Posted: 29 Apr 2018 12:20 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

จาตุรนต์ ฉายแสง

อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นกับว่าประชาชนจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคสช.หรือไม่? สนับสนุนนายกฯ คนนอกหรือไม่?

ผมได้แสดงความเห็นไปแล้วว่าประเด็นนี้ได้พัฒนามาจนเป็นประเด็นที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งหรือไม่?

ผมเชื่อว่า จากวันนี้ไปถึงวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้น (เมื่อไหร่ยังไม่ทราบ) เรื่องสำคัญ 2 เรื่องแรกที่ประชาชนจะถามจากพรรคการเมือง คือ

1.จะมีนโยบายในการแก้ปัญหาของประเทศอย่างไร? จะทำให้ประชาชนพ้นจากความเดือดร้อนได้อย่างไร?

2.จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากพล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมา พรรคของท่านจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

ในความเห็นของผม สำหรับคำถามที่ 2 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยควรจะประกาศให้ชัดเจนว่าจะหยุดวงจรการสืบทอดอำนาจเผด็จการของคสช. จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ และหากพลเอกประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ก็จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น

เหตุใดไม่ควรสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย ที่ไม่ควรสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งอีก ก็เพราะพลเอกประยุทธ์ได้ทำสิ่งต่างๆ ไว้ดังต่อไปนี้

1.เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

2.เป็นผู้นำในการทำรัฐประหาร ทำให้ประเทศถอยหลังและเกิดความเสียหายใหญ่หลวงตามมาโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ

3.เลื่อนการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาชาวโลกและชาวไทย

4.ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นการวางระบบสืบทอดอำนาจเผด็จการยาวนาน

5.ไม่ปฏิรูปใดๆ แต่กลับวางยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปที่ล้าหลัง และให้มีผลไปอีกยาวนาน

6.ทำลายพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองเพียงเพื่อประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของตนเอง

7.ใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย หวังผลในการปูทางไปสู่การเป็นรัฐบาล โดยไม่คำนึงว่า จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองหรือไม่

8.จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลได้

9.ทำลายระบบในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น จนอ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอิสระ ไม่เป็นกลางและไม่เป็นที่เชื่อถือ ทำงานอย่างลูบหน้าปะจมูก

10.จากหลายข้อข้างต้นและการขาดความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ประชาชนทำมาค้าขายไม่ได้ เดือดร้อนยากจนไปทั่ว และอาจเสียหายไปอีกยาวนาน

หากปล่อยให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งและสืบทอดอำนาจต่อไปยาวนาน ปัญหาต่างๆ ที่พลเอกประยุทธ์กับพวกได้สร้างไว้ ย่อมไม่ได้รับการแก้ไขและจะยิ่งเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมากมายมหาศาล


Posted: 29 Apr 2018 12:34 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

นุชประภา โมกข์ศาสตร์

หลายปีที่ผ่านมามีการพูดถึงการพัฒนาไทยให้เป็น "รัฐสวัสดิการ" กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในเวทีเสวนาทางวิชาการและเวทีการเมือง โดยหลายฝ่ายเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "รัฐสวัสดิการ" คือการสร้างทางเลือกที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันทางสังคมมากขึ้นเหมือนกับหลักประกันสังคมของประเทศสวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ที่ประสบความสำเร็จในการให้รัฐเป็นผู้จัดสรรสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชน รัฐสวัสดิการจึงกลายเป็น "หมุดหมาย" ที่หลายประเทศพยายามผลักดันรวมถึงไทยเอง อย่างไรก็ตามการจะก้าวขึ้นไปสู่ประเทศที่เป็น "รัฐสวัสดิการ" ได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ดังนั้นในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนจึงอยากลองทบทวนถึงบริบทของประเทศที่ประสบความเร็จในการเป็นรัฐสวัสดิการ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดต่างๆ ผ่านระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เพื่อเสนอให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการไปสู่รัฐสวัสดิการของไทย โดยสิ่งแรกที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาไปสู่สังคมที่เท่าเทียมกันคือการเข้าใจความหมายของ "รัฐสวัสดิการ" ผ่านการศึกษาบริบทการเติบโตของรัฐสวัสดิการในต่างประเทศ เพราะประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นรัฐสวัสดิการต่างมีการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างสม่ำเสมอ และยังคำนึงถึงการวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้าง "นวัตกรรม" ที่จะนำพาประเทศให้เดินไปถึงจุดหมายในการเป็นรัฐสวัสดิการที่สามารถให้สวัสดิการในด้านต่างๆ แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างและสถาบันทางการเมือง การปฏิรูประบบภาษี การเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ การมีภาครัฐขนาดใหญ่ การส่งเสริมการจ้างงานเต็มที่ การเป็นประชาธิปไตย ฯ ลฯ ดังนั้นการถกเถียงถึงการไปสู่รัฐสวัสดิการของไทยเองก็จำเป็นต้องพิจารณาภาพรวมของประเทศต่างๆ ที่เคยผ่านบทเรียนในการคิดค้นนวัตกรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจจนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการเช่นกัน

ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนขอหยิบยกประเทศสวีเดนมาเป็นกรณีตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเป็นรัฐสวัสดิการ โดยจะพิจารณาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ บริบททางการเมือง ระบบเศรษฐกิจ แนวคิดทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังที่สองที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันภายในประเทศเพื่อเคลื่อนย้ายระบบเศรษฐกิจและสังคมเข้าสู่ระบบรัฐสวัสดิการก่อนจะนำมาวิเคราะห์ระบบสวัสดิการของไทยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและข้อจำกัดต่างๆ ในการไปสู่รัฐสวัสดิการของสวีเดนอันจะช่วยให้เข้าใจบริบททางเศรษฐกิจการเมือง วัฒนธรรมการเมือง พรรคการเมือง ตลอดจนนวัตกรรมทางการเมืองจำนวนมากที่รัฐบาลสวีเดนนำมาสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความสำเร็จของสวีเดนผ่านมุมมองเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวนั่นการเป็นประชาธิปไตย หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยปราศจากการศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และบริบทของการให้รัฐเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายการจ้างงานเต็มที่ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนารัฐสวัสดิการในสวีเดนเช่นเดียวกัน

สำหรับการศึกษาระบบรัฐสวัสดิการของสวีเดนผ่านมิติทางประวัติศาสตร์พบว่าแนวคิดในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันในสวีเดนมีขึ้นก่อนที่รัฐสวัสดิการจะถือกำเนิดขึ้นหลายศตวรรษ กล่าวคือสวีเดนมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไล่เรียงมาต้ังแต่วิวัฒนาการและคุณลักษณะที่เฉพาะของรัฐสวีเดนหลัง ค.ศ. 1668 ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบฟิวดัล รวมถึงการสร้างสมดุลทางอำนาจระหว่างชนชั้นต่างๆ ในสังคมนำโดยชนชั้นชาวนาที่แยกตัวออกมาจากการกำกับดูแลของรัฐศักดินา อันเป็นผลของการปฏิรูปที่ดินและการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวนาที่ปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ทำให้ชาวนาสามารถเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมจนสามารถขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในอดีตชนชั้นชาวนาจึงเป็นกลุ่มที่เข้าไปมีอิทธิพลในการบริหารจัดการระบบภาษีของสวีเดน ความเข้มแข็งของชาวนากลายเป็นรากฐานที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ของสวีเดนไม่ว่าจะเป็นการถือกำเนิดของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบำนาญ ระบบประกันสังคม ฯ ลฯ รวมถึงการพัฒนารัฐสวัสดิการในสวีเดนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ แล้วพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในสวีเดนต้องใช้นวัตกรรมทางการเมืองจำนวนมากเข้ามาเกียวข้อง เช่น การจัดตั้งพรรคสังคมประชาธิปไตย (ในฐานะตัวแทนของชนชั้นแรงงาน) ใน ค.ศ. 1889 ตามมาด้วยการจัดตั้งองค์กรแรงงาน ค.ศ. 1898 การประกาศใช้นโยบาย Cow Trade และนโยบาย "บ้านมวลชน" (folkhemmet) ในทศวรรษ 1930 ของรัฐบาลที่นำมาสู่การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทุนกับแรงงานที่เรียกว่านโยบายข้อตกลงร่วมกัน (Swedish collective bargaining agreement) เซ็นต์ลงนามใน ค.ศ. 1938 นโยบายนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "การประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์" (historic compromise) ของแรงงานกับทุน ซึ่งบริบทดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในสังคมอื่นๆ รวมถึงไทยเอง ข้อตกลงร่วมกันมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานและเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของสวีเดนที่กำลังถดถอยอันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression) ในทศวรรษ 1930

ขณะที่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นบริบทที่รัฐสวัสดิการเติบโตและลงหลักปักฐานในสวีเดนอันเป็นผลมาจากนวัตกรรมทางการเมืองและแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้านี้ รัฐสวัสดิการกลายเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจสังคม (socio-economic institution) ที่เปลี่ยนสวีเดนจากประเทศที่เคยมีลักษณะของรัฐทุนนิยมผูกขาดมาสู่ประเทศที่นำสถาบันทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างดุลยภาพในการกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และรักษาสมดุลทางชนชั้นผ่านการสะสมทุนและการกระจายทุนโดยสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาพลังการผลิตและการแข่งขันในระดับนานาชาติ รัฐสวัสดิการของสวีเดนจึงเป็นนวัตกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งในการสร้าง "ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ" (economic democracy) โดยมุ่งเน้นไปที่การประสาน "ประสิทธิภาพ" และ "ความเสมอภาค" ผ่านระบบสวัสดิการและนโยบายสาธารณะต่างๆ อย่างได้สัดส่วนกันเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองรัฐบาลภายใต้พรรคสังคมประชาธิปไตยของสวีเดนใช้แนวคิดที่เรียกว่า "ระบบเศรษฐกิจที่กำกับดูแลโดยรัฐ" (Swedish embedded liberalism) หรือรัฐสวัสดิการแบบคลาสสิคเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยการประสานนโยบายการจ้างงานเต็มที่และระบบสวัสดิการแบบ "เบเวอร์ริดจ์" หรือการจัดสวัสดิการแบบครอบคลุมถ้วนหน้า โดยต่อมาเรียกว่าระบบสวัสดิการแบบไตรภาคี (Tripatism) ที่รัฐ ทุนและแรงงานมีส่วนร่วมในการกระตุ้นพลังการผลิตและลดทอนผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกัน ความสำเร็จของรัฐสวัสดิการในสวีเดนจึงไม่ได้เกิดจากระบอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวแต่ยังเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมการเมืองแบบข้อตกลง (cultural of consensus) และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การบริหารจัดการภาษี การประสานความร่วมมือบางอย่างของรัฐ กลุ่มธุรกิจและสหภาพแรงงานตามหลักภราดรภาพ (solidarity) ความสำเร็จของระบบสังคมประชาธิปไตย การอยู่ในบริบทที่รัฐแทรกแซงระบบเศรษฐกิจตามนโยบายเคนเซียน การเติบโตของเศรษฐกิจ (the rise of Swedish economy) รวมถึงการมีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานที่สามารถครองอำนาจยาวนานติดต่อกันเป็นเวลา 44 ปี ฯ ลฯ โดยในช่วงที่รัฐสวัสดิการเติบโตรัฐยังคงมีบทบาทในการแทรกแซงและแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การนำแผนเศรษฐกิจเรด-แมดเนอร์ (Rehn-Meider economic model) มาแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากนโยบายการจ้างงานเต็มที่ ซึ่ง Rehn และ Meidner เรียกนโยบายนี้ว่านโยบายส่งเสริมการจ้างงานเต็มที่ที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ (noninflationary full employment proposal) อันนำมาสู่นโยบาย "งานเท่ากันได้ค่าจ้างเท่ากัน" (equal pay for equal work) พร้อมๆ ไปกับนโยบายกระตุ้นตลาดแรงงาน (Active labor market policy) ของรัฐ แผนเศรษฐกิจแบบเรด-แมดเนอร์และนโยบายกระตุ้นตลาดแรงงานจึงกลายเป็น "นวัตกรรม" ที่ใช้รักษาระบบรัฐสวัสดิการในสวีเดนระหว่าง ค.ศ. 1950-1980 ขณะที่การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า (progressive tax system) เป็น "ข้อตกลง" ของรัฐ สหภาพแรงงานและสมาพันธ์นายจ้างเพื่อให้รัฐนำ "ส่วนเกิน" จากพัฒนาเศรษฐกิจมาจัดสรรปันส่วนไปสู่ชนชั้นแรงงานและประชาชนในสวีเดนผ่านระบบการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันการว่างงาน เงินช่วยเหลือสำหรับเด็กและครอบครัว ระบบบำนาญ ฯ ลฯ ระบบภาษีของสวีเดนจึงกลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการเช่นเดียวกัน

การใช้แผนเศรษฐกิจเรน-แมดเนอร์ ความร่วมมือของรัฐ ทุนและแรงงาน โครงสร้างทางภาษี การเป็นประชาธิปไตย และนวัตกรรมทางเศรษฐกิจสังคมทำให้บริบทในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังที่สองเป็นบริบทที่มีความลื่นไหลต่อการเป็นรัฐสวัสดิการของสวีเดน และด้วยความลื่นไหลของบริบทเหล่านี้เองที่ทำให้รัฐสวัสดิการดำเนินไปอย่างราบรื่นติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 3 ทศวรรษ

ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐสวัสดิการของสวีเดนคือวิวัฒนาการของรัฐในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัย "นวัตกรรม" จำนวนมากในการขับเคลื่อน สวีเดนจึงไม่ได้มีจุดต้ังต้นที่การเป็นรัฐสวัสดิการแต่เริ่มจากการค่อยๆ ขยับขยายระบบสวัสดิการที่มีอยู่ให้ครอบคลุมประชาชนกลุ่มต่างๆ จนเติบโตเป็นรัฐสวัสดิการสมัยใหม่

การศึกษารัฐสวัสดิการในสวีเดนทำให้เราได้เห็นบริบทที่ครอบคลุมหลากหลายมิติทั้งมิติในเชิงประวัติศาสตร์ มิติในเชิงวัฒนธรรมทางการเมืองรวมถึงมิติของความพยายามในการรักษารัฐสวัสดิการในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านกลไกต่างๆ ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยช่วยให้ประชาชนยอมรับระบบภาษี การแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและการสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ รวมถึงยอมรับการพัฒนารัฐสวัสดิการ ปัจจุบันรัฐสวัสดิการในสวีเดนจึงเป็นสถาบันที่ช่วยปกป้องพลเมืองจากผลกระทบของระบบทุนนิยมอย่างราบด้านมากที่สุดสถาบันหนึ่ง โดยหลักความร่วมมือภายใต้รัฐสวัสดิการไม่ได้กระทบต่อการสะสมทุนหรือประสิทธิภาพของกลไกตลาดมากเกินไปแต่กลับมีส่วนช่วยทำให้กลไกตลาดทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้รัฐสวัสดิการกลายเป็นต้นแบบของสถาบันที่ลดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการศึกษารัฐสวัสดิการของสวีเดนก็ช่วยทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในการผลักดันไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการเช่นกัน กล่าวคือ ในปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในบริบทที่รัฐแทรกแซงระบบเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานเหมือนประเทศสวีเดนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ไทยอยู่ในบริบทของยุคเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นบริบทที่รัฐส่งเสริมการกลับขึ้นมามีบทบาทชี้นำของระบบตลาด นอกจากนี้ไทยยังขาดยุทธศาสตร์และนวัตกรรมจำนวนมากที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน การมีพรรคการเมืองจากชนชั้นล่าง การมีรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การมีระบบภาษีที่ส่งเสริมการกระจายส่วนเกินทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเป็นประชาธิปไตย ฯ ลฯ

ตัวอย่างของรัฐสวัสดิการในสวีเดนชี้ให้เห็นว่าการผลักดันแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการของไทยมี "ข้อจำกัด" หลายอย่างโดยเฉพาะบริบททางเศรษฐกิจการเมือง และ "นวัตกรรม" ในการขับเคลื่อนที่ต้องอาศัยเวลาในการคิดค้น ทดลอง และประเมินผลอย่างรัดกุม เนื่องจากรัฐสวัสดิการคือนัยยะของการ "ปฏิรูป" ระบบทุนนิยมที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มทุน และสหภาพแรงงาน รวมถึงยังต้องมีแนวคิดและบริบททางเศรษฐกิจการเมืองเอื้ออำนวยเพื่อให้รัฐเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและจัดสรรบริการต่างๆ ไปให้กับประชาชน นอกจากนี้รัฐสวัสดิการยังแสดงถึงนัยยะของการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน (institutional change) ด้วยการเพิ่มระดับการแทรกแซงของรัฐและให้สังคมเข้ามากำกับดูแลระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่ในปัจจุบันข้อจำกัดสำคัญของไทยประกอบไปด้วย ประการแรกไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจที่ไม่เพียงพอในการรองรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายภาคสาธารณะโดยเฉพาะงบประมาณที่จะนำมาจัดสรรสวัสดิการในด้านต่างๆ ให้กับประชาชนแบบครอบคลุมถ้วนหน้า ประการที่สองไทยยังไม่มีระบบภาษีที่เก็บในอัตราก้าวหน้า รวมถึงการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ประการที่สามไทยไม่มีวัฒนธรรมการเมืองที่เอื้ออำนวยในการให้สังคมเข้ากำกับดูแลเศรษฐกิจ รวมถึงไม่มีรัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประการที่สี่ไทยยังเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาดและระบบอำนาจนิยมมีความเข้มแข็ง การกระตุ้นให้นำส่วนเกินมากระจายไปสู่สังคมจึงมักถูกขัดขวางจากกลุ่มทุนและชนชั้นปกครอง นอกจากนี้การผ่อนปรนระหว่างทุนกับแรงงานเกิดขึ้นได้ยากในสังคมไทยเพราะสหภาพแรงงานไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางการเมือง ปัจจุบันลักษณะของโครงสร้างสังคมไทยจึงเอื้อต่อการสร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (efficiency) แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเสมอภาค (equality)ในสังคมเพราะรัฐและทุนยังไม่สามารถร่วมกันออกแบบสังคมที่ประสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายได้

ดังนั้นการอธิบายบริบทของไทยในภาพรวมนำมาสู่ข้อสรุปได้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ดีหากเราไม่ได้ปักหมุดหรือมีจุดตั้งต้นว่าไทยควรจะเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ควรจะเริ่มต้นจากการค่อยๆ ขยับขยายระบบสวัสดิการที่มีอยู่ออกไป เช่น การขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน การยกระดับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปสู่ระบบบำนาญชราภาพแห่งชาติ การบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพของข้าราชการ พนักงานเอกชนและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เป็นระบบเดียวกัน รวมถึงการขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ เป็นต้น

ในปัจจุบันยังมีคนไทยเป็นจำนวนมากที่ไม่มีหลักประกันทางสังคมรองรับความเสี่ยงจากการทำงาน ดังนั้นในอนาคตประเด็นเกี่ยวกับการขยับขยายนโยบายทางสังคมหรือระบบสวัสดิการจะเป็นประเด็นที่มีผู้ให้ความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปฏิรูประบบสวัสดิการของไทยจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความตื่นตัวของสังคม รวมถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งในส่วนของเศรษฐกิจ ระบบการเมือง พรรคการเมือง การสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง รัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบภาษีที่จะเป็นหลักประกันขั้นต้นในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ผู้เขียนอยากเสนอในบทความชิ้นนี้คือการให้สังคมหันมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการไปสู่รัฐสวัสดิการของไทยมากขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจข้อจำกัดในเชิงบริบททางเศรษฐกิจการเมืองไทยเพื่อสร้างประเด็นใหม่ๆ ในการถกเถียงเชิงวิชาการ เนื่องจากในปัจจุบันประเด็นในการถกเถียงเกี่ยวกับการพัฒนารัฐสวัสดิการถูกจำกัดอยู่ที่ "ประชาชนจะได้อะไรจากการที่ไทยเป็นรัฐสวัสดิการ" และ "ประชาชนจะสูญเสียอะไรจากการที่ไทยไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ" โดยที่ยังไม่มีการคำนึงถึงข้อจำกัดในแง่ของระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างอำนาจทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมือง พรรคการเมือง นโยบายทางการเมือง ระบบภาษี รวมถึงปัญหาของระบอบประชาธิปไตยไทยฯลฯ ซึ่งการศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในสวีเดนช่วยให้มองเห็นข้อจำกัดของบริบทและเงื่อนไขในการไปสู่รัฐสวัสดิการของไทยได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เมื่อเข้าใจถึงข้อจำกัดในภาพรวมจะทำให้สามารถเข้าใจปัญหาต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้การวิเคราะห์และการประเมินขีดความสามารถของไทยในการผลักดันนโยบายสวัสดิการสอดรับกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือการเข้าใจข้อจำกัดต่างๆ นั้นช่วยทำให้เห็นว่าเพราะอะไรไทยจึงไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการที่ทัดเทียมกับประเทศในแถบสแกนดิเนเวียได้ เพราะรัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองเพียงอย่างเดียวแต่ยังเกิดจากโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงบริบททางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสังคม ดังนั้นผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญที่อาจมีประโยชน์ในการถกเถียงในวงวิชาการเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมในการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมของไทยว่า ในปัจจุบันสังคมไทยมี "นวัตกรรม" อะไรบ้างที่จะขับเคลื่อนให้ไทยเป็นประเทศที่ให้ความคุ้มครองแรงงานในด้านสวัสดิการอย่างรอบด้านและมีคุณภาพ ผู้เขียนคิดว่าคำถามข้างต้นสามารถสร้างขอบเขตในการ scope ประเด็นเกี่ยวกับการไปสู่รัฐสวัสดิการของไทยเล็กลง ซึ่งการ scope ประเด็นสามารถปูทางไปสู่การพัฒนานโยบายสวัสดิการที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากขึ้นซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสและเพิ่มความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบสวัสดิการในไทยในอนาคตต่อไป




เกี่ยวกับผู้เขียน: นุชประภา โมกข์ศาสตร์ มหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[right-side]


Posted: 29 Apr 2018 01:25 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

เพจเพื่อนสมยศแจ้ง สมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังในคดี 112 จะได้รับการปล่อยตัวพรุ่งนี้เช้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังถูกคุมขังมาเป็นเวลา 7 ปี

29 เม.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟสบุ๊คแฟนเพจ 'เพื่อนสมยศ [ Friends of Somyot ]' โพสต์ข้อความแจ้งว่า สมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะได้รับการปล่อยตัวในวันพรุ่งนี้ (30 เม.ย.61) เวลา 6.00 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังถูกคุมขังมาเป็นเวลา 7 ปีทั้งคดีนี้ รวมกับคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

สำหรับ สมยศ นอกจากบทบาทในเราเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและ บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin แลัว เขายังเป็นนักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงานมาตั้งแต่ทศวรรษ 2520 มีบทบาทสำคัญในการร่วมเรียกร้องเรื่องค่าแรงขั้นต่ำและการส่งเสริมการรวมตัวของกรรมกร รวมถึงระบบประกันสังคม

โดยในปี 2549 เขามีบทบาทต่อต้านการรัฐประหารของ คมช. เคยเป็นแกนนำ นปช. รุ่น 2 หลังแกนนำ นปช. รุ่นแรกถูกจำคุกจากเหตุชุมนุมในเดือนเมษายนปี 2552 และหลังจากนั้นไม่นานเขาก่อตั้งกลุ่ม “24 มิถุนาประชาธิปไตย” ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมกันนั้นเขายังเป็นพิธีกรรายการ “เสียงกรรมกร” ผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ด้วย

สมยศ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2554 หรือ 5 วันหลังจากที่มีการรณรงค์ล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อเพื่อให้รัฐสภายกเลิกมาตรา 112 โดยในระหว่างสู้คดี เขาถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัว ระหว่างไต่สวนคดี สมยศยังถูกนำตัวไปขึ้นศาลยังจังหวัดต่างๆ ถึง 4 แห่งตามที่อยู่ของพยานโจทก์ ได้แก่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระแก้ว สงขลา ซึ่งทำให้ครอบครัวเพื่อนของเขาต้องเดินทางไปเยี่ยมด้วยความลำบาก เพราะจะมีการย้ายตัวจำเลยไปก่อน 2-4 สัปดาห์ ก่อนขึ้นศาล เขาถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการที่เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งตีความว่าบทความ 2 ชิ้นของผู้ใช้นามปากกา “จิตร พลจันทร์” มีลักษณะเสียดสีและเข้าข่ายผิดกฎหมายมาตรา 112 โดยสมยศต่อสู้ในประเด็นหลักว่าเขาไม่ใช่ผู้เขียนบทความ เป็นเพียงบรรณาธิการ และเนื้อหานั้นมิได้หมายความถึงสถาบันกษัตริย์


เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี ต่อมาวันที่ 19 ก.ย.2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และในวันที่ 23 ก.พ.2560 มีคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุว่าที่จำเลยฎีกาต่อสู้ว่า มิได้มีเจตนากระทำผิด และข้อความในบทความหมายถึงอำมาตย์นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งในขั้นฎีกาไม่อาจต่อสู้ในข้อเท็จจริงได้อีก อย่างไรก็ตาม ตามที่จำเลยได้ต่อสู้มารับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงบรรณาธิการ มิใช่ผู้เขียนและยังให้ข้อมูลว่าใครเป็นผู้เขียน จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภักดี อีกทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับอาชีพ อายุและประวัติของจำเลย ทั้งจำเลยก็ต้องโทษมาเป็นระยะเวลาพอควรแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้โทษจำคุก เหลือกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง 6 ปี ทั้งนี้เมื่อรวมกับโทษจำคุกคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อีก 1 ปี ทำให้สมยศต้องจำคุกรวมเป็นเวลากว่า 7 ปี

ในช่วงที่ถูกจองจำ สมยศ ยังได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนที่น่ายกย่องประจำปี 2555 จากกองทุนรางวัลสมชาย นีละไพจิตร และในเดือนพฤศจิกายนปี 2559 เขายังได้รับรางวัลชุน แต อิล จากสมาหพันธ์แรงงานกลางเกาหลี KCTU โดย "ประกายดาว" ลูกสาวของสมยศเดินทางไปรับรางวัลแทนพ่อผู้ถูกคุมขัง


Posted: 29 Apr 2018 01:43 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

ใบตองแห้ง

“ขบวนการเอาคืนศาลยิ่งรณรงค์ยิ่งจ๋อย ชาวบ้านรู้ทันหูตาสว่างแล้วว่าใครทำมาแต่ต้น และอยู่นอกเขตอุทยานฯ ทั้งไม่มีอะไรผิดเลย เข้าไปดูเพจบางคนเมื่อครู่มีคนตามแค่ 2 คน พอได้แล้วมั้ง ปล่อยรัฐบาลท่านว่า ไปเถิด”

ไพศาล พืชมงคล ดิสเครดิตภาคประชาสังคมที่คัดค้านบ้านพักศาลดอยสุเทพ ดูเหมือนได้ผล คือโยนตัวเองเข้า กองไฟ มีคนเข้าไปคอมเมนต์ดุเดือดหลายสิบคน มีคนกดไลก์ 200 กว่าราย ขณะที่เพจ “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” นัดรวมพลังวันอาทิตย์ มีคนกดไลก์ 1.4 พัน แชร์ไป 900 ไม่ทราบผู้ช่วยรองนายกฯ ดูเพจไหนที่มีคนตามแค่ 2 คน

โยนตัวเองไม่เป็นไร อย่าโยนศาลเข้าไปด้วยเลย เพราะโต้กันไปโต้กันมา อารมณ์ชาวบ้านยิ่งบานปลาย

คนค้านบ้านพักศาลเป็นขบวนการเอาคืน? หมายถึงใคร คิดง่ายเหมาคนเชียงใหม่เป็นเสื้อแดงหมดรึไง ไม่เบิ่งเนตรดูเสียบ้างว่าหัวเรี่ยวหัวแรงคัดค้านส่วนใหญ่ไม่มีสี หรือเป็นเสื้อเหลืองด้วยซ้ำไป นักการเมืองที่หนุนให้รื้อบ้านพักศาลก็คืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนนายกฯ ด่าใครไม่รู้ว่าอย่าฉวยโอกาส

ขนาด “ดี้ นิติพงษ์” ยังบอกว่าทุบเถอะ อย่าเสียดายวัตถุเลย ตั้งต้นใหม่เสียเงินภาษีหลายร้อยล้านก็ยอม เพราะมูลค่าของการที่ประชาชนต้องเคารพการตัดสินของตุลาการ อย่างเต็มใจ แพงกว่าบ้านพักยิ่งนัก


“ข้าแต่ศาลที่เคารพ?นิ่งเสียเถิด อย่าปล่อยตัวเองให้เป็นเหยื่อคนที่กำลังจะอาศัยจุดอ่อนของท่าน มาทำลายความน่าเชื่อถือของอำนาจอธิปไตยหนึ่งในสามของบ้านเมืองเลย”

ฮั่นแน่ ดี้ก็ลงท้ายคล้ายกัน แต่ยังเข้าใจสถานการณ์มากกว่า รู้ว่าถ้าเรื่องบานปลายจะเสียหายต่อความเคารพศรัทธา

อันที่จริง การที่ประชาชนจะเคารพคำตัดสิน ต้องขึ้นกับเหตุผลในคำพิพากษา ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าศาลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครวิจารณ์ติดคุก หรือเป็นเทพเหนือมนุษย์ ตัดสินยังไงก็ยุติธรรม

เพียงแต่การที่ชาวบ้านศรัทธาผู้พิพากษา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีกรอบจริยธรรม ประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดมาตั้งแต่บรรพตุลาการ เช่น เข้มงวดการคบหาสมาคม ห้ามรับ จ๊อบ (เว้นแต่เขียนตำรา สอนหนังสือ) ครอบครัวก็ต้องทำอาชีพเหมาะสม (ผู้พิพากษาจึงเงินเดือนสูงกว่าคนอื่น)

“ผู้พิพากษาพึงมีความสันโดษ ครองตนอย่างเรียบง่าย สุภาพ สำรวม กิริยามารยาท มีอัธยาศัย” เขียนแบบนี้ วิชาชีพอื่นไม่มีนะครับ

กรณีบ้านพักศาล เป็นอย่างที่กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ทวีตว่า “ไม่มีใครบอกว่าผิดกฎหมายหรอก เขาบอกไม่ควรทำ ไม่เหมาะสมมากกว่า” แถมยังมา 2 เด้งอีกต่างหาก

เด้งที่ 1 ไม่ผิดซักนิดเดียว ขออนุมัติถูกต้องทุกประการ แต่โปรดดูภาพถ่ายทางอากาศหลายๆ ครั้ง ทำไมเขาเรียกว่า “หมู่บ้านป่าแหว่ง” นั่นคือดอยสุเทพ ที่คนเชียงใหม่เคารพศรัทธา ฉะนั้นเลิกเถียงเรื่องกฎหมายดีกว่า เลิกงัดเอามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏมาเทียบ

เด้งที่ 2 บ้านพัก 38 หลัง ผู้คัดค้านเปรียบเทียบว่าราวกับบ้านพักตากอากาศ ในขณะที่ภาพประทับแห่งความเคารพศรัทธาของสังคมคือ “สันโดษ เรียบง่าย สุภาพ สำรวม”

ฉะนั้น อย่าโยนเลยว่า ชาวบ้านรู้ทัน หูตาสว่าง ใครทำมาตั้งแต่ต้น ไพศาลก็ยืนยันเองว่าไม่ผิดกฎหมาย ใครล่ะ ควรรู้แก่ใจว่าไม่เหมาะสม

พูดอย่างนี้ไม่ได้มาเอาคืนหรือทำลายความน่าเชื่อถือ แต่มาเชียร์ดี้ต่างหาก ว่า “นิ่งเสียเถิด” เพราะอันที่จริง ผู้ต้องตัดสินใจควรเป็นรัฐบาล ศาลน่าจะบอกว่าแล้วแต่รัฐบาล ถ้ารัฐจัดงบให้รื้อย้าย หาที่ให้สร้างใหม่ ศาลก็ยินดี แม้อาจต้องเดินทางไกลหน่อย หรือระหว่างนี้ต้องหาที่พักชั่วคราวก่อน ผู้พิพากษาก็พร้อมลำบากลำบน เพราะมีหน้าที่ อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน

กรณีบ้านพักศาล ถ้ารัฐบาลตัดสินใจให้งบรื้อย้ายคืนสภาพป่า ก็น่าจะจบ แต่อุทาหรณ์คือผู้พิพากษาน่าจะเข้าใจว่า เมื่อประชาชนเคารพ และรู้ว่าเป็นวิชาชีพที่ค่าตอบแทนสูง ข้อเรียกร้องและแรงกดดันก็ย่อมสูงตามไปด้วยเช่นกัน



ที่มา: https://www.khaosod.co.th/politics/news_1015948


Posted: 29 Apr 2018 01:57 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

พจนา วลัย

จิตวิญญาณของวันกรรมกรสากล (May Day) คือ การเป็นผู้กำหนดอนาคตด้วยตัวเอง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยสหภาพแรงงานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา คนงานเมืองชิคาโกในสมัยนั้นรณรงค์กำหนดชั่วโมงทำงานไม่ให้เกินวันละ 8 ชั่วโมงทุกแห่ง และได้กลายเป็นประเด็นร่วมในการเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก ข้อเรียกร้องนี้ได้ถูกเสนอให้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ขององค์กรกรรมกรสากล ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หรือที่เรียกกันว่า “สากลที่หนึ่ง” ในปี 2429 พร้อมกับมีการเสนอให้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมในปีนี้เป็นวันกรรมกร อีกทั้งเป็นวันแห่งการแสดงออกซึ่งความสมานฉันท์สากล หรือ International Solidarity นั่นคือชนชั้นแรงงานไม่มีการแบ่งแยกสีผิว ศาสนา ความเชื่อ และพรมแดน

สำหรับประเทศไทยได้จัดงานเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 โดยการนำของสมาคมสหอาชีวะกรรมกรนครกรุงเทพฯ และสมาคมไตรจักร์ สมาคมของคนถีบสามล้อ ร่วมชุมนุม ณ สนามหญ้าสำนักงานสมาคมไตรจักร์ บริเวณวังสราญรมย์ มีคนงานเข้าร่วมราว 3,000 คน ถัดมาในปี 2490 สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย (มีสมาชิกจาก 60 สาขาอาชีพรวม 75,000 คน) ที่เพิ่งถือกำเนิดได้ใช้ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่จัดงานวันกรรมกรสากลอย่างยิ่งใหญ่ มีคนงานเข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน โดยได้เรียกร้องให้เอาระบบการทำงานแบบ 888 หรือระบบสามแปด คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาเล่าเรียน 8 ชั่วโมงมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสากล และยังเรียกร้องให้เพิ่มค่าจ้างสำหรับการทำงานล่วงเวลา ให้ยอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและรวมกลุ่มจัดตั้งของกรรมกร คนงานต้องมีสิทธินัดหยุดงานเพื่อต่อรองกับนายจ้าง ให้มีการประกันสวัสดิภาพของลูกจ้าง และที่สำคัญคือให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันหยุดงานของกรรมกร เพื่อเชิดชูกรรมกรทั่วโลกให้สามัคคีกัน

ในประวัติศาสตร์ของกรรมกร การมีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของตนเองด้วยการเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมเกิดขึ้นจากการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในฐานะคนทำงานสร้างโลก เป็นเจ้าของประเทศ ผู้เปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งจะต้องได้รับการเคารพจากผู้นำรัฐบาลผู้บริหารบริษัท ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมให้มีการศึกษาที่ดี มีงานทำ มีหลักประกันชีวิต แต่ความเป็นจริงที่ผ่านมา แรงงานต้องต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นอยู่ที่ดีด้วยตัวเอง เพราะรัฐไม่ได้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง ยื่นให้แต่เพียงผลประโยชน์เศษเสี้ยว

ดังนั้น โดยเฉพาะในยุคของการปกครองของรัฐบาลทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานจำเป็นต้องเร่งรื้อฟื้นอำนาจการต่อรองของแรงงานทุกภาคส่วน เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพในวงกว้าง มีการเลิกจ้างผู้นำ/สมาชิกสหภาพแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม และมีการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั้งผลที่ออกมายังไม่เป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน ดังนั้น ในการเรียกร้องของฝ่ายแรงงานต่อรัฐบาลทหาร รวมถึงพรรคการเมืองที่เตรียมการเลือกตั้งในอนาคตควรโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองให้ยุติธรรมกับผู้ใช้แรงงานซึ่งมีข้อเสนอ 6 ข้อ ดังนี้

ข้อเสนอที่ 1 ยกเลิกรูปแบบการจ้างงานไม่มั่นคง เช่น ลูกจ้างเหมาช่วง ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างสัญญาจ้างระยะสั้น ที่ดำรงชีวิตแบบวันต่อวัน ดิ้นรนในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทย ไม่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพของกำลังแรงงานในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายการจ้างงานที่มั่นคง (Job security) ไม่ใช่พร่ำถึงแต่ความมั่นคงแห่งชาติ โดยบรรจุลูกจ้างชั่วคราวในภาครัฐและเอกชนให้เป็นพนักงานรายเดือน ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างงาน และจ้างงานโดยตรง

ข้อเสนอที่ 2 ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอัตราเดียวกันทั่วประเทศและครอบคลุมสมาชิกครอบครัวอีก 2 คนตามมาตรฐานแรงงานสากล ไม่ใช่ค่าจ้างที่เลี้ยงคนทำงานเพียงคนเดียวเพราะเป็นเรื่องไร้เหตุผลที่จะปล่อยให้คนหาเลี้ยงชีพแบบวันต่อวัน ซึ่งผลักให้คนงานต้องทำงานยาวนาน พึ่งพาการทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น ไม่มีเวลาพักผ่อน ดูแลครอบครัว ศึกษาหาความรู้ อบรมทักษะฝีมือเพิ่มเติม ตามระบบสามแปด และส่งผลต่อการสร้างภาระหนี้สินซึ่งนายจ้างต้องปรับตัวเพื่อให้กำลังแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ไปพร้อมกับขึ้นเงินเดือนแก่ลูกจ้างตามอายุงานด้วย

ข้อเสนอที่ 3 สร้างเสริมสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าทุกด้านตั้งแต่เกิดจนตาย และเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชนทุกคน (รัฐสวัสดิการ) เช่น เรียนฟรี มีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพราคาถูก มีบำเหน็จบำนาญที่สามารถดำรงชีพได้

ข้อเสนอที่ 4 ยอมรับอำนาจเจรจาต่อรองและบทบาทในการบริหารองค์กรร่วมของลูกจ้าง โดยรัฐบาลต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 เสรีภาพในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองร่วม ต้องเปิดพื้นที่และออกกฎระเบียบที่เอื้อให้ลูกจ้างรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน โดยปราศจากการกลั่นแกล้งจากนายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนและให้สหภาพแรงงานอยู่ในโครงสร้างการบริหารองค์กรหรือบุคคลร่วมกับนายจ้างเพื่อสร้างความรับผิดชอบ (accountable) ซึ่งกันและกัน

ข้อเสนอที่ 5 ควบคุมตรวจสอบภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานแรงงานสุขภาพอนามัย ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยจัดให้ตัวแทนลูกจ้าง ประชาชนในชุมชนใกล้เคียง เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิต การควบคุมภายใน เพื่อประกันความปลอดภัยในการทำงาน ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์

ข้อเสนอที่ 6 สังคมไทยจะต้องไม่ยอมรับวัฒนธรรมอำนาจนิยม การใช้ความรุนแรง และเลือกปฏิบัติต่อประชาชนที่แตกต่างกันในเรื่องเพศ อายุ ร่างกาย เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา ความคิดเห็นทางการเมือง เช่น แรงงานข้ามชาติ แรงงานหญิง แรงงานผู้พิการ เพศที่หลากหลาย ผู้เสียประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล เพื่อเสริมสร้างเสรีภาพในการแสดงออก ประชาธิปไตยและความสมานฉันท์ในสังคม

เพราะการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนกับการบริหารของหน่วยงานภาครัฐ ลูกจ้างคือองค์ประกอบหนึ่งของระบบการผลิต หากปล่อยให้กำลังแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมอยู่อย่างด้อยศักดิ์ศรีกว่าชนชั้นอื่น ก็เท่ากับว่านายจ้าง/ผู้บริหารเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ความมั่นคงของชาติ (National Security) จึงเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันให้นายทุนทำกำไรและสะสมทุนอย่างมหาศาลมากกว่าการสร้างความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้าง เพราะท้ายสุดเมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ก็เลือกที่จะเลิกจ้างคนงานด้วยดุลพินิจของศาลอยู่บ่อยๆ คือ “หากเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทํางานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกําหนดจํานวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน”


สมานฉันท์วันกรรมกรสากล 2561
พจนา วลัย นักกิจกรรมกลุ่มสังคมนิยมแรงงาน[right-side]

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (แฟ้มภาพ)

Posted: 29 Apr 2018 02:27 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินสถานการณ์แรงงานช่วงครึ่งปีหลัง 2561 และเสนอแนวทาง 10 ข้อต่อรัฐบาลเนื่องในโอกาสวันแรงงาน เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของผู้ใช้แรงงานด้วยการเพิ่มรายได้และเพิ่มสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้กับคนงาน

29 เม.ย. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ใช้แรงงานมีหนี้สินรวมเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงสุดในรอบ 10 ปีว่าเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่มีการกระจายรายได้ที่ดีพอทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจึงจำเป็นต้องก่อหนี้ การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาและการเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมจะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินได้บ้าง แรงงานระดับล่างรายได้ต่ำยังคงมีภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง สะท้อนว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต จึงขอเสนอให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกปีโดยต้องปรับขึ้นไม่น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อของแต่ละปี และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนระยะยาวของระบบประกันสังคม ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและในด้านกองทุน ควรมีศึกษาเพื่อนำเอาการใช้ Automatic Adjustment มาปรับใช้ในไทย ได้แก่ Wage Adjustment การปรับมูลค่าของค่าจ้างในอดีต ให้เป็นค่าจ้าง ณ วันที่ขอรับสิทธิ Earning Base Adjustment การปรับฐานหรือเพดานค่าจ้างสำหรับการกำหนดเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ Cost of Living Adjustment การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ตามค่าครองชีพ Benefit Formula Bend Point Adjustment ปรับช่วงค่าจ้างในการคำนวณสิทธิประโยชน์ที่ต่างกันเพื่อให้สิทธิประโยชน์เหมาะสมกับทุกกลุ่มค่าจ้าง

"อัตราการว่างงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลัง สถานการณ์การเลิกจ้างจะยังคงเพิ่มขึ้นในบางธุรกิจอุตสาหกรรม ภาวะการเลิกจ้างยังคงมีอยู่ในกิจการอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า เป็นต้น กิจการรถโดยสารเอกชน กิจการบริการสถานบันเทิง กิจการก่อสร้างขนาดเล็ก กิจการสื่อสารมวลชน (กระทบหนัก คือ สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวีดิจิทัลและธุรกิจโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิม) กิจการอุดมศึกษา ธุรกิจอุตสาหกรรมการเงินและธนาคาร ธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง กิจการค้าปลีกร้านค้าขนาดเล็ก กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยไปทำงานนอกระบบประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น ต้องติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการจ้างงานที่มีการปรับตัวใช้เทคโนโลยีชั้นสูงทดแทนคนงานในกระบวนการผลิตมากขึ้น หรืองานบริการที่มีกระบวนการทำงานซ้ำ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทดแทน ขณะที่มีรูปแบบการทำงานใหม่และหลากหลายอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำอาชีพอิสระการรับจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการอบรมพัฒนาฝีมือทักษะแรงงาน และส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี" ดร.อนุสรณ์ ระบุ

ขณะที่ยังมีภาวะขยายตัวของการจ้างงานและการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอุตสาหกรรมและงานบางลักษณะ เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเฉพาะช่างฝีมือประเภทต่างๆ อุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสัตว์ งานแม่บ้านและกิจการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น ยังมีความไม่สมดุลในตลาดแรงงาน การปรับค่าแรงตามมาตรฐานแรงงานฝีมือแรงงานจึงมีความจำเป็นต่อการรักษาแรงงานทักษะและช่างเทคนิคให้ทำงานในระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวจะทำให้ปัญหาการใช้แรงงานทาสในไทยลดลง ลดการติดสินบนและคอร์รัปชันในระบบการจ้างงานแรงงานต่างด้าว คุณภาพชีวิตและการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวดีขึ้น

ทั้งนี้ ดร.อนุสรณ์ ได้มีข้อเสนอสิบข้อต่อรัฐบาลและขบวนการแรงงาน องค์กรนายจ้าง เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติหรือวันกรรมกรสากล ดังนี้ ข้อหนึ่ง เสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของผู้ใช้แรงงานด้วยการเพิ่มรายได้และเพิ่มสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้กับคนงาน ข้อสอง รัฐบาลควรจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2570 และสร้างรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ประกันรายได้พื้นฐานขั้นต่ำและประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพลเมืองไทยทุกคน ข้อสาม พิจารณาดำเนินการแปรเปลี่ยน สำนักงานประกันสังคม จาก หน่วยราชการ เป็น องค์กรของรัฐหรือองค์กรมหาชนที่บริหารงานแบบเอกชนจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ปรับระบบค่าตอบแทนของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กองทุนประกันสังคมให้แข่งขันได้กับภาคเอกชนเพื่อดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงาน ซึ่งอาจจะใช้รูปแบบเดียวกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต เป็นต้น

ข้อสี่ เสนอให้มีการศึกษาเพื่อพิจารณาจัดตั้ง ธนาคารแรงงาน เพื่อกระจายกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตประเภท “ทุน” สู่ผู้ใช้แรงงาน ก่อให้เกิด “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานอันมั่นคงของประชาธิปไตยทางการเมือง ธนาคารแรงงานจะเป็นสถาบันสำคัญในการพัฒนา ธุรกิจรายย่อย (Micro Business) และ วิสาหกิจหรือสหกรณ์ที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน (Social enterprise or Cooperative for workers and the poor) ข้อห้า รัฐบาลไทยควรทำสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิพื้นฐานในการรวมกลุ่ม และ อำนาจในการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานพื้นฐานและเป็นสิทธิมนุษยชนอีกด้วย ระดับความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสถานประกอบการในไทยโดยภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยในสถานประกอบการมากขึ้น ต้องส่งเสริมให้ลูกจ้างได้รวมกลุ่มกัน และ กลไกองค์กรลูกจ้างและสหภาพแรงงานที่มีคุณภาพยังทำให้ ระบบแรงงานสัมพันธ์ดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

ข้อหก การเตรียมมาตรการรับมือกับผลกระทบจาก Disruptive Technology (เทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ) ต่อแรงงาน รวมทั้งมีมาตรการพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับผู้ที่มีทักษะไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เติบโตอยู่ในขณะนี้หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่วนในระยะยาว หากมี Disruptive Technology and Innovation การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการผลิต ธุรกิจและเศรษฐกิจ บวกเข้ากับพลวัตของระบบทุนนิยมโลก แล้วเราไม่มียุทธศาสตร์ในตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเหมาะสม และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในระบบการศึกษาไทยให้สามารถผลิตคนคุณภาพใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ หากเรามียุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เราจะไม่เผชิญกับปัญหาวิกฤติการจ้างงานและเศรษฐกิจในอนาคต มีการคาดการณ์โดยนักอนาคตศาสตร์ว่า ในปี ค.ศ. 2030 ความก้าวหน้าเทคโนโลยีจะทำให้ตำแหน่งงานแบบเดิมในบางอาชีพหายไปไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านตำแหน่งงาน ขณะเดียวกันก็มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆที่คนทำงานต้องมีทักษะใหม่ๆ ซึ่งระบบการศึกษาไทยต้องทำหน้าที่ในการผลิตคนรองรับตั้งแต่วันนี้ ขณะเดียวกัน IMD คาดการณ์ว่า ตำแหน่งงานในประเทศไทยจะหายไปจำนวนมากในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีแบบเก่าในหลายกิจการอุตสาหกรรม ข้อเจ็ด ขอให้รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบรวมทั้งการสร้างระบบ กลไกและกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อแรงงานในระบบเหมาช่วง กลุ่มที่น่าเห็นใจมากที่สุด คือ บรรดาแรงงานทักษะต่ำและเป็นแรงงานนอกระบบทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ระบบการทำงานในบริษัทเหมาช่วงจะได้รับผลกระทบจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากที่สุด แม้นระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการลดต้นทุนระยะสั้น มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ ภาวะการผลิตและยอดขาย ปัญหาในระบบการผลิตแบบเหมาช่วงเป็นปัญหาในระดับสากล เรื่อง ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการในระบบการผลิตแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเองก็แสวงหาวิธีในการลดต้นทุนการผลิต การผลิตที่มีความยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจ จึงเลือกที่จะ ส่งออกงานในบางลักษณะให้บริษัทเหมาช่วงรับไปทำเพื่อให้มีการจ้างงานแบบยืดหยุ่น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานไปจัดระบบให้ระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วง มีมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นสากล ไม่เช่นนั้นผู้ใช้แรงงานในระบบเหมาช่วงจะถูกเอาเปรียบอย่างมาก หลักคิดของการยกระดับมาตรฐานระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วงเพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงาน เพราะแรงงานแตกต่างจากสินค้าอื่นๆในระบบเศรษฐกิจ และเกี่ยวกับความอยู่รอดและคุณภาพของชีวิตของคนงานและครอบครัว การกำหนดมาตรฐานแรงงานในระบบเหมาช่วงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมด้วยไม่สามารถกำหนดจากอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงาน ความผันผวนของภาวะการผลิตและเศรษฐกิจเท่านั้น อีกประการหนึ่งลูกจ้างโดยเฉพาะในระบบเหมาช่วงมีอำนาจต่อรองน้อย ลูกจ้างในบริษัทเหมาช่วงมักไม่มีสหภาพแรงงาน

ข้อแปด รัฐบาลควรเพิ่มการลงทุนทางด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น รวมทั้ง ระบบความปลอดภัยในการทำงาน และ รัฐบาลควรจัดสรรเงินงบประมาณให้สถาบันปลอดภัยฯ กระทรวงแรงงานให้เพียงพอ ข้อเก้า ขอเสนอให้มีการขยายการคุ้มครองกองทุนเงินทดแทนไปสู่แรงงานซึ่งปัจจุบันไม่เข้าข่ายการบังคับใช้กฎหมาย เช่น แรงงานอิสระ เกษตรกร (ชาวนา ชาวไร่) และกลุ่มแรงงานอื่นที่ได้รับการยกเว้นโดยกฎหมาย สำหรับกลุ่มแรงงานที่มีสถานภาพพิเศษออกไป อาทิ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ใกล้เคียงหรือเทียมเท่าให้กับพนักงานลูกจ้าง ซึ่งประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานและควรมีแนวทางปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวในประเด็นคุ้มครองการเจ็บป่วย หรือ อันตรายจากการทำงานให้เป็นมาตรฐานสากล และ ข้อสิบ ต้องเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนสูงกว่าต้นทุนการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานให้ลดลง

[full-post]


Posted: 29 Apr 2018 08:37 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)

โรซา ลัคแซมเบิร์ก เขียน
ปวงชน อุนจะนำ แปล[i]

คำนำผู้แปล

วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกๆปีถือเป็นวันสำคัญของประเทศไทยเนื่องจากเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ.” แม้วันที่ว่านี้จะไม่ถือเป็นวันหยุดราชการและหน่วยงานราชการทุกแห่งยังคงเปิดทำการตามปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นวันหยุดของภาคเอกชน, หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ, และสถาบันทางการเงิน. นอกจากรัฐบาลไทยจะมุ่งหวังให้มีการระลึกถึงผู้ใช้แรงงานไทยในวันนี้, “วันแรงงานแห่งชาติ” ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ตัวผู้ใช้แรงงานเองจะได้ทำการพักผ่อน, เฉลิมฉลอง, และสังสรรค์นันทนาการกับครอบครัวและเพื่อนฝูงหลังจากทำงานมาอย่างหนักตลอดทั้งปี. อย่างไรก็ตาม, หากพิจารณาให้กว้างขึ้นไปกว่าวาทกรรมที่ยึดโยงกับคำว่า “แห่งชาติ” ที่ฟังดูคับแคบ, วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกๆปียังถือเป็นวันสำคัญของโลก เนื่องจากเป็น “วันแรงงานสากล” (International Workers’ Day) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วันเมย์เดย์” (May Day). วันแรงงานสากลที่ว่านี้ถือเป็นวาระประจำปีที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกรรมกรทั่วโลก เพราะมันไม่เพียงแต่เป็นวาระของการระลึกถึงการเสียสละและความเหนื่อยยากของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก หากแต่มันยังเป็นวาระของการรำลึกถึงการล้อมปราบการประท้วงมวลชนกรรมกรที่จัตุรัสเฮย์มาร์เกต (Haymarket Square) ณ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1886.

วันที่ 1 พฤษภาคม คศ. 1886, กรรมกรที่เมืองชิคาโกได้นัดหยุดงานและออกมาเรียกร้องบนท้องถนนพร้อมๆกับกรรมกรหลายแสนคนทั่วสหรัฐฯ ให้มีการออกกฎหมายจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ให้เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน. ในบริบทของเศรษฐกิจการเมืองยุคศตวรรษที่ 19, ตามที่คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ได้อธิบายไว้ในหนังสือที่ชื่อ ทุน เล่มที่ 1 (Capital Volume I), การเรียกร้องให้มีการจำกัดชั่วโมงทำงานของกรรมกรในโรงงานถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับชนชั้นนายทุนและผู้มีอำนาจในรัฐเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากธรรมเนียมที่เป็นที่ยอมรับกันในสมัยนั้นคือการจ่ายค่าแรงในราคาที่ถูกที่สุดแต่กลับบังคับให้กรรมกรทำงานให้นานกว่าค่าแรงที่ได้รับให้มากที่สุด. ในหลายๆกรณี, ดังที่มาร์กซ์ได้ยกตัวอย่างไว้, ไม่เพียงแค่ผู้ชายหากแต่รวมไปถึงสตรีและเด็ก ต่างจำต้องขายแรงงานและทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นเวลา 10, 12, 16, หรือกระทั่ง 24 ชั่วโมงต่อวันอย่างไม่ได้หยุดพัก เพื่อให้ได้ค่าแรงมาประทังชีพ.[2] เรียกได้ว่า ตราบใดที่เครื่องจักรในโรงงานยังทำงานได้อยู่อย่างเป็นปกติและต่อเนื่อง, ตราบนั้นนายทุนก็พร้อมที่จะจัดหากรรมกรผลัดเวรกันเข้าไปทำงานทั้งวันและทั้งคืนอย่างไม่หยุดหย่อน.


ภาพวาดสะท้อนเหตุการณ์ความวุ่นวายในจัตุรัสเฮย์มาร์เกต นครชิคาโก
ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 4 พฤษภาคม คศ.1886
ที่มาของภาพ: Wikipedia

ด้วยบริบทที่กล่าวมา, การนัดหยุดงานทั่วสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานไม่ให้เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันในวันที่ 1 พฤษภาคม คศ.1886 จึงถือเป็นการกระทำที่สร้างความไม่พอใจให้กับชนชั้นนายทุนและผู้มีอำนาจในรัฐเป็นอย่างมาก. ที่ชิคาโก, เมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ และเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวกรรมกร, กระแสการนัดหยุดงานได้รับการจุดติดและลุกลามจากโรงงานไปสู่ท้องถนน. และนั่นก็นำไปสู่การล้อมปราบผู้ประท้วงของเจ้าหน้าที่รัฐที่จัตุรัสเฮย์มาร์เกต, การก่อจลาจลบนท้องถนน, และการนองเลือดของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชนในวันที่ 4 พฤษภาคม คศ. 1886. โศกนาฎกรรมที่ว่ามาได้นำไปสู่การที่เจ้าหน้าที่รัฐทำการกวาดล้างสมาชิกสหภาพแรงงาน, เกิดกระแสการต่อต้านชนชั้นแรงงานและลัทธิคอมมิวนิสต์ในสังคมอเมริกัน, และเกิดกระแสสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐอย่างออกนอกหน้าของชนชั้นกระฎุมพีอเมริกันในเวลาต่อมา. กระนั้นก็ตาม, ความสูญเสียและความพ่ายแพ้ของกรรมกรในเหตุการณ์ที่ชิคาโกก็หาได้เป็นวีรกรรมที่สูญเปล่า. ในปีค.ศ. 1890, ที่ประชุมของตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์และสหภาพแรงงานทั่วโลกที่รู้จักกันในนาม “สากลที่สอง” (The Second International) ได้ลงมติให้มีการประกาศนัดหยุดงานของกรรมกรและออกมาเดินขบวนแสดงพลังของชนชั้นแรงงานทั่วโลกในวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อเป็นการเรียกร้องให้หลักการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันได้รับการนำไปปฏิบัติกับกรรมกรทั่วโลก. นอกจากนั้น, มันยังเป็นการรำลึกและเฉลิมฉลองวีรกรรมของพี่น้องกรรมกรที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บไปในการถูกล้อมปราบที่จัตุรัสเฮย์มาร์เกตอีกด้วย. และนั่นก็คือหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์กรรมาชีพทั่วโลก เพราะในเวลาต่อมา วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1890 ได้ถือเป็นครั้งแรกของการจัดวันแรงงานสากล หรือพูดง่ายๆว่า วันเมย์เดย์ของเหล่ากรรมกรทั่วโลกได้รับการสถาปนาขึ้นมาอย่างเป็นทางการในวันนั้นนั่นเอง.[3]

ปีค.ศ. 1894, โรซา ลัคแซมเบิร์ก (Rosa Luxemburg), นักปรัชญา, นักเศรษฐศาสตร์, และนักปฏิวัติสังคมนิยมที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ, ได้เขียนงานสั้นๆที่ชื่อ “อะไรคือต้นกำเนิดของวันเมย์เดย์?” (What Are the Origins of May Day?).[4] ความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ก็คือ ลัคแซมเบิร์กได้พาผู้อ่านไปพบกับต้นกำเนิดของวันเมย์เดย์ที่สามารถสืบสาวประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปไกลกว่าวีรกรรมของกรรมกรที่จัตุรัสเฮย์มาร์เกตในปี ค.ศ. 1886. นอกจากนั้น, เธอยังได้พาผู้อ่านไปพบกับเบื้องหน้าเบื้องหลังของการประชุมของสหภาพแรงงานสากลกับการลงมติให้มีการนัดหยุดงานทั่วโลกในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีใครคาดคิดมาก่อนว่า การจัดวันเมย์เดย์จะประสบความสำเร็จ, ได้รับการยอมรับ, และกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมา. ที่สำคัญที่สุด, เธอได้เน้นย้ำให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่า แม้การเรียกร้องให้นายจ้างจำกัดการทำงานในโรงงานของกรรมกรไม่ให้เกิน 8 ชั่วโมงจะประสบความสำเร็จในเวลาต่อมาและกลายเป็นชัยชนะของชนชั้นแรงงานทั่วโลก, แต่การต่อสู้ทางชนชั้นจะยังคงดำเนินต่อไปและไม่มีทางเสร็จสิ้น ตราบใดที่ระบบทุนนิยมยังดำรงอยู่ และชนชั้นกระฎุมพียังคงกดขี่ขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพอยู่ร่ำไป.

ด้วยเหตุนี้, ในวาระที่วันที่ 1 พฤษภาคมได้หวนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งในปีนี้, การย้อนรอยกลับไปดูว่า “อะไรคือต้นกำเนิดของวันเมย์เดย์?” ผ่านคำบอกเล่าของนักปฏิวัติคนสำคัญอย่างลัคแซมเบิร์ก น่าจะทำให้ผู้อ่านทุกๆท่านได้รู้จักที่มาที่ไปของวันสำคัญที่ว่านี้มากยิ่งขึ้น และไม่สงวนการเฉลิมฉลองและการระลึกถึงชนชั้นแรงงานไว้ให้กับ “วันแรงงานแห่งชาติ” ของราชอาณาจักรไทยแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเผื่อแผ่การตระหนักรู้ทางสังคมให้กับพ่อแม่พี่น้องผู้ใช้แรงงานทั่วทุกหนทุกแห่ง ที่เสียสละและแบกโลกใบนี้ไว้ทั้งใบด้วยหยาดเหงื่อและสองมือตนเองจากอดีตจนถึงปัจจุบัน.

โรซา ลัคแซมเบิร์ก นักปฏิวัติสังคมนิยมชาวโปลิช-เยอรมัน
ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปีค.ศ. 1871-1919.
ที่มาของภาพ: Wikipedia

เนื้อหา

แนวคิดอันน่ายินดีว่าด้วยการใช้การเฉลิมฉลองวันหยุดของกรรมาชีพเป็นยุทธวิธีในการบรรลุการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในออสเตรเลีย. กรรมกรที่นั่นได้ตัดสินใจร่วมกันในปีค.ศ. 1856 ที่จะจัดให้มีการนัดหยุดงานกันอย่างเด็ดขาดหนึ่งวัน พร้อมกับมีการประชุมและงานมหรสพ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนให้มีการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน.

วันแห่งการเฉลิมฉลองที่ว่านี้ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 21 เมษายน. ในตอนแรก, กรรมกรออสเตรเลียนตั้งใจจัดงานนี้ไว้สำหรับแค่ปีค.ศ.1856 เท่านั้น. แต่การเฉลิมฉลองครั้งแรกนี้กลับมีผลเป็นอย่างมากต่อเหล่ามวลชนกรรมาชีพของออสเตรเลีย, มันทำให้พวกเขากลับมาคึกคักและนำไปสู่การรณรงค์เคลื่อนไหวใหม่ๆ, นั่นก็นำไปสู่การตกลงกันว่า การเฉลิมฉลองเช่นนี้จะต้องมีการทำซ้ำอีกในทุกๆปี.

จะว่าไปแล้ว, อะไรเล่าที่จะสามารถทำให้กรรมกรมีความกล้าหาญและศรัทธาในพลังของตนเองขึ้นมา ถ้าไม่ใช่การรวมพลกันหยุดงานซึ่งพวกเขาได้ตัดสินใจทำกันด้วยตนเอง? อะไรเล่าที่จะสามารถทำให้ผู้ที่เป็นทาสตลอดกาลในโรงงานและห้างร้านต่างๆมีความกล้าหาญขึ้นมา ถ้าไม่ใช่การชุมนุมกันของกองกำลังตนเอง? ด้วยเหตุนี้, แนวคิดที่ว่าด้วยการเฉลิมฉลองของกรรมาชีพจึงได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว และมันได้เริ่มแพร่กระจายจากออสเตรเลียไปยังประเทศอื่นๆ จนกระทั่งมันได้ยึดครองโลกทั้งใบของกรรมาชีพในที่สุด.

คนกลุ่มแรกที่เอาอย่างกรรมกรออสเตรเลียนก็คือ คนอเมริกัน. ในปีค.ศ. 1886, พวกเขาตัดสินใจกันว่า ควรให้วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นวันของการนัดหยุดงานสากล. ในวันที่ว่านี้ กรรมกรอเมริกันสองแสนคนหยุดทำงานและเรียกร้องให้มีการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน. ต่อมา, การคุกคามของตำรวจและกฏหมายได้ปิดกั้นมิไห้กรรมกรได้ทำการประท้วงในระดับเดียวกันแบบนี้ได้อีกเป็นเวลาหลายปี. อย่างไรก็ตาม ในปีค.ศ. 1888 พวกเขายึดมั่นในการตัดสินใจของตนอีกครั้งและตกลงกันว่า การเฉลิมฉลองครั้งต่อไปจะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1890.

ในขณะเดียวกัน, ขบวนการเคลื่อนไหวมวชนของกรรมกรในยุโรปได้เติบโตขึ้นอย่างแข้มแข็งและมีชีวิตชีวา. การแสดงออกอย่างทรงพลังเป็นที่สุดของขบวนการที่ว่านี้ปรากฏให้เห็นที่การประชุมระดับสูงขององค์กรแรงงานสากลในปีค.ศ. 1889. ณ การประชุมนี้, ซึ่งมีกลุ่มผู้แทนเข้าร่วม 400 กลุ่ม, ได้มีการลงมติกันว่า การทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันจะต้องเป็นข้อเรียกร้องแรกสุด. จากนั้นผู้แทนจากสหภาพแรงงานฝรั่งเศสนามว่าลาวีน, ซึ่งเป็นกรรมกรจากเมืองบอร์กโดซ์, ยกระดับข้อเรียกร้องที่ว่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติในทุกๆประเทศผ่านการนัดหยุดงานกันทั่วทุกหนทุกแห่ง. ผู้แทนของกรรมกรอเมริกันได้ร้องขอให้พิจารณาถึงการตัดสินใจของเหล่าสหายของเขาที่จะให้มีการนัดหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1890, และที่ประชุมก็ได้ลงมติให้วันที่ว่านี้เป็นวันเฉลิมฉลองสากลของกรรมาชีพ.

ในกรณีนี้, ดังเช่นที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียสามสิบปีก่อนหน้านั้น, กรรมกรคิดกันจริงๆแค่ว่า มันจะเป็นการแสดงพลังแค่ครั้งเดียวจบ. ที่ประชุมลงมติว่า กรรมกรในทุกๆประเทศจะแสดงพลังร่วมกันเพื่อการจำกัดเวลาทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1890. ไม่ได้มีใครพูดถึงแผนการนัดหยุดงานซ้ำอีกในปีต่อๆไป.

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีใครคาดคิดว่า แนวคิดนี้จะประสบความสำเร็จอย่างฉับพลัน และมันจะถูกนำไปประยุกต์ใช้โดยชนชั้นแรงงานอย่างรวดเร็ว. อย่างไรก็ตาม, การได้เฉลิมฉลองวันเมย์เดย์แค่ครั้งเดียวในตอนนั้นก็เพียงพอแล้วในการกระตุ้นเร้าให้ทุกคนตระหนักและรู้สึกขึ้นมาได้ว่า วันเมย์เดย์จะต้องเป็นประเพณีที่กระทำกันทุกๆปีและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ.

ในการจัดวันเมย์เดย์ครั้งแรก ข้อเรียกร้องก็คือให้เริ่มใช้หลักการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน. แม้ว่าเป้าหมายที่ว่านี้จะสำเร็จลุล่วง, วันเมย์เดย์ก็ไม่ถูกยกเลิกแต่อย่างใด. ตราบใดที่การต่อสู้ของกรรมกรต่อชนชั้นกระฎุมพีและชนชั้นปกครองยังคงดำรงอยู่, ตราบใดที่ข้อเรียกร้องทั้งหมดของกรรมกรยังไม่ได้รับการตอบสนอง, ตราบนั้นวันเมย์เดย์ก็จะเป็นการแสดงออกถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นประจำทุกปีต่อไป.

และเมื่อวันที่ดีกว่านี้ได้ทอแสงมาให้เห็น, เมื่อชนชั้นแรงงานของโลกได้ชัยชนะจากการปลดปล่อยตนเอง เมื่อนั้นเองที่มนุษยชาติทั้งมวลก็อาจจะหันมาเฉลิมฉลองวันเมย์เดย์เช่นกัน เพื่อเป็นการระลึกถึงการต่อสู้อันขื่นขมและความทุกข์ทรมานที่เหลือล้นในอดีตที่ผ่านมา.





[1] ผู้แปลขอขอบคุณ กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ ที่ช่วยปรับปรุงสำนวนการแปลและให้คำแนะนำในส่วนของคำนำการแปล


[2] ผู้ที่สนใจประเด็นปัญหาเรื่องชั่วโมงการทำงานในแต่ละวันกับชีวิตของชนชั้นแรงงานในศตวรรษที่ 19 โปรดดู Karl Marx, Capital Volume I. trans. Ben Fokes (New York: Penguin Books, 1976), Chapter 10.


[3] ประวัติศาสตร์โดยย่อของเหตุการณ์ที่จัตุรัสเฮย์มาร์เกตและการสถาปนาวันแรงงานสากลที่กล่าวมานี้ เป็นการสรุปใจความสำคัญมาจาก “Haymarket Affair.” Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Haymarket_affair#Aftermath_and_red_scare. (accessed April 26, 2018).


[4] แปลจาก Rosa Luxemburg, “What Are the Origins of May Day?” in Selected Political Writings of Rosa Luxemburg. trans. Dick Howard (New York: Monthly Review Press, 1971), 315-16. หรือดูฉบับออนไลน์ได้จาก https://www.marxists.org/archive/luxemburg/1894/02/may-day.htm หรือ https://www.jacobinmag.com/2016/05/may-day-rosa-luxemburg-haymarket.

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.