แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงบทความทั้งหมด


ทรัมป์กวาดชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นได้อีก 5 รัฐ
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นวานนี้ในอีก 5 รัฐ คือคอนเนคทิคัต เดลาแวร์ แมริแลนด์ เพนซิลเวเนีย และโรดไอแลนด์ ทำให้นายทรัมป์มีความมั่นใจในคะแนนคณะผู้แทนออกเสียงที่สะสมอยู่มากขึ้น และประกาศว่าตนเองคือ “ว่าที่ตัวแทนพรรค” ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างแน่นอนแล้วในขณะนี้
นายทรัมป์ยังกล่าวต่อบรรดาผู้สนับสนุนหลังได้รับชัยชนะครั้งนี้ว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่ได้ประกาศไประหว่างการหาเสียงหากได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงบุคลิกและภาพลักษณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้มายืนตรงจุดนี้
สำหรับฝั่งพรรคเดโมแครตนั้น นางฮิลลารี คลินตัน กวาดชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นได้ 4 รัฐ แต่ที่รัฐโรดไอแลนด์ คู่แข่งคือนายเบอร์นี แซนเดอร์ส เป็นผู้คว้าชัยชนะไปครอง
หลังแต่ละฝ่ายได้รับทราบผลการเลือกตั้งขั้นต้นใน 5 รัฐ นายทรัมป์และนางฮิลลารีได้ปะทะคารมกันเล็กน้อย โดยนายทรัมป์กล่าวที่นครนิวยอร์กว่า ข้อได้เปรียบเดียวของนางฮิลลารีในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือความเป็นผู้หญิง ซึ่งหากนางฮิลลารีไม่ใช่ผู้หญิงก็คงจะได้คะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 5 เป็นแน่ ส่วนนางฮิลลารีกล่าวโต้ที่การปราศรัยในเมืองฟิลาเดลเฟียว่า หากการใช้ความเป็นผู้หญิงที่นายทรัมป์กล่าวถึง หมายถึงการที่เธอต่อสู้ให้มีนโยบายค่าแรงเท่าเทียม ลางานเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับเงินเดือน รวมทั้งมีประกันสุขภาพสำหรับผู้หญิงละก็ นับว่านายทรัมป์กล่าวได้ถูกต้อง


ทรัมป์สับสนเหตุการณ์ 9/11 กับร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดสับสนระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่เมืองบัฟฟาโลในรัฐนิวยอร์ก โดยเขาตั้งใจจะพูดถึงเหตุก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2544 หรือเหตุการณ์ไนน์อีเลฟเว่น (9/11) แต่กลับไปใช้คำว่า เซเว่น อีเลฟเว่น (7-11) ซึ่งหมายถึงร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอดเวลาแทน
ทั้งนี้ จะมีการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารีที่รัฐนิวยอร์กในวันนี้ (19 เม.ย.) เพื่อหยั่งเสียงเลือกตัวแทนจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งรัฐนิวยอร์กนับว่าเป็นสนามสำคัญสำหรับนางฮิลลารี คลินตัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นตัวเก็งจากทั้งสองพรรค เพราะมีคะแนนผู้แทนออกเสียงจำนวนมาก



เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็นประณามโดนัลด์ ทรัมป์
นายเซอิด ราอัด อัล-ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวประณามนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ท้าชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ามีนโยบายที่แสดงถึงความมีอคติและเกลียดชังคนต่างศาสนา
นายฮุสเซน กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อผู้ฟังในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ของสหรัฐฯซึ่งแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อนายทรัมป์โดยตรง แต่ก็พูดอย่างชัดเจนถึงกรณีที่นายทรัมป์เคยออกมาพูดสนับสนุนให้สหรัฐฯกลับมาใช้วิธีทรมานเพื่อรีดข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รวมถึงนโยบายอื่นๆเกี่ยวกับชาวมุสลิม
นายฮุสเซน ชี้ว่า ความเกลียดชังคนต่างศาสนาไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ของการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และว่า “คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ยั่วยุ และกีดกันผู้อื่นนั้นไม่ใช่เรื่องน่าขบขัน หรือเป็นวิธีการที่น่านับถือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง”
นอกจากนี้ นายฮุสเซน ยังได้วิพากษ์วิจารณ์แผนการของนายเท็ด ครูซ ผู้สมัครอีกคนของพรรครีพับลิกันที่เสนอให้มีการส่งตำรวจออกลาดตระเวนในย่านชุมชนชาวมุสลิมด้วย
ทั้งนี้ ข้อเสนอของนายทรัมป์เรื่องการนำวิธีทรมานนักโทษกลับมาใช้นั้นได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากผู้นำโลกหลายคน อาทิ ประธานาธิบดีเอ็นริเก เปนา นีเอโต ของเม็กซิโก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษที่ระบุว่า แผนการที่นายทรัมป์เสนอห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯเป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก โง่เขลา และเป็นสิ่งผิด


ฮิลลารี คลินตัน ประณามแผนลดการสนับสนุนนาโต ของโดนัลด์ ทรัมป์
นางฮิลลารี คลินตัน ผู้ท้าชิงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจมตีแผนต่อต้านการก่อการร้ายที่เสนอโดยเหล่าผู้สมัครพรรครีพับลิกัน รวมถึงแผนการของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯปรับลดการสนับสนุนองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นระหว่างที่นางคลินตัน กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการต่อสู้กับภัยก่อการร้ายที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ภายหลังเกิดเหตุวินาศกรรมในเบลเยียม โดยนางคลินตัน ได้กล่าวปกป้องนาโต พร้อมชี้ว่า สหรัฐฯควรปรึกษาหารือกับชาติอาหรับให้มากขึ้น และยืนหยัดเคียงข้างยุโรปในยามยาก เหมือนที่ชาติพันธมิตรในยุโรปเคยยืนเคียงข้างสหรัฐฯมาแล้วตอนเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11
นางคลินตัน กล่าวว่า เหตุก่อการร้ายในเบลเยียมสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายต่าง ๆจะต้องร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อปราบปราบกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ให้สิ้นซาก โดยสหรัฐฯและยุโรปควรพิจารณายกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยตามสนามบิน และสถานที่สุ่มเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของไอเอส พร้อมทั้งชี้ว่า ข้อเสนอในสภาคองเกรสเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมาทำหน้าที่เรื่องการเข้ารหัสลับ อาจช่วยต่อต้านปัญหาการเผยแพร่แนวคิดหัวรุนแรงทางอินเทอร์เน็ตได้
นอกจากนี้ นางคลินตัน ยังระบุด้วยว่า ข้อเสนอของนายทรัมป์ที่ต้องการให้สหรัฐฯกลับมาใช้วิธีทรมานเพื่อรีดข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดีในการต่อสู้กับปัญหาก่อการร้าย และว่า ข้อเสนอของนายเท็ด ครูซ ผู้สมัครอีกคนของพรรครีพับลิกัน ที่จะให้ส่งตำรวจออกลาดตระเวนในย่านชุมชนชาวมุสลิม และทิ้งระเบิดแบบปูพรมโจมตีไอเอสในซีเรียนั้น เป็นแนวคิดที่ผิด ไม่สร้างสรรค์ และอันตราย เพราะเป็นการปฏิบัติต่อชาวอเมริกันที่นับถือศาสนาอิสลามเยี่ยงอาชญากร


ต่างชาติไม่ชอบโดนัล ทรัมป์ แต่ความเห็นของคนนอกจะกระทบการเลือกตั้งในสหรัฐฯ หรือไม่

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ผ่าน ๆ มา บางครั้งความคิดเห็นของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปก็ส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง แต่บางครั้งกลับส่งผลในทางตรงข้าม

ในการเลือกตั้งปี 2547 ยุโรปคัดค้านการทำสงครามกับอิรักของประธานาธิบดีบุช และเชื่อว่ายากที่บุชจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่ความรู้สึกต่อต้านอเมริกันอันนั้น กลับผลักดันให้ชาวอเมริกันสนับสนุนประธานาธิบดีของตนมากขึ้น ด้วยเชื่อว่าหากยุโรปเกลียดบุชมากถึงขนาดนี้ แสดงว่าบุชต้องทำบางสิ่งที่ถูกต้องแน่
ส่วนในการเลือกตั้งปี 2551 ทั่วโลกสนับสนุนบารัค โอบามา เช่นที่เบอร์ลิน ผู้คนถึงสองแสนคน ออกมาต้อนรับเขาก่อนการเลือกตั้ง คราวนี้ ความเห็นของชาวโลกอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ชนะ และชาวอเมริกันก็ดูจะปลาบปลื้มที่สหรัฐฯ ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกครั้ง

สำหรับการเลือกตั้งในปีนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ถูกยุโรปร่วมกันประณามเป็นเสียงเดียวอย่างรุนแรงจนควรแก่การพิจารณา เขามีผู้ชื่นชมอยู่บ้างในยุโรป ทั้งในอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และกรีซ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนขวาจัดที่มีความคิดเดียวกันและไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนความรู้สึกที่ว่าชนชั้นกลางและชนชั้นทำงานถูกผู้มีอำนาจทางการเมืองละเลย และความรู้สึกว่านักการเมืองไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
แต่เสียงสนับสนุนเขาถูกกลบเสียสิ้นด้วยเสียงประณาม นิตยสารเดอสปิเกิล เรียกทรัมป์ว่าชายอันตรายที่สุดในโลก นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอนของอังกฤษกล่าวว่า แผนของทรัมป์ที่จะห้ามมุสลิมก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปรปักษ์และไม่ช่วยอะไรเลย หนังสือพิมพ์ลิเบราซิยงของฝรั่งเศสบรรยายถึงทรัมป์ว่าคือฝันร้ายกลายเป็นจริง แม้แต่เจ. เค. โรว์ลิ่ง นักเขียนนิยายแฮรี พอร์ทเตอร์ก็ยังทวิตข้อความว่าทรัมป์เลวร้ายกว่าโวลเดอมอรต์
ปฏิกิริยาของนานาชาติจะส่งผลต่อโอกาสที่ทรัมป์จะได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคหรือไม่ หากดูจากปี 2547 ก็คงเห็นว่าไม่ แต่ปัจจัยสำคัญจริงๆคือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวน 6-10 เปอร์เซนต์จะเอนเอียงไปตามความเห็นของนานาชาติหรือไม่ คำตอบคืออาจจะเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลสองข้อ
ข้อแรก ทรัมป์ยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ไม่เหมือนบุชเมื่อปี 2547 ทรัมป์จึงยังไม่ได้รับความเคารพนับถือที่มาพร้อมกับการเป็นผู้ครองเก้าอี้ในห้องทำงานรูปไข่พึงได้รับ และแม้ชาวอเมริกันจะยังคงรู้สึกถูกคุกคามจากพวกมุสลิมที่ใช้ความรุนแรง แต่ทหารอเมริกันก็ไม่ได้ถูกฆ่าเป็นจำนวนมากๆ เหมือนในครั้งนั้นในอิรักและอัฟกานิสถาน
นอกจากนี้ จำนวนชาวอเมริกันผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเปอร์เซ็นต์น้อยนิดที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง มีแนวโน้มนิยมทางสายกลางมากขึ้น คนกลุ่มนี้จัดตัวเองเป็นพวกอิสระ ดังนั้นพวกเขาจึงอาจมองท่าทีของนานาชาติที่มีต่อทรัมป์ และรู้สึกว่าหากเขาได้เป็นประธานาธิบดี อาจสร้างความเสียหายต่อสถานะของสหรัฐฯ บนเวทีโลกก็ได้

ในขณะนี้ยังยากจะทราบได้ว่าความคิดเห็นของนานาชาติจะส่งผลอย่างไรต่อการแข่งขัน แต่ก็เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าโลกจะไม่ตกหลุมรักชายที่พรรครีพับลิกันกำลังจะเลือกให้เป็นตัวแทนชิงชัยเข้าสู่ทำเนียบขาว อย่างทันทีทันใดแน่นอน #USelection #DonaldTrump


ขับเคลื่อนโดย Blogger.