Posted: 28 Oct 2018 05:03 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-10-28 19:03


มหกรรมสหบาทาที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน คงไม่ได้จำกัดเฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น ทว่าสหภาพแรงงานเองก็กลัวตกขบวนด้วย หากจะไม่ยื่นเท้าสักเท้าเข้ามาร่วมวงกระทืบนักบินสักป้าบ ก่อนที่จะหมดกระแสไป

การให้สัมภาษณ์ของคุณดำรง ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานฯ ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นโล้เป็นพายขององค์ความรู้ง่ายๆแบบ Airline 101 และ Labour 101 ซึ่งอาจจะต้องจับเข้าคอร์สเรียนกันใหม่หมด แต่ที่เป็นปัญหามากคือคือสิ่งที่สหภาพแรงงานฯ ควรทำหรือไม่ควรทำ จึงดูเหมือนประธานสหภาพฯ จะแยกบทบาทของตนเองไม่ออก เลยทำให้บทสัมภาษณ์ออกมาราวกับเป็นประธานสมาคมนายจ้างเสียเอง!!!


สหภาพจวกการบินไทยปมที่นั่งนักบิน ลั่นหากต้องการนอนพัก มีห้องแยกแต่ไม่ใช้

ปธ.สหภาพการบินไทย ย้ำจิตสำนึกกัปตันควรสละที่นั่ง

แถลงการณ์ของสหภาพ เมื่อต้นสัปดาห์ที่บอกว่า


“ถ้าเป็นผมจะเสียสละ ถอยให้ผู้โดยสาร เราได้รับเงินเดือนค่าจ้าง ทุกบาททุกสตางค์จากผู้โดยสาร ไม่ได้บอกว่าเขาทำผิด เขาทำถูกตามระเบียบและสิทธิ์ แต่เขาต้องคิดได้ ต้องมีจิตสำนึกในความเป็นกัปตัน”

อ่านการให้สัมภาษณ์แล้ว ทำให้เกิดคำถามกับประธานสหภาพอยู่ 2 ข้อ

ข้อแรก ท่านกำลังดำรงแหน่งอะไร ระหว่าง นายกสมาคมนายจ้าง หรือ ประธานสหภาพแรงงาน

ข้อสอง ท่านทราบไหมครับว่า “สหภาพแรงงานควรมีบทบาทอย่างไร”




ข้อแรกนั้น ต่อให้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของนายจ้างอย่างฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามผ่านสื่อในแบบที่ประธานสหภาพฯ ทำได้เลยครับ เพราะสิ่งที่ประธานสหภาพตอบมันหมายถึงความแตกแยกในองค์กรที่สะท้อนว่าแทบจะหาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้

ข้อที่สอง ประธานสหภาพอาจจะหลงลืมไปว่า สหภาพแรงงานเป็น “องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มกรรมกร คนงาน หรือพนักงาน (แล้วแต่จะเรียกกันให้สบายใจ แต่สุดท้ายก็คือผู้ใช้แรงงานแลกค่าจ้างจากนายจ้างทั้งหมด) ตามกฎหมายแรงงาน โดยมีการดำเนินการที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ อำนาจนายจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครอง แสวงหาผลประโยชน์ของลูกจ้างทุกคนที่เแป็นสมาชิก ในเรื่องสภาพการจ้าง เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ สิทธิ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการทำงาน อีกทั้งยังมีสิทธิและสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการร่วมกับนายจ้างเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนงาน” นี่คือหัวใจของสหภาพแรงงาน

หน้าที่ของสหภาพแรงงานคือ การกระตุ้นให้พวกเรา (ลูกจ้าง) หันมาช่วยกันปกป้องข้อตกลงตามสภาพการจ้าง รวมไปถึงสิทธิของแรงงานด้วยกันไม่ใช่หรือครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักบิน ลูกเรือ ช่าง กราวนด์ หรือลูกจ้างแผนกอื่นๆ พวกเราก็ต่างอยู่ในฐานะเดียวกันคือ ‘การเป็นลูกจ้าง / แรงงาน’ ให้กับนายจ้างเหมือนกันไม่ใช่หรือครับ

ครั้งหนึ่งสหภาพแห่งนี้ เคยขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มสหภาพที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่เหรอครับ เคยมีอำนาจต่อรองกับนายจ้างเพื่อกิจกรรมของลูกจ้าง อีกทั้งยังเคยร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองการ สิทธิการรวมตัว สิทธิการเจรจาต่อรอง ตามอนุสัญญาว่าด้วงแรงงานสากลข้อที่ 78, 98 ด้วย ไม่ใช่เหรอครับ

วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับสหภาพแรงงานแห่งนี้ครับ การให้สัมภาษณ์ของประธานสหภาพครั้งล่าสุด นอกจากไม่แตะจิตวิญญาณของการจัดตั้งองค์กรลูกจ้างเพื่อลูกจ้างแล้ว ยังแทบไม่มีความใกล้เคียงหรือสอดคล้องตามนิยามความหมาย และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหภาพแรงงานเลย อีกทั้งมันยังสะท้อนว่าประธานสหภาพทำตัวเสมือนเป็นตัวแทนของนายจ้างเสียเองอีกด้วย ผมพูดได้ไหมครับว่า การกระทำครั้งนี้ นอกจากหลงทางแล้ว มันดูเหมือนจะหาทางกลับไปที่หลักเดิมไม่เจออีกด้วย

หรือโดยสภาพแล้ว สหภาพฯ หมดสภาพทางอำนาจที่จะต่อรองกับนายจ้างตามกฎหมายได้ จึงทำให้การสัมภาษณ์ดูออกมาอิหลักอิเหลื่อ โดดออกมายืนยันสิทธิให้ลูกจ้างได้ไม่เต็มตัว หรือแม้กระทั่งการปกป้องสิทธิตามสภาพการจ้างที่กำหนดไว้ในคู่มือของนายจ้างเอง!!! ใช่ไหมครับ

ถ้าเป็นเช่นนั้น แปลว่าเราต้องจำยอมให้ถูกริดรอนสิทธิในการทำงาน ถูกลดสิทธิตามสภาพการจ้างของพวกเราลงไปเรื่อยๆอย่างนั้น ใช่ไหมครับ? ทั้งๆที่ประธานสหภาพก็ทราบดีว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันกับลูกจ้างที่ต่างมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

มันควรจะเป็นหน้าที่ของสหภาพแรงงานไม่ใช่เหรอครับที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิตามสภาพการจ้าง มันเป็นหน้าที่ของประธานสหภาพฯ ไม่ใช่เหรอครับว่า “ทุกคนคือลูกจ้างที่สหภาพจะต้องปกป้องสิทธิตามสภาพการจ้างของพวกเขา” พวกเราลูกจ้างทั้งหมด ไม่ว่าจะต่างสาขาอาชีพกันอย่างไร เราก็ควรมีสำนึกของความเป็นลูกจ้างเช่นเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ จริงอยู่วันนี้คุณยังไม่ใช่เหยื่อ แต่ในวันหน้าไม่มีอะไรรับรองได้ว่าคุณจะไม่ใช่เหยื่อรายต่อไป หากลูกจ้างไม่สามัคคีกันในวันนี้ หรือองค์กรลูกจ้างทำตัวเป็นนายจ้างเสียเอง ความแตกแยกนี้คงจะทำให้ปัจฉิมบทมาถึงในไม่ช้า

หันกลับมามองบทบาทสหภาพแรงงานไทยทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางแรงงานมีบทบาทที่สำคัญมาก โดยเฉพาะนายทนง โพธิอ่าน เป็นผู้นำแรงงานที่ได้รับการยอมรับทั้งภายในและระหว่างประเทศเป็นกรรมการสมาพันธ์แรงงานระหว่างประเทศภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค (ICFTU) ดังนั้น การเคลื่อนไหวต่างๆของทนงจึงได้รับการตอบรับจากขบวนการแรงงานสากลอย่างกว้างขวาง ในบทบาทฐานะที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างขบวนการแรงงานไทยกับขบวนการแรงงานสากล

การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานในยุคนั้น สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล รสช.มาก จนพลเอกสุจินดาคิดที่จะซื้อใจกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้หันมาสนับสนุนคณะรัฐประหารของตน จึงได้กล่าวว่า


"ทุกข์ของกรรมกรถือเป็นทุกข์ของทหาร"

ด้วยอุดมการณ์ ทนง ในฐานะผู้นำทางแรงงานตอบกลับอย่างไม่ไยดีว่า


“เป็นเพียงลมปากที่ไม่อาจเชื่อถือได้”

เมื่อความพยายามของคณะ รสช.ล้มเหลวที่จะดึงมวลชนผู้ใช้แรงงานมาเป็นพวก รัฐบาล รสช. จึงวางแผนที่จะแยกพนักงานรัฐวิสาหกิจออกจากผู้ใช้แรงงานเอกชนเพื่อสร้างความแยกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้แรงงาน โดยการออกกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 2534 ใหม่ ให้หนึ่งองค์กรมีหนึ่งสหภาพเท่านั้น และออกกฎหมายห้ามผู้ใช้แรงงานรัฐวิสาหกิจให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานเอกชน ซึ่งมีผลทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางแรงงานในประเทศไทยอ่อนแอมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เอาแค่การทำลายจากอำนาจรัฐ ก็แย่พออยู่แล้วครับ


ประชาไท: 23 ปี ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงาน ที่หายไป หลังต้านรัฐประหาร รสช.

ซึ่งแน่นอนทนงได้คัดค้านมาตรการดังกล่าว เพราะเขาเห็นว่า รสช. ต้องการแยกสลายพลังขบวนการแรงงานภาคเอกชนและกับแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากกัน ทนงได้ตอบโต้ว่า


"ถ้าคณะ รสช.ยังยืนยันจะดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่เฉพาะคนงานในสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่จะเคลื่อนไหว แต่ผู้ใช้แรงงานทุกระดับคงคัดค้านแน่"

นั้นคือความกล้าหาญของผู้นำขบวนการแรงงานเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ที่อาจหาญท้าทายอำนาจรัฐเผด็จการด้วยนะครับ แน่นอนว่าการท้าทายอำนาจรัฐของคุณทนงไม่นำผลดีมาสู่ตัวเขาเอง แม้เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโหดร้าย แต่คุณทนงยังไม่เคยตายไปจากหัวใจผู้ใช้แรงงานทุกคน ทุกวันนี้วีรกรรมของคุณทนงยังถูกพูดถึงเสนอๆ แต่มา มันน่าเสียใจแทนคุณทนง โพธิอ่านไหมครับ ที่ผู้นำแรงงานไทยไม่ปกป้องและยืนยันสิทธิของลูกจ้าง?

[full-post]


Posted: 28 Oct 2018 05:51 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2018-10-28 19:51

ใจ อึ๊งภากรณ์

มันเป็นเรื่องดีมากๆ ที่พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่ออกมาวิจารณ์เผด็จการทหารปัจจุบันอย่างเป็นระบบ และเสนอว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่ของทหาร พร้อมกับรื้อถอนข้อบังคับต่างๆ ของเผด็จการประยุทธ์ที่จำกัดพื้นที่ประชาธิปไตย และเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคสามัญชน พรรคอนาคตใหม่พูดชัดเจนกว่าในเรื่องนี้

แต่เราก็ต้องตั้งคำถามว่าจะทำได้อย่างไร เพราะการมีเสียงส่วนใหญ่ในสภา ถ้าเกิดมีจริงในอนาคต จะไม่ทำให้ข้อเสนอเหล่านี้มีพลัง การรื้อถอนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี การรื้อถอนวุฒิสภาที่ทหารแต่งตั้ง และการรื้อถอนตุลาการที่อยู่ฝ่ายเผด็จการ ต้องอาศัยพลังมวลชนนอกรัฐสภา ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ลงมือสร้างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการสังกัดหรือสนับสนุนพรรคไหน กรรมาชีพในขบวนการแรงงานควรพิจารณาเรื่องอื่นอีกด้วย เรื่องสำคัญคือเรื่องจุดยืนทางชนชั้น



ผมเคยเขียนเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่คือ ในรายการสดของ The Standard ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดชัดเจนว่าในอดีตเมื่อสหภาพแรงงานในโรงงานไทยซัมมิทเรียกร้องโบนัสเท่าเทียมกับสำนักงานใหญ่ ธนาธร และบริษัทซัมมิทตัดสินใจปิดโรงงานและไล่คนงานทุกคนออก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการนัดหยุดงาน

นอกจากนี้เราทราบจากข่าว “ประชาไท” ว่าบริษัทไทยซัมมิทอีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี ได้สั่งเลิกจ้างคนงาน 50 คนในวันที่ 26 ธันวาคม 2549 เพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย และทางบริษัทเกรงว่าจะทำให้ลูกจ้างมีอำนาจต่อรองกับบริษัทมากขึ้นหากมีสหภาพแรงงานแบบนี้

ในรายการโทรทัศน์หลายครั้ง ธนาธร ออกมาสั่งสอนนักสหภาพแรงงานเหมือนเป็นครูใหญ่และพูดว่าธุรกิจ “ต้อง” ได้กำไรเพิ่มก่อนที่จะเพิ่มค่าจ้างหรือปรับสวัสดิการให้ดีขึ้น พูดง่ายๆ ผลประโยชน์ของนายทุน 1% ของประชากร สำคัญกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ 99% และเมื่อนายทุนกินอิ่มแล้ว เศษอาหารที่เหลือบนโต้จะเป็นของแรงงาน นอกจากนี้เมื่อไม่นานมานี้ ธนาธร พูดว่าจะ “ปกป้องทุนนิยม” และอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ แต่ในรูปธรรมระบบทุนนิยมให้ประโยชน์กับนายทุนเป็นหลัก และระบบกลไกตลาดเสรีทำให้มีการกดค่าแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันเสมอ และการแข่งขันดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจเป็นประจำอีกด้วย

ถ้าคนส่วนใหญ่ถือครองปัจจัยการผลิต โดยไม่มีนายทุน มันไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่ตกอยู่ในมือนายทุน แต่ส่วนเกินจากการผลิตจะนำมาลงทุนเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ โดยคนส่วนใหญ่ในสถานประกอบการและคนในสังคมจะร่วมกันตัดสินใจว่าจะลงทุนในอะไร นั้นคือตัวอย่างของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายของพรรคอนาคตใหม่

ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่พูดว่าอยากจะ “ให้โอกาส” กับทุกคน แต่การให้โอกาสกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมจะเกิดได้ต่อเมื่อทุกคนมีรายได้และทรัพย์สินเท่ากัน ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอของพรรค มีการเสนอแนวคิด Negative Income Tax หรือเงินคืนภาษีให้คนรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี เพื่อ “แก้ปัญหาความยากจน” แต่การให้เงินคนจนแบบนี้เป็นข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวา เพราะเงินที่จะให้คนจนมาจากงบประมาณของรัฐ ซึ่งแปลว่ากลุ่มทุนหรือธุรกิจไม่ต้องเพิ่มค่าจ้าง และเงินนี้จะได้จากการเก็บภาษีจากคนทำงานที่รายได้มากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน หรือจากภาษีมูลค่าเพิ่ม พูดง่ายๆ มันเป็นการสร้างภาพว่าช่วยคนจนโดยที่กลุ่มทุนไม่ต้องเสียผลประโยชน์เลย นอกจากนี้ในสังคมไทยคนที่จนที่สุดไม่มีงานประจำถาวรและไม่ได้เสียภาษี คำถามคือจะให้เงินกับคนเหล่านี้ได้อย่างไร

ในขณะเดียวกันพรรคอนาคตใหม่ไม่มีข้อเสนอให้รื้อถอนกฏหมายแรงงานที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และร่างกฏหมายแรงงานใหม่ที่ให้อำนาจกับสหภาพ ไม่มีข้อเสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงจากเศรษฐีหรือกลุ่มทุน ไม่มีข้อเสนอเป็นรูปธรรมว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการ และไม่มีการรับข้อเสนอเรื่องการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในระดับเดียวกันกับคำเรียกร้องของสหภาพต่างๆ

นอกจากนี้ในปัญหาของสังคม พรรคอนาคตใหม่ไม่เสนอให้ยกเลิก 112 ไม่เสนอให้สตรีมีสิทธิทำแท้งเสรี และไม่เสนอให้ชาวปาตานีสามารถกำหนดอนาคตตนเองโดยไม่ต้องพิจารณาความมั่นคงของชาติ

ในแวดวงนักสหภาพแรงงานมักจะมีการตั้งคำถามกันว่า “จะอยู่อย่างเป็นทาส หรือจะร่วมกันต่อสู้?” การที่แรงงานไม่สร้างพรรคของกรรมาชีพเอง และคอยเดินตามก้นพรรคนายทุน ไม่ว่าจะเป็นพรรคนายทุนหน้าเก่าอย่างเพื่อไทย หรือพรรคนายทุนหน้าใหม่อย่างอนาคตใหม่ แปลว่ากรรมาชีพจะอยู่อย่างเป็นทาสและเป็นแค่ “กบเลือกนาย” แรงงานต้องมีศักดิ์ศรีมากกว่านั้น



เผยแพร่ครั้งแรกใน: Turnleft-Thailand

[full-post]


Posted: 26 Oct 2018 07:33 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-10-27 09:33


สมาคมนักข่าวฯ เปิดวงเสวนา ‘อันตรายกฎหมายไซเบอร์...?’ ชำแหละ (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... ชี้หลากหลายประเด็นสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนพร้อมเรียกร้องให้ปรับแก้

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2561 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “อันตรายกฎหมายไซเบอร์...?” โดยมีวิทยากรคือ นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ คณะทำงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และนางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธฮ. หรือ ETDA) โดยมีนายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค กรรมการบริหารสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาของ (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... ที่กำลังได้รับความสนใจและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวว่า (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... มีต้นแบบมาจากกฎหมาย Cyber Security Act 2018 ของสิงคโปร์ แต่เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในการเขียนกฎหมายของไทยกลับพบปัญหา ได้แก่ 1.แม้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งของสิงคโปร์รวมถึงของไทยเองตั้งไว้ว่าเน้นคุ้มครอง “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) ทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบริการ เช่น ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือผู้ให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ จากการโจมตีของผู้ไม่หวังดี

แต่เมื่อมาระบุในตัวบทแล้วของไทยกลับรวมไปถึง “เนื้อหา” (Content) ที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ด้วย เช่น ในมาตรา 56 (2) ที่มีคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ซึ่งจุดนี้สามารถถูกตีความได้อย่างกว้างขวาง ผู้ถืออำนาจรัฐอาจสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ดำเนินการบางอย่างกับเนื้อหาที่ตนเห็นว่าไม่เหมาะสมได้ จึงขอเสนอว่าขอให้เพิ่มคำว่า “ระบบคอมพิวเตอร์” เข้าไปด้วยจะดีกว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจน

2.กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเลขาฯ กปช. ไว้ยิ่งใหญ่มาก คือการที่มีคำสั่งใดๆ ออกมาแล้วผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ในขณะที่กฎหมายแบบเดียวกันของสิงคโปร์ไม่ปิดช่องทางดังกล่าว โดยกฎหมายของสิงคโปร์กำหนดให้ผู้รับผิดชอบมีอำนาจ 2 ส่วน ส่วนแรกคือสั่งการให้ผู้ให้บริการต่างๆ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเรียกข้อมูลการให้บริการมาตรวจสอบได้ กับส่วนที่สองคืออย่างไรก็ตามหากข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลแล้วผู้ให้บริการมีสัญญารักษาความลับของลูกค้า ผู้ให้บริการสามารถปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลส่วนนี้ก็ได้

แต่เมื่อมาดู (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... ของไทย ในมาตรา 46 ที่ให้อำนาจเลขาฯ กปช. ของไทยเรียกดูข้อมูล ได้ระบุไว้ว่าไม่อาจยกเอาหน้าที่ตามกฎหมายอื่นหรือตามสัญญามาปฏิเสธการขอข้อมูลดังกล่าวได้ ซึ่งกรณีกฎหมายสิงคโปร์นั้นการขอข้อมูลในรอบแรกผู้ให้บริการสามารถปฏิเสธได้ แต่ถ้าฝ่ายรัฐมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำอันตรายต่อความปลอดภัยไซเบอร์จริงๆ ก็จะมีมาตรการขั้นถัดไป ที่สำคัญคือฝ่ายเอกชนผู้ให้บริการในสิงคโปร์สามารถอุทธรณ์คำสั่งของเลขา กปช. ของสิงคโปร์ได้ด้วย

“ผมคิดว่าทุกคน เราอาจจะแชทหาแฟน กิ๊ก หรือใครก็ตาม หรือมีความชอบส่วนตัวแบบแปลกๆ ชอบดูอะไรแปลกๆ เราไม่อยากให้ใครมาเห็นข้อมูลเรา เวลาทุกครั้งที่มีการเรียกจ้อมูลไปก็ต้องไม่สบายใจแน่นอนว่าข้อมูลตรงนั้นจะเป็นข้อมูลที่มันเกี่ยวข้องไหม ดังนั้นกฎหมายสิงคโปร์หรือกฎหมายทั่วโลกจะคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว กฎหมายฉบับนี้มันมีความเหลื่อมล้ำกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลพอสมควร” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า 3. (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... ของไทย มีบทลงโทษกรณีขัดคำสั่งเลขา กปช. ในทุกกรณี ต่างจากกฎหมายของสิงคโปร์ที่ระบุว่าต้อง “ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” ทั้งที่เป็นหลักการสำคัญในการออกกฎหมาย 4.ในมาตรา 57 ที่ให้อำนาจเลขาฯ กปช. ออกคำสั่งให้หน่วยงานหรือบุคคลต่างๆ ปฏิบัติตามได้เพียงแค่ “มีเหตุอันควรสงสัยว่า” ทั้งที่ในการออกกฎหมายอื่นๆ ทั่วไป อำนาจลักษณะนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีเหตุอันเชื่อได้ว่า” ซึ่งข้อความหลังนี้จะมีน้ำหนักและความชัดเจนที่มากกว่า

และ 5.ในมาตรา 58 ที่ให้อำนาจเลขาฯ กปช. เข้าถึงระบบหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์ซึ่งหน่วยงานหรือบุคคลใดครอบครองอยู่และดำเนินการได้หลายอย่าง เช่นในข้อ (2) ทำสำเนา สกัดคัดกรอง โดยยังใช้คำว่า “มีเหตุอันควรสงสัยว่า” เช่นเดียวกับมาตรา 57 โดยที่ไม่ต้องขอหมายศาล ส่วนในข้อ (4) ที่ให้อำนาจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์ แม้ข้อนี้จะใช้คำว่า “มีเหตุอันเชื่อได้ว่า” แต่ก็ยังน่ากังวลเพราะเป็นคำสั่งที่ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ และเรื่องนี้จริงๆ แล้วควรจะมีศาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต่อให้เป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างน้อยก็ต้องรายงานให้ศาลรับทราบ

นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ คณะทำงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า หากเทียบกับหลักการของกลุ่มประเทศที่อยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งในปี 2555 OECD มีรายงานแนะนำให้ “ในการออกกฎหมายในเรื่อง Cyber Security ต้องคำนึงถึงไม่เพียงแต่ความมั่นคงของชาติอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงภาคประชาชน ภาคสังคมและภาคเศรษฐกิจด้วย” แต่ร่างกฎหมายไทยเปิดมาก็เจอหลักการความมั่นคงของชาติกับความสงบเรียบร้อยเสียแล้ว

นายเจษฎา กล่าวต่อไปว่า ในการออกกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ OECD นั้นเน้นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน เพราะภัยคุกคามไซเบอร์มีทั้งมุมกว้างและมุมลึก เช่น อินเตอร์เน็ตถือเป็นไซเบอร์ แต่การที่ระบบอินเตอร์เน็ตล่มอาจเกิดจากการลอบวางระเบิดโครงข่ายสัญญาณโทรคมนาคมซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่ใช่ไซเบอร์ก็ได้ จึงไม่สร้างหน่วยงานใหม่แต่พยายามประสานการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน
“ภาคเอกชนของโทรคมนาคมโดนโจมตีทางไซเบอร์อยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่เขาก็มีมาตรการรับมืออยู่เพราะถ้าเน็ตเวิร์คเขาล่มชื่อเสียงเขาก็ไปก่อน สิ่งที่เขากลัวคือพอหน่วยงานรัฐตั้งมาใหม่แต่ประสบการณ์ไม่มี ไม่ออกกฎอะไรก็ไม่รู้ เขาจะทำอย่างไร หลายปีที่ผ่านมาโอเปอเรเตอร์มือถือ 3 เจ้าถูกโจมตีไหม ก็โดนอยู่ทุกวันโดนเป็นปกติ แต่เขาก็รู้วิธีการรับมือ เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เขาเน้น” นายเจษฎา ระบุ

หัวหน้ากลุ่มวิชาการ คณะทำงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวอีกว่า งานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นงานที่มีต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างประเทศ จึงต้องสร้างกลไกที่เอื้อต่อความร่วมมือนี้ด้วย รวมถึงต้องระวังเรื่อง “เสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต” เพราะหากออกกฎหมายเพื่อลดทอนเสรีภาพนี้โดยไม่สมเหตุสมผล จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตได้

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ในทางสากลแม้สิทธิ 2 ประเภทคือสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิความเป็นส่วนตัวจะสามารถถูกจำกัดโดยกฎหมายได้ แต่การออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องมีขอบเขตไม่กว้างเกินไปและมีการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเมื่อมาดู (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... พบการออกกฎหมายที่สามารถตีความได้กว้างขวางมาก
เช่น มาตรา 43 ว่าด้วยอำนาจของ กปช. ในการกำหนดว่าหน่วยงานผู้ให้บริการใดจะถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ในข้อ (8) ระบุว่า “ด้านอื่นตามที่ กปช. ประกาศกำหนดเพิ่มเติม” จะกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างกว้างขวางหรือไม่ อาทิ เมื่อมีเหตุมัลแวร์ (Malware = โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในทางมิจฉาชีพต่างๆ) ระบาดในระบบคอมพิวเตอร์ ทุกคนตั้งแต่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่จนถึงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์รายย่อยๆ สามารถถูกกำหนดให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศตามกฎหมายนี้ได้ทั้งสิ้น ทำให้อาจเป็นภาระเกินสมควรได้

หรือมาตรา 57 - 58 ที่เป็นเรื่องของการ “สอดแนม” ในทางสากลก็อนุญาตให้ทำได้ภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจนทั้งตัวบุคคลที่ถูกสอดส่อง ข้อมูลอะไรบ้างที่สามารถเข้าถึงได้ มาตรการที่ใช้ต้องไม่กว้างขวางเกินไป และต้องจำกัดเวลาที่อนุญาตให้ทำได้ เพื่อป้องกันการที่รัฐจะนำไปสอดส่องการแสดงความคิดเห็นของประชาชนแบบวงกว้าง ดังกรณีที่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) เคยออกมาเปิดโปงถึงความพยายามของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ต้องการกระทำการดังกล่าว

รศ.คณาธิป ยังกล่าวอีกว่า แม้ร่างกฎหมายล่าสุดจะเขียนนิยามความมั่นคงไซเบอร์ไว้ที่ระบบสารสนเทศจึงไม่น่าจะครอบคลุมถึงเนื้อหา เช่น การโพสต์ข้อความโจมตีรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับการตีความ อย่างไรก็ตามที่น่ากังวลมากไม่แพ้กันคือแม้กฎหมายจะไม่มีโทษโดยตรงกับเรื่องดังกล่าว แต่อาจเข้าข่ายปรากฏการณ์ “Chilling Effect” ที่ประชาชนกลัวได้รับผลกระทบจากกฎหมายในทางอ้อม จนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเลยก็ได้ เช่น การเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของประชาชน แล้วเก็บข้อมูลไปเอาผิดในเรื่องอื่นๆ ได้

“ในอเมริกามีกรณีหน่วยงานรัฐไปตรวจสอบนาย A เพื่อหาข้อเท็จจริงการเลี่ยงภาษี รวมถึงนาย B และนาย C ที่เป็นลูกค้าของนาย A ด้วย ก็เก็บข้อมูลมาทั้งหมด วันแรกดำเนินคดีนาย A ก่อนตามที่ขอหมายศาลไว้ แต่ข้อมูลทั้งหมดยังทำสำเนาเก็บไว้อยู่ วันดีคืนดีก็มาไล่ดู คนนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนนี้เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ศาลสหรัฐบอกว่า 1.เจ้าหน้าที่ทำสำเนาข้อมูลกว้างเกินไป คุณจะจัดการนาย A ก็ต้องเอาเฉพาะจ้อมูลที่เกี่ยวกับนาย A และ 2.การเก็บข้อมูลไว้เรื่อยๆ และเอามาใช้ดำเนินคดีเรื่องอื่นๆ ภายหลัง ถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพ” รศ.คณาธิป ยกตัวอย่าง

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธฮ. หรือ ETDA) กล่าวชี้แจงข้อกังวลต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.กรณีไม่ให้อุทธรณ์ แม้ (ร่าง) พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... จะไม่ระบุการอุทธรณ์ไว้อย่างกฎหมายอื่นๆ แต่การทำงานของ กปช. ยังอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กรณี กปช. ใช้อำนาจแล้วมีผู้ไม่เห็นด้วยจึงสามารถร้องเรียนได้
กับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณี กปช. ใช้อำนาจโดยมิชอบ อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวอยากให้เขียนไว้ดีกว่าเรื่องการอุทธรณ์เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจ แต่ก็ขึ้นกับในชั้นกฤษฎีกาว่าจะแก้ไขหรือไม่ 2.กรณีไม่ผ่านศาล เรื่องนี้เข้าใจคนร่างกฎหมายที่เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คลิกเดียวเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจสร้างความเสียหายได้เป็นวงกว้าง การขอศาลอาจไม่ทันการ แต่โดยส่วนตัวก็กังวลในการใช้กฎหมายเช่นกัน เรื่องนี้น่าจะไปหาทางแก้ไขวิธีปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร

3.การเรียกข้อมูลกรณีภัยร้ายแรง (มาตรา 56) ที่มีคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” เรื่องนี้ก็น่ากังวลหลังมีบทเรียนจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่แม้เจตนาดีแต่การบังคับใช้ในประเด็นความมั่นคงถูกตีความก้าวล่วงไปถึงเรื่องเนื้อหาด้วย ก็ต้องฝากให้ทางกฤษฎีกานำไปปรับแก้ด้วย 4.การป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ใช้ถ้อยคำ “มีเหตุอันควรสงสัยว่า” แทนที่จะใช้ “มีเหตุอันเชื่อได้ว่า” ก็เป็นปัญหาจริงในการใช้ถ้อยคำ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ว่ากฤษฎีกาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องนำข้อนี้ไปพิจาณา

และ 5.การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ในเจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อมูลที่ กปช. เข้าถึงและจัดเก็บได้ต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามหากอ่านตามตัวอักษรก็อาจตีความตามที่หลายฝ่ายกังวลกรณีการเก็บข้อมูลอย่างกว้างขวางของประชาชนได้ ดังนั้นต้องปรับแก้ให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลที่ให้ สพธฮ. ทำหน้าที่ กปช.ไปพลางจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงาน กปช. เป็นทางการ ก็ยืนยันว่าจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อให้แยกหน่วยงาน กปช. ออกจาก สพธอ.

“เราขอบคุณที่ให้เกียรติ ETDA ว่าเป็นหน่วยงานที่ขยันขันแข็งแล้วดูน่าจะไว้วางใจได้ เราก็หนักใจที่พลังไม่พอจะคัดค้านมติ ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) เราเป็นหน่วยงานรัฐก็ต้องเคารพ อย่างไรก็ตามเสียงสะท้อนนี้มาจากภาคปฏิบัติ ทุกคนมีส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็น น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ซึ่ง ETDA ก็ประสบเหมือนกันคือทำอย่างไรให้ ETDA ทำเรื่อง E - Commerce ทำเรื่อง Innovation ทำเรื่องใดๆ ที่ไปข้างหน้า ณ วันนี้ที่เรามารับผิดชอบหลายเรื่องทำให้เราเหมือนต้องคอยระวังหลัง เพราะงาน Cyber Security เป็นงานที่คอยระวังหลังว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็แก้ปัญหา ฉะนั้นพลังของ ETDA ก็ไม่มากพอ” นางสุรางคณา กล่าว

[full-post]

ซาห์ล-เวิร์ก ซิวเด ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเอธิโอเปีย ที่มาภาพ: wikimedia.org

Posted: 26 Oct 2018 07:52 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-10-27 09:52


นายกฯ ฝ่ายซ้ายเอธิโอเปียแต่งตั้งผู้หญิงเป็นประธานาธิบดีเอธิโอเปียเป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้แต่งตั้งให้ผู้หญิงเข้าดำรงตำแหน่งครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรี ผู้คนมองว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจจะส่งผลดีกับประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในประเทศที่ยังคงกดขี่ผู้หญิงอยู่มาก

27 ต.ค. 2561 หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ อาบีย์ อาห์เหม็ด นายกรัฐมนตรีของเอธิโอเปียแต่งตั้งให้มีคณะรัฐมนตรีครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องสำหรับการเมืองเอธิโอเปีย เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2561 อาห์เหม็ดก็ก้าวไปอีกขั้นในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศด้วยการแต่งตั้งให้ ซาห์ล-เวิร์ก ซิวเด เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเอธิโอเปีย

สื่อนิวยอร์กไทม์ระบุว่า ซิวเด เป็นนักการทูตมากประสบการณ์ที่มีตำแหน่งในสหประชาชาติและทำงานด้านปฏิบัติการรักษาสันติภาพในแอฟริกา อีกทั้งก่อนหน้านี้เอธิโอเปียยังเคยแต่งตั้งให้ผู้หญิงเป็นผู้นำรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและมีการยกเลิกหน่วยงานข่าวกรองลับที่เคยเป็นองค์กรขอรัฐซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนจากนั้นจึงมีการจัดตั้งกระทรวงสันติภาพขึ้นมาแทน

ถึงแม้ว่าตำแหน่งประธานาธิบดีในเอธิโอเปียจะเป็นตำแหน่งในเชิงพิธีกรรมเสียส่วนใหญ่ แต่เซลัม มิวเซ ที่ปรึกษาด้านเพศสภาพและสื่อในแอดดิสอาบาบา เมืองหลวงของเอธิโอเปียก็กล่าวว่า การแต่งตั้งซิวเดเป็นประธานาธิบดีในครั้งนี้มีน้ำหนักในเชิงสัญลักษณ์อยู่ ในสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเอธิโอเปีย การมีผู้นำหญิงไม่เพียงแค่เป็นการวางมาตรฐานให้กับอนาคตเท่านั้นแต่ยังทำให้การที่ผู้หญิงเป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นทางสาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปด้วย

"พวกเราต้องการผู้นำที่องอาจผู้ที่มองผู้หญิงไปไกลกว่าแค่เป็นแม่หรือเป็นพี่สาวน้องสาว แต่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นผู้ที่ทำให้คนอื่นๆ กลายเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้" มิวเซกล่าว

อาห์เหม็ดเป็นนักการเมืองจากพรรคประชาธิปไตยโอโรโมหรือ โอดีพี (ODP) และเป็นประธานของรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายของเอธิโอเปีย (EPRDF) เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา การแต่งตั้งผู้หญิงเป็นประธานาธิบดีเป็นเพียงหนึ่งในความพยายามเปลี่ยนแปลงเอธิโอเปียซึ่งนิวยอร์กไทม์ระบุว่ามีลักษณะคล้ายจีนที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่จำกัดปราบปรามกลุ่มต่อต้านทางการเมือง

เจสัน มอสลีย์ ผู้ช่วยนักวิจัยจากศูนย์แอฟริกันศึกษา มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดกล่าวว่า นอกจากจะมีเรื่องของการคำนึงถึงตัวแทนทางการเมืองที่เท่าเทียมทางเพศแล้วการปฏิรูปล่าสุดของเอธิโอเปียยังเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ภายในพรรครัฐบาลที่พยายามสั่นคลอนอำมาตยาธิปไตยภายในพรรค มอสลีย์บอกอีกว่าถึงแม้เอธิโอเปียจะมีการพัฒนาแต่วัฒนธรรมโดยทั่วไปยังคงเป็นอนุรักษ์นิยม ส่วนใหญ่ยังเป็นชนบท และผู้หญิงไม่มีโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชาย

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะไปสะกิดแผลเก่าให้เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงระหว่างเชื้อชาติในพื้นที่ต่างๆ ของเอธิโอเปีย แต่ก็เป็นไปได้ที่การนำคนที่ไม่ใช่วงในทางการเมืองเข้าสู่ตำแหน่งอย่างซิวเดก็อาจจะทำให้การเมืองผ่อนคลายขึ้นจากการถูกวิจารณ์เรื่องเล่นพวกทางกลุ่มเชื้อชาติหรือกลุ่มการเมือง

ซิวเดเคยเป็นเอกอัครราชทูตของเอธิโอเปียประจำเซเนกัลและจิบูติมาก่อน เธอยังเคยทำงานเป็นประธานสร้างสันติภาพในสาธารณรัฐแอฟริกากลางภายใต้ยูเอ็นมาก่อน และช่วงก่อนเป็นประธานาธิบดีไม่นานนี้เธอก็ได้เป็นผู้แทนของสหประชาชาติในสหภาพแอฟริกาด้วย

ซิวเด กล่าวในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งว่าเธอคือ "ผลผลิตของประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและเสรีภาพทางการเมืองในประเทศนี้" และจะทำงานรับใช้ประชาชนเหล่านี้ ซิวเดสัญญาว่าเธอจะทำงานเกี่ยวกับประเด็นของผู้หญิงด้วย

มีงานวิจัยระบุว่าในเอธิโอเปียคุณภาพชีวิตของผู้หญิงยังแย่กว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิงครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานของประเทศแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้ยังคงมีปัญหาเรื่องการบังคับขลิบในผู้หญิงและการแต่งงานกับเด็กเกิดขึ้นในเฉพาะพื้นที่ชนบทร้อยละ 80 ของประเทศ

เรียบเรียงจาก

Ethiopia Appoints Its First Female President, New York Times, 25-10-2018
https://www.nytimes.com/2018/10/25/world/africa/sahlework-zewde-ethiopia-president.html

Sahle-Work Zewde becomes Ethiopia's first female president, BBC, 25-10-2018
https://www.bbc.com/news/world-africa-45976620[full-post]


Posted: 26 Oct 2018 08:28 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-10-27 10:28



ผู้พิพากษาไทยลงมติครั้งประวัติศาสตร์ 3,165 จากทั้งหมด 4,635 เสียง ให้ถอดถอน ‘ชำนาญ รวิวรรณพงษ์’ พ้นตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ หลังถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในศาล จ.ฉะเชิงเทรา

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่าที่สำนักงานศาลยุติธรรมชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายวรวิทย์ ทองมาลา เลขานุการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นประธานการตรวจนับคะแนนการ ถอดถอน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ออกจากตำแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) หลังถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งผลการนับคะแนนปรากฎว่า เห็นชอบให้ถอดถอน 3,165 คะแนน ไม่เห็นชอบให้ถอดถอน 193 คะแนน บัตรเสีย 190 บัตร

นายสุริยัณห์ หงษ์วิลัย โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่าสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตรวจนับคะแนนจากผู้พิพากษาทั่วประเทศที่ส่งบัตรคืนกลับมาเพื่อร่วมยื่น ถอดถอน ทั้งสิ้น 3,548 คนจากผู้พิพากษาทั้งหมด 4,635 คน หากผลการนับคะแนน เกิน 2,318 คนหรือกึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาทั่วประเทศ จะมีผลทำให้นายชำนาญ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก.ต.ทันที โดยจะมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่าจํานวนคะแนนเสียงที่ลงมติเห็นชอบให้ ถอดถอน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของข้าราชการตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้น นายชํานาญ ต้องพ้นจากตําแหน่งก.ต. ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 42 นับตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป อันเป็นวันที่นับคะแนนเสร็จสิ้น ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติ เพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. 2544 ข้อ 17

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ตัวเเทนผู้เข้าชื่อร้อง ถอดถอน ก.ต. กล่าวว่าเป็นชัยชนะของศาลยุติธรรมที่มุ่งปกป้องความเป็นอิสระของศาล ไม่ใช่ชัยชนะของศาลจังหวัดฉะเชิงเทราหรือผู้เข้าร่วมถอดถอน

"ครั้งนี้ถือเป็นครั้งเเรก การลงคะเเนนเสียง 3,165 คะเเนนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของผู้พิพากษา ทำให้เห็นว่าศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับหลักความเป็นอิสระ ประชาชนจะได้มั่นใจว่าจะได้รับการพิจารณาที่เที่ยงธรรม ปราศจากการเเทรกเเซง เเม้จะเป็นผู้พิพากษาด้วยกันเองก็ต้องถูกลงโทษ" นายสืบพงษ์ระบุ

นายสืบพงษ์ กล่าวถึงกรณีโดนนายชำนาญ เเจ้งความเอาผิดว่าเข้าใจว่าขั้นตอนอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งยังไม่มีการทำหนังสือเชิญหรือออกหมายเรียกมายังตน ซึ่งตนไม่หวั่นวิตกเเละเชื่อมั่นว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายเเละระเบียบ

[full-post]


Posted: 26 Oct 2018 08:55 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-10-27 10:55



โฆษกกองทัพเรือเปิดเผยถึงกรณีพลทหารรายหนึ่งของกองทัพเรือผูกคอตายที่ค่ายทหารในพื้นที่ จ.จันทบุรี แพทย์พบว่ามีอาการทางจิตเวช เป็นโรคซึมเศร้า ก่อนเป็นทหารก็มีอาการอยู่แล้ว ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง เจ้าตัวไม่สามารถเข้าเวรยามได้ต้องเข้ารักษาตัว เคยกินยาเกินขนาดจนต้องรักษาตัวที่ห้องไอซียู เมื่อหายดีแล้วก็กลับไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกองร้อยพยาบาล ขณะรักษาตัวก็ได้ให้เพื่อนพลทหารคอยดูแล แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อนพลทหารทำธุระส่วนตัวเพียงครู่เดียว กลับมาพบผูกคอเสียชีวิตแล้ว


เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า พล.ร.ท.เดชดล ภู่สาระ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีพลทหารรายหนึ่ง ของกองทัพเรือผูกคอตายที่ค่ายทหารในพื้นที่ จ.จันทบุรี ว่าทางกองทัพเรือขอแสดงความเสียใจกับญาติของพลทหารคนดังกล่าว และจะดูแลในเรื่องสิทธิกำลังพลให้ดีที่สุด โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นผู้ที่เสียชีวิตชื่อพลทหารเรวัต เพชรเรือง สังกัดอยู่ที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่1 กองพลนาวิกโยธิน โดยประวัติได้รับการรักษาที่กองร้อยพยาบาล ซึ่งจากการตรวจอย่างละเอียดของทางแพทย์ก็พบว่ามีอาการทางจิตเวช หรือโรคซึมเศร้า ซึ่งก่อนที่จะมาเข้ารับราชการทหารก็มีอาการอยู่แล้ว และต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง และในการกินยาเพื่อรักษาหากกินไม่ต่อเนื่องก็จะทำให้อาการกลับมาอีก

พล.ร.ท.เดชดล กล่าวว่า ทางต้นสังกัดของพลทหารเรวัต คือ ฉก.นย.182 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งเป็นหน่วยที่ต้องออกภาคสนาม ทราบว่าพลทหารเรวัฒน์ ป่วยโรคซึมเศร้า และต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลทหารเรวัต ไม่สามารถเข้าเวรยามได้ ต้องเข้ารักษาตัว ซึ่งก่อนหน้านั้นได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสนาม พลทหารเรวัฒน์ เคยกินยาเกินขนาด ต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ห้อง ไอซียู โรงพยาบาลสิริกิติ์ เมื่อหายดีแล้วก็กลับไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกองร้อยพยาบาล ซึ่งในขณะรักษาตัวที่กองร้อยพยาบาล ก็ได้ให้เพื่อนพลทหารคอยดูแล แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อนพลทหารทำธุระส่วนตัวเพียงครู่เดียว พลทหารเรวัฒน์หายไป จนมาพบผูกคอเสียชีวิตแล้ว

“โรคซึมเศร้าทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการจิตตก น้อยใจ หรืออาจจะมีการคิดและเข้าใจผิด สุดท้ายคิดฆ่าตัวตาย กำลังพลคนไหนป่วยเป็นโรคนี้บ้าง ทางหน่วยก็ไม่ทราบ จนอาการปรากฏ เมื่อพบแล้วทางต้นสังกัด จะส่งไปรักษาทุกคน ซึ่งการรักษาพยาบาลทุกครั้ง จะมีหลักฐานต่างๆไม่ว่าจะเป็นการส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล การส่งกลับมารักษาที่กองร้อยพยาบาล “พล.ร.ท.เดชดล กล่าว

[full-post]


Posted: 27 Oct 2018 04:20 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2018-10-27 18:20


ใบตองแห้ง

ยิ่งใกล้เลือกตั้ง ก็ยิ่งปลุกกระแสเกลียดชังทักษิณ โดยเฉพาะเมื่อทักษิณให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยได้เกิน 300 เสียง รัฐบาลทหารก็จะไม่สามารถสืบทอดอำนาจได้

เท่านั้น ก็แค้นคั่งจะให้สั่ง กกต.ยุบพรรคเพื่อไทย ยุบหมดเลยไหม พรรคไหนประกาศไม่เอาคสช.สืบทอดอำนาจ ถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

พวกที่เคยยึดทำเนียบยึดสนามบินปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้ง ออกบัตรเชิญรัฐประหาร 2 ครั้ง ก็ออกมาแหกปาก ทักษิณไม่ใช่ประชาธิปไตย เคยใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ เออ มีใครคิดว่าทักษิณเป็นทรูโด หรือโอบามา? แต่เทียบกับการเอาปืนรถถังยึดอำนาจ ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ บังคับประชาชนให้ทำตามคำสั่ง อะไรเลวร้ายกว่ากันเห็น ๆ

ทั้งหมดก็เป็นแค่การปลุกผี ในสังคมโง่เขลา ยิ่งอยู่ใต้เผด็จการนาน ๆ ยิ่งโง่ลง ยิ่งรับข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยิ่งเบาปัญญา เอาแต่ดราม่าฟูมฟาย ปลุกความเกลียดชังทักษิณ เพื่อให้ยอมรับการสืบทอดอำนาจอย่างหนา ๆ ได้ยินคำขู่รัฐประหาร ยังบอกว่าเป็นคำเตือนด้วยความหวังดี ฉะนั้นทุกคนต้องทำตัวดี ๆ อย่าให้ทหารท่านไม่พอใจ

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ทักษิณไม่มีทางกลับมาครองอำนาจได้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีทางใหญ่กว่าพรรค ส.ว. 250 เสียง แต่นั่นกลับทำให้คนชั้นกลางสมองกลวงดีอกดีใจ ดีแล้วไง ความไม่เป็นประชาธิปไตยช่วยให้สกัดทักษิณได้ รัฐประหารไม่เสียของ ไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยไปเลยดีที่สุด เพราะเลือกตั้งทีไรแพ้ทักษิณทุกที ยุบพรรคก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องตั้ง ส.ว.มาเลือกกันเองดื้อ ๆ อย่างนี้ แล้วบอกว่าเป็นกติกา

นี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความเป็นไทย ศีลธรรมจรรยา หิริโอตตัปปะ คุณสมบัติของคนดี

การปลุกผีทักษิณ มึนชาคนเกลียดชังให้ยอมรับการสืบทอดอำนาจ แบบไม่เอานายกฯ คนนอก แต่ถ้าหัวหน้า คสช.เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดทนายกฯ ของพรรคการเมืองไม่เห็นเป็นไร ถือเป็นความชอบธรรม พรรคประชาธิปัตย์ยังยอมรับ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้คนหน้ามืดเห็นแต่ “ระบอบทักษิณ” ไม่เห็น “ระบอบประยุทธ์” ซึ่งสี่ปีผ่านไป ได้สถาปนาระบอบทหารและราชการเป็นใหญ่ ผนึก “ทุนนิยมประชารัฐ” ครอบงำประเทศไทย ประชาชนต้องอยู่ในวินัย เชื่อฟังข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ภายใต้กฎระเบียบที่ปั๊มออกมามากมาย พร้อมกับสร้างภาพข้าราชการดี เก่ง เข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายรุนแรง ประชาชนโต้แย้งไม่ได้ ไม่ว่าทำเกินเหตุหรือมีเลศนัย ราชการถูกเสมอ

ซึ่งว่าโดยปรากฏการณ์ คนจำนวนมากก็ไม่ชอบรัฐทหารราชการเป็นใหญ่ เช่นที่ฮือต้านกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ขึ้นทะเบียนหมาแมว ค่าปรับใบขับขี่ ฯลฯ รวมทั้งไม่พอใจภาพที่รัฐกับกลุ่มทุนผนึกกันแนบแน่น แต่ไม่ยักสำนึกว่านี่คือระบอบที่คสช.สถาปนาขึ้น ซึ่งถ้าสืบทอดอำนาจได้ ก็จะยิ่งเข้มแข็งไปยาว ๆ กระทั่งสิ่งที่คนเคยคัดค้านเป็นผลในยุคนี้ ก็อาจคัดค้านไม่ได้ เช่นกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ถ้าผ่าน 3 วาระ ก็อ้างได้ว่ามีเสียงข้างมากในสภา

สิ่งที่ทักษิณพูด ถ้าลบหน้าทักษิณออกไป ถ้าเป็นนักวิชาการนกหวีดกลับใจ เรียกร้องให้พรรคการเมืองผนึกกัน อย่ายอมให้สืบทอดอำนาจ ไม่ให้ตั้งรัฐบาลสำเร็จ บังคับให้ “ติดกับ” จนกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาอำนาจแต่งตั้งออกไป กระจายอำนาจให้ประชาชน ฯลฯ ผู้คนอาจยอมรับก็ได้

หรือไม่งั้น ก็อาจชี้หน้าว่า นักวิชาการคนนั้นโดนทักษิณซื้อไปแล้ว นี่แหละประเทศไทย


เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/258585
ขับเคลื่อนโดย Blogger.