แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิภพ แสดงบทความทั้งหมด

Pipob Udomittipong

William Pesek คอลัมนิสต์ดังของ Bloomberg เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเอเชียบอก เป็นเรื่องประหลาดที่ครบรอบ 20 ปี #ต้มยำกุ้ง ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้งหนึ่ง (อย่างไม่เต็มใจ) ด้วยผลงานสุดบู่ของทหาร ซึ่งบริหารยังไง เศรษฐกิจของเราจึงเติบโต ”ต่ำเตี้ย” กว่าชาวบ้านเขา ฟิลิปปินส์โต 6% อินโดฯ โต 5% แต่ไทยอย่างเก่งแค่ 3.3% ทำไม?

พีเส็กบอกว่าเป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือการพยายาม “ลอก” การบ้านมาจากรัฐบาลทักษิณ ในแง่การทำตัวเป็น “รัฐบาลประชานิยม” “ลดแลกแจกแถม” แต่ที่ทำไม่เป็นและไม่ได้ทำคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและ innovation ได้รวดเร็วพอ หากินวนเวียนอยู่กับของเก่า ๆ (การท่องเที่ยวไง เป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลคุยได้ และคุยมาตลอด จัดงาน ออกบูธ ดมรองเท้าอยู่นั่นแหละ อันนี้ผมว่าเองนะ)

“ประชานิยม” ของรัฐบาลนี้มีแต่จะก่อหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เลย สิ่งที่จะดึงดูดให้ Toyota หรือ Samsung มาสร้างโรงงานในเมืองไทยคือการแจกเงินหรือ? เปล่า แต่เป็นการพัฒนาถนนหนทาง ท่าเรือ สะพาน สายส่งไฟฟ้า ฯลฯ มากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือการทำให้เมืองไทยคอร์รัปชันน้อยลง เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายลงไปสู่คนข้างล่างมากขึ้น อันนี้รัฐบาลทหารก็ทำไม่สำเร็จ ในความเห็นของนายพีเส็ก

น่าเศร้า ครบรอบ 20 ปี ไทยก็กำลังกลับมาเป็น “Sick Man of Asia” อีกครั้งหนึ่ง

ท่อนนี้เศร้ามาก แต่จริง “But if you’d told Thais in 1997 that 20 years on men with guns would be running the place, few would’ve thought it remotely possible.”

http://www.atimes.com/article/thailand-patient-zero/


Pipob Udomittipong

Reuters เขียนได้น่าคิด หลังรัฐประหาร ระบอบทหารหยั่งรากลึกมากกว่าที่เราคิด สนช. 250 ที่นั่งเป็นทหาร 143 หรือ 57% (เพื่อให้เห็นภาพ ในพม่า ทหารมีที่นั่งในสภา 56 จาก 224 หรือ 25% เท่านั้นเอง) เทียบกับหลังรัฐประหารปี 49 มีทหารนั่งเป็นสนช. 67 จาก 242 หรือ 27% เท่านั้นเอง

เรียกว่าระหว่างรัฐประหารสองครั้งที่ห่างกันแปดปี จำนวนสนช.สางเขียวเพิ่มขึ้นจาก 27% เป็น 57% หรือสองเท่า
องคมนตรีก็ไม่น้อยหน้ากัน กว่าครึ่งหนึ่งขององคมนตรีชุดปัจจุบันซึ่งมี 13 คนเป็นทหาร (เทียบกับเมื่อก่อนมีทหารไม่ถึงครึ่งเดียว) บรรดาภาพยนตร์ ข่าวสาระบันเทิงทางทีวีออกแนวโปรทหารหมด โรงเรียนก็มีหลักสูตรที่คล้ายกับทหารมากขึ้น ฝ่ายกองทัพคุยว่ายอดสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปีที่แล้ว แสดงว่าสังคมเห็นด้วยกับแนวทางของทหาร (อันนี้ทหารเขาแถลงเอง)

ทุกวันนี้ “กฎหมายที่ออกโดยทหาร” เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกที ตั้งแต่ปี 2557 หัวหน้าคสช.ออกประกาศคำสั่งต่าง ๆ มากถึง 358 ฉบับ มากกว่ารัฐสภาจากการเลือกตั้งออกในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นคำสั่งหยุมหยิมไปหมด ตั้งแต่คาดเข็มขัดที่นั่งเบาะหลัง ไปจนถึงการเอาผิดกับพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกยกพวกกัน และการจับพวกเมาแล้วขับเข้ารับ “การปรับทัศนคติ”

คนไทยจำนวนมากเฉย ๆ กับบทบาทมากขึ้นของทหาร แต่นานาชาติไม่แฮปปี้ มีการกดดันมาเนือง ๆ (เอาเข้าจริงที่เขาไม่มาลงทุนก็อาจจะเป็นเพราะเรากลายเป็นรัฐทหารมากขึ้นนั่นเอง อันนี้ผมคาดเดาเอาเอง)

สูดลมหายใจลึก ๆ เราคงอยู่กับทหารไปอีกนาน จนพังไปหมดทั้งประเทศก่อนมั้ง #แฮปปี้เบิร์ธเดย์คสช http://reut.rs/2q7WKDT


พิภพโพสต์ถามถลุงเงินเป็นอย่างเดียวหรือ ปมทบ.เคาะช็อปรถถังเพิ่ม
Posted: 03 Jan 2017 11:56 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

'ผบ.ทบ.' เผย เคาะซื้อ 'รถถังจีน' ระยะ 2 ครบ 49 คัน ยันไม่ได้ถือหางจีน ชี้รถถังยูเครนสอบตกเหตุส่งมอบล่าช้า 'พิภพ' โพสต์ถามถลุงเงินเป็นอย่างเดียวหรือ ส่วนรถไฟไม่ต้องสร้าง ปล่อยให้ประชาชนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ซื้อรถถังทำไม

ที่มาเฟซบุ๊ก  Pipob Udomittipong

4 ม.ค. 2560 เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา มติชนออนไลน์และคมชัดลึกออนไลน์ รายงานตรงกันว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ว่า การพิจารณายึดลำดับความสำคัญเพื่อทดแทนของเก่าที่ซื้อมา เช่น รถถัง เอ็ม-41 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กองทัพบก (กมย.ทบ.) พิจารณาบริษัทที่เสนอเข้ามาว่า เหมาะสมและผ่านมาตรฐานหรือไม่ จากนั้นจะมีคณะกรรมการการจัดซื้อเดินทางไปดูรายละเอียดที่โรงงานการผลิต แล้วรวบรวมข้อมูลมาประชุมว่า บริษัทใดเข้าตามกรอบ เงื่อนไข ที่กำหนด เปรียบเทียบราคาและเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อดำเนินการเสนอซื้อ ดังนั้นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จะเปลี่ยนไปซื้ออาวุธจากจีนอย่างที่ตั้งข้อสังเกตกัน เพียงแต่ไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ คิดว่าซื้อเขามาแล้วต้องทำให้เป็นรูปธรรม
“พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยากให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ เราค่อยๆ สร้างคนของเรา ถ้าจีนเข้ามาลงทุนสร้าง มีการร่วมทุน จีนก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงเรา” พล.อ.เฉลิมชัยกล่าว และว่า ที่ผ่านมากองทัพบกได้ลงนามซื้อรถถัง วีที-4 จากประเทศจีน ไปแล้ว 28 คัน และจะจัดหาต่อในระยะ 2 จนครบ 1 กองพัน กองพันละ 49 คัน ในปีงบประมาณ 2560 โดยผูกพันงบประมาณ 3 ปี ทั้งนี้ เป็นไปตามที่คณะกรรมการพิจารณาซึ่งดูเรื่องความน่าเชื่อถือในเรื่องระยะเวลาการส่งมอบและความเหมาะสมในทุกด้านเนื่องจากรถถัง โอพลอต จากประเทศยูเครน ที่ได้จัดหามา 49 คัน มีปัญหาเรื่องการส่งมอบการส่งกำลังบำรุงและสายการผลิต จากปัญหาสถานการณ์ในประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตโอพลอต ประเทศยูเครน จะสามารถส่งมอบรถถังทั้งหมด 49 คันให้กองทัพบกไทยได้ครบตามจำนวนได้ในเดือนตุลาคม 2560
 
มติชนออนไลน์ ยังรายงานด้วยว่า การจัดซื้อรถถัง วีที-4 ระยะ 2 จำนวน 20 คัน วงเงินกว่า 2 พันล้านบาท โดยจะมีทั้งรถถัง รถกู้ซ่อม พร้อมเครื่องกระสุน โดยก่อนหน้านี้ช่วงต้นปี 2559 ทบ.ได้เซ็นสัญญาจัดซื้อรถถัง วีที-4 จำนวน 28 คัน วงเงิน 4.9 พันล้านบาท ระยะเวลา 2559-2561 เพื่อนำไปประจำการที่กองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) จ.ขอนแก่น เนื่องจากรถถังที่มีอยู่ประจำการนั้นเก่าและล้าสมัย
 

พิภพโพสต์ถามถลุงเงินเป็นอย่างเดียวหรือ 

ต่อมาวานนี้ (3 ม.ค.60) พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ หรือ Pipob Udomittipong นักแปล ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์การจัดซื้อรถถังดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีนี้ด้วยว่า อันนี้ตลกมากเลย “ทบ.เคาะซื้อรถถังจีน VT-4 วงเงินกว่า 2 พันล้านบาท” (อ้างถึงข่าวจากมติชนออนไลนข้างต้น) ถลุงเงินเป็นอย่างเดียวหรือ ไทยลงนามสัญญาสั่งซื้อรถถัง T-84 Oplot-M จากยูเครนไปตั้งแต่ปี 2554 จำนวน 49 คัน วงเงิน 7,200 ล้านบาท (240 ล้านเหรียญ) ผ่านไปหกปี ยูเครนส่งมอบรถถังรุ่นนี้มาได้แค่ 10 คัน เมื่อกลางปี 2559 ทูตยูเครนประจำไทยบอกจะส่งมอบอีก 39 คันที่เหลือให้ภายในเดือน มี.ค. 60 แต่ในข่าวดังกล่าวข้างต้นบอกว่ายูเครนจะส่งมอบอีก 39 คันในเดือนต.ค.60 ช้าไปอีกครึ่งปี 
 
พิภพ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน กองทัพยูเครนที่รบแพ้เสียดินแดนให้รัสเซีย มีรถถัง Oplot-M ประจำการเพียง 10 คันเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้ายูเครนผลิตรถถังรุ่นนี้ได้จริงปีนี้ ทั้งหมดจะถูกส่งมาขายให้ไทยประเทศเดียว ไม่เหลือไว้ใช้เอง ทำไม? Sergei Pinkas ผู้บริหาร Ukroboronprom รัฐวิสาหกิจที่ผลิตรถถังรุ่นนี้บอกว่า มันคุ้มกว่าที่จะขาย แล้วเอาเงินมาปรับปรุงรถถังรุ่นเดิม (T-64s) ที่มีอยู่ 10 คันมาใช้เอง ความจริงยอดสั่งซื้อ 240 ล้านเหรียญ เท่ากับ 67% ของยอดขายอาวุธทั้งหมดของยูเครนในหนึ่งปี (323 ล้านเหรียญ) เรียกว่ายูเครนไม่ต้องขายอาวุธให้ใคร ขายให้ไทยประเทศเดียวก็เกือบจะปิดจ๊อบแล้ว เพราะยอดขายอาวุธยูเครนตกลงถึงครึ่งหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา นอกจากผลิตไม่ทันตามออเดอร์ ยังเป็นเพราะอาวุธไม่มีคุณภาพ เสียชื่อเสียง ไม่มีประเทศไหนอยากสั่งซื้อ (www.kyivpost.com)
 
พิภพ โพสต์ด้วยว่า ปัจจุบันกองทัพบกไทย จึงเป็นลูกค้าต่างประเทศเพียงรายเดียวของยูเครนที่สั่งซื้อรถถังรุ่นนี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่าตั้งแต่ปี 1999 ในโลกนี้นอกจากไทย มีแค่สี่ประเทศที่ใช้รถถังรุ่นนี้คือ ยูเครนประเทศผู้ผลิต จอร์เจีย บังกลาเทศ และอาเซอร์ไบจานเท่านั้น และเดิมกองทัพบกเคยมีปัญหาการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง BTR – 2E1จากประเทศยูเครนมาแล้ว แบบเดียวกันคือจัดส่งล่าช้า เพราะบริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินในการผลิต (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ news.mthai.com ) 
 
"ได้ทหารปกครองประเทศก็ดีนะ เขาอยากซื้ออะไรโง่ ๆ ก็ซื้อ ไม่เห็นมีใครว่าอะไร? ส่วนรถไฟไม่ต้องสร้าง ปล่อยให้ประชาชนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ซื้อรถถังทำไม" พิภพ โพสต์ทิ้งท้าย


Pipob Udomittipong

ผมมองว่ากรณี “เบส-อรพิมพ์” กับ “น๊อต กราบรถกู” เป็นการ “ฆ่าตัวตาย” กรณีแรกร้ายแรงกว่าเพราะอาจกระทบถึงความสัมพันธ์ของประเทศด้วย ความจริง “นักพูดร้อยศพ” ไม่น่าออกมาปูดข่าวการถูกปฏิเสธวีซ่าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเองเลย เพราะจะกระทบต่อเครดิตในการขอวีซ่าครั้งต่อไปกับสหรัฐฯและประเทศอื่นด้วย และยังสร้างความลำบากใจให้ทางการสหรัฐฯ ซึ่งไม่สามารถออกมาอธิบายเหตุผลการปฏิเสธวีซ่าได้ เพราะมันเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” (http://www.komchadluek.net/news/politic/249064)

และหลังจากปล่อยให้ “ดราม่า” กันอยู่พักหนึ่ง เบสจึงออกมาชี้แจงว่า อาจมีปัญหาเนื่องสถานะการเงินไม่ดี คือติดเครดิตบูโร (http://www.matichon.co.th/news/361506) ความจริงเรื่องสถานะการเงินอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่แบบที่เขาคิดก็ได้ หลายคนได้วีซ่าโดยไม่ต้องยื่น statement ก็มี หรือ statement อาจไม่สวยก็มี แต่อาจเป็นเพราะการขอวีซ่าผิดประเภท หรือแจ้งข้อมูลไม่ครบก็ได้ อย่างการไปพูดครั้งนี้มันเป็นรายการ for-profit ได้รับค่าตัวหรือไม่ ถ้าได้ แล้วไม่แจ้งเขาหรือเปล่า หรือแจ้งแต่ขอเป็น “วีซ่าท่องเที่ยว” ซึ่งแสดงว่ามีการโหนกระแสสร้างรายได้ แต่บ้านเราทำเป็นเงียบ ๆ กันเท่านั้นเอง

“น็อต” นั้นผิดตั้งแต่ไม่ยอมรับผิดเพราะไปเชื่อพ่อตาเลยตายหมู่ ส่วนเบสผมว่าผิดตั้งแต่ออกมาให้ข่าวเรื่องนี้ ซึ่งการทำแบบนี้ ฆ่าตัวตายชัด ๆ


บทความของ Myanmar Times เรียกไทยว่า “ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเผด็จการ” ผู้เขียนเป็นคอลัมนิสต์และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียบอกว่า พม่าเคยเป็นคำที่คนไทยใช้ในเชิงดูถูกประเทศที่เป็นเผด็จการ ล้าหลัง และอดอยากปากแห้ง แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าพม่าเป็นประชาธิปไตยมากกว่าและโปร่งใสกว่า #เรื่องนี้ต้องถึงลุงตู่


ปล. ใส่ลิงก์ไม่ได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ของผมเอง)

00000


Atukkit Sawangsuk
อ้าว ไหนพวกสลิ่มนิยมชมชอบซูจี





Pipob Udomittipong

รายงาน Bloomberg ชื่อ “เลิกปลูกข้าว ปลูกถั่วแทน ชาวนาไทยกลับเข้าห้องเรียน” งงมั้ย? เขาหมายถึงขณะนี้รัฐบาลจ่ายเงินให้เกษตรกรหัวละ 200 บาทต่อวัน เพื่อเข้าคอร์สอบรมปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทั่นผู้นำก็สั่งแล้วให้งดปลูกข้าว เข้าห้องเรียนแล้วได้ตังค์น่าจะดีกว่าสำหรับชาวนาที่อำเภอสรรคบุรี ชัยนาท แต่ไม่ได้เข้าทุกคนน่ะสิ รัฐมนตรีคลังบอกเรามีงบจำกัด “ชาวนาก็ต้องหัดพึ่งตนเองบ้าง ไม่ใช่มัวแต่มาพึ่งเงินของรัฐบาล” แต่ก็ยากอะนะ เพราะตอนนี้ตัวเลขหนี้สินเกษตรกรอยู่ราว ๆ 100% ของรายได้ คือหาได้เท่าไร...ไม่ต้องกินไม่ต้องใช้ เอาไปไถ่หนี้หมด หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของไทยประมาณ 85% แสดงว่าเกษตรกรไทยมีหนี้สินมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยทั่วไป

แล้วรายได้เกษตรกรหดหายไปเท่าไร? ตัวเลขธนาคารทหารไทยบอกว่า เงินรายได้ระดับรากหญ้าหายไปประมาณ 84,000 ล้านบาทเพราะภัยแล้งสุดในรอบ 20 ปี ย่อมกระทบกับการผ่อนโน่นผ่อนนี่ บริษัทซิงเกอร์ บริษัทขายปุ๋ยขายยาเนี่ย กระทบมาก แล้วทำไมรัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้? อ. David Streckfuss บอกอาจเป็นเพราะว่า “ความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของเกษตรรายย่อยเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นประเด็นเร่งด่วนของรัฐบาลนี้เลย”

ความจริง เขาก็บอกแล้วนะว่าเข้ามา “รักษาความสงบ” อย่างเดียว คนไม่มีจะแดก คงโทษเขาไม่ได้ อันหลังนี่ผมรำพึงกับตัวเองเบา ๆ http://bloom.bg/1XghRyo


Pipob Udomittipong

การประกันตัวเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ICCPR ข้อ 9 บอกว่า ต้องไม่ถือเป็นเรื่องปรกติในการฝากขังผู้ต้องหา (It shall not be the general rule that persons awaiting trial shall be detained in custody) การไม่ให้ประกันจึงทำได้เฉพาะเป็น “ข้อยกเว้น” ไม่ใช่ทำแบบสม่ำเสมอและเป็นระบบเหมือนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในขณะที่หลักทรัพย์คดีฆ่าคนตายประมาณสามแสน แต่ทำไมคนเขียนผนังห้องน้ำ (พูดตามตรงมีคนเห็นกี่คน?) วางหลักทรัพย์ 2.5 ล้าน แต่ไม่ได้ประกันตัว ทำไม? คิดมาก ๆ หน่อยนะ

00000
iLaw

8 มีนาคม 2559 ฐนกร จำเลยคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผู้ถูกกล่าวหาว่ากดไลค์เพจหมิ่นและโพสต์ข้อความเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง เป็นคนล่าส...ุดที่ได้รับการประกันตัว โดยศาลทหารกรุงเทพตีราคาประกันที่ 500,000 บาท


ย้อนดูสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิทธิการประกันตัว ของผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ในยุครัฐบาลคสช.

+ ตั้งแต่การรัฐประหาร มีคนถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 อย่างน้อย 62 คน ได้ประกันตัว 12 คน

+ คนที่ได้ประกันตัว ต้องใช้หลักทรัพย์ สูงสุดอยู่ที่ 500,000 บาท ต่ำสุดอยู่ที่ 100,000 บาท

+ หลักทรัพย์สูงสุดที่ยื่นแล้ว แต่ศาลไม่ให้ประกันตัว คือ 2.5 ล้านบาท ในคดีเขียนฝาผนังห้องน้ำของโอภาส

+ คดีที่ขอประกันตัวแต่ศาลปฏิเสธ มากครั้งที่สุด คือ คฑาวุธ ยื่นขอไป 5 ครั้ง

การที่ศาลทหารกรุงเทพสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีของ ฐนกร ถือเป็นการประกันสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของจำเลยในคดีอาญา ซึ่งควรจะถูกนำไปใช้กับจำเลยหรือผู้ต้องหารายอื่นๆ การสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาที่สุดเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

อ่านเต็มๆ ที่ http://freedom.ilaw.or.th/blog/bailstat112



Pipob Udomittipong

เป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก The Sun พาดหัวรายงานข่าว "Queen backs Brexit" ควีนสนับสนุนให้แยกอังกฤษจากอียู อ้าง “แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้” ว่าระหว่างการสนทนาของควีนกับรมต.ในครม.ปัจจุบันเมื่อปี 2011 มีวิวาทะกันระหว่างควีนที่เห็นว่าอังกฤษควรแยกออกจากยุโรป กับ Nick Clegg รองนายกฯ ในขณะนั้นซึ่งเห็นว่าไม่ควรแยก ที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตเพราะ (1) กษัตริย์ต้องเป็นกลางทางการเมือง (2) ปรกติควีนจะพบปะกับครม.เป็นประจำอยู่แล้ว แต่มีธรรมเนียมไม่ให้นำสิ่งที่พูดคุยกันมาเผยแพร่ ไม่ใช่ใครนึกจะโหนเรื่อ...งไหน ก็อ้างพระราชดำรัสเหมือนบางประเทศ มันไม่เป็นประชาธิปไตย

ผลที่ตามมา สำนักพระราชวังออกมา “ร้องเรียน” กับหน่วยงานกำกับดูแลสื่อ (Independent Press Standards Organization IPSO) ส่วน Nick Clegg บอกว่าจำไม่ได้เลยว่าได้พูดแบบนั้น ส่วนนายกฯ อังกฤษ ไม่ยอมตั้งกรรมการสอบเหมือนที่สังคมเรียกร้อง บอกให้รอดูท่าทีของ IPSO ส่วน The Sun ก็ไม่ถอนเรื่อง ยืนยันว่าเป็นข่าวจริงแท้แน่นอน ลองคิดดูว่า ถ้าเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในประเทศสารขัณฑ์ “The Sun” จะถูกรุมกินโต๊ะอย่างไรบ้าง จะติดคุกหรือติดเชื้อในกระแสเลือด เลือกเอา

http://www.thesun.co.uk/…/Queen-hailed-as-a-backer-of-Brexi…


Somboon Khamhang


แถลงการณ์
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)

เรื่อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ 3 ,4 และ 9 / 2559 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และขอให้หยุดใช้อานาจพิเศษรุกรานสิทธิชุมชน

ตั้งแต่การเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบเรียบร้องแห่งชาติ หรือ คสช.พบว่า คสช. ได้ใช้ช่องทางของอำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ด้วยการออกคาสั่งต่าง ๆ มากมายหลายฉบับ หากพิจารณาตามสาระสำคัญของมาตรา 44 แล้ว เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการกำหนดมาตรานี้ขึ้น เพื่อให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีเครื่องมือเพื่อการบางอย่างตามเนื้อความว่า “ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคี และความสมานฉันท์ของประชาชนคนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ฯลฯ ”

จะเห็นว่าการใช้อานาจตามมาตรา 44 ด้วยการออกคาสั่งต่าง ๆ เหล่านั้น มีหลายคำสั่งที่ออกมาแล้วกลับส่งผลกระทบต่อชุมชน และสังคมในวงกว้างมากมาย อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมขนอีกด้วย อย่างเช่น การใช้อานาจพิเศษนี้เข้าไปยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง 2558 และเข้าไปปรับแก้เนื้อหาบางมาตรา และใช้อานาจนี้ออกเป็นพระราชกาหนดการประมง 2558 จนทาให้เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านทั่วประเทศรวมตัวกันคัดค้านเนื้อหาสาคัญของมาตรา 34 ตามพระราชกำหนดฉบับนี้อย่างคึกคัก จนนายกรัฐมนตรีต้องเรียกรัฐตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านเข้าพบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้ว

และตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาก็มีการออกคาสั่งที่ 3 และที่ 4 /2559 ที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในบางพื้นที่ และในกิจการบางกรณี จนทำให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะเรื่องของข้อยกเว้นพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ และรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการขยะมลพิษต่างๆ จนนาไปสู่การลุกขึ้นคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 คสช. ได้ออกคาสั่งที่ 9/2559 ตามมาอีก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 47 ของพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ซึ่งมีสาระสาคัญว่า “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ หรือกิจการด้านค้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นๆของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
หรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดาเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดาเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้ดาเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้”

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ มีความเห็นต่อการใช้อานาจพิเศษของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช.นี้ ดังนี้
1. คสช. ต้องระมัดระวังการใช้อานาจพิเศษตามมาตรา 44 โดยต้องคานึงถึงเจตนารมณ์เดิมที่กาหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะต้องยึดตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสาคัญ
2. การออกคาสั่งต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงตัวบทกฎหมาย ระเบียบการ หรือขั้นตอนปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับของสังคมที่มีอยู่เดิม และให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่ มิใช่เพื่อกลุ่มทุนใดบางกลุ่ม
3. ในคาสั่งนั้น ๆ ต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชน และต้องคานึงถึงการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
4. คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติต้องยกเลิกคาสั่งฉบับที่ 3 , 4 และคาสั่งที่ 9 เพราะขัดกับข้อเสนอดังกล่าวเบื้องต้นทั้ง 3 ข้อ

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ยังยืนยันว่าการใช้อานาจดังกล่าว ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง โดย คำนึงถึงเจตนารมณ์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องการให้เป็นไปเพื่อการปฏิรูป หรือเพื่อการสมานฉันท์ของคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง และไม่ควรใช้อานาจนี้เพื่อการประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่กลับสร้างความเดือนร้อนกับคนส่วนใหญ่

จากนี้ไป กป.อพช.ใต้ จะประสานภาคีเครือข่ายองค์กรนักพัฒนา รวมถึงเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากคาสั่งต่างๆนี้ให้มาพบกัน เพื่อมาร่วมกันกำหนดมาตรการการเคลื่อนไหว อันจะนาไปสู่การยกเลิกคาสั่งที่ 3 ,4 และคาสั่งที่ 9 อย่างถึงที่สุด และจะเฝ้าติดตามการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาล และของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติอย่างเข้มข้นต่อไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
10 มีนาคม 2559

0000000


Pipob Udomittipong

“คสช. ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 โดยต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เดิมที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะต้องยึดตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ” แถลงการณ์เอ็นจีโอใต้

เหมือนกำลังบอกว่า “พี่ ๆ ไหน ๆ จะข่มขืนหนูแล้ว พี่ช่วยทำแบบมีอารยะหน่อยนะ อย่าให้หนูเจ็บ อย่าให้หนูเป็นแผลแล้วกัน” นี่คือเอ็นจีโอไทยที่อับจนปัญญาในยุคปัจจุบัน หยุดแต่ไม่ยกเลิก คิดได้เท่านี้ก็เลียตีนทหารต่อไปเถอะ




Pipob Udomittipong

George Martin (1926 –2016) บอก “I thought their music was rubbish” ครั้งแรกที่ฟังเพลงของ The Beatles เมื่อปี 1962 แต่สมาชิกวงที่เหลืออยู่ยกย่องเขามาก the "fifth Beatle" มีอิทธิพลต่อเพลงสี่เต่าทองมากในแง่ “ความพิสดาร” หลุดโลก ทั้ง ๆ ที่พื้นฐานเขาไม่ได้มาจาก rock 'n' roll จอร์จเรียนดนตรีคลาสสิก เปียโนและโอโบ เคยเล่นในวงตำแหน่งโอโบ และเป็น perfect pitch แต่เขาสามารถข้ามพ้นกำแพงที่แบ่งแยกสกุลของดนตรีได้ เขาเอาความเป็นคลาสสิกมาช่วยกล่อมเกลาให้เพลงของ The Beatles นุ่มนวลขึ้น ตรึงใ...จขึ้น

‘Yesterday’ เวอร์ชันแรกเป็น Paul McCartney ร้องแบบ unplugged แต่จอร์จบอกว่ามันธรรมดาเกินไป เขาเอา string quartet เข้ามาผสม จนกลายเป็นเพลงอมตะมาก "Love Me Do" เวอร์ชันแรกเขาเห็นว่ามัน “ช้า” ไป เขาบอกให้เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเป็นสองเท่าจนเป็นเพลงฮิตอย่างที่เราฟังกัน เขาเอาเทปบันทึกเสียงร้องชอง John Lennon มาใส่กลับข้าง เล่นจากหลังไปหน้า เอาไมค์ไปจุ่มน้ำเพื่อบันทึกเสียง ใช้เครื่องดนตรีทำเสียงแบบ high pitched เขาจึงไม่ได้เป็นแค่ producer แต่ยังเป็น arranger, composer, conductor, audio engineer และยังเป็นนักดนตรีเองด้วย น่าเสียดายที่เขาต้องเลิกราจากงานนี้ไปเพราะสูญเสียความสามารถในการได้ยิน “hearing loss”

http://www.billboard.com/…/6…/10-beatles-songs-george-martin

http://www.vulture.com/…/10-odd-john-lennon-requests-of-geo…

http://www.pri.org/…/how-sir-george-martins-classical-train…


"พุทธะอิสระ"ไม่ใช่ “พญาราชสีห์” แต่คือ “อลัชชี” ผิดทั้ง "ปาณาติบาต-มุสาวาท-อทินนาทาน"
*********************************
มันไม่ใช่ “พญาราชสีห์” มันเป็น “อลัชชี” 
.
เลี้ยงซุ้มมือปืนไว้ไล่ยิงคนอื่นจนตายและเจ็บ เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง นี่คือ ปาณาติบาต
.
แล้วที่บอกว่าให้เงินช่วยเหลือเขา แต่มือปืนป๊อปคอร์น บอกไม่ได้รับการช่วยเหลือ วันที่ศาลตัดสินคดี อลัชชีสุวิทย์อยู่ไหน นี่คือ มุสาวาท
.
ไปรีดไถเงินจากเจ้าของโรงแรม นี่คือ อทินนาทาน
.
เจียระไนไม่หมด
.
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
นักแปล/คอลัมนิสต์/นักวิชาการ
ขับเคลื่อนโดย Blogger.