ศาลจังหวัดปากพนัง พิพากษาคดีจำเลยในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ลงโทษจำคุกจำเลย 35 ปี ปรับ 660,000 บาท
ศาลจังหวัดปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พิพากษาคดีลักลอบขนส่งชาวโรฮิงญาจำนวน 98 คน เมื่อต้นปีที่แล้ว และบางส่วนเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ โดยศาลตัดสินลงโทษ นายสุนนท์ หรือโกมิตร แสงทอง จำเลยที่ 1 เป็นระยะเวลา 35 ปี และปรับเป็นเงิน 660,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-3 ลงโทษความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง
เมื่อวานนี้ ศาลจังหวัดปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อ่านคำพิพากษาซึ่งอัยการเป็นโจทก์ และชาวโรฮิงญาเป็นโจทก์ร่วมผ่านทนายซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ฟ้องนายสุนนท์ แสงทอง จำเลยที่ 1 นายสุริยา ยอดรัก เป็นจำเลยที่ 2 และนายวราชัย ชฎาทอง เป็นจำเลยที่ 3 ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานการค้ามนุษย์ สนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ เพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส ตามประมวลกฎหมายอาญา นำพาคนต่างด้าวเข้ามา ให้อาศัย หรือซ่อนเร้น ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืน พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 โดยมีผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี บุคคลอายุเกิน 15 ปีแต่ไม่ถึง 18 ปี และบุคคลตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป
โดยศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องเนื่องจากมีการนำเสนอพยานหลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผ่านบัญชี และหลักฐานการใช้โทรศัพท์ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์จากเหตุการณ์พบศพนิรนามและการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตชาวโรฮิงญา ที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 พิพากษา ให้ลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลา 35 ปี และให้ปรับเป็นเงิน 666,000 บาท ในการลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์นั้น
ส่วนจำเลยที่ 2-3 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2-3 กระทำความผิดเฉพาะที่มีการนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน
คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรขาวเขียว ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับรายงานว่าจะมีการลักลอบขนชาวโรฮิงญามาจากพื้นที่จังหวัดระนองไปยังจังหวัดสงขลา โดยใช้พื้นที่อำเภอหัวไทร เป็นเส้นทางผ่าน จึงได้สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจสอบ ถนนสาย 408 นครศรีธรรมราช-หัวไทร กระทั่งพบรถยนต์ ต้องสงสัยจำนวน 5 คัน พบว่ามีชาวโรฮิงญานั่งอยู่ท้ายรถกระบะ รวม 98 คน (ผู้ชาย 30 คน ผู้หญิง 26 คน เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 42 คน) แต่ละคนอยู่ในสภาพอ่อนพลียอย่างหนัก และในจำนวนดังกล่าว พบชาวโรฮิงญาเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ส่วนชาวโรฮิงญาที่รอดชีวิตได้เข้าสู่กระบวนการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ยังมีผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวนี้ อีกสองกลุ่ม คือ ผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ที่ถูกจับกุมได้พร้อมกับจำเลยทั้งสาม แต่ได้หลบหนีไปหลังได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี และอีกกลุ่มคือผู้ต้องหา จำนวน 18 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาเรือ และอำนวยความสะดวกให้กับขบวนการขนชาวโรฮิงญา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกจับกุมและพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์
คลังภาพ: ชาวโรฮิงญาในเมืองซิตตะเว รัฐยะไข่ หรืออาระกัน ประเทศเมียนมา

กลุ่มผู้หญิงเรียกร้องรัฐบาลและมารา ปาตานีเดินหน้าพูดคุยสันติภาพ รุกประเด็นสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้สาธารณะ
องค์กรภาคประชาสังคมที่มีทั้งพุทธและมุสลิมรวม 23 กลุ่มจัดกิจกรรมเดินรณรงค์เพื่อสันติภาพแสดงการสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพภาคใต้วันนี้ที่ปัตตานี พร้อมออกแถลงการณ์ขอให้ทั้งรัฐบาลไทยและกลุ่มมารา ปัตตานี เดินหน้าพูดคุยกันต่อไปแม้จะมีอุปสรรค และให้บรรจุวาระการหารือในเรื่องคุ้มครองพื้นที่สาธารณะไม่ให้มีการก่อเหตุร้าย
ก่อนจะถึงการประชุมร่วมเพื่อพูดคุยสันติสุขหรือสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและกลุ่มมารา ปาตานีที่กัวลาลัมเปอร์ สมาชิกของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมได้เชิญชวนประชาชนให้ไปร่วมเดินสันติภาพกับพวกเขาเช้าวันนี้ 1 ก.ย.โดยเริ่มต้นที่ริมแม่น้ำปัตตานีบริเวณเชิงสะพานศักดิ์เสนีย์ แล้วเดินไปตามพื้นที่ในตัวเมืองโดยหยุดที่จุดสำคัญต่างๆเช่นที่หน้าโรงเรียนและวัดตานีนารีสโมสร ตลาดโต้รุ่ง ตลาดเทศบาล รวมทั้งมัสยิดกลางปัตตานีเพื่ออ่านแถลงการณ์ที่มีข้อเรียกร้องต่อทั้งสองฝ่าย
แถลงการณ์ของคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ระบุว่า ขอให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าพูดคุยกันต่อไปแม้จะมีปัญหาและอุปสรรค เพราะการพูดคุยเป็นความหวังของกลุ่มผู้หญิงและประชาชนที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และยังเรียกร้องให้บรรจุเรื่องของการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยเป็นหนึ่งในหัวข้อการพูดคุย เพราะถือว่าพื้นที่เหล่านี้ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบจำเป็นต้องใช้ โดยแถลงการณ์ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้มาจากการที่คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทั้งกลุ่มผู้หญิงและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงรวมแล้วประมาณ 500 คนระหว่างเดือน ต.ค. 2558 - เม.ย. 2559
แถลงการณ์กล่าวด้วยว่า พื้นที่สาธารณะที่มีทั้งตลาด ถนนหนทาง โรงเรียน ศาสนสถานไม่ว่ามัสยิด วัด หรือโบสถ์ ซึ่งประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน “เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่งต่อชีวิต อัตลักษณ์ และจิตวิญญาณของผู้หญิง ที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงทุกวัย ทุกศาสนา ทุกภาษาและทุกชาติพันธุ์ในพื้นที่แห่งนี้” พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำให้พื้นที่ดังกล่าวปลอดภัย “เพื่อให้ผู้หญิงและพลเรือน ได้มีโอกาสใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะได้อย่างปกติสุข โดยไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัว ความหวาดระแวงและความสูญเสียอีกต่อไป เพราะสันติสุข/สันติภาพ จะมีความหมายอะไร ถ้าไร้ซึ่งประชาชน”
โซรยา จามจุรี จากเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หนึ่งใน 23 องค์กรในคณะทำงานวาระผู้หญิงฯเปิดเผยว่า ทางคณะทำงานได้ยื่นหนังสือให้กับผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มมารา ปาตานีไปแล้ว เพื่อขอให้นำเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเข้าเป็นวาระในการพูดคุยและขอให้พูดคุยอย่างเป็นจริง และทั้งสองฝ่ายต่างตอบสนองด้วยดี โดยรับปากว่าจะนำไปเสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทางกลุ่มก็จะติดตามผลต่อไป
อย่างไรก็ตาม การประชุมร่วมของตัวแทนรัฐบาลไทยและกลุ่มมารา ปาตานีในวันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) ที่มาเลเซียยังเป็นเพียงการพบปะเพื่อจะพยายามหาทางตกลงร่วมกันให้ได้ในการกำหนดกติกาการพูดคุยหรือที่เรียกว่าทีโออาร์ คือ Terms of reference (TOR) ซึ่งที่ผ่านมายังเห็นต่างกันอยู่ทำให้การพูดคุยในเนื้อหาที่เป็นประเด็นปัญหาที่แท้จริงยังไม่เริ่มต้น แต่เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อคลี่คลายสิ่งที่ยังตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการให้ความคุ้มครองแก่ทีมตัวแทนเจรจาของมารา ปาตานี กับประเด็นเรื่องการให้การยอมรับกลุ่มมารา ปาตานีด้วยการระบุอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในเอกสารทีโออาร์ ที่ผ่านมาไทยไม่พร้อมจะยอมรับทั้งสองประเด็นทำให้กระบวนการยกร่างทีโออาร์ชะงักงันมาหลายเดือน รายงานข่าวระบุว่า การพูดคุยหลังสุดของคณะทำงานด้านเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเมื่อเดือนส.ค.ต่างมีท่าทีประนีประนอมกันมากขึ้น
ในเรื่องนี้โซรยาแห่งเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ระบุว่า ทางกลุ่มผู้หญิงอยากเห็นการตกลงกำหนดกติกาการพูดคุยหรือทีโออาร์ให้ก้าวหน้าและลุล่วง ทั้งนี้เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยในเรื่องอื่นๆต่อไปรวมทั้งเรื่องของการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยแก่ผู้หญิงและพลเรือน ซึ่งอันที่จริงเข้าใจกันว่าอยู่ในวาระที่จะพูดคุยกันอยู่แล้วในอนาคต “เรื่องของการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ปลอดภัยสำหรับพลเรือน ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชายหรือเด็กที่ใช้ชีวิตมันเป็นความชอบธรรมของพลเรือนอยู่แล้วที่จะส่งเสียงออกไปเพื่อให้งดเว้นพื้นที่เหล่านี้เพราะพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ ใครทำให้พลเรือนเจ็บตายก็คงสูญเสียความชอบธรรมไปด้วย”









ภรรยา “สมบัด สมพอน” เรียกร้องผู้นำโลกสอบถามชะตากรรมสามีในที่ประชุมอาเซียนซัมมิทสัปดาห์หน้า
นางเอ็ง ชุ่ยเหม็ง ภรรยาของนายสมบัด สมพอน นักสิทธิและพัฒนาสังคมชาวลาวซึ่งหายตัวไปเป็นเวลาเกือบ 4 ปี อ่านแถลงการณ์ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) วานนี้ เรียกร้องให้บรรดาผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกา และนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ช่วยสอบถามความคืบหน้าในกรณีการหายสาบสูญของนายสมบัด ในการประชุมที่จะมีขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ย.ที่จะถึงนี้
นางเอ็ง ชุ่ยเหม็ง ระบุว่าตนไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งการไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ หรือรายงานการสืบสวนสอบสวนใดๆ ทำให้ตนมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ และมีความยุ่งยากในการได้รับความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้จับกุมตัวนายสมบัดต้องการ คือ "ให้กาลเวลาช่วยลบภาพความทรงจำของสมบัด"
นางเอ็ง ชุ่ยเหม็ง บอกว่ากรณีของนายสมบัด ไม่ใช่เหยื่อการบังคับสูญหายรายแรกของลาว เพราะองค์การสหประชาชาติได้รับคำร้องเรื่องการบังคับสูญหายในลาวถึง 8 กรณี และยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่มีการเปิดเผย เนื่องจากทางการลาวมีการควบคุมการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่ออย่างแน่นหนา และการแสดงความคิดเห็นในแง่ลบเกี่ยวกับรัฐบาลเป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมลาว
ด้านนายโลรองต์ เมลลอง รักษาการผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ สังเกตได้ถึงการเพิ่มขึ้นของการละเมิดและคุกคามนักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกด้วย และผลคือประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะเซนเซอร์ตัวเองเพราะกลัวที่จะถูกลงโทษ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมและประชาธิปไตยอย่างจำกัด และจากที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้ร่วมมือกับรัฐบาลลาวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมานั้น เห็นได้ว่ามีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย
คดีนี้ นายสมบัดถูกลักพาตัวในกรุงเวียงจันทน์ในช่วงเย็นของวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 โดยกล้องวงจรปิดแสดงภาพที่มีตำรวจเรียกเขาลงมาจากรถและนำเขาขึ้นรถกระบะไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวได้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเขา ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า นายสมบัดหายตัวไปหลังจากที่เป็นผู้ประสานงานหลักให้เกิดการประชุมภาคประชาชนเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 9 ที่กรุงเวียงจันทน์เมื่อ 4 ปีก่อน และในงานนั้นเขาพูดถึงความล้มเหลวของการพัฒนาที่ไม่สมดุล

เผยข้อความใน “สาส์นถึงอนาคต” ของจอมเผด็จการมุสโสลินี
มีการค้นพบเนื้อหาสาส์นถึงอนาคตของผู้นำจอมเผด็จการ เบนิโต มุสโสลินี ซึ่งปัจจุบันต้นฉบับยังถูกฝังอยู่ใต้ฐานเสาหินโอเบลิสก์ในสนามกีฬาฟอโร อิตาลิโคของกรุงโรม โดยสาส์นดังกล่าวเขียนเป็นภาษาละติน มีใจความยกย่องความสามารถของมุสโสลินีและความยิ่งใหญ่ของระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ซึ่งผู้เขียนสาส์นดังกล่าวหวังว่า ผู้คนในอนาคตจะได้ค้นพบและได้อ่านข้อความในสาส์น เมื่อเสาหินล้มพังลงเนื่องจากเก่าแก่ไปตามกาลเวลา
มีการค้นพบเนื้อหาสาส์นดังกล่าว หลังจากการติดตามร่องรอยในเอกสารเก่าแก่ต่าง ๆ โดยนักวิชาการสองคน คือเบตตินา ไรทซ์ จูสส์ และฮัน ลาเมอร์ส โดยสาส์นนี้มีชื่อว่า Codex Fori Mussolini ถูกฝังอยู่พร้อมกับเหรียญทองที่สลักรูปมุสโสลินีสวมหนังสิงโต ภายใต้ฐานเสาหินโอเบลิสก์ที่ก่อสร้างตั้งแต่ปี 1932
สาส์นนี้มีความยาวราว 1,200 คำ มีเนื้อหายกย่องความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมุสโสลินีในการกอบกู้และฟื้นฟูบูรณะอิตาลี ซึ่งได้รับความเสียหายหนักจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเปรียบจอมเผด็จการผู้นี้เป็นเหมือนกับจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจของจักรวรรดิโรมันโบราณ รวมทั้งใช้ภาษาทางศาสนาเปรียบว่าเขาเป็นผู้ช่วยชาวอิตาลีให้รอดอีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการใช้ภาษาในสาส์นที่สื่อถึงคนในอนาคตเช่นนี้ เพราะมุสโสลินีต้องการสร้างระบอบฟาสซิสต์ที่แผ่ขยายอิทธิพลไปในระดับนานาชาติ โดยมีภาษาละตินเป็นสื่อกลางของระบอบ แต่แผนการดังกล่าวไม่เป็นผลสำเร็จ

สายฝนอันชุ่มฉ่ำคืนผืนน้ำสีฟ้าใสให้ทะเลสาบอูร์เมีย
น้ำในทะเลสาบอูร์เมียร์ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านใกล้แนวชายแดนด้านที่ติดกับตุรกีเริ่มค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมาเป็นสีฟ้าใสอีกครั้งหลังจากสายฝนโปรยปรายลงมากับมีน้ำจืดไหลเข้ามาในทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้ง
ที่ผ่านมาระดับน้ำในทะเลสาบอูร์เมียร์ลดต่ำลงอย่างมากถึงขั้นที่จุลินทรีย์สีแดงที่อยู่ในน้ำทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายสภาพเป็นทะเลสาบสีแดง
ก่อนหน้านี้ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพซึ่งติดตั้งอยู่บนดาวเทียมเพื่อการสำรวจ Aqua จับภาพเอาไว้และส่งกลับมายังโลก
นาซาระบุว่าการเปลี่ยนสีของน้ำในทะเลสาบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิตไปสู่ฤดูร้อน
อย่างไรก็ดี สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติเคยออกมาเตือนว่าขนาดของทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง (พื้นที่ราว 5,200 ตารางกิโลเมตร) หดตัวลดลงไปราว 2 ใน 3 นับตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากวิกฤตด้านการจัดการน้ำของอิหร่าน และนโยบายด้านการเกษตรที่ส่งผลเสียต่อทะเลสาบ
ทางการอิหร่านต้องดำเนินแผนฟื้นฟูทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี และใช้เงินราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการฟื้นฟู #UrmiaLake







เมืองใหญ่ ๆ ที่ใช้นโยบายจำกัดการจราจร
เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) รัฐบาลออกมาระบุว่า กำลังหาแนวทางแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลายแนวทาง อาทิ สลับวันใช้ถนนตามเลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่ กำหนดให้จ่ายค่าบริการพิเศษในบางเส้นทาง หรือกำหนดให้รถหนึ่งคันต้องมีผู้โดยสารอย่างน้อย 2 คน เป็นต้น อย่างไรก็ดี นโยบายจำกัดการจราจรเป็นนโยบายที่หลายประเทศได้เคยดำเนินการมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ในแถบละตินอเมริกา หรือในประเทศแถบเอเชียอย่างจีนกับอินเดีย และล่าสุดกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ก็เพิ่งเริ่มนโยบายสลับวันใช้ถนนตามหมายเลขทะเบียนของรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่ ปรากฏว่ามีผู้ขับขี่หลายรายได้รับใบสั่งให้ไปเสียค่าปรับเพราะไม่ทราบว่ากฎหมายบังคับใช้แล้ว
หากดูกันถึงประวัติศาสตร์ของการจำกัดการจราจรโดยแบ่งถนนกันใช้นั้น กรุงโรมเป็นเมืองแรกที่ดำเนินมาตรการจำกัดการจราจรของบรรดารถม้า และรถลาก มาตั้งแต่ยุคสมัยของผู้นำ จูเลียส ซีซาร์ หรือราว 45 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการห้ามไม่ให้รถม้าทุกชนิดเข้ามาในพื้นที่ชั้นในของกรุงโรม ในช่วงเวลา 06.00-16.00 น. ยกเว้นรถม้าที่ขนส่งบาทหลวง ข้าราชการ แขกผู้มาเยือนและผู้ที่มีฐานะสูงส่งเท่านั้น
ขณะที่นโยบายสลับวันใช้ถนนในเมืองใหญ่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาการจราจรและมลพิษนั้น ประเทศในแถบละตินอเมริกาหลายประเทศกำหนดเป็นนโยบายถาวรมาแล้วตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990-2000 ไม่ว่าจะเป็นกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก กรุงซานติเอโกของชิลี นครเซาเปาโลของบราซิล กรุงโบกาตาของโคลอมเบีย รวมทั้งที่ คอสตาริกา และฮอนดูรัสด้วย
ส่วนเมืองที่ใช้เป็นมาตรการชั่วคราวนั้น มีอาทิ กรุงปารีสของฝรั่งเศส กรุงโรมและนครมิลานของอิตาลี ส่วนเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่งเคยใช้นโยบายดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ในช่วงที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2551 และกรุงนิวเดลีของอินเดียเคยเริ่มทดลองทำเมื่อต้นปีมานี้เช่นกัน
การดำเนินนโยบายดังกล่าวแม้จะมีข้อดี แต่ก็ยังมีช่องโหว่ที่หลายชาติเห็นเป็นประเด็นตรงกัน คืออาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียม โดยผู้มีฐานะสามารถมีรถมากกว่าหนึ่งคันได้ และจะยังนำออกมาวิ่งบนท้องถนนเช่นเดิม
ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (30 ส.ค.) กรุงจาการ์ตาก็เพิ่งบังคับใช้นโยบายสลับวันวิ่งรถตามทะเบียนเลขคู่และเลขคี่อย่างเป็นทางการบนถนนสายสำคัญ หลังใช้เป็นมาตรการทดลองมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดี ผู้ใช้รถใช้ถนนกว่าร้อยคนได้รับใบสั่ง เนื่องจากไม่ทราบว่ามีการบังคับใช้นโยบายอย่างจริงจังแล้ว #TrafficJam

หนุ่มโรมาเนียโชว์หวาดเสียว ขี่จักรยานล้อเดียวที่ยอดปล่องไฟสูง 250 เมตร
นายฟลาวิว เคอร์เนสคู ชาวโรมาเนีย โชว์ลีลาการขี่จักรยานล้อเดียว ที่ด้านบนของปล่องไฟเหนืออาคารที่สูงที่สุดในเมืองตาร์กู จิว ซึ่งมีความสูงจากพื้นถึง 250 เมตร
ในระหว่างการขี่จักรยานครั้งนี้ นายเคอร์เนสคูไม่ได้สวมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย และมีเพียงเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยถ่ายทำวิดีโอเท่านั้น โดยต่อมาเขาโพสต์วิดีโอดังกล่าวทางออนไลน์และมีผู้ให้ความสนใจเข้าชมหลายแสนคนแล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเคอร์เนสคูเล่นผาดโผนในลักษณะนี้ โดยเขาเคยเดินไต่เชือกและปั่นจักรยานล้อเดียวบนที่สูงโดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ มาหลายครั้งแล้ว #Daredevil #Unicycle

ขับเคลื่อนโดย Blogger.