Posted: 29 Dec 2018 07:37 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-12-29 22:37


คอนน์ แฮลลินัน นักวิเคราะห์จาก FPIF วิเคราะห์การเลือกตั้งท้องถิ่นเขตชุมชนปกครองตนเองอันดาลูเซียในสเปนที่มีผู้แทนชิงชัยกัน 109 ที่นั่งในสภา แม้พรรคแนวร่วมฝ่ายขวาทั้งหมดได้ที่นั่งโดยรวมเกินครึ่งเล็กน้อย แต่พรรคฝ่ายขวาจัดก็แย่งที่นั่งมาได้ 12 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายกลางเสียที่นั่งในสภาไป 14 ที่นั่งและถือว่าทำได้แย่ที่สุดในการเลือกตั้งล่าสุดนี้ แฮลลินันวิเคราะห์ว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้

เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป การเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดที่เขตชุมชนปกครองตนเองอันดาลูเซียในสเปนสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายขวาอำนาจนิยมและเหยียดเชื้อชาติกำลังเริ่มได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น จนถึงขั้นทำให้พรรคสังคมนิยมแรงงานของสเปนหรือ PSOE ซึ่งเป็นพรรคซ้ายกลางที่มีอำนาจนำในเขตชุมชนตอนใต้แห่งนี้มาตลอด 36 ปี คะแนนร่วงจนสูญเสียที่นั่งไป 14 ที่นั่ง

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2561 พรรค Vox ซึ่งก่อนหน้านี้แทบจะไม่ได้คะแนนและไม่มีที่นั่งในสภาเลย กลับได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 11 และได้รับที่นั่งในสภา 12 ที่นั่ง พรรค Vox นี้เป็นพรรคที่หาเสียงด้วยจุดยืน "สเปนมาก่อน" มีแนวคิดกีดกันสิทธิสตรี ต้องการห้ามการทำแท้ง กีดกันผู้อพยพ และพยายามยกเลิกรัฐบาลส่วนท้องถิ่นของสเปน พรรค Vox พยายามต่อรองตัวเองให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลแนวร่วมฝ่ายขวาที่มีคะแนนของทุกพรรคฝ่ายขวารวมกันแล้ว 59 จากทั้งหมด 109 ที่นั่ง

โดยที่พรรคใหญ่ทั้งสองพรรคคือพรรค PSOE และพรรค PP (พรรคอนุรักษ์นิยม) ต่างเสียที่นั่งไปทั้งคู่ พรรคฝ่ายซ้ายท้องถิ่นอีกพรรคหนึ่งคือ อเดลันเต อันดาลูเซีย หรือ AA ได้ที่นั่งน้อยลง 3 ที่นั่ง แต่ถึงแม้พรรค PP จะได้คะแนนลดลงแต่เมื่อรวมกับพรรคแนวร่วมฝ่ายขวาอื่นๆ อีก 2 พรรคคือ ซิวดาดานอสและ Vox แล้วก็มีที่นั่งมากพอจะจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลได้ นอกจากนี้ยังถือว่าพรรค PSOE ทำได้แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา

อย่างไรก็ตามคอนน์ แฮลลินัน คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ Foreign Policy In Focus (FPIF) ระบุว่าถึงแม้ในเรื่องนี้จะชวนให้คนเอาไปเทียบกับกรณีของเยอรมนีและอิตาลีที่มีกลุ่มขวาจัดเข้าไปนั่งในสภาเพิ่มขึ้นแต่ก็มีบางเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะทำให้กรณีสเปนแตกต่างจากที่อื่นอยู่ด้วย

แฮลลินันระบุว่าสิ่งที่เหมือนกันในกรณีการผุดขึ้นของขวาจัดยุโรปเป็นเพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองแนวซ้ายกลางและขวากลางต่างก็สร้างความเจ็บปวดให้ผู้คนมาเป็นเวลานานจากที่พรรคซ้ายกลางต่างพากันสอดรับนโยบายของเสรีนิยมใหม่ที่ลดงบประมาณสวัสดิการประชาชน การเก็บภาษีแบบล้าหลัง และการทำให้ทรัพยากรสาธารณะกลายเป็นของเอกชน โดยอ้างว่าเป็นยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน

นอกจากนี้ในการเมืองสเปนยังมีปัญหาเรื่องที่บางทีฝ่ายซ้ายกลางกับขวากลางก็ทำตัวปะปนกันคล้ายกรณีในเยอรมนี เช่นพรรคสังคมนิยมในอันดาลูเซียเป็นพันธมิตรกับพรรคฝ่ายขวาอย่างซิวดาดานอส

อย่างไรก็ตามแฮลลินันมองว่าการผุดขึ้นของพรรคขวาจัดอย่่าง Vox ในสเปนหรือ AfG ในเยอรมนีไม่ได้หมายถึงว่ามีกระแสความนิยมต่อแนวทางแบบฝ่ายขวาแต่อย่างใด แต่มาจากการล่มสลายของพวกพรรคสายกลางมากกว่า เพราะไม่ว่าพรรคขวากลางหรือซ้ายกลางก็ทำได้แย่ทั้งคู่

แฮลลินันมองว่าเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้สมัคร ซูซานา ดิแอซ ผู้ที่ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคสังคมนิยมของตัวเองหนีห่างจากการที่เธอเปิดทางให้เกิดการโค่นล้มผู้นำพรรคโดยสายฝ่ายขวาของพรรคเมื่อปี 2559 ส่งผลให้ เปโดร ซานเชซ เลขาธิการพรรคในยุคนั้นลงจากตำแหน่ง เขาถูกโค่นล้มเพราะพยายามรวบรวมพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายซ้ายโปเดมอส แคว้นบาสก์ และกลุ่มที่ต้องการให้คาตาลุญญาเป็นอิสระ

หลังจากที่ซานเชซลงจากตำแหน่งกลายเป็นการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีอนุรักษ์นิยม มาริอาโน ราฮอย ตั้งรัฐบาลและผ่านร่างงบประมาณที่ตัดสวิสดิการประชาชน พรรค PSOE เองก็ต้องยอมคืนตำแหน่งให้ซานเชซ 7 เดือนหลังจากนั้น มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าในการเลือกตั้งล่าสุดนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 58.6 เท่านั้น รวมถึงมีจำนวนการโหวตงดออกเสียงและส่งบัตรเปล่ามากพอสมควร

อีกประเด็นหนึ่งคือกรณีการเรียกร้องอิสระจากกสเปนของชาวคาตาลุญญา ซึ่งพรรคฝ่ายซ้ายอย่างโปเดมอสมีท่าทีไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้และเอาตัวออกห่างจากความขัดแย้ง พรรคโปเดมอสมีท่าทีต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของคาตาลุญญาแต่พวกเขาก็บอกว่ามันควรจะอยู่ที่การตัดสินใจของชาวคาตาลันเอง

อย่างไรก็ตามในมุมมองของแฮลลินันแล้ว การที่โปเดมอสมีท่าทีตีตัวออกห่างจากประเด็นนี้เป็นช่องโหว่ให้พรรคฝ่ายขวาอย่างซิวดาดานอสเข้าไปแทรก โดยในขณะที่ขวากลาง PP ซึ่งนำโดยรัฐบาลราฮอยใช้กำลังตำรวจปราบปรามการทำประชามติในคาตาลุญญาเมื่อปี 2560 พรรคโปเดมอสแค่ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ขณะที่พรรค PSOE สนับสนุนจุดยืนของราฮอยถึงแม้ว่าจะแสดงความไม่สบายใจต่อการปฏิบัติการของตำรวจ แต่พรรคซิวดาดานอสก็แสดงการสนับสนุนความรุนแรงอย่างออกนอกหน้า

เอ็ดดูอาโด ลอเรนส์ สมาชิกคนสำคัญของพรรคซิวดาดานอสกล่าวอ้างว่ากลุ่มเรียกร้องอิสรภาพพยายาม "สร้างความแตกแยกในสังคม" และอ้างว่าการใช้ความรุนแรงต่อชาวคาตาลุญญาเป็น "สิ่งจำเป็น"

เรื่องที่พรรคหัวโบราณอย่าง Vox ได้รับความนิยมมากขึ้นนั้นทำให้เกิดกังวลว่าสเปนจะกลับเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการฟรานซิส ฟรังโก หรือไม่ อย่างไรก็ตามแฮลลินันมองว่าผีเผด็จการแบบฟรังโกนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงตามหลอกหลอนสังคมสเปนเสมอมา โดยพรรค Vox เองยังพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชากรกลุ่มที่ต่อต้าน "กฎหมายความทรงจำประวัติศาสตร์" ซึ่งเป็นกฎหมายพูดถึงความโหดร้ายของเผด็จการฟรังโกที่มีคนถูกสังหาร จับเข้าค่ายกักกัน และถูกเนรเทศหลายแสนคน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ Vox จะเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่มาก แต่พวกเขาก็ได้รับคะแนนเสียงจากการที่ออกสื่อมาก คะแนนเสียงจากโหวตให้ Vox มาจากย่านที่สนับสนุนพรรคขวากลาง PP เป็นทุนเดิมและเป็นกลุ่มชนชั้นที่ร่ำรวย โดยหลังจากการเลือกตั้งจบลงก็มีประชาชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนตามท้องถนนตะโกนคำขวัญขับไล่ "เผด็จการฟาสซิสต์ออกไป"

แฮลลินันระบุว่าฝ่ายขวาในยุโรปน่ากลัวและพวกเขาก็พยายามเสนอขายสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างการหยุดยั้งนโยบายรัดเข็มขัด ค่าแรงที่แน่นอน และการหยุดอำนาจบีบคั้นจากสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฝ่ายขวาเหล่านี้เข้าสู่อำนาจแล้วพวกเขาก็พร้อมจะบิดพริ้วไม่ยอมทำตามสิ่งที่โฆษณาไว้แบบเดียวกับที่พวกนาซีและฟาสซิสต์ทำไว้ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

บทความของแฮลลินันระบุอีกว่าการกำจัดฝ่ายขวาพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพวกนี้อาศัยเกาะกุม "ประชาธิปไตย" เป็นแค่เครื่องมือเข้าสู่อำนาจเท่านั้น อย่างไรก็ตามแฮลลินันก็มองว่าฝ่ายซ้ายในยุโรปก็ไม่ได้ถึงขั้นล้มเหลว ทั้งฝ่ายซ้ายและซ้ายกลางในยุโรปยังคงเป็นกำลังที่น่าเกรงขาม และนโยบายของฝ่ายซ้ายเหล่านี้เองก็ยังคงเน้นเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่าง การพูดถึงปัญหาการว่างงาน ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และปัญหาตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่อ่อนแอลง

แฮลลินันเสนอว่าเส้นทางชัยชนะของฝ่ายซ้ายควรจะหันมาเน้นแนวทางการปรับปรุงยุทธศาสตร์ตัวเองแบบที่พรรคแรงงานอังกฤษยอมรับแนวทางของเจเรมี คอร์บิน มาปรับใช้ คือการยกเลิกการทำให้ทรัพยากรสาธารณะกลายเป็นของเอกชน ปรับอัตราภาษีให้เป็นอัตราก้าวหน้า ลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข การเคหะ และโครงพื้นฐาน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งเสริมสหภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการคงอยู่ของมนุษยชาติอย่างจริงจัง





เรียบเรียงจาก

Spanish Elections Offer Another Lesson for the Left, Conn Hallinan, Foreign Policy in Focus, 20-12-2018

https://fpif.org/spanish-elections-offer-another-lesson-for-the-left/

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/2018_Andalusian_regional_election

[full-post]


Posted: 28 Dec 2018 03:38 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2018-12-28 18:38


แม่ไผ่ ดาวดินเผย ลูกชายมีคุณสมบัติของพักโทษได้แล้ว ทัณฑสถานพิเศษบำบัดจังหวัดขอนแก่นส่งเรื่องให้กรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณา ลุ้นจะพิจารณาเมื่อใด และจะปล่อยตัววันไหน

28 ธ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวประชาไท ได้รับแจ้งจาก พริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ว่า ทัณฑสถานพิเศษบำบัดจังหวัดขอนแก่นได้ยื่นหนังสือขอพักโทษของจตุภัทร์ เข้ามายังกรมราชทัณฑ์เพื่อเข้าสู่วาระพิจารณาของคณะพิจารณาการพักลงโทษของกรมราชทัณฑ์แล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2561 ไผ่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การขอพักโทษแล้ว โดยเป็นนักโทษชั้นดี และมีโทษเหลือไม่เกิน 1 ใน 5 ของโทษที่ถูกตัดสิน

ผู้สื่อข่าวประชาไท รายงานเพิ่มเติมว่า การพักโทษคือ การปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการคุมพฤติกรรม โดยผู้ที่จะสามารถขอพักโทษได้จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1.เป็นนักโทษเด็ดขาด หรือคดีสิ้นสุดแล้ว 2.หากเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม จะต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 3.หากเป็นนักโทษชั้นดีมาก จะต้องเหลือโทษไม่เกิน 1 ใน 4 4.หากเป็นนักโทษชั้นดี จะต้องเหลือโทษไม่เกิน 1 ใน 5 โดยมีขั้นตอนคือ 1.ผู้ต้องขังยื่นเรื่องขอพักโทษ เรือนจำและทัณฑสถานรวบรวมข้อมูลและเสนอความเห็น 2.ขั้นกรมราชทัณฑ์พิจารณาตัดสิน 3.ขั้นเรือนจำและทัณฑสถานดำเนินการปล่อยตัวเพื่อคุมประพฤติ

สำหรับจตุภัทร์ ถูกตัดสินจำคุกในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชการที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai โดยเขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559 ได้ไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ทำให้ในวันที่ 15 ส.ค. 2560 เขาตัดสินใจรับสารภาพว่า ได้แชร์บทความดังกล่าวจริง ศาลขอนแก่นพิจารณาให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน โดยเริ่มนับโทษตั้งวันแรกที่เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ปัจจุบันเหลือกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 5 ของโทษจำคุกตามคำพิพากษาแล้ว

ทั้งนี้จตุภัทร์ ได้ส่งข้อความจากผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมในวันนี้ด้วยว่า "ประเทศเรามีปีใหม่แบบสากล แต่ประชาธิปไตยตกต่ำไม่เป็นสากล เลือกตั้งจบลงก็คงเหมือนเดิม"


เกี่ยวกับ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน

‘ไผ่ ดาวดิน’ หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษาและนักกิจกรรมที่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในภาคอีสาน ในช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไผ่และเพื่อนเคยชู 3 นิ้วพร้อมใส่เสื้อที่เรียงกันเป็นข้อความว่า “ไม่เอารัฐประหาร” ต่อหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช.ที่สนามหน้าศาลากลาง จ.ขอนแก่น

ในปีต่อมาไผ่และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาดาวดินก็ได้จัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี รัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ก่อนที่จะลงมาร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ชุมนุมต่อต้าน คสช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ จนเป็นเหตุให้ถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีและถูกจับขังอยู่ในเรือนจำ

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ไผ่ และกลุ่มกิจกรรมใน ม.ขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพฯ เพื่อรณรงค์เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นประชามติ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จนถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง หน.คสช. หลังจากนั้นไผ่และเพื่อนอีก 1 คนยังได้ไปแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ ที่ จ.ชัยภูมิ จนเป็นเหตุให้ถูกแจ้งข้อหากระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี

เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่ทำให้ไผ่ถูกจับกุมและดำเนินคดีช่วงหลังรัฐประหาร ซึ่งนับรวมการจับกุมและดำเนินคดีในครั้งนี้ถือได้ว่าไผ่ถูกจับกุมทั้งหมด 5 ครั้ง และถูกดำเนินคดี 5 คดี

ในส่วนคดีของนายจตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน เกิดจากการเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 โดย พ.ท. พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ มณฑลทหารบกที่ 23 จากการที่จตุภัทร์ ได้แชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ซึ่งมีผู้แชร์บทความดังกล่าวประมาณ 2,800 ครั้ง แต่มีจตุภัทร์เพียงคนเดียวที่ถูกจับกุมดำเนินคดี โดยในวันที่ 3 ธ.ค. 2559 จตุภัทร์ ถูกจับกุมตัวที่จังหวัดชัยภูมิ ขณะกำลังร่วมขบวนธรรมยาตรา กับพระไพศาล วิสาโล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น

ต่อมาในวันที่ 4 ธ.ค. 2559 ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ โดยทนาย พร้อมนายประกันได้ยื่นหลักทรัพย์ 4 แสนบาท และให้เหตุผลไว้ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า จตุภัทร์ เป็นผู้ต่องหาคดีการเมืองอยู่ 4 คดี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งในวันที่ 8 ธ.ค. ผู้ต้องหามีสอบเป็นวิชาสุดท้าย หากไม่ได้เข้าสอบวิชาดังกล่าวจะส่งผลให้เขาเรียนไม่จบตามหลักสูตร ศาลจึงพิจารณาให้ประกันตัว

ต่อมาในวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้นัดพิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหา ได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว จึงสั่งให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ทั้งยังเห็นว่านายประกัน ซึ่งเป็นบิดา ไม่ได้ทำการห้ามปราบการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลได้มีคำสั่งกำชับให้นายประกัน, ผู้ต้องหาให้มาศาลตามนัด ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ พยานหลักฐานในคดี หรือก่อความเสียหายใดๆ หลังปล่อยตัวชั่วคราว หากผิดนัด ผิดเงื่อนไข ศาลอาจถอนประกันและอาจไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอีก และภายหลังปล่อยตัวชั่วคราว ได้ความจากทางไต่สวนว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ในสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา กับทั้งผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ทั้งผู้ต้องหายังมีแนวโน้มจะกระทำการในลักษณะเช่นนี้ต่อไปอีก ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีอายุ 25 ปี ย่อมรู้ดีว่า การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล จึงฟังได้ความตามคำร้องว่า ผู้ต้องหาได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายภายหลังการปล่อยตัวชั่วคราว ประกอบกับนายประกันผู้ต้องหาไม่ได้กำชับหรือดูแลให้ผู้ต้องหาปฏิบัติตามเงื่อนไขศาลที่มีคำสั่ง จนก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว จึงให้เพิกถอนสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา หมายขังผู้ต้องหา ตรวจคืนหลักประกันให้นายประกัน

ต่อมาวันที่ 10 ก.พ. 2560 ศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าว พร้อมไต่สวนคำให้การของจตุภัทร์ โดยเขาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และพร้อมที่จะสู้คดี โดยในวันนั้นศาลได้ใช้อำนาจสั่งขังเขาต่อไประหว่างการพิจารณาคดี และได้นัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 21 มี.ค. 2560 ทั้งนี้อัยการโจทก์ได้ระบุในคำฟ้องด้วยว่า

"อนึ่ง หากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งและเทิดทูนของประชาชน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี"

ทั้งนี้จตุภัทร์ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัด จังหวัดขอนแก่น มาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559 โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หลังจากเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ทนายความเข้ายื่นอุทธรณ์ เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดขอนแก่นลงวันที่ 21 มี.ค. 2560 ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ และได้มีการยื่นประกันตัวอีกครั้งเพื่อวันที่ 8 พ.ค. 2560 แต่ศาลยังคงยืนยันคำสั่งเดิม

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รายงานว่า ในคดีนี้ อัยการจังหวัดขอนแก่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจตุภัทร์ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ 301/2560 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 (3) โดยจตุภัทร์ให้การปฏิเสธ และศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 3-4, 15-17 ส.ค. 2560 สืบพยานจำเลยในวันที่ 30-31 ส.ค. และ 5-7 ก.ย. 2560 ในชั้นสอบสวน จตุภัทร์เคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเวลา 18 วัน แต่ถูกถอนประกันจากการที่ยังโพสต์แสดงความเห็นในโซเชียลมีเดีย หลังถูกถอนประกัน ทนายความได้ยื่นประกันจตุภัทร์ รวม 9 ครั้ง และอุทธรณ์รวม 2 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวอีกเลย
[full-post]



Posted: 28 Dec 2018 10:08 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-12-29 01:08


ตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน ได้นัดหมาย กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรม พร้อมเพื่อนอีก 1 ราย ให้ไปรับโทรศัพท์มือถือคืน หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจยึดมือถือของทั้งสองคนไว้ตรวจสอบ ขณะที่กาณฑ์ได้ไลฟ์ถ่ายทอดสดการดำเนินการย้ายอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ขอบคุณภาพที่ไร้อนุสาวรีย์ฯ โดย May Poonsukcharoen บันทึกเมื่อเวลา 12.31 วันที่ 28 ธ.ค.2561

29 ธ.ค.2561 จากกรณีเมื่อกลางดึกคืนวานนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีกระบวนการย้ายอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรืออนุสาวรีย์ปราบกบฏบวรเดช 2476 ตั้งอยู่กลางบริเวณวงเวียนหลักสี่ ย่านบางเขน กทม. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารควบคุมสถานการณ์บริเวณดังกล่าว พร้อมการกักตัวประชาชนรวมทั้งผู้สื่อข่าวบางสำนักที่พยายามเข้าไปบันทึกเหตุการณ์การย้ายอนุสาวรีย์ฯ ดังกล่าวนั้น โดยหนึ่งในผู้ถูกกักตัวคือ กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ขณะเข้าไปบันทึกเหตุการณ์เคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ฯ ดังกล่าว ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวขณะถ่ายทอดสด และลบวิดีโอคลิปดังกล่าวด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. เวลา 9.33 น. กาณฑ์ โพสต์เฟสบุ๊คว่า ตนกลับถึงบ้านปลอดภัยดี แต่โทรศัพท์ยังถูกยึดอยู่ จนกระทั่ง 20.13 น. ที่ผ่านมา เขาโพสต์เฟสบุ๊คอีกว่า ได้รับโทรศัพท์คืนแล้ว

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเพิ่มเติมว่า เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน ได้นัดหมาย กาณฑ์ พร้อมเพื่อนอีก 1 ราย ให้ไปรับโทรศัพท์มือถือคืน หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจยึดมือถือของทั้งสองคนไว้ตรวจสอบ และเมื่อทั้งสองคนได้รับโทรศัพท์มือถือคืนแล้ว จึงได้เดินทางกลับในเวลาประมาณ 19.30 น.

พบอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญหายไปจากวงเวียนหลักสี่ ไม่ทราบอยู่ไหน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการระบุสาเหตุว่าการไลฟ์ถ่ายทอดสดการเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น “น่าจะใช้ข้อมูล ภาพในโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่อาจก่อให้เกิดภัยต่อความมั่นคง ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายได้” พร้อมทั้งได้ทำการตรวจยึดโทรศัพท์ทั้งสองเครื่อง และลบภาพการเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ออกจากโทรศัพท์ จากนั้นจึงปล่อยตัวทั้งสองคน พร้อมนัดหมายให้มาพบอีกครั้งในเวลา 18.00 น.

เมื่อทั้งสองคนได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางเขนอีกครั้งตามนัดหมาย ได้พบกับพันตำรวจเอกอำนาจ อินทรศวร ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยก่อนเจ้าหน้าที่จะคืนโทรศัพท์ให้ทั้งสองคน ตำรวจได้ขอให้ทั้งสองเปิดมือถือตรวจสอบอีกครั้งว่ามีการติดต่อพูดคุยเพื่อล้มล้างใดๆ หรือไม่ เมื่อทั้งสองคนยินยอมให้มีการตรวจสอบและไม่พบการกระทำความผิดใด เจ้าหน้าที่จึงได้คืนโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องให้

อย่างไรก็ตามระหว่างการสอบถาม พ.ต.อ.อำนาจ ได้ปฏิเสธไม่ให้ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมกระบวนการ โดยอ้างว่ายังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา จึงไม่จำเป็นต้องมีทนายความ หากทนายความไม่ออกจากห้องสืบสวนจะไม่ยอมดำเนินการใดๆ


[full-post]

Posted: 28 Dec 2018 11:00 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-12-29 02:00



รายงานของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum - WEF) ระบุว่าต้องใช้เวลาอีก 202 ปี จึงจะไม่มีช่องว่างในที่ทำงานระหว่างชายและหญิงทั่วโลก ‘ไอซ์แลนด์’ มีความเท่าเทียมระหว่างเพศอันดับดีที่สุด ‘ไทย’ อันดับที่ 73 ของโลก จาก 149 ประเทศ ด้าน ‘Equileap’ สำรวจบริษัท 3,000 แห่งในหลายภาคธุรกิจ จัดอันดับ 200 บริษัทส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ พบบริษัทที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศน้อยที่สุดคือ บริษัทด้านพลังงาน-บริษัทด้านอุตสาหกรรม-บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์

28 ธ.ค. 2561 รายงาน The Global Gender Gap Report 2018 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum - WEF) ที่ออกเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ทำการสำรวจประเด็นความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ 149 ประเทศ ใน 4 ด้าน ประกอบด้วยการศึกษา สาธารณสุข การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ และการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง

ข้อค้นพบที่สำคัญในรายงานฉบับนี้คือ แม้เรื่องความต่างระหว่าค่าจ้างชายหญิงปี 2561 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 แต่ช่องว่างระหว่างเพศในมิติอื่นๆ กลับห่างขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ เพราะสัดส่วนสตรีในแวดวงการเมืองและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษาลดลงมาก โดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาอีก 108 ปี จึงจะไม่มีความไม่เท่าเทียมทางเพศในทุกด้าน แต่หากเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมในที่ทำงานต้องใช้เวลาอีก 202 ปี

และหากแยกเป็นรายภูมิภาคพบว่าทวีปยุโรปตะวันตกจะลดช่องว่างระหว่างเพศในภาพรวมทั้งหมดได้ภายใน 61 ปี เอเชียใต้ 70 ปี ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 74 ปี ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง 124 ปี แอฟริกาที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮารา 135 ปี ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 153 ปี อเมริกาเหนือ 165 ปี เอเชียและแปซิฟิก 171 ปี

โดยประเทศที่มีความเท่าเทียมระหว่างเพศมากที่สุด 10 อันดับแรกได้แก่ 1.ไอซ์แลนด์ 2.นอร์เวย์ 3.สวีเดน 4.ฟินแลนด์ 5.นิคารากัว 6.รวันด้า 7.นิวซีแลนด์ 8.ฟิลิปปินส์ 9.ไอร์แลนด์ และ 10.นามิเบีย ส่วน 10 ประเทศรั้งท้ายได้แก่ 140.เลบานอน 141.ซาอุดิอาระเบีย 142.อิหร่าน 143.มาลี 144.สาธาณรัฐประชาธิปไตยคองโก 145.ชาด 146.ซีเรีย 147.อิรัก 148.ปากีสถาน 149.เยเมน

ในปีนี้นามิเบียสามารถไต่อันดับขึ้นมาถึงอันดับ 10 เพราะมีจำนวนผู้หญิงในรัฐสภาเพิ่มขึ้น ส่วนแอฟริกาใต้ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 19 มีความก้าวหน้ามากขึ้นด้านการสร้างความเท่าเทียมทางการเมืองแก่ผู้หญิง แต่พบว่าระดับความเท่าเทียมทางค่าจ้างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเลวร้ายลงเล็กน้อย ส่วนประเทศที่น่าสนในอื่นๆ ได้แก่อันดับ 51.สหรัฐอเมริกา 75.รัสเซีย 95.บราซิล 103.จีน 110.ญี่ปุ่น และ 115.เกาหลีใต้ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยอยู่อันดับที่ 73 ลดลงจากอันดับที่ 40 ในรายงานที่จัดทำครั้งแรกเมื่อปี 2549 โดยในผู้มิภาคเอเชียและแปซิฟิกพบว่า 10 อันดับดีที่สุด ได้แก่ 7.นิวซีแลนด์ 8.ฟิลิปปินส์ 26.ลาว 39.ออสเตรเลีย 58.มองโกเลีย 67.สิงคโปร์ 73.ไทย 77.เวียดนาม 85.อินโดนีเซีย และ 88.พม่า

นอกจากนี้ยังพบว่าสัดส่วนผู้หญิงที่กำลังทำงานมีน้อยกว่าชาย อาจเป็นเพราะการใช้ระบบอัตโนมัติ (AI) กระทบต่องานที่เดิมเป็นงานของผู้หญิง รวมทั้งมีผู้หญิงน้อยมากในภาคที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นซึ่งต้องใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรม และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics - STEM) โดยเฉพาะงานด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่มีผู้หญิงเพียงร้อยละ 22 ช่องว่างนี้สูงกว่างานที่ต้องใช้ทักษะเทคโนโลยีอื่นๆ ถึงสามเท่า

สำนักข่าว VOA ได้สัมภาษณ์ชาเดีย ซาฮิดี หัวหน้าทีมผู้เขียนรายงานนี้กล่าวกับ VOA ว่าสหรัฐฯ ร่วงลงไปหลายอันดับเนื่องมาจากความเท่าเทียมทางโอกาสทางเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังขาดความเสมอภาคทางการเมือง ส่วนในประเด็นการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ตัวบ่งชี้ที่แย่สำหรับสหรัฐฯ คือรายได้โดยประมาณ กล่าวคือยังมีช่องว่างค่อนข้างกว้างมากระหว่างรายได้ของผู้หญิงในสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับรายได้โดยเฉลี่ยของผู้ชาย และในประเด็นความเท่าเทียมทางการเมืองระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย สหรัฐฯ ติดอันดับที่ 98 ในโลก และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมาก

ซาฮิดีระบุว่าสหรัฐฯ ทำคะแนนด้านการเพิ่มขึ้นของโอกาสทางการเมืองของผู้หญิงเพียงแค่ประมาณร้อยละ 12.5 เท่านั้น ถือว่าต่ำกว่าระดับเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 22.3 แต่รายงานฉบับนี้ไม่ได้รวมเอาผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีนักการเมืองผู้หญิงได้รับการเลือกตั้งมากขึ้นเข้าไว้ด้วย
จัดอันดับ 200 บริษัทส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ พบบริษัทที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศน้อยที่สุดคือ บริษัทด้านพลังงาน-บริษัทด้านอุตสาหกรรม-บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์




10 อันดับแรกที่ติด 200 อันดับดัชนี Equileap Gender Equality Global Report and Ranking 2018 ของ Equileap

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ต.ค. 2561 ดัชนี Equileap Gender Equality Global Report and Ranking 2018 ของ Equileap ที่ได้จัดอันดับบริษัทชั้นนำ 200 แห่งในประเด็นของความเป็นผู้นำที่ใส่ใจเรื่องความเสมอภาคทางเพศ โดยเป็นดัชนีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักลงทุนมีฐานการตัดสินใจจากเกณฑ์มาตรฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นการเงิน

ในการจัดอันดับดังกล่าว Equileap ได้สำรวจบริษัท 3,000 แห่งในหลายภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยใช้หลักการวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อปฏิบัติในการส่งเสริมสตรีของสหประชาชาติ (United Nations' Women's Empowerment Principles) โดยพิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินใน 19 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เช่น ความเสมอภาคในเรื่องของอัตราจ้าง โอกาสสำหรับความก้าวหน้าในวิชาชีพ ความเสมอภาคทางเพศในเรื่องของผู้รับเหมาช่วง นโยบายการลาเพื่อครอบครัว และโปรแกรมต่อต้านการละเมิดทางเพศ รวมถึงการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

ข้อค้นพบของดัชนีนี้ที่น่าสนใจได้แก่

- บริษัท 200 แห่งที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ เฉลี่ยแล้วมีผู้บริหารระดับสูงร้อยละ 34 ซึ่งสูงกว่าการจัดอันดับเมื่อปี 2560 ที่ร้อยละ 30

- จากการสำรวจบริษัทใน 23 ประเทศ พบว่าบริษัทในออสเตรีย, ญี่ปุ่น และไอร์แลนด์ ไม่ติดอันดับบริษัท 200 แห่งที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศเลย

- ในภูมิภาคอาเซียนมีแค่บริษัทจากสิงคโปร์เท่านั้นที่ติดอันดับบริษัท 200 แห่งที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ

- 3 อุตสาหกรรมที่ติดอันดับบริษัท 200 แห่งที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศมากที่สุดคือ บริษัทด้านการสื่อสารคมนาคมร้อยละ 32 บริษัทด้านการเงิน ร้อยละ 27 และบริษัทด้านสาธารณูปโภค ร้อยละ 21

- 3 อุตสาหกรรมที่ติดอันดับบริษัท 200 แห่งที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศน้อยที่สุดคือ บริษัทด้านพลังงาน ร้อยละ 6 บริษัทด้านอุตสาหกรรม ร้อยละ 9 และบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 11

[ful-post]


Posted: 27 Dec 2018 04:25 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-27 19:25

ค่ำวันที่ 25 ธันวาคมหรือวันคริสต์มาสปีนี้ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง หรือ กอฟ เปิดการแสดงสดที่ถนนข้าวสาร เธอเดินกลางถนน ตะโกนนับเลขแต่ละก้าวดังลั่น ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่งุนงงกันพอสมควร บางจังหวะก็หยุดแล้วนั่งลงเฉยๆ เป็นพักๆ บนตัวเธอมีหมึกเขียนกลางหลัง Released but still Locked Up for 10 Years

ระหว่างนั้นจะมีเพื่อนๆ ของกอฟซึ่งเป็นทั้งนักศึกษา นักวิชาการ อดีตผู้ต้องขัง ถือป้ายข้อความภาษาอังกฤษที่อธิบายว่าผู้เคยต้องโทษในไทยแม้จะพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวแล้วก็ยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองหลายอย่าง ไม่ว่าจะป็นสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. สิทธิในการร่วมกันดําเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง ฯลฯ ตามพรป.พรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2560


ในมือของพวกเขามีกล่องใส่ลิปสติกหลากสีเชื้อเชิญให้คนที่ผ่านไปมาร่วมนำลิปสติกไปวาดบนตัวนักแสดง วาดอะไรก็ได้ที่รู้สึก และโดยเฉพาะให้ผู้ชมกำหนดเองว่า อดีตนักโทษควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองกี่ปี

กอฟเล่าว่า โดยส่วนตัววันคริสต์มาสเป็นวันที่เธอชอบ เป็นวันที่มีความหมายกับตัวเองตั้งแต่เด็กและอยากระบายพลังของตัวเองออก ประกอบกับอึดอัดและเบื่อกับเรื่องเลือกตั้ง เพราะมันเป็นเกมที่ถูกล็อคไว้แล้วแทบจะในทุกทาง ที่สำคัญ อดีตนักโทษนั้นขาดสิทธิหลายประการ ไม่เหมือนประชาชนทั่วไป

“อดีตนักโทษไม่มีสิทธิเสนอนโยบาย สมัครสมาชิกพรรคยังไม่ได้เลย ยอมเจ็บยอมตายยอมติดคุกไปเท่าไร แต่พอเห็นความหวังว่าจะทำอะไรสักหน่อยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านระบบเลือกตั้งแม่งก็ทำไม่ได้อยู่ดี เลยอยากจะตั้งคำถามว่า พวกกูเมื่อไหร่จะทำได้ กูต้องรออีกนานเท่าไร ปล่อยออกมาแล้ว ความผิดจบแล้ว ให้สิทธิคืนไม่ได้หรือไง ให้กาบัตรเลือกตั้งได้อย่างเดียวเหรอ”

“งานแสดงนี้ไม่ได้จะระดมมวลชน ไม่ใช่การประท้วง ไม่ใช่แม้แต่แอคชั่นก่อกวนรัฐบาล เราไม่ได้ทำแบบนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปคาดหวังตั้งคำถามอะไรกับรัฐบาลนี้ และไม่ได้อยากตั้งคำถามกับคนเสื้อแดงด้วย เราแค่อยากเจอมนุษย์คนอื่น อยากสบตาคนอื่น อยากเห็นคำตอบจากคนอื่น เราก็เลยคิดว่าเลือกพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ควบคุมอะไรไม่ได้ คนไม่รู้จักเรา เราไม่รู้จักพื้นที่นั้น”



“ทำสองอย่างคือ เรื่องนักโทษหญิงกับสิทธิทางการเมืองของอดีตนักโทษ ตัวลิปสติกคือสัญลักษณ์ของผู้หญิง มันเหลือน่ะ ไม่อยากทิ้งอยู่ในกล่อง และมันสื่อสารเรื่องได้ดี มันเล่าเรื่องโดยตัวของมันเอง เลยเอามาผสมกับสิทธิทางการเมือง ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเอาลิปสติกมาเขียนบนตัวเราได้”

“มันยากอยู่เหมือนกัน ในฐานะนักแสดง เราไม่สิทธิพูดหรืออธิบาย เราทำแค่นับเลขไปเรื่อยๆ บางคนเราไปประจันหน้ากับเขาแล้วเขาก็ตกใจ เด็กแม่งก็มองคนบ้าหรือเปล่า คนพากันมองอย่างประหลาดใจ เราก็จะไม่นิยามว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ความประหลาดใจมีช่องว่างให้คนได้เข้าไปอธิบาย แต่ทีมงานมีน้อย ไม่เพียงพอ บางคนก็ยังงงอยู่เลยว่ากอฟชวนกูมาทำอะไร (หัวเราะ)”

“ตอนเราหยุดจะมีช่องว่างสำหรับการอธิบาย แล้วเราตั้งคำถามว่าควรจะตัดสิทธิทางการเมืองของอดีตนักโทษเท่าไร ฝรั่งบางคนก็ตกใจเพราะบ้านเขาไม่มีกฎหมายแบบนี้ บางคนบอกว่าฉันยังให้ความเห็นไม่ได้ ต้องศึกษาก่อน แต่ฝรั่งมีส่วนร่วมดี เขาเดินเข้ามาถามเลย คนไทยจะไม่ค่อยกล้า เขาไม่เรสปอนซ์กับร่างกายเราแต่จะใช้วิธีโพทะนาต่อ เรียกเพื่อนมาฟังการอธิบาย อีกอันที่ประทับใจคือ กระเทยกับเด็กผู้หญิงที่มาด้วยกัน เขาเดินผ่านไปแล้ว แล้วเดินกลับมา เค้าพูดกัน น้องผู้หญิงถามว่า “มึงเขียนเท่าไร” “กูให้สาม” “งั้นกูให้สามด้วย” คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเชื่ออยู่ว่านักโทษไม่ควรจะมีสิทธิเลย ให้พ้นโทษมาซักสามสี่ปีก่อน”

กอฟระบุด้วยว่า จะทำการแสดงนี้ในพื้นที่ปิดอีกครั้งอาจเป็นหอศิลป์หรือห้างสรรพสินค้า เน้นกลุ่มเป้าหมายคนไทยและอธิบายโจทย์ให้ชัดเจนให้คนดูได้ขบคิดจริงๆ เพื่อดูกระแสความคิดของคนในสังคม

ทั้งนี้ ภรณ์ทิพย์ เป็นนักกิจกรรมทางสังคมและเป็นนักแสดงละคร เธอทำละครสะท้อนสังคมการเมืองมายาวนาน และทำงานกับเด็กเป็นส่วนใหญ่ ภรณ์ทิพย์และปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักแสดงอีกคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 112 จากกรณีมีส่วนร่วมในละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่าที่จัดแสดงในงานรำลึก 14 ตุลาเมื่อปี 2556 ต่อมาวันที่ 30 ต.ค.2556 เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบัน มีการจัดประชุมสมาชิกเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่อยู่อาศัย หลังรัฐประหาร 2557 ไม่นานภรณ์ทิพย์และปติวัฒน์ถูกจับกุมและดำเนินคดี ทั้งคู่ถูกพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน หลังออกจากเรือนจำเธอและเพื่อนๆ เปิดตัวกลุ่ม Fairly Tell ทำกิจกรรมทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง


[full-post]

ซ้ายไปขวา: อัครพงษ์ ค่ำคูณ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ประวิตร โรจนพฤก

Posted: 27 Dec 2018 05:17 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-27 20:17



ชวนสื่อถกเถียงเส้นจริยธรรม สาธารณะไม่ได้อะไรจากการเผยภาพ-คลิป เนื้อหาเพศสัมพันธ์ สื่อร่วมในกลไกสร้างความหวาดกลัว สังคมเห็นอกเห็นใจสะท้อนการเรียนรู้ คนข่าวต้องตั้งหลักเรื่องหน้าที่ ในวันที่บทบาทโซเชียลมีเดียแย่งชิงพื้นที่

27 ธ.ค. 2561 มีเดีย อินไซด์ เอาท์ จัดวงเสวนาหัวข้อ “สื่อกระพือเรื่องฉาว: ความล้าหลังทางการเมือง” สืบเนื่องจากกรณีที่มีการปล่อยคลิปของนักการเมืองและนักกิจกรรมออกมาในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการ (บ.ก.) หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโสจากข่าวสดอิงลิชเป็นผู้ร่วมเสวนา ดำเนินการเสวนาโดยอัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

ชวนสื่อถกเถียงเส้นจริยธรรม สังคมไม่ได้อะไรจากการเผยภาพ-คลิป เนื้อหาเพศสัมพันธ์

สุภลักษณ์ตอบคำถามทางจริยธรรมว่าควรเผยแพร่ข่าวการร่วมเพศหรือไม่ว่า สำหรับเขาแล้วคนมีเพศสัมพันธ์กันนั้นไม่เป็นข่าว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันอยู่แล้ว ถ้ามีข้อโต้แย้งว่า แล้วถ้าเป็นเซ็กซ์ของบุคคลสาธารณะ สังคมควรรู้ ก็จะตอบว่าแล้วการมีเซ็กซ์เช่นนั้นมีผลต่อประโยชน์สาธารณะเสมอไปหรือไม่ ถ้าเซ็กซ์นั้นไม่มีผลประโยชน์อันเกี่ยวเนื่องกับสาธารณะ หรือตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ยืนยันไม่ได้ในบัดดลก็จะเกิดความคลุมเครือขึ้น เช่นนักการเมืองมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นซึ่งเราทึกทักว่าอาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง เช่น การจารกรรม เซ็กซ์เช่นนั้นมีนัยกับสาธารณะ แต่ถ้าเอาเรื่องนี้เป็นข้อพิจารณาก็ยังต้องคิดว่า เพศสัมพันธ์ควรเป็นกิจกรรมที่ถูกเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่ควรมีภาพการร่วมเพศกันออกมาในที่สาธารณะ ไม่ว่าในกรณีใด เพราะจะกลายเป็นการทำให้เสพภาพเพื่อความบันเทิง ลืมข้อความทางการเมือง ไม่ได้พิสูจน์อะไรมากไปกว่าคนสองคนกำลังมีเพศสัมพันธ์กัน

เซ็กซ์ที่พึงจะเป็นข่าวก็คือกรณีการละเมิดทางเพศ หรือการข่มขืนก็เป็นเรื่องหลักที่ควรรายงานให้โลกรู้ สื่อควรทำอย่างไม่ลังเล ตนได้มีการถกเถียงกับนักข่าวว่า ต่อให้ทั้งสองเป็นนักการเมืองและนักกิจกรรม แต่ก็ยังไม่มีความคุ้มค่าพอจะพิสูจน์ว่าเซ็กซ์นั้นมีผลประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร

ที่ถกเถียงกันก็คือเรื่องผลประโยชน์สาธารณะอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นจากเรื่องเพศสัมพันธ์ ที่นึกออกก็คือเพศสัมพันธ์ที่ผิดบาป (sinful sex) อย่างเช่นเสพเมถุน ตรงนั้นอาจเอาหลักศาสนา จารีต ประเพณีมาจับว่านั่นเป็นการเล่นชู้ เป็นการล่วงประเวณีที่ผิดศีลธรรม อันนั้นสื่ออาจจะรายงานการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่แม้กระนั้น จุดยืนของเขาก็คิดว่าพึงละเลยการบรรยายเนื้อหา หรือเผยแพร่ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวออกไปในพื้นที่สาธารณะ เพราะเราทึกทักได้ว่าเขาจะทำอะไรกัน นักข่าวมักเถียงว่าถ้าไม่มีหลักฐานแล้วคนอ่านจะเชื่อไหม ก็ต้องเล่นภาพด้วย คำถามคือภาพนั้นถูกนำมาใช้เพื่อพิสูจน์เรื่องหรือเพื่อขายภาพกันแน่ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน เช่น กรณีนักบวชเสพเมถุนก็ควรมีภาพเพื่อพิสูจน์ว่าถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่ถ้าเคร่งครัดกับหลักปฏิบัติก็ไม่ควรทำซ้ำเนื้อหานั้น อาจจะพยายามอธิบายด้วยการเบลอภาพ หรือไม่จำเป็นต้องมีภาพด้วยซ้ำ

ศุกลักษณ์กล่าวต่อไปว่าไม่เห็นประเด็นทางการเมืองในเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นอย่างตรงไปตรงมา นอกจากว่ารัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองกำลังใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่ซ้อนกันอยู่ว่า ถ้าคนทำเป็นรัฐก็ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวมาก เซ็กซ์เป็นเรื่องรื่นรมย์ก็จริงอยู่ แต่การถูกเปิดเผยแบบนั้นเป็นการทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์เสื่อมเสียลงไป สังเกตจากหัวข่าวได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่เสียหายที่ควรตรวจสอบและประณามในฐานะเป็นเรื่องที่ต่ำทราม

รัฐโดยเฉพาะรัฐเผด็จการนั้นสอดส่องพฤติกรรมประชาชนตลอดเวลา แต่เรื่องการสอดส่องความเป็นส่วนตัวในปัจจุบันก็มีความคลุมเครือมาก คนจำนวนมากยินยอมเปิดความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย เช่น เลี้ยงแมวสีอะไร กินอะไรก็เอามาโพสท์ อยู่กับใครก็โพสท์ นักข่าวกระแสหลักก็อาจจะเอามาเล่นกัน เช่น เอาภาพ เอาโพสท์มารายงาน ถ้าบอกว่าละเมิดความเป็นส่วนตัวแล้วคุณโพสท์ทำไม นั่นก็ถือว่าละทิ้งความเป็นส่วนตัว สถานการณ์แบบนี้ก็เอื้อกับสื่อ แต่รัฐก็ใช้ด้วย ความเป็นส่วนตัวมันมีเส้นแบ่งไม่มาก สิ่งหนึ่งคือเรื่องความยินยอมที่จะให้คนอื่นล่วงเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวซึ่งปัจจุบันเหลือน้อยมาก คนที่มีพฤติกรรมแบบเรียกร้องความสนใจ (exhibitionist) จะถูกสื่อใช้ประโยชน์มาก แต่การอ้างเอาสิทธิส่วนบุคคลมาปิดเรื่องอื้อฉาวนั้นไม่ได้ บ.ก. จากเดอะ เนชั่นยกตัวอย่างกรณี #Metoo ที่ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศออกมาเปิดโปงการถูกล่วงละเมิดในทั่วโลก ในกรณีเช่นนี้จะเอาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมาปกป้องพฤติกรรมฉาวไม่ได้ เช่น ข้าราชการลวนลามทางเพศแล้วจะมาอ้างเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ สื่อจะกระโจนเข้าไปเล่นในฐานะเหยื่ออันโอชะ

สุภลักษณ์เสนอแนะต่อการรายงานข่าวว่า ในกรณีที่เป็นกิจการส่วนตัว สำนักงานสื่อแต่ละที่ควรอภิปายอย่างจริงจังและตรงไปตรงมาว่าเรื่องราวนั้นมีคุณค่าใดๆ ต่อสาธารณชนหรือไม่ ไม่ว่าจะด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ศีลธรรมหรือกฎหมาย หากสังคมไม่ได้อะไรจากเพศสัมพันธ์นั้นก็ไม่ควรถูกเปิดเผย

ต่อคำถามที่ว่า การสมสู่ของบุคคลสาธารณะมีนัยทางการเมืองหรือไม่ สุภลักษณ์คิดว่า ตัวกิจกรรมนั้นอาจจะไม่บอกอะไรมาก แต่ความสัมพันธ์แบบนั้นอาจนำมาซึ่งอะไรทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ก็มีกรณีที่คนรัก ชอบพอกันอาจมีมุมมองทางการเมืองต่างกันได้ คนใช้เรื่องทางเพศเพื่อหวังผลทางการเมืองก็เป็นไปได้ แต่ว่าต้องการการพิสูจน์อย่างยิ่ง และพิสูจน์ยากว่าการมีเพศสัมพันธ์เพียงหนึ่งครั้งจะเปลี่ยนอุดมการณ์ทางการเมือง มีอามิสสินจ้างทางการเมืองหรือสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจริงจนต้องรายงานข่าวกิจกรรมบนเตียงหรือไม่ คนรายงานเรื่องนี้มีภาระที่ต้องพิสูจน์อย่างยิ่ง
สื่อร่วมในกลไกสร้างความหวาดกลัว สังคมเห็นอกเห็นใจสะท้อนการเรียนรู้

อุบลรัตน์กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเพราะว่าเป็นการเมืองที่ล้าหลัง เป็นการเมืองเรื่องอื้อฉาวที่สื่อมีส่วนร่วมสร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมการเมืองและสิทธิสตรี ในปีที่มีการทบทวนสิทธิสตรีหลายด้าน และสื่อยังตีประเด็นความสัมพันธ์ส่วนตัวของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองที่ทั้งคู่ยืนอยู่ในสปอตไลท์ของสังคมอยู่เสมอๆ

เรื่องอื้อฉาวในทางการเมืองที่เห็นเป็นธรรมดาในอุตสาหกรรมสื่อก็จะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน การกระทำผิดต่ออำนาจหน้าที่ ซึ่งถ้าหากลองยกตัวอย่างที่ผ่านมา การซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือที่แพงเกินจริง ใช้งานไม่ได้ เรือเหาะที่เหาะไม่ค่อยจะได้ การตัดสินของ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ป.ป.ท. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ที่ไม่ตรงไปตรงมา แต่กรณีที่คุยวันนี้คือเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ ที่เธอเห็นว่าเป็นเรื่องเกินเลยและไม่เข้าข่ายเรื่องอื้อฉาวปกติ และผู้ถูกล่วงละเมิดออกมาระบุว่า เรื่องเกิดขึ้นมาพักใหญ่ แต่ทำไมเรื่องมาเปิดเผยตอนนี้ เหมือนพยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

นักกิจกรรมผู้ถูกล่วงละเมิดก็เป็นคนที่กล้าหาญ ทำให้ใครก็ตามที่มองเธออยู่รุ้สึกกริ่งเกรง ลักษณะแบบนี้ ผู้หญิงที่ไม่กลัวใครแบบนี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยไม่เคยเจอ ในขณะที่เรามองเห็นความล้าหลังจากผู้อาวุโสทางการเมืองไทยที่ขาดไร้ซึ่งมารยาทและวัฒนธรรมสากล ขนาดไทยไปลงนามใน ICCPR (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง) ที่ให้มีสิทธิความเป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติ ตอนแรกคิดถึงเรื่องปาปารัซซี่ แต่ว่านั่นมีต้นกำเนิดจากข่าวบันเทิงที่ไปตามถ่ายภาพดาราเพื่อไปนำเสนอ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องเกินเลย ข้อมูลที่ออกมาน่าจะมาจากการซ่อนกล้องไว้ในห้องพักและการบันทึกภาพหน้าที่พัก เธอนึกถึงหนังสือเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลที่เขียนว่า “พี่ใหญ่จับจ้องคุณอยู่” ไม่มีมุมไหนที่จะพ้นจากการจับจ้องสายตา ไม่คิดว่าจะเกิดมาในสังคมแบบนั้น พอมาเจอกรณีนี้ก็ร้องอ๋อว่า พี่ใหญ่กำลังกระทำการแบบนี้อย่างน่าสยดสยอง แล้วยังเอาไปเผยแพร่ให้คนอื่นในสังคมหวาดกลัว เลิกท้าทาย และสื่อมวลชนได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เกิดความหวาดกลัวในสังคมเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่เราคาดหวังว่าจะเสรีและยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ติดลบตั้งแต่เริ่มแล้ว

อดีตอาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ยังกล่าวอีกว่าภาพของการมีเซ็กซ์ไม่ใช่ข่าว ไม่ใช่ประเด็น แต่จะมีประเด็นอื่นๆ ที่ควบคู่กันมา ที่หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นข่าว อย่างประโยชน์ของการปล่อยคลิปนี้คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมต้องเป็นบางแบรนด์ที่เผยแพร่อย่างกว้างขวาง สนุกสนาน โซเชียลมีเดียมีส่วนในการเผยแพร่ข่าวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การถกเถียงในเรื่องนี้ก็สะท้อนว่ากระแสข่าวนั้นไม่อื้อฉาวนัก ความสนุกสนานเบื้องแรกไม่กี่วันกำลังจะแป้ก เพราะเสียงที่ไม่เฮฮาด้วยนั้นเยอะขึ้น เจ้าทุกข์เองก็จะไปแจ้งความเพราะว่าเสียหาย มีผู้คนแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจ สะท้อนว่าสังคมไทยก็เรียนรู้อะไรมาเยอะ การชกใต้เข็มขัดแบบนี้ทำให้ตั้งคำถามว่าจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองจมหายไปหรือไม่

อุบลรัตน์ยังกล่าวว่า การเปิดเผยภาพความสัมพันธ์ของคู่กรณีต่อสาธารณะว่า มีมารยาทของนักข่าวเมื่ออยากจะเปิดเผยเรื่องหนึ่งๆ อยู่ แต่คำถามก็คือว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน อย่างกรณีอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน (ที่มีกรณีอื้อฉาวทางเพศกับโมนิกา ลูวินสกี ผู้ฝึกงานในทำเนียบขาว) ก็มีแค่ภาพงานอำลาการฝึกงานทีทำเนียบขาว ที่ถ่ายให้เห็นใกล้ๆ ให้เห็นสายตาของเขา มันมีมารยาทของนักข่าวที่อยากเปิดเผยเรื่องหนึ่ง แต่เส้นอยู่ตรงไหน ภาพที่ควรถูกเปิดเผยมีแค่ไหน ประโยชน์สาธารณะมีหรือไม่
คนข่าวต้องตั้งหลักเรื่องหน้าที่ ในวันที่บทบาทโซเชียลมีเดียแย่งชิงพื้นที่

นิธินันท์คิดว่าสื่อไม่ได้มีหน้าที่ประจานมนุษย์ งานสื่อคือหน้าที่นำความจริงที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีงามให้เป็นที่ปรากฏ ไม่ใช่นึกสนุกหรือมุ่งประจานศัตรู ไม่เห็นด้วยที่จะเอาเรื่องทางเพศหรือเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่ แต่ถ้าทำในแง่กรณีที่หม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล) เขียนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชามีการพูดคุย เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มธุรกิจก็ถือว่าทำได้และต้องทำ แต่ถ้านักการเมือง ก นอนกับนักการเมือง ข แล้วยังไม่พิสูจน์ว่ากิจกรรมที่ทั้งสองมีร่วมกันมีผลเสียอย่างไรต่อประเทศ มนุษย์ สังคมหรือโลก ก็ไม่เหมาะสมที่จะรายงาน ในส่วนข่าวนั้นคิดว่าเสนอได้ แต่ไม่ควรนำเสนอภาพของการร่วมเพศ ต่อให้คนนั้นเป็นศัตรูของประชาชนอย่างร้ายกาจก็ไม่ควร ถ้าเป็นสื่อสาธารณะก็มีหน้าที่มากไปกว่าการกระชากหน้ากากในลักษณะนั้นถ้าหากไม่มีคุณค่าใดกับประชาชนนอกเหนือจากความบันเทิง สื่อต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะทำงานแบบไหน อย่างไร

ประวิตรกล่าวว่า แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นคนปล่อย ใครเป็นคนถ่ายคลิปดังกล่าว แต่ก็ตั้งสมมติฐานอย่างที่โพสท์เฟซบุ๊คไว้หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวของนักรณรงค์หญิงคนนั้นที่มีต่อพรรคเพื่อไทยถูกตั้งคำถามได้ วันนี้ก็ได้เห็นแล้วว่าเมื่อนักกิจกรรมคนนั้นมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกี่ยวข้องพรรคเพื่อไทย โดยสำนักข่าวแนวหน้าได้รายงานในข่าวออนไลน์ว่า นักกิจกรรมหญิงท่านนี้ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การปลดป้ายหาเสียงว่า 'โบว์'ข้องใจ! ป้ายหาเสียง'เพื่อไทย'ถูกปลด สะท้อนต้องการ'ล้าหลัง-ล้มเหลว-ถดถอย-สิ้นหวัง'อยู่หรือไม่? ซึ่งก็เกิดคำถามในคอมเมนท์ในลักษณะตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์นักกิจกรรมเช่นกัน

นักข่าวอาวุโสข่าวสดอิงลิชกล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจสื่อกระแสหลักที่ตัดสินว่าอะไรจะเป็นข่าวไม่เป็นข่าว (Gatekeeper) ก็ลดลงไปมหาศาล จากการเข้ามาของโซเชียลมีเดีย แต่ก็มองว่าประชาชนและคนใช้โซเชียลก็มีสิทธิกำหนดเรื่องที่สนใจ ที่เป็นห่วงคือบรรยากาศของสื่อและสังคมไทยที่มองว่าใครก็ตามที่ตั้งคำถาม อย่างที่เขาเคยถามพรรคอนาคตใหม่เรื่องจุดยืนต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 คือการตั้งใวางยา แต่คิดว่าหน้าที่สื่อไม่ใช่การทำการประชาสัมพันธ์ ถ้ามีคำถามที่พึงตั้งเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ควรถาม เพราะปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ก็เคยทำงานในประเด็นมาตรา 112 มาก่อน

ประวิตรเห็นว่าเรื่องที่สังคมไทยที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ยังไปไม่ไกลคือการเหยียดในประเด็นอัตลักษณ์ทางเพศ และท่าทีพึงพอใจเมื่อมีเรื่องอื้อฉาวของอีกฝั่งออกมา เป็นเรื่องที่ต้องมีการคุยและถกเถียงกันเพื่อหาบรรทัดฐานกันอีกมาก


Posted: 27 Dec 2018 05:45 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2018-12-27 20:45


นศ.ม.อุบลฯ ยื่นหนังสือให้ กกต.ยโสธร ตรวจสอบกรณีสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแลกบัตรสวัสดิการฯ ขณะที่หนุ่มโพสต์คลิปเผยถูกเวียนถ่ายภาพบ้าน เผยแจ้ง ตร.เข้าตรวจสอบแล้ว

27 ธ.ค. 2561 ความคืบหน้ากรณีผู้ชื่อเฟสบุ๊ค ‘จูเนียร์ผู้ที่เป็นชาวไซยา ถล่มดาวเบจิต้า และไปดาวนาเม็ก’ โพสต์วิดีโอขณะเข้าไปต่อว่า โดยอ้างว่าบริเวณดังกล่าวเป็นจุดเก็บตกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมระบุว่า มี การลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมสนับสนุนพรรค เหตุเกิดที่บ้านหวาย ต.สามัคคี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร นั้น

ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวประชาไท สอบถาม เกียรติบุรุษ พันธ์เลิศ ผู้ถ่ายคลิปวีดิโอดังกล่าว เปิดเผยว่า มีผู้ใหญ่และผู้ช่วยผู้ใหญ่เวียนมาถ่ายภาพบ้านของตนเป็นระยะ ตนจึงแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เลิงนกทา เพื่อทำการตรวจสอบแล้ว

หนุ่มอัดคลิปแฉ ตั้งโต๊ะแจกบัตรคนจนพร้อมให้สมัครสมาชิก 'พลังประชารัฐ' ที่ยโสธร
ปชช.เลิงนกทา ยันต้องสมัครสมาชิกพรรค ถึงได้บัตรคนจน
นายอำเภอแจงแจกบัตรคนจนกับสมัครพรรคพลังประชารัฐ เกิดคนละวัน - นำหนุ่มโพสต์คลิปไปคุยที่โรงพัก
นศ.อุบลฯ ร้อง กกต.ยโสธร สอบกรณีสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐผ่านบัตรสวัสดิการฯ

ขณะที่ iLaw รายงานด้วยว่า วันนี้ นักศึกษากลุ่มดินอีสาน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เดินทางไปที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้เข้าตรวจสอบ กรณีเจ้าหน้าที่บังคับให้ประชาชนลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐก่อน แล้วจึงจะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไป ที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร

จดหมายดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากมีผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก ‘จูเนียร์ผู้ที่เป็นชาวไซยา ถล่มดาวเบจิต้า และไปดาวนาเม็ก’ โพสต์วิดีโอขณะเข้าไปต่อว่าจุดเก็บตกรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ บ้านหวาย ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร โดยระบุว่ามีการโฆษณาชวนให้มาลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐพร้อมสนับสนุนพรรค ถ้าใครที่สมัครสมาชิกพรรคจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนใครไม่ลงทะเบียนสมัครสมาชิกพรรค จะไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 30 ซึ่งระบุว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก

ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 41 ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธรดำเนินการสอบสวนหรือไต่สวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานโดยพลัน

หลังยื่นจดหมาย ฐาปนพงศ์ นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มดินอีสาน รู้สึกเป็นกังวลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และเห็นว่าการกระทำตามคลิปวีดีโอนั้นผิดกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือกตั้ง อย่างชัดเจน จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกรณีนี้อย่างจริงจัง และระหว่างยื่นหนังสือเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า ขณะนี้ส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ กกต.ส่วนกลางเพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน

ฐาปนพงศ์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มว่า ในละแวก จังหวัดอุบลราชธานีและยโสธร ก็มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวอยู่พอสมควร เพียงแต่ยังไม่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อ ตอนนี้ทางกลุ่มก็คอยจับตาดูเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อีกเหตุผลที่มายื่นหนังสือกับ กกต.ยโสธรวันนี้ เพราะเห็นว่าวิชาการตรวจสอบอำนาจรัฐที่พวกเขาเรียน มีช่องทางให้ยื่นหนังสือลักษณะนี้อยู่ จึงคิดว่าประชาชนก็สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วยช่องทางนี้ได้

ทั้งนี้กลุ่มดินอีสาน คือกลุ่มกิจกรรม ที่รวมตัวกันโดยนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีเป้าหมายของกลุ่มคือ สร้างวัฒนธรรมความเป็นประชาธิปไตย ต่อต้านการกระทำอันละเมิดสิทธิมนุษยชน

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.