Posted: 28 Feb 2018 02:57 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่งดำ ค้าน MOU รมว.พลังงาน กับเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพายุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมจี้ รมว.พลังงาน ลาออก แนะรัฐบาลทำประชามติถามความเห็นของประชาชน

28 ก.พ.2561 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center) รายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. กลุ่มพนักงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ พนมทวน ทองน้อย รองสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) จำนวนประมาณ 130 คน แต่งกายชุดดำ เดินทางมายัง ศูนย์เอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ ที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นหนังสือ ถึง ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอความชัดเจน ในนโยบาย และทิศทาง พลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยมี ธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนของกระทรวงพลังงานรับหนังสือ

ทั้งนี้ พนักงานจาก สร.กฟผ. ได้มีการจัดขบวนเดินถือป้าย ระบุข้อความที่เรียกร้องให้ ศิริ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานด้วย อย่างไรก็ตามบรรยากาศการเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ มาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัย

รมว.พลังงาน เซ็นสัญญาหยุดโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา ให้เวลาศึกษาความเหมาะสม 9 เดือน
กสม.ชมรัฐบาลฟังความคิดเห็น ปชช.หลังเซ็น MOU กลุ่มค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา

ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานด้วยว่า พนมทวน ทองน้อย รอง สร.กฟผ. เปิดเผยกับสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าว ถึงเนื้อหาสำคัญในหนังสือที่ยื่นถึง ศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการไปลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีพลังงาน กับเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพายุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า มีด้วยกัน 4 ข้อ คือ 1. ท่านเข้าใจบทบาทหน้าที่ของรมว.พลังงาน มากน้อยเพียงใดเพราะแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และอนุมัติให้ดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA EHIA ) จากคณะรัฐมนตรี การที่สั่งยกเลิกโดยอ้างถึงการทำ MOU กับเครือข่ายปกป้องฝั่งทะเล ท่านลุแก่อำนาจไม่เป็นไปตามหลักการและระเบียบปฏิบัติที่ควรเป็นหรือไม่ 2. ท่านได้ให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ให้การยอมรับเสมอภาคเท่าเทียมกับกลุ่มคัดค้านหรือไม่ เพราะการทำงานของกฟผ.ตลอดเวลาทำตามคำสั่งของรัฐบาลและกระทรวงพลังงานทั้งสิ้นจนเกิดความเข้าใจแต่สุดท้ายก็ล้มแบบไม่ใยดีกลายเป็นความไม่น่าเชื่อถือในนโยบายของเจ้ากระทรวงต่อไปใครจะเชื่อถือนโยบายจากท่าน

3. ท่านให้ข่าวว่า 5 ปีจากนี้ภาคใต้ไม่จำเป็น้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อยากทราบว่า ท่านมีข้อมูลอะไรหรือนโยบายรายวันในประเด็นความมั่นคงเชื้อเพลิงการผลิตและราคาที่ไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟในภาพรวมอย่างไร และหากภาคใต้มีการใช้ขยายตัวและต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีซึ่งข้อมูลตามระบบจะมีปัญหาตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปจะทำอย่างไร และ 4.กระบวนการผลิตไฟฟ้าปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสูงเกือบ 70% เป็นความเสี่ยงที่ท่านก็ทราบดีและการกระจายความเสี่ยงการใช้เชื้อเพลิงต้องมีความสมดุลย์ และมั่นคงในระบบของประเทศ ราคาค่าไฟไม่เป็นภาระต่อประชาชนส่วนใหญ่จะทำอย่างไร


พนมทวน กล่าวว่า วิธีการบริหารของรัฐมนตรีพลังงาน นับตั้งแต่ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง นั้นทำให้ผู้รับนโยบายเกิดความสับสน โดย กฟผ.เป็นหน่วยงานรัฐ ที่พนักงานทุกคนพร้อมจะทำหน้าที่ตามนโยบายของรัฐที่ถูกต้องชอบธรรม ซึ่งไม่ใช่การสั่งการหรือกำหนดนโยบาย ตามความรู้สึก หรือสั่งการผ่านสื่อมวลชน โดยเห็นว่า รัฐมนตรีจะต้องทำหน้าที่ให้ทุกฝ่ายที่เห็นต่าง มีสิทธิแสดงความเห็น รับฟังด้วยความเท่าเทียม ด้วยหลักประชาธิปไตย มิใช่บริหารแบบเถ้าแก่ ที่มุ่งเน้นให้ตัวเองกลายเป็นพระเอก แต่หน่วยงานในสังกัดที่รับนโยบายไปปฎิบัติกลับกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาสังคม

ทั้งนี้ สร.กฟผ.ยังไม่ได้มีการกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวอื่นๆ นอกจากการนัดแต่งกายในชุดดำ ในครั้งนี้ ซึ่งพนักงาน กฟผ. ที่กระจายอยู่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ก็ให้ความร่วมมือและแสดงลัญลักษณ์ โดยยังรอดูท่าทีของรัฐมนตรีพลังงานและ การตอบข้อคำถามทั้ง 4 ข้อ เสียก่อน
สร.กฟผ.ใต้ ร้องผู้ว่าฯ กระบี่ ค้าน MOU ชะลอโรงไฟฟ้า แนะทำประชามติ

วันเดียวกัน เฟสบุ๊คแฟนเพจ 'กฟผ. โรงไฟฟ้ากระบี่' โพสต์ภาพพร้อมข้อความรายงานด้วยวา สร.กฟผ. สาขาภาคใต้ นำโดย สุวรรณ เอ่งฉ้วน ประธานที่ปรึกษา สร.กฟผ. ภาคใต้ เลอศักดิ์ เอ่งฉ้วน ประธานอนุกรรมการ สร.กฟผ. สาขาภาคใต้ และสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เดินทางมายื่นหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยกับ MOU ที่ รมต.พลังงานกับกลุ่มเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเล เทพา-กระบี่ และเรียกร้องให้รัฐมนตรียกเลิก MOU ฉบับดังกล่าว เพราะเป็นการขัดต่อคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่เคยให้ใว้เมื่อเดือน กพ. 60 ที่บอกใว้ว่าให้ กฟผ. ทำความเข้าใจกับปรัชาชนและศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมใหม่ และในขณะที่ กฟผ.ดำเนินการตามนโยบายอย่างถูกต้อง แต่ รมว.พลังงานกลับทำข้อตกลงขัดกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี และสุดท้ายทางกลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้องให้รัฐบาลทำประชามติถามความเห็นของประชาชนชาวกระบี่เพื่อตัดสินใจ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ ในการนี้โดย พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้มอบหมายให้ สมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และศิวเรศ ธรรมวิเศษ พลังงานจังหวัดกระบี่ และศรณ์ รักรงค์ ป้องกันจังหวัดกระบี่ รับหนังสือจากกลุ่มสหภาพแรงงาน กฟผ(สร.กฟผ) สาขาภาคใต้ ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่



ที่มาภาพ เฟสบุ๊คแฟนเพจ 'กฟผ. โรงไฟฟ้ากระบี่'


[full-post]



Posted: 28 Feb 2018 03:46 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ทีมข่าวการเมือง

ชวนดูความสัมพันธ์ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับ กอ.รมน. และกองทัพในสมัยสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงพื้นที่นอกกรมกองของหน่วยงานความมั่นคงในวันที่ไม่ได้รบทัพจับศึกกับใคร แล้วจะมีพลเรือนไว้ทำไมถ้าทหารเป็นทุกอย่างให้หมดแล้ว

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ในสมัยสงครามเย็น ยุทธวิธีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในระยะนั้น มีการใช้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเอาชนะใจประชาชนไม่ให้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยวิธีการทางเศรษฐกิจและการเมือง หนึ่งในกลไกที่ทำงานสอดรับยุทธศาสตร์การพัฒนาคือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ

ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของงานวิจัย “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เขียนในงานวิจัยของเธอว่า ลักษณะของโครงการในพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ประสานกับทหารและตำรวจเพื่อความมั่นคง เป็นลักษณะเฉพาะของโครงการที่เกิดขึ้นในยุคการพัฒนาเพื่อความมั่นคง โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือราษฎรในพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นและมีการขยายตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ ทั้งยังช่วยบรรเทาภาระของรัฐในด้านงบประมาณและบุคลากร โดยมุ่งพัฒนาในพื้นที่ที่มีความล่อแหลมและห่างไกลความเจริญ และยังเป็นการอาศัย “พระบารมี” ในการระดมทุนสนับสนุนและช่วงชิงมวลชนอีกด้วย

ปัจจุบัน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการทั่วประเทศยังมีอยู่และเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ กอ.รมน. ยังคงมีบทบาทในการสานต่อแนวทางของโครงการในพระราชดำริอยู่ตามจังหวัดต่างๆ แม้ภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์จะหมดลงแล้วก็ตาม ดังที่เว็บไซต์ของ กอ.รมน. ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“อำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นองค์กรหลักในการบูรณาการ อำนวยการ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ พร้อมทั้งดำเนินการเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่จะเทิดทูน พิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ และสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”เป็นหลักในการดำเนินงาน”

การที่หน่วยงานความมั่นคง ผูกพันตัวเองอยู่กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจนถึงทุกวันนี้ชวนให้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ประชาไทได้สืบค้นโครงการในพระราชดำริที่เกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในสมัยสงครามเย็น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กอ.รมน. และกองทัพที่มีกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเส้นทางยาวไกลที่ตัวแสดงทั้งสามได้เดินทางมาบนยุทธศาสตร์เดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังทอดยาวมาถึงวันนี้ที่ไม่ได้มีการสู้รบแล้วเมื่อ กอ.รมน. เข้ามาดูแลข่ายงานด้านการพัฒนาในภาคพลเรือนผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โครงการในพระราชดำริและพระราชกรณียกิจสมัยสงครามเย็น กับการสนับสนุนยุทธศาสตร์ช่วงชิงมวลชน

รศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่าง กอ.รมน. กับโครงการในพระราชดำริว่า แม้เวลาพูดถึงจะพูดแยกกัน แต่ทหารคือหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการพระราชดำริ


พวงทอง ภวัครพันธุ์

“กอ.รมน. เป็นส่วนที่วางยุทธศาสตร์และแผนโดยใช้การเมืองและเศรษฐกิจในการต่อสู้ ข้อสำคัญคือโครงการพัฒนาเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นในพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ที่คอมมิวนิสต์แทรกซึมเข้าไปมีอิทธิพลสูง หรือพื้นที่ที่กองกำลังคอมมิวนิสต์ยึดพื้นที่ได้ ดังนั้น พื้นที่เหล่านี้ต้องใช้กลไกกองทัพควบคู่กับการพัฒนา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อกองทัพยึดพื้นที่จากคอมมิวนิสต์ได้ก็ตั้งหมู่บ้าน เอาประชาชนไปใส่ไว้ที่นั่น ซึ่งก็เป็นประชาชนจัดตั้งของ กอ.รมน. กลุ่มต่างๆ ให้ที่ดินกับประชาชนที่เข้าไปอยู่ ให้การอบรมศึกษาเกี่ยวกับความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันประชาชนเหล่านี้ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาว่า คอมมิวนิสต์เคลื่อนไหวอย่างไร ใครเป็นสายให้คอมมิวนิสต์”


พวงทอง ภวัครพันธุ์: 10 ปี กม.ความมั่นคงภายใน ประชาธิปไตยคือภัยความมั่นคง

“เมื่อมองกลับไปจะเห็นว่าเขาพยายามรักษาอำนาจของทหารไว้ในกลไกทางการเมืองผ่าน กอ.รมน. เช่น การจัดตั้งมวลชนที่ยังดำเนินต่อไปในหลายส่วน รวมถึงการขยายบทบาทของทหารในมิติอื่นที่ไม่ใช่มิติการสู้รบ ถ้าดูยุทธศาสตร์ของกองทัพบกและของ กอ.รมน. จะเห็นว่าภารกิจและการนิยามปัญหาความมั่นคงของไทยขยายออกไปสู่ปัญหายาเสพติด สิ่งแวดล้อม การค้ามนุษย์ การก่อการร้าย เรื่องการพัฒนาก็ยังอยู่ บทบาทไม่ได้ลดลงเลย โดยบอกว่าตัวเองสนับสนุนโครงการพระราชดำริ ซึ่งการพูดแบบนี้ไม่มีใครเถียงหรือคัดค้านได้” พวงทอง กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สืบค้นข้อมูลจากห้องสมุดสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และพบว่าในช่วงปี 2526-2527 โครงการในพระราชดำริที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นภูมิภาคที่เป็นแหล่งซ่องสุมของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) บางโครงการมีวัตถุประสงค์ระบุชัดเจนว่าเป็นการสนับสนุนปฏิบัติการในการเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนี้

โครงการจัดสร้างและปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงจากหมู่บ้านบ่อแก้ว - บ.ดงสามหมื่น - อ.วัดจันทร์ จ.เชียงใหม่ รับผิดชอบโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ “พัฒนาให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสนับสนุนการปฏิบัติการด้านจิตวิทยาของรัฐจากการปลุกระดมของฝ่ายตรงข้าม”

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ.ของต้น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชาวเขามูเซอร์ดำจำนวน 26 ครอบครัวเกี่ยวกับด้านอาชีพและการจัดระเบียบชุมชนตลอดจนก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และเพื่อให้ชาวเขารักถิ่นฐานที่อยู่ของตน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กองทัพภาคที่ 3 และ กอ.รมน. ภาค 3

ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในบริเวณพื้นที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์โครงการเพื่อจัดตั้งโครงการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษร และเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีโดยดำเนินการทางปรับปรุงด้านการเกษตร การศึกษา ศาสนา และอนามัยไปพร้อมๆ กัน โดยมีพื้นที่ดำเนินการอยู่ที่โรงเรียนร่มเกล้า กองอำนวยการโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ และ 6 หมู่บ้านใน ต.โนนดินแดง อ.ละหานทราย โดย ต.โนนดินแดงในช่วงนั้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปะทะระหว่างกองกำลังคอมมิวนิสต์กับทางกองทัพไทย (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์)

นอกจากนั้นยังมีโครงการสร้างความมั่นคงในชนบทที่หมู่บ้านในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครอบคลุมหมู่บ้านจาก จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิและ จ.อุบลราชธานี รวมกันทั้งสิ้นจำนวน 42 หมู่บ้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมของราษฎรในหมู่บ้านที่อยู่ในเขตปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ภาค 2 และเพื่อให้ความรู้แก่ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวโดยการฝึกอบรมผู้นำหมู่บ้านและวิทยากรประจำหมู่บ้าน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการประสานงานสร้างความเข้าใจระหว่างทางราชการและราษฎรตามแผนการปฏิบัติการด้านจิตวิทยาการเข้าถึงประชาชนของรัฐบาล

ความสัมพันธ์ระหว่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กับยุทธศาสตร์การเอาชนะคอมมิวนิสต์ที่ดำเนินโดยกองทัพ ถูกพูดถึงในงานของชนิดา ระบุถึงเนื้อความในวารสารเศรษฐกิจและสังคม ฉบับพิเศษ ธ.ค. 2528 จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับกองทัพไทยในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ กองทัพไทย ซึ่งจัดทำโดยกองทัพ ว่า ที่มาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อความมั่นคง เริ่มต้นในปี 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหารที่กองพันพิเศษค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก ในระหว่างที่เครื่องบินโจมตี เอฟ-5 ของกองทัพบกถูกยิงตกบริเวณเขาค้อเมื่อ 11 มิ.ย. 2519 และการสู้รบกับ พคท. ได้ยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีได้ให้สัมภาษณ์เล่าถึงความเป็นมา ใจความว่า วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เสด็จมาที่ค่ายฯ ตนได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่า ได้พยายามปราบปรามและทำให้ราบคาบมานานแล้ว ใช้วิธีสร้างถนนเข้าไปเพื่อสนับสนุนฝ่ายเราให้สามารถควบคุมพื้นที่ให้ได้ แต่ว่าพื้นที่ยากลำบาก และการสร้างทางมีอุปสรรค พระองค์จึงซักถามว่า ทำไมราษฎรไม่ใช้ถนนหรอกหรือ จึงได้กราบบังคมทูลว่า ไม่มีราษฎรอยู่อาศัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 จึงทรงแนะนำให้ตั้งหมู่บ้านใหม่ขึ้นสองข้างทางถนนที่สร้าง โดยเอาราษฎรอาสาสมัครที่ไม่มีที่ทำกินของตัวเอง จึงได้คัดเลือกราษฎรมาได้ 400 กว่าคน หัวหน้าครอบครัวอาสาสมัคร 400 กว่าคน แล้วนำมาฝึกและติดอาวุธ 3 สัปดาห์ที่ค่ายสฤษดิ์เสนา แต่ก็ยังนำราษฎรลงพื้นที่ไม่ได้ เพราะติดเรื่องการขออนุมัติจากกองทัพบกและ กอ.รมน. หลายเดือน

โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาจึงเริ่มต้นขึ้นที่พื้นที่เขาค้อ โดยมีการจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์พัฒนาขึ้นในพื้นที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งสำหรับเป็นทุนในการดำเนินงานครั้งแรก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก” โดยมีการจัดทำแผนงานโครงการพัฒนาทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก” ต่อมา กองทัพภาคที่3 กำหนดแผนยุทธศาสตร์ดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กตั้งแต่ปี 2520 โดยมีกระบวนการ 4 ขั้นตอน ได้แก่


ใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้างทำลายกำลังติดอาวุธของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เขาค้อ สะเดาพง เขาย่า และหนองแม่นา


ก่อสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์ เข้าสู่ขุมกำลังของฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่โครงการ


จัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์ตามแนวสองข้างทาง โดยคัดเลือกราษฎรอาสาสมัครที่เคยรบ และทหารกองหนุน ซึ่งยังไม่มีที่ดินทำกินให้เข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยทางการจะดำเนินการจัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ตลอดจนจัดบริการขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมให้อย่างพร้อมมูล


ดำเนินการส่งมอบพื้นที่หมู่บ้านยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความปลอดภัยและได้รับการพัฒนาจนสามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้วให้แก่ฝ่ายปกครองเพื่อบริหารงานตามสายงานปกติต่อไป

นอกจากนั้นยังมีการก่อตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกว่า 700 โรงเรียน อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่รับผิดชอบโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งก่อตั้งครั้งแรกในปี 2499 เพื่อให้การศึกษากับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ระบุเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์ของโรงเรียน ตชด. มีไว้เพื่อสอนให้การศึกษาประชาชนในถิ่นทุรกันดารได้เรียนรู้ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย เป็นสื่อกลางในการสร้างความคุ้นเคยและไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านและตำรวจตระเวนชายแดน

พระราชกรณียกิจบางประการยังสะท้อนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อรักษาความมั่นคงในประเทศในสมัยสงครามเย็น ในบันทึกพระราชกรณียกิจที่อยู่ในห้องสมุด กปร. ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณห้วยปลาดุก บริเวณรอยต่อ อ.ปากชม กับ อ.เชียงคาน กิ่ง อ.นาด้วง และ อ.เมืองเลย ที่ จ.เลย โครงการฯ นี้ กองบัญชาการหน่วยผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร 21 เป็นฝ่ายริเริ่มดำเนินการตามพระราชดำริเพื่อจัดที่ดินทำกิน จัดสรรที่อยู่อาศัยในรูปหมู่บ้านป่าไม้ที่มีความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ราษฎรที่ยากจนซึึ่งถูกภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธารและปลูกสวนป่าทดแทน

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ไปยังพิธีรวมพลังประชาชน 16 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.สกลนคร และได้มีการปฏิญาณตนจากกองพลังประชาชนซึ่งประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาการทหาร ยุวกาชาด เนตรนารี สตรีอาสารักษาดินแดน ลูกเสือชาวบ้าน ลูกเสือป่าภูพาน เยาวชนในค่ายทหาร สมาคมไลออนส์ หน่วยบรรเทาสาธารณะภัย สมาคมกรรมกรสามล้อ ไทยอาสาป้องกันชาติ อาสารักษาดินแดน พลเรือน ตำรวจและทหาร จากนั้นกองพลังประชาชนจึงได้เดินแถวผ่านพลับพลาที่ประทับ

เมื่อเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 พระราชทานพระบรมราโชวาท ความว่า “หน้าที่สำคัญของเหล่าอาสาสมัคร นอกเหนือจากหน้าที่พลเมืองที่ประชาชนทุกคนพึงปฏิบัติก็คือ ช่วยรักษาความปลอดภัยของท้องถิ่น และป้องกันมิให้มีผู้ประสงค์ร้ายมาเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นพวกที่มาโจรกรรมเพียงทรัพย์สิน หรือพวกที่หวังจะมาโจรกรรมบ้านเมืองของเรา เพื่อให้เป็นที่อยู่ของคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย เพราะฉะนั้น อาสาสมัครจึงต้องมีความสามัคคีเข้มแข็ง เสียสละ มีระเบียบวินัย และซื่อสัตย์สุจริต นอกจากนั้น ยังต้องฝึกฝนให้มีความรู้ ทั้งในด้านการพัฒนาตนเอง ตลอดจนวิธีการป้องกันและต่อต้านการคุกคามจากผู้ประสงค์ร้ายต่อประเทศชาติ เพื่อช่วยกันรักษาบ้านเมืองของเราให้เป็นปึกแผ่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและดำรงอิสรภาพตลอดไป”
ทหารยังอยู่ในกิจการพลเรือนผ่านโครงการพระราชดำริ ชวนตั้งคำถาม พลเรือนมีไว้ทำไม

ปัจจุบัน กอ.รมน. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่หลายที่ จากการค้นหาข้อมูลพบว่า กอ.รมน. ได้ใช้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นหนึ่งในกลไกในการบรรลุซึ่งหน้าที่รับผิดชอบ ในการเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังเป็นแกนหลักในการจัดตั้งมวลชนในท้องที่ต่างๆ

3 พ.ย.2559 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก รายงานว่า พล.ท.วิษณุ ไตรภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงแห่ง (ศปป.1 กอ.รมน.) จัดให้มีศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงใน 8 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ศปป.1 กอ.รมน. ร่วมกับการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ กอ.รมน.4 กองทัพภาค จำนวน 34 โครงการ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบล จำนวน 7,424 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนั้นยังมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กอ.รมน. ภาค 4 ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี จัดตั้งขึ้นเมื่อ ตุลาคม 2551 เป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง และสิ่งแวดล้อมโดยใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 4 / กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้ขับเคลื่อนและดำเนินการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ และในช่วงต้นปีนี้ กอ.รมน. ยังมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการปราชญ์เพื่อความมั่นคงสนับสนุนการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.สระบุรีอีกด้วย

แม้ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ได้จมหายไปในกงล้อประวัติศาสตร์ แต่กลไกในการจัดตั้งมวลชน ปลูกฝังอุดมการณ์เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ยังคงดำเนินต่อไป พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้สถาปนาอำนาจและหน้าที่ดังกล่าวไว้กับ กอ.รมน. อย่างเป็นทางการ

คำถามที่น่าถามในวันนี้คือ การมีส่วนร่วมของกองทัพเช่นว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหนในยามที่ไทยไม่ได้มีสมรภูมิสงครามอย่างในอดีต ถ้าหน่วยงานความมั่นคงตีความหน้าที่รับผิดชอบจนลามมาถึงเรื่องที่หน่วยงานพลเรือนหรือประชาชนสามารถดูแลได้ ประเทศไทยวันนี้จะต่างอะไรกับสมัยสงครามเย็นที่หน่วยงานความมั่นคงกลายเป็นตัวแสดงหลัก เรามีข้อปุจฉาได้หรือไม่ว่า ปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่ใช้สู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในวันนั้นถูกนำมาใช้กับประชาชนในวันนี้

คำถามที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ชื่อดังตั้งว่า “ทหารมีไว้ทำไม” อาจต้องมีการถามอีกหนึ่งคำถามขนานกันไปว่า “พลเรือนมีไว้ทำไม” สังคมเราชินชา และยอมรับกับพื้นที่นอกกรมกองของทหารใช่หรือไม่

จริงอยู่ที่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยให้การยอมรับให้ทหารออกมาช่วยประชาชนในยามที่ประสบภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆ เพราะด้วยกำลังคนและทรัพยากร กองทัพคือหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการรับมือกับภัยอันตรายนานาชนิด แต่การมีกฎหมายอนุญาตให้หน่วยงานที่มีทหารเป็นแกนหลักกระจายเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ ให้อำนาจในการสร้างมวลชนของตัวเองเพื่อทำงานด้านความมั่นคงที่นิยามกว้างขวางดั่งเกษียรสมุทรเป็นเรื่องที่ควรตั้งคำถามได้ เพราะข่ายงานที่กว้างย่อมหมายถึงงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมหาศาล และงบประมาณจะมาจากไหนถ้าไม่ใช่ภาษีของประชาชน ประชาชนต้องมีอำนาจที่จะถาม ตรวจสอบ และตัดสินใจได้ว่าปฏิบัติการทั้งหลายตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ กองทัพ ทหาร หน่วยงานความมั่นคงจะถูกใช้ในปริมณฑลใดบ้าง มีโครงสร้าง อำนาจ หน้าที่อย่างไร และพลเรือนควรตรวจสอบกองทัพได้ เพราะการให้คนกลุ่มหนึ่งพกอาวุธสงคราม กินเงินเดือนจากยศและตำแหน่งนั้นย่อมมีพันธสัญญากับประชาชนผู้ให้อาญาสิทธิ์ดังกล่าวตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และแน่นอน ในตอนนี้ กลไกสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของ กอ.รมน. และการดำเนินงานของรัฐบาลทหารก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ

[full-post]


Posted: 28 Feb 2018 07:41 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

นุชประภา โมกข์ศาสตร์

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าทำไมระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อตัวเราจึงไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นทุกวัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบการศึกษาที่ทำให้เด็กๆ แยกจากครอบครัวเพื่อไปเรียนโรงเรียนในเมืองหรือในกรุงเทพ ภาพที่พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนพิเศษเพื่อสอบให้ได้เกรดสูงๆ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ทั้งๆ ที่วัยอนุบาลเป็นวัยที่เด็กควรจะได้เรียนรู้โลกและธรรมชาติรอบตัว รวมถึงมีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนๆ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตามธรรมชาติของเด็ก ทว่าสังคมในยุคปัจจุบันกลับบังคับให้เด็กต้องละทิ้งความสนุกสนานเหล่านั้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของระบบการศึกษาที่พยายามที่จะแสวงหาประโยชน์จากการเรียนของเด็กๆ โดยไม่รู้ตัว ระบบการศึกษาในปัจจุบันจึงทำให้สมาชิกในครอบครัวห่างเหินกันมากขึ้น เด็กๆ จำนวนมากถูกบังคับให้ต้องเรียนหนังสือเพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของระบบตลาดในสถาบันการศึกษา เด็กๆ จึงกลายเป็นเครื่องมือของระบบการศึกษาที่ถูกครอบงำโดยสถาบันเศรษฐกิจแบบตลาดที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์อย่างแยบยล โดยปลูกฝังให้สถาบันครอบครัวมีส่วนในการส่งเสริมให้เด็กเรียนหนังสือเพื่อเลื่อนลำดับชั้นภายใต้ระบบการศึกษาในโรงเรียน และเพื่อให้เด็กเรียนได้ผลการเรียนดีหรือเกรดสูงๆ มากกว่าสอนให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ด้วยเหตุนี้ความรู้หลายแขนงจึงไม่ต่างจากสินค้าที่ต้องแลกมาด้วยการซื้อขายผ่านผู้ผลิตคือสถาบันการศึกษาและผู้บริโภคคือเด็กๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นสถาบันการศึกษาจึงไม่ใช่พื้นที่ของการแสวงหาความรู้ของเด็กและนักศึกษาอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสถาบันเศรษฐกิจที่ผลิตหรือแปรรูปความรู้ทางการศึกษาให้มีลักษณะเหมือนกันในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ โดยความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นเป็นองค์ความรู้ที่มีสภาพตายตัวเพื่อสอนให้ทุกคนคิดเหมือนกัน รู้เท่ากัน เชื่อฟังและคล้อยตามแบบเดียวกัน การศึกษาในปัจจุบันจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเด็กให้เป็นคนที่คิดนอกกรอบ แต่สอนให้เด็กรักษากรอบแบบเดิมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดการศึกษา เพื่อให้ผู้ผลิตเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากการทำให้ความรู้กลายเป็นสินค้าผ่านการผลิตซ้ำทางความคิดที่ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากเชื่อว่าเด็กจะประสบความสำเร็จต่อเมื่อเรียนได้คะแนนดีและสามารถสอบแข่งขันเพื่อประเมินความรู้ทางวิชาการได้เท่านั้น

กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นคือระบบตลาดได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่ระบบการศึกษากำหนดให้เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียนและเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ จากโรงเรียนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดการศึกษานั่นคือการผลิตแรงงานเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้ตลาดเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากเด็กๆ ในสถาบันการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงขั้นตอนเดียวคือขั้นตอนของการแปรรูปองค์ความรู้ทางการศึกษาเพื่อนำไปสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขั้นตอนที่ระบบการศึกษาได้เข้ามายึดครองความคิดของผู้ศึกษาผ่านการปลูกฝังค่านิยมและพฤติกรรมแบบบริโภคนิยมและปัจเจกชนนิยม ซึ่งเป็นการดึงความสัมพันธ์แบบตลาดเข้ามาเพื่อครอบงำมนุษย์ในระดับจิตใจ ดังนั้นตลาดการศึกษาจึงเปรียบเสมือนโรงงานที่ทำหน้าที่เปลี่ยนความคิดและจิตสำนึกของมนุษย์ให้กลายเป็นมนุษย์ที่คำนึงถึงต้นทุนและกำไรเป็นสำคัญ

กระบวนการครอบงำทางความคิดเป็นกระบวนการที่ถูกกล่อมเกลามาเป็นเวลาหลายปี ไล่เรียงมาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยมและมหาวิทยาลัย ลักษณะการหล่อหลอมแบบนี้จึงแสดงให้เห็นถึงวิกฤตของระบบการศึกษาอย่างชัดเจน ดังนั้นการเป็นพันธมิตรกับทุนเพื่อรับใช้กลไกตลาดอย่างสุดโต่งส่งผลให้สถาบันการศึกษาไม่ใช่พื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ หรือพื้นที่สำหรับการจรรโลงความคิดของผู้ศึกษาเพื่อออกไปทำงานรับใช้สังคมแต่เป็นการผลิตคนเพื่อรองรับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) เพื่อให้การสะสมทุนทวีความเข้มข้นมากขึ้น ระบบการศึกษาจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ของการผลิตซ้ำวาทกรรมกระแสหลักผ่านกรอบคิดแบบปัจเจกชนนิยม (individualism) และนิยามความสำเร็จของปัจเจกบุคคลในมิติเดียวนั่นคือมิติของการมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคม ความร่ำรวยและชื่อเสียงเกียรติยศ

อย่างไรก็ตามสถาบันการศึกษาในปัจจุบันจำนวนมากเน้นหนักไปที่การเรียนการสอนแบบแยกย่อย กล่าวคือ ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันไม่ได้นำการเรียนรู้หลากหลายมิติมาปรับใช้ในห้องเรียนทำให้กระบวนการคิดและทักษะการวิเคราะห์ของผู้เรียนไม่สามารถคิดเชิงวิพากษ์และหลุดจากกรอบคิดแบบจารีตในอดีตได้ ดังนั้นนอกจากเราจะพบปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยแล้วเรายังพบปัญหาในเชิงเทคนิคร่วมด้วย กล่าวคือ ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งมีการออกแบบขั้นตอน เทคนิคและกระบวนการเรียนและการทำรายงานให้มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ระบบการเรียนที่สลับซับซ้อน ที่มีขั้นตอนดำเนินการหลายขั้นตอนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการค้นคว้าวิจัยและแสวงหาความรู้ของอาจารย์และนักศึกษา เพื่อให้แต่ละคนสามารถผลิตงานวิชาการที่มีคุณภาพออกสู่สังคมอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยในอนาคต ทว่ารูปแบบและกฎเกณฑ์การประเมินที่ซ้ำซ้อนและการวัดคุณภาพการเรียนการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพกลับสร้างภาระงานให้กับอาจารย์และนักศึกษาเกินความจำเป็น

ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันถูกออกแบบเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดการศึกษาให้มีขอบเขตที่กว้างขวางออกไปโดยเน้นการทำรายงานและผลิตงานวิจัยเชิงปริมาณเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของระบบตลาด ดังนั้นองค์ความรู้ที่เคยหลากหลายและมีคุณค่าจึงถูกหดให้แคบลง องค์ความรู้จากงานวิจัยหลายชิ้นจึงไม่เพียงพอที่จะนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาสังคมหรือคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างที่ควรจะเป็น

ความรู้สึกสิ้นหวังกับระบบการศึกษาในห้วงเวลาปัจจุบันจึงกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้อย่างแพร่หลายผ่านการแสดงความคิดเห็นจากนักวิชาการจากหลากหลายสถาบัน โดยเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากในอดีตมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของนิสิตนักศึกษาในการแสดงออกทางการเมือง ตลอดจนส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการ และเคยเป็นพื้นที่ในการสร้าง "พลเมืองที่เข้มแข็ง" ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่มีการประกาศให้สถาบันการศึกษาบางแห่งออกจากระบบใน พ.ศ. 2541 ก็ทำให้ระบบการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินคุณภาพการศึกษามีหน้าตาที่เปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยกลายเป็นสถาบันที่มุ่งผลิตแรงงานทักษะ (skill labour) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดแรงงาน

ดังนั้นบทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจึงไม่ได้มีเป้าหมายในการสร้าง "พลเมืองที่เข้มแข็ง" เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ทว่าระบบการศึกษาไทยกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุนที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากระบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนออกแบบกฎระเบียบที่ขัดขวางการสรรค์สร้างงานวิชาการที่มีคุณภาพของบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างขนานใหญ่ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามทางวิชาการที่ร้ายแรง

ดังนั้นปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่เรื้อรังมาหลายปี จึงควรถูกนำมาทบทวนเพื่อนำไปสู่การถกเถียงและหารือกันของภาครัฐ และภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาทั้งตัวครู อาจารย์ และนักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยอย่างจริงจังในอนาคต โดยอาจเริ่มจากการลดกฎระเบียบและลดขั้นตอนต่างๆที่ซับซ้อนและยืดเยื้ออันก่อให้เกิดการขัดขวางประสิทธิภาพทางการศึกษาของนักศึกษา และขยับขยายกรอบการปฏิรูปไปยังพื้นที่อื่นๆตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตามสิทธิทางการศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดจากต่อสู้ของขบวนการนักศึกษา อาจารย์และบุคคลากรในสถาบันแต่ละแห่ง เพื่อเรียกร้องให้รัฐเข้าแทรกแซงและปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อลดทอนอำนาจของระบบตลาดที่ยึดครองและมีบทบาทชี้นำระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน

ดังนั้นรัฐต้องสร้างกลไกในการลดผลกระทบจากการนำระบบการศึกษาเข้าสู่ระบบตลาด โดยอาจออกมาตรการเยียวยาหรือนโยบายที่ช่วยลดต้นทุนทางการศึกษาและตั้งหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลระบบการศึกษาภายในโรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในอนาคตมากยิ่งขึ้นเพื่อปฏิรูปโครงสร้างและระบบการศึกษาทั้งระบบ





เกี่ยวกับผู้เขียน: นุชประภา โมกข์ศาสตร์ มหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Posted: 28 Feb 2018 08:01 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

เมื่อ "คนอยากเลือกตั้ง" ออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกำหนด ก็มีบางเสียงบอกว่า "เลือกไปก็ได้คนเดิมๆ พรรคเดิมๆ แล้วก็จะกลับไปมีปัญหาแบบเดิมๆ"


วาทกรรมนี้ คิดได้ในบางมุมว่า คนพูดต้องการลดความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งว่า ไม่ใช่ทางออกจากปัญหาที่บ่นๆกันได้หรอก แต่ในบางมุม ผมก็เห็นประเด็นให้คิดต่อว่า ถ้าพรรคการเมืองที่เป็นตัวเลือกไม่มีวิวัฒนาการให้คนอยากเลือกตั้ง ปัญหาที่เผชิญอยู่ ก็เห็นทางออกริบหรี่อยู่เหมือนกัน

ลองคิดเล่นๆต่อไปอีกว่า สมมติ ถ้าการเลือกตั้งเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ.2544 ไม่มีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวเลือกอยู่ในสารบบของการเลือกตั้งครั้งนั้น ถึงแม้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ประกาศใช้แล้ว แต่การเมืองไทยและสังคมไทยย่อมไม่เป็นเช่นที่เห็นในวันนี้อย่างแน่นอน

การเมืองไทยที่ไม่มีพรรคไทยรักไทย คงย้อนกลับไปเหมือนทศวรรษ 2530 ที่พรรคต่างๆหมุนเวียนกันขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลผสม ไม่มีการชูนโยบายในการเลือกตั้งอย่างจริงจัง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นได้เพียงความใฝ่ฝันของคุณหมอสงวน กองทุนหมู่บ้านไม่เคยเกิดขึ้น ส่วน OTOP และ SME เป็นคำย่อที่ไม่มีใครรู้จัก และเราอาจยังทยอยจ่ายหนี้ให้ IMF อยู่

การเมืองไทยที่ไม่มีพรรคไทยรักไทย คงไม่มีการสร้างความขัดแย้งของสีเสื้อ เพราะเกิดการหมุนเวียนของอำนาจ ไม่มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่ต้องอาศัยการเมืองบนท้องถนนเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะอายุรัฐบาลสั้นเพียง 1-2 ปี

การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยจึงเปลี่ยนการเมืองไทยและสังคมไทยในทศวรรษ 2540 โดยสิ้นเชิง

ผมคิดสนุกๆต่อไปอีกว่า ถ้าพรรคไทยรักไทยปี 2544 เดินทางข้ามเวลามาเสนอตัวรับเลือกตั้งในปี 2561 หรือ 2562 พรรคไทยรักไทยจะเป็นตัวเลือกที่เปลี่ยนการเมืองไทยและสังคมไทยได้หรือไม่

ฟันธงเลยว่า ไม่ได้ เพราะระบบนิเวศของสังคมเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก คนหนุ่มสาววันนี้ รับแรงกดดันจากปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส ความบีบคั้นจากการแข่งขัน และเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Blockchain, IOT, EV ฯลฯ กำลังรื้อถอนสิ่งที่เขาเคยชินอย่างดุดันด้วยความเร็วแบบยกกำลัง ส่งผลให้เขาเหล่านั้นเรียกร้องหาพรรคการเมืองที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหญ่นี้ ซึ่งแน่นอน...พรรคไทยรักไทยยุค 2544 ทำไม่ได้

พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองอื่นๆที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อรับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแค่ การซ่อม (Fix), ปรับปรุง (Renovate) หรือใหญ่ขนาด รื้อถอน (Disrupt) ก็ตาม

ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ พรรคการเมือง "ใหม่" ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ สามารถเสนอตัวเป็นทางเลือก หากพรรคการเมืองเดิม อุ้ยอ้าย ขยับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ผมสัมผัสได้ถึงกระแสลมของพรรคคนรุ่นใหม่ที่พัดแรงขึ้นทุกที ท่ามกลางคลื่นประชาธิปไตยของ "คนอยากเลือกตั้ง" ที่ก่อตัวใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น

และเมื่อมองย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคการเมือง "ใหม่" ก็ไม่เคยว่างเว้นจากการเมืองไทย และบางครั้งยังเคย "เขย่า" การเมืองอย่างเข้มข้นมาแล้ว

ในการเมืองไทยยุคปัจจุบัน หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา มีการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่พรรคการเมืองซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ได้รับเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลต่อการเมืองไทยในขณะนั้น

1) การเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2522 พรรคการเมือง"ใหม่"ที่เพิ่งก่อตั้งเพียง 45 วันอย่างพรรคประชากรไทย มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค กวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครไป 29 ที่นั่งจากทั้งหมด 32 ที่นั่ง เหลือเพียง 3 ที่นั่งให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ นายเกษม ศิริสัมพันธ์ จากพรรคกิจสังคม และ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ จากพรรคประชาธิปัตย์

2) การเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2535 พรรคพลังธรรมที่มี พลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค กวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครไป 32 ที่นั่งจากทั้งหมด 35 ที่นั่ง เหลือเพียง 3 ที่นั่งให้ นายสมัคร สุนทรเวช และ ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ จากพรรคประชากรไทย และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์

3) การเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยที่มี ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค กวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครไป 29 ที่นั่งจากทั้งหมด 37 ที่นั่ง เหลือเพียง 8 ที่นั่งให้พรรคประชาธิปัตย์

อ่านทบทวน 3 ครั้ง คุ้นๆไหมครับ คำว่า "กวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานคร" - พื้นที่ที่เชื่อกันว่า ไม่มีการซื้อเสียง แต่ผู้เลือกเปลี่ยนใจได้เสมอหากผู้ที่ได้รับเลือกไปแล้ว ทำงานไม่ถูกใจ และผู้เลือกพร้อมอ้าแขนรับผู้เสนอตัวรับเลือกตั้งรายใหม่ๆตลอดเวลา

การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจึงไม่เพียงอยากให้มาถึงในเร็ววัน แต่ยังอยากเห็นพรรคการเมือง"ใหม่" ที่ขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาว เพื่อนำพาสังคมไทยไปสู่อนาคตที่พวกเขาใฝ่ฝัน และหากพวกเขาทำการบ้านได้ดีพอ เราอาจได้เห็นการ "กวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานคร" อีกครั้ง

ที่จริงแล้ว พรรคการเมือง"ใหม่" และนักการเมือง”แบบใหม่” กำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลก เพราะคนหนุ่มสาวทั้งโลกในวันนี้ ต่างเผชิญกับแรงบีบคั้นรุนแรงอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเหมือนๆกัน

อีกทั้ง คนหนุ่มสาวยังถูกผลักไสให้เป็น "คนนอก" กระเด็นไกลจากแวดวงการเมืองที่มีผลต่อชีวิตและอนาคตของเขา ดังนั้น จึงเกิดการก่อตัว เรียกร้องให้มีตัวแทนของพวกเขาที่เป็นอิสระจากพวก "ขาใหญ่" ในการเมืองแบบดั้งเดิม

ไม่น่าแปลกใจ ที่ตัวแทนซึ่งให้ความรู้สึกแบบ "คนนอก" จึงเป็นที่ยอมรับในกลุ่มก้อนของคนหนุ่มสาว การผงาดขึ้นมาของคนแบบ Bernie Sanders ของสหรัฐอเมริกา, Jeremy Corbyn ของอังกฤษ, Justin Trudeau ของแคนาดา, Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และ Pablo Iglesias ของสเปน อธิบายความคับข้องของคนหนุ่มสาวยุคนี้ได้พอสมควร

วันนี้ เราเห็นคนหนุ่มสาวของไทยลุกขึ้นมาแสดงความรู้สึกว่า "อยากเลือกตั้ง" อย่างคึกคัก ไม่หวั่นเกรงภยันตรายใดๆ

พร้อมๆกัน ก็มีคนหนุ่มสาวบางคนเริ่มคิดดังๆ ให้ได้ยิน วาดหวังถึงตัวแทนของพวกเขาในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เช่น


“การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น ไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลา อดทน มุ่งมั่น แต่การใช้เวลา ไม่ได้หมายความว่า รอเวลาอย่างเดียว โดยไม่ลงมือทำ ผมเชื่อว่า ยังมีคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดดีๆ และมุ่งมั่นตั้งใจอยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ทำการเมืองแบบใหม่ให้ประเทศนี้อีกมาก

"การเมือง" เป็นเรื่องของเรา หากเราไม่ทำ คนอื่นก็จะเข้ามาทำ หากเราต้องการให้การเมืองเป็นแบบใด เราต้องลงมือทำเอง เราต้องสร้าง "ทางเลือกใหม่" ให้สำเร็จให้จงได้ "ทางเลือกใหม่" อาจไม่ชนะในวันนี้ แต่อย่างน้อย ต้องทำให้ผู้คนมี "ความหวัง" กับการเมือง... การเมืองแบบใหม่ ประชาชนสร้างได้"

- ปิยบุตร แสงกนกกุล

ผมทำนายว่า หลังวันที่ 1 มีนาคมนี้ เราจะได้เห็นคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาตั้งพรรคการเมืองของพวกเขาเอง ขับเคลื่อนโดยวิธีคิดแบบคนหนุ่มสาว เพื่ออนาคตของสังคมไทยที่พวกเขาจะใช้ชีวิตไปอีก 50-60 ปี
คนรุ่นใหม่ อนาคตใหม่



ที่มา: เฟสบุ๊ค สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี


Posted: 28 Feb 2018 08:13 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้มีนักประชาธิปไตยดีๆ บางคน ออกมาพูดว่าเราไม่ควรใช้คำว่า “สลิ่ม” แล้ว และเราควรจะก้าวพ้นความแตกแยกในสังคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่เสื้อเหลืองออกมากวักมือเรียกให้ทหารทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา นอกจากนี้นักประชาธิปไตยบางคนก็พูดทำนองว่า “อย่ามาพูดเรื่องเสื้อแดงอีก” และมีการพยายามที่จะปฏิเสธว่าคนเสื้อแดงออกมาร่วมในการประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือที่เชียงใหม่ เมื่อเดือนที่แล้ว

ในแง่หนึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยากลดความตึงเครียดในสังคม แต่ข้อเสนอที่พวกนี้เอ่ยถึงข้างบน มันพาคนไปเข้าสู่เกมหรือโรดแมปของทหารเผด็จการ

เราควรเข้าใจว่าทหารเผด็จการ นอกจากจะต้องการสืบทอดอำนาจไปนานหลังการเลือกตั้ง ผ่าน “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” แผนใหญ่ของเขาคือการบังคับปรองดองจอมปลอมบนเงื่อนไขของพวกเผด็จการ และพวกชนชั้นกลางที่เกลียดชังประชาธิปไตย (พวก “สลิ่ม” นั้นเอง)

สิ่งที่ทหารเผด็จการต้องการคือ อยากให้นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหดหู่ หมดกำลังใจ จนพร้อมจะประนีประนอมกับฝ่ายเผด็จการ และยอมรับประชาธิปไตยครึ่งใบ กับ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ”

นี่คือสาเหตุที่เขากำลังปราบปรามนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่โกหกว่าสิทธิมนุษยชนเป็น “วาระแห่งชาติ” เขาอยากจะทำลายขบวนการประชาธิปไตยที่กำลังก่อตัวขึ้นทุกวันนี้ภายใต้การนำของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เพราะถ้าสามารถทำลายกระแสนี้ได้ อุปสรรคสำคัญที่จะมีการเลือกตั้งภายใต้ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบก็จะหายไป


แน่นอนเราไม่ควรรังเกียจคนที่เคยเป็นสลิ่มที่กลับใจสำนึกผิดและอยากจะร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยในยุคนี้ แต่การจับมือกับคนที่ไม่สำนึกผิด ที่มองว่าไทยมีประชาธิปไตย “มากเกินไป” หรือคนที่อวยเผด็จการ หรือคนที่มองว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ที่ยากจน “โง่” “ขายเสียง” และ “ไม่ควรมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ในการเลือกรัฐบาล” จะเป็นการยอมจำนนต่อแผนของเผด็จการ นอกจากนี้การจับมือกับคนคลั่งชาติที่มองว่าเขาพระวิหาร “เป็นของไทย” และพร้อมจะเห็นสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องไร้สาระแบบนี้ ก็มีปัญหาเช่นกัน ถ้าเขาไม่กลับใจสำนึกผิด

ผมไม่มีปัญหากับการถกเถียงกับสลิ่ม เพื่อให้เขาเปลี่ยนจุดยืน ใครมีเวลาว่างก็เชิญทำ แต่การประนีประนอมกับจุดยืนของสลิ่มจะไม่นำไปสู่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด นอกจากนี้การประนีประนอมแบบนั้น จะเป็นการทอดทิ้งเพื่อนเราที่ติดคุกในกรณี 112 อีกด้วย

ในหัวข้อบทความนี้ผมพูดถึงความภูมิใจที่ “เคย” เป็นเสื้อแดง ผมใช้คำว่า “เคย” ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนจุดยืนแต่อย่างใด แต่เพราะตอนนี้เสื้อแดงหมดพลังในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม สาเหตุหลักคือการที่ทักษิณและพรรคพวกของเขาใน นปช. จงใจแช่แข็งและทำลายขบวนการจนมันหมดสภาพ

ในเรื่องเสื้อแดง ทุกคนควรยอมรับว่าการที่มีเสื้อแดงหลายคนไปร่วมในการชุมนุม “คนต้องการเลือกตั้ง” ทำให้มวลชนมีจำนวนมากขึ้น แถมมีการจัดป้ายอย่างเป็นระบบอีกด้วย บางครั้งผมสงสัยว่านักประชาธิปไตยบางคนอยากจับมือและเอาใจ “สลิ่ม” มากกว่าเสื้อแดงอีก แต่ขบวนการเสื้อแดงเคยเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ผมไม่เคยสนับสนุนทักษิณ แต่ในยุคเผด็จการผมยินดีทำแนวร่วมกับคนที่รักทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ บางคนอาจคิดว่าถ้านักประชาธิปไตยหรือเสื้อแดงหมดรักในทักษิณ หรือก้าวพ้นทักษิณ เราอาจจับมือกับเสื้อเหลืองหรือ “สลิ่ม” ได้ คนที่คิดแบบนี้เป็นคนที่วิเคราะห์วิกฤตไทยแบบตื้นเขิน เพราะมองว่ามันคล้ายๆ ความขัดแย้งระหว่างคนที่เชียร์ทีมฟุตบอล์สองสี ไม่มีการทำความเข้าใจเนื้อหาทางการเมืองที่เป็นรากฐานความขัดแย้งเลย

โดยรวมแล้วพวกสลิ่มชนชั้นกลางเป็นคนที่คัดค้านการใช้งบประมาณรัฐในการพัฒนาสภาพชีวิตของคนทำงานธรรมดาๆ ในเมืองและในชนบท พวกนี้คัดค้านนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยรักไทย เขาคัดค้านกองทุนหมู่บ้านเพื่อสร้างงาน เขาคัดค้านโครงการประกันราคาข้าวสำหรับเกษตรกร ฯลฯ


จุดยืนแบบนี้คือจุดยืนทางชนชั้น และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐศาสตร์การเมืองที่บูชากลไกตลาดเสรี หรือนโยบาย Neo-liberal ของฝ่ายขวาทั่วโลกที่ชื่นชมระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เขามองว่าคนจนควรเจียมตัวในความยากจน และโกหกสังคมกับตัวเองว่าเขาเองร่ำรวยเพราะ “การขยันทำงาน” และคนจน “ขี้เกียจหลังยาว” นี่คือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลเผด็จการทหารที่ชอบใช้คำว่า “การรักษาวินัยทางการคลัง” เพื่อคักค้านการใช้เงินรัฐเพื่อพัฒนาชีวิตคนส่วนใหญ่ และแน่นอนพวกนี้ไม่เคยคัดค้านการใช้งบประมาณรัฐเพื่อเพิ่มงบประมาณทหาร งบประมาณพวกอภิสิทธิ์ชน หรือการลดภาษีให้คนรวย [ดู]

เรื่องแบบนี้คือรากฐานความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงกับสลิ่ม และการปิดหูปิดตาไม่ยอมสนใจ จะไม่นำไปสู่สังคมที่สงบ มันจะนำไปสู่สังคมที่มองไม่เห็นหัวคนส่วนใหญ่ต่างหาก



เผยแพร่ครั้งแรกใน: Turnleft-Thailand
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
เสรีนิยม กลไกตลาด และรัฐ


[full-post]


Posted: 28 Feb 2018 08:25 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใบตองแห้ง

สนช.มีมติ “ล้มโต๊ะ” ไม่เห็นชอบว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน อย่างเซอร์ไพรส์ ทำให้ชาวบ้านด่าขรม นี่จะเลื่อนเลือกตั้งอีกใช่ไหม

อันที่จริง ถ้ารีบสรรหา กกต.ใหม่ ดูตามขั้นตอนกฎหมาย ก็ไม่กระทบโรดแมปหรอก แม้มีผลข้างเคียง ก็ไม่ถึงกับมีนัยสำคัญ แต่ประชาชนไม่ไว้วางใจเสียแล้วไง ขนาดท่านผู้นำให้คำมั่น “เลือกตั้ง พ.ย. 61” สนช.ยังเลื่อนได้ นี่ กกต.สรรหากันเองในหมู่ผู้มีอำนาจ ยังตบเท้าล้มหน้าตาเฉย แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไร ว่าไม่มีเลศนัย

มีอย่างที่ไหน วันก่อนหน้านั้น โฆษกกรรมาธิการตรวจสอบประวัติเพิ่งยืนยัน ทั้ง 7 คนไม่มีปัญหา ชาวบ้านก็คิดว่าน่าจะผ่านฉลุยเป็นฝักถั่ว ที่ไหนได้ ฝักถั่วพลิกข้าง อ้างว่าไม่มีประสบการณ์จัดเลือกตั้ง ซึ่งฟังไม่ขึ้น คนหนึ่งเป็นอดีตผู้ว่า 2 คนเป็นผู้พิพากษา (จะมีประสบการณ์ได้ไง) “สเปกมหาเทพ” ยากอยู่แล้วที่จะได้คนมีประสบการณ์ ถ้าอยากเปลี่ยนตัวบุคคลก็ลงมติเฉพาะราย ทำไมต้องเหมาเข่ง

แล้วเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร ไม่ทราบสิครับ แต่มีบทวิเคราะห์ รายงาน ของสื่อหลายสำนัก ชี้ว่าอาจเป็นเพราะการสรรหาว่าที่ กกต. 2 คน โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีปัญหาการตีความ “เปิดเผยแปลว่าอะไร” ที่ลงมติมานั้นใช่การลงมติโดยเปิดเผยหรือไม่ เพราะ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ทักท้วงมีเหตุผล แต่เมื่อศาลยืนยันว่าท่านถูก สนช.ก็กระอักกระอ่วนไม่รู้จะท้วงอย่างไร ทีแรกว่าจะปล่อยไป แต่ก็มีใบสั่งให้คว่ำนาทีสุดท้าย เพราะกลัวมีปัญหาภายหลัง ครั้นจะคว่ำแค่ 2 คนก็ไม่ได้ จะถูกมองว่าเจาะจงก็เลยต้องพาลล้มโต๊ะ

“แหล่งข่าวนักกฎหมายระดับสูง” ให้สัมภาษณ์สื่อหลายค่ายพร้อมกัน (ต้นฉบับเดียวกัน ก๊อปแจก สันนิษฐานว่าเป็นคนสำคัญ สื่อจึงให้ความสำคัญ) ออกตัวว่าใช่เรื่องนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ดีแล้วละ เดี๋ยวได้เป็น กกต.แล้วจะเสี่ยงถูกร้องเรียนคุณสมบัติ การตีกลับเป็นหนทางดีที่สุด เชื่อว่าเมื่อสรรหาใหม่ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะลงมติ “เปิดเผย” เมื่อถามว่าเป็นการหักหน้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือไม่ ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะไม่ได้พูดออกมาอย่างเป็นทางการ ว่าเป็นสาเหตุนี้ จริงหรือไม่ก็ไม่รู้

จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ตลกดีนะ เรื่องใหญ่ระดับชาติ จู่ๆ ลงมติล้มโต๊ะไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีเหตุมีผล ประชาชนไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างว่า ก็แปลว่ารัฐบาล คสช.แบกหม้อก้นดำ ถูกชาวบ้านรุมด่าด้วยความเข้าใจผิด แต่เมื่อไม่บอกความจริง แล้วจะแก้ตัวอย่างไร ก็สมควรถูกด่าต่อไป ซ้ำเติมขาลง

จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นจริง แม้แปลว่าไม่ได้เจตนาเลื่อนเลือกตั้ง ก็อย่ามองโลกในแง่ดี เพราะมันสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่า ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน นั่นคือวิกฤติเชิงระบบ เมื่ออำนาจขัดกัน

ไม่เห็นจำเป็นเลย ที่ต้องเขียนกฎหมายให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติเปิดเผย แต่ กรธ.ดันเขียนมา แล้วที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ตีความคำว่า “เปิดเผย” ให้งงทั้งประเทศ สนช.ก็ไม่กล้าค้าน ไม่รู้จะเอาไง ตอนแรกจะให้ผ่านแต่เช้าวันลงมติก็สั่งคว่ำ ล้มทั้งกระดาน เผลอๆ จะบานปลายมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันหลายฝ่าย
นี่ถ้าเป็นจริงนะ (จริงไหมไม่รู้ ฮิฮิ) ก็แปลว่าเราอยู่ในระบบที่เละเทะมาก ขนาดทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องโลกาวินาศได้


ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น

Posted: 28 Feb 2018 09:56 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยเพิ่งลงนามในหนังสือเพื่อส่งถึง พล.อ.ประวิตร ให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมปมนาฬิกาหรู


28 ก.พ.2561 ความคืบหน้าการตรวจสอบนาฬิกาหรูและแหวนเพชร ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ล่าสุดวันนี้ (28 ก.พ.61) ข่าวสดออนไลน์ รายงาน ว่า วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ล่าสุดตนได้ลงนามในหนังสือ เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา เพื่อส่งถึง พล.อ.ประวิตร ให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมแล้ว โดยจะครบกำหนดภายในเดือนมี.ค.นี้ เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีรายละเอียดของนาฬิกาถึง 25 เรือน เราจึงอยากให้พล.อ.ประวิตรตอบถึงรายละเอียด โดยเราได้กำหนดชัดเจนว่าต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน

วรวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รายละเอียดในหนังสือครั้งล่าสุดนี้เป็นคนละประเด็นคำถามกับหนังสือที่เคยส่งให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจง ครั้งที่ 3 อย่างไรก็ตามครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรจะขอขยายเวลาได้หรือไม่นั้น ต้องดูเหตุผลของพล.อ.ประวิตรก่อน ว่าท่านตอบมาเรียบร้อยหรือไม่ หรือติดปัญหาอะไร แต่โดยปกติเราจะให้ความเป็นธรรม เพราะในแต่ละเรื่องจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน อย่างกรณีนี้มีประเด็นจำนวนมาก และเรื่องก็ย้อนหลังจึงต้องให้เวลาท่านพอสมควร นอกจากนั้นในส่วนพยานบุคคลที่ป.ป.ช.ได้เชิญมาให้ถ้อยคำก่อนหน้านี้ จำนวน 4 คน ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว พบว่าในเบื้องต้นจำเป็นต้องเชิญพยานบุคคลอีก 2 คน เข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติม ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาทั้งสิ้น ขณะนี้ได้ส่งหนังสือเชิญบุคคลดังกล่าวไปแล้ว คาดว่าวันที่จะดำเนินการสอบถ้อยคำภายในสัปดาห์หน้า

ต่อคำถามที่ว่าพยานใหม่ทั้ง 2 คน เป็นคนรู้จักหรือใกล้ชิดพล.อ.ประวิตรใช่หรือไม่ นั้น วรวิทย์ กล่าวว่า เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกา เพราะทั้งหมดมี 25 เรือน ถ้าพบว่าเรือนไหนมีใครไปเกี่ยวข้องเราก็จะเชิญมา

เมื่อถามว่า การส่งหนังสือถึง พล.อ.ประวิตรเรื่องให้ชี้แจงเรื่องนาฬิกาถึง 3 ครั้งที่ผ่านมา มีความชัดเจนหรือน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า หนังสือ 2 ฉบับแรกที่ถามไปข้อมูลที่เรารวบรวมได้ยังไม่มากพอ แต่เมื่อได้รวบรวมจนมากเพียงพอแล้ว จึงถามไปในหนังสือ ครั้งที่ 3 และครั้งล่าสุดนี้ โดยลงรายละเอียดนาฬิกาแต่ละเรือน

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.