งานวิจัยเผยแรงงานเด็กในชุมชนแออัดบังกลาเทศทำงาน 64 ชั่วโมง/สัปดาห์
Posted: 11 Dec 2016 03:04 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 
เผยผลสำรวจพบแรงงานเด็กที่อาศัยในชุมชนแออัดประเทศบังกลาเทศทำงานมากกว่า 64 ชั่วโมง/สัปดาห์ มากกว่ามาตรฐานปกติของผู้ใหญ่ในยุโรปที่ทำงานเพียง 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ นอกจากนี้ในรอบปีที่ผ่านมาพบแรงงานเด็กยังเป็นเหยื่อฆาตกรรมจากผู้ใหญ่ที่ทำงานในโรงงานเดียวกันด้วย
 
 
(ที่มาภาพประกอบ odi.org)
 
11 ธ.ค. 2559 เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา The Overseas Development Institute หรือ ODI ได้เปิดเผยรายงาน Child labour and education A survey of slum settlements in Dhaka โดยในรายงานระบุว่าจากการสำรวจเด็กอายุ 6-14 ปีที่อาศัยในชุมชนแออัดในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ร้อยละ 15 ไม่ได้ไปโรงเรียนและทำงานแบบเต็มเวลา และในกรณีเด็กหญิงมีสัดส่วนทำงานแบบเต็มเวลาอยู่ในโรงงานเสื้อผ้ามากถึง 2 ใน 3 เมื่อเทียบตามช่วงอายุ พบว่าสัดส่วนเด็กที่ต้องทำงานในกลุ่มอายุ 10 ปีอยู่ที่ร้อยละ 8 และเพิ่มเป็นร้อยละ 45 ในกลุ่มอายุ 14 ปี ในด้านเพศพบเป็นเด็กผู้ชายร้อยละ 36.1 และเด็กผู้หญิงร้อยละ 34.6 โดยเด็กผู้หญิงจาก 2 ใน 3 คน ในชุมชนแออัดในกรุงธากานั้นทำงานอยู่ในโรงงานผลิตเสื้อผ้า
 
ในด้านชั่วโมงการทำงาน พบว่าเด็ก ๆ ในชุมชนแออัดเหล่านี้ทำงานถึงสัปดาห์ละ 64 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ามาตรฐานปกติของผู้ใหญ่ในสหภาพยุโรป (EU) ด้วยซ้ำ ที่ทำงานเพียง 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในรายงานยังระบุว่าแม้เด็กเหล่านั้นอยากไปโรงเรียนมากเพียงใด แต่เพราะความยากจนทำให้ต้องมาเป็นแรงงานเต็มเวลาเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว แม้พวกเขาจะรู้ตัวดีก็ตามว่ามันจะเป็นผลเสียต่ออนาคตของพวกเขาระยะยาว
 
 
 
(ที่มาภาพประกอบ odi.org)
 
อีกหนึ่งปัญหา 'การก่ออาชญากรรมต่อเด็กในที่ทำงาน'
 
การใช้แรงงานเด็กในบังกลาเทศ นอกเหนือจากสภาพการทำงานที่เลวร้ายแล้ว อีกปัญหาที่บังกลาเทศเจอก็คือการฆาตกรรมเด็กในโรงงาน โดยเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา theguardian.com รายงานว่า ตำรวจบังกลาเทศจับกุมชายคนหนึ่งในโรงงานสิ่งทอแห่งหนึ่งหลังก่อเหตุฆาตกรรมเด็กชายวัย 10 ปี ที่ทำงานในโรงงานสิ่งทอเดียวกัน ด้วยการใช้หัวฉีดแรงดันสูงเสียบทวารหนัก เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่ 2558 เด็กชายวัย 13 ปีคนหนึ่ง ผู้ทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่งในบังกลาเทศ ถูกเพื่อนร่วมงานใช้เครื่องปั๊มลมพ่นลมเข้าใส่ทวารหนักทำให้เด็กชายเสียชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานชายในวัยผู้ใหญ่ 2 คน อ้างว่าต้องการลงโทษที่เด็กชายทิ้งงาน เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ และชายผู้ก่อเหตุทั้งสองรายถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

TCIJ: แกะตัวเลข 'บิลค่าไฟฟ้า' เราจ่ายค่าอะไรไปบ้าง
Posted: 11 Dec 2016 12:54 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 
รายงานพิเศษจาก TCIJ แกะตัวเลขในบิลค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายทุกเดือน พบว่าคิดคำนวณมาจากต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งนโยบายด้านพลังงานต่าง ๆ  และแม้เดือนไหนไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ก็ยังต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน ด้าน กกพ. เผยเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ปี 2560-2563 ประกาศใช้ปี 2561

ใบแจ้งค่าไฟฟ้าหรือบิลค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  ซ้ายมือเป็นรูปแบบเก่าที่ใช้มาก่อนเดือน มิ.ย. 2558 ส่วนขวามือคือรูปแบบใหม่
หลังจากที่ปี 2558 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้เริ่มใช้ใบแจ้งค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ที่มีการระบุรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นกระแสซึ่งสังคมพูดถึงในวงกว้างมาช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะการปรากฏขึ้นของ  ตัวเลข‘ค่าบริการ’ ที่นอกเหนือจากค่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละเดือน
ซึ่งในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทำการศึกษาพิจารณาโดยได้เรียกผู้เกี่ยวข้องทั้ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มาชี้แจง และได้ออกรายงาน ‘พิจารณาหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้า’  เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน สนช. ระบุว่า สืบเนื่องจากการประกาศหรือ ประชาสัมพันธ์  เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้า มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ แผ่นป้ายประกาศ แผ่นพับและสื่อต่าง ๆ ที่เนื้อหาบางส่วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่ถูกต้องครบถ้วน อาจจะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อน โดยทางคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าจากกรณีดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป จึงพิจารณาหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้า รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหวังว่าผลการพิจารณาจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามที่กล่าวมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

มีอะไรบ้างในบิลค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่

จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ พบว่าการไฟฟ้าฯได้พัฒนารูปแบบใบแจ้งค่าไฟฟ้าแบบใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแสดงความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น โดยการเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลค่าไฟฟ้า พร้อมแจกแจงค่าบริการรายเดือนและประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง ซึ่งค่าบริการรายเดือนเป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว ตามอัตราโครงสร้างไฟฟ้าที่ประกาศใช้ในปัจจุบัน โดยรายละเอียดที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย ประกอบไปด้วย


1. ค่าพลังงานไฟฟ้า คิดมาจากต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าที่คงที่ระดับหนึ่ง จะจัดเก็บอัตราต่อหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน
2. ค่าบริการรายเดือน คิดมาจากต้นทุนประจำที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนของผู้ประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้า จะจัดเก็บอัตราคงที่ในแต่ละเดือน แม้ว่าจะไม่มีการใช้ไฟฟ้าเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ค่าบริการรายเดือน ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 4 กิจกรรม คือ 1) การจดหน่วยไฟฟ้า (Meter Reading) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนจดหน่วย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจดหน่วย 2) การพิมพ์และการจัดส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้า (Billing) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนแจ้งหนี้ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์บิล 3) การรับชำระเงิน (Collection) เช่น เงินเดือนพนักงานรับชำระเงิน ณ สำนักงาน ค่าตอบแทนตัวแทนเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเก็บเงิน และ 4) การดูแล การให้ข้อมูลลูกค้า (Customer Handling) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่าย Call Center และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้า
3. ค่าไฟฟ้าผันแปร (หรือค่า Ft) คำนวณจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงจากค่าไฟฟ้าฐานคือ ค่าเชื้อเพลิงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ค่าซื้อเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) รวมทั้งบริษัทลูกของ กฟผ.,ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP), การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐบาลที่คณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด (ตัวอย่างนโยบายก็เช่น ค่า Adder, กองทุนพัฒนาไฟฟ้า, การใช้น้ำมันปาล์มดิบมาผสมน้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น) ทั้งนี้โดยปกติแล้วค่า Ft นี้จะมีการปรับทุก 4 เดือน
4. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดร้อยละ 7 ของค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร เนื่องจากไฟฟ้าฯถือเป็นสินค้าและบริการ โดยการไฟฟ้าฯจะเป็นผู้รวบรวมเงินส่วนนี้เพื่อส่งให้สรรพากร

ต้นทุนจริงในการบริการรายเดือนประเภทบ้านอยู่อาศัย ของ กฟน. และ กฟภ.

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าก็ถูกนับรวมเข้าไปในค่าบริการที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายด้วย

องค์ประกอบหลักของค่าบริการรายเดือน สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัยขนาดเล็ก (มีประมาณ 10.45 ล้านราย) มิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน จะมีต้นทุนเฉลี่ย 40.90 บาทต่อรายต่อเดือน แต่ภาครัฐมีนโยบายอุดหนุนราคาต่ำกว่าทุน -32.71 บาทให้ จึงมีการเรียกเก็บเหลือเพียง 8.19 บาท ส่วนประเภทที่ 2 คือ บ้านอยู่อาศัยขนาดใหญ่ (มีประมาณ 8.89 ล้านราย) มิเตอร์เกิน 5 แอมป์ หรือมีการใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ต้นทุนเฉลี่ย 40.90 บาทต่อรายต่อเดือน ซึ่งมีการเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนที่ 38.22 บาท เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
จากการชี้แจงของของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แสดงถึงรายละเอียดรายการต้นทุนจริงสำหรับการบริการรายเดือนให้แก่ผู้บริโภคประเภทบ้านอยู่อาศัยของ กฟน. มีดังนี้ 1) การจดหน่วยไฟฟ้า (Meter Reading) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนจดหน่วย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจดหน่วย จำนวน 13.28 บาทรายต่อเดือน 2) การพิมพ์และการจัดส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้า (Billing) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนแจ้งหนี้ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์บิล จำนวน 14.69 บาทต่อรายต่อเดือน 3) การรับชำระเงิน (Collection) เช่น เงินเดือนพนักงานรับชำระเงิน ณ สำนักงานค่าตอบแทนตัวแทนเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเก็บเงิน จำนวน 18.34 บาทต่อรายต่อเดือน และ และ 4) การดูแล การให้ข้อมูลลูกค้า (Customer Handling) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่าย Call Center และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้า จำนวน 29.20 บาทต่อรายต่อเดือน
ส่วนการชี้แจงของของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่แสดงถึงรายละเอียดรายการต้นทุนจริงสำหรับการบริการรายเดือนให้แก่ผู้บริโภคประเภทบ้านอยู่อาศัยของ กฟภ. มีดังนี้ 1) การจดหน่วยไฟฟ้า (Meter Reading) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนจดหน่วย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจดหน่วย จำนวน 4.50 บาทต่อรายต่อเดือน 2) การพิมพ์และการจัดส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้า (Billing) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าตอบแทนตัวแทนแจ้งหนี้ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์บิล จำนวน 5.89 บาทต่อรายต่อเดือน 3) การรับชำระเงิน (Collection) เช่น เงินเดือนพนักงานรับชำระเงิน ณ สำนักงานค่าตอบแทนตัวแทนเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเก็บเงิน จำนวน 15.86 บาทต่อรายต่อเดือน และ และ 4) การดูแล การให้ข้อมูลลูกค้า (Customer Handling) เช่น เงินเดือนพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่าย Call Center และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้า จำนวน 1.03 บาทต่อรายต่อเดือน
ในด้านการว่าจ้างเอกชนหรือพนักงานภายนอก (Out Source) เป็นตัวแทนจดหน่วยมิเตอร์จะมี 2 ระบบคือ ระบบที่ 1 กลุ่มชุมชนเมือง จะมีตัวแทนไปจดหน่วยมิเตอร์ โดยจะเป็นการจดหน่วยและแจ้งหนี้ทันที ประชาชนต้องไปชำระที่สำนักงาน บริษัทหรือพนักงานภายนอก จะมีต้นทุนที่ออกใบแจ้งหนี้จำนวน 6.15 บาทต่อราย ระบบที่ 2 กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าในชนบท จะมีตัวแทนไปจดหน่วยและกลับมาเข้ากระบวนการออกใบแจ้งหนี้ที่สำนักงาน จะมีต้นทุน 3.37 บาทต่อราย เมื่อออกใบแจ้งหนี้แล้วก็จะนำใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บค่าไฟตามบ้าน โดยจ้างตัวแทนเก็บเงินที่เป็นคนละคนกับตัวแทนจดหน่วยเพื่อป้องกันการทุจริต โดยการจ้างตัวแทนเก็บเงินมีต้นทุนรายละ 8.68 บาท
ทั้งนี้วิธีการเรียกเก็บค่าบริการนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) คำนวณจากข้อมูลต้นทุนค่าบริการในโครงสร้างอัตราไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดอัตราเรียกเก็บให้มีความเหมาะสม

ต้นทุนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแต่ละชนิดไม่เท่ากัน

ที่มาภาพ : การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ระบุว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้านั้น เฉลี่ยมาจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและซื้อไฟฟ้าที่อยู่ในระบบทั้งหมดตามปริมาณการผลิตจริง ข้อมูลเบื้องต้น ณ เดือน ม.ค. 2559 นั้นพบต้นทุนการผลิตจากพลังงานทดแทน มีราคาสูงสุด เฉลี่ย 6.37 บาทต่อหน่วย แต่เนื่องจากมีการผลิตในสัดส่วนร้อยละ 6 จึงยังไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ามากนัก ต้นทุนการผลิตที่แพงรองลงมา คือ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แบบใช้ไอน้ำและความร้อนร่วมกัน ที่มีต้นทุนการผลิต 3.24 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิต 2.83 บาทต่อหน่วย ซึ่งระบบผลิตไฟฟ้า มีการใช้ก๊าซธรรมชาติรวมกันราวร้อยละ 67 จึงมีผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้ามากที่สุด การผลิตจากถ่านหินนำเข้า ลิกไนต์หงสาประเทศลาว และลิกไนต์แม่เมาะ ต้นทุนต่ำที่สุด คือ 2.02 บาทต่อหน่วย 1.63 บาทต่อหน่วย และ 1.25 บาทต่อหน่วย ตามลำดับ มีการใช้ผลิตไฟฟ้ารวมกันราวร้อยละ 20 ส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ที่มีต้นทุนราว 1.60 บาทต่อหน่วย ใช้ผลิตไฟฟ้ารวมกัน ราวร้อยละ 6


เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ปี 2560-2563 ประกาศใช้ปี 2561

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยเมื่อเดือน ส.ค. 2559 ที่ผ่านมาว่า กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ปี 2560-63 เพื่อประกาศใช้ปี 2561 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะแผนการลงทุน ของ 3 การไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินและระบบสายส่ง รวมไปถึงจะมีการพิจารณาอัตราค่าบริการที่รวมเก็บอยู่ในบิลค่าไฟประชาชน 38 บาทต่อเดือนเพื่อให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ลงทุนและผู้บริโภค
กกพ. ระบุว่าโครงสร้างค่าไฟฐานที่ปรับใหม่จะปรับทุก ๆ 3-5 ปี ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยปรับไปแล้วเมื่อ พ.ย. 2558 แต่ครั้งนั้นประกาศใช้ค่อนข้างช้า โดยครั้งนั้นค่าไฟฐานอยู่ที่ 3.27 บาทต่อหน่วย เมื่อรีเซ็ตค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เป็นศูนย์ ทำให้ค่าไฟฐานจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 3.7556 บาทต่อหน่วย ซึ่งค่าไฟฐานใหม่ที่เตรียมจัดทำก็ต้อง     รีเซ็ตค่า Ft เป็นศูนย์เช่นกัน ส่วนค่าไฟฐานจะปรับขึ้นหรือไม่คงต้องดูหลายปัจจัย แต่ยอมรับว่ามีการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟภ. และ กฟน.) นั้นจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะระบบสายส่ง ซึ่งน่าจะมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 5-6 แสนล้านบาท 

ภาคประชาชนประกาศ 'วาระประชาชน 2560' เหนือยุทธศาสตร์ชาติ
Posted: 11 Dec 2016 03:38 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 
ตัวแทน People Go Network forum จาก 109 องค์กรภาคประชาชน แถลงประกาศ 'วาระประชาชน 2560' ต้องอยู่เหนือยุทธศาสตร์ 20 ปี ในรัฐธรรมนูญมีชัย
พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่ คืนสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิเกษตรกร และสิทธิชุมชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือก ออกแบบ และคัดค้านการดำเนินการของภาครัฐที่สร้างความทุกข์ยาก เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์และยุติธรรมโดยเร็ว

 แถลงประกาศ 'วาระประชาชน 2560' ต้องอยู่เหนือยุทธศาสตร์ชาติ

 
11 ธ.ค. 2559 ตัวแทน People Go Network forum จาก 109 องค์กรภาคประชาชน แถลงข่าว “ประกาศวาระประชาชน 2560” ต้องอยู่เหนือยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีใจความสำคัญ คือการวางรากฐานทิศทางการพัฒนาประเทศด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะบังคับใช้ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควรสร้างความสมดุลย์ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะจะไม่ให้ลิดรอนสิทธิการเลือกตั้งของประชาชน 
นอกจากนี้ ตัวแทน People Go Network forum ยังเรียกร้องว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่ คืนสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิเกษตรกร และสิทธิชุมชน ที่มีหน้าที่กำหนดความเป็นไปในทิศทางของประเทศ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือก ออกแบบ และคัดค้านการดำเนินการของภาครัฐที่สร้างความทุกข์ยากให้กับพี่น้องประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์และยุติธรรมโดยเร็ว และจัดให้มีการกระจายอำนาจการปกครอง และให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายการเมืองแทนที่จะเป็นองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้ง
โดยรายละเอียดของ “ประกาศวาระประชาชน 2560” มีดังต่อไปนี้

คำประกาศ People Go 2560

เราเครือข่ายประชาชน“People Go Network Forum” ซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านเกษตรกรคณาจารย์นักวิชาการองค์กรพัฒนาเอกชนกลุ่มแรงงานสื่อมวลชนนิสิตนักศึกษาและผู้ประกอบอาชีพอิสระ 109 องค์กรได้ร่วมกันทบทวนสถานการณ์ของประเทศภายหลังรัฐประหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาและความเดือดร้อนที่เกิดกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผลมาจากอคติที่มีต่อกลุ่มบุคคลข้างต้นเราเครือข่ายประชาชนจึงขอประกาศดังนี้
1. เราขอย้ำเตือนให้สังคมตระหนักว่าการวางรากฐานทิศทางการพัฒนาประเทศด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะบังคับใช้เช่นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและการดำเนินการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้วางทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่
1.1 ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่จะขยายวงกว้างขึ้นจากการลดสวัสดิการและการปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นการสงเคราะห์ให้กับคนเฉพาะกลุ่มที่ไปลงทะเบียนหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด
1.2 การขาดสมดุลของการพัฒนาระหว่างคนสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเน้นการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจละเลยมิติการพัฒนาคนและสังคมแต่ให้ความสำคัญกับบรรษัทเอกชนซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์
1.3 การสร้างระบบการศึกษาที่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยการกระจายอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการบ่มเพาะค่านิยมการท่องจำและเชื่อฟังผู้มีอำนาจให้กับเด็กและเยาวชนผ่านระบบการศึกษาซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีลักษณะอำนาจนิยมโอนอ่อนผ่านตามผู้มีอำนาจทำเองไม่เป็นคิดเองไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์               
1.4 การทำลายวัฒนธรรมคนท้องถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์เกษตรกรชาวนาชาวประมงพื้นบ้านด้วยการลิดรอนสิทธิเสรีภาพจำกัดพื้นที่การแสดงออกเอื้ออำนวยให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิมที่กลุ่มคนเหล่านี้เคยได้อาศัยทำกินประเทศไทยจะขาดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพเกษตรกรชาวนาชาวประมงจะกลายเป็นแรงงานรับจ้างชีวิตมีความทุกข์ยากเพิ่มขึ้น
1.5 การมีผู้แทนทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งองค์กรอิสระที่ถูกอำนาจครอบงำและไม่ยึดโยงกับความต้องการของประชาชนการทำประชามติที่คลุมเครือและการข่มขู่คุกคามและการขัดขวางการเคลื่อนไหวของประชาชน
2. เราจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลในด้าน
2.1 การลิดรอนสิทธิการเลือกตั้งของประชาชนจากการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งที่จะทำให้เสียงของประชาชนลดความสำคัญลง
2.2 การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารและพวกพ้องซึ่งถอยไปอยู่หลังฉากและยังคงมีอำนาจกำกับการทำงานของคณะรัฐมนตรีและกลไกรัฐที่จะมีขึ้นหลังการเลือกตั้ง
2.3 กฎหมายกฎประกาศและคำสั่งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิชุมชนที่ได้มีผลบังคับใช้แล้วเช่นพ.ร.บ.ชุมนุมการใช้อำนาจตามมาตรา 44คำสั่งและประกาศคสช. ฉบับต่างๆอาทิ 64/2557 66/2557 97/2557 3/2558 3/2559 4/2559 9/2559 พ.ร.บ.แร่และที่เตรียมการที่จะยกร่างประกาศบังคับใช้อาทิกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกฎหมายที่แย่งยึดที่ดินและทรัพยากรของประชาชนมาเป็นของรัฐประกาศและคำสั่งที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเข้ามาดำเนินการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทำลายสิ่งแวดล้อมและทำลายวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
2.4 การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนในชาติและต่างชาติผ่านการเจรจาการค้าและการทำข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตลอดจากการส่งเสริมการเกษตรพันธะสัญญาที่เอื้อต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
3. เราขอเรียกร้องพี่น้องประชาชนภาครัฐและเอกชนดังต่อไปนี้
3.1 ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับใหม่
3.2 คืนสิทธิความเป็นพลเมืองสิทธิเกษตรกรและสิทธิชุมชนที่มีหน้าที่กำหนดความเป็นไปในทิศทางของประเทศมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกออกแบบและคัดค้านการดำเนินการของภาครัฐที่สร้างความทุกข์ยากให้กับพี่น้องประชาชน
3.3 จัดให้มีการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์และยุติธรรมโดยเร็วและจัดให้มีการกระจายอำนาจการปกครองและให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายการเมืองแทนที่จะเป็นองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้ง
3.4 ปฏิรูปสถาบันหลักของชาติทั้งสถาบันในกระบวนการยุติธรรมสถาบันการศึกษาระบบราชการโดยเฉพาะสถาบันด้านความมั่นคงจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ตามกฎหมายและเจตจำนงของประชาชน
3.5 เปลี่ยนแบบแผนและโครงสร้างการกระจายประโยชน์จากการพัฒนาประเทศการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ทั่วถึงและเป็นธรรมมีการปฏิรูปที่ดินที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้เปราะบางคนยากจน
3.6 รัฐต้องลดบทบาทลงเป็นเพียงผู้กำกับดูแลสร้างความเป็นธรรมและอำนวยความยุติธรรมโดยส่งเสริมบทบาทและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมร่วมกับภาคธุรกิจเอกชนเป็นภาคส่วนหลักในการพัฒนาประเทศ
3.7 ให้รัฐสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติทุกฝ่ายร่วมผลักดันให้เกิดระบบอาทิรระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวระบบบำนาญพื้นฐานโครงสร้างภาษีและอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเรียนที่เป็นธรรมการประกันรายได้ระบบค่าจ้างที่เป็นธรรมการจ้างงานที่เป็นธรรมและคุ้มครองแรงงานเสมอภาคเท่าเทียมซึ่งจะเป็นทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำแตกต่างของคนในสังคมจะต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น
3.8 พัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้วยังต้องดูแลรักษาให้มีใช้อย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป
3.9 เร่งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสถานะทางเศรษฐกิจสังคมชาติพันธุ์ศาสนาวงศ์ตระกูลเพศสภาวะหรือว่าจุดยืนทางการเมืองเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
3.10 ประชาชนต้องมีส่วนร่วมและตรวจสอบการเจรจาทางการค้าข้อตกลงและหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตลอดจนฝ่ายนิติบัญญัติที่ยึดโยงกับอำนาจจากประชาชนจะต้องสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารในการเจรจาและทำข้อตกลงดังกล่าวได้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง
3.11 มีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถทำเกษตรได้ด้วยตนเองและอย่างยั่งยืน
11 ธันวาคม 2559
เครือข่ายประชาชน People Go Network Forum

องค์กรเครือข่าย People Go Network Forum ในงาน People Go! ก้าวไปด้วยกันใส่ใจรัฐธรรมนูญกับสิทธิมนุษยชนระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 2559 ณคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
2. สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4. โครงการรัฐศาสตร์เสวนาหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิตสาขาการเมืองและการจัดการปกครองภาควิชาการเมืองการปกครองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
6. เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ-บำนาญแห่งชาติ
7. มูลนิธิบูรณะนิเวศ
8. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
9. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย)
10. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
11. สมัชชาคนจน
12. กลุ่มละครมะขามป้อม
13. เครือข่ายพลเมืองเน็ต
14. สมัชชาอู่ข้าวอู่น้ำภาคกลาง
15. มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
16. ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM)
17. กลุ่ม Mini Drama
18. กลุ่มการเมืองครั้งแรก
19. กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)
20. Focus on the Global South
21. เครือข่ายสลัม 4 ภาค
22. มูลนิธิโลกสีเขียว
23. กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
24. เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย
25. กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน(พื้นที่คัดค้านเหมืองแร่ทองคำต.เขาหลวงอ.วังสะพุงจ.เลย)
26. กลุ่มรักษ์บ้านแหง(พื้นที่คัดค้านสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ต.บ้านแหงอ.งาวจ.ลำปาง)
27. ชมรมอนุรักษ์ลุ่มน้ำสรอยต.สรอยอ.วังชิ้นจ.แพร่ (พื้นที่การขอสัมปทานสำรวจแร่เหล็กและทองคำ)
28. กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเนินมะปรางอ.เนินมะปรางจ.พิษณุโลก
29. กลุ่มฮักบ้านฮั่นแน้วต.เชียงกลมอ.ปากชมจ.เลย
30. กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์อ.บำเหน็จณรงค์จ.ชัยภูมิ
31. สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาต.คูหาใต้อ.รัตภูมิจ.สงขลา
32. ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD)
33. กลุ่มลูกชาวบ้านม.บูรพา
34. กลุ่มเยาวชนบ้านอาสาเพื่อเด็กและเยาวชนปัตตานี
35. กลุ่มแก็งข้าวกล่องม.รามคำแหง
36. กลุ่มเพื่อนประชาชน
37. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
38. เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)
39. กลุ่มกระเหรี่ยงภาคเหนือ
40. เครือข่ายเพื่อนตะวันออกวาระเปลี่ยนตะวันออก
41. โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
42. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
43. กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง(กสรก.)
44. กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท
45. สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
46. กลุ่มแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตย
47. สมัชชาสิทธิเสรีภาพนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
48. กลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่(NGC)
49. กลุ่มลุ่มน้ำโขงศึกษา
50. กลุ่มพลเรียน
51. ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษาสถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาเชียงใหม่
52. สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)
53. กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
54. แนวร่วมนักเขียนแห่งประเทศไทย
55. Cafe Democracy
56. กลุ่มรักษ์เขาชะเมา
57. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)
58. เครือข่ายประชาชนชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)
59. กลุ่มอนุรักษ์อ่าวบางละมุง
60. สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย
61. เครือข่ายรักษ์อ่าวอุดม
62. กลุ่มประมงต้นแบบบ้านอ่าวอุดม
63. กลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ
64. กลุ่มประมงต้นแบบบ้านบางละมุง
65. เครือข่ายสภาพลเมืองจังหวัดชลบุรี
66. โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนคนไร้รัฐจ.อุบลราชธานี
67. เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก
68. คณะทำงานนักเกรียนเปลี่ยนโลก
69. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)
70. มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน
71. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
72. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
73. องค์กรสิทธิเสรีภาพของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้
74. เครือข่ายการศึกษาทางเลือก
75. สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา
76. กลุ่มเสรีนนทรี
77. กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์
78. กลุ่มศิลปากรเสรีเพื่อประชาธิปไตย
79. สมาคมแรงงานนอกระบบประเทศไทย
80. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
81. มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
82. แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย
83. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
84. มูลนิธิชีววิถี (Biothai)
85. Thai Climate Justice
86. เครือข่ายพลเมืองสงขลา
87. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
88. กลุ่ม Save Krabi
89. กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำท่าสะท้อนและสิ่งแวดล้อมสุราษฎร์ธานี
90. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้
91. เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลาสตูล
92. เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
93. เครือข่ายรักษ์ชุมพร
94. เครือข่ายพลเมืองพัทลุง
95. เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
96. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
97. ศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชนจะนะ
98. สภาทรัพยากรพันธุกรรมพื้นบ้านภาคใต้
99. สภาประชาชนอำเภอรัตภูมิ
101. สมาคมรักษ์ทะเลจะนะ
102. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
103. เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
104. กลุ่มกรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์โคกภูกระแตจ.นครพนม
105. กลุ่มกรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์ดงคัดเค้าจ.นครพนม
106. กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ
107. ชุมชนโคกอีโด่ย
108. กลุ่มกรณีปัญหาทหารประกาศพระราชกฤษฎีกาเขตหวงห้ามฯ 2479 จ.นครสวรรค์ทับที่ดินทำกิน
109. สภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย

อดีตผู้ลี้ภัยโซมาเลียซึ่งชนะเลือกตั้งท้องถิ่นสหรัฐฯ ถูกเหยียดเชื้อชาติบนแท็กซี่

Posted: 08 Dec 2016 09:43 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สตรีเชื้อสายโซมาเลียและเป็นอดีตผู้ลี้ภัย ซึ่งชนะการเลือกตั้งในสภาของรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเธอถูกข่มขู่คุกคามด้วยความเกลียดชังจากคนขับรถแท็กซี่ในวอชิงตัน ดีซี


อิลฮาน โอมาร์ ผู้ชนะการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นรัฐมินนิโซตา (ที่มา: ilhanomar.com)

บีบีซีรายงานว่า อิลฮาน โอมาร์ ผู้แทนพรรคเดโมแครตที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาของรัฐมินนิโซตาอายุ 34 ปี ถูกข่มขู่จากคนขับรถแท็กซี่ให้ถอดฮิญาบซึ่งเป็นผ้าคลุมศรีษะของเธอออก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาหลังจากที่เธอเสร็จจากการเข้าร่วมการอบรมด้านนโยบายที่ทำเนียบขาว

โอมาร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ขณะที่ฉันกำลังกลับไปที่โรงแรม ฉันเข้าไปในแท็กซี่คันหนึ่งที่ใช้คำพูดในเชิงเกลียดชัง เหยียดหยาม หวาดกลัวอิสลามอย่างไม่มีเหตุผล เย้ยหยันและข่มขู่ในทางเหยียดเพศหนักที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา"

เธอเล่าต่อไปว่าแท็กซี่กล่าวหาเธอว่าเป็นพวกกลุ่มก่อการร้ายไอซิสและขู่ว่าจะเอาฮิญาบของเธอออก เธอบอกอีกว่าไม่รู้ว่าการกระทำของแท็กซี่จะเลยเถิดไปถึงจุดใดถ้าหากเธอไม่รีบลงจากรถไปพร้อมกับข้าวของของเธอ จนถึงตอนที่เธอเขียนเรื่องนี้เธอยังรู้สึกสั่นไหวและไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงแสดงออกความเกลียดชังชาวมุสลิมมากขึ้นอย่างไม่ละอาย

"ฉันขอสวดมนต์ให้กับความเป็นมนุษย์ของเขาและกับทุกคนที่เก็บความเกลียดชังไว้ในจิตใจ" โอมาร์กล่าว

กองตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตันดีซีเปิดเผยว่าพวกเขาไม่ได้รับแจ้งเหตุในเรื่องการคุกคามแบบที่โอมาร์เล่า อย่างไรก็ตามโอมาร์ตอบคำถามด้วยเฟซบุ๊กเพจของเธอว่าเธอจะแจ้งเรื่องนี้เมื่อกลับถึงเมืองมินนิแอโพลิส เธอบอกอีกว่าเธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะคนขับแท็กซี่รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ใด

โฆษกประจำตัวโอมาร์กล่าวว่าเธอไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้เพราะอยากเน้นใช้สมาธิไปกับเรื่องการเข้าร่วมฝึกอบรมและการประชุมของเธอมากกว่า

โอมาร์เดินทางเข้าสหรัฐฯ จากค่ายผู้ลี้ภัยในเคนยาเมื่อเธออายุได้ 12 ปีหลังจากที่หนีตายจากสงครามกลางเมืองในบ้านเกิดตัวเอง เรื่องราวที่เธอเอาชนะผู้แทนพรรครีพับลิกันได้เมื่อเดือนที่แล้วทำให้เธอกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้โอมาร์ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการด้านนโยบายของเครือข่ายสตรีที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงในแอฟริกาตะวันออกมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำพลเมืองด้วย

โอมาร์ยังชนะการเลือกตั้งได้แม้ในช่วงก่อนหน้าวันลงคะแนนโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากรีพับลิกันกล่าวหาว่าผู้อพยพชาวโซมาเลียในมินนิโซตา "แพร่กระจายแนวคิดแบบหัวรุนแรง" โดยจากการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ระบุว่าในมินนิโซตาเป็นพื้นที่ทีมีประชากรโซมาเลียมากที่สุดในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 50,000 คน

เรียบเรียงจาก

First US Somali lawmaker gets 'Islamophobic threats' in taxi, BBC, 08-12-2016 http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38245278

ชาตรี ประกิตนนทการ: สถาปนิกสยามบนการเปลี่ยนแปลงสู่ความ (ไม่) เป็นสมัยใหม่

Posted: 04 Dec 2016 08:12 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

งานวิจัยของชาตรี ประกิตนนทการ นำเสนอการก่อรูปของ "สถาปนิก" ในสังคมไทยสมัยใหม่ช่วงต้นทศวรรษ 2470 เช่นเดียวกับอาชีพนายช่างและวิศวกรที่นิยามตัวเองและแยกตัวออกจาก "ช่าง" ในแบบประเพณี การเกิดขึ้นของสมาคมวิชาชีพ การสร้างโรงเรียน องค์ความรู้ และกระบวนการสร้างกฎหมายเพื่อรองรับวิชาชีพ

ในการนำเสนองานวิจัย "โครงการวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส พัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของความคิดว่าด้วยความ(ไม่)เป็นสมัยใหม่ในสังคมไทย" เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น

ในช่วงเช้า ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเสนอหัวข้อ "สถาปนิกสยามบนการเปลี่ยนแปลงสู่ความ (ไม่) เป็นสมัยใหม่" โดยมาจากงานวิจัยฉบับเต็มที่ชื่อ "กำเนิดสถาปนิกสยาม บทบาทและอำนาจในสังคมสมัยใหม่ ในช่วง 2459 ถึง 2508"

ชาตรีเริ่มอธิบายว่าโจทย์ของการศึกษาคือ เมื่อพูดเรื่องความเป็นสมัยใหม่ของศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะสถาปัตยกรรม เราจะพูดถึงแนวคิด สไตล์ หรือไอเดียของสถาปัตยกรรม แต่งานที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เป็นองค์กรทางวิชาชีพของสถาปนิกเท่าไหร่ หรือมีคนทำบ้างแต่น้อย จึงลองศึกษาเรื่องความเป็นสมัยใหม่ผ่านการก่อรูปของสิ่งที่เรียกว่าวิชาชีพ ไม่ได้เน้นไปที่รูปแบบของสถาปัตยกรรมที่มีผู้ศึกษาผ่านงานวิชาการด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมากมาย แต่จะเน้นที่ตัววิชาชีพเป็นหลัก

สมมติฐานคือ ตัวของสิ่งที่เรียกว่า "สถาปนิก" เป็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นเมื่อประมาณไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราอ่านงานประวัติศาสตร์ในอดีตโดยเฉพาะในวงการสถาปัตยกรรม ก็จะอธิบายสถาปนิกว่าก็คือช่างในแบบประเพณี อธิบายว่าสถาปนิกคือลูกหลานของช่างในอดีต แต่ขอเสนอในงานของผมคือสถาปนิกไม่ใช่ลูกหลานของช่าง และช่างไม่ใช่บรรพบุรุษของสถาปนิก สถาปนิกเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมา แน่นอนเวลาเราดูตึกหรืองานก่อสร้างในอดีต ที่เราเรียกว่าช่างทำ ก็คือคนที่ทำหน้าที่ออกแบบหรือก่อสร้างตึกมีมานาน แต่ช่างกับสถาปนิกมีความต่างมากกว่าความเหมือนในทัศนะของผม


โดยงานศึกษาของชาตรี มีการศึกษาผ่านปัจจัย 5 ส่วนที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "สถาปนิก" ขึ้นได้แก่ 1. วิธีการสร้างศัพท์บัญญัติว่าสถาปนิกคือใครและทำอะไร 2. ผ่านสมาคมวิชาชีพคือ "สมาคมสถาปนิกสยาม" 3. การสร้างโรงเรียนหรือสรุปรวบยอดคือการให้ปริญญาบัตรโดยเฉพาะปริญญาตรี 4. การสร้างความรู้แบบไทย ก็คือ ต้องเป็นการดึงความรู้ในอดีตอธิบายผ่านกระบวนการ หรือมาตรฐาน หรือเครื่องมือแบบตะวันตก หรือสากล ความรู้แบบไทยเพียวๆ ประเภทขุดมาจากอดีต ลงรักปิดทองทำอย่างไร จะถูกจัดว่าเป็นช่างแบบโบราณ ไร้สถานะ เมื่อใดก็ตามที่คุณอธิบายความรู้แบบไทยผ่านเครื่องมือหรือวิธีการแบบสมัยใหม่ หรือจริงๆ ก็คือที่ตะวันตกในภาพศิวิไลซ์ เมื่อนั้นจะเป็นความรู้แบบไทยที่เหมาะสม 5. สุดท้ายกระบวนการสร้างกฎหมายเพื่อรองรับวิชาชีพ

สำหรับศัพท์บัญญัติ คำว่า "สถาปัตยกรรม" (architecture) "สถาปนิก" (architect) เป็นการแปลเป็นภาษาไทยในช่วงรัชกาลที่ 6 โดย หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ซึ่งไปเรียนสถาปัตยกรรมอย่างจริงจังในฝรั่งเศสและเป็นคนแรกๆ โดยกระบวนการในช่วง 40-50 ปี จนถึงช่วงหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ ทำให้วงการก่อสร้างที่เดิมเรียกว่า "ช่าง" มีการแตกตัวออกไปเยอะมาก และคนหลายกลุ่มไม่ยอมรับที่จะจัดตัวเข้าไปอยู่เป็นช่างอีกต่อไป เช่นแยกออกไปเป็น "นายช่าง" "วิศวกร" และ "สถาปนิก" ซึ่งไม่เรียกตัวเองว่าช่าง และในช่วง 40-50 ปีดังกล่าวมีความพยายามในการอธิบายว่าตัวเองต่างจากช่างอย่างไร ทั้งนี้ หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์และสถาปนิกรุ่นบุกเบิกแรกๆ พยายามนิยามขอบเขตวิชาชีพตัวเองว่าสถาปนิกคือใคร และต่างจากช่างแบบไหน

โดยในที่นี้ชาตรีศึกษาผ่านงานเขียนของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ และกลุ่มสถาปนิกยุคแรก โดยสรุปจะพบว่าเนื้อหาของเขา โดยหลักนอกจากพูดเรื่องวิชาการที่เหมือนการให้ความรู้ทั่วไปแล้ว ครึ่งหนึ่งของบทความในยุคแรกคือช่วงต้นทศวรรษ 2470 ถึง 2490 เป็นการสร้างขอบเขตและพื้นที่ของตัวเองว่า "สถาปนิก" คือใคร และพยายามอธิบายสังคมว่าสถาปนิกทำแบบนี้ ดีกว่าแบบนี้ และขณะเดียวกันการนิยามตัวเอง ยังเป็นไปเพื่อแยกตัวเองกับช่างแบบโบราณ และแข่งกับพวกที่เรียกว่านายช่าง และวิศวกร ไปด้วย การแข่งนี้ก็เพื่อไปจัดอันดับสถานะทางวิชาชีพของตนเองเพื่อไปอยู่ในยอดสุดของพีระมิดวงการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม

พบแอปประกันสังคม 'my SSO' ออกแบบผิดพลาด ข้อมูลอยู่ในความเสี่ยง
Posted: 03 Dec 2016 10:18 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 
Thai Netizen Network เผยพบแอปประกันสังคม “my SSO” ออกแบบผิดพลาด ไม่มีการยืนยันตัวตนในขั้นตอนลงทะเบียนและขั้นตอนเรียกข้อมูลเงินประกันสังคม ข้อมูลผู้ประกันตน 14 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยง
 
 
4 ธ.ค. 2559 Thai Netizen Network รายงานว่า ตั้งแต่ค่ำวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และนักความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศหลายรายในเน็ต แชร์ความเห็นและการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของแอปพลิเคชันบริการประกันสังคม ที่ไม่มีมาตรการป้องกันการเรียกข้อมูลโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
 
โดยเพจ “สอนแฮกเว็บแบบแมวๆ” และบล็อก Somkiat.cc เปิดเผยว่า
 
1) แอปดังกล่าวจะติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์แห่งหนึ่งในลักษณะ Web API ซึ่งไม่ได้มีการป้องกันอย่างที่ควร
 
2) การลงทะเบียนบริการใช้เพียงเลขประจำตัวประชาชน ถ้ามีใครรู้เลขประจำตัวประชาชนของคนอื่น ก็สามารถเอาไปลงทะเบียนได้ทันที เนื่องจากไม่มีการยืนยันตัวตนใดๆ
 
3) เมื่อลงทะเบียนแล้ว จะได้เลขประจำตัวผู้ใช้งาน (userId) มาหนึ่งตัว ซึ่งพบว่าเป็นเลข 6 หลัก มีรูปแบบ 10xxxx โดย xxxx เป็นเลข 0000-9999 (เข้าใจว่ายังมีผู้ลงทะเบียนไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน)
 
4) หากต้องการเรียกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้รายใดก็ตาม ก็เพียงส่ง userId ไปที่เซิร์ฟเวอร์ ก็จะได้ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดมา [ถ้าบุคคลนั้นยังไม่มี userId ก็สร้างเองได้ ด้วยวิธีในข้อ (2)]
 
5) หากต้องการเรียกข้อมูลเงินประกันสังคมของผู้ใช้ จะต้องใช้ข้อมูล 2 อย่างประกอบกัน คือ เลขประจำตัวประชาชน (ssoNum) และ เลขประจำตัวผู้ใช้งาน (userId)
 
6) ปัญหาคือ เลขประจำตัวประชาชนนั้น สามารถหามาได้ไม่ยาก (หรือกระทั่งเดาสุ่มขึ้นมาก็ได้ หากรู้รูปแบบเลข 13 หลัก แล้วลองไปเรื่อยๆ) และเลข userId ซึ่งมีเพียงไม่ถึงหนึ่งหมื่นรูปแบบ ก็สามารถใช้โปรแกรมสุ่มเลขขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว (หรือถ้าไม่เจอ ก็ใช้เลขประจำตัวประชาชนสมัครเพื่อรับเลข userId ได้เลย) - ทำให้ใครก็ตามที่รู้ลิงก์ของเซิร์ฟเวอร์และมีความสามารถในการสุ่มเลข ก็สามารถดูข้อมูลของคนทุกคนในระบบได้ 
 
ข้อมูลจาก Google Play Store ระบุว่า แอปดังกล่าวอัปเดตรุ่นล่าสุด 1.1.2 เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2559 และให้บริการโดย CAT Telecom Public Co., Ltd. (กสท โทรคมนาคม) โดยมีผู้ติดตั้งแอปไปแล้วประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านเครื่อง (แต่คนที่ติดตั้งอาจจะยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้งาน) https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ionicframework.mySSO131977
 
ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันที่ 3 ธ.ค. 2559 พบว่าทีมงานผู้พัฒนาได้ปิดระบบแล้ว และได้แจ้งไปยังเพจและบล็อกต่างๆ ว่ากำลังแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่ (รวมทั้งขอให้ลบโพสต์ที่รายงานเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งบางเพจก็ลบ บางเพจตัดสินใจไม่ลบด้วยเหตุผลว่าเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ) http://www.somkiat.cc/review-security-issue-of-my-sso-app/ https://www.facebook.com/longhackz/photos/a.1560357644219017.1073741828.1559669844287797/1768143033440476/https://www.facebook.com/LookHin/posts/10154676435246067
 
ปัญหาความผิดพลาดหรือไม่ใส่ใจความปลอดภัยของการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในแอปภาครัฐ ยังคงเป็นปัญหาที่ดูจะรอเวลาให้ค้นพบปัญหาใหม่ ๆ กรณีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
 
- เมื่อเดือนมกราคมปี 2559 นี้ มีการค้นพบว่า แอป “ดาวเหนือ” ที่พัฒนาโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถหาหน่วยเลือกตั้งได้นั้น เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าที่จำเป็นและมากกว่าที่ตัวแอปได้แจ้งไว้ นอกจากนี้การรับส่งข้อมูลกับเซิร์ฟเวอร์ ก็ทำโดยไม่มีการเข้ารหัสลับ ทำให้สามารถถูกดักระหว่างทางได้ และที่เหมือนกับแอป my SSO ก็คือ ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ใครก็ตามที่ทราบเลขประจำตัวประชาชน ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่างที่อยู่ตามทะเบียนบ้านจากเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที http://droidsans.com/found-vulnerability-in-north-star-app https://www.blognone.com/node/77010
 
- จากนั้นอีกสองเดือนถัดมา ในเดือนมีนาคม 2559 ก็พบกรณี 2 กรณีต่อเนื่องกัน เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ควรเปิดเผยจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โดยพบว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช และกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลของชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยและผู้เดินทางข้ามแดนในเว็บไซต์สาธารณะ โดยไม่มีระบบยืนยันสิทธิ์ของผู้ใช้งานระบบ ทำให้คนทั่วไปที่ทราบลิงก์สามารถเปิดดูข้อมูลได้ทั้งหมด ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเช่น ชื่อ สกุล เลขหนังสือเดินทาง สัญชาติ เพศ ที่อยู่ในประเทศไทย และในกรณีของเว็บไซต์กรมควบคุมโรคติดต่อยังมีข้อมูลการเดินทาง (รายชื่อประเทศที่เดินทางไปในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เลขเที่ยวบิน ฯลฯ) ข้อมูลการสื่อสาร (หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล) และข้อมูลอ่อนไหวอย่างข้อมูลทางการแพทย์ (วันที่ฉีดวัคซีน) http://bit.ly/2fY5ZRW http://bit.ly/1qbCUb9
 
- ต่อมาถึงกลางปี ในเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่าเว็บไซต์สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร เผยแพร่เอกสารผู้มีสิทธิรับเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งในเอกสาร PDF ที่เปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดได้ดังกล่าว มีทั้งข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิ ชื่อ-สกุลของผู้มีสิทธิ วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เลขประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ ชื่อ-สกุลของผู้รับมอบ (เจ้าของบัญชี) ชื่อธนาคาร เลขบัญชี และสาขาธนาคาร ซึ่งแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลจำเป็นในการติดต่อรับเบี้ย แต่ก็เป็นข้อมูลที่ไม่เหมาะสมที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องจะเข้าถึงได้เช่นนี้ http://bit.ly/2gAEe5Q
 
ไม่จบแค่ปี 2559 แน่
 
อนึ่ง ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเก็บลายนิ้วมือของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ และจะบังคับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกรายเก็บลายนิ้วมือถือของลูกค้า โดยระบบดังกล่าวจะเก็บข้อมูลลายนิ้วมือทั้งหมดไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลางของกสทช. และจะพร้อมใช้งานในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ (ปี 2560) https://www.blognone.com/node/87650
 
ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งก็กำลังเสนอแผนให้ใช้ระบบการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ (e-voting) ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป โดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จะเป็นผู้ผลิตเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการเลือกตั้งทุกระดับ อย่างก็ตามที่ผ่านมาทางกกต.ยังไม่เคยมีการเผยแพร่ขั้นตอนหรือมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบระบบลงคะแนนเลย http://thediplomat.com/2016/10/a-serious-concern-over-the-first-use-of-e-voting-in-thailand/
 
และล่าสุด ยังมีศูนย์ที่กระทรวงดิจิทัลจะต้องตามร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จะให้เชื่อมโยงกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถระงับการเข้าถึงและลบข้อมูลในฝั่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และระบบดังกล่าวจะมีการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 5 ปี ซึ่งก็ต้องรอดูว่าใครจะมาเป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบดังกล่าว และจะมีมาตรการป้องกันข้อมูลอย่างไร http://thematter.co/byte/statemachine/12812
 
ความจำเป็นของการเก็บข้อมูล และกลไกกำกับการใช้ข้อมูลที่ยังขาดอยู่
 
แน่นอนว่า จากประวัติที่ผ่านมาของการพัฒนาระบบสารสนเทศภาครัฐ ย่อมมีคำถามตามมามากมาย ทั้งคำถามถึงการป้องกันข้อมูลและความปลอดภัยของระบบใหม่ๆ ที่รัฐจะบังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ว่าจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหน ใครจะมาเป็นคนช่วยตรวจสอบ หรือคำถามที่ว่าระบบบางระบบมีความจำเป็นเพียงใด รัฐสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการได้โดยการใช้วิธีอื่นหรือไม่ โดยที่ไม่ต้องดึงข้อมูลที่ไม่จำเป็นไปเก็บรวมไว้ในที่เดียวกันให้เกิดความเสี่ยง หรือกระทั่งงานบางอย่างเป็นงานที่รัฐควรเข้ามาทำเอง หรือควรเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคที่จะจัดการกันเองโดยมีภาครัฐเป็นผู้อำนวยการหรือผู้กำกับดูแลเท่านั้น
 
สุดท้ายก็คือ หน่วยงานที่จะมาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดมาตรฐาน และลงโทษคนที่ไม่ดูแลข้อมูลของพวกเราให้ดี ซึ่งจะตั้งตามร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นั้นจะทำงานได้แค่ไหน เพราะในร่างกฎหมายปัจจุบัน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังเป็นคณะกรรมการภายใต้โครงสร้างของรัฐบาล ไม่ได้มีโครงสร้างอำนาจเป็นอิสระจากรัฐบาลแบบกสทช.หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังนั้นหากเกิดกรณีภาครัฐละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ก็อาจเกิดปัญหาในการตรวจสอบอำนาจรัฐบาลได้ (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนประธานคณะกรรมการ และกรรมการโดยตำแหน่งกว่าครึ่งมาจากภาครัฐ) http://bit.ly/2gAKDxS https://bact.cc/2016/designing-committee-in-thai-law/
 
* ข้อมูลจำนวนผู้ประกันตนจากสำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?lang=th&cat=800

TCIJ: ประชากรเมืองกว่า 700 ล้านคนในโลกยังขาดแคลน ‘ห้องสุขา’ ถูกสุขลักษณะ

Posted: 04 Dec 2016 01:46 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

รายงานพิเศษจาก TCIJ เนื่องในวัน ‘สุขาโลก’ องค์กรพัฒนาเอกชน Water Aid เผยตัวเลขประชากรเมืองของประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ กว่า 700 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ยังขาดห้องสุขาถูกสุขลักษณะ ส่วน ‘อินเดีย’ อีกหนึ่งประเทศที่ขาดแคลนห้องสุขาอย่างหนัก ถึงขั้นนายกอินเดียต้องประกาศว่า การสร้างห้องสุขาเป็นผลงานสำคัญ


ห้องสุขาในหลายเมืองของโลกยังขาดความเป็นส่วนตัวและขาดความปลอดภัย หลายแห่งเมื่อแรกเห็น เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่านั่นคือห้องสุขา (ที่มาภาพ: Water Aid)

ห้องสุขาถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ยุคสมัยใหม่ แต่ปัจจุบัน ยังพบว่าผู้คนในแถบประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่มีห้องสุขาที่ถูกสุขลักษณะเพียงพอต่อจำนวนประชากร ปัญหาการขาดแคลนห้องสุขาที่สุขลักษณะนั้น ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคสู่แหล่งน้ำ คุกคามต่อระบบสาธารณสุขแต่ละท้องถิ่น และในแต่ละปีมีเด็กหลายแสนคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง ซึ่งสาเหตุสำคัญของโรคนี้ก็คือแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด จากสาเหตุที่กล่าวมา

เนื่องในวัน ‘สุขาโลก’ (World Toilet Day) เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2016 ที่ผ่านมา Water Aid องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่รณรงค์เรื่องการเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัย ได้เผยแพร่รายงาน Overflowing cities: The State of the World's Toilets 2016 ซึ่งในรายงานได้ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ ที่ประชากรในโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง (54% หรือประมาณ 3.9 ล้านคน) ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเมืองหรือมหานครต่าง ๆ และจะเพิ่มเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของประชากรโลกในปี ค.ศ. 2050 ทั้งนี้คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองนั้นได้กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเมืองในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ เนื่องจากจำนวนห้องสุขาที่ถูกลักษณะไม่มีจำนวนเพียงพอ ปัจจุบันประชากรในเมืองของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ทั่วโลกประมาณ 1 ใน 5 หรือกว่า 700 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงห้องสุขาที่ถูกสุขลักษณะ โดยกว่า 100 ล้านคน ยังขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง และอีกกว่า 600 ล้านคน ใช้ห้องสุขาที่ไม่เข้าเกณฑ์ด้านสุขอนามัยขั้นต่ำ ในรายงานของ Water Aid ประมาณการว่า หากรวมจำนวนคนรอเข้าคิวห้องสุขาสาธารณะในเมืองของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น แถวต่อคิวนี้จะยาวรอบโลกได้ถึง 29 รอบเลยทีเดียว


อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าตกใจ จากรายงานของ Water Aid พบว่าชุมชนแออัดในย่านเวสต์พอยต์ (Westpoint) ในกรุงมอนโรเวีย (Monrovia) ประเทศไลบีเรีย ซึ่งมีประชากร 75,000 คน แต่มีห้องสุขาถูกสุขลักษณะเพียง 4 แห่งเท่านั้น (ที่มาภาพ: WaterAid/ Ahmed Jallanzo)

การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของอหิวาตกโรคและอีโบล่ารวมทั้งอีกหลายโรค ในย่านชุมชนแออัดของเมืองในประเทศกำลังพัฒนานั้น ก็สืบเนื่องมาจากความสกปรกและการขาดสุขลักษณะดังกล่าว โดยเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา สหประชาชาติ (UN) ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน (Global Goals for Sustainable Development) ไว้ 6 เป้าหมาย 1 ในนั้นก็คือการตั้งเป้าว่าในปี 2030 ประชากรโลกทุกคนจะต้องเข้าถึงห้องสุขาพื้นฐานได้

ตัวอย่างประเทศและเมืองที่ขาดแคลนห้องสุขาที่ถูกสุขลักษณะเข้าขั้นวิกฤต จากรายงานของ Water Aid อาทิเช่น กานา ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP) สูงสุดในทวีปแอฟริกา ก็ยังพบว่าประชาชนถึง 79.8% (ประมาณ 11,639,000 คน) ยังขาด แคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ประชากรในเมืองกว่า 45% (ประมาณ 984,000 คน) ต้องขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง ในประเทศไลบีเรีย ที่ชุมชนแออัดย่านเวสต์พอยต์ (Westpoint) ในกรุงมอนโรเวีย (Monrovia) มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 75,000 คน แต่มีห้องสุขาถูกสุขลักษณะเพียง 4 แห่งเท่านั้น ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนต่อประชากรแล้ว ไลบีเรียมีประชากรที่ขาดแคลนสุขาที่ ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวถึง 72% หรือประมาณ 1,620,000 คน นอกจากนี้ประชากรกว่า 612,000 คน ยังขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง ในด้านผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยนั้น พบว่า มีเด็กในไลบีเรียเสียชีวิตมากกว่าปีละ 500 คน จากโรคท้องร่วง เป็นต้น


การขาดแคลนสุขาที่ถูกสุขลักษณะในประเทศกำลังพัฒนา

จากรายงานของ Water Aid ได้ระบุถึงตัวเลขประเทศที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุด เมื่อเทียบสัดส่วนต่อประชากร รวมทั้งเมื่อเทียบเป็นตัวเลขจำนวนประชากรที่ขาดแคลน ไว้ดังนี้


ที่มาภาพ: รายงาน Overflowing cities: The State of the World's Toilets 2016 โดย Water Aid

ประเทศที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุด เมื่อเทียบสัดส่วนต่อประชากร ซูดานใต้ถือเป็นประเทศที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวมากที่สุด เมื่อเทียบอัตราส่วนต่อประชากร ซึ่งส่วนใหญ่สุขาในซูดานใต้นั้น มักจะมีแค่โครงสร้างพื้นฐานอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ปิดบังไว้เท่านั้น โดยประชากรของซูดานใต้ขาดแคลนสุขาที่ถูกสุขลักษณะกว่า 83% โดย 10 อันดับแรกของประเทศที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว นั้นเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งหมด ได้แก่ อันดับ 1) ซูดานใต้ 83.6% อันดับ 2 มาดากัสการ์ 82.0% อันดับ 3 คองโก 80.0% อันดับ 4 กานา 79.8% อันดับ 5 เซียราลีโอน 77.2% อันดับ 6 โตโก 75.3% อันดับ 7 เอธิโอเปีย 72.8% อั นดับ 8 ไลบีเรีย 72.0% อันดับ 9 ดีอาร์คองโก 71.5% และอันดับ 10 อูกานดา 71.5%


ที่มาภาพ: รายงาน Overflowing cities: The State of the World's Toilets 2016 โดย Water Aid

ประเทศที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุด เมื่อเทียบเป็นตัวเลขจำนวนประชากร อินเดีย ประเทศซึ่งมีประชากรเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน แต่กลับมีจำนวนประชากรในเมืองที่ขาดแคลนสุขาสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ 157,191,476 คน ตามมาด้วยอันดับ 2 คือจีน 104,166,548 คน อันดับ 3 ไนจีเรีย 58,920,884 คน อันดับ 4 อินโดนีเซีย 38,044,712 คน อันดับ 5 รัสเซีย 24,231,920 คน อันดับ 6 บังกลาเทศ 23,272,773 คน อันดับ 7 ดีอาร์คองโก 21,632,993 คน อันดับ 8 บราซิล 20,945,314 คน อันดับ 9 ปากีสถาน 14,023,089 คน และอันดับ 10 ปากีสถาน 12,321,093 คน


เมื่อ ‘สุขา’ กลายเป็นวาระทางการเมืองสำคัญที่อินเดีย


อินเดียเป็นประเทศที่ประชากรขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุดในโลกถึง 157,191,000 คน (ที่มาภาพ: wikimedia.org)

ข้อมูลจากรายงานของ Water Aid ในปี 2016 นี้ระบุว่าเมื่อเทียบสัดส่วนต่อประชากรแล้วอินเดียมีประชากรที่ขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวเพียง 37.4% แต่หากนับรายหัว พบว่าอินเดียเป็นประเทศที่ประชากรขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากที่สุดในโลกถึง 157,191,000 คน ประชากรในเมืองกว่า 41,039,000 คน ยังขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง ในด้านผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยนั้นพบว่ามีเด็กในอินเดียเสียชีวิตมากกว่าปีละ 68,000 คน จากโรคท้องร่วง

ก่อนหน้านี้ ในช่วงวันรำลึกการประกาศเอกราชของอินเดียเมื่อเดือน ส.ค. 2016 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ได้ประกาศว่าภายในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้สร้างห้องสุขากว่า 20 ล้านแห่ง และนำกระแสไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้านต่าง ๆ หลายพันหมู่บ้าน ซึ่งเป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะจัดหาพลังงานและห้องสุขาให้กับทุกครัวเรือนในประเทศ โดยนับตั้งแต่ที่โมดีขึ้นครองอำนาจเมื่อปี 2014 เขาได้ถือเอาการสร้างสุขานี้เป็นวาระทางการเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยกำหนดให้ทุกครัวเรือนมีห้องสุขา เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคและการล้มป่วยจากโรคท้องร่วง นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังได้เริ่มต้นการรณรงค์เพื่อกระตุ้นความตื่นตัวของประชาชนเกี่ยวกับผลเสียของการขับถ่ายในที่โล่งแจ้ง ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้คนติดเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคท้องร่วง ไทฟอยด์ และการติดเชื้อพยาธิชนิดต่าง ๆ

จากรายงานของ Water Aid เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ระบุว่าสัดส่วนผู้ขับถ่ายในที่โล่งแจ้งที่อินเดียมีมากถึง 173 คนต่อพื้นที่เปิด 1 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ประมาณการว่า หากประชากรในอินเดียทุกคนที่ไม่มีห้องสุขาส่วนตัวในบ้าน มาเข้าแถวเพื่อใช้ห้องสุขาสาธารณะ แถวเข้าคิวนี้จะยาวจากโลกไปถึงดวงจันทร์เลยทีเดียว

อ่าน 'จับตา': “เทียบสัดส่วนประชากรต่อการขาดแคลนสุขาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวรายประเทศ"
http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6579
ขับเคลื่อนโดย Blogger.