ที่มาภาพ Rap Against Dictatorship

Posted: 31 Oct 2018 02:36 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-10-31 16:36


สุรพศ ทวีศักดิ์

กระแสความแรงของ MV เพลงแร็พ “ประเทศกูมี” โดยกลุ่มศิลปิน Rap Against Dictatorship หรือ RAD ที่มีเนื้อหาพูดถึงความจริงของปัญหาการเมืองและสังคมไทย เพียง 8 วัน มียอดผู้เข้าชมทะลุ 21 ล้านวิว ปฏิกิริยาจากผู้ชมมีทั้งเห็นด้วยและไม่เป็นด้วย


ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมีตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหาร รวมทั้งนักวิชาการ ดารา ผู้สื่อข่าว ศิลปิน กระทั่งกวีซีไรท์ คนเหล่านี้มองว่า เพลงประเทศกูมีด่าประเทศ ดูถูกประเทศ ทำร้ายประเทศ ดูถูกแผ่นดินเกิด ล้างสมองประชาชน บ้างก็ถามนำว่าเป็นภัยความมั่นคงหรือไม่ ผิด พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่ เป็นต้น

มีบางความเห็นที่มองแร็พประเทศกูมีอย่างวิพากษ์ เช่นในบทสัมภาษณ์ “ตกลงเราด่าประเทศได้ไหม? ฟัง ‘ประเทศกูมี’ ผ่านโสตประสาทและสายตาของไชยันต์ ไชยพร”[[1]] โดยไชยันต์มองว่าเนื้อหาของเพลง “ส่วนใหญ่ก็เป็นข้อเท็จจริงในมุมหนึ่งซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง คือไม่ได้เป็นเรื่องเสกสรรปั้นแต่งอะไร จึงไม่น่าจะต้องตระหนกอะไรกันมาก”

นอกจากไชยันต์จะมองว่า เพลงประเทศกูมีเป็นเรื่องของศิลปะ ที่มุ่งเร้าอารมณ์ความรู้สึก และควรจะมีพื้นที่เสรีภาพในการนำเสนอเหมือนกับเพลง “คืนความสุข” และเพลงอื่นๆ ของรัฐบาล หรือค่ายเพลงทั่วไปแล้ว เขายังชี้ให้เห็นว่าโดยข้อจำกัดของการทำเพลงมันไม่อาจอธิบาย “ความจริงรอบด้าน” ได้เหมือนงานวิชาการ ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว เมื่อถูกถามว่า "ถ้ามีการกดดันตัวศิลปินถึงขั้นจะแจ้งจับจริงๆ อาจารย์คิดว่าจะวางท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร" เขาตอบว่า


“อ้าว ผมก็จะยืนยันอย่างที่พูดว่า มันเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่มันคงไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันมีเนื้อหาที่เป็นวิชาการ แล้วผมก็ยืนยันว่า เสรีภาพในทางวิชาการก็ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยนักวิชาการ หมายความว่าประชาชนธรรมดาที่นำเสนออะไรที่เป็นเหตุเป็นผลพยายามมองอย่างรอบด้านก็เป็นวิชาการได้ ทีนี้จุดยืนของผมก็เห็นว่ามันไม่ได้เสียหายอะไร...”

ที่ผมอยากร่วมอภิปรายต่อคือประเด็นที่ไชยันต์บอกว่า เพลงประเทศกูมีมันเป็นเรื่องของ “เสรีภาพในการแสดงออก” แต่ “มันคงไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันมีเนื้อหาที่เป็นวิชาการ” ตรงนี้ผมแปลกใจเล็กน้อยว่า ทำไมไชยันต์จึงพยายาม “เน้น” (เพราะเขาพูดเรื่องนี้หลายครั้ง) ว่า เพลงไม่ได้มี “เนื้อหาที่เป็นวิชาการ” เพราะคนทั่วไปที่ฟังเพลงก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าหน้าที่ของบทเพลงไม่ใช่นำเสนอเนื้อหาแบบงานวิชาการ เพราะเพลงเป็นงานศิลปะแบบหนึ่ง สิ่งที่เพลงนำเสนอก็คือความงามทางศิลปะ

อย่างไรก็ตาม งานวิชาการก็ไม่ใช่สิ่งที่ผูกขาดการนำเสนอความจริง เพราะความจริงอาจถูกนำเสนอได้หลายรูปแบบ ในแง่หนึ่งแร็พประเทศกูมีมันคืองานศิลปะแต่เป็นงานศิลปะที่สะท้อนความจริง และความความจริงนั้นไชยันต์ก็ยืนยันว่า “ไม่ใช่สิ่งที่เสกสรรปั้นแต่ง” ขึ้นมาลอยๆ แต่มันคือความจริงที่มาจากการศึกษาสืบค้นในทางวิชาการแล้วแปรความจริงออกมาในรูปของศิลปะเพลงแร็พ[[2]]

ขณะเดียวกันความจริงที่นำเสนอผ่านบทเพลง มันก็ถูกนำไปสืบค้นว่าเรื่องนั้นๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร ดังเช่น iLaw ได้อ้างถึง “7 เรื่องจริงที่ประเทศกูมี”[[3]] จากเนื้อเพลงไปอธิบายให้เห็นว่า

“ประเทศที่เสือดำหน้าคะมำเพราะ rifle, ประเทศที่นาฬิกา รมต.เป็นของศพ, ประเทศที่มีสภาเป็นห้องนั่งเล่นของนักรบ, ประเทศที่เขียนรัฐธรรมนูญให้กองทัพใช้ตีนลบ, ประเทศที่ 4 ปีแล้ว ไอ้สัส แม่งยังไม่เลือกตั้ง, ประเทศที่มีความสามารถเสกกฎหมายกลายเป็นข้ออ้าง, ประเทศที่รัฐบาลไม่มีใครกล้าลบหลู่”

เหล่านี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร



พลังของบทเพลงมันจึงไม่ใช่การนำเสนอแบบงานวิชาการ แต่มันคือการนำปัญหาสำคัญๆ ดังกล่าวมาร้อยเรียงและนำเสนออย่างมีศิลปะที่กระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกและกระตุ้นให้คนคิด ซึ่งพลังเช่นนี้งานวิชาการไม่สามารถทำให้เกิดได้ โดยเราก็ไม่ควรลืมไปว่าความจริงที่นำเสนอผ่านบทเพลงประเทศกูมี มันคือความจริงที่มีหลักฐานและคำอธิบายทางวิชาการรองรับอยู่ก่อนแล้ว

ประเด็นต่อมาคือ “เพลงไม่อธิบายความจริงรอบด้านเหมือนงานวิชาการ” อันนี้พูดอีกก็ถูกอีก เพราะมันไม่มีเพลงไหนๆ จะอธิบายความจริงรอบด้านได้อยู่แล้ว เพลง “ไอ้หน้าเหลี่ยม” เพลง “คืนความสุข” ฯลฯ มันก็ให้ความจริง (เท็จ) เฉพาะด้านที่ตัวเองต้องการเสนอทั้งนั้น โดยเฉพาะบางคนที่ไม่พอใจเพลงประเทศกูมีบอกว่า “ทำไมไม่พูดถึงปัญหาในยุคทักษิณ-ยิ่งลักษณ์บ้าง” อ้าว ปัญหานี้อีกฝ่ายก็พูดกันมายาวนานกว่าทศวรรษแล้ว พูดกันได้ทุกช่องทาง ทั้งฟรีทีวี รายการคืนความสุข และอื่นๆ มีช่องทางให้พูดได้อย่างปลอดภัยมากกว่าการพูดถึงปัญหาของรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่ว่า “เพลงประเทศกูมีพูดความจริงไม่รอบด้าน” ส่วน “งานวิชาการพูดความจริงรอบด้าน” ที่จริงแล้วก็เป็นมุมมองที่สร้าง “มายา” อยู่มาก


ประเด็นแรก มันเป็นปัญหาในทางญาณวิทยาว่า เราสามารถเสนอความจริงได้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกด้านหรือไม่ เพราะเราต่างมีข้อจำกัดในการรู้และเข้าใจความจริง อีกอย่างการเสนอความจริงทางวิชาการก็มักเป็นการเสนอผ่านกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีหนึ่งๆ ที่ไม่อาจครอบคลุมความจริงทั้งหมด หรือมันอาจจะเป็นเรื่องเคยชินของมนุษย์เราที่มักจะพูดหรือเสนอความจริงเฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการนำเสนอ เป็นต้น

(นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเราจำเป็นต้องมี “เสรีภาพ” ให้การเสนอความจริงหลากหลายแง่มุมจากทุกคน ทุกฝ่ายที่เห็นต่าง คิดต่างเป็นไปได้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้รู้ความจริงครบถ้วนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

บางคนที่อ่านหนังสือ “ตาสว่างกับรัชกาลที่ 4”[[4]] ของไชยันต์ อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขาที่ว่า ร.4 คือผู้ริเริ่มความคิดแบบยุคแสงสว่างทางปัญญา (The Age of Enlightenment) ที่เกิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17-18 แต่บางคนอาจตั้งคำถามว่า “แก่นกลาง” ของยุคแสงสว่างทางปัญญามันคือการยืนยัน “เสรีภาพ” ในการใช้เหตุผลตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ ยืนยันความเป็น “คนเท่ากัน” หรือความเป็นปัจเจกบุคคล (individuality) ที่มีสิทธิและอำนาจเป็นของตัวเองในทางศีลธรรมและทางการเมือง ยืนยันเสรีภาพทางศาสนา การแยกศาสนจักรจากรัฐ เป็นต้น แล้ว ร.4 เสนอความคิดเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?

ประเด็นที่สอง ไชยันต์ย่อมจะ “รู้แจ้ง” อยู่แล้วว่า มันไม่ใช่แต่เพลงประเทศกูมีเท่านั้นดอกที่พูดความจริงรอบด้านไม่ได้ แม้แต่งานวิชาการก็พูด “ความจริงรอบด้าน” อย่างแท้จริงไม่ได้ดอก เพราะเงื่อนไขของความเป็นไปได้ (condition of possibility) ของการพูดความจริงได้รอบด้านคือ “เสรีภาพ” (freedom) ซึ่งประเทศกู เอ๊ย ประเทศไทยไม่ได้มีเสรีภาพที่จะพูดความจริงของปัญหาการเมืองได้รอบด้านหรือได้ทั้งหมด “ทุกเรื่อง” จริงๆ

เวลาพูดถึงเสรีภาพ ย่อมหมายถึง “เสรีภาพที่ทุกคนมี” มันไม่ใช่อย่างที่รัฐบาล คสช.ส่งทหารไปติดตามนักการเมืองแม้กระทั่งเวลาเข้าห้องน้ำ อ้างว่า “สังคมไทยก็ยังมีเสรีภาพ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินชีวิตปกติ” มันไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ เพราะยังมีบางคนติดคุกเพราะแชร์ข่าว เพราะพูดความจริง มีหลายคนต้องลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพราะคิดต่าง มีอุดมการณ์แตกต่างจากฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ถ้ามี “เสรีภาพ” จริงๆ ก็คือรัฐต้องมีกฎหมายเป็นหลักประกันว่า จะไม่มีใครแม้แต่คนเดียวต้องติดคุกหรือต้องหนีออกนอกประเทศเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องใดๆ

ประเด็นสุดท้าย สิ่งที่เพลงประเทศกูมีทำได้มากกว่านักวิชาการคือ การพยายามพูดความจริงที่เสี่ยงต่อการถูกอำนาจรัฐบาลเผด็จการทหารหาเรื่องเอาผิดทางกฎมาย ซึ่งนี่คือการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยผ่านงานศิลปะการทำเพลง ที่ส่งผลกระทบชัดเจนในระดับที่แน่นอนหนึ่ง อีกอย่าง ปัญหาจริงๆ มันอาจจะซับซ้อนกว่าที่ไชยันต์ให้สัมภาษณ์ว่า


“ขณะเดียวกันการเลือกตั้งที่รอคอยอยู่ ที่ทุกคนจะออกมาเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาล ก็จะประท้วงเพื่ออะไร ในเมื่อมันจะเลือกตั้งอยู่แล้ว คุณจะใช้ความพอใจไม่พอใจใครผ่านการกาบัตรก็ทำได้ พรรคการเมืองที่น่าจะมีจุดยืนใกล้เคียงกับกลุ่มแร็พนี้ก็มี เพราะฉะนั้นก็เป็นช่องทางที่จะไปตรงนั้นได้ “

เพราะเอาเข้าจริง กำหนดวันเลือกตั้งก็ยังไม่มีความแน่นอน พรรคการเมืองฟากตรงข้ามกับ คสช.และพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคอื่นๆ ที่หนุน คสช.ก็ไม่มีความแน่นอนว่าจะถูกยุบหรือไม่ กติกาการเลือกตั้งก็ห่างไกลมากกับสิ่งที่เรียกว่า “เสรีและเป็นธรรม” และอาจมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึง มันจึงไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายแบบ “จะใช้ความพอใจไม่พอใจใครผ่านการกาบัตร” ก็ได้ เหมือนการเลือกตั้งในภาวะปกติ


ดังนั้น ปรากฏการณ์ของแร็พประเทศกูมีในภาวะที่ยังไม่ปกติ มันจึงมีความหมายต่อการกระตุ้นเตือนสังคมและผู้มีอำนาจรัฐให้ตระหนักร่วมกันว่า การกลับไปสู่วิถีของเสรีภาพและประชาธิปไตยเท่านั้น คือคำตอบของการหลุดพ้นจากความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่พูดถึงในเพลงประเทศกูมี





อ้างอิง


[[1]] “ตกลงเราด่าประเทศได้ไหม? ฟัง ‘ประเทศกูมี’ ผ่านโสตประสาทและสายตาของไชยันต์ ไชยพร” https://waymagazine.org/which-is-my-country-chaiyan-chaiyaporn/?fbclid=IwAR0of8qzARvDXt5bHzyWdO0qHcTHOaUwFCkcn9-pYUlbijZhj6PeOdwN8k4 (เข้าถึงเมื่อ 30 ตุลาคม 2561)

[[2]] ดู‘ประเทศกูมี’ แร็ปต้านเผด็จการ สัมภาษณ์กลุ่มแร็ปเปอร์และผู้กำกับมิวสิควิดีโอ https://prachatai.com/journal/2018/10/79297 (เข้าถึงเมื่อ 30 ตุลาคม 2561)


[[3]] 7 เรื่องจริงที่ “ประเทศกูมี” https://www.ilaw.or.th/node/4984 (เข้าถึงเมื่อ 30 ตุลาคม 2561)


[[4]] ไชยันต์ ไชยพร, ตาสว่างกับรัชกาลที่ 4, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2560)


[full-post]


Posted: 31 Oct 2018 06:04 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-10-31 20:04



กสม. มีมติชี้การกักตัวเด็กที่ติดตามครอบครัวผู้แสวงหาที่พักพิงร่วมกับผู้ใหญ่ขัดต่อมาตรฐานสากล ถือเป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะรัฐบาลหาทางเลือกอื่นแทนการกักตัว

31 ต.ค. 2561 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สนง.กสม.) รายงานว่า อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะดูแลด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 33/2561 เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติรับรองรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเด็กหญิงชาวโรฮิงญา อายุ 16 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในการปราบปรามการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่ภาคใต้ และถูกควบคุมตัวไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2558 โดยเด็กหญิงไม่ได้ถูกจำแนกว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กระทั่งเด็กหญิงคนดังกล่าวล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ผู้ร้องจึงร้องเรียนเพื่อขอให้ กสม. ตรวจสอบการเสียชีวิต รวมถึงขั้นตอนในการดูแลรักษาพยาบาล และแนวทางในการปฏิบัติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการกักตัวผู้แสวงหาที่พักพิงชาวโรฮิงญาทั้งกรณีผู้ใหญ่และเด็ก

กสม. พิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1. กรณีขั้นตอนในการดูแลและการรักษาพยาบาลเด็กหญิง อายุ 16 ปี ก่อนเสียชีวิต พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการปฏิบัติต่อนักโทษ (Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoner : Mandala Rules, 1995) ได้กำหนดให้ผู้ต้องขังมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยพลัน และปราศจากการเลือกปฏิบัติ กรณีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดได้นำตัวเด็กหญิงคนดังกล่าวส่งโรงพยาบาลหลังพบว่ามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเด็กมีอาการเกล็ดเลือดต่ำและรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลประมาณ 10 วัน ต่อมาได้อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและนัดมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา หลังกลับจากโรงพยาบาลประมาณ 4 วัน เด็กหญิงมีอาการอ่อนเพลียรับประทานอาหารไม่ได้ ตรวจคนเข้าเมืองจึงนำเด็กส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง และต่อมาเด็กหญิงได้เสียชีวิตจากอาการเลือดออกในสมอง โดยหลังการชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งศพไปดำเนินการตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม กรณีดังกล่าวจึงถือได้ว่าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดได้ดำเนินการในการดูแลและรักษาพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานสากล ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในส่วนการรักษาพยาบาล กสม. เห็นว่าแพทย์ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ให้การช่วยเหลือรักษาพยาบาลผู้ป่วยตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุที่ผู้เสียหายเป็นชาวโรฮิงญาแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 2. การควบคุมกักขังผู้แสวงหาที่พักพิงชาวโรฮิงญา กรณีที่เป็นเด็ก กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า เด็กหญิงคนดังกล่าว มีอายุ 16 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเด็กตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ได้นิยาม “คนเข้าเมือง” ว่า เป็นคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้ระบุถึงสถานะความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ไว้ และการตีความเรื่องอายุเด็กยังคงเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเห็นได้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีแนวทางในการดูแลเด็กที่ติดตามครอบครัวของคนต่างด้าวที่แสวงหาที่พักพิง ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองถูกจับกุม เด็กจึงถูกส่งตัวเข้ากักด้วย กรณีเช่นนี้จึงถือเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ให้การรับรองไว้ว่า เด็กทุกคนที่ถูกลิดรอนเสรีภาพจะได้รับการปฏิบัติด้วยมนุษยธรรมและด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทุกคนที่ถูกลิดรอนเสรีภาพจะต้องถูกแยกต่างหากจากผู้ใหญ่ ดังนั้น การควบคุมกักขังเด็กที่ติดตามครอบครัวชาวโรฮิงญาเพื่อแสวงหาที่พักพิง จึงขัดต่อข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการปฏิบัติต่อนักโทษ และยังไม่เป็นไปตามแนวทางตามข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งถูกลิดรอนเสรีภาพ(United Nations Rules for the Protection of Juveniles Deprived of their Liberty) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่กำหนดไว้ว่าจะต้องมีการแยกขังหรือกักกันตัวเด็กจากผู้ต้องขังผู้ใหญ่ โดยจะต้องคำนึงถึงสิทธิของเด็กที่จะไม่แยกออกจากสมาชิกของครอบครัวด้วย กรณีนี้จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ต่อกรณีดังกล่าว กสม. จึงมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรพิจารณาทางเลือกแทนการกักตัวเด็กที่ติดตามผู้ปกครองเพื่อแสวงหาที่พักพิงในระหว่างรอการส่งกลับประเทศต้นทาง หรือเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม โดยให้เด็กได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับผู้ปกครองในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รับการศึกษา การพัฒนาตามวัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเร่งจัดทำบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรเอกชน กรณีการกำหนดมาตรการและแนวทางแทนการกักตัวเด็กไว้ในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวเพื่อรอการส่งกลับ พ.ศ. 2560 ให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว

3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด ควรเร่งจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย พ.ศ. .... ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560

4. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ควรพิจารณาปรับปรุงคำนิยาม “เด็ก” โดยใช้หลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

[full-post]


Posted: 31 Oct 2018 07:29 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-10-31 21:29


พีระ ส่องคืนอธรรม

ปี 2014 ประเทศไทยโหมโรง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)” กันยกใหญ่ตลอดปี ก่อนที่ประชาคมนั้นจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2015 ราวกับว่า AEC เป็นหมุดหมายสำคัญของการก้าวไปข้างหน้าของประเทศชาติ สถานที่ราชการแทบทุกแห่งมีธงชาติของรัฐสมาชิกอาเซียนประดับ

ภาพธงชาติเรียงแถวทำนองนี้สอดคล้องกันกับแนวการวางตัวและวิธีการทำงานของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในเวทีนานาชาติ นั่นก็คือเป็นสถาบันประจำชาติ มีอำนาจตัดสินภายในเขตแดนรัฐ และมีหน้าที่ติดต่อพัวพันกับตัวแทนประจำชาติอื่นๆ ทำนองเดียวกับภาพจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ผู้แทนประเทศแต่งตัวภูมิฐานยืนยิ้มเรียงแถวไขว้มือแบบ “อาเซียนแฮนด์เช้ค”

สถาบันศูนย์กลางทางวรรณกรรมของประเทศไทยเกาะกระแส AEC โดยชี้ชวนให้เห็นว่าประชาคมด้านเศรษฐกิจเป็นเพียงหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียนเท่านั้น ด้านสังคม-วัฒนธรรมนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน และงานของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยนี่แหละ ที่จะทำหน้าที่ค้ำจุนประชาคมอาเซียนในด้านวัฒนธรรม

ประเด็นของบทความนี้มีสองระดับ ระดับแรกคือการชี้ปัญหาของการตีกรอบทำงานวรรณกรรมระดับนานาชาติแบบ “อาเซียนแฮนด์เช้ค” ซึ่งส่งผลให้การทำงานข้ามชาติไปไม่ถึงจุดหมายของการยอมรับความหลากหลายและความเท่าเทียมแห่งนานาประเทศอย่างแท้จริง ระดับที่สองคือการชี้ปัญหาที่ซ้อนอยู่ด้านล่าง นั่นก็คือ “ระบบอุปถัมภ์วรรณกรรมแห่งประเทศไทย” อันเป็นภัยต่อพลังสร้างสรรค์ของนักเขียนรุ่นใหม่และนักเขียนจากชายขอบของอุดมการณ์ที่ครองอำนาจรัฐ

ในโอกาสที่ สมาพันธ์วรรณกรรมแม่น้ำของ เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ฉันคาดหวังว่าสมาพันธ์ฯ จะสามารถสร้างพื้นที่วรรณกรรมข้ามชาติอีกแบบขึ้นมาได้ พื้นที่ที่นักเขียนไม่ต้องวางตนเป็นทูตสันถวไมตรีของรัฐชาติ หากวางตนเป็นผู้ลี้ภัยทางวรรณกรรมแทน
แม่โขงแต่เพียงนาม

รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง (Mekong River Literature Awards - MERLA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2007 ด้วยดำริของสมาคมนักเขียนเวียดนาม ลาว และกัมปูเจีย เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกันระหว่างนักเขียนในภูมิภาค จนกระทั่งปี 2012 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยจึงได้เข้าร่วมสังเกตการณ์พิธีมอบรางวัลฯ และต่อมาก็เข้าร่วมเป็นภาคีอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันนี้ยังมีประเทศสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นภาคีด้วย

เกณฑ์การตัดสินผู้ได้รับรางวัลแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ ของประเทศไทยเป็นการให้รางวัลแก่ตัวนักเขียนที่ทำผลงานโดดเด่นมายาวนาน ส่วนประเทศอื่นๆ ฉันไม่ทราบรายละเอียดมากนัก แต่เท่าที่สืบค้นดูของประเทศลาว พบว่าเป็นการตัดสินผู้ชนะตามบทประพันธ์ที่ส่งประกวดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ บทประพันธ์ที่ชนะส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงโดยตรง แต่ก็มีบ้างที่ชื่อรางวัลพ้องกับตัวงาน เช่นบทกวี “ອາລິຍະທຳລຸ່ມນ້ຳຂອງ” ซึ่งได้คะแนนสูงสุดในปี 2015 ประพันธ์โดยนักกวีหนุ่มพระไพวัน มาลาวง เจ้าของนามปากกา “ລູກດອນກະເດັນ”

ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นผู้พิจารณาคัดเลือก (แต่ละปีคณะกรรมการตัดสินคงแตกต่างกันไปบ้าง แต่สำหรับปี 2016 มีประธานคือ บูรพา อารัมภีร และกรรมการร่วมคือ ขจรฤทธิ์ รักษา, กนกวลี กันไทยราษฎร์, จตุพล บุญพรัด, จรูญพร ปรปักษ์ประลัย, และ พินิจ นิลรัตน์) มีนักเขียนสัญชาติไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รับรางวัลแม่โขงอวอร์ด ดังต่อไปนี้คือ

ปี 2014 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กฤษณา อโศกสิน และธีรภาพ โลหิตกุล จัดงานมอบรางวัลที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

ปี 2015 ศักดิ์สิริ มีสมสืบ และสาคร พูลสุข จัดงานมอบรางวัลที่นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ปี 2016 พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล และไพฑูรย์ ธัญญา จัดงานมอบรางวัลที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ปี 2017 เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ และวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง จัดงานมอบรางวัลที่กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรไทย

ในบทความ “วรรณกรรมแม่น้ำโขง: สายสัมพันธ์เพื่อนบ้านผ่านตัวหนังสือ” จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้าจุดประกายวรรณกรรม วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2557 อุมมีสาลาม อุมาร ได้กล่าวถึงผู้ชนะรางวัลแม่น้ำโขงอวอร์ดชุดแรกจากประเทศไทยไว้ว่า

“นักเขียนทั้งสามล้วนเขียนเรื่องราวที่มีแก่นแกนของชีวิตและผู้คนในลุ่มน้ำโขง อย่าง “เขียนแผ่นดิน” ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ “จำหลักไว้ในแผ่นดิน” และ “เสียงหัวเราะและน้ำตาในศิลานคร” ของกฤษณา อโศกสิน และ “ชายชรากับบ่วงกรรมและคำสาป” ของธีรภาพ โลหิตกุล ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบกันดีว่าผลงานของนักเขียนทั้งสามล้วนเป็นงานแนวหน้าของวงการวรรณกรรมไทย”

ในรายงานชิ้นนี้ มีการให้เหตุผลและรายละเอียดที่ชัดเจน ว่านักเขียนทั้งสามมีผลงานเกี่ยวโยงกับประเทศแถบลุ่มน้ำโขงอย่างไร ซึ่งงานที่ถูกกล่าวถึงของทั้งสามคน มีจุดร่วมที่สำคัญคือผลงานที่ผุดมาจากประสบการณ์การท่องเที่ยว ซึ่งความลุ่มลึกก็แตกต่างกัน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สัญจรไปทุกที่เพื่อ “เขียนแผ่นดิน” สดๆ เป็นร้อยกรองอย่างปฏิภาณกวี ส่วนกฤษณา อโศกสิน ก็นำความสะเทือนใจจากการได้ไปเยือน “ทุ่งสังหาร” ตวลสเลง และค่ายเจืองเอ็ก กลับมานั่งเขียนเป็นสารคดีท่องเที่ยวในหน้านิตยสารรายสัปดาห์ และยังต่อยอดเป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะที่ธีรภาพ โลหิตกุล เน้นศึกษาค้นคว้าทั้งจากเอกสารและภาคสนามเป็นเวลายาวนาน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำและผู้คน ดังเช่นเรื่องของ พอล พต ใน “ชายชรากับบ่วงกรรมและคำสาป” และเรื่องของชุมชนตลอดเส้นทางลุ่มน้ำโขงใน “โขงนทีสีทันดร”

ทว่าตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล “แม่น้ำโขงอวอร์ด” ก็ดูจะเลิกสนใจว่าผลงานของนักเขียนเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างไรไปเสียอย่างนั้น กนกวลี (พจนปกรณ์) กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อต้นปี 2017 ว่า

“หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้พิจารณาร่วมกันในทั้ง6ประเทศ คือนักเขียนต้องทำงานวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางศิลปะ ให้เกียรติแก่มนุษยชาติ มีความรักความศรัทธาในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมชุมชนกับโลก”

“แม่น้ำโขงอวอร์ด” กลายเป็นเพียงอีกหนึ่งรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ที่สมควรได้รับรางวัล จากมุมมองของคณะกรรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ จุดต่างอย่างเดียวของรางวัลนี้จริงๆ ก็มีเพียงป้ายประทับ “ระดับนานาชาติ” คล้ายๆ กับรางวัล “ซีไรต์” ซึ่งมีฉลากนานาชาติ แต่กระบวนการพิจารณาถูกรวบอำนาจเบ็ดเสร็จโดยสถาบันส่วนกลางของรัฐชาติ

ยังมิต้องกล่าวว่า ในบรรดาผู้รับรางวัลแม่น้ำโขงอวอร์ดนั้น ไม่มีผู้ใดเลยที่มีภูมิลำเนาจากชุมชนลุ่มน้ำโขง หรือเล่าถึงชุมชนลุ่มน้ำโขงในฐานะ “คนใน” ที่นับว่าตนมีเทือกเถาเหล่ากอ มีเครือญาติชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ตัวเองเล่า

แน่นอนว่าการเล่นพรรคพวกเป็นปัญหาใหญ่ ผ่านมาหลายต่อหลายปีแล้ว กลับไม่มีผู้รับรางวัล “แม่น้ำโขงอวอร์ด” สัญชาติไทยคนไหนเลยที่มีพื้นเพมาจากชุมชนลุ่มน้ำโขง

แต่ประเด็นไม่ใช่การประท้วงการละเลยนักเขียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ปัญหาที่ลึกไปกว่าก็คือการยอมรับรัฐชาติว่าเป็นเวทีในการที่จะสานสัมพันธไมตรีทางวัฒนธรรมระหว่างคนหลายเชื้อชาติหลายภาษา ซึ่งควบคู่ไปกับการมองตนว่าเป็นทูตสันถวไมตรีประจำรัฐชาติหนึ่งๆ ที่ต้องเป็นตัวแทนที่เชิดหน้าชูตารัฐชาติที่ตัวเองสังกัดและสานสัมพันธ์อันดีกับรัฐอื่น
ความรู้สึกดีๆ ของทูตสันถวไมตรีของรัฐ

กฤษณา อโศกสิน แสดงทรรศนะว่าด้วยหน้าที่ของนักเขียนในฐานะทูตสันถวไมตรีระหว่างประเทศ (ในกรณีนี้คือการไปเรียนรู้เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงที่กัมพูชา) ไว้ในรายงาน “วรรณกรรมแม่น้ำโขง: สายสัมพันธ์เพื่อนบ้านผ่านตัวหนังสือ” ว่า

“คนอื่นๆ ในดินแดนเหล่านี้เขาก็เป็นคนเช่นเดียวกับเรา มีคนดีคนไม่ดี ไปครั้งนี้ได้พบเห็นคนดีๆ เยอะ ก็เลยคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้เราจะต้องต้องรักษา เวลาที่เขียนหนังสือดิฉันรู้สึกว่าตัวเองจะมีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่งว่าจะต้องเขียนในฐานะทูตสันถวไมตรี ดิฉันจะไม่เขียนอะไรที่ทำร้ายความเป็นมิตรระหว่างประเทศ ไม่ว่าเขาจะมีเรื่องส่วนตัวเลวร้ายที่สะเทือนใจเพียงใด เช่น ไปเห็นเรื่องความสยดสยองอย่างที่เล่ามาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว ไม่ต้องไปเกลียดหรือไปรักมาก เราคิดถึงส่วนรวมของประเทศต่อประเทศว่าควรจะเป็นมิตรกัน เพราะเราก็เห็นแล้วว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศมันนำความทุกข์ยากมาให้กับประชาคมโลกอย่างที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน”

การคำนึงถึงมิตรภาพระหว่างประเทศในการสร้างงานศิลปะเป็นเรื่องไม่เสียหาย แต่สำหรับคุณกฤษณา มีเส้นแบ่งระหว่าง “เรื่องของเรา” กับ “เรื่องของเขา” ที่ชัดเจนตายตัว ไม่เปิดช่องชี้ให้เห็นว่าชะตากรรมของคนในประเทศเพื่อนบ้านนั้นเกี่ยวร้อยกันกับชะตากรรมของคนในประเทศของเราอย่างไร

ออกจะประหลาดเมื่อขยายตรรกะทำนอง “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า” มาใช้ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะประเทศไม่ใช่ครอบครัว “เรื่องส่วนตัว” ของประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องที่เรา “ห้ามเสือก”

การจะคิดได้ทำนองนี้ ต้องคิดไปก่อนแล้วว่าแต่ละรัฐชาติมีเรื่องราวที่เป็นเอกเทศ นักเขียนมีสังกัดของรัฐชาติที่ชัดเจน และนักเขียนมีหน้าที่คือต้องคิดถึงภาพลักษณ์ของประเทศที่ตนเขียนถึง

ถึงกระนั้น คุณกฤษณาเองก็มีผลงานนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ที่เล่าถึงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้เขียนบทความได้อรรถาธิบายไว้ว่า “นวนิยายเรื่องนี้เป็นเสมือนตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกดี เห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบเจอกับสิ่งเลวร้ายหลายต่อหลายครั้ง” เมื่อพิจารณาดูแล้ว “ความรู้สึกดี” ของผู้อ่านที่ว่านี้ ดูจะวางอยู่บนความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนัก เพราะฝ่ายหนึ่งคือประเทศที่พบเจอสิ่งเลวร้าย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายผู้ที่มารับรู้และเห็นอกเห็นใจ

คำว่า “ส่วนรวม” ในการ “คิดถึงส่วนรวมของประเทศต่อประเทศ” ของคุณกฤษณา ในอีกแง่หนึ่งจึงเป็นมุมมองแบบ “ภาพรวม” จาก “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” เป็นการละเลยการมีอยู่ของนักเขียนที่ไม่ได้มีสำนึกที่แยกขาดว่าตนเป็นตัวแทนของรัฐใด และละเลยความหลากหลายของแนวคิดและประสบการณ์ของผู้คน ซึ่งสังกัดรัฐชาติอาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดสำคัญ

พันธกิจของการเป็นทูตสันถวไมตรีทำนองนี้ ไม่ได้มีแต่กฤษณา อโศกสินที่ยึดถือ นักเขียนสัญชาติไทยทุกคนที่ได้รับรางวัล “แม่น้ำโขงอวอร์ด” ก็พูดถึงบทบาทวรรณกรรมในเวทีระหว่างประเทศไม่มากก็น้อย ฉันเห็นว่าหลายๆ คน ตีความบทบาทของวรรณกรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีใครพูดจากจุดยืนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐชาติจริงๆ

ผู้ชนะรางวัลปี 2017 เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ คม ชัด ลึก ไว้ว่า

“ผมมองว่างานวรรณกรรมก็คือการชำระประวัติศาสตร์กระแสหลัก ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน ประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดบาดแผลและความบาดหมางระหว่างประเทศร่วมภูมิภาค ดังนั้น รางวัลอาจทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปรแก้ไขความผิดพลาดต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในอดีตได้ และยังส่งเสียงสะท้อนไปถึงประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า ในกรณีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเอาเปรียบ เช่น แม่น้ำ เป็นต้น”

ถึงแม้ฉันจะไม่มีข้อติใดๆ ต่อทัศนคติที่น่านับถือของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ก็ยังอยากตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งแห่งที่ของนักเขียนสัญชาติไทยที่ได้รับ “คัดเลือก” ให้ได้รางวัลแม่น้ำโขงอวอร์ดทั้งหลาย ก็ยังอยู่ในปริมณฑลของศูนย์กลางของอำนาจรัฐอยู่นั่นเอง แม้จะผิดแผกจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก แม้จะมุ่งสื่อสารไปยังประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่าก็ตาม

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่กล่าวมานี้อาจจะใช้ได้กับสถาบันทางวรรณกรรมและสมาคมนักเขียนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ ระดับภาค หรือระดับท้องถิ่น ตัวอย่างอันดีตัวอย่างหนึ่งคือสุนทรพจน์ของ Mr. Ladwintha Saw Chit ประธานสมาคมนักเขียนเมียนมา ที่กล่าวต่อคณะผู้แทนสมาคมนักเขียนประเทศไทย ในโอกาสที่นักเขียนของสองประเทศมาเซ็น MOU เพื่อทำงานแปลและแลกเปลี่ยนผลงานวรรณกรรมระหว่างกัน (แปลเป็นภาษาไทยโดย อ.ขวัญข้าว สังขพันธานนท์ และเผยแพร่ในหน้าเพจเฟซบุ๊กของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายนปี 2015) ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้ต้อนรับทุกท่านด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น ข้าพเจ้าพูดภาษาไทยได้แค่คำเดียวเท่านั้นคือ สวัสดี

ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านให้เกียรติเดินทางมาที่สมาคมนักเขียนเมียนมา กรรมการของสมาคมนักเขียนเมียนมาก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมต้อนรับคณะของท่าน

ประเทศไทยกับประเทศเมียนมาก็เป็นเพื่อนบ้านกันมายาวนาน เป็นมิตรที่ดีต่อกันอย่างยั่งยืน เรามีวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน เรามีศาสนาเดียวกัน มีพิธีกรรมทางศาสนาหลายอย่างที่เหมือน ๆ กัน

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปเดินทางไปร่วมประชุมกับนักเขียนจากหลายประเทศในอาเชียนที่ภูเก็ต ก็เห็นว่าแม้แต่การแต่งกาย อาหารการกิน เราก็มีความคล้ายคลึงกัน ผู้คนก็มีหน้าตาคล้ายกัน มีคนมาทักทายข้าพเจ้าว่า คุณมาจากเชียงใหม่ใช่ไหม ข้าพเจ้าตอบว่าไม่ใช่ ข้าพเจ้าเดินทางมาจากพม่า เขาจึงพูดว่า มิงกะลาบา

ข้าพเจ้าสังเกตว่า มีขนมหลายอย่างที่เหมือนกัน เช่น ขนมครก ของไทยกับของพม่ารสชาติก็ไม่ได้แตกต่าง และยังอร่อยเหมือนกันอีก

ในโอกาสที่เราซึ่งเป็นนักเขียนด้วยกัน สมาคมนักเขียนของทั้งสองประเทศได้มาเซ็น MOU ทำงานเกี่ยวกับวรรณกรรมแลกเปลี่ยนของทั้งสองประเทศ ข้าพเจ้าก็มีความหวังว่า เราจะต้องมีความสนิทสนมแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม

สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้จัดทำวรรณกรรมไทย-มาเลเซีย ไทย-กัมพูชา ไทย-เวียดนาม ไทย-ลาว ไทย-อินโดนีเซีย จึงทำให้ข้าพเจ้ามีความหวังว่า คงจะได้เห็นวรรณกรรมไทย-เมียนมา ขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ทางสมาคมนักเขียนพม่าจะรีบดำเนินการคัดเลือกทั้งเรื่องสั้นและบทกวี และจะพยายามทำให้ให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

โลกปัจจุบันนี้ เราไม่ได้คิดแต่จะแปลผลงานวรรณกรรมของชาติอื่นมาเป็นภาษาพม่า แต่เราก็มีความหวังว่า งานวรรณกรรมของพม่าจะได้ต้องรับการแปลไปสู่ภาษาอื่น และประเทศอื่นด้วย

ข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อทุกคนได้อ่านงานเขียนที่ดี สังคมของมนุษยชาติก็จะมีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจและมีความใกล้ชิดสนิทสนมแน่นแฟ้นขึ้น และเมื่อได้อ่านมากๆ เราก็จะรู้สึกว่า เราเป็นสังคมเดียวกัน”

หากอ่านอย่างวิพากษ์ วาทะของคุณ Ladwintha Saw Chit สามารถชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการให้สถาบันศูนย์กลางทางวรรณกรรมเป็นผู้กำกับงานการสร้างสำนึกเป็นปึกแผ่นระหว่างประเทศ -- นั่นคือสร้างความเป็นปึกแผ่นด้วยการลบเลือนความหลากหลายภายในประเทศทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ที่ทั้งไทยและเมียนมา “มีศาสนาเดียวกัน” (พุทธศาสนา?) ไปจนกระทั่งให้ความสำคัญกับภาษามาตรฐานประจำชาติเหนือกว่าภาษาถิ่น ความหลากหลายแห่งมนุษยชาติถูกลดทอนเป็นทิวแถวธงของรัฐชาติหลากสีสัน แต่ความหลากหลายภายในถูกกดทับไว้ ความรู้สึกดีๆ ที่ว่า “เรา[มนุษยชาติ]เป็นสังคมเดียวกัน” อาจตื้นเขินกว่าที่ควรเป็น

ฉันไม่ได้หวังสูงว่า ผลงานจากเมียนมาที่ทางสมาคมนักเขียนแห่งสหภาพเมียนมาคัดเลือก จะเป็นผลงานที่ชิดใกล้กับสภาพความเป็นจริงทั้งหลายของชายขอบประเทศ และยิ่งหวังน้อยลงไปอีกว่าสมาคมนักเขียนแห่งสหภาพเมียนมาจะผลักดันส่งเสริมช่างวรรณกรรมผู้มีพื้นเพจากชายขอบและมีมุมมองทางการเมืองต่อต้านอำนาจรัฐศูนย์กลาง
ระบบอุปถัมภ์วรรณกรรมแห่งประเทศไทย

ฉันไม่ปฏิเสธว่าการพยายามช่วงชิงพื้นที่และอิทธิพล ณ ศูนย์กลางอำนาจรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย และไม่ปฏิเสธอีกเช่นกันว่าเพื่อความอยู่รอด นักเขียนมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะแสวงประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์วรรณกรรมแห่งชาติ แต่เมื่อย้อนกลับมามองที่ตัวฉัน ซึ่งยังคงเสาะหาที่ทางให้ตัวเองอยู่ในบรรณพิภพ ฉันเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าหากเส้นทางวรรณกรรมของฉันเลาะเลียบอยู่รอบนอกวงการอุปถัมภ์วรรณกรรมแห่งชาติ

ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ฉันพยายามแสวงหาโอกาสฝึกฝนเขียนและแสดงผลงาน ตอนอยู่ม.ต้นฉันรวบรวมบทกวีเป็นแฟ้มผลงานส่งไปประกวดรายการ ยุวกวี ของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ชิงรางวัลพระราชทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตอนอยู่ ม.ปลาย นอกจากส่งกลอนไป โครงการประกวดร้อยกรองออนไลน์ แล้ว ฉันได้สมัครไปเข้าร่วมอบรมโครงการ กล้าวรรณกรรม ที่สนับสนุนโดยบริษัทซี พี ออลล์ จนได้อบรมต่อยอด ยอดกล้า ฉันไปแข่งขันความรู้ด้านภาษาไทยในเวที เพชรยอดมงกุฎ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาพระธรรมภาวนาวิกรม ฯลฯ

การได้เข้าร่วมงานเหล่านี้ ทำให้ฉันได้ไปเรียนรู้จากประสบการณ์และทรรศนะของกวีนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนในวงการวรรณกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น ชมัยภร แสงกระจ่าง วัฒน์ วรรยางกูร (สมัยนั้นการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดงยังไม่ถึงจุดวิกฤต) ไพวรินทร์ ขาวงาม อดุล จันทรศักดิ์ กนกวลี พจนปกรณ์ อรสม สุทธิสาคร ฯลฯ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือฉันได้รู้จักกับเพื่อนพี่น้องรุ่นไล่ๆ กัน ที่สนใจการเขียนวรรณกรรม หรือกระทั่งใฝ่ฝันอยากยึดการเขียนเป็นอาชีพ เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ทอดยาวเกินวัยเรียน จนต่างคนต่างเรียนจบและหางานทำ และพบว่าการเขียนเพื่อเลี้ยงตน ไม่ง่ายเลย

ในช่วงที่การเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดงปะทุใหญ่ ฉันและมิตรสหายวรรณกรรมได้เห็นการแตกหักภายในวงการนักเขียนไทย อดไม่ได้ที่พวกเราหลายคนจะเอนเอียงไปทางข้างใดข้างหนึ่ง ฉันเริ่มเอียนกับขนบการเขียนงานให้ถูกตาต้องใจกรรมการชุดเดิมๆ ที่เวียนไปตัดสินทุกเวทีประกวดวรรณกรรมที่พากันผุดขึ้นมาล่อใจพวกเรา

ฉันเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังกับโครงสร้างเชิงอุปถัมภ์เหล่านี้ ที่ดูเผินๆ เหมือนมีเพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์งานศิลปะ และการเจริญเติบโตทางปัญญา แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นภัยโดยการตีกรอบอุดมการณ์และจำกัดนวัตกรรมการสร้างสรรค์ของนักเขียนใหม่อย่างพวกเราเสียเอง

ภาวะการถูกหล่อเลี้ยงโดยอุปถัมภกผู้ร่ำรวยและทรงอำนาจ ย่อมมีอิทธิพลต่อการสร้างงานของนักเขียนอย่างเลี่ยงไม่ได้ งานแปลกๆ แหกขนบที่ออกมาจากชายขอบ ที่สามารถผลักดันเพื่อพัฒนาให้สุดขีดศักยภาพ ก็อาจถูกเมินไม่ให้การสนับสนุนที่จำเป็น งานที่ซ้ำซาก ไม่น่าจะสร้างต่อไปแล้วในตลาดวรรณกรรม ก็กลับถูกต่ออายุโดยกรอบของรสนิยมผู้ถืออำนาจศูนย์กลาง

หากจะมีวิวัฒนาการของกรอบรูปแบบและเนื้อหาไปบ้าง มันก็เคลื่อนไปช้าเกินกว่าจะหนุนพัฒนาการทางศิลปะของพวกเรา ระบบอุปถัมภ์นี้รังแต่จะถ่วงเราไม่ให้ค้นพบวิธีการเขียนที่ดีกว่า ที่เข้าใกล้ความเป็นจริงของสังคมร่วมสมัยมากกว่า

คนแรกๆ ที่ฉันตั้งคำถามด้วยก็คือมิตรสหายคนหนึ่งจากค่าย กล้าวรรณกรรม ผู้พากเพียรเขียนกวีนิพนธ์เพื่อรวมเล่มทำมือส่งประกวด เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ทุกปีๆ เขาส่งต้นฉบับมาให้ฉันอ่าน และฉันจะตั้งคำถามกับเขาอู่เสมอว่า ทำไมเขาจึงต้องขึ้นเล่มด้วยบท “อาเศียรวาท”? ทำไมเนื้อหาบทกวีส่วนใหญ่ของเขาจึงว่ายวนอยู่กับประเด็น “เพื่อชีวิต” ที่นำเสนอแบบเดิมๆ หวังให้ผู้อ่านสะเทือนใจต่อวิถีชีวิตชนชั้นล่าง?

คำตอบหนึ่งของมิตรสหายท่านนี้ที่ฉันเถียงต่อไม่ได้ ก็คือถ้าไม่ให้เข้าร่วมการประกวดทำนองนี้ (ที่ฉันอ้างว่าคับแคบเกินไป) แล้วเขาจะหารายได้จากการเขียนได้อย่างไร งานประจำของเขาคือการเป็นครูฝึกสอน ก็ไม่ได้มีรายได้มากนัก

คำตอบนี้ชวนให้นึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของอุทิศ เหมะมูล ในเล่ม สามานย์ สามัญ ที่เนื้อหาเป็นปาฐกถานักเขียนผู้ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมอันทรงเกียรติ แต่ปาฐกถานี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างไพเราะรื่นหูอย่างสุนทรพจน์นักเขียนรางวัลซีไรต์ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล หากเป็นถ้อยคำประณามระบบอุปถัมภ์วรรณกรรมโดยบริษัทเกษตรรายใหญ่ที่ทำฟาร์มบนหลังคน ซึ่งรวมไปถึงแม่ของนักเขียนในเรื่องด้วย การมารับรางวัลที่สนับสนุนโดยบริษัทเดียวกันนั้นจึงเป็นเรื่องตลกร้าย เจ็บแสบ ขมขื่น ความเป็นอยู่ที่สูญเสียไปของผู้เป็นแม่นั้นไม่อาจกู้กลับมาได้ด้วยรางวัลทางวรรณกรรม ถ้อยคำเป็นอาวุธเดียวที่นักเขียนมีเหลือเพื่อตอบโต้

เมื่อปีที่แล้ว ปีสุดท้ายที่ฉันเข้าข่ายเป็น “นักเขียนรุ่นเยาว์” ในเวทีประกวดวรรณกรรมที่มีจัดประกวดศิลปินนักเขียนอายุไม่เกิน 25 ปีออกมาต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเซเว่นบุ๊คอวอร์ด หรือยังไทยอาร์ทิสต์อวอร์ดของเครือปูนซีเมนต์ไทย ฉันไม่ได้ส่งผลงานอะไรไปประกวดแล้ว ถึงแม้ใจหนึ่งก็อยากจะได้เงินหมื่นเงินแสนกับเขาอยู่

ถ้าเกิดฉันมาจากครอบครัวที่ไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่ได้มีรายได้เพียงพอ ฉันก็คงส่งประกวดเหมือนกันนั่นแหละ

ที่ได้กล่าวไปแล้วนี้มีจุดมุ่งหมายอะไร ชี้ทางอะไรข้างหน้าสำหรับนักสร้างสรรค์วรรณกรรมผู้รวมกลุ่มกันเป็นสมาคมในนาม สมาพันธ์วรรณกรรมแม่น้ำของ? สมาคมนักเขียนที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นชื่อเรียกตัว แต่ “แม่โขง” ไม่ได้เป็นเพียงนาม?
อิสรภาพอย่างใหม่ของผู้ลี้ภัยการเมือง

“ประชาคมอาเซียน” ที่ประโคมข่าวกันเป็นวาระแห่งชาติในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกวันนี้ทิ้งร่องรอยไว้ในสถานที่ราชการ ธงประจำชาติอาเซียนซีดเก่าขาดคาเสา ในร้านเช่าชุดประจำชาติหญิง-ชาย ไว้ในป้ายไวนิลสอนคำทักทาย ซินจ่าว เซลามัต ดาตัง สะบายดี อยู่ในหนังสือรายงานความยั่งยืนประจำปีของบริษัทไทยเบฟ ที่ได้สนับสนุนวงดนตรีพื้นบ้านจากสิบประเทศอาเซียน C asean Consonant ให้ไปสู่เวทีสากล สะท้อนในภาพแสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างในหลวงภูมิพลกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โฮจิมินห์

หากไม่ตั้งตนเป็นทูตสันถวไมตรีผู้เป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศชาติ ไม่เป็นตัวแทนผู้มีอุปถัมภกหล่อเลี้ยงอุ้มชูแล้ว มีบทบาทอะไรอีกบ้างที่ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมข้ามชาติจะเปรียบตนเข้าได้?

ในยุค AEC ฐานการผลิตของบริษัทใหญ่ทั้งไทยเทศข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีและเขตเศรษฐกิจพิเศษแพร่ลามเหมือนเชื้อร้าย ในยุค AEC โลมาแม่น้ำโขงในประเทศลาวได้สูญพันธุ์ไปแล้วโดยปริยาย ในยุค AEC ผู้คนยังคงดิ้นรนหาหนทางข้ามทั้งเส้นพรมแดนบนแผนที่และเส้นแบ่งที่ถูกขีดไว้ภายใน ครูชาวคาเมรูนสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนน้ำพองศึกษา ครูชาวฟิลิปปินส์ที่กลายเป็นแดร็กควีนในบาร์เกย์กรุงเทพ แม่หญิงลาวข้ามฝั่งโขงมาทำงานรับจ้างทางการเกษตรตามฤดูกาล ดิจิตอลโนแมดสัญชาติสหรัฐอเมริกามาตั้งหลักแหล่งในเชียงใหม่เพื่อค่าครองชีพถูกๆ ที่แพงขึ้นเป็นลำดับสำหรับคนที่อยู่มาก่อน ในยุค AEC คนไทยทำทีเป็นนักท่องเที่ยวบินไปเกาหลีใต้แต่แล้วถูกส่งตัวกลับตั้งแต่ที่สนามบิน วัยรุ่นยุโรปเชื้อสายอีสานกลายมาเป็นดาราในวงการบันเทิงไทย นักเรียนนอกไปแล้วไม่กลับแต่ก็เชื่อว่าตนกำลังทำหน้าที่ตอบแทนสังคมในฐานะพลเมืองโลก เด็กชาวปกาเกอะญอจากพม่าข้ามพรมแดนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่พอมีในค่ายผู้ลี้ภัย...

ความคิดของฉันมาสะดุดอยู่กับผู้ลี้ภัยทางการเมือง ฉันคิดถึงการ์ตูน ชนกนันท์ รวมทรัพย์ ที่ตัดสินใจหนีออกนอกประเทศทันทีที่เธอตระหนักว่าถ้าเธอไปตามหมายเรียก เธออาจกลายเป็น “ไผ่ ดาวดิน” คนใหม่ ฉันคิดถึงพล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ผู้ขอลี้ภัยในออสเตรเลียเพราะเกรงถูกหมายเอาชีวิตเพราะสืบไปเจอ “ตอ” ในขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา -- คนที่เลือกหนีจากประเทศที่ไม่เห็นค่าพวกเขา หนีไปเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง

ฉันคิดถึงหนุ่ม เรดนนท์ ที่เคยเขียนเล่าถึงชีวิตที่ต้องพลัดพรากจากครอบครัวมาอยู่ต่างประเทศ กับการพยายามเป็นผู้ประกอบการขายลูกชิ้นหาเลี้ยงชีพ ฉันคิดถึงวัฒน์ วรรลยางกูร ที่ระหกระเหินไปตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2014 แต่ก็ยังส่งเสียงกลับมาอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา -- คนที่อยู่กับการรอคอย เก็บหอมรอมริบเงินและงานไปด้วยความหวังและศรัทธาอย่างเงียบๆ

ฉันคิดถึงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ตั้งแต่ย้ายไปอยู่ที่ปารีส ท่วงท่าและเนื้อหาที่แสดงออกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นอิสระมากขึ้นจากที่เคยระวังการตีความทุกคำทุกประโยค ฉันคิดถึงอั้ม เนโกะ ผู้ใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกอย่างเต็มที่ในปารีสจนคนในประเทศที่เคยเห็นใจเธอถึงกับหันมาด่าเธอ -- คนที่ค้นพบอิสรภาพอย่างใหม่ในแผ่นดินอื่น ขยายเสียงความคิดความเชื่อของตนขึ้นอย่างไม่เกรงอำนาจ

ฉันคิดถึงจรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ตั้งหลักลี้ภัยที่ฟินแลนด์ แล้วได้เขียนหนังสือเล่าเรื่องชีวิตรัก เปลื้องผ้าและไม่ไทยเลย ขายเป็นอีบุ๊คออนไลน์ ขณะพยายามเรียนภาษาฟินนิชและภาษาอีสาน ฉันคิดถึงเจ้าชายสี่คนในสหรัฐอเมริกาที่เพียรส่งจดหมาย ส.ค.ส. กลับประเทศทุกๆ เทศกาลปีใหม่ แต่ชีวิตพวกเขาก็เดินไปข้างหน้าตามเส้นทางอาชีพที่ตนไขว่คว้ามาได้ -- คนที่สร้างเส้นทางใหม่ในแผ่นดินอื่น พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ที่จะมาเยือนชีวิตที่เหมือนจะต้องพลัดถิ่นไปถาวร

หากจะก้าวจากการทำงานวรรณกรรมแบบทูตสันถวไมตรี ไปสู่การทำงานวรรณกรรมข้ามชาติอีกแบบ พวกเราน่าจะลองสวมบทบาทเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองบ้าง

ผู้ลี้ภัยทางวรรณกรรมเลือกหลีกหนีจากระบบอุปถัมภ์วรรณกรรมแห่งชาติที่ไม่เห็นค่าพวกเรา หนีไปเพื่อรักษาพลังชีวิตของตนเอง พลังแห่งการสร้างสรรค์ผลงานที่ถือขนบต่างออกไปจากของอำนาจรัฐศูนย์กลาง

ผู้ลี้ภัยทางวรรณกรรมอยู่กับการรอคอยให้แผ่นดินที่ตนจากมาไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม เก็บหอมรอมริบความคิดและผลงานไปด้วยความหวังและศรัทธาอย่างเงียบๆ ไม่คาดหวังสินจ้างรางวัลตอบแทนการบุกบั่นไปตามความปรารถนาของเราเอง

ผู้ลี้ภัยทางวรรณกรรมค้นพบอิสรภาพอย่างใหม่ในแผ่นดินอื่น แผ่นดินที่ไม่มีศูนย์กลางทางรสนิยม ไม่มีการเล่นพรรคพวก ต่างคนต่างสามารถขยายเสียงความคิดความเชื่อของเราได้อย่างไม่เกรงอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ถือเสียงของตนว่าเป็นเสียงตัวแทนของกลุ่มชนชาติใด ไม่จำเป็นต้องพูดแต่ด้านดีของแผ่นดินของเรา

ผู้ลี้ภัยทางวรรณกรรมสร้างเส้นทางใหม่ในแผ่นดินอื่น พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ที่จะมาเยือนเส้นทางวรรณกรรมที่เหมือนจะไม่ได้กลับไปผนวกกับอำนาจศูนย์กลางอย่างถาวร

เมื่อตระหนักแล้วว่าเราตกอยู่ในสภาวะข้ามชาติ คร่อมเส้นพรมแดนอยู่โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายเราจะไปลงเอยที่ไหน เราก็น่าจะใช้สภาวะเช่นนี้ให้เป็นประโยชน์ เอามาสร้างผลงานที่แตกต่าง ผลงานที่ไม่อิงอยู่กับสำนึกของความเป็นชาติ ไม่ว่าชาติของเราหรือชาติของเขา ผลงานที่อิงอยู่กับสำนึกของแม่น้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของการไหลข้าม สำนึกของแม่น้ำที่เชื่อมแผ่นดินเข้าหากันแทนที่จะเป็นเส้นพรมแดนแบ่งแยกแผ่นดิน สำนึกเป็นปึกแผ่นเดียวกันที่ยอมรับความหลากหลายและความขัดแย้งภายในทุกหนแห่ง ไม่ได้อิงอยู่กับการลบเลือนมันเพื่ออ้างความสมานฉันท์ปรองดอง

ฉันมองว่า สมาพันธ์วรรณกรรมแม่น้ำของ เสนอตัวว่าจะทำหน้าที่สร้าง “แผ่นดินใหม่” นั้นสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดพื้นที่วรรณกรรมที่ปฏิเสธผู้ถืออำนาจรัฐ เพื่อสร้างอำนาจให้แก่ผู้อยู่ชายขอบให้ดีดตัวขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง ก้าวสู่ยุคที่ใครๆ ก็สามารถเป็นจุดเชื่อมย่อขนาดย่อมได้โดยไม่ต้องมีสมองส่วนกลางสั่งการ

สำหรับฉันเอง แผ่นดินใหม่นี้อาจมีชื่อว่า สาธารณรัฐลาวล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำของ หรืออาจยังต้องระหกระเหินต่อไปที่อื่น ฉันเองไม่แน่ใจว่าการรอนแรมทางวรรณกรรมของฉันจะมีจุดหมายปลายทางที่ไหน อย่างน้อยที่สุด ในคืนนี้ขอฉันได้แรมทาง.



เผยแพร่ครั้งแรกใน: Fanpage ปลดกระฎุมพีระ :: PEERA'S PUBLIC BEDROOM

[full-post]

ภาพจากเฟซบุ๊ค Sustarum Thammaboosadee

Posted: 30 Oct 2018 12:02 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-10-30 14:02


พรรคอนาคตใหม่เปิดตัวปาร์ตี้ลิสต์สายแรงงาน จากภาคสิ่งทอ-ยานยนต์-กระดาษ ‘ษัษฐรัมย์’ โต้ ‘ใจ’ เรื่องพรรคนายทุน ชี้ รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ปฏิรูปภาษี อยู่ในนโยบายพรรค แนะเช็คได้ในเว็บไซต์ ยันเข้าใจข้อกังวล ปีกแรงงานต้องขยายสมาชิกและรักษาประเด็นให้เข้มแข็ง

30 ต.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน พรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมรับสมัครสมาชิกพรรค ที่สภาแรงงานยานยนต์ (โรงหนังเก่า) จ.สมุทรปราการ พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปีกแรงงานของพรรค โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค, พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค, พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค รวมถึงสุนทร บุญยอด กรรมการบริหารพรรคเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ร่วมกิจกรรมด้วย

ทั้งนี้มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เครือข่ายแรงงานในสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์ 6 คน ได้แก่ วรรณวิภา ไม้สน เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กรรมการบริหารสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย สุเทพ อู่อ้น ประธานสหภาพแรงงานอีซูซุ และเลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ดร.ภูพาน สมาทา ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า สุรินทร์ คำสุข ประธานสหภาพแรงงานสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์แห่งประเทศไทย ประมวล นาราอัสนีกร รองประธานสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์แห่งประเทศไทย และเซีย จำปาทอง ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอฯ



ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ภาพจากเว็บไซต์ humanonstreet.org


ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ถึงแนวทางการเลือกปาร์ตี้ลิสต์จากปีกแรงงาน ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เป็นการเลือกจากตัวสมาชิกจากปีกแรงงานซึ่งมาจากผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในโรงงานจริงๆ ซึ่งจะมีการจัดไพรมารี่โหวตของพรรคเพื่อจัดลำดับสมาชิกอีกครั้งในช่วงเดือนหน้า แต่ทางพรรคของก็มีโควตาให้กับกลุ่มคนที่โดนกดในกลุ่มต่างๆ ซึ่งภาคแรงงานก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามข้อโต้แย้งของ ษัษฐรัมย์ ที่มีต่อบทความของ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเขียนวิจารณ์พรรคอนาคตใหม่ไว้ก่อนหน้านี้ว่า เป็นเพียงพรรคที่อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ แต่ในรูปธรรมระบบทุนนิยมให้ประโยชน์กับนายทุนเป็นหลัก


ใจ อึ๊งภากรณ์: แรงงานไม่ควรหลงเลือกนายใหม่ในรูปแบบพรรคอนาคตใหม่

ษัษฐรัมย์ ได้โต้แย้งว่า จากบทความที่วิจารณ์พรรคอนาคตใหม่ว่าไม่มีนโยบายรัฐสวัสดิการ ไม่มีนโยบายผู้ใช้แรงงานนั้น อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ปรากฎอยู่ชัดเจนมากในเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ เช่น นโยบายเรื่องรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจรก็มีอยู่ใน การปฏิรูปกฎหมายแรงงาน การรับอนุสัญญา ILO การลดชั่วโมงการทำงาน อยู่ในนโยบายของพรรค และอยู่ในการสื่อสารกับผู้ใช้แรงงานอยู่ตลอด

ประเด็นถัดมาษัษฐรัมย์ชี้แจงว่า ที่วิจารณ์ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง กรณีตัวแทนของปีกแรงงาน คือ สุนทร บุญยอดซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ก็ไม่ได้อยู่ใน 6 คนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์ เพราะสุนทรยืนยันว่าคนที่จะมาเป็น สส. ของปีกแรงงานของพรรคอนาคตใหม่ต้องเป็นคนที่ทำงานอยู่ในโรงงานอย่างแท้จริง และใน 6 คนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์นั้นก็เป็นตัวแทนจากสหภาพต่างๆ เช่น สิ่งทอ กระดาษ ยานยนต์

ประเด็นต่อมาคือข้อกังวลที่ว่าผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้จะถูกกดอยู่ภายใต้ธงใหญ่ของพรรค ษัษฐรัมย์อธิบายว่า ถ้าเราดูวันแรกที่พรรครับสมัครสมาชิก 3 วันได้ประมาณ 1,000 กว่าคน ส่วนปีกแรงงานวันแรกที่รับสมัครอย่างเป็นทางการก็มีคนมาสมัครสมาชิกอยู่ประมาณ 500 กว่าคน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าการจะทำให้พรรคเป็นของผู้ใช้แรงงาน หากโครงสร้างของพรรคเป็นประชาธิปไตย ผู้ใช้แรงงานก็สามารถผลักนโยบายหรือตัวผู้สมัครได้ ซึ่งมันก็จะขับเคลื่อนสู้กันไป

ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างว่า สมมติถ้าสมาชิกพรรคทั้งประเทศมีอยู่ 10,000 คน ปีกแรงงานมีสมาชิกได้ 2,000-3,000 คน ก็อาจสามารถขับเคลื่อนให้ผู้ใช้แรงงานเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ต้น และอยู่ในสัดส่วนที่ทางพรรคประเมินว่าจะได้ สส. ปาร์ตี้ลิสต์เท่าไหร่ เพราะเงื่อนไขสำคัญคือหากปีกแรงงานลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะติดเรื่องของการลงคะแนนเสียงที่ให้ลงคะแนนตามภูมิลำเนา จึงทำให้ผู้ใช้แรงงานไปลงสมัคร สส. แบบแบ่งเขตไม่ได้ เพราะฉะนั้นปาร์ตี้ลิสต์จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้แรงงาน และจะเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ของผู้ใช้แรงงานด้านการสร้างรัฐสวัสดิการ สังคมประชาธิปไตยให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของพรรค ซึ่งตนคิดว่าจะสามารถผลักดันได้ถ้าปีกแรงงานของพรรคเข้มแข็งพอ เพราะฉะนั้นต้องเป็นการทำงานมวลชนที่ต่อเนื่อง เป็นการแข่งขันภายในพรรคเพื่อสร้างตัวแทนที่เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ตั้งแต่ในขั้นโหวตไพรมารี่ตัวแทนปาร์ตี้ลิสต์นั้น

“แต่ผมก็เข้าใจอาจารย์ใจมากที่กล่าวว่าการมีพรรคนายทุนขึ้นมาแล้วผู้ใช้แรงงานเข้าไป พวกเขาจะมีบทบาทแค่ไหน ผมว่าข้อกังวลของอาจารย์ใจก็เป็นสิ่งที่มีค่า และปีกแรงงานก็จะต้องพยายามขยายสมาชิก พยายามรักษาประเด็นของตนเองให้มีความเข้มแข็งไว้ ซึ่งในแพลตฟอร์มของพรรคอนาคตใหม่มันเปิดโอกาสให้เป็นได้” ษัษฐรัมย์กล่าว

นอกจากนี้เรื่อง Negative Income Tax ที่ใจกล่าวว่า เป็นการสร้างภาพว่าช่วยคนจนโดยที่กลุ่มทุนไม่ต้องเสียผลประโยชน์เลย ษัษฐรัมย์มองว่า ส่วน Negative Income Tax เป็นนโยบายส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงส่วนเสริมจากนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร นโยบายการปฏิรูปภาษี ซึ่งปรากฎชัดเจนในนโยบายพรรค และ Negative Income Tax ไม่ได้เป็นการคืนภาษีหรือลดภาษีคนจน ตัวหลักคิดของมันคือคุณยื่นภาษี แล้วถ้าปรากฎว่าคุณรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ คุณก็จะได้สวัสดิการที่มีความเฉพาะจากรัฐเพิ่มเติมจากตัวรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีให้อยู่แล้ว

“Negative Income Tax คือการวางระบบให้ทุกคนต้องยื่นภาษีไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไหร่ และถ้าปรากฎว่ารายได้คุณต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐก็จะมีการช่วยเหลือในเงื่อนไขต่างๆ เช่น สมทบประกันสังคมให้ จัดสวัสดิการต่างๆ ให้เพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องไปลงทะเบียนบัตรคนจนซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในเรื่องการบริหารจัดการ

นอกจากนี้เรายังมีนโยบายจะยกเลิกการการงดเว้นภาษีต่างๆ ที่เคยงดเว้นให้กับกลุ่มคนรวย เช่น ภาษี BOI แล้วเราจะนำภาษีส่วนนี้มาจัดการรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” ษัษฐรัมย์ กล่าว

[full-post]


Posted: 30 Oct 2018 07:08 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-10-30 21:08


ปรีชาญา ชาวกัณหา

ถึงแม้ในใจจะรู้อยู่ว่าเส้นแบ่งเขตเมืองไทยนั้นเกิดขึ้นจากการที่ชาติตะวันตกมาตกลงเออออกันเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นเพียงเส้นสมมติที่รวมกลุ่มคนอันหลากหลายเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะรู้อยู่กับอกว่าความเป็นชาติไทยนั้นถูกสร้างขึ้นหมาดๆในสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์และถนอม กิตติขจรที่พึงต้องการให้มีความเป็นศิวิไลซ์ไปเทียบกับชาวตะวันตกในยุคอาณานิคม แม้จะมองเห็นกระบวนการการสร้างแนวความคิดวาทกรรมการเป็นชาติที่ถูกจินตนาการขึ้นอย่างชัดเจนเพียงใด แม้บางคนจะมองคนอย่างพวกเราเป็นพวกกบฏเพียงเพราะพูดถึงการสร้างประวัติศาสตร์ที่ถูกปฏิเสธจากหนังสือเรียนของพวกนักข่มขืนทางจริยธรรม1ที่พยายามอย่างไม่ลดละในการสอดใส่ค่านิยมและการเล่าเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าถูกต้อง การสร้างประวัติศาสตร์นี้อาจทำให้คนไทยบางคนตากระตุกเพราะไม่สามารถรับความจริงที่ชาติเราไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเพียงการสร้างขึ้นจากการพัฒนาแนวความคิดคตินิยมจากหลายปัจจัยและเหตุผล

แม้จะรู้ทั้งรู้ เราเองก็ยังติดกับความเป็นชาตินี้ดิ้นไปไหนไม่ได้ รักบ้านหลังนี้อยู่ดี เพราะภาษาที่พูด ไม่มีภาษาไหนแซ่บกว่าภาษาไทยเวลาเม้าท์ชาวบ้าน ไม่มีภาษาไหนถูกนำมาสร้างคำแสลงน่ารักได้ทุกๆปี อรรถรส! เพราะอาหารที่กินไม่มีอะไรจี๊ดจ๊าดได้ใจเท่าส้มตำปูปลาร้ากับข้าวเหนียวไก่ย่าง ไม่มีก๋วยเตี๋ยวประเทศไหนอร่อยเท่าประเทศไทย เพราะคนไทยที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันอยู่ เรามีความหวังว่าพี่น้องชาวไทยจะเปิดใจคุยกันด้วยความไม่อคติ เราอยากเห็นวันที่พี่น้องชาวไทยได้มานั่งล้อมวงกันแล้วคุยถึงความหวังที่บ้านเราจะดีขึ้น เราจะเดินเล่นตามทางได้อย่างสบายใจว่าเนี่ยแหละบ้านที่เราทั้งหมดเป็นเจ้าของ ถึงแม้เราจะมองต่างกัน แต่ก็ไม่ว่ากัน เราพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วพัฒนาแนวคิดไปในทางที่ดีกว่าด้วยกัน มุมมองความคิดที่แตกต่างไม่ได้ทำให้เราผิดใจกันสักนิดว่าเรารักบ้านหลังนี้ของเราน้อยลง

การที่ศิลปิน RAP AGIANST DICTATORSHIP กลุ่มนี้ได้นำเสนอการแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่หยิบยื่นการคลี่คลายความอึดอัดแน่นอกต่อบ้านเมืองให้กับหลายๆคนนั้นมาจากความรักประเทศชาติของเราอย่างลึกซึ้งกระทั่งย่อมเสี่ยงติดคุก ยอมเป็นศัตรูกับรัฐบาลที่ไม่มีที่ว่างให้สิทธิมนุษยชน ความกล้าหาญนี้ควรได้รับการยอมรับและรับฟัง เนื้อหาในเพลงไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริง หากเป็นกระจกสะท้อนความเหลวแหลกที่เกิดขึ้นในสังคม จริงอยู่ที่เพลงนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อการเยียวยา เพราะบ้านเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นแล้วจึงจะมุ่งหน้าสู่หนทางการเยียวยาได้

บางคนวิจารณ์ว่าศิลปินกลุ่มนี้ออกมาด่าประเทศทำไม ทำให้ประเทศเสียหาย เราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่เมืองพุทธที่ไร้มลทินอีกต่อไป ประเทศเราเป็นเพียงประเทศหนึ่งในโลกกว้างใบนี้ที่มีทั้งดีและเลว เหตุการณ์การสังหารหมู่อันไร้หัวใจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ 14 ตุลา(2516) พฤษภาทมิฬ (2519) 6 ตุลา (2535) ตากใบ (2547) เมษาโหด (2553) ที่เกิดขึ้นเพียงเพราะพี่น้องเหล่านั้นเรียกร้องเสรีภาพ สิทธิที่มนุษย์พึงมี เพียงเพราะพวกเขาเห็นต่างจากกลุ่มคนที่มีกระบอกปืน พวกเขาสมควรตายเชียวหรือ พวกเขาควรถูกเอาร่างไร้ชีวิตมาแขวนและตีด้วยเก้าอี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ต่างกับสิ่งของอย่างนั้นหรือ พวกเขาไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ที่มีหัวใจ มีความหวัง ความฝัน ความรักอย่างพวกคุณหรอกหรือ ทำไมพี่น้องชาวไทยบางคนถึงยอมให้ผลประโยชน์ ความสุขสบาย หรือแม้แต่แนวคิดชาตินิยมที่สร้างขึ้นมาบิดเบือนความเป็นมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าไปได้ คำถามนี้เป็นคำถามที่เราทุกคนควรตรึกตรองอย่างลึกซึ้งว่าทำไมผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งเปิดทางให้กระบอกปืนได้ถูกใช้เพื่อละเลงเลือดพี่น้องชาวไทยด้วยกันลงบนผืนแผ่นดินไทยยังคงลอยนวลจากการตัดสินบนพื้นฐานของความยุติธรรมไปจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร

ความอึดอัดคับข้องใจเกินบรรยายจากความไร้หัวใจของเพื่อนร่วมชาติทำให้ศิลปินผู้กล้าหาญเหล่านี้เลือกใช้เพลงฮิปฮอปในการแสดงออก การสร้างเพลงนี้ขึ้นมามีนัยยะที่ลึกซึ้งเกินกว่าการออกมาด่ารัฐบาลเพียงเพื่อความมันส์สะใจอยู่หลายขุม แนวเพลงฮิปฮอปที่มีการสะท้อนสังคมเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอเมริกาจากกลุ่มแรปที่ชื่อว่า N.W.A. การพัฒนาแนวเพลงนี้เกิดขึ้นมาจากความคับข้องใจต่อสภาวะความกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกของสังคมคนดำในอเมริกาที่ถูกทิ้งไว้ชายขอบโดยไม่มีใครรับฟัง2 เพลงประเทศกูมีก็เกิดขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน การเลือกนำเสนอเพลงนี้ผ่านแนวเพลงฮิปฮอปเป็นการรำลึกถึงความทรงจำที่เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทย การสะท้อนสภาวะของการกดขี่ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และจุดประกายความหวังให้กับเหล่าพี่น้องชาวไทยที่หัวใจยังสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อหลอมชาติในอุดมคติที่เราใฝ่ฝันถึง ไม่ว่าจะในเร็ววันหรือในยุครุ่นลูกหลานต่อไป



หมายเหตุ

1.ยืมแนวคิดนักข่มขืนจริยธรรมจากหนังสือ Genderism โดยโตมร สุขปรีชา

2.เรื่องราวของศิลปินกลุ่มนี้มาจากภาพยนตร์อิงชีวประวัติเรื่อง Straight Outta Campton (2015)

[full-post]


Posted: 30 Oct 2018 07:24 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-10-30 21:24

สมบัติ นพรัก

การกำหนดกรอบคุณวุฒิตามมาตรฐานสากล (International Qualification Framework) จะอธิบายการเรียนรู้ในระบบ (Formal Learning) ในด้านระดับคุณวุฒิ (level) ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning outcomes) หน่วยกิต (Credit) มาตรฐานหน่วยกิต (Unit Standard)

ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี ดังนี้

1. ระดับคุณวุฒิ (degree level)

2. ผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcomes)

3. มาตรฐานหน่วยกิต (unit standard)

4. ความรู้วิชาชีพครู (professional knowledge)

5. กิจกรรมเสริมความเป็นครู (student activities)

6. การรู้เรื่องภาษาอังกฤษ (English Literacy)

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิข้างต้น ควรมีการกำหนดแนวคิดบนหลักการของหลักสูตรครูที่มีคุณภาพ เช่น ประเทศฟินแลนด์ และประเทศสิงคโปร์ ดังนี้

1. ระดับคุณวุฒิ (degree level) ควรมีการกำหนดกรอบคุณวุฒิให้ครอบคลุมทั้ง หลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี (bachelor degree) หลักสูตรปริญญาโท 2 ปี (master degree) และหลักสูตรปริญญาเอก 3 ปี (doctoral degree)

เหตุผล กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ปัจจุบันมีเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรีครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ (หลักสูตรห้าปี)แต่มีการผลิต หลักสูตรปริญญาโท (หลักสูตรสองปี) และหลักสูตรปริญญาเอก (หลักสูตรสามปี) เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูด้วย โดยอาศัยเกณฑ์การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรของคุรุสภา และไม่ควรมีการกำหนดกรอบมาตรฐานหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต ถือเป็นการยกเลิกไม่ให้มีการผลิตหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตอีกต่อไป

2. ผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcomes) ควรมีเป้าหมายที่ สมรรถนะ (competency) ทักษะ (skill) และอุปนิสัย (character) ของผลผลิตและผลลัพธ์ คือคุณภาพบัณฑิต ที่สอดคล้องกับทักษะคนในศตวรรษที่ 21 ดังนี้

1) สมรรถนะ (competency) ที่สามารถถ่ายทอดทักษะ (skill) ในแต่ละด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ (1) ด้านความรู้ในเนื้อหา (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ (3) ด้านคุณลักษณะความเป็นครู และ (4) ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน

2) ทักษะ (skill) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ และ (2) ทักษะการจัดการ ได้แก่

(1) ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ การรู้จักแก้ปัญหา “9 C" ได้แก่ 1) มีวิจารณญาณ (“C”ritical Thinking), 2) คิดอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ (“C”reativity), 3) เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม (“C”ross-cultural Understanding), 4) ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ (“C”ollaboration), 5) แก้ปัญหาความขัดแย้ง ("C"onflick solving) 6) รู้จักสื่อสารและใช้สื่อเป็นอย่างรู้เท่าทัน(“C”ommunications-Media Literacy), 7) ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็น (“C”omputing and ICT Literacy) ทักษะทางวิชาชีพ (“C”areer Skills) 9) วัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ("C"ulture of life-long learning)

(2) ทักษะการจัดการ " 5 “S" ได้แก่ 1) ทักษะการบริหารจัดการบุคคล (Personnel Management "S") 2) ทักษะการมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Maturity "S"kill) 3) ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making "S"kill) และ 4) ทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation "S"kill) 5) ทักษะการยืดหยุ่นทางความคิด (Thinking Elasticity “S”kill)

3. มาตรฐานหน่วยกิต (unit standard) และความรู้ (knowledge) ได้แก่ หน่วยกิตรวม ตลอดหลักสูตร (curriculum unit) ซึ่งสามารถศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรฐานหน่วยกิตรวมของหลักสูตรครูปริญญาตรีของกลุ่มประเทศในยุโรป ได้แก่

1) หลักสูตรครูปริญญาตรีของประเทศฟินแลนด์ กำหนดให้เรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต (ECTS) จากจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรปริญญาโทของหลักสูตรครูประจำชั้นและครูประจำวิชา (300 ECTS) และหลักสูตรปริญญาตรีครูอนุบาล (180 ECTS) ทั้งนี้การฝึกปฏิบัติวิชาครูสำหรับหลักสูตรครูประจำชั้น และครูประจำวิชา จะเป็นการฝึกสอนจำนวน 20 ECTS และ 25 ECTS สำหรับหลักสูตรครูอนุบาล

กลุ่มวิชาชีพครู 60 ECTS มีสัดส่วนเป็น 1/5 ของจำนวนหน่วยกิตรวม 300 หน่วยกิต และการฝึกปฏิบัติ 20 ECTS มีสัดส่วนเป็น 1/3 ของกลุ่มวิชาชีพครู 60 ECTS

จากการคำนวณเทียบเคียงหน่วยกิตของไทย TCTS (Thai Credit Transfer System) กับ ECTS ตามเกณฑ์การเทียบเคียง 7.25 ECTS = 5.25 TCTS โดยหลักสูตร Bachelor Degree 180 ECTS เทียบได้กับ 130.345 TCTS ผู้เขียนจึงเสนอให้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี มีหน่วยยกิตรวมไม่น้อยกว่า 131 หน่วยกิตของไทย TCTS (Thai Credit Transfer System) ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร สกอ. และเกณฑ์คุรุสภา (โดยเทียบเคียงจากหน่วยกิตรวมหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี)

ดังนั้น จึงสามารถกำหนดสัดส่วนหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี โดยเทียบเคียงสัดส่วนกับหลักสูตรปริญญาตรีของกลุ่มยุโรป ได้ คือ วิชาชีพครู 1/5 ของ 131 TCTS เท่ากับ 26.2 TCTS และการฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู 1/3 ของ 26.2 TCTS เท่ากับ 8.34 TCTS

โครงสร้างหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี หน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 137 หน่วยกิต (หน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีของ สกอ. และ เทียบได้เกินกว่าเกณฑ์หลักสูตรปริญญาตรีของกลุ่มประเทศในยุโรป) ดังนี้

1) หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต

2) หมวดวิชาเฉพาะ/วิชาเอก ไม่น้อยกว่า 69 หน่วยกิต

3) หมวดวิชาชีพครู ไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต

4) หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต

4. ความรู้วิชาชีพครู (professional knowledge) และหมวดวิชาเอก (major subjects)

4.1 หมวดวิชาชีพครู 32 หน่วยกิต จำแนก ดังนี้

1. ความเป็นครูและนวัตกรรมเทคโนโลยี (Pedagogy &Innovation Teachnology) 12 หน่วยกิต 4 รายวิชา (จิตวิญญาณและคุณค่าความเป็นครู)

2. ศาสตร์การสอน (Didactics) 6 หน่วยกิต 2 รายวิชา (ความชำนาญศาสตร์การสอนวิชาเอก และการสอนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน)

3. วิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา (Research & Educational Quality Assurance) 3 หน่วยกิต 1 รายวิชา (แสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อการประกันคุณภาพ)

4. การปฏิบัติการวิชาชีพครู (Professional Practice) 11 หน่วยกิต 4 รายวิชา (ฝึกประสบการณ์เพื่อทักษะและสมรรถนะวิชาชีพ) ดังนี้

ปีที่ 1 ฝึกประสบการณ์ในโรงเรียน (Schooling Experience) 1 หน่วยกิต 2 สัปดาห์

ปีที่ 2 ฝึกเป็นผู้ช่วยสอน (Teaching Assistance) 2 หน่วยกิต 4 สัปดาห์

ปีที่ 3 ฝึกปฏิบัติการสอน 1 (Practicum 1) 2 หน่วยกิต 4 สัปดาห์

ปีที่ 4 ฝึกปฏิบัติการสอน 2 (Practicum 2) 6 หน่วยกิต 18 สัปดาห์

4.2 หมวดวิชาเฉพาะ/วิชาเอก 69 หน่วยกิต เรียน 23 รายวิชา (ความรู้นำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพ)

5. กิจกรรมเสริมความเป็นครู (student activities)

การสร้างทักษะ (skill) สู่การมีสมรรถนะ (competency) ควรมีกิจกรรม 5 ด้าน ตลอดระยะเวลาการศึกษาทุกปี โดยไม่กำหนดจำนวนครั้ง โดยจัดทำหลักฐานเป็น แฟ้มสะสมงาน (portfolio) ที่มีผู้รับรองการทำกิจกรรมโดยอาจดำเนินการ ดังนี้

ปีที่ 1 การพัฒนาตนสู่ความเป็นครู (กิจกรรม มุ่งพัฒนาตน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านบุคลิกภาพ และด้านสุนทรียภาพ)

ปีที่ 2 ความเป็นผู้นำเศรษฐกิจพอเพียง (กิจกรรม ศึกษาข้อมูล กระตุ้นตนเองลงมือทำ นำชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียง)

ปีที่ 3 การมีภูมิคุ้มกัน (กิจกรรม การไม่ข้องเกี่ยวข้องอบายมุข มีความสุข ด้วยคุณธรรม จริยธรรม น้อมนำจิตด้วยหลักศาสนา)

ปีที่ 4 การสร้างสื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม (กิจกรรม รู้เท่าทันเทคโนโลยี มีความติดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างสื่อการเรียนรู้และสื่อเทคโนโลยี)

ปีที่ 1-4 การมีจิตสาธารณะเพื่อสังคม (กิจกรรม ใส่ใจต่อสังคม อุดมด้วยจิตสาธารณะ เสียสละโดยไม่เห็นแก่ตัว)

6. การรู้เรื่องภาษาอังกฤษ (English Literacy)

กำหนดเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา(exit exam) โดยการทดสอบการรู้เรื่องภาษาอังกฤษ (English Literacy) ตามเกณฑ์ ดังนี้


นิสิตนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ และวิชาเอกภาษาอังกฤษ ต้องผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษระดับปริญญาโท

หมายเหตุ การปฏิบัติการวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 1-3 สามารถทำได้โดย ภาคการศึกษาที่ 2 ของทุกปี กำหนดปฏิทินการเรียน 20 สัปดาห์ เรียนรายวิชา 15 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 16 สอบปลายภาค สัปดาห์ที่ 17-20 ปฏิบัติการวิชาชีพ โดยการนิเทศออนไลน์ ระบบ e-PLC ส่วนชั้นปีที่4 ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 1 ภาคการศึกษา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

โดยที่แนวคิดการสร้างหลักสูตรครูปริญญาตรี4 ปี อาจส่งผลกระทบต่อผู้เรียนหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปีในปัจจุบัน จึงเห็นสมควรดำเนินการเชิงนโยบาย ดังนี้

1. ผู้เรียนหลักสูตรครูปริญญาตรี 5 ปี (รหัส 57, 58 และ 59) ต้องเข้าทดสอบข้อสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อใช้คะแนนเฉลี่ยประเมินคุณภาพการผลิตของสถาบันฝ่ายผลิตในการจัดสรรทุนครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และให้ถือว่าผู้เข้าทดสอบเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยอัตโนมัติ

2. ในปีการศึกษา 2562 หากนิสิตนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรครูปริญญาตรี ที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2560 (รหัส 60) ขึ้นเรียนชั้นปีที่ 3 และ ปีการศึกษา 2561 (รหัส 61) ขึ้นเรียนชั้นปีที่ 2 มีความประสงค์จะเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อเข้าศึกษาหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี ให้สามารถเทียบโอนได้ตามความสมัครใจ



เกี่ยวกับผู้เขียน: รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก เป็นคณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา



Posted: 30 Oct 2018 07:57 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2018-10-30 21:57


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยเจ้าหน้าที่หวั่น 'สราวุทธิ์ ช่างตัดแว่นเชียงราย’ จะไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ กรณีออกคำสั่งอายัดบัญชีของ 'บก.ลายจุด' ผู้ก่อตั้ง 'พรรคเกียน' มากกว่า 4 ปี โดยเจ้าหน้าที่ระบุห้ามไม่ได้ แต่ขอความร่วมมือไม่ให้ไปยื่น และให้ไปยื่นที่ศูนย์ดำรงธรรมแทน

ซ้าย ภาพ ประชุม ครม.สัญจร ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล) ขวา ภาพขณะหน่วยปฏิบัติการพิเศษเดินทางมาที่ร้านตัดแว่นของสราวุทธิ์ (ที่มาภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

30 ต.ค.2561 จากกรณีช่วงระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 8/2561 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พร้อมนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.พะเยา นั้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ ช่างตัดแว่นและอดีตคนเสื้อแดงใน จ.เชียงราย เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านสมา ได้มีเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ แต่งกายชุดสีเขียวคล้ายเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 4 นาย เดินทางไปยังบ้านของ สราวุทธิ์ ที่ อ.พาน จ.เชียงราย

ขณะนั้นมีแม่ของสราวุทธิ์อยู่บ้านเพียงลำพัง ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าสอบถามถึงสราวุทธิ์ โดยระบุว่าได้รับข้อมูลมาเมื่อ 2-3 วันก่อน ว่าสราวุทธิ์เป็นแกนนำใน จ.เชียงราย ทางเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะมีการเดินทางไปร้องเรียน หรือไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเดินทางมาลงพื้นที่ จ.ดเชียงราย แม่ของสราวุทธิ์ระบุว่าลูกไม่อยู่บ้านและไม่น่าจะเดินทางไป ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามชื่อแม่ของสราวุทธิ์ พร้อมจดบ้านเลขที่ และเบอร์โทรศัพท์ของสราวุทธิ์ไป รวมทั้งได้ถ่ายภาพระหว่างการพูดคุยร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษเอาไว้

จากนั้นเวลาประมาณ 12.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ระบุว่ามาจากหน่วยปฏิบัติพิเศษ จ.เชียงราย จำนวน 4 นาย เดินทางมาด้วยรถกระบะ ด้านข้างติดป้ายระบุว่า “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” เข้ามาที่ร้านรับตัดแว่นของนายสราวุทธิ์ในตัวเมืองเชียงราย

เจ้าหน้าที่ได้เข้าสอบถามว่าสราวุทธิ์จะเดินทางไปพบพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ สราวุทธิ์ระบุว่าอาจจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องการอายัดบัญชีของ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้ง “พรรคเกียน” ซึ่งถูกคสช. ออกคำสั่งอายัดบัญชีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ยังไม่ยกเลิกคำสั่งมาจนถึงปัจจุบัน แม้คดีไม่ไปรายงานตัวจะสิ้นสุดลงไปแล้ว

ทางเจ้าหน้าที่จึงระบุว่าหากเป็นเรื่องดังกล่าวให้ สราวุทธิ์ไปยื่นเรื่องได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม สราวุทธิ์จึงสอบถามว่าหากไปยื่นที่ศูนย์ดำรงธรรมจะยืนยันได้อย่างไรว่าหนังสือดังกล่าวจะถึงพล.อ.ประยุทธ์ ทางเจ้าหน้าที่ไม่ตอบ สราวุทธิ์จึงสอบถามว่าหากไปพบพล.อ.ประยุทธ์ เจ้าหน้าที่จะห้ามหรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่สามารถห้ามได้ แต่จะขอความร่วมมือไม่ให้ไป

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 30 นาที ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่พยายามเน้นการขอความร่วมมือไม่ให้สราวุทธิ์เดินทางไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขอถ่ายรูป สราวุทธิ์ ขอเบอร์โทรศัพท์ และระบุกับสราวุทธิ์ว่าหากจะเดินทางไปยื่นหนังสือจริงๆ ให้ติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ได้ ทางเจ้าหน้าที่จะพาไปยื่นหนังสือดังกล่าว แต่จะไม่ให้เข้าใกล้พล.อ.ประยุทธ์

จากการตรวจสอบ พบว่าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ “นปพ.” เป็นหน่วยของตำรวจ ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเป็นหน่วยสวาท (SWAT) ระดับภาคหรือจังหวัด ทำหน้าที่ดูแลคดีอาชญากรรมพิเศษที่เกิดขึ้นในภาคหรือจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางด้านยุทธวิธี และมีการฝึกฝนที่เข้มข้นมากว่าตำรวจปกติ

ศูนย์ทนายความฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับ สราวุทธิ์ อายุ 33 ปี ประกอบอาชีพเปิดร้านตัดแว่น ปัจจุบันยังถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการโพสต์เฟซบุ๊กรูปภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2559 โดยคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลทหารเชียงราย หลังการรัฐประหาร สราวุทธิ์เคยถูกเรียกตัวเข้าพูดคุยในค่ายทหารและถูกเจ้าหน้าที่เดินทางไปพบที่บ้านไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยปัจจุบันเขาสนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคเกียน

ตร.ติดตาม 2 นักศึกษา ม.พะเยาถึงบ้าน ก่อนประยุทธ์ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ของดวิจารณ์รัฐบาล

ก่อนหน้านี้ ศูนย์ทนายความฯ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ จ.พะเยาและเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเข้าติดตามนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างน้อย 2 ราย โดยมีการเดินทางไปที่บ้าน และเข้าไปพบในมหาวิทยาลัย เพื่อติดตามว่าจะมีการจัดกิจกรรมหรือมีการเดินทางไปพบพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งขอให้นิสิตงดแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยหากมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับรัฐบาลก็ให้ไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมแทน


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.