แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิมนุษยชน แสดงบทความทั้งหมด


16 องค์กรระหว่างประเทศร่วมเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัว “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ชี้การลงโทษจำคุกผิดหลักกฎหมายสากลที่ให้สิทธิในการแสดงออก
กลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ 16 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารและสิทธิในการสื่อสาร เช่นแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์ตีไฟ ไรทส์ ฮิวแมนไรทส์ วอทช์ คณะกรรมการนิติศาสตร์สากลหรือไอซีเจ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน และอื่นๆ ได้ลงชื่อในแถลงการณ์เรียกร้องทางการไทยให้ปล่อยตัวนายสมยศ ซึ่งถูกลงโทษให้ต้องจำคุก 10 ปีด้วยข้อหาว่ามีความผิดตามมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในวันนี้นายสมยศอยู่ในเรือนจำมาแล้วห้าปี
แถลงการณ์ให้ข้อมูลว่า นายสมยศถูกจับเมื่อ 30 เม.ย. 2554 หลังจากที่เขาเริ่มรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อจะเสนอรัฐสภาให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ยังรวมไปถึงการที่นายสมยศปล่อยให้มีการตีพิมพ์บทความล้อเลียนสองชิ้นในระหว่างที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin แม้ว่างานดังกล่าวจะเป็นของผู้อื่น ในต้นปี 2556 ศาลพิพากษาให้จำคุกเขาเป็นเวลา 10 ปี และศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แถลงการณ์ของกลุ่มองค์กรต่างๆระบุว่า การลงโทษนายสมยศถือว่าขัดต่อหลักการสากล โดยเฉพาะข้อที่ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ที่กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Human Rights Committee ยังลงความเห็นด้วยว่า การคุมขังด้วยการลงโทษไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับโทษหมิ่นประมาท
แถลงการณ์ของกลุ่มองค์กรต่างประเทศให้ข้อมูลด้วยว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติได้เคยแนะนำไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯมาตรา 112 มิให้มีใจความที่ “กำกวมและกว้างเกินไป” เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นยังได้เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวคนที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก
แถลงการณ์ที่ออกมาในโอกาสครบรอบห้าปีของการอยู่ในเรือนจำของนายสมยศระบุว่า นอกจากกลุ่มผู้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์จะเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนายสมยศ จ่ายเงินชดเชยและเยียวยาจากการที่ควบคุมตัวเขา ยังได้ประณามความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมและรวมไปถึงการที่ศาลปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว แม้ว่าจะยื่นขอประกันตัวมาแล้วถึง 16 ครั้งก็ตาม โดยครั้งสุดท้ายคือเมื่อปลายปี 2557 แถลงการณ์นี้ให้ข้อมูลด้วยว่า นายสมยศเป็นหนึ่งในจำเลยในคดีนี้เพียงไม่กี่คนที่ไม่รับสารภาพและยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์


แม้คดีนั่งรถไฟไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ยังไม่ได้รับการตัดสิน แต่นักศึกษาหญิงจากรั้วแม่โดมที่ตกเป็นจำเลยกลับถูกนำตัวไปยังทัณฑสถานและถูกคุกคามไม่ต่างจากนักโทษคนอื่น จนทำให้ตั้งคำถามถึงสิทธิของผู้ต้องขังในเรือนจำไทย
หลังจากถูกควบคุมตัวไม่ถึง 6 ชั่วโมงที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม แต่ 'กรกนก คำตา' จำเลยคดีนั่งรถไฟไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ ก็ตระหนักถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเรือนจำไทย ไม่ว่าจะเป็นการถูกดำเนินการดั่งนักโทษ ทั้งที่ศาลยังไม่ตัดสินและอยู่ระหว่างรอการปล่อยตัวเพื่อสู้คดี การถูกบังคับให้เปลือยกายภายใต้ผ้าถุงหนึ่งผืนท่ามกลางสายตานับร้อย การตรวจภายในเพื่อค้นหายาเสพติด จนทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นี้ตัดสินใจออกมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้
โดยหลังจากเกิดเหตุ 'ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ' ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้เผยว่าการตรวจค้นร่างกายเป็นระเบียบปฏิบัติของเรือนจำ ไม่ว่าผู้ต้องขังจะอยู่ระหว่างพิจารณาคดีหรือศาลตัดสินแล้วก็ตาม พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ แต่จะทบทวนการตรวจค้นด้วยเครื่องสแกนร่างกายต่อไป ซึ่งผู้เสียหายสามารถร้องเรียนไปที่กระทรวงยุติธรรมได้ 
เช่นเดียวกับ 'วัส ติงสมิตร' ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เผยว่าสามารถร้องเรียนได้ทาง กสม. ซึ่งจะส่งหนังสือไปให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่ต่อไป
โดยในปี 2556 มีผลวิจัยของสมาคมนักวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เผยว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงสูงสุดในโลก นับเป็นร้อยละ 68.2 ต่อประชากรแสนคน โดยในเดือนเมษายน 2559 มีผู้หญิงต้องราชทัณฑ์เกือบ 44,000 คน
      
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีนักเคลื่อนไหวสตรีถูกส่งตัวเข้าเรือนจำแล้วจำนวนไม่น้อย เช่น 'จิตรา คชเดช' อดีตปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ออกมาเปิดเผยการคุกคามในเรือนจำหลังต้องใช้ชีวิตในทัณฑสถานหญิงกลาง 5 ชั่วโมง จากการไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียก คสช. เพราะติดธุระอยู่ต่างประเทศ
      
'ชลธิชา แจ้งเร็ว' หนึ่งใน 14 นักศึกษาที่ถูกจองจำ 13 วัน หลังฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
รวมถึง 'ภรณ์ทิพย์ มั่นคง' ผู้ต้องหาคดี 112 ที่ร่วมแสดงละครเวที 'เจ้าสาวหมาป่า' ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ซึ่งต้องโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558
แม้จะมีผู้ต้องขังหญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกคุมขัง แต่กลับมีน้อยคนที่จะรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้ ซึ่งเสียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเป็นไปในเรือนจำถือเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ระบบเรือนจำไทยสามารถพัฒนาคนในสังคมได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม

source ;_ 
http://news.voicetv.co.th/thailand/357645.html


บีบีซีไทย - BBC Thai

รายงานสิทธิมนุษยชนสหรัฐฯ ชี้ไทยยังจำกัดเสรีภาพพลเมือง ละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริบทของการก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ประจำปี พ.ศ. 2558 ซึ่งนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และรายงานของรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรเอกชนทั่วโลก ระหว่างเดือน ต.ค.2557-ก.ย.2558 โดยในส่วนของไทยบ่งชี้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ทั้งการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ขณะที่ คสช.ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านมาตรา 44 ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งยังพบเจ้าหน้าที่มีส่วนในการสังหารและซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกควบคุมตัว และนักโทษ

รายงานชี้ว่าปัญหาที่เรื้อรังที่สุดคือการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุของกองกำลังความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และกองกำลังอาสาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง การซ้อมและทรมานผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องโทษ รวมถึงการคุกคามข่มขู่ครอบครัวของผู้ต้องสงสัย ขณะที่กลุ่มก่อเหตุในจังหวัดชายแดนใต้มีส่วนใช้กำลังทำร้ายและละเมิดสิทธิมนุษยชนของพลเรือนในพื้นที่เช่นกัน

นอกจากนี้ยังพบปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นอื่นๆ ได้แก่ การจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ สภาพของเรือนจำที่ย่ำแย่และแออัด รัฐไม่สามารถปกป้องกลุ่มบุคคลที่มีความอ่อนแอ มีการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อสตรี การค้าบริการทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ค้ามนุษย์ เลือกปฏิบัติต่อบุคคลพิการ ชนกลุ่มน้อย ชนเผ่า แรงงานข้ามชาติ แรงงานเด็ก รวมถึงการจำกัดสิทธิแรงงานทั่วไป ทั้งยังพบเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องและตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีค้ามนุษย์และละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อพยชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศด้วย

แม้บางครั้งจะมีการจับกุมและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีการลงโทษหรือไล่ออก แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการละเว้นไม่ดำเนินคดียังมีอยู่เป็นจำนวนมาก และถือเป็นปัญหาที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ขณะที่การประกาศใช้ มาตรา 44 ตามคำสั่งของ คสช. ช่วยคุ้มครองแกนนำรัฐประหารและผู้ใต้บังคับบัญชาจากการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร โดยไม่คำถึงความชอบด้วยกฎหมาย

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐมีปัญหาการทุจริตและไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ แม้จะมีการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดีจำนำข้าว แต่สมาชิก คสช.กลับได้รับการยกเว้น ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ‪#‎สิทธิมนุษยชน‬
ขับเคลื่อนโดย Blogger.