ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่ 5
จิตรในยุคสร้างรัฐทหารใหม่


ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2490 คณะทหารร่วมกับกลุ่มกษัตริย์นิยมระบอบเก่า ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลเลือกตั้งของคณะราษฎรที่กำลังฟื้นฟูประชาธิปไตยหลังสงคราม

รัฐประหารนี้ได้เริ่มต้นยุคอำนาจทหารใหม่ และฟื้นฟูระบอบเก่าอย่างจริงจัง

ขณะที่เกมประชาธิปไตยยังเป็นเงื่อนแห่งความชอบธรรมของคณะทหารที่เพิ่งเริ่มกลับมามีอำนาจการเมืองใหม่ ที่ต้องให้สังคมมีเสรีภาพด้านความคิดปัญญา และมีกิจกรรมทางสังคมการเมือง

ช่วงนี้จิตรอายุ 17 ปี ชอบไปหอสมุดแห่งชาติ ไปย่านขายหนังสือเก่าที่เวิ้งนาครเขษม และไปสนทนากับผู้รู้ เช่น ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เมื่อจิตรเรียนปีแรกที่จุฬาฯ จิตรเล่าว่าห้องสมุดที่ตนได้ไปใช้ที่ดีที่สุดในด้านการบริการและการมีหนังสือ คือ “หอสมุดดำรงราชานุภาพ”

ขณะที่หอสมุดกลางที่อักษรฯ จุฬาฯ และ “หอพระสมุดแห่งชาติ” เจ้าหน้าที่มักจะบอกว่าหนังสือ “หาย” หรือ “หนังสือไม่มี” มีแต่รายชื่อหนังสือเท่านั้น

ในปี 2491-2492 จิตร (อายุ 18-19) เข้าเรียนชั้นเตรียมมหาวิทยาลัย แขนงอักษรศาสตร์ หรือ ม.7-8 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ช่วงนี้ จิตรก็ได้เริ่มเขียนบทความด้านภาษา นิรุกติศาสตร์ วรรณคดี ลงหนังสือพิมพ์

และมีเพื่อนที่สนิทมากกระทั่งต่อมาถูกจับติดคุกด้วยกัน คือ สุธี คุปตารักษ์

กลางปี 2493 จิตร (อายุ 20 ปี) ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ (ชั้นปีหนึ่งมีผู้หญิง 90 คน)ภายใต้บริบทของความตึงเครียดเรื่องคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล

โดยปีก่อนหน้านี้คือปี 2492 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบอบการเมืองครั้งใหญ่ในประเทศจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อำนาจปกครองและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือเรียกว่า จีนแดง หรือ จีนปักกิ่ง

ส่วนนายพลเจียงไคเช็ค ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ประธานาธิบดีจีน พาผู้คนอพยพมาสร้างประเทศสาธารณรัฐจีนแบบเดิมที่เกาะไต้หวัน หรือเรียกว่า จีนไต้หวัน

แม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่สหรัฐยังคงสนับสนุนให้จีนไต้หวันเป็นตัวแทนของประเทศจีน และยังคงที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงประเภทถาวร 5 ชาติแห่งสหประชาชาติ

ขณะที่กลางปี 2493 คาบสมุทรเกาหลีที่ได้อิสระจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเมื่อสิ้นสงครามโลกนั้น เกิดสงครามเกาหลีเพื่อชิงอำนาจปกครองประเทศ ระหว่างฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแดง และฝ่ายที่จะสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ รวมทั้งรัฐบาลทหารไทยด้วย

ดังนั้น การเข้าเรียนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ของจิตร ก็เข้ามาในช่วงยุคสงครามเย็นของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ของฝ่ายโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ที่กำลังเป็นสงครามที่รบกันอย่างรุนแรงในซีกเอเชียตะวันออก

และรัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลทหารที่ได้เข้าสังกัดฝ่ายสหรัฐ และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐมากยิ่งขึ้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินสนับสนุนด้านการทหารนับแต่ปี 2493 เป็นต้นมา

ในช่วงการเป็นนิสิตปีแรก จิตรได้ร่วมกับเพื่อนนิสิตที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทำวารสารในชื่อ “ทรรศนะ” ออกวางจำหน่าย

จิตรอยู่ในตำแหน่งบรรณาธิการผู้ช่วยและร่วมเขียน เป้าหมายเพื่อ “เผยแพร่วิทยาการความรู้ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทย” แต่ทำได้ 3 ฉบับก็หมดทุน วารสารขายไม่ได้ (ฉบับที่ 1 ตุลาคม ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2493 ฉบับที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494)

ความสนใจหลักของจิตรอยู่ที่งานด้านภาษา กวี และศัพท์สันนิษฐาน เช่น “สรวง-สวง” และกลอนถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องการอ่านออกเสียงคำว่า “สยามรัฐ” นั้น อ่านว่า “สยา-มะ-รัฐ” หรือ “สยาม-รัฐ”

ลักษณะงานของจิตรยังคงต่อเนื่องตั้งแต่เรียนมัธยมปลายมาตามกระแสนิยมในยุคนั้น

จิตรมีงานเขียนที่ไม่ได้ตีพิมพ์ขณะนั้นในสมุดของตนเอง เช่น “นิราสรัก” “นิราสหญิง” “รอยยิ้ม” “วจีจากน้อง” ฯลฯ

ชิ้นงานของจิตรที่ได้รับการสืบค้นรวบรวมจากสมุดเรียนและกองเอกสารของจิตรในช่วงเวลานี้ นำมาพิมพ์ไว้ในหนังสือ “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” มีถึง 18 ชิ้นงาน (พิมพ์ 2550)

ยุคนี้งานวรรณกรรมของจิตรได้สะท้อนให้เห็นตัวจิตรว่าอยู่ในลักษณะตามกระแสหลักของสังคม

กล่าวคือเป็นงานที่ให้เห็นความหวานและความงามของผู้หญิงและบ้านเมือง อันต้องตามรสนิยมที่ดำรงอยู่ในสังคม และแสดงออก “ว่าไทยนี้ไม่ขาดนักปราชญ์กลอน” (ในบทกลอนเรื่อง “ตอบสาส์นจันทิมา”)

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2494 คณะทหารบกซึ่งเป็นแก่นอำนาจสำคัญของกองทัพไทย หลังฝ่ายทหารเรือแพ้ในกบฏแมนฮัตตันเมื่อ 5 เดือนก่อน ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลตนเองทางวิทยุกระจายเสียง หรือเรียกชื่อกันว่า “รัฐประหารทางวิทยุกระจายเสียง” โดยไม่ต้องลากรถถังและหน่วยทหารออกสู่ท้องถนนในกรุงเทพฯอย่างเป็นการแสดง

รัฐประหารครั้งนี้ก็คือการยึดอำนาจล้มรัฐบาลจอมพล ป. แล้วตั้งจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2494 (เอารัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้ แต่ก็ปรับแก้ในปี 2495 ในหลายประเด็นสำคัญ เช่น อายุ ส.ส. 5 ปี)

ทั้งนี้เพื่อกีดกันกลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มสนับสนุนคณะราษฎร ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎร

และทำให้ทหารทุกเหล่าทัพที่เป็นข้าราชการประจำสามารถเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในทุกตำแหน่ง เป็นได้ทั้งรัฐมนตรี เป็น ส.ส. เป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ

กล่าวคือทหารได้สวมหมวก 3 ใบ คือเป็นฝ่ายบริหารรัฐบาล เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นข้าราชการประจำที่ต้องรับปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล

ดังนั้นนับจากนี้ อำนาจทหารและการเมืองได้มารวมศูนย์ที่ทหารบก แต่มีทหาร 3 ก๊กที่ทรงพลังเช่นเดิม ได้แก่ ก๊กทหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก๊กทหารและธุรกิจจอมพลผิน ชุณหะวัณ หรือเรียกว่าก๊กซอยราชครู และก๊กทหารบกสี่เสาเทเวศร์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ขณะเดียวกัน การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (24 พรรษา) เสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยอย่างถาวรในต้นเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น

การฟื้นฟูราชาชาตินิยมและสร้างพระราชอำนาจนำ ก็เริ่มต้นทางสังคมวัฒนธรรม ดังปรากฏงานวรรณกรรมตั้งแต่กลางทศวรรษ 2490 เช่น สามกรุง วรรณคดียอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของ น.ม.ส. และ สี่แผ่นดิน นิยายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ต่อมากลุ่มปัญญาชนฝ่ายนิยมเจ้าจะยกย่องว่าเป็นวรรณคดีที่สำคัญ

ปลายปี 2495 รัฐบาลทหารได้กระชับไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สงครามเย็นฝ่ายสหรัฐอย่างเข้มข้นมากขึ้น

โดยได้มีการกวาดจับปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่เคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเกาหลี ที่ระดมรายชื่อสนับสนุนเพื่อคัดค้านสงครามได้นับแสนคน

ได้มีการจับกุมคนเหล่านี้ที่ต่อมาเรียกว่า “กบฏสันติภาพ” เมื่อ 10-13 พฤศจิกายน จำนวนมากกว่า 110 คน เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ สุวัฒน์ วรดิลก ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์

เหตุการณ์นี้ ไม่มีชื่อจิตรเกี่ยวพันด้านคดีด้วย

และในวันที่ 13 พฤศจิกายนนั้น รัฐบาลทหารได้ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495” อีกครั้ง หลังจากที่ได้ยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ไปเมื่อหกปีก่อน

แต่ในครั้งนี้ กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวางแบบครอบจักรวาล ดังคำที่เพิ่มขึ้นว่า “ป้องกันการกระทำอันเป็น”

ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ เครก เจ. เรย์โนลด์ส ระบุว่า ไทยเอาแบบอย่างมาจากพระราชบัญญัติควบคุมการกระทำอันเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองของสหรัฐอเมริกา (Subversive Activities Control Act) ฉบับปี 2493 ที่ประกาศห้ามไม่ให้มีพรรคคอมมิวนิสต์ และให้อำนาจเจ้าพนักงานในการจับกุมคุมขังผู้ที่ละเมิดบทบัญญัติได้อย่างกว้างขวาง

การเลียนแบบกฎหมายสหรัฐนี้ของไทยในระยะเวลาที่ไม่ห่างกันนักนั้น ย่อมเท่ากับรัฐบาลทหารไทยประกาศชัดว่ายอมรับแนวทางต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอย่างเต็มที่

ในช่วงปี 2494-2496 การที่จิตร (อายุ 21-23) ได้ทำงานและเป็นเพื่อนต่างวัยกับนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ที่สนใจภาษาไท-ไต ชาวอเมริกัน ที่มาทำวิจัยและทำงานในเมืองไทยขณะนั้น วิลเลี่ยม เก็ดนีย์ (William J. Gedney อายุ 37-38) ก็ช่วยเปิดโลกวิชาการให้แก่จิตรยิ่งขึ้น

อาจารย์จุฬาฯคนหนึ่งได้แนะนำจิตรขณะเป็นนิสิตปีที่ 2 ให้แก่เก็ดนีย์ เพื่อเป็นผู้ช่วยในการศึกษาค้นคว้าของเก็ดนีย์

จิตรได้รายได้เดือนละ 300 บาท และต่อมารับจ้างแปลงานร่วมกับเก็ดนีย์คิดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงๆ ละ 40 บาท ซึ่งทำให้จิตรมีเงินมากทีเดียวสำหรับคนที่ยังเรียนหนังสือ

ทั้งยังได้อยู่อาศัยในบ้านเก็ดนีย์ที่ซอยร่วมฤดี ถนนสุขุมวิท ได้อ่านหนังสือพูดคุยทางวิชาการ (ปี 2493 จิตรเช่าหอพักใกล้จุฬาฯ และมาอยู่หออีกในปี 2495 ส่วนช่วงปี 2494 และ 2496 ว่ากันว่า จิตรพักบ้านของเก็ดนีย์)

ช่วงที่ทำงานกับเก็ดนีย์ก็ช่วยให้จิตรเพิ่มพูนศักยภาพทางภาษาอังกฤษและทางวิชาการ

ความสามารถด้านวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีได้พัฒนาอย่างเต็มเปี่ยม ดังปรากฏว่า ต้นปี 2496 เก็ดนีย์เขียนจดหมายภาษาอังกฤษ ชื่นชมงานบทความวิชาการของจิตรเรื่อง “พิมายในด้านจารึก” (พิมพ์ในวารสาร วงวรรณคดี ฉบับกุมภาพันธ์ 2496) ว่า

“เป็นบทความชิ้นที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่เคยเขียนขึ้นโดยนักวิชาการชาวไทย และบทความชิ้นนี้จะทำให้เป็นที่ยอมรับเชื่อถือในหมู่นักวิชาการชาวต่างประเทศ”

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จิตรหลงใหลในงานประวัติศาสตร์โบราณอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน กระแสลัทธิมาร์กซและคอมมิวนิสต์ที่เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นขึ้นในเอเชีย ก็ส่งผลต่อการรับรู้และกิจกรรมของปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าในไทย ภายใต้บริบทของเกมประชาธิปไตยในไทยในช่วงครึ่งทศวรรษแรก

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จิตรก็ได้เรียนรู้ลัทธิมาร์กซด้วย ดังที่เก็ดนีย์ให้สัมภาษณ์แก่เคร็กในอีกสามทศวรรษถัดมา ถึงความสงสัยที่อยู่ในใจของตนเองตั้งแต่ที่พบจิตรในยุคนั้นว่า “จิตร เป็นพวกแดงหรือเปล่านะ ตอนที่ผมรู้จักกับเขา”

เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ส ได้ประมวลสรุปความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของจิตรในการรับรู้และยอมรับแนวคิดมาร์กซิสต์เข้ามาเป็นเครื่องมือทางกรอบทฤษฎีเพื่อใช้ศึกษาสังคมไทยนั้น

ปัจจัยสำคัญก็มาจากภารกิจการรับจ้างช่วยแปลเอกสารอังกฤษเป็นไทย ไทยเป็นอังกฤษที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งงานเหล่านี้ก็เป็นงานของหน่วย ซี.ไอ.เอ. ของสหรัฐในไทยเอง เช่น “คู่มือของพรรคคอมมิวนิสต์อเมริกา” ที่สหรัฐสนับสนุนการแปลเพื่อให้ตำรวจไทยได้ศึกษา

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความเป็นนักเลงหนังสือและปัญญาชนของจิตร ในช่วงปี 2495-2496 นั้น มิตร ร่วมรบ (ประวุฒิ ศรีมันตะ นิสิตจุฬาฯ ในขณะนั้นด้วย) กล่าวว่า ในช่วงเวลานี้ จิตร “เริ่มสนใจการเมือง”

และจิตรมีวารสารก้าวหน้า ‘อักษรสาส์น’ รายเดือนในสมัยนั้นอยู่ “ครบชุด” ทั้งเคยไปเยี่ยมสุภา ศิริมานนท์ที่บ้านถึง 2 ครั้ง

สุภาเรียนจบอักษรฯ จุฬาฯ อายุมากกว่าจิตร 16 ปี เป็นบรรณาธิการวารสารอักษรสาส์นนี้ และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “แคปิตะลิสม์” (พิมพ์ปี 2496) ที่โด่งดังในครั้งนั้น

มิตร ร่วมรบประเมินว่า จิตรน่าจะได้อิทธิพลจากบทความบางเรื่องในวารสารนี้ และนำไปใช้ในงานเขียนบทความและบทกวีของตนเองในหนังสือ "มหาวิทยาลัย 23 ตุลา" ฉบับปี 2496 เช่นบทความเรื่อง “เมื่อพุทธศาสนาเผชิญกับมาร์กซิสม์” ของ สมัคร บุราวาส

แต่ช่วงนี้ จิตร “ยังไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นผู้เลื่อมใสในลัทธิมาร์กซ์-เลนิน อย่างเด่นชัด. เขาชอบที่จะพูดถึงวอลแตร์, รุสโซ, มองเตสกิเออ มากกว่า คาร์ล มาร์กซ์ และเฟรดเดริค เองเอลส์.”

อักษรสาส์น เป็นวารสารวิชาการด้านการเมืองเศรษฐกิจ การประพันธ์ เรื่องแปลและสารคดีรายเดือนของกลุ่มปัญญาชนก้าวหน้า ซึ่งออกจำหน่ายช่วงปี เมษายน 2492-พฤศจิกายน 2495

งานศึกษาของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้แสดงให้เห็นพัฒนาการว่า ในช่วงเริ่มต้น อักษรสาส์นเป็นเพียงวารสารทางวิชาการแบบปกติที่ยังไม่ได้มีข้อเขียนของฝ่ายนักสังคมนิยม

มีกุหลาบ สายประดิษฐ์ ดูแลแผนกวิชาการเมือง สมหมาย ฮุนตระกูล ดูแลแผนกเศรษฐกิจนานาประเทศ นายตำรา ณ เมืองใต้ ดูแลแผนกศึกษาด้านการประพันธ์ เจริญ ไชยชะนะ ดูแลแผนกเรื่องแปลและสารคดี

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวาระสุดท้ายของวารสาร วารสารนี้ก็กลายเป็นแหล่งเผยแพร่ความคิดและทฤษฎีลัทธิมาร์กซอย่างจริงจัง

และต้องปิดตัวลงเพราะการกวาดจับปัญญาชนครั้งกบฏสันติภาพปลายปี 2495 และสุภาก็ถูกจับติดคุกราว 2 เดือนด้วย

ทวีป วรดิลก ผู้เป็นเพื่อนและได้สนทนาเชิงลึกกับจิตร เล่าว่า หนังสือที่ให้ความคิดสังคมนิยมและลัทธิมาร์กซ หรือที่เรียกว่าหนังสือ “ก้าวหน้า” ที่มีพิมพ์อยู่ในภาษาไทย ซึ่งขณะนั้นก็มีจำนวนมาก “จิตรได้อ่านมามาก”

ทั้งยังได้รับความคิดลัทธิมาร์กซอย่างจริงจังจากวารสารอักษรสาส์น

หรืออาจกล่าวสรุปได้ว่า ในช่วงสองสามปีที่เรียนอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จิตรมีทั้งชุดความรู้ความนิยมในกระแสหลัก บวกกับเพิ่มการรับเรียนรู้จากชุดความรู้ทางปรัชญาการเมืองของตะวันตกในแบบที่นักศึกษารัฐศาสตร์เรียน และชุดความรู้ลัทธิมาร์กซในหมู่ปัญญาชนก้าวหน้าในไทย

ประเด็น “คอมมิวนิสต์” ในทศวรรษ 2490 เราอาจรู้สึกถึงความขัดแย้งกันระหว่างนโยบายการปราบปรามคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลทหารไทยที่มีระดับเข้มข้นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่จัดพิมพ์ลัทธิมาร์กซในลักษณะต่างๆ และเรื่องราวของประเทศคอมมิวนิสต์ในไทย

ซึ่งลักษณะที่ดูขัดแย้งดังกล่าวนี้เป็นผลจากบริบทการเมืองโลกและการเมืองภายในของไทย

กล่าวคือ ประเด็นคอมมิวนิสต์เป็นความกังวลใจของรัฐบาลสมัยปลายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีความเคลื่อนไหวจากชาวเวียดนามกู้ชาติ และต่อมากังวลต่อชาวจีนในไทยที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังปฏิวัติ 2475 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกษัตริย์นิยมได้ทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ 1 เมษายน 2476 เพื่อกำจัดคณะราษฎรจากเวทีการเมือง จึงมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นกฎหมายกำจัดนายปรีดี พนมยงค์และฝ่ายพลเรือนคณะราษฎร

กฎหมายคอมมิวนิสต์บังคับใช้จนเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศโซเวียตซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่สำคัญและเป็นหนึ่งในประเทศห้าชาติมหาอำนาจในสหประชาชาติ ได้ขอให้ไทยยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์

และไทยยกเลิกกฎหมายนี้ในปลายเดือนตุลาคม 2489 เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในปลายปีเดียวกัน และก็ยอมรับให้มีสถานเอกอัครราชทูตโซเวียตประจำประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี 2490 มา ไทยจึงต้องเล่นเกมเสรีประชาธิปไตย กระทั้งรัฐบาลทหารไทยประกาศใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์ฉบับใหม่ในปลายปี 2495

ซึ่งในระยะหลายปีมานี้ ความรู้เกี่ยวกับลัทธิมาร์กซและลัทธิคอมมิวนิสต์ก็แพร่กระจายและดึงดูดความสนใจในหมู่ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าของไทยอย่างมากทีเดียว

กล่าวโดยสรุป ชีวิตของจิตรในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2490 ได้ว่า บริบทการเมืองไทยและโลก คือการฟื้นสร้างรัฐทหารด้วยความร่วมมือกับกลุ่มกษัตริย์นิยมระบอบเก่าในบริบทสงครามเย็น ที่รัฐบาลทหารไทยมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐ แต่ยังต้องคงเกมเสรีประชาธิปไตยในประเทศ กระทั้งท้ายสุดเข้าสู่การเป็นรัฐทหารที่เข้มข้นเมื่อสิ้นปี 2495

บริบทนี้ส่งผลต่อสังคมความรู้ที่กำลังมีการฟื้นอดีตของราชาชาตินิยม ความสนใจในประวัติศาสตร์อยุธยาและยุคก่อนอยุธยา

รวมทั้งการได้เข้าเรียนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่มีคณาจารย์ปัญญาชน เช่น

พระยาอนุมานราชธน อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ปราชญ์ด้านวิถีชีวิตประเพณีไทย ประวัติศาสตร์ และสอนวิชานิรุกติศาสตร์ ทั้งยังรักษาการตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถานปี 2490-2512

อาจารย์รอง ศยามานนท์ ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์และเป็นคณบดีคณะนี้ด้วย

ได้เป็นปัจจัยให้จิตรกระตือรือร้นมากขึ้นในการศึกษาด้านภาษา นิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งจิตรได้บันทึกลายมือไว้ในสมุดบันทึกชีวิตของตนเองว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา

จิตร “ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต.... อยากจะเป็นคนหนึ่งในบรรดานักปราชญ์แห่งราชบัณฑิตยสถาน” (เช่น พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร และ สมัคร บุราวาส เป็นราชบัณฑิตด้านอภิปรัชญา)

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาด้านลัทธิมาร์กซในสังคมไทย ที่มีระดับความเข้มข้นมากขึ้นในหมู่ปัญญาชน และแพร่กระจายในสิ่งพิมพ์ที่เปิดเผย

ก็ทำให้จิตรได้เรียนรู้ และค่อยๆ ผสมผสานทฤษฎีมาร์กซิสต์และเนื้อหาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันในอีกครึ่งทศวรรษต่อมา

บรรยายโดย ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

#จิตรภูมิศักดิ์ #สงครามเย็นในไทย #อักษรศาสตร์จุฬา#อักษรสาส์น #คอมมิวนิสต์ #มาร์กซิสต์ #ธำรงศักดิ์เพชเลิศอนันต์ #ตายูอีบุ๊คส #TAYOOeBooks

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.