แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลัมน์ แสดงบทความทั้งหมด


Atukkit Sawangsuk

ตกลงใครจุดธูป ไปหามาแล้วกัน แต่ตอนเขียนนี่ ข่าวบอกว่าเจ้าหน้าที่ทำเนียบจุดธูปแก้เคล็ด ผ่านมา 3 วันเพิ่งแก้ขวย ตลกว่ะ
ไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนี้เลยนะ แต่เอามาวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ว่าคนที่กำลังวิตกกังวลย่อมพยายามแก้ชงแก้เคล็ด มีอะไรกระทบ เช่นอ่างแตก ก็ตระหนกตกใจ ทั้งติดโคม ทั้งจุดธูป (หรือกลัวธูป ก็ไม่ต่างกัน) ขณะที่สื่อก็รู้ทัน ชอบฉวยลางร้ายมาเป็นข่าวตอนย่ำแย่ ยกตัวอย่าง ตัวเงินตัวทอง แถวทำเนียบสภาชุกชุม โผล่ให้เห็นบ่อยไป ถ้ารัฐบาลเข้มแข็งก็ไม่มีใครพูดถึง แต่ย่ำแย่เมื่อไหร่เป็นข่าวทันที
ไม่ขาลงได้ไง ทั้งนาฬิกาทั้งเลื่อนเลือกตั้ง ทั้งกรุงเทพโพลล์ทั้งดุสิตโพลล์ คะแนนตกตามๆ กัน ปัดโธ่ ไม่ดูโพลล์ฝรั่งบ้างเลย ประเทศไทยได้ที่ 1 ดัชนีความทุกข์ยากต่ำสุดในโลกนะนั่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สวิต ยังติดอันดับรองลงมา น่าปลื้มใจจัง (อันที่จริง บลูมเบิร์กเขาก็ตั้งข้อสังเกตว่าดัชนีว่างงานของไทยใช้วิธีคิดไม่เหมือนชาวบ้าน)
ประเด็นที่น่าคิดคือ การที่มีคนกล้าท้าทายรัฐบาลขาลงมากขึ้นๆ จะส่งผลอย่างไร ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ซึ่งมันมีความเป็น "สงครามจิตวิทยา" หรือ "จิตวิทยาการตลาด" อยู่ในตัว

คสช.ทำให้คนกลัว คนยอมสยบ ด้วยความเชื่อว่าอำนาจแข็งปั๋งอยู่ยั้งยืนยง 5 ปี 20 ปี ไม่มีทางล้ม เช่นเดียวกับสมคิดทำให้คนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีๆๆ บนพื้นฐานอำนาจมั่นคง
คือเมื่อไหร่ที่คุณสามารถตีปี๊บ โน้มน้าว ให้คนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีๆๆ มันก็มีส่วนทำให้คนกล้าใช้จ่าย แล้วก็น่าจะดีได้จริง เพราะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะปริ่มๆ ต้องกระตุ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่สามารถทำให้คนรู้สึกว่า ไม่แน่ซะแล้ว เศรษฐกิจอาจไม่ดีอย่างที่คิด คนหยุดกึก ไม่กล้าใช้เงิน บางภาคส่วนที่ปริ่มๆ อยู่ก็จะจมน้ำ แล้วอาจกลายเป็นโดมิโน
การเมืองก๋็เช่นกัน ภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้คือมีคนไม่กลัว โดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเป็นหัวหอก We Walk คู่ขนาน ม็อบต้านถ่านหินถึงคนละขั้ว แต่ก็ท้าทายอยู่อีกทาง 80,000 กว่าชื่อที่ทิชายื่น ก็ชื่อจริงนามสกุลจริงทั้งนั้นที่ลงชื่อผ่าน change.org ขณะที่คนทำโพลล์คนตอบโพลล์ก็ดูเหมือนไม่กลัวแล้วเหมือนกัน
ถ้าคนไม่กลัวขยายกว้างขึ่นในช่วงขาลง จะเป็นอย่างไร แม้ล้ม คสช.ไม่ได้ แต่ก็เห็นได้ว่าที่คิดสืบทอดอำนาจนั้น ลำบากแน่ เป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ไม่มี ม.44 เมื่อไหร่ เจอดีแน่ ซึ่งจะทำให้เกิดความรวนเร ทั้ง คสช.และชนชั้นนำทั้งหลาย ที่กลัวเลือกตั้งอยู่แล้ว



Atukkit Sawangsuk

"ไทยเสนอให้ญี่ปุ่นร่วมลงทุนในโครงการเพื่อลดการลงทุนภาครัฐลง ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยลงทุนโครงการ 100% เช่นเดียวกับที่ดำเนินการในความร่วมมือรถไฟไทย-จีน โดยญี่ปุ่นพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และยังไม่ได้มีการยกเลิกความร่วมมือใดๆ"

ไม่จริงตรงไหนหว่า ข่าวก็บอกตั้งแต่แรกแล้วไงว่า ญี่ปุ่นไม่อยากร่วมทุน ทีรถไฟจีนเมริงยอมเสียเปรียบทุกอย่าง ทีรถไฟญี่ปุ่นจะให้เขามาร่วมทุน ใครมันจะโง่

ญี่ปุ่นปฏิเสธไม่ลงทุนรถไฟความเร็วสูงร่วมกับไทย แค่ให้กู้ยืมทำโครงการ


Atukkit Sawangsuk

แหม่ วันนี้รสนาโพสต์ได้ใจ แต่กลุ่มอยากเลือกตั้งจะได้มาตรฐานเดียวกันกับเจ๊รสไหมหนอ


"ดิฉันเองก็เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในสมัยรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร แจ้งข้อกล่าวหามาตรา116 เมื่อต้นปี 2549 จากการที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีพันธมิตรพูดเรื่องที่ฟ้องศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนการแปรรูป กฟผ.และต่อต้านการขายหุ้นชินคอร์ปของนายกฯทักษิณโดยไม่เสียภาษี ดิฉันพูดว่าประชาชนไม่ควรเสียภาษีจนกว่านายกฯจะลาออก ดิฉันถูกรวมเข้าไปอยู่ในกลุ่มพันธมิตรรุ่นที่2 ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหามาตรา116

ครั้งนั้นดิฉันและพวกพันธมิตรรุ่น2 ไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาในชั้นตำรวจ โดยส่งเรื่องขอความเป็นธรรมไปที่ศาลอาญาว่าตำรวจตั้งข้อหารุนแรงเกินความเป็นจริง และน่าจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ปิดกั้นการตรวจสอบของประชาชน จึงขอความเมตตาจากศาลเปิดการไต่สวนคดีนี้ก่อนที่จะอนุมัติหมายจับให้ตำรวจมาจับดิฉันและพวก

ศาลอาญาได้ให้ความกรุณาด้วยการเปิดการไต่สวน มีการนำเทปปราศรัยของดิฉันมาเปิดให้ศาลฟัง ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ทำให้ภาระการพิสูจน์กลับไปอยู่ที่ตำรวจที่ต้องพิสูจน์ว่าดิฉันและพวกมีพฤติกรรมอะไรที่เข้าข่ายเป็นการก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร ถ้าหากตำรวจสามารถพิสูจน์ได้ว่าดิฉันมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายตามข้อกล่าวหาของตำรวจ หากศาลอนุมัติหมายจับ ดิฉันก็ค่อยไปมอบตัวในชั้นตำรวจและสู้คดีต่อไป

หลังจากเปิดการไต่สวนในครั้งนั้น ศาลไม่อนุมัติหมายจับ โดยคำสั่งของศาลระบุว่าพวกเราอาจจะใช้วาจาที่ขาดความเคารพไปบ้างแต่ไม่ถึงขั้นจะเป็นความผิดตามมาตรา116 ศาลระบุว่าพวกเรามีความผิดที่ใช้เครื่องเสียงและพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งตำรวจสามารถดำเนินการปรับได้ตามกฎหมาย

คดีนี้ตำรวจอุทธรณ์แต่ศาลก็ยืนตามคำสั่งเดิมเพราะตำรวจไม่มีข้อเท็จจริงใหม่มาหักล้าง ทำให้คดีนี้สิ้นสุดไปโดยไม่ต้องเป็นคดีรกโรงรกศาล

ในขณะที่คดีเดียวกันของพันธมิตรรุ่นที่1 ที่สู้คดีตามที่ตำรวจกล่าวหาใช้เวลาหลายปีกว่าศาลจะยกฟ้องในชั้นศาลฎีกา

การดำเนินคดีในชั้นตำรวจเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องมีความเป็นธรรมและไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ สั่งการของฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือการรัฐประหาร หรือแม้แต่ไม่มีการสั่งการ แต่ตำรวจอาจดำเนินการไปเองเพื่อต้องการเอาใจผู้มีอำนาจก็เป็นไปได้

นายตำรวจเจ้าของคดีที่กล่าวหาดิฉันกระทำผิดมาตรา116 ในสมัยรัฐบาลนายกฯทักษิณ ปัจจุบันก็มีตำแหน่งเป็นสนช.ในรัฐบาลคสช."


Atukkit Sawangsuk

ประวิตรบอกว่า คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปริญญาบอกว่าไม่ใช่ มี รธน.แล้ว คสช.ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ เพียงแต่ยังมี ม.44 ให้มีอำนาจได้ไม่จำกัด เอ๊ะ มันยังไง ชาวบ้านฟังแล้วยังงงๆ

ความจริงก็คือรัฏฐาธิปัตย์นั่นแหละ แต่กลับอ้างกฎหมาย เป็นวิวัฒนาการของรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ใช้อำนาจตามอำเภอใจแต่อ้างว่าใช้กฎหมาย เพราะออกประกาศคำสั่งเป็นกฎหมาย แล้วบอกว่าประชาชนต้องเคารพกฎหมาย บอกว่าไม่ก้าวก่ายตุลาการ แต่ศาลต้องยอมรับว่า ม.44 เป็นกฎหมาย ประกาศคำสั่ง คสช.เป็นกฎหมาย ศาลต้องยอมรับการตรวจค้นจับกุมโดยไม่ต้องขอหมายศาล ศาลต้องยอมรับการเอาคนไปกักในค่ายทหาร ทั้งที่ขัด ป.วิอาญา

รัฐประหาร 57 วิบัติกว่ารัฐประหารยุคสฤษดิ์ ซึ่งบอกโต้งๆ ว่าใช้อำนาจเผด็จการ แต่นี่ใช้อำนาจตามอำเภอใจแต่อ้างว่าชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดภาวะพิลึกพิกล ไร้ตรรกะไร้เหตุผล เช่น ประยุทธ์อ้างว่าเลื่อนเลือกตั้งเป็นอำนาจ สนช. ก้าวก่ายไม่ได้ แต่เพิ่งใช้ ม.44 แก้กฎหมายพรรคการเมืองได้
ก็เหมือนฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เหลือองค์กรอิสระไว้ เหลือ ปปช.และกฎหมาย ปปช.ไว้ เล่นงานนักการเมือง แล้วบอกว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ ปปช.มาจากรัฐประหารตั้งพวกกันเอง

การใช้อำนาจเกินเลย โดยอ้างกฎหมาย แต่ขยายการตีความให้เป็นผลร้าย กับคนที่เป็นเป้าหมาย ไม่ต่างกันเลย ตั้งแต่ยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ศาลยังไม่ตัดสิน ต้องรอศาลปกครองถึง 2 ชั้น แต่ก็อ้างว่ามีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งก็คือ ม.44 แต่ทำราวกับว่าถูกต้องชอบธรรม
เช่นเดียวกับ MBK39 ทวงสัญญาเลือกตั้ง ถูกยัด 116 บ่อนทำลายความมั่นคง อ.ชาญวิทย์ แค่แชร์ ซึ่งหากจะผิดก็คือหมิ่นประมาทเมียประยุทธ์ เมียประยุทธ์ต้องฟ้องเอง นี่ ปอท.อ้างว่าประชาชนเสียหาย เมริงเป็นโคตรเหง้าอะไรของประชาชนวะ?
คนจำนวนมากมองว่า ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้เคลื่อนไหวการเมือง ซุกหัวเป็นนกกระจอกเทศซะ ก็ไม่น่าจะเดือดร้อน แต่ความจริงไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นใน 4 ปีมานี้คือ ภาวะที่รัฐราชการทหารตำรวจเป็นใหญ่ ใช้อำนาจเหิมเกริมตามกันไป อ้างกฎหมาย ถือกฎหมาย ใช้ดุลพินิจแบบเกินเลย กระทบชาวบ้านไปทั่ว เพราะเมื่อไม่มีประชาธิปไตย ประชาชนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีปากเสียงร้องเรียน (มีแต่ศูนย์ดำรงธรรม)
ขณะเดียวกันในเชิงระบอบ สังคมไทยก็มาถึงจุดที่ไม่สามารถปกครองด้วยระบอบกฎหมาย ด้วยรัฐธรรมนูญ อยู่ได้ด้วยอำนาจบังคับ อำนาจรัฏฐาธิปัตย์
ซึ่งอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็กำลังเสื่อม เมื่อเป็นประชาธิปไตยก็เป็นไม่ได้ เป็นเผด็จการก็กำลังขาลง ลองทายดูว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร



Atukkit Sawangsuk

ในขณะที่ประยุดพูดเรื่อง 4.0 นี่คือความเห็นของคนที่เป็นนักคิดในภาคธุรกิจและไม่น่าจะอยู่สีใด (ถ้าดูข้อ 2) ประเทศนี้ไม่มีทางเป็น 4.0 ได้หรอก

Pathom Indarodom

เป็นเวลาเกือบ ๆ 4 ปีที่คนไทยได้คุ้นเคยกับศัพท์ใหม่อย่าง Digital Economy และ Thailand 4.0 แต่ถึงวันนี้ขอฟันธงว่าทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดในบ้านเราอย่างที่หวังไว้แน่ครับ !

1. เทคโนโลยีถูกขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร์อย่างที่คนส่วนใหญ่ในบ้านเรานับถือ เรากราบไหว้ทุกอย่างตั้งแต่พระจันทร์ไปจนถึงควายพิการ
2. เราไม่เคยใช้สื่อออนไลน์ให้ถูกทาง เอาแค่การเมืองเรื่องสีเสื้อแทนที่จะเปิดรับความเห็นต่างให้หลากหลาย เพื่อรับรู้ความคิดเพื่อนร่วมชาติกลับเอาแต่หมกหมุ่นอ่านแต่ความเห็นพวกเดียวกันเองจนตอนนี้แตกแยกกันกว่าเดิมแต่ไม่แสดงออกเท่านั้น
3. ภาครัฐสนองนโยบายแค่ผิวเผิน ทำได้แค่อบรมและประชาสัมพันธ์ไปวัน ๆ แต่ทัศนคติยังเน้นแต่ระเบียบขั้นตอน บ้าพิธีรีตรอง
4. คนรุ่นเก่าหลังเขาดันเป็นคนที่มีบทบาทมีอำนาจและขวางโลกมีให้เห็นทุกองค์กร ฉุดให้ขยับไปไหนไม่ได้
5. แหล่งสร้างคนขั้นพื้นฐานคือโรงเรียนมีมาตรฐานห่างกันเกินไป โรงเรียนที่พร้อมมีหมดทั้งครูและเทคโนโลยี โรงเรียนเล็ก ๆ ขาดทุกอย่าง
6. มหาวิทยาลัยไม่ต้องพูดถึง เปิดมาเยอะแยะเต็มไปหมดจนไม่มีมาตรฐาน เด็กจบมาส่วนใหญ่ทำอะไรไม่เป็น
7. ภาคธุรกิจคนที่พร้อมมีน้อย แต่จะเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากโลกดิจิตอลสูงสุด ทิ้งให้คนส่วนใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันล้าหลังไปเรื่อย ๆ


Atukkit Sawangsuk

็อยู่ไม่ได้ (ถึงพยายามเลื่อนเลือกตั้ง)
ชอบที่ อ.ประจักษ์พูดเรื่องประเทศที่มีความแตกแยกแบ่งเป็นสองขั้วอย่างลึกซึ้งรุนแรง (deep polarization)
"ท้ายที่สุด จุดจบของสถานการณ์เป็นไปได้สามแบบ หนึ่ง ถ้าพลังมวลชนและนักการเมืองเข้มแข็ง ก็จะจบแบบตุรกี นั่นคือ ยึดระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งไว้ได้ แม้ทหารจะพยายามทำรัฐประหาร ก็ไม่สำเร็จ สอง ถ้าพลังของฝ่ายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำเดิมเข้มแข็ง ก็จะจบลงด้วยรัฐประหาร ถูกยึดอำนาจกลับไปเป็นแบบเดิม สาม ถ้าพลังของทั้งสองฝ่ายพอๆ กัน ก็จะนำไปสู่อนาธิปไตยภายใต้รูปแบบที่อาจารย์เกษียรบอก ก็คือสู้กันไปสู้กันมา เหมือนชักเย่อ ไม่มีฝ่ายไหนชนะเด็ดขาด"
ไทยเป็นแบบที่ 3 แล้วก็เลยมาอยู่ใต้อำนาจนิยมพักใหญ่
แต่(ส่วนตัวนะ) ผมมองว่าขั้นต่อไปคืออำนาจนิยมก็จะล่มสลาย
เราอยู่ในภาวะนี้ ตามลำดับ 1.หลังขัดแย้ง 10 ปี คนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตย เบื่อหน่าย เกลียดชัง แตกแยก วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่ได้ทำมาหากิน
2.หลัง คสช.4 ปี คนส่วนใหญ่และคนชั้นกลางเองก็จะเริ่มไม่เอาเผด็จการทหาร มีอำนาจแล้วเหิมเกริม ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ป้องพวก แก้ปัญหาประเทศไม่ตก น่าเบื่อหน่าย รัฐราชการเป็นใหญ่ ทั้งที่ไม่มีความสามารถ มีแต่อภิสิทธิ์
3.แต่เนื่องจากไม่เอาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่สามารถให้คำตอบ ก็ไม่รู้จะหาทางออกยังไง ไม่เกิด 14 ตุลา พฤษภา 35 เพราะไม่มีความหวัง ไม่เห็นอนาคต ได้แต่ทนกันไป แต่อำนาจเผด็จการก็ง่อนแง่น แม้ไม่ล้มเพราะอยู่ได้ด้วยการใช้อำนาจ ด้วยกำลัง ยิ่งถ้ามีเลือกตั้ง ก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ถูกรุมถล่มถูกเตะตัดขา (ชนชั้นนำด้วยกันเองนี่ละตัวดี)
4.Chaos หาฉันทามติหาระเบียบอำนาจใหม่ไม่ได้ง่ายๆ หรอก ไม่มีใครยอมใคร มันก็จะเละไปเรื่อยๆ แบบฉิบหายๆๆ ไปเรื่อยๆๆ แต่ไม่ถึงตายทันที ตามทฤษฎีกบต้ม ไม่ใช่วิบัติแบบที่ทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย อยู่ไม่ได้แล้วนะ ต้องแก้ไข แต่เป็นวิบัติแบบพอทนได้ๆๆๆ เอาตัวรอดกันไปๆๆๆ เป็น Chaos แบบที่ไม่รู้สึกว่ามัน Chaos
สุดท้ายจะลงเอยไงก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แบบนี้ละ สะใจดี


Jom Petchpradab

"ณัฏฐิกา"ผู้ลี้ภัยการเมืองรายล่าสุด เปิดใจ"ชีวิตนี้ขอมีเสรีภาพ โอกาส และความหวัง"

น.ส.ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ หรือ"นัท" นักโทษทางการเมืองของรัฐบาลเผด็จการทหารไทย ด้วยข้อหายุยงปลุกปลั่น และหมิ่นสถาบันฯ ปัจจุบันขอลี้ภัยการเมืองในสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ Thai Voice เกี่ยวกับการตัดสินใจลี้ภัยการเมืองในอเมริกาว่า ข้อหาที่เผด็จการคสช.กล่าวหาตนและเพื่อนๆน้องๆ รวม 8 คน เพราะต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู ทำให้คนที่วิจารณ์คสช.เกิดความกลัว ดังนั้นเมื่อศาลให้ประกันตัวชั่วคราว จึงตัดสินใจหลบหนีออกมา เพราะหากอยู่ในประเทศไทย 2 คดีรวมแล้วอาจจะติดคุก 20 ปี และขั้นตอนการสอบสวนในคดีก็ใช้เวลานานนับสิบปี ชีวิตไม่สามารถกำหนด หรือวางแผนอะไรได้ เหมือนถูกตีตรวนอยู่ตลอดเวลา จึงเลือกที่จะหนีออกมาเพื่อชีวิตที่มีอิสระ เสรีภาพ มีโอกาส และความหวัง อเมริกาเป็นประเทศปลายทางที่ต้องการจะขอลี้ภัย "ขอโทษและขอแสดงความเสียใจต่อ ทนาย เพื่อน ๆ น้องๆ ที่โดนคดีนี้มาด้วยกัน หวังว่าคงเข้าใจ แม้ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่มีโอกาสกลับประเทศไทยแล้ว แต่ก็ยังคงรัก ห่วงใย และจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประชาธิปไตยต่อไป" น.ส.ณัฏฐิกากล่าว.




ขอบคุณเพจ  -  Jom Petchpradab



People GO network

ณ จุดพักปั๊มน้ำมัน มีการจัดกิจกรรมวงเล็กๆ สนทนาเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์และพืชผักผลไม้พื้นบ้าน ในบรรยากาศอบอุ่น ทั้งทีมเดินและเพื่อนๆ ที่มาพบเพื่อน
....
แต่ที่ไม่อบอุ่นคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งให้ออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าเจ้าของปั๊มน้ำมันแจ้งไปว่าไม่สะดวกให้ทีมเดินมิตรภาพใช้พื้นที่พัก แต่พอถามหาฝ่ายเจ้าของปั๊มก็กลายเป็นผู้ที่ดูเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาบอกแทน ทำให้ทีมเดินมิตรภาพต้องออกจากจุดพักเร็วกว่ากำหนด ไม่เป็นไร เราเดินมิตรภาพกันต่อไป อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าใครกันที่ไม่มีมิตรภาพ
...
คืนนี้ยังไม่รู้นอนไหน ที่คาดว่าจะได้นอน ที่ไม่ใช่วัดแล้ว ก็ยังโดนห้ามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก แม้เจ้าหน้าทีตำรวจจะอ้างว่าให้นอนที่วัดทับกวางได้ หรือ บอกว่ามหาเถรสมาคมมีจดหมายให้ทุกวัดดูแลที่พักทีมเดินมิตรภาพ

แต่ก็ไม่มีลายลักษณ์อักษรอะไร
...
หนึ่งในทีมเดินมิตรภาพพูดว่า ตลอดทางพี่ๆ ตำรวจนอกเครื่องแบบทำลับๆ ล่อๆ มาดักถ่ายรูป มาประกบตาม ตลอดเวลา ที่รัฐแถลงว่ากลัวพวกเราไม่ปลอดภัย ตอนนี้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยก็เพราะเจ้าหน้าที่รัฐนี่แหล่ะ อย่างที่ไล่เราออกจากปั๊มก็เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนเราอยู่ที่ปั๊ม พี่ๆ นอกเครื่องแบบก็รายล้อมเราด้วยจำนวนที่น่าจะมากกว่าทีมเดินมิตรภาพเสียอีก ยังไงเราเข้าใจพวกพี่ๆ นะว่าทำงานตามหน้าที่ แต่ทำไมพี่ๆ ไม่ใส่เครื่องแบบมาดูแลเราดีๆ เปิดเผยจริงใจ เหมือนพวกเราที่เดินให้เห็นๆ เดินตากแดดกลางแจ้งให้รู้กันจะๆ ว่าเราเดินไปหาเพือน ไปหาอนาคต ด้วยมิตรภาพ
.....
คืนนี้คงถึงแถวแก่งคอย -- พี่ไม่ได้คอยน้องอยู่ที่แก่งแบบเพลงคาราบาว
แต่เราคอยความจริงใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่รู้ว่าไปอยู่แก่งไหนเสียแล้ว
...
#Wewalkเดินมิตรภาพ




ขอบคุณข้อมูลเพจ  -  People GO network 


Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)

ชาญวิทย์/ไข่แมว สัญญาณการเมืองอันตราย


สำหรับแฟนๆ เพจไข่แมว วันนี้เฟซบุ๊คของนักข่าวสายทหารมาแรงของยุค @Prachaya Nongnuch โพสท์โดยอ้างแหล่งข่าวกองทัพว่า "ไข่แมว" หายไปเพราะถูกบล๊อคครับ แหล่งข่าวบอกว่าเพจทำให้ภาพลักษณ์ผู้นำเสียหาย กองทัพเชื่อว่าเพจแบบนี้หลายเพจเชื่อมโยงกัน ส่วนคนทำเพจปลอดภัย

ถ้าข่าวนี้จริง ต้องจับตาดูครับว่าจากนี้จะมีการทำลายเพจที่กองทัพไม่พอใจอีกหรือไม่ , แอดมินเพจ "ไข่แมว" ปลอดภัยหรืออยู่ในอันตราย , แอดมินเพจอื่นจะโดนแบบนี้แค่ไหน เพราะ "ไข่แมว" ไม่ใช่เพจเดียวแน่ที่ล้อเลียนรัฐบาล

กรณี "ไข่แมว" เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลนี้กลับมาจัดการกับคนเห็นต่างเข้มข้นอีกครั้งแล้วครับ เพราะเรื่องเกิดเวลาเดียวกับที่ตำรวจแจ้งความอาจารย์ชาญวิทย์กรณีกระเป๋าภรรยาคุณประยุทธ์ รวมทั้งการสกัดไม่ให้ประชาชนเดินกรณีไปขอนแก่นในวันเสาร์ที่ผ่านมา

สถานการณ์รัฐบาลขาลงทำให้รัฐบาลกลับมาใช้ยุทธศาสตร์ปิดปากคนเห็นต่างมากขึ้น สัญญาณนี้อันตราย ถ้าคำนึงว่าปีที่แล้วรัฐบาลมีท่าทีผ่อนปรนจนลดการอุ้มคนเข้าค่ายทหารน้อยลง และทั้งหมดนี้จะอันตรายมากขึ้น หากความนิยมรัฐบาลยังลดลงไม่หยุด เพราะการปิดปากคนเห็นต่างจะเป็นทางออกที่รัฐบาลใช้เพื่อสร้างคะแนนนิยมขึ้นมา


การเมืองไทย ในกะลา

"น้องแตม"ยำใหญ่"ครม.ประยุทธ์"เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีกับ"เด็ก"

นายสัณหณัฐ ศรัทธาพร หรือ น้องแตม เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ให้สัมภาษณ์ Thai Voice / https://m.facebook.com/story.php… เกี่ยวกับคำขวัญวันเด็ก เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ว่า

"ทั้งคำขวัญและวันเด็กที่ผู้ใหญ่จัดขึ้น ไม่มีความหมายสำหรับเด็กโดยส่วนใหญ่ นอกจากเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของผู้ใหญ่ เพราะเด็กไม่มีส่วนร่วมและไม่ได้คิดเอง เมื่อเด็กคิดผู้ใหญ่ก็มักจะมองเป็นเรื่องผิด

ผมเห็นว่า รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นไม่มีอะไรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีกับเด็กได้เลย ทั้งอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่มีธรรมาภิบาล มีการทุจริตคอรัปชั่น อีกทั้งมักทวงบุญคุณกับประชาชนทั้ง ๆ ที่รัฐประหารเข้ามา

จึงเห็นว่า ไม่ควรที่จะมีอำนาจอยู่ต่อไป และไม่เห็นด้วยที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังมีการเลือกตั้ง"

Cr.Facebook : Jom Petchpradab
https://m.facebook.com/story.php…


Atukkit Sawangsuk

นี่ก็พูดขึงขัง แต่ฟังไปฟังมา เหมือนลูกน้องท่านจะไม่ผิดอีกละ


"ตรวจสอบทราบว่านายทหารสังกัด สวพ.ทบ.มีหน้าที่ดูแลการวิจัยทำหน้าที่ดูแลโครงการดังกล่าว (แอปเฉลิมพระเกียรติ ร.9) เดินทางไปต่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ สตง.มาตรวจสอบ จากนั้นเราได้ตรวจสอบการลาพบว่าลาถูกต้องตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน และกลับมาทำงานช่วงเดือนธันวาคม 2560 ดังนั้นครุภัณฑ์ที่นายทหารคนดังกล่าวรับผิดชอบ ที่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง โทรศัพท์ 3 เครื่อง เครื่องปรินเตอร์ และองค์ประกอบที่ใช้ทำงานวิจัย โดยนายทหารคนดังกล่าวไม่ทราบว่าจะมีการตรวจสอบจึงนำอุปกรณ์เหล่านั้นเก็บไว้ที่บ้าน จึงไม่สามารถให้ สตง.ตรวจสอบได้ แต่หลังจากที่กลับมา สตง.ได้เดินทางมาตรวจสอบอีกครั้งเมื่อ 25 ธันวาคม 2560 และนำเอาอุปกรณ์เหล่านั้นมาชี้แจง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบก็เข้าใจตรงกันและไม่เป็นประเด็นแล้ว"

https://mgronline.com/politics/detail/9610000003671

เอาละ คงเป็นความผิด สตง.ที่เข้าไปตรวจทหาร โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เลยเอาอุปกรณ์ไปไว้ที่บ้าน แต่มันไม่ใช่แค่นั้นสิครับ เพราะ สตง.ตรวจพบว่า บริษัทที่เป็นคู่สัญญา มีกรรมการบริษัทชื่อเดียวนามสกุลเดียวกับ พ.อ.ผู้รับผิดชอบโครงการ แต่ใช้นายนำหน้า

https://www.pptvhd36.com/…/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B…/73805

"ทีมข่าว PPTV ตรวจสอบไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท อาตาปี จำกัด ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในกองทัพบกในโครงการนี้ จดทะเบียนเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2545 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มีชื่อ นายรัตติพล ตันยา เป็นหนึ่งในกรรมการบริษัท ซึ่ง พ.อ.รัตติพล (ตันยา) ที่อ้างว่าไปต่างประเทศและนำครุภัณฑ์กลับไปด้วยในช่วงที่ สตง.มาตรวจสอบ มีสถานะเป็นผู้ดูแลโครงการนี้ด้วย บริษัทนี้ตั้งอยู่เลขที่ 103/10 ซ.พหลโยธิน 14 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร"

แล้ว ผบ.ทบ.ว่าไง ในข่าว PPTV ท่านว่า "อาจเป็นการทำวิจัยร่วมกัน เพราะเป็นผู้ที่มีความชำนาญ"

ในข่าวผู้จัดการมีรายละเอียดมากขึ้น "โครงการนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกัน ไม่ได้ขัดกฎของกองทัพบกแต่อย่างใด ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในมีการทำบันทึกไว้ที่หน่วย แล้วตนก็มาตรวจสอบทราบว่า สตง.จะทำเรื่องมาที่ตน แต่ในขั้นตอนการชี้แจงเราชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว ถ้ามีข้อสังเกตใดๆ เพิ่มเติม หรือมีความผิดปกติ ที่ตนต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนตนก็จะดำเนินการ ถ้ามีความผิดก็ต้องลงโทษทางวินัย"

ทำวิจัยร่วมกัน? เลยไปเป็นกรรมการบริษัทที่เป็นคู่สัญญา? แต่ก็ไม่ได้ใช้ พ.อ.นำหน้า หลบไปใช้นาย แบบนี้ ผบ.ทบ.บอกว่าไม่ขัดกฎกองทัพบก?

ในข่าว PPTV "นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า ข้าราชการทหารไม่สามารถรับงานของกองทัพได้ ถือว่าผิดระเบียบกระทรวงกลาโหม ฐานมีผลประโยชน์ทับซ้อน"


Atukkit Sawangsuk

"ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" 🤣🤣🤣
คนอะไร แพ้หมดตูดยังคุยฟุ้ง

สายข่าวรายงาน งานเลี้ยงเกษียณ สุทธิชัย หยุ่น (หลังฉาย บุนนาค ฮุบหุ้นจนไม่มีที่ยืน) เปี่ยมด้วยบรรยากาศอันตื้นตัน อวดโอ่จุดยืนและผลงานของค่ายเนชั่น จนถึงกาลอวสาน

เริ่มจากน้องชาย เทพชัย หย่อง กล่าวว่าภาวะเช่นนี้สังคมไทยกำลังต้องการสื่อที่มีจุดยืน เราต่อต้านเผด็จการทหารมาจนถึงเผด็จการนายทุน ต้านทุกเผด็จการ (กระทั่งเป่านกหวีดด้วยตัวเอง 55) โดยยังอ้างผลงานย้อนยุค ว่าช่วงที่มีข่าวโอ๊กโกงข้อสอบ มีผู้บริหารระดับบิ๊กรายหนึ่ง รับงานทักษิณมาสั่งปิดข่าว แต่ก็ไม่มีใครสั่งให้เราทำผิดจริยธรรมได้ นั่นคือความยิ่งใหญ่ในยุคไล่ทักษิณ (555 ตัวตายยังไม่วายชูป้ายโค่นระบอบทักษิณ)

สุทธิชัยพูดยาว สรุปได้ 2 ข้อว่า 1.ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา เรายืนหยัดต่อต้านอำนาจทุกชนิด (แต่แพ้เซียนหุ้น 555) 2.พูดถึงการปรับตัวของสื่อ ที่พยายามพูดมาหลายปี ปรับตัวแล้วแต่ยังช้าไป นับแต่นี้ ชาวเนชั่นต้องปรับตัวให้อยู่รอดและรักษาความเป็นเนชั่นไว้ (ภายใต้การบริหารโดยไอ้ต้อยไอ้ช้าง 555)

สุทธิชัยยังบอกในช่วงตอบคำถามพนักงาน ว่าจะยุติบทบาทหน้าจอสิ้น ก.พ.และจะเขียนคอลัมน์'กาแฟดำ 'ชิ้นสุดท้ายในกรุงเทพธุรกิจ 28 ก.พ.61 และย้ำให้ตื้นตันฟูมฟายว่า ทิศทางเนชั่นหลังจากนี้ อยู่ที่พนักงานทุกคนไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

"...หวังว่าเมื่อผมเกษียณไปแล้ว ทุกคนจะยังคงความเป็นเนชั่นอยู่ต่อไป ...." โถๆๆๆๆ ฟังไปก็น้ำตาซึม 😢😍😂

ตอนท้ายมีการแจกกุหลาบให้ผู้ร่วมงานทุกคน


Atukkit Sawangsuk

https://www.khaosod.co.th/politics/news_695115

ประเทศบ้าจี้ ตีปี๊บว่ามีความยุติธรรม แค่เสก โลโซ ยิงปืนขึ้นฟ้า ผบ.ตร.ต้องนำหน่วยอรินทราชบุกจับด้วยตัวเอง ฉลองวันส่งท้ายปีเก่า ผบ.ตร.ประเทศนี้ไม่มีงานใหญ่กว่านี้ทำแล้วหรือ จึงต้องมาเรียลลิตี้โชว์ (พอไปถึงเมืองคอน ผู้การก็เอาไปสอบเอง ไม่ยักให้ สภ.สอบ)

เสกทำผิด นิสัยเสีย เมา กร่าง ฯลฯ ก็ว่าไปตามผิด แต่สังคมไทยเอาเป็นเอาตาย เป็นเรื่องใหญ่โต เหตุหนึ่งก็เพราะเป็นคนดัง "วัฒนธรรมเซเลบส์" ทำดีก็ยกย่องกันแบบโลกนี้ไม่มีใครเทียบ ทำเสียๆ หายๆ ก็ต้องเอาแม่-ให้ตายอย่าได้ผุดได้เกิด

แบบว่าศิลปินดังจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง รณรงค์งดเหล้าเลิกบุหรี่ สวดมนต์ข้ามปี หรือสร้างชื่อเสียงให้ประเทศจนได้เข้าพบลุงตู่สิ ทั้งที่เรื่องส่วนตัวหัวหกก้นขวิดอย่างไรก็เรื่องของแต่ละคน ถ้าทำตัวเสียหายแฟนเพลงควรจะเสื่อมความนิยม แต่พอดีเสกเป็นข้อยกเว้น ฉาวยังไงก็ยังมีแฟนคลับเหนียวแน่น (ที่จริงไม่แปลก ร็อกเกอร์เมืองนอกก็แบบนั้ตั้งเยอะ แฟนๆ อาจชอบเพราะเป็น idol แหกคอกหลุดโลก โดยไม่ได้บอกว่าจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง)

อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องเอาเป็นเอาตาย คือรัฐไทยพยายามจะโชว์ว่า "กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย" คนดังแค่ไหนก็ไม่มียกเว้น ต้องจัดการให้เป็นเยี่ยงอย่าง โธ่ถัง เสกมันมีเส้นสายที่ไหนกัน แค่มีแฟนเพลงกับมีสตางค์จ้างทนาย ลองเจอคนมีเส้นมีสายจริงๆ สิ

ก็อย่างที่เสื้อแดงส่วนหนึ่งเย้ยว่า เก่งแต่กับเสกยิงปืนขึ้นฟ้า ทีพวกควงปืนยึดทำเนียบยึดสนามบินปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้งยังลอยนวลนั่นละ แม้ฟังดูแถๆ หน่อยแต่ก็แทงใจดำ

มองให้กว้างออกไป หลังรัฐประหารเกือบ 4 ปี รัฐทหารศาลตำรวจ พยายามจัดระเบียบสังคม ให้ประชาชน "เคารพกฎหมาย" สั่งสอนคนไทยให้มีวินัย อย่าทำอะไรตามใจตัวเอง จากที่เคยบ่นกันว่าคนไทยไม่มีระเบียบวินัยเสียเลย หลังมีคนปิดถนนปิดเมือง พระปิดศูนย์ราชการ เรียกหารัฐประหาร ทหารก็เข้ามาจัดระเบียบ ให้คนไทย(ไม่รวมไอ้พวกนั้น)ซ้ายหันขวาหัน

เดี๋ยวนี้คนไทยทำอะไรตามใจชอบไม่ได้แล้วนะ ตั้งแต่รถตู้ แมงไซค์ หาบเร่แผงลอย ฯลฯ การทำมาหากินต่างๆ ไปจนจัดงานเทศกาลรื่นเริง จะสนุกก็ต้องขออนุญาต อย่างปีใหม่ที่ผ่านมาเพิ่งได้เห็นพลุสว่างไสว ก็เพราะมีคำสั่ง คสช.ยกเว้นคำสั่ง คสช. อนุญาตให้จุดพลุได้ 2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตนายอำเภอ

บางคนอาจมองว่า การจัดระเบียบต่างๆ มีข้อดี แต่ 4 ปีผ่านไป โดยไม่ทันรู้ตัว คนไทยที่บางทีอาจทำอะไรตามใจฉันบ้างแต่ก็มีสิทธิตัดสินใจของตัวเองตามสมควร ได้ถูกทำให้เป็น "ประชาชนใต้ใบอนุญาต" จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รัฐราชการที่ใหญ่โตขึ้นมีอำนาจมากขึ้นเข้ามายุ่งกับเราทุกอย่าง โดยอ้างว่าต้องดูแลประชาชนด้วยความห่วงใย

คือถ้าทุกคนไม่สามารถทำตามใจตัวเอง ก็ไม่ว่าไรเลยนะ นี่ี่มันเข้มงวดกฎจราจรกับชาวบ้านแต่ทหารปิดถนนแต่งงานเฉยเลย

ในกระบวนการยุติธรรมก็เช่นกัน เราจะเห็นว่าเมื่อเกิดคดีดังๆ เป็นกระแสไล่ล่าผู้ร้ายโดยลูกขุนออนไลน์ หรือรายการทีวีเอาไปขยี้ๆ ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐก็จะเป็นพระเอก รับไปจัดการทันที เพื่อให้เกิดภาพว่านี่คือสังคมที่มีความยุติธรรม อัยการ ศาล ก็จะออกมาพูดพร่ำเรื่องความสัตย์ซื่อ เพื่อให้คนลืมสองมาตรฐาน ลืมว่ายังมีอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมาย มี ม.44 ออกคำสั่งเป็นกฎหมาย

ไม่ได้แก้ตัวให้เสกเลยนะ เสกก็ผิดนั่นละ แบบเสกทำผิดกฎหมายเป็นผู้ร้าย แต่พวกทำลายกฎหมาย เป็นคนดี

(ลิงก์ข่าวสดไม่รู้มีปัญหายังไง แชร์ไม่ขึ้น แต่กดไปตามลิงก์บทความจะขึ้น)


Posted: 28 Dec 2017 09:21 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใบตองแห้ง

ซูเปอร์โพลยกลุงตู่กับพี่ตูนเป็นขวัญใจมหาชน ด้านการเมือง ด้านบันเทิง แบบทิ้งห่างคู่แข่ง กรุงเทพโพลล์ยกพี่ตูนเป็นบุคคลน่าชื่นชมยกย่องที่สุดในรอบปี แบบทิ้งห่างลุงตู่ 83.5% ต่อ 11.4%

แหม่ ไม่ค่อยจะเป็นธรรม เอามาวัดกันได้ไง ลุงตู่ไม่ใช่ซุป”ตาร์ แต่เป็นซุป”ฮีโร่เหมือนกันนะ ไปพิษณุโลก สุโขทัย ประชาชนยกให้เป็นฮีโร่ ตูนก็บรรลุเป้าหมาย วิ่งถึงแม่สาย วันเดียวกัน

กระนั้นไม่เป็นไร ยกย่องตูนไปเถอะ ลุงตู่ชอบด้วยซ้ำ เพราะตูนทำเพื่อชาติ เหมือนที่ลุงตู่ทำมา 3 ปี ต่างแค่วิธีการ

คนหนึ่งเป็นนักร้อง คนหนึ่งเป็นนักให้โอวาทออกทีวี ทำความดีเหมือนกัน ลุงตู่จึงสนับสนุนทุกอย่าง สั่งตำรวจทหารอำนวยความสะดวก ส่วนราชการ จังหวัด ผู้ว่าฯ ช่วยระดมเงินบริจาค แม้แต่กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน ก็ต้องระดมเงินช่วย จะแบมือรอรับเฉยๆ ได้ไง

กระแสบ่นว่ารัฐบาลเอาแต่ซื้อรถถัง เรือดำน้ำ ไม่จัดงบให้ โรงพยาบาลอย่างเพียงพอ ก็เลยเงียบหายไป กลายเป็นรัฐบาล กองทัพ ร่วมสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่กับตูน (และท่าน ว.) นี่ก็เพิ่งส่งเครื่องบิน ทบ.ไปรับ

แน่ละครับ รัฐบาลยินดีสนับสนุนเต็มที่ ให้ตูนเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำความดี เป็นพรีเซ็นเตอร์แห่งความร่วมแรงร่วมใจ มีปัญหาอะไรเราก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ ไม่ใช่เอาแต่บ่น เอาแต่เรียกร้อง หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ต้อง “ทำมากกว่าพูด”

อ๊ะอ๊ะ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าตูนเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพราะตูนไม่ได้คิดอะไร คิดแค่จะช่วยโรงพยาบาล เหมือนเคยทำที่บางสะพาน แต่พอเริ่มโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ก็กลายเป็นอภิมหาปรากฏการณ์ ซาบซึ้งตื้นตันใหญ่โต เพราะสังคมไทยกำลังโหยหา “ไอดอลแห่งความดี”

จนบางคนคาดหวังไปไกลว่า ตูนจะสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้คนไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งความกลมเกลียวของคนในชาติ ที่ขัดแย้งมาสิบปี สร้างพื้นที่ตรงกลางที่คนโหยหา

ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ นั่นมันหน้าที่ของน้องเกี่ยวก้อยหน้าดำ มาฝากความหวังพี่ตูนของน้องก้อยรัชวินได้ไง

เพียงแต่พอตูนวิ่ง ระดมเงินบริจาค ก็ต้องอาศัยทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งวัฒนธรรมไทยใจบุญสุนทานแต่โบราณ วัฒนธรรมคลั่งไคล้ดาราเซเลบในสมัยปัจจุบัน วัฒนธรรมโปรโมชั่นงานอีเวนต์แบบแกรมมี ฯลฯ มาเป็นเครื่องมือทำความดี รวมทั้งอาศัยการอุปถัมภ์จากทุกฝ่าย จะปฏิเสธความคาดหวังได้อย่างไร ใครเกาะกระแสทำบุญก็ต้องรับ

แต่หลังจากนี้ เชื่อว่าตูนฉลาดพอที่จะเฟดตัวเองไปอยู่ในจุดที่เหมาะสม เพราะรู้ว่าไม่ง่ายนักที่จะมาเป็นไอดอลแห่งพื้นที่ตรงกลางอะไรนั่น

ว่าที่จริง รัฐบาลก็ไม่ได้ต้องการให้ตูนมาสนับสนุน แค่ต้องการให้เป็นไอดอลแห่งการทำดี เป็น “ฮีโร่ในระบบ” ผู้นำกระแสจิตอาสา เสียสละ ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อชาติบ้านเมือง

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านประชามติและประกาศใช้ ก็ได้กำหนดโครงสร้างอำนาจที่จัดลำดับชั้นไว้อย่างมั่นคงแน่นอน ไม่สามารถพลิกผันด้วยอำนาจเลือกตั้ง อย่างหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐแห่งความมั่นคงเริ่มกระชับอำนาจทางความคิด ทางวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนยอมรับระบบที่กำหนด และเป็น “คนดีของระบบ” ซึ่งมีหน่วยงานความมั่นคงเป็นศูนย์กลาง

รัฐจึงปลูกฝังให้ประชาชนเป็นพลเมืองดี สำนึกในหน้าที่ เชื่อมั่นในรัฐบาลที่ใช้อำนาจเป็นกฎหมาย ไม่ต้องมาจากเลือกตั้ง เพราะใส่นาฬิกาธรรมาภิบาล

ประชาชนมีหน้าที่ร่วมมือเชื่อฟังข้าราชการ ตำรวจ ทหาร กอ.รมน. ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามลำดับชั้น ร่วมกันทำความดี เช่น บริจาคทำบุญ ช่วยผู้ยากไร้ รักสัตว์ ปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม งดเหล้าเข้าพรรษา สวดมนต์ข้ามปี อย่านั่งท้ายรถกระบะ (เพราะรัฐบาลห่วงใย)

ถ้าเชื่อฟังแล้วรัฐบาลจะดูแลให้ทุกอย่าง จะทำให้หายจน แจกของขวัญ แจกบัตรคนจน ไม่ต้องฝากความหวังกับการ เลือกตั้ง เพราะเลือกอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนหมดสมัยแล้ว ต้องเป็น “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” คือร่วมมือเชื่อฟังอย่างนี้แหละ

ตูนจึงเป็นจิ๊กซอว์ที่โผล่มาโดยบังเอิญ ในขณะที่รัฐกำลังต้องการฮีโร่ของระบบ คนดีของระบบ รวมทั้งสังคมก็กำลังโหยหาไอดอลแห่งความดี

ขณะที่พวก “เด็กดื้อ” หัวแข็ง ต่อต้านโครงสร้างอำนาจ วิพากษ์วิจารณ์ระบบ ก็จะถูกเบียดขับออกไปเป็นคนนอกของสังคม แบบไผ่ ดาวดิน, เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, รังสิมันต์ โรม, จ่านิว ฯลฯ พวกเรียกร้องเสรีภาพประชาธิปไตยทั้งหลายก็จะกลายเป็นพวกชังชาติ โทษฐานไม่ยอมร่วมสร้างชาติ และจะรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา”

นั่นคือภาพที่ตัดกันในรอบปีที่ผ่านมา



ที่มา: www.khaosod.co.th

ไขลานความคิด

ออนไลน์กันมากขึ้น แต่การจะปล่อยให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปโดยไม่ช่วยเหลืออะไรเลยก็ดูจะใจดำไปหน่อย

หากมองไปที่ธุรกิจทีวีดิจิตัลแล้ว กสทช.เรียกเก็บค่าใบอนุญาตในราคาสูงมาก ขณะที่การกระจายกล่องรับสัญญาณยังคงไปได้ไม่ทั่วถึง ในเมื่อผู้ประกอบการเองก็ต้องมีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปในทุกๆเดือน การผ่อนปรนอย่างพักชำระค่าใบอนุญาตหรือลดราคาลงมาน่าจะช่วยได้ทางหนึ่งแต่ก็ไม่เกิดขึ้น แม้รัฐบาลจะมีกฎหมายพิเศษอย่าง ม.44 ที่เสกอภินิหารทางกฎหมายอย่างไรก็ได้ก็ไม่ได้นำมาใช้ หากแต่ตรงกันข้ามสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านอย่าง voice tv กลับถูกใบเตือน พักรายการ พักการออกอากาศมานับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่านอกจากไม่ช่วยแล้วยังเหยียบซ้ำ
.
อย่างไรก็ตามจุดแข็งของ voice tv นั้นคือโลกออนไลน์มาตั้งแต่ก่อนเป็นทีวีดาวเทียมและก่อนก้าวเข้ามายังดิจิตัลทีวีเสียอีก รายการและข่าวสารต่างๆของ voice tv ถูกกระจายลงไปในโลกโซเชียลจำนวนมาก เรียกว่าแชร์กันไม่หวาดไม่ไหว ดังนั้นการปรับตัวให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้อย่างที่ฝั่งนิยมเผด็จการถากถางกัน เข้าใจเสียใหม่นะจ๊ะ


Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)

สถานการณ์พลเอกประวิตรยังไม่ดี ชายชาติทหารเดินหนีสื่อเกือบ 20 วัน สะท้อนความหวั่นไหวที่ไม่ปกติ นายกนายพลสั่งให้สื่อหยุดก็ยังไร้สื่อฟัง รองนายกนายพลอีกรายบอกสื่อให้เบาหน่อยก็ไม่มีใครเชื่อ ทุกคนเดินหน้าไล่บี้ไล่ขยี้ระดับจะเอากันให้พัง

วันนี้พลเอกประวิตรโดนแฉว่าซุกนาฬิกาหรูอีกสองเรือนครับ เรือนแรกชื่ออ่านยาก เรือนสองโรเลกซ์แบบโคตรไฮโซ สองเรือนรวมกันราว 1.6 ล้าน รวมกับ Richard Mille, Patek , Rolex ฯลฯ ที่ถูกแฉก่อนอีกสี่เรือน มูลค่าตอนนี้อาจถึง 14 ล้านแล้ว ยังไม่รวมอีกห้าหกเรือนซึ่งยังไม่ระบุยี่ห้อและราคา

ตอนนี้เหมือนวัดกันครับว่าใครจะอึดกว่ากันระหว่างพลเอกประวิตรและสื่อ รองนายกนายพลหวังปิดเรื่องโดยหนีสื่อถึง 8 ม.ค. วันที่ ปปช.ให้แจ้งที่มาทรัพย์สิน ส่วนสื่อสู้โดยไล่แฉนาฬิกาแพงสร้างกระแสไม่เลิก ขณะที่เพื่อไทย/ประชาธิปัตย์ ขย่มเรื่องนี้ไม่หยุด

ถ้ารองนายกนายพลแมนๆ แถลงเรื่องนี้ให้ชัดก็จบ แต่พอท่านต่ำแมนขั้นงัดมุขมีเพื่อนสุดรักให้ยืมนาฬิการาคาหลายล้าน ภาพลักษณ์ท่านยิ่งดูเละ และเผลอๆ อาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ห้อยคอรัฐบาล


Posted: 18 Dec 2017 09:18 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)

ใบตองแห้ง

รัฐบาลปลื้มใจโลกให้การยอมรับ มิชลินให้ดาวเจ๊ไฝไข่เจียวปู อียูกลับมาฟื้นความสัมพันธ์ ธนาคารโลกยกไทยหลุดพ้นความยากจน สหรัฐฯ ก็ปลดพ้นจากประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ

อ้อๆ UN ยังรับรองวันที่ 12 ธ.ค. เป็นวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล ตามข้อเสนอของกลุ่ม FGPH ที่ไทยเป็นประธาน เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

รัฐประหารมา 3 ปีกว่า นายกฯเพิ่งยืดอกคุยได้ว่าชนะใจชาวโลก (ช่วยกันลืมๆ หน่อยนะว่า อียูตั้งเงื่อนไขไปสู่เลือกตั้ง) เหลือแต่คนไทยด้วยกันนี่แหละ จ้องทำลาย ไม่ลดราวาศอกเลย
โธ่เอ๋ย แค่เรื่องแหวนเพชรกับนาฬิกา ก็เอามารุกเร้าอยู่ได้ ไม่เห็นหรือ ดุสิตโพลยังอยากให้ลุงตู่สุภาพ ใจเย็น ไม่ดุ ถ้าจะให้ไม่ดุ ก็ต้องมีพี่ป้อมอยู่ช่วย รู้ไว้เสียด้วย

สื่อยักษ์ใหญ่เปรียบสถานการณ์ตอนนี้ว่า “ได้นอก เสียใน” ใช่เลย การเมืองภายในวันนี้ ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีแค่พวกเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ขยายไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ และอีกหลายพรรค ซึ่งกำลังตั้งแง่รัฐบาล “ต่อท่ออำนาจ” ขณะที่ฝั่ง NGO ภาคประชาสังคม ที่เคยใส่เสื้อเหลืองก็กลับมาเป็นปฏิปักษ์กับนโยบายการลงทุนแบบ “ทักษิณคิด ประยุทธ์ทำ” จนถึงจุดเดือดในวันสลายม็อบต้านโรงไฟฟ้า

แถมพี่ป้อมยังมาประสบอุบัติเหตุอีกต่างหาก ถูกรุมวิพากษ์เป็นกระแสสาธารณะ ขนาด “แอ๊ด คาราบาว” ยังออกมาโชว์นาฬิกา เห็นเลยว่าหนักหนาสาหัส

กระนั้นหากมองภาพรวม รัฐบาลก็ยังอยู่ได้สบายๆ ไม่มีใครโค่นได้หรอก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกาศ “เทคออฟ” ภาคธุรกิจการค้าชอบ อยากให้รัฐบาลอยู่นานๆ ด้วยซ้ำ เพราะมีความมั่นคงแน่นอน เศรษฐกิจฐานราก หลังเปลี่ยนรัฐมนตรี ก็พยายามอัดฉีดครั้งใหญ่ เช่น จะปลดหนี้ ล็อบบี้ราคายาง แจกกระทั่งเบี้ยเลี้ยง อพปร. (เข้าใจตรงกันนะ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรไม่มีทางแก้ได้ ต้องใช้วิธีอัดฉีดเงินลงชนบท เช่น ตำบลละ 5 ล้านหรือโครงการ 9101 ในช่วงที่ผ่านมา)
รัฐบาลมั่นคงแน่นหนาทุกอย่าง มีปัญหาอย่างเดียว คือการไปสู่เลือกตั้ง หรือพูดอีกอย่าง จะต่อท่ออำนาจไปสู่การเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่เข้มแข็งมั่นคงได้อย่างไร

แน่ละ รัฐธรรมนูญล็อคกลไกไว้หมด ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ สกัดพรรคการเมืองไม่ให้เป็นรัฐบาล แต่การเปลี่ยนไปสู่นายกฯ คนนอกที่ไม่มี ม.44 และต้องมีฐานเสียง ส.ส. ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

ถ้า 2 พรรคใหญ่ไม่เล่นด้วย แม้ไม่ร่วมมือกันแต่กระหนาบอยู่คนละข้าง จะเอา ส.ส.รัฐบาลมาจากไหน ถ้ากวาดต้อนนักการเมืองเก่าเข้าพรรคใหม่แบบสามัคคีธรรม จะอธิบายคนชั้นกลางในเมืองที่เป็นฐานเสียงอย่างไร ถ้าไม่มี ม.44 แม้ใช้อำนาจเข้ม แต่จะปิดกั้นเสียงวิจารณ์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการชุมนุมเคลื่อนไหวได้อย่างไร

โจทย์เหล่านี้แก้ไม่ตก มีแต่ทางตันจึงเห็นบางคนออกอาการ อยากเลื่อนเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองก็รู้ทัน เมื่อไพบูลย์ นิติตะวัน ใจตรงกับสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปยื่นแก้กฎหมายพรรคการเมืองจึงถูกโวยลั่น เช่นเดียวกับสมศักดิ์ เทพสุทิน โผล่มาเสนอ ส.ส.ไม่สังกัดพรรค

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดถูกแล้วว่าถ้าอยากอยู่ยาว ไม่มีเลือกตั้ง ก็พูดให้ชัด เศรษฐกิจ การเมือง จะได้เห็นภาพแน่นอน
ไหนๆ ก็คุยว่าโลกยอมรับ ต่างชาติแห่ลงทุน ปีหน้าจะเทคออฟ ก็บอกไปเลย ไม่มีเลือกตั้ง อยู่อย่างนี้อีก 3 ปี 7 ปี เดิมพันไปเลย


ที่มา: คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร นสพ.ข่าวหุ้น


สังคมไทยแม่-บ้ายาแรง ออกกฎหมายจ้องเอาผิด เอาโทษแรง ความผิดกว้าง แล้วคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่ลืมคิดไปว่าปฏิบัติไม่ได้ ปฏิบัติยาก สุดท้ายก็เลือกปฏิบัติ

นี่ตั้งแต่กฎจราจรไปถึงการเมือง ปราบเด็กแว้น ไปถึงปราบโกง กฎหมายแรงยิ่งเปิดช่องให้ใช้อำนาจใช้ดุลพินิจ กฎหมายจุกจิกเอาเข้าจริงไม่ได้ใช้ จะขุดมาใช้เวลาจ้องเล่นใคร
ยกตัวอย่างจะออกกฎหมาย ปปช.บังคับผัวเมียนอกสมรสต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรคือนอกสมรส (ผมเป็นคนโสด จะยุ่งกับใครก็ได้) มันเปิดช่องให้ใช้การตีความ ขัดหลักกฎหมายที่ต้องมีความชัดเจนแน่นอน พอพื้นที่ตีความกว้าง อยากปล่อยใครก็ได้ อยากเอาผิดใครก็ได้ เกิดสองมาตรฐาน หลายมาตรฐาน
แต่คนไทยก็จะคิดว่ามันแก้ปัญหาได้ คนออกกฎหมายก็จะได้รับการยกย่องเป็นคนดี ไม่คิดเลยว่ามันสร้างภาระ และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม
เช่นการออกใบแดงเพียงเพราะ "เชื่อได้ว่าทุจริต" แต่ไม่ได้พิสูจน์ทุจริต ตัดสิทธิ แล้วก็ค่อยทำให้คนคล้อยตามว่าเป็นความยุติธรรม ไปจนกระทั่งยุบพรรคได้ ย้อนสู่กฎหมายโบราณ ผิดคนเดียวตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร การลงโทษที่เกินสมควรแก่เหตุ และจริงๆ ก็เลือกปฏิบัติทางการเมือง
การมีกฎหมายจ้องจับผิดคนมากเกินไป ก็เหมือนระเบียบราชการ เคร่งครัดจุกจิกเต็มไปหมด จนทำอะไรก็ผิด ไม่อยากมีความผิด ก็อย่าทำ
ขณะที่กลไกความยุติธรรมก็ยังไม่สามารถปฏิบัติอย่างเสมอหน้า แต่มีกฎหมายจับผิดเต็มไปหมด แค่เดินถนนไม่ข้ามทางม้าลาย ทิ้งขยะ ขับปาดเส้นทึบ ขี่แมงไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อค ขี่ในช่องทางด่วน ฯลฯ ตำรวจไม่มีกำลังไม่มีเวลามาจับ พอจับใครก็กลายเป็นเลือกปฏิบัติ (อ้าว ใครๆ ก็ทำกัน)
การมีกฎหมายมากๆ แต่บังคับใช้จริงไม่ได้ มันทำลายกฎหมาย ทำลายความยุติธรรม พอออกกฎหมายที่มันเว่อร์มันแรงเกิน ก็ยิ่งซ้ำเติมไปใหญ่
เหมือนตรวจจับความเร็ว จับรถหรูๆ แพงๆ ขับปาดซ้ายป่ายขวา ยังไม่ได้ จะมาไล่จับชาวบ้านนั่งหลังรถกระบะ
เหมือนนาฬิกายังตรวจสอบไม่ได้ จะไปไล่ตรวจเมียนอกสมรส จะไปดักฟังชาวบ้าน




Atukkit Sawangsuk

ชอบๆๆ คำอธิบายนี้ "บิทคอยน์ ได้กลายสภาพเป็น “ปีศาจแห่งยุคสมัย”"
...........................
บิทคอยน์ ได้กลายสภาพเป็น “ปีศาจแห่งยุคสมัย” ที่ท้าทายอำนาจของธนาคารกลางทั่วโลกไปเรียบร้อยอย่างเป็นทางการแล้ว

เหตุผลเพราะ บิทคอยน์ปฏิเสธอำนาจของธนาคารทุกแห่ง โดยมองว่า จุดยืนทางด้านปรัชญาของธนาคารกลางคือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง แต่บิทคอยน์ต้องการการกระจายอำนาจจากส่วนกลางอย่างถึงที่สุด
..........................
ยิ่งบิทคอยน์ได้รับความนิยมมากเท่าใด นักขุด หรือนักลงทุน ก็กลายสภาพเป็นนักถอดรื้อระบบ ใกล้เคียงกับนักปฏิวัติวงการเงินในอดีตอย่างรุนแรง เพราะมีส่วนทำให้มูลค่าของสกุลเงินสำคัญของโลกถูก “ดูเบา” หรือ “ลดเครดิต” ในสายตาของนักลงทุนด้วยอัตราเร่งเร็วกว่าปกติ
.............................
ปีศาจบิทคอยน์ที่กำลังหลอกหลอน และเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับธนาคารกลางทั่วโลก อาจจะบรรลุเป้าหมายเป็นเงินสกุลใหม่ของโลก หรือล้มเหลวเพราะถูกทำให้ผิดกฎหมายทั่วทั้งโลกในฐานะ “ผู้ก่อการร้ายของระบบเงินตรา” ถือเป็นปรากฏการณ์ของยุคสมัย ที่ต้องทำความคุ้นเคย เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งมนุษย์จำต้องเรียนรู้และเข้าใจ “วิธีการทางวิทยาศาตร์” ในฐานะ “ศัตรูของศาสนาและศรัทธา” มาแล้ว


https://www.kaohoon.com/content/206385


Atukkit Sawangsuk

สมชัยท้วงว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก กกต.ลงคะแนนลับ โฆษกศาลไม่ชี้แจง แต่มี "รายงานข่าว" จากศาลแจ้งว่า ใช้วิธีกาบัตรหย่อนบัตร ที่ถือเป็นการลงคะแนนเปิดเผยแล้ว

เหย! นี่เราต้องมีการตีความคำว่า "เปิดเผย" กันแล้วหรือ

เปิดเผยแปลว่าอะไร เปิดเผยน่าจะแปลว่าสาธารณชนต้องรับรู้ได้ เช่น การลงมติของสภา โดยเปิดเผย ต้องรู้สิว่าใครโหวตให้ใคร หรืออย่างน้อย ถ้าไม่เปิดต่อสาธารณะ ในผู้พิพากษา 176 คน ในผู้เข้ารับการคัดเลือก 5 คน ก็ต้องรู้ได้สิ ว่าใครลงให้ใคร

เอาง่ายๆ ถ้าวิธีการที่ศาลอ้าง ถือว่า "เปิดเผย" ทำไมผู้พิพากษาต้องข้องใจ จนต้องมีการลงมติ แม้จะชนะมติ 86-77 ก็แปลว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาเกือบครึ่งหนึ่งเห็นว่า นี่ไม่ใช่วิธีเปิดเผย

แล้วเรื่องนี้ไม่จบนะ เพราะร่าง พรป.ศาลรัฐธรรมนูญก็เขียนเหมือนกันว่า เวลาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เลือกตุลาการ ก็ต้องลงมติโดยเปิดเผยเช่นกัน สมมติรอบนี้ ไม่มีใครข้องใจไม่มีใครร้องคัดค้าน รอบหน้า อาจมี

แหม่ ทำไมสมชัยรู้ ว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติอย่างไร ก็ต้องมีผู้พิพากษามาเล่าให้สมชัยฟังสิครับ

คนที่ควรแสดงความเห็นเรื่องนี้คือพวก กรธ. เพราะอุตส่าห์เขียนกฎหมายเหมือนกันหมดทุกฉบับ ว่าการสรรหาหรือคัดเลือกองค์กรอิสระต้องลงคะแนนเปิดเผย มีชัย อุดม ต้องอธิบายว่าที่เขียนอย่างนี้ มีเจตนาอย่างไร และที่ศาลทำ ตีความได้ว่า "เปิดเผย" หรือไม่

อ้อ แล้วกรรมการสรรหาที่ลงมติเลือก กกต.5 คน โดยเปิดเผย ก็เหมือนกัน เปิดเผยแปลว่าอะไร จะต้องเปิดเผยให้ประชาชนรู้ไหม ว่าใครเลือกใคร




ขับเคลื่อนโดย Blogger.