แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด



The MATTER

BRIEF: ประธานสภาคอมมิวนิสต์จีนระบุ ‘ประชาธิปไตยแบบจีน’ ดีที่สุด และขอให้ทุกคนช่วยกันป้องกันอิทธิพลจากตะวันตก

.
คุณอาจจะเคยได้ยินประโยค ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ อย่างไรก็ดี จีนก็มี ‘ประชาธิปไตยแบบจีนๆ’ เหมือนกันนะ เพราะในที่ประชุมสภาคอมมิวนิสต์จีนนั้น ประธานสภาของพวกเขาเพิ่งออกมาระบุว่า ประชาธิปไตยแบบจีนดีที่สุด และขอให้สมาชิกพรรคช่วยกันป้องกันอิทธิพลจากตะวันตกด้วย
.
ประโยคนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ หลี่ จานชู ประธานสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน กล่าวในที่ประชุมว่า “เราควรเสริมความแข็งแกร่งในด้านการวิจัยเชิงทฤษฎี และการตีความด้านโฆษณาชวนเชื่อ ของประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม ที่มาควบคู่กับเอกลักษณ์แบบจีน และระบบสภาของประชาชน และบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบจีน”
.
นักวิเคราะห์ระบุว่า นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่สมาชิกพรรคคอมมนิวต์จีนระดับสูง พยายามใช้โวหาร “บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบจีน” ไปยังทั่วโลก เพื่อเสริมความมั่นใจว่า พวกเขาจะสามารถเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง เมื่อประชาคมโลกกำลังพูดถึงความเป็นประชาธิปไตย ในฐานะวิธีการและเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างๆ
.
หลี่ระบุอีกว่า จีนจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้นโยบายต่างประเทศของอารยธรรมอื่นๆ แต่ต้องไม่ทิ้งพื้นฐานของระบอบการเมืองจีนเอง นอกจากนี้ หลี่ยังระบุอีกว่า “เรา(จีน)ควรต่อสู้ ต่อต้าน และป้องกัน อิทธิพลที่จะเข้ามากัดกร่อน ซึ่งถูกเรียกว่า ‘ระบบรัฐธรรมนูญ’ การเลือกตั้งแบบหลายพรรค การแบ่งอำนาจสามฝ่าย ระบบสองสภา และความเป็นอิสระของระบบตุลาการแบบตะวันตก”
.
หลี่เป็นผู้อำนาจมากที่สุดอันดับสามในจีน รองจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ทั้งนี้ ตั้งแต่การระบาดของ COVID-19 เป็นต้นมา จีนเริ่มมีความมั่นใจว่าตัวเองมีระบอบการเมืองการปกครอง ที่เป็น “ประชาธิปไตย” ในแบบของพวกเขาเอง ซึ่งจะช่วยรับมือการระบาดใหญ่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และขจัดความยากจนในประเทศลงได้ ทั้งนี้ สื่อของรัฐบาลจีนพยายามกล่าวย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า ณ ตอนนี้ “ตะวันออกกำลังรุ่งเรือง และตะวันตกกำลังเสื่อมถอย”
.
เซี่ย เหมาซง นักรัฐศาสตร์ชาวจีนระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้จากทางผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ช่วยยืนยันว่า รัฐบาลจีนเริ่มมั่นใจว่า ระบบการเมืองของเขามีประสิทธิภาพ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนพยายามนำเสนอชุดความคิด “ประชาธิปไตยแบบจีนๆ” มาบ้างแบบอ้อมๆ แต่การพูดในครั้งนี้ของหลี่ว่าพรรคควร “บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบจีน” คือ การพูดโดยตรงจากผู้มีอำนาจระดับต้นๆ ของประเทศ และช่วยยืนยันว่าผู้นำประเทศเชื่อว่า ประชาธิปไตยแบบจีนๆ คือประชาธิปไตยที่แท้จริง
.
“มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปลอมๆ ที่นักการเมืองฝั่งตะวันตก พยายามให้คำสัญญาที่ดูน่าเชื่อถือระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง และพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้จริงหลังจากนั้น จีนในตอนนี้มีความมั่นใจว่า ประชาธิปไตยแบบแท้จริง สามารถทัดเทียมกับประชาธิปไตยจอมปลอมแบบตะวันตกได้” เซี่ยระบุ ทั้งนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะมีการประชุมใหญ่เกิดขึ้นในเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นการประชุมในวาระครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนพอดี
.
จีนเริ่มเจอแรงเสียดทานมากขึ้นจากตะวันตก หลังจากความขัดแย้งระหว่างช่องแคบไต้หวัน กำลังทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในขณะที่จีนพยายามอ้างสิทธิเหนือดินแดนของเกาะไต้หวัน แต่ชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ กลับแล่นเรือรบของพวกเขาผ่านช่องแคบไต้หวันที่ต้องเป็นอิสระจากจีน รวมถึงวาทะของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือไต้หวัน หากจีนคอมมิวนิสต์แผ่นดินใหญ่เริ่มโจมตีเกาะไต้หวัน
.
.
อ้างอิงจาก
https://www.scmp.com/.../communist-party-number-3-hails...
https://www.bbc.com/news/world-asia-59005300
https://news.cgtn.com/.../A-glimpse-of-China-s.../index.html


[full-post]


เผด็จการคลั่ง เนรเทศทูตรวดเดียว 10 ประเทศ!

Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์) 

24 ต.ค. - เผด็จการตุรกีคลั่งจัด ประธานาธิบดี "เออร์โดกาน" ประกาศสิบเอกอัครราชทูตเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ (persona non-grata) เนรเทศทูตสหรัฐ, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ก และสวีเดน โดย 7 ใน 10 คือสหภาพยุโรป
คำประกาศของเออร์โดกานมีขึ้นหลังสถานทูตทั้ง 10 ประเทศลงชื่อให้รัฐบาลตุรกีเร่งดำเนินคดีและให้ประกัน "ออสมัน คาวาลา" นักโทษการเมืองและนักกิจกรรมภาคประชาสังคมที่ถูกขังเป็นปีที่สี่
ตอนนี้เออร์โดกันปกครองประเทศแล้ว 19 ปี
หมายเหตุเพิ่มเติม
ประเด็นเรื่องเออร์โดกานเป็นเผด็จการถูกพูดมานานแล้ว ไม่เกี่ยวกับสื่อชอบหรือไม่ชอบครับ
การกวาดล้างคนเห็นต่าง-การจับคนยัดคุกโดยไม่พิจารณาคดี-การใช้ทหารจับฝ่ายวิจารณ์รัฐบาล ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมเผด็จการแน่ๆ ต่อให้จะไม่ได้มาจากการรัฐประหารก็ตาม
เออร์โดกานหลังชนะฝ่ายรัฐประหารปี
2559 มีการจับคนไปประมาณ 50,000 , ไล่เจ้าหน้าที่รัฐออกมากกว่าหนึ่งแสนคน, ยกเลิกการเลือกตั้งในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็นเออร์โดกานตั้งผู้บริหารทั้งหมด https://www.aljazeera.com/.../turkeys-failed-coup-attempt...
ประธานาธิบดีมาร์กอสของฟิลิปปินส์ก็ถูกถือว่าเป็นเผด็จการ ต่อให้เขามาจากการเลือกตั้ง
ผมพูดเรื่องเผด็จการ ไม่ได้พูดเรื่องเขาเหมือนประยุทธ์ และเผด็จการไม่จำเป็นต้องเหมือนประยุทธ์ครับ
ในแง่วิชาการ เราอาจเรียกคนแบบนี้ว่า Constitutional Authoritarianism ก็ได้ครับ
มาร์กอสของฟิลิปปินส์ก็มาจากการเลือกตั้งครับ แต่เป็นเผด็จการ ปกครองประเทศพร้อมกฎอัยการศึกกว่าสิบปี
เรื่องเออร์โดกานผมไม่อยากพูดเยอะ เพราะจะกลายเป็นเรื่องศาสนา คนศาสนาหนึ่งก็จะเข้ามาหาเรื่องด่าศาสนาของเออร์โดกาน แล้วคนอีกศาสนาก็จะปกป้องเพราะรู้สึกว่าเออร์โดกานศาสนาเดียวกัน
พอเป็นแบบนี้ คุยกันเรื่องรัฐบาลเผด็จการก็จะกลายเป็นเรื่องทะเลาะระหว่างศาสนาไปหมด ทั้งที่เรื่องผู้นำไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย ทุกศาสนาไหนก็มีผู้นำห่วยได้เหมือนกัน
ในฐานะที่ผมทำเรื่องคนอิสลามถูกฆ่าที่สามจังหวัดเรื่องตากใบ, กรือเซ๊ะ, ตันหยงลิมอร์ ฯลฯ มาตั้งแต่เรียนหนังสือ ทำจนถูกคนพุทธสุดโต่งด่าตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ผมไม่ชอบครับที่มีคนหาเรื่องกระแนะกระแหนอิสลามหรือมุสลิม จะพูดอะไรผมถึงระวัง
ผู้นำห่วยไม่เกี่ยวกับศาสนาครับ ผู้นำห่วยเป็นเรื่องคนเฮงซวย คนเฮงซวยนับถือศาสนาไหนก็เป็นคนเฮงซวย และทุกศาสนามีคนเฮงซวยครับ จึงไม่ควรปกป้องคนเฮงซวยเพียงเพราะเขานับถือศาสนาเดียวกับเรา
สำหรับคนที่บอกว่าให้ไปอ่านสื่อตุรกีก่อนวิจารณ์เออร์โดกาน ตุรกีคือประเทศที่เสรีภาพสื่อต่ำกว่าไทย อันดับอยู่ที่ 150 กว่าๆ ใกล้เคียงจีน, เกาหลีเหนือ, ซูดาน และรวันดานะครับ https://rsf.org/en/ranking
คุณคิดว่าสื่อตุรกีพูดเรื่องตุรกีได้ตรงๆ เท่าไรเชียว


Posted: 01 Nov 2019 10:39 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
Submitted on Sat, 2019-11-02 12:39


อาร์เจนตินาอาจจะกลายเป็นแหล่งที่ทิ้งขยะพลาสติกรายใหญ่แหล่งใหม่ หลังจากที่ทางการจีนมีมาตรการจำกัดรับซื้อขยะพลาสติกจากกลุ่มประเทศตะวันตก โดยที่เรื่องสร้างความเป็นห่วงในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและนักสิ่งแวดล้อมว่าอาร์เจนตินาอาจจะนำขยะพลาสติกคุณภาพต่ำหรือปนเปื้อนเข้ามาโดยที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ แต่จะนำมาเผาหรือกำจัดในเชิงที่ก่อมลภาวะ

สื่อเดอะการ์เดียนรายงานว่านักกิจกรรมทางสังคมและนักสิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลหลังจากที่ประธานาธิบดี เมาริซิโอ มาครี ของอาร์เจนตินา ออกข้อกำหนดเปลี่ยนแปลงนิยามของวัสดุบางชนิดที่ใช้สำหรับรีไซเคิลว่าเป็น "สินค้า" แทนที่จะเป็น "ขยะ" เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าอาร์เจนตินาอาจจะกลายเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่รับขยะพลาสติกหลายพันล้านกิโลกรัมจากประเทศโลกที่หนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางการจีนที่เคยเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดสั่งยกเลิกการนำเข้าพลาสติกแล้ว

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนิยามขยะให้กลายเป็น "สินค้า" อาจจะส่งผลให้มีการดำเนินการที่หละหลวมจนเกิดความผิดพลาดทำให้มีการปนเปื้อนในขยะพลาสติกที่มีการจัดการได้ยากและมักจะถูกนำไปทิ้งหรือไม่ก็เผา

จิม พัคเก็ตต์ ผู้อำนวยการบริหารจากองค์กรบาเซลแอกชันเน็ตเวิร์ก องค์กรที่ต่อต้านการส่งออกขยะไปยังประเทศกำลังพัฒนากล่าวว่าอาร์เจนตินากำลังจะกลายเป็นประเทศที่ต้องแบกรับขยะจากทั่วทุกมุมโลกและรัฐบาลอาร์เจนตินาก็พยายามหากำไรจากเรื่องนี้

ในปัจจุบันมีประเทศ 186 ประเทศที่ลงนามใน อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดของเสียอันตราย แต่สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น

ภายใต้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมของอนุสัญญามีข้อเสนอที่มาจากนอร์เวย์ระบุว่าประเทศโลกที่หนึ่งจะไม่สามารถส่งออกขยะพลาสติกคุณภาพต่ำให้กับประเทศกำลังพัฒนาได้โดยปราศจากคำยินยอมอย่างชัดเจนและถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนขยะกันก็ควรจะมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมของอนุสัญญายังระบุวางเป้าหมายให้แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้ลงนามอย่างสหรัฐฯ หยุดส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศที่ยากจนกว่า

อย่างไรก็ตาม พัคเก็ตต์บอกว่าเมื่อไม่นานนี้มีการเจรจาหารือแล้วทั้งอาร์เจนตินาและสหรัฐฯ ต่างก็ไม่ยอมรับการควบคุมการส่งออกน้ำเข้าขยะของนอร์เวย์ที่มุ่งควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้

เรื่องเหล่านี้ทำให้นักสิ่งแวดล้อมเป็นห่วงว่าอาร์เจนตินากำลังจะมาแทนที่จีนในฐานะประเทศที่รับขยะพลาสติกจากสหรัฐฯ อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป หลังจากที่จีนมีมาตรการจำกัดการรับขยะพลาสติกเมื่อเกือบสองปีที่แล้วโดยจะรับแต่ขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ง่ายที่สุดเท่านั้น โดยที่ก่อนหน้านี้เดอะการ์เดียนก็เคยรายงานว่ามีการย้ายแหล่งส่งออกขยะเหล่านี้ไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม พอประเทศเหล่านี้เริ่มห้ามการนำเข้าก็มีการส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาแห่งอื่นเช่น กัมพูชา, ลาว, กานา, เอธิโอเปีย, เคนยา และเซเนกัล ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรับขยะพลาสติจากสหรัฐฯ เลย

โฆษกของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) กล่าวว่าสหรัฐฯ สนับสนุนอนุสัญญาบาเซลแต่ต่อต้านบททบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมีการตั้งเกณฑ์เกี่ยวกับพลาสติกที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ทางโฆษกของ EPA มองว่าการจำกัดเคลื่อนย้ายขยะพลาสติกเพื่อการรีไซเคิลจะเป็นการ "ลดมูลค่า" และทำให้พลาสติกผลิตใหม่ได้รับการให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องทิ้ง EPA บอกอีกว่าพวกเขาทราบเรื่องการเปลี่ยนนิยามพลาสติกของอาร์เจนตินาแต่ยังไม่มีโอกาสที่จะประเมินผลกระทบในเรื่องนี้

เซซิเลีย อัลเลน นักรณรงค์จากสหพันธ์เพื่อทางเลือกกำจัดขยะแบบอื่นนอกจากการเผา (Global Alliance for Incinerator Alternatives หรือ GAIA) ซึ่งเป็นองค์กรในบัวโนสไอเรส กล่าวว่าขยะพลาสติกที่อาร์เจนตินารับมาจากต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ได้รับการรีไซเคิล แต่อาจจะถูกนำไปทำการเผาขยะซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลมลภาวะ กลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ยังมีการต่อต้านจากการตัดสินใจของรัฐบาลอาร์เจนตินาจากกลุ่มสมาพันธ์ผู้เก็บคัดแยกขยะชาวอาร์เจนตินา ทางสมาพันธ์กลัวว่าการออกมาตรการเปลี่ยนนิยามของรัฐบาลจะทำให้เกิดการลดมูลค่าพลาสติกภายในประเทศและเน้นการรับพลาสติกจากต่างประเทศ ซึ่งแคโรไลนา ปาลาซิโอ ตัวแทนสมาพันธ์ฯ บอกว่าขยะพลาสติกในประเทศของพวกเขาก็มีมากพออยู่แล้ว และรัฐบาลควรจะเอาเวลามาพัฒนาสภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่คนทำงานคัดแยกขยะ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามูลค่าความต้องการของพลาสติกรีไซเคิลจากการที่มันแพงมากกว่าพลาสติกผลิตใหม่ ที่ผลิตจากก๊าซอีเธนที่ได้มาจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากใต้ดิน

เรียบเรียงจาก
Argentina could become 'sacrificial country' for plastic waste, say activists, The Guardian, 01-11-2019
https://www.theguardian.com/environment/2019/nov/01/argentina-plastic-waste-dumping-ground-imports


[full-post]

โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในไต้หวัน ส่วนใหญ่ว่าจ้างแรงงานไทย ที่มาภาพ: Radio Taiwan International

Posted: 02 Nov 2019 10:17 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
Submitted on Sun, 2019-11-03 00:17


ไต้หวันเปิดนำเข้าครบ 30 ปี แรงงานต่างชาติชุดแรกที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นคนงานไทย ปัจจุบันแรงงานต่างชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในสังคมไต้หวันไปแล้ว นักวิชาการเรียกร้องรัฐบาลเปลี่ยนแนวความคิดจากสกัดกั้น อนุญาตให้ย้ายถิ่นเพื่อดึงดูดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้อย่างถาวรต่อไป

Radio Taiwan International รายงานเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2562 ว่าไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมายเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2532 แรงงานต่างชาติชุดแรกที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นคนงานไทย ทำงานในไซต์งานก่อสร้างทางด่วนสาย 3 ระยะเวลาผ่านไป 30 ปี ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติกว่า 710,000 คน กระจายทำงานในภาคส่วนต่างๆ ของไต้หวัน อาทิ ภาคการผลิต ก่อสร้าง ประมง และภาคสวัสดิการสังคม กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ของสังคมไต้หวันไปแล้ว นักวิชาการด้านแรงงานกล่าวเรียกร้องรัฐบาลทบทวนนโยบายของเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จากการนำเข้าเพื่อทดแทนภาวะขาดแคลนแรงงานและพยายามสกัดกั้นไม่ให้แรงงานต่างชาติย้ายถิ่น มาเป็นแรงงานต่างชาติช่วยสร้างโอกาสทำงานให้กับแรงงานท้องถิ่น และภายใต้สถานการณ์ที่อัตราการเกิดตกต่ำ ภาวะขาดแคลนแรงงานไม่สามารถจะแก้ไขได้ รัฐบาลควรจะมองการณ์ไกล พิจารณาให้มีการย้ายถิ่น เพื่อดึงดูดให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันตลอดไป แน่นอน นี่ไม่ใช่เป็นประเด็นของกระทรวงแรงงานแต่เพียงกระทรวงเดียว แต่เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องนำมาขบคิด

นอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2535 อนุญาตให้องค์กรหรือครอบครัวที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ นำเข้าผู้อนุบาลต่างชาติได้ รวมถึงผู้ช่วยงานบ้าน และลูกเรือประมงต่างชาติ ส่วนทางด้านภาคการผลิตก็ขยายประเภทอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงานและสามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้จากเดิม 6 ประเภท 15 ตำแหน่งงานมาเป็น 68 ประเภทอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2535 คณะกรรมการการแรงงานในสมัยนั้น ประกาศเกณฑ์การจัดเก็บค่าบริการจัดหางานและค่าบริการดูแลของบริษัทจัดหางานที่เป็นผู้จัดส่งและดูแลแรงงานต่างชาติ ประกาศนี้ เป็นที่มาของการอนุญาตให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการดูแลจากแรงงานต่างชาติได้ จากนั้นมีการปรับประเภทกิจการที่อนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ โดยเพิ่มกิจการชำแหละเนื้อสัตว์และภาคการเกษตร จนกระทั่งยอดจำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2562 แรงงานต่างชาติในไต้หวันมีจำนวน 711,001 คน ทำงานในภาคการผลิต 452,412 คน ภาคสวัสดิการสังคม 258,589 คน ในจำนวนนี้ เป็นผู้อนุบาลในองค์กร 15,200 คน ผู้อนุบาลในครัวเรือน 241,562 คน และผู้ช่วยงานบ้าน 1,826 คน

ด้านประเทศผู้ส่งออกจากที่อนุญาตให้ส่งออกแรงงานมาทำงานที่ไต้หวันได้ 6 ประเทศ แต่ปัจจุบันส่งออกจริง 4 ประเทศ ได้แก่ไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ส่วนมองโกเลียและมาเลเซียไม่มีการส่งออกแรงงานมายังไต้หวันเลย และในจำนวน 4 ประเทศที่ส่งออกแรงงานมายังไต้หวัน อินโดนีเซียส่งออกมากที่สุด 271,583 คน ซึ่งส่วนใหญทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน เวียดนามอยู่อันดับ 2 มีจำนวน 223,433 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์ 155,560 คน ส่วนแรงงานไทยจากแรกเริ่มครองแชมป์มีจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด จนถึงปี 2549 ถูกอินโดนีเซียเบียดตกลงมา จนปัจจุบันเหลือจำนวนเพียง 60,423 คน

ศจ.เฉิงจือเยว จากสถาบันวิจัยแรงงาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ (NCU) กล่าวว่า นโยบายด้านแรงงานควรมองการณ์ไกลไปถึง 10-20 ปีข้างหน้าว่า ความพึ่งพิงแรงงานต่างชาติของไต้หวันเป็นเช่นไร ปัจจุบัน ไต้หวันไม่เพียงแต่ประสบปัญหาอัตราการเกิดที่ตกต่ำและภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงเท่านั้น ยังต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่นเป็นต้น ให้เงื่อนไขที่ดีกว่าเพื่อดึงดูดแรงงานต่างชาติไปทำงาน ไต้หวันนอกจากได้เปรียบในเรื่องความเคารพด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังควรพิจารณาในแง่มุมให้สิทธิ์แก่แรงงานต่างชาติที่มีทักษะสามารถย้ายถิ่นเพื่อดึงดูดให้อยู่ทำงานในไต้หวันตลอดไป และแน่นอน คงไม่ใช่เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น

ด้าน รศ. ซินปิ่งหลงจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันชี้ว่า ในอดีต ไต้หวันจะใช้นโยบายสกัดกั้น เกรงว่าการนำเข้าแรงงานต่างชาติในจำนวนที่มากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น โดยเฉพาะแรงงานสูงอายุอาจตกงาน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะกิจการที่เป็นงานหนัก มีความเสี่ยงสูงและอันตราย ไม่สามารถหาแรงงานท้องถิ่นเข้าทำงานได้ ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โครงสร้างแรงงานเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก นโยบายด้านแรงงานก็ควรเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ควรมองจากจำนวนแรงงานต่างชาติ แต่ควรจะพิจารณาจากมุมมองการนำเข้าแรงงานต่างชาติ จะช่วยสร้างโอกาสการทำงานให้แก่แรงงานท้องถิ่นมากน้อยเท่าไหร่ อย่างไร?

แฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ในวันสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเมื่อ 21 มกราคม 2560 (ที่มา: Facebook/the white house)

Posted: 12 Aug 2019 07:42 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท)
Submitted on Mon, 2019-08-12 21:42


หนึ่งในประเด็นใหญ่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาของสหรัฐฯ คือกรณีการกราดยิงต่อเนื่อง ที่หลังจากนั้นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนักการเมืองรีพับลิกันก็ออกมากล่าวโทษเกม แต่ก็มีการวิจารณ์ตอบโต้ว่าแทนที่นักการเมืองอนุรักษ์นิยมจะโทษเกม พวกเขาควรให้ความสนใจอาชญากรรมจากความเกลียดชังเชื้อชาติสีผิวมากกว่า นอกจากนี้เรื่องกฎหมายควบคุมอาวุธปืนกลับมาเป็นข้อถกเถียงอีกครั้ง และจากผลโพลเมื่อไม่นานนี้ระบุว่าชาวอเมริกันต้องการกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนดำเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ควบคุมอาวุธปืน


12 ส.ค. 2562 หลังจากเหตุการณ์คนก่อเหตุกราดยิงในหลายที่ของสหรัฐฯ เกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงไม่นานนี้ ทั้งใน เดย์ตัน โอไฮโอ และในเอลปาโซ ของเท็กซัส ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมความรุนแรงจากอาวุธปืนอีกครั้ง สถานีวิทยุสาธารณะแห่งชาติสหรัฐฯ NPR ระบุว่าหนึ่งในเรื่องที่กลายมาเป็นข้ออภิปรายทางการเมืองคือเรื่องกฎหมายควบคุมอาวุธปืน

โดยในช่วงสัปดาห์ที่แล้วมีกลุ่มประชาชนผู้ไม่พอใจเรียกร้องให้ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอจากพรรครีพับลิกันทำอะไรสักอย่างกับกรณีอาวุธปืนหลังเกิดเหตุกราดยิงในเดย์ตัน หลังจากนั้นแม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้พูดโทษวิดีโอเกมที่มีความรุนแรงเริ่มพูดถึงการพิจารณากฎหมายจำกัดการถือครองอาวุธปืนโดยอาศัยการตรวจสอบพื้นเพของบุคคล

ทั้งนี้จากผลโพลหลายสำนักก็เผยว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ จากผลโพลของมหาวิทยาลัยควินนิเปียกระบุว่าผู้ทำแบบสอบถามร้อยละ 61 เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น มีร้้อยละ 34 ที่คัดค้านในเรื่องนี้และที่เหลือระบุว่าไม่ทราบ ข้อมูลที่หน้าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโพลนี้คือเรื่องที่มีผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตร้อยละ 91 ระบุว่าเห็นด้วย ส่วนพรรครีพับลิกันมีเพียงร้อยละ 32 เท่านั้นที่เห็นด้วย

นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันระหว่างเชื้อชาติสีผิวและเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยที่กลุ่มที่เห็นด้วยกับการควบคุมอาวุธปืนมากที่สุดคือกลุ่มคนดำ มีกลุ่มตัวอย่างคนดำถึงร้อยละ 85 เห็นด้วยในเรื่องนี้เมื่อเทียบกับคนขาวและฮิสแปนิคที่เห็นด้วยร้อยละ 59 นอกจากนี้ผู้หญิงที่ทำแบบสอบถามยังเห็นด้วยกับการควบคุมอาวุธปืนเช้มงวดมากขึ้นร้อยละ 68 เทียบกับชายมีผู้เห็นด้วยร้อยละ 53

มีผลโพลอีกแห่งหนึ่งคือแมสิสต์โพลออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่ามีร้อยละ 51 ที่เห็นด้วยกับการควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดขึ้น ขณะที่ร้อยละ 36 ระบุว่าควรจะปล่อยกฎหมายให้คงเดิม อย่างไรก็ตามสำหรับคำถามที่ว่าระหว่างการควบคุมความรุนแรงจากอาวุธปืนให้มากขึ้นกับการคุ้มครองสิทธิในการพกพาอาวุธปืนพวกเขาเห็นด้วยกับอย่างใดมากกว่ากัน ร้อยละ 58 ระบุว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการควบคุมความรุนแรง ส่วนร้อยละ 37 ระบุว่าควรจะคุ้มครองสิทธิด้านอาวุธปืนมากกว่า

อย่างไรก็ตามท่าทีของวุฒิสภาสหรัฐฯ นำโดย ส.ว.เสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันก็แสดงออกว่าจะสนับสนุนผลักดันให้เกิดกฎหมาย "ธงแดง" ที่อนุญาตให้ตำรวจหรือสมาชิกครอบครัวขอหมายศาลเมื่อยึดอาวุธปืนชั่วคราวจากบุคคลที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อพวกเขาหรือบุคคลอื่นๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความผิดที่พวกเขาก่อ

ทั้งนี้ ส.ว. รีพับลิกัน มิตช์ แมคคอนเนล ยังเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อวิทยุในสหรัฐฯ ว่าเขารับทราบเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพื้นเพของผู้ที่จะพกพาอาวุธปืน เรื่องนี้สะท้อนจากผลโพลของแมริสต์โพลเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาระบุว่าร้อยละ 89 สนับสนุนให้มีการตรวจสอบพื้นเพของผู้คนที่จะซื้ออาวุธปืน ซึ่งในเรื่องนี้แม้กระทั่งผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 84 เรื่องนี้ยังสะท้อนในผลโพลของควินนิเปียกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่กลุ่มตัวอย่างผู้ทำแบบสอบถามจากทุกฝ่ายทางการเมืองรวมถึงผู้ไม่ฝักใฝ่พรรคใดล้วนแต่เห็นด้วยกับการตรวจสอบพื้นเพ

อย่างไรก็ตามถึงแม้การเคลื่อนไหวเรียกร้องควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ จะดำเนินมาตลอดแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีการขัดขวางจากกลุ่มสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติ (NRA) ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้เรื่องสิทธิในการถือครองอาวุธปืนในสหรัฐฯ โดยมีการบริจาคให้นักการเมืองหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส. และ ส.ว. จากพรรครีพับลิกัน

มีสื่อเปิดโปงในเรื่องนี้โดยอาศัยข้อมูลจาก OpenSecrets.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขององค์กรวิจัยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ชื่อ Center for Responsive Politics จากข้อมูลดังกล่าวระบุว่าผู้ที่รับบริจาคจาก NRA มากที่สุดคือ เท็ด ครูซ ส.ว. รีพับลิกันจากรัฐเท็กซัส ซึ่งรับเงินจาก NRA ราว 300,000 ดอลลาร์ในปี 2561 ถึงแม้ว่าครูซจะออกมาประณามการก่อเหตุล่าสุดก็ตาม นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองรีพับลิกันรายอื่นๆ ที่รับเงินบริจาคจาก NRA ตั้งแต่ 30,000-200,000 ดอลลาร์ในปีเดียวกัน
ฝ่ายซ้ายจวกทรัมป์โทษแต่เกม แต่ไม่สนใจอาชญากรรมจากความเกลียดชัง

นอกจากประเด็นเรื่องการควบคุมอาวุธปืนแล้ว หลายครั้งเมื่อมีการก่อเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็มักจะกล่าวโทษว่าสื่อวิดีโอเกมที่มีความรุนแรงเป็นต้นเหตุ และในครั้งนี้เองประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เคยพูดในแบบเดียวกันรวมถึงนักการเมืองรายอื่นๆ ของรีพับลิกันเช่น เควิน แมคคาธี ด้วย

เรื่องนี้ทำให้มีการโต้ตอบจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายอย่างอเล็กซานเดรีย โอแคซิโอ-คอร์เทซ ผู้แทนเดโมแครทที่ระบุในทวิตเตอร์โต้ตอบการโทษเกมของแมคคาธีว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่วิดีโอเกม แต่เป็นแนวคิดแบบคนขาวเป็นใหญ่ (white supremacy) ต่างหาก โอแคซิโอ-คอร์เทซ วิจารณ์อีกว่าในเรื่องนี้พรรครีพับลิกันรู้อยู่แก่ใจ เพราะแม้แต่ประธานาธิบดีเองก็เคยกล่าวต่อฝูงชนขับไล่สมาชิกสภาที่ไม่ใช่คนขาวมาก่อน

มีหลักฐานส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าแรงจูงใจของกรณีการกราดยิงที่เอลปาโซนั้นมาจากเรื่องความเกลียดชังทางเชื้อชาติสีผิว โดยที่ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุในเอลปาโซเพิ่งให้การรับสารภาพว่าเขามีแรงจูงใจมุ่งสังหาร "ชาวเม็กซิกัน" ผู้ต้องสงสัยบอกว่าเขาได้วางแผนการก่อเหตุและขับรถเป็นระยะเวลายาวนาน 10 ชั่วโมงจากเมืองอัลเลนในเท็กซัสมาถึงเมืองเอลปาโซที่มีพรมแดนติดกับเม็กซิโก จากนั้นจึงก่อเหตุด้วยการเปิดฉากยิงใส่ผู้คนที่ห้างค้าปลีกวอลล์มาร์ทจนมีผู้เสียชีวิต 22 รายมีอายุตั้งแต่ 15-90 ปี ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเมืองอเมริกัน มีอยู่ 8 รายที่เป็นคนเม็กซิกัน และมีรายหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน

เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ เชื่อว่าช่วงก่อนก่อเหตุในเอลปาโซผู้ก่อเหตุได้โพสต์ข้อความยาว 2,300 ตัวอักษรบนเว็บบอร์ด 8chan ในช่วงก่อนเกิดเหตุเพียง 19 นาที เนื้อหาข้อความยืดยาวของเขาระบุว่า "ชาวฮิสแปนิกรุกรานรัฐเท็กซัส"

โอแคซิโอ-คอร์เทซ เคยวิจารณ์ไว้ว่าเรื่องเหล่านี้มาจากการปลุกปั่นของผู้นำที่เหยียดเชื้อชาติสีผิว โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เคยเรียกผู้อพยพว่าเป็น "ผู้รุกราน" ผ่านทางโฆษณาของเขาในเฟสบุก

จากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสาขาหนึ่งของห้างค้าปลีกวอลล์มาร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธปืนรายใหญ่ในสหรัฐฯ แทนที่ทางบรรษัทจะพิจารณาเรื่องการควบคุมการค้าอาวุธปืนของตัวเอง พวกเขาก็กลับสั่งให้ลูกจ้างของตัวเองยกเลิกการวางโชว์วิดีโอเกมที่ "มีเนื้อหารุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าว" แทน นอกจากนี้ยังสั่งยกเลิกการจัดแสดงตัวอย่างของเกมเครื่องคอนโซลที่นำเสนอเนื้อหารุนแรงจากร้านค้าของพวกเขา 4,750 สาขา แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดถึงว่าจะยกเลิกการขายปืนหรือกระสุนปืนแต่อย่างใด โดยพวกเขายังขายสินค้าเหล่านี้ในห้างของพวกเขาครึ่งหนึ่งจากทุกสาขา

เรื่องนี้ทำให้คนทำงานวอลล์มาร์ทพากันประณามการตัดสินใจของคนใหญ่คนโตในองค์กรที่เน้นโทษวิดีโอเกมแทนที่จะทำให้อาวุธปืนเข้าถึงได้ยากขึ้น โดยที่คนงานร่วมกับองค์กรยูไนเต็ดฟอร์เรสเปกต์ออกแถลงการณ์วิจารณ์ว่าการตัดสินใจของซีอีโอ ดัก มักมิลลัน "ไร้ความรับผิดชอบและเหลาะแหละ"

กลุ่มคนงานแถลงว่านโยบายใหม่นี้ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานเลย และสิ่งที่เป็นอันตรายจริงๆ ไม่ใช่วิดีโอเกมแต่คือ "การที่ปืนตกอยู่ในมือของคนที่มีแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่" พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์อีกว่าการที่ซีอีโอของวอลล์มาร์ทยอมสมรู้ร่วมคิดกับการเหยียดเชื่อชาติสีผิวและการกลัวคนนอกของทรัมป์ทำให้คนงานอย่างพวกเขาต้องเสี่ยงอันตราย

หลังจากเกิดเหตุการกราดยิงหลายครั้งในสหรัฐฯ ช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์เริ่มออกมาเรียกร้องให้มีการ "ประณามการเหยียดเชื้อชาติ, การดันทุรังไม่ยอมรับความต่าง และแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่" ซึ่งเรื่องนี้นักการเมืองสายห้าวหน้าเรียกร้องมานานแล้ว และตัวทรัมป์เองก็ไม่ได้พูดถึงการใช้โวหารและนโยบายที่เหยียดเชื้อชาติสีผิวของตัวเอง

เรียบเรียงจาก

'I'm The Shooter,' El Paso Suspect Allegedly Told Police, NPR, 09-08-2019

US president Donald Trump blames videogames for fueling violent culture, PC Gamer, 05-08-2019

Ocasio-Cortez Tells Off Kevin McCarthy: Blame White Supremacy, Not Video Games, Huffington Post, 05-08-2019

Americans Largely Support Gun Restrictions To 'Do Something' About Gun Violence, NPR, 10-12-2019

These lawmakers receive the most campaign money from gun-rights backers like the NRA, Market Watch, 10-12-2019

Gun Rights: Top Recipients, OpenSecrets.org

Workers and Shooting Survivors Slam Walmart Plan to Stop Gun Violence by...Wait for It...Displaying Video Games Less Prominently, Common Dreams, 09-08-2019

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Red_flag_law

ที่มา: wsws.org

Posted: 04 Feb 2019 08:30 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-02-04 23:30


กลุ่มคนทำงานบริษัทเจเนอรัลมอเตอร์คัดค้านการปลดพนักงานโดยอ้างเรื่อง "ปรับโครงสร้าง" โดยพวกเขาจะนัดชุมนุมกันเองโดยไม่ได้มาจากการจัดตั้งของกลุ่มสหภาพแรงงานใดๆ

ทั้งนี้บริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ (GM) ปลดคนงานราว 4,250 คน ในวันจันทร์ที่ 4 ก.พ. 2562 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการปรับโครงสร้างบริษัทช่วงก่อนการรายงานผลประกอบการปี 2561 และผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา

ในแผนการปรับโครงสร้างนี้จะทำให้มีการปรับลดตำแหน่งงานทั้งหมดลงราว 14,000-15,000 ตำแหน่ง อีกทั้งทาง GM ก็เคยประกาศไว้เมื่อปลายปี 2561 ที่่ผ่านมาว่าพวกเขามีแผนการจะปิดตัวโรงงาน 4 แห่งในสหรัฐฯ และแห่งที่ 5 ในแคนาดา

สาเหตุที่ GM มีแผนการปรับโครงสร้างนี้ พวกเขาอ้างว่าเพื่อเป็นการ "ปรับลดรายจ่าย" 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อนำไปลงทุนในยานยนต์ยุคใหม่เช่นรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง รวมถึงพยายามผลักดันให้มีบริการรถยนต์ร่วมโดยสาร ซึ่งเป็นการที่ GM พยายามหารายได้จากบริการแทนการขายรถ

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์สังคมนิยม World Socialist ก็ระบุว่าการปิดตัวที่จะลดคนงานรับเงินเดือนประจำลงร้อยละ 15 ของ GM อ้างว่าเป็นไปเพื่อลดรายจ่ายก็จริง แต่ทาง GM เองก็ใช้เงินไปถึง 10,600 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2558 เพื่อซึ้อคืนหุ้นของบริษัท ซึ่งเป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ผลงานของเหล่าขุนคลังของบริษัทเอง

การปลดคนงานในครั้งนี้ยังสร้างความไม่พอใจและการต่อต้านจากกลุ่มคนงานยานยนต์ทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา ผู้ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการปรับลดตำแหน่งงานที่เป็นผลมาจากการที่สหภาพแรงงานยานยนต์ร่วมมือกับรัฐบาลโอบาม่าในปี 2552 ที่บีบให้ GM ล้มละลายและต้องปรับโครงสร้าง ทั้งนี้การปลดคนงานยังกลายเป็นการทำให้พื้นที่ในสหรัฐฯ และแคนาดาเหล่านี้ยากจนลงไปอีกหลังจากที่ได้รับความเสียหายจากการลดลงของภาคส่วนอุตสาหกรรมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ยังเคยมีการประท้วงในช่วงเดือน ม.ค. จากกลุ่มคนงานในโอชาวา ประเทศแคนาดา ที่นั่งปักหลักประท้วงหลังจากที่ซีอีโอของ GM แมรี บาร์รา ประกาศว่าเธอจะพิจารณาใหม่อีกครั้งในเรื่องการตัดสินใจสั่งปิดโรงงาน โดยที่คนงานเหล่านี้ชุมนุมกันเองอย่างเป็นอิสระจากสหภาพยูนิฟอร์ จนทำให้เจ้าหน้าที่ของสหภาพยูนิฟอร์กลัวและใช้วิธีก่อกวนเพื่อพยายามปราบพยศ

ทั้งนี้เว็บไซต์ World Socialist ยังระบุว่าจะมีการนัดชุมนุมของกลุ่มคนงานหน้าสำนักงานใหญ่ของ GM ในวันที่ 9 ก.พ. เพื่อต่อต้านการสั่งปิดโรงงานด้วย โดยมีการประสานงานร่วมกับคนงานเม็กซิกัน 70,000 คนในมาตาโมรอสที่ปักหลักประท้วงมาเป็นเวลาเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว ซึ่งการประท้วงของพวกเขาเป็นการเรียกรวมตัวเพื่อการงานและคุณภาพชีวิตของตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสหภาพแรงงานยานยนต์สหรัฐ (UAW) และยูนิฟอร์เช่นกัน

เรื่องนี้ยังทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่เคยให้สัญญาเรื่องการสร้างงานเพิ่มออกมาวิจารณ์แสดงการต่อต้านการสั่งปิดโรงงานในครั้งนี้โดยเฉพาะในโอไฮโอซึ่งเป็นรัฐที่เขาชนะการเลือกตั้งในปี 2559

เรียบเรียงจาก

GM to start laying off 4,000 salaried workers on Monday, CNN, 01-02-2019

GM to lay off 4,250 salaried workers in North America starting Monday, World Socialist Web Site, 02-02-2019

[full-post]

Bethel International Church (BIC) Den Haag ที่มา: Google Maps

Posted: 04 Feb 2019 09:07 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-02-05 00:07


กรณีช่วงปลายปี 2561 โบสถ์เบเธล ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้วิธีสวดนมัสการในโบสถ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้อพยพชาวอาร์เมเนียไม่ให้ถูกส่งตัวกลับประเทศ ทั้งนี้เพราะกฎหมายเนเธอร์แลนด์ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในสถานที่ซึ่งดำเนินพิธีกรรมทางศาสนา โดยล่าสุดครอบครัวผู้อพยพชาวอาร์เมเนียได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ให้อยู่ต่อ ไม่ต้องมีการส่งตัวพวกเขากลับแล้ว


โบสถ์ในเนเธอร์แลนด์ให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัย สกัดเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการทำพิธีนมัสการติดต่อกัน 5 สัปดาห์, 2 ธ.ค. 2561

หลังจากที่โบสถ์จัดพิธีกรรมพร้อมกับให้ที่พักพิงครอบครัวผู้อพยพทัมราซยันมาเป็นเวลา 96 วันติดต่อกัน ล่าสุดสื่อ PRI ก็รายงานว่าครอบครัวทัมราซยันไม่ต้องถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว หลังจากที่ 4 พรรคแนวร่วมรัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีข้อตกลงว่าจะพิจารณาใหม่อีกครั้งเกี่ยวกับกรณีผู้ขอพักพิงในประเทศหลายร้อยกรณี โดยเป็นกรณีที่ครอบครัวเหล่านั้นมีเด็กที่เกิดในเนเธอร์แลนด์หรือใช้เวลาส่วนใหญ่เติบโตในเนเธอร์แลนด์ ทำให้เด็กมากกว่า 600 รายที่เคยถูกสั่งให้ส่งตัวออกนอกประเทศมีโอกาสที่จะอาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์ต่อไปได้อีก

ในกรณีของครอบครัวทัมราซยันที่มีสมาชิกครอบครัวอยู่ 5 รายนั้น ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยถูกปฏิเสธไม่ให้ลี้ภัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์มาก่อน อย่างไรก็ตามพวกเขามีลูก 3 คนที่อาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์มาเป็นเวลา 9 ปี แล้ว พวกเขามีอายุ 15, 19 และ 21 ปี

ผู้เป็นพ่อของครอบครัวทัมราซยันจำเป็นต้องหนีออกจากอาร์เมเนียเนื่องด้วยเหตุผลทางการเมือง เขาเดินทางออกจากประเทศพร้อมครอบครัวและขอลี้ภัยในเนเธอร์แลนด์ แต่กรณีของเขาก็ใช้เวลาพิจารณายาวนานมาเป็นเวลา 6 ปี แล้ว โดยศาลเนเธอร์แลนด์เคยอนุญาตให้พวกเขาลี้ภัยได้ แต่ทางรัฐบาลกลับพยายามจะส่งตัวพวกเขาออกนอกประเทศ

โบสถ์เบเธลในกรุงเฮก ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ดำเนินพิธีกรรมทางศาสนามาตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่มีหยุดโดยอาศัยเหล่านักบวชทั่วยุโรปและอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหรัฐฯ ที่อาสาสมัครมาเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรมผลัดเปลี่ยนกะกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2561 และเพิ่งหยุดพิธีกรรมเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศเรื่องการพิจารณาผ่อนผันผู้ลี้ภัย

วิธีการดำเนินพิธีกรรมของนักบวชเหล่านี้ทำให้สื่อจากนานาชาติให้ความสนใจ จนกลายเป็นการกดดันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ผล โดยที่ ฮาร์ยาร์ปี ทัมราซยัน กล่าวขอบคุณเหล่าผู้อาสาสมัครดำเนินพิธีกรรมทำให้พวกเขา "ดำเนินชีวิตต่อไปได้" ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ถูกยกเลิกคำสั่งส่งตัวกลับประเทศแล้ว

เรียบเรียงจาก

Dutch church ends 96-day service as Armenian family spared deportation, PRI, 01-02-2019

[full-post]

ภาพการรับรางวัลที่มีแต่ผู้ชายล้วน (ที่มา: Dubai Media Office)

Posted: 29 Jan 2019 05:58 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-29 20:58


สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพิ่งจะมีการประกาศรางวัลให้แก่ผู้มีส่วนในการสร้างความเท่าเทียมกันทางเพศ แต่ทว่าผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดกลับเป็นผู้ชายล้วน ทำให้มีการล้อเลียนการให้รางวัลในครั้งนี้โดยชาวเน็ตในโซเชียลมีเดียทวิตเตอร์

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัลมัคตูม รองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเจ้าผู้ครองนครดูไบ เป็นผู้ให้รางวัลเหรียญตราและประกาศนียบัตรต่อ "ผู้ชนะการริเริ่มออกแบบเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน" อย่างไรก็ตามภาพของการให้รางวัลนี้ถูกนำมาล้อเลียนทางทวิตเตอร์เนื่องจากผู้ที่ได้รับรางวัลนี้เป็นผู้ชายทั้งสิ้น

ผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวได้แก่รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ผู้บริหารหน่วยงานความสามารถการแข่งขันของรัฐบาลกลางและสถิติ และรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายขึ้นรับรางวัลทั้งสิ้น แม้กระนั้น อัลมัคตูมก็กล่าวว่า "ความสมดุลระหว่างเพศได้กลายเป็นเสาหลักของสถาบันรัฐบาลของพวกเราไปแล้ว" และบอกอีกว่าผู้หญิง UAE และบทบาทของพวกเธอ "เป็นใจกลางในการก่อร่างอนาคตของประเทศ"

นอกจากเป็นผู้ชายหมดแล้ว พวกเขาทั้งหมดยังเป็นคนที่มาจากองค์กรรัฐบาล เช่น ชีค ซาอีฟ บิน ซาเยด อัลนาห์ยัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน ได้รับรางวัล "บุคคลยอดเยี่ยมผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ" จากการที่เขาอนุมัติให้มีการลาคลอดสำหรับคนทำงานกองทัพ UAE ผู้ได้รับรางวัลคนอื่นๆ ก็มาจากหน่วยงานรัฐบาล UAE ซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด

นั่นทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากในทวิตเตอร์พากันล้อเลียนเสียดสีการประกาศรางวัลในครั้งนี้พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น เช่น หนึ่งในผู้ใช้งานชื่อ Rianne Meijer ระบุว่า "ฉันเสียใจที่จะต้องบอกกับคุณ แต่คุณลืมเชิญผู้หญิงมาหรือเปล่า"

นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้งานรายอื่นๆ ที่ระบุในเชิงเสียดสีต่อกรณีนี้รวมถึงนักวิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลาง ไฮเดอร์ อัลโคอี และบล็อกเกอร์ชาวเลบานอน โจอี ไอยูบ ที่ระบุว่า "ผมสัญญากับคุณเลยว่า นี่ไม่ใช่การเสียดสี" อดีตนักข่าวหญิงประจำตะวันออกกลางก็แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ระบุว่า "คุณไม่สามารถกุเรื่องนี้ขึ้นมาเองได้ ดูสิ ผู้ชนะรางวัลความเท่าเทียมทางเพศของ UAE มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น"

เมื่อปี 2561 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน UAE ว่ามีสถานการณ์น่าเป็นห่วงเพราะมีเรื่องการทารุณกรรมผู้ต้องขัง ความอยุติธรรมต่อคนทำงานจากต่างประเทศ และการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง ทั้งนี้ในรายงานยังระบุอีกว่าผู้ชายใน UAE ยังคงสามารถห้ามไม่ให้ภรรยาของตัวเองทำงานและจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเธอได้

เรียบเรียงจาก

Twitter users mock UAE after gender awards won by men, Aljazeera, Jan.29, 2019

ภาพกรุงอาบูจา เมืองหลวงไนจีเรีย (ที่มา:วิกิพีเดีย)

Posted: 25 Jan 2019 10:41 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sat, 2019-01-26 13:41


ในการเลือกตั้งเดือน ก.พ. ที่จะถึงนี้จะเป็นบททดสอบประชาธิปไตยสำหรับไนจีเรีย จากการขับเคี่ยวกันของ 2 ผู้ที่มีบทบาททางการเมืองมายาวนาน แต่ก็มีประเด็นปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางเชื้อชาติ และประเด็นที่รัฐบาลปัจจุบันของไนจีเรียมีการกดขี่ปราบปรามคนที่เห็นต่างและลิดรอนเสรีภาพสื่ออย่างหนัก สิ่งเหล่านี้จะกระทบการเลือกตั้งของไนจีเรียหรือไม่

25 ม.ค. 2562 ไนจีเรียกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 16 ก.พ. ที่จะถึงนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ผู้คนต่างจับตามองในฐานะเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งด้านบรรทัดฐานประชาธิปไตย ค่านิยม และความกลมเกลียวในประเทศ

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้มีผู้แทนหลักๆ 5 รายจากผู้แทนที่สมัครเข้ามาทั้งหมด 73 ราย คนที่เป็นคู่ปรับกันรายใหญ่ๆ คือ มูฮัมมาดู บูฮารี ประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่งในปัจจุบันจากพรรคซ้ายกลางออลโปรเกรสซีฟ (APC) และฝ่ายค้าน อดีตรองประธานาธิบดี อะคิตู อะบูบาคาร์ จากพรรคพีเพิลเดโมเครติกซึ่งเป็นพรรคขวากลาง

นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครรายอื่นๆ ที่ถูกเรียกว่าเป็น "พลังที่สาม" เพราะพวกเขาไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแต่ก็ส่งผลต่อการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ สื่อโกลบอลวอยซ์นำเสนอประเด็นสำคัญที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งไนจีเรียไว้ดังนี้

ประเด็นแรก เรื่องการที่สองคู่แข่งหลักต่างก็เป็นคนที่มีประวัติการเมืองยาวนานในไนจีเรีย แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็มีอายุมากและน่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ การที่สุขภาพกลายมาเป็นประเด็นเพราะว่าก่อนหน้านี้เคยมีประธานาธิบดีอูมารู มูซา ยาร์อะดัว ที่เสียชีวิตจากความเจ็บป่วยมาก่อนในปี 2553 และทำให้เกิดสูญญากาศทางอำนาจเพราะยาร์อะดัวไม่ได้มอบหมายแต่งตั้งรองประธานาธิบดี กูดลักค์ โจนาธาน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งต่อก่อนที่เขาจะไปรักษาตัวครั้งสุดท้าย อีกทั้งประธานาธิบดีปัจจุบันคือบูฮารีก็เดินทางไปรับการรักษาตัวที่สหราชอาณาจักร 10 ครั้งแล้วในช่วงการดำรงตำแหน่งปัจจุบัน

ขณะเดียวกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ของไนจีเรียก็มีผู้สมัครที่อายุต่ำกว่า 40 ปี อยู่ 10 ราย อย่างไรก็ตามผู้สมัครที่อายุไม่มากเหล่านี้อาจจะต้องเจออุปสรรคจากวัฒนธรรมทางการเมืองในไนจีเรียเองที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมายาวนาน สิ่งนี้ทำให้เกิดการปลูกฝังวัฒนธรรมแบบที่ผู้เล่นการเมืองที่สั่งสมทั้งทุนรอนและเครือข่ายมายาวนานมีความได้เปรียบ ซึ่งคู่แข่งหลักทั้งสองรายต่างก็มีฐานการเมืองที่เข้มแข็งทั้งสิ้น ขณะที่บูฮารีมีกลุ่มผู้ที่ให้การสนับสนุนเขาในทางตอนเหนือของประเทศ อะบูบาคาร์ก็ได้รับการยอมรับจากกลุ่มชนเผ่าต่างๆ และศาสนาต่างๆ ในไนจีเรีย ดูเหมือนว่าอายุของพวกเขาจะไม่ได้เป็นปัจจัยทำให้การสนับสนุนและความภักดีต่อสองผู้สมัครรายหลักๆ นี้ลดลง

ประเด็นที่สอง เรื่องชาติพันธุ์และศาสนาในไนจีเรียซึ่งมีความเปราะบาง เสี่ยงต่อการแตกหักและในขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองของไนจีเรีย จากข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 พบว่าคู่แข่งในการเลือกตั้งรายหลักๆ ได้รับคะแนนเสียงตามสัดส่วนผู้แทนจากพื้นที่รัฐที่สนับสนุนพวกเขาอยู่ นอกจากนี้ยังมีการใช้ความรู้สึกของผู้คนในเรื่องเชื้อชาติมาเป็นตัวเรียกคะแนนเสียงเป็นเหตุให้มีวาทะสร้างความเกลียดชัง (เฮทสปีช) เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติเพิ่มขึ้นสูงมากทั้งในและนอกอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังมีความกังวลในเรื่องกลุ่มก่อการร้ายโบโกฮาราม ซึ่งเคยทำให้อดีตประธานาธิบดี กูดลักค์ โจนาธาน เสียคะแนนเสียงเพราะไม่สามารถจัดการกับเหตุวางระเบิดของกลุ่มโบโกฮารามได้ และกรณีที่กลุ่มโบโกฮารามลักพาตัวนักเรียนหญิงในชิบอก จนทำให้เกิดการเรียกร้องจากทั่วโลกในนาม #BringBackOurGirls ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรมากพอในการจัดการกับปัญหานี้

โกลบอลวอยซ์ระบุว่าผู้สมัครคู่แข่งหลัก 2 ราย ต่างก็อาศัยพันธมิตรเชื้อชาติในการชนะคะแนนเสียง ขณะที่บูฮารีมีพื้นเพเป็นชาวมุสลิมฟูลานีทางตอนเหนือ เขาได้ให้เยมี โอสิบานโจ เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดีเพื่อเรียกคะแนนจากชาวคริสต์โยรุบาทางตะวัตตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่วนอะบูบาคาร์ซึ่งเป็นชาวมุสลิมฟุลานีเช่นกันก็เลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเป็นชาวคริสต์อิกโบทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จากการที่สองคู่แข่งหลักมีเชื้อชาติเดียวกับอาจจะทำให้การแข่งขันในครั้งนี้ไม่มีความตึงเครียดทางชาติพันธุ์มากเท่าในปี 2558 ที่โจนาธานซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์อิจอว์ ขับเคี่ยวกับบูฮารี

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จากที่มีข้อกล่าวหาต่อรัฐบาลบูฮารีในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างใหญ่หลวง และในปี 2561 ที่ผ่านมาก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องขอให้ปล่อยตัวชาวเน็ตและนักข่าวที่ถูกจับกุม

หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเหตุการณ์ที่ตำรวจไนจีเรียทำร้ายร่างกายนักข่าว โยมี โอโลโมเฟ และจับกุมเขาเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2559 ในช่วงวันปีใหม่ 2560 ก็มีนักข่าวแดเนียล อิลอมบาห์ กับน้องชายของเขาถูกจับกุมจากเนื้อข่าวที่เขาไม่ได้เป็นคนเขียน ในเดือน ส.ค. 2560 ก็มีคนค้าขายชื่อโจ ฟอร์เตโมเซ ชินัคเว ถูกจับกุมเพราะตั้งชื่อสุนัขของเขาว่า "บูฮารี"

ทั้งนี้ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องปล่อยตัวคนทำสื่อส่วนหนึ่ง เช่น #FreeJonesAbiri ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ปล่อยตัว โจนส์ อบีรี ผู้ตีพิมพ์สื่อวีคลีย์ซอร์สที่ถูกจับกุมจากหน่วยความมั่นคงของรัฐในปี 2559 ก่อนที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2561 โดยต้องอยู่ในที่คุมขังถึงสองปี การเคลื่อนไหวอีกหนึ่งกรณีคือ #FreeSamuelOgundipe จากกรณีที่หน่วยยุทธการพิเศษของไนจีเรียจับกุมนักข่าว ซามูเอล โอกุนดิเป และคุมขังเขาเป็นเวลาสามวัน

นอกจากสื่อแล้วยังเคยมีการจับกุมนักกิจกรรมการเมืองและสมาชิกฝ่ายค้าน เดจิ อะเดยันจู เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2561 จากการประท้วงล่าสุด

ทั้งนี้บูฮารียังเป็นคนที่แสดงความไม่ชอบเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างโจ่งแจ้งเขาเคยกล่าวกับกลุ่มนักกฎหมายเมื่อปีที่แล้วว่า "หลักนิติธรรมจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจการกำกับด้านความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ" แต่ขณะเดียวกันฝ่ายอะบูบาคาร์ก็เคยให้สัญญาว่าจะมีการบริหารประเทศใน "โครงสร้างที่มีความเปิดกว้างครอบคลุม" และคำนึงถึงความหลากหลายและทำให้เกิดบรรยากาศที่ "เป็นธรรม" และ "มีการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกคนภายใต้รัฐบาลที่โปร่งใส"

โกลบอลวอยซ์ระบุว่ามีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าประเด็นเหล่านี้จะคลี่คลายออกมาอย่างไรในช่วงเลือกตั้งและหลังจากนั้น

เรียบเรียงจาก

Old age, hate speech, press freedom: Critical issues in Nigeria's 2019 presidential elections, Global Voices, Jan. 24, 2019
ข่าว
การเมือง
ต่างประเทศ
การเลือกตั้ง
ไนจีเรีย
มูฮัมมาดู บูฮารี
อะคิตู อะบูบาคาร์
ซ้ายกลาง
ขวากลาง
การแบ่งแยกเชื้อชาติ
เสรีภาพสื่อ
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การปราบปรามคนเห็นต่าง

[full-post]


Posted: 20 Jan 2019 02:47 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Sun, 2019-01-20 17:47


ผู้ต้องขังในเรือนจำสหรัฐฯ ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิผู้อพยพฟ้องร้องบริษัทเอกชนสองแห่งที่เป็นผู้บริหารเรือนจำในสหรัฐฯ จากการขูดรีดผู้ต้องขังด้วยค่าแรง 30-35 บาทต่อวัน กับราคาอาหารที่บางอย่างแพงกว่าข้างนอก 2 เท่า ยังไม่รวมถึงราคาสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ อย่างสบู่ ยาสีฟัน ที่ชาร์จราคาสูงลิ่ว ขณะเดียวกันนโยบายเน้นจับกุมผู้อพยพของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำให้มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นมาก

20 ม.ค. 2562 สื่อต่างประเทศรายงานขบวนการขูดรีดในเรือนจำเอกชนที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา (ICE) ใช้คุมขังนักโทษ ในรายงานข่าวดังกล่าวมีการระบุถึงกรณีของนักโทษที่ชื่อดักลาส ครูซ ผู้ต้องขังในเรือนจำอเดลันโต นอกเมืองลอสแองเจลิส ผู้ที่ทำงานในครัวของเรือนจำได้เงินเพียง 1 ดอลลาร์ต่อวัน (ราว 30-35 บาท) แต่ต้องเจอกับอาหารราคาชาร์จสูงมากในร้านค้าในเรือนจำอย่างทูน่ากระป๋องที่ราคาสูงถึง 3.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 100 บาท) นั่นหมายความว่าเขาต้องทำงานประมาณ 3-4 วันถึงจะได้ทูน่ากระป๋อง 1 กระป๋อง

ร้านค้าในเรือนจำดังกล่าวมีขายทูน่ากระป๋องด้วยราคาสูงมากกว่าห้างค้าปลีกข้างนอกถึง 3 เท่า บีบให้ครูซต้องประทังชีวิตอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคา 58 เซนต์ (ราว 15-20 บาท) นั่นยังไม่รวมถึงสินค้าอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอื่นๆ ซึ่งกลายเป็น "ของหรู" ไปเลยสำหรับพวกเขา แม้กระทั่งสินค้าสุขอนามัยอย่างยาสีฟันก็ชาร์จเพิ่มขึ้นเป็นเกือบสองเท่าจากที่ขายข้างนอก 5.20 ดอลลาร์ฯ (ราว 165 บาท) เป็น 11.02 ดอลลาร์ฯ (ราว 350 บาท)

ผู้อพยพและนักกิจกรรมเปิดเผยว่าเรือนจำแบบอเดลันโตนี้มีเจ้าของเป็นบริษัทจีโอกรุ๊ป ที่มีฐานอยู่ในโบคา ราตัน รัฐฟลอริดา พวกเขาเป็นบริษัทเอกชนที่หาผลกำไรจากการทำเรือนจำขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ที่หากินด้วยการรีดนาทาเร้นเอาจากการจ้างงานผู้ต้องขังด้วยค่าแรงต่ำมากและขายสินค้าให้ผู้ต้องขังในราคาสูงแม้กระทั่งสินค้าอาหาร บีบให้นักโทษต้องทำงานแลกซื้อสิ่งเหล่านี้

พาโบล ปาเอซ โฆษกของจีโอกรุ๊ปกล่าวว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ "ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง" และบอกว่าผู้ต้องขังของพวกเขาได้รับอาหารที่มีการรับรองจากนักโภชนาการและโครงการใช้แรงงาน ปาเอซบอกอีกว่าราคาสินค้าที่ขายในร้านค้าของเรือนจำ "อยู่ในแนวทางเดียวกับราคาตลาดในท้องถิ่น" โดยมี "ค่าคนกลางเล็กน้อย" และค่าหัวคิวเหล่านี้ก็จะกลายเป็น "เงินทุนสวัสดิการ" สำหรับซื่อุปกรณ์ต่างๆ ให้กับผู้ต้องขัง นอกจากนี้ปาเอซยังพูดถึงเรื่องที่ญาติของผู้ต้องขังสามารถส่งเงินให้ผู้ต้องขังได้โดยผ่านทางบัญชีของนายหน้า

อย่างไรก็ตามครอบครัวผู้ต้องขังระบุว่าการส่งเงินรูปแบบดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมถึงร้อยละ 10 ทั้งนี้ผู้ต้องขัง วิลเฮน ฮิลล์ บาร์เรียนทอส ก็พูดถึงสภาพในเรือนจำว่าผู้คนต้องทำงานเสริมในเรือนจำอย่างถูพื้นหรือขัดห้องน้ำไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่สามารถหาซื้อของใช้จำเป็นอย่างสบู่ แชมพู อาหาร หรือสเปรย์ดับกลิ่นได้ โดยที่บาร์เรียนทอสเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมกับศูนย์กฎหมายคนจนฟ้องร้องคดีแบบเป็นกลุ่ม (class action) ต่อบริษัทบริหารเรือนจำที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ชื่อคอร์ซีวิคเมื่อปีที่แล้ว ในเรือนจำเขาถูกปฏิเสธไม่ให้มีแม้กระทั่งกระดาษชำระ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสิทธิผู้อพยพที่ฟ้องร้องคอร์ซีวิคและจีโอกรุ๊ปในลักษณะเดียวกันในหลายๆ รัฐ ขณะที่องค์กรเฝ้าระวังของรัฐบาลและ นักการเมืองในสภาก็มองเห็นปัญหาตรงนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือน พ.ย. 2561 มีกลุ่มวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงสองบริษัทบริหารเรือนจำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่พวกเขาหาผลกำไรจากธุรกิจเรือนจำเอกชนในระดับที่ "นอกลู่นอกทาง" โดยอาศัยฉวยโอกาสจากนโยบายปราบปรามผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วุฒิสมาชิกเหล่านี้กล่าวถึงรายงานเมื่อเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผู้ตรวจสอบพบว่าผู้ต้องขังไม่ได้รับสินค้าด้านสุขอนามัยในชีวิตประจำวันรวมถึงมีการให้อาหารที่เน่าเสีย ขึ้นรา หมดอายุ กับผู้ต้องขังเหล่านี้

สื่อต่างประเทศรายงานอีกว่าอุตสาหกรรมเรือนจำเอกชนในสหรัฐฯ รีดไถหาผลประโยชน์จากผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยจากการสำรวจปี 2559 พบว่ามีคนในสหรัฐฯ 1 ใน 12 คน คือราว 128,300 คน เป็นผู้ต้องขังเรือนจำ เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ถึงร้อยละ 47 และนโยบายปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ก็กลายเป็นการส่งผลประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านี้มากขึ้น จากการสำรวจปีงบประมาณล่าสุดพบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ มีการคุมขังผู้คนโดยเฉลี่ย 45,200 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากปีงบประมาณ 2560

เรียบเรียงจาก
$11 toothpaste: Immigrants pay big for basics at private ICE lock-ups, CNBC, 18-01-2019
https://www.cnbc.com/2019/01/18/11-toothpaste-immigrants-pay-big-for-basics-at-private-ice-lock-ups.html

[full-post]

ภาพจากเฟสบุ๊ค Nok Labour


Posted: 18 Jan 2019 05:24 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Fri, 2019-01-18 20:24


สหพันธ์แรงานขนส่งระหว่างประเทศ ร่วมกับ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย แถลงเรียกร้องให้การรถไฟยุติการดำเนินคดีและหักเงินผู้นำสหภาพ พร้อมทั้งคืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมดในช่วงที่ออกจากงานให้แก่ผู้นำสหภาพแรงงานทั้ง 7 คน

18 ม.ค.2562 วันนี้ สหพันธ์แรงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าว เรื่อง "ขอให้ยุติการดำเนินคดีและการหักเงินผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟแห่งประเทศไทย"

แถลงระบุว่า ตามที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ให้ทั้ง 7 คน จ่ายค่าเสียหายให้แก่การรถไฟฯ เป็นเงินจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ฟ้องจนถึงวันที่ชำระเสร็จ ซึ่งปัจจุบันเป็นเงินรวมประมาณ 24,000,000 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯในขณะนี้สร้างความตระหนกและกังวลต่อ ITF,สมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (ITUC) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อย่างมากและได้มีการส่งหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงวันที่มีการรับผู้นำสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงานและยังเรียกร้องให้รัฐไทยยุติการดำเนินคดีต่อผู้นำสหภาพแรงงานและคืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมดในช่วงที่ออกจากงานคืนให้แก่ผู้นำทั้งหมด ซึ่งมาทราบภายหลังว่ารัฐไทยมีการดำเนินการในการหักเงินจากผู้นำแรงงานทั้ง 7 คนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 จำนวนยอดเงินตามคำพิพากษาจำนวนเงินสูงมสก และหักเงินชดใช้ต้องใช้เวลา 10 ปี ต้องส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาซึ่งบางคนขณะนี้ได้เกษียณอายุแล้วและต้องอายัดเงินยังชีพ (บำนาญ)หลังเกษียณมาชดใช้ค่าเสียหายทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ พบรักษาการผู้ว่าฯ รถไฟ ขอแก้ปัญหากรณีผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟ

วันนี้ทาง สรส.และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยได้เดินทางเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และรองปลัดกระทรวงคมนาคมผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าพบประธานคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย และยังมีคณะกรรมการที่ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวด้วย และเพื่อยืนยันในเจตนารมณ์ขององค์กรแรงงานในประเทศและต่างประเทศ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งรัฐบาล แก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน เพราะสิ่งที่สหภาพฯเรียกร้องคือความต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยแห่งสาธารณะของขบวนรถไฟมิใช่ผลประโยชน์เฉพาะตัวเฉพาะกลุ่ม

โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1. ยุติการดำเนินคดีแก้ผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 2.ให้ยุติการหักเงินชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด และ 3. ให้คืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมดในช่วงที่ออกจากงานให้แก่ผู้นำสหภาพแรงงานทั้ง 7 คน ซึ่งขบวนการแรงงานทั้งสากล และขบวนการแรงงานไทยจะเร่งติดตาม เพื่อให้ยุติเรื่องทั้งหมดโดยเร็ว



คำพิพากษาดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจาก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยรณรงค์เรื่องความปลอดภัยเมื่อครั้งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขบวนรถไฟตกราง เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2552 ที่สถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นเหตุมีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากสาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์ของรถจักรที่ใช้ทำขบวน ซึ่งผลจากการการสอบสวนภายในที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเอง รวมทั้งคำพิพากษาของศาลอาญาจนเป็นเหตุให้พนักงานขับรถต้องติดคุก และต้องออกจากงาน เมื่อศาลอาญาเห็นว่านำรถจักรที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ออกไปทำขบวน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ฟ้องต่อศาลแพ่งและศาลก็มีคำพิพากษาให้พนักงานขับรถและการรถไฟแห่งประเทศไทยจ่ายค่าเสียหายให้แก้ผู้ฟ้อง เนื่องจากนำรถจักรที่ไม่สมบูรณ์ออกไปทำขบวนจนเกิดเหตุร้ายแรง แม้กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในส่วนของต่างประเทศ ITF, ITUC ได้นำเรื่องร้องเรียนต่อ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และผลการสรุปก็ออกมาในลักษณะที่เห็นว่าสภาพแรงงานรถไฟและผู้นำกระทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพแรงงาน และได้ส่งคำวินิจฉัยมายังรัฐบาลไทยเพื่อยุติและคืนสิทธิให้แก่ผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟ จากผลที่สรุปออกมาชี้ให้เห็นถึงการกระทำของสหภาพแรงงานรถไฟและผู้นำสหภาพที่ได้กระทำการที่เป็นประโยชน์แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเอง รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อขอเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟจำนวน 7 คน ในส่วนกลางและถูกเลิกจ้างไปในปี 2554 พร้อมกับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่สูงมากรวมทั้งเลิกจ้างผู้นำสหภาพรถไฟที่หาดใหญ่อีก 6 คน และถูกเลิกจ้างไปตั้งแต่ปี 2552 จึงเป็นเหตุให้ขบวนการแรงงานในประเทศไทยและต่างประเทศร่วมกันรณรงค์เพื่อให้รัฐบาลไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยยุติการดำเนินคดีต่อผู้นำสหภาพรถไฟฯและให้รับทั้งหมดเข้าทำงานและให้คืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมดในช่วงที่ถูกออกจากงานให้แก่ผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟ ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยก็รับผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟทั้งหมดกลับเข้าทำงานในปี 2557 และได้จ่ายเงินและสิทธิประโยชน์ช่วงที่ออกจากงานคืนให้แก่ผู้นำ 6 คนที่สาขาหาดใหญ่ แต่ผู้นำส่วนกลาง 7 คนแม้จะได้กลับเข้าทำงานแต่ก็ยังไม่ได้รับคืนสิทธิประโยชน์ช่วงที่ออกจากงานโดยที่การรถไฟแห่งประเทศไทยอ้างว่ามีค่าเสียหายที่ทั้ง 7 คนต้องจ่ายให้กับการรถไฟฯ ก่อนที่จะมีคำพิพากษาเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ดังกล่าว

[full-post]


Posted: 14 Jan 2019 09:09 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-15 12:09


สื่ออิสระฟิลิปปินส์ระบุปัญหาคดีสังหารจำนวนมากที่เกิดจาก "สงครามยาเสพติด" ของโรดริโก ดูเตอร์เต ไม่มีความคืบหน้า จากจำนวน 5,050 คดีมีคลี่คลายอยู่เพียง 327 คดีเท่านั้น ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ต้องรับมือเรื่องนี้แทนแต่ทางการก็ไม่ให้ความร่วมมือในการสืบสวน การประวิงเวลาคดีเหล่านี้ออกไปอาจกลายเป็นภัยย้อนสู่ดูเตอร์เตเอง จากที่ศาลอาญาระหว่างประเทศเริ่มสนใจสืบสวนข้อหา "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" ในฟิลิปปินส์

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้ริเริ่มนโยบายสงครามกับยาเสพติดในฟิลิปปินส์(ที่มาภาพ: Wikipedia)

เหตุการณ์คืนที่แมนนี (นามสมมุติ) ถูกสังหารยังคงกระจ่างชัดในความทรงจำของผู้เป็นแม่อย่างลิตา (นามสมมุติ) แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 1 ปี ร่างไร้ชีวิตของแมนนีทรุดลงที่พื้น เลือดที่ไหลนองทำให้พื้นคอนกรีตสีเทากลายเป็นสีเข้มขึ้น แมนนีถูกสังหารในช่วงเวลา 4 ทุ่มขณะที่เขากำลังรอรับผักไปขาย เขาถูกยิงในระยะเผาขนและเสียชีวิตทันที ผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุสวมหมวกปกคลุมใบหน้าตัวเองทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร อีกทั้งการก่อเหตุยังเกิดขึ้นในช่วงหลังอาทิตย์ตกดินในที่คนน้อยก็ยิ่งทำให้ยากต่อการระบุตัวผู้ต้องสงสัย

นี่คือหนึ่งในกรณีการสังหารนอกกระบวนการกฎหมายที่เกิดขึ้นด้วยข้ออ้างนโยบาย "สงครามยาเสพติด" ของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากราว 20,000 ราย โดยจำนวน 5,050 กรณีที่เป็นการเสียชีวิตจากปฏิบัติการของตำรวจโดยไม่มีกระบวนการไต่สวนทางอาญา มีอยู่ 1,099 กรณีที่เป็นการสังหารนอกปฏิบัติการของตำรวจและมีเพียง 327 กรณีเท่านั้นที่ได้รับการคลี่คลาย และเป็นการดำเนินคดีจากกระทรวงยุติธรรมเพียง 76 รายเท่านั้น

อุปสรรคในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ถูกสังหารเป็นปัญหาที่สื่อ Rappler ระบุในรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่มาจากนโยบายสงครามยาเสพติดของรัฐบาลดูเตอร์เต กรณีของลิตาที่ต้องการเรียกร้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ลูกชายตัวเองก็มีอุปสรรคตรงที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ การสูญเสียลูกชายแบบไม่ได้รับความเป็นธรรมทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีบาดแผลช้ำหนองที่ไม่ได้รับการเยียวยา

กรณีของแมนนีเป็นหนึ่งใน 1,099 กรณีการสังหารนอกปฏิบัติการของตำรวจ ถึงแม้กองบัญชาการตำรวจนครบาลของกรุงมะนิลาจะระบุว่ามี 327 คดีที่ไขได้แล้ว แต่ที่ว่า "ไขได้" ในความหมายของตำรวจฟิลิปปินส์คือมีการส่งฟ้องถึงศาลและมีผู้ต้องหาอย่างน้อยหนึ่งคนถูกจับกุม นอกจากนี้ บางส่วนที่ไม่ได้ระบุว่าไขได้แต่แค่ระบุว่าคดี "กระจ่าง" แล้ว หมายความว่าคดีอยู่ในกระบวนการศาล สามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้อย่างน้อยหนึ่งราย ไม่ได้หมายความว่า “ปิดคดี” ได้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าในการสังหารเหล่านี้มีถึงร้อยละ 70.2 กรณีที่ไม่มีการส่งฟ้องต่อศาลและไม่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ ตัวเลขคดีที่ยังถูกเก็บมืดจากตำรวจมหาศาลขนาดนี้กลายเป็นภาระให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์ต้องมาจัดการแทน

โฆษกของตำรวจนครบาลฟิลิปปินส์กล่าวว่าสาเหตุที่คดีต่างๆ ดำเนินไปอย่างล่าช้าเพราะพนักงานสืบสวนต้องตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะมีการยื่นฟ้อง เธอยังกล่าวยอมรับว่าการสืบสวนเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะขาดพยานในคดีเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือมีผู้รู้เห็นแต่กลัวที่จะมาเป็นพยาน ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ในฟิลิปปินส์เพราะผู้ก่อเหตุมักจะสามารถติดตามตัวพยานได้โดยง่ายเพราะมีความเกี่ยวพันเป็นครอบครัวหรือเป็นเพื่อนกัน อีกปัจจัยหนึ่งคือการสืบสวนคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวกับยาเสพติดนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าคดีฆาตกรรมทั่วไปและอาจจะส่งผลต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ๆ ทำการสืบสวนด้วย

ด้านฝ่ายนักสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายสงครามยาเสพติดของดูเตอร์เตทำให้กระบวนการยุติธรรมผันผวน ขาดการกำกับดูแล และทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมทำงานสืบสวนสอบสวนในเรื่องเหล่านี้ นั่นทำให้องค์กรที่ชื่อศูนย์เพื่อกฎหมายนานาชาติหรือเรียกสั้นๆ ว่าเซนเตอร์ลอว์ (CenterLaw) ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดว่านโยบายสงครามยาเสพติดของดูเตอร์เตนั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ

คริสตินา อันโตนิโอ นักกฎหมายจากเซนเตอร์ลอว์วิจารณ์ว่าการที่กระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ทำการสืบสวนใน 76 กรณี จากกรณีการเสียชีวิตทั้งหมด 5,050 รายจากตัวเลขรัฐบาล หรือ 20,000 ราย จากตัวเลขโดยรวมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนนั้น ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากในระดับย่ำแย่ อันโตนิโอก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ที่พนักงานอัยการกลัวที่จะท้าทายระบบเดิม เพราะการฟ้องร้องคดีการสังหารแบบนี้ไม่ใช่การดำเนินคดีกับตัวบุคคลแต่เป็นกับองค์กรรัฐ

การที่หน่วยงานบังคับกฎหมายไม่ทำงาน ทำให้ภาระนี้ตกมาอยู่กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์แทน ตอนนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์กำลังทำการสืบสวนคดี 1,500 คดี ทั้งจากกรณีการเสียชีวิตในช่วงปฏิบัติการของตำรวจและคดีวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ ชิโต กาสกง ยอมรับว่าตัวเลขเท่านี้ยังคงไม่เพียงพอ

กาสกงบอกว่าในขณะที่รัฐบาลก่อนหน้านี้มีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีปริมาณและความถี่มากถึงขนาดที่เห็นทุกวันนี้ การที่รัฐบาลสืบสวนเรื่องนี้น้อยมากถือเป็นเรื่องน่าตระหนกเพราะมันเป็นความรับผิดชอบของพวกเขาในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพราะการฆาตกรรมก็ถือว่าเป็นการฆาตกรรมไม่ว่าเหยื่อจะเป็นคนค้ายาหรือไม่ก็ตามก็ต้องมีการสืบสวนจากตำรวจในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะนั่นทำให้ญาติผู้เสียชีวิตที่ทวงถามความจริงจะต้องเผชิญกับกำแพงกั้นหากร้องเรียนกับหน่วยงานตำรวจ

นอกจากนี้ฝ่ายตำรวจก็ไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อองค์กรสิทธิมนุษยชนพยายามจะสืบสวนเรื่องนี้เอง เรื่องนี้มีข้อวิจารณ์ที่รัฐบาลดูเตอร์เตมีการหวงข้อมูล ไม่ยอมให้เอกสารข้อมูลต่างๆ เพื่อการสืบสวนแม้กระทั่งกับศาลสูงสุดของประเทศ ศาลสามารถเรียกขอเอกสารจากรัฐบาลได้ในที่สุดเมื่อเดือน เม.ย. 2561 แต่ก็ยังเป็นที่กังวลว่ารายงานของตำรวจเกี่ยวกับคดีเหล่านี้จะมีอยู่จริงหรือไม่หรือมีการระบุไว้หรือไม่ว่าจะการสังหารโดยที่รัฐเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ทำ

ทั้งนี้รายงานของ The Rappler ก็ระบุว่าความล่าช้าในการแก้ไขคดีไม่ได้ส่งผลดีต่อรัฐบาลดูเตอร์เตเองแต่อย่างใด เพราะศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กำลังมีแผนการสอบสวนดูเตอร์เตในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังจากที่มีการส่งเรื่องถึง ICC รวม 52 ครั้ง

ฟาตู เบนซูดา อัยการสูงสุดของ ICC ก็บอกว่าถึงแม้เธอกำลังตรวจสอบสถานการณ์ในฟิลิปปินส์อยู๋ แต่เธอก็จะเลิกกระบวนการตรงนี้ถ้าหากรัฐบาลฟิลิปปินส์สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาสามารถทำให้มีการดำเนินคดีเหตุสังหารในประเทศตัวเองได้

เรียบเรียงจาก

Duterte gov't allows 'drug war' deaths to go unsolved, The Rappler, Jan. 14, 2019

[full-post]


Posted: 14 Jan 2019 06:21 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-14 21:21


ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนรัฐเท็กซัสกับเม็กซิโกก็ถูกต่อต้านจากชาวเท็กซัส เพราะพวกเขาถูกเสี่ยงเวนคืนพื้นที่ ด้านนักบวชคาทอลิกก็กังวลว่าโบสถ์อายุ 150 ปี ที่ใช้จัดพิธีสำคัญก็อาจถูกรื้อถอนเพราะโครงการกำแพงดังกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ดูแบบจำลองของกำแพงกั้นชายแดนรูปแบบต่างๆ ที่ออเท เมซา รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 13 มี.ค. 2018 (ที่มา: CBP.gov/Wikipedia)

14 ม.ค. 2562 สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) และหน่วยวิศวกรรมกองทัพสหรัฐฯ เคยส่งจดหมายไปถึงเจ้าของที่ดินในพื้นที่รัฐเท็กซัสแจ้งความประสงต้องการเข้าถึงที่ดินของพวกเขาเพื่อการสนับสนุน "โครงสร้างพื้นฐานชายแดนจากคำสั่งของสภาคองเกรสตามการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2562" และโครงการอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งหมายถึงการต้องการใช้ที่ดินของพวกเขาในการสร้างกำแพงปิดกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโกในรัฐเท็กซัสนั่นเอง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนชาวสหรัฐฯ รัฐเท็กซัส ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับโครงการกำแพงของโดนัลด์ ทรัมป์ เลย หนึ่งในนั้นคือ เนย์ดา อัลวาเรซ ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ติดอยู่กับชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ในเมืองริโอแกรนด์ของรัฐเท็กซัส

อัลวาเรซและเจ้าของที่ดินรายอื่นๆ ในริโอแกรนด์วัลเลย์ได้รับจดหมายดังกล่าวจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพื่อขอ "เข้าถึง" ที่ดินของพวกเขาเพื่อดำเนินการในด้านต่างๆ แต่ทนายความและผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่านั่นเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่พยายามจะยึดที่ดินของชาวเท็กซัสโดยอาศัยอำนาจการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตามการยึดที่ดินของประชาชนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นหนทางขรุขระสำหรับแผนการที่รัฐบาลทรัมป์พยายามการสร้างกำแพงหลายร้อยไมล์ระหว่างพรมแดนเม็กซิโกและสหรัฐฯ ซึ่งจะทาบผ่านบ้านเรือนของประชาชนทั่วไปอย่างอัลวาเรซด้วย

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดนเม็กซิโกในเท็กซัสเพื่อสร้างกำแพง 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว โดยประกาศว่ามีแผนการจะสร้างภายในเดือน ก.พ. นี้ แต่ก็ทำให้คนในพื้นที่ไม่ยอมให้พวกเขามายึดที่ดินไปง่ายๆ และเตรียมพิพาทคดีนี้ในชั้นศาล และหนึ่งในคนที่ประกาศต่อต้านกำแพงนี้อย่างแข็งขันคืออัลวาเรซเอง เธอบอกว่าเธอตั้งการเขียนคำว่า "ไม่เอากำแพงกั้นพรมแดน" บนหลังคาของเธอเพื่อให้โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เห็นเวลาที่เขายินมาเยี่ยมชมพื้นที่สร้างกำแพงในเท็กซัส เธอบอกว่าที่เธอไม่ยอมเพราะเธอจะถูกไล่ที่ด้วยเหตุนี้

อิเฟรน อี โอลิวาเรส ผู้อำนวยการโครงการด้านความเป็นธรรมทางเชื้อชาติสีผิวและเศรษฐกิจของโครงการสิทธิพลเมืองเท็กซัสกล่าวว่ามีเจ้าของที่ดินราว 100 คน ที่ได้รับจดหมายจากทางการขอสำรวจพื้นที่ แต่ทว่าการสำรวจดังกล่าวนี้เป็นขั้นตอนแรกของรัฐบาลในการเวนคืนที่ดิน โดยหลังจากที่รัฐบาลมองว่าที่ดินของประชาชนเหล่านี้เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขาก็จะขอซื้อหรือไม่ก็นำเรื่องขึ้นศาลในการบีบให้เจ้าของที่ดินขายให้รัฐบาล

ทางกลุ่มสิทธิพลเมืองเท็กซัสพยายามโต้ตอบรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ตามบ้านเพื่อบอกให้พวกเขารู้ถึงสิทธิที่พึงมีของตัวเองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเซนต์สัญญายินยอมให้ทางการเข้าถึงที่ดินของพวกเขาก็ได้ นอกจากนี้ยังพยายามให้ความรู้ประชาชนเรื่องนี้ผ่านทางโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตและสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วย อย่างไรก็ตามโอลิวาเรสบอกว่าในกระบวนการศาลนั้นประชาชนในสหรัฐฯ อาจจะต่อสู้ได้ยากหน่อยเพราะศาลรัฐบาลกลางมักจะเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลเมื่อมีการอ้างเรื่องการเวนคืนด้วยสาเหตุเรื่อง "ความมั่นคง"

สื่อวอชิงตันโพสต์รายงานอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ทรัมป์เคยพยายามไล่ที่แม่ม่ายผู้อาศัยในแอตแลนติคซิตี รัฐนิวเจอร์ซี เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างลานจอดรถลีมูซีนของทรัมป์พลาซาคาสิโนที่เขาเป็นเจ้าของ แต่ในคราวนั้นศาลนิวเจอร์ซีตัดสินคัดค้านทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเจ้าของบ้านก็ย้ายไปที่แคลิฟอร์เนียนำบ้านของเธอขึ้นประมูลและถูกรื้อถอน ในตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่จอดรถว่างเปล่าหลังสถานบันเทิงที่ไร้ชีวิต แต่ทรัมป์ก็ยังพยายามสนับสนุนการเวนคืนเหล่านี้

หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเวนคืนสร้างกำแพงของทรัมป์คือเขตมิสซังคริสต์นิกายคาทอลิกแห่งบราวน์วิลล์ มีโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อลาโลมิตาเป็นโบสถ์ที่มีอายุมากกว่า 150 ปีเสี่ยงจะถูกเวนคืน ทำให้พวกเขาต่อสู้คดีกับทางรัฐบาล เพื่อปกป้องพื้นที่ที่เป็นแหล่งพิธีกรรมของคนในชุมชนอย่างพิธีมิสซา การแต่งงาน และงานศพ ในศาสนสถานของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรม "วันอาทิตย์ใบลาน" ซึ่งเป็นพิธีสมโภชจัดในวันอาทิตย์ 1 สัปดาห์ก่อนอีสเตอร์ ที่มีคนเข้าร่วม 2,000 คน ทุกปี

แมรี แมคคอร์ด ศาตราจารย์ด้านกฎหมายและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ เป็นคนที่กำลังทำคดีให้กับชาวคริสต์ในบราวน์วิลล์อยู่ เขาบอกว่าสำหรับบิชอปแห่งบราวน์วิลล์ แดเนียล อี ฟลอเรส แล้ว การให้รัฐบาลเข้าถึงที่ดินของศาสนสถานนี้อาจจะกลายเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลเข้ามายึดพื้นที่ของพวกเขาไปซึ่งจะเป็นการละเมิดความเชื่อและหลักปฏิบัติของนิกายคาทอลิก ฟลอเรสบอกว่าการสร้างกำแพงในพื้นที่ของเท็กซัสจะกลายเป็นภาระให้กับการทำกิจกรรมทางศาสนาและรัฐบาลก็ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะสร้างกำแพง

รัฐบาลมีคำร้องขอเข้าถึงที่ดินแห่งนี้มาเป็นเวลาราว 1 ปี แล้ว โดยจะมีการรับฟังคำไต่สวนข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในเดือน ก.พ. ที่จะถึงนี้

เรียบเรียงจาก

Trump’s wall needs private property. But some Texans won’t give up their land without a fight., The Washington Post, 10-01-2019

As Trump visits border, Texas landowners prepare wall fight, AP, 11-01-2019

[full-post]

ธงชาติมาเลเซีย (ที่มา: Maxpixel.net)

Posted: 09 Jan 2019 07:59 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-09 22:59


ที่มาเลเซีย มีผู้ถูกจับกุมสามรายด้วยข้อหาหมิ่นสุลต่านสูงสุดด้วยกฎหมายการปลุกปั่นซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่ปิดกั้นคนมาเลเซียจากการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวยังคงใช้งานตามปกติและรอพิจารณาจากรัฐสภาว่าจะแก้ไขหรือไม่ โดยที่ไม่ได้มีกำหนดการชัดเจน

9 ม.ค. 2562 เว็บไซต์ข่าวมาเลย์เมล์รายงานว่ามีผู้ถูกจับกุมสามรายในความผิดจากการโพสต์ที่ส่อไปในทางดูหมิ่นสุลต่านมุฮัมหมัดที่ห้าแห่งกลันตันซึ่งเพิ่งจะสละราชสมบัติไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้ถูกจับกุมเป็นชายหนึ่งคน หญิงสองคน ผู้ชายคืออีริก เหลี่ยวชีหลิ่ง อายุ 46 ปี ใช้ชื่อเฟสบุ๊คว่า Eric Liew ส่วนผู้หญิงอีกสองคนคืออัซฮัม อัคตาร์ อับดุลเลาะห์ อายุ 27 ปี ใช้ชื่อทวีตเตอร์ว่า @azhamakhtar และนูร์ อาเลีย อัสตามาน อายุ 26 ปี ใช้ชื่อทวีตเตอร์ว่า @aliaastaman

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตุน สฺรี โมฮาหมัด ฟูซิ ฮารุนกล่าวว่าผู้ต้องหาทั้งสามรายกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนภายใต้มาตรา 4(1) ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยุยงปลุกปั่น และยังได้กล่าวแนะนำว่าควรรอบคอบก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นบนโลกโซเชียลและเตือนให้ระมัดระวังการกระทำที่จะเป็นการปลุกปั่น

“ทุกคนได้รับการชี้แนะในเรื่องการโพสต์ใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับการสละราชสมบัติของยัง ดี เปอร์ตวน อากง (พระราชาธิบดี) ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาพลักษณ์แง่ลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศได้” เขากล่าว

จำนวนผู้ที่ถูกไต่สวนจากความผิดในการโพสต์สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการปลุกปั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในบางกรณีก็ถูกลงโทษโดยนายจ้างเอง เคยมีกรณีที่ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด ตัมริน อับดุล ฆาฟาร์ ผู้เป็นลูกชายของตุน อับดุล ฆาฟาร์ บาบา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนที่ยะโฮร์กว่าสามชั่วโมงจากการเขียนบล็อกของเขา ส่วนเมื่อวานนี้ บริษัทเตอนาฆา นาซิโอนาลได้ลงโทษลูกจ้างที่แสดงความคิดเห็นบนพื้นที่สาธารณะซึ่งส่อว่าเป็นการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์

สุลต่านมูฮัมหมัดเป็นผู้ปกครองมาเลเซียคนแรกที่ลงจากตำแหน่งราชาธิบดีหลังครองตำแหน่งได้เพียงสองปีกว่าจากระยะเวลาทั้งหมดห้าปี


สื่อนอกวิเคราะห์ประมุขมาเลเซียสละราชสมบัติไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล

ส่วน พ.ร.บ. ยุยงปลุกปั่นปี 2491 มีบทลงโทษจำคุกสามปี และห้าปีสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ เป็นการคาดโทษที่คลุมเครือต่อผู้ใช้คำพูดซึ่งถูกมองว่าปลุกปั่นหรือมีแนวโน้มที่จะปลุกปั่นสร้างความบาดหมางต่อรัฐบาลหรือฝ่ายตุลาการรวมถึงตั้งคำถามต่อสิทธิ อภิสิทธิ์ และอำนาจอธิปไตยที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2557 สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้รายงานข่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้มาเลเซียยกเลิกพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า พ.ร.บ. การปลุกปั่นปี 2491 ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขัดขวางไม่ให้ชาวมาเลเซียแสดงออกหรือถกเถียงอย่างเป็นอิสระและเปิดเผย ขัดขวางชาวมาเลเซียจากความหลากหลายทางความคิดเรื่องการเมือง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2561 มหาธีร์ โมฮัมหมัดได้ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวว่ายังไม่มีกำหนดระยะเวลาชัดเจนในเรื่องการยกเลิก พ.ร.บ การปลุกปั่นปี 2491 เขากล่าวว่าการยกเลิกกฎหมายจำเป็นต้องให้เวลาสำหรับที่รัฐสภาในการพิจารณากฎหมาย ซึ่งอันที่จริงการแก้กฎหมายบางข้อก็เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน แนวร่วมของมหาธีร์ผู้ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปัจจุบัน

แปลและเรียบเรียงจาก

Eric Liew, two others arrested for sedition over posts on former Agong, Malaymail, Jan. 9, 2019

Malaysia Sedition Act threatens freedom of expression by criminalising dissent, OHCHR

Sedition Act will continue to be applied for now, says Dr M, The Star, Oct. 9, 2019

[full-post]

สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน (ที่มา: Change.org)

Posted: 07 Jan 2019 06:05 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Mon, 2019-01-07 21:05


หลังจากที่มีข่าวลือก่อนหน้านี้ ในที่สุดก็มีการแถลงอย่างเป็นทางการเรื่องการสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน ประมุขของมาเลเซียพระองค์ล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงมีการสละราชสมบัติทันด่วนเช่นนี้ และมีการวิเคราะห์ไว้ว่าเรื่องนี้จะส่งผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบันของมาเลเซียหรือไม่

เมื่อ 6 ม.ค. 2562 แถลงการณ์ของสำนักพระราชวังมาเลเซียเปิดเผยว่า สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน ประกาศสละราชสมบัติจากตำแหน่งยังดีเปอร์ตวนอากงซึ่งถือเป็นตำแหน่งประมุขประจำมาเลเซียนับตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป หลังจากที่พระองค์ครองราชย์เป็นยังดีเปอร์ตวนอากงองค์ที่ 15 มาได้ราว 2-3 ปี

ในแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังมาเลเซียระบุว่าสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 สละราชสมบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 32(3) ซึ่งระบุว่า "ยังดีเปอร์ตวนอากงจะต้องมาจากการแต่งตั้งโดยสภาประมุขของผู้ปกครองรัฐโดยมีระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 5 ปี แต่ก็สามารถประกาศสละราชสมบัติเมื่อใดก็ได้โดยการเขียนด้วยลายมือแสดงพระประสงค์ต่อสภาประมุขของผู้ปกครองรัฐ และจะถือเป็นการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งประมุข"

วัน อาห์หมัด อับดุล อะซิซ เจ้าพนักงานตรวจสอบการเงินการบัญชีสำนักพระราชวังมาเลเซียแถลงว่าสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 ทรงแสดงพระประสงค์ต่อสภาประมุขของผู้ปกครองรัฐแล้ว และทรงมีพระราชดำรัสต่อประชาชนชาวมาเลเซียให้ยังคงมีความสามัคคี มีความอดทนในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อให้มาเลเซียยังคง "มีสันติภาพและความปรองดองต่อไป"

การประกาศสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมาหลังจากในสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีเพียงแต่ข่าวลือ อย่างไรก็ตามในการสละราชสมบัติครั้งล่าสุดนี้สำนักพระราชวังไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ อย่างเป็นทางการ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อเดือน ธ.ค. 2559 จากการแต่งตั้งของสภาประมุขของผู้ปกครองรัฐซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันของสุลต่านมาเลเซีย 9 พระองค์และผู้ปกครองฝ่ายพลเรือนคนอื่นๆ โดยที่ สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 ทรงเป็นสุลต่านแห่งรัฐกลันตันมาก่อน

ข่าวลือในเรื่องการสละราชสมบัติมีขึ้นหลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 ทรงพระประชวรจำต้องลาพักในช่วงเดือน พ.ย. 2561 และมีกำหนดการจะเสด็จกลับมาในวันที่ 1 ม.ค. อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่าพระองค์อภิเษกสมรสกับออคซานา โวเอโวดินา นางงามจากรัสเซียในช่วงที่ลาพักพระราชกรณียกิจ คือวันที่ 27 พ.ย. 2561

สื่อเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่การอภิเษกฯ กับโวเอโวดินาจะเป็นสาเหตุหลักที่พระองค์สละราชสมบัติซึ่งในเรื่องนี้มีสื่อต่างประเทศหลายแห่งตั้งข้อสังเกตไว้เช่นกันแต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่าเขาไม่สามารถพูดอะไรได้ในเรื่องนี้เพราะ "ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ" ทั้งนี้รองมุขมนตรีแห่งสุลต่านกลันตันเคยประกาศก่อนหน้านี้เรียกร้องให้อัยการแห่งรัฐ "มีปฏิบัติการ" ต่อคนที่เผยแพร่ข่าวลือ

อย่างไรก็ตามอะวัง อัซมัน อะวัง ปาวี นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลับมลายากล่าวว่าการสละราชสมบัติโดยทันทีนี้จะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบันของมาเลเซีย เรื่องนี้จะไม่ส่งผลต่อวิกฤตรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นเรื่องภายในที่แก้ไขได้โดยพิธีการของราชสำนัก อีกไม่นานสุลต่านรัฐต่างๆ จะประชุมกันเพื่อคัดเลือกประมุขพระองค์ใหม่ โดยที่สุลต่านจากเฟรัคซึ่งเป็นรองประมุขจะทำหน้าที่ต่างๆ แทน ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการบริหารงานรายวันของรัฐบาล

จากที่ก่อนหน้านี้มหาธีร์เคยมีประวัติเรื่องความสัมพันธ์กับราชวงศ์มาเลเซียที่ไม่ดีนักในช่วงที่เขาเป็นนายกฯ ในปี 2524-2546 โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดสิทธิพิเศษและยกเลิกการงดเว้นโทษบางอย่างต่อตำแหน่งประมุข อย่างไรก็ตามอะวัง อัซมัน ก็บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาธีร์กับประมุขมาเลเซียองค์ปัจจุบันเป็นไปได้ด้วยดีโดยส่วนใหญ่ ความตึงเครียดจะเกิดขึ้นกับการที่สุลต่านบางพระองค์มีบุคลิกแข็งกร้าวซึ่งจะไม่ลงรอยกับบุคลิกที่แข็งกร้าวของมหาธีร์เอง

เรียบเรียงจาก

Kelantan's Sultan Muhammad V resigns as Agong, Malaysiakini, Jan. 6, 2019

WATCH THE THRONE: WHAT DOES THE KING’S DRAMATIC ABDICATION MEAN FOR MALAYSIA?, South China Morning Post, Jan. 6, 2019

[full-post]


Posted: 07 Jan 2019 11:46 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Tue, 2019-01-08 02:46


8 ม.ค. 2562 สื่อหลายต่างประเทศสำนักรายงานตรงกัน เช่น สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า คณะทหารในกาบอง ประเทศในทวีปแอฟริกาทางตะวันตก พยายามก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลประธานาธิบดี อาลี บองโก ออนดิมบา แต่ไม่สำเร็จ หลังบุกยึดสถานีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ ในกรุงลิเบรอวีล เมืองหลวง และประกาศก่อรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตย เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ม.ค.62

โฆษกรัฐบาลกาบองออกแถลงการณ์ยืนยันว่าขณะนี้กลุ่มทหารกบฏเหล่านี้ได้ถูกทางการควบคุมตัวได้แล้ว 4 นาย และรายที่ 5 กำลังหลบหนี ขณะที่ทางการกาบองสามารถควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไว้ได้แล้ว

สำหรับเหตุผลที่คณะทหารดังกล่าวยึดอำนาจนั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า คณะทหารกลุ่มดังกล่าวให้เหตุผลว่า ประธานาธิบดีบองโกมีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ยังหวงอำนาจ ไม่ยอมสละตำแหน่ง ที่อยู่มานานกว่า 10 ปีให้แก่ผู้อื่น และอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นในปี 2559 มีปัญหาทุจริต ขบวนการรักชาติแห่งกองกำลังป้องกันและรักษาความมั่นคงแห่งกาบองจึงจำเป็นต้องดำเนินการยึดอำนาจคืน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้ประชาชน 'ลุกฮือขึ้น' ต่อต้านรัฐบาล



ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์และวอยซ์ ออนไลน์

[full-post]


Thitivada Clanjiu

สื่อญี่ปุ่นชี้ “นาฬิกายืมเพื่อน” สะท้อนวัฒนธรรม “ลอยนวล” ของไทย

วารสาร “นิเคอิ เอเชียน รีวิว” ได้นำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับกรณีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมถูกพบว่าครอบครองนาฬิกหรูมากกว่า 25 เรือน มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาห์ โดยถึงแม้สาธารณชนจะรับไม่ได้ แต่ก็ยังไร้ความรับผิดชอบจากผู้มากบารมีในรัฐบาลไทย

สื่อมวลชนญี่ปุ่นระบุว่า พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ยังคงสนับสนุนพลเอกประวิตรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพราะทั้งคู่เคยเป็นผู้นำกองทัพ แต่กรณีอื้อฉาวนี้ก็ทำให้พลเอกประยุทธ์ตกที่นั่งลำบากที่สาธารณชนจะสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจต่อไป ในขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปยังไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน

ในโลกออนไลน์ ข้อเรียกร้องให้ปลดพลเอกประวิตรมีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่า 80,000 ชื่อ บรรดานักวาดการ์ตูนได้เสียดสีอดีตนายพลอย่างเปิดเผย สื่อต่างชาติเรียกขานว่า “นายพลโรเล็กซ์” กระแสนี้ทำให้รัฐบาลทหารหมดความชอบธรรมที่จะอ้างเรื่องความซื่อสัตย์ ซึ่งอ้างมาตั้งแต่การทำรัฐประหาร

กรณีของพลเอกประวิตรเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอีก 2 กรณีดัง คือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ยอมรับว่าได้ยืมเงิน 300 ล้านบาทจากเพื่อนนักธุรกิจที่พัวพันกับธุรกิจอาบอบนวด และกรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ผู้บริหารบมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนท์ ที่ถูกจับกุมในข้อหาล่าสัตว์ป่าในเขตอุทธยานแห่งชาติ สื่อมวลชนญี่ปุ่นมองว่าทั้ง 3 กรณีนี้สะท้อนว่า คนรวยและมีชื่อเสียงในประเทศไทยแตะต้องไม่ได้ และได้รับสิทธิพิเศษในกระบวนการยุติธรรม ลูกหลานของผู้มีบารมีและคนใหญ่คนโตต่างลอยนวลเหนือกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีผู้เสียชีวิตจากการกระทำของพวกเขาก็ตาม

คิงสลีย์ แอบบอต ที่ปรึกษากฎหมายขององค์กร International Commission of Jurists ระบุว่า วัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดอยู่คู่กับประเทศไทยมานมนาน ตั้งแต่ตำรวจที่ไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาคนดังได้ การสืบสวนที่ยืดเยื้อนานหลายปี โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดเลยสักคนเดียว

“นิเคอิ” ระบุว่า กลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพสนับสนุนการรัฐประหารในปี 2557 อย่างกว้างขวางต่างยอมรับต่อระบบที่ล้าหลังของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

ในปี 2560องค์กรความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 105 จาก 175 ประเทศในเรื่องคอร์รับชั่น ลดลงอย่างชัดเจนจากอันดับ 76 ในปี 2558

ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังบั่นทอนความเชื่อที่ว่า “รัฐบาลทหารปราบปรามคอร์รับชั่นได้กีว่ารัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง” ผลการสำรวจระบุว่า การจ่ายเงินใต้โต๊ะในโครงการต่างๆ ของภาครัฐยังสูงถึง 25-30% ของงบประมาณมูลค่ากว่า 676,000 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติหลายรายยอมรับว่าต้องจ่ายสินบนมากถึง 30% เพื่อให้ชนะประมูลโครงการของรัฐ

ความเห็นของสื่อมวลชนและนักวิชาการก็เริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลทหาร ที่อ้างว่ามีความชอบธรรมทางศีลธรรมเพื่อชดเชยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง นักวิชาการระบุว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ “ล้มละลายทางศีลธรรม” และกรรณีอื้อฉาวของพลเอกประวิตรถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเรื่องคอร์รับชั่นมากมายที่มีมาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม คนวงในแวดวงทหารบอกกับ “นิเคอิ” ว่า พลเอกประยุทธ์จะยังคงยืนเคียงข้างพลเอกประวิตร เพราะทหารมักถือตัวว่า “รักและปกป้องประเทศชาติได้ดีกว่าพลเรือน” และยึดกับปฏิญาณที่ว่า “จะอยู่เคียงข้างและไม่ทอดทิ้งเพื่อน” แต่ในสถานการณ์เช่นนี้หากคนใดคนหนึ่งล้มลง ทั้งองคาพยพก็จะล้มตามกันเหมือนดั่งโดมิโน.

https://amp.mgronline.com/japan/9610000018521.html?__twitter_impression=true

ลาติฟา โมฮัมเหม็ด อัลมัคตูม (ที่มา: Youtube/Free Latifa)

Posted: 25 Dec 2018 08:46 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2018-12-26 11:46

จากกรณีเจ้าหญิงลาติฟา โมฮัมเหม็ด อัลมัคตูม พระธิดาในราชวงศ์ดูไบของนายกฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) ที่มีข่าวว่าหนีออกจากประเทศเพราะต้องการเสรีภาพ ต่อมาถูกจับและไม่มีข่าวอีกเลยตั้งแต่เดือน มี.ค. ทางการอาหรับเอมิเรตส์เผยแพร่ภาพถ่ายของเธอกับอดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อพยายามกลบข่าวลือ แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติยังคงเป็นห่วง

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมาสื่อต่างประเทศรายงานว่ามีการเปิดเผยภาพของเจ้าหญิง ลาติฟา โมฮัมเหม็ด อัลมัคตูม พระธิดาของประมุขแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นครั้งแรกหลังจากที่เคยมีข่าวว่าเธอพยายามหนีออกจากประเทศเมื่อช่วงเดือน มี.ค. ปีนี้

ภาพดังกล่าวถูกระบุไว้ว่าถ่ายเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา เป็นภาพชุดที่เผยให้เห็นลาติฟาอยู่กับแมรี โรบินสัน อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ลาติฟาเป็นพระธิดาของโมฮัมเหม็ด บิน ราชีด อัลมัคตูม นายกรัฐมนตรีของ UAE ประเทศที่ประกอบด้วยเจ็ดรัฐ โดยก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าเธอไม่ได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะนับตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. เป็นต้นมา มีการตั้งสมมติฐานว่าเธออาจจะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกว่าเห็นเธอขึ้นเรือยอร์ชออกจากชายฝั่งของอินเดียก่อนที่เรือลำดังกล่าวจะถูกสกัดจับและ UAE ก็บีบให้เธอกลับดูไบ อย่างไรก็ตาม ทางการ UAE ปฏิเสธการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าว และอ้างว่าเธอกำลังพักอาศัยอยู่ที่บ้านกับครอบครัวของเธอ

เรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลในหมู่กลุ่มสิทธิมนุษยชนนานาชาติ พวกเขาเรียกร้องให้ทางการพิสูจน์ว่าลาติฟายังคงปลอดภัย จนกระทั่งเมื่อ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของ UAE เปิดเผยว่าพวกเขาได้ส่งถ้อยแถลงเรื่องลาติฟาให้สำนักงานกลไกพิเศษของข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนยูเอ็นระบุว่าเพื่อเป็นการโต้ตอบ "ข้อกล่าวหาเท็จ" เกี่ยวกับลาติฟา รวมถึงเป็น "หลักฐานว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่กับครอบครัว"

ถ้อยแถลงของ UAE ระบุว่าชุดรูปถ่ายที่โรบินสันอยู่กับลาติฟา ถูกถ่ายในช่วงบ่ายวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งลาติฟากับโรบินสันใช้เวลาร่วมกัน โดยพวกเขาเผยแพร่ภาพนี้โดยได้รับความยินยอมจากทั้งสองคนแล้ว ถ้อยแถลงระบุอีกว่าในช่วงที่โรบินสันมาเยือนดูไบนั้นเธอได้ทำให้แน่ใจว่าลาติฟาได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างดี

ก่อนหน้านี้ ลาติฟา เคยถ่ายวิดีโอของตัวเองความยาว 39 นาทีไว้ก่อนหน้านี้การพยายามหลบหนี โดยกล่าวถึงสาเหตุที่เธอพยายามหลบหนีออกจากดูไบซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่สองว่าเธอถูกทารุณกรรมและถูกคุมขังเป็นเวลาสามปี และบางครั้งก็เป็นการขังเดี่ยวหลังจากที่ก่อนหน้านี้ในปี 2545 เธอเคยพยายามหลบหนีครั้งแรกเมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่นมาแล้ว เธอกล่าวในวิดีโออีกว่าถ้าหากมีคนเห็นวิดีโอนี้แสดงว่าเธออาจจะเสียชีวิตแล้วหรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่แย่มากๆ

วิดีโอที่ออกมาเมื่อเดือน มี.ค. ระบุอีกว่าสาเหตุที่ลาติฟาต้องการหนีออกมาเพราะเธอต้องการเสรีภาพไม่อยากถูกจำกัดการเดินทาง เธอถูกห้ามไม่ให้ออกจากเมืองหลวงดูไบอีกโดยไม่ได้รับอนุญาต ลาติฟาบอกอีกว่าสำหรับใน UAE แล้ว "ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ชีวิตของคุณถูกออกแบบมาให้ใช้แล้วทิ้ง"

ข่าวในช่วงนั้นระบุว่ามีเอลวี โฌวแบร์ อดีตสายลับชาวฝรั่งเศสกับเพื่อนชาวฟินแลนด์ของลาติฟาเป็นผู้ช่วยเธอหลบหนีขึ้นเรือยอร์ช โฌวแบร์เป็นผู้เคยเขียนหนังสือเกี่ยวเรื่องราวของตัวเองที่หลบหนีออกจาก UAE ในปี 2551 หลังถูกกล่าวหาในข้อหาทุจริต พวกเขาถูกจับกุมชั่วคราวและได้รับการปล่อยตัวในเดือน มี.ค. และหนึ่งเดือนหลังจากนั้นราชวงศ์อัลมัคตูมก็แถลงโต้ตอบรายงานข่าวต่างประเทสว่าโฌวแบร์จับเจ้าหญิงไปเรียกค่าไถ่

ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเคยแถลงถึงกรณีลาติฟาว่าเธอถูกลิดรอนเสรีภาพและเธอควรได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับทนายความและคนที่เธอรักได้ รวมถึงให้มีการปฏิบัติต่อเธออย่างเป็นธรรมในการดำเนินคดี แอมเนสตี้ฯ ยังเรียกร้องอีกว่าเธอควรได้รับการการปล่อยตัวโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมถึงให้เธอมีสิทธิในการเดินทางและเดินทางไปต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล UAE เพิ่งจะออกถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการในเรื่องเกี่ยวกับลาติฟาเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ระบุว่าพวกเขา "เสียใจอย่างมากที่สื่อพยายามตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้" รวมถึงบอกว่าลาติฟา "เป็นที่รักและได้รับการใส่ใจ" จากครอบครัวเธอ อย่างไรก็ตามสื่อซีเอ็นเอ็นตั้งข้อสังเกตว่าภาพถ่ายล่าสุดที่เผยแพร่ออกมาเป็นภาพที่มีลักษณะรายละเอียดความคมชัดต่ำ และผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้รวมถึงโรบินสันก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้

UAE เป็นรัฐที่ประกอบด้วยเจ็ดรัฐหรือที่เรียกว่าเอมิเรตส์ ซึ่งเรียกตามตำแหน่งผู้นำรัฐคือเอมีร์ (emir) ได้แก่ อาบูดาบี ดูไบ อัจมาน ฟูไจรา ราส อัล ไคมา ซาร์จา และ อุม อัล คูเวน UAE ถูกปกครองด้วยสภาของเอมีร์จากเจ็ดรัฐ สภานี้เป็นผู้แต่งตั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรี เจ็ดแคว้นค่อนข้างมีความเป็นอิสระ โดย UAE มีราชวงศ์ทั้งสิ้นจำนวนหกราชวงศ์ด้วยกัน (ที่มา: BBC, Wikipedia)

เรียบเรียงจาก

Sheikha Latifa: Images of 'missing' Dubai princess released, BBC, 24-12-2018

UAE releases pictures of disappeared princess Sheikha Latifa, CNN, 24-12-2018

ขับเคลื่อนโดย Blogger.