Posted: 29 Nov 2017 05:10 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ซีอีโอ 63% ทั่วโลกกังวหาลูกจ้างตรงกับตำแหน่งงานยาก ที่สหรัฐฯ แม้จะมีตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้นเท่าแต่พบเกิดการจ้างงานไม่ถึงครึ่ง ไทยขาดแรงงานทักษะสูงส่งผลแข่งขันกับต่างประเทศลำบาก งานวิจัยชี้ตลาดแรงงานไทยต้องการคนจบวิชาชีพมากกว่าปริญญาตรี


ที่มาภาพประกอบ: pexels.com (CC0 License)

แม้ตลาดแรงงานโลกจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้มีตำแหน่งงานว่างจำนวนมากขึ้นเปิดรองรับผู้ว่างงาน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบต้องประสบกลับเป็นการที่ไม่สามารถหาคนที่มีทักษะทำงานได้ในตามตรงตำแหน่งที่ต้องการได้ หรือที่เรียกว่าช่องว่างทักษะ (skills gap) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่ออกมาสู่ตลาดแรงงานทั่วโลก เมื่อลักษณะการทำงานงานที่เปลี่ยนไป ระบบการศึกษาหรือการฝึกอาชีพที่ทำมีอาจไม่สามารถสร้างทักษะอาชีพที่จำเป็นต่อการทำงานได้

ช่องว่างทักษะปัญหาคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

ปัญหาช่องว่างทักษะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาให้เห็นในทั่วทุกมุมโลก จากการสำรวจ Talent Challenge: Adapting to growth ประจำปี 2560 จัดทำโดยบริษัทตรวจสอบบัญชี PWC ที่ทำการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและซีอีโอ (CEO) กว่า 1,300 ราย ใน 68 ประเทศ พบว่าร้อยละ 63 มีความกังวลเกี่ยวกับการแคลนลูกจ้างที่มีทักษะตรงกับประเภทงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่อยู่ที่ร้อยละ 51 แม้ผู้บริหารร้อยละ 50 จะเผยว่ามีแนวโน้มจะมีการจ้างงานเพิ่มในรอบอีก 1 ปีภายหน้า

ในปัจจุบันอัตราการว่างงานของคนวัยหนุ่มสาวพุ่งสูงขึ้น แต่พร้อมกันนั้นกับมีผู้ประกอบการไม่สามารถหาคนเข้าไปเติมในตำแหน่งงานที่ว่างลงได้ ด้วยปัญหาที่คนหนุ่มสาวนั้นไม่มีทักษะฝีมือตรงกับตำแหน่งงาน หรือที่เรียกกันว่า ‘ช่องว่างทักษะ’ จาการสำรวจบริษัทในสหภาพยุโรปพบว่าร้อยละ 50 ต้องเจอปัญหาในการรับคนที่มีการศึกษาสูงเข้าทำงาน ซึ่งปัญหานั้นไม่ได้เป็นเรื่องของคุณสมบัติแต่เป็นปัญหาการขาดทักษะการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ

ปัญหาใหญ่ในอเมริกา

เช่นเดียวกันพื้นที่อื่น ๆ ในโลก สหรัฐอเมริกาที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หลังจะวิกฤตครั้งใหญ่ผ่านพ้นไป โดยตลาดแรงงานได้ขยายตัวขึ้น ในปี 2559 มีตำแหน่งงานเพิ่มมากขึ้นปะประวัติการณ์ ทำให้มีอัตราคนว่างงานต่อตำแหน่งงานที่เปิดอยู่ที่ 1.5 คน ต่อ 1 ตำแหน่งงาน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 2553 อยู่ที่อยู่ที่ 5 คนต่อ 1 ตำแหน่ง โดยในเดือน มี.ค. 2559 นั้นจากการสำรวจของ Job Openings and Labor Turnover Survey พบว่าในช่วงดังกล่าวมีตำแหน่งงานว่างมากถึง 5.757 ล้านตำแหน่ง แต่ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าในขณะที่มีการเปิดตำแหน่งงานใหม่เพิ่มมากขึ้น แต่อัตราการจ้างงานกับสูงขึ้นไม่ถึงครึ่งของตำแหน่งงานที่เปิด ทำให้เห็นว่าไม่มีแรงงานที่มีทักษะมากพอที่สามารถจะเติมเข้าไปในตำแหน่งงานที่ว่างลงได้ ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ประกอบการสามารถหาคนเข้ามาทำงานแทนที่ในตำแหน่งที่ว่างลงนานขึ้นเป็น 26 วัน ในปี 2559 จาก 23 วัน ในปี 2547

สมาพันธ์การค้าเสรีแห่งชาติ (National Federation of Independent Business : NFIB) เผยว่าธุรกิจขนาดเล็กร้อยละ 45 ไม่สามารถ หาลูกจ้างในตำแหน่งงานที่กำลังเปิดใหม่ได้ โดยประเภทงานที่ขาดแคลนที่สุดจะเป็นงานค่าจ้างระดับกลาง เช่น พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ส่งผลให้เป็นตัวแปรในการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

มีการคาดการว่าอีก 3 ปี ข้างหน้าสหรัฐฯ จะต้องการแรงงานฝีมือเพิ่มอีก 10 ล้านคน และในจำนวนนั้นจะมีตำแหน่งงานที่ไม่สามารถหาแรงงานเข้ามาเติมเต็มถึงร้อยละ 52 เนื่องจากคนรุ่นใหม่นั้นไม่มีทักษะการทำงานที่เข้ากับลักษณะงานที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน (ดูเพิ่มเติม: U.S. Skills Gap)

นอกจากนี้ในบทความ America has to close workforces skills gap ได้เสนอวิธีการลดช่องว่างทักษะ โดยการเพิ่มการเข้าถึงการฝึกทักษะในท้องถิ่นด้วยการให้ผู้นำด้านธุรกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น เช่น โรงเรียนไปจนถึงวิทยาลัยในพื้นที่ในการสร้างหลักสูตรที่สร้างทักษะตรงตามตำแหน่งงานที่เปิดรับ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรในชุมชนที่ต้องกระตุ้นเตือนให้คนเห็นถึงความสำคัญในการสร้างทักษะที่นำไปใช้ได้ในโลกปัจจุบัน

ไทยขาดแรงงานทักษะ คนจบปริญญาเสี่ยงตกงาน

ผลสำรวจ Talent Challenge: Adapting to growth ยังพบว่าผู้บริหารและซีอีโอในกลุ่มประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้อยละ 54 ให้ข้อมูลว่าจะมีจ้างงานเพิ่มมากในอีก 12 เดือนข้างหน้ามากที่สุดเป็นรองแค่กลุ่มประเทศตะวัน ร้อยละ 71 โดยกลุ่มธุรกิจที่ต้องการเพิ่มจำนวนพนักงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมประเภทธุรกิจบริการร้อยละ 51 ประกันภัยร้อยละ 49 และเทคโนโลยีร้อยละ 46 ส่วน ข้อมูลจากบริษัท PWC ประเทศไทย ระบุถึงสถานการณ์แรงงานไทยที่มีจำนวนอยู่ 38 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 10-15 เท่านั้นที่เป็นแรงงานทักษะสูง เมื่อตลาดแรงงานของโลกที่ขยายใหญ่ขึ้นทั่วโลกจะทำช่องว่างทักษะที่กว้างขึ้น บรรดาบริษัทข้ามชาติหลายแห่งหันมาหาบุคลากรหรือเด็กจบใหม่จากจีนและอินเดียเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะของไทยมีแนวโน้มขยายผลไปสู่การแย่งชิงบุคลากร อาจนำไปสู่การไหลออกของความการลงทุนที่ต้องการแรงงานเพิ่ม

จากรายงาน Human Capital Report 2016 ที่จัดทำโดย World Economic Forum พบว่าประเทศไทยที่มีสัดส่วนของแรงงานฝีมือเพียงร้อยละ 14.4 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมัน 43.3หรือสวีเดนที่สูงถึงร้อยละ 49.2 ส่วน งานวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงานในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม เผยว่าตลาดแรงงานไทยกำลังต้องการแรงงานที่จบศึกษาสายวิชาชีพที่มีทักษะในการทำงานจำนวนมากกว่ากลุ่มที่มีใบปริญญา ซึ่งแรงงานที่จบศึกษาสายวิชาชีพจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2559 ตกงานสูงถึง 1.79 แสนคน

Posted: 29 Nov 2017 05:53 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ยูนิเซฟ เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็กครั้งแรกในไทย มุ่งแก้ปัญหาการละเมิดเด็กและการกระทำรุนแรงต่อเด็กซึ่งเป็นปัญหาที่น่ากังวลในปัจจุบันและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น


เว็บไซต์ www.thaichildprotection.com

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย รายงานว่า เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็ก (Child Protection e-learning) ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งแก้ปัญหาการละเมิดเด็กและการกระทำรุนแรงต่อเด็กซึ่งเป็นปัญหาที่น่ากังวลในปัจจุบันและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ที่เว็บไซต์ www.thaichildprotection.com พัฒนาโดยสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ มุ่งเน้นให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาการละเมิดเด็กและการกระทำรุนแรงต่อเด็ก และให้และ พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก และผู้ปฏิบัติงานด้านคุ้มครองเด็กมีความรู้ความเข้าใจด้านการคุ้มครองเด็กมากขึ้น พร้อมมีทักษะในการป้องกันและรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่เด็กถูกกระทำรุนแรงหรือถูกละเมิด โดยหลักสูตรครอบคลุมสาระสำคัญหลายด้าน เช่น สภาพปัญหาในปัจจุบัน จิตวิทยาและการเลี้ยงดูเด็ก สาเหตุและผลกระทบของความรุนแรงต่อเด็ก การเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง มาตรการ กลไกและข้อกฎหมายในการคุ้มครองเด็ก รวมถึงการฟื้นฟูเด็กและครอบครัว

องค์การยูนิเซฟฯ รายงานว่า ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า มีเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงซึ่งเข้ามารับบริการในศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Center – OSCC) มากถึง 11,000 คนในปี 2558 หรือคิดเป็น 30คนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ โดยส่วนใหญ่ถูกกระทำโดยบุคคลใกล้ชิดที่เด็กรู้จัก

โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในประเทศไทย ทุกๆ ชั่วโมง มีเด็กอย่างน้อย 1 คนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกทำร้ายหรือถูกล่วงละเมิด ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงอาจมากกว่านี้อีก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และต้องเร่งแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป เราทุกคนล้วนมีบทบาทในการจัดการกับปัญหานี้ โดยเราต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง และรู้วิธีปกป้องคุ้มครองเด็กเด็กจากการถูกละเมิดหรือถูกทำร้าย เริ่มตั้งแต่การสังเกตสัญญาณผิดปกติ การรายงานแจ้งเหตุ ไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เด็กถูกละเมิดหรือถูกทำร้าย โดยทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ”

ดาวิน กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน สถานศึกษาของไทยยังไม่มีหลักสูตรเฉพาะด้านการคุ้มครองเด็ก ดังนั้น หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็ก จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้คนในสังคมและผู้ปฎิบัติงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงความรู้และยกระดับการทำงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในเวลาที่สะดวกสำหรับผู้เรียน มีเทคนิคในการนำเสนอที่น่าสนใจ และผ่านการประมวลและคิดร่วมกันจากบทเรียนและประสบการณ์ของนักวิชาชีพสาขาต่าง ๆ

รายงานข่าวระบุอีว่า หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็ก ประกอบด้วย 11 หัวข้อหลัก ที่สามารถเลือกเรียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ระดับพื้นฐาน (สำหรับประชาชนทั่วไป) ระดับกลาง (สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลเด็ก) และระดับสูง (สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็ก) ในแต่ละบทจะมีการประเมินผลก่อนและหลังเรียน โดยผู้ที่ผ่านการประเมิน จะได้รับใบประกาศรับรอง ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตสามารถนำใบประกาศรับรองการผ่านหลักสูตรนี้เสนอต่อสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เพื่อนับหน่วยคะแนนในการต่ออายุใบอนุญาตวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ได้ หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็กถูกพัฒนาขี้นมาในช่วงเวลาที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้การเห็นชอบเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการสร้างความเข้มแข็งของคนและกลไกรอบตัวเด็ก

Posted: 29 Nov 2017 07:11 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)


ชื่อหลัก: การปฏิวัติที่ถูกตัดตอน
ชื่อรอง: ชาวนา นักศึกษา กฎหมายและความรุนแรงในภาคเหนือของไทย
ชื่ออังกฤษ: Revolution Interrupted


นี่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดของ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Tyrell Harberkorn) นักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนาน ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

มันเป็นหนังสือที่แปลงมาจากวิทยานิพนธ์ของเธอที่ลงพื้นที่เชียงใหม่ช่วงปี 2544-2551 เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2517 หลังประชาธิปไตยเบ่งบานจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไทเรลศึกษาขบวนการชาวนาอันใหญ่โตมโหฬารนี้ (สมาชิก 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ) ทั้งจากเอกสารราชการ-หนังสือพิมพ์ในหอจดหมายเหตุ เอกสารประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล และประวัติศาสตร์บอกเล่า (oral history) ผ่านการสัมภาษณ์อดีตนักศึกษานักกิจกรรม 19 คน ชาวนา 7 คนที่ร่วมยุคสมัย

หลังหนังสือออกได้ไม่นาน มีการจัดเสวนาที่คณรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักวิชาการประวัติศาสตร์อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาเป็นผู้ร่วมอภิปราย



ทั้งนี้ ขบวนการชาวนาเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องกับรัฐเรื่องการจัดสรรที่ทำกิน กฎหมายควบคุมค่าเช่านาซึ่งยุคนั้นชาวนาต้องแบ่งผลผลิตกับเจ้าที่ดินคนละครึ่ง จนก่อเกิดเป็นสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย มีนักศึกษา นักกฎหมายเข้าร่วมขบวนจำนวนมาก และเพียงไม่นานก็เริ่มมีการสังหาร อุ้มหาย ผู้นำชาวนา สถิติช่วงปี 2517-2522 มีผู้ถูกสังหาร 33 คน บาดเจ็บสาหัส 8 คน และหายสาบสูญ 5 คน โดยไม่เคยมีการจับกุมลงโทษผู้กระทำผิดแม้แต่รายเดียว

ในการเสวนา นิธิเริ่มต้นว่าเขาเห็นเช่นเดียวกับผู้เขียนว่า ขบวนการชาวนาที่เคลื่อนไหวผลักดัน พ.ร.บ.การควบคุมการเช่านาในตอนนั้น นับได้ว่าเป็นการปฏิวัติของคนเล็กคนน้อย หลุดไปจากกรอบเดิมๆ ที่ว่าปฏิวัติต้องเป็นการยึดและเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ

"ชาวนาไร้ที่ดินเป็น 'กรรม' ทางการเมือง ไม่ได้เป็น 'ประธาน' มีคนมาบอกว่าเขาต้องเป็นยังไงตลอด ดังนั้น การเคลื่อนไหวของชาวนาไร้ที่ดินคือความพยายามเปลี่ยนแปลงจากกรรมทางเมือง มาเป็นประธานทางการเมือง เป็นความพยายามเปลี่ยนความสัมพันธ์กับชนชั้นนำ"

"การปฏิวัติในเล่มนี้คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ในความหมายแบบเหมา (Maoism) แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวเองกับผู้ปกครองรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ และอื่นๆ เต็มไปหมด"

"การปฏิวัติเพียงแต่ถูกขัดขวาง แต่มันยังไม่หมดไป มองปัจจุบัน เราจะเห็นคนเสื้อแดง ฐานะเขาอาจดีกว่าชาวนาไร้ที่ดินแยะ แต่ไม่เคยมีโอกาสเป็นประธานในทางการเมืองเช่นกัน การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในทัศนะผมชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติเพียงชะงักงันชั่วคราวและคนกลุ่มนี้พยายามเปลี่ยนความสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง"

"สิ่งที่ชนชั้นนำไทยใช้ ไม่ให้คนเล็กๆ ปรับความสัมพันธ์ได้คือ ใช้ความรุนแรง การบังคับเด็ดขาด เขาไม่มีวิธีอื่น เป็นอย่างนี้มาตลอด แต่มันก็ไม่เคยสำเร็จ"

นิธิอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ชนชั้นนำไทยนั้นไม่มีกลไกในการรักษาอภิสิทธิ์ของตนเองมากนัก เปรียบเทียบกับชนชั้นนำอังกฤษที่มีกลไกมากกว่ายืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้รัฐไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจายไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถช่วยกันคิดอย่างจริงจังได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับคนชั้นล่างแบบที่พวกเขาก็ไม่เสียหายมากนักและคนชั้นล่างก็พอรับได้

"ส่วนคนเล็กๆ ที่โดนเอาเปรียบก็ไม่เคยสามารถรวมตัวกันจัดองค์กรทางสังคมแบบใหม่ ที่ไม่ใช่สายสัมพันธ์แบบครอบครัวได้ ดังนั้น เวลาตั้งสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาขึ้นมา มันมีผลประโยชน์ร่วมกันชัดเจนและเข้มแข็งจริง มันน่าตกใจนะสำหรับคนชั้นนำ ในแง่นี้ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่โดยตัวของมันเองมันคุกคามชนชั้นนำไทยน้องๆ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเลยทีเดียว"

นอกจากนี้นิธิยังชี้ให้เห็นจุดเด่นของขบวนการชาวนาชาวไร่ในยุค 2517-2520 นั้นว่า เต็มไปด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารและกระจายการศึกษาอย่างถึงราก โดยเฉพาะข้อมูลและความสำคัญของกฎหมายการควบคุมค่าเช่านา และนี่เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันซึ่งมักเคลื่อนกันแต่เฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์จาก มช.ผู้ร่วมฟังอภิปรายได้ตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า การใช้คำว่า "ปฏิวัติ" นั้นเป็นสิ่งที่ชาวนาชาวไร่คิดเช่นนั้นแต่ต้นหรือไม่ หรือเป็นการนำวาทกรรมภายนอกเข้าไปทำความเข้าใจชาวบ้าน ไทเรลอธิบายว่า นี่เป็นการให้ความหมายของผู้เขียนเองเพื่อทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้อภิสิทธิ์ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ส่วนผู้มีส่วนร่วมในการต่อสู้นั้นไม่มีใครใช้คำนี้

ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระตั้งคำถามว่า ทำไมวิทยากรทั้งสองคนจึงหลีกเลี่ยงการพูดถึงอิทธิพลของลัทธิสังคมนิยมที่มีอิทธิพลกับนักศึกษายุคนั้นไม่ว่าจะรับมาโดยเข้าใจอย่างถูกต้องหรือไม่ก็ตามแต่มันน่าจะเป็นสาเหตุให้นักศึกษาลงไปเคลื่อนไหวกับชาวนาจำนวนมากและเหนียวแน่น ไทเรลกล่าวว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ไม่ได้สนใจชาวนาเนื่องจากเห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องระดับกฎหมายซึ่งไม่ใช่การปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ ขณะที่ขบวนการชาวนาก็ระมัดระวังไม่ใกล้ชิดกับ พคท. มากเกินไปเนื่องจากเป็นเป้าในการกวาดล้างของรัฐ อย่างไรก็ดี เราพบว่าปลายปี 2518 ผู้นำชาวนาและชาวนาจำนวนไม่น้อยเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. อาจด้วยอุดมการณ์ความเชื่อหรือเพื่อหนีการลอบสังหารที่เกิดขึ้นมากในช่วงนั้น เรื่องนี้น่าทำการศึกษาและทำวิทยานิพนธ์ได้อีกเล่ม

"ยังไงก็ตาม ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมีความหวัง ผมอายุขนาดนี้แล้วอาจไม่ทันได้เห็นอะไรดีๆ แต่ผมมั่นใจว่า 'มึง' ไม่รอดหรอกว่ะ" นิธิกล่าว

Posted: 29 Nov 2017 07:48 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เรือนจำ จ.สงขลาปล่อยตัว 15 แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว หลังศาลอนุญาตให้ใช้ ตำแหน่งอาจารย์ 6 คนประกันตัวได้ ขณะที่ยอดบริจาคสู้คดีทะลุ 5 แสนแล้ว






ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ หยุดถ่านหินสงขลา

29 พ.ย.2560 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานว่า ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่เรือนจำสงขลาได้ปล่อยตัวกลุ่มเครือข่ายชาวสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 15 คนออกมาจากเรือนจำ โดยทั้ง 15 คนสวมใส่เสื้อสีเขียวที่มีข้อความ "หยุดถ่านหินในประเทศไทย" โดยทันทีที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาทุกคนได้มายืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาก่อนร่วมกันประกาศอิสรภาพ

รายงานข่าวระบุด้วยว่า จากนั้นก็ได้เดินทางพบครอบครัวญาติและมวลชนประมาณ 100 คนที่เดินทางมาปักหลักรอรับตั้งแต่ช่วงเย็น ทุกคนต่างสวมกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ การได้อิสรภาพครั้งนี้ที่ศาลจังหวัดสงขลาอนุญาตให้ประกันตัว มีนักวิชาการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 6 คนใช้ตำแหน่งทางราชการเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นเรื่องขอประกันตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ต้องหาหลักทรัพย์ประกันคนละ 9 หมื่นบาทรวม 15 คน เป็นเงินกว่า 1.3 ล้านบาท อย่างไรก็ตามภายหลังได้รับการประกันตัวทุกคนต้องมารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 12 ธ.ค.นี้

เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเปิดเผยรายชื่ออาจารย์จำนวน 6 คนที่อาสาเป็นนายประกันใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวผู้ต้องหา ประกอบไปด้วย 1. เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี 2. สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี 3. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ 4. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ 5. สินาด ตรีวรรณไชย เศรษฐศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ และ 6. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ ม.ทักษิณ

ขณะที่ยอดเงินซึ่งมีการเปิดบัญชีเพื่อระดมทุนในการต่อสู่คดีในวันนี้ เมื่อเวลา 18.55 น. ยอดเงินทั้งสิ้น 577,024.98 บาท แล้ว

สำหรับ 15 คน ถูกจับกุมหลังจากพยายามฝ่าชุดควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่เพื่อไปยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรีที่เดินทางมาประชุมครม.สัญจรที่ จ.สงขลา โดยพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 15 คนไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดสงขลา ส่วนอีก 1 คนซึ่งเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี ส่งศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา โดยทนายความของแกนนำได้ยื่นเรื่องขอประกันตัว แต่ทางแกนนำ 15 คนไม่ได้รับการประกันตัว เนื่องจากพนักงานสอบสวนคัดค้าน รวมทั้งหลักทรัพย์ที่จะยื่นค้ำประกันแต่ไม่สามารถหาได้ทัน ทำให้ทั้งหมดถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำกลาง จ.สงขลา จนกระทั่งได้รับการประกันตัวในวันนี้ ส่วนเยาวชนชายอายุ 16 ปี ศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา กำหนดวงเงินหลักทรัพย์ประกันตัว 5,000 บาท

Posted: 29 Nov 2017 08:50 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

จามร ศรเพชรนรินทร์ ถูกคุมตัวที่ ตม. จ.กาญจนบุรี หลังเช็คแล้วมีหมายจับคดีร่วมกันบุกรุก เหตุขึ้นโดรนถ่ายภาพรณรงค์ปิดเหมือง จ.เลย ปี 58 เจ้าตัวระบุไม่ทราบมาก่อนว่ามีหมายจับ ขณะที่คดีศาลยกฟ้องไปแล้วเหตุไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นที่ดินของบริษัท


ภาพที่ จามร ขึ้นโดรนถ่ายกิจกรรมรณรงค์ปิดเหมือง จ.เลย เมื่อปี 2558 จนเป็นเหตุให้ถูกออกหมายจับ

29 พ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันนี้ จามร ศรเพชรนรินทร์ ผู้ทำสื่ออิสระด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่จุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนช่องทางบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีหมายจับคดีเกี่ยวกับพื้นที่เหมืองแร่เมืองเลย จ.เลย ในข้อหาร่วมกันบุกรุก จากกรณีถ่ายภาพกิจกรรมของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดในพื้นที่ ด้วยโดรน ตั้งแต่ปี 2558


จามร ศรเพชรนรินทร์ (ซ้าย)

รายงานข่าวเพิ่มเติม ระบุด้วยว่า จามร ต้องถูกคุมตัวที่ สภ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.วังสะพุง จ.เลยที่เป็นเจ้าของคดีมารับตัว อย่างน้อย 1 คืน

ศิริพร ฉายเพ็ชร นักกิจกรรมทางสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะถึงกรณีนี้ด้วยว่า ตำรวจอ้างว่ามีหมายจับคดีบุกรุกภูซำป่าบอน ตั้งแต่ปี 58-59 แต่เจ้าตัวไม่เคยได้รับแจ้งมาก่อน คดีที่ว่าคือคดีที่บริษัทเหมืองแร่ทุ่งคำเป็นโจทก์ฟ้องชาวบ้านข้อหาบุกรุกพื้นที่ของบริษัท ชื่อ ‘ภูซำป่าบอน’ โดยปักธงเขียวและเขียนข้อความ “ปิดเหมืองฟื้นฟู” แต่ศาลได้พิพากษายกฟ้องไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.2559 ด้วยบริษัทไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นที่ดินของบริษัทเนื่องจากพื้นที่ได้หมดอายุใบอนุญาตไปแล้ว

รายละเอียดบันทึกการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ :


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

Posted: 29 Nov 2017 09:56 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

อดีตนายทหารเชื้อสายโครแอต "สโลโบดัน ปราลจัก" ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หลังคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ ที่กรุงเฮก ตัดสินจำคุก 20 ปี ข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามช่วงสงครามกลางเมืองบอสเนียระหว่างปี 2535-2538 โดยจนถึงสิ้นปีนี้คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ นัดจำเลยฟังคำตัดสินคดีทั้งหมด 161 ราย


สโลโบดัน ปราลจัก ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หลังคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ ที่กรุงเฮก ตัดสินจำคุกเขา 20 ปี ข้อหาอาชญากรรมสงครามช่วงสงครามกลางเมืองบอสเนีย (ที่มา: ICTY)

30 พ.ย. 2560 อดีตนายทหารเชื้อสายโครแอต สโลโบดัน ปราลจัก (Slobodan Praljak) ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หลังคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ ที่กรุงเฮกตัดสินจำคุก 20 ปี ข้อหาอาชญากรรมสงครามช่วงสงครามกลางเมืองบอสเนีย

เดอะการ์เดียนอ้างรายงานของสถานีโทรทัศน์โครเอเชียว่า อดีตนายพลชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอต เสียชีวิตเมื่อวันพุธ (29 พ.ย.) หลังดื่มยาพิษที่บรรจุในขวดแก้วใบเล็ก ภายหลังทราบคำตัดสินของคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ไม่กี่วินาที ภายหลังคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย (ICTY) ซึ่งตั้งขึ้นตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2535 ได้อ่านพิพากษาจำคุก 20 ปี ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม เขาได้ตะโกนด้วยความโกรธว่า "ปราลจักไม่ใช่อาชญากร ผมขอปฏิเสธคำตัดสิน"

ปราลจักในวัย 72 ปี ได้ยกขวดใบเล็กๆ ขึ้นมาระดับริมฝีปากและดื่ม ท่ามกลางกล้องที่กำลังบันทึกภาพการพิพากษา "ผมเพิ่งดื่มยาพิษ" และเขากล่าวด้วยว่า "ผมไม่ใช่อาชญากรสงคราม ผมคัดค้านคำตัดสินนี้" ทั้งนี้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเฮก

เหตุการณ์อันไม่คาดหมายนี้เกิดขึ้นระหว่างผู้พิพากษาตัดสินคดีของอดีตผู้นำทางการเมืองและการทหารชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอต 6 ราย ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามหลังการล่มสลายของอดีตประเทศยูโกสลาเวีย

หลังจากที่เขาดื่มยาพิษ ผู้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาคือ คาร์เมล อากิอัส ได้สั่งให้ระงับกระบวนการพิจารณาคดีไว้ก่อน พร้อมกับปิดม่านในห้องพิจารณาคดี โดยไม่กี่นาทีเท่านั้นรถพยาบาลก็มาถึงภายนอกศาล โดยมีเฮลิคอปเตอร์บินเหนืออาคารด้วย

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กู้ชีพหลายคนเร่งเข้าไปในอาคารพร้อมอุปกรณ์กู้ชีพ หน่วยรักษาความปลอดภัยของศาลเข้ามาร้องขอให้รักษาความสงบและบอกว่าอดีตนายทหารชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอตผู้นี้ได้รับความดูแลด้านการแพทย์ตามที่จำเป็นทุกประการ
ข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมสงคราม


สภาพความเสียหายของเมืองมอสตาร์ ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ภาพถ่ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2540 (ที่มา: Cesar Rodriguez/Wikipeida/Public Domain)

ปราลจักถูกฟ้องในข้อหาเป็นผู้สั่งให้ทำลายสะพานในเมืองมอสตาร์ (Mostar) ที่สร้างในศตวรรษที่ 16 ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2536 โดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นเคยกล่าวว่า "สร้างความเสียหายอย่างไม่สมเหตุต่อพลเรือนชาวมุสลิม"

สะพานดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้นในสงคราม แม้ในเวลาต่อมาจะมีการบูรณะขึ้นใหม่ แต่เมืองมอสตาร์ก็ประสบความเสียหายร้ายแรงจากสงครามกลางเมืองโดยร้อยละ 80 ของเมืองในฝั่งตะวันออกได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ในการตัดสินของศาล ผู้พิพากษารับฟังในส่วนที่ปราลจักอุทธรณ์ โดยเขาระบุว่าในช่วงความขัดแย้ง สะพานดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางการทหารที่มีความชอบธรรม โดยในเว็บไซต์ส่วนตัวของเขา ยังมีการแสดงเอกสารชี้แจงของเขาอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้พิพากษาเองก็กลับคำตัดสินให้กับเขาบางส่วน แต่ปฏิเสธที่จะลดโทษของเขาทั้งหมด

องค์คณะผู้พิพากษาในชั้นอุทธรณ์กล่าวว่าจำเลยทั้ง 6 มีความผิดฐานมีส่วนร่วมในการลบล้างพลเรือนมุสลิมบอสเนีย นับเป็นอาชญากรรมที่หนักหนาและร้ายแรงอย่างมาก

โดยองค์คณะผู้พิพากษาตัดสินจำคุก 25 ปี ต่อจาดรันโก พรีลิค (Jadranko Prlić) อดีตนายกรัฐมนตรีของอดีตสาธารณรัฐโครเอเทียนแห่งเฮอร์เซก-บอสเนีย (Croatian Republic of Herzeg-Bosnia) ซึ่งเป็นรัฐที่พยายามก่อตั้งโดยชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอต

องค์คณะผู้พิพากษายังตัดสินจำคุก 20 ปี สำหรับอดีตรัฐมนตรีกลาโหม บรูโน สโตจิค (Bruno Stojić) ส่วนจำเลยอีก 3 คน ที่ศาลยังไม่ได้อ่านคำตัดสินคือ มินิวอจ เปตโควิค (Milivoj Petković) อายุ 68 ปี วาเลนทิน คอริค (Valentin Corić) อายุ 61 ปี และ เบริสลาฟ ปูสิค (Berislav Pušić) อายุ 65 ปี


สงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิต 1 แสนราย

สงครามที่เกิดขึ้นในบอสเนียระหว่างปี 2535-2538 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 แสนคน มีผู้อพยพกว่า 2.2 ล้านคน เริ่มต้นเป็นการต่อสู้กันระหว่างชาวบอสเนียเชื้อสายมุสลิม กับชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ และต่อมาก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างชาวบอสเนียเชื้อสายมุสลิม กับ ชาวบอสเนียเชื้อสายโครแอต หลังจากที่ความเป็นพันธมิตรระหว่างชนสองกลุ่มสิ้นสุดลง

คำตัดสินของคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ (ICTY) เมื่อวันพุธ เกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากมีคำตัดสินจำคุกตลอดชีวิต อดีตผู้บัญชาการทหารบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ รัตโค มลาดิค (Ratko Mladic) ซึ่งเป็นผู้มีความโหดร้ายในช่วงสงคราม ทำให้เขาได้ฉายาว่า "นักชำแหละแห่งบอสเนีย"

อย่างไรก็ตามสาธารณรัฐโครเอเทียนแห่งเฮอร์เซก-บอสเนีย ที่ได้รับการหนุนหลังโดยผู้นำชาตินิยมโครแอตอย่าง ฟรานโจ ทุดจแมน (Franjo Tudjman) ก็สิ้นสุดไปเมื่อปี 2539 หลังทำสัญญาสันติภาพสิ้นสุดสงคราม ประธานาธิบดีของรัฐคือ เมท โบบัน เสียชีวิตเมื่อปี 2540 ทุดจแมนเสียชีวิตเมื่อปี 2541 เหลือเพียง จาดรันโก พรีลิค เป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันพิพากษา

มิโรสลาฟ ทุดจแมน ลูกชายของอดีตผู้นำชาตินิยมโครแอตกล่าวว่า การกระทำของปราลจักเป็นผลสรุปที่สะท้อนจุดยืนทางศีลธรรมของเขา ที่ไม่ต้องการยอมรับคำตัดสินที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับทั้งความยุติธรรมหรือความเป็นจริง

ทั้งนี้คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ (ICTY) ฟ้องร้องพรีลิคและพวกมาตั้งแต่ปี 2547 พวกเขาทั้ง 6 มอบตัวกับโครเอเชีย ภายใต้แรงกดดันที่ต้องว่าตามคณะตุลาการฯ เพื่อแลกกับการที่โครเอเชียจะได้เข้าร่วมสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ภายหลังการล่มสลายของยูโกสลายเวียในปี 2534 และยุคสิ้นสุดสงครามกลางเมืองบอสเนียปี 2538 มีประเทศเกิดใหม่ประกอบด้วย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โครเอเชีย มาซิโดเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร สโลวีเนีย ส่วนคอซอวอ แยกตัวจากเซอร์เบียและประกาศเอกราชเมื่อปี 2551 แต่เซอร์เบียยังถือว่าคอซอวอเป็นจังหวัดปกครองพิเศษ

สำหรับคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย (ICTY) หรือ คณะตุลาการระหว่างประเทศเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ต้องรับผิดชอบในการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงซึ่งกระทำลงในดินแดนประเทศยูโกสลาเวียเดิมตั้งแต่ พ.ศ. 2534 (International Tribunal for the Prosecution of Persons Responsible for Serious Violations of International Humanitarian Law Committed in the Territory of the Former Yugoslavia since 1991) เป็นองค์กรของสหประชาชาติซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินคดีอาญาอุกฉกรรจ์ซึ่งกระทำลงในระหว่างสงครามกลางเมือง และเพื่อไต่สวนตัวการในความผิดเหล่านั้น คณะตุลาการนี้เป็นศาลเฉพาะกิจ ตั้งอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

โดยคณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ ตั้งขึ้นตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 827 ซึ่งผ่านเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 โดยมีเขตอำนาจเหนือความผิดอาญาสี่กลุ่มซึ่งกระทำขึ้นในดินแดนอดีตยูโกสลาเวียตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ได้แก่ การละเมิดอนุสัญญาเจนีวา การละเมิดกฎหมายหรือธรรมเนียมการยุทธ์ การล้างชาติ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โทษสูงสุดที่คณะตุลาการสามารถกำหนดได้ คือ จำคุกตลอดชีวิต

คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศฯ จะยุติกระบวนการไต่สวนในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โดยจะมีคำพิพากษาต่อบุคคลทั้งสิ้น 161 ราย

แปลและเรียบเรียงจาก

Bosnian Croat war criminal dies after drinking poison in UN courtroom - reports, The Guardian, 29 November 2017

International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia, Wikipedia

Posted: 29 Nov 2017 10:27 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ ประณามเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมกลุ่มค้านโรงไฟฟ้าเทพา ชี้ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ ร้องแสดงความรับผิดชอบ และไม่ดำเนินคดี-ปล่อยตัวชาวบ้านอย่างไม่มีเงื่อนไข มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ย้ำหยุดการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทหาร


ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 16 แกนนำ เพื่อขออำนาจศาล จ.สงขลา ฝากขัง เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 พ.ย.60

29 พ.ย.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ จำนวน 112 คน ร่วมลงชื่อใน แถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ กรณีสลายการชุมนุมเกินกว่าเหตุที่กระทำต่อเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยนักวิชาการกลุ่มดังกล่าวได้ประณามการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่มีความชอบธรรมและเป็นไปอย่างอำเภอใจ ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ดำเนินคดีต่อชาวบ้าน และปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข

เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ ยืนยันในเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยการชุมนุมอย่างสงบเปิดเผย และปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงมีสิทธิอันชอบธรรมทุกประการในการแสดงออกซึ่งการไม่เห็นด้วยต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ทั้งนี้ ในการชุมนุมโดยการเดินเท้าที่ผ่านมา ทางเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ทุกประการ อีกทั้งการชุมนุมก็เป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ยืนยันในหลักการพื้นฐานที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด ดังนี้ การปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขในระหว่างสอบสวนจึงเป็นหลักการที่ต้องยึดถือปฏิบัติ การเรียกหลักประกันหรือการควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเป็นเพียงข้อยกเว้นที่ต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ ยังเรียกร้องต่อรัฐบาลด้วยว่า ให้ทบทวนการดำเนินการตามนโยบายและโครงการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ที่จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ระงับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินในพื้นที่อำเภอเทพาอย่างเร่งด่วนเพื่อระงับความขัดแย้งที่กำลังบานปลาย ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง รวมทั้งให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้บรรลุ “ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต แหล่งผลิตอาหาร การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น “คืนบรรยากาศประชาธิปไตย ด้วยการเคารพอย่างมั่นคงจริงใจในโรดแมป (Road Map) การเลือกตั้ง และไม่ใช้อำนาจในลักษณะที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพและไม่ใช้อำนาจที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์เรื่อง “หยุดการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทหาร” โดยเรียกร้องรัฐบาล 1. ยุติการดำเนินโครงการใหญ่ที่จะก่อปัญหาให้แก่สังคมไม่ว่าทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ทุกโครงการ 2. ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และปล่อยผู้ถูกจับกุมในกรณีโรงไฟฟ้าเทพาอย่างไม่มีเงื่อนไข และ 3. เอาผิดต่อผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อพี่น้องประชาชน

รายละเอียดและรายชื่อผู้ร่วมแถลงการณ์ :



แถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ กรณีสลายการชุมนุมเกินกว่าเหตุที่กระทำต่อเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ออกเดินเท้าจาก ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดสงขลา เพื่อแสดงเจตจำจงให้ยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ตือโละปาตานี แต่ได้มีการใช้กำลังโดยเจ้าหน้าที่ขัดขวางและสลายการชุมนุมในวันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ และมีผู้ร่วมชุมนุมถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 16 ราย

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ชายฝั่งตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งใช้พื้นที่กว่า 2,850 ไร่ เพื่อผลิตไฟฟ้า 2,200 เมกะวัตต์ ถูกอนุมัติตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558-2573 หรือ PDP2015 โดยกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในโลกปัจจุบันซึ่งมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนระดับชุมชน

การดำเนินการตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา มีปัญหามากมาย ทั้งการไม่มีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงในการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 3 ครั้ง กระบวนการศึกษา EHIA มีความบกพร่อง ไม่ครอบคลุม และพบข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจำนวนมาก นอกจากนี้กระบวนการอนุมัติโครงการมีการแยกส่วนการศึกษา EHIA โดยให้ ครม.อนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาก่อนในขณะที่ EHIA ของท่าเรือขนถ่านหินยังไม่ผ่านการพิจารณาและต้องดำเนินการแก้ไข

การพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้แนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาประเทศไทย 4.0 และประชารัฐ ควรที่จะสอดคล้องกับกระบวนทัศน์การพัฒนาตามมาตรฐานจริยธรรมสากลในการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal : SDGs) ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนประเทศไทยลงนามไว้ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และการแก้ไขปัญหาความเดือนร้อน การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน จะต้องกระทำโดยกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและอนามัยของประชาชน

เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้ ดังมีรายนามแนบท้าย มีข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อกรณีที่เกิดขึ้น ดังนี้

1. ประณามการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่มีความชอบธรรมและเป็นไปอย่างอำเภอใจ ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ดำเนินคดีต่อชาวบ้าน และปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข

2. ยืนยันในเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยการชุมนุมอย่างสงบเปิดเผย และปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงมีสิทธิอันชอบธรรมทุกประการในการแสดงออกซึ่งการไม่เห็นด้วยต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ทั้งนี้ ในการชุมนุมโดยการเดินเท้าที่ผ่านมา ทางเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ทุกประการ อีกทั้งการชุมนุมก็เป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ

3. ยืนยันในหลักการพื้นฐานที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด ดังนี้ การปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขในระหว่างสอบสวนจึงเป็นหลักการที่ต้องยึดถือปฏิบัติ การเรียกหลักประกันหรือการควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเป็นเพียงข้อยกเว้นที่ต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

4. ขอให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินการตามนโยบายและโครงการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ที่จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ระงับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินในพื้นที่อำเภอเทพาอย่างเร่งด่วนเพื่อระงับความขัดแย้งที่กำลังบานปลาย ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

5.ขอให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้บรรลุ “ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต แหล่งผลิตอาหาร การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น “คืนบรรยากาศประชาธิปไตย ด้วยการเคารพอย่างมั่นคงจริงใจในโรดแมป (Road Map) การเลือกตั้ง และไม่ใช้อำนาจในลักษณะที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพและไม่ใช้อำนาจที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว”

เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้

29 พฤศจิกายน 2560

รายนามนักวิชาการเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้

1. อาจารย์อรชา รักดี คณะรัฐศาสตร์

2. อาจารย์สุไรนี สายนุ้ย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

3. อาจารย์ อุเชนทร์ เชียงเสน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

4. อาจารย์ สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

5. ดร.เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

6. อาจารย์ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

7. อาจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

8. ผศ.ดร.บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

9. ดร.อันธิฌา แสงชัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

10. ดร.ปิยวรรณ ปิยะกาญจน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

11. ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

12. ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

13. ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

14. อาจารย์ ธัญญธร สายปัญญา มหาวิทยาแม่ฟ้าหลวง

15. ดร.สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

16. อาจารย์นัจมีย์ หมัดหมาน รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

17. ผศ.ดร.เยาวนิจ กิติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่

18. อาจารย์เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

19. นางสาวจิราภรณ์ เรืองยิ่ง นักวิชาการอิสระ

20. อาจารย์ ศุภวีย์ เกลี้ยงจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

21. อาจารย์ นิจนิรันดร์ อวะภาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

22. อาจารย์ ดร. พรไทย ศิริสาธิตกิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

23. นายณัฐวุฒิ โชติการ นักวิชาการอิสระ

24. ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

25. ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

26. ดร. ภาสกร อินทุมาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. อาจารย์ ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

28. อาจารย์ สัณห์ธวัช ธัญวงษ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

29. รศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

30. อาจารย์ ชัยพงษ์ สำเนียง มหาวิทยาลัย เชียงใหม่

31. ดร. ธนศักดิ์ สายจำปา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

32. รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

33. ดร. ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

34. อาจารย์ อลงกรณ์ อรรคแสง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

35. ดร. ดิเรก หมานมานะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

36. อาจารย์ปฐม ตาคะนานันท์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มนุษยศาสตร์

37. นายอดิศร เกิดมงคล นักวิชาการอิสระ

38. ผศ.ดร. สมัย โกรทินธาคม คณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

39. อาจารย์ ปวลักขิ์ สุรัสวดี มหาวิทยาลัยมหิดล

40. อาจารย์ หทยา อนันต์สุชาติกุล มหาวิทยาลัยแม่โจ้

41. ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์ประจำโปรแกรมรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

42. อาจารย์ สุภาพร ฝั่งชลจิตต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

43. ผศ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

44. ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

45. อับดุลอาซิส อับดุลวาฮับ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

46. ผู้ช่วยศาสตราจารย์มูฮัมหมัดรอฟีอี มูซอ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

47. ดร. ปริลักษณ์ กลิ่นช้าง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

48. อาจารย์ ฮัมบาลี เจะมะ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่

49. อาจารย์ วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

50. ผศ.ดร. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

51. อาจารย์ ธรรมศาสตร์ โสตถิพันธุ์ สถาบันสันติศึกษา

52. อาจารย์ ถนอม ชาภักดี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

53. อาจารย์ อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

54. อาจารย์ ธิกานต์ ศรีนารา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

55. ปราการ กลิ่นฟุ้ง นักวิจัยอิสระ

56. อาจารย์ ว่องวิช ขวัญพัทลุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

57. อาจารย์ ศุภกาญจน์ บัวทิพย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

58. ผศ.ดร.เก่งกิจ กินิเรียงลาภ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

59. ผศ.นุกูล รัตนดากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

60. อาจารย์สมศักดิ์ บัวทิพย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

61. วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ

62. ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

63. ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรท์ (2553) และบรรณาธิการ The Melayu Review

64. ดร.โดม ไกรปกรณ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

65. ผศ. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

66. ดร. ชุมพล แก้วสม อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร

67. ดร.อนิรุต หนูปลอด อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร

68. ดร.ปาริชาติ เบ็ญฤทธิ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

69. ดร. กรวิทย์ เกาะกลาง อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร

70. ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

71. ดร. สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

72. ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ ปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

73. ดร.อารยา สุขสม อาจารย์ประจำโปรแกรมรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

74. อาจารย์ อามีนี สะอีดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

75. ผศ.ดร.วันวิสาข์ ธรรมานนท์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

76. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิศักดิ์ ดือเระ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

77. ดร.พิเชตวุฒิ นิลละออ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

78. อาจารย์พิเชฐ แสงทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

79. อาจารย์พศุตม์ ลาศุขะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

80. ผศ. มงคล มาลยารม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

81. ณัฐดนัย นาจันทร์ นักวิชาการอิสระ

82. ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

83. รศ.ดร.อดิศร ศักดิ์สูง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

84. ผศ.เปรมสิรี ศักดิ์สูง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

85. ผศ.บัญชา สำเร็จกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

86. ผศ.ดร.อาฟีฟี ลาเต๊ะ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

87. ดร.ซัมซู สาอุ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

88. ดร. สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

89. ผศ.ดร.ณัฐธิดา รักกะเปา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

90. ผศ. พุทธพล มงคลวรวรรณ คณะมุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

91. อาจาร์ ฮามีด๊ะ มูสอ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตตานี

92. อาจารย์ วัสสา คงนคร ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

93. อาจารย์ สุรางคนา ตรังคานนท์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

94. มาเรียนา แนกาบาร์ นักวิชาการอุดมศึกษา สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

95. อาจารย์ นฤมล​ กล้าทุกวัน​ สำนักวิชาศิลปศาสตร์​ มหา​วิทยาลัย​วลัย​ลักษณ์

96. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระ

97. ผศ. จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

98. ผศ. ผจญ คงเมือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

99. อาจารย์ อริศ หัสมา วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

100.ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฬงกรณ์มหาวิทยาลัย

101.อาจารย์ อนุสรณ์ ติปยานนท์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

102.อาจารย์ วรรณภา ลีระศิริ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

103.ผศ.ดร.ภมรี สุรเกียรติ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

104.อาจารย์ วีรพงษ์ ยศบุญเรือง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

105.รศ.ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

106.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

107.ดร.สมฤดี คงพุฒ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

108.อาจารย์จริยภัทร บุญมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

109.อาจารย์ปพิชญา แซ่ลิ่ม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

110.อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

111. นายวิโรจน์ จิเหม สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

112.ผศ.ดร.นัฐ ตัณศิลา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่อง “หยุดการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทหาร”

การใช้ความรุนแรงและมาตรการทางกฎหมายกับชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา – ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เดินทางขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 แยกไม่ออกจากกระบวนการดำเนินตามนโยบายบังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมของรัฐบาลภายใต้อำนาจนำของทหารชุดนี้ นโยบายบังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้ซึ่งไม่แตกต่างไปจากนโยบายบีบบังคับคนพื้นเมืองในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตในสมัยการล่าอาณานิคมก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

รัฐบาลทหารที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนได้วางแผนและใช้กำลังความรุนแรงบีบบังคับให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่อันจะมีผลต่อชีวิตผู้คนไม่ใช่เพียงเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น การใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ ผ่านการผลักดันโครงการและนโยบายต่างๆ ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง การขึ้นมามีอำนาจโดยปราศจากการยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองเศรษฐกิจในโครงการต่างๆ ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออนาคตพี่น้องประชาชน ดังกรณีการเดินหน้าโรงไฟฟ้าเทพาก็เป็นประจักษ์พยานอันชัดเจนในภาคใต้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ให้ความสำคัญต่อความเห็นของผู้คนเลยแม้แต่น้อย เฉกเช่นเดียวกับการกระทำต่อประชาชนในพื้นที่ต่างๆ

การถูกริบอำนาจการตัดสินใจในอนาคตของตนเองเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างรุนแรง ดังนั้น รัฐบาลทหารจึงต้องสำนึกตนเองว่าปราศจากความชอบธรรมทางการเมืองและไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากต่ออนาคตอย่างไม่รับผิดชอบเช่นนี้

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องต่อสังคมให้ช่วยกันกดดันรัฐบาลทหารไม่ให้ใช้อำนาจอันปราศจากความชอบธรรมในการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน และร่วมกันกดดันให้รัฐบาลดำเนินการต่อไปนี้

1. ยุติการดำเนินโครงการใหญ่ที่จะก่อปัญหาให้แก่สังคมไม่ว่าทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ทุกโครงการ

2. ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และปล่อยผู้ถูกจับกุมในกรณีโรงไฟฟ้าเทพาอย่างไม่มีเงื่อนไข

3. เอาผิดต่อผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อพี่น้องประชาชน

​​​​​​29 พฤศจิกายน 2560

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ขับเคลื่อนโดย Blogger.