LGBTIQ ‘เป็นความผิดปกติทางจิตใจอย่างยิ่ง’ หรือแบบเรียนไทยไม่ปกติ?

Posted: 29 Nov 2016 03:37 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

นักวิจัยระบุแบบเรียนไทย ‘ตอน’ เด็กเรื่องความหลากหลายทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และความฉลาดรู้เรื่องเพศ ตีตราคนหลากหลายทางเพศ ‘เป็นคนผิดปกติทางจิตใจอย่างยิ่ง’ ตอกย้ำหลักสูตรสุขศึกษาตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงความรู้ด้านเพศสภาพ ‘เพนกวิ้น’ ชี้เด็กสมัยนี้ไม่โง่ รู้ว่าแบบเรียนค้านสายตา ซัดการศึกษาไทยมุ่งครอบงำ ไม่ทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง


งานเสวนา 'ความหลากหลายทางเพศในแบบเรียนไทย: บทวิเคราะห์แบบเรียนสุขศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น'

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์แม่วัยรุ่น แม่วัยใส หรือท้องไม่พร้อม-แล้วแต่จะเรียก-ของประเทศไทยมีจำนวนสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ปี 2557 มีทารกเกิดจากแม่วัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี วันละ 334 คน สะท้อนความล้มเหลวของการเรียนการสอนสุขศึกษา-เพศศึกษาของไทยอย่างไร้ข้อแก้ตัว เมื่อ ‘คำสอน’ ในหลักสูตรยังแอบอิงกับศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีที่ตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เยาวชนไทยอยู่ ผลพวงที่ตามมาจึงเป็นดังที่เห็น

ความล้มเหลวของการสอนสุขศึกษา-เพศศึกษา ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ทว่า ยังฉายออกมาจากตัวเนื้อหาที่เหมารวมและผลักให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมทางสังคม ลองดูเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ชื่อ ‘ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด สุขศึกษาและพลศึกษา ม.1’ (พ.ศ.2555) ที่ระบุว่า

‘การเบี่ยงเบนทางเพศเป็นความผิดปกติที่เกิดในคนที่มีความรู้สึกทางเพศ เจตคติ ตลอดจนพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออกแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของสังคมที่พึงปฏิบัติ’

หรือ คู่มือครู สุขศึกษาและพลศึกษา ม.1 (พว.) เขียนว่า

‘เพศชายที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งกับเพศหญิงและเพศชายด้วยกันเอง นักเรียนคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม่ เพราะเหตุใด

‘(ตัวอย่างคำตอบ เป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศ เพราะมีประสบการณ์ทางเพศ ภาวะอารมณ์ ความรักกับทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม ซึ่งถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจอย่างยิ่ง)’

แบบเรียนสุขศึกษา ‘ตอน’ นักเรียนเรื่องเพศ

เพราะแบบเรียนเกิดการประทับตราและถ่ายทอดสู่นักเรียนเช่นนี้ 29 พฤศจิกายน 2559 จึงมีการจัดโครงการเวทีสาธารณะเรื่อง ‘ความหลากหลายทางเพศในแบบเรียนไทย: บทวิเคราะห์แบบเรียนสุขศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น’ ขึ้นที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ โดยวิจิตร ว่องวารีทิพย์ ผู้วิจัย อธิบายสิ่งที่ค้นพบว่า

แบบเรียนสุขศึกษาไทย ทำการ ‘ตอน’ เรื่องเพศนักเรียนใน 3 ประเด็นคือ

1-การตอนเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่มาจากวิธีคิดที่มองว่ามีแค่สองเพศ ชายกับหญิง เท่านั้น เพศที่เกินจากนี้เป็นการเบี่ยงเบนทางเพศและเป็นปัญหาทางเพศ ใช้คำตีตรา แปะป้าย ใช้องค์ความรู้เก่า ที่ไม่มีการอัพเดท เสนอภาพแต่ภาพคนแต่งกายข้ามเพศ และพยายามหาสาเหตุความเบี่ยงเบนโดยการอธิบายว่าเกิดจากการเลียนแบบ ครอบครัวไม่อบอุ่น ทั้งหมดนี้ถือเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่ถูกผลิตขึ้นผ่านแบบเรียน

2-การตอนเรื่องความเสมอภาคทางเพศ แบบเรียนสุขศึกษา ม.ต้น ไม่มีนิยามความเสมอภาคระหว่างเพศ แต่จะยกตัวอย่างว่าต้องให้โอกาสหญิง-ชายเท่าเทียมกัน แต่ก็ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า แต่เราคงไม่อยากให้ผู้หญิงลุกขึ้นมามีสามีหลายคนใช่หรือไม่ เนื้อหายังเน้นไปที่การวางตัวให้เหมาะสมทางเพศและต้องอยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่ดีงามของไทย รักนวลสงวนตัว สุภาพเรียบร้อย ผู้ชายมีความเป็นชายชาตรี ผู้หญิงต้องพูดจาอ่อนหวาน ต้องให้เกียรติเพศชาย ไม่ฟุ้งเฟ้อ เรื่องการวางตัวเมื่ออยู่กับเพศตรงข้าม และการภูมิใจกับเพศของตัวเอง


"และสังคมก็จะคิดว่าศีลธรรมจะเป็นคำตอบของทุกอย่างที่ช่วยคลี่คลายปัญหา วัฒนธรรมไทยดีที่สุด เพราะแบบเรียนบอกแบบนั้น”

3-การตอนความฉลาดรู้เรื่องเพศ ซึ่งพบว่าแต่ละสำนักพิมพ์เน้นย้ำการระมัดระวังตัวของผู้หญิงหรือการรักนวลสงวนตัวสูงมาก หรือเรื่องการช่วยตัวเอง บางสำนักพิมพ์ระบุเป็นความเบี่ยงเบน ขณะที่บางสำนักพิมพ์บอกว่าทำได้ แต่ไม่ควรทำบ่อย รวมไปถึงการสั่งให้ยึดมั่นวัฒนธรรมไทย เด็กดีต้องไม่มีเซ็กส์ในวัยเรียน ถ้ามีความต้องการทางเพศให้นั่งสมาธิ ดำรงตนบนหลักศีลธรรม เป็นต้น

“แบบเรียนลักษณะนี้ทำให้เกิดความพยายามซ่อมเด็ก (หมายถึงซ่อมให้กลับมาเป็นเพศที่ตรงกับเพศกำเนิด) ทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน รู้สึกกดดัน อาจฆ่าตัวตาย ทำให้ยากที่จะเกิดความเสมอภาคทางเพศ ผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดกลับเป็นฝ่ายถูกตั้งคำถาม ขณะที่พ่อแม่เองก็ถูกกดดัน ถ้าวันหนึ่งลูกเกิดชอบเพศเดียวกัน อยากทาลิปสติก พ่อแม่ก็จะกลัวว่าเราเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีหรือเปล่า พ่อแม่กลายเป็นแพะ และสังคมก็จะคิดว่าศีลธรรมจะเป็นคำตอบของทุกอย่างที่ช่วยคลี่คลายปัญหา วัฒนธรรมไทยดีที่สุด เพราะแบบเรียนบอกแบบนั้น” วิจิตร สรุป

ในการพูดคุยมีตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ วรรณี จันทรศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาสื่อการเรียนรู้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้ให้ข้อมูลว่า ในการตรวจประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ของเอกชนนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะประเมินโดยยึดตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เนื้อหาในแบบเรียนจะต้องสอดคล้องกับตัวชี้วัด สาระของหลักสูตร และหลักสูตรแกนกลาง เช่น ถ้ากำหนดคำว่า การเบี่ยงเบนทางเพศ ผู้ผลิตแบบเรียนเอกชนก็ต้องนำเสนอเรื่องนี้ เพียงแต่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดในการนำเสนอ

ความหลากหลายทางเพศไม่ใช่ความผิดปกติ

ถ้าการผลิตแบบเรียนผูกกับหลักสูตรแกนกลางย่อมสะท้อนว่า หลักสูตรแกนกลางตามไม่ทันพลวัตรเรื่องเพศ ทั้งในเชิงสังคม มานุษยวิทยา และการแพทย์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร แพทย์ประจำคลินิกเพศหลากหลายในวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า ปัญหาที่มาจากบทเรียนน่าจะมาจากผู้เขียนหรือผู้เกี่ยวข้องไม่มีความเข้าใจเรื่องเพศอย่างลึกซึ้ง เพราะองค์ความรู้เรื่องเพศมีพลวัตร แม้แต่ในวงการแพทย์ก็ใช่ว่าแพทย์ทุกคนจะเข้าใจ

“ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า เพศมีความซับซ้อนมากกว่าแค่ชายกับหญิง ถ้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาจากที่เคยมีจู๋ แล้วไม่มีจู๋ หรือจากที่เคยมีหน้าอก แล้วไม่มีหน้าอก คุณจะยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงหรือเปล่า ดังนั้น เพศจึงเกี่ยวกับสมองหรือความคิดด้วยที่บอกว่าเราเป็นชายหรือหญิง ในภาษาฝรั่งจึงมีอีกคำหนึ่งคือ Gender หรือเพศสภาพ ซึ่งเป็นเรื่องความรู้สึก จิตใจ เพศจึงมีอัตลักษณ์ทางเพศด้วย”

แล้วรู้หรือไม่? บัญชีจำแนกโรค International Classification of Diseases (ICD) ขององค์การอนามัยโลก ที่เคยระบุว่าการรักเพศเดียวกันเป็น ‘ความผิดปกติทางจิต’ ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ 17 พฤษภาคม 2533 ขณะที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขเองก็ทำหนังสือยืนยันว่า การรักเพศเดียวกันไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต ตามที่องค์การอนามัยโลกยืนยัน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 ซึ่งแม้จะช้าไป 12 ปี แต่ก็ชัดเจนว่าความหลากหลายทางเพศไม่ใช่ความผิดปกติ

น่าแปลกใจและน่าสนใจว่า ทำไมหลักสูตรแกนกลางของไทยจึงช้ากว่าองค์การอนามัยโลก 26 ปี และช้ากว่ากรมสุขภาพจิต 14 ปี

การศึกษาที่จับคนใส่กรอบ

“แบบเรียนไทยมีปัญหาอย่างไร เราก็รู้กันมานานแล้ว มันมีลักษณะเหยียดเพศ แต่ข่าวดีในข่าวร้ายก็คือแม้จะมีปัญหาร้อยแปด แต่มันมีอิทธิพลทำให้นักเรียนเชื่อแค่ไหนกัน ผมคิดว่าคงไม่มีใครมองว่าแอลจีบีทีเป็นโรคจิตสักเท่าไหร่แล้ว ผมว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้โง่ การที่แบบเรียนเขียนสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วและค้านสายตาคน เท่ากับเป็นการทำลายตัวแบบเรียนเอง เขียนมายังไงก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะไม่ได้อ่านอยู่ดี” เป็นความเห็นแบบถอนรากถอนโคนของพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น จากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

สำหรับพริษฐ์ เขาคิดว่าอาจไม่ต้องสนใจแบบเรียนมากนัก เพราะการเรียนรู้ของนักเรียนก้าวพ้นแบบเรียนไปแล้ว ที่น่ากังวลกว่าคือตัวการศึกษาไทยเองต่างหากที่ชอบจับคนใส่กรอบ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่รวมถึงศาสนา อายุ อาชีพ ฐานะ เป็นต้น อย่างประเด็นชุดนักเรียน พริษฐ์เชื่อว่าน่ากังวลกว่าแบบเรียนด้วยซ้ำ เพราะเป็นรูปแบบของการครอบงำที่แนบเนียนกว่ามาก เขาย้ำว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่ามองแค่เรื่อเหยียดเพศ แต่ให้มองว่าการศึกษาไทยไม่ได้ทำให้คนเราเป็นตัวของตัวเอง”

แม้ว่าแบบเรียนอาจไม่มีอิทธิพลต่อนักเรียนเช่นดังที่พริษฐ์ว่า แต่เมื่อมันถูกประทับความชอบธรรมจาก ‘ราชการ’ มันย่อมกลายเป็นข้อมูลที่ถูกอ้างอิง หยิบใช้ เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์และเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ หากจะเกิดการแก้ไขหลักสูตร เราคงปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการเล่นเดี่ยวตามลำพังไม่ได้ มิเช่นนั้น แบบเรียนสุขศึกษาไทยคงก้าวไม่พ้นกรอบเพศชาย-หญิงและศีลธรรม-วัฒนธรรมอันดี


'สภานายจ้าง' ห่วงปีหน้าเด็กจบใหม่สายสังคมศาสตร์ โอกาสตกงานมากสูง

Posted: 20 Dec 2016 10:45 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสนิวส์ รายงานว่า ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยเปิดเผยว่าแนวโน้มการจ้างงานในปี 2560 ว่า ภาพรวมการจ้างงานของไทยจะปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 เนื่องจากอัตราว่างงานของไทยยังคงอยู่ระดับต่ำ แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ นักศึกษาจบใหม่ที่จะมีเข้ามาในระบบเพิ่มขึ้นเดือนมีนาคมกว่า 2 แสนคน ส่วนหนึ่งอาจประสบภาวะตกงาน โดยเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์

ดังนั้นหากภาครัฐกำหนดนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อขับเคลื่อนประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องกำหนดแผนพัฒนาแรงงานเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการแรงงานสายอาชีพ เช่น ช่างกล ช่างฝีมือ เป็นต้น พร้อมกับแนะนำว่าสังคมไทยควรให้คุณค่าของการศึกษาภาคอาชีวะมากขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองและเยาวชนกล้าตัดสินใจเข้าเรียนสายอาชีพ

"เราขาดช่าง พอเด็กเข้าไปเรียนแล้วก็ไม่มีระบบที่จะไปรองรับวิทยฐานะของเขาเหมือนในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี หรือประเทศยุโรปอื่น ทั้งที่จริงๆ แล้ว การจบช่างกับจบปริญญาตรีไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เราจะต้องไม่เอาเปรียบเขา เขาต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่าคนจบปริญญาตรี" ธนิต กล่าว พร้อมแนะนำสำหรับนักศึกษา ที่กำลังจะจบใหม่ในปีการศึกษาหน้า ว่า ให้หาความรู้เพิ่มเติมโดยเฉพาะภาษาที่สองและทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนข้อกังวลเรื่องการใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน มองว่า ภาคอุตสาหกรรมไทย อาจต้องใช้เวลาอีกระยะ จะไม่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด

"เราคงไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบเหมือนที่หลายๆ คนฝันไว้ ถึงอย่างไรก็ต้องมีการใช้แรงงาน แต่แน่นอนว่าแรงงานก็จะลดลงในอนาคต เพราะคนมีอายุมากขึ้นและมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่การใช้แรงงานจะไม่ได้น้อยลงอย่างฮวบฮาบ" ธนิต ระบุ

ขณะนี้สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยกำลังหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อวางแนวทางพัฒนาแรงงานให้สอดรับตลาดโลก และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะต้องเน้นให้การศึกษามุ่งไปสู่ไอที คอมพิวเตอร์ ภาษา ช่างกล โดยอาชีพที่เริ่มมีความเสี่ยง คือ สื่อสารมวลชนและการธนาคาร แม้ว่าตัวเลขการว่างงานของไทยขณะนี้จะยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพียงร้อยละ 0.87 แต่การผลิตบุคลากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ก.แรงงาน ดึงบัณฑิตราชภัฏนำร่องพัฒนาฝีมือ การันตีมีงานทำป้อนธุรกิจท่องเที่ยว

ขณะที่รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางการพัฒนากำลังแรงงานหรือนักศึกษาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ รองรับนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engines of Growth) และรองรับการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้พัฒนากำลังคนสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสถานประกอบกิจการ กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนากำลังแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวรายได้ดีและท่องเที่ยวสุขภาพนั้น โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้บัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจากทั่วประเทศได้มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมใน 4 หลักสูตรที่สนใจ อาทิ หลักสูตรบริการอาหารและเครื่องดื่ม การประกอบอาหาร แม่บ้าน และการบริการส่วนหน้า เป็นต้น ใน 4 พื้นที่นำร่อง คือ ลำปาง อุดรธานี ตรัง และส่วนกลาง เพื่อให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีระยะเวลาฝึกอบรม 7 วัน หรือคิดเป็น 42 ชั่วโมง โดย 2 วันแรกเป็นภาคทฤษฎี อีก 5 วันเป็นภาคปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ สำหรับจุดเด่นของทุกหลักสูตรเมื่อจบการฝึกอบรมแล้วจะได้รับใบรับรองและผู้ประกอบการสามารถรับเข้าทำงานได้ทันที
ทั้งนี้ สามารถเริ่มดำเนินการรับสมัครผู้สนใจเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมได้ ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพให้แก่นักศึกษาหรือกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านวิทยากร บุคลากรฝึก อาคารสถานที่ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ การฝึกอบรมวิชาชีพ การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงแรงงานยังได้หารือถึงความร่วมมือในการผลิตกำลังแรงงานให้สอดคล้องตามความต้องการแรงงานในภาคท่องเที่ยวและบริการ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่มัคคุเทศก์ รองรับการเติบโตของบุคลากรภาคธุรกิจท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย


สมัชชาคนจนชี้ศาลยังไม่ตัดสินรัฐฟ้องไล่ที่ชาวบ้าน แต่นายกฯ ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม


Posted: 21 Dec 2016 02:37 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สมัชชาคนจน ตั้งข้อสังเกตหลังนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตาม ม.44 ประกาศพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม ชี้มีชาวบ้านถูกฟ้องคดีอยู่ 29 คน ศาลยังไม่ตัดสิน แต่นายกฯ ออกคำสั่งก่อนก็ศาลตัดสิน 2 วัน

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจ สมัชชาคนจน ได้กล่าวถึงกรณีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 74/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๕๘ ซึ่งมีใจความสำคัญคือการประกาศเวนคืนพื้นที่ในในสองจังหวัดคือ นครพนม และ กาญจนบุรี เพื่อประกาศเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

โดยในเฟซบุ๊กแฟนเพจ สมัชชาคนจน ได้ระบุว่า จากกรณีที่มีการผลักดันให้พื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ กระทั่งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้มีประกาศฉบับที่ 2/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะ 2 ลงวันที่ 24 เม.ย. 2558 ในข้อ 4 ของประกาศดังกล่าว ระบุว่า ให้ท้องที่ตำบลกุรุคุ ตำบลท่าค้อ ตำบลนาทราย ตำบลนาราชควาย ตำบลในเมือง ตำบลบ้านผึ้ง ตำบลโพธิ์ตาก ตำบลหนองญาติ ตำบลหนองแสง ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม และตำบลโนนตาล ตำบลรามราช ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม” ต่อมาวันที่ 18 ม.ค. 2559 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) มีมติเห็นชอบให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแต” ตั้งอยู่ที่บ้านห้อม หมู่ที่ 1 ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เนื้อที่ 1,860 ไร่ เป็นนิคมอุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม เพื่อสนับสนุนให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และภาคเอกชนเช่าพื้นที่ระยะยาวนั้น

ก่อนจะมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม หน่วยงานภาครัฐได้พยายามเคลียร์พื้นที่ที่จะใช้รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว โดยในวันที่ 29 ก.ค. 2557 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้สนธิกำลังเข้าจับกุมชาวบ้านห้อม ต.อาจสมมารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และคำสั่ง คสช. ที่ 64 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ลงวันที่ 14 มิ.ย. 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2557 เข้าดำเนินการจับกุมชาวบ้าน จำนวน 14 ราย โดยอ้างชาวบ้านทั้งหมด บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม

ในระหว่างวันที่ 18 – 22 ส.ค. 2557 นายอำเภอเมืองนครพนม ร่วมกับ กอ.รมน.จว.นพ. ได้เชิญราษฎรที่ถูกกล่าวอ้างว่า บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม” ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 284 ราย มาทำพันธสัญญาและทำความเข้าใจในการดำเนินการขอคืนพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ ตามคำสั่ง คสช. ที่ 64 และคำสั่ง คสช. ที่ 66 ที่หอประชุมอำเภอเมืองนครพนม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่า เป็นการดำเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีเรียกผู้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแต บ้านไผ่ล้อม” ตำบลอาจสามารถ มาทำพันธสัญญา โดยมีสรุปข้อมูลว่า มีผู้บุกรุก จำนวน 284 ราย ผู้บุกรุกมาพบเจ้าหน้าที่ จำนวน 277 ราย ผู้บุกรุกไม่มาพบเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย มีผู้ยินยอมออกจากพื้นที่บุกรุก จำนวน 256 ราย และมีผู้บุกรุกอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง จำนวน 21 ราย

ต่อมาวันที่ 22 ต.ค. 2557 นายอำเภอเมืองนครพนม ได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นายสุภชัย ท้าวกลาง ตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) อำเภอเมืองนครพนม เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ “โคกกระแตบ้านไผ่ล้อม” ตำบลอาจสามารถ จำนวน 21 ราย

โดยคดีดังกล่าวนี้ พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชาวบ้านที่ถูกจับต่อศาลจังหวัดนครพนม ในฐานความผิด ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด อันเป็นการทำลายป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง หรือ เผาป่า กระทำด้วยประการใดอันเป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน โดยคำขอท้ายคำฟ้องของพนักงานอัยการระบุว่า การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตรา ดังนี้คือ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 2, 9, 108 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 ก.พ. 2515 ข้อ 11 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 มาตรา 22 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2522 มาตรา 9 ขอให้ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอศาลได้สั่ง ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองพร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อศาลจังหวัดนครพนมได้สั่งให้ร่วมคดีพิจารณา มีจำเลย จำนวน 29 คน โดยได้มีการนับสืบพยายโจทย์และพยานจำเลยช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ที่ผ่านมา และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 ธ.ค. 2559 เวลา 09.00 น. ณ ศาลจังหวัดนครพนม

ความตายของทูตรัสเซีย: กระสุนแห่งความเจ็บปวด?
Posted: 21 Dec 2016 02:58 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

อังเดร คาลอฟ ทูตรัสเซียประจำตุรกี ขณะกล่าวในงานนิทรรศการภาพถ่ายแห่งหนึ่งที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีเขาจะถูกมือปืนลอบยิง (ที่มา: AKSAM)
หลังเหตุการณ์สังหารนักการทูตรัสเซีย นายอังเดร คาร์ลอฟ (Andrei Karlov) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการา ตุรกี  เมื่อคืน (19 ธ.ค. 59 เวลาท้องถิ่น) พลันในหัวทำให้นึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ขึ้นมาอย่างฉับพลันและพร้อมกับการคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต...

ในประวัติศาสตร์อันสำคัญของโลกเกี่ยวกับสงคราม  เหตุการณ์มกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการี คือ ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ ถูกลอบปลงพระชนม์ใน ค.ศ.1914 ณ. เมืองซาราเจโว ขณะเสด็จเยือนเมืองหลวงของบอสเนีย โดยผู้ลอบสังหารคือ กาฟริโล  ปรินซิพ นักศึกษาชาวบอสเนียสัญชาติเซอร์เบีย  ถือว่าเป็นคนหนุ่ม ที่ปฎิบัติการครั้งนี้และเป็นสาเหตุประการหนึ่งทีทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก

เป็นทีรับทราบกันดีว่าสงครามในซีเรีย ประธานาธิบดีปูตินแห่งประเทศรัสเซียคือผู้หนุนหลังประธานาธิบดีบัชชาร ฮาฟิซ อัลอะซัด ที่ปกครองซีเรีย ผู้ครองอำนาจต่อจากบิดามาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต่อต้าน เกิดการประท้วงภายหลังจากเหตุการณ์อาหรับสปริง บางส่วนกลายมาเป็นกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ใช่มีแต่กลุ่มไอซิส

ปูตินแห่งรัสเซียและบัชชารแห่งซีเรีย ได้ร่วมมือกันก่อสงครามและเข่นฆ่าประชาชนในซีเรียอย่างเลือดเย็น โดยข้ออ้างของการปราบปรามกลุ่มไอซิส การก่อการร้าย ทำให้ประชาชนมุสลิมจำนวนมากที่ติดตามเรื่องสงครามซีเรีย ไม่ชอบและต่อต้านรัฐบาลซีเรียและรัฐบาลรัสเซีย

มุสลิมและผู้คนทั่วโลกจำนวนไม่น้อยได้เห็นถึงความไร้สัจจะของปูตินและบัชชาร จะเรียกว่านโยบายการทูตหรือผลประโยชน์ของประเทศอะไรก็ตาม แต่ในสายตาของคนมุสลิมมันคืออาชญากรสงครามระดับตัวพ่อ ที่ก่อให้ผู้คนเสียชีวิตและผู้อพยพจำนวนมาก 

เหตุการณ์การยิงนักการทูตรัสเซียในกรุงอังการา ของนายเมวลูท แมรท อัลทินทาซ (Mevlüt Mert Altıntaş) เรามุสลิมต้องแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ่ง เพราะนี้ไม่ใ่ช่หนทางของการหยุดสงครามซีเรีย และไม่ใช่แนวทางอันสง่างาม การฆ่าคน ไม่สามารถช่วยเหลือเด็กในซีเรียได้

สำหรับมุสลิมแล้ว เราต้องไม่สนับสนุนวิธีการใช้ความรุนแรงแบบนี้ เพราะนักการทูต, นักบวช, พ่อค้า, ประชาชน เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมที่มุสลิมเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาคือแขกผู้มีเกียรติ เราจำเป็นต้องปกป้องและให้ความยุติธรรมกับพวกเขา

นั้นก็หมายรวมถึงนักการทูตรัสเซียที่มาปฎิบัติงานในกรุงอังการา เราต้องไม่ฉีกสัญญาแห่งการทูตและสัจจะระหว่างกัน เพราะนี้คือความสง่างามที่เราเคยมีในประวัติศาสตร์อิสลาม ท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล.) เคยกล่าวไว้ว่า

“ผู้ใดที่เข่นฆ่าผู้ที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญา เขาจะไม่ได้รับกลิ่นอายของสวรรค์ ทั้งที่กลิ่นของสวรรค์นั้นสามารถสัมผัสได้แม้จะอยุ่ห่างออกไปเป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางสี่สิบปีก็ตาม ”  (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 6914 )

ประวัติศาสตร์อิสลามมีบทเรียนกำชับให้มุสลิมทุกคนปกป้องคนต่างศาสนิกที่อยู่ภายในสังคมอิสลามโดยถือว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นประชากรที่มีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาเสมือนการให้การคุ้มครองแก่ชาวมุสลิมทุกประการ

สำหรับการการฆ่านักการทูตรัสเซียครั้งนี้ เป็นการทำให้รัสเซียเข้มแข็งและชอบธรรมมากกว่าเดิม และจะทำให้ตุรกีและโลกมุสลิมเสียเกียรติ และทำให้สงครามยืดเยื้อและมีเงื่อนไขใหม่ๆขึ้นมา

ข้อสังเกตบางประการ ต่อการสังหารนักการทูตครั้งนี้ คำถามสำคัญคือว่า ทำไมต้องสังหารนักการทูตรัสเซีย การเมืองเรื่องอำนาจในแผ่นดินซีเรีย มีหลายฝ่ายด้วยกันที่ปฎิบัติในนามของรัฐ ทั้งตุรกี อเมริกา ฝรังเศส เยอรมัน รัสเซีย รัฐบาลซีเรีย ฯลฯ

สำหรับผู้ลงมือสังหารเขาคือคนหนุ่ม มีหน้าที่การงานที่ดี และหลังจากที่ลงมือสังหาร เข้าได้ตะโกนเป็นภาษาตุรกี ข้อความที่ส่งออกมาคือ พูดถึงสงครามในซีเรีย เหยื่อ เด็กๆ ที่สูญเสียชีวิต " เราต้องไม่ลืมซีเรีย " น้ำเสียงที่พูดออกไปด้วยความหนักแน่น แต่ข้อความของมันคือ ความเอาใจใส่ชีวิตของผู้คนในแผ่นดินซีเรีย...คำถามคือ ยังมีคนสามัญ คนเล็กคนน้อย และคนจำนวนมาก ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ และทนไม่ได้กับสงคราม  แล้วเราจะรับมือกันอย่างไร ?

สำหรับสังคมมุสลิมแล้วมันคือกระสุนแห่งความเจ็บปวดและความอับอาย เราเจ็บปวดที่เราต้องอยู่กับวิธีการแห่งความรุนแรงที่กระทำในนามมุสลิมเสมอ และเราอับอายที่เราไม่สามารถปกป้อง รักษาชีวิตผู้คนภายใต้สนธิสัญญาได้ ตามที่ท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล) ได้กล่าวและบอกเราทุกคนว่า

“ผู้ใดที่เข่นฆ่าผู้ที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญา เขาจะไม่ได้รับกลิ่นอายของสวรรค์”  (บันทึกโดยบุคอรีย์)


เผยแพร่ครั้งแรกใน: Patani Forum

ปัญหาของผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมในปี 2559
Posted: 21 Dec 2016 03:31 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

ในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมประสบ และมีสถิติเกี่ยวกับการร้องเรียนต่อ กสทช. ซึ่งสะท้อนทิศทางของปัญหาบริการโทรคมนาคมที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ อันเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะเรียนรู้เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้น
จำนวนเรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคมในปีนี้ แม้จะยังไม่ครบปีก็ทำลายสถิติเดิม ด้วยจำนวนกว่า 4,200 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีเพียง 2,913 เรื่อง เกือบร้อยละ 50 โดยประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มกว่าพันเรื่องนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย (ย้ายค่ายใช้เบอร์เดิม) ซึ่งแม้ว่า กสทช. จะกำหนดให้การย้ายค่ายต้องแล้วเสร็จใน 3 วันทำการก็ตาม แต่ผู้บริโภคเกินกว่าครึ่งก็ไม่สามารถย้ายค่ายได้ใน 3 วันหรือถูกปฏิเสธการย้ายค่ายด้วยซ้ำ
หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามประเภทบริการแล้ว เกือบร้อยละ 75 เป็นการร้องเรียนบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รองลงมาคือร้องเรียนบริการอินเทอร์เน็ตร้อยละ 20 และตามมาด้วยปัญหาการตั้งเสาสถานีโทรศัพท์เคลื่อนที่เกือบร้อยละ 3 ส่วนบริการอื่นๆ ที่มีผู้ใช้บริการน้อยก็มีจำนวนการร้องเรียนน้อยลดหลั่นลงมา
แต่หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามกลุ่มปัญหาแล้ว กลุ่มปัญหาที่พบบ่อย 5 อันดับแรก คือ 1. กลุ่มปัญหามาตรฐานและคุณภาพบริการ (ได้แก่ ปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย ปัญหาคุณภาพสัญญาณต่ำ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบริการหรือถูกระงับบริการ เป็นต้น) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 50 2. กลุ่มปัญหาการยกเลิกบริการ (ซึ่งรวมถึงปัญหาการปฏิเสธการยกเลิกสัญญา การคิดค่าปรับหากจะยกเลิกสัญญา) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 15 3. กลุ่มปัญหาการคิดค่าบริการผิดพลาด ประมาณร้อยละ 8 4. กลุ่มปัญหาบริการเสริม (ตัวอย่างเช่น ถูกคิดเงินจากการรับข้อความที่เราไม่ได้สมัครใช้บริการ ยกเลิกบริการประเภทข้อมูลข่าวสารไม่ได้) ประมาณร้อยละ 5 และ 5. กลุ่มปัญหาการตั้งเสาสถานี ประมาณเกือบร้อยละ 3

เมื่อนำจำนวนเรื่องร้องเรียนมาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการแต่ละประเภทแล้ว พบว่า หากมีผู้ใช้บริการประเภทละ 100,000 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่จะร้องเรียนประมาณ 1 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร้องเรียนประมาณ 2 คน และผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะร้องเรียนประมาณ 15 คน โดยสรุปคือ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตพบปัญหามากกว่าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ประจำที่ประมาณ 7 – 15 เท่า
ที่กล่าวมานี้คือปัญหาที่พบจากการร้องเรียนในเชิงสถิติ สำหรับสถานการณ์ของปัญหาสำคัญของผู้บริโภคที่สาธารณชนสนใจ ได้แก่

1. ปัญหาซิมดับจากการหมดสัมปทานของคลื่น 900 MHz ซึ่งแม้ กสทช. จะได้จัดประมูลคลื่นความถี่ แต่ก็จัดประมูลหลังการสิ้นสุดสัมปทาน ทำให้เกิดการสะดุดในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้คลื่นในระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาต และยังเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี 2G ไปสู่ 3G หรือ 4G ทำให้ผู้บริโภคต้องดิ้นรนเปลี่ยนมือถือให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

ในอนาคตประเทศไทยจึงควรมีแผนเตรียมการรองรับการสิ้นสุดสัมปทาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัมปทานเป็นกุญแจสำคัญของคำตอบในปัญหานี้
2. ปัญหาการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยช่องทางบริการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งถือเป็นกลไกการแข่งขันที่สร้างตัวเลือกให้กับผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ว่าจะเลือกใช้บริการค่ายไหนดี แต่ปัญหาก็เกิดเพราะมีการเปิดช่องทางย้ายค่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ เพียงรูดหรือเสียบบัตรประชาชนกับเครื่องอ่านบัตร ซึ่งโดยปกติธุรกรรมต่างๆ มักจะต้องมีการเซ็นชื่อพิสูจน์ตัวบุคคลร่วมกับการแสดงบัตรประชาชน จึงเกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของช่องทางดังกล่าวตามมา ทำให้เกิดการปฏิเสธการโอนย้ายจำนวนมหาศาล และเกิดกรณีการใช้บัตรประชาชนโอนย้ายโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม อย่างไรก็ตาม กสทช. ได้ออกแนวปฏิบัติในการย้ายค่ายใหม่ให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มมีผลในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้
3. ปัญหาโปรลับจากการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ทำให้ผู้บริโภคย้ายไปค่ายอื่น ค่ายเดิมก็ดึงดูดผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อไป โดยเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมมาก แต่เป็นเงื่อนไขที่ไม่เปิดเผยโดยทั่วไป จึงถูกเรียกว่า “โปรลับ” ซึ่งอาจเข้าข่ายพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันเสรีในตลาดโทรคมนาคม ในหลายประเทศจึงมีการกำกับดูแลพฤติการณ์ที่เรียกว่า Loyalty and Fidelity Discounts and Rebates อย่างไรก็ตาม การเลือกเปิดเผยรายการส่งเสริมการขายแก่ผู้บริโภคเฉพาะที่จะย้ายค่ายเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะ กสทช. กำหนดให้ทุกค่ายต้องเปิดเผยทุกรายการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการได้ตามความสมัครใจ
4. ปัญหาบริษัท ทีทีแอนด์ทีถูกพิทักษ์ทรัพย์ ทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่ไม่ต่ำกว่าสามแสนรายอยู่ในความเสี่ยง บางรายไม่สามารถใช้บริการได้ แต่ยังถูกหักค่าบริการผ่านบัตรเครดิตหรือผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งหากบริษัทจะหยุดบริการ ต้องมีแผนการเยียวยาผู้บริโภค ว่าจะหาบริษัทใดมารับช่วงดูแลผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่วนผู้บริโภคที่ไม่ประสงค์จะให้หักค่าบริการผ่านสถาบันการเงิน ควรต้องติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว หรืออาจจำเป็นต้องถึงขั้นยกเลิกบัตรเครดิตที่ใช้งาน หากไม่สามารถระงับการหักค่าบริการทั้งที่ไม่สามารถใช้บริการได้
5. ปัญหาการสวมรอยเปิดซิมและถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารออนไลน์ ซึ่งเกิดจากความหละหลวมของทั้งค่ายมือถือที่ออกซิมให้กับมิจฉาชีพ ทั้งที่ไม่ได้แสดงบัตรประชาชนตัวจริง และของธนาคารที่ยอมให้รหัสการเข้าถึงธนาคารออนไลน์แก่มิจฉาชีพที่มีซิมใหม่ ทั้งที่ไม่มีการพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างรอบคอบ แม้ว่าสุดท้าย ธนาคารจะรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกถอนออกไปทั้งหมด แต่ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของการทำธุรกรรมออนไลน์ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวบุคคลให้รัดกุมยิ่งขึ้น ส่วนองค์กรใดจะตัดสินใจใช้ระบบ Biometrics เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลนั้น ควรต้องพิจารณาด้วยว่า หากมีการขโมยข้อมูล Biometrics ได้ จะมีผลเสียต่อเจ้าของข้อมูลเพียงใด และจะมีมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาอย่างไร เพราะข้อมูล Biometrics ไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนลายเซ็น
6. ปัญหาการแอบขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ค่ายมือถือเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ทำให้สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาแม้ผู้บริโภคหลายคนจะสงสัยว่ามีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ จนกระทั่งเกิดกรณีที่ผู้เสียหายรายหนึ่งเผยแพร่หลักฐานข้อมูลการใช้งานมือถือที่ได้มาจากจากระบบของค่ายมือถือ จนค่ายมือถือไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้จะมีการไล่พนักงานที่ขายข้อมูลและชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายแล้ว แต่ในเชิงระบบก็ต้องหามาตรการใหม่ในการป้องกันการแอบขายข้อมูลลักษณะนี้อีก และกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางอาญาควรเร่งติดตามว่า กลุ่มอาชญากรใดเป็นผู้ซื้อ และติดตามเส้นทางการเงินของผู้ซื้อและผู้ขายข้อมูล เพื่อทลายขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งในเบื้องต้นมีข่าวว่าอาจเกี่ยวพันกับธุรกิจพนันออนไลน์ และมีการซื้อข้อมูลว่า มีเบอร์มือถือใดโทรไปพนันกับบ่อนคู่แข่งหรือไม่ เพื่อที่จะได้แย่งชิงลูกค้ามาใช้บริการบ่อนของตน เบอร์มือถือที่ทำธุรกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ แม้ผู้เล่นพนันจะไม่ได้เปิดเผยให้ใครทราบ แต่ขอให้รู้ว่าอาจไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
7. ปัญหาการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบปัดเศษ ต่อกรณีปัญหานี้ ทั้ง สปช. และ สปท. ได้เห็นพ้องที่จะคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ต้องเสียค่าบริการในส่วนที่ตนเองไม่ได้ใช้บริการจริง แต่ผู้ให้บริการกลับยังปัดเศษหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรปัดเศษเป็นนาที หรือค่าเน็ตปัดเศษเป็นเมกะไบต์หรือมากกว่านั้น จนกระทั่ง กทค. มีมติให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นในปีที่ผ่านมา คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่เห็นผล และมีความพยายามที่จะให้ทบทวนมติ กทค. เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เรื่องการคิดเงินให้ตรงไปตรงมาแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมจะต้องรับมืออีกมาก ยิ่งเกิดเทคโนโลยีใหม่ บริการใหม่ ก็จะมีปัญหาใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราควรร่วมมือกันจัดการปัญหาเก่าๆ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่จัดการได้ เพื่อไม่ให้ทั้งปัญหาใหม่และปัญหาเก่าท่วมทับผู้บริโภคจนต้องอยู่อย่างลำบาก

ชะตากรรมทางภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก
Posted: 21 Dec 2016 03:32 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท) 

ปลายปี 2015 ผมค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมของอะไรก็ตามที่เรียกว่าเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ กับโลกออนไลน์เอาไว้ชิ้นหนึ่ง และมีส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่าสมควรจะคัดออกมาเผยแพร่ในเวลาที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้กำลังถูกมองอย่างย่ำแย่ในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ลามไปถึงความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองที่กำลังถูกมองย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยธรรมชาติ
โดยรวบรัด ผมเห็นว่าต่อให้ผู้ใหญ่ไม่พยายามเข้ามาควบคุมโลกที่ตัวเองไม่เข้าใจของคนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่รุ่นที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ในปัจจุบันนี้ก็กำลังจะถูกผู้น้อยหรือเด็กและเยาวชน และคนรุ่นใหม่ อะไรก็ตามเหล่านี้ มองด้วยสายตาที่ไม่ดีนักอยู่แล้ว

ตามรอยผู้ใหญ่ หลง

  “มนุษย์ป้า/มนุษย์ลุง” เกิดขึ้นบนโซเชียลเน็ตเวิร์กของชาวไทยในปี 2014 เพื่ออธิบายการกระทำของผู้สูงวัยที่ไม่สนใจกฏกติกามารยาทสังคมจนเป็นปกติ ต่างจาก “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” ที่มองว่าผู้สูงวัยจะต้องมีความรู้ความสามารถเป็นปกติจนการแก่โดยไม่มีคุณสมบัติอะไรนอกจากอยู่มานานกลายเป็นความผิด (วริศ ลิขิตอนุสรณ์, 2015) ดังนี้การเกิดขึ้นของคำว่ามนุษย์ป้า/มนุษย์ลุงจึงแสดงถึงความเคลื่อนไหวที่กำลังรบกวนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ไทย โดยโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทั้งแสดงหลักฐานและส่งผลสำคัญ

คนแก่จะต้องแก่ไม่กะโหลกกะลา ไม่แก่เพียงเพราะกินข้าวแล้วอยู่ได้นาน แต่ต้องแก่อย่างมีความสามารถ การเดินตามผู้ใหญ่จะทำให้หมาไม่กัด เจริญรอยตามผู้มีประสบการณ์จะทำให้พ้นภัยได้ ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อปกติวิสัยในสังคมไทย แสดงให้

เห็นว่าความเท่าทัน (literacy) และบทบาทผู้เป็นที่พึ่ง มีผลต่อภาวะผู้นำ ผู้ตาม และที่สุดคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

งานวิจัยของ ณัฐนันท์ ศิริเจริญ, กมลรัฐ อินทรทัศน์, และปิยฉัตร ล้อมชวการ (2558: 46-57) ชื่อ รูปแบบการสื่อสารเพื่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศจากสื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนไทย เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติไว้ว่าเยาวชนไทยกลุ่มที่ผู้วิจัยได้สำรวจ คือนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งที่ลงเรียนตามรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับความรู้เท่าทันสื่อจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีความรู้และทักษะต่อการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารจากสื่ออินเทอร์เน็ตปานกลางเป็นส่วนใหญ่ ไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ปัจจุบัน มีความละเลยต่อการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ หากมาตามทางนี้จะยังเห็นว่าเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ ผู้วิจัยต่างหากที่ดูจะรู้ว่าความเท่าทันคืออะไร

ในอีกด้านหนึ่ง ผลการวิจัยในวิทยานิพนธ์ ค่านิยมกับพฤติกรรมด้านการสื่อสารออนไลน์ของเด็ก และเยาวชนไทย ของ ฑิตยา ปิยภัณฑ์ (2556) มีข้อเสนอในการวิจัยที่ระบุว่าเด็กและเยาวชนไทยจะสามารถแสดงตัวตนได้เต็มที่ในการสื่อสารออนไลน์ มีค่านิยมด้านเสรีภาพ ความซื่อสัตย์โปร่งใส การประสานความร่วมมือ ความบันเทิงและนวัตกรรมในระดับมากทุกค่านิยม สอดคล้องไปในทางเดียวกันกับค่านิยมของเยาวชนยุคดิจิทัลในระดับสากล ในขณะเดียวกัน ผลของการวิจัยส่วนที่ระบุว่าเยาวชนไทยมีระดับการใช้สื่อออนไลน์ที่สูงมากก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลช่วงต้นของโซเชียลเน็ตเวิร์กในปี 2013

นอกจากนี้แล้วยังมี ศศิธร ยุวโกศล และดวงกมล ชาติประเสริฐ (2553) เสนอผลการวิจัย การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ : โอกาสหรืออุปสรรค ว่าผู้ใช้ที่มีอายุน้อยประเมินว่าตนสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวตนผ่านการใช้โปรแกรมสื่อสารต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตได้มากกว่ากลุ่มผู้ใช้ที่มีอายุมาก ทำให้เห็นว่าเยาวชนกับโลกไซเบอร์เชื่อมถึงกันกว่าผู้ใหญ่

ผลวิจัยจากทั้งสามนำมาสู่ข้อสงสัยที่ว่า หากเยาวชนไทยยังคงไม่เท่าทัน (illiterate) แม้กระทั่งในปี 2015 ตามแบบณัฐนันท์แล้ว ทำไมพวกเขาถึงสามารถแสดงค่านิยมส่วนมากเป็นสากลตามแบบฑิตยามาตั้งแต่ปี 2013  และถ่ายทอดตัวตนของตนได้มากกว่าผู้ใหญ่ตั้งแต่ปี 2010 ตามแบบศศิธร?

ในขณะเดียวกัน ผลการวิจัยจากนานาชาติที่เสนอโดย โธมัส กวาดามูซ (2015) จากเวทีเสวนา Cybersex: เมื่อเรื่องเพศก้าวข้ามพรหมแดน กลับเสนอในภาพที่กว้างกว่าถึงรูปแบบในผลวิจัยทั่วโลกว่า ยิ่งเยาวชนใช้อินเทอร์เน็ตมาก และมีการเปิดกว้างทางเพศมาก ก็ยิ่งมีความเท่าทันในเรื่องเพศมากขึ้น

หากมองจากทุกมุมของผลวิจัยทั้งหมดแล้วจะพบว่าความไม่เท่าทันในความหมายของณัฐนันท์คือความไม่เท่าทันในการประเมินความเสี่ยง ความสามารถในการแสดงตัวตนที่สูงในผลวิจัยของฑิตยาและศศิธร หมายถึงความเท่าทันในการใช้งาน ส่วนมุมของโธมัสเสนอว่าความความเท่าทันในการใช้งานนั่นแหละที่จะเป็นปัจจัยนำไปสู่ความเท่าทันในการประเมินความเสี่ยง

ความไม่สอดคล้องบางประการที่พบในผลวิจัยเหล่านี้ทำให้ผมต้องหันกลับไปสู่การค้นคว้าเชิงทฤษฎี หากตั้งต้นใหม่ที่คำอธิบายของ Marc Prensky (2001) ที่เรียกเยาวชนในรุ่นปัจจุบันว่าเป็น Digital Native คือชนพื้นเมืองผู้เกิดมากับโลกดิจิทัล และเรียกผู้ใหญ่ว่า Digital Immigrant หรือผู้อพยพเข้ามาบนพื้นที่ดิจิทัล รวมคำอธิบายของ White and Le Cornu (2011) ที่เปลี่ยนการเปรียบเทียบนั้นเป็น Visitor and Resident (ผู้เยี่ยมเยียน และเจ้าบ้าน) แล้วเห็นตรงกันว่าหากจะเทียบว่าใครเท่าทันมากกว่า ก็คงเป็นเยาวชน ไม่ใช่ผู้ใหญ่ เป็นหลานที่จะสอนคุณยายแชร์ภาพพระลงเฟซบุ๊ก พวกเขาจะมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคพื้นฐานของโปรแกรมและฮาร์ดแวร์ การศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมจะทำให้พวกเขาปรับตัวเข้าหาพื้นที่ไซเบอร์ได้มากกว่าผู้ใหญ่ เหมือนว่ามีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเมื่ออยู่บนโลกไซเบอร์ เหตุนี้จึงทำให้เกิดความเท่าทันต่อความเสี่ยงในบางมุมไปโดยปริยาย เช่นการแยกแยะระหว่างลิงก์ไวรัส กับลิงก์ทั่วไป ที่เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์และความเคยชินต่อพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองเรื่องเพศและเยาวชนบนโลกไซเบอร์ของโธมัส

ไม่มีปุ่มสั่ง ไม่มีปุ่มกราบ

นอกจากความเท่าทันแล้ว Richard H. R. Harper (2010) นักวิจัยระบบสังคมดิจิทัล (Socio-Digital Systems) จาก Microsoft Research ยังให้ความเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลบนโซเชียลเน็ตเวิร์กไว้ในหนังสือชื่อ Texture: Human Expression in the Age of Communication Overload ว่าบริการโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง facebook ให้อำนาจกับลูกหลานในเครือญาติที่ไม่อยากจะให้พ่อแม่และญาติของตัวเองเข้ามาวุ่นวายกับพื้นที่ส่วนบุคคลของพวกเขา โดยให้พวกเขาสามารถจะไม่รับคำขอเข้าถึง (friend request) ของคนเหล่านั้นได้ โซเชียลเน็ตเวิร์กจึงไม่ได้เพียงมีไว้สำหรับติดต่อคนที่อยากติดต่อ แต่ยังมีไว้สำหรับปฏิเสธคนที่ไม่อยากติดต่ออีกด้วย เป็นอำนาจใหม่ของเยาวชนที่แม้จะอยู่ในบ้านในฐานะลูก แต่ก็อยู่บนโซเชียลเน็ตเวิร์กในฐานะผู้ใช้คนหนึ่งเท่า ๆ กับพ่อแม่

อนึ่ง โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงและคู่ขนานกับสังคมกายภาพ เป็นไปได้ว่าสองโลกจะไม่บรรจบกันในบางกรณี นายทหารชั้นผู้ใหญ่เมื่ออยู่บนเฟซบุ๊กก็ไม่มีอำนาจในเชิงนโยบายมากไปกว่าพลเรือน นอกเสียจากจะตามหาระบุตัวตนพลเรือนผู้นั้นให้ได้ก่อน ซึ่งกระบวนการสืบหาตัวตนก็ไม่สามารถทำได้มากกว่าผู้ใช้คนอื่น ๆ หากผู้ใช้ไม่มีทุนเหนือมนุษย์จำนวนมหาศาลร่วมผลประโยชน์กับผู้ให้บริการ ผู้ใช้ก็จะมีสถาะพื้นฐานที่เท่าเทียมกันโดยหลักการบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก โซเชียลเน็ตเวิร์กที่เป็นที่นิยมโดยทั่วไปมีหลักการเช่นนั้น1 หรือจงใจแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ซึ่งส่งผลต่อนโยบายและความรู้สึกของผู้ใช้

อวัจนภาษามีผลอย่างสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คนไทยยอมรับลำดับข่มทางวัยวุฒิ (age hierarchy) ผ่านภาพลักษณ์ของอวัจนภาษา การทักทายและภาษากายแบบไทยมีข้อกำหนดเรื่องชนชั้นและความสูงต่ำไว้ชัดเจน เช่นการโค้ง การไหว้ การโน้มตัวระหว่างเดินผ่าน ล้วนคอยบ่งบอกว่าใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่ อะไรควรอะไรไม่ควร ระยะห่าง (proximity) ระดับความสูงต่ำ (level) และการจับต้อง (touch) ล้วนบ่งบอกชัดเจนถึงแนวดิ่งของอำนาจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปบนโซเชียลเน็ตเวิร์กคือ แม้จะมีการติดต่อสื่อสารที่ทันท่วงทีและต่อเนื่อง (realtime) แต่ภาษากายเหล่านั้นนำเข้าไปไม่ได้ ไม่สามารถเกิดสัมผัส หรือให้ความรู้สึกแห่งการอยู่ด้วยกัน (togetherness) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสังเกตเพื่อการประมวลการรับส่งสารของมนุษย์2  นี่จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเปลี่ยน

ด้วยลักษณะของโซเชียลเน็ตเวิร์ก เยาวชนในฐานะผู้ใช้หนึ่งคนเท่า ๆ กับผู้ใหญ่ ไม่ต้องกดไหว้หรือขออนุญาตก่อนแสดงความคิดเห็น แต่ใช้พื้นที่สื่อโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ และจึงไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงผู้สืบทอดวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ความเท่าทันสื่อที่มากกว่า และการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์เชิงอำนาจดังกล่าวทำให้วัฒนธรรมเยาวชนมีพื้นที่เป็นของตนเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็ลดความจำเป็นในการต้องแสดงความเคารพ ที่ผูกอยู่กับความเป็นผู้กุมความรู้และทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ

เด็กมันเห็นหมดแล้ว

ก่อนอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก การเห็นญาติผู้ใหญ่เกี้ยวพาราสีหรือเห็นครูบาอาจารย์ทะเลาะกันเองแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่บนโซเชียลเน็ตเวิร์กมันกลับถูกเห็นได้เป็นเรื่องปกติ เยาวชนสามารถเห็นมุมอื่น ๆ ที่เป็นมนุษย์ของผู้ใหญ่และคล้ายกับตนมากขึ้น จึงลดความกลัวและระยะห่างเชิงอำนาจลง

การมีโอกาสเห็นเรื่องน่าอายและความผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นมากในกลุ่ม Digital Immigrants อาจลดบทบาทผู้เป็นที่พึ่งของผู้ใหญ่ลงจนสลับบทบาทให้ Digital Natives ขึ้นมาเป็นที่พึ่งหรือผู้ขบขันอยู่เหนือกว่าแทน การขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับเฟซบุ๊กของครูประจำชั้น การเห็นผู้อำนวยการโรงเรียนกดไลค์การ์ตูนโป๊โดยไม่ตั้งใจ หรือการได้เห็นลุงง้อป้าบนหน้าไทม์ไลน์โดยไม่รู้ว่าคนอื่นก็มองเห็นอยู่ด้วย การกระทำต่าง ๆ ที่เดิมทีถูกสงวนไว้ในพื้นที่ของผู้ใหญ่ด้วยกันเท่านั้น ได้ถูกมองและเลื่อนผ่านหน้าข่าวของเยาวชนไปหมดแล้ว เส้นกั้นเขตแดนระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่จึงพร่ามัว มีความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กจะเข้าใจว่าตนมีความสัมพันธ์กับผู้ใช้อื่น ๆ ในระดับที่ลึกขึ้นในมุมของข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยน (ศศิธร ยุวโกศล และดวงกมล ชาติประเสริฐ, 2553) เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กแสดงข้อมูลส่วนบุคคลและการแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ให้ผู้ใช้ทุกคนเห็นกันและกัน ระยะห่างระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่จึงอาจลดลงไปด้วยและเป็นระนาบกว่าเดิม
ผมไม่อยากจะเสนอว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กหรืออะไรทำนองนี้ที่หนุนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่กับเสรีนิยมใหม่ เป็นพระเอกนางเอกที่เราควรปกป้อง หรือว่ามันกำลังปกป้องเราเลย ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้อยากจะทำให้ผู้ใหญ่ คนแก่ หรือคนที่ไม่เท่าทันโลก กลายเป็นตัวร้ายที่ต้องกำจัด เพราะภายในเวลาไม่นานอันไม่นานจริงๆ นี้ เราทุกคนก็กำลังจะตกรุ่น หรือได้ตกรุ่นไปแล้ว การคิดถึงสวัสดิภาพของคนตกรุ่นในยุคที่เทคโนโลยีโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก
แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็ได้แต่พูดกันเท่านี้ไปก่อน และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้พูดถึงอะไรที่มีมิติกว่านี้ ในเร็วๆ นี้


เชิงอรรถ
1 ดู Facebook Terms and Policies. (n.d.). Retrieved 2015, from https://www.facebook.com/policies
2 หลายสำนักทฤษฎีการสื่อสารอ้างว่าอวัจนภาษาเป็นส่วนที่สำคัญกว่าภาษา ดู Thompson, J. (2011) Retrieved 2015, from https://www.psychologytoday.com/blog/beyond-words/201109/is-nonverbal-communication-numbers-game

อ้างอิง
Harper, R. (2010). Texture: human expression in the age of communications overload.   Cambridge, Mass.: MIT Press.

Prensky, M. (2001). Digital Natives, Digital Immigrants Part 1. On the Horizon, 1-6.

White, D., & Le Cornu, A. (2011). Visitors and Residents: A new typology for online engagement.

Retrieved 2015, from http://firstmonday.org/article/view/3171/3049

ฑิตยา ปิยภัณฑ์. (2556). ค่านิยมกับพฤติกรรมด้านการสื่อสารออนไลน์ของเด็ก และเยาวชนไทย.
วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต กลุ่มวิชาวารสารและสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.

ณัฐนันท์ ศิริเจริญ, กมลรัฐ อินทรทัศน์, และปิยฉัตร ล้อมชวการ (2558). รูปแบบการ สื่อสารเพื่อการรู้เท่า
ทันสื่อและสารสนเทศจากสื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนไทย. วารสารศรีปทุมปริทัศน์, 15(1), 46-57.

โธมัส กวาดามูซ. (2015). Cybersex: เมื่อเรื่องเพศก้าวข้ามพรหมแดน, 42.29-56.33 [บรรยาย].
สืบค้นเมื่อ 2015, จาก https://www.youtube.com/watch?v=YMev1jhHIwg

วริศ ลิขิตอนุสรณ์. (2015). คุณค่าอาวุโสในสำนวน (สุ)ภาษิต คำพังเพยไทย. AC ECHO, 7, 39-46.

ศศิธร ยุวโกศล และดวงกมล ชาติประเสริฐ. (2553). การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใน
โลกออนไลน์: โอกาสหรืออุปสรรค. วารสารนิเทศศาสตร์, 28(4), 47-75.

หมายเหตุ: คัดจากส่วนหนึ่งของของบทความ “ในกลิ่นน้ำนม: วัฒนธรรมเยาวชนไทยบนสื่อและเครือข่ายสังคม ปี 2013-2015” เมื่อปลายปี 2015 เข้าถึงได้ที่ academia.edu

โรดริโก ดูแตร์เต แห่งฟิลิปปินส์

Posted: 21 Dec 2016 03:54 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


ถ้าจะกล่าวถึงผู้นำในกลุ่มภาคีอาเซียนที่มีชื่อเสียงขณะนี้ โรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะต้องเป็นคนหนึ่ง บทบาทของเขาถือว่าผิดจารีตของผู้นำ ตั้งแต่เรื่องนิสัยส่วนตัวที่ชอบสบถและพูดคำหยาบ เรื่องการใช้มาตรการโหดในการกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรม และเรื่องท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ แล้วแสดงแนวโน้มผูกมิตรกับจีน

โรดริโก ดูแตร์เต หรือเรียกว่า “ดีกง” เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2488 ที่เมืองมาอาซินในเกาะเลย์เต ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะวิสายัน ตอนกลางของประเทศ บิดาของของชื่อวิเซนเตเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และมารดาของเขาเป็นครู ในวัยเด็ก เขาได้ชื่อว่าเป็นเด็กเกเร จนถึงขนาดถูกไล่ออกจากโรงเรียนถึง 2 ครั้ง แต่ต่อมาเขาปรับตัว และตั้งใจศึกษาจนจบวิชานิติศาสตร์จากวิทยาลัยซานเบดาเมื่อ พ.ศ.2515

เมื่อจบการศึกษา เขามาทำงานที่สำนักงานอัยการเมืองดาเวา ในเกาะมินดาเนา ต่อมาได้ลงสมัครเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองและได้รับเลือกเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2531 ในขณะนั้น เมืองดาเวาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีอาชญากรรมมาก ดูแตร์เตเริ่มใช้นโยบายปราบอาชญากรรม โดยการประกาศมาตรการห้ามออกนอกบ้านและออกกฎหมายควบคุมเวลาการขายสุรา ให้ร้านค้าและร้านอาหารต้องมีกล้องวงจรปิดตามทางเข้าออก เพิ่มรถและอุปกรณ์ให้ฝ่ายตำรวจ และที่มากกว่านั้น เขาสนับสนุนทางอ้อมให้มีการตั้ง “หน่วยล่าสังหาร” โดยใช้รูปแบบนอกกฎหมายหรือ”ศาลเตี้ย”ในการปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด เพราะเห็นว่านี่เป็นวิธีการอันได้ผล

นโยบายลักษณะนี้ ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างมาก แต่ก็ทำให้เขาสามารถสร้างฐานความนิยมได้อย่างมั่นคง ทำให้เขาชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีอีก 6 ครั้งและมีบทบาทครอบครองการบริหารเมืองดาเวาตลอดมา เพราะในวาระที่เขาติดเงื่อนไขทางกฎหมายลงสมัครต่อเนื่องไม่ได้ เขาก็ให้ซารา ดูแตร์เต ลูกสาวลงสมัครแทน และเขาก็ไปสมัครเป็น ส.ส. องค์การสิทธิมนุษยชนประมาณว่าตลอดเวลา 22 ปีที่ดาเวา เขาสนับสนุนวิธีนอกกฎหมายในการสังหารผู้ต้องสงสัยไปอย่างน้อย 1400 คน และทำให้เขาได้ฉายาว่า “มือเพชฌฆาต” แต่ผู้ที่ถูกสังหารจำนวนมากเป็นเพียงผู้ต้องหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน หรือบ้างก็เป็นเพียงพวกลักเล็กขโมยน้อย คนเสพยา หรือ แม้กระทั่งเด็กจรจัด

อย่างไรก็ตาม ดูแตร์เตอ้างว่า วิธีการของเขาถือว่าได้ผล ทำให้ดาวาหลายเป็นเมืองปลอดอาชญากรรม และกลายเป็นเมืองสะอาด และชื่อเสียงของเขา ทำให้เขาเคยได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลก่อนหน้านี้ถึง 4 ครั้ง แต่เขาปฏิเสธ ในที่สุด เมื่อ พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา เขาก็ตัดสินใจลงสมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยตนเอง

ตั้งแต่แรกของการรณรงค์ ดูแตร์เตก็เริ่มถูกโจมตีในเรื่องการพูดจาที่สะท้อนทัศนะแบบดิบเถื่อน เช่น การหาเสียงว่าจะฆ่าพวกอาชญากรให้หมด เรียกร้องให้รื้อฟื้นโทษประหารชีวิตจนถึงขั้น”แขวนคอ”ในฟิลิปปินส์ และยังไปกล่าว”โจ๊กหยาบ”ในเรื่องแจคการีน ฮามิล มิสชันนารีออสเตรเลียที่ถูกรุมข่มขืนแล้วสังหารตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2532 อย่างไรก็ตาม เขากลับได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2558 ดูแตร์เตได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่หนึ่งด้วยคะแนน 39.01 % ขณะที่มาร์ โรฮัส ที่มีคะแนนอันดับที่สองได้เพียง 23.5 % ทำให้เขาได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 16 ของฟิลิปปินส์อย่างเต็มภาคภูมิ และกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากเกาะมินดาเนาอีกด้วย

หลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดี ดูแตร์เตก็ยังใช้มาตรการเด็ดขาดกับอาชญากรและยาเสพติดด้วยวิธีการนอกกฎหมายต่อไปในระดับชาติ โดยอธิบายว่า ต้องลงมือทำ “สงครามขจัดยาเสพติด” มิฉะนั้น ฟิลิปปินส์จะกลายเป็น “รัฐยาเสพติด” วิธีการคือ การอนุโลมให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องหายาเสพติดและอาชญากรรมได้ มีรายงานว่าในรอบปีที่ผ่านมา มีผู้ต้องสงสัยถูกสังหารโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,000 คน กรณีนี้ ทำให้เขาถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เขาก็ตอบโต้องค์กรสิทธิมนุษยชนว่า ทำไมถึงเรียกพวกอาชญากรว่า “มนุษยชน” คำนี้มีการนิยามอย่างไร

สิ่งที่ดูแตร์เตกล้าทำ ทั้งที่ถูกต่อต้านคัดค้านอย่างมาก คือ การอนุญาตให้นำศพของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส มาฝังที่สุสานวีรบุรุษแห่งชาติได้ โดยอธิบายว่า มาร์กอสก็เป็นอดีตประธานาธิบดีและเคยเป็นทหารรบเพื่อชาติ โดยมองข้ามเรื่องการปราบปรามประชาชน การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการทุจริตสมัยมาร์กอส และต่อกรณีที่มีนักข่าวถูกสังหารเป็นจำนวนมากในฟิลิปปินส์ ดูแตร์เตกลับกล่าวว่า “ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็คงไม่มีใครมาฆ่า” และว่า การเป็นสื่อมวลชนไม่ได้รับสิทธิพิเศษที่จะไม่ถูกฆ่า ถ้าคุณเป็น”พวกเวรตะไล” เขาจึงถูกสื่อมวลชนโจมตีอย่างหนัก

ดูแตร์เตประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะใช้นโยบายต่างประเทศแบบอิสระ จะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง ซึ่งแสดงนัยยะในการต่อต้านอเมริกาโดยตรง เขากล่าวว่า “เขาไม่ใช่แฟนอเมริกา” และเรียกร้องให้สหรัฐถอนทหารจากมินดาเนา และเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาวิจารณ์นโยบายสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ ดูแตร์เตตอบโต้ว่า ฟิลิปปินส์ไม่ใช้อาณานิคม และเขาจะรับฟังเฉพาะประชาชนฟิลิปปินส์ จากนั้นก็ด่าโอบามาด้วยคำหยาบ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดมารยาททางการทูตอย่างมาก

วันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดูแตร์แสดงท่าทีขัดแย้งกับสหรัฐฯชัดเจน โดยแถลงว่า อเมริกากำลังจะหยุดขายอาวุธให้ฟิลิปปินส์ และถ้าเป็นเช่นนี้ เขาจะซื้ออาวุธจากจีนและรัสเซียแทน กรณีนี้ทำให้ เดลฟิน ลอเรนซานา รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์เอง ต้องรีบออกมากล่าวแก้ว่า ประธานาธิบดีได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อนและฟิลิปปินส์ก็จะรักษาความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯต่อไป แต่ดูแตร์เตก็ไม่หยุด เพราะในการเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ 20 ตุลาคม เขาได้กล่าวว่า ฟิลิปปินส์จะ”แยกทาง”กับอเมริกา และกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

วาระประธานาธิบดีของดูแตร์เตยังอยู่อีก 5 ปี คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้นำ”แหกคอก”ของฟิลิปปินส์จะดำเนินการอย่างไรต่อไป






เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 591 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559
ขับเคลื่อนโดย Blogger.