แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาหลีเหนือ แสดงบทความทั้งหมด


เกาหลีเหนือเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รอบใหม่
สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เผยข้อมูลอ้างอิงจากการประเมินภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ครั้งใหม่ในศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ยองเบียน ทางเหนือของกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นแหล่งสกัดพลูโทเนียมที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
นายยูกิยะ อามาโนะ ผู้อำนวยการไอเออีเอ เปิดเผยว่าภาพถ่ายดาวเทียมที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่ามีการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานไฟฟ้าราว 5 เมกะวัตต์ในศูนย์วิจัยฯ ยองเบียน ทั้งยังมีการขยายพื้นที่ผลิตและสกัดพลูโทเนียม รวมถึงการเข้าออกของยานพาหนะต่างๆ และการระบายน้ำจากกระบวนการหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์
อย่างไรก็ตาม ไอเออีเอไม่อาจส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้ เนื่องจากเกาหลีเหนือขับไล่เจ้าหน้าที่ของไอเออีเอออกจากประเทศตั้งแต่ปี 2552 ทั้งยังทดสอบยิงขีปนาวุธและดำเนินโครงการเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์อีกหลายครั้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ดังกล่าวไปเมื่อปี 2550 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จนกระทั่งมีการประกาศเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รอบใหม่ในปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงของหลายประเทศยืนยันตรงกันว่าพบหลักฐานการดำเนินการโครงการนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือเช่นกัน

พนักงานร้านอาหารเกาหลีเหนือในจีน แปรพักตร์หลบหนีเข้าไทย
กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้แถลงยืนยันว่า พนักงานร้านอาหารเกาหลีเหนือที่เปิดบริการในจีนได้พร้อมใจกันหลบหนีออกมา ขณะนี้กำลังอยู่ในประเทศที่สาม และเตรียมเดินทางเข้าเกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ นับเป็นชาวเกาหลีเหนือกลุ่มที่สองแล้ว ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ระหว่างไปทำงานในต่างแดน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
กระทรวงรวมชาติแถลงยืนยันเรื่องนี้เพียงสั้น ๆ ในวันนี้ (24 พ.ค.) โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใด ๆ เพราะเป็นห่วงด้านความปลอดภัยและเกรงว่าอาจเกิดปัญหาทางการทูตต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง และไม่มีการเปิดเผยว่าชาวเกาหลีเหนือกลุ่มนี้จะเดินทางมาถึงกรุงโซลเมื่อใด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าคนกลุ่มดังกล่าวขณะนี้อยู่ในประเทศไทย
การยืนยันดังกล่าวมีขึ้น หลังจากสื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานว่าหญิงเกาหลีเหนือ 2-3 คนที่ทำงานในร้านอาหารเกาหลีเหนือในจีน หลบหนีไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ โดย New Focus สื่อออนไลน์ในกรุงโซลรายงานว่า ผู้แปรพักตร์กลุ่มนี้เป็นหญิงวัย 20 ปีเศษ จำนวน 3 คนที่ทำงานในร้านอาหารเกาหลีเหนือแห่งหนึ่งใกล้กับนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า ชาวเกาหลีเหนือกลุ่มนี้หลบหนีจากร้านอาหารในเมืองซีอาน และอาจเดินทางเข้าไทยก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้
ข่าวครั้งนี้มีขึ้น หลังจากเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมามีพนักงานร้านอาหารเกาหลีเหนือในเมืองหนิงโปของจีน 13 คน พร้อมใจกันหลบหนีเข้าไปอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นการแปรพักตร์กลุ่มใหญ่ที่สุดนับแต่นายคิม จอง อึน ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2554
รัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวหาว่า สายลับเกาหลีใต้ลักพาตัวคนกลุ่มนี้ไป พร้อมเรียกร้องให้ส่งตัวพวกเขากลับประเทศ แต่เกาหลีใต้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ทั้งนี้ ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือเปิดร้านอาหารในต่างแดนราว 130 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในจีนและรัสเซีย และส่งชาวเกาหลีเหนือไปทำงานตามร้านอาหารเหล่านี้ราว 50,000-60,000 คน เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าเกาหลีเหนือ
(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ)


เกาหลีเหนือตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่
ทางการเกาหลีเหนือได้แต่งตั้งให้นาย รี ยอง โฮ อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนในการเจรจาหกชาติว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และอดีตเอกอัครราชทูตประจำสหราชอาณาจักร ขึ้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ แทนนาย รี ซู ยอง ซึ่งคาดว่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น
ทั้งนี้ ทางการเกาหลีเหนือได้แจ้งเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ต่อสหราชอาณาจักรทางจดหมาย โดยไม่ได้ระบุว่ารัฐมนตรีต่างประเทศคนเก่าคือนาย รี ซู ยอง ถูกโยกย้ายไปทำหน้าที่ใ
สำหรับนายรี ยอง โฮ นั้นได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นมาจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ และเคยเข้าร่วมการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯในช่วงทศวรรษที่ 1990 มาแล้ว
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีต่างประเทศในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า เกาหลีเหนือต้องการสานสัมพันธ์กับประชาคมนานาชาติอีกครั้ง หลังเกิดความร้าวฉานจากกรณีที่เกาหลีเหนือทดลองนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 4 และทดสอบยิงขีปนาวุธอีกหลายครั้ง




ภาพถ่ายชุดใหม่ของคณะผู้บริหารเกาหลีเหนือบอกอะไรกับเราบ้าง
นักวิเคราะห์ชี้ ภายใต้คิม จอง อึน พรรคมีอิทธิพลเหนือกองทัพ
ทางการเกาหลีเหนือเปิดเผยภาพถ่ายชุดใหม่ของนายคิม จอง อึน และคณะผู้บริหารพรรคคนงานของเกาหลีเหนือ ตลอดจนผู้นำระดับสูงทางทหาร ซึ่งนายไมเคิล แมดเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือที่อยู่ในสหรัฐฯบอกกับบีบีซีว่า ภาพถ่ายเหล่านี้บอกให้เราทราบถึงการเปลี่ยนแปลงหลายประการในระบบการเมืองเกาหลีเหนือ หนึ่งในนั้นคือการที่พรรคคนงานถูกยกให้มีอำนาจและความสำคัญเหนือกองทัพ
นายแมดเดน ระบุว่า ภาพถ่ายชุดใหม่ที่ถูกนำออกเผยแพร่ภายหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคนงานที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เป็นรูปถ่ายของนายคิม จอง อึน ที่ดูเป็นธรรมชาติไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งภาพใดๆ

แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นผู้หญิงแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายแมดเดน บอกว่า แม้ปัจจุบันตำแหน่งสูงสุดที่ผู้หญิงได้รับนั้นจะอยู่ในระดับผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการหน่วยงานภายในพรรคคนงาน เช่น น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของนายคิม จอง อึน ที่นั่งเก้าอี้รองผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้าหน้าที่หญิงเหล่านี้กลับมีอำนาจมากกว่ารองประธานพรรคบางคน เพราะพวกเธอรับผิดชอบงานประจำวัน ทั้งยังทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องความเป็นไปทางการเมืองให้นายคิม จอง อึน และนายแมดเดนเชื่อด้วยว่า ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของตระกูลคิม ซึ่งหน้าที่นี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าการดำรงตำแหน่งในหน่วยงานทางการเมืองเสียอีก

เขาคาดว่าปัจจุบันผู้หญิงมีสัดส่วนราว 10% ของสมาชิกพรรคคนงานและสภาเกาหลีเหนือ ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่สูงนักแต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคนงานครั้งก่อนที่จัดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว
แม้ภาพถ่ายคณะผู้บริหารระดับสูงชุดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสที่อยู่ในวัย 80 ปี แต่ก็มีคนรุ่นใหม่รวมอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือ พลโทโย กวาน-โชล ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกกรมการเมืองขณะมีอายุเพียง 35 ปี นายแมดเดนชี้ว่า นี่เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ไต่เต้าจากตำแหน่งระดับล่างและจะก้าวขึ้นไปมีบทบาทสำคัญทางการเมืองในอนาคต คนทั่วไปไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเขามากนัก รู้แต่ว่าภายใต้ผู้นำคนนี้เขามีบทบาทรวดเร็วมาก
ขณะเดียวกันก็มีภาพของพลโทรี ยอง-กิล สมาชิกกรมการเมือง ซึ่งกลับขึ้นมามีบทบาทอีกครั้งหลังจากเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมามีข่าวลือว่าเขาถูกประหารชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นายแมดเดน ชี้ว่า การที่เจ้าหน้าที่บางคนหายหน้าไปจากสื่อเกาหลีเหนืออาจเป็นเพราะถูกส่งไปฝึกอบรมเพื่อรับตำแหน่งใหม่ หรือถูกส่งลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ นายแมดเดน ยังบอกอีกด้วยว่า ภาพถ่ายชุดใหม่และการรายงานข่าวของสื่อทางการเกาหลีเหนือ บ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนระบบการเมืองของเกาหลีเหนือ ดูเหมือนว่านายคิม จอง อึน จะพยายามทำให้พรรคคนงานมีอำนาจและอิทธิพลเหนือกองทัพ และด้วยการรวบอำนาจให้อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่พรรค 6-7 คน โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญคนละ 2-3 ตำแหน่งพร้อมกัน สัญญาณที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ในการรายงานข่าวคราวนี้ สื่อทางการให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่พรรคมาก่อนเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งแตกต่างไปจากยุคบิดาของนายคิม จอง อึน


คิม จอง อึน ยกย่องความสำเร็จด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทั่วโลกจับตาจะสั่งทดสอบนิวเคลียร์หนที่ 5 หรือไม่
นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวยกย่องความสำเร็จด้านนิวเคลียร์ และการพัฒนาอาวุธอื่นๆของประเทศในระหว่างกล่าวเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคนงานเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 36 ปี
นายคิม จอง อึน กล่าวต่อคณะผู้แทนพรรคกว่า 3,000 คนที่ไปชุมนุมกันที่ศูนย์วัฒนธรรม 25 เมษายน ว่า ในปีนี้กองทัพและประชาชนชาวเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จครั้งประวัติการณ์ในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน และการปล่อยดาวเทียมสังเกตการณ์พื้นโลก “กวางมยองซอง-4”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคนงานครั้งที่ 7 นี้เป็นโอกาสสำคัญที่นายคิม จอง อึน จะรวมอำนาจของตนให้เป็นปึกแผ่นในฐานะผู้นำที่แข็งแกร่งของเกาหลีเหนือ คาดว่า ในการประชุมครั้งนี้จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการกลางพรรคชุดใหม่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือน่าจะแต่งตั้ง น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญด้วย ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก รวมถึงเรื่องที่ว่านายคิม จอง อึน จะสั่งการให้มีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ในเร็วๆนี้หรือไม่
การประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคหนนี้ เกาหลีเหนือได้เชิญผู้สื่อข่าวต่างประเทศไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย แต่ในวันประชุมจริงพวกเขากลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในที่ประชุม เจ้าหน้าที่กลับพาไปดูโรงงานแทน กระนั้นก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากที่ประชุมที่มีการถ่ายทอดออกมาภายนอกว่า นายคิมได้ปราศรัยท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องยาวของบรรดาผู้เข้าร่วม แม้ว่าเขาจะยกมือส่งสัญญาณให้หยุด เสียงปรบมือยังคงดังต่อไป ผู้สื่อข่าวระบุว่า ไม่แน่ว่าการประชุมหนนี้อาจจะมีเป้าหมายเสริมภาพของนายคิมในฐานะผู้นำในหมู่เจ้าหน้าที่ด้วยกันเองรวมทั้งในหมู่ประชาชน


เกาหลีเหนือประกาศ จัดประชุมพรรคคนงานเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี เดือนหน้า
สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า ทางการได้ประกาศเตรียมจัดประชุมใหญ่พรรคคนงานเกาหลีเหนือซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียวขึ้นในวันที่ 6 พ.ค. นี้ที่กรุงเปียงยาง ซึ่งถือเป็นการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งที่ 7 และครั้งแรกในรอบ 40 ปี
ทั้งนี้ เป็นที่คาดหมายกันมานานว่า พรรคคนงานเกาหลีเหนือกำลังเตรียมจัดการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นที่น่าจับตาว่าจะมีความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง หรือการประกาศครั้งสำคัญเกี่ยวกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้หรือไม่
การประชุมพรรคคนงานเกาหลีเหนือครั้งสุดท้าย มีขึ้นเมื่อปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ โดยในการประชุมครั้งนั้น มีการเสนอชื่อนายคิม จอง อิล บิดาของผู้นำเกาหลีคนปัจจุบัน ขึ้นเป็นผู้นำประเทศสืบต่อจากนายคิม อิล ซุง
ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า การประชุมดังกล่าวจะมีขึ้นเป็นเวลากี่วัน และนายคิม จอง อึน จะเผยความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างใดในที่ประชุมหรือไม่ แต่คาดกันว่าผู้นำเกาหลีเหนือน่าจะใช้โอกาสนี้ในการผนึกอำนาจความเป็นผู้นำของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมทั้งผลักดันโครงการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญมองกันว่า การที่เกาหลีเหนือเร่งทดสอบนิวเคลียร์และยิงขีปนาวุธหลายครั้งก่อนหน้านี้ ก็เพื่อแสดงความเข้มแข็งของนายคิม จอง อึน ก่อนถึงการประชุมพรรคคนงานครั้งสำคัญ โดยเชื่อว่าขณะนี้กำลังมีการเตรียมทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 อยู่ด้วย


จีนแถลง พนักงานร้านอาหารเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ เข้าออกจีนอย่างถูกกฎหมาย
ทางการจีนระบุว่า ชาวเกาหลีเหนือ 13 คนที่ทำงานในร้านอาหารเกาหลีเหนือและพร้อมใจกันแปรพักตร์เข้าไปอยู่ในเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ได้เข้าไปทำงานในจีนและเดินทางออกนอกประเทศโดยมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่จีนออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะที่ผ่านมา จีนมักมองชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีเข้าไปในจีนเป็นผู้อพยพทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย และมักส่งตัวคนเหล่านี้กลับประเทศ
ปัจจุบันชาวเกาหลีเหนือกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ และได้รับความช่วยเหลือในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยทางการเกาหลีใต้ประกาศข่าวการแปรพักตร์ของคนงานกลุ่มนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 เม.ย.) และว่าเป็นการแปรพักตร์กลุ่มใหญ่ที่สุดนับแต่เคยมีมา ด้านนายหลู กัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เผยว่า คนงานกลุ่มนี้เดินทางออกจากจีนเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ด้วยหนังสือเดินทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต่างจากชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้าออกจีนโดยผิดกฎหมาย
สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานอ้างแหล่งข่าวที่ขอสงวนนามว่า ร้านอาหารที่คนกลุ่มนี้เคยทำงานอยู่ ตั้งอยู่ในเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน แต่ข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า เป็นร้านอาหารเกาหลีเหนือที่เพิ่งปิดตัวลงในเมืองดานังของเวียดนาม
ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเปิดธุรกิจร้านอาหารในต่างแดนราว 130 แห่ง เพื่อหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งร้านส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชีย โดยพนักงานของร้านมักได้รับคัดเลือกเพราะเป็นบุคคลที่มีความจงรักภักดีต่อทางการเกาหลีเหนือ






สายลับระดับสูงของเกาหลีเหนือ แปรพักตร์เข้าหาฝ่ายเกาหลีใต้
เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายทหารยศพันเอกจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือได้แปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายเกาหลีใต้ นับเป็นนายทหารระดับสูงสุดที่หันหลังให้เกาหลีเหนือ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ภาวะผู้นำของนายคิม จอง อึน กำลังสั่นคลอน
โฆษกกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ระบุว่า นายทหารยศพันเอกผู้นี้มีหน้าที่ควบคุมภารกิจสอดแนม และได้หลบหนีออกจากเกาหลีเหนือเมื่อปีก่อน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดอื่น ๆได้
เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้คนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวยอนฮับว่า นายทหารผู้นี้ได้เปิดเผยต่อทางการเกาหลีใต้ถึงรายละเอียดที่หน่วยงานของเขาสอดแนมเกาหลีใต้ ซึ่งภารกิจของหน่วยงานนี้มีทั้งการหาข่าวกรอง สอดแนม และทำสงครามไซเบอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี บอกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงเช่นนี้น่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้
สำนักข่าวยอนฮับ ระบุว่า ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์คนอื่นมองนายทหารผู้นี้ว่าเป็นกลุ่มชนชั้นนำของประเทศ และแม้จะมีชาวเกาหลีเหนือกว่า 28,000 คนหลบหนีออกจากประเทศนับแต่สงครามเกาหลียุติลง แต่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงแปรพักตร์น้อยมาก โดยช่วงหลังมานี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือมักแปรพักตร์ขณะปฏิบัติงานในต่างประเทศ
เมื่อชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์เข้ามาอยู่ในเกาหลีใต้ ก็จะต้องเข้าสู่โครงการฟื้นฟูและจะได้รับความช่วยเหลือในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะถูกทางการเกาหลีใต้สอบปากคำอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เป็นสายลับสองหน้า
ขับเคลื่อนโดย Blogger.