แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กะลาแลนด์ แสดงบทความทั้งหมด



นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และรองประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมอนุกรรมาธิการมีมติเห็นชอบงบจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนของกองทัพเรือ จำนวน 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท โดยได้แสดงเอกสารบันทึกข้อตกลงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือต่อสื่อมวลชนที่มีการระบุว่าเป็นสัญญาจีทูจี’พร้อมกล่าวว่า เมื่อมาตรวจสอบ กลับพบว่า ไม่ใช่สัญญาจีทูจี แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลง และสัญญาที่เซ็นไป ก็เป็นเพียงแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำเท่านั้น ไม่มีลำที่ 2 หรือ 3 ไม่มีข้อผูกพันอะไร เอกสารที่ลงนามสัญญา ฝั่งไทยคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ในปี 2560 และฝั่งจีนที่ลงนามด้วยคือ บริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน ซึ่งจุดนี้ จะนำไปสู่หนังม้วนยาว ขอตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมปกปิดเอกสารมาโดยตลอด หากเป็นสัญญาแบบจีทูจีจริง ผู้ลงนามฝั่งไทย ก็ไม่มีอำนาจลงนามแทนรัฐบาลไทย เพราะผู้มีอำนาจ คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาลไทยด้วย และตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือก็ไม่สามารถรับมอบอำนาจได้ คนที่รับมอบอำนาจได้ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงต้องเป็นโมฆะ แต่เรื่องนี้ ในคณะอนุกรรมาธิการฯ กองทัพเรือไม่สามารถชี้แจงได้เลย อ้างแต่เรื่องความมั่นคงทางทะเล ทั้งที่ความอดอยากของประชาชนทั้งภัยพิบัติน้ำท่วมในขณะนี้ สำคัญกว่าเรือดำน้ำ
.
นายยุทธพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางต่อไปที่จะต่อสู้ คือ ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม เวลา 13.00 น.คณะกรรมาธิการงบประมาณชุดใหญ่ จะให้อนุกรรมาธิการฯชี้แจงเรื่องเรือดำน้ำ ตนจะเสนอให้กรรมาธิการชุดใหญ่ทบทวนเรื่องนี้ ขอให้กองทัพเรือนำหนังสือสัญญามาแสดง หากแสดงไม่ได้ สัญญาจะต้องเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่มีความโปร่งใส มีความไม่ชอบมาพากล ทั้งนี้ หากคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ดึงดันให้ผ่าน จะเสนอให้มีมติในคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ โดยให้กรรมาธิการลงชื่อเป็นรายบุคคลแบบเปิดเผยชื่อ เพื่อดูว่า ใครเห็นความสำคัญของเรือดำน้ำ มากกว่าความอดอยากของประชาชน แต่หากโหวตแล้วยังแพ้เสียงส่วนใหญ่ในซีกรัฐบาล ก็จะเดินหน้าต่อไปเพื่อฟ้องกับประชาชน เพราะเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างมาก ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ เคยประกาศว่า เลือกเรือดำน้ำจีน เพราะได้คุณภาพดีในราคาประหยัด อีกทั้งยังซื้อ 2 แถม 1นั้น แล้วทำไมวันนี้ กลายเป็นว่าซื้อเรือดำน้ำทั้งหมด 3 ลำ แปลว่าอะไร
.
ขณะที่ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า หลังจากที่พวกตนโหวตแพ้ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้และบันทึกไว้ว่า จะนำไปต่อสู้ในที่ประชุมสภาฯขณะลงมติวาระที่ 2-3 และจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป เพราะเรื่องนี้เหมือนเป็นใบสั่ง ตอนแรกทุกคนอภิปรายไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็โหวตเห็นด้วย
.
“ผมไปนอนคิด2วัน ผมว่า รัฐบาลป่วยแล้ว ลืมประชาชน ลืมสิ่งที่พูดไว้ว่า พี่น้องประชาชนต้องรัดเข็มขัด ต้องประหยัด แต่ก็มาดันเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้เป็นง่อย แต่ป่วย เรื่องนี้ ยืนยันว่า วาระ 2 เชื่อว่า เพื่อนร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการจะมาร่วมแจมด้วย เพียงแต่วันนั้น 4 ท่านในอนุกรรมาธิการคือโทรมาประสานได้ง่าย เดี๋ยวได้พิสูจน์กันว่าคนเป็นผู้แทนในภาวะวิกฤติ หากยังแบกหามรัฐบาลอยู่ ก็เชิญตามสบาย หากเห็นว่าพร้อมยุบสภาไหม ผมพร้อม วันนี้คนไทยกำลังโดนต้ม 2 แถม 1 บ้าง ทำเอ็มโอยูบ้าง ทั้งที่จริงๆไม่มีอะไรเลย เรื่องนี้ไม่จบแน่ ผมเดินหน้าเตรียมฟ้องประชาชน” นายครูมานิตย์ กล่าว
.
นายยุทธพงศ์ กล่าวเสริมอีกว่า หากนายกรัฐมนตรียังดึงดันที่จะซื้อเรือดำน้ำ เชื่อว่า จะเป็นจุดจบของรัฐบาล และหากรัฐบาลเดินหน้าต่อ จะขอเชิญชวนประชาชนให้ออกไปร่วมการชุมนุมกับนิสิตนักศึกษาเพื่อขับไล่รัฐบาล ตนขอถามนายกรัฐมนตรีว่าหัวใจทำด้วยอะไร นายกไทยหัวใจเรือดำน้ำจีน



เครือข่ายสลัม๔ภาค Four Regions Slum Network

แถลงการณ์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค
ในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย

เมื่อรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้นำแรงงาน นักกิจกรรมทางการเมือง ที่ต้องถูกจับกุม ดำเนินคดี จากการจัดเวทีนำเสนอข้อเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย เครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าไม่อาจจะยอมรับการคุกคามนักศึกษา และประชาชนได้อีกต่อไป จึงขอร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องใน 3 ประการ คือ
1. หยุดคุกคามประชาชนในทุกรูปแบบ และให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยทุกคนโดยทันที
2. ให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วม
3. ให้ดำเนินการยุบสภา หลังได้รัฐธรรมนูญใหม่
และเครือข่ายสลัม 4 ภาค จะเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อมทั้งร่วมปกป้องนักต่อสู้ที่เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ตามระบอบประชาธิปไตย
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563



Atukkit Sawangsuk

ขอโต้แย้งคำสั่งศาล ห้ามกระทำซ้ำคืออะไร
ถ้าว่าตามข้อหา คือห้ามยุยงปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคง
ซึ่งเป็นการเต้าเอาเองของตำรวจ

จากการจัดชุมนุม ร่วมชุมนุม ขึ้นเวทีปราศรัย เล่นดนตรี โดยที่หลายคนก็ไม่ใช่แกนนำ ไม่ใช่ผู้จัด แค่มาร่วม ก็โดนยัดข้อหา
:
การชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิชุมนุมไล่รัฐบาล ขึ้นเวทีด่ารัฐบาล เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา หยุดคุกคาม "ฮอคกี้" ก็มีสิทธิจะขึ้นไปร้องเพลงประเทศกูมี
:
ถ้าศาลจะห้ามกระทำซ้ำ ศาลและตำรวจก็ต้องบอกให้ชัด
ว่าพฤติกรรมใดที่เป็นความผิดฐานบ่อนทำลายความมั่นคง ยุยงปลุกปั่น (เช่น ร้องเพลงประเทศกูมีผิดตรงไหน ถึงโดนข้อหาร้ายแรง)
:
ศาลไม่สามารถห้ามการกระทำที่ถูกต้อง ที่เป็นสิทธิพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย คือการไปร่วมชุมนุม การขึ้นเวทีปราศรัย การเล่นดนตรี
:
ถ้าห้ามคลุมไปหมดเช่นนี้ ก็เท่ากับศาลตกเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปรียบเหมือนกับเดินอยู่ดีๆ ตำรวจมายัดข้อหาภัยสังคม ให้ศาลสั่งห้ามออกจากบ้าน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน หรือยังไม่ได้ไต่สวนเลยด้วยซ้ำว่าการตั้งข้อหามีน้ำหนักพยานหลักฐานเพียงไร
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_2316036



ภาพยอดเยี่ยมที่สุดของวันนี้ เป็นภาพยามเช้าที่โรงเรียนนักเรียนมัธยมเตรียมชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ประเพณีนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อลัทธิทหารแบบคลั่งชาติเข้าแผ่เป็นกระแสนำแทนลัทธิชาตินิยมรักชาติ แต่เนื่องจากฝ่ายทหารทำรัฐประหารอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2490 มาถึงวันนี้ จึงทำให้คำพูดว่า การชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสานั่นเพื่อความมั่นคงของชาติ

แต่เมื่อนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมกันเมื่อ 12 สิงหาคมที่อักษรศาสตร์ จุฬา ได้ยืนตรงเคารพธงชาติเวลา 18.00 น. อันเป็นผลผลิตที่ตกค้างจากลัทธิทหารยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับชู 3 นิ้วแห่งแรงปรารถนาที่ต้องการสร้างชาติไทยให้เจริญมั่งคั่งกว่านี้ที่ไม่พัฒนามายาวนาน นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้ประสานการสร้างชาติใหม่ด้วยหลัก 3 นิ้ว 3 ประการ 1) หยุดคุกคามนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชน 2) ยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ 3) สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ไม่มี ส.ว:แต่งตั้ง 250 คน

ภาพนักเรียนชายหญิง 7 คน ที่กำลังร่วมกันชักธงชาติของพวกเขา สองคนจับเชือก หญิงคนหน้าเตรียมร้องนำ นักเรียนชายสองหญิงสองหันหลังแถวหน้าสุดได้ร่วมสดุดีเคารพชาติของพวกเขาด้วยความรักอย่างตรึงใจ อย่างแตกต่างไปจากที่พวกเขาเคยคิดว่า กิจกรรมนี้ยามเช้าช่างน่าเบื่อหน่าย แต่ที่จริง วันนี้ พวกเขาได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ชาติเป็นของพวกเขาทุกคน หาใช่ของใครคนใดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ ดังนั้น แนวทางรักชาติของพวกเขาจึงจะไม่ยอมให้ชาติของเราตกอยู่ใต้อำนาจมือของคนพวกโบราณคลั่งอำนาจพาประเทศตกต่ำอีกต่อไป

หากดูคลิป ครูในชุดสีกากี ที่พยายามดึงโยกนักเรียนชาย กลายเป็นตัวแทนอำนาจรัฐเผด็จการรัฐประหารที่ดูจะแสนตลกยิ่ง ฉุนเฉียว แทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่นักเรียนสิ กลับยืนหยัดมั่นในจุดยืนของพวกเขา เพราะชาติคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเขา ที่พวกเขาต้องร่วมกันกำหนดด้วยตัวเอง
ภาพนี้ และคลิปนี้ พึงต้องได้รับการจัดแสดงใน มิวเซียมประชาธิปไตย ฉายบนจอผนังใหญ่สูงสามชั้น วนไปมาทั้งวันที่มิวเซียมเปิด เพราะภาพนี้จะส่งผลสะทือนไปเหมือนฝนที่พร่ายพรมให้ทั้งแผ่นดินของเราได้ชุ่มฉ่ำ ให้เมล็ดพันธุ์ไทยใหม่ได้เกิดกล้าเติบโต

ขอบคุณนักเรียนทั้งแผ่นดิน ที่ #ให้มันจบที่รุ่นเรา
#ประเทศไทยเป็นของเราทุกส่วน
ภาพ ขอบคุณผู้ถ่ายภาพที่แพร่ในเฟส



แนะเปิดพื้นที่ให้ นศ.แสดงออกอย่างเสรีภาพ
ตำหนิมหาลัยสร้างเงื่อนไขให้ จนท.ก่อรุนแรง

คณาจารย์กว่า 353 คนลงชื่อหนุนแถลงการณ์ คนส. ปมชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน ชี้มหาวิทยาลัยและทุกภาคส่วนสังคมต้องเปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามและชี้ทางออกในวิกฤตอย่างสันติของสังคม
เมื่อ 13 ส.ค. 2563 เพจเฟชบุ๊ค “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง - คนส.” โพสต์แถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เรื่อง มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติของสังคม โดยมีคณาจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมลงชื่อกว่า 353 คน
แถลงการณ์ระบุว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เพียงฝึกคนให้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบอาชีพ ไม่ได้เป็นโรงงานผลิตแรงงานตามความต้องการของตลาด และไม่ได้เป็นหน่วยงานหล่อหลอมเจ้าหน้าที่ตามการบงการของรัฐ หากแต่เป็นแหล่งบ่มเพาะสมาชิกที่มีคุณภาพให้กับสังคม ซึ่งไม่ได้หมายถึงทักษะในการท่องจำสิ่งที่สืบทอดกันมาในตำรา แต่หมายถึงความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระ เพราะสังคมจะไม่สามารถเผชิญวิกฤติ ความเปลี่ยนแปลง หรือความท้าทายใหม่ๆ ได้ หากสมาชิกปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้ จะมีก็แต่ผู้ที่ต้องการแช่แข็งสังคมหรือฝืนการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทหน้าที่เช่นนี้
สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ บทบาทของมหาวิทยาลัยในการบ่มเพาะสมาชิกที่มีความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์จึงยิ่งทวีความสำคัญตามไปด้วย นอกจากนี้ บทบาทดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะการจัดการเรียนการสอนให้กับนิสิตนักศึกษาในสถาบัน หากแต่หมายรวมถึงการเป็นพื้นที่ให้สมาชิกกลุ่มอื่นในสังคมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนข้อเท็จจริง ด้วยเหตุด้วยผล โดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์เช่นนี้ ไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมไปกว่ามหาวิทยาลัยสำหรับการให้สมาชิกในสังคมได้ตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบร่วมกันอย่างสันติ
ข้อเรียกร้องของการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการหยุดคุกคามประชาชน การยุบสภา หรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการตั้งคำถามและพยายามพาสังคมไทยไปให้พ้นจากวิกฤติทางการเมืองที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ เช่นเดียวกับข้อเสนอ 10 ข้อของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่นับเป็นการตั้งคำถามและพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้งในสังคมและการเมืองไทยอย่างสันติเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการปราศรัยเกินกว่าที่แจ้งไว้ ด่วนตัดสินเอาเองว่าการปราศรัยไม่เหมาะสมขัดศีลธรรม หรือจะไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองในมหาวิทยาลัยต่อไป หากแต่ควรคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้เป็นหลัก
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) พร้อมผู้มีรายชื่อแนบท้าย จึงเรียกร้องไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรวมถึงภาคส่วนต่างๆ ในสังคมและรัฐดังนี้
1.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องอนุญาตให้นิสิตนักศึกษารวมถึงประชาชนได้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมทางการเมืองโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ไม่หวาดกลัวต่ออำนาจอธรรม ความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด รวมทั้งต้องไม่ถือว่าการจัดกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าวเป็นความผิด เพราะการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมในการตั้งคำถามและเสนอทางออกให้กับสังคมนอกจากจะเป็นบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ยังเป็นการป้องกันนิสิตนักศึกษาจากความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้หากผลักไสให้พวกเขาไปจัดกิจกรรมด้านนอก
2.ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมพึงพิจารณาข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาอย่างมีสติ ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร โดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นตัวตั้ง พร้อมกับแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ มิใช่ปฏิเสธที่จะรับฟังด้วยอคติ ใส่ร้ายป้ายสีหรือยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือสร้างเงื่อนไขให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับนิสิตนักศึกษาและประชาชน
3. รัฐต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสันติของประชาชนที่ได้รับการรับรองทั้งในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ ต้องไม่ขัดขวางการจัดกิจกรรมทางการเมืองในสถานศึกษา ต้องบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ไม่ตั้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งประชาชนที่มาชุมนุมอย่างสันติและแสดงความเห็นโดยสุจริต รวมถึงต้องอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุม และป้องกันไม่ให้มีการประทุษร้ายนิสิตนักศึกษาเพียงเพราะพวกเขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในครรลองระบอบประชาธิปไตย
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของการตั้งคำถามและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ

[full-post]



“โรม” ซัด ส.ว. เลิกหากินกับสถาบันฯ ควรเลิกเอามาบังหน้า !!นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชื่อ “Rangsiman Rome – รังสิมันต์ โรม” ระบุว่า
ผมเชื่อว่าหนึ่งในข้อเสนอหลักของนักศึกษาและประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ การพูดว่า ส.ว. แต่งตั้งเช่นนี้ต้องถูกยุบ พวกคุณไม่มีความชอบธรรมแม้แต่สักวินาทีเดียวที่จะอยู่ในตำแหน่งแล้วกินภาษีของประชาชน โดยที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย
ที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือพวกท่านกลับยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มา เพื่อบอกว่าการชุมนุมจะบานปลาย ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ประชาชนไม่เคยเรียกร้องความรุนแรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หากคุณได้ฟังพวกเขาจริง ๆ ว่าพูดอะไรเรียกร้องและส่งเสียงว่าอะไรมาถึงพวกเราบ้าง จะได้รู้ว่าก็มีแต่ความหวังจะให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น และส.ว.ที่มาที่ไม่มีความชอบธรรมอย่างน้อยก็ควรละอายใจ และไปปรามนายของคุณที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา กันเสียหน่อยว่าอย่าให้เกิดความรุนแรง
แต่ที่ผ่านมา พวกคุณไม่เคยลงมือทำอะไรเลย มีอะไรที่พวกคุณทำเพื่ออนาคตของชาติบ้าง? ยกเลิกการเกณฑ์ทหารทำหรือเปล่า? ปฏิรูปกองทัพทำหรือยัง?
แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังได้ทำจริงจังแค่ไหน? การจัดสรรงบประมาณประจำปี 64 ที่จะต้องรับมือกับโควิดและการฟื้นฟูต่อจากนี้ มีความจริงใจจะทำให้ดีแค่ไหน?
คำตอบคือ ไม่เลย ไม่เคยมีความจริงใจให้พวกเขา พอตอนนี้ประชาชนเขาทนไม่ไหว ต้องเสี่ยงออกมาเรียกร้อง ส.ว. ก็ดันทำงานปกป้องนายเสียแข็งขัน น่าอายจริง ๆ ครับที่ “สภาสูง” เป็นได้แค่แนวคุ้มกันให้กับอำนาจฝ่ายบริหาร
ที่คอยเปิดต้อนรับให้เจ้านายเข้าไปนั่งเก้าอี้นายกฯ ฉะนั้น เลิกเสียเถิด ส.ว. ควรเลิกหากินกับสถาบันกษัตริย์มาบังหน้า แล้วคุ้มกันตำแหน่งของตัวเอง จากข้อเรียกร้องที่ให้ยุบ ส.ว. สักที


ขอเขียนแชร์ความคิดเห็นส่วนตัว:

.

.

1. บุคคลที่กล่าวว่า นักเรียนนิสิตนักศึกษา ไม่ได้เสียภาษีให้กับรัฐ จะมาเรียกร้องอะไร เพราะตนเองมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว  

.

.

คนที่คิดแบบนี้คงจะไม่ทราบว่า บุคคลเหล่านี้แหละ (รวมทั้งลูกหลานของพวกเขา/พวกเธออีกหลายรุ่นที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการจ่ายดอกเบี้ย ภาษี เงินกู้ยืมของรัฐบาลในปัจจุบัน รวมทั้งส่งบำเหน็จบำนาญให้กับบุคคลที่รับราชการและเกษียณอายุไปในเวลานี้ ซึ่งอาจจะเป็นเวลาหลายสิบปีสำหรับชีวิตรุ่นของเขา/ของเธอ  

.

ภาษีอากรที่ใช้จ่ายไป มันคุ้มค่าสำหรับใครบ้าง และแทนที่จะจ่ายอย่างนั้น มาจ่ายเป็นแบบนี้แทนจะดีกว่าหรือไม่  คำถามแบบนี้ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป 

.

อย่างไรก็ตาม คนที่มีอำนาจกู้ยืม ก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญอย่างปกติตลอดจนชั่วชีวิตของตนเองู่

.

.

2. เมื่อระบบที่แฟร์ในการสร้างโอกาสการหางานจากฝีไม้ลายมือของพวกเขา/พวกเธอเองถูกลดลงจากการใช้เส้นสาย และการช่วยเหลือพวกพ้อง นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะเผชิญกับสถานการณ์การว่างงานนับแสนคน ซึ่งเปรียบเสมือนกับการปิดประตูสำหรับชีวิตการทำงานและสร้างชีวิตในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า  

.

เพราะฉะนั้น มันไม่มีอะไรสูญเสียอีกแล้วสำหรับการเรียกร้องโดยใช้เสียงและสิทธิ์ของตนเองเป็นเดิมพันในเวลานี้

.

.

-------------------------------------------------------

.

.

3. นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ เติบโตขึ้นมาจากโลกอินเตอร์เนท โลกออนไลน์ รวมไปถึงการค้นคว้าข้อมูลที่เข้ามานับร้อยชิ้นต่อวัน ทำให้นักศึกษาเหล่านี้ ได้รับฟังข้อมูลหลายด้าน บวกกับการเห็นการปฏิบัติตัวของ "ผู้มีอำนาจและการกระทำหลายมาตรฐานในเรื่องคล้ายคลึงกัน แต่ผลออกมาแตกต่างกันแทบทั้งสิ้น

.

เมื่อเห็นการกระทำแบบนี้กันอยู่ทุกๆ วัน ก็ทราบกันดีว่า ชีวิตในอนาคตจะต้องตัดสินใจอย่างไร เพื่อตนเองสามารถมีที่ยืนอยู่ในสังคมได้

.

เพราะฉะนั้น ระบบ “ท่องจำ” “ยัดเยียดความคิด” มันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เนื่องจากเด็กๆ รุ่นใหม่ ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไม” หรือ “เพราะอะไร” อยู่เสมอ เพื่อหาเหตุผลจากเรื่องนั้นๆ  ต้องลองถามตนเองว่า ความคิดความอ่านของกลุ่ม Baby Boomers ที่พยายามนำเข้ามาปฏิบัตินั้น มันประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

.

.

4. นักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นนี้ทราบดีว่า สิ่งที่ตนเองเรียกร้องจริงๆ คือ ความยุติธรรมในสังคม ข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้น มันมีเรื่องใหญ่อยู่เรื่องเดียวคือ ความยุติธรรมที่แสวงหากันอยู่ เพราะจากที่เห็นจากการปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆ แล้ว มันมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่ว่า บุคคลนั้นเป็นใคร  มันไม่ใช่แบบ Justice is blind อย่างที่สอนๆ กันมาในชั้นเรียนกันเลย

.

นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ทราบดีถึง "ความยุติธรรมว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่คิดแต่ว่า ฝ่ายผู้ใหญ่” เองอาบน้ำร้อนมาก่อน จะต้องรู้ดีกว่าทุกอย่าง  หากรู้ดีกว่าและเกิดมาก่อนเด็กๆ ทำไมถึงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่พัฒนาประเทศให้กลายเป็น "เสืออีกตัวหนึ่งของเอเชียกัน

.

ยิ่งไปกล่าวหาว่า เด็กๆ นักศึกษาเหล่านี้ "ถูกจ้างมาโดยใช้วาทะกรรมแบบเดิมๆ มันยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึง "การกล่าวร้ายป้ายสีอย่างที่พวกเขา/พวกเธอได้ยินกันมาให้ประสบโดยตาตนเองได้

.

สิ่่งที่เด็กๆ นักศึกษาเห็นกันตอนนี้ ตัวอย่างคือ การอนุญาตให้ใช้สถานที่ทำกิจกรรมซึ่งผู้มีอำนาจเอง เคยยินยอมมาก่อนกับพวกพ้อง แต่ไม่สามารถใช้ได้ในเวลานี้ หรือแม้แต่มีการใช้อำนาจของ "การเป็นครูเข้ามาข่มขู่ นักศึกษา ผู้ปกครอง รวมทั้ง "ตัดคะแนนความประพฤติอะไรแบบนั้น ก็เป็นเรื่องที่ "ขัดกับการใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้  จะอ้างว่า มี พรก ฉุกเฉิน แต่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็สามารถกระทำได้โดยสะดวก  เด็กๆ เหล่านี้ ถึงเห็นการปฏิบัติหลายมาตรฐานโดยตนเอง

.

สงสัยเหมือนกันว่า การที่ครูอาจารย์เอา "คะแนนมาใช้ข่มขู่กันแบบนี้ มันต่างกับ"โจรเรียกค่าไถ่หรือเปล่า รวมทั้งต้องมีการลงนามสัญญาเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน (Memorandum of Understanding หรือ MOU)  เพื่อที่จะ "กวาดซุกปัญหาให้ไปอยู่ใต้พรมต่อหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถ้าลงนามแล้ว ก็ถือว่า "ปล่อยตัวไปได้...

.

.

-------------------------------------------------------

.

.

ถ้ากล่าวจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องนี้ ก็คือ What is in it for me? อนาคตเขาจะเป็นอย่างไรจากการกระทำและการปฏิบัติของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เมื่อพวกเขาและพวกเธอเกิดความหวั่นใจ การเรียกร้องเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นอย่างที่เห็นๆ กัน 

.

และท่านก็คงทราบกันดีว่า วิธีการปลุกระดมอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั้น มันจะไม่เหมือนกับสมัยก่อนๆ แล้ว เพราะทุกๆ คน ต้องการมีโอกาสที่ดีสำหรับชีวิตเพื่ออนาคตของตนเอง

.

.

ขอตัวไปพักฟื้นต่อ Have a great and pleasant day. Stay safe ค่ะ

.

.

Doungchampa Spencer-Isenberg

[full-post]



ไทย ในกะลา

[ญัตติด่วนให้สภามีมติให้รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นของนศ.]

วันเสาร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันในฐานะกมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เข้าไปสังเกตการณ์ชุมนุมของนศ.ปชช.ที่อนุสาวรีย์ปชต.

ข้อสังเกตแรกคือ ช่วงกลางวัน มีการนำกระถางต้นไม้ไปเรียงไว้แน่นขนาดรอบ ๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานรอบอนุสาวรีย์ไม่เหลือที่ให้ใครได้ยืนทำกิจกรรม
ดิฉันได้พบว่าการชุมนุมของพวกเขามีข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือให้ยุบสภา ให้หยุดคุกคามประชาชน และให้มีการแก้ไขรธน.
ประเมินโดยพื้นที่แล้วผู้มาชุมนุมมีไม่ต่ำกว่า 3 พันคนคำถามคือพวกเขาโกรธอะไรกันคะ อยู่ดี ๆ เขาออกมากันทำไมมากมายขนาดนี้ ทั้งที่ทุกคนในประเทศนี้อยู่ในบรรยากาศของความกลัว ที่ผ่านมามีคนที่ออกมาทำกิจกรรมแม้แต่เล็กน้อยแต่ถูกตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีมากมายโดยอ้างพรก.ฉุกเฉินมากมาย
ท่านสงสัยหรือไม่ทำไมเขาถึงออกมา ทำไมไม่กลัวทั้ง ๆ ที่มีการเชือดไก่ให้ลิงดูเป็นระยะ ๆ
ผู้ที่ออกมาชุมนุมมีเหตุผล 4 ข้อดังนี้ค่ะ
1. ท่านเป็นรัฐบาลที่มีที่มาไม่ชอบธรรม ดำรงอยู่จนถึงขณะนี้ก็ไม่ชอบทำเพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบ
2. ท่านไม่เคยมีเสถียรภาพเพราะมีพรรคการเมืองถึง 19 บาทเป็นรัฐบาล จึงไม่สามารถบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพได้
3. ท่านคุกคามประชาชนผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้ เป็นวิธีอำนาจตามความเคยชินแบบเผด็จการ
4. ท่านไร้ความสามารถทำงานไม่เป็นแต่ใช้เงินเก่ง
ท่านจึงเป็นนายกคนที่ 29 ที่ถูกตราหน้าว่าสร้างหนี้ทิ้งไว้ให้พวกเขามากที่สุดคือก่อหนี้ 4.1 ล้านล้านบาทในช่วงเวลา 7 ปี
ความไม่เป็นธรรมที่นศ. ที่ทำงานพาร์ทไทม์ไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทจากรัฐ
ใครมันคุกคามมาใกล้ตัว พวกเขาเรื่อยๆ จะมีคนตกงาน ถึง 8.4 ล้านคน และนักเรียนนักศึกษาจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาถึง 6.7 แสนคน เนื่องจากครอบครัวยากจนและรายได้หดหาย ซึ่งพิษภัยทางเศรษฐกิจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการมาเยือนของโควิด-19 แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ท่านยึดอำนาจ
รัฐประหารเข้ามา
6 ปีกว่าที่ผ่านมาท่านไม่มีอดีตที่น่าจดจำ ท่านไม่มีอนาคตหรือความหวังให้พวกเขาและอย่าว่าแต่อนาคตเลยแม้ปัจจุบันท่านก็ไม่มีที่ยืนให้กับพวกเขาเพราะไม่มีการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่มีรองรับไว้ตามรธน.
ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่หน้าปกเขียนตัวโต ๆ ว่าประชาธิปไตย เมื่อพลิกดูเราจะพบว่า เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาด้านในไม่ตรงปกค่ะ
.
รัฐบาลการ์ดตกกับโควิช-19 ความเสียหายที่ตอนนี้ยังประเมินค่าไม่ได้ แต่ไม่เคยการ์ดตกกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเลยตลอด 6 ปีกว่าที่ผ่านมา
.
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ค่านิยมของคนหนุ่มสาวยุคนี้ต่างไปจากยุคของพวกเรามาก พวกเขาใส่ใจให้คุณค่าต่อเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพ และพวกเขาต้องการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมผิดปกติที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ให้ดีกว่าเก่า
.
หากท่านอยากประสบความสำเร็จในการเป็นรัฐบาล อยากแก้ปัญหาได้ตรงจุด ท่านต้องเริ่มจากการปรับทัศคติของตัวเอง ไม่ใช่ปรับธรรมดาแต่ต้องปรับอย่างเข้มข้น
.
ประเทศในโลกใบนี้ไม่ได้ถูกล้อมรั้วอีกต่อไปแล้วมันเป็นโลกที่ไร้พรมแดน
.
รั้วของกองทัพรั้วของด้ามขวานทอง ที่เคยจำกัดลานสายตาของท่านวันนี้ถูกรื้ออกไปหมด มันไม่มีอีกแล้ว
ท่านต้องเชื่อก่อนว่าคนรุ่นใหม่ในยุคโลกไร้พรมแดนพวกเขามีแหล่งศึกษาหาความรู้ที่ได้อย่างไม่จำกัด ในวัยเท่ากันเทียบกับคนรุ่นก่อนพวกเขาเฉลียวฉลาดและคิดเองเป็น มีการตัดสินใจที่จะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดด้วยตัวเอง
.
ทัศนคติกล่าวหาดูถูกนร.นศ.คนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่ามีกลุ่มคนชักใย คอยยุยงสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นทัศนคติที่ผิดพลาด หากตั้งต้นแบบนี้ท่านไม่มีทางจะแก้ปัญหาอะไรได้
คนที่มีเบื้องหลังก็คือพวกท่านค่ะไม่ใช่นร.นศ.
ท่านจำเป็นต้องปรับทัศคติเสียใหม่และโอบรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายให้ได้
.
ก่อนหน้านี้ ประเทศเราเคยได้รับยกย่องว่ามีภาคประชาชนที่มีการเคลื่อนไหวค่อนข้างชัดเจน มีความเป็นอิสระเสรีของสื่อ มีความเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปสื่อ และมีการขยายกำแพงพัฒนาเรื่องเสรีภาพประชาชน
แต่จากรายงาน Freedom on the NET ปี 2019 เราได้คะแนนเพียง 35 เต็ม 100 นั่นแสดงว่าเรามาถึงจุดที่มีอันตรายแล้วค่ะ
.
ท่านประธานคะ สิ่งที่นักเรียนนักศึกษาและคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องการในขณะนี้ไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ที่พวกเขาต้องการมากกว่าคือการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพวกเค้า เขาพื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงค.คิดเห็น
.
นอกจาดกการปิดกั้นทำลาย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังมีหาเหตุยัดเยียดคดีความให้กับนร.นศ.และกลุ่มคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง
ผู้บริหารสถานศึกษายังกีดกันกิจกรรมที่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริตด้วยทัศนะแบบเก่า
ทั้งที่การชุมนุมหรือการประท้วงใด ๆ ที่ทำตามขอบเขตของรธน.เป็นสิ่งสามัญที่สากลโลกให้การยอมรับ ทั้งยังเป็นเรื่องปกติพบเห็นกันในชีวิตประจำวันของปท.ที่ปกครองระบอบปชต.
การชุมนุมตามขอบเขตของรธน.โดยสงบ สันติปราศจากอาวุธไม่เท่ากับความวุ่นวายค่ะ
การชุมนุมที่สร้างสรรค์คือการเสนอทางออกบอกความขัดแย้ง ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ให้ดีขึ้น
(แสดงคลิปแฟลชม็อบ)
ถ้าท่านมีทัศนคติที่ถูกต้องปัญหาก็จะลดน้อยลง
ทุกวันนี้สังคมเรายังมีการ ประจานตีตราและลดทอนด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนร. ด้วยการกล้อนผมเด็กนร. ตามที่เป็นข่าวอยู่ทั่วไป ทั้งๆที่การละเมิดสิทธิเด็กเป็นสิ่งที่โลกใบนี้ไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไป
.
นร.นศ.และกลุ่มพลังต่าง ๆ ของคนหนุ่มสาวหมดหวังกับระบอบเผด็จการและการสืบทอดอำนาจ และต่อมาก็หมดหวังกับระบบรัฐสภา
.
พวกเขาตั้งคำถามว่าสภาทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง
ฟางเส้นสุดท้ายของพวกเขาคือการยุบพรรคฝ่ายค้านที่เป็นพรรคที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ของประเทศเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนพวกเขาในสภา เมื่อถูกทุบทำลายความหวัง พวกเขาจึงออกมาตั้งคำถามผ่านทางรูปแบบกิจกรรมของแฟลชม็อบ การแสดงออกผ่านแคมเปญต่าง ๆ ถูกกีดกัน ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างที่เรารู้เห็นกันอยู่
.
ล่าสุดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบที่อำเภอจะนะ จ.สงขลา ซึ่งดิฉันได้ลงไปสังเกตการณ์ด้วยตัวเองในฐานะกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ก็พบว่าทางรัฐบาลโดยศอ.บต. ได้สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวปกคลุมไปทั่วพื้นที่ 3 ตำบลของอ.จะนะ
มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ มหาศาลมาควบคุมเวทีการรับฟังความคิดเห็น
มีการปิดถนนทั้งสองฝั่งมีการตรึงกำลังตรวจค้นหลายจุด และ
มีข้อกังวลขอบคนในพื้นที่ไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใสเรื่องปิดกั้นกลุ่มคนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยไม่ให้เข้ามาในพื้นที่
มีการนำมวลชนบางส่วนเข้าไปนอนค้างคืน เตรียมการไว้ล่วงหน้าในสถานที่ที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น
.
ล่าสุด 22 เม.ย.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายก ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเฟคนิวส์ทั่วประเทศและย้ำว่าต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิดกรณีข่าวปลอมอย่างจริงจังเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความสงบในบ้านเมืองช่วงวิกฤตโควิด
นี่หมายความว่าอะไร ท่านเข้าใจความสงบในระบอบปชต.ว่าอย่างไร สงบแบบเกาหลีเหนือหรือไม่ที่ท่านต้องการ
แทนที่จะสร้างค.เชื่อมั่นให้ประชาชน ท่านกลับกำลังรุกคืบพื้นที่การแสดงความเห็นในโลกออนไลน์อีก ขอให้พิจารณาเรื่องนี้ให้ดีค่ะว่าต่อไปเราจะอยู่กันอย่างไรตัวอย่างการไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นอีกอย่างนึงคือ
การประกาศต่ออายุพรก.ฉุกเฉินที่เปรียบเสมือนเป็นการทำรัฐประหารซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จต่อนายกการต่อพรก.ฉุกเฉินคือการถือโอกาสใช้มันเป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐบาลในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป
พรก.นี้มีเนื้อหานิรโทษไปในตัวให้กับข้าราชการคือข้าราชการไม่ต้องรับผิดถ้าปฏิบัติตามคำสั่งของนายก
การต่ออายุพรกฉุกเฉินนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีประเทศไหนทำกันเพราะมันไม่ใช่กฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในสถานการณ์โรคระบาด
แต่พรกฉุกเฉินถูกสร้างขึ้นมีเจตนาเพื่อใช้แก้ไขสถานการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นถูกสร้างขึ้นมาในสมัยรัฐบาลนายกทักษิณ
.
และเหตุที่ต้องมีการต่ออายุทุกๆ 3 เดือนก็เป็นเครื่องยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่มีความเหมาะสมที่จะประกาศใช้อย่างต่อเนื่องไปนาน ๆ โดยไม่มีความจำเป็นพอ
.
เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมีวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เรื่องของโรคระบาดค่ะ
.
จากการรวบรวมความคิดเห็นของนร.นักศึกษาดิฉันได้ข้อเสนอแนะมาดังนี้ค่ะ
.
พวกเขาต้องการมีตัวแทนของนักศึกษาร่วมอยู่ในสภามหาวิทยาลัยด้วยในแบบที่สภามหาวิทยาลัยรามคําแหงมีแต่ตอนนี้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ยังไม่มี
การเปิดโอกาสให้นศ.ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสภามหาวิทยาลัยจะทำให้นักศึกษาได้มีสิทธิ์ร่วมลงคะแนนเสียงเลือกอธิการบดีของเขา และมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นได้ร่วมตัดสินใจลงมติในวาระต่าง ๆ ในฐานะที่พวกเขาเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัย
ทำให้มีอำนาจต่อรองและมีสิทธิ์มีเสียงเพิ่มมากขึ้น เสียงเรียกร้องของพวกเขาจะดังขึ้นและถูกได้ยินมากขึ้น
.
พวกเขาอยากให้มีการแก้ไขพรบ.ของมหาวิทยาลัยต่างๆซึ่งเป็นประดุจธรรมนูญสูงสุด และขอให้มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาไว้ในพ. รบ.ด้วย
.
ในส่วนของกระบวนการทางรัฐสภา พวกเขาต้องการมีสิทธิ์มีเสียงและมีส่วนร่วมมากกว่านี้ อยากให้รัฐสภาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อมีการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิเด็ก การศึกษา การเคลื่อนไหวของนักศึกษา
และให้มีเวทีนี้ในชั้นกรรมาธิการในการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญต่างๆขอให้มีสัดส่วนที่เป็นตัวแทนเยาวชนด้วย
.
ในการอภิปรายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาขอให้มีการเชิญตัวแทนจากองค์กรนิสิตนักศึกษามาให้ถ้อยแถลงกับรัฐสภาได้ด้วยเช่นกัน
.
ท่านประธานคะหมดเวลาของ"สังคมห้ามคิดชีวิตห้ามสงสัย"
ถึงเวลาของการสนับสนุนให้ตั้งคำถาม
ถึงเวลาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้แสดงความรู้สึก ได้ตั้งคำถามและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง
.
ขอบคุณมากตั้งแต่การตั้งคำถามทั่วไปถึงครัวจานเช่นทำไมพวกเขาต้องถูกให้ถอดรองเท้าเข้าอาคารเรียนแต่คุณครูไม่ต้อง ไปจนถึงเรื่องในสเกลที่ใหญ่กว่านั้น เช่น
▪︎ การเข้ามามีอำนาจโดยไม่ชอบธรรมของกองทัพ
▪︎ ทำไมรมต.สาธารณสุขและทีมโฆษกสบค.ถึงไปแออัดในงานเลี้ยงที่สถานทูตในวันชาติอเมริกา 4 ก.ค.ที่ผ่านมาได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากและเว้นระยะห่างไกล ๆ ในขณะที่ประชาชนไปยืนหน้าสถานทูตเพื่อทวงถามเรื่องผู้ลี้ภัยที่ถูกอุ้มหาย นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกหมายเรียกถูกดำเนินคดีทำผิดพรก. ฉุกเฉิน
▪︎ ทำไม นักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมผูกโบว์ขาวทวงคืนความเป็นธรรมในแคมเปญผูกโบว์ขาวทวงคืนค.ยุติธรรม ถึงถูกนำตัวไปโรงพักและพยายามยัดเยียดข้อหาตามพรก.ฉุกเฉินให้
สุดท้ายทำไม่ได้ก็ยังอุตสาหะแจ้งข้อหาพรบ.ความสะอาดและความผิดไม่พกบัตรประจำตัวประชาชนกับน้องนศ.
▪︎ ทำไมหมู่อาร์ม ออกมาเปิดโปงทุจริตการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของผู้บังคับบัญชาถึงโดนปลด ทั้งที่ไปยื่นเรื่องขอคุ้มครองพยานที่ปปช.ล่วงหน้านานเป็นเดือนแล้ว
เหล่านี้สะท้อนว่าแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เอา ก็ทำให้เป็นเรื่องเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว
.
เมื่อคดีความเหล่านี้ขึ้นสู่ศาลก็ถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำมาต่อเนื่อง
.
ดิฉันขอเรียกร้องให้ท่านเปิดรับฟัง ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม
ดิฉันขอให้นายกรมต.และรัฐบาลหยุดการลุแก่อำนาจปราศจากความละอาย
▪︎หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ปรับท่าทีให้เป็นรัฐบาลที่รับฟังตามมาตรฐานประเทศปชต.แบบสากล
▪︎ดิฉันขอให้ท่านให้ความคุ้มครองปกป้องกันผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นแทนการยัดเยียดคดีความ
▪︎ดิฉันเรียกร้องให้สภาแห่งนี้สนับสนุนให้มีการศึกษาในคณะกมธ.เพื่อเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มพลังทางสังคมหนุ่มสาว โดยมอบให้เป็นหน้าที่ของกมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่เป็นกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่ตรงกับเรื่องการมีส่วนร่วมนี้มากที่สุด
ขอบคุณค่ะ
.
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล
22 กรกฎาคม 2563
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3274962825917775&id=100002122704302

[full-post]



iLaw

นักกิจกรรมบุกกองทัพบก จี้ปมคุกคามประชาชนและรัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรม
20 กรกฎาคม 2563 เวลา 17.00 น. อานนท์ นำภา ทนายความและนักกิจกรรมประกาศนัดทำกิจกรรมที่หน้ากองทัพบก จากกรณีพ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร รองโฆษกกองทัพบกโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการชุมนุมของ #เยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ทำนองว่า เป็นม็อบมุ้งมิ้ง กิจกรรมเริ่มเวลา 16.30 น.และสิ้นสุดเวลา 19.22 น. ในการปราศรัยของแกนนำมีการพูดถึงประเด็นการคุกคามประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 50 คน มีตำรวจในเครื่องแบบประมาณไม่น้อยกว่า 30 คน และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไม่ทราบสังกัดไม่น้อยกว่า 20 คน เจ้าหน้าที่เทศกิจไม่น้อยกว่าสิบคน
เราขอลำดับเหตุการณ์ดังนี้
• เวลา 16.30 น. เริ่มมีประชาชนมานั่งถือป้ายแสดงออกบริเวณใกล้ประตูทางเข้ากองทัพบก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบจากสน.นางเลิ้งและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยสังเกตการณ์ถ่ายภาพและวิดีโอของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบบางคนติดกล้องขนาดเล็กไว้ที่เสื้อด้วย
• เวลา 17.15 น. สน.นางเลิ้งใช้เครื่องขยายเสียงประกาศข้อห้ามตามกฎหมาย คือ ประกาศห้ามชุมนุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, 216 และมาตรา 114 ของพ.ร.บ.จราจรฯ
• เวลา 17.54 น. สุวรรณา ตาลเหล็ก นักกิจกรรมประกาศว่า ตำรวจคุกคามคนขับรถกระบะที่ขนเครื่องเสียงมาส่ง เมื่อสอบถามคนขับรถระบุว่า ก่อนเริ่มกิจกรรมเขาขับรถมาจอดหน้ากองทัพบก ติดเครื่องไว้ เมื่อตำรวจสอบถามจึงบอกว่า ขอจอดรถสักครู่ ต่อมาทีมงานขนของลงจากท้ายกระบะ เมื่อเสร็จแล้วเขาจึงขับออกไปหาที่จอดรอ ระหว่างที่จอดติดไฟแดงแยกหน้าองค์การสหประชาติ มีตำรวจหนึ่งคนขับรถมอเตอร์ไซด์ของตำรวจมาเคาะกระจก เมื่อคนขับลดกระจกลงตำรวจนายดังกล่าวระบุว่า ขอโทษครับ ผมขอบัตรประจำตัวหรือใบขับขี่ก็ได้ คนขับจึงแจ้งว่า ตอนที่ผมจอดอยู่ก็ถ่ายรูปไปเยอะแล้ว หากจะมีอะไรให้เรียกไปที่สน. ตำรวจนายดังกล่าวจึงวิทยุสื่อสารกับอีกคนและตอบคนขับว่า ไม่เป็นไร จากนั้นคนขับจึงขับออกมา แต่รู้สึกเหมือนถูกติดตามจึงขับวนไปมา ก่อนจะไปจอดพักรอในที่ปลอดภัย
•เวลา 18.10 น. ตำรวจในเครื่องแบบสองนายมาคุยกับอานนท์ขอให้ขยับเวทีเพื่อจะนำแผงเหล็กมาล้อม แต่อานนท์บอกว่า รถไม่ได้ติดและกิจกรรมก็กำลังจะเสร็จ
•เวลา 18.13 น. รถจากสน.นางเลิ้งขนแผงเหล็กกั้นมาบริเวณหน้ากองทัพบก ระบุว่า นำมากั้นเพื่ออำนวยความสะดวก เพราะว่าบริเวณกิจกรรมเป็นทางรถผ่าน
•เวลา 18.30 น. มีเทศกิจประมาณสิบคนเข้ามาในพื้นที่กิจกรรม บางคนเข้ามาถ่ายรูปผู้เข้าร่วมกิจกรรม บางคนเข้ามาคุยกับตำรวจ
• เวลา 19.22 น. สิ้นสุดกิจกรรม





[full-post]


iLaw

สถานการณ์ทางการเมืองในปี 2563 ภายใต้รัฐบาล “คสช.2" แม้จะมีสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้ถืออำนาจก็ยังคงปกครองประเทศแบบผูกขาดอำนาจและขาดการตรวจสอบถ่วงดุล แทบไม่ต่างจากยุค คสช.1 ที่มาจากการรัฐประหาร

กล่าวคือ กฎหมายที่เป็นฐานในการใช้อำนาจทางการเมืองเกือบทุกฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกาศและคำสั่ง คสช. ฯลฯ ต่างก็เขียนขึ้นโดยคนของ คสช. และประกาศใช้โดยองค์กรของ คสช. ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรอิสระแทบทั้งหมด ซึ่งต้องทำหน้าที่ตีความบังคับใช้กฎหมายต่างก็มาจากระบบการคัดเลือกภายใต้อำนาจของ คสช. จึงกลายเป็นระบบกฎหมายแบบ “ชงเองตบเองสบายเอง”

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งจะทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ ก็ถูกเสียง ส.ส. ที่มาจากการ “เปลี่ยนสูตรคำนวน” หลังเลือกตั้งและ ส.ส. ที่ถูกอำนาจเงิน “ดูด” ให้ย้ายข้างครอบงำไว้เบ็ดเสร็จ แม้ฝ่ายรัฐบาลจะกลายเป็นส่วนน้อยบ้างในบางครั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเลือกมาโดยฝ่ายรัฐบาลก็อนุญาตให้ลงมติใหม่ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ ส่วนวุฒิสภา ซึ่งควรจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลอำนาจกับรัฐบาล สมาชิกที่ คสช. คัดเลือกทั้ง 250 คน ก็กลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ยกมือตามสั่ง และเมื่อรัฐบาลต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จแบบเร่งด่วนก็ยังกล้าใช้ทางลัดออก “พระราชกำหนด” โดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรได้อีก

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้รัฐบาล “คสช.2” ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งกว่า “เผด็จการรัฐสภา” แต่เป็น “เผด็จการด้วยสภาที่ออกแบบเอง”
ดังนั้น หนทางในแง่มุมกฎหมายที่จะลบล้างอำนาจของ “ระบอบ คสช.” และเดินหน้ากลับสู่ “ประชาธิปไตย” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันเป็นต้นทางของกฎหมายอีกหลายฉบับที่สร้างกลไกสนับสนุนอำนาจให้คณะรัฐประหาร
ในฐานะที่ไอลอว์ติดตามกระบวนการออกกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญ ของ คสช. มาตลอดตั้งแต่ต้น จึงมีข้อเสนอต่อสังคมไทย เพื่อหาทางออกจาก “ระบอบ คสช.” และเดินหน้ากลับสู่ “ประชาธิปไตย” ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ โดยต้องจัดทำเป็นสองขั้นตอน ดังนี้
.
ขั้นตอนที่ 1 ลบล้าง “ระบอบ คสช.” และเปิดทางการมีส่วนร่วม
เริ่มจากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกกลไกการสืบทอดอำนาจของ คสช. และเปิดทางให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน โดยมีเนื้อหา คือ
ยกเลิกกลไกการสืบทอดอำนาจที่ คสช. สร้างไว้ ได้แก่
1. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่เปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
2. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 65 และ 275 ที่ให้ คสช. ตั้งคนของตัวเองมาเขียนแผน “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ขึ้นเอง เพื่อกำหนดอนาคตแทนคนทั้งประเทศ
3. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ หมวด 16 ว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่มาตรา 257 - 261 และ มาตรา 270 ที่ให้ คสช. ตั้งคนของตัวเองมาเขียน “แผนปฏิรูปประเทศ” ขึ้นเองและจะใช้บังคับเอง
4. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 252 ที่เปิดช่องให้มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง
5. ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ที่กำหนดให้การกระทำทุกอย่างของ คสช. ไม่เป็นความผิด และรับรองให้ประกาศและคำสั่งของ คสช. ยังมีผลใช้บังคับอยู่ตลอดไป
แก้ไขกลไกการสืบทอดอำนาจที่ คสช. สร้างไว้ ได้แก่
1. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาชุดพิเศษ 250 คน ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช. เปลี่ยนเป็น ในวาระเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ให้มีสมาชิกวุฒิสภา 200 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในแต่ละจังหวัด ด้วยระบบเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540
2. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ยกเลิกระบบ “บัญชีว่าที่นายกฯ” ที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ “ใครก็ได้” สามรายชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนเป็นกำหนดว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
3. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 และ 267 ยกเลิกกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระตามระบบปัจจุบันที่ให้คนจากองค์กรอิสระหมุนเวียนเก้าอี้เลือกกันเอง เปลี่ยนเป็นกระบวนการสรรหาที่เหมาะสมตามแต่ภารกิจของแต่ละองค์กร และ “เซ็ตซีโร่” ยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคนของ คสช. ทั้ง 10 ฉบับ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง เปิดทางให้จัดทำกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระขึ้นใหม่ทุกฉบับ
4. แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้กระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องพึ่งพาเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเป็นพิเศษ สามารถทำได้โดยเสียงครึ่งหนึ่งของรัฐสภา และไม่บังคับให้ต้องลงประชามติ
5. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มบทเฉพาะกาลอีกหนึ่งมาตรา ให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่เป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด เพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็น สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 2 ปี ก่อนส่งให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาตามกระบวนการในข้อ 4.
โดยข้อเสนอในขั้นตอนที่ 1. หากดำเนินการไปตามวิธีการที่มาตรา 256 กำหนดไว้ในปัจจุบัน ต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลจึงยังมีหน้าที่ต้องรับรองว่า การจัดทำประชามติจะไม่มีการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ไม่ปิดกั้นการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชน ไม่แทรกแซงการจัดกิจกรรม และไม่คุกคามข่มขู่ผู้จัดกิจกรรมไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
.
ขั้นตอนที่ 2 เดินหน้ากลับสู่ “ประชาธิปไตย” และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน
หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนที่ 1. ดำเนินไปจนสำเร็จลุล่วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเพราะขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ว่า ใครจะเป็นผู้นำรัฐบาลก็จะไม่มีอำนาจพิเศษและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ปกป้องให้อยู่ในอำนาจได้อย่าง “ผิดปกติ” อีกต่อไป ผู้ที่เป็นรัฐบาลจะต้องใช้อำนาจภายใต้ขอบเขตจำกัดและถูกตรวจสอบได้โดยกลไกรัฐสภาและกฎหมายในระบบปกติ
สภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มต้นทำงานใหม่ไปตามระบบปกติ จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนชุดปัจจุบัน ต้องมีการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างระบบพรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง และวิธีการได้มาซึ่งองค์กรอิสระชุดใหม่ทั้งหมด และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน
สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีตัวแทนจากประชาชนจะทำงานโดยมีอิสระ ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ รวบรวมความคิดเห็น ความต้องการจากประชาชนทุกกลุ่ม ในขั้นตอนนี้ โอกาสจะเปิดกว้างสำหรับการพูดคุยลงรายละเอียด ถึงระบบเลือกตั้ง ส.ส. ที่ควรจะเป็น แผนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง สิทธิเสรีภาพที่ประชาชนควรจะมี และข้อจำกัดสิทธิที่ไม่เกินสมควรแก่เหตุ ช่องทางให้มีส่วนร่วมทางการเมือง หน้าที่ของรัฐในการจัดบริการสาธารณสุข สวัสดิการ การศึกษา จัดสรรทรัพยากร คุ้มครองความปลอดภัย ฯลฯ
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน จะถูกนำเสนอเข้าสู่สภา ซึ่งมี ส.ส. และ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องผ่านการพิจารณาด้วยขั้นตอนแบบใหม่ อาศัยเสียงจากผู้แทนครึ่งหนึ่งของสองสภารับรอง และประกาศใช้
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงจะสามารถพาประเทศไทยกลับสู่ระบบการปกครองที่ปกติ ไม่มีการสืบทอดอำนาจโดยคณะรัฐประหาร ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และมีช่องทางให้ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเองได้
.
ไอลอว์จึงเสนอไปยังผู้ที่กำลังทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยให้ช่วยกันพิจารณาข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดนี้ในฐานะหนทางหนึ่งที่จะกลับสู่ประชาธิปไตย หรือพัฒนาข้อเสนอชุดใหม่ขึ้นมา ด้วยความเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช. นั้น คือ อุปสรรคสำคัญสำหรับโอกาสที่อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ดูข้อเสนอเต็มๆ ได้ที่ https://ilaw.or.th/node/5564

[full-post]



การเมืองไทย ในกะลา

'โตโต้’ ลั่น เตรียม ‘มุ้งมิ้ง’ ทั่วประเทศ ชวนผู้พันเจี๊ยบแวะดู ถาม 'ประยุทธ์' บ่นเหนื่อย ใครขอให้อยู่
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนินนอก นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ จังหวัดกาฬสินธุ์, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และนายภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำนักเคลื่อนไหวทางสังคมเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ผู้ชูป้ายขณะ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไประยอง รวมตัวกันแสดงออกในฐานะประชาชนที่ไม่พอใจกับการกล่าวหาของ พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร นายทหารประจำ กรมยุทธการ ทบ. อดีตรองโฆษกกองทัพบก ต่อการชุมนุมโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก เพื่อต่อต้านเผด็จการ และ สนท. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายว่า เมื่อเวลา 16.30 น. มีนักศึกษา ประชาชนทยอยเดินทางมายังบริเวณหน้า กองบัญชาการกองทัพบก อย่างต่อเนื่อง โดยจับกลุ่มพูดคุยและล้อมวงนั่งบริเวณเกาะกลางถนนฝั่งตรงข้ามเวทีมวยราชดำเนิน เบื้องต้น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ นางสาว ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล โฆษกสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) เดินทางมาถึงและหารือถึงสถานที่จัดตั้งเวทีปราศรัย
17.46 น. นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ เดินทางมาถึง โดยกล่าวว่า ตนเตรียมวาดภาพผู้พันเจี๊ยบไว้ แต่ยังไม่ได้วาด
ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าว ยังมีการนำภาพนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ ที่ถูกบังคับขึ้นรถยนต์หายตัวไปจากหน้าที่พักในกรุงพนมเปญ กัมพูชา มาแขวนเรียงไว้บนเชือกฟางผูกระหว่างต้นมะขามหน้าประตูกองทัพบกอีกด้วย
บรรยากาศทั่วไปในเวลาประมาณ 18.00 น. เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย
ในตอนหนึ่ง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อดีตผู้สมัครส.ส. กาฬสินธุ์ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวว่า ตนอยากให้ผู้พันเจี๊ยบมาดูบรรยากาศการชุมนุมก่อนเรียกว่านี่คือม็อบมุ้งมิ้ง เพราะมีประชาชนมาร่วมประเมินแล้วราว 3,000 คน ที่ผ่านมาผู้พันเจี๊ยบมีหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ให้ทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งมี่ผู้พันเจี๊ยบในเฟซบุ๊กในประเด็นต่างๆนั้น อยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วย เช่น กรณีที่สอบถามว่า เหตุใดไม่รออีกเพียง 2 ปีครึ่ง ทั้งที่ 6 ปีที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในอำนาจมานาน มีการออกแบบกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มีกลไกที่ออกแบบเองเพื่อฉีกแล้วร่างใหม่ ไม่ให้แก้ไข เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ
“ผมเป็นผู้สมัคร สส. กาฬสินธุ์ บ้านเกิด แม้รู้ว่านั่นคือการเลือกตั้งที่ไม่ชอบมาพากล แต่ตราบใดที่มีช่องทางการขยับ ผมก็จะขยับ ส่วนที่บอกว่าที่ผ่านมาไม่มีใครถูกดำเนินคดี อยากถามว่า ทำไมจะไม่มี หลายคนก็โดน ผมก็โดน ทั้งยังมีการยุบพรรคการเมือง ให้อำนาจฝ่ายการเมืองของตัวเอง มีการอุ้มหาย นี่คือเหตุผลที่ต้องมาพูดในวันนี้ทั้งที่หลีกเลี่ยงการปราศรัยมาโดยตลอด” นายปิยรัฐ กล่าว
นายปิยรัฐ กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ไม่เคยตัดขาดจากอำนาจ ไม่ว่าจะเปลี่ยนเสื้ออย่างไร ก็คือคนเดียวกัน วันก่อนบอกเหนื่อย คำก็เหนื่อย 2 คำก็เหนื่อย ถามว่า แล้วจะอยู่ทำไม ใครขอให้อยู่ ตั้งแต่อยู่มา ประเทศมีอะไรดีขึ้นบ้าง หลังจากนี้ การชุมนุมของประชาชนจะเกิดขึ้นต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นอีก
https://www.matichon.co.th/politics/news_2274000[full-post]



Peace News

ลั่นไม่ทน มมส.ลุกชุมนุม 22 ก.ค.
ลูกพระจอม ปชต.รับสมัครการ์ด


พลัง นศ.ไม่ทนลามไปต่างจังหวัด มหาสารคามประกาศ “อีสานสิบ่ทน” นัดชุมนุมไล่รัฐบาล 22 ก.ค. ร้อยเอ็ดยังขยับ ลูกพระจอม ปชต.ประกาศรับศิษย์เก่าเป็นอาสาสมัคร ทีมรักษาความปลอดภัย สนับสนุนการชุมนุมของ ปชช.

เมื่อ 20 ก.ค. 2563 การเคลื่อนไหวของนักศึกษา ประชาชนลุกลามประกาศชุมนุมปลดแอกในหลายพื้นที่ โดยนักศึกษาทางภาคอีสาน ภาคเหนือ และใน กทม.ยังมีการเคลื่อนไหว ประกาศลั่นผ่านเชียลให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมด้วย

เพจเฟชบุ๊ก ลูกพระจอม ปกป้องประชาธิปไตย ขึ้นข้อความว่า ด่วน !! รับสมัครอาสาสมัคร –ทีมรักษาความปลอดภัย – ทีมงานฝ่ายเทคนิค สำหรับสนับสนุนการชุมนุมของประชาชน จากนักเรียน นักศึกษา และนักศึกษาอาชีวะ #สถาบันพระจอมเกล้าฯ ทั้งศิษย์เก่า และปัจจุบัน อายุไม่เกิน 35 ปี ในทุกสาขาวิชา โดยเฉพาะสาขาไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์ ไอที คอมพิวเตอร์
นอกจ่ากนี้ เพจเฟซบุ๊กของ แนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย - MSU Democracy Front ได้ประกาศโปรเตอร์ว่า “อีสานสิบ่ทน” พร้อมเชิญชวนมาร่วมชุมนุมเวลา 17:00 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคมนี้!! ที่ลานแปดเหลี่ยมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)
เพจแนวร่วม มมส.ระบุข้อความว่า ให้มันจบในรุ่นของเรา ถึงเวลาพี่น้องชาวอีสาน จะไม่ทนอีกต่อไป มาร่วมกันแสดงพลังของเราอีกครั้งหนึ่ง #สารคามเผด็จการบ่ต้อง
ขณะเดียวกัน สหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก ได้แถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรียกร้องให้ประชาชนหมดความอดทนมาร่วมชุมนุม โดยระบุว่า ถ้าพวกมึงไม่สู้ ก็จงอยู่อย่างทาส! #จงใส่เสื้อสีดำเพื่อตำหน้าเผด็จการ พกหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ เราไม่ทนกันอีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง!
เวลาไหนกันที่เราจะออกมาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป?
เวลาที่เพื่อนๆของคุณ ถูกจับไปทีละคนสองคน
เวลาที่พ่อแม่พี่น้องของคุณ อดอยากและแร้นแค้น
เวลาที่เขาปลูกฝังอำนาจนิยมบ้าๆ ลงในเวลาเรียนของลูกๆคุณ
ถ้ารอให้ถึงเวลานั้น มันอาจจะสายเกินไป เรารอมากว่า 80 ปีแล้ว จะต้องรอไปอีกนานซักเท่าไหร่กัน
เวลานี้เราไม่ทนอีกแล้ว! 17:00น. เป็นต้นไป 2 สิงหาคมนี้! มุ่งตรงไปยังลานหน้าบึงพลาญชัยร้อยเอ็ด ลุกขึ้นสู้กับต้นตอของปัญหา ถอนโคนเผด็จการที่ฝังรากลึกมายาวนาน โปรดสวมหน้ากากอนามัยและพกเจลล้างมือ! ปล.ของหวานราดกะทิอย่ามานะ!
สำหรับการเคลื่อนไหวในภาคเหนือนั้น มีการประกาศจาก คนลำพูนก็จะไม่ทนโว้ย โดยนัดชุมนุมวันศุกร์ที่ 24 เวลา 17.00น. ณ ลานอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี จ.ลำพูน
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวที่เริ่มลุกลามออกไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้นนั้น นับเป็นปรากฎการณ์สนับสนุนการชุมนุมของเยาวชนปลดแอก ที่ชุมนุมเป็นครั้งแรกที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา และมีประชาชน นักศึกษามาร่วมคับคักโดยปิดการจราจรของถนนราดำเนินทันที
ถัดจากนั้น วันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านม กลุ่มนักศึกษา ประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานีที่เรียกตัวเองว่า “คนอุบลฯ ไม่ทนเผด็จการ” จัดกิจกรรมด้านหน้าศาลหลักเมืองเพื่อให้กำลังใจกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ กรุงเทพฯ
การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสนับสนุนแนวทางของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่มี 3 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ 1) ยุบสภา 2) หยุดคุกคามประชาชน 3) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 19 ก.ค.ที่ผานมา ที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. มีนักศึกษาและประชาชนกว่าพันคน นัดชุมนุมแฟลชม็อบ #เชียงใหม่จะไม่ทน too หนุนข้อเรียกร้องกลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้แก่ รัฐบาลประกาศยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในช่วงท้ายกิจกรรม นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทบทวนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ก่อนชวนผู้ร่วมกิจกรรมชูสามนิ้ว แล้วประกาศยุติกิจกรรมในเวลา 18.30 น. โดยประกาศจะนัดหมายทำกิจกรรมอีก แต่ยังไม่ระบุวัน
PEACE NEWS
ติดตามPEACE NEWS ผ่านช่องทาง SOCIAL MEDIA ได้ที่
--------------------------------------------------------
Youtube : https://www.youtube.com/user/thaipeacetv
Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40xin4263v
Twitter : https://twitter.com/PeacenewsThai?lang=th
Peace News Page : https://www.facebook.com/PeaceNewsOfficial
Google+ : https://plus.google.com/u/0/+PEACETVTHAI





คุยกับ"นิธิ"จุดเปลี่ยนประเทศไทย แรงและเร็ว อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (ฉบับเต็ม): Matichon TV


คุยกับ"นิธิ"จุดเปลี่ยนประเทศไทย แรงและเร็ว อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (ฉบับเต็ม): Matichon TV

[full-post]



ประชาไท Prachatai.com

20.40 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ‪1. หยุดคุกคามประชาชน‬ ‪2. ประกาศยุบสภา‬ และ ‪3. เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ‬ พร้อมระบุด้วยว่า หากภายใน 2 สัปดาห์นับตั้งแต่นี้ หากไม่มีการตอบรับใด ๆ จากทางรัฐบาลเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการนี้ จะทำการยกระดับการชุมนุมต่อไป

ประกาศข้อเรียกร้อง 3 ประการ!

1. “ต้องประกาศยุบสภา” รัฐบาลสืบทอดอำนาจภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินและออกมาตรการ Lockdown ส่งผลให้มีคนตกงานและขาดรายได้เป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลก็มิได้เยียวยาอย่างถ้วนหน้าและทั่วถึง มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจโดยที่ไม่แยแสแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ปล่อยปละละเลยให้แขก VIP ที่มีเชื้อไวรัสเข้ามาในประเทศโดยที่ไม่ได้กักตัวซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อโอกาสที่จะมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่รอบ 2
ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อาจไว้วางใจให้รัฐบาลชุดนี้บริหารบ้านเมืองต่อไปได้ จึงขอยื่นคำขาดว่า นายกรัฐมนตรีต้องประกาศ “ยุบสภา” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและเปิดทางให้คนที่มีความรู้ความสามารถมาแก้ไขปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ

2. “หยุดคุกคามประชาชน” ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เราต่างก็หวังกันว่าประเทศไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนจะมีเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการชุมนุมโดยที่ไม่ถูกคุกคามและยัดข้อกล่าวหาหรือคดีความ แต่ความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่การคุกคามทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยายังคงดำเนินต่อไปแทบไม่ต่างจากเมื่อสมัยที่คสช.ยังมีอำนาจอยู่ เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ของเราถูกยัดคดีไปทีละคน ทีละคน มีการอ้างความมั่นคงเพื่อปิดปากประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม ดังนั้นเราจึงขอเรียกร้องให้หยุดคุกคามประชาชน ทั้งทางกายภาพ ทางจิตวิทยาตลอดจนการยัดข้อหาเพื่อดำเนินคดีรวมไปถึงให้รัฐสภายกเลิกกฎหมายที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย

3. “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” เรามีรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ โดยแรกเริ่มเดิมทีก็มีที่มาที่ไม่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว เพราะ คณะผู้ร่างไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน ผู้ที่รณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติก็ถูกคุกคามและยัดข้อหากันไปหลายคน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญก็เป็นไปเพื่อรักษาระบอบเผด็จการในคราบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น
- ส.ว.250 ยกมือโหวตให้หัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจ
- องค์กรอิสระ และศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดประชาชนและนักการเมืองที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจทั้งที่พูดถึงได้และพูดถึงไม่ได้
- ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมและบัตรใบเดียวที่บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน และทำให้เกิดรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็ง ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ รวมไปถึงการผุดของงูเห่าหรือผู้แทนราษฎรที่ทรยศต่อประชาชน
- นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอื่น ๆ อีกที่เป็นต้นตอปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนี้เป็นต้นตอของปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการจะปลดล็อกกุญแจดอกแรกที่จะนำพาประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยคำนึงถึงหลักการสิทธิมนุษยชนเป็นหลักและปราศจากการแทรกแซงของคนที่ประชาชนไม่ได้เลือก

หากภายใน 2 สัปดาห์นับตั้งแต่เราอ่านประกาศวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ หากไม่มีการตอบรับใด ๆ จากทางรัฐบาลเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการนี้ เราจะทำการยกระดับการชุมนุมต่อไป
เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ



ประชาไท Prachatai.com

“เราไม่กลัวประยุทธ์ เพราะมันไม่ใช่พ่อของเรา”
ภานุพงษ์ จาดนอก ขึ้นเวทีปราศรัยที่ อนุสาวรีบ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาจากระยองเพื่อไล่รัฐบาลประยุทธ์ แล้วย้ำว่าไม่กลัวพล.อ.ประยุทธ์ เพราะเขาไม่ใช่พ่อของพวกเรา
เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ระยองจริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่สองคน เเต่เป็นเพราะประเมินความเสี่ยงจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้าง พรก. ฉุกเฉิน จึงต้องรักษากำลังพลไว้
“เมื่อกลางวันก็มีหมายมาถึงที่บ้าน แม่บอกว่า ถ้าไม่ถึง 100 หมายไม่ต้องกลับบ้าน ถ้าท่านคิดว่าจะเอาหมายพวกนี้มาหยุดผมได้ ท่านคิดผิด คนอย่างผมเกิดหนเดียวตายหนเดียว แค่ชูป้าย การ์ดไม่ตกพ่อง ทำเป็นรับไม่ได้ ถ้ารับไม่ได้ไม่ต้องมาเป็นนายกฯ ลาออกไป”
ภานุพงศ์ ประกาศด้วยว่า ถ้าวันนี้เจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชน จะปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่กลับระยอง และคนจะออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนถนนเส้นนี้ไม่พอที่จะรวมคน พร้อมให้เจ้าหน้าที่ ที่แอบมองอยู่บนตึก ให้ออกมาแสดงตัวให้ชัดจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร



ประชาไท Prachatai.com

ไผ่ จตุภัทร์ ขึ้นปราศรัยย้ำหลัง รปห.-หลังเลือกตั้ง ไม่มีอะไรแตกต่าง ภารกิจคนรุ่นนี้คือขับไล่เผด็จการทหารเหมือนเดิม ซ้ำร้ายรัฐยังฉวยโอกาสช่วง Covid-19 ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ทั้งเหมือง เขื่อน โรงไฟฟ้า ทั้งที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน
จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในสมาชิกวงสามัญชน ขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมปราศรัยว่า สถานการณ์ทางการเทืองในเวลานี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากช่วงหลังรัฐประหาร เพียงแค่เปลี่ยนจากรัฐบาลประยุทธ์ 1 เป็นรัฐบาลประยุทธ์ 2
“วันนี้พวกเราออกมาคนเยอะมาก ทำให้เครืองเสียงไม่พอ คนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุดคือ เจ้าหน้าที่รัฐ แต่มาปิดกันการชุมนุม มันแสดงว่า ประเทศนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม พวกผลพวงเผด็จการออกไปให้หมด”
“วันนี้ผมไม่ฮานะครับ ผมจริงจัง ทุกวันนี้ชาวบ้านเดือดร้อน โควิดเข้ามา รัฐบาลสั่งประชาชนหยุดเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่รัฐกลับไม่หยุด และผลักดันโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ทั้งเหมือง เขือน โรงไฟฟ้า ซึ่งประชาชนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม”
“ถ้าเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ชีวิต และเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่พวกเขาไม่เชื่อ พวกคนมีอำนาจมันมีอยู่ไม่กี่คน แต่พวกเราประชาชนคนธรรมจะล้มเผด็จการทหารเอง นี่คือภารกิจของเรา เราไม่ต้องการเจอกับรัฐมนตรีแป้งมัน นาฬิกายืมเพื่อน ไม่ต้องการกระบวนการอยุติธรรม อยากให้พวกเราออกมากันให้มากขึ้น อย่าไปกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะนี่ไม่ใช่กฎหมายนับตั้งแต่มีการฉีกรัฐธรรมนูญเป็นต้นมา”





กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG

อย่าปล่อยให้คนหมดศรัทธาถูกทำให้เป็นคนบ้า อย่าปล่อยให้คนบ้า (อำนาจ) ได้เป็นรัฐบาล
.
9 กรกฎาคม 2563 ทิวากร วิถีตน ประชาชนคนธรรมดาผู้สวมเสื้อมีข้อความว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว แล้วนำไปตรวจรักษา​อาการทางจิตที่โรงพยาบาล​จิตเวช…
.
ก่อนหน้านั้น มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และจิตแพทย์มาตามตัวมารดาของทิวากรไปถามความเห็นและขอความยินยอมในการควบคุมตัวไปรักษา ซึ่งผู้เป็นมารดายอมให้ดำเนินการ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อทิวากรที่สุด
.
ภายหลังการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจค้นและยึดเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของทิวากรไปด้วย
.
จนถึงวันนี้ แพทย์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทิวากรมีอาการป่วยทางจิตเวชหรือไม่
.
แม้จะ (ยัง) ไม่มีการแจ้งข้อหา แต่เวลานี้ทิวากรต้องสูญเสียอิสรภาพ เสมือนถูกจำคุก โดยที่เจ้าหน้าที่นั้น ไม่รู้ว่าเอาอำนาจจากไหนมากระทำการเช่นนี้
.
ก่อนที่จะประกาศความรู้สึกของตัวเองผ่านข้อความในเสื้อ ทิวากรได้ติดตามการเมืองมาเป็นเวลานาน ได้เห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ได้เห็นชะตากรรมอันน่าเศร้าของผู้เห็นต่างทางการเมือง ได้เห็นว่าสิ่งใดบ้างที่เป็นปัญหาของประเทศนี้
.
นั่นทำให้เขาหมดศรัทธา และเลือกที่จะแสดงออก โดยชี้แจงความรู้สึกของเขาโดยละเอียดผ่านโพสต์ของเขาเอง
.
เขาคิดไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว
.
เขาไม่ได้เป็นบ้า
.
“คนไม่ศรัทธา” ไม่ใช่คนบ้า
.

.
คนบ้าตัวจริง คือคนที่ยึดครองอำนาจรัฐอยู่ในทุกวันนี้ และไม่ยอมปล่อยมันไปแม้ตัวเองจะไม่เหลือความชอบธรรมที่จะถือมันไว้แล้ว (หรือจริงๆ ต้องกล่าวว่าไม่มีตั้งแต่ต้น) พยายามใช้ทุกวิถีทาง ละเมิดทุกกฎเกณฑ์ บิดเบือนทุกหลักการ ทำร้ายทุกคน เพียงเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ
.
“คนบ้าอำนาจ” พวกนี้ต่างหาก ที่สมควรถูกนำไปพิพากษาโทษอย่างสาสม
.
https://www.tlhr2014.com/?p=18727
https://prachatai.com/journal/2020/06/88285
https://prachatai.com/journal/2020/07/88564
https://web.facebook.com/iLawClub/posts/10164109836690551
https://www.bbc.com/thai/thailand-53402728


ประชาไท Prachatai.com

ราว 17.00 น. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) กำลังจะเริ่มจัดกิจกรรม "แฮปปี้เบิร์ธเดย์แบบแปลกๆ" รำลึกวันคล้ายวันเกิดจอมพล ป พิบูลสงคราม

ในงานมีสแตนดี้จอมพล ป จะมีการแจกผัดไทยและกิจกรรมรำวง ก่อนเริ่มกิจกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งผู้ชุมนุมให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุจเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19






ขับเคลื่อนโดย Blogger.