คฑาวุธ คนเดิม 3/1/62

ประยุทธ์กับคสช.รู้มาแต่แรกว่าหมายกำหนดการจัด”พระราชพิธีสำคัญ”วางไว้วันที่ ๕ พค.มาก่อนนั้น ก็”หมกเม็ด”ไม่ยอมกำหนดวันเลือกตั้งให้แน่ชัด แล้ววางหมากให้กกต.ใช้เวลา ๒ เดือนในการนับคะแนนในหีบเลือกตั้ง กว่าจะรู้ผลใครได้เป็นสส. กว่าจะเปิดประชุมสภากว่าจะได้นายกคนใหม่ก็ตกประมาณวันที่ ๙ พค.ตั้งใจ จะให้ เลยกำหนดวันที่ ๕ พค. เพื่องัดมุกตุกติกหาช่องให้ ตัวเองยังลากยาวอยู่ในอำนาจ ในเก้าอี้นายกที่ยังมีม.๔๔ อยู่ในมือ และเป็นผู้รับสนองการจัดพิธีใหญ่.

ช่วงเคาท์ดาวน์ปีใหม่ บรรยากาศอ้อยอิ่ง ยังค้างคาว่าจะมีการเลือกตั้งกันหรือไม่ เพราะคสช.กลัวจะแพ้ ทำให้การรปห.ครั้งนี้จะต้องเสียของ อยากจะเลื่อนออกไป อีกเต็มแก่..มีการโยนหินถามทางว่าอาจจะขยับเลื่อนเลือกตั้ง ทำให้การเมืองร้อนแรง เดือดจัดยังกับ “หม้อไฟแป๊ะซะ”

หลังจากแสงอรุณแรกของวันขึ้นปีใหม่ มีประกาศฟ้าผ่า “ปักหมุด” กำหนดการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกลงมา.กำหนดให้จัดพิธี ๔-๖ พค.ตามกำหนดเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือเร่งให้ได้นายกจากการเลือกตั้งเร็วขึ้น.เห็นข่าวเล็กๆแว่บมาว่า กกต. จะต้องนับคะแนนเลือกตั้งในหีบให้เสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ไม่ใช่ ๖๐ วันอย่างที่วางหมากเอาไว้.. ก็เท่ากับจะต้องได้นายกก่อนกำหนดเดิมเร็วขึ้น ๑เดือน.ก่อนวันงาน ๕ พค.๖๒..โดยสำนักพระราชวังจะเป็นคนกำหนดทุกขั้นตอนของการจัดงาน..ที่อ้างว่าไม่มีที่ประชุมสภา ก็ได้รับอนุญาติให้ใช้สภาเก่าเป็นที่ประชุมไปก่อนได้!!

และที่ประยุทธ์มั่วนิ่มอ้างว่าต้องรอให้กกต. ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซะก่อน.ผู้มีอำนาจออกพรฎ.ก็คือ ครม.ของประยุทธ์ไม่ใช่กกต!!.แถกแถยังงัยก็หนีเลือกตั้งไม่พ้น!! ถ้าขืนเลื่อนนอกจากจะยิ่งแพ้ยับ.ชะตากรรมก็อาจจะพบจุดจบไม่ค่อยจะสวย!!

กำหนด ๒๔ กพ.๖๒ เป็นสัญญาประชาคมทั้งของไทยและของโลกไปแล้ว. อยากจะเลื่อนแทบตายก็ทำไม่ได้งานนี้จะเท่ากับเชิญต่างประเทศมา ๒ วาระซ้อน คือพิธีบรมราชาภิเษก กับมาแสดงความยินดีกับนายกกับรัฐบาลใหม่!!. ประยุทธ์ ”แรงกว่าฟ้า”หมดโอกาสเป็นคนจัดงานแต่กลัวว่าทักษิณจะมาเป็นคนจัดแทนเลยงัดลูกเล่น ”เชิญพระเทพ”มาเป็นปธ.จัดงานพระราชพิธีซะเลย...

เมื่อฟ้ายังฟ้าอยู่”เหนือฟ้ายังมีฟ้า”!!.จุดจบประยุทธ์กับคสช.มาถึง ตอนนี้จะขอยื้อเลือกตั้งซื้อเวลาหนีมะเร็งแค่๒-๓เดือน.หนทางในเกมเดิมพันสืบทอดอำนาจของประยุทธ์ก็ ริบหรี่ มีลมพัดเมื่อไรก็พร้อมจะดับสนิทได้ทันที!!!..



Posted: 01 Jan 2019 08:37 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-02 11:37


เดินหน้าโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจัดประชุมรับฟังความเห็น 3-5 มค. วางแผนรื้อ 13 แหล่งนิเวศน์สำคัญ-คอนผีหลง-เกาะคอนเอียน ขนหินถมร่องน้ำลึก ชาวบ้านร่วมค้านเต็มที่

2 ม.ค. 2562 จีระศักดิ์ อินทะยศ ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เปิดเผยว่าได้รับแจ้งว่า บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง เมเนจเมนท์ จำกัดจะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงในช่วงหลังปีใหม่ ระหว่างวันที่ 3-5 มกราคมนี้ หลังจากที่ประกาศเลื่อนการจัดเวที ซึ่งเดิมกำหนดเป็นวันที่ 12 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา ซึ่งเว็บไซต์ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค จ.เชียงราย ที่ได้โพสต์หนังสือแจ้งการจัดเวทีรับฟังความเห็นเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อผลการศึกษา ร่างมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ต่อโครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง แม่น้ำโขง เช่นเดียวกัน

จีระศักดิ์กล่าวว่า เนื้อหาในเอกสารประกอบการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนฯ ระบุว่า การปรับปรุงทางเดินเรือครั้งนี้เพื่อให้เรือขนาด 500 ตัน สามารถเดินเรือได้สะดวก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงร่องน้ำโขงให้มีความลึก 2.5 เมตร กว้าง 30และ 50 เมตร วงเลี้ยว 330 เมตร แนวทางในการปรับปรุงเกาะแก่งที่อยู่ในเขตประเทศไทยและลาว จำนวน 13 จุดคือ เกาะสามเหลี่ยมทองคำ เกาะบ้านแซว แก่งผาปืนตอนบนและแก่งผาปืน แก่งคอนผีหลง แก่งหาดห้วยลึก แก่งไก่ แก่งจงชัย (ช่องไซ) เกาะคอนเอียน เกาะปากน้ำห้วยยะ เกาะผาวู (ผาวัว) แก่งปากน้ำทิน และแก่งก้อนคำ โดยวิธีการขุดลอกหน้าดิน การย้ายหินที่อยู่บนผิวน้ำและอยู่ใต้น้ำ ด้วยการเจาะ และการระเบิดด้วยเครื่องเจาะแบบอัดลม และการก่อสร้างเขื่อนกันการพังทลายของเกาะ โดยเศษหินและตะกอนจะใช้การขนย้ายด้วยเรือท้องแบน ไปทิ้งบนพื้นที่ทิ้งที่บริเวณแอ่งน้ำลึกในแม่น้ำโขง ที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแต่ละบริเวณและพื้นที่ที่บนฝั่งทั้งในเขตไทยและลาว โดยพื้นที่มีคาดว่าจะมีการขุดลอกท้องน้ำแม่น้ำโขงมากที่สุดคือ บริเวณเกาะบ้านแซว ซึ่งระบุว่ามีความยาว 2,600 เมตร กว้าง 60 เมตร ระยะเวลาในการดำเนินการปรับปรุงร่องน้ำเดินเรือมีความยาวทั้งสิ้น 631 กิโลเมตร ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 60 เดือน โดยแบ่งเป็นการก่อสร้าง 48 เดือน และส่วนของการสำรวจร่องน้ำภายหลังการปรับปรุง และทดสอบการเดินเรือ 12 เดือน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2562 ชาวบ้านห้วยลึก ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ได้จัดทำบุญเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาบริเวณแม่น้ำโขง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ที่บริเวณท่าน้ำแม่น้ำโขงของบ้านห้วยลึก ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่ชายแดนไทย-ลาว ก่อนที่แม่น้ำโขงจะไหลเข้าสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว โดยชาวบ้านที่ทราบข่าวเกี่ยวกับการจัดเวทีรับฟังความเห็นโครงการระเบิดแก่งฯ ในครั้งนี้ต่างแสดงความกังวลใจต่อโครงการดังกล่าว


ทองไหล บัวไงเดช อายุ 52 ปี ชาวบ้านห้วยลึก กล่าวว่า โครงการระเบิดแก่งฯ จะทำให้เกิดปัญหาตลิ่งพังมาก ที่ดิน บ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงคงจะต้องพังไปเรื่อยๆ เพราะแก่งเป็นตัวช่วยชะลอน้ำ แหล่งหาปลาคงจะไม่มีแล้ว และคงจะไม่ได้กิน ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเดินเรือ มีแต่จีน พ่อค้าอย่างเดียวที่จะได้ประโยชน์ ชาวบ้านก็คงจะทุกข์ไปเรื่อย ไม่มีที่หาปลาเหมือนเดิม

พันธ์ กัญญาเดช ชาวบ้านห้วยลึก กล่าวว่า ถ้าเรายอมให้ระเบิดแก่ง ก็ถือว่าเป็นความเสียหายทั้งหมดทุกสิ่งอย่าง สูญเสียวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้าน “ขอคัดค้านเลย ไม่ให้ระเบิด สูญเสียที่อยู่ปลา ไก (สาหร่ายแม่น้ำโขง) แต่ก่อนเคยหาปลา 10 นาที ได้ปลามาเลี้ยงลูกเมีย แต่ตอนนี้ไปหา 4-5 ชั่วโมงกว่าจะได้ปลา เราไม่อยากทำลายสิ่งสำคัญของประชาชนตั้งแต่เหนือจรดใต้ แม่น้ำโขงเป็นชีวิตของประชาชน ประชาชนไม่ได้อะไรจากการระเบิดแก่งแน่นอน แค่การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนก็ส่งผลกระทบกับประชาชนแล้ว มีแต่นายทุนจะได้ประโยชน์จากการระเบิดแก่งครั้งนี้” ชาวบ้านห้วยลึก กล่าว

อนึ่งโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพานิชย์บนแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง หรือที่รู้จักกันว่า โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำโขงตอนบน ระหว่างเมืองซือเหมา ในมณฑลยูนนาน จีน ถึงเมืองหลวงพระบางในลาว แบ่งการพัฒนาเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 (พ.ศ.2558-2563) ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมของแต่ละโครงการ และได้รับการรับรองจาก 4 ประเทศ ได้แก่ จีน พม่า ลาว ไทย โดยจะปรับปรุงร่องน้ำโขงเป็นระยะทาง 631 กิโลเมตร จากชายแดนจีน-เมียนมาที่หลัก 243 ถึงหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อรองรับเรือ 500 ตัน พัฒนาท่าเรือสินค้า 3 แห่ง และท่าเรือโดยสาร 3 แห่ง และระยะที่ 2 (พ.ศ.2563-2568) ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมของแต่ละโครงการ และได้รับการรับรองจาก 4 ประเทศ มีการปรับปรุงร่องน้ำระยะทาง 259 กิโลเมตร จากซือเหมาถึงชายแดนจีน-เมียนมา ที่หลัก 243 ให้รองรับเรือ 500 ตัน และสร้างสะพาน Yunjinghong ขึ้นใหม่ และมีการพัฒนาท่าเรือสินค้าสำหรับเรือ 500 ตัน จำนวน 4 แห่ง ท่าเรือสินค้าสำหรับเรือ 300 ตัน และท่าเรือโดยสาร 9 แห่ง

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2559 ซึ่งได้เกิดการต่อต้านอย่างหนัก จนกระทั่งในเดือน ธ.ค. 2560 ดอน ปรมัตถวินัย ได้ประกาศว่ามีการชะลอโครงการ โดยระบุว่าเป็นของขวัญที่จีนมอบให้ชาวไทย

[full-post]


Posted: 01 Jan 2019 08:55 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-02 11:55


ประธาน กสม. ส่งหนังสือถึง “นายกฯ-ประธาน สนช.” หนุนปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ย รวม 10 ประเด็น เน้นทำให้สอดคล้องหลักการปารีส

2 ม.ค. 2562 วัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 14 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีสาระสำคัญคือการสนับสนุนให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ผลักดันให้มี “กฎหมายกลาง” ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่มากนัก และข้อพิพาททางอาญาในความผิดอันยอมความได้และความผิดลหุโทษซึ่งเป็นความผิดที่ไม่กระทบต่อส่วนรวม อันจะทำให้การไกล่เกลี่ยมีหลักการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ตลอดทั้งมีข้อเสนอแนะต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นรายมาตรา รวมทั้งสิ้น 10 ประเด็น

วัส กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 30 พ.ย. 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) รับหลักการในวาระแรกของร่าง พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. .... ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี กสม. ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและประธาน สนช. อีกครั้งเพื่อขอให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. .... ควรพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาใน 10 ประเด็นที่ กสม. เคยเสนอก่อนหน้านี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของปัจเจกบุคคลให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ภายใต้หลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์(Restorative Justice) ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่มุ่งนำมาใช้เสริมกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักให้คล่องตัว โดยพิจารณาผู้เสียหายที่แท้จริงและยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลและเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมด้วย

วัส ยกตัวอย่างถึงข้อเสนอแนะในร่างมาตรา 33 ข้อพิพาททางอาญาที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ตาม พ.ร.บ. นี้ควรกำหนดให้ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับการทารุณกรรมต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เป็นข้อพิพาททางอาญาที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ตาม พ.ร.บ. นี้ เนื่องจากผู้เสียหายมีสิทธิที่จะร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและมีกลไกการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความในศาลนั้น และมีมาตรการพิเศษอื่น ๆ ซึ่งมีความเหมาะสมกว่าการใช้กระบวนการทางอาญา เพราะสามารถกำหนดรูปแบบ วิธีการ และขั้นตอนที่มีลักษณะแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป โดยให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ รวมทั้งสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวไว้ได้ ประกอบการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว โดยให้รัฐเข้ามาดูแล ให้ความคุ้มครองและมีมาตรการพิเศษจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมได้เป็นอย่างดี

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการระงับข้อพิพาททางเลือก(Alternative Dispute Resolution : ADR) ที่นานาชาตินำมาใช้ยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม สามารถยุติปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผลของการระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยทำให้คู่พิพาทได้รับความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย การไกล่เกลี่ยจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ทำให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหาความขัดแย้ง เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในสังคม ลดงบประมาณแผ่นดิน และเสริมสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข” วัส กล่าว

ประธาน กสม. กล่าวด้วยว่า “หลักการไกล่เกลี่ย” เป็นอีกมาตรการสำคัญของการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางตามหลักการปารีส ซึ่งในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ได้ให้ความสำคัญและกำหนดหลักการนี้ไว้ในกฎหมายว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขณะที่พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติให้ กสม. มีอำนาจไกล่เกลี่ยในมาตรา 27 แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ไม่ได้มีการบัญญัติหลักการดังกล่าวเอาไว้เลย ทั้ง ๆ ที่ กสม.ชุดที่ 3 ได้มีข้อเสนอไปยังผู้เกี่ยวข้องให้บัญญัติหลักการไกล่เกลี่ยไว้ใน พ.ร.ป.กสม. แต่ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ

[full-post]

ทหารเกาหลีใต้ระหว่างการฝึกคอบบราโกลด์ที่หาดยาว จ.ระยอง เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2560 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Mass Communication Specialist 2nd Class Sarah Villegas/pacom.mil)


Posted: 02 Jan 2019 02:46 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-02 17:46


โคเรียไทม์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวรัฐบาลเกาหลีใต้ว่าว่า แผนนโยบายกลาโหมของเกาหลีใต้ฉบับล่าสุดในปี 2562 นี้จะเลิกระบุว่าเกาหลีเหนือเป็น "ศัตรู" โดยที่กระทรวงกลาโหมเกาหลีจะขยายนิยามของคำว่า "ศัตรู" เป็น "กองกำลังทุกรูปแบบที่คุกคามเกาหลีใต้คือศัตรู"

แผนนโยบายกลาโหมฉบับปี 2561 ที่จะเผยแพร่ในปี 2562 ภายใต้รัฐบาลมุนแจอินถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะเลิกระบุว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรูหลังจากที่ก่อนหน้านี้ในแผนนโยบายกลาโหมปี 2559 เกาหลีใต้ยังคงระบุถึงเกาหลีเหนือในฐานะประเทศศัตรูหลักๆ ของเกาหลีใต้ โดยที่รัฐบาลเกาหลีใต้บอกว่าเกาหลีเหนือจะถือเป็นศัตรูของเกาหลีใต้จนกว่าจะมีการยกเลิกการยั่วยุทางการทหาร

โคเรียไทม์รายงานเมื่อ 27 ธ.ค. ระบุว่าการเลิกระบุถึงเกาหลีเหนือในฐานะศัตรูเช่นนี้น่าจะเป็นความพยายามร่วมกันระหว่างสองประเทศคาบสมุทรเกาหลีในการลดความตึงเครียดทางการทหาร หลังจากที่ทั้งสองประเทศทำข้อตกลงกันไว้ในการประชุมซัมมิทครั้งล่าสุด หลังการประชุมในครั้งนั้นมีการถอนกำลังทหารที่ประจำอยู่ที่ป้อมแถบชายแดน 22 จุด

ในปฏิญญาพันมุนจอมซึ่งออกมาเมื่อเดือนเมษายน 2561 ระบุว่า ทั้งเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือตกลงร่วมกันว่าจะหยุดยั้งความเป็นปรปักษ์ต่อกันในทุกส่วนที่เป็นส่วนในการสร้างความตึงเครียดและความขัดแย้งทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดิน, อากาศ และทางทะเล"

เกาหลีใต้มีการระบุถึงเกาหลีเหนือว่าเป็น "ศัตรูหลัก" เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2538 หนึ่งปีหลังจากที่ตัวแทนจากเกาหลีเหนือขู่ว่าจะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็น "ทะเลเพลิง" ในช่วงที่มีการประชุมร่วมกันระหว่างสองประเทศ มาถึงในปี 2547 ภายใต้รัฐบาลโนมูฮยอน ก็มีการพูดถึงเกาหลีเหนือว่าเป็น "ภัยคุกคามทางตรงด้านการทหาร" แทนคำว่าศัตรู ก่อนที่จะกลับมาพูดถึงเกาหลีเหนือโดยใช้คำว่าศัตรูอีกครั้งในยุคอีมย็องบักและมีการระบุถึงเกาหลีเหนือในฐานะศัตรูตั้งแต่ครั้งนั้นมาจนถึงเมื่อไม่นานนี้

แหล่งข่าวประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวอีกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ได้ทำการพิจารณาร่างแผนนโยบายกลาโหมนี้แล้วและกำลังรอการอนุมัติจากรัฐมนตรีกลาโหม โดยจะมีการเผยแพร่ในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2562

เรียบเรียงจาก
Seoul to stop calling North Korea 'enemy' in defense paper, The Korea Times, 2018-12-27

[full-post]

ภาพจากเฟซบุ๊กสมาน ศรีงาม

Posted: 02 Jan 2019 03:22 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-02 18:22


พระสมาน ศรีงาม นำทีมสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ ยื่นหนังสือ กกต. ขอให้กำหนดวันเลือกตั้งหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชี้ไม่ควรเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงนี้ เนื่องจากอาจจะเกิดปัญหา แนะพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีความสำคัญสูงสุดกว่าสิ่งอื่นใด ย้ำการเลือกตั้งแบบเผด็จการไม่สร้างความสง่างามในช่วงพิธีสำคัญ

2 ม.ค. 2562 ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ นำโดย พระสมาน ศรีงาม ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการเการเลือกตั้ง (กกต.) โดยภิเศก อาจทวีกุล ทนายความประจำสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียกร้องต่อ กกต.ไม่ให้ออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากเห็นว่า การเลือกตั้ง การหาเสียง รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล จะส่งผลต่อบรรยากาศอันดีในการร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธี อันยิ่งใหญ่ ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 4 – 6 พ.ค.นี้ อีกทั้งเห็นว่าไม่ควรอย่างยิ่งในการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงนี้ เพราะจะเกิดปัญหาฉุกละหุก เนื่องงานพระราชพิธีดังกล่าวต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ครบถ้วน สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกถือว่ามีความสำคัญสูงสุดกว่าสิ่งอื่นใด

ผู้สื่อข่าวประชาไท รายงานเพิ่มเติมว่า เฟสบุ๊กสมาน ศรีงาม ได้โพสต์ แถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวด้วย โดยระบุว่า กกต. จะประกาศวันเลือกตั้งไม่ได้โดยเด็ดขาดก่อนที่จะมีงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะจะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายพระราชพิธี ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำลายความมั่นคงของชาติ ทำลายความรู้รักสามัคคี ขัดขวางทำลายการเตรียมการและบรรยากาศอันดีมั่นคงสงบเรียบร้อยเป็นอภิมหากุศลอย่างยิ่งมีเสถียรภาพในการจัดงานและการร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันยิ่งใหญ่สูงส่งสำคัญสูงสุดของชาติ ไม่ควรอย่างยิ่งในการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงนี้เพราะจะทำให้ตระเตรียมการจัดงานให้ยิ่งใหญ่สูงส่งสมพระเกียรติยศสูงสุดและไม่ให้เป็นการฉุกละหุกต้องมีความละเอียดประณีตสุขุมคัมภีรภาพถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์บริบูรณ์อย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้

สมาน ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งแบบเผด็จการเป็นการแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงแตกหักเอาเป็นเอาตายด้วยความกระหายในอำนาจอย่างหน้ามือตามัวระหว่างพรรคนักการเมืองต่างๆ และมีการถล่มโจมตีใส่ร้ายป้ายสีกันด่าว่าผรุษวาสอยาบคายเลวร้ายสะถุนต่ำทรามเป็นอัปมงคลที่สุดไม่เป็นกุศลอย่างยิ่ง อีกทั้งจะมีการต่อสู้กันในทุกรูปแบบด้วยวิชามารมากมายทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งกันไม่รู้จบ จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดี มีการทำม็อบวุ่นวายทั้งในและนอกประเทศ กกต.จะรับรอง ส.ส.ไม่ได้อย่างถูกต้องสะอาดบริสุทธิ์เที่ยงธรรม จะต้องลูบหน้าปะจมูกทำลวกๆรับรองส.ส.ไปก่อนเพื่อทำให้ประชุมสภาได้เช่นเดิม เพื่อประชุมสภาให้ได้ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ เพื่อตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อจัดงานพระราชพิธีให้ทัน รัฐบาลใหม่ขึ้นมายังไม่มีความคล่องตัวและยังไม่มีเสถียรภาพยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ จะต้องเตรียมการจัดพระราชพิธีทั้งด้านภายในประเทศและทั้งด้านต่างประเทศ ซึ่งงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้มีครั้งเดียวที่จะผิดพลาดบกพร่องไม่ได้เลยโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง

สมาน ระบุต่อว่า ถ้ามีการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีทำให้เกิดเหตุการณ์วิกฤติจลาจลนองเลือดมิคสัญญีกลียุครุนแรงเลวร้ายอะไรขึ้นโดยเป็นอุบัติเหตุไม่ได้คาดหมาย แล้วจะเกิดผลกระทบอันความเสียหายร้ายแรงต่อพระราชพิธีได้อย่างไม่อาจจะแก้ไขได้เลย ดังนั้น ด้วยข้อเท็จจริง ความจริงและความจริงแท้ดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงทำให้ กกต.จะประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่ได้เลยโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง เพราะ กกต.ไม่อาจจะรับประกันได้และไม่สามารถรับผิดชอบแก้ไขได้เลยอย่างสิ้นเชิงแม้แต่น้อย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือเป็น..”การเลือกตั้งแบบเผด็จการทำลายราชอาณาจักรทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อความแตกสามัคคี ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายสูงสุด(Supreme Law)ความมั่นคงของรัฐเป็นกฎหมายสูงสุดอันเป็นหลักนิติธรรม(Rule of Law) เพราะทำลายราชอาณาจักร ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความแตกสามัคคี ไม่เป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เป็นการเลือกตั้งแบบทุจริตคอร์รัปชั่นในตัวของมันเอง และไม่ใช่การเลือกตั้งของระบอบประชาธิปไตย หรือไม่ใช่การเลือกตั้งของอำนาจอธิปไตยของปวงชน เป็นการเลือกตั้งของระบอบเผด็จการรัฐสภา หรือเป็นการเลือกตั้งของอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อย กกต.และ คสช.ยังไม่ได้สร้างการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย และยังไม่ได้สร้างระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้สมาน ยังระบุถึง 4 เหตุผลที่ กตต. จะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วย โดยระบุว่า

1.เมื่อวันที่ 1 ม.ค.พ.ศ. 2562 สำนักพระราชวังได้ประกาศ.. “เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562” จึงทำให้เกิดสถานการณ์ใหม่ของประเทศคือ.. “สถานการณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”...!!! ซึ่งทำให้ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศและทั้งโลกมีความสุขปิติปราโมทย์อย่างยิ่งยวดโดยทั่วหน้ากันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อันเป็นอภิมหา ส.ค.ส.ปีใหม่ พ.ศ. 2562 ที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งที่สุดจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ได้พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งหลายโดยทั่วหน้ากัน แม้แต่ประชาชาติและประชาชนทั่วโลกก็มีความสุขความยินดีปราโมทย์อย่างยิ่งไปทั่วทั้งโลก อันทำให้เกิดสภาวะแห่งสันติภาพโลกถาวร(Lasting World Peace)แผ่ซ่านปกเกล้าปกกระหม่อมไปทั่วประเทศไทยและทั่วทั้งโลกอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงทำให้ปีใหม่ พ.ศ. 2562 หรือ ค.ศ. 2019 เริ่มปีแห่งสันติภาพโลกถาวร นั่นเอง ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 จึงทรงเป็นผู้นำสร้างสันติภาพโลกถาวร ที่ยิ่งใหญ่และสูงสูดของโลกยุคเปลี่ยนผ่านไปจากยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ไปสู่ยุคหลังประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้ประเทศไทยยกระดับขึ้นเป็นมหาอำนาจทางหลักการเป็นผู้นำโลก อย่างเป็นไปเอง

2. ทันทีที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศเรื่อง “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 พ.ค.พ.ศ. 2562” ต่อมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้แถลงการณ์เรื่อง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เตรียมสนองพระราชดำริให้สมพระเกียรติ” เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561 ได้แถลงว่า...

“ตามที่สำนักพระราชวังมีประกาศแจ้งว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณีความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักรให้เป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชนผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 นั้น....รัฐบาลได้รับทราบแล้วด้วยความยินดียิ่ง และบัดนี้เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้ร่วมกับพสกนิกรชาวไทยเตรียมการจัดงานสนองพระราชดำริและพระมหากรุณาธิคุณให้สมพระเกียรติตามพระราชประเพณี”

นับว่าเป็นการรับสนองพระบรมราชโองการอย่างถูกต้องและมีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่งยวด

3. ดังนั้น ทั้งรัฐบาล คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศอย่างถูกต้องแล้วว่า.. “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะต้องมาก่อนการเลือกตั้ง” และ “กกต.ไม่ได้ยืนยันการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562” ประเทศไทยจึงยังไม่มีสถานการณ์เลือกตั้งแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นสถานการณ์ปกติทั่วไป แต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราชโองการให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวันทันที่ 4 ถึงวันที่ 6 พ.ค. พ.ศ. 2562 จึงทำให้เกิดสถานการณ์ใหม่ของประเทศไทยขึ้นโดยทันที นั่นคือ..

“สถานการณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลก เลยทีเดียว ประชาชนทั้งประเทศและประชาชาติทั้งโลกมีความยินดีปรีดาปิติปราโมทย์เป็นอย่างที่สุด เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนทั้งโลก จึงทรงเป็น.. “มหาราชแห่งมหาชนของคนทั้งโลกโดยแท้”

4. ฉะนั้นเมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ได้ทรงมีพระบรมราชโองการอันยิ่งใหญ่และสูงส่งที่สุดในโลกนี้แล้ว จะต้องไม่มีสิ่งใดที่จะยิ่งใหญ่และสูงส่งที่สุดเช่นนี้อีกแล้ว หรือมาขวางหน้าหรือมาขั้นกลางต่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง นับแต่นี้ต่อไป เราคนไทยทั้งประเทศและประชาชาติทั้งโลกจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดและผนึกกำลังกันทุมเททุกสรรพสิ่งเพื่อตระเตรียมงานเพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้อย่างเต็มที่สุดชีวิตชีวาของเราทั้งหลาย ด้วยความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่งยวดยิ่งกว่าชีวิตของเราทั้งปวง

[full-post]


Posted: 02 Jan 2019 05:13 AM PST
Submitted on Wed, 2019-01-02 20:13 (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)


2 ม.ค. 2562 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมพนักงานสอบสวนเพื่อตามความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วและดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้นเพื่อมอบนโยบายแนวทางการทำคดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาโดยมีตัวแทนทหารฝ่ายความมั่นคงรวมมอบนโยบายด้วย

พล.ต..อ.ศรีวราห์ เปิดเผยถึงการดำเนืนคดีกับกลุ่มสหพันธ์รัฐไท หลังจากที่มีกระแสข่าวการปลุกระดมให้ประชาชนออกมาต่อสู้ทหารโดยบอกว่าเมื่อเดือนที่แล้วมีตัวแทนของกองทัพบกได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ฐานเป็นกบฏ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาแกนนำและผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่กระทำความผิดจำนวนหนึ่งซึ่งทางตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวแกนนำบางส่วนมาดำเนินคดีและนำตัวฝากขังเรียบร้อยแล้ว ยังเหลือแกนนำอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องขยายผลติดตามจับกุมต่อ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดของกลุ่มบุคคลดังกล่าวว่ามีจำนวนเท่าใดและมีความสำคัญอยู่ในระดับใดของกระบวนการเนื่องจากอยู่ในสำนวนคดี


ลืออุ้ม อ.สุรชัย ผู้ลี้ภัยหายจากที่พัก 12 วันแล้ว

ตร.เร่งหาเบาะแสคดีฆ่ายัดเสาถ่วงน้ำโขง - เมียไม่เชื่อเป็น 'สุรชัย แซ่ด่าน'

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวลือว่าพบศพของ สุรชัย แซ่ด่าน เสียชีวิตที่ จ. นครพนม ซึ่งเชื่อว่า สุรชัยเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสหพันธรัฐไท โดยส่วนตัวไม่สามารถระบุเจาะจงได้ว่านายสุรชัยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เนื่องจากพบผู้เสียชีวิตดังกล่าวอยู่ในอำนาจการติดตามคดีของ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. แต่อย่างไรก็ตามตนเองได้ตรวจสอบกับฝ่ายความมั่นคงซึ่งได้รับคำยืนยันว่าบ้านสุรชัย ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงน่าเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่


[full-post]


โลกโคจร รอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี และดวงอาทิตย์ ไม่ได้อยู่ตรงกลางพอดี 3 ม.ค. ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2562 ฝรั่งเรียกว่าตำแหน่ง Perihelion

------------------------------------------

ในทางดาราศาสตร์ จุดปลายระยะทางวงโคจร (อังกฤษ: apsis) หมายถึง จุดในวงโคจรของวัตถุที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือไกลที่สุดจากจุดศูนย์กลางมวลที่มันโคจรรอบ

จุดที่เคลื่อนเข้าไปใกล้จุดศูนย์กลางมวลมากที่สุด เรียกว่า จุดใกล้ที่สุด (periapsis หรือ pericentre) จุดที่เคลื่อนออกไปไกลที่สุดเรียกว่า จุดไกลที่สุด (apoapsis, apocentre หรือ apapsis) เส้นตรงที่ลากจากจุดใกล้ที่สุดไปยังจุดไกลที่สุด เรียกว่า line of apsides ซึ่งก็คือแกนเอกของวงรี หรือเส้นที่ยาวที่สุดภายในวงรีนั่นเอง

นอกจากนี้มีคำศัพท์เฉพาะอื่นๆ ที่ใช้เรียกจุดใกล้ที่สุดหรือจุดไกลที่สุดในการโคจรรอบเทหวัตถุบางชนิด จุดใกล้ที่สุดและจุดไกลที่สุดในการโคจรรอบโลก เรียกว่า perigee และ apogee ตามลำดับ จุดใกล้ที่สุดและจุดไกลที่สุดในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เรียกว่า perihelion และ aphelion ตามลำดับ




(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
ขับเคลื่อนโดย Blogger.