Posted: 28 Nov 2017 08:34 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ชาวกะเหรี่ยงทั่วประเทศร้องภาครัฐรับรองและสนับสนุนการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ตามมติ ครม. 3 ส.ค.53 อย่างจริงจัง ย้ำวิถีกะเหรี่ยงคือวิถีไทยที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน

28 พ.ย.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ผู้นำชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศทั้ง 15 จังหวัดที่มีชาวกะเหรี่ยงอยู่ ได้ร่วมประชุมเพื่อถอดบทเรียนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 3 ส.ค. 2553 เรื่องแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง พบว่ายังขับเคลื่อนไปได้อย่างเชื่องช้า ทั้งที่ผ่านมากว่า 9 ปีแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการตามมติ ครม. 3 ส.ค.2553 ในพื้นที่ 15 จังหวัดที่มีชาวกะเหรี่ยงอยู่

รายงานข่าวระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2553 ครม.ได้มีมติเห็นชอบแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอในประเด็นที่สำคัญ 5 ประเด็นคือ 1.อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม 2.การจัดการทรัพยากร 3.สิทธิในสัญชาติ 4.การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และ5.การศึกษา โดยได้แบ่งเป็นมาตรการฟื้นฟูระยะสั้นและระยะยาว และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติ

สุรพงษ์กล่าวว่าข้อเรียกร้องของชาวกะเหรี่ยงที่สำคัญคือ ภาครัฐต้องยอมรับและรับรองว่าชาวกะเหรี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เพราะแม้จะยอมรับการมีสัญชาติไทยของชาวกะเหรี่ยงในฐานะชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่มาเนิ่นนานบนแผ่นดินนี้แล้ว ยังต้องยอมรับภาษากะเหรี่ยงในฐานะภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง โดยมีการเรียนการสอนภาษาไทย-กะเหรี่ยงในวิชาภาษาไทย ทั้งรณรงค์ฟื้นฟูรักษามรดกวัฒนธรรมไทย-กะเหรี่ยงในวันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และในแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น ข้อบัญญัติท้องถิ่น ตลอดจนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีการนำเอาแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ตามมติครม. 3 ส.ค. 2553 ไปบรรจุไว้ด้วย

สุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวัฒนธรรมต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเรียกประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ได้มีการเรียกประชุมมาเนิ่นนานแล้ว และเร่งผลักดันให้ไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในปี 2562 หลังจากประกาศให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาติ ตั้งแต่ปี 2556 ตลอดจนประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์" ซึ่งจะสอดคล้องกับประกาศที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันสากลแห่งชนเผ่าพื้นเมืองโลก” (International Day of World Indigenous Peoples)

สุรพงษ์ ด้วยว่า วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงที่เรียบง่ายทั้งรักษาสภาพแวดล้อมและแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDP ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอของชาวกะเหรี่ยงโดยเร็ว

Posted: 28 Nov 2017 12:00 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เลขาธิการ กสทช. เผยยอดขึ้นทะเบียนโดรนที่สำนักงาน กสทช. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.- 28 พ.ย. 60 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,280 เครื่อง ระบุฝืนจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


28 พ.ย. 2560 สำนักสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รายงานว่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการลงทะเบียนโดรนที่สำนักงาน กสทช. ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค พบว่า ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. – 28 พ.ย. 2560 มีผู้มาขึ้นทะเบียนโดรนทั้งหมด 5,280 เครื่อง แยกเป็น ขึ้นทะเบียนในส่วนกลาง 2,344 เครื่อง ขึ้นทะเบียนในส่วนภูมิภาค 2,936 เครื่อง และข้อมูลจาก Call Center 1200 สำนักงาน กสทช. พบว่ามีผู้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนโดรนทั้งหมด 1,470 สาย เป็นสายสอบถามเข้ามาจากส่วนกลางทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา เลขาธิการ กสทช. ได้เปิดเผยในครั้งนั้นว่า มติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษได้มีการพิจารณาเรื่องการใช้งาน Drone เนื่องจากขณะนี้มีการใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ได้มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเพียง 350 ลำ ดังนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ประชุม กสทช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้

1.ห้ามการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ยกเว้น มีการขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว หรือมีการขึ้นทะเบียนตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 หรือเป็นเครื่องบินเล็กซึ่งใช้เป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงคมนาคมซึ่งไม่เป็นอากาศยาน พ.ศ. 2548

2.การขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)ให้ดำเนินการ ดังนี้ 2.1 เอกสารและข้อมูลการลงทะเบียน - กรณีบุคคลซึ่งครอบครองการใช้งาน ให้แจ้ง ชื่อ-สกุลผู้ครอบครอง หมายเลขเครื่องหรือ Serial Number ยี่ห้อเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)และอื่นๆ ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง - กรณีบุคคลซึ่งครอบครองเพื่อจำหน่าย (ร้านค้า) ให้แจ้งบัญชีแสดงรายการเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง 2.2 สถานที่ลงทะเบียน ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบิน พลเรือนแห่งประเทศไทย

3.ในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone) ให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

4.ให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันนี้ (11 ต.ค. 2560)

5. ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

Posted: 28 Nov 2017 12:20 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ทีมงานหาเงินไม่ทัน หลังเรียกหลักทรัพย์ประกันตัว 1.35 ล้าน ทำให้ 15 แกนนำค้านไฟฟ้าถ่านหินเทพา ถูกส่งตัวเรือนจำกลาง จ.สงขลา ขณะที่เยาวชนได้ประกัน PerMAS แถลงขอให้ประชาชนแสวงหาจุดร่วมในการต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยม


ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 16 แกนนำ เพื่อขออำนาจศาล จ.สงขลา ฝากขัง เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 พ.ย.60

28 พ.ย.2560 ข่าวสดออนไลน์ รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีกับแกนนำและกลุ่มชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 16 คน ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมหลังจากพยายามฝ่าชุดควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่เพื่อไปยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรีที่เดินทางมาประชุมครม.สัญจรที่จ.สงขลา โดยพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 15 คนไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดสงขลา ส่วนอีก 1 คนซึ่งเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี ส่งศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา โดยทนายความของแกนนำได้ยื่นเรื่องขอประกันตัว

ข่าวสดรายงานด้วยว่า กระทั่งถึงเวลา 17.00 น. ทางแกนนำ 15 คนไม่ได้รับการประกันตัว เนื่องจากพนักงานสอบสวนคัดค้าน รวมทั้งหลักทรัพย์ที่จะยื่นค้ำประกันคนละ 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,350,000 บาทนั้น ทางทีมงานหาให้ไม่ได้ ทำให้ทั้งหมดถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำกลาง จ.สงขลา ส่วนเยาวชนชายอายุ 16 ปี ศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา กำหนดวงเงินหลักทรัพย์ประกันตัว 5,000 บาท โดยในวันที่ 29 พ.ย.ทางทีมทนายความและแกนนำจะยื่นเรื่องขอประกันตัวอีกครั้งหนึ่ง
รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า ส่วนชาวบ้านที่มารอลุ้นอยู่ที่หน้าศาลจังหวัดสงขลา นับร้อยคนยอมสลายตัวไปอย่างสงบ โดยพากันเคลื่อนขบวนออกจากหน้าศาลจังหวัดสงขลาแยกย้ายกันกลับบ้านทันที

ส่ง 16 ค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาฝากขัง - กสม.ขอรัฐทบทวนและยึดหลักสิทธิมนุษยชน
ปะทะ - จับ 16 ค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน - ฝ่ายหนุนเข้าค่ายอิงคยุทธฯ ขอเร่งสร้าง

วันเดียวกัน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS ออกแถลงการณ์ ขอให้ประชาชนแสวงหาจุดร่วมในการต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยม โดยเรียกร้อง ให้รัฐไทยยุติโครงการพัฒนาต่างๆ ในห้วงเวลาที่ยังไม่สามารถแสวงหาแนวทางการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน และตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในการกำหนดอนาคตตนเอง

PerMAS ยังเรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ คืนอำนาจอธิปไตย ให้ประชาชนชาวไทยทุกคนโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย และขอให้ประชาชน พลเมืองไทยทุกคน ร่วมกันผลักดัน เคลื่อนไหว ในทุกรูปทุกแบบตามสถานะและความสามารถของตน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด

รายละเอียดแถลงการณ์ :

แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี
เรื่อง ขอให้ประชาชนแสวงหาจุดร่วมในการต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยม


ด้วยสภาพเหตุการณ์การสลายการเดินเท้าชุมนุมอย่างสันติของกลุ่มผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการบังคับใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อนอีกครั้ง ตามวิถีเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจของประชาชนจากการรัฐประหารมานานแล้ว แม้นว่าการรัฐประหารที่ผ่านมานั้น ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนหนึ่ง และมีการให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาความสงบแห่งชาติและความมั่นคงของชาตินั้น ก็ไม่ได้หมายความคณะรัฐประหารจะมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศไม่ การเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาต่างๆ ภายใต้โครงสร้างอำนาจของเผด็จการทหารนั้นไม่มีความชอบธรรมใดๆ จากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เป็นโครงการพัฒนา ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ และการลงมติของประชาชน

กระบวนการประชาพิจารณ์(Public Hearings ) จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยม ดังนั้นไม่ว่าประชาชนผู้เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาต่างๆ โดยตัวแบบโครงการหรือเนื้อหาของโครงการ และประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวแบบโครงการ จุดร่วมของพวกเราคือ ความร่วมมือในการต่อต้านการใช้อำนาจของเผด็จการ ที่ไม่สามารถทำให้การถกเถียง การให้เหตุผลที่แตกต่างเป็นสิทธิเสรีและทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ ไร้การยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง

ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี PerMAS ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสันติภาพปาตานี ที่ยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อวาระการกำหนดอนาคตของตนเอง รวมทั้งต่อกรณีโครงการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเหนือพื้นที่/ดินแดนที่มีความขัดแย้งทางการเมืองด้วยอาวุธ ที่ยังไม่มีวี่แววของการแสวงหาทางออกทางการเมืองอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย จากบทเรียนความขัดแย้ง การถูกกดทับและละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในปาตานีนั้น ทางPerMAS จึงขอเสนอขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐไทยยุติโครงการพัฒนาต่างๆ ในห้วงเวลาที่ยังไม่สามารถแสวงหาแนวทางการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน และตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในการกำหนดอนาคตตนเอง

2. ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คืนอำนาจอธิปไตย ให้ประชาชนชาวไทยทุกคนโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย

3. ขอให้ประชาชน พลเมืองไทยทุกคน ร่วมกันผลักดัน เคลื่อนไหว ในทุกรูปทุกแบบตามสถานะและความสามารถของตน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด



ด้วยจิตรักสันติภาพและประชาธิปไตย

สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560


Posted: 26 Nov 2017 11:53 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

มติพล ตั้งมติธรรม

เพราะเหตุใดมนุษย์จึงเต็มใจที่จะทำร้ายทรมานเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง?

สมมติว่าคุณได้เป็นอาสาสมัครเข้าไปร่วมการทดลองเกี่ยวกับ "ความทรงจำ" การทดลองหนึ่ง เมื่อคุณไปถึง คุณพบกับอาสาสมัครอีกคนหนึ่งที่มารอทำการทดลองเช่นเดียวกับคุณ ต่อมามีเจ้าหน้าที่ออกมาอธิบายว่าเรากำลังจะทำการทดลองเรื่อง "ความทรงจำและการเรียนรู้" โดยให้อาสาสมัครคนหนึ่งได้รับบทเป็น "ครู" และอีกคนหนึ่งเป็น "นักเรียน" โดยการจับไม้สั้นไม้ยาว คุณบังเอิญว่าจับไม้ยาว และได้รับเลือกเป็นคุณครู ระหว่างคุณกับอาสาสมัครที่ได้รับเลือกเป็นนักเรียน ถูกคั่นด้วยกำแพงหนึ่ง และคุณได้รับมอบหมายให้ทำการ "สอน" และ "ลงโทษ" นักเรียนทุกครั้งที่ตอบผิด ด้วยการช๊อตไฟฟ้า เบื้องหน้าของคุณมีสวิทซ์ไฟฟ้าตั้งแต่ไม่กี่โวลต์ ไปจนถึง 200-300 โวลต์พร้อมกับคำเตือนว่า "อันตราย" "อันตรายมาก" ไปจนถึง 450 โวลต์ที่ไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้อีก นอกจากกากบาท "X" ตัวโตสามตัว

หลังจากที่คุณได้ทำการ "สอน" ไปสักพักหนึ่ง นักเรียนของคุณเริ่มตอบผิด และส่งเสียงอย่างเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้รับการช๊อต ขอร้องให้หยุดทำการทดลองเสีย จากนั้นไม่นานเสียงกรีดร้องอีกฟากของกำแพงก็ได้หยุดลง แต่ผู้ดำเนินการทดลองก็ได้บอกให้คุณดำเนินการทดลองต่อไป คุณคิดว่าคุณจะกดช๊อตไฟไปไกลกี่โวลต์ ก่อนที่จะหยุดไม่ดำเนินการทดลองต่อไป? 100 โวลต์? 200 โวลต์? 350 โวลต์? คุณคิดว่าจะมีอยู่กี่คนที่ยังคงกดช๊อตไฟต่อไปจนถึง "XXX" ที่ 450 โวลต์?

นี่เป็นการทดลองของ Stanley Milgram จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ที่ได้ทำการทดลองเอาไว้เมื่อปี 1961 แต่ในความเป็นจริงแล้ว "อาสาสมัคร" อีกคนหนึ่งนั้นเป็นเพียงนักแสดง ที่จะได้รับบทบาทเป็น "นักเรียน" เสมอ และไม่ได้มีการช๊อตไฟฟ้าจริงแต่อย่างใด เสียงที่ได้ยินผ่านกำแพงทั้งหมดเป็นเพียงการแสดง และสิ่งที่ Milgram ต้องการจะทดลองจริงๆ ก็คือ "Blind Obedience to Authority" นั่นก็คือมนุษย์เรานั้นจะหลับหูหลับตาเชื่อฟัง และทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายไปถึงเมื่อใด

ก่อนเริ่มทำการทดลอง Milgram ได้ให้นักเรียนวิชาจิตวิทยาของเขาทำการโหวตว่าพวกเขาคิดว่าจะมีผู้ร่วมการทดลองกี่เปอร์เซ็นต์ที่กดช๊อตไฟฟ้าไปถึงสูงสุด 450 โวลต์ ผลการคาดการณ์เบื้องต้น คาดเอาไว้ว่าอาสาสมัครไม่เกิน 5% จะยังคงดำเนินการทดลองต่อไปเมื่อเสียงของ "นักเรียน" ได้เงียบลงไปแล้วที่ 300 โวลต์ และไม่ถึง 0.1% จะกดต่อไปจนถึง 450 โวลต์

แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น Milgram กลับพบว่าถึงกว่า 65% ยังคงดำเนินการทดลองต่อไป ไม่ว่า "นักเรียน" อีกห้องหนึ่งจะขอร้อง หรือแม้ว่าหลังจากเสียงโหยหวนนั้นได้เงียบลงไป อาสาสมัครก็ยังคงกดไฟช๊อตต่อไป เลยขีด "อันตราย" และ "อันตรายมาก" ไปจนถึง "XXX" ที่ 450 โวลต์ สามครั้ง ก่อนที่การทดลองจะยุติลง

อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครเกือบทุกคนก็ได้แสดงความลำบากใจเป็นอย่างยิ่งที่จำดำเนินการทดลองต่อไป อาสาสมัครเกือบทุกคนหยุด และหันมาถามผู้ทดลองว่าจะให้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ บ้างก็บอกว่าจะยอมคืนเงินค่าอาสาสมัครที่ได้รับ หลายๆ คนแสดงอาการเครียด เหงื่อออก ตัวสั่น กัดริมฝีปาก พูดติดอ่าง เอาเล็บจิกบนผิวหนังตัวเอง บางคนก็ถึงกับช๊อคหรือหัวเราะออกมา
แต่แม้กระนั่นก็ตาม อาสาสมัครก็ยังคงดำเนินการทดลองและช๊อตไฟต่อไป ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา

เพราะเหตุใดมนุษย์เราจึงยินยอมและเต็มใจที่จะทำร้ายผู้อื่น? เพราะพวกเขาเหล่านี้เป็นมนุษย์ที่ใจร้ายหรืออย่างไร? แท้จริงแล้วอาสาสมัครเกือบทุกคนก็เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเรา และเป็นคนที่เราๆ อาจจะเรียกกันว่าเป็น "คนดี" แต่เพียงเพราะพวกเขามี "สถาบัน" เป็นที่อ้าง อาจทำให้พวกเขารู้สึกเป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำลงไป นอกไปจากนี้ นักจิตวิทยาทั่วโลกก็ได้เคยมีการพยายามทำซ้ำการทดลองของมิลแกรม และได้ผลที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก

นั่นเอง การทดลองของ Milgram ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณที่จะทำตาม "คำสั่ง" ที่ได้รับมอบหมายมา ไม่ว่าคำสั่งนั้นจะขัดกับสามัญสำนึกของเราเพียงใด เช่นเดียวกับอาสาสมัครกว่า 65% ที่แสดงความไม่พึงพอใจที่จะทำการช๊อตไฟอาสาสมัครอีกคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็ยังคงดำเนินการต่อไป แค่เพียงเพราะว่ามีใครอีกคนบอกให้พวกเขาทำ

Milgram ได้ดำเนินการทดลองนี้สามเดือนหลังจากที่เริ่มมีการไต่สวนคดีการฆ่าล้างชาวยิวของเหล่านาซี เขาสงสัยว่าเพราะเหตุใดคนทั้งกองทัพนาซีจึงสามารถที่จะทำสิ่งที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นได้ การทดลองของมิลแกรมบ่งชี้ให้เห็นว่า บางที่แล้ว "อสูรกาย" อาจจะไม่ได้อยู่ในตัวมนุษย์แต่อย่างใด แต่อยู่ใน "ระบบ" และ "คำสั่ง" ที่ทำให้เราประพฤติตัวดังเช่น "อสูรกาย" ไปโดยไม่รู้ตัว


หลังจากการทดลอง ได้มีการสัมภาษณ์อาสาสมัครทุกคน อาสาสมัครส่วนมากก็บอกว่า ถ้าถามพวกเขาเองก่อนการทดลอง พวกเขาก็คิดว่าพวกเขาคงจะไม่มีวันที่จะสามารถทำอะไรที่โหดร้ายเช่นนี้ได้ แต่การทดลองนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาไป มันสอนเขาว่าพวกเขาก็สามารถตกเป็นภัยของ "คำสั่ง" ได้ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วๆ ไป และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่าการได้เป็นส่วนร่วมของการทดลองนั้น และได้เห็นว่าตัวพวกเขาเองสามารถเป็นเหยื่อของคำสั่ง ทำให้ต้องทำอะไรที่ไม่เต็มใจทำได้แค่ไหน มันได้เปิดโลกพวกเขาเพียงใด

หากเรามองไปรอบๆ ตัวเราในยุคปัจจุบันนี้แล้ว เราก็จะสามารถพบเห็นพฤติกรรมเดียวกันกับการทดลองของ Milgram ได้ทั่วไป มนุษย์เป็นจำนวนมากยังคงทำร้ายและทรมานเพื่อนมนุษย์ด้วยกันต่อไป เพียงเพราะพวกเขาอ้างว่าพวกเขาเพียงทำตาม "คำสั่ง" ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งการอ้างว่าทำอะไรไปเพื่อ "สถาบัน" อาจจะทำให้เราต้องกลายเป็น "อสูรกาย" ไปโดยไม่รู้ตัว

ทุกวันนี้ เราได้ยินเรื่องมนุษย์ ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนถึงแก่ความตายอยู่บ่อยครั้ง เราจะโยนว่าเรื่องราวเหล่านั้น เกิดขึ้นจากจิตใจมนุษย์ที่เหี้ยมโหดไม่กี่คน เพียงเท่านั้นหรือ หรือว่าเราควรที่จะโทษ "ระบบ" ที่ทำให้เกิด "คำสั่ง" อันเหี้ยมโหด หรือ "สถาบัน" ที่เป็นเครื่องมือที่ทำให้พวกเขาสามารถผลักความรับรับผิดชอบ ว่าพวกเขาไม่ได้ทำเพราะพวกเขาเป็นคนเหี้ยมโหด แต่พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการธำรงอยู่ของ "สถาบัน" อันเป็นที่รักต่างหาก



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน เฟสบุ๊ค มติพล ตั้งมติธรรม


Posted: 26 Nov 2017 11:57 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีการจัดวิ่งมาราธอนของผู้คนมากกว่า 30,000 คนในมหานครเดลีท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้งจนนักวิ่งบางคนต้องสวมหน้ากากกันมลภาวะวิ่งไปด้วย อีกทั้งยังต้องวิ่งกันต่อไปจนถึงสัปดาห์หน้า แม้ว่าฝุ่นควันจะปนเปื้อนหนักจนหมอออกมาเตือนเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและก่อนหน้านี้ก็เคยมีการเรียกร้องให้มีการเลื่อนการจัดมาราธอน

27 พ.ย. 2560 ภาวะฝุ่นควันในเดลีทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลาหลายวัน เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกา ระบุว่าระดับของมลภาวะในอากาศที่มีขนาดเล็กสุดและอันตรายที่สุดอยู่ที่ระดับ 200 มากกว่าระดับปลอดภัยตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ 8 เท่า

การจัดมาราธอนดังกล่าวมีการวิ่งเป็นระยะทาง 21 กม. มีนักกรีฑาบางคนที่แสดงความไม่พอใจสภาพมลภาวะที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ นักวิ่งรายหนึ่งชื่อโรหิต โมฮาน อายุ 30 ปี ที่มาจากบังกาลอร์พูดถึงสภาพอากาศในการวิ่งครั้งนี้ว่ามันทำให้เขาแสบตา คอแห้ง น้ำมูกไหล นักวิ่งบางส่วน เช่น อะเบย์ เซน อายุ 30 ปี แสดงความไม่พอใจที่ถูกบังคับให้ต้องใส่หน้ากากอนามัยวิ่งเนื่องจากมันทำให้เขาหายใจลำบาก

แต่ก็มีนักวิ่งหลายคนที่บอกว่าสภาพอากาศไม่ได้เลวร้าย เช่น นักวิ่งชื่อ ไซกัต มาเนอร์จี บอกว่าอากาศ "สดใสและสบาย" บีร์ฮานู เลกีส นักวิ่งจากเอธิโอเปียที่ชนะการแข่งขันมาราธอนกล่าวว่าตอนแรกเขาก็กลัวเรื่องมลภาวะแต่สำหรับเขาแล้วมัน "ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น"

แพทย์เตือนว่าการวิ่งท่ามกลางมลภาวะหนักๆ อาจจะทำให้เกิดอาหารหอบหืด ทำให้สภาพปอดแย่ลง และเพิ่มโอกาสหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

ขณะที่ในโซเชียลมีเดีย มีคนทำวิดีโอเชิงเสียดสีการวิ่งมาราธอนฝ่าฝุ่นควันในครั้งนี้ โดยทำภาพนักวิ่งสูบบุหรี่จัดติดต่อกันและสูดเอาควันพิษเข้าไปในช่วงที่กำลังเตรียมการแข่งขัน

ก่อนหน้านี้ สมาคมแพทย์อินเดียเคยเรียกร้องให้ศาลสูงเดลีสั่งเลื่อนการจัดวิ่งมาราธอนออกไปก่อน แต่ก็ถูกตอบกลับมาว่าทางผู้จัดงานได้ระมัดระวังป้องกันในเรื่องนี้อย่างเหมาะสมแล้ว วิธีการที่พวกเขาใช้คือการฉีดพ่นน้ำเกลือเพื่อทำให้ระดับฝุ่นควันลดลง ฝนตกปรอยๆ ในช่วง 1 วันก่อนการเริ่มงานก็ทำให้มลภาวะลดลง แต่ทางสถานทูตสหรัฐฯ ในอินเดียก็ยังคงประกาศว่าระดับมลภาวะเกินกว่า 200 หน่วยเป็นระดับที่ผู้คนควรจะทำกิจกรรมออกกำลังกายภายนอกอาคาร

แม้ว่าจะมีนักกรีฑาบางคนที่ยกเลิกการวิ่งเพราะคิดถึงความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ แต่นักวิ่งที่ชื่อสิทัมมองว่าการเข้าร่วมมาราธอนในวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมาเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้านแบบหนึ่ง สิทัมบอกว่าเขารู้ดีว่ามลภาวะอยู่ในระดับแย่และสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพเขาได้แต่เขาก็ยังจะเข้าร่วมต่อไป

เดอะการ์เดียนระบุว่าเดลีถูกจัดให้เห็นเมืองหลวงที่มีมลภาวะสูงสุด และทางการของเดลีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้


เรียบเรียงจาก

'My eyes are burning': Delhi holds half marathon despite pollution warning, The Guardian, 19-11-2017
https://www.theguardian.com/world/2017/nov/19/my-eyes-are-burning-delhi-holds-half-marathon-despite-pollution-warning


Posted: 27 Nov 2017 12:08 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)


วัฒนา เมืองสุข

โรงเรียนเตรียมทหารเป็นองค์กรของกองทัพที่ดำรงอยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน เป็นแหล่งผลิตบุคลากรออกไปรับใช้ประเทศชาติ แต่ทัศนคติของผู้ที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ เช่น รอง นรม. ที่บอกว่าการถูกซ่อมจนสลบเป็นการธำรงไว้ซึ่งวินัยและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการสอบสวนสาเหตุการตายของ นตท.ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ ที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่ยอมให้บุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความป่าเถื่อนของวัฒนธรรมอำนาจนิยมของกองทัพที่ไม่เคารพกฎหมาย เป็นแดนสนธยาโดยใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

กองทัพมักแก้ปัญหาด้วยการยึดอำนาจจากประชาชน จากนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนและใช้อำนาจตามอำเภอใจ ขยายเขตแดนอำนาจเพื่อคงอภิสิทธิ์ของตนไว้ให้นานที่สุด ล่าสุดใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงขยายเขตแดนอำนาจสร้างความเป็นรัฐทหารเพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยผ่าน กอ.รมน. ทั้งหมดเกิดจากความล้าหลังของวัฒนธรรมองค์กรที่ปลูกฝังมาตั้งแต่ในโรงเรียน ดักดานถึงขนาดมองตัวเองเหนือกว่าคนอื่นส่วนประชาชนที่เป็นคนจ่ายเงินเดือนพวกตนเป็นชนชั้นล่าง

ผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธความจำเป็นที่ต้องมีกองทัพ แต่จำนวนบุคลากรและความเหมาะสมของภารกิจที่จะสอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่เน้นการก่อการร้ายแทนการทำสงครามในรูปแบบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา 


นอกจากนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด ไม่ชักศึกเข้าบ้านและการดำรงสถานะของประเทศอย่างเหมาะสมจะป้องกันภัยคุกคามได้ดีกว่าการใช้งบประมาณไปซื้ออาวุธที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจ เช่น เรือดำน้ำ เป็นต้น

แต่เมื่อได้เห็นทัศนคติของคนที่จบมาจากสถาบันแห่งนี้ ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือการปฏิรูปกองทัพให้หลุดพ้นจากแนวคิดอำนาจนิยม เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อความเป็นทหารอาชีพที่มีจิตสำนึกเป็นประชาธิปไตยและเคารพในอำนาจของประชาชน



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน เฟสบุ๊ค Watana Muangsook


Posted: 27 Nov 2017 12:18 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใบตองแห้ง

ครม.ประยุทธ์ 5 ดูเหมือนให้ความหวังว่า จัดสรรคนมีความสามารถเหมาะสมตำแหน่งและน่าจะทำงานดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรฯ เพิ่มรัฐมนตรีเป็น 3 คน รมว.กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดมหาดไทย เป็นนักบริหารที่มีฝีมือ และน่าจะขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ประสานกลไกมหาดไทยได้คล่องตัว รมช. 2 คน มาจากอดีตผู้จัดการ ธกส.และปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรก็ขานรับว่าเข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี

แต่ถามว่า ทำไมไม่ปรับอย่างนี้เสียแต่แรก ปล่อยให้เพื่อนรัก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ นั่งเก้าอี้มา 2 ปีกว่า จนกลายเป็นตำบลกระสุนตก ค่อยโยกไปเป็นรองนายกฯ

รมว.ท่องเที่ยว วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ก็เป็นคนเก่งนะครับ แต่ชาวบ้านก็ประหลาดใจปนขบขัน ที่รัฐมนตรีท่านเดิมรักประเทศไทยมาก จนร่ำไห้แถลงข่าวก่อนประกาศพระบรมราชโองการ

นอกจากทำให้กังขาว่าอยู่มา 3 ปีมีผลงาน หรือการท่องเที่ยวดีด้วยตัวมันเอง ก็ยังทำให้ขำกลิ้งว่า นี่นักการเมืองหรือรัฐมนตรีจากแต่งตั้ง

รัฐมนตรีบางคนอย่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เรียนตรงๆ ว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องออกไป ท่านเป็นคนดีดี๊ดี เป็นแบบอย่าง ไม่ลัดคิว เหมาะแก่การให้โอวาท แต่เรามีลุงตู่ให้โอวาทอยู่แล้วไง รัฐมนตรีควรมีความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งด้วยสิ

ในภาพรวม ครม.ชุดนี้เอาทหารออกไป 4 คนได้แก่พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีต ผบ.สส.และอดีต ผบ.ทร.ตอนรัฐประหาร, พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่ลาออกไปก่อน แล้วตั้งใหม่ 1 คนคือ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหมแทน พล.อ.อุดมเดช ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย โยกเป็นรองนายกฯ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงานไป รมว.พัฒนาสังคม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว มาเป็น รมว.แรงงาน

แปลว่ายังมีโควตาให้เพื่อนพ้องน้องพี่ เท่าที่พอจะรักษาได้แม้จำเป็นต้องให้มืออาชีพมาทำงาน แต่ยังเชื่อในปรัชญาที่ว่าทหาร ถ้า “ซ่อมไม่ตาย” แล้วเก่งทุกอย่าง

ข้าราชการเกษียณหลุดไป 2 นางคือ รมว.พาณิชย์อดีตปลัดพาณิชย์ กับ รมว.วิทยาศาสตร์ อดีตปลัดอุตสาหกรรม ซึ่งก็งงตั้งแต่แรก ว่าเอาไปทำหลอดทดลองหรือไง

ที่น่าสนใจยังได้แก่ 2 รัฐมนตรีที่หลุดไป ออมสิน ชีวะพฤกษ์ พิชิต อัครทิพย์ เป็นอดีตประธานบอร์ดรถไฟที่เลื่อนขึ้นเป็น รมช.คมนาคมทั้งคู่ ก่อนหน้านี้ช่วงต้นปีก็มี ม.44 ปลดบอร์ดและผู้ว่าฯ รถไฟ แล้วตั้งซูเปอร์บอร์ดมาดูแลการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส

ถามจริงว่าการรถไฟ ซึ่งทำโปรเจ็กต์ใหญ่งบมหาศาลในรัฐบาลนี้ ล้มเหลวหรือมีผลงาน หรือมีปัญหาอะไรซุกไว้ใต้พรม ทำไมผู้เกี่ยวข้องล้วนมีอันเป็นไป

ในภาพรวม ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสดุดี จึงมีคำถามว่า แล้ว ครม.ชุดที่ผ่านมาล่ะ ตั้งกันอย่างไร เวลาบอกว่าชุดใหม่ดีกว่าชุดเก่า อ้าว แล้วปล่อยให้ชุดเก่าอยู่มาได้อย่างไร มีใครสรุปบทเรียนไหม ว่าผิดพลาดบกพร่องอย่างไร

มองโลกแง่ดีก็ดูเหมือนว่า ครม.ประยุทธ์ 5 ยังพอมีเวลาทำงาน แก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่มองอีกด้าน สายน้ำไม่คอยท่า สถานการณ์การเมืองวันนี้เปลี่ยนไป รัฐบาลถูกกระหน่ำจากทุกฝ่าย จากทุกพรรคการเมือง ตั้งแต่เพื่อไทยไปถึงประชาธิปัตย์ จากภาคประชาสังคม สื่อ นักวิชาการ ในประเด็นหลากหลาย
แม้กระแสสังคมยังสับสน แต่เมื่อนับถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นไปตามโรดแมปหรือไม่ก็ตาม สถานการณ์การเมืองมีแต่สับสนวุ่นวายและหาทางลงยาก



ที่มา: หนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้น คอลัมน์ทายท้าวิชามาร
ขับเคลื่อนโดย Blogger.