บางความตายถูกกลบฝังให้หลงลืม

Posted: 31 Oct 2016 06:44 AM PDT


ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตัวเลขการการอัตวินิบาตกรรมของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งรวบรวมเอาไว้โดยศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติ อยู่ที่ 3,612 คน และดูทิศทางที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเลขล่าสุดของปี 2558 ระบุว่ามีคนไทยฆ่าตัวตายไปแล้วทั้งสิ้น 4,205 คน

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าสังคมไทยให้คุณค่ากับการฆ่าตัวตายไว้ว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าสังคมไทยยังมองเห็นการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมอยู่หรือไม่ เรายังมองเห็นว่าการฆ่าตัวตายคือการกระทำของคนขี้ขลาดเพื่อหนีปัญหาอยู่เปล่า แต่สำหรับผม ผมเลิกคิดว่าการฆ่าตัวตาย หรืออัตวินิบาตกรรมคือความขี้ขลาดไปตั้งนานแล้ว หลังจากที่เริ่มสนใจการเมือง และพบกับเรื่องของชายที่ชื่อ "นวมทอง ไพรวัลย์" เพราะเขาฆ่าตัวตายเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คมช. พันเอก อัคร ทิพโรจน์ ที่บอกว่า

"ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

ในคืนวันที่ 31 ต.ค. 2549 บริเวณสะพานลอย ถนนวิภาวดี ด้านหน้าสำนักงานสำนักพิมพ์ไทยรัฐ ชายชราวัย 60 ปี ตัดสินแขวนคอตายบริเวณนั้น พร้อมใส่เสื้อยึดสีดำ ด้านหลังของเสื้อมีข้อความประโยคหนึ่งของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา หนึ่งในนักเขียนคนสำคัญของสังคมไทย ที่เขียนว่า

"อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน"

ส่วนด้านหน้าเป็นบทกวีของ รวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
"ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน"

เขาใส่เสื้อดำตัวนี้ในวันที่แขวนคอ พร้อมกับทิ้งจดหมายลาตายที่เขียนด้วยลายมือตัวเองไว้หนึ่งฉบับ

ประโยคแรกในจดหมายฉบับนั้นเขียนไว้ว่า

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค. ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

นั่นคือคำพูดของชายชราที่ก่อนหน้านี้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการขับรถแท็กซี่ชนกับรถถัง แต่ถึงที่สุดการกระทำครั้งนั้นมอบผลลัพธ์ให้เขาได้เพียงแค่ บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก เขาเคยบอกว่าหลังจากที่รักษาตัวเสร็จจะกลับมาทำมาหากินขับรถแท็กซี่อีกครั้ง และจะไม่ก่อวีรกรรมอีก แต่กลับพบคำให้สัมภาษณ์สื่อของรองโฆษก คปค. เสียก่อน...

สำหรับผมนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องขี้ขลาด แต่มันคือความกล้าหาญเสียมากกว่า ไม่รู้ว่ามาจนถึงวันนี้ผ่านไปแล้ว 10 ปี ยังมีใครจดจำชายที่ชื่อ นวมทอง ได้อยู่ไหม เพราะในสังคมที่ปกครองโดยผู้นำเผด็จการ บางความตายมักถูกกลบฝังให้หลงลืม โดยเฉพาะกับความตายของสามัญชน

และช่วงสุดท้ายของจดหมายลาตายของนวมทอง เขาเขียนเอาไว้ว่า “สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ผมรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูกอยู่เหมือนกัน ที่ผ่านมาแล้ว 10 ปี เราติดอยู่กับปัญหาเดิมๆ โดยที่ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย ซ้ำหนักเรากำลังถอยหลังไปไกล ไกลเสียจนเราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย หรือทั้งหมดนี้คือร่องรอยแห้งเหือดในหัวใจของผู้ปกครอง

ปณิธาน เมฆาวงษ์
หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่

31 ตุลาคม 2559




หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่เพจเฟซบุ๊ก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่


สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: นิยายสงครามโลกครั้งที่สาม

Posted: 31 Oct 2016 07:12 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้การกระจายข่าวอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ว่า สงครามโลกครั้งที่สาม กำลังจะเกิดขึ้น เช่น มีการเผยแพร่ข่าวว่า สหรัฐฯได้ปรับระดับการเตือนภัยสงครามไปอยู่ในระดับที่ตึงครียด เตรียมพร้อมรบในสงครามนิวเคลียร์กับรัสเซีย อีกด้านหนึ่งก็แพร่ข่าวว่า วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ประกาศต่อสหรัฐอเมริกาว่า “ถ้าสหรัฐฯ ต้องการสงคราม เราก็พร้อมจะทำสงครามทุกที่” อีกทั้งยังมีการนำเสนอว่า รัฐบาลรัสเซียได้มีการสั่งการให้ประชาชนตระเตรียมในกรณีที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว และยังมีอีกแหล่งข่าวหนึ่งก็เสนอว่า จีนพร้อมจะร่วมมือกับรัสเซีย และมีการเตรียมรับสงครามนิวเคลียร์เช่นกัน

ประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจที่เพิ่มทวีขึ้นมีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะมักจะมีการอธิบายกันว่า อเมริกาและรัสเซียขัดแย้งกันหนักจากการสนับสนุนคนละฝ่ายในสงครามซีเรีย ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการเสนอข่าวว่า มีอีก 30 ประเทศที่พร้อมจะสนับสนุนรัสเซียหากเกิดสงคราม กรณีนี้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อสื่อกระแสหลักของไทย เช่นไทยรัฐออนไลน์ในวันที่ 16 ตุลาคม ก็ออกข่าวพาดหัวว่า “ซีเรียชนวนระเบิด เตือนสงครามโลกเกิดขึ้นได้ภายใน 30 วินาที” และข่าวลักษณะนี้ก็มีการแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง

การสร้างกระแสเรื่องนี้ ได้สร้างความตระหนกตื่นเต้นให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตหลังยุคสงครามเย็น เพราะถ้าเกิดสงครามระหว่างมหาประเทศ โลกทั้งหมดคงจะล่มสลาย จากการที่มหาประเทศทั้งสาม คือ สหรัฐ รัสเซีย และ จีน ต่างก็ยังคงมีอาวุธนิวเคลียร์เหลืออยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ในประวัติศาสตร์ การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เพิ่งมีเพียง 2 ลูก ที่สหรัฐฯ นำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก็เห็นภาพของความเสียหายเหลือคณานับ และยังเป็นบทเรียนสำคัญมาถึงปัจจุบัน

แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ปัญหาสำคัญของข่าวที่นำเสนอก็คือ โดยมากจะเป็นการอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ชัดเจน จากสำนักข่าวที่ไม่เป็นที่คุ้นเคย หรือไม่ก็อ้างจากหนังสือพิมพ์ประเภทแทบลอยด์ในโลกตะวันตก ไม่เคยปรากฏว่าเป็นทีท่าที่เป็นทางการทั้งทางฝ่ายรัฐบาลสหรัฐ รัสเซีย หรือ จีน ยิ่งกว่านั้น เนื้อข่าวบางเรื่องก็เป็นเพียงข้อวิเคราะห์ทางการเมืองที่ขัดกับข้อเท็จจริง เช่น รายชื่อ 30 ประเทศที่อ้างว่า พร้อมยืนข้างรัสเซียหากเกิดสงครามโลก มีชื่อของทั้งจีนและไต้หวัน และมีชื่อของสิงคโปร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้

ย้อนหลังกลับไปยุคสงครามเย็น ที่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำฝ่ายโลกเสรี มีความเป็นปฏิปักษ์กับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นประเทศนำฝ่ายคอมมิวนิสต์ แล้วนำมาสู่การเผชิญหน้าด้านกำลังอาวุธ สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามตัวแทน จนก่อให้เกิดความวิตกเรื่องสงครามโลกครั้งที่สามหลายครั้ง โดยเฉพาะเป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเคยพิจารณาแผนการหลายแผนในการโจมตีสหภาพโซเวียตตั้งแต่ระยะต้นสงครามเย็น แต่แผนการเหล่านั้นก็ไม่มีการดำเนินการจริงเพราะไม่อาจจะประเมินศักยภาพในการตอบโต้และผลเสียหาย ยิ่งต่อมาฝ่ายสหภาพโซเวียตก็ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นเดียวกัน ทำให้แผนการโจมตีทางการทหารเป็นไปได้ยาก นโยบายที่ใช้จริง คือ การสกัดกั้น (containment policy) และการสร้างพันธมิตรเพื่อการปิดล้อมโซเวียต ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การจัดตั้งสนธิสัญญานาโต ซึ่งเป็นองค์กรสนธิสัญญาทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรตะวันตกเพื่อยับยั้งการคุกคามของโซเวียต

เหตุการณ์รุนแรงแรกสุดในสมัยสงครามเย็น คือ สงครามเกาหลีที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2493-2496 เพราะเป็นสงครามแรกและสงครามเดียว ที่นำเอาสหรัฐฯและฝ่ายตะวันตก มาสู้รบกับกองทัพจีนที่มีโซเวียตสนับสนุน จึงเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศหลายครั้ง แต่ในที่สุด สงครามเกาหลีก็ยุติด้วยการเจรจาสันติภาพ วิกฤตการณ์สงครามจึงผ่อนคลายลง

เหตุการณ์รุนแรงที่ใกล้สงครามมหาประเทศที่สุด คือ วิกฤตการณ์คิวบา พ.ศ.2505 ซึ่งสืบเนื่องจากการที่โซเวียตนำขีปนาวุธนิวเคลียร์มาติดตั้งในคิวบา วันที่ 15 ตุลาคม ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดีแห่งสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารปิดล้อมคิวบา แล้วยื่นคำขาดให้โซเวียตถอนขีปนาวุธทั้งหมด สถานการณ์โลกตึงเครียดอย่างที่สุด และนำสู่ความวิตกต่อสงครามเต็มรูปแบบของสองมหาอำนาจ แต่ในที่สุด ฝ่ายรัสเซียยอมผ่อนปรน ในวันที่ 28 ตุลาคม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง โดยโซเวียตยอมถอนขีปนาวุธนิวเคลียร์จากคิวบา และสหรัฐฯ ยอมถอนการปิดล้อมทางทะเล สถานการณ์เผชิญหน้าที่จะนำมาสู่สงครามโลกจึงผ่อนคลาย แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า เหตุการณ์นี้นำมาสู่การปลดตำแหน่งของนิกิตา ครุสชอฟ ผู้นำโซเวียตในปีต่อมา

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอล ซึ่งเรียกว่า สงครามยมคิปปูร์ ฝ่ายอาหรับที่นำโดยอียิปต์ได้รับชัยชนะช่วงต้นของการสู้รบ แต่ต่อมา อิสราเอลสามารถยับยั้งการบุกของฝ่ายอาหรับไว้ได้ ขณะนั้น สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯและโซเวียต ซึ่งสนับสนุนคนละฝ่ายในสงครามก็ตึงเครียดอย่างมาก ทั้งสองฝ่ายต่างสั่งเตรียมพร้อม แต่เหตุการณ์คลี่คลายจากการประกาศหยุดยิงในวันที่ 26 ตุลาคม

หลังจากโซเวียตบุกอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคม พ.ศ.2522 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตหมางเหมินกันอีกครั้ง ดังนั้น ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2526 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้เสนอโครงการยุทธวิธีป้องกันล่วงหน้า (The Strategic Defense Initiative - SDI) ซึ่งเป็นโครงการติดตั้งขีปนาวุธในอวกาศ เพื่อยิงทำลายล่วงหน้าในกรณีที่จะเกิดการโจมตีจากโซเวียต แต่ฝ่ายโซเวียตเห็นว่า โครงการนี้เป็นการคุกคามความมั่นคง เพราะเปิดทางให้โซเวียตถูกโจมตีได้ทุกจุด

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดเหล่านี้ลดลงหมด หลังจากคอมมิวนิสต์ล่มสลายเมื่อ พ.ศ.2532 แล้วนำมาสู่การยุติสงครามเย็น ทำให้โลกอยู่ในภาวะความปลอดภัยจากสงครามใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนเป็นการแข่งขันกันทางการค้าและการลงทุน แม้ว่าจะเกิดปัญหาสงครามเฉพาะแห่งเช่นในซีเรีย แต่ยังไม่มีเหตุผลและวิกฤตเพียงพอ ที่มหาประเทศจะทำลายบรรยากาศตลาดโลกาภิวัตน์แบบปัจจุบัน แล้วเปิดฉากทำสงครามล้างโลกกัน

พูดใหม่ว่า เรื่องข่าวลือสงครามโลก เป็นได้เพียงพล็อตเรื่องของนวนิยายแฟนตาซีเรื่องหนึ่งเท่านั้น หรือถ้าเกิดขึ้นจริงก็คงต้องช่างมัน เพราะจะไม่มีใครได้อยู่ดูผลของสงคราม



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 587 วันที่ 22 ตุลาคม 2559

คสช. คาดมีการสร้างกลไกราคาข้าวเทียม เพื่อหวังผลทางการการเมือง

Posted: 31 Oct 2016 07:30 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


31 ต.ค. 2559 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า การประชุมสำนักเลขาธิการคสช.ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชากาตทหารบก ในฐานะเลขาธิการคสช.เป็นประธานในวันนี้(31 ต.ค.) ได้หารือเรื่องการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ว่า ขณะนี้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้เข้าช่วยขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาลหลายโครงการ ได้แก่ โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2559/2560 โดยมอบเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรตามโครงการไปแล้วใน 7 จังหวัดภาคอีสาน

รองโฆษกคสช. กล่าวว่า กอ.รส.ยังช่วยอำนวยความสะดวกการเปิดปิดโกดังคลังสินค้ากลางขององค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อตรวจนับข้าวคงเหลือในโกดัง รวมถึงพบปะประชาชนเพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาได้รับทราบความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาราคาข้าว ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขผ่านกลไกของภาครัฐ

“จากสภาพการณ์ในขณะนี้ อาจมองได้ว่าปัญหาราคาข้าวในปัจจุบันมีความไม่ปกติ อาจเกิดจากหลายปัจจัย รวมทั้งอาจมีกระบวนการสร้างกลไกราคาเทียมซ้ำเติมเกษตรกร เพื่อหวังผลทางการการเมือง ซึ่งคสช.โดย กกล.รส จะตรวจสอบและรับฟังข้อมูลจากเกษตรกรในทุกพื้นที่ รวมทั้งร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงตรวจสอบการรับซื้อข้าวของโรงสีในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเสนอเป็นข้อมูลให้รัฐบาลนำไปพิจารณาบริหารจัดการในปัญหาที่เกิดขึ้นโดยด่วนต่อไป” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

ทั้งนี้ วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และได้ตั้งประเด็นนี้ในที่ประชุมด้วยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิมีปัญหา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ประเด็น คือ 1. การปรับโครงสร้างการเกษตรที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ยังมีปัญหาอยู่ยังทำไม่ได้ 100% ก็จะทำให้เกิดปัญหาอย่างแน่นอน 2. การเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่ ร่วมกับโรงสีบางโรงสี ในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจทั้งระบบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)



ที่มา สำนักข่าวไทย


กรธ. ห้ามคนเคยถูกศาลชี้ว่าทุจริตเป็น กรรมการบริหารพรรคการเมือง

Posted: 31 Oct 2016 07:36 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประธาน กรธ. เผย กำหนดคุณสมบัติกรรมการบริหารพรรคการเมือง เท่าคุณสมบัติส.ส. ห้ามคนที่เคยถูกศาลชี้ว่าทุจริต เป็น และเมื่อกฏหมายมีผล จะทำให้กก.บห.ที่ขาดคุณสมบัติต้องพ้นจากตำแหน่งไป

31 ต.ค. 2559 สำนักข่าวไทย รายงานว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เปิดเผยว่า กรธ.อยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งได้ข้อยุติแล้วหลายเรื่อง โดยมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ในเรื่องคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่กำหนดคุณสมบัติเหมือนกับ ส.ส. ห้ามผู้กระทำการทุจริตเป็นกรรมการบริหารพรรค ดังนั้นหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะมีผลให้กรรมการบริหารพรรคที่ขาดคุณสมบัติจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

ประธานกรธ. กล่าวว่า กรธ.ยังมีแนวคิดเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการสรรหาที่พรรคตั้งขึ้น หากมีความเห็นไม่ตรงกัน ต้องงดส่งผู้สมัครในเขตดังกล่าว หรือต้องเรียกประชุมใหญ่เพื่อมีมติร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบที่เกิดขึ้นใหม่ มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพรรค กรธ.จึงต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อน และ คสช.จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมด้วย

มีชัย ยังกล่าวถึงการปรับแก้คำปรารภร่างรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ต้องรอให้คณะรัฐมนตรีส่งเรื่องมาถึง กรธ.ก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการนำเข้า ครม.วันพรุ่งนี้ (1 พ.ย.) โดย กรธ.จะปรับแก้ไขเพียงเว้นจุดไข่ปลาว่างไว้ สำหรับการเติมชื่อและวันที่

มีชัย ยังชี้แจงกรณีที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับให้ราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญไม่มีคำว่า กลไกตลาดแม้แต่คำเดียว ซึ่งคนเป็นผู้แทนไม่ควรพูดเท็จเช่นนี้ พร้อมเตรียมกำหนดมาตรการป้องกันและห้าม ส.ส.พูดเท็จ หรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ

รมว.พาณิชย์ยันขายข้าวออนไลน์ไม่ต้องจดทะเบียน

Posted: 31 Oct 2016 09:59 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


31 ต.ค. 2559 กรณีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่ชาวนาจะนำแนวคิดการค้าข้าวออนไลน์มาเป็นกลไกทางการตลาดเพิ่มเติมและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบในการจดทะเบียนการค้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไรนั้น

ล่าสุด อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าออนไลน์ ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่าสามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเกษตรกรที่ต้องการขายข้าว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เนื่องจากไม่เข้าตามคำนิยามของ “ผู้ประกอบพาณิชยกิจ” หมายถึง การประกอบการค้าขายเป็นอาชีพปกติ ประกอบกับประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 93 ยกเว้นการจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับพาณิชยกิจของกลุ่มเกษตรกรด้วย

“หากเกษตรกรต้องการขายข้าวเองทางออนไลน์ ซึ่งปกติการค้าขายทางออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่เนื่องจากการขายข้าวของเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรไม่เข้านิยามตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ จึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เช่นกัน” อภิรดี กล่าว

อภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีให้การสนับสนุนและส่งเสริมชาวนาและกลุ่มชาวนาในการค้าข้าวผ่านระบบอี-คอมเมอร์ซ โดยมีหลายหน่วยงานของกระทรวงที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหลักสูตรพัฒนาความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจทำการค้าออนไลน์อยู่แล้ว รวมทั้งยังมีระบบสนับสนุนที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องรู้ เช่น ระบบการชำระเงิน ระบบโลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการสินค้า เป็นต้น รวมทั้งยินดีร่วมมือกับกลุ่มหรือสถาบันต่าง ๆ ที่แสดงความจำนงจะช่วยเหลือเกษตรกรเกี่ยวกับการค้าออนไลน์ เพื่อให้การช่วยเหลือลักษณะบูรณาการภายใต้แนวทางประชารัฐ ซึ่งจะส่งผลให้การขยายช่องทางการตลาดการค้าข้าวให้แก่ชาวนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน



ที่มา สำนักข่าวไทย

ผลสำรวจชี้ คนในอังกฤษเลี่ยงที่จะคุยกับคนพิการเพราะไม่รู้จะทำตัวยังไง

Posted: 31 Oct 2016 10:51 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


เผยคนไม่พิการร้อยละ 34 หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับคนพิการเพราะไม่เข้าใจ ด้านเว็บไซต์สโคปแนะให้ปฏิบัติตัวต่อคนพิการอย่าง ‘ปกติ’ โดยไม่ต้องยกให้สูงหรือสงสาร-เห็นใจ


1 พ.ย. 2559 เว็บไซต์ดิอินดิเพนเดนท์รายงาน ผลสำรวจจากเว็บไซต์สโคป (Scope) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานเกี่ยวกับคนพิการ ระบุว่าคนทั่วไปที่ไม่พิการ จากหลากหลายช่วงอายุในอังกฤษร้อยละ 34 หลีกเลี่ยงที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนพิการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนพิการมักถูกนำเสนอออกมาในภาพของยอดมนุษย์ อย่างนักกีฬาพาราลิมปิก ผู้ซึ่งทำให้คนต้องหลั่งน้ำตากับเรื่องราวที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ หรือนำเสนอในภาพของลูกแกะตัวน้อยที่น่าสงสาร หรือไม่ก็กลายเป็นคนที่ได้เปรียบผู้อื่นเสมอด้วยการได้รับสิทธิพิเศษ

เจมส์ มัวร์ ผู้เขียนรายงานเรื่องนี้ในดิอินดิเพนเดนท์ตั้งคำถามว่า จะมีนักกีฬาพาราลิมปิกสักกี่คนที่ใช้ชีวิตอย่างปกติกับครอบครัวทันทีหลังจากกลับจากการแข่งขันกีฬาที่ริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เพราะโดยทั่วไปแล้วพวกเขามักได้รับการยกยอให้สูงกว่าปกติ ดังเช่นที่ถูกเรียกว่า ยอดมนุษย์พาราลิมปิกแห่งสหราชอาณาจักร

สโคป ได้เปิดเผยผลงานวิจัยซึ่งทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่สาม อย่างแคมเปญรณรงค์ “ยุติความอึดอัด” (End the Awkward) โดยพบว่าสองในห้าของผู้พิการอายุระหว่าง 18-34 ปี นั้นปิดบังความบกพร่องของตนเอง เพราะต้องการหลีกเลี่ยงทัศนคติที่คนอื่นมองว่า น่าสงสารและถูกผูกติดอยู่กับความยุ่งยาก

คนไม่พิการร้อยละ 34 กล่าวว่า พวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนพิการ พนักงานบริการหลายคนเลือกที่จะไม่บริการคนพิการด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่สามารถเข้าใจคนพิการได้

นอกจากนี้ เหตุผลของผู้ตอบแบบสอบถามยังมีมากมายหลากหลาย บ้างก็ว่าพวกเขามักเผลอบอกให้เพื่อนที่พิการทางการได้ยินรับโทรศัพท์ บ้างก็กลัวว่าจะคุยกับคนพิการด้วยความสงสาร อีกทั้งกลัวว่าจะทำให้คนพิการน้อยใจและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากคำถามที่ไม่ระมัดระวัง

“ถ้าพวกเขาเหล่านั้นได้เห็นผม คุยกับเพื่อนนักกีฬาบาสเกตบอลพิการ พวกเขาน่าจะเปลี่ยนความคิดได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนพิการก็เพียงแต่ต้องการการพูดคุยที่ปกติเหมือนคนทั่วไปเท่านั้น” เจมส์ มัวร์ ผู้เขียนกล่าว

เขาเล่าว่า บ่อยครั้งเมื่อไปสระว่ายน้ำชุมชน เขามักได้ยินการพูดถึงช่องว่ายน้ำ ‘พิเศษ’ ซึ่งเป็นช่องว่ายช้าสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ คนแก่และคนพิการมักถูกแนะนำให้ใช้ช่องนี้เมื่อต้องการว่ายน้ำ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อคนพิการไม่ได้ว่ายอยู่ในช่องพิเศษนั้น และดันว่ายชนเข้ากับชายอีกคนที่ว่ายช้ากว่า นั่นก็อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วชายคนนั้นควรจะไปอยู่ในช่องพิเศษแทนหรือไม่ หรือไม่ควรมีช่องพิเศษตั้งแต่แรก โดยเขาหวังว่า การเลี่ยงที่จะพูดคุยหรือการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ดี ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนไม่พิการที่จะมองคนพิการอย่างคน ‘ธรรมดา’ ตราบใดที่ชุดความคิดของสังคมในวงกว้าง และทัศนคติเชิงวัฒนธรรมยังหล่อหลอมให้เชื่อแบบนั้น

เขาเสนอว่า การทำให้ชุดความคิดเหล่านี้หายไป ต้องเริ่มจากทำให้คนพิการกล้าแสดงความพิการของตัวเอง ไม่ต้องปกปิดและแอบซ่อนตัวเองอยู่ในบ้าน รวมทั้งคนไม่พิการเองก็ควรที่จะปฏิบัติต่อคนพิการอย่าง ‘ปกติ’ และพยายามดึงคนพิการกลับสู่ความเป็นปกติ นอกจากนี้ต้องเพิ่มบทบาทของคนพิการในสื่อชนิดต่างๆ หรือในแวดวงอื่น นอกเหนือจากเรื่องพาราลิมปิก ซึ่งจะทำให้ตัวคนพิการเองเกิดความมั่นใจและสบายใจมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตโดยไม่รู้สึกเคอะเขินและแปลกแยก

ทั้งนี้เว็บไซต์สโคปแนะนำวิธีพูดคุยกับคนพิการโดยไม่เคอะเขิน โดยส่วนหนึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อพูดคุยกับคนพิการ ดังเช่นคำถามที่กำลังจะกล่าวถึงนี้

“ฉันจะเรียกคุณว่าอะไรดี” เพราะคนพิการแต่ละคนมีความพิการที่แตกต่างกันเหมือนกับคนทั่วไป การค่อยๆ เรียนรู้และทำความรู้จักจะช่วยให้รู้จักคนพิการคนนั้นดีมากขึ้น แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักความพิการในขณะนั้น ก็อาจถามไปว่า ‘ฉันจะกล่าวถึงความพิการของคุณได้อย่างไร’

พูดว่า “ไปเดินเล่นกันเถอะ” กับคนนั่งวีลแชร์ได้หรือไม่ แน่นอนว่ามันค่อนข้างตลก แต่ไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรง การพูดแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาด้วยความเคยชินและก็เป็นเรื่องหายากมากเช่นกัน ที่คนพิการจะพูดว่า “ไปปั่นวีลแชร์เล่นกันเถอะ”

“คุณกล้าหาญ สร้างแรงบันดาลใจและฉลาดมาก” หลายคนมักพูดคำเหล่านี้เมื่อเจอคนพิการเพราะมองว่า คนพิการนั้นต้องพบปัญหาและอุปสรรคมากกว่าคนไม่พิการ แต่การพูดเช่นนี้ทำให้คนพิการรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยกยอเกินจริงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาก็สามารถมีชีวิตที่คล่องแคล่วได้เหมือนกับทุกคนโดยไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร รวมทั้งมีคนพิการอีกหลายคนที่อาจพูดถึงความพิการอย่างเป็นกันเอง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงเขาอยากให้คนอื่นพูดเช่นนั้น หรือเป็นสิ่งที่ควรพูดกับคนพิการคนอื่น


นอกจากนี้ในเว็บไซต์ยังได้ทำไกด์ไลน์สำหรับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานกับคนพิการ เช่น

‘การแสดงออกที่เกินจริง’ คนทุกคนชอบที่จะได้รับการต้อนรับที่ดีเมื่อเข้าทำงาน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำตัวเฟรนลี่เกินเหตุเมื่อพบเจอคนพิการ ควรปฏิบัติกับคนพิการเหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

‘พูดคุยไม่ถูกคน’ พูดคุยกับคนพิการโดยตรง แทนที่จะพูดกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นหรือล่าม

‘เมื่อมีคำถาม’ ค่อยๆ เรียนรู้คำตอบเหล่านั้นไปขณะทำงาน เพราะบางคำถามอาจทำให้คนพิการอึดอัดใจที่จะตอบต่อหน้าคนอื่นในที่ทำงาน

‘สังสรรค์’ ต้องแน่ใจว่า ได้ชวนเพื่อนร่วมงานที่พิการ รวมทั้งสถานที่ที่ชวนไปจะต้องเข้าถึงได้สำหรับพวกเขาด้วย

‘ปัญหาการสื่อสาร’ หลายคนมีปัญหาการสื่อสารกับคนพิการ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติ คนไม่พิการสามารถถามย้ำในเรื่องที่ตนเองไม่เข้าใจ รวมทั้งอาจหาวิธีอื่นในการพูดคุยเช่น เขียนบนกระดาษแทน และไม่ควรแกล้งทำเป็นเข้าใจหากมีเรื่องที่ไม่ได้เข้าใจจริงๆ

‘สิ่งอำนวยความสะดวก’ วิดีโอต่างๆจะต้องทำแคปชั่นเพื่อผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน การจัดสถานที่ที่เอื้อต่อการเคลื่อนที่ของผู้ใช้วีลแชร์ รวมทั้งหากมีชั้นวางของ ก็จะต้องอยู่ในระนาบที่ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเอื้อมถึงด้วย



แปลและเรียบเรียงจาก
Do you avoid talking to disabled people like me because it’s awkward? Here’s an idea: try harder
End the Awkward: talking about disability
End the Awkward: at work

อนุสรณ์ ธรรมใจ แนะ 12 ข้อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำและนโยบายภาคเกษตร

Posted: 31 Oct 2016 12:04 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

ระบุการใช้เม็ดเงินในโครงการจำนำยุ้งฉาง 2.4 หมื่นล้านบาทโดยจำนำตันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทนั้นจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำและความเดือดร้อนของชาวนาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แนะนำให้ใช้วิธีการแทรกแซงราคาโดยตรงด้วยการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาจะมีประสิทธิภาพมากกว่า ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ราคาข้าวสารที่บริโภคและราคาข้าวส่งออกไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนัก ส่วนต่างตรงนี้ไม่ตกถึงมือคนส่วนใหญ่ โครงสร้างตลาดไม่มีการแข่งขันดีนัก ชี้มาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้ พร้อม 12 ข้อแนะทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำและภาคเกษตรกรรม รวมทั้งข้อเท็จจริงพัฒนาการนโยบายข้าวไทย


อนุสรณ์ ธรรมใจ (คนกลาง ที่มาแฟ้มภาพประชาไท)

31 ต.ค. 2559 รายงานข่าวจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ระบุว่า เมื่อเวลา 16.30 น. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง การใช้เม็ดเงินในโครงการจำนำยุ้งฉาง 2.4 หมื่นล้านบาทโดยจำนำตันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทนั้นจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำและความเดือดร้อนของชาวนาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แนะนำให้ใช้วิธีการแทรกแซงราคาโดยตรงด้วยการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาจะมีประสิทธิภาพมากกว่า รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนชาวนาจัดตั้งบริษัทหรือสหกรณ์เพื่อการเกษตรในการเพิ่มอำนาจต่อรองในโครงสร้างตลาดและโครงสร้างการผลิต เพราะขณะนี้ ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ราคาข้าวสารที่บริโภคและราคาข้าวส่งออกไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนัก ส่วนต่างตรงนี้ไม่ตกถึงมือคนส่วนใหญ่ โครงสร้างตลาดไม่มีการแข่งขันดีนัก มีอำนาจผูกขาดของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ แต่รัฐบาลไม่ควรเข้าไปผูกขาดตลาดเองเพราะจะสร้างปัญหาไม่ต่างกันหรืออาจจะแย่กว่า จึงขอให้ “รัฐบาล” ศึกษาหามาตรการในการปรับโครงสร้างส่วนนี้ให้ดีขึ้นก็จะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณและภาระทางการคลัง

นโยบายแทรกแซงราคาหรือพยุงราคา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรับจำนำ นโยบายประกันราคาก็ตาม รัฐบาลควรนำมาใช้ระยะหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาหรือเกษตรกรเมื่อราคาพืชผลตกต่ำและผันผวนเท่านั้น ที่สำคัญ รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับจำนำเสียใหม่ ไม่ให้กลายเป็น การผูกขาดการค้าข้าวโดยรัฐบาล หรือ ตั้งราคาจำนำสูงเกินกว่าราคาตลาดมากๆ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณราคาที่บิดเบือน ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวเกินพอดีเกินศักยภาพและเบียดบังพื้นที่เพาะปลูกพืชผลประเภทอื่น การแทรกแซงราคาที่ฝืนกลไกตลาดไม่สามารถทำได้ในระยะเวลานานๆเพราะจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบตลาด ระบบการผลิตและฐานะทางการคลังของรัฐบาล และไม่สามารถสร้างรายได้หรือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาหรือเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้ หลังจากที่รายได้เกษตรกรมีความมั่นคงด้วยการจำนำข้าวแล้ว ก็มุ่งไปที่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มอำนาจของเกษตรกรในโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างการตลาด

อนุสรณ์ คาดการณ์อีกว่า ราคาข้าวและราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ตกต่ำจะทำให้กำลังซื้อในภาคชนบทชะลอตัวลง ส่งผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางจังหวัด อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกที่กระเตื้องขึ้น ภาคท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่องจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3% โดยจีดีพีไตรมาสสามน่าจะเติบโตสูงสุด ส่วนไตรมาสสี่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสสาม
12 ข้อเสนอในเรื่องนโยบายภาคเกษตรและแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

โดย ดร.อนุสรณ์ ได้ข้อเสนอในเรื่องนโยบายภาคเกษตรและแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังต่อไปนี้


ข้อแรก ต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิรูประบบข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตร กำหนดเพดานการถือครองที่ดินอย่างเหมาะสม กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดิน จัดตั้งกองทุนที่ดินเพื่อเกษตรกร รวมทั้งการพลักดันให้มีการเก็บภาษีที่ดินเพื่อกระตุ้นให้นำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการผลิต

ข้อสอง ไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่อ ไตรลักษณะของภาคเกษตรกรรมของไทย อันประกอบด้วย เกษตรดั้งเดิม เกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เกษตรอินทรีย์ทางเลือก ในขณะที่โลกเผชิญความท้าทายทางด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน

ข้อสาม ใช้ เทคโนโลยี การบริหารจัดการความรู้ เพื่อ เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตร (ข้าวหรือสินค้าเกษตรอื่นๆ)

ข้อสี่ เพิ่มรายได้เกษตรกรด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มสวัสดิการให้ชาวนาและเกษตรกร

ข้อห้า ทะยอยลดระดับการแทรกแซงราคาลง (แต่ต้องไม่ยกเลิกทันที) โดยนำระบบประกันภัยพืชผลและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาแทนที่ ทำให้ “ไทย” เป็นศูนย์กลางของตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรของภูมิภาค

ข้อหก พัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร

ข้อเจ็ด จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจจากการเปิดเสรีภายใต้ WTO, FTA, AEC

ข้อแปด ส่งเสริมการขยายฐานในรูป Offshore Farming เกษตรพันธะสัญญาโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV

ข้อเก้า การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ ครัวของ

ข้อสิบ จัดให้มีตลาดสินค้าเกษตรให้มากและหลากหลายและพัฒนาไทยสู่โลก รัฐควรลดบทบาทแทรกแซงกลไกตลาดสินค้าเกษตรลง ลดการบิดเบือนกลไกราคาการเป็น “ครัวของโลก” และทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยของโลก

ข้อสิบเอ็ด ทำให้ ชาวนาหรือเกษตรกรทั้งหลายเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้นปล่อยสินเชื่อถึงเกษตรกรโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง โรงสี หรือ บริษัทค้าปัจจัยการผลิตทั้งหลาย บูรณาการการบริหารจัดการกองทุนที่เกี่ยวกับการแก้ไขหนี้สินเกษตรกรให้เป็นเอกภาพและเร่งรัดแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

ข้อสิบสอง นำนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาดำเนินการจนกว่าราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้นระดับหนึ่งและยกเลิกนโยบายแจกเงินให้ชาวนาเนื่องจากเป็นมาตรการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สิ้นเปลืองและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรนอกจากบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวนาในระยะสั้นมากๆ เพราะเงิน 1,000 บาทใช้ไม่เกินสามวันก็หมดแล้ว นอกจากนี้การกำหนดมาตรการแบบนี้อยู่บนฐานคิดแบบสังคมสังเคราะห์และส่งเสริมวัฒนธรรมอุปถัมภ์อันไม่ได้ทำให้ชาวนาเข้มแข็งขึ้นในระยะยาวและยังเป็นการทำให้ประชาธิปไตยฐานรากอ่อนแอลงด้วย

อนุสรณ์ ระบุอีกว่า เรายังต้องเตรียมตัวรับมือกับข้อตกลงการเปิดเสรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (CEPT-ทำข้อตกลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536) และข้อตกลง ATIGA ต่อข้าวไทย เช่น การปรับลดภาษี ไทยลดภาษีศุลกากรในสินค้าข้าวให้เหลือ 0% ตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆได้จัดข้าวอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีการอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) จึงค่อยทยอยลดภาษี ประเด็นเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เราทำข้อตกลงเอาไว้เรื่องมีผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตข้าวในประเทศไทย เราจึงต้องมีมาตรการรับมือเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมข้าวและประเทศโดยรวม
แทรกแซงราคาสินค้า-จำนำข้าว เครื่องมือหนึ่งในการลดความไม่เป็นธรรม

อนุสรณ์ กล่าวว่า มาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรและการรับจำนำข้าวเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาตกต่ำของราคาสินค้าเกษตรและราคาข้าวได้รวดเร็วที่สุด ต้องยอมรับภาระทางการคลังหรือการเกิดหนี้เนื่องจากการแทรกแซงหากเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน เม็ดเงินที่ใช้ไปไม่ใช่ความเสียหายต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ต้องจ่าย เป็นนโยบายควรนำกลับมาใช้ชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ซึ่งดีกว่าใช้วิธีแจกเงินให้เกษตรกรต่อไร่หรือจำนำยุ้งฉาง นโยบายรับจำนำข้าวย่อมดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินต่อไร่ให้เกษตรกรหรือจำนำยุ้งฉาง การรับจำนำ รัฐบาลยังมีสต๊อคข้าว อย่างไรก็ตาม แผนการรับจำนำครั้งใหม่ต้องทบทวนจุดอ่อนในอดีต เช่น ไม่รับจำนำในราคาสูงเกินราคาตลาดมากเกินไป ไม่รับจำนำทุกเมล็ด แยกรับจำนำข้าวในราคาตามระดับคุณภาพ ตรวจสอบขั้นตอนการรับจำนำให้โปร่งใสและลดการรั่วไหลทุจริต เป็นต้น ต้องบริหารจัดการระบายข้าวในสต็อคของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเพื่อให้ได้สภาพคล่องมาชำระหนี้ชาวนาและทำให้เกิดภาระทางการคลังให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจต่อระบบสถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้หรือชำระเงินให้ชาวนาที่ถือใบประทวน โดยสถาบันการเงินสามารถนำใบประทวนซึ่งเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันมารับเงินจากรัฐบาลได้ต่อไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการศึกษาทบทวนปัญหาและข้อผิดพลาดจากนโยบายรับจำนำข้าวเพื่อนำมาสู่การพิจารณาว่า จะปรับปรุงนโยบายรับจำนำข้าวอย่างไรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หลุดพ้นจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ นโยบายรับจำนำข้าวที่ผ่านมาได้ทำให้ชาวนายากจนจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.45 แสนราย ได้รับเงินจำนำข้าวเฉลี่ยรายละ 94,579 บาท และชาวนาระดับกลางและรายได้สูงไม่ต่ำกว่า 2.69 แสนราย ได้รับเงินจำนำข้าวเฉลี่ยรายละ 405,937 บาท นอกจากนี้ยังทำให้ชาวนาบางรายที่มีที่ดินขนาดนา 100 ไร่ขึ้นไปมีรายได้ปีละ 2-3 ล้านบาท หรือ ชาวนาที่มีที่ดินขนาดใหญ่จะได้รายได้เฉลี่ย 4-6.6 แสนบาทต่อปี ด้วยระดับรายได้แบบนี้จึงทำให้ภาคเกษตรกรรมไทยเติบโตและขยายตัวได้อย่างมั่นคงต่อไป

รายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวนาอย่างชัดเจนจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาจำนวนมากดีขึ้น ลดปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและทำให้ประชาธิปไตยฐานรากเข้มแข็งขึ้น ประชาธิปไตยรากฐานเข้มแข็งจากฐานะทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองที่มากขึ้นไม่น้อยหลุดพ้นจากกับดักความยากจน นอกจากนี้การทำให้ “ผู้คนในภาคเกษตรกรรม” มีรายได้สูงขึ้นเท่ากับเป็นการสกัดกั้นการอพยพย้ายถิ่นของชาวชนบท และ รักษาสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งลดปัญหาสังคมและความแออัดของเมืองใหญ่

สต็อกข้าวของรัฐบาลที่สะสมเพิ่มขึ้นจากการรับจำนำต้องบริหารจัดการให้ดี (จำนวนนี้สามารถนำมาเป็นอาหารสำรองทางยุทธศาสตร์จากการขาดแคลนอาหารในอนาคตจากภาวะโลกร้อนได้แต่ต้องมีระบบเก็บรักษาคุณภาพดีๆ) การมีสะต๊อกจำนวนมากขึ้นจะทำให้การระบายข้าวบริหารยากขึ้น เมื่อปล่อยข้าวออกมาในตลาดจะกดราคาในตลาดให้ปรับตัวลดลง รัฐบาลก็จะขาดทุนเพิ่มเติมอีก ส่วนการเก็บข้าวไว้รอให้ราคาตลาดโลกสูงขึ้นค่อยทยอยขาย รัฐก็ต้องมีระบบการจัดเก็บสะต๊อกข้าวที่ได้มาตรฐาน รายละเอียดของนโยบายรับจำนำบางส่วนต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อปิดจุดที่จะสร้างปัญหาและลดการรั่วไหล การทุจริตนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลอมใบประทวน การนำข้าวมาเวียนเทียนสะต๊อกลม การสวมสิทธิ ตลอดจน การใช้บริษัทในเครือข่ายรับซื้อข้าวจากรัฐบาล จึงขอเสนอให้ “รัฐบาล คสช” ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้ดี
พัฒนาการนโยบายข้าวไทย

อนุสรณ์ ได้อธิบายถึงพัฒนาการนโยบายข้าวไทยด้วยว่า การค้าขายข้าวในอดีตก่อนที่จะเริ่มมีนโยบายรับจำนำข้าวตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรมนั้น เป็นตลาดที่ชาวนาในฐานะผู้ผลิตจะไปขายข้าวในพื้นที่ใกล้แหล่งผลิต เช่น ท่าข้าว ตลาดกลาง สหกรณ์การเกษตร และโรงสี ปัจจัยที่กำหนดการตัดสินใจขายข้าวให้กับแหล่งใดนั้นขึ้นอยู่กับราคาที่ให้และต้นทุนขนส่งจากนา (ระยะทางจากนาข้าวถึงแหล่งรับซื้อ) จากนั้นข้าวจะถูกแปรรูปเป็นข้าวสารเพื่อขายต่อไปยังนายหน้าหรือหยง พ่อค้าในประเทศและผู้ส่งออกข้าว แล้วจะมีเครือข่ายของผู้รับซื้อในต่างประเทศ ต่อมา เมื่อมีการใช้นโยบายรับจำนำข้าวต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรมจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีเว้นระยะช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ใช้นโยบายประกันราคาได้ทำให้โครงสร้างตลาดของข้าวค่อยๆเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อใช้นโยบายรับจำนำแทรกแซงราคาแบบตั้งเป้าหมายราคายิ่งทำให้โครงสร้างตลาดแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ให้ประเทศมาตั้งแต่หลังสนธิเบาว์ริง แต่ทำไมชาวนาผู้ผลิตข้าวจึงเป็นกลุ่มคนที่ยังยากจนที่สุด เวลานี้ มีประชากรในภาคเกษตรประมาณ 6.8 ล้านคนยังอยู่อย่างยากจน ต้องมีความผิดปรกติในโครงสร้างตลาดอย่างแน่นอน ตลาดข้าวดูเหมือนเป็นตลาดเสรีแต่ไม่เป็นธรรม รัฐจึงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่การแทรกแซงโดยรัฐในหลายกรณีก็ไม่มีประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยการทุจริตรั่วไหลที่ควบคุมไม่ได้

ประกอบกับ ชาวนาต้องเผชิญกับสภาวะทางธรรมชาติและอากาศที่ไม่แน่นอน อย่างปีนี้ก็เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง การปลูกข้าวหรือพืชเกษตรอื่นๆที่ยังต้องอาศัยธรรมชาติเป็นด้านหลักจากการที่ระบบชลประทานยังไม่ได้มาตรฐานดีพอ ดีพอที่จะปลูกข้าวหรือพืชเกษตรต่างๆโดยไม่ต้องรอความเมตตาจากฟ้าฝน ปัญหาของข้าวไทยและพืชเกษตรบางตัวมีไล่เรียง ตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ งบวิจัยพัฒนาการผลิตข้าวและพืชเกษตรน้อย ระบบชลประทานไม่ครอบคลุม (67% ปลูกข้าวนอกเขตชลประทาน – ข้อมูลปี 2554) เกษตรกรและชาวนาลดลงเพราะไม่มีความมั่นคงทางด้านอาชีพและรายได้ เป็นต้น

นโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวนั้นเป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้มาอย่างยาวนานหลายรัฐบาลหลังจากมาตรการกีดกันการส่งออกและเก็บค่าพรีเมียมข้าวได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 โดยนโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรนี้มุ่งแก้ไขและบรรเทาปัญหาผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรต่อเกษตรกร ภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

โครงการรับจำนำในหลายรัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด รัฐบาลได้มีบทบาทมาชี้นำตลาดมากขึ้นตามลำดับ ชาวนาส่วนใหญ่ขายข้าวผ่านโครงการรับจำนำทำให้ธุรกิจท่าข้าวและตลาดกลางข้าวซบเซา

ช่วงห้าหกทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมของไทยได้มีพัฒนาการไปจากเดิมมาก โดยในช่วงปี พ.ศ. 2500 นั้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีเกือบร้อยละ 40 มาจากภาคเกษตรกรรม มีประชากรอยู่ 27 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 80 ขณะที่ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมจากภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ หนึ่งล้านล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 11 ของจีดีพี โดยมีคนไทยหนึ่งในสามอยู่ในภาคเกษตรกรรม ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา แรงงานภาคเกษตรกรรมในชนบทหลั่งไหลสู่อุตสาหกรรมและภาคบริการ ผลจากการหลั่งไหลออกนอกภาคเกษตรกรรมเพราะภาคเกษตรกรรมมีรายได้ต่ำและไม่แน่นอน และในที่สุดประเทศไทยก็ขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวในการทำงาน ผลผลิตต่อไร่ของการปลูกข้าวในไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศร้อยละ 60 อาศัยน้ำฝนและปีนี้ (พ.ศ. 2558) ก็เผชิญภัยแล้งอย่างหนัก ทำให้ผลผลิตในปีนี้ออกมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก ผลผลิตต่อไร่ของไทยต่ำมากเพียง 338 กิโลกรัมต่อไร่ แม้นกระทั่งผลผลิตต่อไร่ในพื้นที่ชลประทานของข้าวไทยเองก็ต่ำกว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของอาเซียนและโลก

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 สมัยรัฐบาลเปรมได้มีการรับจำนำข้าวตันละ 2,500-2,700 บาท เวลานั้นชาวนาส่วนใหญ่ยังมีที่ดินของตัวเอง รัฐบาลได้วางกฎเกณฑ์ในกฎหมายเช่านาให้สัญญาเช่าเป็นแบบ 6 ปีโดยให้จ่ายค่าเช่ารายปีเป็นหลักประกันให้ชาวนาในการประกอบอาชีพ มีการดำเนินนโยบายรับจำนำต่อในสมัยรัฐบาลชาติชายโดยที่ราคาข้าวขยับขึ้นมาจำนำที่ประมาณต้นละ 3,000 กว่าบาท ช่วงนั้นเศรษฐกิจขยายตัวสูงมาก ราคาที่ดินขยับตัวขึ้นสูงมากจนกระทั่งชาวนาและเกษตรกรจำนวนไม่น้อยตัดสินใจขายที่ดินของตัวเองออกมา และ ผืนนาหรือสวนเกษตรต่างๆถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานอุตสาหกรรม ต่อมาในยุครัฐบาลชวน รัฐบาลบรรหารและรัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยังคงรับจำนำข้าวผ่านกลไก องค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีคณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข) กำกับดูแลนโยบายภาพรวม บางรัฐบาลรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจนั่งประธาน กนข สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตัวนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง

ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2554 ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยก็ต่ำสุดในกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวหลักๆของโลกแล้ว แต่ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยไม่มีปัญหาและการส่งออกข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างปี พ.ศ. 2520-2554 ปริมาณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 2.2 แสนตัน ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกและความร่ำรวยจากการส่งออกจึงเป็นผลมาจากการขูดรีดผลประโยชน์ส่วนเกินจากผู้ผลิต คือ ชาวนา เมื่อชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงจากราคารับจำนำจึงทำให้ปริมาณการส่งออกข้าวลดลงหลังใช้นโยบายรับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อเกวียน สิ่งที่สะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกเป็นผลจากกลยุทธด้านราคาเป็นหลักและต้องกดราคาข้าวในประเทศให้ต่ำ ผู้ผลิตชาวนาจึงได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์จากแรงงานของตัวเองไม่มากนัก หากการส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้นหรือความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นต้องเกิดจาก การลงทุนปรับปรุงพันธุ์ข้าว การเพิ่มผลผลิตต่อไร่และการลดต้นทุน เป็นต้น

ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำในปัจจุบันทำให้ภาคเกษตรกรรมหดตัวลงและไม่อยู่ในสภาพที่จะดูดซับแรงงานชนบทได้ ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวค่อยๆถอยห่างจากชนบทและภาคเกษตรกรรมเพื่อหนีความไม่มั่นคงทางด้านรายได้และความยากจน ลูกหลานเกษตรกรไม่อยากเป็นเกษตรกรอีกต่อไป ภาวะดังกล่าวมีความจำเป็นต้องมีมาตรการหรือนโยบายเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรด้วยการแทรกแซงราคาโดยรัฐ ในกรณีของพืชผลเกษตรอย่างเช่น ข้าว ต้องจำเป็นต้องรับจำนำในราคาสูงเพื่อรักษาพื้นที่การผลิตข้าวเอาไว้ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวและพืชผลอื่นๆอย่างรุนแรงมาก มีความจำเป็นต้องสร้างระบบชลประทานทั่วถึงและทันสมัย ลงทุนทางด้านวิจัยและพัฒนาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร

ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจรุนแรง จึงจำเป็นต้องใช้นโยบายเชิงรุกด้วยการรับจำนำข้าวในราคาสูง จึงแก้ปัญหาได้รวดเร็วและแน่นอนย่อมมีผลกระทบบางด้านเกิดขึ้นและอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีแนวทางแตกต่างหรือผู้เสียผลประโยชน์

การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมไทยถือว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับรุนแรงมากๆเนื่องจากกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มที่ถือครองที่ดินต่ำสุด 20% ล่างสุดมากถึง 325 เท่า นอกจากนี้กลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกนี้ยังถือครองที่ดินคิดเป็น 80% กว่า และ คนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศนี้ 10% แรกถือครองที่ดินเกือบ 90% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้จากผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคหรือการกระจายการถือครองที่ดินสูงถึง 0.89 การที่ค่า Gini Coefficient มีค่าสูงเกือบ 0.9 สะท้อนถึงความไม่ธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง

ขับเคลื่อนโดย Blogger.