แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ lifest แสดงบทความทั้งหมด

สหพันธ์แรงงานด้านการแพทย์ญี่ปุ่นเผยผลสำรวจพบพยาบาลญี่ปุ่น 71.7% มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ที่มาภาพประกอบ: ifrc.org


Posted: 07 Oct 2017 06:03 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ที่ญี่ปุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ทำงานในทุกอุตสาหกรรมแล้ว พบว่าผู้ที่ทำอาชีพ ‘พยาบาล’ มีปัญหาด้านสุขภาพมากที่สุด ผลสำรวจสหพันธ์แรงงานพบพยาบาลญี่ปุ่น 71.7% มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เกือบร้อยละ 75 เคยคิดทิ้งอาชีพพยาบาลนี้ เพราะภาระงานหนักเกินไป


7 ต.ค. 2560 ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก 'พยาบาล' ถือเป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนัก บ่อยครั้งก็ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ทำอาชีพนี้เสียเอง ตัวอย่างเช่นที่ญี่ปุ่นซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ทำงานในทุกอุตสาหกรรมแล้วพบว่าผู้ที่ทำอาชีพพยาบาลจะมีปัญหาด้านสุขภาพมากที่สุด

เว็บไซต์ japan-press.co.jp รายงานว่าสหพันธ์แรงงานด้านการแพทย์ญี่ปุ่น (Japan Federation of Medical Workers’ Unions - Iroren) หรือ ‘อิโรเร็น’ เผยแพร่ผลสำรวจเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมาระบุว่าพยาบาล 7 ใน 10 คนจะมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังสืบเนื่องมาจากการทำงานหนัก ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่แตกต่างจากการสำรวจครั้งก่อน

ทั้งนี้อิโรเร็นทำการสำรวจสภาพการทำงานของพยาบาลเป็นประจำทุก ๆ 5 ปี มาตั้งแต่ปี 2531 จากการทำแบบสอบถามสำรวจสภาพการทำงานของพยาบาลกว่า 33,000 คน ซึ่งการสำรวจในปีนี้พบว่า 71.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอกจากนี้ร้อยละ 62.5 รู้สึกเครียด และร้อยละ 55.3 มีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อยู่ในระดับเดียวกับการสำรวจครั้งก่อนในปี 2556

นอกจากนี้ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์ในการทำผิดพลาดหรือเกือบจะผิดพลาดทางการแพทย์ เกือบร้อยละ 75 ระบุว่าพวกเธอเคยคิดถึงการทิ้งอาชีพพยาบาลนี้ไปหางานใหม่ทำเพราะภาระงานหนักเกินไปเนื่องจากการขาดแคลนพยาบาลในญี่ปุ่น

ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีปัญหาสุขภาพร้อยละ 32.8 ซึ่งสูงกว่าคนทำงานหญิงในทุกภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ร้อยละ 50 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าต้องทำงานกะกลางคืนแม้ว่าจะตั้งครรภ์และที่น่าตกใจคือร้อยละ 40 ระบุว่ามีประสบการณ์แท้งบุตร

ทั้งนี้พยาบาลในญี่ปุ่นต้องทำงานในโรงพยาบาลที่มีตารางการทำงาน 3 กะ โดยร้อยละ 36.7 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าทำงานกะกลางคืนถึง 9 ครั้งหรือมากกว่าต่อเดือน ร้อยละ 47.3 ระบุว่าทำงานกะกลางคืนถึง 5 ครั้งหรือมากกว่าต่อเดือน และร้อยละ 90 ต้องทำงานล่วงเวลา (OT)

อิโรเร็นกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อลดเวลาทำงานของพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพยาบาลที่อยู่ในกะกลางคืน และเรีกยร้องให้มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอระหว่างการรอทำงานในกะต่อ ๆ ไป นอกจากนี้อิโรเร็นยังเรียกร้องให้รัฐบาลขจัดปัญหาการขาดแคลนพยาบาล และเพิ่มค่าแรงให้กับพยาบาลอีกด้วย



ที่มาเรียบเรียงจาก

70% of nurses suffer from chronic fatigue syndrome: union survey (japan-press.co.jp, 21/9/2017)


High school students enter the Alexis de Tocqueville school in Grasse, southern France, the day after a 16-year-old student opened fire, wounding three other students and the principal, March 17, 2017.

Josh Leong นักเรียนมัธยมเเม็คลีนในรัฐเวอร์จิเนีย เคยรับประทานอาหารเช้าตั้งเเต่ก่อนหัวรุ่งเพราะต้องรีบไปโรงเรียน เเต่หลังจากรัฐเวอร์จิเนียได้ปรับเวลาเข้าเรียนของโรงเรียนมัธยมทั่วรัฐให้เข้าสายขึ้น Josh มีเวลานอนหลับนานขึ้นเพราะไม่ต้องรีบเร่ง

สมาคมจิตวิทยาอเมริกันหรือ APA ชี้ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 15 – 17 ปี นอนหลับเพียงเเค่ 7 ชั่วโมงต่อวันหรือน้อยกว่านั้น

สมาคม APA ชี้ว่าเด็กวัยรุ่นมักเข้านอนดึกและตื่นเเต่เช้า นิสัยการนอนลักษณะนี้เป็นผลมาจากการทำงานของนาฬิกาชีวิต เเต่ทางสมาคมชี้ว่าการให้เด็กวัยรุ่นเข้านอนเร็วขึ้นเพื่อจะได้ตื่นทันในตอนเช้าไม่มีผลต่อนาฬิกาชีวิตนี้ เพราะเด็กวัยรุ่นจะยังรู้สึกเหนื่อยเพลียในตอนเช้าตรู่ตามธรรมชาติ

ทางสมาคมการแพทย์อเมริกันหรือ AMA สนับสนุนให้โรงเรียนมัธยมในสหรัฐฯ ปรับเวลาเข้าเรียนให้สายขึ้น

ในการประชุมประจำปีของทางสมาคมเมื่อปีที่แล้ว วิลเลี่ยม อี. ก็อบเบล่อร์ สมาชิกคณะกรรมการของสมาคม กล่าวว่าการนอนหลับไม่เพียงพอกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบเเต่วัยรุ่นเเละคนหนุ่มสาวในสหรัฐฯ ทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงสูงขึ้นต่อโรคจิตเภท ความเครียดทางกายเเละใจ ตลอดจนความบกพร่องอื่นๆ

ในปี ค.ศ. 2016 ทางสมาคมได้ออกข้อเสนอทางนโยบายใหม่ที่เร่งเร้าให้โรงเรียนมัธยมสหรัฐฯ ปรับเวลาเข้าเรียนในตอนเช้าเป็นหลัง 8 นาฬิกา 30 นาทีเป็นต้นไป ไม่ให้เร็วกว่านั้น

ในขณะที่บรรดาเเพทย์ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่สนับสนุนการเข้าเรียนสาย แต่ชาวอเมริกันไม่เห็นพ้องกันในประเด็นนี้เสมอไป

โรงเรียนในสหรัฐฯ ถูกแบ่งออกเป็นเขตการศึกษา และสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ชี้ว่ามีเขตการศึกษามากกว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ละเขตมีคณะบริหารเขตการศึกษาของตนเองซึ่งเป็นผู้กำหนดเวลาเข้าเรียนเเละเลิกเรียนของโรงเรียนในความดูแล ตลอดจนนโยบายสำคัญๆ อื่นๆของโรงเรียน

ผู้ปกครองชาวอเมริกันบางคนไม่เห็นด้วยกับการปรับเวลาเข้าเรียน เพราะกลัวจะกระทบต่อกิจกรรมกีฬาของลูกหลังเลิกเรียน โดยเฉพาะผู้ปกครองในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก

ริช เพอเรลโล่ ผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วย บอกว่าคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้ไม่เข้าใจเด็กที่อยากเล่นกีฬาหลังเลิกเรียน ส่วนชาวอเมริกันคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับเวลาเข้าเรียนสาย เพราะเห็นว่ายังไม่มีการวางเเผนที่เพียงพอก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเวลาเข้าเรียน

เกร็ก ลินด์เนอร์ เป็นผู้อำนวยการคณะกรรมการโรงเรียนในเขตการศึกษายูเนี่ยนวิลล์ - เเชดด์สฟอร์ด ในรัฐเพนซิลเวเนีย บอกว่าเขาลงคะเเนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการปรับเวลาเข้าเรียนให้สายกว่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าเเม้เขาจะเชื่อในผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงผลดีต่อเด็กนักเรียน เเต่ทางเขตการศึกษาควรใช้เวลาพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ไม่ควรรีบร้อนในการตัดสินใจ

ลินด์เนอร์ บอกว่าเขากังวลเรื่องการจัดการด้านการวางแผนกิจกรรมต่างๆสำหรับคนจำนวนมาก รวมทั้งตารางเวลารถโดยสารของโรงเรียนในการรับและส่งนักเรียน เขตการศึกษาของเขาเป็นเขตการศึกษาขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่ 77 ตารางไมล์หรือราว 200 ตารางกิโลเมตร รถโดยสารโรงเรียนต้องเดินทางไกลเพื่อไปรับนักเรียนและครูจำนวนมากอาศัยนอกเขตการศึกษา การปรับเวลาเข้าเรียนออกไปให้สายขึ้น อาจจะทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะครูเเละนักเรียนต้องเดินทางในตอนที่มีการจราจรคับคั่ง ครูจำนวนมากมีบุตรวัยเรียนที่ต้องไปเรียนในโรงเรียนต่างเขตที่อาจกำหนดเวลาเข้าเรียนคนละเวลากัน

ลินด์เนอร์ กล่าวว่าเขาสนับสนุนหากจะมีการเสนอให้ปรับเวลาเข้าเรียนในปีการศึกษาหน้า

ด้าน ฟิลลิส เพนนี ผู้อำนวยการกลุ่ม Start School Later ที่เรียกร้องให้โรงเรียนมัธยมในสหรัฐฯ ปรับเวลาเข้าเรียนให้สายขึ้น กล่าวว่า เธอเห็นด้วยว่าเขตการศึกษาควรวางเเผนล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาการจัดการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากต้องปรับเวลาเข้าเรียนใหม่ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้

เธอกล่าวว่าปัญหาใหญ่ที่สุดเกิดจากคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คนเราต้องการปกป้องตนเองจากการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เมื่อได้ยินว่ากำลังจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น ปฏิกริยาเเรกคือการปฏิเสธโดยบอกว่าไม่ดี เพราะมัวแต่คาดถึงผลเสียและความยากลำบากที่จะเกิดกับตนเองเพียงเท่านั้น

Josh Leong นักเรียนมัธยมเเม็คลีนในรัฐเวอร์จิเนีย บอกว่าชอบเวลาเข้าเรียนใหม่ที่ 8 โมง 5 นาทีมาก เขาบอกว่าชอบมากที่มีเวลามากขึ้นเพราะได้ตื่นพร้อมกับเเสงยามเช้าของพระอาทิตย์ ไม่ต้องรีบทานอาหารเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีกต่อไปและการได้นอนหลับเต็มอิ่ม ทำให้เริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดชื่นขึ้น

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

source ;- http://rferl.c.goolara.net/Click.aspx?id=166095056507710476

Posted: 07 Jul 2017 05:43 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)




7 ก.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (ุ6 ก.ค.60) วงดนตรีแทตทูคัลเลอร์ (TATTOO COLOUR) เผยแพร่เพลงและมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ทางยูทูบ ชื่อ 'เผด็จเกิร์ล' โดยในมิวสิควิดีโอมีประเด็นการนำเสนอชื่อว่า '44 กฎเหล็กที่ผู้ชายทุกคนต้องทำตาม' ตัวอย่าง เชื่อฟัง, อย่าให้เหลือร่องรอย, ปรับทัศนคติ, ต้องตรวจสอบ, เงินของคุณคือเงินของฉัน, เดาใจให้ถูก, ห้ามลืมทุกเรื่องสำคัญ, อยากได้อะไร ต้องได้, อย่าคลาดสายตา, ไม่มีความลับ และ ห้ามหนีไปไหน



นอกจากนี้ในมิวสิควิดีโอ ช่วงเสนอต่ละข้อของกฎเหล็กดังกล่าว เช่น ต้องตรวจสอบ นั้นจะมีการตรวจสอการแสดงความเห็นทางคอมพิวเตอร์ หรือช่วงข้อ อยากได้อะไร ต้องได้ ก็จะมีภาพตัวต่อเรือดำน้ำ เป็นต้น
เพลง 'เผด็จเกิร์ล' เนื้อร้องและทำนอง โดย รัฐ พิฆาตไพรี เรียบเรียง โดย Tattoo Colour ขณะที่ มิวสิควิดีโอ โดย dylan films

เนื้อเพลง มีดังนี้

ความรักไม่มีเหตุผล ไม่มีความเท่าเทียมใดๆ
ต้องยอมรับเอาไว้ทุกอย่าง
ไม่มีวันชนะ ต่อให้มีเหตุผลเท่าไหร่ก็ตาม

นี่คือชีวิตที่ต้องเผชิญ
ลำบากทุกครั้งที่คุยกับเธออยู่ร่ำไป
จะกี่เหตุผลในใจที่มี
ก็อยากจะเถียงเธอดูซักที จะดีไหม

* อย่าเลย ( บอกแล้ว ) อย่าเสี่ยง
ถูกให้ตาย ตอนสุดท้ายเราก็ผิด
จะยังไงก็ต้องเจอ
นี่คือเธอผู้ไม่แพ้
ก็แล้วแต่ ให้ทำใจเอาไว้

** ความรักไม่มีเหตุผล
ไม่มีความเท่าเทียมใดๆ
ต้องยอมรับเอาไว้ทุกอย่าง
ไม่มีสิทธิ์จะเถียง
ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรไปกว่านี้
รู้ต้องบอกไม่รู้
ไม่มีความคิดเห็นใดๆ
อดทนรับเอาไว้ทุกอย่าง
ไม่มีวันชนะ
ต่อให้มีเหตุผลเท่าไหร่ก็ตาม

แผ่นดินพายุจะพังทลาย
ไม่อาจทำร้ายทำอันตรายเธอได้เลย
ผิดถูกไม่รู้ชนะเหมือนเคย
สนุกสนานกับฉันได้เลย ไม่เป็นไร

*, **

และจะเป็นอย่างนี้ไปนานเท่านาน

เด็กชายญี่ปุ่นถูกทิ้งในป่าออกจากโรงพยาบาลแล้ว ส่วนพ่อเด็กเผย “ลูกให้อภัย”
ด.ช.ยามาโตะ ทาโนะโอกะ วัย 7 ปี ซึ่งถูกพ่อและแม่ทำโทษด้วยการปล่อยทิ้งไว้ในป่าครู่หนึ่ง ทำให้เด็กหายตัวไปในป่าจังหวัดฮอกไกโด ทางเหนือของญี่ปุ่น นาน 6 วัน กว่าจะมีผู้พบตัว ออกจากโรงพยาบาลฮาโกดาเตะ วันนี้ (7 มิ.ย.) หลัง ด.ช.ยามาโตะ เข้ารับการตรวจสุขภาพและรักษาอาการขาดน้ำ อ่อนเพลีย รวมถึงรอยแผลขีดข่วน ที่โรงพยาบาลดังกล่าวตั้งแต่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ตำรวจ ทหาร และครูโรงเรียนประถมที่ ด.ช.ยามาโตะกำลังศึกษาอยู่ ระดมกำลังค้นหาเด็กชายอย่างต่อเนื่อง หลังจากเด็กหายตัวไปในป่าเมื่อวันที่ 28 พ.ค. จนกระทั่งทหารนายหนึ่งพบ ด.ช.ยามาโตะในที่ฝึกซ้อมของค่ายทหารเมืองชิคาเบะ ทางเหนือของ จ.ฮอกไกโด เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ซึ่งตามปกติค่ายดังกล่าวจะถูกปิดไว้เพราะไม่มีทหารประจำการ และอยู่ห่างจากจุดที่ ด.ช.ยามาโตะ ถูกทิ้งไว้ในป่าประมาณ 5.5 กิโลเมตร
รายงานข่าวระบุว่า ด.ช.ยามาโตะ ร้องไห้เมื่อถูกพ่อและแม่ปล่อยลงจากรถกลางทาง และเด็กชายได้เดินหลงเข้าไปในป่า และเดินเรื่อยไปจนพบกับที่พักของค่ายทหารดังกล่าว และอาศัยน้ำดื่มจากก๊อกน้ำในค่ายประทังชีวิต รวมถึงใช้ฟูกนอนที่ถูกทิ้งไว้ในค่ายห่มคลุมกายเพื่อกันหนาวในเวลากลางคืน จึงอยู่รอดปลอดภัยจนกระทั่งมีผู้พบตัวและนำส่งโรงพยาบาล
ด้านนายทาคายูกิ ทาโนะโอกะ วัย 44 ปี บิดาของ ด.ช.ยามาโตะ เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ว่าตนต้องการสั่งสอนบุตรชายที่ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่รถยนต์และผู้คนที่พบระหว่างไปเที่ยวในป่า จึงปล่อยลูกทิ้งไว้ลำพังครู่หนึ่งจึงย้อนกลับมารับ แต่เด็กชายกลับหายตัวไป และเมื่อได้พบกับลูกชายอีกครั้ง ตนได้กล่าวขอโทษที่ทำให้ต้องลำบาก แต่ลูกให้อภัยและบอกด้วยว่าตนเป็นพ่อที่ดีแล้ว
รายงานข่าวระบุด้วยว่าตำรวจญี่ปุ่นอาจไม่ดำเนินคดีกับพ่อแม่ของเด็กชายยามาโตะ


ชาวสวิสไม่พอใจ โรงเรียนยอมให้เด็กชายมุสลิมไม่ต้องจับมือทักทายครูผู้หญิง
โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองเธอร์วิล ทางภาคเหนือของสวิตเซอร์แลนด์จุดกระแสไม่พอใจให้กับชาวสวิสจำนวนมาก หลังจากโรงเรียนยอมผ่อนผันให้เด็กนักเรียนชายชาวมุสลิม 2 คน ไม่ต้องจับมือทักทายครูผู้หญิง ซึ่งเป็นธรรมเนียมการทักทายตามปกติในโรงเรียนของสวิตเซอร์แลนด์
ข่าวระบุว่า เด็กชายทั้งสองซึ่งมีอายุ 14 และ 15 ปี และอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์มานานหลายปีได้แจ้งกับโรงเรียนว่า การจับมือผู้หญิงที่ไม่ใช่คนในครอบครัวขัดต่อหลักคำสอนในศาสนาของตน
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของโรงเรียนได้จุดกระแสความไม่พอใจและก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดถึงเรื่องอัตลักษณ์ของชาวสวิส หลังจากก่อนหน้านี้มีกรณีทำนองเดียวกันในพื้นที่อื่นของประเทศ
นางซิโมเนตตา โซมมารุกา รัฐมนตรียุติธรรมสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า การจับมือทักทายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวสวิส และการยอมยกเว้นให้เด็กเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีในการส่งเสริมให้พลเมืองปรับตัวเข้ากับสังคม
ด้านสหภาพครูท้องถิ่นชี้ว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเหยียดเพศหญิง ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองเธอร์วิล ก็แสดงความไม่พอใจกับการตัดสินใจของโรงเรียนโดยระบุว่า วัฒนธรรมการจับมือทักทายถือเป็นเรื่องปกติและเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้อื่น
แม้แต่องค์กรมุสลิมแห่งสมาพันธรัฐสวิส ยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของโรงเรียน โดยชี้ว่า คัมภีร์อัลกุรอ่านไม่มีข้อห้ามการจับมือครูผู้หญิง พร้อมเรียกร้องไม่ให้ชาวสวิสยอมทำตามข้อเรียกร้องที่สุดโต่งเกินไป อย่างไรก็ตาม โฆษกสภาอิสลามกลางแห่งสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า การจับมือทักทายระหว่างชายหญิงเป็นสิ่งต้องห้าม
กระแสถกเถียงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ในเวลาต่อมาโรงเรียนได้พยายามแก้ปัญหาอย่างประนีประนอม ด้วยการสั่งให้เด็กนักเรียนทั้งสองไม่ต้องจับมือทักทายครูทั้งชายและหญิง แต่เจ้าหน้าที่การศึกษาท้องถิ่นบอกว่า นี่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนเพราะกฎระเบียบของโรงเรียนควรบังคับใช้กับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน


บีบีซีไทย - BBC Thai
The FBI has offered to unlock another iPhone for police after revealing it could access the handset used by San Bernardino killer Syed Farook.
Police in Arkansas wish to unlock an iPhone and iPod belonging to two teenagers accused of killing a couple, according to the Associated Press (AP).
Less than a day after its San Bernardino announcement, the FBI agreed to help in the homicide case.
Syed Farook and his wife were shot dead after killing 14 people in December.
A judge agreed to postpone the Arkansas case on 28 March to allow prosecutors to ask the FBI for help.
Hunter Drexler, 18, and Justin Staton, 15, are accused of killing Robert and Patricia Cogdell at their home in Conway, Arkansas last July.
Staton had been raised as a grandson by the Cogdells.


ขับเคลื่อนโดย Blogger.