ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่ 4จิตรกับคนเขมรและคนจีน

ราวปลายปี 2488 เมื่อจิตรย้ายจากพระตะบองเข้ามาอยู่กรุงเทพฯกับพี่สาว ได้เช่าห้องอยู่ที่ย่านอุรุพงษ์ ถนนเพชรบุรี ราคาเดือนละ 50 บาท

โดยแม่ที่ได้อย่ากับพ่อตั้งแต่อยู่พระตะบองนั้น ได้แยกไปทำการค้าขายผ้าที่ต่างจังหวัด (ที่ลพบุรี ต่อมาที่ปราจีนบุรี) เพื่อหาเงินส่งลูกทั้งสองเรียน

เดือนพฤษภาคม 2489 คุณภิรมย์ในขณะเป็นนิสิตปีแรกของแผนกวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปี 3 เลือกเรียนแผนกเภสัชกร จบปีการศึกษา 2493)

ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองพาจิตร (16 ปี) ไปสมัครเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร

ปัจจัยสำคัญคือใกล้ที่พักและไม่ต้องเสียค่าเดินทาง จิตรเดินไปโรงเรียนเองได้

(คุณภิรมย์บันทึกว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนไม่เต็มใจรับให้จิตรเข้าเรียน แต่ไม่ได้ขยายความถึงเหตุปัจจัยที่สนทนากัน)

การเรียนสองปีชั้น ม.5-6 ที่โรงเรียนนี้ จิตรต้องเผชิญหน้ากับครูบางคนที่หมิ่นแคลนเชิง “คลั่ง” ชาตินิยมไทย ว่า “เธอมันเป็นเขมร” อย่างซ้ำๆ กระทั่งจิตรไม่อยากไปโรงเรียน

ขณะเดียวกัน จิตรก็ได้รับความคิดชาตินิยมไทยที่มีความกังวลต่อ “คนจีน” อย่างแรงกล้า ตามกระแสการปลุกเร้าชาตินิยมไทยในยุครัฐบาลทหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ที่ปลุกความรังเกียจและหวาดระแวงชาวจีนในไทย อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องการสร้างมิตรและความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น จนถึงเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในสงครามโลก

ขณะที่รัฐบาลจีนและคนจีนนอกประเทศจำนวนมากต่อต้านหรือเป็นศัตรูของญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นรุกรานยึดครองแผ่นดินจีน

และไทยก็มีคนจีนและลูกหลานจีนจำนวนมาก

ในปี 2490 ประมาณว่ามีคนจีนที่เกิดในจีนและที่เกิดในไทยราว 2.1 ล้านคน หรือเท่ากับร้อยละ 12 ของประชากรไทยทั้งหมดราว 17.6 ล้านคน

ซึ่งที่จริงแล้วประเด็นคนจีนในไทยนี้กล่าวได้ว่ามันเป็นความต่อเนื่องจากยุคราชาชาตินิยมสมัยรัชกาลที่ 6 ที่สร้างแนวคิดในการระแวงคนจีน โดยเปรียบคนจีนเป็น “ยิวแห่งบูรพาทิศ”

และในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็มีความกังวลใจอย่างมาก ว่าคนจีนในไทยจะมีบทบาทอำนาจครอบงำในการเมืองไทย

ทั้งนี้ จิตรได้นำการรณรงค์คว่ำบาตรไม่ซื้อสินค้าจีนในโรงเรียนของเขา เหตุการณ์เกิดเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2490

ขณะนั้นเป็นปลายปีการศึกษามัธยมปีที่ 5

จิตรบันทึกไว้ว่า จิตรกับเพื่อน “มักปรึกษาเรื่องเจ๊กกันอยู่เสมอ”

และวันนั้น ครูคนหนึ่งได้เขียนเรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าเป็นซินแซในโรงเรียนจีน” มาติดไว้ที่กระดานในห้องสมุด

จิตรระบุว่า “เป็นนโยบายของพวกเจ๊กที่จะกลืนชาติ”

จิตรรู้สึก “โมโห”

และจิตรขึ้นไปที่ห้อง “ตะโกนไม่ให้เราซื้อของเจ๊กในโรงเรียน”

จิตรรณรงค์ผ่านหัวหน้าชั้นต่างๆ ในโรงเรียน ให้มาชุมนุมกันที่หน้าโรงเรียนในตอนพักกลางวัน

มีนักเรียนมาเกือบหมดโรงเรียน จิตร “จึงได้พูดปลุกใจให้รักชาติ เกลียดเจ๊ก ไม่ซื้อของเจ๊ก ฉันจะถามอะไรเป็นตอบรับทุกคน

เช่นถามว่า ‘จะนั่งนิ่งดูดายให้ชาติอื่นๆ เขากลืนชาติไทยได้ไหม’

‘ไม่ได้ๆ’ พร้อมกันทุกคน”

ส่วนฝ่ายครูในโรงเรียนเรียกผู้มีส่วนร่วมไปตักเตือน และกล่าวถึงจิตรว่าเป็น “ตัวก่อกวน”

แต่ฝ่ายครูก็ไม่ได้มีบทลงโทษต่อจิตรในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ความกลัวเจ๊ก “จะกลืนชาติ” ไทย เป็นความสำเร็จของรัฐไทยตลอดมาที่ชนชั้นนำทั้งรุ่นราชาชาตินิยมและรุ่นทหารนำชาติไทยได้สร้างภาพ “เจ๊ก” เป็นปีศาจถาวร

ดังนั้น ต่อให้ชนชั้นนำไทยมีเชื้อเจ๊ก ก็ต้องพยายามกลืนปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตนให้ดูเป็นไทยที่ไปไหว้เจ้าไปเช็งเม็งได้

และครูในโรงเรียนนี้ก็คงมีสภาพความคิดความเชื่อไม่ได้ต่างไปจากนักเรียนเช่นกัน

เหตุการณ์ต่อต้านสินค้าจีนนี้ของจิตร กล่าวได้ว่าน่าจะยังเป็นสภาพอารมณ์ของคนในกรุงเทพฯอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสงครามโลก

เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนกว่าเมื่อสงครามยุติลง (16 สิงหาคม 2488) ก็ได้เกิด “เหตุการณ์ที่เยาวราช”

ที่ถูกจดจำโดยเรียกว่า “จีนเลียะพะ” (แปลว่า รุมตี)

เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2488 (เริ่ม 22 กันยายน) ได้มีการปะทะกันด้วยกำลังและอาวุธระหว่างคนจีนแถวนั้นกับคนไทย กับฝ่ายตำรวจและทหารอย่างรุนแรงราว 4 วัน

เสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน

ทั้งตลอดเหตุการณ์ มีการปล้นสะดมร้านค้าชาวจีน

กระทั้งในวันสุดท้ายของเดือนดังกล่าว ฝ่ายตำรวจไทยจึงสามารถควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ได้

สาเหตุของเหตุการณ์มาจากฟางเส้นสุดท้ายเรื่องธงชาติ

คนจีนในย่านเยาวราชและสำเพ็ง จะติดธงชาติจีนเพื่อร่วมฉลองชัยชนะสงครามของประเทศจีนในฐานะมหาอำนาจโลก ร่วมกับธงอีก 4 ชาติมหาอำนาจ ได้แก่ ธงสหรัฐ ธงอังกฤษ ธงฝรั่งเศส และธงโซเวียต

แต่คนไทยและเจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่า ที่นี่ประเทศไทย ต้องมีธงไทยอยู่ร่วมด้วย

จากเรื่องธงชาตินำไปสู่การกระทบกระทั่งเหม็นขี้หน้ากัน แล้วก็เริ่มเป็นความรุนแรง

แม้ว่าเหตุการณ์ที่เยาวราชจะจบลง แต่หนังสือพิมพ์และสื่อของไทยจำนวนมากยังคงแสดงความรักชาติไทยวิพากษ์จีนอย่างต่อเนื่อง

และเป็นความทรงจำที่ฝั่งไว้ในใจของ “คนไทย”

ขณะที่รัฐบาลจีนซึ่งเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจในสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุมัติให้เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนและเปิดโรงเรียนจีนในไทยต่อไป หลังจากที่รัฐบาลทหารไทยสมัยสงครามได้สั่งปิดโรงเรียนเหล่านั้น

ซึ่งไทยก็ยอมรับอนุมัติให้เปิดโรงเรียนและการสอนภาษาจีน เพื่อที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในปลายปี 2489

ทั้งนี้ ภายในระยะสิบเดือนหลังยุติสงคราม จำนวนโรงเรียนจีนเปิดขึ้นมากมายที่มีจำนวนยอดรวมมากกว่าก่อนสงครามเสียอีก

ทว่า คณะทหารที่ยึดอำนาจเมื่อปลายปี 2490 ก็ใช้ประเด็นชาตินิยมไทยที่หวาดระแวงจีนมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง

โดยนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งของการโจมตีว่ารัฐบาลพลเรือนหลังสงครามนั้น “เห็นแก่จีนยิ่งกว่าไทย” ดังนั้น “เจ๊กจึงเลียะพะ” และ “จีนเลยอยู่เหนือกฎหมายไทย”

ความกลัวเกิดขึ้นในหมู่คนจีนจำนวนมาก กระทั่งคณะทหารต้องออกแถลงการณ์ยืนยันรักษาความปลอดภัยของคนจีน และยืนยันรักษาสิทธิเสรีภาพของคนจีนทั้งในชีวิตประจำวันและการค้าขาย

ในช่วงชีวิตทศวรรษแรก จิตรก็ได้รับกระแสวัฒนธรรมทั้งพื้นบ้าน เช่น ลิเก ได้อ่านรามเกียรติ์ ทั้งได้รับลัทธิชาตินิยมและลัทธิทหารจากรัฐบาลไทยหลังปฏิวัติ 2475 จนเข้าสู่สมัยสงคราม เหมือนเช่นเยาวชนคนไทยโดยทั่วไป

โดยผ่านการศึกษาในระบบ สื่อของรัฐและสื่อต่างๆ การดูหนังและละคร เช่น ละครเรื่อง “พระนเรศวรมหาราช” ของคณะดำรงศิลป์ที่โรงละครกรมศิลปากร (11 กุมภาพันธ์ 2490)

ซึ่งจิตรได้วิจารณ์ว่าทำผิดบทจากที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารตอนทำยุทธหัตถี เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า จิตรอ่านพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาอย่างจริงจัง

เพียงแต่ว่า ประสบการณ์ของจิตรในช่วงทศวรรษต่อมาที่แตกต่างออกไปจากกระแสหลักของสังคม จะช่วยก่อรูปความคิดแหวกแนวออกจากกรอบอคติเรื่องเชื้อชาติ ที่รังเกียจหรือดูหมิ่นคนเชื้อชาติอื่นออกไปได้

ดังปรากฏเป็นงานเขียนในฐานะนักเขียนประจำคอลัมน์ “ชีวิตและศิลป” ในนามปากกา “สมชาย ปรีชาเจริญ” ในหนังสือพิมพ์ปี 2500-2501 เช่นเรื่อง

“แคน... ดนตรีแห่งการต่อสู้ชีวิต”

“ลาวแพนเพลงที่สะท้อนวิญญาณแห่งการต่อสู้ของประชาชน”

“ศิลปะของชนส่วนน้อยกับการเหยียบย่ำ”

ซึ่งบทความที่อ้างถึงท้ายสุดนี้ จิตรกล่าวว่ารัฐบาลที่เป็นตัวแทนกลุ่มฟาสซิสต์และศักดินาจะโน้มเอียงมี “นโยบายแอนตี้เชื้อชาติ”

แต่ข้อเท็จจริงคือ “ประชาชนไทยและประเทศไทยประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ มีทั้งไทย จีน ลาว เขมร ขมุ แม้ว เย้า ฯลฯ”

บรรยายโดย ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
#จิตรภูมิศักดิ์ #ชาตินิยมไทย #จีนในไทย #เหตุการณ์เยาวราชและสำเพ็ง#จลาจล2489 #รัฐประหาร2490 #แคน #ลาวแพน #คนไทย #สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2 #องค์การสหประชาชาติ #ธำรงศักดิ์เพชรเลิศอนันต์ #ตายูอีบุ๊คส#TAYOOeBooks


แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.