Posted: 25 Feb 2018 01:24 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเตือนผันน้ำสาละวินลงเขื่อนอาจไม่คุ้มค่า ต้นทุนสูงลิ่วแถมผ่าป่าดิบเขตอนุรักษ์ ชาวบ้านหวั่นผลกระทบอื้อ


25 ก.พ. 2561 นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่แม่น้ำยวม และแม่น้ำเงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.จาก ซึ่งขณะนี้มีการการผลักดันโครงการผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำสาละวิน สู่ลุ่มน้ำปิงและเจ้าพระยา (โครงการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล) เป็นแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล โดยกรมชลประทาน

นายหาญณรงค์กล่าวว่า การผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินมาลุ่มน้ำปิง เมื่อลงมาดูในพื้นที่จะพบว่า โครงการนี้จะมีการใช้งบประมาณในการลงทุนสูง ขั้นตอนการผันน้ำไม่ได้ผันตามแรงโน้มถ่วง แต่เป็นการ สร้างเขื่อนกั้นน้ำแม่น้ำยวม ความสูง 71เมตร จากนั้นต้องมีการสูบน้ำจากท้ายเขื่อน ขึ้นไปยังบ่อพักน้ำสูงประมาณ 30 เมตร และปล่อยน้ำลงอุโมงค์ ไปยังแม่น้ำปิง ที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ระยะทาง 67 กม. หากดูข้อมูลในทางเทคนิคแล้ว จะได้น้ำไปเติมเขื่อน 1,795 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี นั่นหมายความว่า เขื่อนน้ำยวมที่สามารถจุน้ำได้ 65 ล้าน ลบ.ม. จะต้องสูบน้ำจนหมดอ่างอย่างน้อย 30 ครั้ง และจะต้องเสียค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำอย่างน้อย 2,400 ล้านบาทต่อปี

“ถ้าดูแล้วโครงการนี้จะต้องลงทุนสูง ค่าใช้จ่ายในการได้น้ำมาต่อหน่วยอยู่ในราคาที่แพง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 65 บาท/ลบ.ม. ในปีแรกของโครงการ ถือว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับการสร้างเขื่อนภูมิพล ค่าน้ำอยู่ที่เพียงประมาณ 50 สตางค์ ใน 1 ปีแรก ซึ่งถือว่าในโครงการนี้เมื่อมีการศึกษาที่ผ่านมาเป็นเพียงการทบทวนความเป็นไปได้ ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอ จึงจำเป็นต้องดูมูลค่าที่แท้จริงของการลงทุน และผลกระทบเพิ่มเติมในขั้นตอนก่อสร้าง ที่เป็นค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุม และค่าใช้จ่ายที่จะแพงขึ้นของโครงการนี้คือ ค่าการก่อสร้างอุโมงค์ผ่านผืนป่าสมบูรณ์บริเวณ รอยต่อ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก และ จ.เชียงใหม่ เพราะยังไม่มีข้อมูลในทางธรณี” นายหาญณรงค์ กล่าว

นายหาญณรงค์กล่าวว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสบเงา อ.สบเมย มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ชาวบ้านบอกว่าการสร้างเขื่อนและอุโมงค์ จะเกิดผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย ผลตามมาคือชีวิตชาวบ้านจะต้องเดือดร้อน ปกติแม่เงาน้ำ มีน้ำป่าท่วมทุกปี หน่วยงานได้ลงมาสำรวจให้ข้อมูลว่าหากสร้างเขื่อนกั้นน้ำ จะสูบน้ำเข้าอุโมงค์ น้ำที่เคยท่วมก็ไม่ท่วม จะสูบไปหมด แต่ชาวบ้านมองว่า หากกั้นเขื่อน ดินหินทรายโคลนก็จะทับถมสูงขึ้น ยิ่งทำให้น้ำท่วมบ้านเรือน ในเวทีประชุมที่หน่วยงานลงมาจัด เมื่อชาวบ้านถามไปเขาก็ตอบไม่ได้ ขณะนี้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำยวม แม่น้ำเงา อยู่กันด้วยความอบอุ่น แต่หากมีเขื่อนกั้นน้ำ สร้างสถานีสูบน้ำ ชาวบ้านได้ไปจับพิกัดมาพบว่าจะกระทบต่อพื้นที่แหล่งน้ำประปาหมู่บ้าน จะเสียหาย ผลกระทบทางเสียงจากเครื่องสูบน้ำ หากมาก่อสร้าง บ้านใหม่ อยู่ใกล้ เขามาว่าจะสร้างกำแพงไม่ให้มีเสียง เขาบอกว่าชาวบ้านจะได้สิทธิประโยชน์ สร้างบ่อน้ำสะอาด จริงๆ มันก็คือน้ำขี้ตีนขี้มือ ทุกวันนี้น้ำของเรามาจากรากไม้ จากป่าบริสุทธิ์ น้ำสะอาดไม้ต้องใช้คลอรีนก็สะอาดดื่มกินได้

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอนกล่าวว่า กรมชลประทานโดยมหาวิทยาลัยนเรศวรได้เปิดเวทีนำเสนอข้อมูลการศึกษาและรับฟังผลกระทบจากชุมชนแล้ว 3 ครั้ง โดยจัดที่ที่ว่าการอำเภอสบเมย ที่วัดแม่เงาหมู่ 8 อำเภอสบเมยและโรงแรมมิตรอารีย์ 2 อำเภอแม่สะเรียง ซึ่งบรรยากาศส่วนใหญ่ชาวบ้านเป็นห่วงเรื่องผลกระทบต่างๆ เช่น ในหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำยวมมีปริมาณน้อยอยู่แล้ว หากถูกดูดไปใช้อีกจะเป็นการแย่งน้ำชาวบ้านหรือไม่ ที่สำคัญชาวบ้านไม่รู้ว่าโครงการนี้จะทำให้ปริมาณน้ำจะท่วมสูงขนาดไหนโดยเฉพาะชาวบ้านแม่เงาซึ่งอยู่ในที่ราบต่ำก็มีโอกาสถูกท่วมกันทั้งหมด

ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสาละวินกล่าวว่า ชาวบ้านยังตั้งคำถามด้วยว่าดินจากการขุดเจาะอุโมงค์จำนวนมหาศาล ทางผู้รับผิดชอบจะนำไปทิ้งที่ไหนและจะมีผลต่อผืนป่าหรือไม่ เพราะโครงการนี้ตัดผ่านทั้งป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งจะส่งผลกระทบมากมาย แม้ทางโครงการพยายามว่าไม่มีผลเพราะเป็นการเจาะใต้ดิน แต่ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจ นอกจากนี้ชาวบ้านยังห่วงเรื่องเสียงที่เกิดจากเครื่องสูบน้ำจะส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่และในช่วงก่อสร้างต้องมีการเจาะอุโมงค์จะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจน

“เวทีเหล่านี้เป็นของทีมศึกษาด้านวิชาการของม.นเรศวร คิดว่าอาจจะมีการจัดเวทีอีกครั้ง ก่อนส่งผลการศึกษานี้ให้กรมชลประทาน ซึ่งจะสร้างหรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจน จริงๆแล้วชาวบ้านอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการกลางที่มีชุมชนเข้าร่วมมากกว่า ไม่ใช่ศึกษาฝ่ายเดียว ควรเอาคนที่ได้รับผลกระทบหลักเข้าไปร่วมเป็นสำคัญ โครงการนี้ใช้งบประมาณมหาศาลไม่น้อยกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องพิจารณาให้ดี ที่ผ่านมาชาวบ้านยังเข้าไม่ถึงข้อมูลเลย ส่วนใหญ่พวกเขาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ พออ่านเอกสารที่เป็นตัวเลขทางวิชาการก็ไม่เข้าใจ ควรหาวิธีให้พวกเขาได้เข้าถึงข้อมูลมากกว่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจที่แท้จริง”นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้โครงการศึกษาทบทวนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล กรมชลประทานได้ว่าจ้าง บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ บริษัท เอส เอ็น ที คอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาตั้งแต่ปี 2559 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลจากลุ่มน้ำในประเทศ ลุ่มน้ำสำละวินและลุ่มน้ำสาขา เพื่อแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ด้านท้ายเขื่อนภูมิพลในปัจจุบันและอนาคต 20 ปีข้างหน้า ระยะเวลาในการดำเนินการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559- กุมภาพันธ์ 2561 รวม 18 เดือน องค์ประกอบการผันน้ำเบื้องต้นคือ แผนการสร้างเขื่อนน้ำยวมตอนล่าง และโรงไฟฟ้า ที่บริเวณบ้านสบเมย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทำการสูบน้ำโดยผ่านอุโมงค์อัดน้ำคอนกรีตดาดเหล็ก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.80 ม. ยาว 1,822.79 ม. เข้าถังพักน้ำใต้ดินรูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 34.09 ม. สูง 25.54 ม. ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำความยาวรวม 61.85 กม. มาลงห้วยแม่งูด ลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

[full-post]


Posted: 25 Feb 2018 01:37 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต เตือนเตรียมการรับมือการย้ายโรงงานกลับประเทศของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ญี่ปุ่นและกระแสการโอนเงินทุนกลับประเทศของสหรัฐอเมริกา ความไม่ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งและการไม่สามารถสรรหา กกต. สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น

25 ก.พ. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่าสถานการณ์การย้ายโรงงานการผลิตบางส่วนกลับประเทศของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชียตะวันออกรวมทั้งไทยก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ประเทศไทยอาจจะมีสถานการณ์ที่ไม่ดีกว่าบางประเทศนัก เพราะเงินบาทแข็งค่ากว่าเงินสกุลเอเชียอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มีความไม่ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งและล่าสุดก็ไม่สามารถสรรหา กกต. ได้สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการไหลออกของการย้ายฐานการผลิตและเม็ดเงินลงทุนมากขึ้นอีกด้วย

เงินเยนที่อ่อนค่าลง ต้นทุนการผลิตลดต่ำลงจากเทคโนโลยีหุ่นยนต์และสมองกลอัจฉริยะ AI ทำให้โรงงานผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นของบรรษัทขนาดใหญ่บางส่วนไม่คุ้มทุน การผลิตในประเทศญี่ปุ่นถูกกว่าโดยเฉพาะในบริษัที่มีการลงทุนด้วยเทคโนโลยหุ่นยนต์และสมองกลอัจฉริยะอย่างมากและมีระบบทำงานเครื่องจักรอัตโนมัติที่ทำงานแทนแรงงานคนได้ ประกอบกับค่าแรงของประเทศในเอเชียรวมทั้งไทยก็ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ บางประเทศขาดแคลนแรงงานมีทักษะ ซึ่งไทยเองก็มีปัญหาขาดแคลนช่วงเทคนิคหลายสาขา การที่เงินเยนอ่อนค่าลงและอัตราเงินเฟ้อต่ำในญี่ปุ่น ประกอบกับประเทศเอเชียบางประเทศรวมทั้งไทยมีค่าเงินสกุลท้องถิ่นที่แข็งค่า ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศดังกล่าวมีขีดความสามารถทางด้านราคาที่ลดลง บริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่อย่าง Canon Pioneer Honda Nissan Toyota Casio ได้วางแผนทยอยย้ายโรงงานผลิตบางส่วนกลับญี่ปุ่น และการย้ายฐานการผลิตกลับนี้เกิดขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีการคาดการณ์ว่าการใช้หุ่นยนต์และ AI ในการผลิตนั้นช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และทำให้ต้นทุนทางด้านแรงงานลดลงอย่างชัดเจนและผลผลิตรวมทั้งผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น

ตนมองว่ากระแสการไหลย้อนกลับของการลงทุนจากทุนข้ามชาติจะไม่เกิดเฉพาะกรณีญี่ปุ่นเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นกับประเทศที่มีการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีการผลิตมากอย่าง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และยุโรปบางประเทศอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ พลวัตการเคลื่อนย้ายของการลงทุนข้ามชาติ ดังกล่าวให้ดีด้วย ส่วน SMEs ญี่ปุ่นอาจจะเข้ามาลงทุนใน EEC ของไทยเพิ่มขึ้น

นโยบายการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯซึ่งจะลดภาษีทั้งนิติบุคคล (ลดจาก 35% เหลือ 21%) และบุคคลธรรมดาจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและน่าจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลก ในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นอาจไม่มากอย่างที่คาดการณ์ไว้จากการตีกรอบไม่ให้ขาดดุลการคลังส่วนเพิ่มจากมาตรการลดภาษีเกิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการขาดดุลการคลังนี้น้อยกว่าการลดภาษีครั้งใหญ่ในรอบก่อน นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นอัตราการเติบโตเศรษฐกิจได้เพียง 0.1-0.3% ต่อปี

ส่วนกฎหมายภาษีการนำกำไรนอกประเทศกลับเข้าประเทศด้วยอัตราพิเศษครั้งเดียว จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับสหรัฐฯ ขณะนี้มีเม็ดเงินของบรรษัทสัญชาติสหรัฐฯนอกประเทศประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ การลดภาษีนิติบุคคล ทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นและมีเงินมากขึ้นในการขยายกิจการและการจ้างงาน การใช้มาตรการภาษีจูงใจให้กลุ่มทุนสหรัฐฯโอนเงินกลับประเทศน่าจะช่วยให้ราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์คึกคักขึ้น น่าจะมีการจ่ายเงินปันผลและซื้อคืนหุ้นมากขึ้น

ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าอยากให้ทางการไทยติดตามความคืบหน้าข้อตกลงทางการค้า CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ซึ่งเวลานี้ “ไทย” ตกขบวนไปแล้วและไม่ได้เป็นสมาชิก ทำให้เราไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีการค้าระหว่างประเทศจากกลุ่มประเทศ CPTPP โดยมูลค่าส่งออกจากไทยไปยังประเทศสมาชิก CTPTT อยู่ที่ประมาณ 20% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด CPTPP นั้นมีสมาชิกทั้งหมด (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา) ของ TPP เดิม 11 ประเทศ โดยประเทศเหล่านี้เห็นชอบกับเนื้อหาข้อตกลง TPP เดิมยกเว้นเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องที่ผลักดันโดยสหรัฐฯ เช่น เรื่องสิทธิแรงงาน เรื่องการขยายระยะเวลาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น หากไทยไม่ติดตามความคืบหน้าและผลกระทบจากข้อตกลงดังกล่าวให้ดี เราอาจสูญเสียโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้


Posted: 25 Feb 2018 03:24 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

แชร์สนั่น ตม.ไทย ตรวจเข้มคนไทยจากเหนือ อีสาน ออกนอกประเทศ หวั่นโดดทัวร์หนีทำงาน!

การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ พบว่า มีคนจำนวนมากเลือกเดินทางไปทำงานแบบผิดกฎหมาย โดยลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งหลายครั้งเกิดปัญหาภายหลัง โดยเฉพาะการโดนลอยแพ เจ็บป่วย บางรายถึงขั้นเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง โดยล่าสุดพบว่า สมาชิกเฟซบุ๊ก Songsai Thapranee ได้แชร์ภาพและเรื่องราว ซึ่งพบว่า ตม.ไทยความเข้มงวดมากขึ้น โดยตรวจสกัดตั้งแต่การเดินทางออกนอกประเทศเลยทีเดียว

โดยระบุว่า “สดๆๆร้อนๆๆ เจ้าหน้าด่านตรวจคนหางานประจำสนามบิน ออกตรวจคนไทยที่จะเดินทางไปเกาหลี โดยอาศัยการเดินทางไปแบบนักท่องเที่ยว เพื่อสกัดการลักลอบไปทำงานแบบผิดกฏหมาย โดยคนไทยส่วนใหญ่ที่จะถูกจับตามองมากที่สุด คือ กลุ่มลูกค้าที่มาจากทางภาคเหนือและทางภาคอีสานหน้าพาสใหม่ๆไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย คนที่ถูกปฎิเสธการเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนหนึ่งจะมีข้อมูลจากส่วนกลางคือกรมแรงงาน จะมีข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนไปทำงานต่างประเทศหรือเคยไปทำงานมาแล้วก็ตาม

การออกตรวจของเจ้าหน้าที่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีแค่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมืองก็ตรวจเช่นกัน เพียงแต่ที่สนามบินดอนเมืองเจ้าหน้าที่น้อย และบวกกับลูกค้าที่บุ๊คตั๋วแบบเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ และไม่ค่อยไปกับกรุ๊ปทัวร์เท่าไร เลยทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจไม่ทั่วถึงเท่าไรนัก #สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทาง ควรคิดให้ดี วางแผนให้ดี

อย่าสักแต่อยากไปอย่างเดียว บางทัวร์รู้ทั้งรู้ว่าลูกค้าจะโดนตรวจและอาจจะถูกปฎิเสธการเดินทางมีการเรียกเก็บเงินประกันก็มี เก็บตั้งแต่ 5 พันถึง 1 หมื่น ถ้าจ่ายแล้วถูกปฎิเสธหรือไปแล้วติดตม.ก็จะไม่ได้เงินนี้คืน เว้นแต่จะไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์แล้วกลับพร้อมกรุ๊ปทัวร์เท่านั้นถึงจะได้คืน”

ที่มา: ข่าวสด, 25/2/2561

สปส.จี้ บ.รับเหมาก่อสร้างหักเงินสมทบแล้วไม่นำส่ง ให้ชำระเงินทดแทน-เงินสมทบกองทุนประกันสังคมของลูกจ้าง 150 คน รวม 13.2 ล้านบาทภายใน 2 มี.ค. นี้


ความคืบหน้ากรณีลูกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ในย่านบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 150 คน ได้เข้าแจ้งความ ณ สถานีตำรวจภูธรบางปะกง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อดำเนินคดีกับนายจ้างเนื่องจากหักเงินสมทบแล้วไม่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมในฐานความผิดฉ้อโกงจนทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิรักษาจากประกันสังคม

ล่าสุด - นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เผยถึงประเด็นข่าวดังกล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง เขตพื้นที่รับผิดชอบเข้าตรวจสอบพร้อมลงพื้นที่ประสานงานให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทฯ ดังกล่าวได้ค้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2559 และ 2561 รวม 697,000 บาท ค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย จำนวน 12,561,951.28 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,285,951.28 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้แทนบริษัทฯ ในวันดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทฯ ตกลงรับจะชำระเงินสมทบค้างชำระกองทุนประกันสังคมของลูกจ้างที่ปฏิบัติงานทั้งหมด ภายในวันที่ 2 มี.ค. 2561 นี้ ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง รวมถึงขั้นตอนในการเร่งรัดหนี้ของสำนักงานประกันสังคมให้ลูกจ้างทุกคนได้เข้าใจแล้ว

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่นายจ้างกระทำนั้น ถือเป็นการทำผิดกฎหมายประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายจ้าง ตามขั้นตอน คือ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังตามจำนวนที่ยังไม่นำส่ง และจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา ที่กฎหมายกำหนด

โดยในส่วนนายจ้างที่ค้างชำระหนี้กองทุนประกันสังคม จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่งหรือส่วนที่ขาดอยู่จนครบ ส่วนนายจ้างค้างชำระหนี้ของกองทุนเงินทดแทน นายจ้างจะต้องจ่ายเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังค้างชำระ กรณีที่สำนักงานประกันสังคมได้ติดตามเร่งรัดหนี้ตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แต่นายจ้างยังเพิกเฉยไม่นำส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) ที่ค้างชำระ ทางสำนักงานประกันสังคมจะใช้มาตรการในการดำเนินคดีทางอาญากับนายจ้างตามขั้นตอนทันที คือ การดำเนินการยึด อายัด และขายทรัพย์สินทอดตลาด ซึ่งกรณีดังกล่าวนอกจากนายจ้างจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง ผู้ประกันตน เพราะไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ในแต่ละกรณีได้

อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือไปยังลูกจ้าง/ผู้ประกันตนหรือผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าว แจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก โดยยื่นร้องเรียนด้วยตนเอง ผ่านโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th หรือที่เว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ www.1111.go.th

ที่มา: คมชัดลึก, 24/2/2561

ทลายนวดกระปู๋กลางโตเกียว สาวไทยลอบทำงานนับสิบ แฉรายได้เดือนละ 1.2 ล้าน


เป็นอีกคดีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เมื่อตำรวจกรุงโตเกียว เผยรายงานการจับกุมร้านนวดผิดกฎหมายในเขตอิตาบาชิ โดยการจับกุมครั้งนี้ตำรวจควบคุมตัวพนักงานหญิงชาวไทยที่หลบหนีเข้าเมือง ด้วยการชักชวนจากนายหน้าที่คอยตระเวนหาเหยื่อเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งร้านนวดแห่งนี้มีการจัดห้องเดี่ยวแบบส่วนตัวไว้ 3 ห้อง เพื่อจัดให้มีการกระทำอนาจารภายในร้านให้ลูกค้า

โดยตำรวจได้จับกุมตัวผู้จัดการร้านทราบชื่อนายโอคาเบะ คาสึฮิโกะ ผู้ต้องหาอายุ 62 ปี พร้อมพนักงานสาวชาวจีนนางเทียนชูหวา อายุ 45 ปี และพวกรวม 7 คน ในข้อหาจัดให้มีหรือการเปิดสถานประกอบการที่มีการกระทำอนาจารโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบปากคำผู้จัดการร้านให้การว่า พนักงานหญิงคนไทยเหล่านี้ได้มาจากนายหน้าคนไทยชื่อนางละมุน จำเลยที่เคยถูกจับตัวไปเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งนางละมุนจะจัดหานำเข้าแรงงานผิดกฎหมายจากประเทศไทย ด้วยการพาผู้หญิงไทย 13 คนหลบหนีเข้าเมือง โดยในร้านที่ถูกจับล่าสุดนี้มีพนักงานคนไทย 3 คนที่นางละมุนพามา

โดยพนักงานหญิงคนไทยภายในร้าน มีการทำอนาจารให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งใน 1 เดือนสร้างยอดขายได้มากถึง 1.2 ล้านบาท

ที่มา: ข่าวสด, 24/2/2561

รวบ“ป๋าจง”ขาใหญ่ค้ายา-ปล่อยกู้นิคมฯลำพูน หลังสื่อญี่ปุ่นแฉคนงานติดยาเยอะ

ลำพูน/เชียงใหม่ -จนท.ทหาร-ปกครอง-ตำรวจลำพูน ผนึกชุดสืบภาค 5 แกะรอยข่าวสื่อญี่ปุ่นแฉคนงานบริษัทยุ่นในไทยติดยาเยอะ ซ้อนแผนรวบ “ป๋าจง” หนุ่มพะเยาขาใหญ่ค้ายานิคมฯลำพูน แถมปล่อยกู้ฟอกเงินจนมีเงินหมุนนับล้าน

พ.ท.เฉลิมพล ศรีทะ ผบ.ร.7 พัน.1/ผบ.ร้อย.รส.ที่ 1 (ร.7 พัน.1) ได้สั่งการให้ ร.ต.วิทยา แสงประสิทธิ์ รอง ผบ.ร้อย.รส.ที่ 1 (ร.7 พัน.1) ร่วมกับ พ.ต.ท.ธีรไนย ศิริรุ่งพาณิชย์ สว.สส.-กำลังชุดสืบสวน สภ.นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือลำพูน , ฝ่ายปกครอง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 5 ร่วมกันจับกุมเป้าหมายผู้ค้ายาเสพติด กลางดึกที่ผ่านมา(23 ก.พ.)

หลังจากและมีสื่อมวลชนของประเทศญี่ปุ่นได้นำเสนอข่าวว่า บริษัทของนายทุนจากประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย มีพนักงานติดยาเสพติดมากที่สุด

ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายเจษฎา หรือจง ชัยวร หรือป๋าจง อายุ 37 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 2 ต.จุน อ.จุน จ.พะเยา ที่มาทำงานโรงงานในนิคมฯ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยนำยาบ้ามาขายให้กับพนักงานในย่านนิคมอุตสาหกรรมฯด้วย เมื่อขายยาบ้าได้เงินแล้วก็ทำการฟอกเงิน โดยนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้อีกทีหนึ่ง จนมีเงินหมุนเวียนในบัญชีนับล้านบาท

เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันวางแผนล่อซื้อยาบ้าจาก “ป๋าจง” จำนวน 10 เม็ด ในราคา 1,900 บาท โดยนัดหมายกันที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ก่อนจะขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพัก บริเวณหอพักย่าน ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน

ซึ่งพบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) จำนวน 370 เม็ด , อาวุธปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 (ปืนปากกา) จำนวน 1 กระบอก , เครื่องกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 3 นัด , รถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน ผล 4381 ชม. จำนวน 1 คัน , โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน 5s สีขาว จำนวน 1 เครื่อง , สมุดบัญชีธนาคารออมสิน จำนวน 1 เล่ม , สมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำนวน 1 เล่ม , สมุดบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำนวน 1 เล่ม , บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารออมสิน จำนวน 2 ใบ , บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย จำนวน 1 ใบ , บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 2 ใบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมอุตสาหกรรมลำพูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: MGR Online, 24/2/2561

รถตู้รับส่งพนักงาน ชนประสานงานกระบะ เจ็บ 13 ราย


เหตุเกิด บนถนนบ้านภูไทร-ปลวกแดง ใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี รถตู้ที่มีพนักงานบริษัทนั่งมาเต็มคัน มุ่งหน้าไปโรงงานที่อยู่ย่านนิคมอุตสาหกรรมปลวกแดง มาถึงจุดเกิดเหตุเป็นทางโค้ง รถตู้หลุดโค้งชนประสานงากับรถกระบะ ที่สวนทางมา สภาพรถกระบะ พบว่า ฝั่งคนขับเสียหายหนัก เช่นเดียวกับรถตู้ ที่คนขับติดอยู่บนเบาะ เจ้าหน้าที่เร่งใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือออกมา เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 13 คน รวมถึงพนักงานที่มากับรถตู้ แต่ไม่มีใครเล่าเหตุการณ์ได้ เพราะหลับมาบนรถทั้งคัน เบื้องต้น เชื่อว่า คนขับรถตู้ อาจอาการหลับ

ที่มา: เนชั่นทีวี, 23/2/2561

รมว.แรงงานเปิดตัว 'ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน'

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดตัวโครงการ “ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน” ส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียนระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมมอบโอวาทแก่นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมงาน ว่า โครงการ “ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน” จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการมีงานทำให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียน/ช่วงว่างจากการเรียน ให้ได้รับประสบการณ์จากการทำงานจริง รู้จักความอดทน ระเบียบวินัย และเรียนรู้โลกอาชีพในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเรียนจบ ตลอดจนมีรายได้ระหว่างการเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ทั้งยังเห็นคุณค่าของเงินอีกด้วย

ทั้งนี้ หลังจากสิ้นสุดการทำงานตามโครงการ “ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน” แล้ว นักเรียน นักศึกษาจะได้รับใบประกาศรับรองการผ่านงานจากสถานประกอบการ ส่วนสถานประกอบการที่ร่วมมือในการส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน นักศึกษา ก็จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งหากนักเรียน นักศึกษา หรือสถานศึกษาใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือ โทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 22/2/2561

กสร. ติวเข้ม“นิติกร”ฟ้องคดีแทนลูกจ้าง


20 ก.พ.2561 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.มีกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบหลายฉบับ โดยเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 6 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ การปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย นิติกรในฐานะผู้ปฏิบัติงานหลักด้านกฎหมาย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ สัมฤทธิ์ผล และก่อประโยชน์สูงสุดแก่นายจ้าง ลูกจ้าง

"ซึ่งหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือ การเป็นทนายความฟ้องคดี หรือ แก้ต่างคดีให้แก่ลูกจ้าง หรือทายาทโดยชอบธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 8 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือการดำเนินคดีแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทในการฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย"อธิบดี กสร.กล่าว

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อไปว่า กสร. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ในเรื่อง การจัดทำความฟ้อง คำให้การ คำร้องต่าง ๆ การเตรียมการรวบรวมพยานหลักฐาน ขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีของศาลแรงงาน และการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแรงงาน จึงได้จัดหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านกฎหมาย หลักสูตรการว่าความในศาลแรงงานให้แก่นิติกรผู้ปฏิบัติงาน

"โดยมีหัวข้อหลัก ๆ อาทิ เรื่องการเตรียมคดี การดำเนินคดีแบบกลุ่ม การอุทธรณ์และฎีกา การรับฟังพยานหลักฐานของศาล เทคนิคการซักถามพยาน มารยาทการว่าความ เป็นต้น และยังมุ่งเน้นการฝึกเชิงปฏิบัติ โดยฝึกเขียนคำฟ้อง คำร้องขอต่าง ๆ และฝึกศาลจำลอง เป็นต้น ทั้งนี้ กสร. มุ่งหวังให้นิติกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้าง ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทโดยชอบธรรมของบุคคลดังกล่าว"อธิบดีกสร.กล่าวในที่สุด

ที่มา: คมชัดลึก, 21/2/2561

กรมการจัดหางานรับสมัครพนักงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าที่ไต้หวัน ระยะเวลา 3 ปี

กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน รับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในไต้หวันกับบริษัท Tripod Technology Corporation จำนวน 30 อัตรา ระยะเวลาการจ้างงาน 3 ปี สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2561

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า กรมการจัดหางานรับสมัครพนักงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) เพื่อไปทำงานในไต้หวันกับบริษัท Tripod Technology Corporation จำนวน 30 อัตรา เงินเดือน 22,000 เหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 23,776 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561) ระยะเวลาการจ้างงาน 3 ปี นายจ้างรับผิดชอบค่าโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยเมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง และค่าบริการดูแลรายเดือนที่ต้องจ่ายให้แก่บริษัทจัดหางาน ส่วนคนหางานรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัว คือ ค่าโดยสารเครื่องบินไปไต้หวัน/ ค่าตรวจโรคที่ไต้หวัน ค่าธรรมเนียมใบถิ่นที่อยู่ ค่าใช้จ่ายรายเดือน ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าทีพัก ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ค่าเบี้ยประกันภัยแรงงาน

คุณสมบัติผู้สมัคร เป็นเพศชาย อายุ 20 – 40 ปี และเพศหญิง อายุ 20 – 35 ปี วุฒิการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3 ขึ้นไป) ระดับสายตาไม่สั้น ไม่บอดสี ระดับการฟังต้องอยู่ในระดับ 0-44 เดซิเบล (DB) และไม่แพ้กลิ่นหรือน้ำยาสารเคมี หลักฐานที่ใช้ในการสมัครงาน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป สำเนาหนังสือเดินทาง (ถ้ามี) สำเนาวุฒิการศึกษา

ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ไปทำงานจะจ่ายค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ได้แก่ ค่ารูปถ่าย ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ค่าวีซ่า ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 15,000 บาท

นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ จะคัดเลือกผู้สมัครโดยการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์แบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Skype ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 และขอย้ำเตือนคนหางานว่าอย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้างว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้โดยต้องเสียค่าบริการต่าง ๆ เนื่องจากการสมัครในครั้งนี้ไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ โดยสามารถสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานการสมัคร ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 10 โทร.02-2451034 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: กรมการจัดหางาน, 21/2/2561

ประเมิน EEC แรงงานมนุษย์ถูกหุ่นยนต์แย่งงาน 6.5 แสนคน


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินว่าแม้การลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC จะเพิ่มขึ้น แต่อาจทำให้แรงงานจำนวนมากตกงาน เพราะมีการใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์ประมาณ 6.5 แสนคน ด้านข้อมูลจากคณะกรรมการอีอีซีเชื่อยังมีความต้องการแรงงานคนอีกมาก

พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นศูนย์กลางโรงงานอุตสาหกรรมในภาคการผลิตสำคัญและอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งนายวิธาน เจริญผล ผู้อำนวยการอาวุโสคลัสเตอร์ธุรกิจบริการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า ภาคการผลิตในพื้นที่นี้จะทยอยปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ แทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมไม่น้อยกว่า 650,000 คน หรือประมาณร้อยละ 15 ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในภาคการผลิต ภายในปี 2573 หรืออีก 12 ปีข้างหน้า

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ยังพบว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาไทยนำเข้าระบบอัตโนมัติ หรือ IR ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 มาอยู่ที่ประมาณ 13,500 ตัว

ขณะที่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น แรงงานในอีอีซียังขาดแคลนแรงงานอาชีวะประมาณ 50,000 คน ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาปริญญาตรี อาจจะเกินความต้องการร้อยละ 30 พร้อมระบุอีกว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อนำหุ่นยนต์มาใช้ตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ไทยพ้นจากวิกฤตขาดแคลนแรงงานในอนาคต

ที่มา: ThaiPBS, 20/2/2561

เตือนนายจ้างไว้เลย! พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ห้ามหักค่าจ้าง-โอที ฝ่าฝืนเจอคุก 6 เดือน


กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตือนนายจ้างห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ลูกจ้าง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยว่ากสร.ให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานไทย และแรงงานต่างด้าวในทุกด้าน เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม เข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย ที่ผ่านมายังพบว่ามีสถานประกอบการบางแห่งมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของการหักค่าจ้าง โดยมีการหักค่าจ้างจากลูกจ้างเพื่อเป็นค่าอาหาร ค่าชุดทำงานเป็นต้น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ในเรื่องนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ได้กำหนดห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดจากลูกจ้าง เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ชำระค่าภาษี ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติก็จะมีความผิดตามกฎหมายโดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายทันที

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และที่มีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ กองคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 7020, 0 2246 3096 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3

ที่มา: ข่าวสด, 20/2/2561


Posted: 25 Feb 2018 03:39 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี แจงเหตุผลเรียกเก็บมัดจำผู้ป่วยไตวาย ชี้ต้นทุนซ่อมเส้นเลือดฟอกไต 40,000-50,000 บาท แต่ สปสช.จ่ายชดเชยแค่ 8,000 บาท แถมยังมีผู้ป่วยนอกเขตมารับบริการอีกกว่า 1,800 ราย หากปล่อยให้เป็นแบบนี้โรงพยาบาลขาดทุนแน่ ย้ำเตรียมทบทวนเลิกเก็บเงินเฉพาะผู้ป่วยในเขตภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้ แต่ผู้ป่วยจากนอกเขตยังต้องเรียกเก็บเหมือนเดิม พร้อมทั้งส่งข้อมูลต้นทุนให้ สปสช.พิจารณาปรับอัตราการจ่ายชดเชยเพิ่ม

25 ก.พ. 2561 นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลได้เรียกเก็บเงินมัดจำในการทำเส้นฟอกเลือดผู้ป่วยไตวายว่า โรงพยาบาลมีความจำเป็นเนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยมารับบริการค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้าหากเป็นผู้ป่วยในเขตบริการ โรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพียงแต่ถ้าหากใช้สิทธิเกินกว่าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนดก็ต้องมีการเรียกเก็บเงิน แต่จากสถิติในปีที่ผ่านมายังมีผู้ป่วยจากนอกเขตเข้ามารับบริการอีกประมาณ 1,800 ราย บางรายก็เรียกเก็บเงินไม่ได้ โรงพยาบาลก็ต้องแบกรับภาระในส่วนนี้

ขณะเดียวกัน ต้นทุนในการให้บริการของโรงพยาบาลก็สูงมาก เพราะผู้ป่วยที่มาส่วนใหญ่ไม่ใช่การทำเส้นฟอกเลือดใหม่ แต่เป็นการซ่อมเส้นซึ่งมีต้นทุนประมาณ 40,00-50,000 บาท ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพจ่ายให้แค่ 8,000 บาท โรงพยาบาลก็รับภาระไม่ไหว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้มีปัญหาขาดทุนได้ จึงต้องพิจารณาเก็บเงินเพิ่มนอกเหนือจากที่ สปสช.กำหนด

“ปัญหาที่คนไข้นอกเขตมาที่เราเพราะคิวเขายาว แต่เราบริหารจัดการทำให้คิวเราสั้นโดยเปิดนอกเวลาให้เข้ามาทำเส้น ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าหมอเพิ่ม มันเป็นต้นทุนของโรงพยาบาลที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการเร็วขึ้น พอคนไข้นอกเขตรู้ว่ามาที่เราไม่กี่วันแล้วได้ทำก็เลยมากัน แล้วบางรายก็ไม่พอจ่าย โรงพยาบาลก็ต้องรับภาระทั้งหมดเลย” นพ.ชุติเดช กล่าว

อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยกับตัวแทนชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยกับผู้แทน สปสช.เขต 10 เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ก็ได้ทำความเข้าใจกันว่าผู้ป่วยมีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย ดังนั้นโรงพยาบาลจะทบทวนประเด็นดังกล่าวให้เสร็จภายในวันที่ 28 ก.พ. 2561 โดยทบทวนให้เฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในเขตบริการ ถ้าผลการทบทวนมีประเด็นก็คิดว่าจะไม่มีการเรียกเก็บแล้ว แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มาจากนอกเขตก็ต้องเรียกเก็บค่าบริการเพราะแต่ละเขตก็ต้องรับผิดชอบบริหารจัดการคนไข้ของตัวเองให้ได้

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลก็จะส่งข้อมูลต้นทุนการให้บริการให้ สปสช.พิจารณาอัตราเงินชดเชย ส่วน สปสช.จะพิจารณาจ่ายค่าชดเชยการให้บริการเพิ่มหรือไม่ยังตอบไม่ได้ ถ้า สปสช.ไม่พิจารณาก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายโรงพยาบาลก็ต้องรับภาระจนขาดทุนแน่

ด้าน นพ.เรืองศิลป์ เถื่อนนาดี ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี กล่าวว่า เบื้องต้นได้ขอให้โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ทบทวนแนวทางนี้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน รวมทั้งขอให้ส่งข้อมูลต้นทุนการให้บริการว่าค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร แล้วจะเสนอข้อมูลเข้าไปที่คณะกรรมการไตกลางซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายกองทุน จากนั้นจึงส่งให้คณะกรรมการ สปสช.พิจารณาอีกรอบ

“ทางผู้ให้บริการก็จะได้บอกว่าต้นทุนเป็นอย่างไร ส่วนผู้ป่วยก็จะได้สะท้อนความเดือดร้อนเพื่อที่ สปสช.จะได้ปรับปรุงกระบวนการจ่ายชดเชยที่เหมาะสม สปสช.ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดูแล เราก็สามารถปรับแก้ได้ถ้าโรงพยาบาลมีความจำเป็นจริงๆ” นพ.เรืองศิลป์ กล่าว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ผู้ป่วยไตเดือดร้อนหนัก รพ.รัฐใน จ.อุบลราชธานี เรียกเก็บเงินค่ามัดจำทำเส้นฟอกเลือด 3 หมื่น


Posted: 25 Feb 2018 08:40 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใบตองแห้ง

บ.ก.ลายจุดสนับสนุน วาด รวี เสนอให้เลิกใช้คำว่า “สลิ่ม” ซึ่งคู่กับ “ควายแดง” เป็นถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามกันของคน 2 สี เป็นอุปสรรคต่อความสามัคคี ในยุคที่สลิ่ม เอ๊ย คนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตย (บางส่วน) เริ่มไม่ถูกใจรัฐบาล คสช.

ดูเหมือนข้อเสนอไม่เป็นที่ต้อนรับ บางคนโต้กลับ “ให้เลิกเรียกสลิ่ม จะให้เรียกบิงซูเหรอ ดูแพงไปไหม” “ไม่ให้เรียกสลิ่มจะให้เรียกอะไร พวกแพ้เลือกตั้งแล้วพาล? หลงตัวเอง? โง่แล้วอวดฉลาด?”

นักภาษาศาสตร์บอกว่า วาทกรรมมันมีชีวิตของตัวเองไปแล้ว บ.ก.ลายจุดเป็นคนเอาคำว่า “สลิ่ม” (ซึ่งได้จากการ brainstorm ในเว็บพันทิป) มาเรียกม็อบหลากสีเมื่อปี 2553 เรียกแบบขำๆ ฐานอำพรางตัว ไม่ยอมรับว่าเป็นเสื้อเหลืองพันธมิตร

หลังจากนั้น คำว่า “สลิ่ม” ก็โลดแล่นมีชีวิต มีสีสัน ไปตามชุดความคิดและพฤติกรรมของคนชั้นกลางต่อต้านประชาธิปไตย โดยปัญญาชนลิเบอรัล ช่วยกันอธิบายจุดอ่อนจุดขรรม ไร้สติแต่มีสตางค์ (มีการศึกษาอีกต่างหาก) จนทำให้คำว่า “สลิ่ม” ที่เดิมก็ไม่มีความหมายดูหมิ่นใคร (ไม่เหมือนคำว่าควาย) กลายเป็นถ้อยคำหยามหยันไปได้

เข้าใจตรงกันนะ ต่อให้ไม่เกิดคำว่าสลิ่ม ก็จะมีวาทกรรมอื่นอยู่ดี ตราบใดที่ยังมีความคิดพฤติกรรมเช่นนี้ ก็สามัคคีปรองดองกันไม่ได้อยู่ดี

อย่างไรก็ดี มองอีกมุม คำว่าสลิ่ม ก็ไม่ได้เหมารวมคนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตยทั้งหมด เพราะอย่างที่เสื้อแดงชอบอำว่า “ไม่ดักดานเป็นสลิ่มไม่ได้นะ” (ฮา) ฉะนั้นอย่ากลัวไปเลยว่าแค่ไม่อยากเลือกตั้งแล้วคุณจะถูกด่าเป็นสลิ่ม

เป็นสลิ่มไม่ใช่เป็นกันได้ง่ายๆ แบบคนชั้นกลางเกลียดยิ่งลักษณ์ทักษิณ ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกลียดกระทั่งตราหน้า ใครไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ใครอยากเลือกตั้ง เป็นพวกทักษิณ โดนทักษิณซื้อไปแล้ว (ทักษิณซื้อ CNN BBC ซื้อ UN ไปหมดแล้ว) แบบนี้ไม่เรียกสลิ่ม จะให้เรียกอะไร

สลิ่มไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ อย่าร้อนท้อง ต้องมีคุณสมบัติพิเศษเยอะเลย อย่างเช่น หลงตัวเองว่ามีสติปัญญา มีศีลธรรมจรรยาเหนือกว่าคนอื่น จนไม่เห็นหัวใคร ทำตามอำเภอใจ ไม่เคารพกติกา (คนดีนี่หว่า) แชร์ธรรมะ แผ่เมตตา เห็นใจคนจน แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้าม แม่-ชั่วร้ายสมควรตาย กรี๊ดกร๊าดดีใจ ที่มือปืนฝ่ายตัวเองยิงคนแก่

สลิ่มยังต้องเป็นคนมีการศึกษา แต่ไม่รู้จักใช้ตรรกะเหตุผล ว่าควายแดงถูกสั่งซ้ายหันขวาหัน ตัวเองก็เชิดชูบูชาลุงคนนั้นคนนี้ เชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ หวังพึ่งคนดี “สเป๊กมหาเทพ” แบบตั้งกันเอง เชื่อบุคคล ไม่เชื่อระบอบ ชอบให้มีคนสอนศีลธรรมออกทีวี ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ดู

นอกจากนี้ สลิ่มยังต้องดัดจริต แบบใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ อยู่ในวัฒนธรรมทุนนิยมบริโภค แต่พร่ำเพ้อถึงความสมถะ สุขสงบ วิถีธรรมชาติ แล้วด่าชาวไร่ชาวนาที่อยากถีบตัวมีฐานะ ว่าเป็นเหยื่อประชานิยม ส่งลูกเรียนนอก เห่อฝรั่ง แต่อ้างความเป็นไทย ด่าประชาธิปไตยตะวันตก

ใครมีคุณสมบัติครบ ยกมือขึ้น! แหม่ ไม่น่ามีใครยก เห็นไหม ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามใครซักคน เพียงแต่เอาชุดความคิดพฤติกรรมแย่ๆ มารวมไว้เตือนสติ ใครคิดใครทำแบบนี้ ไม่ต้องเรียกสลิ่มเรียกควาย ก็แย่อยู่ดี แต่ถ้าเปลี่ยนได้ก็ไม่ใช่

ว่าที่จริง “สลิ่ม” กับ “ควายแดง” ถ้าเป็นพวกสุดโต่ง ก็มีบางอย่างคล้ายกัน เช่นเชื่อว่าฝั่งตัวเองถูกทุกอย่าง แต่ข้อแตกต่างคือพวก “ควายแดง” ชูประชาธิปไตย สุดโต่งยังไงก็ถูกจำกัดด้วยกรอบกติกา ไม่สามารถอ้างตนเป็นคนดีแล้วทำตามอำเภอใจ ไม่สามารถดัดจริต (แถมไม่มีเส้นอีกต่างหาก)

กรณีสมบัติกับวาด รวี ยังสะท้อนว่าพวกเรียกร้องเสรีภาพประชาธิปไตย กลับใจกว้าง เอาใจเขาใส่ใจเรา ไม่อยากให้คนอีกข้างต้องชอกช้ำ ทั้งที่ถูกเขาย่ำยีมาตลอด โดยฝ่ายคนดี ไม่ยักมีใครเรียกร้องให้เลิกใช้ “ควายแดง”

แต่ถามว่าการหยามหยันเป็นปัญหาต่อการปรองดองไหม จุดยืนท่าทีทางการเมืองของคน ถ้าจะเปลี่ยน ก็เป็นไปตามพื้นฐานความคิด ผลประโยชน์ทางชนชั้น ไม่ต้องจูบปากกัน ถ้าถึงจุดร่วม ก็ร่วมกันได้

การหยามกันคงไม่งามนักหรอก แต่มันก็เป็นวิธีกระตุกความคิด พวกยกตนเป็นคนดี เห็นแต่ตัวเองดี คนอื่นเลวหมด คงใช้วิธีอื่นไม่ได้ นอกจากหยามให้อาย ไม่ให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง ลดละลงแล้วยังคุยกันได้

แต่ถ้าชวนคุยด้วยเหตุผลแล้วไม่มา บอกว่าไม่มีอุดมการณ์ แล้วพอคล้อยหลังก็บ่นรำคาญ นี่ไม่รู้จะเรียกอะไรเหมือนกัน





ที่มา: ข่าวสดออนไลน์


Posted: 25 Feb 2018 08:47 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

นายกฯได้กล่าวพาดพิงถึงบทบาทอาจารย์มหา'ลัย ในทำนองเดียวกับการกล่าวเมื่อ 27 ต.ค.2558 ที่ได้สั่งให้ รมว.ศึกษาฯ ไปทบทวนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

การพูด/คำพูด ของนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ จะทำให้สาธารณะ/สังคมเกิดความเข้าใจผิดในการจัดการเรียนการสอนและบทบาทของนักวิชาการ/อาจารย์ในมหาวิทยาลัย

คำถามที่นายกรัฐมนตรีมีอยู่ในใจและสะท้อนมาลักษณะเดิมๆ นี้ ก็คือ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยก้าวหน้าไปได้

แต่นายกรัฐมนตรีคงไม่เข้าใจ “วิชาการ” เพียงพอ จึงขอตัดตอนบางส่วนของคำให้การของผู้ต้องหาคดี “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” เมื่อ 2 ปีกว่ามาให้สังคมได้ทราบชัดเจนขึ้น

(ความต่อไปนี้ นำมาจากคำให้การที่พิมพ์เผยแพร่ใน “ประชาไท" 2015/12/24)

“ในฐานะของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีหน้าที่สร้างการเรียนรู้ รวมถึงการแสวงหาความงอกงามทางปัญญาให้กับสังคม เห็นว่าความสำคัญของเสรีภาพเป็นหัวใจสำคัญอันเนื่องมาจากความรู้เป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง และสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไม่สิ้นสุด อันนำมาซึ่งความรู้ใหม่ๆ ที่เท่าทันกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิม และเห็นว่าหลักการพื้นฐานของเสรีภาพมีความสำคัญต่อการสร้างความก้าวหน้าของสังคม ดังต่อไปนี้

ประการแรก “เสรีภาพ” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความงอกงามในทางความรู้ การแสดงความเห็นจากมุมมอง หรือวิธีคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานของการใช้เหตุผลและข้อเท็จจริง จะนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ในเรื่องต่างๆ ซึ่งทำให้มนุษย์และสังคม มีความรู้และสติปัญญามากขึ้น สามารถจัดการปัญหา และเผชิญหน้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์จำนวนมากในมหาวิทยาลัย จึงไม่ได้เป็นการสอนให้ท่องจำและยึดมั่นในวิธีคิดและอุดมการณ์แบบใดแบบหนึ่งโดยปราศจากการโต้แย้ง เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์ทั้งในสังคมไทยและสังคมอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การปลูกฝังอุดมการณ์หรือ “ความเชื่อ” หนึ่งๆ เพื่อครอบงำสังคมหมายถึง การทำให้คนในสังคมยอมรับโครงสร้างอำนาจแบบใดแบบหนึ่งที่คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และอาจส่งผลให้มีการใช้ความรุนแรง หรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่าผู้คนร่วมสังคมที่ปฏิเสธโครงสร้างอำนาจดังกล่าว

ดังนั้น คณาจารย์จำนวนมากจึงเห็นว่าการทำให้เกิดทัศนะวิพากษ์หรือมุมมองที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคม เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถคิดได้เอง และมีความเคารพตลอดจนความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจในผู้คนที่มีมุมมองแตกต่างจากตนเองอย่างแท้จริง

ประการที่ 2 ในสังคมไทยยุคโลกาภิวัตน์ที่ชีวิตและความคิดของผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย การใช้อำนาจบังคับให้บุคคลต้องปฏิบัติไปในรูปแบบเดียวกัน อาจจะทำให้เกิดความสงบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ภาวะแห่งสันติสุขได้อย่างแท้จริง

การสร้างความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องต่างๆ รวมทั้งความชอบธรรมในการใช้อำนาจ จำเป็นต้องมีรากฐานอยู่บนการถกเถียงกันด้วยความรู้ เหตุผล และข้อเท็จจริง ในบรรยากาศของความเสมอภาคและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

การแสดงความคิดเห็นต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นในทางวิชาการ เสรีภาพในกระบวนการจัดการเรียนการสอน เสรีภาพในการถกเถียง และแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผลระหว่างฝ่ายๆ ที่มีความเห็นแตกต่างกัน อันนับเป็นหลักการพื้นฐาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในโลกปัจจุบันและในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อความงอกงามทางปัญญา

การยืนยันถึงเสรีภาพของเหล่าคณาจารย์จึงเป็นการยืนยันถึงความชอบธรรมพื้นฐานที่ดำรงอยู่โดยทั่วไป ซึ่งได้รับการเคารพและยอมรับให้เป็นสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนทุกกลุ่ม

การยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยและชี้แจงต่อสังคมถึงหลักการดังกล่าวข้างต้น อันเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการตามปกติ

ความเห็นทางวิชาการ ที่คนทั่วไปในสังคมจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณและความคิดความเชื่อของแต่ละบุคคล

การแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ใช่การมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นกิจกรรมทางวิชาการทั่วๆ ไป ที่ถือเป็นธรรมเนียมและเป็นภารกิจที่สำคัญของนักวิชาการในสังคมไทย ที่ต้องการสื่อสารต่อสังคม

หากกิจกรรมเช่นนี้ถูกตีความเป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย ก็ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางวิชาการจำนวนมาก ที่มีขึ้นเพื่อความงอกงามทางปัญญา และเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เช่น การเสวนาวิชาการ การประชุมวิชาการ การปาฐกถาทางวิชาการ การนำเสนองานวิจัย การอบรมให้ความรู้ต่อชุมชนในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และไม่อาจดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน

หากเป็นเช่นนั้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างไม่อาจประเมินค่าได้

การใช้เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศได้ลงนามเป็นภาคีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม

เสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 เรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 ที่ว่า สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว โดยประเทศไทยเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แห่งองค์การสหประชาชาติ นับแต่ปี พ.ศ. 2539 ทำให้ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าว

การแสดงออกทางของเสรีภาพทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดสันติและความสงบสุขในสังคม เป็นการกระทำที่เป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตอันเป็นการส่งเสริมประบอบประชาธิปไตย เป็นส่วนหนึ่งของการลดสภาวะความตึงเครียดในสังคม ส่งเสริมบรรยากาศแห่งการปรองดอง”

เชื่อมั่นว่าความทั้งหมดของคำให้การนี้ เป็นความคิดพื้นฐานของการเรียนการสอนและความปรารถนาของอาจารย์มหาวิทยาลัย นายกรัฐมนตรีควรจะทำความเข้าใจด้วยครับ



ที่มา: เว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ



Posted: 25 Feb 2018 08:57 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

งานนี้ ทักกี้อยู่เบื้องหลังอีกแล้ว!! (กับการ) ล็อบบี้นักการเมืองและคนอเมริกันให้หันมาโจมตีต่อรัฐบาลเผด็จการทหารของไทย (คสช.) 555??

แต่คราวนี้ดูเหมือนการล็อบบี้ที่ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง (ล่ะมั้ง?) เพราะในช่วงหลายเดือนมานี้ ไม่มีนักการเมืองอเมริกันหน้าไหน ออกมาพูดให้สัมภาษณ์ขย่มรัฐบาลคสช. แม้สักคนเลย ถ้าทักกี้และเครือข่ายฯ จ่ายเงินผ่านล้อบบี้ยีสต์ที่วอชิงตันดีซีจริงป่านนี้คงได้เห็นนักการเมืองอเมริกันออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยกันให้ขรมแล้ว

อย่างที่ทราบกัน หากกลับไปตรวจสอบสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่ออเมริกันจนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏท่าทีของฝ่ายการเมืองของอเมริกันต่อการเมืองไทยบนสื่อใดๆ เลย

ทั้งนี้ทั้งนั้น มิใช่ว่าการตั้งข้อสงสัยเชิงหวาดระแวงของสลิ่มชน(ไทย) จะไม่มีมูลความจริง เพราะก่อนหน้านี้ การล็อบบี้เชิงการเมืองระหว่างประเทศได้บังเกิดขึ้นจริงที่แคปปิตัล ฮิลล์ และมันส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างเมียนมาร์ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศเดียวกันนี้ คือ เปลี่ยนจากรัฐบาลสล็อคของนายพลตานฉ่วย เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของนางอองซานซูจี

แม้ว่าในที่สุดแล้ว ผู้นำหญิงของเมียนมาร์นางนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศ ด้วยเหตุแห่งปัญหาโรฮิงญาก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของเมียนมาร์ครั้งสำคัญ คือพลิกจากรัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐบาลสล็อค (SLORC) ของเมียนมาร์ จะยึดกุมอำนาจในประเทศนี้มายาวนานหลายปีก็ตาม

ถ้าไล่ไทม์ไลน์ดูแล้วก็จะเห็นว่า การเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองของเมียนมาร์ แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการกดดันของประชาคมโลก โดยมีสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหอก เมื่อรัฐสภาอเมริกันมีท่าทีรอมชอมกับรัฐบาลตานฉ่วยมากขึ้น เนื่องจากผลประโยชน์ของบรรษัทอเมริกันที่เข้าไป และจะเข้าไปทำหากินในเมียนมาร์ ซึ่งในตอนนั้นสามารถเห็นได้จากท่าทีของสมาชิกสภาสูง (ซีเนเตอร์) จิม เวบบ์ (Jim Webb) แห่งเวอร์จิเนีย ที่เดินทางไปเมียนมาร์บ่อยครั้ง จนกระทั่งทั้งสองประเทศ สามารถเปิดความสัมพันธ์ฉันท์ปกติ ได้ดังเดิม

นั่นก็หมายความว่า รัฐสภาอเมริกันได้ถอดสลักของข้อกฎหมายกดดันต่อรัฐบาลเมียนมาร์ทิ้งไป ทั้งรัฐบาลและเอกชนอเมริกันของทั้งสองประเทศสามารถติดต่อทำมาค้าขายกันอย่างปกติดังที่เห็นกันในปัจจุบัน

ไทม์ไลน์ก่อนหน้าที่สหรัฐอเมริกาจะฟื้นความสัมพันธ์กับรัฐบาลกรุงเนย์ปิดอว์นั้น จะเห็นว่า เริ่มจากสมาชิกรัฐสภาอเมริกันก่อน โดยเกิดจากการนำเสนอวิสัยทัศน์ทางการค้าและการลงทุนของเอกชนอเมริกันที่กำลังเข้าไปและจะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ต่อสมาชิกคองเกรส และซีเนตบางท่าน ดังมีสว. จิม เวบบ์ และสส. แนนซี่ เปลอสซี่ (Nancy Pelosi) ของเดโมแครต เป็นต้น ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่จะลงมติยกเลิกร่างกฎหมายคว่ำบาตรทางการค้าต่อรัฐบาลเมียนมาร์ในที่สุด จนมาถึงวันที่ บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีอเมริกัน เดินทางไปพบนางอองซานซูจีที่ประเทศของเธอ อันเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สุดในแง่การเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น โอบามากล่าวว่า สหรัฐฯจะให้การสนับสนุนรัฐบาลและประชาชนชาวเมียนมาร์ทุกทางตราบเท่าที่เมียนมาร์รักษาแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยเอาไว้

นั่นแสดงให้เห็นว่า กว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาและอยู่ในรูปแบบเช่นปัจจุบัน ต้องผ่านการล็อบบี้ทางการเมืองมาอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรรมาธิการต่างประเทศทั้งสองสภาในรัฐสภาอเมริกัน

เมื่อเทียบกับกรณีการกล่าวหาของสลิ่มต่อทักกี้ว่า เขามีส่วนในการใช้เงินล็อบบี้สมาชิกคองเกรสหรือซีเนต ให้กดดันรัฐบาลเผด็จการทหารของไทย ทำให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไร้สาระเพียงใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว ในตอนนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีข่าวสารหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ใดๆ เชิงลบต่อรัฐบาลเผด็จการทหาร ออกมาจากปากสมาชิกอเมริกันคองเกรส หรือซีเนตเลย

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ลองสถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว (เช่น มีม็อบต่อต้าน คสช.เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา- MBK 39) ง่ายมากที่ข่าวสารจะไปถึงวอชิงตันดีซีหรือแคปปิตัล ฮิลล์ สมาชิกรัฐสภาอเมริกัน น่าจะออกมาพูดอะไรในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้น ฝ่ายการเมืองอเมริกันนั้นเงียบกริบ ดูเหมือนไม่มีสมาชิกรัฐสภาอเมริกันคนใดสนใจ ซึ่งก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า เป็นเพราะเหตุอะไร?

ที่แน่ใจได้ส่วนหนึ่งก็คือ มันสำแดงให้เห็นว่า ทักกี้และเครือข่ายฯ ไม่ได้ทำงานด้านล็อบบี้ในอเมริกา เพราะหากเขาทำหรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริง สมาชิกคองเกรส หรือซีเนตก็ต้องออกมาพูดวิจารณ์การเมืองไทยบ้างแล้ว (แน่นอนว่ามีข้อให้สงสัยได้ว่าการทำงานล็อบบี้ ถ้าทำจริง ก็ถือว่าประสบความล้มเหลวสุดๆ)

อย่างน้อยก็มีข้อเท็จจริงอยู่ประการสำคัญยืนยันอยู่ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลอเมริกันนั้นยังเห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรในภูมิภาคทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลประโยชน์ร่วมทางด้านเศรษฐกิจ

และก็อย่างที่ทราบกัน ตามการวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ฉบับเมื่อไม่นานมานี้ สื่ออเมริกันเจ้านี้มองว่า สถานการณ์การเมืองของไทยเที่ยวนี้ จะเปลี่ยนไปจากเดิมชนิดไม่มีวันหวนกลับ เพราะเหตุปัจจัยเปลี่ยนไปทั้งบุคคลและสถานการณ์แวดล้อม สถานการณ์ความขัดแย้งยังเป็นแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อปี 2557 ก็จริง แต่ผลที่ออกมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ผู้ที่คิดว่าทักกี้อยู่เบื้องหลังการกดดันรัฐบาลทหารของไทย ผ่านสหรัฐอเมริกา จึงน่าควรเลิกคิดได้แล้วว่า ทักกี้กำลังทำอย่างนั้นเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาลไทย เพราะสื่อในอเมริกาหรือสื่อประเทศตะวันตกอื่นๆ ไม่มีการให้สัมภาษณ์และแสดงท่าที (วิพากษ์วิจารณ์) ต่อรัฐบาลไทยของนักการเมืองฟากตะวันตกสักแอะ ถ้าทักกี้และเครือข่ายอยู่เบื้องหลังจริงก็คงมีแอะออกมาจากฝั่งสื่อตะวันตกบ้างแล้ว

อย่างน้อยถ้าดูจากท่าทีของ Dana Rohrabacher สส.รีพับลิกัน แคลิฟอร์เนีย (เขต 48) ทั้งๆ ที่เขาเองสนใจประเทศอาเซียนมาก Rohrabacher กลับไม่ชัดเจนในท่าทีที่แสดงออกกรณีประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งหากใช้ตรรกะเดียวกันกับการล็อบบี้ของทักกี้ ผมว่า คงไม่มีใครหรือเครือข่ายของทักกี้ไปล็อบบี้ สส. Rohrabacher ในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในกรรมาธิการต่างประเทศของสภาคองเกรสเป็นแน่แท้ เพราะหากมีคนวิ่งล็อบบี้ล่ะก็... มีหรือ ที่ คองเกรสแมนของแคลิฟอร์เนียหลายสมัยผู้นี้จะไม่กระโตกกระตากออกมาทางสื่อสารมวลชนอเมริกันบ้าง

สำหรับ Dana Rohrabacher ผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองของอเมริกันคงพอทราบกันดีแล้วว่า เขาเป็นแคนดิแดทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐบาลทรัมป์ ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะแต่งตั้ง Rex Tillerson เป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศคนปัจจุบัน Rohrabacher จึงเป็นผู้มีอิทธิพลในคองเกรสมากที่สุดผู้หนึ่งของรีพับลิกัน เขาเองเป็น สส.แคลิฟอร์เนีย เขตออเร้นจ์ เคาน์ตี้ มาหลายสมัย

ตอนผมพบเขาที่สำนักงาน ฮันติงตัน บีช Rohrabacher ให้ความเป็นมิตรและต้อนรับดีมาก

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของ สส. Rohrabacher ก็คือ เขาสนใจชาติอาเซียนอย่างมาก ในมือของ สส.อเมริกันผู้นี้ เต็มไปด้วยข้อมูลของเมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชาและไทย เป็นข้อมูลที่เขาได้มาด้วยตัวของเขาเอง จากการส่งทีมของเขาเองเข้าไปในพื้นที่ของสองสามประเทศดังกล่าว (แน่นอนว่า สถานทูตอเมริกันอุปถัมภ์) โดยหนึ่งในสมาชิกของทีมของเขา ได้แก่ Al Santoli ขณะนี้ทำงานอยู่ในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์

ในกรณีข้อกล่าวหาต่อทักกี้เกี่ยวกับกระแสข่าวการล็อบบี้หรือใช้ล็อบบี้ยีสต์อเมริกัน จึงพอสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ไม่มีมูล เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีแม้แต่ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในเมืองไทยแม้สักแอะแพลมออกมาให้เห็นบนหน้าสื่ออเมริกัน ทั้งๆ ที่น่าจะมีคอมเมนต์จากปากของนักการเมืองอเมริกันบ้างแล้วด้วยซ้ำ...!
ขับเคลื่อนโดย Blogger.