Somboon Khamhang
แถลงการณ์
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
เรื่อง ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่ 3 ,4 และ 9 / 2559 ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และขอให้หยุดใช้อานาจพิเศษรุกรานสิทธิชุมชน
ตั้งแต่การเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบเรียบร้องแห่งชาติ หรือ คสช.พบว่า คสช. ได้ใช้ช่องทางของอำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ด้วยการออกคาสั่งต่าง ๆ มากมายหลายฉบับ หากพิจารณาตามสาระสำคัญของมาตรา 44 แล้ว เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการกำหนดมาตรานี้ขึ้น เพื่อให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีเครื่องมือเพื่อการบางอย่างตามเนื้อความว่า “ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคี และความสมานฉันท์ของประชาชนคนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ฯลฯ ”
จะเห็นว่าการใช้อานาจตามมาตรา 44 ด้วยการออกคาสั่งต่าง ๆ เหล่านั้น มีหลายคำสั่งที่ออกมาแล้วกลับส่งผลกระทบต่อชุมชน และสังคมในวงกว้างมากมาย อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมขนอีกด้วย อย่างเช่น การใช้อานาจพิเศษนี้เข้าไปยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง 2558 และเข้าไปปรับแก้เนื้อหาบางมาตรา และใช้อานาจนี้ออกเป็นพระราชกาหนดการประมง 2558 จนทาให้เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านทั่วประเทศรวมตัวกันคัดค้านเนื้อหาสาคัญของมาตรา 34 ตามพระราชกำหนดฉบับนี้อย่างคึกคัก จนนายกรัฐมนตรีต้องเรียกรัฐตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านเข้าพบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้ว
และตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาก็มีการออกคาสั่งที่ 3 และที่ 4 /2559 ที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในบางพื้นที่ และในกิจการบางกรณี จนทำให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนทั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะเรื่องของข้อยกเว้นพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ และรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการขยะมลพิษต่างๆ จนนาไปสู่การลุกขึ้นคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 คสช. ได้ออกคาสั่งที่ 9/2559 ตามมาอีก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 47 ของพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ซึ่งมีสาระสาคัญว่า “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ หรือกิจการด้านค้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นๆของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
หรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดาเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดาเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้ดาเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้”
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ มีความเห็นต่อการใช้อานาจพิเศษของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช.นี้ ดังนี้
1. คสช. ต้องระมัดระวังการใช้อานาจพิเศษตามมาตรา 44 โดยต้องคานึงถึงเจตนารมณ์เดิมที่กาหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะต้องยึดตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสาคัญ
2. การออกคาสั่งต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงตัวบทกฎหมาย ระเบียบการ หรือขั้นตอนปฏิบัติอันเป็นที่ยอมรับของสังคมที่มีอยู่เดิม และให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่ มิใช่เพื่อกลุ่มทุนใดบางกลุ่ม
3. ในคาสั่งนั้น ๆ ต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชน และต้องคานึงถึงการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
4. คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติต้องยกเลิกคาสั่งฉบับที่ 3 , 4 และคาสั่งที่ 9 เพราะขัดกับข้อเสนอดังกล่าวเบื้องต้นทั้ง 3 ข้อ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ยังยืนยันว่าการใช้อานาจดังกล่าว ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง โดย คำนึงถึงเจตนารมณ์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ต้องการให้เป็นไปเพื่อการปฏิรูป หรือเพื่อการสมานฉันท์ของคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง และไม่ควรใช้อานาจนี้เพื่อการประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่กลับสร้างความเดือนร้อนกับคนส่วนใหญ่
จากนี้ไป กป.อพช.ใต้ จะประสานภาคีเครือข่ายองค์กรนักพัฒนา รวมถึงเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากคาสั่งต่างๆนี้ให้มาพบกัน เพื่อมาร่วมกันกำหนดมาตรการการเคลื่อนไหว อันจะนาไปสู่การยกเลิกคาสั่งที่ 3 ,4 และคาสั่งที่ 9 อย่างถึงที่สุด และจะเฝ้าติดตามการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาล และของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติอย่างเข้มข้นต่อไป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
10 มีนาคม 2559
0000000
Pipob Udomittipong
“คสช. ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 โดยต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เดิมที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 และจะต้องยึดตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ” แถลงการณ์เอ็นจีโอใต้
เหมือนกำลังบอกว่า “พี่ ๆ ไหน ๆ จะข่มขืนหนูแล้ว พี่ช่วยทำแบบมีอารยะหน่อยนะ อย่าให้หนูเจ็บ อย่าให้หนูเป็นแผลแล้วกัน” นี่คือเอ็นจีโอไทยที่อับจนปัญญาในยุคปัจจุบัน หยุดแต่ไม่ยกเลิก คิดได้เท่านี้ก็เลียตีนทหารต่อไปเถอะ

แสดงความคิดเห็น