สพฉ.สรุปสถิติ 10 อันดับ การนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินตลอดปี 59


Posted: 29 Dec 2016 01:57 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สพฉ.สรุปสถิติการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ตลอดปีพ.ศ. 2559 พบว่ามีการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งสิ้น 1.49 ล้านคน พร้อมเปิด 10 อันดับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเยอะที่สุด อุบัติเหตุยานยนต์ครองแชมป์อันดับหนึ่ง รองลงมาด้วยป่วยอ่อนเพลีย ปวดท้อง ปวดหลัง และพลัดตกหกล้ม

29 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) แจ้งว่า นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้สรุปสถิติการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ตลอดปี พ.ศ. 2559 พบว่ามีการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งสิ้น 1,491,460 คน โดย 10 ลำดับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลผ่านสายด่วน 1669 มากที่สุดคือ 1. อุบัติเหตุยานยนต์ 387,009 คน 2. ป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง 298,446 คน 3. ปวดท้อง ปวดหลัง เชิงกรานและขาหนีบ 162,701 คน 4. พลัดตกหกล้มอุบัติเหตุเจ็บปวด 113,510 คน 5. หายใจลำบากติดขัด 109,405 คน 6. หมดสติไม่ตอบสนอง หมดสติชั่ววูบ 61,619 คน 7. การเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เกิดกับเด็กหรือกุมารเวช 60,402 คน 8. ชัก หรือมีสัญญานบอกเหตุของการชัก44,135 คน 9. ปวดศีรษะ ภาวะผิดปรกติทางตา หู จมูก และคอ 39,010 คน 10. เจ็บแน่นทรวงอก หัวใจ หรือมีปัญหาด้านหัวใจ 34,246 คน

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า 10 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลในส่วนของลำดับแรกที่เป็นอุบัติเหตุจากยานยนต์นั้น อยากให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษควรขับรถด้วยความไม่ประมาท มีสติ ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ง่วงหรือเมาไม่ควรขับรถเพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติมากยิ่งขึ้นได้ นอกจากนี้นอกจากการเกิดอุบัติจากยานยนต์แล้ว 10 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลยังเป็นอาการของการเจ็บป่วยฉุกเฉินในหลายโรคโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง หรือ(STROKE) ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองคือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก จนส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก โดยปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้มีหลายปัจจัยทั้งที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ อาทิ อายุมากขึ้น หลอดเลือดสมองจะเสื่อมตามไปด้วย หรือเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ และคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น คือ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานซึ่งเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคหัวใจ สูบบุหรี่เป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโรคนี้จะสังเกตอาการได้ง่ายๆ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน มึนงง วิงเวียน ทรงตัวไม่ได้ ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ ซึ่งส่วนมากทุกอาการจะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างฉับพลัน ดังนั้นผู้พบเห็นต้องรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ โทรสายด่วน 1669 เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างทันที โดยต้องระลึกเสมอว่าการรักษาผู้ป่วยโรคนี้จะต้องรีบส่งเข้ารักษาภายในเวลา3 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยจะลดอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือพิการลงได้

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ใน 10 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ถูกนำส่งผ่านสายด่วน 1669 นั้นยังมีอาการของโรคภาวะหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (STEMI) ซึ่งแต่ละปีจะมีแนวโน้มผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคนี้ในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนั้นเกิดจากหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการแข็งตัว มีไขมัน หรือแคลเซียมไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ส่งผลให้ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย โดยอาการของผู้ป่วยนั้น จะมีอาการเจ็บแน่น จุกเสียดที่หน้าอกหรือท้องส่วนบน หรือมีอาการแน่นเหนื่อยขึ้นมาทันที ร่วมกับอาการหายไจไม่สะดวก หอบเหนื่อย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ซึ่งเมื่อมีอาการดังกล่าว ให้รีบนั่งลงพักทันที อย่าตื่นเต้นโวยวาย เพราะการใช้แรงจะทำให้เจ็บมากยิ่งขึ้น จากนั้นโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยจะต้องส่งผู้ป่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษาภายใน 3 ชั่วโมงซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรอดชีวิตได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

“ผมอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีเพื่อให้ปลอดจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินในทุกๆ โรค สำหรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ใครที่ยังไม่ได้เริ่มในการดูแลตนเองก็ใช้โอกาสของการเริ่มต้นปีใหม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี ขับรถหรือเดินทางด้วยสติไม่ประมาทและหากท่านเจ็บป่วยฉุกเฉินก็ให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 พวกเราพร้อมดูแลประชาชนทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกๆ ปี” เลขาธิการ สพฉ. กล่าว


เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้รับรายงานจาก ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีอาการไข้ 38 องศา ปวดท้อง อาเจียน หนาวสั่น ทั้งนี้ อยู่ระหว่างนำตัวส่งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่วนสาเหตุจากการสอบแพทย์ประจำเรือนจำเบื้องต้นทราบว่าอาจจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความชัดเจนจึงต้องนำตัวส่งไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาล
ด้านนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนต้น ตอนนี้ได้พักรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตามช่วงวันหยุดยาวจึงไม่มีการอนุญาตให้เยี่ยม อย่างไรก็ตามไม่ต้องเป็นห่วงเพราะโรงพยาบาลมีแพทย์ และพยาบาลเฝ้ากดูอาการอย่างใกล้ชิด
ที่มา - http://www.matichon.co.th/news/411480


Somsak Jeamteerasakul

เดบบี้ เรย์โนลด์ แม่ของ แครี่ ฟิชเชอร์ ("เจ้าหญิงเลอา") ถึงแก่กรรม 1 วันหลังลูกสาว

ตอนแรกที่เห็น ผมไม่แน่ใจ นึกว่าอาจจะเป็นข่าวปลอม แต่เช็คแล้ว ทุกสำนักข่าวใหญ่รายงานหมด น่าจะจริง

http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-38455777

เดบบี้ เป็นอดีตดาราดังคนหนึ่ง เคยได้รับการเสนอชื่อชิงตุ๊กตาทอง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแครี่ลูกสาว มีลักษณะยุ่งเหยิงซับซ้อนอยู่ แครี่เคยเขียนเป็นหนังสือกึ่งนิยาย เล่าเรื่องความสัมพันธ์ดังกล่าว ชื่อ Postcards from the Edge (โป๊สการ์ดจากริมขอบ) ซึ่งได้รับการสร้างเป็นหนัง นำแสดงโดย เมอริล สตรีพ เป็นหนังที่ดูสนุก ขำๆแบบเจ็บๆดีทีเดียว (แครี่มีนิสัยชอบเล่าเรื่องส่วนตัว หรือ confessional ดังที่ผมเขียนถึงเมื่อวาน ที่เธอเล่าความสัมพันธ์ลับระหว่างเธอกับฟอร์ด สมัยถ่ายทำ "สตาร์วอรส์" โดยที่ฟอร์ดไม่แฮ้ปปี้นัก - แครี่ส่งข่าวบอกฟอร์ดก่อนว่าจะเล่า ก่อนจะตีพิมพ์ - เป็นไปตามลักษณะนิสัยส่วนตัวนี้ของเธอ ใน Postcards from the Edge นอกจากเล่าเรื่องความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงกับเดบบี้แม่ของเธอแล้ว ยังเล่าเรื่องที่เธอต่อสู้กับอาการติดยาเสพติดด้วย)

หนึ่งในข้อความสุดท้ายในชีวิตของ เดบบี้ เรย์โนลด์ คือข้อความที่เธอโพสต์เมื่อวันอังคารเมื่อแครี่ ลูกสาวเธอเสียชีวิต

"Thank you to everyone who has embraced the gifts and talents of my beloved and amazing daughter. I am grateful for your thoughts and prayers that are now guiding her to her next stop."

(แปลแบบคร่าวๆ: "ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความรักอาลัยต่อลูกสาวที่รักและมหัศจรรย์ของฉัน. ฉันรู้สึกขอบคุณต่อความคิดและการสวดภาวนาของพวกท่าน ที่จะเป็นเครื่องนำทางให้กับแครี่ในจุดหมายปลายทางต่อไปของเธอ")


Atukkit Sawangsuk

เอาที่สบายใจ ยังงงว่าทำไมไม่ใช้ ม.44 มันต่างตรงไหน

"จึงเป็นหน้าที่ของสนช.ที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย..." สมพร เทพสิทธา.... เดี๋ยวนะๆๆ ใครเลือกมา

1.เอาสาระสำคัญที่สุดก่อน เมื่อพูดกันชัดเจนอย่างนี้ ก็เข้าใจให้ตรงกันนะครับว่า เจตนารมณ์ของพวกท่านคือ "พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสังฆราช" เพื่อจะได้ไม่มีคนคัดค้าน ต้องยืนยันให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่นายกฯ เป็นผู้เลือกชื่อสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง แล้วนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

เพราะมันต่างกันนะครับ หากพระมหากษัตริย์เลือก ก็จะไม่มีคนคัดค้าน แต่ถ้านายกฯ เลือก พระและชาวบ้านก็ย่อมมีทั้งเห็นด้วยเห็นต่าง

2.ที่ต้องท้วงอย่างนี้เพราะพวกท่านอ้างผิดหมด พรบ.สงฆ์ 2505 ไม่ได้เขียนให้เป็น "พระราชอำนาจ" แบบโบราณอย่างที่อ้าง เขาเขียนเหมือนกฎหมายทั่วไปทุกฉบับ ที่ให้นายกฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ และรับสนองฯ ไม่ว่าตั้งปลัดกระทรวง อธิบดี ผบ.เหล่าทัพ

สนช.ก็รู้แก่ใจ ถึงได้เขียนต่างไปจาก พ.ร.บ.2505

3.ต้องคอยดูราชกิจจานุเบกษา หากเขียนอย่างที่เป็นข่าว "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" ในทางหลักวิชากฎหมาย ก็เป็นการเขียนแบบใหม่ ความหมายใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใด

บอกแล้วไง นักข่าวควรไปถามวิษณุ เครืองาม

4.เรื่องตลกคือ ตาสมพรแกอ้างมั่วไปหมด รวมทั้ง พ.ร.บ.สงฆ์ 2484 ฉบับก้าวหน้าที่สุด (สมัยคณะราษฎร แนะนำให้อ่านนี่ http://prachatai.com/journal/2011/10/37394 )

ส่วนที่แกโวยวาย พ.ร.บ.สงฆ์ 2535 ก็ไปด่า รสช.สิครับ พ.ร.บ.สงฆ์ทั้งปี 2505 และ 2535 มาจากรัฐประหารหมดแหละ นักการเมืองไม่เคยไปยุ่งหรอก

สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน 3 วาระรวด พ.ร.บ.สงฆ์ พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสังฆราช
http://www.matichon.co.th/news/410449


Atukkit Sawangsuk

ใช่ครับ ประชาธิปไตยแพ้ แต่อะไรที่แพ้ไปด้วย ความมีหลัก มีตรรกะเหตุผล และแม้แต่ศีลธรรมจรรยาของสังคม ก็ถูกกลืนกินไปด้วย

เอาง่ายๆ นะ เมริงเป็นสังคมกลืนน้ำลาย เคยเรียกร้องนายกฯ เลือกตั้ง กลับมายินดีนายกฯ คนนอก 250 ส.ว.ลากตั้ง เป็นสังคมประโยชน์นิยม แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบเอาตัวรอด ไม่เอาคุณค่าอะไรซักอย่าง มีแต่ความดีฉาบฉวย

แม้แต่ที่บอกว่ามีศีลธรรมจรรยา คนที่ยินดี หรือคนที่ทำเมินเฉย กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความอยุติธรรม จะสร้างศีลธรรมในสังคมอย่างไร นอกจากรู้กันว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้าง ความจริงคือทุกคนก็ยึดผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แต่เอาการทำบุญหรือการบริจาคมาปลอบใจ

รัฐประหาร 49 พัฒนามาเป็นรัฐประหาร 57 เป็นรัฐประหารที่รู้จักสร้างระบบลวงตา ยึดอำนาจแล้วบอกว่าประชาธิปไตย 99.99% ออกประกาศคำสั่งเป็นกฎหมายแล้วบอกให้ประชาชนเคารพกฎหมาย ไม่ได้จับคนไปฆ่าหรือไปขัง ถีบลงเขาเผาลงถังแดง แต่ส่งฟ้องศาล ติดคุกไม่ได้ประกัน มันแย่กว่าสฤษดิ์ด้วยซ้ำตรงที่ทำลายระบบกฎหมาย สร้างภาพลวงตา เสมือนประชาธิปไตย มี รธน.แต่มี ม.44 เดี๋ยวจะมีเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งไม่มีความหมาย สังคมไทยน่ะมันมือถือสากปากถือศีลอยู่แล้วแต่ยิ่งกลายเป็นระบบตอแหล

มันตลกอ่ะครับ เวลาเราเห็นรัฐบาลที่ปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง ละเมิดสิทธิคนเห็นต่าง ออกมติ ครม.ช่วยคนไร้สัญชาติ หรือออกกฎหมายต่อต้านการซ้อมทรมาน กะตือรือล้นเรืองคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม นี่เรายังส่งคนไปเป็นผู้เชี่ยวชาญ UNHCR เรื่องความรุนแรง LGBT มันไม่มีประเทศไหนตอแหลเท่านี้อีกแล้ว มันน่าขำและน่าสงสัยว่าระบอบตอแหลนี่มันจะเป็นอย่างไรต่อไป


เครือข่ายนักวิชาการฯ ออกแถลงการณ์จี้รัฐไทย ทบทวนเพิกถอนประกัน "ไผ่ ดาวดิน"

Posted: 27 Dec 2016 09:24 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐไทย ทบทวนการพิจารณาเพิกถอนสัญญาปล่อยตัวชั่วคราว "ไผ่ ดาวดิน" ชี้สิทธิประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมระบุผู้ต้องหาไม่ได้ทำผิดเงือนไขการประกันตัว

28 ธ.ค. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง - คนส. ได้เผยแพร่แถลงการณ์ครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เรื่องเรียกร้องให้ทบทวนการพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว “ไผ่ ดาวดิน” โดยมีเนื้อหาดังนี้่

ตามที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งถอนประกันนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ กรณีแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ข่าว BBC ไทย นั้น เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) มีความห่วงใยต่อการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าว จึงขอแสดงความคิดเห็นและมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.สิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และนับแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 สิทธิดังกล่าวก็ได้ถูกรับรองในรัฐธรรมนูญตลอดมา การรับรองสิทธิดังกล่าวมีผลให้ในการดำเนินคดีอาญานั้น ต้องถือเป็นหลักว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ส่วนการควบคุมตัวในระหว่างการดำเนินคดีเป็นเพียงเหตุยกเว้นเท่านั้น(ข้อ 2 ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ.2548)ซึ่งเป็นการยืนยันหลักการพื้นฐานสำคัญในทางกฎหมายที่บุคคลผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะได้พิจารณาตัดสิน

2. ข้อ 8ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ กำหนดว่าในการปล่อยชั่วคราวนั้นศาลอาจกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือเพื่อป้องกันภยันอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราวก็ได้ และหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นก็ให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคําสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้

คนส. ได้พิจารณาและมีความเห็นในทางวิชาการว่า นายจตุภัทร์ยังไม่ได้แสดงหรือกระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลได้กำหนดในคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ที่กำหนดให้นายประกันและผู้ต้องหามาศาลตามนัด ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ พยานหลักฐานในคดี หรือก่อความเสียหายใดๆ ทั้งนี้ ความปรากฏว่าศาลไม่ได้กำหนดให้การลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นเงื่อนไขของการให้ประกันตัวแต่อย่างใด อีกทั้งหากกำหนดให้ต้องลบข้อความดังกล่าว ก็อาจทำให้เข้าใจไปในทิศทางที่ว่าศาลได้วินิจฉัยไปแล้วว่าการกระทำที่กล่าวหาเป็นความผิดโดยที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ยิ่งกว่านั้นนายจตุภัทร์ยังได้แจ้งต่อศาลอย่างชัดเจนว่าเหตุผลที่ไม่ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาก็เพราะต้องการจะเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีในชั้นพิจารณา การไม่ลบข้อความที่ถูกกล่าวหานั้นจึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้ประกันตัวของศาลที่ห้ามเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีและเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาจะไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับนายจตุภัทร์จะต้องสอบรายวิชาสุดท้ายเพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในเดือนมกราคม 2560 นี้ พฤติการณ์จึงไม่อาจกล่าวได้ว่านายจตุภัทร์จะหลบหนีหากมีการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดําเนินคดีในศาลแต่อย่างใด

ส่วนการที่นายจตุภัทร์แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์โดยการโพสต์รูปภาพหรือส่งข้อความบนเฟซบุ๊คภายหลังการปล่อยชั่วคราวตามที่กล่าวอ้างว่าเป็นการแสดงออกถึงพฤติกรรมในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองนั้น คนส. มีความเห็นทางวิชาการว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพที่สามารถทำได้ตามกฎหมายเนื่องจากมิได้มีกฎหมายกำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น ซึ่งมาตรา 108/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้กำหนดให้การเย้ยหยันอำนาจรัฐหรือการไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นเหตุในการสั่งไม่อนุญาตประกันตัว อีกทั้งศาลก็ไม่ได้กำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการประกันด้วย การไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นเป็นข้อยกเว้นในทางกฎหมาย ซึ่งในทางนิติวิธีนั้นการบังคับใช้กฎหมายในกรณีข้อยกเว้นจะต้องกระทำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นบทบัญญัติซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยแล้ว ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยนอกเหนือจากที่บทบัญญัติกฎหมายกำหนดเอาไว้ได้

นอกจากนี้ ไม่ปรากฎว่านายจตุภัทร์ได้กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติดังที่มีการกล่าวอ้าง และในการไต่สวนของศาลจังหวัดขอนแก่นก็ไม่ปรากฎว่ามีพยานหลักฐานยืนยันว่าการกระทำของนายจตุภัทร์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ หากจะมีการกระทำที่เป็นความผิดก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากออกไป มิใช่เหตุที่จะนำมาขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด

การที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งถอนประกัน จึงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่สังคม และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มนักกฎหมายว่าการพิจารณาดังกล่าวอาจไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ

3. ในภาวะที่เป็นอยู่นี้ คนส. มีความห่วงใยต่อทิศทางการบังคับใช้กฎหมายในทางที่จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม องค์กรตุลาการซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในนิติรัฐพึงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะคุณค่าที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญและได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทย ควรจะต้องตระหนักและแสดงบทบาทของตนในการตรวจสอบว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยคำนึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลล่างด้วย มิใช่ทำตัวเสมือนเป็นผู้พิทักษ์อำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรมนั้นเสียเอง

เมื่อนายจตุภัทร์ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจะมีการหลบหนี ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดําเนินคดีในศาล คนส.จึงไม่เห็นด้วยกับคำสั่งเพิกถอนประกันของศาลจังหวัดขอนแก่นและคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งถอนประกันของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังที่ได้แสดงเหตุผลไว้แล้วข้างต้น

คนส.จึงขอเรียกร้องให้ศาลในฐานะองค์กรตุลาการซึ่งเป็นที่พึ่งในการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ทบทวนการพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายจุตภัทร์ เมื่อมีการยื่นคำร้องตามกระบวนการของกฎหมายเพื่อคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมและยืนยันหลักการพื้นฐานของนิติรัฐ

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)
28 ธันวาคม 2559


'ผสานวัฒนธรรม' ชมทหารชุมแพ เหตุถอนคำร้องทุกข์ 2 นักกิจกรรมในคดีหมิ่นประมาท

Posted: 27 Dec 2016 11:46 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชื่นชมทหารชุมแพถอนคำร้องทุกข์ 'ศรายุทธ ฤทธิพิณ - เจด็จ แก้วสิงห์' นักกิจกรรมด้านที่ดินในคดีหมิ่นประมาท พ่วงพ.ร.บ.คอมฯ หวัง จนท.เข้าใจการทำงานเป็นสื่อกลางประสานความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชนต่อไป

28 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ว่าเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2559 นายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ และขอถอนคำร้องทุกข์ที่ให้ดำเนินคดี ศรายุทธ ฤทธิพิณ นักข่าวสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินอีสาน และ เจด็จ แก้วสิงห์ ชาวบ้านบ้านซำผักหนาม นักกิจกรรมด้านที่ดิน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ได้ร้องทุกข์ไว้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2559 โดยคาดว่าการถอนคำร้องทุกข์นี้จะทำให้คดีสิ้นสุด
ก่อนหน้านี้มีการพบปะกันระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับตัวแทนกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2559 โดยหลังการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างชาวบ้านกับตัวแทนของทหารจนนำมาสู่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่มาของคำร้องทุกข์ดังกล่าวดังกล่าวอาจจะสืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่จำนวนอย่างน้อย 8 นายนำโดยทหารได้ขอเข้าพบชาวบ้านเมื่อวันที่ 4 และ 5 ส.ค. 2559 ก่อนการลงประชามติ ในพื้นที่บ้านซำผักหนาม โดยก่อนหน้านี้ทางนักกิจกรรมด้านที่ดินสองรายได้ประสานขอความช่วยเหลือคดีจากศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จากการให้คำปรึกษาและประสานงานกับทางพนักงานสอบสวนและทางทหารทำให้ชาวบ้านได้โอกาสในการแก้ไขปัญหาที่ดินของชาวบ้านที่ยากไร้ ไม่ต้องมีภาระในการต่อสู้คดี โดยทางทหารก็ยินดีให้ความเป็นธรรมและทำงานร่วมกันกับชาวบ้านต่อไป

อนึ่งในวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมือง ได้มีการเชิญให้พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจชุมแพมาให้ข้อมูลซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการรายงานความคืบหน้าว่าได้มีการดำเนินการถอนร้องทุกข์โดยผู้กล่าวหาแล้วและจะเร่งดำเนินการทำหนังสือแจ้งต่อผู้ถูกกล่าวหาต่อไปว่าไม่มีความจำเป็นในการดำเนินคดีต่อไป โดยก่อนหน้านั้นประธานอนุกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่และมีโอกาสพบกับชาวบ้านและผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนดังกล่าวด้วย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่มชมบทบาทของผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการเพื่อให้เกิดการถอนฟ้อง ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านและนักกิจกรรมด้านสิทธิในที่ดินได้ทำงานตามหน้าที่ของตนโดยเป็นสื่อกลางประสานความเข้าใจระหว่างรัฐกับประชาชนต่อไป
ขับเคลื่อนโดย Blogger.