แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนา แสดงบทความทั้งหมด


ผมดูคลิปข่าวที่ตำรวจระยองใช้กำลังบังคับเอาตัวประชาชนที่ออกมาถือป้ายกระดาษที่เขียนคำว่า “การ์ดอย่าตกพ่องง” และ “อยู่ต่อไปก็ฉิบหายออกไปไอ้สัส” ขึ้นรถกระบะแล้วนำตัวไปควบคุมด้วยความรู้สึกสังเวชและรังเกียจความไร้ศักดิ์ศรีของตำรวจ

การที่ประชาชนออกมาถือป้ายดังกล่าวถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ถ้อยคำที่ปรากฏในป้ายทั้งสองไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาอันจะทำให้ตำรวจมีอำนาจควบคุมตัวผู้ถือป้ายไปควบคุมหรือดำเนินคดี การกระทำของตำรวจจึงเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยมีอาวุธและมีผู้ร่วมกระทำความผิดเกินห้าคนขึ้นไป

เห็นพฤติกรรมของตำรวจที่ทำกับประชาชนแล้วรับไม่ได้จริงๆ ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม เรียกตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ใช้กำลังกับประชาชนและเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองจึงสมควรจะถูกประณามและถูกดำเนินคดีไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

จึงเรียกร้องไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้มีการสอบสวนและดำเนินคดีกับตำรวจที่กระทำความผิดดังกล่าว พยานหลักฐานมีทั้งพยานบุคคลและคลิปข่าว ตำรวจสองคนที่แต่งเครื่องแบบยศพันตำรวจเอกทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นรองผู้บังคับการส่วนอีกคนเป็นผู้กำกับ

ผมได้ข่าวว่าเมื่อเกษียณแล้วท่าน ผบ.ตร. จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. ลองแสดงความกล้าหาญให้ประชาชนได้พึ่งพา เพราะถ้าอยู่ในตำแหน่งแล้วยังไม่สามารถปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจและไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ ท่านจะเอาอะไรไปหาเสียง ส่วนตำรวจที่ทำกับประชาชนแบบนี้เสียศักดิ์ศรี “โคตรกระจอก” ครับ



วัฒนา เมืองสุข
15 กรกฎาคม 2563


"แบบนี้ก็บันเทิงละครับ"

โดย วัฒนา เมืองสุข

คุณหญิงสุดารัตน์ ถูกฝ่ายเผด็จการโจมตีว่าเธอแล่นไปขอพบผู้บริหารของ AIIB ที่จีนเพื่อหารือแต่พลาดโอกาสเพราะผู้บริหาร AIIB ไม่ว่าง เป็นทำนองว่าเธอสร้างภาพไปขอพบผู้บริหารเองโดยไม่ได้รับเชิญซึ่งสะท้อนวิธีคิดของคนพวกนี้ทั้งนายและบ่าวว่า เต็มไปด้วยความริษยา จ้องทำลายการเมืองฝ่ายตรงข้ามและมีความมืดบอดทางปัญญา สำหรับ AIIB คือ ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเซีย (Asian Infrastructure Investment Bank) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก มีประเทศสำคัญที่เป็นสมาชิก เช่น เยอรมัน และสหราชอาณาจักร เป็นต้น

คณะที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย เป็นการเยือนตามคำเชิญด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ได้เบิกเงินหลวงและไม่มีไข่ปลาคาเวียร์เสริฟบนเครื่อง โดยมีอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาของนายกทักษิณด้านนโยบายเศรษฐกิจซึ่งเคยร่วมคิดนโยบายสำคัญของพรรคไทยรักไทยร่วมเดินทางไปด้วย ผมเองก็ได้รับความรู้ทางด้านเศรษฐกิจจากอาจารย์เช่นกัน ภารกิจสำคัญคือการเตรียมแสวงหาความร่วมมือและโอกาสเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ภารกิจใหญ่สำหรับรัฐบาลหน้าคือการแก้ไขปัญหาที่เผด็จการสร้างทิ้งไว้ สามปีภายใต้เผด็จการประเทศเสียหายยับเยินประชาชนทุกข์ยากทั่วหน้า รัฐมนตรีเกษตรฯ เพื่อนรักที่ถูกแต่งตั้งให้มาดูแลกระทรวงสำคัญ เพิ่งออกมารับสารภาพว่าไม่มีปัญญาดูแลราคาสินค้าเกษตร ล่าสุดคือหัวหน้าเผด็จการเองที่ออกมาชื่นชมมาตรา 44 ว่ามีประโยชน์ใช้แก้ปัญหา พรก. แรงงานต่างด้าวได้ โดยลืมไปว่า พรก. ที่สร้างปัญหาจนคนด่าทั่วเมืองออกมาโดย ครม. ที่หัวหน้าเผด็จการนั่งอยู่หัวโต๊ะ สามปีแล้วแทบไม่มีเรื่องฉลาดให้เห็นเป็นผลงาน แต่ยังอุตส่าห์จะวางยุทธศาสตร์ชาติให้คนไทยต้องเดินตามโดยไม่ได้ดูสติปัญญาของตัวเอง ก็ขนาด 3 ปียังทำบ้านเมืองเสียหายขนาดนี้ ถ้าต้องเดินตามอีก 20 ปีก็คงบันเทิงน่าดูครับ

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
2 กรกฎาคม 2560



วัฒนา เมืองสุข แถลงข่าวหลังถูกชี้มูลคดีบ้านเอื้ออาทร ระบุ ผู้มีอำนาจกำลังแทรกแซงคดี บีบบังคับให้ตนหยุดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล



วัฒนา" ชี้ รบ.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบปมพ.ร.บ.นิรโทษฯแล้ว ยันรัฐประหารเกิดจากการสมคบคิด

วันนี้ (4 มิ.ย.) นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นทางการเมือง โดยระบุว่า

หัวหน้าเผด็จการออกมายอมรับแล้วว่าเศรษฐกิจไม่ดี โดยแก้ตัวว่ามาจากการปราบคอร์รัปชั่นหนักเลยทำเศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วมีอัตราการเจริญเติบโตถึง 3.8% พร้อมทั้งประณามคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวกไม่หวังดี แต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับความโปร่งใสของไทยในปี 2559 ให้สอบตกโดยไทยอยู่ลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย สรุปคือมีการโกงมากขึ้นแต่คดีทุจริตที่เกี่ยวกับกองทัพไม่มีความคืบหน้า คือ (1) คดีการจัดซื้อเรือเหาะของคนใกล้ตัวหัวหน้า คสช. (2) คดีการจัดซื้อเครื่องมือตรวจสอบวัตถุระเบิด GT 200 ที่หัวหน้า คสช. เคยยืนยันว่าใช้งานได้ดี แต่ศาลสหราชอาณาจักรพิพากษาจำคุกผู้ผลิตเพราะเห็นเป็นการลวงโลก (3) คดีญาติพี่น้องหัวหน้า คสช. และ (4) คดีการทุจริตขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ ครม. มีมติให้ยกเลิกการให้สิทธิพิเศษแล้ว อันเป็นการยืนยันว่าการให้สิทธิแก่ อผศ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนฝ่ายสนับสนุนเผด็จการอ้างว่าเหตุที่ทหารต้องออกมายึดอำนาจ เพื่อยับยั้งการออกกฎหมายล้างผิดคนโกง ทั้งที่ความจริงแล้วกฎหมายล้างผิดคนโกงคือกฎหมายที่นิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหารต่างหาก ส่วนร่าง พรบ. ว่าด้วยความปรองดองที่อ้างถึงถูกถอนออกจากสภาแล้ว อีกทั้งนายกยิ่งลักษณ์ยังได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ทำให้ร่างกฎหมายทุกฉบับตกไป ส่วนการยึดอำนาจเกิดขึ้นหลังการยุบสภาถึง 6 เดือน จึงไม่มีร่างกฎหมายใดหลงเหลือให้ยังยั้งอีก ดังนั้น สาเหตุที่แท้จริงที่ทหารออกมายึดอำนาจเพราะมีการสมคบคิดกันกับกลุ่มการเมืองข้างถนนโดยอ้างการปฏิรูปบังหน้า ซึ่งหัวหน้ากลุ่มการเมืองข้างถนนออกมายอมรับแล้วว่ามีการคุยไลน์กับหัวหน้า คสช. ตลอดเวลาจนยึดอำนาจสำเร็จสมความมุ่งหมาย ผลของการยึดอำนาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเสียหายยับเยิน แต่แทนที่คนพวกนี้จะออกมาแสดงความรับผิดชอบกลับโทษนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้เศรษฐกิจถดถอย แก้ตัวด้วยการโกหกจนเป็นนิสัยถาวร โพสต์หน้าผมจะนำตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยโกหกใครมายืนยันความเสียหายที่เกิดจากการยึดอำนาจที่คนพวกนี้สมคบกันทำขึ้น


http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1496565548


วันนี้ (14 พ.ค.) นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความเรื่อง”บทเรียนที่น่าอาย” ถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยระบุว่า หลายคนคงยังจำภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้วได้ว่า มีประชาชนกลุ่มหนึ่งร่วมกับข้าราชการได้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจและแสดงความดีใจที่ทหารยึดอำนาจสำเร็จ บัดนี้ครบรอบสามปี รัฐบาลเตรียมเฉลิมฉลองด้วยการแถลงถึงความสำเร็จของการยึดอำนาจท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลว ฟากรัฐบาลโดย นรม. หาว่าเป็นวาทกรรมบิดเบือน ทั้งที่ประชาชนที่กำลังทุกข์ยากเพราะพิษเศรษฐกิจรู้ดีว่าการยึดอำนาจนำมาซึ่งความหายนะในทุกด้านเพราะเกิดขึ้นกับตัวเอง

นายวัฒนา ระบุอีกว่า นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่เผด็จการกลุ่มนี้หลงอำนาจจนปัญญามืดบอด ถ้าพวกเขามีความฉลาดรู้จักคำว่าพอรีบคืนอำนาจให้กับประชาชนแต่เนิ่นๆ ผู้คนอาจจะยังคิดว่าเป็นคนดีมีความสามารถและเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ นับจากการยึดอำนาจจนกว่าจะมีการเลือกตั้งหรือเท่ากับเกิน 4 ปีที่คนพวกนี้บริหารประเทศ ผลงานที่ออกมาคือความรับผิดชอบที่ไม่สามารถไปโทษใครได้อีก ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จบริหารโดยไม่มีฝ่ายค้านแต่ประเทศกลับเจริญลงทุกด้าน ที่ขยันเป็นพิเศษคือการหาเหตุผลเลื่อนโรดแมป ทั้งหมดคือความด้อยสติปัญญาของรัฐบาลแต่เป็นหายนะที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกคน รวมทั้งสื่อมวลชน กลุ่มพยาบาลวิชาชีพและประชาชนที่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ โดยมิได้ตระหนักว่านักการเมืองที่มาจากประชาชนจะชั่วดีอย่างไรก็ตรวจสอบได้ รัฐบาลที่มาจากประชาชนย่อมฟังประชาชน แต่เผด็จการคือตัวปัญหาที่ไม่เคยฟังประชาชน ทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องแต่ไม่ยอมรับการตรวจสอบ แสดงความขลาดกลัวกระทั่งผู้หญิงที่จะไปแสดงความกตัญญูต่อบิดาที่ถูกลอบสังหาร ที่น่าแปลกคือผู้คนที่เคยแสดงความกล้าหาญออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่กลับก้มหัวสยบยอบยอมรับความเดือดร้อนที่เกิดจากเผด็จการ


source :- https://www.matichon.co.th/news/558668



นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การเมือง ระบุว่า


“ผมขอแสดงความยินดีกับไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ที่ได้รับรางวัล"กวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน" ประจำปี 2017 จากมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก แห่งสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องจากผลงานการต่อสู้กับเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไผ่ เป็นการสร้างคุณูปการต่อการเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้นางอองซาน ซู จี ก็เคยได้รับรางวัลดังกล่าวเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับไผ่ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เพิ่งสอบวิชาสุดท้ายในเรือนจำ ผมถือเป็นเกียรติที่คนไทยควรภาคภูมิใจ แต่อีกด้านก็สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังป่าเถื่อนเพราะหากมีความเป็นอารยะไผ่จะไม่มีทางได้รางวัล


ไผ่ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัลที่เกาหลีในวันที่ 18 พฤษภาคม แต่เสียดายที่ไผ่ถูกศาลเพิกถอนสัญญาประกันตัว ความจริงศาลจังหวัดขอนแก่นอนุญาตให้ไผ่ประกันตัวแล้ว แต่พนักงานสอบสวนได้ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนอ้างว่าไผ่ได้โพสต์ข้อความเยาะเย้ยอำนาจรัฐ ท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันตามคำร้อง ส่วนผมเห็นว่าภาพที่ไผ่โพสต์ (ตามที่ผมแชร์มา) มองอย่างไรก็ไม่เป็นความผิด อีกทั้งข้อหาการเย้ยหยันอำนาจรัฐก็ไม่มีในกฎหมาย แต่ตำรวจก็ยังเอาเหตุดังกล่าวไปร้องขอถอนประกันได้

ซึ่งก็คงไม่ต่างจากที่ นรม. สั่งให้เจ้าหน้าที่ล่าตัวคนแต่งโป๊เต้นเปลือยอกตอนสงกรานต์เพราะสังคมเสียหาย แต่ขอให้ยุติการโต้เถียงเรื่องหมุดคณะราษฎรที่คนทั้งประเทศสนใจ หรือตำรวจออกมาบ่ายเบี่ยงการดำเนินคดีกับคนขโมยหมุด แต่ขู่จะดำเนินคดีกับประชาชนที่ไปติดตามเอาสมบัติของชาติกลับคืน หรือการที่ไทยมีรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้แล้วแต่ประชาชนที่ไปยื่นหนังสือขอให้ติดตามหมุดกลับถูกทหารควบคุมตัว หรือล่าสุดบ้านเมืองกำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแต่ คสช. ก็ยังอนุมัติสองขั้นให้พรรคพวกโดยไม่สนใจความรู้สึกประชาชน แบบนี้สมัยพุทธกาลเรียกว่าสังคมวิปริตหรือเป็นยุค "ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน" และยังเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐมีอำนาจมากเกินจนประชาชนไม่เหลือสิทธิและเสรีภาพ การทวงคืนอำนาจรัฐเพื่อขยายอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นภารกิจที่จะต้องรีบดำเนินการ”


source :- https://goo.gl/a8MStV



นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กล่าสุดถึงกรณีที่มีบางสำนักข่าวกล่าวหาว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวกับกรณีวัดพระธรรมกายเพื่อสร้างสถานการณ์ต่อต้านอำนาจรัฐและหาแนวร่วม โดยนายวัฒนาระบุว่า

ใครจุดชนวน "ธรรมกาย"


หนังสือพิมพ์แนวหน้า สำนักข่าวทีนิวส์และนักเขียนซีไรท์ที่สนับสนุนเผด็จการ คสช. กล่าวหาผมและแกนนำพรรคเพื่อไทยอีก 3 ท่าน ว่าเป็นคนของระบอบทักษิณที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายเพื่อสร้างสถานการณ์ต่อสู้กับอำนาจรัฐขั้นแตกหัก เพราะเป็นแนวร่วมเดียวกันที่ปรารถนาอำนาจและเสพติดลัทธิแห่งอำนาจจนมัวเมาไม่เลิกถึงวันนี้

ความจริงแล้วธรรมกายเป็นเรื่องของความเชื่อที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ผู้สนับสนุนจึงมีทั้งกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเหลือง แดง สลิ่ม และสมาชิกของพรรคการเมืองทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ส่วนที่ผมแสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่การปกป้องพระธัมมชโยหรือวัดพระธรรมกาย แต่เป็นการปกป้องหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่ถูกรัฐบาลละเมิด คดีที่เกี่ยวกับธรรมกายแยกออกได้เป็นสองส่วนคือ คดีทางโลกที่พระธัมมชโยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินและรับของโจร ส่วนข้อกล่าวหาทางธรรมที่อ้างว่าคำสอนขัดกับแนวทางพุทธศาสนานั้นจนถึงบัดนี้ยังไม่มีการดำเนินการ
ดังนั้น วัดพระธรรมกายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สาธุชนหรือสงฆ์ย่อมมีสิทธิเข้าออกวัดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจได้โดยชอบ จึงเหลือเพียงกรณีเดียวคือการนำตัวพระธัมมชโยมาขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนกับคดีอื่นอีกหลายหมื่นคดี แต่หัวหน้ารัฐบาลกลับเลือกออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดวิธีปฏิบัติในการจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นพระยิ่งกว่าผู้ก่อการร้าย ทั้งปิดล้อมวัดห้ามคนเข้าออก ตัดเสบียงอาหารพระ ตัดสัญญาณการสื่อสาร สุดท้ายต้องเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ 2 รายเพราะการลุแก่อำนาจของรัฐบาล

นายกทักษิณ พรรคเพื่อไทย พวกผมหรือประชาชนทั่วไปไม่มีใครได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้เพราะหากบ้านเมืองวุ่นวายเผด็จการยิ่งจะใช้เป็นข้ออ้างไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ส่วนคนที่ได้ประโยชน์คือรัฐบาลจึงฉวยโอกาสจุดชนวนสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างอยู่ในอำนาจต่อ รัฐบาลต่างหากที่เป็นผู้เสพติดอำนาจที่ยึดมาจากประชาชนจนไม่อยากคืน มัวเมาถึงขนาดเอาชีวิตของประชาชนมาเป็นเครื่องสังเวยจนสะกดคำว่า "นรก" ไม่เป็น

วัฒนา เมืองสุขเผย ถูกทหารเรียกคุย เพราะปฏิเสธเข้าพูดคุยปรองดอง
Posted: 27 Feb 2017 08:45 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วัฒนา เผยเหตุถูกทหารเชอญไปคุยเพราะ ปฎิเสธเข้าร่วมพูดคุยปรองดอง โดยเจ้าหน้าได้ถามสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง วัฒนาชี้ปัญหาอยู่ที่ การปฏิบัติสองมาตรฐานของหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม

แฟ้มภาพประชาไท

27 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานนี้ วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 21 เชิญไปพบเนื่องจากต้องการขอข้อมมูลบางประการ(อ่านข่าวที่นี่)
ล่าสุดวันนี้ วัฒนา ได้เดินทางมาที่กองทัพภาคที่ 1 ตามคำเชิญของพ.ท.ไชยปราการ  พิมพ์จินดา ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เพื่อให้ข้อมูลกับทางราชการ โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ทางการต้องการข้อมูลจากตนและขอเชิญไปพบที่กองทัพภาคที่ 1 ตามวันเวลาที่สะดวก และตนเห็นว่าเป็นการเชิญมาด้วยไมตรีจึงได้ตอบตกลง จึงนัดเป็นวันนี้เวลา 10.00 น. โดยผู้บังคับกองพันนายดังกล่าวแจ้งว่าตามขั้นตอนจะมีหนังสือเชิญให้ตน จึงได้นัดให้นำหนังสือมาให้บริเวณปั๊ม ปตท.ในสนามเสือป่า ส่วนในรายละเอียดการพูดคุยนั้นตนยังไม่ทราบ ทราบเเต่เพียงว่าผู้บังคับบัญชาต้องการพูดคุย ส่วนจะเกี่ยวกับการแสดงความเห็นหรือไม่ก็คงไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ เพราะตนทำอยู่เรื่องเดียว จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงความเกี่ยววัดพระธรรมกาย หรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะได้แสดงความเห็นไว้หลายเรื่อง หากให้ตนคาดเดาก็คงเป็นเรื่องที่แสดงความคิดเห็น เพราะกิจกรรมการเมืองด้านอื่นๆ ตนไม่ได้ทำ     
“ช่วงนี้เป็นบรรยากาศของความปรองดอง มีการเชิญมาอย่างสุภาพก็ต้องมา เพราะหากไม่มาก็หาว่าไม่ปรองดอง มาในครั้งนี้ผมไม่กังวลว่าจะมีการกักตัว เพราะท่านที่เชิญผมมาบอกว่าจะเชิญมาให้ข้อมูลเท่านั้น หากมีการกักตัว ผมขอพูดแบบตรงๆ ว่าเป็นการเจ้าเล่ห์เพทุบาย จะจับก็จับเลย ไม่ต้องใช้วิธีให้มาแล้วกักตัว หากเป็นแบบนี้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเชื่ออะไรกองทัพไทยอีกแล้ว มาอ้างบรรยากาศความปรองดอง แปลว่าโกหก หลอกต้ม ผมยังถูกต้ม คนไทยไม่ต้องห่วง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าในเรื่องวัดพระธรรมกายคนถึงไม่เชื่อ เชื่อว่าวันนี้การพูดคุยคงเป็นไปได้ด้วยดี และคงใช้เวลาไม่นาน คาดว่า 12.00-13.00 น. คงพูดคุยกันจบ หากเกินเลยไปกว่านี้ ผมก็คงไม่มีอะไรตอบ” วัฒนากล่าว
วัฒนายังกล่าวถึงกรณีที่ทางคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าให้ความคิดเห็นในวันที่ 8 มี.ค.ว่า ตนคงไม่ได้เข้าไปกับพรรค แต่ตนมองว่าจากการศึกษาในข้อเสนอเเนวทางในการสร้างความปรองดอง ควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพราะคำว่าปรองดองไม่ใช่เพียงแค่แยกนักเรียนช่างกลที่ตีกัน มาจับมือกันทำเอ็มโอยู แต่รายละเอียดเยอะกว่านั้น ทางพรรคเพื่อไทยคงมาด้วยข้อเสนอ ซึ่งทางคณะกรรมการของพรรคมาสรุปให้ฟัง ตนจึงไม่อยากมา เพราะไม่อยากให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความกระอักกระอ่วมใจ หากตนเข้าไปคงเป็นการทำลายบรรยากาศมากกว่า
วัฒนากล่าวต่อว่า ตนมีความเชื่อว่าทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่วิธีการที่ทำจะนำไปสู่ความสงบที่นั่งยืนหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะคำว่าปรองดองหมายถึงการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ให้คนคิดไม่เหมือนกัน อยู่ร่วมกันได้ในสังคมก็ต้องมีการกำหนดกติการอยู่ร่วมกันใหม่ ขณะนี้กติกาในการอยู่ร่วมกันคือรัฐธรรมนูญได้ถูกร่างขึ้นมาแล้ว และตนมองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะความขัดแย้งมาจากการเมือง จะเห็นได้ว่าในระหว่างการทำประชามติก็เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้คนเห็นต่างแสดงความเห็น ตนถูกขังเพราะเเสดงความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ตนขอพูดเลยว่าบั้นปลายของรัฐธรรมนูญ ไม่เกิดความปรองดองแน่นอน เว้นแต่คนที่มีอำนาจเข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง แต่เท่าที่คนฟังผู้ที่มีอำนาจพูดนั้น ไม่เข้าใจคำว่าปรองดอง คำพูดที่ทำให้ตนรู้ว่าผู้มีอำนาจไม่เข้าใจนั้น คือทหารไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ผู้ที่เป็นคู่กรณี ต้องได้รับการได้เกียรติ
      
“ใครก็แล้วแต่ที่เขามีความเชื่อด้านการเมือง ยอมเสียสละความเป็นส่วนตัว เข้ามาต่อสู้เพื่อความเชื่อของเขา คนคนนั้นก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์ เช่น ม็อบสีเสื้อต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแล้วเชื่อว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น หรือ ทหารที่เข้ามาปฏิวัติ เขาก็มีความเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีและสงบขึ้น ทุกคนเข้ามาด้วยเจตนาที่ดี แต่วิธีการจะถูกต้องหรือไม่ ต้องมาคุยกัน แล้วการที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แสดงว่ายังไม่เข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง” วัฒนากล่าว
      
วัฒนากล่าวอีกว่า ความปรองดองไม่ได้แปลว่าทำให้คนรักกัน ในโลกนี้ไม่มีเครื่องมือที่ทำให้คนรักกันแต่มีเครื่องมือที่ทำให้คนที่คิดไม่เหมือนกัน อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นั่นคือประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรม เพราะเรื่องดังกล่าวมีเส้นของความถูกต้องขีดเอาไว้ คนเราหันหลังให้ความถูกต้อง ต่างคนต่างไม่กลัว ถ้าถามตนว่ากลัวทหารไหม ตนไม่กลัว และมาด้วยไมตรีจิตที่ดี เขายื่นมือมา ตนก็ต้องยื่นมือไปจับด้วยมารยาท ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาไม่ใช่ความถูกต้องเราก็ไม่ยอม ดังนั้นกติกาที่อยู่ร่วมกันเราต้องร่วมกันกำหนด ถ้าให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เขาจะยอมรับมากกว่านี้ นี่คือหัวใจของความปรองดอง แต่นี่กติกาถูกร่างขึ้นแล้วแต่ไม่รับฟังความเห็นต่างเลยจะมีประโยชน์อะไร
      
จากนั้นเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ได้เข้านำหนังสือเชิญมาให้วัฒนา โดยวัฒนาได้พิจารณาหนังสือประมาณ 5 นาที จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ขับรถนำเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1
ต่อมาเวลา 12.50 น. หลังจากนายทหารจากกองทัพภาคที่ 1 นำนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าไปในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 เพื่อเข้าหารือกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในห้องรับรองชั้น 3 เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
โดยได้มีประเด็นการพูดคุยกันถึงแนวทางการสร้างความปรองดองสามัคคีเป็นหลัก เนื่องจากวัฒนามักแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอ และปฏิเสธจะเข้าร่วมพูดคุยในกระบวนการปรองดองในส่วนของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ พล.ท.อภิรัชต์จึงสอบถามความคิดเห็นของนายวัฒนาเกี่ยวกับสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะ ประเด็นปัญหาการปฏิบัติสองมาตรฐานของหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งวัฒนาตอบว่า ทุกองค์กรของรัฐควรต้องถูกตรวจสอบได้ จะได้หมดปัญหาการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือการยอมให้องค์กรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ทั้งนี้วัฒนา ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กด้วยว่า “ผมจะยังคงแสดงความเห็นทางการเมืองต่อไปเพราะไม่มีใครมาขอร้อง จึงขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจ ผมออกมาอย่างปลอดภัยและพร้อมจะสู้ต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรมครับ”
เรียบเรียงจาก : ผู้จัดการออนไลน์12


ย้ำไม่ใช่สาวก-ไม่เคยเข้าวัดพระธรรมกาย 'วัฒนา เมืองสุข' จากรัฐบาลกำลังสร้างความแตกแยกระวังบาปตกนรก
นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อาศัยอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 กำหนดให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ว่า หากผู้นำจะใช้มาตรการนี้ไปใช้กับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะไม่ถูกกล่าวหาว่าเก่งแต่กับพระและผู้หญิงให้เสียชื่อชายชาติทหาร อย่างไรก็ตามหากต้องการหาเหตุมากลบเรื่องการทุจริต รวมถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ควรเอาพระและประชาชนผู้บริสุทธิ์มารับกรรม 
ทั้งนี้นายวัฒนาระบุทิ้งท้ายว่าไม่เคยเข้าวัดและไม่ใช่สาวกธรรมกาย แต่ขอร่วมต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ซึ่งเหตุที่เกิดกับพระทำให้เขาปฏิเสธการเป็นตัวแทนพรรคมาคุยเรื่องปรองดอง เพราะรัฐบาลกำลังทำบาปและสร้างความแตกแยก มันบาปจนนรกขุมแรกๆ ไม่กล้ารับ


"สินบนการบินไทย อีกที"


หลังจากผมชี้แจงเรื่องที่โรลส์รอยส์จ่ายเงินสินบนจำนวน 254 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนการซื้อเครื่องยนต์ไอพ่นล็อต 3 ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ ครม. ทักษิณ เพราะคุณสมบัติของเครื่องยนต์เป็นเรื่องทางเทคนิคเฉพาะที่การบินไทยจะเป็นผู้กำหนดและจัดซื้อจัดจ้างเองโดยไม่ต้องเข้า ครม. แต่ยังมีคอลัมน์นิสต์และสำนักข่าวแห่งหนึ่งพยายามโยงเรื่องให้มาเกี่ยวข้องกับพวกผมให้ได้ อ้างว่า ครม. เคยมีมติเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2547 อนุมัติการจัดซื้อฝูงบินจำนวน 14 ลำ ในวงเงินลงทุน 96,355 ล้านบาท นั้น ข้อเท็จจริง คือ

(1) มติ ครม. ดังกล่าวเป็นการเห็นชอบการจัดซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสและโบอิ้งตามข้อเสนอของการบินไทย เหตุที่ต้องเข้า ครม. เพราะเป็นวงเงินสูงถึง 96,355 ล้านบาท การบินไทยน่าจะใช้เงินกู้ที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งถือเป็นการก่อหนี้สาธารณะจึงต้องเสนอเรื่องให้ ครม. เห็นชอบ (2) ส่วนสินบนเป็นเรื่องที่การบินไทยสั่งซื้อเครื่องยนต์ไอพ่น ล็อต 3 ของโรลส์รอยส์ และ (3) แผนการที่จะซื้อเครื่องบินแบบใหน รุ่นอะไร จำนวนกี่ลำ และจะใช้เครื่องยนต์ของใครจึงจะเหมาะกับภารกิจและคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด เป็นเรื่องทางเทคนิคที่การบินไทยพิจารณาเองมาโดยตลอด

ผมเห็นด้วยที่สังคมจะช่วยกันตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่จะต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและมีความเป็นกลาง เรื่องสินบนมีการจ่ายรวม 3 ครั้ง คือครั้งที่ 1 ปี 2534-2535 จำนวน 663 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ปี 2535-2540 จำนวน 336 ล้านบาท และครั้งที่ 3 ปี 2547-2548 จำนวน 254 ล้านบาท เหตุที่ผมชี้แจงเพียงครั้งที่ 3 เพราะเกี่ยวข้องกับผมเพียงแค่นี้และถือเป็นมารยาทที่จะไม่ไปพาดพิงถึงคนอื่น การบินไทยเป็นองค์กรที่เข้มแข็งเห็นได้จากการออกมาเป่านกหวีดกู้ชาติครั้งล่าสุด ผมจึงเชื่อว่าจะหาคนที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบนได้ไม่ยาก ส่วนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับพวกผมก็คือการพูดความจริงไม่ได้กลัวการตรวจสอบ เพราะคนที่มาจากประชาชนพร้อมเสมอที่จะให้มีการตรวจสอบและไม่เคยนิรโทษกรรมตัวเองหนีความผิดครับ

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
24 มกราคม 2560


(27 พ.ย.) นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประเด็นที่ครม.มีมติให้เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท จำนวน 5.4 ล้านคน เริ่มจ่ายตั้งแต่ 1-30 ธันวาคม 2559 ว่า

“มติ ครม. ที่ให้แจกเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,500-3,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่นอกจากจะไม่มีความคุ้มค่าแล้ว ยังแสดงถึงวิธีบริหารของรัฐบาลที่ใช้การลอกนโยบายหรือนำสิ่งที่เคยกล่าวหาผู้อื่นมาทำ จากนั้นค่อยประดิษฐ์วาทกรรมแก้ตัวแทนการใช้สติปัญญา เช่น ประชานิยมกลายเป็นประชารัฐ หรือการรับจำนำยุ้งฉางแก้ตัวเป็นการชะลอการขาย หรือล่าสุดการแจกเงินบอกเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเป็นสวัสดิการรัฐไม่ใช่ประชานิยม แต่ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้มีความสามารถพิเศษที่กล้าสบตาพูดได้โดยไร้ซึ่งความกระดากอาย” นายวัฒนา กล่าว

และว่า “โครงการแจกเงินยังแสดงถึงการสองมาตรฐานของรัฐบาล ป.ป.ช. และ สตง. ที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือจัดการกับอีกฝ่าย ได้แก่ (1) ดำเนินคดีกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในโครงการรับจำนำข้าว อ้างว่ารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดทำให้ขาดทุนเพราะระบายข้าวได้ต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ แต่การแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อยคือการให้เปล่าโดยรัฐไม่ได้อะไรตอบแทนจึงต้องถือว่าขาดทุน 100% หรือขาดทุนมากกว่าโครงการรับจำนำที่รัฐยังมีข้าวในมือไว้รอขาย”

นายวัฒนา กล่าวต่อว่า “หรือ (2) ดำเนินคดีกับ ครม. ยิ่งลักษณ์ที่อนุมัติงบกลางจำนวน 1,921 ล้านบาท เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง อ้างว่าออกหลักเกณฑ์เยียวยาขึ้นมาใหม่และไม่มีกฎหมายใดมารองรับ (ตามโพสต์แนบท้าย) ทั้งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า “การใช้งบกลาง เป็นเรื่องทางนโยบายที่อยู่ในอำนาจของ ครม.ที่จะพิจารณากำหนดได้ตามความเหมาะสม” (ตามโพสต์แนบท้าย) ซึ่งการแจกเงินผู้มีรายได้น้อยจำนวน 12,750 ล้านบาท ของรัฐบาลนี้ก็ใช้งบกลาง กำหนดหลักเกณฑ์โดย ครม. และไม่มีกฎหมายใดมารองรับเช่นกัน แล้วเหตุใดรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงถูกดำเนินคดี”

“ผมยืนยันอีกครั้งว่าการช่วยเหลือประชาชนเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน แต่ต้องใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาดจึงจะเกิดประสิทธิผล แบบที่ท่านผู้นำชอบอ้างว่า “นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด” รวมทั้งต้องการเห็นความปรองดองของคนในชาติซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากรัฐบาลและองค์กรอิสระตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ถึงเวลาหรือยังที่จะรีเซ็ตทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ท่านผู้นำต้องเลิกอ้างคำว่ากระบวนการยุติธรรมได้แล้ว ในเมื่อตัวเองและพรรคพวกไม่เคยต้องรับผิดชอบเพราะออกกฎหมายล้างผิดตัวเองทุกเรื่อง หรือจะให้ประชาชนแสวงหาความยุติธรรมกันเอง” นายวัฒนาท ระบุ




Watana Muangsook

"ความจริง/ความยุติธรรมยุค คสช."

แทบไม่น่าเชื่อว่าคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกัน เมื่อพูดกันคนละทีก็กลายเป็นคนละเรื่องไปได้ ผมหมายถึงคดี 8 มือโพสต์ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ เริ่มจากเมื่อวันที่ 27 เมษายน โฆษก คสช. แถลงยอมรับว่าทหารได้ควบคุมตัวผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จำนวน 10 คน โดย 8 คนถูกควบคุมตัวไว้ที่ มทบ. 11 แต่จะไม่มีการดำเนินคดีหรือตั้งข้อหาใดๆ เพียงแต่จะเรียกมาปรับทัศนคติและจะอยู่ในความควบคุมของ คสช. ไม่เกิน 7 วัน ต่อมาผมได้แสดงความเห็นว่าทหารไม่มีอำนาจจับและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คน เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 ไม่รวมความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว พลตรีวิจารณ์ จดแตง หัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจจึงมาร้องทุกข์กล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ว่าได้ร่วมกันนำเอาภาพของพลเอกประยุทธ์พร้อมคำพูดขำๆ มาใส่ จากนั้นโพสต์ลงในเพจชื่อ "เรารักพลเอกประยุทธ์" โดยมีเจตนาให้คนทั่วไปรู้สึกว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเป็นตัวตลก ไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ อันอาจเกิดความกระด้างกระเดื่องหรือก่อความไม่สงบขึ้นในประเทศ ซึ่งถือเป็นความผิดตามมาตรา 116 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ผลของการร้องทุกข์แม้จะทำให้ทหารมีอำนาจจับและควบคุมตัว แต่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักมากขึ้น จากนั้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน พนักงานสอบสวนได้นำข้อเท็จจริงนี้ไปยื่นคำขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลทหารกรุงเทพ ตามคำขอที่ผมโพสต์มาให้ดูพร้อมนี้

แต่ล่าสุดวานนี้ (3 พฤษภาคม) นายกรัฐมนตรีกลับให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ไม่ได้ถูกจับกุมเพราะล้อเลียนหรือหมิ่นประมาทตนเอง แต่คนเหล่านี้ทำผิดตามมาตรา 112 และ 116 เรื่องหมิ่นสถาบัน จึงทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี คำขอฝากขังผู้ต้องหาและคำแถลงของโฆษก คสช. ในข้อเท็จจริงเดียวกันแต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญคำขอฝากขังผู้ต้องหาได้ยืนยันข้อเท็จจริงของการกระทำความผิด เพื่อให้ศาลสั่งขังผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ในระหว่างการสอบสวน หากเป็นดังที่นายกรัฐมนตรีกล่าวก็เท่ากับพลตรีวิจารณ์ จดแตง นำความเท็จมาร้องทุกข์และพนักงานสอบสวนนำความเท็จมายื่นคำขอต่อศาล ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อเท็จจริงล้วนมาจาก คสช. ด้วยกันทั้งสิ้น แต่คนที่ต้องรับกรรมคือผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ที่ถูกกล่าวหารายวันด้วยข้อหาที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข้อหาล่าสุดคือการหมิ่นสถาบัน ซึ่งจะทำให้การขอประกันตัวและการต่อสู้คดีมีความยากลำบากมากขึ้น ส่วนประชาชนก็คงสับสนว่าอะไรจริงหรือเท็จหรือเท็จทั้งหมด แต่ก็ต้องตกเป็นฝ่ายรับกรรมตามเคยเพราะเมื่อบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนย่อมขาดหลักประกันเสรีภาพและไม่มีเครื่องมือป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจ





วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
4 พฤษภาคม 2559

สัมภาษณ์: วัฒนา เมืองสุข “ผมไม่กลัวพวกคุณ”
Posted: 01 May 2016 10:01 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)
วัฒนา เมืองสุข เป็นอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว 3 กระทรวงทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงพาณิชย์ และเขายังเกี่ยวดองกับตระกูลธุรกิจยักษ์ของไทยหรือที่สื่อมักเรียกเขาว่า ‘เขยซีพี’ โดยบุคลิก พูดกันว่าเขาเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงมา และไม่ค่อยจะเกรงกลัวใคร มีฐานเสียงชนิดเสริมใยเหล็กในพื้นที่แถบปราจีนบุรี ซึ่งนั่นทำให้เขามีความสนิทสนมกับสายบูรพาพยัคฆ์
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขานับจากการรัฐประหาร 2557 ทำให้เขาทุกควบคุมตัวถึง 4 รอบและถูกดำเนินคดี ก็แน่นอน เลี่ยงไม่ได้ที่วัฒนาจะถูกตั้งคำถามจากฝ่ายตรงข้ามและชื่นชมจากฝ่ายที่เห็นด้วย

ประชาไทมีโอกาสสนทนายาวๆ กับวัฒนา เมืองสุข หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัวไม่นาน เริ่มต้นการพูดคุยตั้งแต่สถานการณ์การถูกควบคุมตัวทั้ง 4 รอบ จุดประสงค์ของสิ่งที่เขาทำ จนถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย และการเมืองไทยหลังจากนี้ เขายืนยันว่าบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะประชาธิปไตยเมื่อใด เขาจะฟ้องคดีกับผู้ที่ทำรัฐประหารครั้งที่ 13 ไม่ว่าจะกับศาลภายในหรือนอกประเทศ

ประชาไท: คุณถูกทหารควบคุมตัว 4 รอบแล้ว ช่วงชีวิต บรรยากาศ ตอนที่ถูกคุมตัวและถูกกักอยู่ในค่ายทหารเป็นอย่างไรบ้าง
วัฒนา: บรรยากาศของประเทศวันนี้ไม่ดีอยู่แล้ว มันไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีอิสระ ไม่มีเสรีภาพ แล้วยิ่งมาเจอบรรยากาศที่คุณถูกกดดันด้วยกองกำลัง ผมใช้คำว่า “กองกำลัง” เพราะว่าทุกครั้งที่เขาจะมาเอาตัวคุณ เขาใช้กำลังทหารมา มันก็เป็นบรรยากาศที่...ผมว่าทุกคนคงเข้าใจ ในสภาพที่คุณไม่สามารถจะอาศัยกฎหมายบ้านเมืองได้ เพราะมันไม่มี เนื่องจากกฎหมายเขาเขียนเอง มันก็เป็นบรรยากาศแบบนั้นแหละ ไม่รู้จะบรรยายยังไง

ผมเห็นว่าการไปเอาตัวผมมามันไม่ถูกต้อง เพราะการที่ผมแสดงความคิดความเห็นเป็นสิทธิของผม ผมก็เลยประท้วงโดยการอดอาหารในครั้งล่าสุด สี่ครั้งที่ผมถูกเรียก ครั้งแรกผมถูกโทรศัพท์เรียกให้ไปกองทัพภาคที่หนึ่ง ผมก็ไป ก็ไปคุยกันได้สักสองสามชั่วโมง เขาก็ให้ผมกลับ

ครั้งที่สองคือครั้งที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพลเอกประวิตร (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี) ซึ่งผมเห็นว่าการที่เขาไปตอบถึงอดีตนายกรัฐมนตรีแบบนั้นมันเป็นการไม่ให้เกียรติผู้หญิง ผมก็ถูกทหารมาล้อมบ้าน แล้วก็พาตัวผมไปที่ มทบ.11 เอาตัวผมไปจากบ้านประมาณ 10 นาฬิกา ปล่อยผมประมาณสี่ทุ่ม แล้วก็เอามาแจ้งความในข้อหาโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ก็มีกองกำลังมาล้อมบ้านผมอย่างที่เป็นข่าว ครั้งนี้ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน ก็เป็นปกติเวลาที่ไปส่วนใหญ่ก็จะพูดทำนองว่าไม่อยากให้เสนอความเห็น อยากให้ให้โอกาสเขาทำงาน อยากให้เงียบ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องปรับทัศนคติอะไรอย่างที่พยายามพูดให้ดูดีหรอก เอาไปก็คือใช้วิธีขอให้คุณเงียบ ขอให้คุณให้โอกาสเขาทำงาน

ครั้งที่สาม ผมโดนเนื่องจากผมเขียนบทความสนับสนุนวรชัย เหมะ ที่บอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ประยุทธ์ต้องลาออก ซึ่งประยุทธ์ก็โกรธวรชัย แล้วให้ทหารมาเอาตัววรชัยไป ผมก็แสดงความเห็นว่าสิ่งที่วรชัยพูดน่ะถูกแล้ว เพราะคุณประยุทธ์เป็นนักการเมือง วิธีการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองคือการลาออกหรือยุบสภา แต่คุณยึดอำนาจมา คุณจึงไม่มีสภาให้ยุบ มันก็เหลือวิธีเดียวคือลาออก ซึ่งเป็นวิธีแบบอารยะ คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ก็เลยใช้คนมาควบคุมตัวผม คราวนี้มาตอนเย็น พอดีผมไม่อยู่บ้าน ผมก็เลยบอกว่าวันรุ่งขึ้นผมจะไปเจอเขาที่ มทบ.11 ผมก็ไป คราวนี้ผมควบคุมตัวผมสามวัน ก็เอาไว้ในห้องเฉยๆ ถึงเวลาก็มาถามว่าจะกินอะไรมั้ย ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน แต่ผมรู้ว่าที่ผมโดนเพราะผมไปสนับสนุนสิ่งที่วรชัยพูด ไม่ถูกใจท่านผู้นำ ครบสามวันก็ปล่อยตัวผมกลับ

ครั้งสุดท้ายคือที่ผมโพสต์ข้อความแสดงความเห็นว่าผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมแสดงความเห็นตอนเช้า ช่วงบ่ายเขาก็ส่งทหารมาวันที่ 13 เมษายน แต่บังเอิญผมไปต่างจังหวัดและนัดเขาว่าเดี๋ยวจะมาเจอกัน ตอนแรกนัดว่าวันที่ 14 พอดีไม่สะดวก เลยเลื่อนเป็นวันที่ 18 ตามที่เป็นข่าว วันที่ 14 เขาก็ส่งทหารมาที่หน้าบ้าน แต่ไม่เจอตัวผม จนกระทั่งวันที่ 18 จะไปรับตัวผมที่หน้าบ้าน ผมก็บอกพวกเขาว่าถ้าจะมาเอาตัวผมไป คุณก็ต้องแจ้งข้อหาผม เพราะว่าอยู่ดีๆ คุณจะมาเอาตัวผมไปไหนมาไหน มันต้องมีเหตุ ซึ่งคำสั่งที่ให้อำนาจคุณ ที่คุณอ้างว่าเป็นกฎหมายคือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ออกแทนกฎอัยการศึกว่า จะมีความผิดอยู่ 4 ฐานที่ให้อำนาจนายทหารยศร้อยตรีขึ้นไป มีอำนาจที่จะจับกุมและควบคุมตัวคุณไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน หนึ่งคือความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สองคือความผิดต่อความมั่นคง สามคือความผิดเกี่ยวอาวุธปืน สี่คือความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช. เพราะฉะนั้นคุณต้องบอกว่าผมทำผิดอะไรกับการที่ผมไปโพสต์ข้อความ ไม่อย่างนั้นอยู่ดีๆ คุณจะมาเอาตัวผมไป ผมไม่ไป

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันที่ 18 เขาก็เลยไม่กล้ามา ท้ายสุดเขาก็เลยให้ผมไปรายงานตัวที่ มทบ.11 แทนโดยใช้คำสั่ง คสช. ผมก็ต้องไป เพราะถ้าผมไม่ไปก็ขัดคำสั่งอีก ก็ไปรายงานตัว ไปถึง 11 นาฬิกา ผมก็บอกพวกเขาว่าผมมารายงานตัวนะ เมื่อเสร็จสิ้นการรายงานตัวต้องให้ผมกลับบ้าน ถ้าคุณมาควบคุมตัวผมไว้ ผมถือว่าใช้อำนาจในการกักขังหน่วงเหนี่ยวผม ซึ่งคุณไม่มีอำนาจ 15 นาฬิกา ผมให้เวลาแค่นั้น ถ้าไม่ให้ผมออกมา ผมดำเนินคดีทุกคนแน่นอน

พอเข้าไปรายงานตัวเสร็จ ผมจะขอกลับ เขาบอกเขาต้องควบคุมตัวผมไว้ ตอนนั้นใกล้ๆ เที่ยง และถามผมว่าจะกินอะไร ผมบอกว่าผมประกาศอดอาหารจนกว่าจะได้อิสรภาพ ตอนนั้น 12 นาฬิกาของวันที่ 18 ผมก็เริ่มอดอาหารตั้งแต่วันนั้นมา เขาก็เอาไปไว้ที่ห้องเดิมที่ มทบ.11

จนกระทั่งเวลาประมาณสี่โมงครึ่งก็มีทหารพระธรรมนูญมาพบผม เดิมอ้างว่าผมทำผิดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 ที่มีความผิดหลายๆ ฐานน่ะ ค้าผู้หญิงอะไรเยอะแยะไปหมด ต่อมาก็บอกว่าผมขัดคำสั่ง คสช. ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งผมก็บอกว่าไม่ใช่ เพราะความผิดฐานเคลื่อนไหวทางการเมืองมันเป็นการแสดงออกทางกายภาพ แต่สิ่งที่ผมทำเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรัฐธรรมนูญคุ้มครอง เขาก็บอกว่าแสดงความคิดเห็นก็คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาก็มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวผมไว้ แล้วเดี๋ยวเขาจะไปแจ้งความ เมื่อเขาพร้อมจะแจ้งความเมื่อไหร่ เขาจะพาตัวผมมาที่ตำรวจและส่งศาล เพราะฉะนั้น สรุปแล้วการควบคุมตัวผมครั้งสุดท้ายก็ไม่ได้ควบคุมตัวผมเพื่อสอบถามข้อมูล ข้อเท็จจริงอะไรหรอก เก็บไว้รอความพร้อมว่าเขาไปแจ้งความตำรวจได้เมื่อไหร่ เขาก็ค่อยเอาตัวผมไปส่งตำรวจแล้วก็ส่งศาล

วันที่ 18 ช่วงเย็นนั่นแหละ ผมเข้าใจว่าเขาถูกกดดันมาก เขาก็เลยส่งตัวผมไปที่กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี มีรถมารับผมไป ก็ออกจาก มทบ.11 เกือบๆ 17 นาฬิกา ผมก็ถูกนำตัวขึ้นรถตู้ แล้วก็มีรถปิดหัวปิดท้ายไปที่จังหวัดกาญจนบุรี เดิมผมคิดว่าจะเป็นกองพลทหารราบที่ 9 ก็ขับเลยไป เอาตัวผมไปไว้ที่ศูนย์เกษตรกรรมอะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นของพล 9 ที่อำเภอไทรโยค เอาไปเก็บไว้ที่นั่นสามคืนสามวัน ผมก็อดอาหาร

ระหว่างนั้นเขาก็ต้องเอาหมอมาดูแลผมตลอดเวลา เช้า กลางวัน เย็น ผมต้องอยู่กับหมอ วัดความดัน เพราะเขากลัวผมตาย กลัวผมเป็นอะไร เพราะถ้าผมเป็นอะไรไปเขาก็ต้องรับผิดชอบผม ต้องเข้าใจว่าหน่วยปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น มทบ.11 ก็ดีหรือว่าพล 9 เขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร เขามีหน้าที่ดูแลผม คุมตัวผม ถ้าเป็นอะไรไป เวรก็ต้องตกกับเขา หมอที่ดูแลผมก็มาขอร้องว่าอยากให้ผมได้ดื่มน้ำหวานหรืออะไรก็ได้ เขากลัวน้ำตาลในเลือดผมต่ำ แล้วจะเป็นลม เพราะผมเริ่มอดอาหารมาตั้งแต่วันที่ 18 วันที่ 19 หรือวันที่ 20 เขาก็มาขอร้องผมว่าควรจะกินน้ำหวาน เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนด้วย เขาบอกว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าน้ำหวานผมไม่อยากกินก็ขอให้ผมกินน้ำมะพร้าว ก็เอาน้ำมะพร้าวมาให้ผมวันละ 2 ลูก กินไป 4 ลูก

อยู่จนถึงวันที่ 21 ตอนเช้า ประมาณตี 5 เขาก็มาปลุกผมว่า เขาได้รับคำสั่งให้พาผมไปส่งตัวที่ มทบ.11 ก็ออกจากกาญจนบุรีตี 5 มาถึง มทบ.11 ประมาณเก้าโมง เขาก็ให้ผมรอพนักงานสอบสวนจากกองปราบ กลางวันก็ขอให้ผมทานข้าวเพราะถือว่าปล่อยผมแล้ว ผมก็ทานข้าวตอนกลางวันที่ มทบ.11 เป็นอันจบกระบวนการอดอาหาร ประมาณ 14 นาฬิกาเขาก็พาผมออกจากห้องประชุมไปพบพนักงานสอบสวนจากกองปราบ ซึ่งเขาพามาที่นั่น ทำการแจ้งข้อหาอะไรต่างๆ ว่าผมขัดคำสั่ง คสช. มีการเคลื่อนไหวต่างๆ พอเสร็จกระบวนการที่พนักงานสอบสวนพิมพ์มือ ทำอะไรเสร็จ เขาก็ส่งตัวผมมาที่ศาลทหารกรุงเทพ เพราะความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช. ต้องขึ้นศาลทหาร มาที่ศาลทหารก็มีการยื่นขอประกันตัว แล้วส่งตัวผมไปที่เรือนจำ ประมาณ 19 นาฬิกาก็ได้รับอิสรภาพ
ไม่มีเรื่องการปรับทัศนคติใดๆ ทั้งสิ้น?
ไม่มีครับไม่มี จริงๆ แล้วคำสั่ง คสช. เขาไม่ได้ให้อำนาจเอาใครไปปรับทัศนคติ ไม่มี อำนาจเขียนไว้ว่า เจ้าพนักงานตั้งแต่ร้อยตรีขึ้นไปมีอำนาจควบคุมตัวบุคคลไว้เพื่อสอบถามข้อมูลเท่าที่จำเป็น สิ่งที่เขาต้องทำคือถามคุณ ไม่ใช่มาพูดกรอกหูคุณ มาปรับทัศนคติคุณ เขาไม่ได้ให้อำนาจ ตีความกันผิดเอง
 

21 เม.ย.2559

การที่คุณไปออกคำสั่งห้ามคนพูด คำสั่งนั้นมันใช้บังคับไม่ได้ เพราะอะไร มันไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่คุณเขียนเองและยังไปขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอีก


เหตุผลที่คุณทำสิ่งเหล่านี้
วัฒนา: มันเป็นเสรีภาพของผมในการแสดงความคิดเห็น เป็นเสรีภาพของคน ต้องเข้าใจกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ทุกประเทศมีกฎหมายภายในของตนเองและมีกฎหมายระหว่างประเทศที่เขาต้องผูกพัน ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั่วโลกต้องผูกพันคือกฎเกณฑ์ของสหประชาชาติ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นคน ถ้าการปกครองของคุณมีการไปละเมิดสิทธิของความเป็นคน ที่เขาเรียกว่าสิทธิมนุษยชน เขาถือว่านี่ไม่ใช่เรื่องของคุณแล้ว มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติ ถ้าคุณไปกระทำการใดๆ ก็แล้วแต่ที่เป็นความผิดต่อมนุษยชาติ มันเป็นความผิดต่อสากล ทุกประเทศในโลกจะเข้ามายุ่งกับคุณได้ว่าคุณทำแบบนี้ไม่ได้ และถ้ามันเลยเถิดขนาดเป็นอาชญากรรม คุณก็ต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ดังนั้น คุณก็ต้องไปดูกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนมีอะไรบ้าง

อย่างแรกคือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทุกประเทศในโลก ถ้าใครเป็นสมาชิกต้องรับเอาตรงนี้ไปปฏิบัติ ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์รวม ประเทศไทยก็ยอมรับตรงนี้มาตั้งแต่ 2491 แล้ว เราจึงมีพันธะต้องปฏิบัติตาม ยังมี ICCPR (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง) สิ่งที่ผมทำคืออะไร สิ่งที่ผมทำมันอยู่ในข้อ 19 ของปฏิญญาสากลฯ ซึ่งเขียนว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก เป็นสิทธิที่คุณจะไปจำกัดห้ามไม่ได้ กฎเกณฑ์นี้จึงถูกนำไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญของแทบทุกประเทศ รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับต้องใส่สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เพื่อล้อข้อความเหล่านี้มาและยอมรับมัน

รัฐธรรมนูญของ คสช. เองก็เขียนไว้ในมาตรา 4 ว่าสิทธิทั้งหลายที่ชนชาวไทยเคยมีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แปลว่าอะไร สิทธิที่คนไทยเคยมีตามประเพณีการปกครองมีอะไรบ้าง สิทธิในการพูด การแสดงความคิดเห็นต้องมี รัฐธรรมนูญทุกฉบับคุ้มครองมา มันเป็นสิทธิที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นคน คุณไปละเมิดไม่ได้ เขาเรียกสิทธิของความเป็นคน สิทธิมนุษยชน ใครก็แล้วแต่ที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิดังกล่าวคือการก่ออาชญากรรมที่ละเมิดต่อความเป็นคนที่เขาเรียกว่า Crime Against Humanity เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ถ้ามีการกระทำแบบนี้นานาชาติจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับคุณ เพราะคุณเป็นสมาชิกของประชาคมโลก คุณมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของประชาคมโลก ถ้าคุณไม่อยากทำตามก็ลาออกจากยูเอ็นไป

ผมก็แสดงความเห็นผมตามรัฐธรรมนูญ ก็ทำไมไม่เขียนว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการ ห้ามแสดงความเห็น ก็เขียนไว้ดิ คุณไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คสช. สิ มาตรา 2 ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมก็มีสิทธิจะแสดงความเห็น แต่ถ้าคุณเขียนว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการ ห้ามแสดงความเห็น ผมก็ทำไม่ได้ ทำไปคุณก็ใช้อำนาจที่เหนือกว่ากับผม เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ผมทำ มันก็คือการแสดงความเห็น ซึ่งมันเป็นสิทธิของผมที่ผมพึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญของคุณเองและตามพันธกรณีที่คุณผูกพันไว้

เขาให้มีเสรีภาพในการแสดงออก ถ้าการใช้เสรีภาพของคุณมันล่วงเลยจุดที่พอเหมาะพอสม มันไปละเมิด มันก็มีกฎหมายภายในอยู่แล้ว ก็มีข้อหาหมิ่นประมาทที่จัดการผมได้อยู่แล้ว คุณไม่ต้องมาห้ามผม หรือผมไปพูดอะไรที่กระทบความมั่นคงภายในหรือยุยงปลุกปั่น มันก็มีกฎหมายภายในอยู่แล้ว ดังนั้น การที่คุณไปออกคำสั่งห้ามคนพูด คำสั่งนั้นมันใช้บังคับไม่ได้ เพราะอะไร มันไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่คุณเขียนเองและยังไปขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอีก

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเคสของผม ประชาคมโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ปกติเขาเกี่ยวข้องไม่ได้ แต่เพราะผมแสดงความเห็น แล้วคุณมาจับผม คุณกำลังละเมิดต่อความเป็นคนของผม คุณกำลังกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ประชาคมโลกเขาเข้ามา หนังสือของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เขาพูดเรื่องผม การจับผมไปควบคุม ผิดกฎบัตรสหประชาชาติ อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผมคือข้อ 9 เขาเขียนว่าคุณจะจับกุมคนไปคุมขังตามอำเภอใจไม่ได้ คุณทำกับผม ก็คือคุณกำลังละเมิดความเป็นคนผม รวมถึงข้อ 5 เขาห้ามทำอะไรที่ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนลด คุณอ้างเอาผมไปปรับทัศนคติให้คิดเหมือนคุณ ไม่ได้ นี่มันกำลังลดความเป็นคน ผมมีสิทธิจะคิดไม่เหมือนคุณ จะบังคับให้ผมนิยมชมชอบ คสช. ได้ยังไง ไม่เคย ผมไม่คิดจะชอบ และไม่มีทางจะชอบ

ผมประกาศแล้วว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ ผมเอาคุณเมื่อนั้น

จะฟ้อง คสช.?
ผมเอาแน่ อะไรก็แล้วแต่ ผมใช้สิทธิของผม ผมประกาศต่อสาธารณะ ไม่ได้มาพูดลับหลัง ผมไม่กลัวพวกคุณอยู่แล้ว

แต่ในรัฐธรรมนูญเขียนนิรโทษกรรม คสช. ไว้
ผมทำไม่ได้ในวันนี้ ในประเทศนี้ ผมต้องไปขึ้นศาลโลกหรือที่ไหน ผมก็จะเอาคุณ ก็อย่าออกไปนอกประเทศแล้วกัน

การที่คุณออกมาเคลื่อนไหวทำนองนี้มันมีราคาที่ต้องจ่ายอะไรบ้าง
ก็ผมสูญเสียเสรีภาพ อิสรภาพมาหลายทีแล้วไง ก็ไม่แปลก ทุกการต่อสู้มันก็ต้อง... ฝรั่งใช้คำว่าไม่มีอาหารฟรี ธรรมดา คุณขึ้นไปชกมวย ไม่มีใครให้คุณชกฝ่ายเดียว เขาก็ต้องสู้คุณ แพ้ชนะต้องแลกกับความเจ็บตัวทั้งนั้น วันนี้ก็เหมือนกัน การต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพในโลก มีที่ไหนที่เขาเอาดอกกุหลาบโรยให้คุณเดิน ไม่มี ผมไม่ให้ใครมาจำกัดเสรีภาพผมอยู่แล้ว ผมสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของผม แล้วถ้าผมได้เสรีภาพ คนไทยทุกคนก็ได้ หลักการมันก็แค่นั้นเอง

บางคนมองแง่ลบ บางสื่อ เป็นเรื่องการเมือง สร้างคะแนนนิยม เป็นเรื่องเอาใจคุณทักษิณ?
พูดเรื่องการเมือง สิ่งที่ผมทำก็การเมืองแน่นอน ผมกำลังสู้กับนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องการเมืองแล้วเรื่องอะไรล่ะ สิทธิที่ผมกำลังพูดถึง มันถูกบัญญัติไว้ในกฎเกณฑ์ของสหประชาชาติ มันก็คือเรื่องการเมือง คนที่บอกว่าผมเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ถูกแล้ว ทำไมผมต้องไปปฏิเสธ ก็มันใช่ ถ้าคุณบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองแล้วจะเป็นเรื่องอะไร ผมไม่ได้สู้กับเมียผม เรื่องสิทธิที่จะกลับบ้านดึก นั่นมันเรื่องการบ้าน

แล้วเรื่องท่านทักษิณ ต้องมองทีละมิติก่อน...ความจริงเรื่องนี้ผมไม่ค่อยอยากพูด มันเป็นเรื่องส่วนตัว ผมอยากใช้คำพูดของอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ คือจะเป็นภูเขาทองอย่ากลัวสุนัขปัสสาวะรด บางทีคุณไปใส่ใจกับคำพูดของคน มันไม่เกิดประโยชน์ ผมไม่อยากไปแก้ตัวให้คนเหล่านี้ฟัง ถ้าคนเหล่านี้คิดได้แค่นี้ ผมถือว่าเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก เป็นบัวใต้ตม เสียเวลาอธิบาย แต่ถ้าจะพูดกับประชาชนทั่วไปที่ถือว่าอยู่ในบัวสามเหล่าได้เห็น มันดูไม่ยากกับสิ่งที่ผมทำ

ประเด็นที่ว่าผมทำเพื่อเงิน เพื่อทองหรือเปล่า คุณก็ต้องรู้แบคกราวน์ผมว่าผมมาจากไหน เป็นใคร จะคิดว่าผมทำเพื่อเงินก็ไม่ได้แปลก แต่ถ้ารู้ว่าผมมีที่มาที่ไปยังไง คนที่เขาเข้าใจ เขาก็ไม่คิด อันที่สอง ผมทำเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ ผมมีชื่อของผมมาตั้งนานแล้ว ผมเป็นรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2545 ผมเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ที่เด็กที่สุดในอาเซียน คุณคิดว่าผมไม่มีชื่อเสียง ต้องมานั่งสร้างชื่อเสียงเหรอ หลายคนบอกว่าผมกลัวชาวบ้านจะจำไม่ได้ ชาวบ้านรู้จักผมยิ่งกว่ารู้จักคุณอีก บางคนเพิ่งมาโผล่เอาวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องของการทำเพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่อตำแหน่ง ทุกครั้งที่มีการก่อตั้งรัฐบาล ผมก็มีตำแหน่งสำคัญมาตลอด ได้มาด้วยความสามารถของผม ถ้าพูดถึง Rank ในพรรค คุณว่าผมอยู่เบอร์อะไรล่ะ ผมก็อยู่แถวหน้ามาตลอด สมัยท่านนายกฯ ทักษิณที่ซูเปอร์วีไอพีทั้งนั้นที่อยู่ในพรรค คุณรู้มั้ยปาร์ตี้ลิสต์ของผมเบอร์อะไร เบอร์ 11 ผมจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปนั่งอธิบาย เพราะถ้าใครก็แล้วแต่ที่เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจ แล้วต้องไปอธิบาย ก็เหมือนไปพูดให้คนมีอคติฟัง ไม่เกิดประโยชน์ ความจริงผมไม่ต้องมานั่งดิ้นรน ผมมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ผมแต่งงานอยู่ในตระกูลไหนทุกคนก็รู้อยู่ การที่ผมมาดิ้นรนแบบนี้มันทำความเดือดร้อนให้คนรอบตัวด้วยซ้ำ

ครอบครัวคุณว่าอย่างไรกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคุ
ต้องแยกกันระหว่างผมกับครอบครัว การเคลื่อนไหว การต่อสู้ของผม มันเป็นเรื่องทางการเมือง ผมเป็นนักการเมือง มันมีเรื่องเดียวคือผมเป็นนักการเมือง วันนี้การเมืองมีปัญหา ถ้าผมไม่ต่อสู้ทางการเมือง แล้วผมจะเรียกตัวเองว่านักการเมืองได้ยังไง เอาอย่างนี้ก่อน ประเด็นแรก

ประเด็นที่สอง ผมเป็นนักการเมืองที่หน้าไม่หนา ผมเป็นคนมีความอาย ถ้าผมไม่ต่อสู้ เมื่อถึงเวลาบ้านเมืองปกติ ผมลงไปหาเสียง ชาวบ้านถามผม ผมจะตอบเขาว่ายังไง เฮ้ย เวลานั้นคุณหายไปไหน ทำไมไม่สู้เพื่อประชาชน ผมอายเขา อันนี้เรื่องใหญ่สำหรับผม คือเวลาที่คุณจะทำอะไรสักอย่าง มันต้องมีสิ่งที่เรียกว่าความชอบธรรม มันจะปกป้องคุณทุกอย่าง อำนาจถ้าไม่มีความชอบธรรม คุณก็หมด ผมลงไปหาเสียง ถึงเวลาไปหาเสียง ถึงเวลาชาวบ้านถาม วันนั้นที่เขายึดอำนาจ เขาต่อสู้กันเรื่องสิทธิเสรีภาพ คุณไปอยู่ไหน แล้วคุณจะให้ผมตอบชาวบ้านยังไง วันนี้ผมไม่อายใคร ผมบอกผมสู้ให้แล้ว ถึงมันจะไม่ได้อย่างที่ผมสู้ แต่ผมก็สู้เต็มความสามารถของผมแล้ว โดนหิ้วไปขังไม่รู้ตั้งกี่ที เหลืออย่างเดียวคือเขาไม่ให้ผมไปยิงเป้า ผมไม่อายประชาชน

ถามว่าทำเพราะอะไร แค่นี้ หนึ่ง เป็นนักการเมือง สอง วันนี้การเมืองมีปัญหา ผมก็ต้องต่อสู้ทางการเมือง สาม สิทธิเสรีภาพถูกละเมิด ก็ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพ คุณจำกัดสิทธิเสรีภาพผม ผมจะนั่งงอมืองอเท้าได้ยังไง ผมก็สู้กับคุณ
ลูกเมียผมเข้าใจ บ้านผมมีนิสัยคล้ายๆ กันคือดื้อ ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองทำถูกต้องแล้วล่ะก็ ไม่สนใจ ไม่ว่าผม ลูกผม คิดเหมือนกันหมด ก็ทรงเดียวกัน เป็นทรงที่ไม่กลัวคนเหมือนกัน

ตอนที่ลูกสาวคุณต้องออกมาเคลื่อนไหว ออกมายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัวคุณ…
เป็นห่วง แต่คุณต้องให้เขาทำ คุณต้องคิดถึงเขาด้วย วันแรกที่ทหารมาล้อมบ้านผม ผมอยู่บ้านกับแม่บ้านสองคน ถ้าไม่ได้ลูกผม ผมคงลำบาก เพราะลูกผมมาช่วยผมตั้งแต่ส่งรูปทหารมาล้อมบ้าน ซึ่งทำให้โลกรู้ ถ้าสื่อมวลชนไม่มา ผมอาจจะถูกนำตัวไปไหนก็ไม่รู้ เอาไปเงียบๆ แบบที่คนอื่นโดนหิ้วไป 7 วัน แต่พอสังคมรู้ สื่อมวลชนรู้ โลกรู้ เขาทำผมไม่ถนัด

ครั้งแรกผมโทรบอกลูกผมว่าไม่ต้องเข้าบ้าน อย่าเข้ามา ลูกผมไปออกกำลัง ผมกลัวลูกกลับมาเจอ เดี๋ยวเขาตกใจ แล้วเดี๋ยวเกิดเขาเปิดบ้านเข้ามาจะเป็นช่องทางให้ทหารบุกเข้ามาในบ้านผม ผมบอกไม่ต้องมา แต่ลูกผมขอมาอยู่กับผม คุณต้องมองในมุมกลับว่าเขาเป็นลูก แล้วเขาขอทำหน้าที่ของเขา ถ้าคุณไม่ให้เขาทำ เกิดผมเป็นอะไร เขาจะรู้สึกผิดทั้งชีวิตนะ เขาโตแล้ว เขาอายุ 18 แล้ว เหมือนผมรักใครสักคน แล้วเขาอยู่ในอันตราย ผมขอไปช่วย แล้วเขาไม่ให้ไป ผมไม่ยอมนะ มันเป็นเรื่องที่ผมต้องไปช่วยเขา ถ้าผมไม่ทำผมจะรู้สึกผิดทั้งชีวิต คุณต้องคิดกลับในมุมของลูกว่าทำไมผมยอม เพราะเมื่อเขาแสดงเจตนาว่าเขาจะมาอยู่กับผม ผมไม่ให้เขาทำหน้าที่ลูกได้ยังไง

ครั้งที่สองที่ผมถูกควบคุมตัวที่ มทบ.11 เขาก็ไปเรียกร้องให้ผม ไปตามผม เพราะผมถูกเอาตัวไป ผมมียา มีทุกอย่างที่ผมต้องกิน เขาก็แค่ทำหน้าที่ลูก เขาไปตามหาพ่อเขาน่ะ รวมถึงครั้งที่สาม ผมถูกควบคุมตัวไปไว้ไหนไม่รู้ คุณเป็นลูกคุณจะไปตามมั้ย สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ถ้าไม่ไปตาม ไม่ไปสู้ให้พ่อเขาสิ คนต้องมองเขาว่าคิดยังไงหรือพ่อแม่อบรมยังไง มันเป็นความผูกพัน

แล้วที่เขาไปตามผม มันไม่ใช่เรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องของพ่อเขา ส่วนหนังสือหนังหาที่เตรียมไว้ให้เขาคือหนังสือที่ผมทำไว้ ผมมีเวลา ทหารจะมาเอาตัวผมวันที่ 14 ผมขอเวลาเป็นวันที่ 18 ผมมีเวลาตั้งสี่ห้าวัน ผมทำทุกอย่างไว้ให้ว่า โอเค วันนี้เขากำลังละเมิดความเป็นคนของพ่อ ซึ่งมันไปละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความเป็นคน เพราะฉะนั้นวันนี้ไปตามหาพ่อที่ที่เขาควบคุมตัวพ่อก่อน ไปคุยกันดีๆ ก่อน ถ้าเขาไม่ปล่อยพ่อ ก็ไปเรียกพรรคพวกมาช่วย ลูกไปขอเขาก่อน เขาไม่ปล่อยตอนนี้ล่ะ เราก็ต้องไปหาเพื่อน วันแรก ลูกผมไปเรียกร้องให้ทหารปล่อยผม เมื่อไม่ปล่อย เขาก็ไปยูเอ็น ไปอียู ไปสหรัฐฯ ว่ากันไม่ได้ ก็เขาบอกคุณแล้ว ทำไมคุณไม่ปล่อย ถ้าคุณปล่อย เขาก็ไม่ต้องไปที่นั่น
ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมทำอะไรผิดพลาด ผมแสดงความรับผิดชอบได้สองอย่าง ลาออกกับยุบสภา เขาก็ยุบสภารับผิดชอบแล้ว คุณจะเอาอะไรอีกล่ะ แต่คุณไม่ให้เขาไปเลือกตั้ง คุณกำลังหาเรื่อง คุณเอาตรงนี้เป็นเงื่อนไขไปสู่การยึดอำนาจ ตรงนี้คือคำตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องรัฐบาลผิดพลาด

ถ้าเป็นคนทั่วไปผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นอีกอย่าง แต่กับคุณ ทหารจับปล่อยๆ
มันไม่ได้มีของดีฮะ สิ่งที่ผมมี ใจ คุณเข้าใจคำว่า ใจ มั้ย ง่ายๆ คุณไม่กลัวเขา สุดท้าย เขาก็จะกลัวคุณ เหมือนเรากับเมีย เมียไม่กลัวเรา เราก็เลยต้องกลัวเมีย เมียตัวเล็กกว่าเราหรือเปล่า แล้วทำไมเราไม่กล้ากับเขาล่ะ ก็เพราะเขาไม่กลัวเรา ก็เหมือนกัน ใจมนุษย์สำคัญที่สุด หนึ่ง ใจ เราสู้ด้วยใจของเราที่ไม่กลัว ผมพูดได้ ผมไม่เคยแสดงความขลาดกลัวกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สอง เราสู้ด้วยปัญญา เราไม่ได้สู้ด้วยกำลัง ผมไม่เคยใช้กำลังกับคนพวกนี้ ผมสู้เขาไม่ได้ ผมไม่มีปืนเหมือนเขา แต่ผมมีใจที่เหนือเขา อาจจะบอกผมมีปัญญาที่เหนือพวกเขาแล้วกัน

ทำยังไง เมื่อทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมเป็นเคสแรกที่ประชาคมโลกทุกคนเข้ามา มันก็อยู่ที่คุณทำให้มันเข้ากับข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้ามันไม่เข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศ เขาก็ไม่มีบันไดจะเดินเข้ามา ทำไมเรื่องผม ข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเข้ามา องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเข้ามา ทำไมสหรัฐฯ อียู แคนาดา ออสเตรเลีย สวิตฯ เข้ามาอยู่ข้างผม เขามาได้เพราะสิ่งที่ คสช. ทำกับผมมันเข้าเงื่อนไขที่เขาจะเดินเข้ามาได้ ตรงนี้ถึงบอกว่าผมสู้ด้วยปัญญา

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เพราะฐานเสียงคุณอยู่ปราจีน ซึ่งก็เป็นถิ่นบูรพาพยัคฆ์ และคุณก็ผูกพันกับบูรพาพยัคฆ์ ยังมีความสนิทสนมกันอยู่ จึงยังมีความเกรงอกเกรงใจกัน
ไม่มี ผมสนิทสนมกันมาก่อน ถูกต้อง ไม่ปฏิเสธ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของบ้านเมือง เขาทำหน้าที่เขา ผมทำหน้าที่ผม คุณคิดว่าเขาออมมือให้ผมเหรอ ส่งกำลังมาทีอย่างกับมาจับบิน ลาเดน ผมเป็นคนแรกที่ถูกจับแบบนี้ เต็มที่ก็โทรศัพท์ไปหา เชิญตัวมา ของผมคุณเห็นมั้ย อย่างกับยุทธการอะไรสักอย่าง เอาเป็นว่าสำหรับผม คสช. เขามองผมว่าเป็นภัยคุกคามหมายเลข 1 ของเขาแล้วกัน ผมว่าเคสผมเป็นเคสที่ตึงมือเขาที่สุด

คุณออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ในฐานะตัวบุคคลหรือพรรค
พรรค ผมเป็นสมาชิกของพรรค มันหนีคำนี้ไม่ได้หรอกครับ ถึงแม้จะเป็นตัวบุคคล แต่ผมเป็นนักการเมือง นักการเมืองสังกัดอะไรล่ะ วันนี้ผมเป็นนักการเมือง ผมเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เมื่อมันเป็นเรื่องการเมือง มันก็ผูกพันกลับไปที่พรรค เพราะผมจะทำอะไรที่ฝืนมติพรรคไม่ได้ เช่น พรรคมีมติไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนี้ ผมจะไปแสดงว่ารับไม่ได้ คุณเห็นมั้ย สิ่งที่ผมเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดเห็น ไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับพรรค

แต่ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยน้อยกว่าที่คนเสื้อแดงหรือฐานเสียงคาดหวัง
ผมก็ไม่ได้ทำให้ถูกใจใครคนใดคนหนึ่ง ผมไม่ใช่เสื้อแดงนะฮะ ผมไม่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดง ผมเป็นนายวัฒนา ผมเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมเคลื่อนไหวและต่อสู้ ผมต่อสู้เพื่อการเมืองในระบอบรัฐสภา ผมไม่เคยขอให้ประชาชนออกมา ผมต่อสู้ตามสิทธิว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของผมอาจจะไปถูกใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ทำเพื่อให้ถูกใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมคือตัวผม ผมเห็นว่าวันนี้ผมต้องมีเสรีภาพ คนไทยต้องมีเสรีภาพ และผมจะไปสู้เพื่อตัวผมคนเดียว คนอื่นไม่ต้อง เพราะเวลาให้ต้องให้เหมือนกันหมด ได้เหมือนกันหมด และในเวลาใดเวลาหนึ่ง เรามีคนร้อยคน แต่อาจมีคนเดียวออกไปสู้ มันไม่ได้แปลว่าคน 99 คนไม่คิดจะสู้ อาจยังไม่พร้อมหรือว่าใจ เข้าใจคำว่าใจมั้ย บังเอิญผมอาจจะเป็นคนบ้าไม่กลัวคน หรือคนอื่นอาจจะมีความกังวล ก็ไม่แปลก ในสถานการณ์ที่อาวุธมันจี้หัว

มองในฐานะสมาชิกพรรคหรือในฐานะประชาชนก็ตามแต่ คุณคิดว่าพรรคเพื่อไทยควรมีแอคชั่นมากกว่านี้หรือเปล่า
ในนามของพรรคการเมือง จะทำอะไรต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย คุณจะบอกว่าวันนี้พามวลสมาชิกไปรบกับทหารเลยไม่ได้ แล้วคุณต้องฟังมวลสมาชิกส่วนใหญ่ด้วย คุณจะทำในนามพรรคต้องมีความเห็นของสมาชิกรองรับ สมมติสมาชิกยังไม่เห็นพ้องหรือยังไม่เห็นด้วยว่าเป็นเวลาที่สมควรที่จะทำ พรรคก็ขยับไปมากกว่านั้นไม่ได้ แต่การที่พรรคได้ทำให้ผม ไม่ว่าจะเป็นการแถลงการณ์หรือเรียกร้องให้ปล่อยผม เขาก็ทำหน้าที่ของเขาแล้ว ผมก็พอใจแล้ว
ถอยกลับไปช่วงก่อนรัฐประหาร คุณคิดว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ก้าวพลาดในทางการเมืองอะไรไปหรือเปล่า เช่น นิรโทษกรรมเหมาเข่ง
คืออย่างนี้ รัฐบาลเพื่อไทยอาจจะทำอะไรผิดพลาดบ้าง แต่การรัฐประหารไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด มันเกิดจากการหาเรื่อง การที่รัฐบาลผิดพลาดเขาก็รับผิดชอบด้วยการยุบสภาแล้ว ถูกมั้ย นี่คือประเพณีทั่วโลก ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมทำอะไรผิดพลาด ผมแสดงความรับผิดชอบได้สองอย่าง ลาออกกับยุบสภา เขาก็ยุบสภารับผิดชอบแล้ว คุณจะเอาอะไรอีกล่ะ แต่คุณไม่ให้เขาไปเลือกตั้ง คุณกำลังหาเรื่อง คุณเอาตรงนี้เป็นเงื่อนไขไปสู่การยึดอำนาจ ตรงนี้คือคำตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องรัฐบาลผิดพลาด เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยทำผิดทำถูก ไม่รู้ แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำ ทำในระบอบรัฐสภาที่มีฝ่ายค้าน มีการตรวจสอบ ไม่ได้แอบทำเหมือน คสช. ทำ สอง เมื่อสิ่งนั้นเห็นว่าผิด สังคมอาจจะไม่ยอมรับ และเป็นสังคมของคนส่วนน้อยด้วย เพราะคนที่มาเรียกร้องเป็นคนส่วนน้อยนะ เป็นฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้ง ท่านนายกฯ ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาแล้ว แล้วคุณคิดว่าผมต้องทำอะไรอีกในทางการเมือง มันต้องจบไม่ใช่เหรอ แล้วมันไม่จบเพราะอะไร ดังนั้น การถูกยึดอำนาจ มันไม่ใช่เรื่องของพรรคเพื่อไทยทำผิด มันเป็นเรื่องที่พวกคุณอยากจะทำอยู่แล้ว และนี่เป็นหนึ่งในข้ออ้าง
 
สิ่งที่เรากำลังคิดจะทำต่อไปคือการปฏิรูปพรรคเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้น ให้เหมือนเป็นบริษัทมหาชนที่ผู้ถือหุ้นมีความหลากหลาย ไม่อยู่ในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ที่สุดตอนนี้...
และก็เป็นพรรคเดียวที่ต่อสู้กับเผด็จการในวันนี้

แล้วก็คาดว่าก็คงจะได้รับเลือกเข้ามาไม่น้อยในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นมาตลอดว่า พรรคเพื่อไทยยังคงผูกติดกับคุณทักษิณ ในอนาคตจะพัฒนาพรรคเพื่อไทยให้เป็นสถาบันที่ไม่ผูกติดกับบุคคลได้อย่างไร
เราได้คุยกันนะครับ คุณต้องแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองเรื่องก่อน คุณทักษิณก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เหมือนผมชอบรีพับลิกัน ไม่ชอบเดโมแครต คุณมองว่าผมผิดมั้ย แล้วทำไมคุณทักษิณจะชอบพรรคเพื่อไทยไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องแปลก การที่ทักษิณจะชอบพรรคเพื่อไทยกับพรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันหรือไม่ มันคนละเรื่องกันนะ สอง พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าไม่เป็นสถาบันเพราะอะไร อย่างแรกเพราะไปอิงอยู่กับคุณทักษิณมากเกินไปหรือเปล่า ก็บอกว่าไม่ วันนี้ผมออกมาเคลื่อนไหวก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทักษิณ
ในวันที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรค เราก็ต้องอิงท่าน เราไม่ฟังหัวหน้าพรรคแล้วเราจะไปฟังแมวฟังอะไรที่ไหน สอง พรรคการเมืองมันมีเรื่องของความนิยม ทำไมเดโมแครตต้องเอาคลินตันออกมาหาเสียง ไม่เห็นแปลกเลย รีพับลิกันเอาจอร์จ บุช ออกมาช่วย ยังไม่เห็นแปลก แล้วทำไมคุณทักษิณที่เป็นที่นิยม เราจะไปอ้างท่านซึ่งเป็นคนที่ประชาชนรักไม่ได้ แต่บ้านเรามีมิจฉาทิฐิ มีอคติ ก็ในเมื่อคุณทักษิณเป็นที่รักของคน ผมเป็นพรรคการเมืองต้องการได้รับความนิยม การที่ผมไปพูดถึงคุณทักษิณหรือเอาคุณทักษิณมา มันไม่เห็นแปลกเลย การขายสินค้ายังเอาดาราที่ได้รับความนิยมมาเป็นพรีเซ็นเตอร์เลย เขาก็ทำกันทั้งโลก ทำไมถึงมาแปลกในเมืองไทย ก็ลองวันใดวันหนึ่งคุณทักษิณไม่ได้รับความนิยมขึ้นมา เราไปพิงได้ยังไง ผมก็ต้องกระโดดหนี ในมุมของพรรค ถูกหรือเปล่า

พรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันการเมืองมั้ย เป็นแน่นอน มันเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพรรคเบอร์หนึ่งเบอร์สองของประเทศ มันไม่เป็นสถาบันไม่ได้หรอก ถูกมั้ยฮะ การเป็นสถาบันคืออะไร มันก็ต้องมีการปฏิรูป เรามีการคิดกัน การเป็นสถาบันกับการที่เรายังอิงคุณทักษิณ คนละเรื่องนะ แต่ไม่ใช่เพียงการพิงแล้วเราจะได้รับความนิยม พรรคการเมืองยังมีคำว่านโยบาย ต้องถูกใจประชาชน มันมีหลายปัจจัย พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันอยู่แล้ววันนี้ การที่พรรคออกมาต่อสู้กับเผด็จการ คุณว่ามันไม่มีจุดยืนเหรอ มันเป็นสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสถาบันเดียวในประเทศไทยในวันนี้ พรรคอื่นไม่เห็นออกมาสู้ล่ะ มีพรรคการเมืองไหนออกมาสู้กับเผด็จการบ้าง เหลือพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว แล้วคุณว่าพรรคเพื่อไทยไม่เป็นสถาบันเหรอ เป็นสถาบันเป็นแบบไหนต้องยอมเผด็จการแบบทุกพรรคยอมเหรอ พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพรรคเดียวในวันนี้ ถ้าความเป็นสถาบันคือต้องไปก้มหัวให้เผด็จการ ผมไม่ขอเป็น

สอง สิ่งที่เรากำลังคิดจะทำต่อไปคือการปฏิรูปพรรคเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้น ให้เหมือนเป็นบริษัทมหาชนที่ผู้ถือหุ้นมีความหลากหลาย ไม่อยู่ในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แน่นอน คนอาจจะมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของตระกูลชินวัตรหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ พวกผมออกมาเคลื่อนไหวชินวัตรมาห้ามอะไรพวกผมได้ล่ะวันนี้ แต่พรรคเพื่อไทยต้องพุ่งไปตรงนั้น เรามีความคิดเรื่องการปฏิรูปพรรคอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้ยังทำไม่ได้ ไปเรียกประชุมก็ติดคุกกันหมดสิ

การปฏิรูปมันไปได้ทั้งนั้น อะไรที่ทำแล้วประชาชนเกิดความนิยม เราต้องทำ เราจะรู้ว่าผู้สมัครของเรา ประชาชนรัก ประชาชนนิยมแค่ไหน เราก็ต้องให้เขาเลือก ไม่ใช่เราเลือกไป ถึงเวลาเขายี้ มันเปลืองค่าใช้จ่ายพรรคด้วย ถ้าเราทำไพรมารี่โหวต เรารู้เลยว่านี่คือคนที่ประชาชนเอา ส่งไปเลือกตั้งก็ชนะ การทำไพรมารี่โหวตเป็นเรื่องที่ดีกับพรรค แล้วทำไมจะไม่ทำ แต่ตอนนี้มันค่อยๆ ไป ทำอะไรมากเดี๋ยวสีเขียวก็บุกพรรคคุณ

คุณวิเคราะห์การเมืองหลังจากนี้อย่างไร
ในมุมการเมือง ประชาชนอดทนกับ คสช. มานานแล้ว ใช้คำนี้ก่อน แม้แต่พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา บริหารมาสองปีก็หืดแล้วนะ มันคือครึ่งชีวิตทางการเมือง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป คสช. จะอยู่ได้ไม่ได้ มันอยู่ที่ความดีที่เขาทำ ถ้าเขาทำความดีคนก็ทนได้ แต่สองปีนี่ ประชาชนเอือมแล้ว ถามผม ผมก็รู้สึกแบบที่ผมพูด เอือม เพราะฉะนั้นวันที่ 7 สิงหาคมที่จะลงประชามติ เท่ากับเขาอยู่มา 2 ปีกว่านะจาก 22 พฤษภาคม 2557 ประชามติผ่าน ไม่ผ่าน มันมีผลมาก ถ้าผ่าน การเมืองก็ไปแบบที่เขาออกแบบ แต่ถ้าไม่ผ่าน เขาจะทำแบบที่เขาอยากจะทำ ไปตั้งนั่นตั้งนี่ กูจะอยู่ของกูแบบนี้ ผมไม่เชื่อว่ามันจะง่ายแบบนั้น ทนมาขนาดนี้แล้ว ถึงเวลามันปึงขึ้นมา จะมาทำแบบเดิม คุณยอมเหรอ

เกรงกันว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคต
มันขึ้นอยู่กับ คสช. เองว่าเขาตระหนักขนาดไหน ผมเชื่อว่าเขาก็รู้ ถ้าคุณต้มน้ำโดยไม่มีรูออก ถึงเวลามันเดือด แรงดันก็ทำให้หม้อระเบิด ก็ต้องถามว่าคุณเปิดรูออกอะไรไว้บ้าง การเมืองก็แค่นั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินคิด
 


“วัฒนา” เผยลูกสาวเจอแรงกดดันให้ไปต่างประเทศ ยืนยันลูกไม่เกี่ยวการเมือง แต่ 'สรรเสริญ' ชี้เรื่องนี้เป็นเกมการเมือง ด้าน ‘ยิ่งลักษณ์’ ปฏิเสธทักษิณไม่เอี่ยวกลุ่มล็อบบี้ยิสต์
นายวัฒนา เมืองสุข อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ภายหลังได้รับการประกันตัวที่ศาลทหารกรุงเทพเมื่อวานนี้ (21 เม.ย. 59) โดยระบุว่ามีคนกดดันไปทางซีพี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือญาติ ให้นำลูกสาวไปต่างประเทศ แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นฝ่ายการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยกับลูกสาวแล้ว น้องเฟดีใจที่พ่อออกมาได้ แต่รู้สึกผิดที่ไม่ได้มารอรับตนตามสัญญา หลังทำภารกิจกดดันรัฐบาลได้สำเร็จ ชี้ลูกสาวไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง แค่มาช่วยพ่อ บุตรสาวอายุแค่ 18 ปี อีกไม่กี่เดือนก็จะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ค
ก่อนหน้านี้ นายวัฒนา โพสต์ข้อความในเฟ๊ซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ตนอดอาหารประท้วงการถูกควบคุมตัว ซึ่งตนทราบข่าวว่าทาง คสช. ถือว่ามีเจตนาประท้วงและจะดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ตนไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะเพียงการแสดงความคิดเห็นยังกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้
ด้านมติชนออนไลน์รายงานว่า พลตรีธรรมนูญ วิถี ผบ.พล.ร.9 แจงว่าไม่เคยตั้งเงื่อนไข “วัฒนา” ไม่ทานข้าวจะโดนคดี เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยตนหมายถึงถ้านายวัฒนาไม่ยอมให้ความร่วมมือ งดการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีไว้กับ คสช. ก็จำเป็นต้องดำเนินคดี
ในขณะเดียวกัน พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายวัฒนารู้ดีว่าการเคลื่อนไหวจะเกิดผลอย่างไร เพื่อให้เข้าเงื่อนไขหรือเกมการเมืองที่วางไว้ ส่วนการที่คนใกล้ชิดและพรรคพวก ออกมาคัดค้านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นลูกโซ่ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจถึงวาระซ่อนเร้น เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ คาดว่ายิ่งใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
ด้านโพสต์ทูเดย์ รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีชี้ว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลังกลุ่มคัดค้านว่า ไม่เคยมีการจ้างล็อบบี้ยิสต์จากนายทักษิณ และตนเชื่อว่านานาประเทศจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง คงไม่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งนำข้อความมาเล่าหรือล็อบบี้กันได้ และเชื่อว่าวันนี้นายทักษิณลำพังอยู่ต่างประเทศก็ลำบากอยู่แล้ว



ศาลทหารปล่อยตัว “วัฒนา เมืองสุข” ชั่วคราว เจ้าตัวเผยไม่หยุดแสดงความเห็น
ทนายความยื่นหลักทรัพย์ 80,000 บาท ขอประกันตัวนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ขณะที่นายวัฒนา ระบุหลังได้รับการประกันตัวว่าจะเดินหน้าแสดงความคิดเห็นต่อไป เผยกระบวนการฟ้องร้องไม่ตรงไปตรงมา
คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ รับคำร้องของเจ้าพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามและเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ฝากขังผัดที่ 1 แก่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.59-2 พ.ค.59 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. แต่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา ใช้สิทธิยื่นประกันตัวนายวัฒนาชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์ 80,000 บาท และศาลทหารอนุมัติแต่กำหนดเงื่อนไขห้ามยั่วยุ ปลุกปั่น และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
หลังจากได้รับการประกันตัว นายวัฒนาเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า พร้อมจะเดินหน้าแสดงความคิดเห็นต่อไป เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาคมโลกรับรอง และตนไม่ได้ลงชื่อกับทหารว่าจะไม่แสดงความเห็นทางการเมือง
นายวัฒนา กล่าวอีกว่า ตนมองว่ากระบวนการฟ้องร้องตนเองไม่ตรงไปตรงมา โดยในตอนแรก คสช.ควบคุมตัวจากการโพสต์ข้อความไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังมีการหาข้อหาอื่น ๆ เพื่อให้ฟ้องร้องต่อศาลได้
นายวัฒนากล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองการเคลื่อนไหวของบุตรสาวว่าเป็นเพราะถูกชักจูงนั้น ตนยืนยันได้ว่าเป็นผู้แนะนำให้บุตรสาวออกมาเคลื่อนไหว ให้รู้ว่าควรดำเนินการอย่างไรเมื่อตนถูกจับกุม รวมทั้งต้องติดต่อองค์กรระหว่างประเทศให้ช่วยยืนยันถึงสิทธิในการแสดงออก
ด้านเว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังการควบคุมตัวนายวัฒนาว่าต้องเข้าไปดำเนินการเพราะมีการทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของศาล ทั้งนี้
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุด้วยว่า ไม่กังวลกับกรณีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศออกมาเรียกร้องในเรื่องสิทธิมนุษยชน นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า ในระหว่างการทำประชามติหากเกิดความวุ่นวายก็จำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงการทำประชามติได้ ‪#‎ประชามติ‬






เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่าในเวลา 18.30 น.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวนายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางเอกสาร เนื่องจากนายวัฒนา เป็นผู้ต้องขัง ในสังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตามคำสั่งศาล แต่ได้รับการประกัน ให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายวัฒนา ก็ต้องมาทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ลงทะเบียนงานเอกสารธุรการตามขั้นตอนปกติ ตรวจสอบหมายปล่อยตัว คาดว่าไม่น่าจะเกิน 20.00 น. จะปล่อยตัวนายวัฒนาได้

source :- http://www.matichon.co.th/news/113193 



“วัฒนา” อดข้าว
เว็บไซต์ นสพ.มติชนรายงานว่า พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่9 (พล.ร.9.) เปิดเผยว่านับตั้งแต่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. จนถึงขณะนี้ นายวัฒนายังไม่ยอมรับประทานอาหารตามที่หน่วยทหารจัดให้ ชี้หากพรุ่งนี้ยังไม่รับประทานแสดงว่ามีเจตนาประท้วง
มติชน รายงานอีกว่า พล.ต.ธรรมนูญระบุว่าจากการสอบถามนายวัฒนาบอกว่าได้สัญญากับบุตรสาวไว้ว่าในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวจะไม่รับประทานอาหาร ซึ่งทางหน่วยได้พยายามพูดคุยเกลี้ยกล่อมให้นายวัฒนารับประทานอาหารแต่นายวัฒนายังปฏิเสธโดยตลอดทั้งวันที่ผ่านมานายวัฒนาดื่มแต่น้ำมะพร้าวพร้อมรับประทานเนื้อมะพร้าวเป็นจำนวน 4 ลูก อย่างไรก็ตามหากในวันพรุ่งนี้นายวัฒนายังไม่ยอมรับประทานอาหารแสดงว่ามีเจตนาประท้วง ทางหน่วยต้องให้หมอเข้าตรวจเช็คร่างกาย จากนั้นจะต้องพูดคุยถึงเงื่อนไขหากนายวัฒนายังไม่ยอมรับก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ด้านเฟซบุ๊กของวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร นสพ.บางกอกโพสต์ รายงานว่า คสช. ได้เผยแพร่ภาพนายวัฒนาในที่พักของ พล.ร.9 กาญจนบุรี มีหมอทหารดูแลใกล้ชิด โดยเผยว่านายวัฒนา ไม่ยอมทานอาหาร ทานแต่มะพร้าว เพราะสัญญากับลูกสาวไว้ และอาจเป็นการแสดงการประท้วงต่อทางทหารด้วย ‪#‎ร่างรัฐธรรมนูญ‬



ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้อง คสช.ปล่อยตัววัฒนา เมืองสุข โดยทันที ชี้กรณีนี้แสดงว่าคณะทหารยกระดับบรรยากาศความหวาดกลัวเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นและคุกคามคนที่เห็นต่างก่อนจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 20 เม.ย. เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปล่อยตัวนายวัฒนา เมืองสุข โดยทันที หลังนายวัฒนาแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ และ คสช.มีคำสั่งให้เข้ารายงานตัวที่มณฑลทหารบก 11 (มทบ.11) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยระบุว่านายวัฒนาละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้กับ คสช. ทำให้นายวัฒนาถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวและถูกย้ายไปยังกองพลทหารราบที่ 9 (พล ร.9) จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวานนี้ (19 เม.ย.)
นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำเอเชีย ระบุว่าคณะทหารยกระดับบรรยากาศความหวาดกลัวเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นและคุกคามคนที่เห็นต่างก่อนจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และการควบคุมตัวนายวัฒนาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าคณะทหารพร้อมจะข่มขู่และจับกุมเพื่อผลักดันให้เกิดการลงประชามติ
แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ยังระบุด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงต่อนักวิชาการและนักกิจกรรมซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังไม่อนุญาตให้มีการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญในพื้นที่สาธารณะ ถือเป็นการยกระดับความหวาดกลัวก่อนจัดการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ขณะที่ผู้วิจารณ์หรือเผยแพร่ข้อมูลคัดค้านร่าง รธน. อาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีตาม พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
นายแบรด อดัมส์ กล่าวด้วยว่าคำสัญญาของคณะทหารที่ระบุว่าจะให้ไทยคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็วและจะเคารพหลักสิทธิมนุษยชนถูกพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเรื่องไร้ความหมาย เพราะการถกเถียงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญไม่อาจกระทำได้อย่างเปิดเผยและปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ขอเรียกร้องให้มิตรประเทศของไทยจากทั่วโลกร่วมกันกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุติการจับกุมและควบคุมตัวตามอำเภอใจต่อผู้ที่เห็นต่าง และปล่อยผู้แสดงความคิดเห็นอย่างสันติที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดโดยทันที



ฮิวแมนไรท์สวอช เรียกร้องให้ คสช. ปล่อยตัว 'วัฒนา เมืองสุข' พร้อมขอให้ทั่วโลกกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ หยุดการจับกุมผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง
ฮิวแมนไรท์สวอช เรียกร้องคสช. ปล่อยตัว นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไร์ทสวอช ประจำภูมิภาคเอเชียกล่าวว่า รัฐบาลไทยกำลังสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคมนี้ โดยเป็นเหมือนคำเตือนจาก คสช.ถึงประชาชาที่จะต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงขอให้ทั่วโลกร่วมกันกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งยุติการจับกุมคุมขังผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง และปล่อยตัวผู้ที่แสดงออกทางความคิดเห็นอย่างสงบทั้งหมด



ลูก'วัฒนา'ร้องสถานทูตสหรัฐฯ ตรวจสอบการทำงาน"คสช.

ลูกสาว"วัฒนา"ร้องสถานทูตสหรัฐฯตรวจสอบคสช.ทำขัดหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เผยพ่อแจ้งทหารอนุญาตให้เยี่ยม วันพุธที่ 20 เมษายน 2559 เวลา 13:38 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เวลา 09.00 น.ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ  น.ส.วีรดา เมืองสุข บุตรสาวของนายวัฒนาเมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน

ด้านสิทธิมนุษยชนสากลตรวจสอบว่า การดำเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองนั้น ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หลังจากที่คสช.ควบคุมตัวนายวัฒนา เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ในกรณีแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

ในขณะที่นายวัฒนายังถูกควบคุมตัวอยู่ในกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี โดยน.ส.วีรดา กล่าวว่า คสช.ได้ติดต่อมาว่าให้ไปเยี่ยมบิดาได้แล้ว และได้อนุญาตให้บิดาโทรศัพท์ติดต่อมาที่ตน โดยพูดคุยเพียงสั้นๆว่าจะมีคนพาตนไปหาบิดา พร้อมกับบอกว่าขอให้ใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นเต้น แต่โดยส่วนตัวตนยังไม่กล้าเดินทางไปเยี่ยมบิดาที่ จ.กาญจนบุรี เพราะกลัวสวนทางกับบิดาที่อาจได้รับการปล่อยตัวให้มาขึ้นศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันนี้ (20 เม.ย.).


ขับเคลื่อนโดย Blogger.