คีร์กิซสถานเผยเหตุระเบิดสถานทูตจีนเป็นคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย
นายเซนิช ราซาคอฟ รองนายกรัฐมนตรีคีร์กิซสถาน เผยรายละเอียดเหตุระเบิดหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงบิชเคก เมืองหลวงคีร์กิซสถาน วันนี้ (30 ส.ค.) เป็นการก่อเหตุคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตาย ทำให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 1 ราย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวคีร์กิซสถานซึ่งทำงานให้กับสถานทูตจีนบาดเจ็บ 3 ราย แต่ไม่มีชาวจีนได้รับบาดเจ็บ
สำนักข่าวเอเคไอเพรสของคีร์กิซสถานรายงานว่าผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนแนวกั้นบริเวณทางเข้าสถานทูตจีนก่อนจะจุดชนวน และแรงระเบิดทำให้ตัวอาคารสถานทูตบางส่วนเสียหาย ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงของคีร์กิซสถานจะเร่งตรวจสอบว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้
รัฐบาลคีร์กิซสถานเริ่มต้นปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายตั้งแต่ปี 2558 หลังมีรายงานว่าชาวคีร์กิซสถานมากกว่า 500 คน เป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) และชายชาวคีร์กิซสถานรายหนึ่งมีส่วนร่วมในการก่อเหตุของไอเอสซึ่งบุกโจมตีสนามบินอตาเติร์กในนครอิสตันบูลของตุรกีเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 44 ราย
นอกจากนี้ ชาวจีนเคยตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อเหตุร้ายในคีร์กิซสถานมาก่อนแล้ว โดยเมื่อปี 2543 เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนถูกยิงเสียชีวิต 1 รายจากการลงมือของชาวอุยกูร์ และเมื่อปี 2557 หน่วยลาดตระเวนชายแดนของคีร์กิซสถานได้ยิงสังหารชาวอุยกูร์ 11 รายซึ่งพยายามลักลอบข้ามแดนเข้ามายังคีร์กิซสถาน และผลการสอบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านจีน ทั้งยังมีกลุ่มติดอาวุธฮิซบุตทาห์รีร์ เครือข่ายติดอาวุธชาวมุสลิมที่มีแนวคิดสุดโต่ง เกี่ยวโยงกับกลุ่มตาลีบันและกลุ่มอัล-เคดา เคลื่อนไหวอยู่ในคีร์กิซสถานด้วยเช่นกัน
รายงานข่าวระบุด้วยว่าสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับสถานทูตจีนในกรุงบิชเคก สั่งอพยพบุคลากรออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยออกประกาศเตือนพลเรือนของตนให้เฝ้าระวังภัยจากการก่อการร้ายเมื่อเดินทางมายังคีร์กิซสถาน เนื่องจากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะในพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของเมืองออชของคีร์กิซสถาน

ผู้อพยพกว่า 6 พันคนได้รับการช่วยเหลือนอกชายฝั่งลิเบีย
หน่วยลาดตระเวนชายฝั่งอิตาลี พร้อมด้วยกองเรือปฏิบัติการสหภาพยุโรป (EU) และเรือขององค์กรระหว่างประเทศ รวม 40 ลำ ร่วมกันช่วยเหลือผู้อพยพราว 6,500 คนซึ่งล่องเรือออกจากเมืองซาบราธาของลิเบีย เมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) โดยผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นชาวเอริเทรียและชาวโซมาเลีย รวมถึงผู้หญิงและเด็กทารก
รายงานข่าวระบุว่าผู้อพยพได้รับการช่วยเหลือขณะอยู่ห่างจากฝั่งลิเบียประมาณ 20 ก.ม. ถือเป็นปฏิบัติการช่วยเหลือผู้อพยพครั้งใหญ่สุดในรอบปี และเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา เรือลาดตระเวนชายฝั่งอิตาลีช่วยเหลือผู้อพยพไว้ได้อีกกว่า 1,100 คนในน่านน้ำบริเวณเดียวกันนี้
องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเมินว่าผู้อพยพที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งอิตาลีปีนี้มีจำนวนกว่า 106,000 คน มีผู้เสียชีวิตระหว่างทางราว 2,726 คน แต่คาดว่ายังมีผู้อพยพรอการเดินทางออกจากลิเบียอีกประมาณ 275,000 คน
ตลอดปี 2558 มีผู้อพยพจากประเทศซีเรียและพื้นที่อื่นๆ รวมกว่า 1 ล้านคนเดินทางมายังยุโรป ทำให้เกิดวิกฤตผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดความแตกแยกในหลายประเทศสมาชิกอียู จนต้องมีการเจรจาข้อตกลงเรื่องการรับมือผู้อพยพระหว่างอียูและตุรกี เพื่อหาทางสกัดผู้อพยพที่ใช้เส้นทางข้ามแดนจากตุรกีมายังกรีซ แต่ผู้อพยพจากกลุ่มประเทศแอฟริกายังใช้เส้นทางข้ามแดนจากประเทศลิเบียมายังยุโรป เนื่องจากลิเบียเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นช่องทางให้ขบวนการค้ามนุษย์ใช้พื้นที่ดังกล่าวหาผลประโยชน์จากผู้อพยพ#Libya #Migrants

วัยรุ่นศรีลังกาถูกจับฐานเจาะเว็บไซต์ประธานาธิบดี เรียกร้องเลื่อนวันสอบ
ตำรวจศรีลังกาจับกุมวัยรุ่นชายอายุ 17 ปีซึ่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อสอบปากคำในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจาะระบบเว็บไซต์ของประธานาธิบดีศรีลังกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาวัยรุ่นคนดังกล่าว
รายงานข่าวระบุว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เรียกตัวเองว่าเยาวชนศรีลังกา Sri Lanka Youth โจมตีเว็บไซต์ของประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 25-26 ส.ค. พร้อมขึ้นข้อความประท้วงรัฐบาลที่เพิ่งสั่งเปลี่ยนกำหนดการสอบวัดผลทางการศึกษาทั่วประเทศให้เป็นเดือน เม.ย.ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับเทศกาลเฉลิมฉลองวันปีใหม่ตามประเพณีชาวสิงหลและชาวทมิฬ แฮ็กเกอร์จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเลื่อนกำหนดการสอบเสียใหม่
กลุ่มแฮ็กเกอร์ยังได้เรียกร้องโดยตรงถึงนายไมตรีผลา สิริเสนา ประธานาธิบดีศรีลังกา ให้กำชับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลศรีลังกา ให้เร่งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษาต่างๆ พร้อมย้ำว่าถ้าหากประธานาธิบดีไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ควรจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่
อัซซาม อามีน ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงโคลอมโบของศรีลังกา รายงานว่าวัยรุ่นชายที่ถูกจับกุมเป็นเพียงคนเดียวที่ตำรวจพบเบาะแสเชื่อมโยงการก่อเหตุ ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า เหตุใดเว็บไซต์ของประธานาธิบดีจึงถูกโจมตีอย่างง่ายดายโดยวัยรุ่นคนเดียว ขณะที่เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ถูกโจมตีในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย
(ภาพ: ประธานาธิบดีไมตรีผลา สิริเสนา ได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปีที่ผ่านมา)

จีนเปิดตัวบริษัทผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน หวังแข่งขันชาติตะวันตก
รัฐบาลจีนเปิดตัวบริษัท AEGC เพื่อผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินสัญชาติจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและบริษัทอุตสาหกรรมการบิน AVIC รวมถึงบริษัทการบินพาณิชย์ของจีน Comac ซึ่งตั้งเป้าว่าจะผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล
บริษัท AEGC มีเงินลงทุนเริ่มต้น 50 ล้านหยวน และจะผลิตทั้งเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทางการทหาร ซึ่งจีนสามารถผลิตเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ได้เองมานานหลายสิบปี แต่ยังต้องนำเข้าเครื่องยนต์เครื่องบินจากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา จีนจัดซื้อเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์จากบริษัทเครือเจเนอรัล อิเล็กทริก รวมถึงบริษัทแพร็ทท์ แอนด์ วิทนีย์ ขณะที่เครื่องยนต์เครื่องบินด้านการทหารนำเข้าจากรัสเซีย
ทั้งนี้ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ประกาศนโยบายส่งเสริมความก้าวหน้าด้านยุทธศาสตร์และนวัตกรรมด้านการบิน โดยมุ่งหวังว่าจีนจะเป็นผู้นำด้านการบินในระดับโลกได้ในอนาคต

สตช. จับมือ ธ.กรุงไทย รับชำระค่าปรับจราจรผ่านธนาคารและตู้เอทีเอ็มได้ในเดือน ก.ย. นี้
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดบริการรับชำระค่าปรับจราจรที่ธนาคารและ KTB netbank ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. นี้ และจ่ายค่าปรับผ่านตู้เอทีเอ็มได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. เป็นต้นไป คาดว่าจะเดินหน้าขยายบริการรับชำระใบสั่งทุกประเภท ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ภายในเดือน ม.ค. 2560
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ประชาชนที่ได้รับใบสั่งจราจรในรูปแบบไม่ยึดใบขับขี่ สามารถนำใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 1 กันยายน 2559 และมีแถบบาร์โค้ดไปชำระที่เคาน์เตอร์สาขากว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ และ KTB netbank ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. นี้ และผ่านเครื่องเอทีเอ็มกว่า 9,000 เครื่อง ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. และธนาคารจะขยายการรับชำระใบสั่งทุกประเภทจากทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ภายในเดือนมกราคม 2560
พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินตามนโยบาย National e-Payment ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และถือเป็นการยกระดับมาตรฐานงานด้านบริการประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมกันพัฒนาระบบรองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เนื่องจากธนาคารกรุงไทยมีศักยภาพในการติดตั้งระบบการเชื่อมต่อข้อมูลรองรับการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย มีระบบตรวจสอบการรับส่งเงิน ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงมั่นใจว่า บริการรับชำระค่าปรับจราจรผ่านธนาคารกรุงไทย จะช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และภาระในการเดินทางของประชาชน และในต่อไปจะให้บริการรับชำระผ่านตัวแทนชำระเงิน และเพิ่มช่องทางการชำระด้วยบัตรเดบิตและบัตรเครดิตบนเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย
ภาพ: ตัวอย่างรายการบนหน้าจอของตู้เอทีเอ็ม ธ.กรุงไทย ซึ่งเพิ่มตัวเลือกสำหรับการจ่ายค่าปรับจราจร และคาดว่าพร้อมรับชำระเงินได้ในวันที่ 5 ก.ย. นี้


เกิดเหตุระเบิดใกล้สถานทูตจีนในคีร์กิซสถาน
เจ้าหน้าที่รัฐบาลคีร์กิซสถานเปิดเผยกับสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ของรัสเซียว่าเกิดเหตุระเบิดใกล้กับสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงบิชเคก เมืองหลวงของคีร์กิซสถาน วันนี้ (30 ส.ค.) มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย
รายงานข่าวระบุว่ารถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนแนวกั้นบริเวณทางเข้าของสถานทูต และเกิดเหตุระเบิดขึ้น ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพควันเหนือตัวอาคาร ภาพกระจกและเศษคอนกรีตในบริเวณที่เกิดเหตุ
ขณะที่สำนักข่าวเอเคไอเพรสของคีร์กิซสถาน รายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่สถานทูตจีน ยืนยันว่าไม่มีบุคลากรของสถานทูตเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ส่วนรัฐบาลคีร์กิซสถานจะเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุระเบิดครั้งนี้อย่างเร่งด่วน


รัฐมนตรีอินเดียแนะนักท่องเที่ยวหญิงอย่านุ่งกระโปรง-เดินทางลำพัง
นายมาเฮช ชาร์มา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของอินเดีย ให้สัมภาษณ์สื่อภายในประเทศว่ารัฐบาลอินเดียได้จัดทำคู่มือแนะนำการปฏิบัติตัวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยจะแจกจ่ายตามสนามบินต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรับทราบถึงข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติในสังคมอินเดีย
เนื้อหาในคู่มือดังกล่าวรวมถึงคำเตือนให้นักท่องเที่ยวหญิงถ่ายภาพทะเบียนรถที่ตนโดยสารและส่งต่อให้เพื่อนฝูงรับทราบ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง รวมถึงข้อแนะนำให้นักท่องเที่ยวหญิงหลีกเลี่ยงการนุ่งกระโปรงและการเดินทางออกนอกที่พักอาศัยตามลำพังในเวลากลางคืน
ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในอินเดียวิพากษ์วิจารณ์คู่มือดังกล่าวว่าเป็นแนวคิดล้าหลัง ไม่เข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนายชาร์มาถูกโจมตีอย่างหนักในสื่อออนไลน์ โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งระบุว่าอินเดียควรห้ามรัฐมนตรีคร่ำครึมากกว่าจะห้ามการนุ่งกระโปรง ขณะที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายระบุว่าต่อไปรัฐมนตรีชาร์มาคงห้ามผู้หญิงออกจากบ้าน
อย่างไรก็ตาม นายชาร์มาชี้แจงว่าการจัดทำคู่มือดังกล่าวเป็นการแนะนำให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมอินเดีย เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม แต่ไม่ถึงขั้นออกกฎระเบียบว่านักท่องเที่ยวควรใส่ชุดอะไร


ขับเคลื่อนโดย Blogger.