง, สงครามกับสเปน หรือแม้แต่ใช้กำลังปราบปรามความไม่สงบภายในก็ยังคงทำอย่างเดียวกัน คือมีทหารประจำการเป็นแกน และระดม (ส่วนใหญ่คืออาสาสมัคร-รับจ้าง) กำลังพลเรือนเข้าเป็นทหารชั่วคราว หากวิเคราะห์กำลังทหารสหรัฐที่ทำสงครามเวียดนาม ก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก คือมีทหารประจำการเป็นแกนกลาง แล้วระดมคนหนุ่มเข้ามาเป็นทหารระดับล่างๆ ทั้งหมด ทั้งในส่วนที่เป็นช่างเทคนิคและกำลังรบ

ย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์สงครามของยุโรปก็เป็นอย่างเดียวกัน คือรักษากำลังทหารประจำการจำนวนน้อยเอาไว้ แล้วระดมกำลังขนานใหญ่เมื่อเกิดสงคราม (หรือกำลังจะเกิดสงคราม) คนที่เรียนประวัติศาสตร์ยุโรปคงจำได้ว่า จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 การที่มหาอำนาจใดเรียกระดมพล ก็เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านทันที เพราะเพื่อความไม่ประมาท เพื่อนบ้านก็มักระดมพลเพื่อตอบโต้ทันทีเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะกองทัพประจำการขนาดใหญ่นั้นไม่จำเป็น นอกจากจะทำสงคราม

และในการระดมพลเพื่อการสงครามนั้น แม้แต่เรียกกองกำลังสำรองหรือทหารกองหนุนเข้าประจำการก็ยังไม่พอ ต้องเรียกเกณฑ์หรือรับ “อาสาสมัคร-รับจ้าง” เพิ่มเข้ามาอีกมาก

แม้ในเมืองไทยเองก็เคยปฏิบัติมาอย่างเดียวกัน สงครามกับฝรั่งเศสและการเข้าตีเชียงตุงในระหว่างสงครามโลก ใช้กำลังพลส่วนใหญ่จาก “อาสาสมัคร-รับจ้าง” ทั้งสิ้น โดยมีกองทัพประจำการเป็นแกนกลางในการนำ เมื่อเสร็จศึกจึงต้องปลดประจำการทหารออกไปจำนวนมาก

แต่การปลดประจำการหรือ demobilization นี้มีปัญหาในตัวเองอยู่สองอย่าง จู่ๆ ก็ปลดคนหนุ่มที่มีประสบการณ์การรบออกไปจำนวนมาก จำเป็นต้องมีงานรองรับคนเหล่านี้ มิฉะนั้นก็จะมีคนตกงานและความเดือดร้อนของคนหนุ่มกลุ่มก้อนใหญ่ ที่เคยชินกับการจัดองค์กรเสียด้วย จึงอาจเกิดความปั่นป่วนทางสังคมและการเมืองขึ้นได้ และอย่างที่สองก็คือ ทหารในกองทัพประจำการ โดยเฉพาะตัวนายๆ รู้สึกว้าเหว่จากอำนาจที่เคยมีระหว่างสงคราม เพราะกำลังพลในบังคับบัญชาหายไปเกือบหมด จะต่อรองอะไรกับคนกลุ่มอื่น ก็ไม่มีพลังต่อรองสักเท่าไร

แน่นอนประเทศไทยสมัยก่อน ซึ่งยังผูกกำลังแรงงานเกือบทั้งหมดไว้กับการเกษตร ย่อมดูดซับทหารปลดประจำการได้ไม่ยาก จึงไม่มีปัญหาอย่างที่หนึ่งมากนัก เหลือแต่ปัญหาอย่างที่สอง

เมื่อกล่าวโดยสรุปก็คือ กองทัพประจำการของประเทศต่างๆ มักมีสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์น้อย (เมื่อเทียบกับประชากร) ยกเว้นแต่ในประเทศมีภารกิจทางทหารที่ยังต้องปฏิบัติอยู่ เช่น สหรัฐ แม้กระนั้นทหารประจำการของสหรัฐก็ยังเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรที่น้อยกว่าประเทศไทยเสียอีก (ของไทยคือ 0.49 หรือเกือบ 0.5 ของประชากร ขณะที่สหรัฐมีเพียง 0.39 หรือเกือบ 0.4 เท่านั้น) ทั้งนี้ เพราะทหารประจำการนั้นหากมองในทางเศรษฐกิจแล้ว สิ้นเปลืองอย่างมาก เพราะทหารประจำการไม่ได้ “ผลิต” อะไรในทางเศรษฐกิจเลย การมีทหารประจำการจำนวนมาก จึงเท่ากับบั่นรอนกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศลง

ยิ่งในประเทศที่การเกิดลดลงอย่างมากเช่นประเทศไทย และกำลังกลายเป็นสังคมสูงอายุ การมีทหารในกองทัพประจำการมาก ก็ยิ่งบั่นรอนกำลังทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีก เพราะแย่งชิงเอากำลังแรงงานที่ขาดแคลนจากตลาดไปโดยไม่ได้ “ผลิต” อะไรเลย

น่าสังเกตว่า หากไม่นับสิงคโปร์และพม่าแล้ว ไทยมีทหารประจำการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรมากที่สุด สิงคโปร์มีทหารประจำการถึง 1.2% ของประชากร แต่สิงคโปร์อาจเป็นข้อยกเว้นเพราะมีประชากรน้อยคือเพียง 5.8 ล้านเท่านั้น ดังนั้น กองทัพที่เล็กที่สุดในอาเซียนคือมีทหารประจำการเพียง 72,000 คน ก็ต้องใช้ประชากรไปถึง 1.2% เข้าไปแล้ว

ส่วนพม่านั้น จำเป็นต้องใช้กำลังทหารจำนวนมาก เพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของกองทัพไว้ ทั้งจากการแข็งข้อของประชาชนชาวพม่า และชนส่วนน้อย ฉะนั้นทหารประจำการพม่าจึงมีถึง 0.73% ของประชากร หรือกว่าสี่แสนคน เวียดนามซึ่งมีประชากรกว่า 96 ล้านคน มีทหารในกองทัพประจำการมากกว่าไทยไม่ถึงแสนคน แต่มีกำลังสำรองหรือทหารกองหนุนกว่า 5 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะเวียดนามรู้สึกว่าประเทศที่อาจใช้กำลังทหารรุกรานตนได้ในอนาคตคือจีน จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีกำลังทหารทั้งประจำการและสำรองจำนวนมากเช่นนั้น อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 260 ล้านคน แต่มีกำลังในกองทัพประจำการมากกว่าไทยประมาณ 1 แสนคน คิดเป็นเพียง 0.16% ของประชากรเท่านั้น

ฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรกว่า 104 ล้านคน มีทหารในกองทัพประจำการน้อยกว่าไทยครึ่งหนึ่ง หรือ 0.16% ของประชากรเท่าอินโดนีเซีย

ประเทศไทยปราศจากภัยคุกคามจากภายนอกมาตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนการคุกคามภายในก็สิ้นสุดลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทยล่มสลายในต้นทศวรรษ 2520 ถึงไทยอาจมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านบ้าง ก็ไม่มีข้อพิพาทกับใครที่ใหญ่ถึงกับคุ้มที่จะทำสงครามเพื่อให้ได้มาตามความต้องการ

เหตุใดไทยจึงยังรักษากำลังพลในกองทัพไว้มากถึงเพียงนั้น สัดส่วนทหารประจำการของไทยที่ 4.9% ของประชากรนั้น มากกว่ามาเลเซีย, เวียดนาม, รวมทั้งมากกว่าสหรัฐและจีนด้วย ยิ่งกว่านั้นไทยยังเกณฑ์ทหารมากกว่า 1 แสนคนทุกปี

คำตอบมาเห็นได้ชัดในการรัฐประหารยึดอำนาจของกองทัพครั้งนี้ เพื่อรักษาอำนาจที่ได้มาโดยผิดกฎหมายไว้ กองทัพต้องใช้กำลังพลสูงมากในการปราบปรามและระงับยับยั้งมิให้เกิดการต่อต้านล้มล้างอำนาจจากฝ่ายประชาชน ไม่เฉพาะแต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเมืองใหญ่อย่างในสมัยก่อนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยกำลังทหารไปทุกหย่อมหญ้า เฉพาะการ “เยี่ยม” ประชาชนซึ่งเป็นที่ระแวงสงสัยเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้กำลังคนเข้าปฏิบัติการหลายร้อยหลายพันต่อวัน

รัฐประหารของกองทัพที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ก็คงต้องทำอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอำนาจที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย แต่เพราะประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว รัฐประหารไม่ใช่คำตอบทางการเมืองซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปอย่างที่ผ่านมา ในสภาพเช่นนี้ วิธีเดียวที่จะรักษาอำนาจไว้ได้ กองทัพจำเป็นต้องใช้กำลังพลในการ “ตรึง” ประชาชนไว้อย่างไม่มีวันผ่อนมือลงได้เลย

หากสักวันหนึ่ง การปฏิรูปกองทัพสามารถทำได้จริง สิ่งที่เว้นไม่ได้เลยคือลดจำนวนทหารประจำการของกองทัพไทยลง (เช่น ไม่น่าจะเกิน 0.2% ของประชากร) กองทัพควรกลับมาเหมือนอย่างที่เคยเป็นก่อนจะเข้าสู่สงครามเย็น คือมีขนาดเล็ก ประกอบด้วยแกนกลางที่เป็นทหารอาชีพเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือกำลังสำรองที่พร้อมจะถูกระดมได้ในยามสงคราม กองทัพจะมีสมรรถภาพทางการทหารเพิ่มขึ้น (อินโดนีเซียและเวียดนามซึ่งมีทหารประจำการเป็นสัดส่วนต่อประชากรต่ำกว่าไทยมาก ถูกองค์กร Global Firepower ประเมินสมรรถนะทางทหารไว้สูงกว่าไทยพอสมควรทีเดียว) เพราะสมรรถภาพทางทหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของกำลังพลเพียงอย่างเดียว

ในขณะที่ทหารอาจทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะไม่มีสมรรถภาพที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยของชาติไปพร้อมกันด้วย



ที่มา: มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th/article/news_1142579

ภาพบริเวณหน้าหอศิลป์ฯ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม 'เลือกตั้งที่(รัก)ลัก' เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2558

Posted: 24 Sep 2018 06:22 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2018-09-24 20:22


นัดแต่งชุดดำ 26 ก.ย.นี้ ผู้บริหารหอศิลป์จัดงานแถลงนโยบายรัดเข็มขัด จากเหตุสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวไม่ให้งบหอศิลป์กรุงเทพฯ ปี 61-62 โดยปี 61 กทม. ไม่อนุมัติงบ 40 ล้านทั้งที่ระบุในสัญญา ขณะที่ค่าใช้จ่ายปี 54-60 รวม 426 ล้านบาท และก่อนหน้านี้มีข่าว กทม.จะเข้าบริหารหอศิลป์เอง แต่โดนต้านจึงล้มเลิก

24 ก.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟสบุ๊ก 'Thida Plitpholkarnpim' ของ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร Bioscope ซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับหอศิลป์ กทม. ระบุว่า ดังที่เราเคยได้ยินข่าวเมื่อหลายเดือนก่อนว่า มีความพยายามของกทม.ที่จะยึดหอศิลป์ไปบริหารเอง แม้การต่อต้านของหลายๆ ฝ่ายจะทำให้ความพยายามนั่นเงียบไป แต่ตอนนี้ท่าทางบานปลายกว่าที่คิด เพราะข่าวล่าสุด ไม่มีงบจาก กทม. 2 ปีติด หอศิลป์วิกฤติหนัก แต่ผู้บริหารยันไม่ปิด ต่อลมหายใจด้วยมาตรการรัดเข็มขัด ตัดนิทรรศการ ลดกิจกรรม ลดเวลาทำการ งานระดับชาติบางกอกเบียนนาเล่ เทศกาลละคร ร้านค้า ผู้ใช้บริการเดือดร้อนถ้วนหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันที่ 26 ก.ย.นี้ มีการนัดหมายว่า ผู้บริหาร พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของหอศิลป์ฯ ศิลปิน จะพร้อมใจกันกันแต่งชุดดำ พร้อมเชิญชวนผู้ที่ไม่เห็นด้วยแต่งชุดดำเข้าร่วมงาน เวลา 13.30 น. ชั้น 1 ห้องเอนกประสงค์ เพื่อแถลงนโนบายรัดเข็มขัด กรณีที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวไม่ให้งบประมาณในการดำเนินกิจกรรมในปี 2561 และ 2562 รวมทั้งศิลปินและผู้สนับสนุนหอศิลป์ฯ ยังนัดกันแสดงออกด้วยการแต่งกายชุดดำที่หอศิลป์ในวันเดียวกัน ขณะที่บนโซเชียลมีเดีย ข้อความจำนวนมากถูกส่งต่อผ่านแฮชแท็ก saveYOURbacc หรือ “รักษาหอศิลป์ฯ ของคุณ” ตั้งแต่เมื่อวานนี้

แฟลชม็อบปิดตาที่ “หอศิลป์” ประท้วง “เสรีภาพ” ที่ถูก “แขวน”
จัดกิจกรรม ‘เลือกตั้งที่ลัก’ หน้าหอศิลป์ นักกิจกรรมโดนรวบหลายราย
‘อัศวิน’ เคยโดนต้านหนัก หลังมีข่าว กทม. จะเข้าบริหารหอศิลป์ฯ เอง

โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุว่า มีแนวคิดที่ กทม.จะเข้ามาบริหารหอศิลป์ กรุงเทพฯ และต้องการพัฒนาพื้นที่ในหอศิลป์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนผ่านรูปแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซ (co-working space)

ทำให้บุคคลที่ทำงานในวงการสร้างสรรค์ ผ่านโซเชียลมีเดีย และการรวบรวมรายชื่อผ่านแคมเปญรณรงค์ คัดค้านกรุงเทพมหานครเข้ามาบริหารจัดการหอศิลป์ กรุงเทพฯ ผ่าน เว็บไซต์ change.org ที่ปัจจุบันมีผู้สนับสนุน 20,636 คน แล้ว หลังจากนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ได้โพสต์บนเฟซบุ๊ก "ผู้ว่าฯ อัศวิน" วันที่ 14 พ.ค. โดยยอมถอยแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่า ไม่เคยคิด และไม่มีทางที่จะทำลายสถานที่แสดงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศเรา เพียงแต่ต้องการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด แต่ติดที่ระเบียบและกฎหมายที่มอบกิจการให้กับมูลนิธิ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม.ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพัฒนาในพื้นดังกล่าว
ปี 61 กทม. ไม่อนุมัติงบ 40 ล้าน ทั้งที่ระบุในสัญญา ขณะที่ค่าใช้จ่ายปี 54-60 รวม 426 ล้าน

ขณะเดียวกัน ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้เคยระบุไว้กับไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า กลางปีที่แล้วสภา กทม.ไม่อนุมัติงบที่ขอไปเพื่อใช้ปีนี้ 40 ล้านบาท ตามแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ที่มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.2560 โดยสภากทม.เสนอว่าหากจะขอใช้งบให้อยู่ในการพิจารณาของสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. โดยทางมูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ ต้องเสนอโครงการเพื่ออนุมัติทีละโครงการ และที่ผ่านมาก็เสนอโครงการไปแล้ว บางโครงการใช้งบ 5 แสนบาท แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติใดๆ ดังนั้นค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนต.ค. 60 จึงเป็นรายได้ที่เหลืออยู่จากช่วงหลายปีที่ผ่านมา และงบรายได้ที่มูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ ให้เช่าพื้นที่ และจากเอกชนผู้สนับสนุน

“ที่ผ่านมาได้งบประมาณกทม.ปีละประมาณ 40-60 ล้านบาท รวม 7 ปีประมาณ 322 ล้านบาท และมาจากมูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ บริหารพื้นที่ต่างๆ และผู้สนับสนุน ประมาณ 144 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่าย 7 ปี ประมาณ 426 ล้านบาท โดยรวมจึงยังเหลืองบอีกประมาณ 40 ล้านบาท

“ในปีล่าสุด คือปี 2560 ได้งบจากกทม. 45 ล้านบาท มูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ หารายได้เอง 37 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่าย 75 ล้านบาท ส่วนจำนวนประชาชนที่เข้ามาที่หอศิลป์ฯ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2558 มี 1.1 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 1.2 ล้านคน และปี 2560 มี 1.7 ล้านคน มูลนิธิบริหารพื้นที่นี้มาตั้งแต่ปี 2551 แต่ช่วง 3 ปีแรกยังไม่มีสัญญาโอนสิทธิ์ มูลนิธิจึงหารายได้จากการบริหารพื้นที่ไม่ได้ แต่นับตั้งแต่ปี 2554 ได้ทำสัญญาการโอนสิทธิ์ มีอายุสัญญา 10 ปีสิ้นสุดปี 2564 โดยตามสัญญา กทม. ต้องจัดสรรงบส่วนหนึ่งเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ด้วย” ปวิตร กล่าว

หอศิลป์ พื้นที่ชุมนุมทางการเมือง แม้ตอนนี้จะทำไม่ได้เพราะขัด พ.ร.บ. ชุมนุมฯ

ทั้งนี้หอศิลป์กรุงเทพฯ ยังเคยเป็นพื้นที่ทางการเมืองในจัดเสวนาและจัดการชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นจุดที่ค่อนข้างสะดวกต่อการเดินทาง แม้จะมีกิจกรรมบางส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัด เช่น ในปี 55 งาน ‘แขวนเสรีภาพ’ ซึ่งมีทั้งการฉายภาพยนตร์ ปาฐกถา และการบรรยายทางวิชาการ หรือภายหลังไม่ได้เป็นการบอกโดยตรง แต่มีป้ายเขียนที่ลานหน้าหอศิลป์ว่า “อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่” และบางครั้งก็เกิดจากเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาหาหอศิลป์ว่างานนั้นเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งผิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/58 จนหอศิลป์ต้องยกเลิกการจัดงานนั้น เช่น ปี 59 งานเสวนา ‘รัฐธรรมนูญใหม่ เอาไงดีจ๊ะ?’ และในปีเดียวกัน กิจกรรม PetchaKucah 20x20 หัวข้อ "รัฐธรรมนูญ"


ภาพบริเวณหน้าหอศิลป์ฯ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม 'เลือกตั้งที่(รัก)ลัก' เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2558 ซึ่งมีการล้อมรั้วและติดป้าย "อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่" โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังอยู่ด้านใน (ที่มาภาพ freedom.ilaw.or.th)

นอกจากนี้ที่ผ่านมาลานหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็ใช้เป็นจัดกิจกรรมชุมนุมตั้งแต่ การชุมนุมประท้วงสร้างเขื่อนแม่วงก์ปี 2556 ชุมนุมประท้วงต้านรัฐประหาร ปี 2557-2558 แต่ภายจากมี พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หอศิลป์กรุงเทพฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ระบุว่าอยู่ในรัศมี 150 เมตรจากวังสระปทุมตามมาตรา 7 ที่บัญญัติว่า "การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตรจากพระบรมหาราชวัง พระราชวัง วังของรัชทายาทหรือพระบรมวศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตําหนักหรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ประทับหรือพำนัก หรือสถานที่พํานักของพระราชอาคันตุกะ จะกระทํามิได้"

[full-post]


Posted: 22 Sep 2018 08:26 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 10:26


คนพิการร้อง กสม.จี้สอบสมาคม-มูลนิธิฯ โกงเงิน อมเงินค่าจ้างฝึกอบรม ทำรัฐเสียหายกว่า 1,500 ล้าน/โรงงานมะพร้าวส่งออกลอยแพ 180 คนงาน/สนช.อดีต ขรก.ครู หนุนขึ้นบำนาญ ชี้วิธีคำนวณใช้มาตั้งแต่ปี 2494 ไม่ทันสมัย/กยศ. แจงแผนปี 2562 เตรียมงบ 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้อุ้มนักเรียน-นักศึกษา 6 แสนคน/กรมบัญชีกลางโต้กลับ ขรก. เรียกบำนาญเพิ่ม เผยได้มากกว่าผู้ใช้แรงงานเสียอีก/ประธานสภาองค์การลูกจ้างระบุ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ เพิ่มวันลาคลอดอีก 8 วัน ในการไปฝากครรภ์ด้วยและได้ค่าจ้าง

โรงงานมะพร้าวส่งออกลอยแพ 180 คนงาน

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2561 นางศิริรัตน์ ข้นสังข์ อายุ 32 ปี พร้อมด้วย นางสาวนิสา เอี่ยมสะอาดและผู้ใช้แรงงานประมาณ 180 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนหลังจาก ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโรงงานมะพร้าวปิดกิจการ ทำให้พนักงานตกงาน และอ้างว่าไม่ได้รับเงินชดเชยได้เดินทางเข้าที่พบ ร.ต.อ.เดช ประเสริฐศักดิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางสะพาน เพื่อให้เรียกผู้ประกอบการโรงงานเจรจากับผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดค้อน

นางสาวนิสา เอี่ยมสะอาด ตัวแทนแรงงาน กล่าวว่า ตนเป็นพนักงานของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวเพื่อการส่งออก โดยซื้อมะพร้าวผลสดผลิตเป็นเนื้อมะพร้าว น้ำมะพร้าว ที่ผ่านมาโรงงานประสบภาวะขาดสภาพคล่อง เนื่องจากลูกค้าในตลาดยุโรป และอเมริกาสั่งยกเลิกการซื้อสินค้า โรงงานจึงประกาศปิดตัวเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยช่วงแรกผู้ประกอบการโรงงาน ยืนยันกับคนงานกว่า 180 ราย สัญญาว่าจะจ่ายค่าแรงให้เพียง 75 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดยังไม่ได้จ่ายตามข้อตกลง และคนงานทั้งหมดไม่สามารถเจรจากับผู้ประกอบการได้ จึงเข้าพนักงานสอบสวนเพื่อให้เรียกเจ้าของโรงงานรับผิดชอบจ่ายคาแรงที่ตกค้าง

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานพร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบโรงงาน โดยนัดเจรจาในวันที่ 24 กันยายนนี้ โดยผู้ใช้แรงงานระบุว่า หากเจรจาแล้วไม่มีความคืบหน้า จะเดินทางไปร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวในระดับจังหวัด เพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป

ที่มา: มติชนออนไลน์, 22/9/2561

ขรก.บำนาญ ก.สาธารณสุข เสนอกรมบัญชีกลาง เพิ่มวงเงินบำเหน็จดำรงชีพ ช่วยข้าราชการเกษียณ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่าจริงๆ กรณีข้าราชการที่เงินบำนาญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพนั้น มีจริงในกลุ่มของข้าราชการรุ่นเก่าอายุ 80 ปี เพราะได้รับเงินเดือนน้อยมาก เพราะเงินข้าราชการมาเพิ่มขึ้นช่วงหลังๆ แต่ในกลุ่มที่ได้รับเงินบำนาญน้อยอายุ 80 ปีนั้น จริงๆ ก็ไม่เสมอไป ส่วนใหญ่จะเป็นในข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ข้าราชการตำแหน่งสูงๆ ก็ได้รับกันเยอะ อย่างไรก็ตามตนมีข้อเสนอคือ ควรจะนำเงินบำเหน็จตกทอดทายาทมาแบ่งให้กับข้าราชการเกษียณ โดยนำมาจัดสรรเพิ่มเติมให้กับเงินบำเหน็จดำรงชีพให้สูงขึ้นจะดีกว่าหรือไม่ ซึ่งอยากเสนอให้กรมบัญชีการทำตรงนี้น่าจะดีกว่า

“จริงๆ เดิมทีเงินบำเหน็จตกทอดทายาทจะให้กรณี ข้าราชการบำนาญเสียชีวิต ยกตัวอย่าง หากเงินเดือน 20,000 บาท ก็นำไปคูณกับจำนวนปีที่ทำงานราชการ เช่นทำมา 35 ปี ก็จะได้เงินประมาณ 700,000 บาท ซึ่งในอดีตเงินบำเหน็จตกทอดให้ทายาทตรงนี้ จะให้ทั้งหมด แต่มาหลายปีมีการปรับแก้เพิ่มเติม โดยแบ่งส่วนหนึ่งไม่เกิน 4 แสนเป็นเงินบำเหน็จดำรงชีพ แต่ไม่ได้ให้ก้อนเดียวจะแบ่งเป็น 2 งวด ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่มเงินบำเหน็จดำรงชีพมากขึ้น เพราะการแบ่งให้เงินตกทอดไปให้ทายาทนั้น ทั้งๆ ที่ข้าราชการยังมีส่วนที่เดือดร้อนในการดำรงชีพ ยิ่งเงินเดือนน้อยๆ ก็น่าเห็นใจ ก็ควรนำมาให้พวกเขาใช้จะดีกว่า” พญ.เชิดชู กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 22/9/2561

สนช.อดีต ขรก.ครู หนุนขึ้นบำนาญ ชี้วิธีคำนวณใช้มาตั้งแต่ปี 2494 ไม่ทันสมัย

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2561 มติชนออนไลน์ รายงานว่านายตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพลเรือนและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีสหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทยกว่า 30 คน นำโดยนายชัยวัฒน์ อุดอิ่นแก้ว เลขาธิการฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือ ต่อนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำบาญ ขอให้ สนช.สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณา เพื่อทำให้ข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีข้าราชบำนาญสังกัดทุกประเทศ ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่เงินบำนาญเท่าเดิมว่าค่อนข้างเห็นด้วยในการปรับแก้บำเหน็จบำนาญ เพราะบุคคลเหล่านี้ทำประโยชน์ให้ประเทศ ควรให้ขวัญกำลังใจ แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงิน สนช. มีหน้าที่สนับสนุนไม่สามารถเสนอเองได้ และเป็นอำนาจรัฐบาลที่สามารถออกกฎหมายนี้ได้

"วิธีการคำนวณบำเหน็จบำนาญตาม พ.ร.บ.บําเหน็จบํานาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ล่าสมัยเกินไป เพราะบังคับใช้มากว่า 50-60 ปี ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ควรจะปรับปรุง แก้ไขวิธีการคำนวณให้สอดคล้องกับฐานค่าครองชีพในปัจจุบันอีกด้วย" นายตวง กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 21/9/2561

กยศ. แจงแผนปี 2562 เตรียมงบ 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้อุ้มนักเรียน-นักศึกษา 6 แสนคน

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 กยศ. เตรียมงบให้กู้ 3 หมื่นล้านบาทแก่นักเรียน นักศึกษาใหม่และเก่าคาดว่ารองรับได้ 6 แสนคน โดย 2 ปีที่ผ่านมา กยศ. ใช้เงินของตัวเอง ไม่ได้ขอเงินงบประมาณในการปล่อยกู้ให้นักเรียน นักศึกษาแล้ว

นอกจากนี้ ผลจากการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสำนึกให้ชำระหนี้ คาดว่าในปี 2562 จะมียอดชำระหนี้เพิ่มมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท จากในปี 2561 ที่คาดว่าจะมียอดชำระหนี้ 2.6 หมื่นล้านบาท สำหรับมาตรการหักบัญชีเงินเดือน ซึ่งเริ่มแล้วกับข้าราชการกรมบัญชีกลาง และจะทยอยเริ่มกับข้าราชการและหน่วยงานที่มีบัญชีเดือนผ่านกรมบัญชีกลาง ขณะที่การหักบัญชีเงินเดือนของลูกจ้างบริษัทเอกชนที่อยู่ในระบบหักเงินเดือนซึ่งมีอยู่ราว 1 ล้านราย ในองค์กรนายจ้างกว่า 1 แสนบริษัท จะทยอยทำข้อตกลงโดยจะเริ่มโครงการองค์กรต้นแบบในปีหน้าทำร่วมกับธนาคาร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรัฐวิสาหกิจต่างๆ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถดึงลูกหนี้ในบริษัทเอกชนเข้าระบบหักเงินเดือนได้หมด

รวมทั้งได้ประสานกับหน่วยงานที่ครอบครองเลขหมายโทรศัพท์ เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ ในการติดตามทวงหนี้ทางโทรศัพท์ และจดหมาย โดยที่ผ่านมา กยศ. มีลูกหนี้ทั้งระบบ 4 ล้านราย แยกเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 ล้านรายที่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ ที่มีคดีอยู่ในชั้นศาล 1.12 ล้านคดี และในปี 2561 กยศ.ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีกับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ประมาณ 1.2 แสนราย ซึ่งมีการติดต่อขอประนีประนอมมากกว่า 80%

นายชัยณรงค์ กล่าวถึงกรณีครูวิภา บานเย็น ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยน้อย ต.แม่ลาด อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ได้ค้ำประกันให้นักเรียนที่ยืมเงิน กยศ. 60 ราย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีคนนำเงินมาบริจาคช่วยเหลือทำให้ ครูวิภา นำเงินมาชำระหนี้คืน กยศ.แทนลูกศิษย์เรียบร้อยแล้ว และผลจากกรณีดังกล่าวทำให้ กยศ. เตรียมทบทวนเรื่องการค้ำประกันลูกหนี้ กยศ.ใหม่ ซึ่งปัจจุบันในจำนวนลูกหนี้ กยศ. 2.5 ล้านราย มีครูที่เป็นผู้ค้ำประกัน 0.17% หรือประมาณ 4 พันราย

ที่มา: ไทยโพสต์, 21/9/2561

กรมบัญชีกลางโต้กลับ ขรก. เรียกบำนาญเพิ่ม เผยได้มากกว่าผู้ใช้แรงงานเสียอีก

จากกรณีสหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทย โดยนายชัยวัฒน์ อุดอิ่นแก้ว เลขาธิการฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือ ต่อนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ โดย ขอให้ สนช.สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณา เพื่อทำให้ข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีเข้าราชบำนาญสังกัดทุกประเทศ จำนวน 654,634 คน ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่เงินบำนาญเท่าเดิม ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย โดยข้าราชการบำนาญถือเป็นคนจนรุ่นใหม่ ได้เงินบำนาญเดือนละ 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายอื่น เหลือ 18,000 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพนั้น

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2561 น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ามีการขอเรื่องแก้ไขบำนาญให้สูงขึ้น ซึ่งในการปรับบำนาญนั้นมีการประกันไว้ว่าต้องได้รับเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ 9,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น คนที่ได้รับบำนาญ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ถือว่าเกินว่าที่รัฐบาลประกันไว้แล้ว และเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งคงต้องถามกลับไปว่า ทำไมคนที่ใช้แรงงานและได้รับค่าแรงขั้นต่ำเพียง 9,000 บาทต่อเดือนถึงพอกิน และต้องถามว่าเขามาขออะไร เพราะคนที่ได้รับบำนาญคือคนที่ไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งคนที่ทำงานบางคนยังได้เงินน้อยกว่าที่เขาได้รับ

“การที่จะมาบอกว่าได้รับเงิน 2 หมื่นบาทต่อเดือนไม่พอใช้เหตุผลคืออะไร คนยากจนกว่าเขาได้รับเงินน้อยกว่านี้อีกมากทำไมเขาอยู่ได้ คนได้เงิน 2 หมื่นบาทนำเงินไปใช้อะไรกันบ้าง กิจกรรมไม่ต้องไปทำกันเยอะซิ และตรงนี้ถือเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ทุกคนต้องบริหารจัดการชีวิตของตนเองคงไม่มีข้อแนะนำอะไร” น.ส.สุทธิรัตน์กล่าว

น.ส.สุทธิรัตน์กล่าวต่อว่า ถ้าขึ้นบำนาญต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการ โดยขณะนี้เงินเดือนข้าราชการที่เป็นกลุ่มคนทำงานยังไม่ได้มีการพูดถึงเลย คนรับบำนาญจะมาพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะปกติต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการก่อนจึงจะขึ้นเงินบำนาญ เนื่องจากเป็นเรื่องผูกติดกันไว้ แต่จะมาขอขึ้นบำนาญก่อนแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 21/9/2561

ประธานสภาองค์การลูกจ้างระบุ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ เพิ่มวันลาคลอดอีก 8 วัน ในการไปฝากครรภ์ด้วยและได้ค่าจ้าง

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงานร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่าง พงร.บ.ฉบับดังกล่าว ว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมนัดแรกวันที่ 24 ก.ย.นี้ ซึ่งความคืบหน้าดังกล่าว ถือป็นสัญญาณที่ดี เพราะจากขั้นตอนทำให้แน่ชัดว่า กฎหมายจะประกาศใช้ทันในรัฐบาลชุดนี้ และจะเป็นผลงานที่ทำให้ลูกจ้าง 9.78 ล้านคน ได้ประโยชน์ ซึ่งตนรู้สึกพึงพอใจมาก เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มจำนวนมาก

นายมนัส กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ของกฎหมายฉบับใหม่ หลักๆ คือ ได้รับอัตราค่าชดเชยกรณีนายจ้างเลิกจ้างมากขึ้น เดิมกำหนดอยู่ 5 อัตรา คือ 1. ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องครบ 120 วัน ได้ค่าชดเชย 30 วัน 2. ลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 90 วัน 3. ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 6 ปี ได้ค่าชดเชย 180 วัน 4. ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 8 ปี ได้ค่าชดเชย 240 วัน และ 5. ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 10 ปี ได้ค่าชดเชย 300 วัน แต่กฎหมายฉบับใหม่ได้เพิ่มอัตราที่ 6 คือ หากทำงานต่อเนื่องครบ 20 ปี จะได้รับค่าชดเชย 400 วัน นอกจากนี้ ยังมีลากิจที่จำเป็นต้องได้ค่าจ้าง 3 วันทำการ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เลย

"หากกฎหมายประกาศใช้ และมีการฝ่าฝืนก็จะมีโทษทางอาญาทั้งจำทั้งปรับ เพราะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานพื้นฐาน จำคุก 1 ปี ปรับขึ้นอยู่กับมาตรา เฉลี่ย 1 แสนบาท แต่จริงๆ ไม่ค่อยขึ้นโทษอาญา จะเป็นปรับมากกว่า อีกทั้งกรณีการถูกย้ายงาน ย้ายสาขา แต่ลูกจ้างไม่ยอม จะขอลาออก นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยด้วยเช่นกัน และยังมีสิทธิอื่นๆ สำหรับลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์ ลาคลอดเดิมได้ 90 วัน แต่ของใหม่เพิ่มมาอีก 8 วัน ในการไปฝากครรภ์ด้วยและได้ค่าจ้าง ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาไอแอลโอฉบับที่ 100 เรื่องค่าตอบแทนหญิงชายต้องเทียมกัน" นายมนัส กล่าว

ที่มา: MGR Online, 21/9/2561

สนช.มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไว้พิจารณา

20 ก.ย. 2561 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้พิจารณาด้วยคะแนนเห็นด้วย 177 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 5 เสียง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน

โดยพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับมาเป็นเวลานานทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันและไม่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินการเพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้าง สมควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำงาน กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์สามารถลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรได้โดยให้ถือเป็นวันลาเพื่อคลอดบุตร เพิ่มอัตราค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป กำหนดให้ย้ายสถานประกอบกิจการ ให้รวมทั้งการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ หรือสถานที่อื่นของนายจ้าง และแก้ไขให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราเท่ากันทั้งลูกจ้างชายและหญิงในงานที่มีค่าเท่าเทียมกันเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ด้านสมาชิกที่อภิปราย ได้ตั้งข้อสังเกตในกรณีการเพิ่มวันลาคลอดจากไม่เกิด 90 เป็นไม่เกิน 98 วัน และกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำงานน้อยไปหรือไม่ พร้อมมองว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ครั้งนี้ ครอบคลุมกับความสอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับต่างๆ แล้วหรือไม่ ซึ่งหากสามารถแก้ไขให้สอดคล้องได้ก็จะเป็นผลดีและเกิดประโยชน์กับลูกจ้างอย่างมาก ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การปรับวันลาคลอดและลาเพื่อกิจธุระจำเป็น ได้พิจารณาปรับเพิ่มตามหลักสากล ทั้งนี้พร้อมนำข้อสังเกตทุกประเด็นหารือในชั้นกรรมาธิการอีกครั้ง

ที่มา: สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/9/2561

สหพันธ์ข้าราชการบำนาญเกษียณบุกสภา! ชงร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ ชี้เงิน 2 หมื่นต่อเดือนไม่พอใช้

20 ก.ย. 2561 ที่รัฐสภา สหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทย กว่า 30 คน นำโดย นายชัยวัฒน์ อุตอิ่นแก้ว เลขาธิการฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ

โดยนายชัยวัฒน์กล่าวว่าขอให้ สนช.สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณา เพื่อทำให้ข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีเข้าราชบำนาญสังกัดทุกประเทศ จำนวน 654,634 คน ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่เงินบำนาญเท่าเดิม ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เป็นไปตามสภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ หากข้าราชการบำนาญมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะนำเงินไปใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลดีขึ้น

"ข้าราชการบำนาญถือเป็นคนจนรุ่นใหม่ ได้เงินบำนาญเดือนละ 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายอื่น เหลือ 18,000 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อข้าราชปัจจุบันอีก 2 ล้านคน แล้วคนไทยรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบข้าราชการ ทำงานเพื่อประเทศชาติ" นายชัยวัฒน์ กล่าว

ด้าน นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า โดยหลักการค่อนข้างเห็นด้วย กับผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่กฎหมายฉบับนี้เข้าข่ายกฎหมายการเงิน ต้องให้รัฐบาลเห็นชอบก่อนเสนอ สนช.เสนอเองไม่ได้ จึงขอประสานหาช่องทางให้ประยื่นต่อรัฐบาล ส่วน สนช.จะให้ กมธ.พิจารณาศึกษารายละเอียดควบคู่กันไป

ที่มา: แนวหน้า, 20/9/2561

เสนอตั้งกองทุนสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการ ศูนย์ประสานงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือ CHES เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ทบทวนให้มีกองทุนเพื่อพัฒนา การอุดมศึกษาใน พ.ร.บ.การอุดมศึกษานั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีและควรที่จะกำหนดให้มีกองทุนสวัสดิการ สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพิ่มเติมในร่างดังกล่าวด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการกำกับด้านงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาในด้านสวัสดิการต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล การศึกษาเล่าเรียนบุตร และค่าที่พัก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ขวัญกำลังใจ ความมั่นคงและความศรัทธาในวิชาชีพของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศกลับคืนมา ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมากและต้องชี้แจงต่อกระทรวงการคลังให้เข้าใจ ถึงเหตุผลและความจำเป็นการทบทวนกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา รวมทั้งกองทุนสวัสดิการสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศด้วย

"พนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมีกว่าแสนคน สามารถเอื้อต่อการบริหารจัดการในรูปแบบของกองทุนได้ โดยการกำหนดรูปแบบการให้สวัสดิการต่างๆ เพราะปัจจุบันพนักงานมหาวิทยาลัยได้จ่ายเงินให้กับระบบประกันสังคมอยู่แล้ว ดังนั้นควรมีการนำเงินดังกล่าวมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบ การให้สวัสดิการด้านสุขภาพจากการทำประกันสังคมมาใช้สิทธิประกันสุขภาพของสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อลดความซ้ำซ้อนในด้านสิทธิประกันสุขภาพขั้นต่ำที่พึงมีพึงได้จากสวัสดิการของรัฐปกติ และสามารถนำเงินกองทุนสวัสดิการฯไปซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมจากภาคเอกชน ที่ สปสช.ยังไม่สามารถจ่ายได้ เป็นต้น" รศ.ดร.พัทธนันท์กล่าว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 20/9/2561

สั่งตั้งกรรมการสอบโกงเงินคนพิการรู้ผลใน 15 วัน

จากกรณีที่ นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ตรวจสอบการทุจริตเงินคนพิการ โดยพบว่าตัวเลขการจ้างงานไม่ตรงกับสิทธิของคนพิการจริง และการจ่ายค่าตอบแทนการฝึกอบรมให้กับคนพิการไม่ตรงกับความจริง ซึ่งสร้างความเสียหายถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงว่า สำหรับการร้องเรียนตามข่าวนั้น พบว่ามีภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนคือ คนพิการ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ ภาครัฐ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องขึ้น โดยมีรองปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน โดยให้เห็นผลภายใน 15 วัน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2552 ที่กระทรวงแรงงานได้ส่งเสริมการมีงานทำให้กับคนพิการนั้น พบว่า ยังไม่เคยได้รับการร้องเรียนเรื่องการทุจริตเงินคนพิการแต่อย่างใด

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานมีภารกิจที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการมีงานทำให้คนพิการ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คือ

1. จัดหางานให้คนพิการมีงานทำตามมาตรา 33 คือ สถานประกอบการต้องรับคนพิการเข้าทำงานสัดส่วน 1:100 คน หากเกิน 50 คน ต้องรับเพิ่มอีก 1 คน โดยรูปแบบการให้บริการ คือ ขึ้นทะเบียนคนพิการที่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้าง ที่สำนักงานจัดหางานหรือทางเว็บไซต์ www.doe.go.th/smartjob ประสานนายจ้าง/สถานประกอบการเพื่อรับแจ้งตำแหน่งงานว่างและแจ้งขอใช้สิทธิตามมาตรา 33 จับคู่ตำแหน่งงานว่างกับคนพิการให้มีความเหมาะสมกับ ส่งตัวคนพิการไปพบนายจ้างเพื่อสัมภาษณ์งาน ติดตามและประเมินผลการบรรจุงาน ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 ตั้งแต่ตุลาคม 2560 – สิงหาคม 2561 มีคนพิการขึ้นทะเบียนหางานกับกรมการจัดหางาน จำนวน 1,979 คน และบรรจุงาน จำนวน 1,565 คน

2.การส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตามมาตรา 34 นายจ้าง/สถานประกอบการ ที่มีหน้าที่ต้องจ้างคนพิการ แต่ไม่จ้างหรือจ้างไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ต้องส่งเงินเข้าโดยตรงที่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งในปี 2561 มีนายจ้าง/สถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุนฯ จำนวน 14,623 คน คิดเป็น 22.49 % จำนวน 109,500 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงแรงงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

3.ส่งเสริมการมีงานทำให้คนพิการ ตามมาตรา 35 กรมการจัดหางาน โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่เป็นหน่วยงานรับแจ้งการขอให้สิทธิและขอใช้สิทธิตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ โดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ โดยมีการดำเนินงานของสำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ซึ่งได้รับแจ้งการให้สิทธิจากนายจ้าง/สถานประกอบการแล้วจะดำเนินการตรวจสอบ ดังนี้ 1) สิทธิที่ให้แก่คนพิการครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบฯ หรือไม่ 2) มูลค่าของสิทธิที่ให้แก่คนพิการเป็นไปตามที่กำหนดไว้ระเบียบหรือไม่ 3) คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการสามารถรับสิทธิที่นายจ้าง/สถานประกอบการให้ได้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบครบถ้วนแล้ว จึงอนุญาตให้นายจ้าง/สถานประกอบการ ให้สิทธิแก่คนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการตามที่แจ้ง จากนั้น สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ จะส่งสำเนาเอกสารในการให้สิทธิแก่คนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการทั้งหมด ไปยัง สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อติดตามและตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของคนพิการต่อไป

ที่มา: ไบรท์ทีวี, 19/9/2561

คนไทยวัยแรงงาน ต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านอาหารโภชนาการมากที่สุด

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลการสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากร พ.ศ. 2561 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 56.16 ล้านคน เป็นผู้ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ 4.76 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของประชากรอายุ 15 ปี ขึ้นไป

เมื่อเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของตนเองระหว่างชายกับหญิง พบว่าหญิงต้องการพัฒนาตนเองมากกว่าชาย โดยหญิงต้องการพัฒนาขีดความสามารถ 2.46 ล้านคน ส่วนชายต้องการพัฒนาขีดความสามารถ 2.30 ล้านคน

หากพิจารณาตามรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถร้อยละ 15.3 ภาคเหนือร้อยละ 8.6 ภาคใต้ร้อยละ 8.4 ภาคกลางร้อยละ 4.5 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 3.7 ตามลำดับ

อีกทั้งยังพบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความต้องการพัฒนาขีดความสามารถหรือสนใจเข้ารับการเรียนรู้ 4.76 ล้านคน โดยต้องการที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านอาหารและโภชนาการมากที่สุด 6.21 แสนคน ด้านการเพาะปลูกและขยายพันธุ์พืช 5.83 แสนคน เสริมสวย 4.12 แสนคน ช่างยนต์และการบำรุงรักษา 3.67 แสนคน ตัดเย็บเสื้อผ้า 3.29 แสนคน ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 3.22 แสนคน ช่างกลโรงงาน 2.09 แสนคน ช่างก่อสร้าง 1.52 แสนคน การบัญชี การเงิน การธนาคาร 1.49 แสนคน การเลี้ยงสัตว์และการขยายพันธุ์สัตว์ 1.42 แสนคน ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในหลักสูตรด้านอื่นๆ ตามลำดับ

ที่มา: VoiceTV, 19/9/2561

เครือข่ายประมง ค้านร่างกฎหมายแรงงานบังคับ

กระทรวงแรงงานจัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 5 เพื่อประกอบพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและขจัดการใช้แรงงานบังคับ พ.ศ. ...ที่กระทรวงแรงงาน แต่การประชุมเริ่มไปได้ไม่นานก็ต้องยุติลง หลังผู้ประกอบการประมงกว่า 700 คน จาก 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวมตัวคัดค้านการพิจารณากลางคัน เพราะไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและขจัดการใช้แรงงานบังคับ พ.ศ. .... บางมาตราเอื้อประโยชน์ให้กับลูกจ้าง จนกระทบนายจ้าง

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบ การประมง เคยคัดค้านกฎหมายฉบับนี้เพราะมีบางมาตราไม่เห็นด้วยแต่วันนี้กระทรวงแรงงานก็ยังหยิบหยกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการประมงทั่วประเทศไม่พอใจที่ไม่รับฟังเสียงสะท้อนของพวกเขา ซึ่งหากกฎหมายบังคับใช้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อนายจ้างในกิจการประมงแต่ยังทำให้นายจ้างในกิจการอื่นๆทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนด้วย เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ เน้นให้ความคุ้มครองกับลูกจ้าง โดยเฉพาะในมาตรา6 (1)ที่ระบุว่า หากนายจ้างครอบครองเอกสารสำคัญใดๆของลูกจ้าง ทำให้เสียประโยชน์ ถือว่ามีความผิด ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากนายจ้างเก็บเอกสารให้เพราะกลัวสูญหาย หรือเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อถูกตรวจสอบ แต่เมื่อลูกจ้างไม่พอใจ กล่าวหาว่าถูกยึดเอกสารเพื่อให้ทำงานต่อ นายจ้างก็ถือว่ามีความผิด ถูกดำเนินคดีทันที

ไม่ต่างจากมาตรา 6 (4) ที่ระบุว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ่าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามที่สัญญาจ้างกำหนด ถือว่ามีความผิดอาจกระทบนายจ้างรายเล็กอย่างผู้ประกอบการ SME พ่อค้าแม่ค้าที่รายได้แต่ละเดือนไม่แน่นอนบางครั้งต้องเลื่อนจ่ายเงินเดือนออกไปเพราะมีความจำเป็น หากกฎหมายบังคับใช้ อาจเป็นช่องว่างที่เอื้อต่อลูกจ้างที่ไม่พอใจ ก็ไปร้องเรียนต่อรัฐ เข้าข่ายแรงงานบังคับ นายจ้างถูกจับดำเนินคดี

นายมงคล กล่าวต่อว่า มาตรา6(5) ก็เช่นกัน ที่ระบุว่า นายจ้างต้องจัดเวลาพัก ให้ลูกจ้าง ตนมองว่างานแต่ประเภทมีลัษณะการทำงานไม่เหมือนกัน อย่างประมงเวลาพักไม่แน่นอน เมื่อออกเรือแล้วหาปลามาได้จำนวนมาก ลูกจ้างอาจต้องทำงานต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ปลาเน่าเสียหาย หากลูกจ้างไม่อยากทำแล้วไปร้องเรียน นายจ้างก็มีความผิด ต้องรับโทษและโทษที่ได้รับก็สูงเพิ่มเป็น 2 เท่าจากเดิม 5 ปีเป็น 10 ปี และเป็นคดีอาญาที่ยอมความกันไม่ได้ แม้นายจ้างจะยินยอมจ่ายค่าชดเชยให้แล้วก็ตาม ซึ่งตนมองว่ามันรุนแรงเกินไป ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

‘กฎหมายฉบับนี้ยังให้อำนาจหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเต็มที่ออกตรวจได้ค้นได้เต็มที่ อาจเป็นช่องว่างที่เจ้าหน้าที่อาศัยช่องว่างนี้ในการเรียกรับผลประโยชน์จากนายจ้าง ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ กระทรวงแรงงานควรแก้ไขในมาตราที่เป็นปัญหา การดูแลสิทธิแรงงาน กลุ่มนายจ้างไม่ได้คัดข้อง แต่กฎหมายเอื้อประโยชน์ทั้ง2 ฝ่าย ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพราะการประกอบอาชีพ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเดินไปด้วยด้วย ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ อันไหนที่ไม่ดีบกพร่องต้องปรับให้เข้าที่ เพราะนายจ้างดีๆมีอีกมากกว่านายจ้างไม่ดี’ นายมงคล กล่าว และว่า หากกระทรวงแรงงาน ไม่มีการแก้ไขตามที่เรียกร้อง เครือข่ายนายจ้างกว่า 50,000คน ทั่วประเทศจะรวมตัวบุกไปที่สภา เพื่อประท้วงไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้เด็ดขาด

ด้านนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในเบื้องต้นรับหลักการไว้พิจารณา โดยจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อให้กฏหมายบังคับใช้ เป็นกลางมากที่สุด ไม่กระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อย่างรอบด้าน และนำมาประกอบการพิจารณา ตามกระบวนการของกฏหมาย ซึ่งนายจ้าง ผู้ประกอบการ จากหลายประเภทกิจการ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคประมง หากมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างไร กระทรวงแรงงานจะรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอตามขั้นตอนต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 19/9/2561

คนพิการร้อง กสม.จี้สอบสมาคม-มูลนิธิฯ โกงเงิน อมเงินค่าจ้างฝึกอบรม ทำรัฐเสียหายกว่า 1,500 ล้าน

นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผ่านนายอัญญะรัฐ เอ่งฉ้วน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับคนพิการ โดยนายปรีดา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำสามารถพึ่งพาตัวเองได้ไม่เป็นภาระแก่สังคมจึงมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 โดย มาตรา 33 กำหนดว่าให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างคนพิการ 1 คน หากสถานประกอบการใดไม่สะดวกจะจ้างงานคนพิการมาตรา 35 ก็กำหนดให้จ่ายเงินสมทบเพื่อเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทนในอัตรา 109,500 ต่อคนต่อปีตามสัดส่วนที่ต้องจ้างจริง จากการตรวจสอบพบว่าคนพิการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 33 ระบุตัวเลขคนพิการถูกจ้างงานจำนวน 25,000 คน แต่มีการทำงานจริงแค่ 20,000 คน ส่วนที่เหลืออีก 5,000 คน นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิได้รับสวัสดิการการจ้างงานเดือนละ 9,500 บาท จึงถูกสมาคมคนพิการและมูลนิธิช่วยเหลือคนพิการต่างๆหักหัวคิวโดยจ่ายให้คนพิการเพียงเดือนละ 500 - 3,000 บาท ทั้งนี้ประมาณการว่าความเสียหายที่เกิดจากมาตรา 33 ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี

นายปรีดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในมาตรา 35 ที่กำหนดให้สถานบริการที่ไม่ประสงค์จะจ้างานคนพิการโดยให้จ่ายเงินค่าจ้างสมทบให้กับกองทุนฯ เป็นช่องทางทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยช่องทางนี้สมาคมและมูลนิธิต่างๆ จะเป็นผู้รวบรวมรายชื่อคนพิการจากจังหวัดต่างๆ ส่งไปยังกรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอโครงการจัดอบรมฝึกอาชีพให้กับคนพิการ ซึ่งช่องทางดังกล่าวทำให้เกิดมีนายใหญ่เข้ามาทุจริตทั้งค่าจ้างวิทยากรและเงินในการจัดฝึกอบรมเช่น ตั้งเบิกค่าวิทยากร 300,000 บาท จ่ายจริง 30,000 บาท หรือโครงการอบรม 6 เดือน ดำเนินการจริงแค่ 3 เดือน บางจังหวัดข้าราชการระดับผู้อำนวยการสำนักงาน ขอหัวคิวคนพิการหัวละ 9,500 ต่อคนต่อปี แลกกับการอนุมัติจัดฝึกอบรมทุกโครงการ โดยทั้งหมดทำกันเป็นขบวนการ

"การทุจริตเงินคนพิการจาก มาตรา 33 และ 35 สร้างความเสียหายถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี คนพิการที่ผ่านการฝึกอบรมอาชีพต้องได้รับเงิน 109,500 บาท ต่อคนต่อปี แต่คนพิการไม่รู้สิทธิของตัวเอง เพราะคนพิการที่มีศึกษาระดับปวช.-ปริญญาเอกมีไม่ถึง 30,000 คน การทุจริตดังกล่าวจึงมีความเสียหายมากกว่าการโกงเงินคนจน เพราะตัวเลขคนพิการทั่วประเทศมากกว่า 1.9 ล้านคน เงินกองทุนส่งเสริมคนพิการจึงมีมากถึง 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผ่านมาผมพยายามจะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจนถูกข่มขู่คุกคามหลายรูปแบบ คนพิการที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมาก็ถูกอุ้มขึ้นรถตู้ไปเจรจาให้รับเงิน 20,000 แลกกับการเซ็นยินยอมไม่ดำเนินคดี จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสนับสนุนหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" นายปรีดา กล่าวและว่าก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปยื่นเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว และอยากให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบโดยไม่มี 2 หน่วยงานคือกรมการจัดหางาน กับ พม. มาร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งทางเครือข่ายพร้อมให้ข้อมูลโดยสามารถระบุรายชื่อนายใหญ่ในแต่ละขั้นตอนได้ทั้งหมด

ที่มา: MGR Online, 17/9/2561

แนะนายจ้างจัดสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายในรูปแบบการออมให้ลูกจ้าง สร้างหลักประกันพร้อมก้าวสู่สังคมสูงวัย

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.ได้ส่งเสริมให้นายจ้าง สถานประกอบกิจการจัดสวัสดิการเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกจ้างในการก้าวสู่สังคมสูงวัย ทั้งนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ บ่งชี้ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคต สำหรับรูปแบบของสวัสดิการที่ได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการดำเนินการ ได้แก่ การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น การจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี การจัดตั้งชมรมสุขภาพ เป็นต้น การจัดสวัสดิการด้านเศรษฐกิจได้ส่งเสริมในเรื่องของการจัดทำบัญชีครัวเรือน การสร้างวินัยการออม รวมไปถึงการสร้างกลไกด้านการออมด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมไว้ใช้หลังเกษียณอายุ และในกรณีมีความจำเป็นสามารถกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันและเสียดอกเบี้ยต่ำซึ่งจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบให้กับลูกจ้างอีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสวัสดิการเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่สังคมสูงวัย จะช่วยให้ลูกจ้างสามารถพึ่งพิงตนเองได้ทั้งในเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม นายจ้าง สถานประกอบกิจการที่สนใจ สอบถามได้ที่กองสวัสดิการแรงงาน โทรศัพท์ 0 2246 6774 หรือ 0 2246 0383

ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 17/9/2561

เมียนมาจัดงานวันต่อต้านการค้ามนุษย์ แรงงานพม่ากว่า 100 ร้องถูกหลอกในไทย

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2561 ที่สนามข้างกองบังคับการตำรวจภูธร จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านริมเมย ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก แรงงานจังหวัดเมียวดี ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดงานวันต่อต้านการค้านุษย์ขึ้นมา โดยมีนายอูโซ หลุ่ย ผู้ว่าราชการจังหวัดเมียวดี เป็นประธาน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ แรงงานเมียนมา พร้อมนักศึกษา นักเรียน กว่า 1,000 คน ไปร่วมงาน ในงานมีการบรรยายให้ความรู้กฏหมายแรงงาน การรู้เท่าทันเรื่องการค้ามนุษย์ ขั้นตอนการไปขายแรงงานในต่างประเทศ ซึ่งได้ความสนใจจากแรงงานเมียนมา และบริษัทเอกชน มาก

นายตายี หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ให้สัมภาษณ์ ที่จังหวัดเมียวดี ว่าการค้ามนุษย์ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยแรงงานเมียนมาถูกหลอกโดยนายหน้า ซึ่งมีแรงงานถูกหลอกไปต่างประเทศเช่น ที่ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆเป็นต้น จึงขอให้แรงงานเมียนมาต้องระมัดระมัดระวัง

นอกจากนี้ มีแรงงานเมียนมา 100 คน ที่เดินทางไปขายแรงงานในประเทศไทย ถูกหลอกโดยถือหนังสือเดินทางของประเทศเมียนมา แต่เมื่อถึงชายแดน จ.ตาก ฉวยโอกาสลักลอบเข้าเมืองผ่านชายแดนแม่สอด ข้ามพื้นที่ไปทำวีซ่า ที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งแทนที่จะเข้ามาทำวีซ่าที่ชายแดนตาก ทำให้ไม่มีข้อมูลในระบบการเข้าเมืองของไทย และยังผิดกฏหมาย จึงถูกจับ และส่งกลับไปด้าน จ.ตาก ซึ่งแรงงานเมียนมา 100 คนนี้ เสียเงินให้นายหน้า 7,000 บาท โดยนายหน้าหัก 2,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ 5,000 บาท ในการตีตราวีซ่าเข้าเมือง

นางมะขิ่น แรงงานเมียนมา ที่ไปร่วมงานกล่าวว่า อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันดูแลปัญหาการค้ามนุษย์ และแรงงานเมียนมาถูกหลอกลวงด้วย เพราะปัญหาการค้ามนุษย์ยังมีอยู่

ที่มา: มติชนออนไลน์, 17/9/2561[full-post]


Posted: 22 Sep 2018 09:44 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 11:44


นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทยระบุข้าราชการไทย 80% มีเงินเดือนระดับปฏิบัติการส่วนน้อยที่จะได้ชำนาญการพิเศษขึ้นไป เงินบำนาญมีตั้งแต่ระดับน้อยถึงมาก ข้าราชการที่มีบำนาญน้อยจึงลำบาก และมีหนี้สินเป็นส่วนใหญ่ ชี้ยังไม่เคยสำรวจปัญหาของผู้เกษียณแล้วจะรู้ปัญหาที่แท้จริงของข้าราชการเกษียณได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2561 มติชนออนไลน์ รายงานว่านายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่าตามที่อธิบดีกรมบัญชีกลางให้ข่าวทำนองไม่เห็นด้วยกรณีที่สหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทยเสนอให้มีการปรับขึ้นเงินบำเหน็จเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยอธิบดีกรมบัญชีกลางเห็นว่าข้าราชการบำนาญไม่ได้ทำงาน แต่ได้เงินมากกว่าคนจนเยอะ แล้วจะเรียกร้องให้มีการเพิ่มเงินบำนาญไปทำไมนั้นว่าเรื่องนี้มีข้าราชการทั่วประเทศรับไม่ได้กับที่อธิบดีกรมบัญชีกลางให้ข่าวอย่างนี้ เป็นการให้ข่าวที่ขาดการสำรวจศึกษาและการวิจัยที่แท้จริง อธิบดีกรมบัญชีกลางไม่เคยเกษียณและยังไม่เคยสำรวจปัญหาของผู้เกษียณอีกแล้วจะรู้ปัญหาที่แท้จริงของข้าราชการที่เกษียณไปแล้วได้อย่างไร


‘กรมบัญชีกลาง’ แจง ‘ขรก.’ เรียกบำนาญเพิ่ม เกินที่รัฐค้ำประกัน
ขรก.เกษียณเสนอ สนช. แก้กฎหมายเพิ่มเงินบำนาญ ชี้เป็นคนจนรุ่นใหม่เหลือเงินแค่ 2 หมื่นต่อเดือน
ชีวิตยามเกษียณ 1: แก่ง่ายตายยาก เราไม่ลำบากด้วยบำนาญประกันสังคม?

"การนำข้าราชการที่เล่าเรียนจนจบปริญญาตรี ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยพ่อแม่ลงทุนทรัพย์ลงแรง และขยันหมั่นเพียรจนสามารถสอบผ่านคัดเลือกเข้ามาเป็นข้าราชการได้ ท่านนำค่าตอบแทนมาเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้เล่าเรียน อย่างท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้รับเงินเดือนบวกค่าเงินประจำตำแหน่ง แต่ละเดือนท่านได้รายรับน่าจะถึงแสนบาท โดยถ้าเกษียณ จะได้เงินบำนาญประมาณ 80,000 บาท ท่านไม่เดือดร้อนแน่นอน ในทางตรงกันข้ามท่านทราบหรือไม่ว่า มีข้าราชการส่วนน้อยที่ได้ขึ้นเป็นตำแหน่งอธิบดีและมีเงินเดือนเป็นแสน ส่วนใหญ่ข้าราชการไทย ร้อยละ 80 มีเงินเดือนระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ส่วนน้อยที่จะได้ชำนาญการพิเศษขึ้นไป โดยเฉพาะข้าราชการพยาบาล ไปตันกันที่ระดับเพียงชำนาญการเท่านั้น โรงพยาบาลหนึ่งๆ มีชำนาญพิเศษเพียงหัวหน้าตึกเท่านั้น ท่านควรลงพื้นที่ไปหาข้อมูลสุ่มตัวอย่างข้าราชการทั่วประเทศตามตำบล อำเภอ จังหวัดต่างๆ ในภูมิภาคบ้าง" นายรัชชัยย์กล่าว

นายรัชชัยย์กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่าง 1.ผู้เกษียณศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาแล้วสอบคัดเลือกได้เป็นข้าราชการ ทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ไม่ทำการคอร์รัปชั่น ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างมีอุดมการณ์มีมากถึงกว่าร้อยละ 90 ทั้งร่วมพัฒนาประเทศชาติจนมีเอกราช และเคียงบ่าเคียงไหล่นานาประเทศ เขาทำงานทุ่มเทมาตลอดชีวิต 30-40 ปี จนเกษียณ จนหมดโอกาสที่จะไปทำอาชีพอื่น เพราะรัฐสั่งการให้เขาเสียสละทุ่มเทเวลาให้กับทางราชการจนหมดเวลาที่จะไปทำอาชีพอื่น ตรงนี้รัฐต้องดูแลครอบครัวผู้เกษียณ และให้ขวัญกำลังใจ 2.ข้าราชการมีหลายระดับ ตั้งแต่เงินเดือนน้อยถึงเงินเดือนมาก ทำให้เงินบำนาญมีตั้งแต่ระดับน้อยถึงมาก แต่เงินใช้ซื้ออาหารกิน ซื้อบ้าน ซื้อยา ซื้อเครื่องอุปโภค ฯลฯ แม่ค้าคิดราคาเท่ากับคนอื่นๆ ทำให้ข้าราชการที่มีบำนาญน้อยจึงลำบาก และมีหนี้สินเป็นส่วนใหญ่ 3.ควรเทียบดัชนีค่าของเงิน โดยสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกัน เช่น ปี 2521 จบปริญญาตรี ได้เงินเดือนบรรจุ 1,750 บาท ราคาทองคำในขณะนั้น บาทละ 4,000 บาท ต้องใช้เงินเดือนกี่เดือนถึงซื้อได้ ปัจจุบันปี 2561 ปริญญาตรี ได้เงินเดือนบรรจุถึงเดือนละ 15,000 บาท ราคาทองขณะนี้ 18,500 บาท สรุปแล้วคนสมัยก่อนจะซื้อทองคำ ต้องใช้เวลาเก็บเงินถึง 2.2 เดือน คนสมัยนี้ใช้เวลาเก็บเงินเพียง 1.2 เดือนก็ได้ทอง 1 บาทแล้ว สรุปแล้ว คนสมัยนี้จบปริญญาตรี ได้เงินมากกว่าคนสมัยก่อนมาก โดยใช้ดัชนีราคาทองคำ เป็นค่ากลางเปรียบเทียบค่าครองชีพ จะได้มาตรฐานกลาง

[full-post]


Posted: 22 Sep 2018 11:55 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 13:55


อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะประเมินอนาคตเศรษฐกิจการเมืองไทยและผลกระทบจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ในโอกาสครบรอบ 12 ปี ความเสียหายทางเศรษฐกิจ โอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจะอยู่ที่ประมาณ 10.970 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ 3.65 เท่าของเม็ดเงินงบประมาณปี 2562 เม็ดเงินดังกล่าวหากไม่เสียหายไปจากผลกระทบของการรัฐประหารและวิกฤตการณ์ทางการเมืองย่อมสามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศได้โดยไม่ต้องเก็บภาษีไม่ต้องก่อหนี้สาธารณะเป็นเวลา 3.65 ปี อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยในช่วง 12 ปีที่ผ่านลดต่ำลงและต่ำกว่า 4% โดยส่วนใหญ่

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงผลกระทบจากรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ในโอกาสครบรอบ 12 ปีและประเมินอนาคตเศรษฐกิจการเมืองไทย ว่า 12 ปีหลังการรัฐประหาร 2549 ประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสในการก้าวข้ามพ้นประเทศรายได้ระดับปานกลางสู่ประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากเราติดกับดักในวิกฤตการณ์ทางการเมืองและการรัฐประหารสองครั้งในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น “ทศวรรษแห่งความถดถอยและสูญเสียโอกาส” รัฐประหารปี 2549 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่านอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองแล้วยังทำให้ปัญหาความขัดแย้งทรุดหนักมากกว่าเดิมในระยะต่อมา หลังจากรัฐประหารปี 2549 เพียง 8 ปีก็เกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2557 รัฐประหารปี 2549 เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ได้ทำลายภาพพจน์ของประเทศในฐานะประเทศที่มีประชาธิปไตยก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน เป็นการเปิดประตูให้กับการใช้กำลังในการทำลายระบบนิติรัฐและกติกาสูงสุดอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ประเทศได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยพร้อมทั้งหลักการนายกรัฐมนตรีต้องมาจากประชาชนหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 และการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540

12 ปีหลังการรัฐประหาร ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 6 คน มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งทำให้ไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจและแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจได้มากนัก การมีรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ควบคุมอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่มุ่งปฏิรูปการเมืองให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ในยุครัฐบาลสมัคร ต่อมาจนถึง รัฐบาลสมชาย รัฐบาลอภิสิทธิ์ จนกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานด้านนโยบายระยะยาวให้กับประเทศได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีความล้าหลังและมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เสียอีก จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าหลังการเลือกตั้งต้นปี 2562 แล้ว ประเทศไทยจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีความเข้มแข็งมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากประชาชนช่วยกันแสดงเจตนารมณ์ผ่านการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกภาพและสามารถจัดตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพ โอกาสในการผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในทศวรรษหน้าย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารสองรัฐบาลในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จะสนองตอบกลุ่มที่สนับสนุนการรัฐประหารมากกว่าประชาชนโดยรวม จึงพบว่างบประมาณทหารจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในยุครัฐบาลรัฐประหาร โดยรัฐบาลประยุทธ์มีการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมสูงกว่ารัฐบาลสุรยุทธ์อย่างมากแม้นจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเหมือนกัน นอกจากนี้รัฐบาล คสช. ยังก่อหนี้ผูกพันในงบประมาณแผ่นดินไปจนถึงปี 2565 นอกจากนี้งานวิจัยจำนวนมากยังบ่งชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยจะมีการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา สาธารณสุข สูงกว่าระบอบเผด็จการและสามารถรับมือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าด้วย

แม้นการรัฐประหารหลายครั้งในประเทศไทยจะไม่มีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อในช่วงการก่อรัฐประหาร แต่มักจะนำมาสู่ความรุนแรงนองเลือดในภายหลัง เช่น การรัฐประหารปี 2549 เป็นผลต่อเนื่องทำให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองและนำมาสู่การปรามปรามผู้ชุมนุมในปี 2552 และ 2553 การรัฐประหารปี 2534 ทำให้ต่อมาเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 2535 ต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นแกนนำของคณะรัฐประหาร รสช. เป็นต้น แม้นการรัฐประหารปี 2557 จะไม่มีความรุนแรงนองเลือดแต่หลังการรัฐประหารได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและมีประชาชนถูกดำเนินคดีและคุมขังจำนวนมากอย่างไม่เป็นธรรม หากมีการสืบทอดอำนาจโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้งในปี 2562 จะเกิดความเสี่ยงในการเกิดการเผชิญหน้าและความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ได้ และ เราจะอยู่ในระบอบกึ่งประชาธิปไตยภายใต้การสืบทอดอำนาจของ คสช. หากกองทัพถอยออกจากการเมืองและมีความเป็นทหารอาชีพ ไม่เข้าแทรกแซงด้วยการก่อรัฐประหารอีก ปล่อยให้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองในอนาคตถูกแก้ไขโดยกลไกรัฐสภาและกระบวนการทางกฎหมาย ระบอบประชาธิปไตยย่อมมีความมั่นคงและเป็นรากฐานสำคัญต่อความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

ความเสียหายทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการลงทุน การชะงักงันของกิจกรรมและธุรกรรมทางเศรษฐกิจการค้า ย้อนกลับไปที่ข้อมูลในอดีต ตอนรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ตลาดหุ้นเปิดทำการซื้อขายวันแรกหลังรัฐประหาร (21 ก.ย. 2549) ปรับตัวลงไปแรงที่สุด 29.56 คิดเป็น 4.2% ช่วงเปิดตลาดแต่ช่วงใกล้ปิดตลาดดัชนีกระเตื้องขึ้นจึงปรับตัวลงไปเพียง 1.42% เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจขณะนั้นยังแข็งแรงอยู่ ตอนรัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 ในวันถัดมาหลังรัฐประหารดัชนีปรับลงแรง 57.4 จุดหรือ 7.25% หากตั้งสมมุติฐานว่าไม่มีการรัฐประหารสองครั้งและไม่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองรุนแรงในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 5% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมารวมทั้งสมมติให้ปัจจัยอื่นๆคงที่เมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเราจะสามารถประมาณการเบื้องต้นความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการรัฐประหารได้

แม้นรัฐประหารจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นก็ตาม การรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและการบริโภค ความเสียหายทางเศรษฐกิจ โอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การค้า และโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจะอยู่ที่ประมาณ 10.970 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ 3.65 เท่าของเม็ดเงินงบประมาณปี 2562 และเม็ดเงินดังกล่าวหากไม่เสียหายไปจากผลกระทบของการรัฐประหารประเทศและวิกฤตการณ์ทางการเมืองย่อมสามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศได้โดยไม่ต้องเก็บภาษีไม่ต้องก่อหนี้สาธารณะเป็นเวลา 3.65 ปี

ก่อนการรัฐประหารปี 2549 อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับสูงในปี 2545 อยู่ที่ 6.1% ในปี 2546 อยู่ที่ 7.2% ในปี 2547 อยู่ที่ 6.3% โดยเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 2548 มาอยู่ที่ 4.2% หลังจากเริ่มเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาหลังจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ลดต่ำลงและต่ำกว่า 4% โดยส่วนใหญ่ยกเว้นในปี 2550, 2553 และ 2556 นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศ การช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้าเกิดสภาวะชะงักงันหลังการรัฐประหารทั้งสองครั้ง (ปี 2549 และปี 2557) และปรับดีขึ้นหลังประเทศกลับคืนสู่รัฐบาลเลือกตั้ง

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าหากเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจของรัฐประหารปี 2549 กับ รัฐประหารปี 2557 จะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากรัฐประหารปี 2549 เกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจดีกว่า ขณะที่ความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองปี 2557 ก็มีความซับซ้อนมากกว่า ในอนาคตขอให้ติดตามพลวัตของผลพวงของรัฐประหารปี 2557 พลวัตของการสืบทอดอำนาจของ คสช หลังการเลือกตั้งและการต่อต้านการสืบทอดอำนาจว่าจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปหลังการเลือกตั้ง หากการจัดการเลือกตั้งมีความเสรีและเป็นธรรมเป็นไปตามมาตรฐานสากล กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างสันติและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศในอนาคต

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ เสริมอีกว่าระบอบประชาธิปไตยทำให้ระบบตลาดทำงานได้ดีและสร้างธรรมาภิบาลได้ดีกว่าระบอบเผด็จการ งานวิจัยของ Barro (1996) ใช้แบบจำลองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์ผลกระทบของระบอบประชาธิปไตยโดยใช้ตัวแปรเสรีภาพทางการเมืองต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างปี ค.ศ. 1960-1990 ของ 100 กว่าประเทศ ได้ข้อสรุปว่าตัวแปรประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์เป็นบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเมื่อควบคุมผลของตัวแปรกับตัวแปรอื่นแต่ความสัมพันธ์ไม่เป็นเส้นตรง นอกจากนี้ งานวิจัยของ Plumper and Martin (2003) ระดับความเป็นประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ในทางบวกต่อการขยายตัวของรายได้ต่อหัว และ การใช้จ่ายรัฐบาลจะมีผลต่อการขยายตัวสูงกว่าประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยต่ำ งานวิจัยช่วยอธิบายว่าทำไมรัฐบาล คสช. อัดฉีดงบประมาณการใช้จ่ายจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแต่มีผลกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น งานวิจัยของ Lee (2005) ทดสอบความสัมพันธ์ของการใช้จ่ายของรัฐ ความเป็นประชาธิปไตย กับการกระจายรายได้โดยประมาณการสมการเศรษฐมิติจากข้อมูลจาก 64 ประเทศพบว่าความเป็นประชาธิปไตยและการใช้จ่ายของรัฐมีปฏิสัมพันธ์กันในการส่งผลต่อความเท่าเทียมกันของรายได้ภายในประเทศ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้น ส่วนประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การเพิ่มขนาดของรัฐนำไปสู่การกระจายได้ที่แย่ลง

นอกจากนี้งานวิจัยของพงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง “ผลกระทบทางเศรษฐกิจของความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย” ว่าตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคนอกเหนือไปจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม ได้แก่ การลงทุนและการบริโภค พบข้อมูลดังนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มาจากการชุมนุมขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทำให้การลงทุนปรับตัวหดลง -1.8% อย่างไรก็ตาม ผลจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในด้านอื่นๆ (กฎอัยการศึก, การรัฐประหาร และเลือกตั้ง) มีผลในขนาดที่น้อยกว่า ขณะที่ “ความผันผวนของการลงทุน” จะขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมืองด้านการชุมนุมขัดแย้ง การตอบสนองของการบริโภคต่อความไม่แน่นอนทางเมือง พบว่ารุนแรงน้อยกว่าผลต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของระดับความขัดแย้งจากการชุมนุมและด้านการเลือกตั้งที่จะส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนลดลง -0.3% โดยผลกระทบจะมีผลต่อเนื่องประมาณ 2-4 ไตรมาสก่อนที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ลดลงหลัง 1 ปี ความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม และในดัชนีย่อย มีผลเชิงลบต่ออัตราการเติบโตของระดับผลผลิตตามศักยภาพของไทยในเกือบทุกกรณี ยกเว้นเพียงผลของความไม่แน่นอนด้านการชุมนุมขัดแย้งที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์มวลรวมแยกตามรายสาขาการผลิต พบว่า การโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และการบริการขนส่ง เป็น 3 สาขาที่มีการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของความไม่แน่นอนทางการเมืองโดยรวมที่ชัดเจน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ยังได้กล่าวอ้างงานวิจัยสำคัญต่างๆเพิ่มเติมเพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าโดยเฉพาะมิติทางด้านความเป็นธรรมและการกระจายรายได้ เช่น Barro (1996), Glasure, Lee and Norris (1999), Plumper and Martin (2003), Doucouliagos and Ulubasoglu (2008), Rodrik and Wacziarg (2005) เป็นต้น แสดงถึงความสัมพันธ์ของระดับประชาธิปไตย การใช้กฎอัยการศึกษาและการจำกัดเสรีภาพ (การปกครองแบบรวมอำนาจ) กับ การพัฒนาเศรษฐกิจ พบข้อสรุปจากงานวิจัยสำคัญๆ สอดคล้องกันว่า ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยทำให้เสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้นมากกว่าระบอบอำนาจนิยมหลายเท่าตัวเพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนและเสรีภาพในการประกอบการ เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกทำให้เกิดนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์

นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศที่มีประชาธิปไตยในระดับสูง ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง เสถียรภาพของสังคมสูงกว่า ความแตกแยกต่ำกว่า สถาบันต่างๆมีความเข้มแข็งและธนาคารกลางมีความเป็นอิสระมากกว่า การเป็นประชาธิปไตยมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านสี่ช่องทางคือ ทุนกายภาพดีกว่า ทุนมนุษย์สูงกว่า ทุนทางสังคมและการเมืองมากกว่าระบอบอำนาจนิยม (Persson and Tabellini 2006) นอกจากนี้ระบอบประชาธิปไตยยังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าระบอบอำนาจนิยม (Rodrik 2007)

[full-post]


Posted: 23 Sep 2018 12:47 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 14:47


'รวมพลังประชาชาติไทย' ชี้คำสั่งคลายล็อค ทำพรรคใหม่เสียเปรียบ ย้ำจุดยืนพร้อมร่วมงานกับพรรคฝ่ายรัฐบาลไม่ขอเป็นฝ่ายค้าน ด้านรองเลขาธิการ 'ภูมิใจไทย' ระบุ 'บุญจง วงศ์ไตรรัตน์' ออกจากพรรคตั้งแต่ปี 2557 ประกาศกับชาวบ้านว่าจะไปอยู่ 'พลังประชารัฐ' เตรียมเปิดตัวปลายเดือน ก.ย. นี้ 'อลงกรณ์' เผยนัดหารือแกนนำ 'ประชาธิปัตย์' คุยเรื่องอนาคตพรรค 25 ก.ย. นี้

23 ก.ย. 2561 หม่อมราชวงศ์จตุมงคล โสนกุล ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพรรค หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งคลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม ว่าพรรคเห็นว่า จะทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เปรียบทางการเมืองแต่ทางพรรคก็ยังจะเดินหน้ารับฟังปัญหาของประชาชน ซึ่งขณะนี้แกนนำพรรคได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและจะนำเอาปัญหา มารวบรวมและกลั่นกรองนำมาเป็นนโยบายของพรรค ขณะเดียวกัน ระหว่างลงพื้นที่จะมีการประชาสัมพันธ์แจกใบแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิกพรรคด้วยความสมัครใจ พร้อมยืนยันสิ่งที่พรรคดำนินการไม่ใช่การหาเสียง ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

ด้านนายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ว่าที่เลขาธิการพรรค ยอมรับว่าหากการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมปคือ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ทางพรรคจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะขณะนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่อนุมัติให้พรรคเป็นพรรคการเมืองอย่างถูกต้อง ซึ่งหากนับระยะเวลาแล้วเหลืออีกเพียงไม่กี่เดือน ทั้งนี้หาก กกต. อนุมัติเรื่องดังกล่าว ทางพรรคจะจัดประชุมใหญ่ครั้งแรก เพื่อคัดเลือกกรรมการบริหารพรรค แต่ยืนยันว่าทางพรรคจะทำทุกอย่างที่ถูกต้องให้เป็นไปตามกติกา ขณะเดียวกันยังคงยืนยันว่า พรรคพร้อมร่วมงานกับพรรคฝ่ายรัฐบาล และจะไม่ขอเป็นฝ่ายค้าน
'บุญจง' ออก 'ภูมิใจไทย' ไป 'พลังประชารัฐ'

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศกับชาวบ้านว่าจะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ โดยเตรียมเปิดตัวปลายเดือนกันยายนนี้ว่า นายบุญจง ได้ออกจากพรรคภูมิใจไทยไปตั้งแต่ช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ยุบสภาและตอนเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2557 ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการทิ้งพรรคภูมิใจไทยไปตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
'อลงกรณ์' เผยนัดหารือแกนนำประชาธิปัตย์คุยเรื่องอนาคตพรรค 25 ก.ย. นี้

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีนายสุรบถ หลีกภัย หรือ ปลื้ม บุตรชาย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นสัญญานที่ดีของพรรคประชาธิปัตย์เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหม่และเชื่อว่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้นยิ่งถ้ามีการปฏิรูปพรรคอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการสร้างองค์กรให้ทันสมัยสู่ยุคดิจิทัลเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในพรรคเช่นกรณีกลุ่มโมเมนตั้มพลังคนรุ่นใหม่ของพรรคเลเบอร์อังกฤษ

นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยด้วยว่าวันที่ 25 ก.ย. 2561 ช่วงเช้าได้นัดหมายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัต์ เพื่อหารือเรื่องอนาคตพรรคและกติกาไพรมารีและช่วงบ่ายจะมีการประชุมกับแกนนำสมาชิกพรรคเกี่ยวกับกฎเหล็ก 5 ข้อและการเลือกหัวหน้าพรรค

“การหยั่งเสียงไพรมารีควรเปิดกว้างให้สมาชิกที่ลงทะเบียนก่อนและหลังเดือน เม.ย. 2561 ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 2.9 ล้านคน มีสิทธิ์ลงคะแนนแบบวันแมนวันโหวตโดยให้มีการดีเบต 2 ครั้งและถ้าผู้สมัครคนใดได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งให้ถือเป็นเด็ดขาดเพราะพรรคเป็นของสมาชิกทุกคนโดยที่ประชุมใหญ่พรรคทำหน้าที่รับรองหัวหน้าพรรคคนใหม่ไม่ใช่แค่บอกว่าให้คำนึงถึงผลการหยั่งเสียงไพรมารีเท่านั้นจะพิจารณาหรือไม่ก็ได้มิฉะนั้นไพรมารีที่ท่านหัวหน้าพรรคริเริ่มและเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองจะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้ความหมาย” นายอลงกรณ์ กล่าว

ที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2] [3]

[full-post]


Posted: 23 Sep 2018 01:59 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 15:59


นักการเมืองมาเลเซียหลายคนรวมถึง รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีมหาธีร โมฮัมหมัด เริ่มเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะแจกจ่ายกัญชาเพื่อการแพทย์อีกครั้ง หลังจากเมื่อปลายเดือนที่แล้ว 'มูฮัมหมัด ลุคแมน' ถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะมีกัญชาไว้ในครอบครองและแจกจ่ายสารสกัดรวมถึงน้ำมันกัญชาที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข

ลิววุยเคียง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียกล่าวสนับสนุนข้อเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่เรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีของชายที่ถูกตัดสินโทษประหารเนื่องจากทำการผลิต ครอบครอง และกระจายต่อน้ำมันที่สกัดจากกัญชา

"ผมเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีว่าพวกเราควรจะพิจารณาคดีนี้ใหม่อีกครั้ง" ลิววุยเคียงกล่าว

"ผมมั่นใจว่าหลักนิติธรรมจะชนะในคดีเฉพาะนี้ และเขาจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีความผิดถ้าหากเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีโทษประหารนี้" ลิววุยเคียงกล่าว

กรณีที่กล่าวถึงกรณีของมูฮัมหมัด ลุคแมน ผู้ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตเพราะมีน้ำมันกัญชาไว้ในครอบครอง 3.1 ลิตร มีกัญชอัดแท่งในครอบครอง 279 กรัม และสสารที่มีส่วนประกอบของเตตระไฮโดรแคนนาบินอย (THC) ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชา 1.4 กิโลกรัม ลุคแมนถูกจับกุมพร้อมภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 โดยถึงแม้ว่าภรรยาเขาจะได้รับการปล่อยตัวโดยทันที แต่ลุคแมนก็ถูกสั่งตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาโดยศาลสูงในชาห์อาลัม

ตั้งแต่การตัดสินในครั้งนั้นเป็นต้นมาทำให้คดีนี้กลายเป็นที่พูดถึงในระดับไวรัลบนโซเชียลมีเดียจนทำให้มีการล่ารายชื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวลุคแมนตามมา

ฟาร์ฮาน มารุฟ ทนายความของลุคแมนกล่าวว่าลุคแมนไม่ได้มีเจตนาที่จะส่งเสริมให้มียาเสพติดมากขึ้นในพื้นที่สาธารณะ เขาเพียงแค่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อาการป่วยของพวกเขาอาจจะรักษาได้ด้วยสารสกัด THC

ในช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้วเมื่อมีผู้ถามถึงกรณีโทรประหารชีวิตต่อลุตแมน มหาธีร์ กล่าวว่าคดีนี้ควรนำมาพิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามนูร์ ฮิชัม อับดุลเลาะห์ อธิบดีกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียกล่าวเน้นย้ำว่าไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าน้ำมันจากกัญชาสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ การนำมาใช้จึงควรจะอนุญาตให้บุคลากรที่มีคุณสมบัตินำมาใช้เพื่อการวิจัยภายใต้การรับรองของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ดซุลกิฟลี อาห์หมัด เคยบอกว่าทางคณะรัฐมนตรีเคยหารือกันในเรื่องนี้แล้วแต่ไม่สามารถบรรลุมติใดๆ ได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาเรื่องโทษประหารลุคแมนในอนาคต

ขณะเดียวกัน นูรูห์ อิซซาห์ อันวาร์ ส.ส. จากเปอร์มาตังปาอูห์ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสภาอัยการเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมาขอให้มีการลดโทษให้กับลุคแมน โดยที่นูรูห์ อิซซาห์ เคยบอกว่าจะเรียกร้องให้การใช้น้ำมันกัญชาเพื่อการแพทย์ไม่ผิดกฎหมายด้วย

เรียบเรียงจาก

Law minister backs PM on reviewing medical marijuana case, Malaysiakini, 21-09-2018 https://www.malaysiakini.com/news/44401

ปลาวาฬกลืนพลาสติกจนตาย

Posted: 23 Sep 2018 09:04 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-09-23 23:04

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกๆ ปีมีการผลิตพลาสติกเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ และคาดว่าในปี 2050 จะมีพลาสติกในทะเลมากกว่าปลา นักวิจัยบางคนเสนออีกว่าคนที่กินอาหารทะเลเป็นประจำจะกลืนเศษพลาสติกเล็กๆ จากปลาหมื่นกว่าชิ้น ซึ่งเรายังไม่ทราบว่าจะมีผลอะไรต่อสุขภาพ

ปัญหาขยะพลาสติกได้กลายเป็นวิกฤตสำหรับสิ่งแวดล้อมและความอยู่ดีกินดีของมนุษย์และสัตว์โดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะผลผลิตพลาสติกใช้เวลาเป็นศตวรรษก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย และเพราะการผลิตพลาสติกในรอบ 50 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก น้ำอัดลมมักจะขายในขวดแก้วที่ดื่มแล้วส่งกลับไปที่โรงงานเพื่อใช้ต่อไปอีกหลายครั้ง แต่ในยุคนี้ทุกวินาทีโรงงานอุตสาหกรรมของโลกผลิตขวดพลาสติก 16,000 ขวด และบริษัทโคคาโคลาบริษัทเดียวผลิตขวดพลาสติกหนึ่งแสนล้านขวดต่อปี เพราะการผลิตขวดพลาสติกเพื่อใช้ครั้งเดียวถูกกว่าการใช้ขวดแก้วที่ต้องนำไปล้าง

เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก เวลาเราจะซื้ออาหารที่ขายกันหน้าปากซอยไปกินที่บ้าน เราจะใช้ปิ่นโตที่ยกไปที่ร้านแล้วให้เขาเติมอาหารลงไป แต่ในยุคนี้เราจะซื้ออาหารในถุงพลาสติกแทน และถุงพลาสติกเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาขยะเช่นกัน

การค้นพบวิธีผลิตพลาสติกผูกพันกับการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะพลาสติกเป็นผลผลิตจากการกลั่นน้ำมัน การขยายตัวของการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีทั้งคุณและโทษต่อสังคม ในด้านประโยชน์การผลิตพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลจีทางการแพทย์ได้ และเป็นวัตถุที่มีประโยชน์ในเครื่องมือไฟฟ้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามการขยายตัวของการผลิตขวด หลอด และถุงพลาสติกชนิดที่ใช้แล้วทิ้ง กลายเป็นวิกฤตสำหรับเราในยุคนี้

กระแสต่อต้านขยะพลาสติกทำให้บริษัทใหญ่และรัฐบาลในบางประเทศปรับตัว เช่นในหลายประเทศของยุโรปมีการพยายามยกเลิกการให้ถุงพลาสติกในร้านค้า หรือลดปริมาณการขายกาแฟในถ้วยพลาสติกเป็นต้น บางแห่งมีการเก็บขยะพลาสติกไปรีไซเคิลหรือไปแปรรูปผ่านการหลอมและใช้ใหม่ แต่ในความเป็นจริง บริษัทใหญ่ใช้พลาสติกที่มาจากการรีไซเคิลแค่ 6.6% ของการผลิตเท่านั้น เพราะการผลิตขวดพลาสติกใหม่ราคาถูกกว่าการรีไชเคิล ยิ่งกว่านั้นราคาขยะพลาสติกตกต่ำลงจนไม่คุ้มค่าสำหรับบริษัทต่างๆ ที่จะขนไปรีไซเคิล ดังนั้นมีการนำไปฝังดินหรือทิ้งในทะเลแทน

เรื่องเงินเรื่องทองเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะในระบบทุนนิยม รูปแบบการผลิตทุกอย่างถูกกำหนดจากปริมาณกำไรที่กลุ่มทุนจะได้ ถ้าการผลิตถุงหรือขวดพลาสติกสร้างกำไรมากกว่าการลดพลาสติก กลุ่มทุนจะทำต่อไปไม่ว่าจะสร้างปัญหาอะไรให้กับชาวโลก



เผยแพร่ครั้งแรกใน: https://turnleftthai.wordpress.com/2018/09/23
ขับเคลื่อนโดย Blogger.