Chaturon Chaisang
ผมได้เขียนถึงความเลวร้ายของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไปแล้วหลายครั้ง
ผ่านไป 14 ปี แทนที่จะรู้สึกว่าการรัฐประหารครั้งนั้นเป็นเรื่องเก่าที่มีความหมายน้อยลงเมื่อเทียบกับการรัฐประหารครั้งหลังสุดเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แต่กลับยิ่งเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นได้ทำความเสียหายต่อประเทศชาติไว้มากมายจริงๆ

การรัฐประหารในครั้งหลังและการทำลายประชาธิปไตยหลังจากนั้นมาถึงปัจจุบัน ความจริงก็คือกระบวนการต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้ประเทศถอยหลังไปสู่ระบอบเผด็จการ สร้างกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง ไม่สามารถกำหนดอนาคตของประเทศและของชีวิตตนเองได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของตุลาการภิวัฒน์ที่ทำให้ฝ่ายตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับการเมืองอย่างไม่ยุติธรรมจนทำให้กลายเป็นความขัดแย้งแบ่งข้างที่ยากจะแก้ไขและระบบยุติธรรมเองก็เสื่อมความน่าเชื่อถือลงไปด้วย ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระขาดความเป็นกลางและไม่มีความยึดโยงกับประชาชนแต่กลับอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่ไม่มาจาการเลือกตั้งและต่อมาก็อยู่ใต้การกำกับแทรกแซงของหัวหน้าคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน วุฒิสภาที่เคยมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดถูกยกเลิกไปเปลี่ยนเป็นแบบผสมและต่อมากลายเป็นมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยหัวหน้าคณะรัฐประหารเช่นกัน พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอลงเป็นลำดับจนกระทั่งปัจจุบันแทบไม่เหลือบทบาทในการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศตามความต้องการของประชาชน รัฐประหารปี 49 ลดอำนาจการตรวจสอบของประชาชนและปัจจุบันอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานรัฐก็เกือบจะไม่เหลืออะไร
การรัฐประหารปี 49 ถูกเรียกว่าเป็นการ “เสียของ” แล้วการรัฐประหารปี 57 ที่บอกว่าจะต้องไม่ให้เสียของก็กลับกลายเป็นการไม่เสียของสำหรับผู้ยึดอำนาจจริงๆ แต่เป็นความเสียหายอย่างยับเยินสำหรับประเทศทั้งประเทศ
มองความต่อเนื่องของกระบวนการทำประเทศให้ถอยหลังที่เริ่มจาก 19 กันยายน 2549 ผ่าน 22 พฤษภา 2557 มาจนถึงปัจจุบันแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าต้นธารแห่งหายนะที่แท้จริงก็มาจากการรัฐประหารปี 2549 ที่ต้องการหยุดยั้งการให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศตามเจตจำนงของการปฏิรูปการเมืองที่มีขึ้นก่อนหน้านั้นนั่นเอง
มอง 19 กันยายน 2549 ในวันนี้ สิ่งที่แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆมาอย่างมากเป็นพิเศษก็คือภาพการยื้อยุดระหว่างพลังที่ต้องการดึงประเทศให้ถอยหลังไปสู่ระบอบเผด็จการกับพลังที่ต้องการผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้เปลี่ยนไปอย่างมาก
พลังที่ยื้อยุดกันอยู่ยังคงอยู่และคงจะชักเย่อกันต่อไป แต่ที่ไม่เหมือนที่ผ่านมาเลยก็คือได้เกิดพลังใหม่แกนนำใหม่ที่มุ่งมั่นจะนำพาประเทศพ้นจากปลักตมแห่งความล้าหลังให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักยภาพ นั่นก็คือพลังของนักเรียนนักศึกษา พลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังประสานเข้ากับประชาชนอีกมากมายมหาศาลทั่วประเทศ
ที่ทำให้การนึกถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นระทึกใจเป็นอย่างยิ่งก็คือการที่นักเรียนนักศึกษา คนหนุ่มสาวที่เข้มแข็งกล้าหาญและมีพลังนี้ ได้เลือกเอาวันที่ 19 กันยายน วันนี้มาเป็นวันเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ทรงความหมาย
เขียนถึงวันที่ 19 กันยาจนมาหลายครั้ง มักต้องพูดถึงการหยุดชะงักหรือการถอยหลังของประเทศปีแล้วปีเล่า ปีนี้มานึกถึงอดีตกันในวันที่กำลังมีการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ด้วยพลังที่มีศักยภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายสิบปีที่ผ่านมา




นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และรองประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมอนุกรรมาธิการมีมติเห็นชอบงบจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนของกองทัพเรือ จำนวน 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท โดยได้แสดงเอกสารบันทึกข้อตกลงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือต่อสื่อมวลชนที่มีการระบุว่าเป็นสัญญาจีทูจี’พร้อมกล่าวว่า เมื่อมาตรวจสอบ กลับพบว่า ไม่ใช่สัญญาจีทูจี แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลง และสัญญาที่เซ็นไป ก็เป็นเพียงแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำเท่านั้น ไม่มีลำที่ 2 หรือ 3 ไม่มีข้อผูกพันอะไร เอกสารที่ลงนามสัญญา ฝั่งไทยคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ในปี 2560 และฝั่งจีนที่ลงนามด้วยคือ บริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน ซึ่งจุดนี้ จะนำไปสู่หนังม้วนยาว ขอตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมปกปิดเอกสารมาโดยตลอด หากเป็นสัญญาแบบจีทูจีจริง ผู้ลงนามฝั่งไทย ก็ไม่มีอำนาจลงนามแทนรัฐบาลไทย เพราะผู้มีอำนาจ คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาลไทยด้วย และตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือก็ไม่สามารถรับมอบอำนาจได้ คนที่รับมอบอำนาจได้ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงต้องเป็นโมฆะ แต่เรื่องนี้ ในคณะอนุกรรมาธิการฯ กองทัพเรือไม่สามารถชี้แจงได้เลย อ้างแต่เรื่องความมั่นคงทางทะเล ทั้งที่ความอดอยากของประชาชนทั้งภัยพิบัติน้ำท่วมในขณะนี้ สำคัญกว่าเรือดำน้ำ
.
นายยุทธพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางต่อไปที่จะต่อสู้ คือ ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม เวลา 13.00 น.คณะกรรมาธิการงบประมาณชุดใหญ่ จะให้อนุกรรมาธิการฯชี้แจงเรื่องเรือดำน้ำ ตนจะเสนอให้กรรมาธิการชุดใหญ่ทบทวนเรื่องนี้ ขอให้กองทัพเรือนำหนังสือสัญญามาแสดง หากแสดงไม่ได้ สัญญาจะต้องเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่มีความโปร่งใส มีความไม่ชอบมาพากล ทั้งนี้ หากคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ดึงดันให้ผ่าน จะเสนอให้มีมติในคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ โดยให้กรรมาธิการลงชื่อเป็นรายบุคคลแบบเปิดเผยชื่อ เพื่อดูว่า ใครเห็นความสำคัญของเรือดำน้ำ มากกว่าความอดอยากของประชาชน แต่หากโหวตแล้วยังแพ้เสียงส่วนใหญ่ในซีกรัฐบาล ก็จะเดินหน้าต่อไปเพื่อฟ้องกับประชาชน เพราะเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างมาก ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ เคยประกาศว่า เลือกเรือดำน้ำจีน เพราะได้คุณภาพดีในราคาประหยัด อีกทั้งยังซื้อ 2 แถม 1นั้น แล้วทำไมวันนี้ กลายเป็นว่าซื้อเรือดำน้ำทั้งหมด 3 ลำ แปลว่าอะไร
.
ขณะที่ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า หลังจากที่พวกตนโหวตแพ้ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้และบันทึกไว้ว่า จะนำไปต่อสู้ในที่ประชุมสภาฯขณะลงมติวาระที่ 2-3 และจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป เพราะเรื่องนี้เหมือนเป็นใบสั่ง ตอนแรกทุกคนอภิปรายไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็โหวตเห็นด้วย
.
“ผมไปนอนคิด2วัน ผมว่า รัฐบาลป่วยแล้ว ลืมประชาชน ลืมสิ่งที่พูดไว้ว่า พี่น้องประชาชนต้องรัดเข็มขัด ต้องประหยัด แต่ก็มาดันเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้เป็นง่อย แต่ป่วย เรื่องนี้ ยืนยันว่า วาระ 2 เชื่อว่า เพื่อนร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการจะมาร่วมแจมด้วย เพียงแต่วันนั้น 4 ท่านในอนุกรรมาธิการคือโทรมาประสานได้ง่าย เดี๋ยวได้พิสูจน์กันว่าคนเป็นผู้แทนในภาวะวิกฤติ หากยังแบกหามรัฐบาลอยู่ ก็เชิญตามสบาย หากเห็นว่าพร้อมยุบสภาไหม ผมพร้อม วันนี้คนไทยกำลังโดนต้ม 2 แถม 1 บ้าง ทำเอ็มโอยูบ้าง ทั้งที่จริงๆไม่มีอะไรเลย เรื่องนี้ไม่จบแน่ ผมเดินหน้าเตรียมฟ้องประชาชน” นายครูมานิตย์ กล่าว
.
นายยุทธพงศ์ กล่าวเสริมอีกว่า หากนายกรัฐมนตรียังดึงดันที่จะซื้อเรือดำน้ำ เชื่อว่า จะเป็นจุดจบของรัฐบาล และหากรัฐบาลเดินหน้าต่อ จะขอเชิญชวนประชาชนให้ออกไปร่วมการชุมนุมกับนิสิตนักศึกษาเพื่อขับไล่รัฐบาล ตนขอถามนายกรัฐมนตรีว่าหัวใจทำด้วยอะไร นายกไทยหัวใจเรือดำน้ำจีน

  


แต่ฝ่ายประชาธิปไตยกลับดรามา หาว่าพรรคก้าวไกลไม่ยอมแก้หมวด 2 ธนาธร ปิยบุตร เก่งแต่ผลักมวลชนไปตาย
ไม่รู้ฟังได้ศัพท์กันบ้างหรือเปล่า
ทำไมหูเหมือนศรีสุวรรณ
:
1.เอาความเข้าใจ รธน.เบื้องต้นไปก่อนนะ
รธน.มาตรา 256 (1) การยื่นญัตติแก้ รธน.ต้องใช้ ส.ส. 1 ใน 5
จาก 487 คนคือ 98 คน
พรรคก้าวไกลมี ส.ส.54 คน ยื่นไม่ได้ ไม่ว่ามาตราไหนหมวดไหนก็ตาม จะยื่นยกเลิก 250 ส.ว. มาตรา 269-272 ยังยื่นไม่ได้เลย
:
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวไกลถอนชื่อ จากญัตติพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง สสร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ห้ามแก้หมวด 1-2 (ซึ่ึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเอาด้วย)
:
พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ต้องเปิดกว้างให้ สสร.พูดคุยหารือถกเถียงกันได้ทุกหมวดทุกมาตรา
(เป็นโอกาสที่นักศึกษาประชาชนจะได้นำเสนอเข้าไปให้ สสร.พิจารณา สังคมจะได้ถกเถียงกัน)
การไปบล็อก สสร.ไว้ว่า "ห้ามแก้" ก็คือ "ห้ามพูด" สสร.ก็พูดไม่ได้ นักศึกษาประชาชนก็พูดไม่ได้ เพราะ สสร.จะข้าม 2 หมวดนี้ไป
:
เมื่อสื่อไปถาม ส.ส.ก้าวไกลว่าต้องการแก้หมวด 2 ใช่หรือไม่
เขาก็ต้องตอบว่าไม่ใช่
เพราะตามที่ว่ามาคือ 1.ยื่นญัตติเองไม่ได้อยู่แล้ว
2.การแก้รัฐธรรมนูญจะอยู่ที่ สสร.
สิ่งที่ก้าวไกลเรียกร้องคือ เปิดพื้นที่ให้ สสร.และประชาชน ได้ถกเถียงกันเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2
(แน่ละ 3 เขาก็ต้องป้องกันการโจมตี เพราะสื่อจะถามให้เป็นประเด็นเอาไปเล่นงาน "ล้มเจ้า" ถ้าตอบไปว่าอยากแก้หมวด 2 จนตัวสั่น ทั้งที่ความเป็นจริงทำไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์และเป็นโทษมากกว่า)
:
ถามว่าตอบอย่างนี้ผิดตรงไหน
ทำไมไปตีความว่าหัวเด็ดตีนขาดก้าวไกลก็จะไม่แก้
กลายเป็นพรรคการเมืองปกป้องศักดินา?
หรือทำตัวเองหล่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยไปตาย
:
3.การเป็นพรรคการเมือง กับการเป็นปัจเจกชน
มันมีบทบาทภาระหน้าที่แตกต่างกัน
พรรคการเมืองต้องเป็นตัวแทนประชาชนวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะประชาชนหัวหอก แล้วก็ต้องวางภาระหน้าที่ของตัวเองอีกระดับ เพื่อเอาสถานะในสภามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว
ถ้าไม่เข้าใจหลักการนี้ก็จะเอาแต่เรียกร้องให้พรรคการเมืองอยู่แถวหน้า ตายก่อน (ความจริงอนาคตใหม่ก็ตายแล้วไง)
:
ปัจเจกชน นักวิชาการ เสนอข้อเรียกร้องแหลมคม
พรรคการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายค้านไม่ได้มีอำนาจทำตามนั้น
(ต่อให้เป็นรัฐบาล ผมก็ว่าทำไม่ได้)
เขาไม่จำเป็นต้องมาแอ่นรับ ถือธงนำหน้า เพราะเขาต้องพิจารณาความเสี่ยงรอบด้าน เขายังมีภาระหน้าที่อื่นอีกมากที่ต้องต่อสู้ในสภา
แต่บทบาทสำคัญของเขาคือ ปกป้อง แสดงจุดยืนว่านี่เป็นสิทธิเสรีภาพ ที่จะเรียกร้องได้ ไม่ผิดกฎหมาย ใช้สถานะ ส.ส.มาดูแลม็อบ ประกันตัว แล้วก็เรียกร้องให้สังคมเปิดพืนที่รับฟัง ให้การตั่้ง สสร.เปิดกว้าง ฯลฯ อย่างที่ก้าวไกลทำ แล้วมันผิดอย่างไร
:
ถ้าดูในความเป็นจริง ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ วันนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 2
ต่อให้พรรคก้าวไกลมี 99 เสียง เสนอได้ ก็แค่สะใจเท่านั้น
(ต่อให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ก็ถูกรัฐประหาร)
สิ่งที่จะต้องทำและที่จะเป็นไปคือการรณรงค์เผยแพร่ให้กว้างขวาง อย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากด้านล่าง
ซึ่งก็ต้องยกย่องว่าเริ่มจากปัจเจกชนคนกล้าเป็นหัวหอก
:
ผมเคารพชื่นชมคนที่กล้าเสี่ยง
เพียงต้องเข้าใจว่า คนอื่นอีกเป็นจำนวนมากไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะเป็นหัวหอกแบบคุณ
หรือบางคนเขาก็คิดว่า (ตกใจด้วย) มันเร็วไปไหม
กระนั้นเมื่อคุณโดดออกมาเป็นหัวหอก ทุกคนก็พร้อมจะเป็นพลังปกป้อง สนับสนุน ในภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไป
(ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกามาด้วยกันแล้ว จะทิ้งกันได้ไง)
:
พูดอีกอย่างว่า ในการตัดสินใจครั้งนี้
คุณเป็นผู้กล้า ท้าทาย ไปยืนเสี่ยงปากเหว
โดยที่คนร่วมขบวนไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ต้องพลอยโจนไปด้วยกัน คือต้องปกป้อง ต้องสนับสนุน
(และมีด้านดีที่ได้การขานรับจากเยาวชนนักเรียนนักศึกษา)
แต่จะบอกว่า เฮ้ย ทุกคน พรรคการเมือง สื่อ นักวิชาการ
ต้องมายืนปากเหวด้วยกันสิ
มันไม่ใช่มั้ง
:
4.สำหรับคนที่ลี้ภัย
เขามีคุณูปการให้การข้อมูลความรู้ความตื่นตัวอย่างที่คนในประเทศทำไม่ได้ เคลื่อนไหวอย่างที่เราทำไม่ได้
:
แต่เวลาที่เขาเรียกร้องให้คนในประเทศทำอะไร
จะพูดว่าไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจังหวะก้าว ฯลฯ ไม่เข้าใจหลักการเคลื่อนไหวอะไรเลย ยังน้อยไป
เขาไม่เคยมองความเป็นจริงที่คนในประเทศต้องเผชิญ ไม่เคยมองความเสี่ยง ความจำเป็นที่จะต้องหลบเลี่ยงรักษาสถานะเพื่อต่อสู้ต่อไป ของคนส่วนต่างๆ
ใครไม่ทำอย่างที่เขาต้องการก็กลายเป็นคนขี้ขลาดไปหมด
กลายเป็นผลักคนอื่นไปตาย
:
ทำไมไม่คิดบ้างว่าที่ตัวเองเรียกร้อง
คือผลักคนอื่นไปตาย
 



เครือข่ายสลัม๔ภาค Four Regions Slum Network

แถลงการณ์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค
ในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย

เมื่อรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามปิดปากคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้นำแรงงาน นักกิจกรรมทางการเมือง ที่ต้องถูกจับกุม ดำเนินคดี จากการจัดเวทีนำเสนอข้อเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย เครือข่ายสลัม 4 ภาค เห็นว่าไม่อาจจะยอมรับการคุกคามนักศึกษา และประชาชนได้อีกต่อไป จึงขอร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องใน 3 ประการ คือ
1. หยุดคุกคามประชาชนในทุกรูปแบบ และให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยทุกคนโดยทันที
2. ให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วม
3. ให้ดำเนินการยุบสภา หลังได้รัฐธรรมนูญใหม่
และเครือข่ายสลัม 4 ภาค จะเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อมทั้งร่วมปกป้องนักต่อสู้ที่เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ตามระบอบประชาธิปไตย
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563



Atukkit Sawangsuk

ขอโต้แย้งคำสั่งศาล ห้ามกระทำซ้ำคืออะไร
ถ้าว่าตามข้อหา คือห้ามยุยงปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคง
ซึ่งเป็นการเต้าเอาเองของตำรวจ

จากการจัดชุมนุม ร่วมชุมนุม ขึ้นเวทีปราศรัย เล่นดนตรี โดยที่หลายคนก็ไม่ใช่แกนนำ ไม่ใช่ผู้จัด แค่มาร่วม ก็โดนยัดข้อหา
:
การชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิชุมนุมไล่รัฐบาล ขึ้นเวทีด่ารัฐบาล เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา หยุดคุกคาม "ฮอคกี้" ก็มีสิทธิจะขึ้นไปร้องเพลงประเทศกูมี
:
ถ้าศาลจะห้ามกระทำซ้ำ ศาลและตำรวจก็ต้องบอกให้ชัด
ว่าพฤติกรรมใดที่เป็นความผิดฐานบ่อนทำลายความมั่นคง ยุยงปลุกปั่น (เช่น ร้องเพลงประเทศกูมีผิดตรงไหน ถึงโดนข้อหาร้ายแรง)
:
ศาลไม่สามารถห้ามการกระทำที่ถูกต้อง ที่เป็นสิทธิพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย คือการไปร่วมชุมนุม การขึ้นเวทีปราศรัย การเล่นดนตรี
:
ถ้าห้ามคลุมไปหมดเช่นนี้ ก็เท่ากับศาลตกเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปรียบเหมือนกับเดินอยู่ดีๆ ตำรวจมายัดข้อหาภัยสังคม ให้ศาลสั่งห้ามออกจากบ้าน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน หรือยังไม่ได้ไต่สวนเลยด้วยซ้ำว่าการตั้งข้อหามีน้ำหนักพยานหลักฐานเพียงไร
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_2316036



เส้นทางข้างหน้า
โดย จักรภพ เพ็ญแข

ภาพที่น้อง ๆ สร้างขึ้นมารายรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวานนี้ งามตระการตานัก พวกลุง ป้า น้า อา และพี่ ๆ ทั้งหลายที่กรุยทางมารู้สึกหายเหนื่อยไปมาก จึงขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมมา ณ ที่นี้ครับ แต่ขณะเดียวกันก็ขออนุญาตแนะนำอะไรหน่อยสำหรับงานข้างหน้า
1. เขายังไม่ปราบ เพราะกลัวปราบแล้วจะลุกลามใหญ่ เขาจึงสั่งให้ตั้งข้อหากับแกนนำเป็นคนๆ ไป อาจจะเล่นงานผู้สนับสนุนบางคน จุดประสงค์คือเพื่อให้กลัวและไม่กล้าชุมนุมใหญ่อีก ตอนนี้พวกเราจะช่วยเตรียมเรื่องของคดีและไฟที่ฉายเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะโจรฝ่ายอำมาตย์มีแทรกอยู่ในตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์อย่างครบชุด
2. เขาไม่ลดราวาศอกง่ายๆ เพียงเพราะลูกหลานยกขบวนมาขอ คนใหญ่ที่สุดอาจจะมีอารมณ์บางขณะอยากยอมบ้าง แต่คนรองลงมาอยากจะฆ่าอย่างเดียว เช่นเดียวกับลูกน้องเก่าของรุ่นเดิม เพราะกลัวความชั่วเก่า ๆ จะโผล่และผลประโยชน์อันมหาศาลจะหดหายไป พวกนี้กำลังหาจังหวะสู้กลับ แต่เรามีข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้
3. น้องๆ อย่าตกหลุมเรื่องสถาบันนิยม การแย่งชิงการนำ การจัดการด้านโลจิสติกส์ของการประท้วง จงให้ความสนใจกับการขยายเครือข่ายในเมือง และโอบกอดรากหญ้าให้แน่นไว้
4. ผมและพวกเราที่อยู่ข้างนอกก็จะทำแบบที่ข้างนอกทำได้ ซึ่งมีหลายอย่าง บางอย่างจะทำไปโดยไม่บอก ซึ่งต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า เพราะบอกแล้วอาจเสียเรื่องได้ งานเหล่านี้จะตีกรอบให้เครือข่ายอำนาจอยู่ในที่ที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับน้องๆ ได้มากนัก เรามีข้อมูลมากขึ้นแล้วในขณะนี้เช่นกัน
5. ปลื้มใจมากที่น้องๆ ยอมรับบทบาทและการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง โปรดรู้ว่า ความไม่บริสุทธิ์บางส่วนในอดีตของขบวนการ ไม่ใช่ความผิดของมวลชน ส่วนจะเป็นของใครเราให้ประวัติศาสตร์ตัดสินอาจจะนุ่มนวลกว่า น้องจงรักมวลชน เขารักน้องทุกคน และเขาพร้อมจะช่วยน้องๆ ให้บรรลุความตั้งใจในชีวิตของน้องๆ ซึ่งความจริงก็คือฝันและความมุ่งมั่นอย่างเดียวกันกับของเขานั่นเอง
สุดท้าย จงจำไว้ว่า คนเราทำความดีได้ไม่จำกัด ถ้าไม่สนใจว่าใครจะได้หน้า
ด้วยรัก

จักรภพ เพ็ญแข
17 สิงหาคม พ.ศ. 2563



ภาพยอดเยี่ยมที่สุดของวันนี้ เป็นภาพยามเช้าที่โรงเรียนนักเรียนมัธยมเตรียมชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ประเพณีนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อลัทธิทหารแบบคลั่งชาติเข้าแผ่เป็นกระแสนำแทนลัทธิชาตินิยมรักชาติ แต่เนื่องจากฝ่ายทหารทำรัฐประหารอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2490 มาถึงวันนี้ จึงทำให้คำพูดว่า การชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสานั่นเพื่อความมั่นคงของชาติ

แต่เมื่อนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมกันเมื่อ 12 สิงหาคมที่อักษรศาสตร์ จุฬา ได้ยืนตรงเคารพธงชาติเวลา 18.00 น. อันเป็นผลผลิตที่ตกค้างจากลัทธิทหารยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับชู 3 นิ้วแห่งแรงปรารถนาที่ต้องการสร้างชาติไทยให้เจริญมั่งคั่งกว่านี้ที่ไม่พัฒนามายาวนาน นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้ประสานการสร้างชาติใหม่ด้วยหลัก 3 นิ้ว 3 ประการ 1) หยุดคุกคามนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชน 2) ยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ 3) สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ไม่มี ส.ว:แต่งตั้ง 250 คน

ภาพนักเรียนชายหญิง 7 คน ที่กำลังร่วมกันชักธงชาติของพวกเขา สองคนจับเชือก หญิงคนหน้าเตรียมร้องนำ นักเรียนชายสองหญิงสองหันหลังแถวหน้าสุดได้ร่วมสดุดีเคารพชาติของพวกเขาด้วยความรักอย่างตรึงใจ อย่างแตกต่างไปจากที่พวกเขาเคยคิดว่า กิจกรรมนี้ยามเช้าช่างน่าเบื่อหน่าย แต่ที่จริง วันนี้ พวกเขาได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ชาติเป็นของพวกเขาทุกคน หาใช่ของใครคนใดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ ดังนั้น แนวทางรักชาติของพวกเขาจึงจะไม่ยอมให้ชาติของเราตกอยู่ใต้อำนาจมือของคนพวกโบราณคลั่งอำนาจพาประเทศตกต่ำอีกต่อไป

หากดูคลิป ครูในชุดสีกากี ที่พยายามดึงโยกนักเรียนชาย กลายเป็นตัวแทนอำนาจรัฐเผด็จการรัฐประหารที่ดูจะแสนตลกยิ่ง ฉุนเฉียว แทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่นักเรียนสิ กลับยืนหยัดมั่นในจุดยืนของพวกเขา เพราะชาติคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเขา ที่พวกเขาต้องร่วมกันกำหนดด้วยตัวเอง
ภาพนี้ และคลิปนี้ พึงต้องได้รับการจัดแสดงใน มิวเซียมประชาธิปไตย ฉายบนจอผนังใหญ่สูงสามชั้น วนไปมาทั้งวันที่มิวเซียมเปิด เพราะภาพนี้จะส่งผลสะทือนไปเหมือนฝนที่พร่ายพรมให้ทั้งแผ่นดินของเราได้ชุ่มฉ่ำ ให้เมล็ดพันธุ์ไทยใหม่ได้เกิดกล้าเติบโต

ขอบคุณนักเรียนทั้งแผ่นดิน ที่ #ให้มันจบที่รุ่นเรา
#ประเทศไทยเป็นของเราทุกส่วน
ภาพ ขอบคุณผู้ถ่ายภาพที่แพร่ในเฟส

ขับเคลื่อนโดย Blogger.