Posted: 30 Jan 2019 04:17 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 19:17


ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร้องอัยการสูงสุด พิจารณาทบทวนเพื่อถอนฟ้อง นักสิทธิมนุษยชนผู้นำชาวกะเหรี่ยง ปมแชร์ข้อความตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์

30 ม.ค.2562 วันนี้ สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด พิจารณาทบทวนเพื่อถอนฟ้อง วุฒิ บุญเลิศ นักสิทธิมนุษยชนผู้นำชาวกะเหรี่ยง กรณีเจ้าหน้าที่เผาบ้านปู่คออี้ที่แก่งกระจาน ซึ่งถูก ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแจ้งความดำเนินคดี

หนังสือร้องเรียนระบุว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า วุฒิ บุญเลิศ ได้แชร์ข้อความของสมัคร ดอนนาปี ในเฟซบุ๊ค (Facebook) มีข้อความว่า “ไร่ชัยราชพฤกษ์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ถือครองตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 รวม 100 ไร่ การตรวจสอบร้องเรียนโดยกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 อธิบดีกรมป่าไม้(นายชลธิศ สุรัสวดี) ได้มีหนังสือรายงายการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ มีเนื้อที่ 100 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และอยู่ในพื้นที่สำรวจการถือครองตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มี นายไพโรจน์
ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้ถือครองเนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ต้องทวงคืนพื้นที่ แต่อธิบดีกรมป่าไม้
กลับเพิกเฉยไม่สั่งการใดๆ”

ซึ่งต่อมา ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรได้แจ้งความดำเนินคดี วุฒิ บุญเลิศ ฐานร่วมหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดมีนบุรี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า ข้อความที่ วุฒิแชร์ ไม่ได้กล่าวถึง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แต่อย่างใด แต่กล่าวถึง ไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่พิพาท การกระทำของนายวุฒิเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเรื่องการครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ จึงย่อมไม่เป็นความผิดตามที่ถูกฟ้องดำเนินคดี

สุรพงษ์ กองจันทึก กล่าวว่า วุฒิ บุญเลิศ เป็นผู้นำชาวกะเหรี่ยงที่ออกมาต่อสู้ร้องเรียน กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สมัย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรเป็นหัวหน้าอุทยาน เผาบ้านยุ้งฉาง และขับไล่ชาวบ้านรวมทั้งปู่คออี้ มีมิ ออกจากบ้านใจแผ่นดินหรือบางกลอยบน ซึ่งผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระบุว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และล่าสุดมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดต่อชาวบ้านกะเหรี่ยง และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับปู่คออี้และพวก

สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลุกขึ้นมาเรียกร้องทำให้นายวุฒิและองค์กรที่นายวุฒิเป็นประธาน คือ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2559 จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การที่นายวุฒิถูกฟ้องดำเนินคดีเช่นนี้ อาจเข้าข่ายเป็นลักษณะการใช้กฎหมายดำเนินคดี เพื่อสร้างความยุ่งยากให้แก่นักกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือนักสิทธิมนุษยชน ที่เรียกว่า คดีปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Plubic Participation (SLAAP) ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่รัฐยึดถือ

ร้องอัยการขอให้ถอนฟ้องคดี SLAAP ชาวบ้านแชร์ข้อความตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์

ด้าน โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า จะดำเนินการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อท่านอัยการสูงสุดต่อไป เพื่อให้ท่านได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ และเป็นกลางตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ส่วนระยะเวลาการตรวจสอบคาดว่าไม่นาน โดยทางสำนักงานอัยการจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อไป

สำหรับคดีความนั้น ใน 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดมีนบุรีออกนั่งพิจารณา นัดตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย โดยทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอบังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม (ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร) เป็นเงินจำนวน 2,000,000,000 บาท ด้านจำเลยทั้งสอง (สมัคร ดอนนาปี และ วุฒิ บุญเลิศ) แถลงต่อศาลประสงค์
จะทำคำให้การต่อสู้คดีในส่วนแพ่งเป็นหนังสือภายในกำหนดระยะเวลา 30 วัน และขอเวลานำพยานหลักฐานต่าง ๆ มายื่นศาลให้ครบถ้วนก่อน ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานและกำหนด
วันนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
ข่าว
สิทธิมนุษยชน
ไอซีที
สุรพงษ์ กองจันทึก
สมัคร ดอนนาปี
วุฒิ บุญเลิศ
กะเหรี่ยง
แก่งกระจาน
ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร
อัยการสูงสุด
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
SLAAP

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 04:25 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 19:25


กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงกรณีถูกวิจารณ์ความไม่เหมาะสมและกลั่นแกล้งคุกคามโรงเรียนปอเนาะจากกรณีเข้าจับกุมนักเรียนปอเนาะในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ยันไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง

30 ม.ค.2562 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือ กอ.รมน.ภาค 4 สน. รายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยว่าตามที่ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์โจมตีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม กลั่นแกล้งคุกคามโรงเรียนปอเนาะจากกรณีเข้าจับกุมนักเรียนปอเนาะในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีพฤติกรรมลักษณะเหมือนฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในช่วงกลางดึกบริเวณด้านหลังโรงเรียนปอเนาะมัดรอสาตูลฟาละห์ หมู่ที่4 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อ 27 – 28 ม.ค.2562 พร้อมควบคุมตัวเจ้าของโรงเรียนและบุคคลต้องสงสัย รวม 13 คน มาทำการซักถามและตรวจสอบพฤติกรรม ทั้งนี้ก่อนเข้าควบคุมตัวได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวประชาชนว่าพบความผิดปกติ จึงได้เข้าตรวจสอบและเฝ้าสังเกตมาแล้วหลายครั้งตรวจพบพฤติกรรมลักษณะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในช่วงดึกห้วงเวลา 22.30 – 22.45 น. บริเวณด้านหลังโรงเรียนปอเนาะดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่ห้วงเวลาและท่าทางของการออกกำลังกายของบุคคลทั่วไป แต่คล้ายกับการฝึกของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคยถูกควบคุมตัวในอดีต จึงได้บันทึกภาพ VDO ไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจัดกำลังเข้าควบคุมตัวดังกล่าว

จากการตรวจสอบและซักถามในเบื้องต้นพบเป็นชาวต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 11 คน อายุ 16-26 ปีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเนื่องจากพาสปอร์ตหมดอายุ 9 คน และไม่มีพาสปอร์ต 1 คน เข้ามาพักอาศัยและเรียนศาสนาใน โรงเรียนปอเนาะดังกล่าว ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของโรงเรียนปอเนาะดังกล่าวก็จะมีความผิดฐานรับบุคคลต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยโดยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และความผิดรับบุคคลต่างด้าวไม่ได้รับอนุญาต (ไม่มีพาสปอร์ต) เข้าพักอาศัยจะมีความผิดฐานให้ที่พักพิง ซ่อนเร้นช่วยเหลือผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัจจุบันได้ควบคุมตัวซักถาม เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมและความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความมั่นคงก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย และผลักดันกลับประเทศต่อไป

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่าได้ปฏิบัติทุกขั้นตอนของกฎหมายด้วยความระมัดระวังโดยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือมีอคติกับโรงเรียนปอเนาะตามที่หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตแต่อย่างใด จึงไม่ควรรีบด่วนสรุปความบริสุทธิ์แทนผู้ถูกควบคุมตัว และแสดงความคิดเห็นโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หรือเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ได้มีความพยายามปล่อยข่าวลือว่าเจ้าหน้าที่จะปูพรมเข้ากวาดล้างจับกุมในทุกปอเนาะทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนเกิดความหวาดกลัว จึงขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนปอเนาะส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ และขอความร่วมมืออย่าได้เชื่อข่าวลือเพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี หากพบเบาะแสหรือมีข้อสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ หรือโทรหมายเลข 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับกรณี การจับกุมนักเรียนปอเนาะในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี นั้น Wartani รายงานไว้เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบฝึกร่างกาย/การต่อสู้ด้วยมือเปล่าเป็นครั้งที่ 3 จึงได้เข้าควบคุมตัวบุคคลดังกล่าว ณ สนามด้านหลัง สถาบันศึกษาปอเนาะ มัดรอสาตูลฟาละห์ ในพื้นที่ ม.4 ต.ถนน อ.มายอ รายละเอียดดังนี้ ควบคุมตัวบุคคลที่ฝึกฯ จำนวน 5 นาย ณ สนามด้านหลังปอเนาะฯ 1)ยูโซ๊ะ ฮูเซน 2)รอมี มูซอ
3)อาซิม รอนิง 4)Himply man และ 5)นะเฮง กาแม พร้อมทั้งเชิญตัว สะอุดี เลาะแม็ง (เจ้าของปอเนาะ) ตรวจยึดสิ่งของ จำนวนหลายรายการ (รายละเอียดอยู่ระหว่างตรวจสอบ) ตรวจเก็บ DNA บุคคลต้องสงสัย ในสถานศึกษาดังกล่าว ลงบันทึก ณ สภ.มายอ ส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข่าว
การศึกษา
สิทธิมนุษยชน
ความมั่นคง
ชายแดนใต้
โรงเรียนปอเนาะ
กอ.รมน.ภาค 4 สน.

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 05:21 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 20:21


2 วงเมทัล มองวัฏจักรการเมืองคนละขั้ว ระหว่าง 'Dezember' ในเพลง 'เหี้ยไป...จัญไรมา' ที่ตั้งป้อมอัดนักการเมืองที่กำลังจะกลับมา กับ Metal Against Dictatorship ที่ฉายภาพวัฏจักรประวัติศาสตร์การเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พร้อมกับตั้งคำถามถึงรัฐประหารที่ผ่านๆ มานั้น เพื่อประโยชน์ของใคร

30 ม.ค.2562 ผู้สื่อขาวรายงานว่า วงดนตรีร็อกเมทัลอย่าง 'Dezember' ซึ่งเคยขึ้นเวที กปปส. เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2557 (ดู https://www.youtube.com/watch?v=K0fox3hKQs4) ผ่านมา 5 ปี ล่าสุดวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ยูทูบ 'Dezember Channel' ของเขา เผยแพร่เพลงที่ชื่อว่า "เหี้ยไป...จัญไรมา"

สำหรับเนื้อหาเพลงเป็นการวิจารณ์นักการเมืองที่กำลังจะกลับมา ว่า "เข้ามาถึงก็ฮั้วกันแหลกแดกกระจาย"

ขณะที่วงดนตรีร็อกเมทัลใหม่ Metal Against Dictatorship หรือ MAD ก็เผยแพร่เพลงใหม่ชื่อ "วงจรอุบาทว์ (No Coup)" ผ่าน -Metal Against Dictatorship- เนื้อหาเป็นการมองถึงวัฏจักรประวัติศาสตร์การเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบรัฐสภาพเช่นกัน แต่เป็นไล่ถึงเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยที่ผ่านมา ตั้งคำถามถึงรัฐประหารที่ผ่านๆ มานั้น เพื่อประโยชน์ของใคร และวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นนี้ขัดขวางประชาธิปไตย เนื้อเพลงยังย้ำด้วยว่า "ถึงเวลาของประชาชนจับปากกาฆ่าเผด็จการ"

ข่าว
การเมือง
วัฒนธรรม
Dezember
เหี้ยไป...จัญไรมา
เมทัล
Metal Against Dictatorship
วงจรอุบาทว์ (No Coup)

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 05:41 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 20:41


สั่งปิดโรงเรียน-มหาวิทยาลัย กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ 30 ม.ค.- 1 ก.พ. กทม. ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่ง-งดรถควันดำ พร้อมติดตั้งเครื่องผลิตหมอกน้ำบริเวณที่ก่อสร้าง ฉีดน้ำจากตึกใบหยกเริ่มแล้ว นักวิชาการระบุไม่ช่วยแก้ปัญหา ‘ประยุทธ์’ ชี้ โรงงานต้องมีช่วงปิด นั่งรถต้องมีเพื่อนนั่งด้วย 2-3 คน ถ้ายังแก้ไม่ได้ จะให้วิ่งรถวันคู่-วันคี่ กรุงเทพฯ ขึ้นอันดับ 5 ค่า AQI สูงสุดในโลก

จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค. 62) เวลา 15.00 น. จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ในช่วงบ่ายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น โดยสถานการณ์ PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในวันนี้ 30 มกราคม 2562 เวลา 15.00 น. ปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลา 12.00 น. โดยค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม. ) 41 พื้นที่ โดย พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 25 สถานี, พื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 17 สถานี และคาดการณ์ว่า ในวันพรุ่งนี้อากาศจะลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าลักษณะเช่นนี้จะเป็นไปจนถึงวันที่ 4 ก.พ. 62


ปิดโรงเรียน-มหาวิทยาลัย กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ 30 ม.ค.- 1 ก.พ.

30 ม.ค. 2562 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานว่า มีคำสั่งประกาศปิดสถานศึกษา เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5กระทรวงศึกษาธิการ ให้สถานศึกษาในกรุงเทพมหานครทุกแห่ง และสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ปิดสถานศึกษา ตั้งแต่ วันที่ 30 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น. ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการสั่งปิดโรงเรียนใน กทม. และปริมณฑล ส่วนของมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ในพื้นที่ กทม.ได้ประกาศหยุดงดการเรียนการสอน เนื่องจากหวั่นผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 เช่นกัน อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งศูนย์รังสิตและท่าพระจันทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นต้น โดยสั่งหยุดไปจนถึงวันที่ 1 ก.พ.62

กทม. ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่ง-งดรถควันดำ พร้อมติดตั้งเครื่องผลิตหมอกน้ำบริเวณที่ก่อสร้าง

วันนี้ เวิร์คพอยท์นิวส์รายงานว่า ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวภายหลังการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ว่า กรุงเทพมหานครเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อรับทราบมาตรการและประกาศกรุงเทพมหานครเรื่อง กำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560

อันเนื่องมาจากคุณภาพของอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนโดยได้กำหนดพื้นที่กรุงเทพทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ควบคุม และกำหนดมาตรการควบคุมไว้หลายประการ อาทิห้ามมิให้นำรถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานมาวิ่งใช้งานบนท้องถนน ห้ามการเผาในที่โล่งแจ้งในพื้นที่กรุงเทพฯ เว้นแต่การเผาตามขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี และกำหนดให้โครงการก่อสร้างทุกโครงการปฏิบัติตามมาตรการลดฝุ่นละอองอย่างเคร่งครัด

กรุงเทพมหานครมอบหมายให้สำนักการโยธาเชิญหน่วยงานก่อสร้างสาธารณูปโภค ผู้ประกอบการงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง และผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารสูงร่วมประชุมหารือและขอความร่วมมือดำเนินมาตรการลดปริมาณฝุ่นละออง

เช่น การติดตั้งเครื่องผลิตละอองหมอกน้ำในบริเวณโครงการหากปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 มีค่าประมาณ 51-75 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร กรุงเทพมหานครจะใช้มาตรการขอความร่วมมือ แต่หากปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าประมาณ 76-100 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร จะให้เขตพื้นที่เข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือ รฟม. ให้ประสานโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในกำกับดูแลของ รฟม. ติดตั้งเครื่องผลิตหมอกน้ำ เพื่อลดปริมาณฝุ่นบริเวณโครงการ รวมทั้งขอให้บริษัทผู้รับจ้างลดการใช้พื้นที่ผิวการจราจรเกินความจำเป็น เพื่อลดความแออัดคับคั่งของการจราจรบริเวณจุดก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มาจากไอเสียรถยนต์ทางหนึ่ง

ในส่วนของการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวแก่ประชาชน และให้สำนักอนามัยจัดชุดบริการสาธารณสุขออกหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพและให้ความรู้ประชาชนในชุมชนบริเวณจุดเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปริมาณสูง


ฉีดน้ำจากตึกใบหยกเริ่มแล้ว นักวิชาการระบุไม่ช่วยแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอวิธีแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม.และ 5 จังหวัดโดยรอบ โดยมีแนวคิดให้เพิ่มการพ่นละอองน้ำจากตึกสูง เช่น จากตึกใบหยกลงมา ในวันนี้ได้มีการฉีดน้ำลงมาจากตึกใบหยกแล้วเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่ด้านโลกออนไลน์ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างล้นหลาม โดยหนึ่งในนั้นคือ สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า "รัฐบาลกำลังจะลดฝุ่น2.5โดยการติดตั้งเครื่องพ่นน้ำบนอาคารสูงเช่น ตึกใบหยก เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้บริหาร.. ผมเรียนอย่างนี้ในต่างประเทศทั้งในประเทศจีนหรือยุโรปก็ทำเช่นกัน แต่ไม่ใช่สเปร์หรือฉีดน้ำเป็นฝอยลงมาจากตึกสูงเหมือนฝนตกเบาๆซึ่งจะไม่ช่วยในการจับฝุ่นขนาดเล็กที่แขวนลอยในอากาศเลย" ซึ่งวิธีการที่ถูกต้องคือ

1.ต้องติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาของตึกสูงไม่เกิน100 เมตร เรียกว่า Skyscraper sprinkler system โดยจะพ่นละอองฝอยของน้าขนาด0.1-3 ไมครอน (ขนาดใกล้เคียงฝุ่น 2.5) ออกไปสู่บรรยากาศโดยรอบในรัศมีอย่างน้อย 50เมตร จะสามารถจับฝุ่นดังกล่าวลงสู่พื้นดินได้ แต่ต้องทำพร้อมกันหลายๆตึกในระดับความสูงไม่เกิน100 เมตรโดยทำในวันที่มีค่าPM 2.5 สูงเกินมาตรฐานและลมสงบ (Bad day)

2.การพ่นละอองน้ำต้องทำอย่างต่อเนื่องกันอย่างน้อย30นาที และเว้นระยะ30นาที-1ชม.จึงพ่นต่อได้สามารถลดฝุ่นลงได้ถึงร้อยละ70ในบริเวณดังกล่าว

3.ในต่างประเทศตึกที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่สะอาดก็สามารถดูดขึ้นมาและพ่นออกไปเป็นฝอยเล็กๆได้ซึ่งจะประหยัด ใช้พลังงานน้อย และได้ผลกว่าที่คิด

4.เป็นวิธีการที่จะช่วยบรรเทาลดความเข้มข้นของฝุนละอองขนาดเล็กลงได้มากแต่วิธีที่ดีที่สุดคือการไปx-rayพื้นที่และจัดการกับแหล่งกำเนิดจะดีและถูกต้องที่สุด

“นอกจากนี้ ในประเทศจีนกับประเทศอินเดีย ในช่วงที่อากาศปิด ลมสงบค่าPM 2.5สูง เขาจะใช้รถบรรทุก Anti-smog gun (mist water cannon) ฉีดน้ำให้เป็นละอองฝอยขนาด0.1- 3ไมครอน เหนือเส้นทางจราจรที่มีรถยนต์วิ่งจำนวนมากให้มีความสูงประมาณ50เมตร เจ้าหน้าที่จีนบอกว่ามีประสิทธิภาพสามารถลดฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ค่อนข้างดี แต่เป็นเพียงมาตรการบรรเทาเท่านั้น” สนธิระบุ

‘ประยุทธ์’ ชี้ โรงงานต้องมีช่วงปิด นั่งรถต้องมีเพื่อนนั่งด้วย 2-3 คน ถ้ายังแก้ไม่ได้ จะให้วิ่งรถวันคู่-วันคี่

วันเดียวกัน ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวในตอนหนึ่งในงาน“อนาคตไทย อนาคตเรา : our country our future” ว่า ในด้านการจราจรต้องมีการตรวจรถควันดำ รถดีเซลไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถบัส ต้องตรวจเช็กสภาพรถจากอู่มา หากพบควันดำจะถูกสั่งให้หยุดวิ่งจนกว่าจะปรับปรุงแล้วค่อยวิ่งได้

“ถ้าแก้ไขยังไม่ได้ ผมจะให้วิ่งรถเป็นวันคู่-วันคี่ และต่อไปจะห้ามไม่ให้รถดีเซลวิ่งบนถนนเส้นเหล่านี้ มันจะมีปัญหากันอีกหรือไม่ เมื่อทุกคนบอกว่าผมอ่อนเกินไปในเรื่องนี้ ไม่เข้มงวดจริงจัง แต่ความจริงผมพร้อมทำทุกอย่าง ทุกคนต้องร่วมมือกัน รีบไปแก้เสียในวันนี้”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ต้องทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงให้ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องปิดโรงงานในช่วงเช้า บ่าย หรือเย็น หรือช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงขอให้เตรียมตัวไว้ และจะมาบอกว่านายกฯ ไม่เอาใจใส่อีกไม่ได้ คอยดูก็แล้วกันว่าจะมีอะไรกลับมาหรือไม่ จะยอมเสียสละกันหรือไม่ วันนี้จะขอให้รณรงค์กัน โรงงานหยุดทำการในช่วงเช้าหรือเย็นได้หรือไม่ วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี แล้วจะต้องตรวจโรงงาน โดยใช้อำนาจ คสช.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แต่ละจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทุกโรงงาน วันนี้ได้ออกคำสั่งแล้วเพื่อให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากโรงงานใดไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบ ไปชี้เป้ามา เรามีหน่วยตรวจสอบอยู่แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ความจริงทุกโรงงานต่างมีระบบการตรวจสอบของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหามลพิษ การขจัดน้ำเสีย แต่โรงงานเก่ากลับไม่ค่อยแก้ไขปัญหา วันนี้ต้องปรับปรุง ความจริงแล้วควรจะมีกฎหมายรวมว่างานอุตสาหกรรม การจราจร การเกษตร ทั้งหมดควรทำอย่างไร เพราะการเผาวัชพืชต่างๆ นั้นมีกฎหมายกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงต้องควรเอาจริงเอาจังในกฎหมายเหล่านี้

“เดี๋ยวผมจะออกคำสั่ง คสช. แต่ไม่ใช้มาตรา 44 เพราะมาตรา 44 นั้นมีอำนาจอยู่แล้ว พอใจหรือไม่ ที่ผมประกาศแบบนี้ ต่อไปนั่งรถคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนนั่งรถไปด้วย 2-3 คน เอากันสิครับ ด่าผมดีนัก ว่าอย่างนี้ทำหรือไม่ทำ เด็กไอจะเป็นเลือดอยู่แล้ว วันนี้ผมจะทำให้ ต่อไปนี้ไปไหนต้องชวนเพื่อนไปด้วย จะนั่งแท็กซี่คนเดียวไม่ได้ ต้องลากคนขึ้นไปด้วย 2-3 ที่หมาย ถ้าไม่แก้กันผมจะทำแบบนี้ เดี๋ยวจะทบทวนว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่วันนี้จะออกคำสั่งไปก่อน กอ.รมน. และทหารทุกคนต้องเข้าไปตรวจทุกโรงงาน น้ำเสีย ขยะ ใครทำสารพิษไปจี้ไปดูแล้วรายงานให้ผม ผมจะลงโทษหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัด 76 จังหวัด จะมีใครคัดค้านผมบ้าง ใครไม่เห็นชอบให้บอกมา เงียบแสดงว่าทุกคนเห็นชอบร่วมกับผม หากมีอะไรสะท้อนกลับมาก็ช่วยกันรับผิดชอบด้วย ยุให้นายกฯ ทำดีนัก แต่พอมีเรื่อง กูไปก่อน”

กรุงเทพฯ ขึ้นอันดับ 5 ค่า AQI สูงสุดในโลก

30 ม.ค. 62 เว็บไซต์ airvisual.com ได้รายงานสภาพปริมาณมลพิษทางอากาศโดยใช้หน่วย AQI ซึ่งทำการประมวลผลเมื่อช่วงเวลา 20.02 น.พบว่า กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 5 โดยค่าคุณภาพทางอากาศ อยู่ที่ 159 ขณะที่เมืองลาฮอร์ ของปากีสถาน ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 ค่าคุณภาพอากาศอยู่ที่ 190

ข่าว
สังคม
สิทธิมนุษยชน
คุณภาพชีวิต
สิ่งแวดล้อม
PM2.5
กรมควบคุมมลพิษ
มลพิษ
กรุงเทพมหานคร
ปริมณฑล

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 08:28 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 23:28


อันนา หล่อวัฒนตระกูล : เรื่อง

กิตติยา อรอินทร์ : ภาพ

ควันหลงจากกระแส รู้จัก/ไม่รู้จัก ‘นาซี’ เราขอแนะนำหนังดี 8 เรื่องที่ไม่ใช่เพียงนำพาเราไปรู้จักสงครามโลกแบบท่องจำ แต่ประกอบด้วยมุมมองที่สลับซับซ้อน บีบคั้นหัวใจ ทำตัวเลขแบนๆ ของเหยื่อให้มีใบหน้า-เลือดเนื้อ ตั้งคำถามกับนิยาม ผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำ ฯลฯ

ผ่านเรื่องเล่าของเหยื่อ เรื่องเล่าของผู้ช่วยเหลือเหยื่อ และเรื่องเล่าของผู้ที่ไม่อาจบอกได้ว่าเขาอยู่ตรงไหนในพรมแดนระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เรื่องเล่าเหล่านี้คือภาพสะท้อนใบหน้าของมนุษย์ที่จมหายไปกับตัวเลขสถิติ

ความบันเทิงเหล่านี้เองที่อาจสร้างแรงบันดาลใจแท้จริงในการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของโลกในช่วงเวลานั้น

The Great Dictator

สร้างในปี 2483
กำกับและแสดงนำโดย ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin)

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในปีที่สองของสงคราม กำกับและแสดงนำโดยชาร์ลี แชปลิน นักแสดงตลกชื่อดัง โดยแชปลินแสดงเองทั้งบทผู้นำเผด็จการและช่างตัดผมชาวยิว

The Great Dictator ใช้การเสียดสีล้อเลียนผู้นำเผด็จการในยุคนั้น เช่น ฮิตเลอร์และมุสโสลินี เพื่อนำเสนอเนื้อหาต่อต้านเผด็จการและเชิดชูความเป็นมนุษย์ ในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ แชปลินได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ยังเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้ โดยเรียกร้องให้ทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งในนามของประชาธิปไตย
เชิญรับชมสุนทรพจน์ดังกล่าวได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=J7GY1Xg6X20



The Pianist

สร้างในปี 2545
กำกับโดยโรมัน โปแลนสกี (Roman Polanski) 
เอเดรียน โบรดี (Adrien Brody) รับบทวลาดิสลาฟ ชปิลมาน 

สร้างจากเรื่องจริงของวลาดิสลาฟ ชปิลมาน นักเปียโนชาวยิวซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงวอร์ซอ หลังจากกรุงวอร์ซอถูกนาซียึดครอง วลาดิสลาฟและครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ในเขต Warsaw Ghetto และต้องเอาตัวรอดในพื้นที่แออัดในขณะที่สงครามเกิดขึ้นรอบตัว

The Pianist เป็นเรื่องราวของเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเป็นเรื่องราวของการเอาชีวิตรอด มีคนเช่นชปิลมานมากมายซึ่งถูกทำร้ายด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าเขาเกิดมาเป็นชาวยิว ชปิลมานรอดชีวิตมาได้และเสียชีวิตในปี 2543 ขณะมีอายุได้ 88 ปี แต่เหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จำนวนมหาศาลไม่อาจรอดชีวิตกลับมาเล่าเรื่องราวของตน อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นใบหน้าที่เป็นมนุษย์ของเหยื่อที่ถูกกลืนหายไปกับสถิติผู้เสียชีวิตในสงคราม

The Boy in the Striped Pajamas 

สร้างในปี 2551 
กำกับโดยมาร์ก เฮอร์มาน (Mark Herman) 

เอซา บัทเตอร์ฟิลด์ และ แจ๊ค สแกนลอน (Asa Butterfield and Jack Scanlon) รับบทบรูโนและชมูเอล
ภาพยนตร์สร้างจากนวนิยายของจอห์น บอยน์ (John Boyne) พิมพ์ครั้งแรกปี 2549 ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “เด็กชายในชุดนอนลายทาง” แปลโดยวารี ตัณฑุลากร พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน


บรูโน เด็กชายวัยแปดปี บุตรชายของนายทหารนาซีผู้คุมค่ายกักกัน ต้องย้ายไปอยู่ในชนบทพร้อมกับครอบครัว เนื่องจากพ่อของเขาได้เลื่อนตำแหน่ง ในระหว่างที่แอบหนีไปเล่นในป่าใกล้บ้าน บรูโนได้พบกับชมูเอล เด็กชายในชุดนอนลายทาง

ถึงแม้นวนิยายเรื่องเด็กชายในชุดนอนลายทางจะถูกวิจารณ์โดยนักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโลกครั้งที่สองว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วไม่มีทางที่จะมีเด็กวัยเท่าชมูเอลอยู่ในค่ายกักกันได้ แต่ทั้งหนังสือและภาพยนตร์ก็เป็นที่รู้จัก อีกทั้งการเล่าจากมุมมองของเด็กนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

Schindler’s List

สร้างในปี 2536
กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ค (Steven Spielberg) 
เลียม นีสัน (Liam Neeson) รับบท ออสการ์ ชินด์เลอร์

ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงของออสการ์ ชินด์เลอร์ นักธุรกิจชาวเยอรมันผู้ช่วยชีวิตชาวยิวไว้กว่าพันคน โดยให้พวกเขาทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานของตนในเมืองคราคุฟ ประเทศโปแลนด์

มีคำกล่าวว่า ในทุกๆเหตุการณ์เลวร้าย ขอให้มองหาผู้ที่ช่วยเหลือคนอื่น เพราะมีคนเช่นนั้นอยู่เสมอ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็เช่นกัน มีคนมากมายที่ไม่ได้หันหลังให้กับผู้เดือดร้อน แต่เลือกที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม้จะรู้ถึงความเสี่ยง ใบหน้าของผู้ให้ความช่วยเหลือ จึงเป็นอีกหนึ่งใบหน้ามนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในสงครามเสมอ

The Zookeeper’s Wife

สร้างในปี 2560
กำกับโดย นิกิ คาโร (Niki Caro) 
เจสสิก้า ชาสเทน (Jessica Chastain) รับบทอันโตนินา ซาบินสกา

ภาพยนตร์สร้างจากนวนิยายโดยไดแอนน์ แอคเคอร์แมน (Diane Ackerman) พิมพ์ครั้งแรกปี 2550

ณ กรุงวอร์ซอ ปี ค.ศ. 1939 อันโตนินา ซาบินสกาและยาน สามีของเธอ ทำงานเป็นผู้ดูแลสวนสัตว์วอร์ซอ หลังจากกองทัพเยอรมนีบุกโจมตีวอร์ซอ อันโตนินาและสามีตัดสินใจใช้พื้นที่ในสวนสัตว์เพื่อเป็นที่ซ่อนของชาวยิวจนกว่าจะหาที่ปลอดภัยได้

เช่นเดียวกับเรื่อง Schindler’s List และเรื่องเล่าคล้ายกันอีกมากมาย The Zookeeper’s Wife คือเรื่องเล่าของผู้คนซึ่งไม่ยอมหันหลังให้กับความอยุติธรรมที่อยู่ตรงหน้าและเลือกที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ถึงแม้ว่านั่นอาจหมายถึงความตายของตนเองก็ตาม

The Shop on Main Street (Obchod na korze) 

สร้างในปี 2508 
กำกับโดย ญาณ คาดาร์และเอลมาร์ คลอส (Ján Kadár and Elmar Klos)
ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2508

จากนโยบาย “ทำให้เป็นอารยัน” หรือ Aryanization ในเชโกสโลวาเกียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชายชาวสโลวักนามโทโน บรืทโก ได้รับมอบหมายให้เข้าไปเป็นผู้ดูแลร้านขายอุปกรณ์เย็บผ้าของหญิงชราชาวยิวนามว่าโรซาเลีย เลาท์มานโนวา อย่างไรก็ตาม โรซาเลียซึ่งมีอายุมากแล้วไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และคิดไปว่าโทโนเป็นหลานชายของเธอที่มาช่วยงานที่ร้านไปเสียอย่างนั้น

ส่วนใหญ่เมื่อเราเล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้กระทำ” และ “ผู้ถูกกระทำ” นั้นแบ่งให้เห็นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น ประชาชนคนธรรมดามากมายเช่นโทโนอยู่ในสถานะผู้ร่วมมือกับรัฐบาลนาซี แต่คำถามที่อาจไม่มีคำตอบคือพวกเขาอยู่ที่ไหนในพรมแดนระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ The Shop on Main Street ชวนให้เราตั้งคำถามต่อเส้นแบ่งนี้ ซึ่งอาจคลุมเครือกว่าที่เราคิด

Son of Saul

สร้างในปี 2558 
กำกับโดย ลาสโล เนเมส (László Nemes)
ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2559 

ในปี ค.ศ. 1944 ซาลเป็นนักโทษในค่ายเอาท์ชวิตซ์ ซึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดห้องรมแก๊สและจัดการกับศพของนักโทษด้วยกัน ขณะทำความสะอาดห้องรมแก็ส ซาลเห็นแพทย์นาซีคนหนึ่งฆ่าเด็กชายซึ่งรอดจากการรมแก็ส ซาลต้องการจัดการศพของเด็กชายผู้นั้นตามประเพณีจึงได้ขโมยร่างนั้นไป จนนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้า

ภาพชีวิตในค่ายกักกันที่เราคุ้นเคยกันอาจเป็นภาพของผู้คนในชุดลายทางที่ผอมเหมือนโครงกระดูกและภาพร่างมนุษย์กองสูงเป็นภูเขา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงภาพที่มีความซับซ้อนมากกว่านั้น Son of Saul แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักโทษด้วยกัน และนำเสนอเรื่องราวของชีวิตในค่ายกักกันจากมุมมองของนักโทษที่อยู่ในตำแหน่ง Sonderkommando ซึ่งต้องทำงานรับใช้ผู้คุม ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ให้ใบหน้ามนุษย์กับนักโทษในค่ายกักกันผู้ถูกลดทอนลงเหลือเพียงตัวเลข และแสดงให้เห็นภาพของชายผู้หนึ่งที่กอบกู้ตัวตนส่วนหนึ่งของเขากลับมาได้ ถึงแม้ว่าเรื่องจะไม่ได้จบลงด้วยดีก็ตาม

Spring of Life

สร้างในปี 2543
กำกับโดย มิลาน เซสลา (Milan Cieslar) 
โมนิกา ฮิลเมโรวา (Monika Hilmerová) รับบท เกรทกา 

Spring of Life กล่าวถึง เกรทกา หญิงสาวชาวเช็คผู้เข้าร่วมในโครงการ Lebensborn หญิงสาวที่เข้าร่วมในโครงการนี้จะถูกคัดเลือกจากลักษณะทางกายภาพ พวกเธอทุกคนมีผมสีทอง ตาสีฟ้า และรูปร่างตามแบบของหญิงสาวชาวอารยันตามฉบับลัทธินาซี เกรทกาอาศัยอยู่ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งร่วมกับหญิงสาวคนอื่นๆในโครงการ พวกเธอได้รับการศึกษาตามแบบลัทธินาซี และมีหน้าที่ให้กำเนิดเด็กทารกเพื่อสร้างชนชาติอารยัน แต่เธอกลับตกหลุมรักกับลีโอ ชายชาวยิวซึ่งแอบอาศัยอยู่ในเขตของสถานพยาบาล

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้กระทำ” และ “ผู้ถูกกระทำ” เลือนราง เกรทกาอาจเข้าร่วมในโครงการที่สนับสนุนแนวคิดพันธุกรรมที่ดีที่สุดตามแนวคิดระบอบนาซี แต่คำถามคือเธอมีทางเลือกหรือเปล่า เธอคือเหยื่อหรือผู้ทำร้าย และท้ายที่สุดแล้วเส้นแบ่งนี้อยู่ตรงไหนกันแน่
[full-post]

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ที่มาภาพจากเฟสบุ๊คไลฟ์มติชน

Posted: 30 Jan 2019 08:56 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-30 23:56


ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จำแนกความเป็นไปได้ในการจัดมือร่วมตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ชี้เพื่อไทย-พลังประชารัฐ และเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ไม่มีความเป็นไปได้ ขณะที่พลังประชารัฐ-ประชาธิปไตย ดูมีความเป็นไปได้กว่า แต่ถ้าพลังประชารัฐไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ประชาธิปัตย์ก็ยากที่จะร่วมงาน แนะ คสช. ควรถอย ได้ ส.ว. 250 เลือกนายกฯ ได้ ก็ควรพอได้แล้ว

30 ม.ค. 2562 ที่โรงแรม พูลแมน คิงพาวเวอร์ สำนักข่าวมติชนได้จัดเวทีเสนวาหัวข้อ “เลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย” โดยมีวิยากรประกอบด้วย ศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการธนาคารเกียรตินาคิน รองศาสตรารย์โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Blognone

ทั้งนี้เวทีแบ่งออกเป็นสองส่วน ในช่วงแรกได้เปิดเวทีให้วิทยากรทั้งหมดได้อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเชียวชาญ จากนั้นเป็นเวทีเสวนารวม สำหรับผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้อภิปรายถึงวการจับขั้วของพรรคการเมือง ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากการเมืองในยุค 2 พรรคใหญ่ ไปสู่การเมืองแบบ 3 ก๊ก พร้อมชี้ให้เห็นความเป็นไปในทุกมิติสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้


จุดเปลี่ยนประเทศไทย(1): มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อการเมือง และใช้โซเชียลมีเดีย

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล : การเมืองยุคสามก๊ก และความเป็นไปได้ในร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล

ปริญญา เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า สิ่งที่ชัดเจนแล้วในขณะนี้คือวันเลือกตั้ง ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562 คำถามคือทำไมจึงต้องมีการเลื่อนออกไปอีก 1 เดือน เหตุผลอาจจะเกี่ยวข้องกับการประกาศผลการเลือกตั้งต้องประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 การประกาศผลการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นก่อนวันงานพระราชพิธี ฉะนั้นสาเหตุที่เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็เพราะต้องการให้การประกาศผลการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังงานพิธีบรมราชาภิเษก

เขา กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นคู่ขนานกับการเลือกตั้ง ส.ส. คือการคัดเลือก ส.ว. และประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ส.ว. จะสามารถโหวตเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. อีกต่อไป แต่มีเงื่อนไขว่า พรรคการเมืองจะต้องยื่นบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับ กกต. และเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบก่อน โดยแต่ละพรรคการเมืองเสนอได้ไม่เกิน 3 ชื่อ และมีเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองจะต้องได้ ส.ส. อย่างน้อยร้อยละ 5 จึงจะสามารถนำบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาใช้ได้

ปริญญา ย้ำว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่หลังการรัฐประหารมีการเขียนรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก่อนหน้านี้มีความพยายามในลักษณะนี้หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ครั้งสุดท้ายคือในปี 2534 แต่ถูกประท้วงจนต้องยอมถอดอำนาจ ส.ว. ในประเด็นนี้ออกไป แต่ครั้งนี้สามารถทำได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่า ส.ว. ซึ่งมีทั้ง 250 คนตามบทเฉพาะกาล บวกกับ ส.ส. ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 500 คน รวมกันเป็น 750 กึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 375 คน มากว่ากึ่งหนึ่งคือ 376 คน 126 เสียงจาก ส.ส. จึงเป็นตัวเลขที่จะทำให้พลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นนายกได้

เขา กล่าวต่อว่า หากในรอบแรกไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้จากบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคเสนอ จะมีการเปิดให้เสนอชื่อคนนอก แต่การจะโหวตให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องใช้เสียงมากถึง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาคือ 500 เสียง ฉะนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อจะง่ายกว่า และการเป็นนายกฯคนนอกนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยไม่ยอมรับ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ถ้าจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีอีก จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อเท่านั้น

คำถามต่อมา หาก พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ ปริญญา ชี้ให้เห็นว่า เงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป สิ่งแรกคือต้องการเสียง ส.ส. สนับสนุน เพียง 126 เสียงเท่านั้น แม้ต่อให้พรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส. ไม่ถึง 126 เสียง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชวนพรรคการเมืองอื่นๆ มาสนับสนุน นั่นแปลว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน แต่การมี ส.ส. เพียง 126 เสียง จะอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีทั้งหมด 500 เสียงยาก

เขา กล่าวต่อไปว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่างๆ จะต้องเสนอจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน นั่นหมายความว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาจะเสนอกฎหมายไม่ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาสถูกลงมติไม่ไว้วางใจในเวลาอันรวดเร็ว และอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจ เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ฉะนั้น 126 เสียงสามารถทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ถ้าจะอยู่ได้จำเป็นต้องมีเสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า 250 เสียง คำถามคือตัวเลขนี้ พรรคพลังประชารัฐจะสามารถทำได้หรือไม่

“ข้อมูลการเลือกตั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สองพรรคใหญ่จะมี ส.ส. รวมกันเกินครึ่งเสมอ ในครั้งนี้แม้ว่าระบบการเลือกตั้งจะได้ทอนขนาดของพรรคใหญ่สองพรรคไป แต่จากการคาดการณ์คะแนนเสียงเก่า และจากโพลต่างๆ ยังเชื่อว่า สองพรรคนี้รวมกันยังถึง 250 เสียง ความหมายคือ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ต้องการตั้งรัฐบาลที่มี ส.ส. 250 คนขึ้นไป ก็ต้องการพรรคหนึ่งพรรคใดในสองพรรคนี้มาร่วมรัฐบาล เพราะต่อให้มีพรรคอื่นที่ดึงมาได้ก็ไม่ถึง 250 เสียง” ปริญญา กล่าว

เขา ตั้งคำถามต่อไปว่า ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว พรรคการเมืองใดที่จะมาร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยวิเคราะห์ว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ลงสนามการเมืองจริง การเมืองไทยจะเข้าสู่การเมืองแบบสามก๊ก จากเดิมที่มีเพียงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปไตย เป็นคู่ขัดแย้งสองข้าง แต่จากนี้จะมีอีกก๊กหนึ่งเพิ่มเข้าไป รวมทั้งหมดเป็น 3 ก๊ก คือ 1.ก๊กของ ส.ว. และพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ (พลังประชารัฐ) 2.ก๊กเพื่อไทย และเครือข่าย 3.ก๊กประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือเป็นพรรคที่พร้อมร่วมรัฐบาลกับทุกก๊ก สำหรับก๊กที่ 1 ถ้ามี 376 เสียงโดยมี ส.ว. 250 และมี ส.ว. 126 เสียง ก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนก๊กที่ 2 ก็อาจจะไม่สามารถรวมเสียง ส.ส. ได้ถึง 376 เสียง ขณะเดียวกันก๊กที่ 3 ก็ไม่สามารถรวมเสียง ส.ส. ได้ถึง 376 เสียง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมกันของสองก๊ก

เขาตั้งคำถาม พร้อมวิเคราะห์ต่อไปว่า ก๊กใดที่จะร่วมมือกัน โดยชี้ให้ว่ามี 3 ทางเลือก 1.ก๊ก ส.ว. และพลังประชารัฐ รวมกับ ก๊กเพื่อไทย และเครือข่าย ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด 2.ก๊ก ส.ว. และพลังประชารัฐ รวมกับก๊กประชาธิปัตย์ ยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูง และ 3. ก๊กเพื่อไทย จับมือกับก๊กประชาธิปัตย์ ทางนี้ก็ยังคงเป็นไปได้ยาก

ปริญญากล่าวต่อไปว่า ทางที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ยอมยกมือให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคพลังประชารัฐได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 แต่หากอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์จะยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายกับประชาชน ฉะนั้นทางที่พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างชอบธรรมคือ พรรคพลังประชารัฐต้องเป็นพรรคอันดับที่ 1

ปริญญากล่าวต่อไปถึงโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนว่าต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมีผลออกมาว่า ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 26 จากทั้งหมด แต่ในอีกทางหนึ่งผลโพลนี้กำลังบอกว่ามีอีกร้อยละ 74 ที่ต้องการคนอื่นเป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อดูจากฐานสมาชิกพรรคแล้วพบว่า เวลานี้พรรคพลังประชารัฐยังมีสมาชิกพรรคเพียงแค่ 4 พันกว่าคนเท่านั้น แม้ข้อมูลนี้จะไม่ได้เป็นตัวชี้ขาด แต่ก็เป็นข้อมูลประกอบที่ชี้ให้เห็นว่า โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องง่าย

ปริญญากล่าวต่อไปถึง สถานะของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งถูกวางไว้ตัวไว้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี ตอนนี้ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ และยังเป็นหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในมือ ซึ่งอาจจะมีผลต่อความนิยมทางการเมือง และคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นแปลว่า คสช. กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นจะอันตรายมาก หากมีความพยายามที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐได้รับเสียงเป็นอันดับที่ 1 ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะเกิดคำถามตามมา

ปริญญากล่าวต่อไปว่า หลังการเลือกตั้งประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ขาด เพราะปัจจัยสำคัญยังไม่ชัดเจน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะลงเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากตัดสินใจลงเล่นการเมือง สภาวะการเมืองไทยก็จะเข้าสู่ยุคสามก๊กดังที่กล่าวมาทั้งหมด

“แต่ถ้าไม่ลง คสช. ก็อยู่ในสถานะคนกลาง แล้วเสียง ส.ว. 250 คือเสียงที่จะกำหนดว่า ระหว่าง 2 ก๊กเดิม ใครจะเป็นรัฐบาล ผมเรียนว่าระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อำนาจเพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ในช่วง 5 ปี มี ส.ว. ที่ตัวเองเลือกขึ้นมา แล้วก็เลือกได้ว่าข้างไหนจะเป็นรัฐบาล สามารถคุมให้รัฐบาลทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ด้วยกลไกอำนาจของ ส.ว. ตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ แต่ถ้าเกิดลงแล้วได้เป็นแน่ก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่]'แล้วโอกาสได้เป็นก็ลำบาก แล้วก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย” ปริญญา กล่าว
ข่าว
การเมือง
มติชนเสวนา
การจัดตั้งรัฐบาล
รัฐธรรมนูญ 2560
อำนาจ ส.ว.
เลือกตั้ง 62
คสช.
เลือกตั้ง
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

[full-post]


Posted: 30 Jan 2019 09:23 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Thu, 2019-01-31 00:23


ศาลระบุด้วยว่า แม้โจทก์จะยกกรณีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนเวทีและเต็นท์ของผู้ชุมนุม แต่ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม และการตรวจค้นพบเหล็กแป๊บและขวานในพื้นที่หลังผู้ชุมนุมถอยออกไปก็ไม่ได้ค้นจากตัวผู้ชุมนุม มีข้อสงสัยว่าไม่ใช่ของผู้ชุมนุม จึงเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ

30 ม.ค. 2562 สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อ.3973/2558 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 9 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง กรณีที่มีการรวมตัวกันต่อต้านและขับไล่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2551 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการโดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดให้เลิกแล้วแต่ไม่เลิก

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดย จำเลยที่ 1-9 ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 79 ปี, สนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 68 ปี, พิภพ ธงไชย อายุ 69 ปี, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 64 ปี, สมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 69 ปี, สุริยะใส กตะศิลา อายุ 42 ปี, ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อายุ 65 ปี, อมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี อายุ 58 ปี และเทิดภูมิ ใจดี อายุ 73 ปี

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเป็นการฟ้องจำเลยซ้ำกับคดี พธม.บุกรุกทำเนียบรัฐบาล หมายเลขดำ อ.4925/2555 ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1-6 คนละ 2 ปี อัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่ง แต่เห็นควรให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 7-9 ไว้ก่อนมีกำหนด 2 ปี

โดยวันนี้ศาลเบิกตัวสนธิจากเรือนจำเพื่อมาฟังคำพิพากษา ขณะที่อดีตแกนนำ พธม. อีก 8 คนก็ได้เดินทางมาศาล

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยทั้ง 9 คน โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นกรณีจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 7-9 ก็ไม่มีความผิดฐานก่อความวุ่นวายตามมาตรา 215 ด้วย แม้โจทก์จะยกกรณีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนเวทีและเต็นท์ของผู้ชุมนุม ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม และการตรวจค้นพบเหล็กแป๊บและขวานในพื้นที่หลังผู้ชุมนุมถอยออกไปก็ไม่ได้ค้นจากตัวผู้ชุมนุม มีข้อสงสัยว่าไม่ใช่ของผู้ชุมนุม จึงเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 9 คนซึ่งเป็นแกนนำ พธม. ได้จัดชุมนุมใหญ่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. โดยร่วมกันใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อ จำนวน 5 คัน เป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ ติดตั้งเครื่องขยายเสียงและลำโพง

ต่อมาเวลากลางคืนจำเลยทั้งหมดได้นำกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนมากเคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อรถเวทีปราศรัยเคลื่อนผ่านไปบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ได้มีเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแถวสกัดกั้นเอาไว้ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถฝ่าแนวกั้นไปได้ และได้ปิดการจราจรในถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่สี่แยกมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงสี่แยก จปร.เป็นที่ชุมนุมประท้วงไปจนถึงวันที่ 5 ต.ค. 2551 โดยได้มีการตั้งเวทีถาวร กางเต็นท์ มีโรงครัวปรุงอาหาร ขึงลวดหนามกั้นถนนราชดำเนินนอก ห้ามบุคคลเข้าออกบริเวณที่ชุมนุม มีการตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัยเรียกว่า “นักรบศรีวิชัย” นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมเครื่องมือเช่น ไม้เบสบอล หนังสติ๊ก ท่อนเหล็ก เพื่อใช้เป็นอาวุธ ส่อไปในทางที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในประเทศ ส่วนบนเวทีปราศรัยจำเลยทั้ง 9 คน ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นกล่าวปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช โดยจัดการปราศรัยปลุกระดมมวลชนที่มาฟังและร่วมชุมนุมไปตลอด 24 ชั่วโมง

ภายหลังได้ร่วมกันชักชวนผู้ชุมนุมหลายหมื่นคนกระทำการปิดถนนสาธารณะและเคลื่อนกำลังไปในลักษณะ “ดาวกระจาย” ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ไปกดดันบริเวณสถานที่ราชการหลายแห่ง เช่นกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โรงเรียน สถานศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่ชุมนุม ต้องหยุดการเรียนการสอนหลายครั้ง เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัยจากการชุมนุมในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลอีกด้วย



ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ ไทยโพสต์ โพสต์ทูเดย์ และ มติชนออนไลน์
ข่าว
การเมือง
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
สมัคร สุนทรเวช
จำลอง ศรีเมือง
สนธิ ลิ้มทองกุล
มั่วสุม
ม.116
การชุมนุม 193 วันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กระบวนการยุติธรรม

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.